เขาบอกว่าระวังคำพูดและการกระทำไว้ให้ดี เพราะมัน ฟ้อง ตัวเอง อยากจะให้ทหารสำนึกสิ่งนี้ไว้ดีๆ เพราะล่าสุด ออกเอกสารลับมา แล้วบอกว่า คอมเก่าที่ฝังตัวอยู่ใน พปช หรือก็คืออำนาจเก่านั่นเอง เล็งที่จะเอาระบอบสภาเพรซิเดี้ยม หรือไม่ก็ระบบประธานาธิบดี มาสู่ประเทศไทย แล้วดับ ไฟอันเจิดจ้าของราชวงค์ จักรี ลงไป ทหารจึงออกมาสั่งให้ทหาร ทำลายล้างอำนาจเก่า แล้วแย่งชิงปชช ตาดำๆ ที่ชอบอำนาจเก่า กลับเข้าร่องรอย คือหันมารักทหาร และเพราะทหารนั้นรักพ่อหลวงมาก ก็เป็นการรักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้
สรุปคือ รักทหารเท่ากับรักพ่อหลวง รักอำนาจเก่า คือต้องการทำลายพ่อหลวง ต่อด้วยว่าประชานิยม เข้ากับพอเพียงไม่ได้ เพราะประชานิยมจะทำให้ชาติ เงินหมด แบบหน้าตักเกลี้ยง ต้องพอเพียงประหยัดกัน ตามแนวพอเพียงเท่านั้น สรุปคือ อำนาจเก่าจ้องทำลายสถาบัน จ้องทำลายเศรษฐกิจ ทหารเลยต้องออกมาทำสงครามแย่งชิงปชช ไปเข้าข้างเขา
ถ้ามันง่ายแบบบอกว่าทหารประสาทไปแล้ว หรือ ตกยุค แบบที่คนได้ยิน ทหารพร่ามเรื่องแบบนี้ ที่ส่วนมากออกมาพูดกัน ว่ามันบ้าไปแล้ว ก็ดีสิ ปัญหามันคือ ทหารเขาไม่บ้า แล้วไม่ได้ตกยุค เพราะนี่มันยุคของทหารมีอำนาจ ฉะนั้นจะตกยุคได้ไง พูดง่ายๆ เรื่องมันยาก เพราะทหารเขาเชื่อของเขาอย่างนั้นจริงๆ
แต่เอาหล่ะ คนปรกติที่เห็นคนไทยแสดงความรักต่อสถาบันกัน โดยเฉพาะพ่อหลวงขนาดไหน แล้วมันก็อด กล่าวหาว่าทหารบ้าจริงๆไม่ได้ เพราะไม่ว่า จะเป็นคอมมูนิสเก่าแก่แล้วแอบอยู่ที่ไหน มีจิตใจเป็นอย่างไร กะจะโค่นจริงหรือไม่จริงอย่างไร แต่ภาพคนไทยรักพ่อหลวง มันทำให้มองไม่ออกจริงๆว่าทหารมองเห็นอะไรอยู่ และเห็นอะไรอยู่ที่เป็นภัยขนาดนั้น ถึงขนาดออกมาบอกว่าภัยนี้ ภัยที่คอมจะล้มสถาบันและพ่อหลวง ใหญ่กว่าไฟใต้เสียอีก
ประเด็นที่บอกมาเรื่องคำพูดและการกระทำ ที่จงระวังไว้นะ มันก็ตรงนี้ คือทหารเห็นอะไร และจริงๆแล้วกลัวอะไรจริงๆ คือถ้าเห็นว่าคนเขาจ้องล้มสถาบัน ถึงขนาดออกมาตรการออกมา แสดงว่ากลัวว่ามันจะเกิดขึ้นจริง และถ้าก้าวต่อไปอีกสักนิด ในข้อสงสัย การเห็นว่ามันจะเกิดขึ้นจริง และเป็นไปได้ ที่คนจะล้มสถาบันลง มันก็เหมือนบอกว่า ถ้าคอมแอบจิตมันมีจริงอย่างที่กลัว ทหารก็กลัวว่าเขาจะทำได้ ก็คือทหารมองว่ามันมีทางทำได้จริงที่จะล้มสถาบัน ซึ่งนี่มันเหลือเชื่อจริงๆว่า ทหารคิดได้ไงนิ
ผมเพื่อคอมก็มีมากมาย บางคนเป็นเศรษฐีไปแล้วก็มี แล้วเท่าที่ฟังมา สิ่งที่เขาไม่ชอบกัน ไม่ใช่สถาบันกษัตริย์หรือพ่อหลวง แต่มันคือทหารและตำรวจและข้าราชการระดับสูง ที่เป็นวงรอบพ่อหลวงอยู่ เพราะการเข้าใกล้ชิดกับท่านถึงขนาดนั้น มันทำให้คนปรกติ กลายเป็นผู้มีบารมีขึ้นมาได้ แล้วถามจริงๆ ผู้มีบารมีพวกนี้นะได้สักเสี้ยวหนึ่งของพ่อหลวงไหม แต่ผู้มีบารมีพวกนี้ ทำตัวเหนือทุกอย่าง ก้าวก่ายทุกอย่าง ชี้นำสังคม แล้วไง ก็อย่างป๋า คือคนเขาเชื่อกันครึ่งเมืองว่าอยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจ แล้วไง ใครเสีย ฝรั่งไปเขียนกันว่า มันเป็น Royalist Coup เสียชื่อใครต่อใครไปหมด
คือเท่าที่ฟังพวกคอมคุยกัน เขาอยากเปลี่ยนกองทัพมากกว่า เอากองทัพไทย ไปแลกกับของเวียดนาม มันจะได้เลิกยุ่งการเมืองเสียที ตั้งแต่ฟังมา ยังไม่เห็นมีเพื่อนคอมคนไหน มีใครบ่นถึงสถาบันกษัตริย์เลย แล้วถ้าถามว่า ถ้าทหารไม่ปกป้องสถาบัน สถาบันจะเป็นไง ใครจะปกป้อง ถ้าสักวันคนไทย ตัดสินใจ แยกทหารตำรวจและข้าราชการ ให้ห่างสถาบัน จะได้ไม่บ้าอำนาจ คำตอบก็คือ ความรักของประชาชนคนไทย ที่มีให้สถาบันนะสิ แล้วถามจริงๆเถอะทหาร ระหว่างมีเรื่องแบบป๋า มากระทบสถาบันบ่อยๆ หรือว่าสถาบันปกป้องโดยความรักอันบริษุทธิของปชช อันไหน ดี กว่ากัน
ไม่มีใครเขามากล่าวหาว่าทหารไม่รักสถาบันหลอก แต่เขามองกันว่าทหารนะมีผลประโยชน์แอบแฝง แล้วเพราะผลประโยชน์นี่นะ มันก็แบบที่คนเขาเขียนกันมาแล้วแทบจะทั้งเมือง คือคำตรัสของพ่อหลวงนั้น ถูกบิดเบือนมากี่ครั้งกี่หนแล้ว โดยทหาร แบบยุบพรรคนะ ฟังกันหรือเปล่าท่านตรัสว่ายังไง แล้วตัวเองเลือกที่จะทำอะไรแทน และที่เลือกทางนั้นนะ มันเพราะอะไร ไม่อยากจะพูดหลอกนะ แต่ว่าสิ่งที่มันฟ้องที่สุด ก็คือพิธีรับธงชัยเฉลิมพลจากพ่อหลวงนะ คือเวลารับนะต้องให้คำสาบานกับพ่อหลวงไว้หลายอย่าง สิ่งหนึ่งนะคือจะรักษา รธน เอาไว้ แล้วถามจริงๆเถอะ ให้คำพูดกันไว้แทบทุกคน คนละหลายๆหน แต่แล้วลงเอย ฉีก รธน มาแล้วกี่ฉบับ
ทั้งตีความคำพูด ทั้งไม่กระทำตามคำแนะนำ ทั้งไม่รักษาคำพูด สุดท้ายเอากระบองไปฟาดหัวคน ที่ไปประท้วงหน้าบ้านองค์มนตรี ให้มันได้แบบนี้สิทหาร นี่จะเอายังไงกันแน่ คนเขาหมดความเคารพองค์มนตรีไปสองสามภาคของประเทศ เพราะเรื่องนี้ อย่างนี้นะ มันเล็งผลเลิศอะไรกัน
ใครกันแน่ ทหารหรือคอมมูนิสที่กำลังทำลายสิ่งที่เราทุกคนรัก
แล้วถามจริงๆเถอะ ส่องกระจกชะโงกดูเงาตัวเองบ้างไหม? คือจะมาแย่งประชาชนไปเข้าข้าง โปรดดูพ่อหลวงไว้ว่าคนไทยรักท่านมากมายเพราะอะไร แล้วทหารนะ เช่นในการสกัดคนจนคนต่างจังหวัดไม่ให้เข้ากรุงเทพนะ ทำอะไรไว้บ้าง ลองถามลงไปสิว่าเอาปืนจ่อหัว คนภาคอีสานและเหนือไปกี่ร้อยคนแล้ว ของแบบนี้นะ นึกหรือว่าคนไม่เอาไปพูดกันต่อ หรือจะพูดถึงความดี การมีจริยธรรม จรรยาบรรน ธรรมาภิบาลที่ดี ถามตรงๆ นึกว่าคนเขาไม่รู้เรื่องโกงกินของตัวเองหรือ แล้วแบบ งบลับซื้อนักข่าว แล้วเอกสารลับสกัด พปช ที่จะดึงเอาสถาบันมาเป็นตัวเล่นในเกม ถามจริงๆเถอะ ถามตัวเองบ้างหรือเปล่าว่า มีอะไรดีให้ใครเขารัก ถึงมาฝันว่าจะดึงคนไปเข้าข้าง
โอย เขียนมาไม่รู้เข้าถึงสมองทหารหรือเปล่า เห็นเขียนไว้ในแผนว่าจะพยายาม ฉลาดขึ้น แต่ถ้ามันเข้าไปในสมองบ้าง ขอเตือนด้วยความหวังดีจริงๆ ต่อตัวทหารเอง ทำตัวให้มันดี ตามรอยเท้าพระองค์ เลิกเกเรเสียที แล้วสถาบันจะเข้มแข็ง แต่ขืนคนกลุ่มที่ใกล้ชิดท่านมากที่สุด ยังเอากระบองมาพาดฟันหัวคน แล้วเอาปืนจ่อหัวกันง่ายๆ แถมไม่ฟังท่านอีก นึกจะทำอะไรหักดิบอะไรก็ทำ สิ่งนี้หละ ที่จริงๆทำลายสิ่งที่เรารักลง ไม่มีคอมที่ไหนจะมาสามารถสร้างความเสียหายได้มากมายเท่าที่พวกท่านเองทำลงไปหลอก
แค่บอกว่าสถาบันไม่ปรอดภัย ก็แสดงความบ้าออกมาแล้ว นี่ยังจะมาแย่งประชาชนไปอีก กลับไปแย่งการเป็นหัวคิวกับตำรวจเถอะ อย่ามายุ่งอะไรกับประชาชนเลย นอกจากภาคใต้แล้ว คิดและเป็น พวกท่านนะ มันใกล้ศุนย์พันธ์เต็มที่แล้ว ในประเทศไทย
สุดท้ายก็เรื่องประชานิยมทำให้ชาตอหมดหน้าตัก นี่ก็ทำมาห้าหกปีแล้วนะ มันหมดหน้าตักอะไร ไม่เห็นเหมือนอาร์เจนติน่าสักที เงินทุนสำรอง โน่นดูบ้างหรือเปล่าว่าขึ้นไปขนาดไหน แล้วทั้ง ทีดีอาร์ไอ แล้วไม่รู้จะกี่ดอกเตอร์ ออกมายอมรับประชานิยมกันแบทจะหมดเมืองแล้ว เขาเรียกสะใหม่ว่ารัฐสวัสดิการณ์ ลำบากยัก ไม่ชอบประชานิยม ก็เรียกมันชื่อใหม่เข้าไปสิ แต่อย่าดันทุรัง พอเพียงนะคือปรัชญาที่บอกว่าระวังเสี่ยง แทนที่จะหว่านเงิน ให้คนจน เขาก็บอกแล้วว่าจะให้ความรู้ ไปด้วย แล้วระวังไม่ให้มากไป ดูแลจุดอ่อนให้ดีขึ้น แบบนี้มันจะมาทำลายเศรษฐกิจไทยตรงไหน นอกจากเอาเงินคนรวยไปให้คนจน หรือว่ามันตรงนี้ที่จริงๆทหารรับไม่ได้
พอเพียงระวังมันจะทำอะไรมากไป มันทุกอย่างนะที่ครอบคลุมถึง เช่นความคิด อย่าให้มันบ้ามากนักแบบล้มสถาบันได้เลย ใครจะล้มได้ ถ้าไม่ใช่พวกท่านทำไม่ดีเอง แล้วพวกรอบล้อมอีก ที่ดูแล้วไร้สิ้นซึ่งความดีจริงๆ นอกจากพูดเช้าสายบ่ายเย็นว่า ต้องเอาคนดี แล้วไง เขาก็เห็นกันทั้งเมืองว่ามันโกหก เห็นคนของทหารไม่ดีกันทั้งนั้น
คนไทยคนไหนไม่ได้เกิดมาเป็นผู้ใหญ่พอที่จะเข้าใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในไทยนั้น น่าเสียดายจริงๆ พวกเราคนที่มีส่วนในการต่อสู้ครั้งนี้ รับรองได้ ผมจะออกมายังไงก็ตาม ลงประวัติศาสตร์ไปแล้ว ว่าเลื่อนไหวอยู่ในช่วง ที่มันเป็น ยักษ์ ของประวัติศาสตร์ จริงๆ มันเป็นสามปรัชญา อันยิ่งใหญ่ที่ต่อสู้กัน ชนิดเอาอณาคตของชาติ อีกเป็นสิบๆปี วางไว้เป็นเดิมพัน สามปรัชญานั่นก็คือ ปรัชญาการเมืองของนักการเมืองมืออาชีพ คือพรรคปชป เผด็จการก็ได้ ประชาธิปไตก็ดี ขออย่างเดียว มีส่วนแชร์อำนาจ และก็มีปรัชญาของเผด็จการอำนาจนิยมอำมาตรนิยม แบบคนรวยมาก่อนและรู้ดีที่สุด แบบแรงๆเข้ามาแจม และปรัชญาสุดท้าย คือปรัชญาของประชาธิปไตย รุ่นใหม่คือรากหญ้ามาก่อน ดีหรือเลวถ้ารากหญ้าได้ประโยชน์เป็นรับได้
