TRT and PPP Fanclub

ทวีวุฒ จุลวัจนะ เปิด สโมสร สำหรับคนรักทรท พลังประชาชน และ ทักษิณ

การโจมตีปรัชญาของหัวกระทิ
 

เมื่อคืนไปกินเหล้ากับพวกหัวกระทิของเมืองไทย ผมถูกโจมตีจนแทบตกรถไฟขบวน พปช ก็เอามาเล่าและสรุปให้ฟัง จะได้ระวังตัวเองกันได้มากขึ้น เวลาคุยกับใครเรื่องการเมือง

 

เกาะกันไว้ดีๆ รถไฟขบวนการเมืองไทยเหมือน Roller-Coaster เข้าไปทุกที ถ้าไม่รู้ว่านั่งอยู่ทำไมและเพื่ออะไร อาจจะตกเอาง่ายๆ เพราะหัวขบวนนั้นส่ายยังกับงูจงอาง ส่วนหางนั้นก็สะบัดเหมือนงูหางกระดิ่ง ตรงกลางก็เหมือนงูหลาม รัดทุกคนที่นั่งจนหน้าดำหน้าแดงกันไปหมด เอาหละก็จะสรุปปรัชญาให้ฟัง ว่าเท่าที่ฟังมาแต่ละคน ที่นั่งอยู่บนรถไปขบวนนี้ นั่งกันมาและยึดหัวที่ตัวเองยึดกันอยู่เพราะอะไร

 

       ปรัชญาแรก เอาวันดีๆเก่าๆคืนมา การโจมตีปรัชญานี้ของปัญญาชนคือ มันกลับไปวันวานไม่ได้แล้ว แล้วถึงกลับได้ มันไม่มีวันดีเหมือนวันวาน

       ปรัชญาสอง ตอนนี้มันเลวมาก ฉะนั้นเมื่อวันวานมันน่าเอามากกว่า ตอนนี้ ปัญญาชนก็จะโจมตีว่า คนขี้ลืม เมื่อวันวานมันก็เลวพอๆกับตอนนี้

       ปรัชญาสาม มันไม่ใช่จำนวนคนสนับสนุน แต่มันคือคุณภาพของคนสนับสนุน ปัญญาชนก็จะโจมตีว่า เป็นอำมาตร

       ปรัชญาสี่ ถ้ารากหญ้าได้ประโยชน์ ดีเลวยังไงก็ออกมาดีกว่าเลว ปัญญาชนก็จะโจมตีว่า คอมมูนิสมุ่งทำลายสถาบันและวัฒนธรรมดีงาม

       ปรัชญาที่ห้า ทุกรัฐบาลทุกนายกเหมือนกันหมด พอเป็นนายกก็อาการฮิตเลอร์ออก ปัญญาชนก็จะโจมตีว่า บางทีมันน้อยบางทีมันมากกว่า เป็นดีกรีอะไรแบบนั้น

       ปรัชญาที่หก แตกต่างได้แต่ต้องไม่แตกแยก ปัญญาชนจะโจมตีว่า ฝันเฟื้อง ทหารและปชป ต้นตอแบ่งขั้วให้คนชัดเจนที่สุด

       ปรัชญาที่เจ็ด ประชาธิปไตยคือเสียงข้างมากปกครอง แต่เคารพสิทธิคนส่วนน้อย ปัญญาชนก็จะโจมตีว่า คนส่วนน้อยของไทยไม่เคารพเสียงส่วนมาก เสียเป็นส่วนมาก

       ปรัชญาที่แปด ใครกินน้อยสุดดีที่สุด ปัญญาชนก็จะโจมตีว่า กินน้อยบริหารเสียหามมาก แย่กว่ากินมากแล้วบริหารดี

       ปรัชญาที่เก้า ดีเด่นเก่งดัง คือ ทั้งดีทั้งเก่ง เหมาะที่สุด ปัญญาชนก็จะโจมตีว่า ไม่มี และ หลุดโลก เพราะจริงๆแล้ว ต้องยืดหยุ่น บางทีต้อง เลวเพื่อดี และไม่เก่งเพื่อเก่ง คือคนเจนโลกปกครองโลกของการเมือง ได้เจนกว่าพระเก่งๆ

