ชาวบ้านธรรมดาๆเจอขนานนามนี้ยังสะดุ้ง ด่ากลับกันไฟแลบ นับประสาอะไรกับคนระดับนางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะไม่ฉุนกึก
กับกรณีที่ปรากฏคำด่าทอสารพัดอยู่ในเว็บไซต์ ไฮ-ทักษิณ ดอทเน็ต แสดงความไม่พอใจการวางตัวไม่เป็นกลางของนางสดศรี
อะไรไม่ว่า ยังมีรายการแฉหนังสือยืมตัวลูกสาวไปช่วยงานหน้าห้อง บิ๊กบัง พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล
พยายามโยงสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง
ยั่วซะจน เจ๊สด ฟิวส์ขาด
การทำเช่นนี้เพื่อต้องการให้พรรคพลังประชาชนโดนใบแดงมากๆใช่หรือไม่ เพราะถ้าเล่นข่าวมากๆ การอคติก็ต้องมีกันบ้าง อย่ามากดดันกันมาก คนเราไม่ใช่ พระอิฐพระปูน มนุษย์ก็มีขีดจำกัดของตัวเองทั้งนั้น มันไม่ไหวแล้ว
ขู่กันดื้อๆเลย
ปากตรงกับใจ สไตล์ เจ๊สด ท้าวัดใจกันแบบนักเลง
เอาเป็นว่า ขนาดข้อครหาเรื่องความไม่เป็นกลางที่ยังคลุมเครือๆ คนของพรรคพลังประชาชนยังโดนไปแล้ว 4 ใบแดง ไม่รวมใบเหลืองอีกนับไม่ถ้วน
เจอสอยร่วงระนาว
แล้วนี่นางสดศรีพูดเอง เสียงดังฟังชัด ถ้าถูกยั่วอารมณ์กันมากๆ
ก็ต้องมีอคติกันบ้าง
แบะท่าเป็นทำนอง เกมการโจมตีตัวเองและลูกสาวในเว็บไซต์เครือข่ายอำนาจเก่า มีผลต่อการแจกใบแดงพรรคพลังประชาชน
เจอมุกนี้เข้าไปเสียววาบเลย
เบื้องต้นคนโดนขู่ร้อนๆหนาวๆ
แต่ในระยะยาวการหลุดอารมณ์แบบนี้ของนางสดศรีน่าจะไม่ใช่เรื่องดี โดยเฉพาะกับการพิจารณาแจกใบเหลือง ใบแดงของ กกต. ที่ถูกจ้องโวยอยู่แล้วในเรื่องของความไม่เป็นธรรม เลือกปฏิบัติกับคนของพรรคพลังประชาชน
ลองถ้าหลุดคำว่า อคติ
มีเรื่องของอารมณ์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง
รายการนี้คงมีรายการโวยวาย คนของพรรคพลังประชาชนฉวยจังหวะใช้เป็นข้อโต้แย้งมติ กกต. ตีกินกันอีกยาว
ใบเหลืองจ้องแกล้ง ใบแดงมีอคติ
และต่อเนื่องกันกับเรื่องของอคติ โดยกระแสมัวแต่จับจ้องอยู่กับเกมยุบพรรคพลังประชาชน ที่ กกต.ตั้งท่าจะลงมติเชือดใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค
ระทึกอกระทึกใจกันตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
จนลืมไปเลยว่า หากใช้มาตรฐานเดียวกันกับกรณีของนายยงยุทธ ที่ยังอยู่ในขั้นลุ้นใบแดงจาก กกต.
เปรียบกับคิวที่โดนแจกใบแดงไปแล้วแน่ๆ
ทั้งกรณีของนายมณเฑียร สงฆ์ประชา ว่าที่ ส.ส.ชัยนาท ก็เป็นถึงรองเลขาธิการพรรคชาติไทย ขณะที่นายสุนทร วิลาวัลย์ ว่าที่ ส.ส.ปราจีนบุรี ก็มีดีกรีเป็นถึงระดับรองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย
นี่ต่างหากที่คอจ่ออยู่บนเขียงแล้ว
ทั้งพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยล้วนอยู่ในข่าย กรรมการบริหารพรรคทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง พรรคต้นสังกัดต้องโดนยุบด้วย
เอาเข้าจริงๆ จะเหลือรอดสันดอนสักกี่พรรค
แต่ที่แน่ๆ ยังคงรักษาความเหนียวไว้ได้ พะยี่ห้อพรรคประชาธิปัตย์ หายห่วง
แขวนหลวงพ่อดีแคล้วคลาดตลอด
ล่าสุดกับกรณีลักลั่นของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ว่าที่ ส.ส.นครนายก เขต 1 ทั้งๆที่หลักฐานชัดขนาดโดนพ่วงคดีอาญา แต่บทสรุปกลับได้แค่ใบเหลือง
คะแนนยื้อกันใน 5 เสียง
กกต.ชักใบแดงไม่ออกตามฟอร์ม.