ท่านลองถามตัวเองดูสิว่า ในประวัติศาสตร์ไทย เคยมีช่วงไหน ที่สามปรัชญามันต่อสู้กันรุนแรงขนาดนี้มาก่อน ใครๆก็บอกว่าถ้าจะแน่นอนแล้วว่ามาร์ค ม7 จะเป็นนายกคนต่อไป ก็แสดงว่า นักการเมืองมืออาชีพ จะครองเมือง ถึงส่วนมากจะบอกว่ามาร์ค คงจะอยู่ไม่นาน แต่จริงๆแล้ว มันก็ไม่แน่ แล้วที่บอกกันว่ามาร์คจะทำจนเละไปอีกมาก จริงๆมันก็ไม่แน่นัก พูดง่ายๆ มืออาชีพ ขนาดมาร์ค เขาก็รู้ว่า เดิมพันกันด้วยอะไร ยิ่งเห็น เผด็จการ ปล่อยโอกาส ตีตื้นปรัชญาอื่น ให้เป็นแทบศูนย์แบบนี้ มาร์คคงจะพร้อมเดินเครื่องจักร ปชป ให้ หลุดประวัตศาสตร์การแตกแยกและตีกันเอง ของพลพรรคภายในของปชป แน่นอน แต่แน่นอน แม่ยกและคนรวย คนระดับสูง ทั้งหลาย คงสบายถ้ามาร์คเป็นนายก
ม้ารองที่ยอมรับกันคือสมัคร ที่ตีตื้นวันดีคืนดี คือยิ่งถูกตีแรงแค่ไหนจากปชปและคมช กลับแรกขึ้นทุกที ก็เพราะยิ่งตียิ่งไปปลุกคนของอีกฝ่ายขึ้นมา ส่วนไอ้กลางๆที่จะหนีมันไม่มัเหลือแล้ว ทุกวันนี้มันมีแต่ Hardcore และ พวก รอให้ปลุกขึ้นมา เข้าฝ่ายเดิม ก็เท่านั้นเอง แล้วถ้าสมัครชนะ รับรองได้ รากหญ้าและคนจนสบาย รวมถึงคนระดับกลางล่าง ส่วนใครมาเป็นรัฐบาล มันก็เหมือนๆกัน ตรงที่จะต้องต่อกรกับกรอบที่ทหารวางไว้ รับรองงานนี้ พลิ้วและต่อรองกันสนุก มีอย่างหรือมาร์ค ถ้าได้เป็นรัฐบาล จะมาลิดรอนพลังที่หนุนตัวเอง ไม่เชื่อคอยดูสิ ถ้าสวสรรหา (แต่งตั้ง) มันออกมาสนับสนุน ปชป แบบสุดเลียปชปและมาร์ค มีอย่างหรือมาร์คจะไป เปลี่ยน รธน พูดง่ายๆ ทหารและป๋า กลับมาเล่นการเมืองแบบชักใยอยู่เบื้องหลัง
โอยมันเป็นสงครามอันยิ่งใหญ่จริงๆ เมืองไทยแตกเป็นสามส่วน แต่ละส่วนมีและมองผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก และมีฐานปชช สนับสนุนกันดิบดี ใช่ครับแน่นอน ทหารและเผด็จการนิยมนั้น มีคนสนับสนุนมากมาย การเมืองอาชีพของปชปก็มากมาย ประชาธิปไตยฉบับประชานิยม ก็มีคนสนับสนุนมากมาย
ท่านผู้อ่านคงจะสงสัยว่าประเด็นของผมคืออะไร จะลากเรื่องนี้ไปที่ไหน คือท่านที่อ่านผมประจำ คงจะต้องการให้ผมทำเหมือนเดิม คือพาท่านทัวร์เขาไปในดินแดนที่นักเขียนนักคิดคนอื่นไม่ค่อยไปกัน ก็คือแบบ Unseen Thailand ฉะนั้นผมก็ขอเข้าเรื่องเลยนะครับ แต่ก่อนไป Unseen Thailand เสียดายเรื่องรองๆนะครับ เลยจะขอฝากไว้ให้ท่านผู้อ่าน ถ้ามีเวลา ลองคิดดูสักหน่อย นั่นก็คือว่า มันก็แน่นอนว่าประชาธิปไตย คือเลือกตั้งครั้งนี้ ที่กำลังจะกลับมา มันจะไม่สามารถเชื่อมคนไทยเข้าด้วยกันอีกครั้งอย่างแน่นอน คือถ้าสมัครเป็นนายก ผู้ดีคนรวย นอกจากเศรษฐกิจดีเพาะมืออย่างมิ่งขวัญแล้ว และทหารผู้บ้าอำนาจ ก็จะแห้ว สุดๆ หรือถ้า ปชป เข้ามาเป็นรัฐบาล พลังประชาธิปไตยฉบับรากหญ้านิยม ก็จะ แห้วสุดๆ เหมือนกัน เพราะมาร์คแก กะจะแบ่งปันผลประโยชน์ไปให้ Mega-Project หลายต่อหลายอัน แล้วเงินผันไปรากหญ้า มันจะลดลงแน่นอน
สรุปคือประเด็นรองที่อยากให้ท่านนึกถึง คือมันจะมีแห้วที่ต้องกินกันแน่ๆ แล้ว การเลือกตั้ง มันจะไม่ประสานชาติอะไรเข้าด้วยกันเลย คือ ทางสายกลางที่ทุกคนเดินแล้วชนะ เหมือนในอดีต ที่เขาบอกว่ารัฐบาลมาแล้วไป ไทยเหมือนเดิม ยุคนั้นมันหมดไปแล้ว สิ่งที่มาแทนที่ คือคนไทยต้องแก่งที่จะใจเย็นขึ้นอีกมาก เหมือนฝรั่ง ที่ต้องรอกันเป็นปีๆ กว่ากระแสมันจะเปลี่ยน จนฝ่ายปรัชญาตัวเอง กลับมาชนะเลือกตั้ง ปัญหาของเราคือ มันมีไอ้ตัวกวน แบบสื่อและลิ้ม มากเหลือเกินในไทย ที่มันจะเอาแต่ใจตัวเอง เห็นตัวเองถูกทุกอย่าง ที่ คอยเสี้ยม ให้มันร้อนอยู่เสมอ แต่พอแล้วประเด็นนั้น Unseen Thailand คืออะไรกันแน่
Unseen Thailand มันคือว่า มีนักจิตวิทยา ออกมาศึกษา คนพอถึงเวลาเกษียร คือแถวๆ 60 ว่ามันแปลก ที่คนที่ทำงานมาทั้งชีวิต งานหนักๆ รับผิดชอบสูงๆ พอถึงวัยเลิกทำงาน แทนที่จะสนุกกับการเล่น Golf หรือ อยู่กับลูกกับหลาน มันดันเกิด Depression หรือการกลุ้มใจ ใหญ่เกิดขึ้น ในคนเกษียร มากมาย แล้วนักจิตวิทยาเขาก็สรุปว่า คนเรานี่หล่ะ มันเหมือนคันธนู ที่การตึกของสายคันธนู มันทำให้เรา มีชีวิตชีวา คือทำงานมันมีทั้งปัญหา ทั้งความสำเร็จ อาจจะเซ็งๆอยู่บ้าง แต่พอเกษียร สายคันธนูมันไม่ตึง ถูกผ่อนคลายออก คนอายุ 60 ถึง ตกลงไปอยู่ในห้วงของ Depression กันมากมาย ส่วนมากต้องหางานทำกันอีกครั้ง เพื่อใช้สมองอีกครั้ง ให้ธนูมันตึง
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับไทย ก็ท่านครับ เราคนไทยโชคดีขนาดไหน เกิดมาในช่วงที่ปรัชญาสามอย่าง มันมาปะทุต่อกรกันอย่างยิ่งใหญ่ จนเราทุกคนกลายเป็น ยักษ์ ทางความคิดทางการกระทำกันไปหมด เคยมีครั้งไหนบ้างที่ คะแนนเสียงของคนไทย มันสำคัญเท่ากับหนนี้ ตอนนี้ เรียกว่าถ้าเป็นสมัยก่อน จับดาบกันแทบทุกคนแล้ว ทุกฝ่ายรู้สึกเหมือนเป็นกองทัพของ ฝ่ายมนุษย์ในหนัง Lords of the Ring ที่กำลังต่อกรครั้งสุดท้ายอยู่กับกองทัพอสูร
แล้วไงครับ ก็คือว่าหลังจากเลือกตั้ง คันธนูมันจะถูกคลายลงนะสิครับ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับจิตวิทยามวลชน คือตอนนี้มันเป็นทุกข์กันนิดหน่อยเพราะการเมือง แต่ลองไปดูคนประท้วง หรือฟังปราศรัย ดูสิ "มันตื่นไปหมด" แต่ให้ผมเดา หลังเลือกตั้ง ผมว่า มันจะมี Depression ใหญ่ทางจิตใจเกิดขึ้นทั่วประเทศ จากสาเหตุสองสามอย่าง แรกเลยคือมันจะผ่อนคลายไม่ตึง คนจะรู้สึกว่า การเมืองมันหยุดเป็นประเด็นไปแล้ว หมดการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ คือ กลับไปสนใจกับเรื่องของตัวเองเรื่องส่วนตัว เป็นปัจเจกนิยมเหมือนเดิม แล้วรับรอง อารมณ์นี้มันจะถูกเสริมเข้าไปด้วยความรู้สึก แพ้ ของคนเป็นสิบล้าน ไม่กลุ่มไหนก็กลุ่มหนึ่งแน่นอน
คือง่ายๆ นะครับท่านผู้อ่าน ถ้าท่านติดตามผมมา ผมนี่เขียนแรงๆและอัด คมช และ ปชป มานานมากแล้วนะครับ ตั้งแต่สมัยยังไม่มีใครแทบจะทำเลย หลังเลือกตั้ง ผมจะมีอะไรให้เขียนมากมายนักครับ แล้วถ้า ปชป ชนะ ผมคงจะเซ็งลึกแน่นอน Unseen
คือมันมีอีกมากมายหลายเรื่องเหลือเกิน ที่เด็กอมมือ ก็มองออก ว่ามันเป็น เกมการเมืองที่ปชปต้องเดินก็เท่านั้นเอง แล้วมีอะไรอีกหละในเกม สวะๆ ของปชป โน่น ตุลาการแต่ตั้งโดยทหาร ออกมายุบทรท แล้วย้อนหลัง หลังจากนั่น บังหลุดวาทะอมตะ แผนสามสี่ขั้นทำลายทรท สุดท้ายเอกสารลับ บิดเบือนเลือกตั้ง คือ เด็กเมื่อวานซืน เด็กปัญญาอ่อน เด็กอมมือ เด็กอนุบาน เอาเด็กที่ไหนมาดู ก็จะพูดเหมือนกันหมด ว่า บังมันออกทำลาย ทรท มานานแล้ว รับคทามาจาก พันธมาร ก็เท่านั้นเอง สุดท้ายพันธมาร และ พลพรรค เป็นไง ก็ได้ดิบได้ดี ไปกับทหารที่เข้ามาโค่นทักษิณ กันไปทั้งนั้น เด็กๆก็น่าจะเห็นอีก นี่มันก็ บุญคุณที่ต้องชดเชิย ก็เท่านั้นเอง
คือที่เขียนมานะ คนเขารู้ๆกันอยู่ ถึงเขาจะแบ่งออกเป็นสายเทพคือ ปชป และมารคือพปช คือถึงคนเขาจะเลือกข้างกัน แต่สาเหตุที่เขาเลือกข้างกันนะ มันมากกว่าของตื้นๆแบบ Snap Election ผิด หรือหันคูหาออกผิด หรือยุบทรทยุติธรรมนิติรัฐแล้ว หรือแผนสกัดสามสี่ขั้นบัง และเอกสารลับ มันไม่มีจริง และอย่างอื่น มันผิดถูกจริงไม่จริง สรุปคือ คนที่มองแค่นั้น แบบนั้นนะ ........................มันเหลือน้อยเต็มที่แล้วนะครับ ปชป
คนส่วนมากเขามองว่า มันเป็นสงคราม และในภาวะสงคราม จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ จะถูกหรือผิดยังไงก็ตาม คือปชช เขามองออกว่า หลายๆอย่างที่ผ่านมามันผิด แต่นี่มันสงครามที่ต้องชนะ เขาเลยไม่ออกมาโวยวายกันมากนัก ก็มันสงครามนิที่ต้องชนะให้ได้ ทุกรูปแบบ คนส่วนมากเขาจะคิดแบบนี้ ไม่ใช่ว่าไม่รู้หรือไม่ทราบว่า สิ่งเลวๆทำโดยฝ่ายเทพ และ ปชป มันก็เต็มไปหมด
แล้วมันมาเกี่ยวอะไรกับ เทพเทือก ก็เพราะยังดันทุรัง มาพูดว่าปัญหาทั้งหมด ทรท ก่อขึ้นมา คือยังเชื่อในความ บริษุทยุติธรรม ของตัวเอง 100% ว่าไม่เคยทำอะไรผิดเลย เอา จะไล่ ให้ดูว่าทำอะไรผิดมาบ้าง จะไม่มาพูดเรื่องเรียกร้อง ม7 ที่มันไม่เป็นประชาธิปไตยเลยนะ แล้วจะไม่เขียนมาที่พ่อหลวงบอกว่าเรียกร้องเรื่องนี้ ทำให้ท่านเดือดร้อนเพราะมันผิดหลักประชาธิปไตย ที่ท่านไม่เคยหักดิบ และจะไม่มาพูดเรื่องโดดเรียนวัน Oxford เขาสอนเรื่อง Snap Election หรือ เอาการวางคูหา ในต่างประเทศมาย้ำด้วย
แต่จะไล่ให้ฟังในเรื่อง ง่ายๆ