       ปรัชญาที่สิบ นิติรัฐที่ดีและสังคมที่เป็นธรรม จะขจัดปัญหาชาติให้หมดไป ปัญญาชนก็จะโจมตีว่า ไทยไม่มีวัฒนธรรมที่รักความยุติธรรม ที่ฝังลึก

       ปรัชญาที่สิบเอ็ด ใครถูกโจมตีมากที่สุด น่าจะเป็นคนดีที่สุด เพราะถูกรุมและน่าเห็นใจ ปัญญาชนก็จะโจมตีว่า บางทีหมาหมู่เป็นสิ่งที่จะเป็นในการรักษาระเบียบและกฎของหมู่มาก

       ปรัชญาที่สิบสอง ใครฟังกูและทำตามกูแนะนำ กูเอาคนนั้น ปัญญาชนก็จะโจมตีว่า แล้วมึงเป็นใคร มาลงการ ถ้าอยากมีอำนาจทำอะไร ก็ลงเลือกตั้งสิ

       ปรัชญาที่สิบสาม การเมืองต้องนักการเมืองอาชีพ ที่เอาตัวรอดเก่งเป็นยอดดี เพราะจะเอาประเทศรอด ปัญญาชนก็จะโจมตีว่า ในความจริงแล้ว เอาตัวรอกเก่งกับเอาประเทศให้รอด มันคนละเรื่องกัน

       ปรัชญาที่สิบสี่ เบื่อหน้าเก่า ต้องเอาหน้าใหม่ ปัญญาชนก็จะโจมตีว่า เสี่ยงไป หน้าใหม่ไม่คุ้น อะไรทำให้เชื่อว่าคนใหม่จะต่างจากคนเก่า

       ปรัชญาที่สิบห้า ปิ้งนโยบายพรรคไหน เอาพรรคนั้น ปัญญาชนก็จะโจมตีว่า มีแต่นโยบายในรายละเอียด เหมือนมีแต่ ตัว Gigsaw มาอวด แต่ภาพว่านโยบายรวมกันแล้ว คืออะไรในภาพใหญ่ ไม่มีให้เห็น

       ปรัชญาที่สิบหก กูชนชั้นไหน ภาคไหน ธุรกิจไหน ก็เลือกสส เหมือนๆแบบนั้น ปัญญาชนก็จะโจมตีว่า สส มันเป็นมนุษย์แบบพิเศษ มีธรรมชาติของมันเอง ที่ทิ้งและไม่เหมือน แบบนั้นๆ  ถึงมองผิดเผินแล้ว มันจะมาจากจุดเดียวกัน

       ปรัชญาที่สิบเจ็ด พวกมากลากไป เงินมากลากไป กระแสมากลากไป ปัญญาชนก็จะโจมตีว่า สมองนิ่มเหลือเกินจนคิดด้วยตัวเองไม่เป็น

 

สรุป เราทุกคนมีปรัชญา ที่ทำให้เราเลือกคนที่เราเลือก ของผมก็คืออันที่บอกว่า รากหญ้าได้ดีผมก็เอาทั้งนั้น แล้วเมื่อคืนก็ถูดโจมตีหนักมาก ในที่สุดก็ถามออกไปว่า “ได้ยินเราพูดไหม แล้วเราเขียนมาแล้วนะ ว่าถ้าพรรคไหนดูแลคนจนได้ดีที่สุด เราก็จะเลือกพรรคนั้น แต่เท่าที่ดู มันก็ยัง พปช ที่ดูแลคนจนดีที่สุด ฉะนั้นขอตัวก่อนนะ ยังไงก็เลือก พปช อยู่ดี” แต่ผมก็บอกตรงๆเลยนะครับ วันที่ ปชป ดูแลคนจนดีกว่า พปช วันนั้นก็จะหันมาเลือก ปชป เหมือนกัน ผมพูดออกไปแบบนี้ ทุกคนที่รุมยำผมรับได้

 

สำหรับตัวท่านเอง ก็หาทางหนีทีไล่ไว้ให้ดีนะครับ เพราะยังไง อาจจะต้องมาต่อสู้ทางปรัชญาแบบที่ผมต้องทำมาหลายครั้งแล้ว ในการออกไปพบปะผู้คนต่างๆ