ประชด : บรรดาว่าที่ผู้สมัครสส.พรรคพลังประชาชน ในจ.อุดรธานี ที่ได้รับใบเหลืองประชดด้วยการหาเสียง ในลูกกรง และนอนหน้าศาลากลางจังหวัด โดยอ้างว่ากลัวจะถูกกลั่นแกล้งในการเลือกตั้งรอบ2ที่จะมีขึ้นในวันที่ 20 มกราคมนี้
พปช.แสดงความบริสุทธิใจ
ในหนังสือดังกล่าวโดยสรุปว่า การเลือกตั้งซ่อมทั้ง3เขต จะขึ้นในวันที่ 20 มกราคมนี้ เรากลัวจะถูกเกม การเมืองกลั่นแกล้งอีก ทั้งนี้ ทางผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน เขต 1 อุดรธานี จะหาเสียงโดยให้ผู้สมัครทั้ง 3 คน เข้าไปอยู่ในกรงขังเหล็ก ตลอด 24 ชั่วโมง กินและนอนภายในกรงขังดังกล่าว เริ่มตั้งแต่หาเสียงตามหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอต่างๆ ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดอุดรธานี โดยนำเอากรงเหล็กบรรทุกหลังรถ 6 ล้อ จนถึงเวลา 18.00 น. จะกลับมานอนบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดอุดรธานี จนถึงเวลา 07.00 น. จึงจะออกการหาเสียงต่อไป
ซึ่งการกระทำดังกล่าว ต้องการแสดงถึงความบริสุทธิ์ หลีกลี่ยงข้อครหาว่า ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน ทุจริตเลือกตั้ง เพราะผู้สมัคร ส.ส.เกรงว่าจะถูกกลั่นแกล้งจากเกมการเมืองอีก จึงให้ประชาชน กกต. และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบ ถึงการหาเสียงว่า ไม่ได้ออกไปไหน มีเพียงการหาเสียงอยู่ในกรงเหล็กเท่านั้น ขณะเดียวกัน ยังได้ขอความอนุเคราะห์จากจังหวัด ให้จัดส่งเจ้าหน้าที่ในสังกัดมาร่วมสังเกตการณ์หาเสียงของผู้สมัคร ส.ส.พลังประชาชนด้วย
ผู้สมัครสส.พรรคพลังประชาชน ยังได้ยื่นหนังสือต่อ กกต.ประจำจังหวัดอุดรธานี โดยมีว่าที่ร.ต.ดุสิทธิ์ พรหมสิทธิ์ กรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุดรธานี เป็นผู้รับหนังสือดังกล่าว และขอให้กกต.อุดรธานี จัดเจ้าหน้าที่ หรือตัวแทนติดตามและสังเกตการณ์ การหาเสียงเลือกตั้ง ของผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชนทุกคน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ในการหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการร้องเรียนเอาผิดตามกฎหมายกับผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชนทั้งหมดอีก
ขังกรงประชดใบเหลือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเสร็จจากการยื่นหนังสือแล้วบรรดา ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน ได้ขึ้นรถ 6 ล้อ นำเอาท่อพีวีซี มาทำเป็นกรงขังบนหลังรถ แห่ออกหาเสียง และเดินทางมายังสถานีตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี ยื่นหนังสือขอนุญาตใช้เครื่องกระจายเสียงเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งฯ ส.ส. อีกด้วย
นอกจากนี้ยังได้ขอให้ตำรวจจัดส่งคำสั่งที่อนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงนี้ ให้โทรสารไปยังทุกๆ สถานีตำรวจ ที่มีอำนาจรับผิดชอบในเขตเลือกตั้งทั้งหมด และหากมีกรณีที่ผู้หนึ่งผู้ใดใส่ความ กลั่นแกล้งกล่าวหาหรือแอบอ้างว่า ผู้สมัคร และหรือทีมงานของผู้สมัครฯ พรรคพลังประชาชน ไม่ว่าเขตใดหรือทุกเขตเลือกตั้ง ได้กระทำความผิดต่อ กฎหมายอันเป็นความเท็จ ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ ได้ดำเนินคดีกับผู้ที่ก่อเหตุละเมิดต่อกฎหมาย โดยทันที
ขายเวลาสอบคดียุบพปช.
ขณะเดียวกันนาย ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนกรณีนาย วีระ สมความคิด ประธานคณะกรรมการอำนวยการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น(คปต.) ขอให้ยุบพรรคพลังประชาชน เนื่องจากมีพฤติการณ์เป็นนอมีนีของพรรคไทยรักไทย ว่า คณะอนุกรรมการฯได้ขอขยายเวลาในการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงออกไปอีก 15 วัน จากเดิมจะต้องส่งผลตรวจสอบพร้อมความเห็นให้กกต.ในวันที่ 12 ม.ค.นี้แต่ กกต.มีมติขยายเวลาตามที่ขอแล้ว ซึ่งเชื่อว่าเมื่อครบตามกรอบเวลาแล้วน่าจะสามารถเสนอผลการสอบสวน และความเห็นให้แก่กกต.พิจารณาได้
ส่วนการสืบสวนสอบสวน ขณะนี้คณะอนุกรรมการฯได้สอบพรรคพลังประชาชนผู้ถูกร้องครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว แต่ในส่วนของนายวีระ ผู้ร้องนั้น จะเชิญมาสอบปากคำอีกหนโดยเฉพาะในบริบทของคำว่านอมินี นอกจากนี้อนุกรรมการฯเตรียมที่จะเชิญบุคคลที่มีความเป็นกลาง มีความรู้ความเชี่ยวชาญในพื้นที่มาให้ข้อมูล เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ด้วย
'สดศรี'ขู่ลาออกพ้นกกต.
นางสดศรี ยัง กล่าวถึงการที่เว็บไซด์ไฮทักษิณ เปิดเผยกรณีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกฯมีหนังสือขอตัว นางสาวกอนณา สัตยธรรม ลูกสาวซึ่งเป็นผุ้พิพากษาศาลจังหวัดพระโขนง มาช่วยราชการหน้าห้องว่า เรื่องนี้น่าจะจบแล้ว ไม่ทราบว่าคนที่ทำเรื่องนี้ทำเพื่ออะไร ต้องการให้เด็กลาออก จากผู้พิพากษาใช่หรือไม่ ดิฉันเครียดนะเรื่องนี้ เบื่อหน่าย อยากจะลาออกกลับไปเป็นผู้พิพากษาเหมือนเดิมแล้ว
เมื่อถามว่า เว็บดังกล่าวอาจต้องการโยงระหว่างกกต.กับพล.อ.สนธิ นางสดศรี กล่าวว่า ดิฉันเป็นคนของสามี และกกต.อีก 4 ท่านก็เป็นคนของภรรยา เราเป็นคนของครอบครัว เราไม่ได้เป็นคนของคมช.หรือคนของใคร หากพล.อ.สนธิ จะขอตัวไม่ต้องขอลูกสาวหรอก มาขอดิฉันสิ ฉันจะเป็หน้าห้องให้
'เรื่องนี้ไม่รู้อะไร เล่นกันไม่เลิก จนวันนี้กรรมการกกต.ทุกท่านได้คุยกันแล้วว่าจะขอทำเรื่องกลับต้นสังกัด เดิมของทุกคนเพราะเบื่อกันแล้ว รับรองให้จบๆไปแล้วกลับไปเป็นผู้พิพากษาเหมือนเดิม ยากถามพวก นักการเมือง ว่าจะเอาอย่างไร จะไม่ให้เปิดสภาใช่ไหม ไม่ต้องการให้รับรองส.ส.ได้หมดใช่ไหม ถ้าพวกดิฉันลาออกกันหมด ก็ไม่มีใครทำก็ไม่สามารถเปิดสภาได้ มันก็จะเข้าทางของกลุ่มคนที่ไม่ต้องการให้มีสภา จะเอาอย่างนั้นใช่ไหม' นางสดศรีกล่าวและว่าทุกวันนี้มีแต่เรื่องจนกกต.ทุกคนเครียดกันหมดแล้ว