เอาเทพเทือก แผนสองสามขั้นที่จะทำลาย ทรท นะ ผิด กฎหมายไหม เอาเทพเทือก ยุบทรทแบบย้อนหลังนะผิดกฎหมายไหม เอาเทพเทือก เอกสารลับบิดเบือนเลือกตั้งนะผิดกฎหมายไหม เอาเทพเทือกบิดเบือดประชามติด้วยการเอารถไปขนคนแล้วกำชับให้เลือก รับ โดยทหาร และจะปูบำเน็ดให้ข้าราชการในเขตที่รับกันนะ แล้วจะเอาผิดเขตที่ไม่รับ นะ ผิดกฎหมายไหม เอาฟังให้ดี อ่านที่เขียนมาให้ดี คือที่เขียนมา เด็กอมมือมันยังรู้เลยนะ ว่าผิดกฎหมายทุกอันนั่นแหละ แล้วก็ผิด จรรยาบรรณ จริยธรรม และ ธรรมาภิบาล ที่ดี แล้วก็ผิด นิติรัฐและนิติธรรมอีกด้วย
แล้วถามหน่อยเถอะ พ่อคนบริษุทยุติธรรมไม่ได้ทำอะไรผิดแม้แต่น้อยนิด ท่านเทพเทือกคนดีที่สุด ครับ ในระหว่างที่การทำลาย ทรท ลง แบบนั้นนะ ที่มันสุดจะผิดทุกอย่างที่ขวางหน้า ขอถามหน่อยเถอะ ท่านมาร์ค ม7 ท่านเทพเทือกคนดี ท่านเคยออกมาพูดสักคำไหม ว่า หยุดนะ ทำอย่างนั้นไม่ได้ มันผิดกฏหมาย เปล่าเลย ถามใคร ทุกคนพูดเหมือนกันหมด ปชป นั่ง หัวเราะ สมน้ำหน้า ทรท ตลอดเวลา คือ ดีใจที่ทหารทำผิดกฎหมาย
นี่นะหรือนักสู้เพื่อประชาธิปไตย นี่นะหรือนักสู่เพื่อสิงที่ถูกต้อง นี่นะหรือคนดี นั่งมองทหารปฏิวัติ ที่ถือปืน เข้าทำลายล้าง พรรคการเมืองอีกพรรค อย่างไม่รู้สึกอะไรเลย เพียงเพราะเขา แข่งกับตัวเองอยู่
นั่นนะจุดแรกที่ทำให้เห็นถึง ฐาติแท้ของปชป ว่ารักความ ยุติธรรม นิติรัฐ ธรรมาภิบาล จริยธรรม และ จรรยาบรรน ขนาดไหน คือพรรคมาก่อน ชนะมาก่อน ไม่ยืนหนัดอยู่กับสิ่งที่ถูก แล้วไงอีกหละ ที่เห็นกันง่ายๆ ว่า ปชป นั้น ไม่ได้มารักอะไรกันมากมายกับ ประชาธิปไตยเลย คือมันก็ธรรมดาหล่ะนะ แล้วเข้าใจได้ ที่ สนับสนุนเขา เข้าข้างเขา จนนั่งเฉยๆ" ให้ทหารทำอะไรก็ได้ ที่เหมือน ข่มขืน ผู้หญิงที่ ปชป เองไม่ชอบ อยู่ ดูกันแบบ ซึ่งๆหน้าได้ อันนี้หละในประเทศพัฒนาแล้ว มีศาลเขาบอกว่าคนนั่งดูแบบ ปชป นี่หละ ที่นั่งดูผู้หญิงถูกข่มขืน แล้วไม่เข้าไปช่วย แต่กลับ เชียร์สนั่นหวั่นไหว คนแบบนี้นี่หล่ะ เลว พอๆกับคนที่ทำการขุ่มขืน เลย แต่เอาหละ นั่นมันเมืองนอก ที่มาตรฐานมันสูง แบบในไทย ก็พอเข้าใจได้เหมือนกันที่นั่งเฉยๆ สนับสนุนการขูมขืน
แต่เอาหละ มีอะไรอีกหละ ที่มันส่อเหลือเกินว่าไม่ได้รักประชาธิปไตยหรือประชาชนเลย มันก็ง่ายๆหล่ะนะมาร์ค และ เทพเทือกสุดคนดี ถ้าจะขอให้ปชปมาประท้วงทหารเรื่องปฏิวัติและ รับหรือไม่รับ รธน ฉบับทหารหล่ะก็มันอาจจะมากไป เพราะก็รู้กันอยู่ว่าทหารเขากำลังผ่องถ่ายอำนาจไปให้มาร์ค คนดี มาเป็นนายก แต่แหมพี่มาร์ค วันเดียวหลัง มติ รธน ผ่าน ทำไมมารคถึงออกมาจับมือกับ พปช เตรียม ยำใหญ่ รธน ฉบับทหารหล่ะ คือมาร์คมาบอกว่ามันไม่ดีทำไมกัน ตอนนั้น แต่ตอนเขาต่อสู้กัน เพื่อรับหรือไม่รับ ทำไมมาร์ค นั่งเฉยๆ แล้วบอกว่า "รับ" อีกด้วย ก็รู้อยู่แล้วว่า "ไม่รับ" มันก็ลงเอยรอเลือกตั้งไป อีกเดือนเดียว หลังวันเดิม รอไม่ได้เลยหรือ ทำไมต้องมารับ มารีบร้อนอะไรกันจัง ทำอย่างกับอยากใหม่มันเลือกตั้งเร็วๆ แบบ Snap Election เหลือเกิน ไม่ก้เลียทหารเข้าไว้ นะ หน นี้ จะได้เป็นนายก
แต่ไม่ว่ากัน ไม่ออกมาเดินขบวนประท้วงทหารไม่ว่ากัน ไม่ออกมาสนับสนุน ไม่รับ รธน ไม่ว่ากัน เห็นผู้หญิงถูกข่มขื่นต่อหน้าต่อตา แต่กลับนั่งหัวเราะชอบใจ เอาถึงจะเอียนๆยังไงไม่รู้ เพราะนี่มันเมืองไทย ก็ไม่ว่ากัน แต่ถามตรงๆเถอะ แล้วนี่ก็เรื่องสุดท้ายจริงๆ ที่ทำไม ปชป ถึงส่อว่า ปชปไม่ได้เอาไหนอะไรเลย คือวันที่เขาไปประท้วงกันหน้าบ้านป๋ากันนะ จนทหารเอากระบองออกมาไล่ ฟาดฟัน ประชาชนนะ เอาหัวไป มุดอยู่ในกระโปรงใครกัน
อยากรู้ด้วยตาตัวเองและใจตัวเองไหม ว่า ถูกบิดเบือนเพราะอยากเป็นนายกอยากมีอำนาจ จนมันน่าเกลียดขนาดไหนไปแล้ว ลองไปหา บันทึกสีม่วงมาดู แล้วใช้สติที่เป็นกลางสักหน่อยในการดู แล้วจะรู้ว่าวันนั้นนะ ทหารตำรวจมันเลวจริงๆ ถึงสื่อส่วนมากจะออกมาอีกข้างเลย ส่วนเด็กของ พปช หรือ เขาเข้าไปนอนกันในคุกเลย เปล่าเทพเทือก และสุดคนดีมาร์ค ม7 ไม่ได้มาบอกให้ไปร่วมประท้วงป๋ากับเขาหลอก เข้าใจว่ามันมากไปสำหรับ เด็กดีในซีกทหารและอำมาตร แต่วันนั้นนะ ประชาชน อาบเลือดกันหลายสิบคน แล้วถามตัวเองดูสิ ว่าเป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ เป็นพรรคการเมืองที่บอกว่าสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นพรรคของคนดีมีธรรมมีธรรมาภิบาล มีจริยธรรม มีคุณธรรม มีนิติรัฐ และอีกร้อยแปดอย่างแบบ เคารพในสิทธิมนุษย์ชน ไม่เหมือนฮิตเลอร์จอมเทวทัศทักษิณ แต่ถามสรุปหน่อย วันนั้นนะ หรือวันสองวันหลังจากนั่น ออกมาปกป้องคนอาบเลือดเพราะกระบองทหาร หรือเปล่า เปล่าเลย ทหารเอากระบองฟ่ดหัวคน ถูกผิดมาวันนี้ยังสรุปไม่ได้ ถึงกระแสตอนนั้นมันจะสรุปว่า นปก ผิด แต่ ปชป ทำอะไรบ้าง เมื่อเห็นคนเป็นสิบ บางคนแก่ๆ บางคนเด้ก อาบเลือด เพราะไปประท้วงหน้าบ้านป๋า
คือ ปชป ไม่ทำอะไรเลย นี่หรือนักการเมืองพรรคการเมืองของปชช
หรือนั่งฝันหวานจะเป็นนายกเหมือนเดิม ไม่ยอมทำอะไรทั้งนั้น ที่จะไปขัดกับทางเส้นนั้น ไม่ว่าทางที่ตัวเองเดินมันจะ เลวถ่อยปานใด
อะไรจะเกิดขึ้น ถ้า พปช Boycott เลือกตั้ง
สรุปทวีวุฒิ คงจะประสาทเสียแน่นอน ก็เอาหละ ลองอ่านต่อดูก็แล้วกัน ว่าทำไมนักวิเคราะห์บางคน ถึงออกมาแนะให้ พปช ล้มเลือกตั้งมันไปเลย
มันไม่ใช่เรื่อง สะใจ หรืออะไรหลอก คือหน้าไหนยังไม่เชื่อว่า กกต และ บัง กำลังจับมือกัน ล้มมวย ให้ ปชป ออกมาเป็นรัฐบาล ก็สมควรหยุดอ่านบทความนี้ได้ เพราะสติและปัญญาของท่าน ยังไม่พร้อมรับความจริง และยัง อ่อนเอามากๆ คือข้อมูลที่ออกมาตอนนี้ ทำให้เห็นแน่ชัดแล้วว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า จัดฉาก ให้ดูกันก็เท่านั้นเอง มันไม่ได้รอให้คนไปลงเสียงหรืออะไร แต่มันรอให้มาร์ค ม7 เซ็นสมยอมต่อข้อเสนอแกมบังคับ ของ คมช ก็เท่านั้นเอง
แล้วถ้าไม่ใช่เรื่อง สะใจแล้ว มัน เรื่องอะไรกัน?
ก่อนตอบคำถามนั้น เข้าเรื่องประเด็นร้อนกันก่อนดีกว่านะครับท่านผู้อ่าน ว่าทำแล้ว พปช จะได้อะไร มันก็ขึ้นอยู่กับว่า พปช ต้องการอะไร ถ้าต้องการ ตอกกลับ คมช บัง และ กกต ก็ Boycott เลือกตั้ง แล้วฟ้องศาลไปเลย ด้วยเรื่อง เอนเอียง เลือกตั้งไม่ยุติธรรม อย่าให้ผมต้องมาทบทวนให้ฟังเลยนะว่า หลักฐาน ตรงนี้มันมีอะไรบ้าง เอาเป็นว่าถ้าจะฟ้อง มันมี สิ่งที่เกิดขึ้น มากมายหลายอย่าง ที่ทำให้คนทั่วไปกลางๆ เห็นกันไปหมดแล้ว ว่าเลือกตั้งครั้งหน้า มันไม่ยุติธรรม ที่แน่นอน ก็มีหลักฐาน และประเด็น มากมาย กว่าการที่ ศาลออกมาโมฆะเลือกตั้งคราวที่แล้ว ที่ตั้งเลือกตั้งให้เร็วแบบที่ทักษิณทำโดยใช้ Snap Elections ที่คนเขาก็ทำกันทั่วโลก แต่ศาลไทยกับมาร์ค กลับไม่เคยได้ยินมาก่อน
คือประเด็น เอนเอียง ของ บัง รัฐบาล กกต มันมากมายก่ายกองจริงๆ จนถ้าขึ้นศาล ถึงมันไม่แน่นักว่าศาลจะออกมาทางไหน เพราะตุลาการภิวัติมันไม่เคยยุติธรรม แต่มันก็ต้องโมฆะ ไม่ก็ไม่โมฆะ
แต่แน่นอน ถ้าคดีแข็งพอ โมไม่โม ยังไง มันก็จะแข็งพอต่อสื่อของโลกและรัฐบาลทั่วโลก พูดง่ายๆ ถ้า พปช Boycott เลือกตั้ง แล้วฟ้องศาล ไม่ศาลบอกว่ามันไม่ยุติธรรม ต้องเลือกตั้งใหม่ ถ้าไม่อย่างนั้น แล้วไม่โมฆะ แต่มันก็จะเป็นการตบหน้า กกต คมช รัฐบาลทหาร ศาล และรัฐบาลใหม่ ไปทั่วโลก เพราะหลักฐานมันแน่นเหลือเกิน และการยอมรับ รัฐบาลที่โกงเข้ามา จากการเลือกตั้งที่บิดเบือน ก็จะเป็น ศูนย์ จากต่างประเทศ
คือสรุปตรงนี้ มันก็ขึ้นอยู่กับว่า พปช ต้องการอะไร บัง เขาเกทับมาแล้ว ว่าจะเอาให้แพ้แน่นอน โดยการบิดเบือนการเลือกตั้ง แบบสุดๆ แล้วถ้า พปช ชนะ บังเขาบอกว่า ให้บอกไปเลยว่าอาจจะปฏิวัติอีกรอบ ลงมันอย่างนี้ ขนาดนี้แล้ว พปช ต้องการอะไรหล่ะ ถ้า พปช ต้องการแสดงให้โลกและฐานเสียงที่มีอยู่แล้ว และเสียงใหม่ๆ เข้าใจและหันมาเข้าข้าง พปช มันก็พอจะมีสาเหตุให้ Boycott การเลือกตั้งเหมือนกันนะ เพราะการไม่ Boycott มันก็คือการยอมรับ การกระทำเลวๆต่างๆของบังและพลพรรค คือยอมแข่งในสนามที่ไม่ยุติธรรมเอง แบบนี้ แล้วจะมาบ่นอะไรหละ ไม่ว่าผลออกมายังไงก็ตาม