เปิดผนึกถึง เซียงแห่งผู้จัดการ “โง่แล้วมาอวดฉลาดทำไมกัน”

ไอ้หมอนี่มันโง่จริง ไม่เชื่อผมท่านตัดสินใจเอาเอง ในบทความอำลาการเขียนของเซียงไปทำภารกิจลับ เขาเขียนไว้ว่า ระบอบอำมาตรตายไปแล้ว และระบอบทุนการเมืองก็ตายไปแล้ว ระบอบอำมาตรตายเพราะ คมช ส่วนระบบ ทุนการเมืองตายเพราะทักษิณ และที่ตายไปนี่หมายความว่าอะไร เซียงเขาสรุปก็เพราะว่า “ตายเพราะคนชั้นกลาง และชนชั้นที่เปิดตัวเอง ต่อข่าวสาร เขาไม่เอาทั้งสองอย่างนั่นแล้ว และ ตอนนี้คนพวกนี้ กำลังค้นหา ทางเดินใหม่” โอยมันจะเป็นเวรเป็นกรรมของไทยไปอีกนานขนาดไหนกัน ที่นักข่าวที่ขึ้นชื่อที่สุดของผู้จัดการ คนที่ฝ่ายพันธมารฟังทั้งเมือง คนที่มีผลกระทบต่อความคิดของคนมากมาย มาอย่างยาวนาน ยังพูดอกมาได้ว่าระบอบอำมาตรมันตายไป เพราะคนชั้นกลางที่เปิดตัวเองแก่ข่าวสาร ผม “ไม่ปลื้มไม่เปรมด้วย”

 

ในทางกลับกันอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่เซียงเขียน มันทำให้เห็นได้ชัด ว่าระบอบอำมาตรมันยัง “มั่นคงค้ำฟ้า” ก็เพราะอะไรหรือครับท่านผู้อ่าน ก็เพราะเซียง พี่แกเล่นเอาอนาคตชาติ และสิ่งที่จะเกิดขึ้น ไปวางไว้บนบันไดของคนชั้นกลางของกรุงเทพอีกแล้ว โง่แรกของเซียง คือลงมันยกย่องคนชั้นกลางกันขนาดนี้นะ ให้มันเหนือคนอื่น แล้วระบอบอำมาตรมันจะตายไปได้ยังไง คือระบอบอำมาตรมันจะตายไป เวลารากหญ้าเป็นใหญ่ในแผ่นดินเท่านั้นพี่เซียง

 

โง่สองของเซียง คือถามจริงๆเถอะพี่เซียง คนชั้นกลางในกรุงเทพ กรุงเทพที่เป็นศูนย์รวมข้าราชการไทย และรัฐวิสาหกิจ และการศึกษา ในกลุ่มชนชั้นกลางในกรุงเทพนะ มันมีข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ แจมอยู่ด้วยสัก 50%ได้ไหม

 

โง่สามของเซียง แล้วมันจะตายไปได้อย่างไร ทางปรัชญานะ ระบอบอำมาตรมันคือระบอบที่แบ่งชนชั้น แล้วให้พวกระดับสูงของสังคมนะ บริหารบ้านเมือง เพราะถือกันว่า รู้ดีที่สุด คือมันไม่ใช่ประชาธิปไตย ที่เห็นทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ ไม่มีแบ่งชนชั้น เสียงข้างมาก จะมาจากไหน ปกครองไป แต่นี่พี่เซียงเล่นเอาอนาคตชาติ ทั้งกระบิ ไปวางไว้กับชนชั้นกลาง แบบไม่สนใจรากหญ้า สรุปคืออะไรหรือครับท่านผู้อ่าน

 