ผมไม่รู้ว่าเอาอะไรคิดกัน
ผมเชื่อว่าคนกลุ่มใหญ่ที่เป็นผู้ปกครองประเทศอยู่ในขณะนี้ ล้วนแล้วแต่จมปลักกับสิ่งที่ตนคิดว่ามันคือความสำเร็จในอดีต โดยไม่หันมามองว่า ชีวิตของคนรุ่นนี้ และรุ่นต่อไป ต้องต่อสู้กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มัวแต่ยึดมั่นกับการนั่งดูจอทีวีขาวดำยี่ห้อธานินทร์ นั่งเย็บจักรยี่ห้อซิงเกอร์ คอแห้งก็กินน้ำมะเน็ด หลงละเมอเพ้อพกว่า ตนเองกำลังทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ คิดเอง เออเอง ก็มีลูกจ๊อกคอยเป็นลูกคู่ให้ ใช่ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน คนโง่ แต่ขยัน ก็จะขยันทำในสิ่งที่โง่ๆ เสมอ
คนในชาติ รักชาติ รักในหลวง อันนี้เป็นที่แน่นอนโดยไม่ต้องแสดงออกด้วยสัญลักษณ์ก็ได้ ลองเดินไปถามประชาชนในท้องถนนว่า ถ้าหากในหลวงทรงได้รับอันตราย คุณจะยอมถวายชีวิตตัวเองแทนท่านได้หรือไม่ ผมเชื่อว่า ทุกท่านมีคำตอบอยู่แล้ว
เช่นเดียวกันกับความรักชาตินั้น มันอยู่ในสายเลือดของคนไทย โดยไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ มาอธิบาย อย่าไปเลือกเอาแต่กระพี้ แล้วทิ้งแก่นไว้ การถือธงชาติ การใส่เสื้อเหลือง เสื้อฟ้า เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ในการแสดงออกให้คนอื่นเห็นเท่านั้น แต่ความรู้สึกที่ยึดมั่นอยู่ข้างในอกด้านซ้าย คือสิ่งที่สำคัญและมีคุณค่ามากที่สุด
พอสักทีเถอะ หยุดทำงานเถอะ อย่าขยันอีกเลย... กูกลัวมึงแล้ว
ต่อไปนี้คือคำให้การของกลุ่ม ประชาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และความคิดเห็นของกวีและนักเขียนที่ได้ออกมาแสดงทัศนะต่อกรณีดังกล่าว
นำขบวนโดย วรภ วรภา นักเขียน กวี จากจังหวัดสตูล ผู้ริเริ่มก่อตั้ง ประชาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ และบอกอย่างแข็งขันว่า "ยังคงยืนยันตามเดิมที่ต้องออกมาเรียกร้องในครั้งนี้ ก็เพราะเรามองเห็นความไม่ชอบมาพากลของการตัดสินของกรรมการชุดนี้ ซึ่งเราไม่ได้มองว่าไม่ใช่ความผิดของเจ้าของงานเขียนกวีที่เข้ารอบทั้ง 8 แปดเล่ม แต่เรามองเห็นความสัมพันธ์ของกรรมการตัดสินรอบแรกกับนักเขียนบางคนที่มีความสัมพันธ์ลึกๆ เป็นก๊ก เป็นแก๊ง เป็นกลุ่มกัน ไม่ใช่เป็นเหมือน 'พรรคพวก' ที่หลายคนพูดกันว่านักเขียนทั้งหลายล้วนเป็นพรรคพวกเดียวกัน"
เขาบอกอีกว่า "ประเด็นที่เราเห็นความไม่ชอบมาพากลก็คือมีกรรมการรอบแรกบางคนนั้นเป็นกรรมการบริหารเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรหนึ่งที่ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดซีไรต์ โดยในระเบียบกติกาของซีไรต์ที่ผ่านมานั้นได้มีการกำหนดชัดเจนว่า กำหนดให้กรรมการไม่ควรมีผลประโยชน์กับงานที่ส่งเข้าประกวด
ดังนั้น จึงเป็นประเด็นที่ชัดเจนและมีการตั้งข้อสงสัยว่าเมื่อเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งงานเข้าประกวดเสียเอง และกรรมการตัดสินรอบแรกบางคนก็เป็นกรรมการบริหารเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทยด้วย ฉะนั้นถือว่าเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรงหรือไม่ และกรรมการมีการพิจารณาคัดเลือกโดยความบริสุทธิ์และยุติธรรมหรือไม่"
ประเด็นต่อมาเขามองว่ากรรมการชุดนี้ตัดสินโดยลุแก่อำนาจ ไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ตามบทบาทของกรรมการอย่างแท้จริง แต่ได้ตัดสินโดยใช้ตามอัตลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นการใช้อำนาจบาตรใหญ่ ในการกำหนดทิศทางการคัดเลือกด้วยความรู้สึกของตัวเอง โดยไม่ได้ดูจากคุณค่าของเนื้องานกวี
"ยกตัวอย่างกรณี ผศ.ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา ให้สัมภาษณ์ว่า 'ทั้งผลัก ทั้งดันกันเข้ามา...' สะท้อนให้เห็นว่าเป็นการใช้ความพยายามเพื่อที่จะทำทุกอย่างที่ผลักและดันพวกเดียวกันเข้ามา เพื่อให้ผ่านแรงต้านเข้ามา รวมไปถึงกรณีที่อาจารย์ธเนศบอกว่าอยากจะส่งเสริมบทกวีไร้ฉันทลักษณ์ ถ้าเขาเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ของตัวเอง และอยากส่งเสริมกวีไร้ฉันทลักษณ์ ถือว่าเป็นคนมีใจกว้าง มีน้ำใจ แต่จริงๆ แล้วหน้าที่ของกรรมการไม่ใช่แค่การเข้าไปส่งเสริมงานด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องเปิดกว้างให้แก่งานทุกประเภทอยู่แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการเอาความเห็นของตนไปอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของรางวัล"
ในขณะที่ กานติ ณ ศรัทธา ได้ออกมาแสดงทัศนะความเห็นถึงความจำเป็นที่ออกแถลงการณ์ตามที่เป็นข่าวนี้ว่า ล่าสุดนอกจากข้อเรียกร้องเดิมแล้วยังพบว่า "กรรมการมีผลประโยชน์ทับซ้อน ผิดระเบียบของรางวัล" โดยบอกว่า วชิระ ทองเข้ม หรือนามปากกาว่า สุภาพ พิมพ์ชน กับ พิเชฐ แสงทอง เป็นรองประธานฝ่ายวิชาการของ 'เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย' ซึ่งมี ศิริวร แก้วกาญจน์ เป็นฝ่ายดูแลการผลิตหนังสือของ โกสินทร์ ขาวงาม เป็นผู้ประสานงานภาคอีสาน จึงเห็นได้ว่ากรรมการและเจ้าของผลงานที่เข้ารอบเป็นบุคคลในกลุ่มเดียวกัน เท่านั้นยังไม่พอ ผลงานของ โกสินทร์ ขาวงาม ยังจัดพิมพ์โดย 'เครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย' อีกต่างหาก
"เท่ากับว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนของกรรมการนั่นเอง ซึ่งขัดต่อระเบียบการพิจารณาวรรณกรรมไทยเพื่อรับรางวัลซีไรต์ปี 2537 ลงนามโดยนายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ กับนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ในข้อที่ 3.ว่าด้วยคณะกรรมการพิจารณาวรรณกรรมซึ่งกำหนดว่า 'กรรมการคัดเลือกจะต้องไม่เป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากงานที่เสนอเพื่อพิจารณา' ซึ่งทั้ง 2 สมาคมจะต้องออกมาชี้แจงถึงประเด็นนี้..."