คือสรุปสักหน่อย ถ้าแข่งไป แล้ว ชนะตั้งรัฐบาลผสมหรือพรรคเดียวได้ อำนาจอำมาตรมันก็จะทำทุกอย่างเพื่อ ล้ม รัฐบาล พปช ลงให้ได้ ต่อไปไม่มีวันยุติ คือแค่ทหารออกมาขู่ทุกครั้งที่ รัฐบาล พปช ทำอะไร ว่าทหารไม่พอใจมาก อาจจะปฏิวัติอีกครั้ง แล้วไปผนวกกับการเล่นสงครามข่าวกับสนธิ ลิ่มทองกุล แล้วพรรคฝ่ายค้านกับพันธมาร จัดขบวนประท้วงใหญ่สักหนสองหน รัฐบาล พปช ก็ คงจะล้มไม่เป็นท่า ไปเลย พรรคที่มาผสมด้วย คงเปลี่ยนข้างเร็วกว่าผ้าอ้อมลูก หรือถ้าพรรคเดียว โน่น คงต้องขนคนออกมาประท้วง ต่อกรกับคนประท้วงของฝ่ายค้านและพันธมิตร เอาเป็นว่าทหารนั่งหัวเราะ ต้องไป ปลุก พี่สพรั่ง มาช่วยปฏิวัติกันอีกหน
คือถ้ามาถึงจุดนี้แล้ว พลพรรค พปช และ แฟนๆ ก็คือแบบผม ถ้ายังไม่ยอมรับว่า สงคราม หนนี้ แพ้ชนะ กันนะ มันไม่ได้อยู่กับการเลือกตั้งเลย มันเป็นสงครามที่ใหญ่กว่านั้นมาก มันเป็นสงครามระหว่าง อำนาจนิยมของคนรวยและผู้ดีและบริวาร ที่มีปรัชญาบริหารจากบนลงล่าง คนข้างบนรู้ดีกว่า และปรัชญาของประชาธิปไตย คือ ล่างขึ้นบน ฟังเสียงปชชว่าต้องการอะไร และนั่นคือเสียงสวรรค์ ไม่ใช่เสียงของ ป๋าและราชนิกุลหรือข้าราชการ
การชนะสงครามนี้ อย่างที่ ไทย อี นิวส์ ที่พึ่งเอาบทความจากพันทิพย์มาลง สงครามหนนี้ มันคือ Total War หรือสงครามทุกสัดส่วน ทุกภาคส่วน ทุกมิติ ยืดเยื้อ และ ยาวนาน สาเหตุเพราะมันเป็น ปรัชญา สองอย่างที่ขัดกันอยู่ ที่ตอนนี้ ถ้าแฟร์ๆ ก็ต้องบอกว่ามันสมดุลกันมาก ในพลังในตัวปรัชญาเองและผู้สนับสนุน จนไม่ว่าเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร มันก็ไม่มี Win Win มันมีแต่ Loose Loose หรือ เสียกับเสีย มันเป็นสงครามกลางเมืองทางปรัชญา
มาร์คนั้น คงนอนมาแน่นอน ถ้าทหารไม่ได้ใจมากไป ที่พรรคที่เลียทหารแบบอีแอบ ทั้งหลาย ไม่ได้เสียงมากเกินไป จนสามารถยึดตำแหน่งนายกไปได้ คือทหารคุมได้มากกว่า คุมมาร์ค แต่ยังไงก็ตาม ถึงจะเป็นมาร์คค่อนข้างแน่นอน ก็เพียงแต่ว่าแขนและขามาร์ค จะขาด เพราะเรื่องความมั่นคงและยุติธรรม จะตกไปอยู่ในมือทหารแน่นอน และนโยบายจะต้องค่อยๆลดประชานิยมลงมา ตามแบบฉบับของ อำมาตร และจะหันไปหา Mega-Project มาเลี้ยงพลพรรคระดับสูงของอำมาตร แทนประชานิยม ที่เลี้ยงคนระดับรองลงไป
สำหรับ พปช แล้ว ถ้าเป็นฝ่ายค้าน แน่นอนว่าจะถูกทำลายไปเรื่อยๆ มาร์ค จะทำคะแนนให้ ระบอบอำมาตร พปช เป็นฝ่ายค้าน นั่งตั้งรับ และพาฝ่ายประชาธิปไตย ให้ตกเป็นรองไปด้วย ทหารจะเข้า สกัดและทำลายล้าง พปช และ ทักษิณ และ ทุกอย่างที่เป็นตัวแทนของประชาธิปไตยนิยม อย่างต่อเนื่อง สรุปคือ ช่องว่างระหว่างสองฝ่ายจะกว้างขึ้น พลังของระบอบอำมาตร จะแผ่กระจายมากขึ้น พลังของประชาธิปไตย จะอ่อนลง
สรุปคือ พปช ชนะเลือกตั้ง ก็จะถูกทำลาย หรือ พปช แพ้เลือกตั้ง ก็จะถูกทำลาย สาเหตุก็เพราะมันต้องมีปรัชญาที่ชนะ และตอนนี้ ทหารที่คุมอำนาจ มันทหารของอำมาตร ทหารของป๋า ศาลและผู้พิพากษา มันของอำมาตรและป๋า ข้าราชการมันของอำมาตรและป๋า อรหันต์และสวอีกกี่คนกัน ที่จะเข้าไปเล่นการเมือง ที่ก็จะมาจากเส้นสายอำมาตรและป๋า
คือ พปช จะเอายังไงถ้าสงครามมันระดับนี้ แน่นอนว่าเก่งมากที่เกาะกลุ่มกันมาและเดินมาถึงได้วันนี้ แต่มันเป็นเพราะเรา ทำให้เขาอ่อน หรือเป็นเพราะ จุดอ่อนของเขาเอง คำตอบคงจะลูกผสม แต่สรุปคือพวกเรา ก็โชคดีกันมามากแล้ว แต่ที่น่ากลัวคือ เขาทำผิดมากมาย แต่ไม่มีใครขจัดเขาได้เลย มันไม่มี กลไก ระดับไหนเลย ที่จะไปหยุดเขาได้ แล้วผมก็ขอสรุปก็แล้วกัน ว่าทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับว่า พปช ต้องการอะไร ถ้าเพียงช่วยคนจนในชนบท และคนระดับกลางในกรุงเทพและหัวเมือง นั่นคืออ่านโจทย์ผิดแล้ว นั่นเป็นเพียงส่วนย่อย โจทย์จริงๆแล้วใหญ่กว่านั่นมาก โจทย์มันคือ จะกอบกู้ประชาธิปไตยให้คืนมาได้อย่างไร จากพวกอำมาตรที่ไม่เคารพ นับถือ อะไรเลย นอกจากอำนาจและเงิน และที่สำคัญ กล้าทำทุกอย่างให้ชนะ
ผมถึงบอกไง ว่ามีบางคนใน พปช ที่พร้อมสู้กับสงครามแบบนี้แล้ว ที่มันใหญ่กว่าการเลือกตั้ง ใหญ่กว่าตั้งรัฐบาล ใหญ่กว่าปัญหาคดีที่มีต่อทักษิณ ใหญ่กว่าการปฏิวัติ ใหญ่กว่าฝ่ายค้าน ใหญ่กว่าพรรคการเมือง ที่รบกันอยู่มันคือสอง ปรัชญา พี่ๆบางคนใน พปช ถึงบอกผมมา ก็ลองดูสิว่าถ้า กา ไม่เลือกใคร กันสัก 15 ล้านคน ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะ พปช Boycott เลือกตั้ง แล้วฟ้องศาล อัด กกต บัง อำมาตร ป๋า กันแบบตรงๆแบบนี้ดูสักหน มาดูกันสิว่าพวกอำมาตร มันจะทำยังไงต่อ
เกมของพี่ๆพวกนี้คือ อยากยึดประเทศไทยมากนัก ก็เชิญเอาไปเลย เหมือน คมช นะ ปีเดียวกลายเป็นหมาขี้เรื้อนไปแล้ว ลองปล่อยอำมาตร กับ มาร์ค ให้เต็มที่ไปเลย สุดท้ายแล้ว มันก็หนีความจริงไม่พ้น โลกทุกวันนี้ มันของนักประชาธิปไตย ไม่ใช่ของชนชั้น อภิสิทชน
สุดท้ายจะเกิดอะไรขึ้น ก็มาร์คบริหารรัฐบาลที่ไม่มีใครนอกไทยยอมรับ ในภาวะที่นักเศรษฐกิจเขาบอกว่าปีหน้าเผาจริง ในขณะที่คนไทยราว 15 ล้านคนกาไม่ออกเสียงเพื่อประท้วง แล้วคดีการโกงเลือกตั้งครั้งหน้า ขึ้นศาลเป็นสิบเรื่อง ส่วน พปช ก็เล่นแบบตอนนี้ไปเรื่อยๆ ดาวกระจายบ้าง รวมพลใหญ่สนามหลวงบ้าง ป่านนั้นสื่อเสรีกว่าตอนนี้แน่ ก็เอาเลย PTV และไม่ร็จะอีกกี่ช่อง ที่ถูกอุดตันมานาน ก็ระเบิดกันให้สนุกด้วยข้อมูล
คือมีอะไรจะเสียอีกหล่ะ ชนะเขาก็จะอัดให้ออกให้ได้ แพ้เขาก็เหยียบต่อ สู้เปิดสงครามใหญ่ไปเลย ไม่ดีกว่าหรือ ไอ้เลือกตั้งนะ มันก็แค่ เหยื่อล่อ ให้เข้าไปติดกับดักเท่านั้นเอง ถ้างง หมายความว่า บังมันเอามาล่อให้เล่นในกรอบที่มันวางไว้ เท่านั้นเอง
ประชุมลับของบัง
ถ้าเรื่องมันจบตรงนั้นมันก็ดีสิ แต่เปล่าเลย เมื่อวันก่อน บัง ไป พูดในการประชุมลับกับข้าราชการ ให้ใส่น้ำหนักดึงผลเลือกตั้ง ต่อตานอำนาจเก่าเต็มที่ เอาสิ พูดตรงๆแบบนี้ให้คนเป็นสิบฟัง จนหลุดออกมา กกต ทำอย่างไรไม่ทราบ ปรากฏว่า ไม่ทำอะไรเลย กับคำพูดบิดเบือนเลือกตั้งและกลไกการเลือกตั้งตรงๆ และ แรงๆ แบบนี้ แต่เปล่า ออกข่าวมาว่ากำลังเฝ้าสังเกต กิจการรมสนามหลวงครั้งใหญ่ของ พปช ว่า พูดอะไรเข้าข่ายผิดกฎ หรือไม่
กำนันถูกพาเลี้ยงเหล้า
มันมีอีกมากมายหลายเรื่องจริงๆ ที่ กกต เหมือนกำลัง เล็งเป้า ไปที่อำนาจเก่า โดยไม่ดูคนอื่นเลย ในต่างจังหวัด ข่าวออกมากันมากเหลือเกินว่าอำนาจเก่า ใช้ช่องว่างก่อน กฎหมายเลือกตั้งออก พาคนเที่ยววัดว่าอารามทั่วไทย เป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า กกต ถึงกับออกมาพูดเรื่องนี้กับสื่อ แต่ใครก็ตาม ที่ได้ยินเรื่อง พปช พาคนเที่ยววัด ก็ต้องได้ยินเรื่อง กำนัน ใช่เลย พวกที่กลายเป็นข้าราชการแบบทั้งชีวิต ไปแล้ว เพราะ คมช ซื้อใจเรียบร้อย คือใครก็ตาม ที่หูติดดินพอได้ยินเรื่องพาเที่ยววัด ก็ต้องได้ยินเหมือนกัน ว่า ฝ่ายความมั่นคง กำลัง จัดระเบียบ หัวคะแนนใหญ่คือกำนัน ทั่วภาคอีสาน เพื่อนกำนันผมที่อีสาน โทรมารายงานผมแล้ว ว่า ถูดเรียกเข้าพบ กินเลี้ยงตลดอเวลา
คือถ้าเราเอาเรื่องมาลำดับกัน ถึงความสำคัญ และ ความไร้สาระแล้ว บัง พูดในประชุมลับ และ จัดระเบียบกำนัน น่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตมากนะ เพราะมันสุดจะบิดเบือน การเลือกตั้งครั้งหน้าเลย แต่นี่เราเห็น กกต เลือก ทำอะไร ก็แบบ จับตา พปช พูดอะไรที่สนามหลวง พาฐานเสียงเที่ยววัด ทะเลาะกะ พีเน็ต ตีกับ อียู ปล่อยเกียร์ว่าง บัง ให้ทำอะไรก็ได้
สรุปทั้งหมดที่เขียนมา กกต เอนเอียงต่อต้านอำนาจเก่า แน่นอน 1000%
ความ เพี้ยน มันถึงระดับไหนหรือครับท่านผู้อ่าน เอาง่ายๆ บอกว่ามีแผนสามสี่ขั้นเป็นระบบเพื่อทำลายล้าง พรรค ทรท ซึ่งก็แปลงมาเป็น พปช ก็หมายความว่า แผนสามสี่ขั้นนั้น ก็ยังดำเนินมาถึงทุกวันนี้ แต่พลพรรค ทรท นั้น ตายด้าน กันไปหมดแล้ว มองสิ่งนี้เหมือนกรรมที่ต้องรับเอาไว้ แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ สิ่งที่ต้องรับไว้ มันเป็นสิ่งที่ผิดมาก เช่นถ้าลองพูดออกมาสิ มีแผนสามสี่ขั้น ทำลาย ประชาธิปัต รับรองได้ เรื่องใหญ่ทันที คนจะวิ่งไปฟ้อง บัง กันที่ศาลมากมายนัก คนจะวิ่งไปฟ้อง กกต ให้ออกมาปกป้อง ปชป ต่ออำนาจเถื่อน และอีกร้อยแปด
แต่เพราะนี่มัน พปช ที่กำลังถูกลอบทำร้าย มันเลยไม่มีประเด็นอะไร ในตา กกต แต่จริงๆแล้ว ถ้า กกต ยุติธรรมและเป็นกลาง ป่านนี้ต้องเข้าพบ บัง เพื่อขอคำอธิบายเรื่อง จงใจ ทำลายพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งในทางกฎหมาย มันทำไม่ได้ สรุปนี่ก็เป็นอีกเรื่องใหญ่ ที่ กกต ไม่ทำอะไรเลย