โง่ที่สี่ของเซียง แล้วแหมขอขอบคุณมากที่อุตสาห์อธิบายให้ฟังว่าระบอบอำมาตรคืออะไร แต่พี่เซียงช่างเลือกเหลือเกินนะ ว่าจะเอาตรงไหน ในตำรานะ ทั้งกระบินะแบบไม่เลือก ที่เขียนมานานแล้วแบบของอาจารย์ปรีดี ท่านบอกว่า ระบอบอำมาตรรวมถึง “สมุน” คืออำมาตรนะ มีในจำนวนที่น้อยนิด เลยต้องอาศัยพลพรรค คือ “สมุน” แล้วแบบชนชั้นกลางในกรุงเทพ ที่เส้นสายข้าราชการกันตรึม ที่เซียงยกให้เป็นชนชั้นผู้นำนะ เป็น สมุน ใครส่วนมาก เท่าที่เห็น มันก็สมุนอำมาตรทั้งนั้น แต่ละคน “รอคิวรวย รอคิวใหญ่โต รอคิวเป็นอำมาตรทั้งนั้น” แทบจะไม่มีเลย ชนชั้นกลาง ที่ไปอีกทาง คือ “ลงรากหญ้าแทน” เป็นสมุนคนจน

 

โง่ที่ห้าของเซียง สรุปคือเซียงยังสลัดคราบของระบอบอำมาตรไม่ได้ โดยตัวเองเลย คือยังยกย่องคนชั้นกลากให้เป็นอภิสิทธิชน เหนือชนชั้นอื่น ซึ่งก็หมายความว่ายังมีคราบของอำมาตรติดตัวอยู่ แล้วยังจะมีหน้ามาวิเคราะห์ โน่นด่าไปถึง ใครต่อใครที่ออกมาต่อต้านเผด็จการ แบบยอมถูกตีหัว ยอมเข้าคุก แบบนปก ว่าเขาพูดถึงระบอบอำมาตรเพราะจะเอามาปลุกผีระบบทุนธนาธิปไตย หรือระบบทุนในประชาธิปไตย นี่มันบ้าหรือเปล่าว่ะ อยู่ไปกล่าวหาคนที่ ยอมถูกทหารกระทืบแล้วไปนอนในคุก เพื่อต่อสู้กับเผด็จการ คมช เลยเถิดถึงกับด่าเขาว่า โจมตีระบอบอำมาตรเพื่อปลุกมันขึ้นมา

 

โง่ที่หกของเซียง โถ่พี่เซียง เห็นบ้างหรือเปล่าเอกสารลับ ไม่รู้จะกี่อันของทหาร อ่านบ้างหรือเปล่า กฎหมายความมั่นคง แล้วเห็นไหมคนบอกว่าให้ “ใช้” รธน ฉบับ หัวคูณไปก่อน ไม่ต้องไปแก้ไข แล้วไอ้สองสามตัวอย่างที่มันกำลังเกิดขึ้นนี่นะ มันบอกหรือว่าระบอบอำมาตร  “ตายไปแล้ว”

 

ผมนะเขียนมาปีกว่าแล้วนะ ว่าภายในปีเดียวคอยดู พันธมารกับ คมช จะ “ตีกันเองชนิดมันหยด” แล้วไง ก็ตีกันเองจนได้ มาวันนี้ผมก็จะบอกว่า ไอ้ที่เซียงออกมาบอกว่าระบอบอำมาตรมันตายไปแล้วนะ ก็เพราะ “อารมณ์โกรธ” ของเซียงมันบังตาเซียงอยู่ คือเซียงอยากให้มันตาย เพราะตอนนี้เกลียด คมช เข้าใส้ พอๆกับทักษิณ เลยออกมาส่งมันลงนรกไปเลย ด้วยการบอกว่ามันตาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันกำลังจะเกิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่

 

สรุปคือผมตรงกันข้ามกับเซียง ไม่ได้มองว่ามันตาย แต่กำลังจะเกิดอย่างยิ่งใหญ่ และที่ทำให้แผนกำลังจะเกิด อย่างยิ่งใหญ่มันมีปัญหา ก็เพราะคนเขาต่อต้านกันทุกรูปแบบ ไม่ได้เป็นแบบเซียง ที่มาบอกว่าตายไปแล้ว ไม่ต้องไประวังหรือกลัวหรือทำอะไร เหมือนเซียงแนะนำนะ

 