อีกกรณีหนึ่งที่ วรภ วรภา ออกมากล่าวถึงนั่นคือ กรณีนายพิเชฐ แสงทอง กรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์รอบแรก ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า "งานหลายเล่มที่เข้ารอบจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยปลดกวีออกจากหอคอยขอบฟ้า และอัญเชิญลงมาจากหิ้ง...ฯลฯ" นั้น แสดงถึงว่ากรรมการกำลังลำพอง ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ใช้อัตวิสัยของตัวเอง หมายความว่า ถ้ากรรมการคนไหนต้องการหรือชอบผลงานด้านไหนก็เลือกงานแบบนั้นมา ทั้งที่งานมีหลายประเภทหลายแนว ซึ่งมีคุณค่าของมันเอง
นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่มาของกรรมการคัดสรรและการตัดสินผลงานรางวัลซีไรต์ คนค่อนข้างที่จะเสื่อมความรู้สึก เสื่อมศรัทธาลงทุกปีๆ แต่ไม่มีใครลุกขึ้นมาตั้งคำถามกันเท่าไร มีเพียงเสียงสะท้อนกันอยู่วงนอกเท่านั้น ซึ่งองค์กรที่จะต้องรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ จะต้องหันมามองและเข้ามาดูหลักเกณฑ์ กฎเกณฑ์กติกา หรือปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานของกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์กันใหม่
"ที่ผ่านมา พวกเราได้ทำงานถ่ายทอดให้กับเยาวชน ครูภาษาไทยกันมาหลายค่าย ซึ่งมีคำถามมาโดยตลอด ว่าทำไมหลายเรื่อง หลายเล่ม มันไม่ได้ส่งผลต่อวัฒนธรรมการอ่าน ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยเพราะฉะนั้น นี่คือสิ่งที่เราต้องออกมาเรียกร้อง ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องช่วยกันออกมาตั้งคำถามเหล่านี้ ซึ่งทางสองสมาคมควรลุกขึ้นมาดูแล เพื่อตรวจสอบและปรับเปลี่ยนกระบวนการตัดสินรางวัลซีไรต์ในอนาคต"
เขากล่าวยืนยันทิ้งท้ายด้วยว่า "ที่ออกมาเรียกร้องในครั้งนี้ ไม่ได้มีอคติส่วนตัวกับกรรมการตัดสินซีไรต์รอบแรกทั้ง พินิจ นิลรัตน์ หรือ พิเชฐ แสงทอง โดยสายเลือดแล้วก็เป็นคนใต้ที่ใกล้ชิดสนิทสนมรักใคร่กันดี รวมไปถึงอาจารย์ธเนศเองก็ถือว่าเป็นคนรู้จักสนิทสนมกับ กานติ ณ ศรัทธา แต่เรามีเจตนาที่ให้มีการทบทวนกระบวนการทำงานต่างๆ ของกรรมการชุดนี้ พอดีว่าคนกลุ่มนี้มีความพยายามเบี่ยงเบนบอกว่าทางประชาคมวรรณกรรมมีอคติส่วนตัว ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องมีการหยิบยกชื่อกรรมการบางคน มาเป็นประเด็นเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันในการอ้างต่อสื่อสาธารณะและสังคมวงกว้างให้ได้รับรู้"
ส่วน ไชยา วรรณศรี นักเขียนจากภาคอีสานก็ออกมาร่วมลงรายชื่อในแถลงการณ์ในครั้งนี้ด้วย โดยได้บอกว่า โดยรวมแล้วรางวัลซีไรต์ในแต่ละปีที่ผ่านมานั้นมันมีปัญหาทุกครั้ง แต่ไม่ค่อยมีใครออกมาประท้วงด้วยลายลักษณ์อักษร อย่างเป็นทางการ ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรก ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่มีประชาคมวรรณกรรมออกมาเรียกร้องและเสนอไปให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณา ซึ่งจะผิดถูกอย่างไรนั้นก็แล้วแต่จะไปพิจารณากันอีกที
"ผมเห็นด้วยที่มีการออกคัดค้านและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบในครั้งนี้ และอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงในระบบการคัดสรรตัวกรรมการรอบแรก ผมเห็นว่ากรรมการตัดสินรอบแรกนั้นมีความสำคัญมากกว่ากรรมการรอบสุดท้ายด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงอยากเสนอว่ากรรมการรอบแรกนั้น น่าจะมีผู้ทรงคุณวุฒิจริงๆ อย่างเช่นปีนี้ประกวดกวีก็น่าจะหาคนอย่างคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เข้าไปเป็นกรรมการในรอบแรก หรือปีที่ประกวดเรื่องสั้นก็น่าจะมีคนอย่างคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี เข้าไปเป็นกรรมการตัดสินรอบแรก ไม่ใช่ไปเอากรรมการที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะซึ่งอาจจะมีความเอนเอียงได้"
เขายังบอกอีกว่า "ผลงานที่เข้ารอบทั้ง 8 เล่มนั้น อาจจะดีก็ได้ แต่ที่ออกมาคัดค้านก็เนื่องจากความไม่เหมาะสมของตัวบุคคลหลายคนที่เข้าไปเป็นคณะกรรมการในรอบคัดเลือกนี้ เพราะในมุมมองของตนนั้นรับไม่ได้ โดยดูได้จากกรณีที่ อ.ธเนศ เขียนคำนำให้กับมนตรี ศรียงค์ แต่ตนเองเข้าไปเป็นกรรมการเสียเอง หรือกรณีเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทยส่งหนังสือเข้าประกวด ซึ่งกรรมการชุดนี้ก็เป็นกรรมการของเครือข่ายนักเขียนด้วย หรืออย่างกรณี คุณพินิจ นิลรัตน์ มันเกินไปที่คุณจะไปเป็นกรรมการอยู่ในทุกชุดที่มีการประกวดรางวัล