หมื่นล้านกลับไม่ตรวจสอบ
ถ้าบังเอิญ กกต มาอ่านบทความนี้ นอกจะจะงงเป็นไก่ตาแตกแล้ว ก็อาจจะถามต่อว่า มีอีกไหมเรื่องแปลกๆ ที่พอจะบ่งชี้ได้ว่าเอนเอียง จะได้ออกจดหมายสักฉบับ เพื่อแก้ตัวในเรื่องต่างๆ มันก็ยังมีอีกมากมายหลายสิบเรื่อง จริงๆ แล้วนับไม่ถ้วนเลย เช่นล่าสุด ปชป ออกมา ชูใบเสร็จ ว่ามีข้อมูลว่าทักษิณโอนเงินมาให้ พปช หมื่นล้านบาท เอาหละ คนมีสติก็บอกกันไปเรียบร้อยว่านี่มันเรื่องของ คนบ้า ไปแล้ว ออกมาพูดก็เท่านั้นเอง แต่ปัญหาของ กกต คือ แล้วถ้ามันไม่บ้า แต่นี่เรื่องจริง มันก็แน่นอนว่าผิดกฎหมายเลือกตั้ง แล้ว กกต ทำให้เรื่องกระจ่างหรือไม่ เปล่าเลย คือป่านนี้ในเรื่อนนี้เรื่องเดียว มันน่าจะเรียก พลพรรค ปชป ที่ปูดข่าวนี้มาสอบได้แล้วนะ แล้วถ้าจริง ก็สมควรขจัดทักษิณไม่ให้กลับไทยอีกเลย เพียงแต่ว่า ถ้ามันไม่จริงหละ การกล่าวหากันแบบนี้ มันก็ผิดฏกหมายนะ สรุปคือ ทำไมไม่ฟ้อง แต่กลับปล่อยมันไป
อัยการศึก
แล้วมีอีกไหม คำตอบคืออีกมาก แต่ผมขอหยุดไว้ตรงนี้ และสรุปบทความนี้ว่า หน้าที่ของ กกต คือจัดให้การเลือกตั้งยุติธรรม ดูและพรรคการเมือง ให้พรรคการเมืองทำตามกฎและระเบียบ ในบทสรุปของผม ก็คือว่า กฎอัยการศึกนะ ไปดูจังหวัดสิครับ มันจุดแข็ง พปช ทั้งนั้น และที่มันคงกฎอัยการศึกไว้ ก็เพื่อทหารเขาจะใช้ กลไก กอรมน เข้ามา ลากตั้ง เหมือน ประชามตินะ คือ กกต ปล่อยไว้ได้ยังไง โดยไม่พูดอะไรออมาสักกะนิดเรื่องนี้ ทำอย่างกับไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
สรุป
ผมก็ขอจบนะครับ ท่านผู้อ่านกรุณาใช้สติและปัญญาตัดสินใจด้วยตัวเองนะครับ อยากได้ภาพใหญ่ว่า บิดเบือนยังไง เชิญเข้าพันทิพย์ดูได้นะครับ เขาเปิดโปงกันเป็นระบบกันที่นั่น
สงสัยผมนี่ทำหน้าที่เขียนไม่ค่อยดีนัก เพราะหมู่นี้มีแต่คน ส่งอีเมล์มา แล้วขอให้เขียนเรื่องนั้นเรื่องนี้ บ่อยมาก ผมชักสงสัยเสียแล้วสิ ว่าสิ่งที่ผมสนใจเขียน กับสิ่งที่ผู้อ่านอยากจะอ่าน มันต่างกันอยู่พอดูนะ แต่เอาหละครับ นักธุรกิจหรือการเมือง รวมไปถึงนักเขียนที่ดี ฟังเสียงสะท้อนกลับมาเสมอ วันนี้ ผมก็เลยจะมานั่งวิเคราะห์ดูสักหน่อย ว่าทำไมบาง ตัวเลข มันถึงน่ากลัวเหลือเกิน แบบน้อง สินทรี ส่งเข้ามาถาม ว่าทำไม สื่อหลักถึงไม่กล้า รายงานตัวเลขจริง กันเสียที
ก็ต้องเริ่มกันตรงที่ ตัวเลข มันหมายความว่าอะไร แน่นอน เมื่อวันก่อนที่บุรีรัม คนมากันเกือบแสน เพื่อดูการเปิดตัวของสมัคร และ พปช ในอีสาน คือมันมองดูเหมือนเรื่องการเมืองล้วนๆ ฉะนั้นจริงๆแล้ว ไม่มีใครเขากลัว ตรงความหมายนั้นหลอกครับ ว่ามันการเมือง แต่ปัญหาสำหรับสื่อหลักแล้ว พปช นั้น เป็น แกนนำต่อต้าน คมช หรือในอีกแง่ ที่ออกกันมาแสนกว่าวันนั้น มันเรื่อง ต่อต้านเผด็จการ ไปด้วย แล้วสื่อหลักในกรุงเทพ ที่เข้าข้าง คมช กันไปหมด แบบ เนชั่น และ โพส และ ทีวีทุกช่อง รวมถึง นักข่าวทีวีทุกคน ใครจะออกมายอมรับหละครับ ว่าคนเกือบแสน ในอีสาน ออกมาต่อต้าน คมช กัน มันก็กลายเป็นแบบ สรยุท แห่ง ช่องสาม พูดแล้วพูดอีกตอนเช้า ว่ามีอยู่ราวหมื่นคน
แล้วในการลงลึกเข้าไปอีก ใครเสพ ข่าวของ เนชั่น และ โพส และ ทีวี และ วิทยุ ในกรุงเทพเป็นหลัก มันก็หนีไม่พ้น คนชั้นกลางและมีอันจะกินและผู้ดีและลิ้วล้อผู้ดี มันเป็นไปไม่ได้เลย ที่สื่อของคนรวย จะทำให้ ฐานผู้อ่านของเขา ตกใจและหดหู่ ที่จะต้องเห็นว่า คนต่อต้าน คมช ออกกันมามากขนาดไหน ปล่อยให้ลงข่าวจริงๆออกไป มันก็เหมือน ยอมให้ พปช เอา มีดมาไว้ในมือสื่อ แล้วใช้มือสื่อ เฉือนความรู้สึก คนกรุงเทพ ไปทำลายความมั่นคงทางจิตใจ ที่สื่อกระแสหลัก ที่ไหน เขาสร้างภาพมาสนับสนุน ให้ชนชั้นผู้นำ ในกรุงเทพ ต้องเกรงกลัว
สรุปคือ สื่อหลักในกรุงเทพ ไม่มีทางยอมให้คนกรุงเทพ กลัวคนต่างจังหวัด โดยเฉพาะ คนต่างจังหวัด ของพวกอำนาจเก่า สิ่งนี้แน่นอน คนกรุงเทพในตาสื่อคือผู้นำที่สมควรจัดการประเทศ นปก และ พปช คือ พวกอ้างประชาธิปไตย ที่มาจากวัวควาย เพื่อหาผลประโยชน์เข้าหาตัวเองและพวกพ้อง
ความจริงตัวเลขนี่ก็แค่ยอดปิรามิด ที่ทำให้เราเห็นได้ชัดๆว่าเอนเอียงกันขนาดไหน แต่ความจริงแล้ว ใต้น้ำนั่นหละ ที่เหลือของปิรามิดนั่นหละ ความจริงก็คือ สื่อกระแสหลักของคนกรุงเทพ สนับสนุน มาร์ค ม7 ให้เป็นนายก โดยจะผสมเข้าไปกับการผ่องถ่ายอำนาจทหารหรือไม่ เขาไม่สนใจ ฉะนั้นก็แน่นอนว่าถ้าเราวกไปดูกันจริงๆ สื่อพวกนี้ ต่อต้านและบิดเบือน ทุกอย่างมาโดยตลอด เช่นวันบุกบ้าน ป๋า จนนองเลือดกันไป สื่อพวกนี้ยังออกมาตราหน้าเรียงตัว ด่า นปก ตรงๆ ทั้งที่แค่เอา บันทึกสีม่วงมาดูสักหน่อย ก็จะเห็นความจริงแล้ว แต่สื่อพวกนี้เขาไม่สนใจ ความจริง แม้แต่น้อย
เขาสนใจแต่สร้างภาพ ที่ทำให้ผู้มีอำนาจ สังคมชั้นสูง ผู้มีอันจะกิน และ ลิ้วล้อ ที่สนับสนุน อำนาจนิยม และ อำมาตรนิยม สบายใจ เพราะ ให้ข่าวออกมาสนับสนุนว่า อีกฝ่ายเลว มันก็เท่านั้นเอง
ผมเข้าใจผู้อ่านที่ขอให้ผมเขียนเรื่องนี้ เพราะจริงๆแล้ว ผมก็เห็นมามาก เช่นวัน ปชป นัดคนมาฟัง ปชป ในภาคใต้ วันนั้นก็ข่าวใหญ่ ไปหมด วัน ปชป เปิดตัวที่อีสาน ก็ ข่าวใหญ่เหมือนเดิม มีทั้งรูป คน มีทั้งนโยบาย ของ ปชป มีทั้งความเห็นการเมืองของ มาร์ค ม7 มาหมดเป็น กรุปพิเศษ ลงกันแทบทุกสื่อหลัก แต่พอถึงตา พปช ที่อีสาน สาเหตุเดียวที่เป็นข่าวขึ้นมา ก็เพราะ เนวินปูดเรื่องถูกจับแก้ผ้า แล้วรายกันยังไงข่าวนี้ ผมก็นั่งอมยิ้มของผมอยู่คนเดียวเพราะแน่นอน ทุกสื่อเสนอว่า เมื่อนักการเมืองโกหก คือเมื่อเนวินโกหก มันก็เหมือน หน้าบ้าน ป๋า ไม่มีผิดนะครับ ยังไงยังงั้น คนมารวมกันเป็นแสนไม่รายงาน สิ่งที่พูดออกมามากมายไม่รายงาน มาจับอยู่จุดเนวิน แล้วทำลายภาพ ไความสำคัญ ของการชุมนุมให้ มันหมดลง
มาถึงนี่ ก็คงต้องยอมรับกันแล้วนะครับ ว่าสื่อหลัก ในการเลือกตั้งนั้นจะเอนเอียงต่อไปอีกแค่ไหน เขาจะปั้น มาร์ค ม7 ต่อไปเรื่อยๆ ให้ออกมา ดูดี และเขาจะ ถล่ม พปช เพื่อสร้างภาพเลวร้ายออกมา สนับสนุนคนดีของเขา มันจะเป็นอย่างนี้ไปตลอดหละครับ
ผมเข้าใจว่ามันไม่แฟร์ มันเป็นอคติ มันไม่สมควรที่สื่อจะเล่นการเมืองขนาดนี้ แต่มันก็เห็นความจริงที่หนีไม่พ้น ขนาดไหนหรือครับ เมื่อวันก่อน สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ออกมาสรุปว่าสมัยทักษิณ แย่กว่าสมัยนี้ สองวันต่อมา องค์กรระดับโลกแบบ HRW ออกมาบอกตรงกันข้ามเลย ว่าไม่มีสมัยไหน เลวเท่า สมัยนี้อีกแล้ว ในด้านสื่อ แล้วก็ยกตัวอย่างออกมามากมาย ที่ทำให้ใครกลางๆ คงจะสรุปออกมาเหมือน HRW เช่น คนของ กอ รมน ไปนั่งคุม ทีวีอยู่หลายเจ้า เพื่อตรวจว่าข่าวที่จะออกมานั้นนะ ให้ออกมาได้หรือไม่ คือตั้งแต่ตามทักษิณมา ไม่เคยเห็นส่งคนเข้าไปประกบ สำนักข่าวอะไรแบบนั้นเลย
แต่สมาคมนักข่าวไทย ยังสามารถ โกหก ตัวเองได้ง่ายๆแบบนี้ มันถึงเข้าใจได้ไงครับ ใครที่อยู่วงการสื่อและตามจิกสื่อมานาน จะเห็นชัดเลย ในเว็บ ของสมาคมนักข่าว จะมี แถลงการณ์จุดยืนสื่อ เต็มไปหมด แทบทุกเรื่อง และจุดยืนสื่อแทบทุกเรื่องนั้น คือ ต่อต้านทักษิณและนโยบายทักษิณ มีเป็นร้อยๆจุดยืนครับ เข้าเว็ปแล้วเหมือนไม่ใช่ของสมาคมนักข่าวนะครับ แต่ของ Lobbyist ที่จ้องโค่นล้มทักษิณ แล้วกลับเข้าไปดูเว็บสมัยนี้สิครับ หาจุดยืนแทบไม่ได้ มีไม่เอา กฎหมาย กอ รมน แทบจะอันเดียว
ตัวเลข หนึ่งแสน คน ออกมาแจมกันที่บุรีรัม สนับสนุน พปช ไม่เอาเผด็จการ มันอันตรายครับ เหมือนวันรวมตัวใหญ่ของ อำนาจเก่า ที่สนามหลวง เพื่อสนับสนุน ไม่รับ วันนั้นคนมากันแสนเหมือนกัน แล้วรายงานกันว่า สาม สี่ หมื่น อย่างมาก แล้วเพราะอะไรหละครับ ถึงกลัวตัวเลขกันจัง แน่นอน กลัว ความจริง แต่ผมก็เคยรายงานมาครั้งหนึ่งแล้ว ว่าตัวเลขนะ จริงๆแล้วมันน่ากลัวมาก กว่านั้นมาก ไม่ใช่เพราะมากัน ฝ่าฟันด่านมาได้ มาก หรือยอมเปียกฝน แล้วมันแสดงถึงอำนาจหรืออะไร อำนาจนะแสดงถึงแน่นอน แต่มันแฝง มาด้วยอะไรหละครับ คนเป็นแสน แบบวันนั้นที่สนามหลวง
แต่ที่ตัวเลขมันน่ากลัวก็เพราะ คนบางคนเขาเอามาเคาะแล้ววิเคราะห์ดู แล้วมันแสดงถึง กำลังแอบแฝง อีกมากมายนัก ที่สนับสนุน พปช หรือ นปช อยู่ คือออกมาคนหนึ่ง มันก็คือออกมาจากบ้านหลังหนึ่ง ลงมันออกมาเป็นแสน นั่นมันออกมาจากกี่บ้านกัน มันก็น่ากลัวอยู่ สำหรับ คมช และ พวกผู้ดีชนชั้นนำ และ สื่อกระแสหลักของเขา มันน่ากลัวเพราะ