สุดท้ายเรื่องทุนธนาธิปไตย ก็คือทักษิณ “แน่ใจว่าตายไปแล้วหรือ” เห็นผู้จัดการชอบเอาโพลที่สนับสนุนจุดยืนตัวเอง มาอ้างถึงความจริง แต่บังเอิญโพลที่ผู้จัดการไม่เขียนถึง มันก็ออกไปอีกทางหลายอันแล้วนะ คือมันบ่งบอกว่า สมัคร กำลังมาแรง แล้วถามจริงๆเถอะ อ่านข่าวของตัวเอง คือผู้จัดการ เรื่องทุ่มเงินกันขนาดไหนบ้างหรือเปล่าในการซื้อตัวคนกันนะ แล้วใครซื้อส่วนมาก แล้วนโยบายนะ ของทักษิณนะ ที่ด่าว่ามันเป็น ทุนธนาธิปไตยนะ คือทุนซื้อหมดทุกอย่างที่ขวางหน้า มันจะตายไปได้ยังไง  เพราะ “ทุกพรรคมันเอาประชานิยมหมด” แบบนี้ ก็เอาหนึ่งมาบวกหนึ่งดูเอาเองสิ ซื้อตัวสสกันแหลก บวกประชานิยมทุกพรรค แถมมีนอมินี คมช เข้า ปชป กันเป็นแถว แบบนี้มันมีอะไร “ตาย” บ้าง

 

สุดท้าย ก็ดีใจที่บอกว่าทางที่ดีกว่ากำลังเกิดขึ้น คนไทยกำลังมองกันอยู่ ฟังดูดีนิ แต่รากเหง้าของสิ่งนี้นะ มันเห็นได้ตรงไหนหล่ะ จริงๆแล้ว มันไม่มีให้เห็นเลยว่ามันจะเกิด เพราะมันไม่มีจริงๆ ทุกพรรคมันเกือบจะเหมือนกันไปหมดทางนโยบาย และการซื้อสสเข้าพรรค มันมีแต่ประวัติศาสตร์เท่านั้น ในการต่อสู้และปรัชญาหลัก ที่แตกต่างกัน แล้วมันก็เห็นว่ามีสองขั้ว ปชป ที่เป็นนักการเมืองมืออาชีพ อะไรก็ได้ทั้งนั้นเผด็จการก็เลีย ประชาธิปไตยก็ได้ถ้าไม่ทำให้ตัวเองมีปัญหา คือขอเป็นรัฐบาลอย่างเดียว แล้วก็ปรัชญา ประชาธิปไตยของ พปช จะทุนธนาธิปไตย หรืออะไรก็ตาม มันก็ยังเป็นประชาธิปไตยมากกว่าของคนอื่น

 

โง่ที่เจ็ดของเซียง สรุปคือมันไม่มาร์คโดยมีอำมาตรครอบงำ ก็สมัครและทุนธนาธิปไตย แล้วอย่างนี้มีอะไรตายไปบ้างหล่ะ แล้วแหม คล่องตัวเหลือเกินนะ จากจ้องล้มทักษิณ บอกทักษิณออกไป ปัญหาชาติหมด มาตอนนี้ พุ่งการสร้างเป้าใหม่ ไปที่ ทุนธนาธิปไตย ของอำนาจเก่าเลยนะ แบบจากทักษิณออกไป กลายเป็นทุนธนาธิปไตยออกไป ยอดเยี่ยมในการปรับปรุงตัวให้มันมีศัตรูต่อเนื่องได้รวดเร็วจริงๆนะ

 

แต่มันก็อีก “สุดงี่เง่าของเซียง” บอกอำมาตร และ ทุนธนาธิปไตยตายไปแล้ว แล้วไอ้ผู้จัดการและสมุน ยังออกมาต่อต้านสมัครทำไมกันหละ จริงไหมพี่ มันตายไปแล้ว แสดงว่าสมัครไม่เกี่ยวไม่ใช่ทุนธนาธิปไตย แล้วยังออกมาต่อต้านเขาทำไมกันพี่ คือบอกมาสิว่าสมัครเขาเป็นอะไร เอาถ้าไม่รู้เพราะโง่จริงจะบอกให้ เขารักในหลวงมาก เขารักวัฒนธรรมไทยมาก แบบเด็กต้องเคารพผู้ใหญ่แบบอำมาตรชอบนะ

 

โอยเวรกรรมไอ้เพื่อนผมที่บอกให้เข้ามาอ่านเซียงอำลาโลกจริงๆ นึกว่าจะได้อะไร ที่ไหนได้ ครั้งสุดท้ายที่อ่านเซียงเมื่อปีกว่าที่แล้ว กับวันนี้ มันก็ยังโง่เหมือนเดิม อ่านแล้วไม่ได้อะไรเลยจริงๆ