รางวัลซีไรต์ในขณะนี้ถือว่าเป็นช่วงที่ถูกลดความเชื่อถือไปเยอะ กลายเป็นธุรกิจ มันน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงความคิดแบบเดิมๆ ที่ต้องมีแต่กรรมการหน้าเดิมๆ ซึ่งสมาคมนักเขียนน่าจะมีความเข้มแข็งมากกว่านี้ ถ้าสมาคมนักเขียนอ่อนแอ เราก็น่าจะเข้าไปช่วยกันแก้ไข หรืออาจจะเข้าไปร่วมกันเสนอเรื่องการคัดสรรกรรมการ อาจทำได้โดยการประกาศรับสมัครและคัดสรรผู้มีคุณวุฒิในด้านนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนนักเขียน ตัวแทนนักอ่าน ตัวแทนนักวิชาการเข้าไปเป็นกรรมการตัดสิน หากมีกรรมการที่มีคุณวุฒิจริงๆ อย่างนี้ก็น่ากันข้อครหาได้เยอะ" ไชยา วรรณศรี กล่าว
ด้าน ณรงค์ยุทธ โคตรคำ นักเขียน กวีจากดินแดนที่ราบสูง โคราช ก็ออกมาวิพากษ์ถึงประเด็นนี้อย่างเผ็ดร้อน โดยบอกว่า การได้มาซึ่งผลการตัดสินรอบคัดเลือก หนังสือกวีนิพนธ์ รางวัลซีไรต์ ในปี 2550 นี้ มีเบื้องหลังเป็นที่น่าสลด ว่าในฐานะผู้อ่านนี้ รู้สึกเหมือนเป็นการฆ่าหงส์เลี้ยงกา เรื่องของเรื่องก็คือ ผู้ที่เขียนหนังสือขาย ไม่ว่าจะสร้างสรรค์หรือน้ำเน่า ก็ตามที ต้องระลึกในหัวใจนี้เสมอว่า การเคารพผู้อ่านก็คือการเคารพตัวผู้เขียนเองนั่นแหละนาย-นาง เหตุทางอารมณ์ต่าง ๆ ใดๆ ก็ดี คงไม่ต้องแสร้งเบือนบิดวลีให้เบี่ยงเบน เหมือนว่าดูลึกซึ้งหรือมักง่ายงามอะไร บางทีการส่องกระจกในที่สาธารณะร่วมกับผู้อื่น เราจะได้เห็นข้อเปรียบเทียบเป็นอันดับแรก
แต่หัวใจนี่สิ อยากถามกรรมการรอบคัดเลือกทั้งห้านาย เขาถูกกระทำมาแต่ครั้งปางไหน จึงไม่สิ้นสุดเวรกรรมเสียที ซึ่งรางวัลซีไรต์มีลักษณะอย่างนี้มานาน หรือจะคิดเห็นว่าเป็นวิธีทางวัฒนธรรมเสียนี่...ส่วนผู้ที่ส่งก็วนเวียนกันอยู่แค่ 200 300 คน ในจำนวนกว่า 60 ล้านคน ของประชากรในประเทศไทย เมื่อใดก็ตามที่หนังสือหรือแผ่นกระดาษมีราคาขาย ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในหนังสือเล่มนั้น ถ้าขาดเสียซึ่งสำนึกที่พูดกันอย่างไม่อ้อมค้อม หรืออย่างสาธารณ์สักครั้งก็จะเป็นมิติที่ดี แม้นจะดูดาษดื่นก็ยังดีกว่าการจับโน่นเชื่อมนี้ และรอคอยเป็นพวกอีแอบเหลือบแฝง เป็นรุ่น ๆ ต่อกัน ตนในฐานะผู้อ่านและมีอาชีพเป็นเกษตรกรคนหนึ่ง รู้สึกว่าตัวเองได้เสียสละมาแส่กับการอันกิ๊กก๊อกนี้ เหมือนตายประชดป่าช้า ที่สื่อสารเยี่ยงนี้ เพียงสื่อให้เห็นถึงกรรมการห้าคน ผู้เป็นพระเอกตัวจริง นั่นแหละ...
ณรงค์ยุทธ ยังบอกทิ้งท้ายอีกว่า ท่านผู้มีอาชีพอยู่กับการแต่งหนังสือ เช่น สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ช่วยกรุณาหันมามองสิ่งที่คนหนุ่มในนามเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้ป้อนใส่พานไปให้ท่าน แม้นในใจท่านจะยังไง...นึกรักพี่เสียดายน้อง คงต้องเหนื่อยกันหน่อยนะ ไม่ใช่ด้วยการจับสลาก แต่ด้วยเกียรติของท่านเอง ก็ช่วยกันคิดถึงวิธีการได้มาและเสียไปในแต่ละครั้ง ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นนิยาย เรื่องสั้น หรือกวีนิพนธ์ เพราะบางที เราอาจได้ทำคุณประโยชน์หลายอย่างให้แก่โรงแรมโอเรียลเต็ล หรือสังคมที่ดีกว่า มากกว่าที่ผ่านมาก็ได้
มาดูความเคลื่อนไหวทางภาคเหนือต่อประเด็นนี้กันบ้าง...
กวีนาม ปะหล่อง หรือ ปฏิพันธ์ อุทยานุกูล อาจารย์ประจำสถาบันภาษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ซึ่งเป็นกวีจากเหนือ ก็ได้ให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ว่า โดยส่วนตัวแล้วมีข้อสงสัยอยู่สองอย่างเกี่ยวกับคณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ของปีนี้ ประการแรกเท่าที่ไล่เรียงรายชื่อมานั้นแทบจะกล่าวได้เลยว่า ส่วนมากเหมาะสมที่จะไปตัดสินงานเขียนประเภทเรื่องสั้นและนวนิยายมากกว่า โดยเฉพาะอาจารย์ธเนศ คุณพินิจ คุณพิเชฐ เพราะโดยส่วนตัวผมเห็นว่าท่านที่เอ่ยมามีที่อยู่ที่ยืนในส่วนของวรรณกรรมประเภทร้อยแก้วอย่างเห็นได้ชัด ก็เลยทำให้สงสัยว่า แล้วตัวแทนจากสมาคมนักกลอนไม่มีเลยหรือ แล้วกวีซีไรต์ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิหลาย ๆ ท่านทำไมถึงไม่มีการเชิญเข้ามามีส่วนร่วม เพราะปีนี้เป็นปีที่มีการประกวดกวีนิพนธ์ อย่างน้อยในรอบคัดเลือกก็ยังดี
อีกประการหนึ่งก็คือ ถ้าดูจากบทสัมภาษณ์ของกรรมการบางท่านที่ออกมาวิจารณ์งานกวีแนวฉันทลักษณ์ด้วยทำนองที่ผมพอจะจับหางเสียงได้ว่า สมัยนี้ใคร ๆ ก็เขียนกวีได้โดยไม่ต้องเกร็งต้องกลัว เพราะตอนนี้ (กรรมการ...!?!)ได้ปลดกวีออกจากหอคอยขอบฟ้าและอัญเชิญลงมาจากหิ้ง ดังนั้นอย่าไปคิดว่ากวีเป็นเรื่องที่สลักสำคัญใหญ่โตเลยนั้น ผมว่ามันแคบตื้นเกินไป อย่าลืมว่าเรามีรากเหง้าของเราอยู่ และถ้าเราปฏิเสธรากเหง้าของเรา อีกหน่อยเราก็จะเคว้งคว้าง จนสุดท้ายก็จะไม่เหลืออะไรที่งดงามไว้ให้ลูกหลานเราได้หยิบจับชื่นชม