แสนหนึ่งที่ออกมา มาจากบ้าน ซึ่งในที่สุด มันบ่งบอกว่า ในบ้านแทบทุกหลังคาเรือนในกรุงเทพ จะมีคนของ พปช หรือไม่ก็ของ นปช ฝังตัวอยู่
ผมจะขอสรุปสั้นๆก็แล้วกันนะครับ ผมไม่ค่อยจะเข้าผู้จัดการมากนักนะครับ นานๆหน แต่หลังจาก ไม่รับ ได้มาสิบล้านกว่าเสียง ก็อดไม่ได้ที่จะไปดูสิว่า กุนซือหลักของ ฝ่ายรับไปเลย จะพูดยังไงเรื่องหน้าเขาแตกยับ เพราะไม่ชนะขาด สนธิ ลิ้มทองกุล นายเก่าผมบางทีเขาก็ตรงๆ เหมือนกัน เขาบอกว่า เตือนแล้วว่าฝ่ายเราต้องให้การศึกษาเขาให้มากๆ ดูฝ่ายเขาสิ สอนเอาสอนเอา
ผมอาจจะผิดก็ได้นะครับ สิ่งที่มันน่ากลัวสำหรับ คมช และ อำนาจใหม่ของอำมาตร มันตรงนี้หละครับ ตัวเลขมันบ่งบอกได้ ว่า ฝ่าย พปช และ นปช นั้น มีทางเสนอข้อมูลอีกมาก โดยเฉพาะ ถ้าหันมาสอนกันให้มากขึ้น และให้เครือข่ายตัวเอง ในบ้านช่องคนทั่วไปหมด เอา สิ่งที่เรียนรู้มา ไปสอนกันอีกที
สรุปคือ มันกำลังต่อสู้กันอยู่ครับ พลังของ Propaganda ของพวกอำนาจนิยมผ่านสื่อ และ พลังของการสั่งสอนโดยตรง จากเส้นสายรากหญ้า ที่เหลือก็เป็นเขตุสำหรับ คนจบแล้ว เช่น ไทย อี นิวส์ ประชาไทย และ อีกร้อยแปดเว็บ ที่ต่อต้านเผด็จการ แน่นอน ที่สอนกันทางอ้อมทุกวันทุกเวลา ไม่ค่อยจะเหมือนสื่อ กระแสหลัก ตรงที่ว่าของเขามันจะเน้นไปที่ สร้างกระแส ไม่ใช่ ความรู้ ตัวเลขเป็นแสน มันถึงน่ากลัวไงครับ เพราะมันหมายถึงโอกาส เข้าถึง ปัญญา ของคนที่เขามองไว้ ว่า เหมือน ควาย
เมื่อวันก่อนเจอเพื่อน ที่กลางๆทางการเมือง เขาก็ถามว่าเลือกใครดี ระหว่าง ปชป และ พปช แต่ข้อแม้ของเขาคือ เขาต้องการความสงบ ให้กลับสู่บ้านเมือง หรือไม่ก็ใครก็ได้ที่บริหารแล้วจะสงบที่สุด และเขาขอความเห็นจากแง่มุมของการวิเคราะห์กลางๆ ไม่เอนเอียง ผมก็อึ้งไปนานทีเดียกก่อนตอบเขาวันนั้น และกำลังจะเอามาบอกเล่าท่านผู้อ่าน แต่โชคดี วันนั้นอาหารอร่อยและเบียร์สิงห์เย็นเป็นวุ้น
ที่ตอบยากเพราะผมนั้นขั้ว ทักษิณ อย่างที่ทานทราบกันดี แต่เอาหละ อ่านแล้วท่านก็ตัดสินเอาเองแล้วกันนะครับ ประเด็นเรื่องความสงบนี่คงจะสำคัญพอดู ผมว่ากระแสอารมณ์หลักอันหนึ่งหละคือความต้องการให้บ้านเมืองสงบเสียที โดยเฉพาะคนกรุงเทพคง จะเลือกกันด้วยประเด็นตรงนี้ เป็นสำคัญ และถ้าเรามองนักการเมืองซีก ปชป ดู ท่าทางเขาจะจับอารมณ์คนกรุงเทพตรงนี้ได้ และพยายามพูดมาหลายครั้งแล้ว ว่าถ้าเอา พปช มาบริหาร ไม่สงบแน่เพราะคงจะมีปัญหากับทหาร
คือถ้าเอา ปชป มาเป็นรัฐบาล รัฐบาลจะไม่มีปัญหากับทหาร คือถึง มันจะไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยมากนัก เป็นการสืบทอดอำนาจ ต่อจาก รธน ที่ก็ไม่ค่อยจะเป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว แต่แบบผมถามเพื่อนผม เขาก็บอกตรงๆเลย ว่าเขาไม่สนใจมากนักเรื่องประชาธิปไตยหรืออะไร เขาอยากให้มันสงบ และประเทศกลับมาโตเร็วๆเหมือนเดิมเท่านั้นเอง
ในการตอบเพื่อนผม ผมก็ถามเขาว่า นี่เข้าใจใช่ไหมว่า คมช นั้นทำผิดกฎหมายมามากมาย รวมไปถึงสิ่งที่เรียกว่าเกือบผิด มากมายจริงๆ ฉะนั้น มีสิ่งที่ต้องได้รับการเยียวยาจาก สิ่งที่ คมช ทำลงไปมากมาย และยังมีการแก้ รธน อีก คือถึงคนในกรุงเทพ จะรับ คมช ได้ แต่ต่างจังหวัดเขาคับแค้นใจกัน มากๆเลย สิ่งพวกนี้ เป็นปมใหญ่ที่จะต้องสะสางกัน คือต้องให้มันระบายออก ผมก็ถามเพื่อนผมไปว่า ปชป เป็นรัฐบาล หรือ พปช เป็นรัฐบาล สิ่งที่เก็บกดอยู่ อึดอัด พวกนี้ ถึงจะถูกระบายออก มันจะได้สงบ
เพื่อนก็ถามแบบคนรู้ทันเด็กจบจุฬาติดอันดับว่า แน่ใจหรือว่านั่นมองแบบกลางๆแล้ว แล้วผมก้หัวเราะ บอกว่า รู้เหมือนกันว่าจุดอ่อนของเหตุผลของตัวผมเองนั่นคือ ถ้า ปชป เป็นฝ่ายค้านไปกับทหาร แล้ว พปช เป็นรัฐบาล จะไม่ออกตามล้างตามเช็ดทหาร จน แวดวงทหารเขาปั่นป่วนหรือ คือแค่บอกว่าจะจับสพรั่ง โทษฐาน คอรัปชั่น ในเรื่องต่างๆ ที่ค่อนข้างชัดว่ามีมูล หลายเรื่อง ก็น่าไม่อยากคิดแล้ว ว่าพี่สพรั่งแกจะ ไปเอารถถังที่ไหนมายึดอำนาจอีกที
ผมก็บอกว่าเอางี้แล้วกัน มันมีสองด้านอยู่ ปชป เป็นรัฐบาลกับทหาร แล้วปกป้องทหาร คราวนี้รากหย้า เข้ากรุงเทพประท้วงแน่ หรือว่า ปชปเป็นฝ่ายค้านกับทหาร แล้วทหารอึดอัด ขึ้นอยู่กับว่า พปช เขาจะเอาเรื่องขนาดไหน แต่ผมก็เตือนสติเพื่อนไปด้วย ว่า ถ้าปชป เป็นรัฐบาลกับทหาร มันมีอีกจุดที่อันตราย คือ คดีต่างๆที่มีต้อพลพรรค ทักษิณ ที่เข้าศาลกันไปแล้ว คือตอนนี้ ฝ่ายรากหญ้าก็เชื่อกันไปหมดแล้วว่ามันเป็นคดีการเมืองทั้งนั้น ไม่มีใครมองว่ายุติธรรม คือตั้งธงกันแล้ว แล้วทักษิณจะกลับมาอีก มันอาจจะมีปัญหานะ ถ้าทำกันไปตามธง ในสมัยที่ทหารกับ ปชป คุมการเมืองอยู่
คือถ้า พปช คุมรัฐบาล แล้ว ศาลออกมาว่าทักษิณผิด ตามธงพวกนั้น ที่ระบายความโกรธไปยังรัฐบาลมันจะไม่มีนะ คืออย่างน้อย รัฐบาลก็จะสงบ แต่ถ้าเป็น ปชป และทหารคุมรัฐบาล แล้วฟันธงกันออกมา สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น คือ ถามกันว่าแล้ว ที่ทหารทำผิด ทำไม่ไม่เอาเรื่อง คือมันจะระเบิดกันง่ายๆ
เอาหละเพื่อนก็อึ้งเหมือนกัน กลับไปจิบเบียร์สิงห์วุ้นๆ หลายอึก แต่เราเพื่อนรักกัน ไม่ได้จะมาชนะอะไรกัน เพียงแค่แลกเปลี่ยนความคิด ไม่ได้มาบังคับกันให้ต้องเชื่อหรืออะไร แล้วเพื่อนก็วกมาเรื่องเศรษฐกิจ ว่าสมัครไม่ใช่ทักษิณ แล้วทีมเศรษฐกิจ อันขึ้นชื่อของ ทรท ก็ แตกสลายกันไปหมดแล้ว ผมก็บอกว่าจริงๆแล้ว มันคงไม่มีอะไรแปลกใหม่มากนักในเรื่องเศรษฐกิจ ถ้า พปช ก็แน่นอนว่ากระตุ้นกันจากรากหญ้า จนมันฟื้นกันทั้งประเทศเหมือนเดิม คือกระตุ้นแบบ ล่างขึ้นบน แต่ถ้าดู ปชป เขากำลังมองไปที่ Mega Project หลายอัน คือกระตุ้นจาก บนลงล่าง ปัญหาคือ ของ ปชป นั้น ดีต่อไทยแน่ๆ ในระยะยาว เช่นคลองไทย และ ระบบชลประทานใหญ่ทั่วอีสาน แต่ปัญหาคือ ของแบบนั้นมันระยะยาว
และถ้าสิ่งที่คนเขาพูดกันจริง คือหนนี้ ใครเข้ามาก็อยู่ได้ไม่นาน ไม่ใช่เพราะผสมอย่างเดียว แต่ว่าเพราะคนไทยนั้นแตกแยกกันมาก เป็นกลุ่มๆ ที่แข็งแรงพอๆกัน คือมีคนเป็นนายกได้หลายคนทีเดียว ไม่เหมือนสมัยทักษิณ ที่เขาโดดเด่นเหนือคนอื่นมากมาย คือตอนนี้ มันมี ทั้ง สมัคร ทั้ง มาร์ค ม7 ทั้ง เจ้าพ่อ ทีพีไอ ทั้ง เติ้ง และอีกไม่รู้จะกี่คน ที่พอๆกันทั้งนั้น ในพรรคและตัวเลข ที่มันทำให้เป็นนายกกันง่ายๆ
เพื่อนก็บอกว่า ก็แน่นอนอยู่แล้ว ว่าถ้าเรื่องเศรษฐกิจ ไม่มีใครเก่งเท่า พวกอำนาจเก่าอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่ต้องพูดกันมากนัก อำนาจเก่ามันพิสูจน์แล้ว ของแข็งของจริง ส่วนของ ปชป มันของใหม่ไม่เคยเห็นฝีมือมานานแล้ว คราวโน้นทำเอาบ้านเมืองพัง แต่นั่นมันก็นานแล้ว ก็อยากลองเหมือนกัน แต่เขาก็กลัว บอกว่า จะออกสงครามเศรษฐกิจ มันต้องเอามือหนึ่ง จะมาอยากให้โอกาสมือรองๆที่ท่าทางดี มันอาจจะไม่เหมาะ ผมก็ไม่ว่าอะไร เรื่องนี้เพื่อนก็รู้อยู่แล้ว
สุดท้านก็หนีมาเรื่อง ลงใต้ดินกันไม่ได้ เพราะ ราชการลับ มันเป็นปัจจัยใหญ่ของการเมืองยุค ระบอบ อำมาตรครองเมือง เพื่อนก็ถามว่า พปช จะสู้ฝ่ายทหารเขาได้หรือ ทหารเขาป่วนใต้ดินสักพัก พปช อาจจะคว่ำไม่เป็นท่าไปเลยนะ ผมก็บอกว่าไม่รู้จริงหรือเปล่า แต่ฝ่าย พปช กำลังมองพวกเล่นใต้ดินเก่งๆมาเสริมทัพเหมือนกัน เขาก็รู้ว่าเป็นจุดอ่อน ล่าสุดดูเหมือน เฉลิม อาจจะมา และ ก็ ชวลิต อีก พวกนี้ก็ราชการลับรุนแรงและสายตรง กันมาแล้วทุกคน มันก็พอน่าจะ เสมอกันออก ไม่มากก็น้อย ในเรื่องใต้ดิน แต่นั้นก็เพียงข่าว
ทั้งหมดก็เป็นคำตอบนะครับ ที่คุยกับเพื่อน เรื่อง ใครน่าจะเป็นรัฐบาลสมัยหน้า ท่านก็คิดเอาเองนะครับ และเชิญสรุปเอาเอง คนเรามองไม่ต้องเหมือนกันครับ และก็มาบังคับกัน เสรีภาพ ได้ชิมน้อยๆระหว่างเพื่อน เพราะสมัยนี้มันสมัยเผด็จการของความไร้สติและยอมรัยความแตกต่าง แต่ระหว่างเพื่อนที่รู้ใจ เสรีภาพ มันทำให้เบียร์สิงห์และอาหารอีสานอร่อยขึ้นมากครับ
ทำไมคนที่ เก่ง ฉลาด ดี ที่ รู้ทันทักษิณ จับผิดทักษิณได้หมดทุกอย่าง ถึงกับรวบรวมออกมาทั้งหมด แล้วเรียกว่า ระบอบทักษิณ อันทำลายชาติ แล้ว เห็นซึ่งความจริงว่าทักษิณ นั้นเลวยิ่งกว่า เทวทัศ ทำไมคนที่มีความปราดเปรื่องขนาดนี้ มาตอนนี้ เวลาถามถึงความเลวทรามของพลพรรคพวกเผด็จการ จึงพูดคำเดียวกันไปหมด คือ หนูไม่รู้