ประวัติศาสตร์ของ ยักษ์
 

คนไทยคนไหนไม่ได้เกิดมาเป็นผู้ใหญ่พอที่จะเข้าใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในไทยนั้น น่าเสียดายจริงๆ พวกเราคนที่มีส่วนในการต่อสู้ครั้งนี้ รับรองได้ ผมจะออกมายังไงก็ตาม “ลงประวัติศาสตร์ไปแล้ว ว่าเลื่อนไหวอยู่ในช่วง ที่มันเป็น ยักษ์ ของประวัติศาสตร์ จริงๆ” มันเป็นสามปรัชญา อันยิ่งใหญ่ที่ต่อสู้กัน ชนิดเอาอณาคตของชาติ อีกเป็นสิบๆปี วางไว้เป็นเดิมพัน สามปรัชญานั่นก็คือ ปรัชญาการเมืองของนักการเมืองมืออาชีพ คือพรรคปชป เผด็จการก็ได้ ประชาธิปไตก็ดี ขออย่างเดียว มีส่วนแชร์อำนาจ และก็มีปรัชญาของเผด็จการอำนาจนิยมอำมาตรนิยม แบบคนรวยมาก่อนและรู้ดีที่สุด แบบแรงๆเข้ามาแจม และปรัชญาสุดท้าย คือปรัชญาของประชาธิปไตย รุ่นใหม่คือรากหญ้ามาก่อน ดีหรือเลวถ้ารากหญ้าได้ประโยชน์เป็นรับได้

 

ท่านลองถามตัวเองดูสิว่า ในประวัติศาสตร์ไทย เคยมีช่วงไหน ที่สามปรัชญามันต่อสู้กันรุนแรงขนาดนี้มาก่อน ใครๆก็บอกว่าถ้าจะแน่นอนแล้วว่ามาร์ค ม7 จะเป็นนายกคนต่อไป ก็แสดงว่า นักการเมืองมืออาชีพ จะครองเมือง ถึงส่วนมากจะบอกว่ามาร์ค คงจะอยู่ไม่นาน แต่จริงๆแล้ว มันก็ไม่แน่ แล้วที่บอกกันว่ามาร์คจะทำจนเละไปอีกมาก จริงๆมันก็ไม่แน่นัก พูดง่ายๆ “มืออาชีพ” ขนาดมาร์ค เขาก็รู้ว่า “เดิมพันกันด้วยอะไร” ยิ่งเห็น เผด็จการ ปล่อยโอกาส ตีตื้นปรัชญาอื่น ให้เป็นแทบศูนย์แบบนี้ มาร์คคงจะพร้อมเดินเครื่องจักร ปชป ให้ “หลุดประวัตศาสตร์การแตกแยกและตีกันเอง ของพลพรรคภายในของปชป” แน่นอน แต่แน่นอน แม่ยกและคนรวย คนระดับสูง ทั้งหลาย คงสบายถ้ามาร์คเป็นนายก

 

ม้ารองที่ยอมรับกันคือสมัคร ที่ตีตื้นวันดีคืนดี คือยิ่งถูกตีแรงแค่ไหนจากปชปและคมช กลับแรกขึ้นทุกที ก็เพราะยิ่งตียิ่งไปปลุกคนของอีกฝ่ายขึ้นมา ส่วนไอ้กลางๆที่จะหนีมันไม่มัเหลือแล้ว ทุกวันนี้มันมีแต่ Hardcore และ พวก รอให้ปลุกขึ้นมา เข้าฝ่ายเดิม ก็เท่านั้นเอง แล้วถ้าสมัครชนะ รับรองได้ รากหญ้าและคนจนสบาย รวมถึงคนระดับกลางล่าง ส่วนใครมาเป็นรัฐบาล มันก็เหมือนๆกัน ตรงที่จะต้องต่อกรกับกรอบที่ทหารวางไว้ รับรองงานนี้ “พลิ้วและต่อรองกันสนุก” มีอย่างหรือมาร์ค ถ้าได้เป็นรัฐบาล จะมาลิดรอนพลังที่หนุนตัวเอง ไม่เชื่อคอยดูสิ ถ้าสวสรรหา (แต่งตั้ง) มันออกมาสนับสนุน ปชป แบบสุดเลียปชปและมาร์ค มีอย่างหรือมาร์คจะไป เปลี่ยน รธน พูดง่ายๆ ทหารและป๋า กลับมาเล่นการเมืองแบบชักใยอยู่เบื้องหลัง