ปะหล่อง ยังได้ฝากทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ถ้าใครเคยอ่าน หนังสือพระนลคำหลวงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็จะเห็นโคลงอยู่บาทนึ่งที่ว่า ใครเยาะกวีไซร้ แน่แท้คนดง
ด้าน มหรรณพ โฉมเฉลา นักเขียนหนุ่มจากราชบุรี ที่ปัจจุบันไปใช้ชีวิตอยู่ที่เชิงดอยหลวงเชียงดาว จ.เชียงใหม่ ก็ออกแสดงทัศนะความเห็นต่อกรณีนี้ว่า ปัญหาเรื่องกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ นั้นมีที่มาคือมาจากสองสมาคมฯ ใช่หรือไม่
...คือสมาคมภาษาฯ กับสมาคมนักเขียนฯ สองสมาคมนี้ก็ไปเฟ้นหาคณะกรรมการขึ้นมา ปัญหาคือทำไมสมาคมภาษาฯ กับสมาคมนักเขียนฯ หาผู้เชี่ยวชาญมากกว่านี้ไม่ได้แล้วหรือ ผู้เชี่ยวชาญที่สังคมยอมรับได้ อย่างเช่นแสดงออกถึงความเข้าใจทางด้านกวีนิพนธ์ ความลึกซึ้งทางวรรณกรรม เคยเขียน เคยวิจารณ์อะไรมาก่อน หรือว่า เป็นนักอ่านขั้นสูง มันก็เกิดมาจากกระบวนการของสมาคมนักอ่านด้วยว่าเขามีกิจกรรมอะไรบ้างที่จะเฟ้นหาคนที่เชี่ยวชาญแบบนี้หรือว่าได้มารวมกลุ่มกันมั้ย อย่างคนอ่านที่อยู่ในขั้นแอดวานซ์มันหาได้ยากในประเทศไทย แต่มันมีมั้ย อย่างสมัยก่อนมีแค่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยแค่สองสามคน มันหาไม่ได้แล้วหรือ โอเคกรรมการชุดนี้ก็อาจจะมีความชำนาญในระดับหนึ่ง แต่บางคนก็อาจจะไม่ยอมรับ อย่างเช่น ที่มีการออกแถลงการณ์มาเขาก็ไม่ยอมรับกรรมการ
เมื่อถามว่า คณะกรรมการรอบแรกกับคณะกรรมการรอบตัดสินอันไหนมันสำคัญกว่ากัน เพราะอย่างตอนนี้ กรรมการรอบแรกก็ได้คัดเลือกเรื่องอื่นๆ ออกจนเหลือแค่แปดเล่มนี้
มหรรณพ บอกว่า ใจจริงแล้วอยากให้เป็นการคัดสรรมากกว่านะ ไม่ใช่ส่งไปให้คัดเลือก คัดเลือกคือมีคนส่งไปให้เลือก คัดสรรหมายถึงมีคณะกรรมการแล้วมองหาไปทั่วๆ ว่ามีกวีนิพนธ์อะไรที่ถูกใจ ที่มีพลังทางสังคมหรือมีพลังทางวรรณศิลป์ ก็คัดสรรมา ขั้นตอนมันน่าจะเป็นอย่างนั้น และจะเห็นว่ากรรมการชุดแรกมันมีบทบาทสำคัญมากกว่า เพราะคัดแปดเล่มมาให้ กรรมการชุดที่สองมันก็มีข้อจำกัดอยู่ไง ก็ดูแค่เล่มที่ผ่านเข้ารอบมา ไม่มีสิทธิ์จะไปของานอื่นให้เข้ามาได้อีก
ซึ่งมันก็ต้องแก้ไขตรงกฎกติกานะ...จริงๆ แล้ว ซีไรต์มันก็แค่รางวัลหนึ่ง มันทำโอ่อ่าเกินความจริงด้วยซ้ำไป มันมีพิธีกรรมที่โอ่อ่าเกินสิ่งที่ได้ออกมาจริงๆ...ถ้าเป็นรางวัลวรรณกรรมของอาเซียน จริงๆ มันก็ต้องมีการแปลเป็นภาษาต่างประเทศแล้วพิมพ์เผยแพร่ออกไป ผู้ที่ได้รางวัลงานก็น่าจะถูกแปลออกไปเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ใช่คัดมาเพียงแค่สองสามเรื่องแล้วแปลเท่านั้น
กับปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มหรรณพ บอกว่า ปัญหามันอยู่ที่การยอมรับในตัวกรรมการ มันถึงมีเรื่อง ก็ต้องไปคัดสรรกรรมการให้เป็นที่ยอมรับมากกว่านี้ สมาคมภาษาฯ สมาคมนักเขียนฯ ก็ต้องไปคัดสรรคนที่ทุกคนยอมรับว่า มันเป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว เขาไม่ได้ทำหน้าที่ให้มันเข้มแข็งเท่านั้นเอง ถ้าได้กรรมการที่ทุกคนยอมรับว่ามีวัยวุฒิ คุณวุฒิ จนเป็นที่ยอมรับแก่วงการนี้แล้ว ก็คงจะมีปัญหาเกิดขึ้นน้อย แต่ไม่ใช่จะไม่มีปัญหาเลย กับอีกอย่างคือแก้ไขกฎกติการางวัลซีไรต์ให้เป็นการคัดสรรมา แต่ก็นั่นแหละ กรรมการก็ต้องเป็นที่ยอมรับด้วย
กวียังต้องอยู่ แต่รางวัลจะมีหรือไม่มีก็ได้ มันก็ไม่ได้จำเป็น กวีไม่มีรางวัล มันก็ต้องเขียนบทกวีอยู่วันยังค่ำ มหรรณพ กล่าวทิ้งท้าย
ในขณะที่ แพร จารุ นักเขียนหญิงชาวใต้แต่ย้ายมาอยู่ทุ่งเสี้ยว สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ก็ออกมาวิพากษ์อย่างฟันธงไปเลยว่า ให้ยกเลิกรางวัลซีไรต์ไปเสียเลยจะดีกว่า รวมทั้งรางวัลอื่น ๆ ด้วย เพราะรางวัลต่าง ๆ ล้วนยืนอยู่บนผลประโยชน์ของการขาย เมื่อเสนอให้มีรางวัลก็เอาคำว่าหนังสือรางวัลนั้นรางวัลนี้ใช้เพื่อโฆษณาขาย เพราะหนังสือกลายเป็นสินค้าไปแล้ว ไปดูตามชั้นหนังสือเดี๋ยวนี้เทนที่จะเขียนว่าหนังสือใหม่ เขียนว่า "สินค้าใหม่" และห้องสมุดก็ซื้อหนังสือที่มีรางวัลเข้าห้องสมุด โดยไม่ต้องพิจารณา
ดังนั้นหนังสือที่ไม่ได้รับรางวัล หรือพวกที่เขียนแบบไม่สนใจการประกวดก็ยิ่งไม่มีที่ทางที่จะมีคนสนใจ และตัวรางวัลก็ไม่ได้พิสูจน์อะไรว่า ช่วยพัฒนาการอ่านการเขียนขึ้น หรือทำให้แวดวงคนเขียนหนังสือดีขึ้นซึ่งไม่ต่างอะไรกับเกมโชว์ในโทรทัศน์... แพร จารุ กล่าวทิ้งท้าย