มันก็แปลกนะครับท่านผู้อ่าน ที่มันมีหนังสืออยู่สามสี่แล่ม หนาๆทั้งนั้น ใช้เหตุผลล้ำลึก เชื่อมโยงต่อเนื่อง เปิดเผยและเปิดโปง สิ่งที่สลับซับซ้อน ก็หนังสือ รู้ทันทักษิณ หนังสือ รู้ทันระบอบทักษิณ มันก็แปลกนะครับผู้อ่าน ที่คนซื้อหนังสือพวกนั้นมาอ่าน หนังสือยากๆทั้งนั้น อ่านแล้วเข้าใจหมดจด เห็นความจริง เห็นแสงสว่าง ขึ้นมาทันที แต่วันนี้ ผมโทรไปหาเพื่อน ที่จบติดอันดับมาจากนอก แล้วถามเขาว่า เพื่อนรัก วันนี้ศาลมันบอกว่า ที่ คตส ด่าทักษิณ ว่าเป็น โจรปล้นชาติ มันไม่ใช่การ ดูถูก หว่ะ ลื้อช่วยอธิบายให้หน่อยได้ไหม อั้วไม่เข้าใจจริงๆ แล้วเพื่อนรักผม ที่อยู่ขั้วอำนาจใหม่ ก็ลากยาว หาสาเหตุมาสนับสนุนมากมาย ในที่สุดผมก็บอกว่า ขอบใจหว่ะ
แล้วผมก็บอกว่า ต่ออีกเรื่องได่ไหมว่ะ งงหว่ะ ทักษิณบอกศาล ไม่ยอมกลับไทยเพราะกลัวถูกฆ่า แต่ศาลออกหมายจับทักษิณอยู่ดี บอกว่า กลัวถูกฆ่าไม่มีมูล แล้วผมก็ถามเขาว่า วันที่บังออกมาบอกว่าทักษิณอย่ากลับไทยเลย มันอันตราย แบบนี้ทำไมศาลยังไม่ให้น้ำหนักว่ะ เพื่อนก็ลากยาวเลย ว่าทำไมศาลถึงตัดสินใจถูก ทำถูกแล้ว
สำหรับท่านผู้อ่านที่ ยังกลางๆ เออจริงหวะทวีวุฒิ ศาลมันแปลกๆ จริงๆ ผมก็อยากจะรายงานท่านผู้อ่านที่กลางๆนะครับ ว่าจริงๆแล้ว ผมอยู่ขั้วทักษิณมานานแล้ว แต่มันก็เพราะเรื่องแบบ สองอย่าง นั้นหละครับ ที่ทำให้คนขั้วผม เห็นกันมานานแล้ว ว่า กระบวนการยุติธรรมไทย ทั้งหมด มันอยู่ในมืออำนาจใหม่ ก็คือ คมช นั่น เอง
แต่จริงๆแล้วมันก็แปลกอยู่ดี ที่คนที่มี สติและปัญญา สามารถฟันฝ่าความ เท็จและหมอกควัน ที่ทักษิณเขาสร้างมาเพื่อ แอบความจริง (ถ้ามันเป็นอย่างนั้นนะครับ) แต่พอมาถึงเรื่อง ใช้สติและปัญญา ง่ายตื้นๆพื้นๆ ที่จะทำให้เห็นได้ว่าศาลนั้น เอนเอียงและอยู่ในมือใคร ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นของการ แสดงให้เห็น ว่า มันมี ระบอบ คมช ที่ ชั่วร้าย มาก แต่คนเกลียดทักษิณและระบอบทักษิณ กลับมองไม่เห็น ของตื้นๆแบบนี้เอง
ก็เป็นจุดเริ่มต้นของบทความนี้นะครับ คือผมสงสัยนะครับ ว่าทำไม คนเราถึง เห็นความจริงยากจัง ก็เข้า Googles แล้ว Search การหาความจริง แล้วก็ได้บทความดีไ มาหลายอัน อันแรกนี่ของใครไม่ทราบ นะครับ อยู่ในกระทู้ พูดถึงเรื่อง การความหาความจริง ในระบบเศรษฐกิจ เริ่มเลยนะครับ ด้วย ประการแรก
(เริ่ม) ประการแรก ..... ความอยากให้เป็น อันเป็นผลต่อเนื่องจากประโยชน์ส่วนตัว ประโยชน์ของกลุ่มประเทศชาติ ดังที่กล่าวแล้วว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอยติดต่อมาเป็นเวลาหลายปีนี้ เราก็มีความโน้มเอียงอยากจะเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ใครพูดเราก็จะเชื่อ หรือหากปรากฏข้อมูลใดๆ ขึ้น ก็จะถูกนำมาเสริมความเชื่อดังกล่าวนี้เป็นส่วนใหญ่ ความอยากให้เป็น เช่นนั้น เช่นนี้ เป็นตัวการใหญ่ที่สุดที่ทำให้การมองหาความจริงผิดพลาด เป็นอคติ ปิดกั้นไม่ให้มองเห็นความจริงที่สมบูรณ์ เพราะเราไม่อยากจะเชื่อว่าจะเกิดเรื่องร้ายๆ เราอยากจะเชื่อว่ามีเรื่องดีๆ
ประการที่สอง ..... การขาดข้อมูล ความรู้ ต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของโลก เราไม่รู้ว่าภาพรวมของทุนนิยมโลกปัจจุบันเป็นอย่างไร จะคลี่คลายไปทางไหน เรารับรู้เพียงผลของมันว่า โลกทุกวันนี้เศรษฐกิจประเทศใดประเทศหนึ่งจะเจริญเติบโตได้นั้น ประสิทธิภาพการผลิตการอดออมของประชาชน และ ผู้ประกอบการในประเทศนั้นๆ ไม่ใช่ตัวแปรสำคัญที่สุดอีกแล้ว แต่มันขึ้นอยู่กับว่า เงินลงทุนก้อนใหญ่จะไหลไปที่ไหน ที่ตรงนั้นก็จะเสมือนถูกอัดฉีด จะเกิดการเติบโตอย่างรวดเร็ว ตรงข้าม ถ้าเงินทุนไหลออกเมื่อใด ก็เป็นอันเจ๊งเช่นกัน
ประการที่สาม..... สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง บรรดากฎเกณฑ์ หลักการทั้งหลายนั้น กำหนดขึ้นมาจากสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจสังคมที่แน่นอนขณะหนึ่งๆ เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง แต่เรายังคงยึดในกฎเกณฑ์หลักการเดิมๆ ด้วยความเคยชิน ย่อมทำให้เกิดความผิดพลาด เช่นประเทศไทยมีสมมติฐานว่า เศรษฐกิจจะฟื้นเมื่อมีทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามา จึงพยายามกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อให้ต่างชาติเชื่อมั่น เพื่อให้เงินทุนไหลเข้า ทั้งที่สภาพแวดล้อมทุนนิยมโลกเปลี่ยนไป เกิดความผันผวนยากที่จะเกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนขนาดใหญ่เหมือนที่ผ่านมา แต่สมมติฐานในการกำหนดนโยบายของไทยไม่เปลี่ยนตาม วิธีการเดิมๆ กฎเกณฑ์เดิมๆ ตามความเคยชินดังนี้ ทำให้เรามองสถานการณ์ผิดพลาด
การมองให้เห็นความจริง ..... การทำความเข้าใจกับความจริงในโลกเศรษฐกิจธุรกิจนั้น มิใช่เรื่องง่าย เพราะความจริงเป็นสิ่งที่แปรเปลี่ยนอยู่เสมอ แต่ก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากยังต้องมีชีวิต หากยังต้องดูแลองค์กรธุรกิจ และ แม้จะเข้าใจความจริงเหล่านี้แล้ว ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะสามารถดำเนินกลยุทธ์ไปสู่เป้าหมายได้เสมอ เพราะธุรกิจแต่ละประเภทเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์แต่ละชนิด ในสภาพแวดล้อมหนึ่ง เมล็ดพันธุ์บางอย่างอาจเติบโตได้ดี บางอย่างอาจไม่เติบโต ขณะเดียวกัน ในหมู่เมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมนั้น บางเมล็ดพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์ก็ไม่อาจเติบโตได้เช่นกัน
ในโลกธุรกิจหากเป็นได้ ..... ขอเลือกเป็นเมล็ดพันธุ์ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม แต่ถ้าเลือกไม่ได้ ก็ต้องเป็นเมล็ดพันธุ์สมบูรณ์ที่เฝ้ารอฤดูกาลของตัวเองในวันข้างหน้า หากคิดอย่างผิวเผิน การมองหาความจริง มองให้เห็นความจริงนั้น ไม่น่าจะเป็นเรื่องยุ่งยาก เห็นม้าก็บอกว่าเป็นม้า เห็นดวงจันทร์ก็บอกว่านั่นคือดวงจันทร์ หรือเห็นดวงดาวก็บอกว่าเป็นดวงดาว
แต่ถ้าจะคิดกันให้ละเอียด ..... กลับไม่ง่ายเช่นนั้น ดวงดาวที่เรามองเห็นบนท้องฟ้าไกลโพ้นดวงนั้น กว่าแสงของดวงดาวจะเดินทางมาถึงพื้นโลกให้เรามองเห็น บางดวงใช้เวลานับพันนับหมื่นล้านปีแสง เมื่อแสงเดินทางมาถึงโลกเรา ดาวดวงนั้นคงไม่อยู่ในต่ำแหน่งที่เรามองเห็น โคจรไปไหนต่อไหนแล้วก็เป็นได้ ....(จบ)
ก็พอใช้ได้นะครับบทความนั้น ว่าอะไร ทำให้เรามองไม่เห็นความจริง ผมรู้เลยว่าต้องมีหลายท่าน กำลัง เกาหัว แล้วบอกว่า นายทวีวุฒิ นายนี่มันปัญญาอ่อน เหมือนคนด่ากันจริงๆนะ สาเหตุที่คนเขาไม่ยอมรับความจริงกัน มันอาจจะไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร แต่เขากำลังเล่นเกมอยู่เพื่อชนะเท่านั้นเอง เขาไม่มาสนใจความจริง ที่ทำให้ฝ่ายเขาเสียแต้มหลอก พูดง่ายๆ ท่านกำลังบอกผมว่า มันมีคนมากมาย ที่เลว ทราม มีอคติ ไม่ยุติธรรม และทำเพื่อข้างตัวเอง ก็ขอขอบคุณนะครับที่เตือน สติผม แต่เป้าหมายของผม คือ เขียนถึงคนดีมีสติและกลางๆ จะได้ทำให้เขาเห็นเท่านั้นเอง ว่า ทักษิณนั้นซวยขนาดไหน และน่าเห็นใจขนาดไหน
แต่เอาหละครับ ผมไปเจอมาในอีกกระทู้ เขียนอ่านยากพอดู พวกอำนาจใหม่คงชอบนะครับ เพราะเหมือน หนังสือยากๆ แบบ รู้ทันทักษิณไ นะครับ หรือสำหรับ แฟนๆทักษิณ ก็อ่านยากพอๆกับ ศอกกลับคนรู้ทัน หนังสือเล่มนั้นนะครับ ที่ออกมาโต้หนังสือคนรู้ทัน จนคนรู้ทัน กลายเป็นคนโรคประสาท ไปนะครับ แต่เอาหละ ก็เข้าเรื่อง ของ การเรียนรู้เลยนะครับ ซึ่ง นำมา ซึ่ง การเห็นความจริง
(เริ่ม) ญาณวิทยา หรือเรียกอีกอย่างว่า ทฤษฎีความรู้ ( Theory of Knowledge ) คำว่า ญาณวิทยานี้บัญญัติขึ้นเพื่อใช้เป็นคำแปลของคำภาษาอังกฤษว่า Epistemology ซึ่งมาจากภาษากรีกว่า Episteme (ความรู้) + Logos (วิชา ) มีความหมายว่า ทฤษฎีแห่งความรู้ ( Theory of Knowledge ) ซึ่งญาณวิทยา จะอธิบายถึงปัญหาเกี่ยวกับที่มาของความรู้ แหล่งเกิดของความรู้ ธรรมชาติของความรู้ และเหตุแห่งความรู้ที่แท้จริง
การที่มนุษย์เรามีความรู้ขึ้นมาได้นั้น เพราะ มนุษย์นั้นรู้จักการคิด ซึ่งแตกต่างจากสัตว์โลกประเภทอื่น การที่เราจะมีความรู้ที่แท้จริง (อภิปรัชญา) ได้นั้น เราต้องใช้วิธีการของญาณวิทยาสืบค้นหาความเป็นจริงอย่างละเอียด มนุษย์เรามีความรู้ได้อย่างไร? (ความรู้เกิด ขึ้นได้อย่างไร?)