 

โอยมันเป็นสงครามอันยิ่งใหญ่จริงๆ  เมืองไทยแตกเป็นสามส่วน แต่ละส่วนมีและมองผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก และมีฐานปชช สนับสนุนกันดิบดี ใช่ครับแน่นอน ทหารและเผด็จการนิยมนั้น มีคนสนับสนุนมากมาย การเมืองอาชีพของปชปก็มากมาย ประชาธิปไตยฉบับประชานิยม ก็มีคนสนับสนุนมากมาย

 

ท่านผู้อ่านคงจะสงสัยว่าประเด็นของผมคืออะไร จะลากเรื่องนี้ไปที่ไหน คือท่านที่อ่านผมประจำ คงจะต้องการให้ผมทำเหมือนเดิม คือพาท่านทัวร์เขาไปในดินแดนที่นักเขียนนักคิดคนอื่นไม่ค่อยไปกัน ก็คือแบบ Unseen Thailand ฉะนั้นผมก็ขอเข้าเรื่องเลยนะครับ แต่ก่อนไป Unseen Thailand เสียดายเรื่องรองๆนะครับ เลยจะขอฝากไว้ให้ท่านผู้อ่าน ถ้ามีเวลา ลองคิดดูสักหน่อย นั่นก็คือว่า มันก็แน่นอนว่าประชาธิปไตย คือเลือกตั้งครั้งนี้ ที่กำลังจะกลับมา มันจะไม่สามารถเชื่อมคนไทยเข้าด้วยกันอีกครั้งอย่างแน่นอน คือถ้าสมัครเป็นนายก ผู้ดีคนรวย นอกจากเศรษฐกิจดีเพาะมืออย่างมิ่งขวัญแล้ว และทหารผู้บ้าอำนาจ ก็จะแห้ว “สุดๆ” หรือถ้า ปชป เข้ามาเป็นรัฐบาล พลังประชาธิปไตยฉบับรากหญ้านิยม ก็จะ “แห้วสุดๆ” เหมือนกัน เพราะมาร์คแก กะจะแบ่งปันผลประโยชน์ไปให้ Mega-Project หลายต่อหลายอัน แล้วเงินผันไปรากหญ้า มันจะลดลงแน่นอน

 

สรุปคือประเด็นรองที่อยากให้ท่านนึกถึง “คือมันจะมีแห้วที่ต้องกินกันแน่ๆ” แล้ว การเลือกตั้ง มันจะไม่ประสานชาติอะไรเข้าด้วยกันเลย คือ “ทางสายกลางที่ทุกคนเดินแล้วชนะ” เหมือนในอดีต ที่เขาบอกว่ารัฐบาลมาแล้วไป ไทยเหมือนเดิม “ยุคนั้นมันหมดไปแล้ว” สิ่งที่มาแทนที่ “คือคนไทยต้องแก่งที่จะใจเย็นขึ้นอีกมาก” เหมือนฝรั่ง ที่ต้องรอกันเป็นปีๆ กว่ากระแสมันจะเปลี่ยน จนฝ่ายปรัชญาตัวเอง กลับมาชนะเลือกตั้ง ปัญหาของเราคือ มันมีไอ้ตัวกวน แบบสื่อและลิ้ม มากเหลือเกินในไทย ที่มันจะเอาแต่ใจตัวเอง เห็นตัวเองถูกทุกอย่าง ที่ “คอยเสี้ยม” ให้มันร้อนอยู่เสมอ แต่พอแล้วประเด็นนั้น Unseen Thailand คืออะไรกันแน่

 