ในขณะที่ วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง นักเขียนสารคดีชาวใต้อีกคนหนึ่งที่ออกตัวว่า ไม่ได้เลือกอยู่ข้างไหนและก็ใกล้ชิดกับทั้งสองฝ่าย อีกทั้งยังมองในแง่ที่ตัวเองเป็นคนเขียนงานในสายสารคดี ไม่ใช่สายกวี แต่ก็ได้ให้ทัศนะความเห็นกับกรณีดังกล่าวว่ารู้สึกว่าร่างแถลงการณ์ฉบับแรกที่ระบุถึงคณะกรรมการตัดสินผลงานซีไรต์รอบแรกนั้น จะพุ่งไปที่ตัวบุคคลไม่กี่คน แทนที่จะพุ่งไปที่คณะกรรมการทั้งชุด ทำให้ดูเหมือนว่าประธานคณะกรรมการชุดนี้ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยกับความเสียหายที่เกิดขึ้น จริงๆ แล้วปัญหาทั้งปวงน่าจะเป็นประธานโดยตรง แต่กลับกลายเป็นว่าคนที่จะต้องรับผิดชอบนั้นคือคน 2-3 คนเท่านั้น
"แต่ในความเห็นส่วนตัวเห็นด้วยที่บอกว่าในวงการวรรณกรรมหรือมีการผูกขาด เป็นกรรมการซ้ำซากเดิมๆน่าจะมีการหมุนเวียนกรรมการกันบ้าง ซึ่งจำเป็นอาจจะทดลองให้มีการปรับเปลี่ยนกรรมการเข้าไปเป็นปีๆ เป็นรุ่นๆ ไป และผู้ที่จะเข้าไปเป็นกรรมการนั้นควรจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ ไป อย่างปีนี้เป็นกวีก็น่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกวี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจจะต้องให้คำจำกัดความ ให้คำนิยามของคำว่าผู้เชี่ยวชาญให้กว้าง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่คนเขียนกวีอย่างเดียว แต่อาจเป็นทั้งบรรณาธิการ นักวิจารณ์ หรือนักอ่านที่เชี่ยวชาญด้านนั้นจริงๆ"
เขายังบอกอีกว่า กระบวนการคัดสรรกรรมการเข้าไปนั้นมันมีปัญหา แต่ทั้งสองสมาคม คือ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยและสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยก็ออกแถลงการณ์และตีพิมพ์ในมติชนรายวัน (ฉบับวันที่ 9 ส.ค.50) โดยยืนยันว่าทางสองสมาคมคัดสรรกรรมการมาดีมีมาตรฐานแล้ว และบอกว่าบางคนเป็นหลายสมัยติดต่อกันนั้น กลับมองว่าควรจะมีคนเดิมๆ เข้ามาบ้าง เพื่อให้รู้ขั้นตอนการดำเนินการ ประเด็นนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับทางสองสมาคมอยู่ดี (อ่านล้อมกรอบท้ายข่าว)
"จริงๆ อยากให้มองรางวัลเป็นเรื่องของความสนุกสนานและรางวัลก็เป็นผลพลอยได้ แต่ไม่น่าจะเป็นการทะเลาะวิวาทในหมู่พวกเดียวกัน แต่กรณีประเด็นรางวัลซีไรต์หลายคนเข้าใจว่ามันกลายเป็นตัวหนึ่งของสาธารณะไปแล้ว ดังนั้น หลายคนจึงพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อกลั่นกรองให้มันดีกว่าที่เป็นอยู่..."
อย่างไรก็ตาม จากการดูข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อที่ 'ประชาคมวรรณกรรมแห่งประเทศไทย' ได้ออกแถลงการณ์ในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าจะพุ่งไปยังสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ กับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยโดยตรง เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหารางวัลซีไรต์และรางวัลอื่นๆ ที่สองสมาคมเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเน้นเปิดโอกาสให้บุคคลในวงการวรรณกรรมได้มีส่วนร่วมในการคัดสรรคณะกรรมการเข้าไปทำหน้าที่ดังกล่าว
มิเช่นนั้นทุกๆ ปี ที่มีการประกาศผลรางวัลซีไรต์ก็ยิ่งจะทำให้รางวัลคลายความน่าเชื่อถือลงไปทุกปีๆ อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
ภาพดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์การถ่ายรูปร่วมกันระหว่างผู้นำประเทศต่างๆ ที่มาร่วมประชุมสุดยอดเอเปคที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันก่อน ประชาชนได้ให้ข้อมูลว่าตำแหน่งการยืนของผู้นำสุดยอดสองประเทศได้แก่ สหรัฐฯ และ รัสเซีย นั้น ถูกคั่นด้วยประเทศไทย ในภาพแสดงการจับมือของผู้นำที่เป็นมิตรกันของสองประเทศดังกล่าว โดยมีลักษณะข้ามหน้าข้ามตา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ของไทย แต่สุรยุทธ์ก็จำเป็นต้องฝืนหัวเราะ ทั้งๆ ที่ คนอื่นก็ไม่ได้แสดงความสนใจตนเองแต่อย่างใด
"คนตรงกลางยืนทำอะไร โดนข้ามหน้าข้ามตา ยังหัวเราะอีก"
จาก คนบางพาน
"รู้ไหมครับทำไมถึงได้ไปยืนอยู่กลาง รัฐเซีย กับ อเมริกา ไม่ใช่เพราะเก่งกาจอะไรหรอกครับ แต่ได้จากอานิสงฆ์ที่เขาเรียงลำดับตามรายชื่อประเทศน่ะครับ แล้วมันเจ็บปวดตรงที่ 2 ประเทศเขาจับมือกันผ่านหน้าผู้นำไทย แถมผู้นำไทยยังหัวเราะเริงร่า....หน้ามึนจริงๆ"
จากคุณ boonmie
"อุตส่าห์ทำเป็นหัวเราะด้วยแล้ว แต่ดั๊นลืมเปลี่ยนท่าจากแถวตรงเป็นตามระเบียบพัก แบบนี้เพื่อนจับได้หมดเลย.... เฮ้อ"
จากคุณ เขยสุราษฎร์