1. เหตุผลนิยม ( Rationalism ) ในลัทธินี้มีนักปรัชญาที่สำคัญ เช่น เดส์คาร์ตส์ , สปิโนซ่า , ไลบ์บีซ โดยลัทธินี้ยอมรับว่า ความรู้เกิดขึ้นจากการใช้ปัญญาคิดหาเหตุผลเท่านั้น และมองว่า ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์นั้นเป็นความรู้ที่ไม่แน่นอน อาจผิดพลาดได้ เหตุผลนิยมถือว่า ประสบการณ์เป็นตัวให้ข้อมูล (ทางประสาทสัมผัสทั้ง 5) แต่เหตุผลนั้นจะเป็นตัวตัดสินให้เห็นความจริง เกิดความรู้ ภาพตัวอย่าง จากประสาทสัมผัสบอกเราว่า ทางรถไฟที่เราเห็นนี้มันบรรจบกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทางรถไฟนี้ไม่มีทางที่จะบรรจบกันได้เลยหากเราใช้เหตุผลเป็นตัวตัดสิน เหตุผลของเราก็คือ เรารู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องไปอ้างอิงจากอะไร เส้นขนานไม่มีวันบรรจบกัน นี่คือ ความจริงที่เรารู้ได้โดยไม่ต้องอาศัยประสบการณ์
เราทุกคนเกิดมามีปัญญาติดตัวมาแต่เกิด เราเกิดมาพร้อมกับความรู้และความจริงซึ่งแฝงอยู่ในจิตทุกอย่างแล้ว นั่นคือ แบบ ที่มองไม่เห็นเพราะถูกบดบังหรืออยู่ในสภาวะแฝง เราจะเห็นความรู้และความจริงนี้ได้ก็ด้วยการใช้ปัญญาไปค้นพบมัน เหตุผลนิยมเชื่อในความรู้ก่อนประสบการณ์ หรือ A priori-knowledge นั่นคือ ความรู้นั้นมีประทับอยู่แล้วในจิต มีมาก่อนประสบการณ์ เช่น คณิตศาสตร์กฎเรขาคณิต เราเรียกความรู้ที่ไม่อาศัยประสบการณ์นี้ว่า ความรู้แบบนิรนัย วิธีการแบบนิรนัย ( Deduction ) คือ การพิสูจน์ความเชื่อหนึ่งโดยอาศัยความเชื่อเดิมที่มีอยู่หรือที่ยอมรับหรือที่สมมติ หรือ การโยงความคิดจากสิ่งที่เรารู้โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นเลย
ตัวอย่าง .... ลุงของเพื่อนไม่สบาย จากประโยคนี้ เราสรุปได้ทันทีว่า ลุงเป็นผู้ชาย เราจะเห็นว่า ข้อสรุปที่ว่า ลุงเป็นผู้ชายได้มาจากข้ออ้างโดยไม่ต้องอาศัยประสบการณ์ใด ๆ ข้อดีของความรู้แบบนิรนัย คือ เป็นความรู้ที่แน่นอน ไม่สามารถผิดพลาดได้เลย มีความตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลง ข้อเสียของความรู้แบบอุปนัย คือ เราจะไม่ได้ความรู้ใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิตเราเลย เพราะว่ามันตายตัว แคบและจำกัด แต่ว่ามันก็มีความบริสุทธิ์ แย้งไม่ได้ เถียงไม่ได้เช่นกัน
2. ประสบการณ์นิยม หรือประจักษนิยม ( Empiricism ) ในลัทธินี้มีนักปรัชญาที่สำคัญ คือ จอห์น ล็อค , เดวิด ฮิวม์ ลัทธินี้ยอมรับว่า ประสบการณ์เป็นบ่อเกิดของความรู้ หรือ ความรู้เกิดจากการรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 เท่านั้น ทัศนะนี้ถือว่า ไม่มีความรู้ใดที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด ความรู้จะได้มาต้องได้มาจากการเรียน จากประสบการณ์ แม้จะอ้างว่า มีความรู้บางอย่างติดตัวมาแต่เกิด (ปัญญา) มันก็แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้าไม่มีประสาทสัมผัส ประสบการณ์เป็นตัวให้ข้อเท็จจริง เป็นวัตถุดิบของความรู้ ถ้าไม่มีประสาทสัมผัสรับข้อมูลให้กับจิต เราจะรู้อะไรไม่ได้เลย ประสบการณ์แม้จะเปลี่ยนแปลงไม่ตายตัว แต่ก็ให้ความจริงที่มีสาระแก่เรา ทำให้เรามีความรู้และเข้าใจโลกได้ เราเรียกความรู้แบบนี้ว่า ความรู้อุปนัย (Induction )
ตัวอย่าง... วิธีการอุปนัย มะม่วงแต่ละผลจากต้นนี้หวาน เราเคยชิมมาแล้ว เราจึงสรุปว่า มะม่วงต้นนี้หวาน นี่คือ การเอาความจริงที่รู้จากส่วนย่อย (มะม่วงแต่ละผลหวาน) มายกให้เป็นความจริงของส่วนรวม (มะม่วงต้นนี้หวาน) นี่คือ การก้าวกระโดด คือ กระโดดจากบางสิ่งไปสู่ทุกสิ่ง การอุปนัยเป็นการกระโดดจากอดีตไปสู่อนาคต คือ หลักฐานที่เราได้จากประสบการณ์ในอดีต ทำให้เราสรุปได้ว่า ในอนาคตมันจะเป็นอย่างนี้ด้วย ความรู้อุปนัยแบบนี้ เป็นความรู้แบบวิทยาศาสตร์ด้วย ซึ่งเป็นหัวใจของวิทยาศาสตร์ ความจริง คือ ความรู้ทุกอย่างเกิดจากประสบการณ์และเกิดภายหลังประสบการณ์ด้วย
3. อนุมานนิยม ( A priorism ) ลัทธินี้บางที่เรียกว่า ลัทธิเหตุผลนิยมยึดแบบเป็นหลัก หรือ วิจารณ์นิยม มีนักปรัชญาคนสำคัญ คือ อิมมานูเอล ค้านท์ ลัทธินี้ยอมรับว่า บ่อเกิดของความรู้ต้องอาศัยประสบการณ์และอาศัยเหตุผลเข้ามาประกอบกัน เพื่อพิจารณาในสิ่งที่เราพบเจอ ค้านท์ชี้ให้เห็นว่า พวกประสบการณ์นิยมตัดสินเพียงว่า ประสาทสัมผัสทำให้เกิดความรู้ และเหตุผลนิยมตัดสินเพียงว่า การคิดหาเหตุผลทำให้เกิดความรู้ แท้จริงแล้วทั้งประสาทสัมผัสและการคิดหาเหตุผลเป็นโครงสร้างของปัญญา
( Intellect )ของคนเรา เราทราบไม่ได้ว่า การรับรู้ทั้ง 2 อย่างของคนเรานั้นบิดเบือนความเป็นจริงภายนอกอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะถูกปรุงแต่งเป็นความรู้สำเร็จรูป ทำนองเดียวกับสินค้าสำเร็จรูปถูกปรุงแต่งให้แตกต่างจากวัตถุดิบไปมากมายนั่นเอง เราทราบได้แต่เพียงว่า สิ่งภายนอกมีอยู่จริง แต่เรารับรู้มันเหมือนที่มันเป็นจริง ๆ หรือไม่ ค้านท์แบ่งความรู้ออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ความรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์ ( a posteriori ) คือ ส่วนที่ให้เนื้อหาของความรู้
2. ความรู้ที่ได้รับจากความคิดหรือเข้าใจ (คิดตามเหตุผล) คือ ส่วนที่ให้รูปแบบของความรู้
ดวงตาของเราไม่ใช่หน้าต่าง นั่นคือ สิ่งที่เราเห็นนั้นมีแต่ภาพ ไม่ใช่ของจริง นั่นคือ ความรู้ของมนุษย์ถูกจำกัดให้รู้เพียงปรากฏการณ์เท่านั้น สิ่งที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์หรือสิ่งที่คงอยู่ด้วยตัวมันเอง เรารู้ไม่ได้ หากเราต้องการจะรู้มัน เราต้องปฏิบัติตามหลักเหตุผลทางจริยธรรมเพียงอย่างเดียว และที่เราถูกจำกัดให้รู้เพียงปรากฏการณ์เท่านั้น เป็นเพราะชีวิตคนเราขึ้นอยู่กับการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องเป็นสิ่งที่รู้ได้ ความเป็นเหตุผลล้วน ๆ ไม่สามารถทำให้เรารู้ในสิ่งที่มีอยู่จริง เช่น โลก วิญญาณ พระเจ้า เสรีภาพ ความเป็นอมตะ สิ่งเหล่านี้ เราสมมติกันขึ้นเพื่อหาเหตุผลทางจริยธรรม หากสิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่จริง จริยธรรมก็ไม่อาจมีอยู่ได้
สำหรับค้านท์แล้ว สิ่งซึ่งปรากฏแก่เรานั้น ไม่มีผิดหรือถูก เป็นเพียงแต่ภาพที่ปรากฏ หากจะมีผิดหรือถูก นั่นก็เป็นเพราะเราไปเข้าใจมันนั่นเอง Thought without experiences are empty. คิดโดยไม่มีประสบการณ์ คือ ว่างเปล่า Experiences without thought are blind. มีประสบการณ์แต่ไม่มีความคิด คือ มืดบอด
นั่นคือ คิดแต่ไม่เห็น เห็นแต่ไม่คิด ทำให้เราไม่สามารถรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกได้ ความรู้จึงไม่เกิด เกณฑ์ตัดสินสิ่งที่เป็นความรู้คืออะไร? ทฤษฎีทางญาณวิทยาหลักๆ ต่างก็มีหลักเกณฑ์การตรวจสอบสิ่งที่จะเป็นความรู้แตกต่างกันออกไป ดังนี้
1. ทฤษฎีสัจนิยม มีมาตรตัดสินความจริงว่า ความคิดกับข้อเท็จจริงภายนอกจะต้องตรงกัน ความคิดของเราจะต้องตรงกับสิ่งภายนอกที่มีอยู่จริง เมื่อนั้น เราก็จะถือว่า ความรู้นั้นเป็นจริง นี่คือ ความตรงกันระหว่างความคิดกับข้อเท็จจริงภายนอก ยกตัวอย่างเช่น เรามีความคิดว่า ก้อนหินนั้นมีลักษณะของสสารที่กินที่ เมื่อเราได้สัมผัสเอง เราก็รู้ได้ว่า ก้อนหินนั้นเป็นสสารที่กินที่ เพราะมันมีอยู่ตรงที่มือเราจับ มันคงอยู่ในเวลาตอนที่เราจับมัน นั่นเอง
2. ทฤษฎีจิตนิยม มีมาตรตัดสินความจริงว่า ความรู้เดิมกับความรู้ใหม่จะต้องตรงกัน ความรู้เดิมนั้นเป็นที่ยอมรับกัน เป็นความรู้ที่ได้รับการตรวจสอบจนเป็นความรู้สากลแล้ว หากความรู้ที่เราได้รับมาใหม่ตรงกันกับความรู้เดิม ก็ถือว่า เรามีความรู้ที่ถูกต้อง เช่น เราเคยรู้ว่า เมื่อเราใช้กระป๋อง 2 กระป๋องมาเจาะรูเอาเชือกร้อย แล้วยืนเอากระป๋องแนบหูฟังโดยห่างกันพอประมาณ เราจะสามารถได้ยินอีกคนหนึ่งพูดมาตามสาย และจากความรู้นี้เป็นเรื่องของการสื่อสาร จนในปัจจุบันเกิดเป็นเครื่องมือสื่อสารที่คนนิยมใช้กันมากที่สุด คือ โทรศัพท์ ทั้งมือถือและบ้าน เป็นต้น
3. ทฤษฎีปฏิบัตินิยม มีมาตรตัดสินความจริงว่า สิ่งที่เป็นความรู้จะต้องนำไปปฏิบัติได้และเกิดผลดีด้วย ความคิดใดที่นำไปปฏิบัติไม่ได้ หรือทำแล้วเกิดผลเสีย ก็ถือว่า นั่นไม่ใช่ความรู้ที่แท้จริง (จบ)
หวังว่าคงไม่ยากไป และท่านผู้อ่านคงจะสามารถ แยกแยะ ได้บ้างนะครับ ว่าอะไรเป็นอะไร อะไรจริง อะไรเท็จ ผมก็ขอสรุปเอาสิ่งที่ใกล้ๆมือก็แล้วกันนะครับ ก็ตรง ทฤษฏีปฏิบัตร นิยม ที่บอกว่า ความจริงต้องทำได้ และ ทำได้ ดี ด้วย ไม่งั้น ไม่ใช่ความจริง
ก็จะขอสรุปนะครับ ว่าผมว่าคนไทย ส่วนมาก ย่ำอยู่กับที่ตรงนี้หละครับ และใช้ทฤษฏีนี้ เป็นพื้นฐานของเหตุผลในการสร้าง ตุลาการภิวัต ขึ้นมา คือความจริง ได้กลายพันธื มาเป็นสิ่งที่ ทำแล้วดี ไปแล้วครับ ก็อย่างว่านะครับ สื่อต่างประเทศ และไทยบางอัน รายงานกัน ว่า บังบอกทักษิณอย่ากลับไทยเลย มันคือคำขู่เอาชีวิต ที่ทักษิณเขาก็ต้องกลัวเป็นธรรมดา แต่ศาลมองไม่เห็น เพราะต้องการจับทักษิณ เพราะจับทักษิณแล้วดี ความจริงเลยกลายเป็น ทักษิณกลัวถูกฆ่าไม่มีมูล
ก็อย่างว่านะท่านผู้อ่าน จากคนรู้ทัน กลายพันธ์กันแทบทั้งกรุงเทพ มาเป็น หนูไม่รู้
ปัญหาของ คมช มันไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเลขนะสิครับ คือแบบผม เกือบห้าสิบเข้าไปแล้ว ตอนบ่ายโมงออกไปยืนดูท้องฟ้าแล้วบอกว่า ขอโทษทีนะเพื่อนร่วมอุดมการณ์แต่ไปไม่ไหวจริงๆกลัวติดหวัด แล้วทั่วกรุงเทพแบบผมมันอีกกี่คน แล้วแบบที่รายงานเข้ามาในพันทิพย์อีก ที่ตำรวจไม่ให้รถวิ่งไปใกล้สนามหลวง คือ เบี่ยงเบนรถออกนอกเส้นทางหมด จนคนเขียนมาในพันทิพย์ว่า ขอตัวก่อนนะเพื่อนๆ หาทางไปไม่ได้จริงๆ เพราะถูกสกัดออกนอกลู่นอกทางใกลมากเลย แล้วแบบนั้นมันจะอีกกี่รายที่โดน แล้วก้อย่างที่อีกรายโพสในพันทิพย์ รถเมย์หายไปไหนหมด รอที่อนุสาวรีชัยสมอรภูมิเป็นชั่งโมงไม่มาสักคัน ก็อภิรักแกเล่นลดรถเมย์จากร้อยเที่ยวต่อชั่วโมง เหลือไม่ถึงสิบเที่ยว ที่จะไปสนามหลวง แล้วคนแบบนั้นอีกแค่ไหนที่ไปกันไม่ได้
มาตรการสกัดยังไม่หมดนะครับ วินมอเตอร์ไซถูกสั่งห้ามพาคนไปสนามหลวง ถ้าพาไป จับได้รู้เข้า จะเอาวินไปให้คนอื่น แล้วแท็กซี่อีก ที่ลงในพันทิพย์กัน ว่ารับเงินมาพูดหว่านล้อมไม้ให้คนไปกัน แบบที่เจอกันหลายคน คือพวกนี้อีกกี่คนกันที่ไปไม่ได้ แล้วสุดท้าย ด่านรอบเมือง ด่านในต่างจังหวัด ที่คอยสกัดไม่ให้คนมาสนามหลวงกัน แบบนั้นนะมันเอาคนออกไปอีกเท่าไหร่กัน
พอมานึกแบบนี้ ผมก็เขียนมาหลายอาทิตย์แล้ว ยังอดทนฝ่าฝืนมากันได้เป็นหมื่นๆคน ขนาดนั้นก็เรียกว่าสุดยอกแล้ว แล้วคนที่ไปกันนั้นคือใครครับ คือใน 50,000 คนนั้นคือใคร ก็สรุปสักหน่อยก็แล้วกัน ถ้ามากันได้ โดยมีอิสรภาพและเสรีภาพ และฝนฟ้าอำนวย ผมว่ามากันอย่างน้อยก็ 100,000 คน แล้วมันแปลงไหมครับแสนคน คือมันมากไปไหม สำหรับ คมช อาจจะ กลัวจนอึขึ้นสมองไปเลย แต่ว่า ในการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายที่ผ่านไป คนเลือก ทรท ในกทม นั้นเป็นล้านคนเลยนะครับ สมาชิกทรทในกทมอีกแค่ไหนกัน แล้วศึกษาเวบให้ดี เวบ ไม่เอา คมช เวบโปรทักษิณ สมัยนี้คนเข้ากันแซงหน้าเวบผู้จัดการไปแล้ว เป็นกิโล ฉะนั้นมากัน 100,000 คน ถ้ามากันได้ และในสภาวะไม่ถูกกีดขวางนั้น พูดง่ายๆ วันนี้ยังไม่สูงสุก วันหน้าสามารถระดมมากันมากกว่านี้ได้มากนัก
แล้วมันเพราะอะไรกัน ขนาด คมช คุมสื่อ คุมถนนได้ แลเ ฟ้าฝนไม่อำนวย ก็เพราะ คมช ดัน ไปเหยียบคนที่เขารักกันนะสิครับ แล้วแถมอาการ เผด็จการ มันออกจนกล้าพุดว่าเข้ามาเพื่อทำลายอำนาจเก่าแล้วปูทางให้ปชปเป็นรัฐบาล ใครมันจะไปยอมครับท่าน คมช ที่รัก ก็กลายเป็นว่ายิ่งอุ้งมือท่านกำคนไทยไว้แน่นและแรงขนาดไหน คนในมือท่านมันยิ่งดิ้นและมีปฏิกิริยามากขึ้นเท่านั้น
แล้ว ถ้ามากันได้ 100,000 คน มันหมายความว่าอะไร เอาง่ายๆ ประชากรกรุงเทพมีประมาณ 10 ล้านคน มองแบบง่ายที่สุดเลยก็คือ 1 คน ใน 100 คนมาประท้วงกัน ฟังดูมันก็ไม่มากอะไรนะครับ เพียงแต่ว่า ใน 10 ล้านคน ถ้าเป็นเด้ก สัก 3-5 ล้านคน ตัวเลขมันชักน่ากลัวแล้วสิ เพราะหมายความว่า ผู้ใหญ่ 1 ใน 70 คนออกมาประท้วงกัน ฟังแล้วมันอาจจะไม่น่ากลัว แต่เอาใหม่ก็ได้ ตีเสียว่า 10