เมื่อวาน ผมมีโอกาสได้ลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี แถบอำเภอสองพี่น้อง สัมภาษณ์ชาวนาในประเด็นที่เกี่ยวกับโปรเจคจบของผม ผมขับอัลติส มุ่งหน้าสุพรรณบุรี เพื่อขอพบคนที่ทั้งชีวิตขับแต่เพียงรถไถ (ออกตัวไว้ก่อนว่า ผมเป็นคนกรุงเทพฯ 100%)
พูดจริงๆ ว่าผมเคยพูดคุยกับเกษตรกร ชาวไร่ ชาวสวน ชาวประมง ในหลายรูปแบบอยู่บ้าง อันเนื่องจากงานที่ทำ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ลงไปพูดคุยกับคนที่เป็นชาวนา ทำนามาทั้งชีวิต กลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ก็ว่าได้
ระหว่างการพูดคุย ผมก็สอบถามในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเนื้องานที่เป็นข้อมูลในงานผมเป็นหลัก รายได้ครัวเรือน จำนวนพื้นที่ถือครอง ไปเรื่อยๆ จนถึงคำถามพวก ราคาขายข้าว ราคาต้นทุนปุ๋ย
แค่นั้นเอง ลุงชาวนาที่ผมสัมภาษณ์ ก็ได้ขอออกตัวกับผมตรงๆ ว่า อย่าว่ากันนะ ถ้าฉันจะต้องขอพูดอย่างนี้ ด้วยเชื่อว่า คนเมืองอย่างผม ต้องมีความเห็นขัดแย้งกับเขาเป็นแน่
"เรื่องลึกๆ จะเป็นยังไงฉันไม่รู้นะ แต่ฉันชอบรัฐบาลทักษิณ ฉันคิดว่าดีกว่าเดี๋ยวนี้ เพราะฉันเอาที่ฉันเห็น ว่า เดี๋ยวนี้ขายข้าวได้เกวียนละ 5,500 บาท สมัยก่อนขายได้ หกพันฝ่าๆ" แกบอกด้วยน้ำเสียงเหน่อตามสไตล์สุพรรณ
เมียแกที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก็เสริมขึ้นมาว่า "อีกอย่างที่จริงๆนะ หนู ก็เรื่องยาบ้าเนี่ยละ ตอนนี้มันระบาดจนเห็นได้ชัดเลย"
ผมเคยได้ยินคำบอกเล่าในลักษณะการโพสท์ในเว็บมาตลอด เรื่องยาบ้า เรื่องราคาพืชผลเกษตร แต่นี่เป็นครั้งแรก ที่ผมได้ยินจากปากคนที่มีเลือดเนื้อจริง ในพื้นที่ทำนาจริง ที่รู้สึก "เดือดร้อน" จริงๆ
ผมพยายามถามย้ำว่า "ลุงไม่รู้สึกไปเองนะครับ" แม้ผมจะเห็นด้วยก็ตาม ผมอยากดูปฏิกริยาว่า ลุงเขาจะยังยืนยันสิ่งที่พูดนั้นอยู่ไหม
ซึ่งลุงก็ยังยืนยันว่า "จริง ของอะไรวางทิ้งไว้ก็หาย มาปีนี้เนี่ยแหละที่เพิ่งเป็น สมัยก่อนนะ สมัยทักษิณน่ะ เงียบ สงบสุข"
ผมถามถึงบรรหาร อดีตนายกชาวสุพรรณฯ ลุงบอกว่า "ผมชอบครึ่งไม่ชอบครึ่ง เขาไม่ได้ลงมาถึงเราแบบที่รัฐบาลทักษิณทำ..."
พ้นจากการสัมภาษณ์นี้ ผมยังได้พบข้อมูลอีกว่า ยอดขายเครื่องมือทางเกษตรในพื้นที่ ลดลงกว่า 50% ทุกคนได้รับความเดือดร้อนกับภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนรากหญ้า และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกำลังซื้อของคนรากหญ้าโดยตรง
พ้นจากท้องนา มุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ จากสิ่งที่เคยได้รับฟังแบบปากต่อปากมา วันนี้ผมได้ยินมันจริงๆ เต็มสองหูว่า สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้น แม้กระทั่งในจังหวัดของในอิทธิพลทางการเมืองของนายบรรหาร เรื่องเหล่านี้จะได้ยินไปถึงนายบรรหาร พวกทหารยึดอำนาจ พวกสนับสนุนรัฐประหาร บ้างหรือไม่ ผมไม่รู้เลยจริงๆ
เมื่อวาน ผมอาจไม่ได้อยู่ในเมืองแล้วฟังข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการเมือง อะไรแบบคนเมืองส่วนใหญ่
มันอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย กับอีแค่ความเห็นชาวนาไม่กี่คน เราก็แค่คิดเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่แค่นั้น...สำหรับผม
สำหรับผม มันสำคัญมาก ที่วันนี้ผมเป็นหนึ่งคนที่ลงมา และรู้แล้วว่า ในอีกด้านหนึ่งของหลายๆ ด้านนั้น
ผมเชื่อสนิทใจแล้วว่า...ปัญหาเหล่านี้มันเกิดขึ้นจริงๆ...
คนอังกฤษออกข่าวชม ทักษิณไปดูแมนซิตี้แข่งด้วยรถไฟ
ที่มา Tribalfootball.com
10 กันยายน 2550
รายงานจากเว็บไซต์ tribalfootball.com (9 ก.ย. 50) แจ้งว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปชมการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้และแบล็คเบิรน์โรเวอร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสาย เหตุเพราะรถไฟดีเลย์
ผู้คนที่สัญจรผ่านไปผ่านมากล่าวว่ามหาเศรษฐีพันล้านคนนี้ เลือกที่จะจับรถไฟไปสนามอีวู๊ดพาร์ค โดยไม่เรื่องมากที่จะต้องนั่งชั้นหนึ่ง
อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยคนนี้ ผู้ซึ่งกำลังรอรถไฟสาย Virgin's 0835 London Euston ไป Manchester Piccadilly แต่เมื่อก่อนรถจะออก 15 นาที รถไฟเที่ยวดังกล่าวกลับถูกยกเลิก
ทักษิณจับรถไฟสายต่อไปทันที เพื่อไปชมเกมระหว่างซิตี้กับแบล็คเบิรน์ ทั้งนี้ราคาโดยสารรถไฟระหว่างลอนดอนกับเมืองแมนเชสเตอร์อยู่ระหว่าง 12.50 ถึง 29 ปอนด์ และถ้าหากจองล่วงหน้านานซักนิด คุณสามารถจ่ายอีกเพียง 15 ปอนด์ ก็สามารถอัพเกรดที่นั่งโดยสารเป็นชั้นหนึ่งได้แล้ว
รายงานดังกล่าวกล่าวสรุปให้จับตา "คนของประชาชน" คนนี้ให้ดี