Unseen Thailand มันคือว่า มีนักจิตวิทยา ออกมาศึกษา “คนพอถึงเวลาเกษียร” คือแถวๆ 60 ว่ามันแปลก ที่คนที่ทำงานมาทั้งชีวิต งานหนักๆ รับผิดชอบสูงๆ พอถึงวัยเลิกทำงาน แทนที่จะสนุกกับการเล่น Golf หรือ อยู่กับลูกกับหลาน มันดันเกิด Depression หรือการกลุ้มใจ ใหญ่เกิดขึ้น ในคนเกษียร มากมาย แล้วนักจิตวิทยาเขาก็สรุปว่า คนเรานี่หล่ะ มันเหมือนคันธนู ที่การตึกของสายคันธนู มันทำให้เรา “มีชีวิตชีวา”  คือทำงานมันมีทั้งปัญหา ทั้งความสำเร็จ อาจจะเซ็งๆอยู่บ้าง แต่พอเกษียร สายคันธนูมันไม่ตึง ถูกผ่อนคลายออก คนอายุ 60 ถึง ตกลงไปอยู่ในห้วงของ Depression กันมากมาย ส่วนมากต้องหางานทำกันอีกครั้ง เพื่อใช้สมองอีกครั้ง ให้ธนูมันตึง

 

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับไทย ก็ท่านครับ เราคนไทยโชคดีขนาดไหน เกิดมาในช่วงที่ปรัชญาสามอย่าง มันมาปะทุต่อกรกันอย่างยิ่งใหญ่ จนเราทุกคนกลายเป็น “ยักษ์” ทางความคิดทางการกระทำกันไปหมด เคยมีครั้งไหนบ้างที่ “คะแนนเสียงของคนไทย” มันสำคัญเท่ากับหนนี้ “ตอนนี้” เรียกว่าถ้าเป็นสมัยก่อน “จับดาบกันแทบทุกคนแล้ว” ทุกฝ่ายรู้สึกเหมือนเป็นกองทัพของ ฝ่ายมนุษย์ในหนัง Lords of the Ring ที่กำลังต่อกรครั้งสุดท้ายอยู่กับกองทัพอสูร

 

แล้วไงครับ ก็คือว่าหลังจากเลือกตั้ง คันธนูมันจะถูกคลายลงนะสิครับ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับจิตวิทยามวลชน คือตอนนี้มันเป็นทุกข์กันนิดหน่อยเพราะการเมือง แต่ลองไปดูคนประท้วง หรือฟังปราศรัย ดูสิ "มันตื่นไปหมด" แต่ให้ผมเดา หลังเลือกตั้ง ผมว่า มันจะมี Depression ใหญ่ทางจิตใจเกิดขึ้นทั่วประเทศ จากสาเหตุสองสามอย่าง แรกเลยคือมันจะผ่อนคลายไม่ตึง คนจะรู้สึกว่า “การเมืองมันหยุดเป็นประเด็นไปแล้ว” หมดการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ คือ “กลับไปสนใจกับเรื่องของตัวเองเรื่องส่วนตัว” เป็นปัจเจกนิยมเหมือนเดิม แล้วรับรอง อารมณ์นี้มันจะถูกเสริมเข้าไปด้วยความรู้สึก “แพ้” ของคนเป็นสิบล้าน ไม่กลุ่มไหนก็กลุ่มหนึ่งแน่นอน

 

คือง่ายๆ นะครับท่านผู้อ่าน ถ้าท่านติดตามผมมา ผมนี่เขียนแรงๆและอัด คมช และ ปชป มานานมากแล้วนะครับ ตั้งแต่สมัยยังไม่มีใครแทบจะทำเลย หลังเลือกตั้ง ผมจะมีอะไรให้เขียนมากมายนักครับ แล้วถ้า ปชป ชนะ ผมคงจะเซ็งลึกแน่นอน Unseen Thailand ขอจบลงแค่นี้ ด้วยคำถามที่ว่า ท่านคิดว่าอารมณ์ชาติจะเป็นไง ในกรณีมาร์คชนะ ในกรณีสมัครชนะ ในกรณีที่ทหารชักใยได้ต่อไป

สุวรรณภูมิ สนามปะลองหลัก "ปรัชญาพัฒนาชาติ"

สนามบินสุวรรณภูมิ กรณีศึกษาของผู้นำที่ทิ้งประเพณียึดตัวอักษรของกฏหมายเป็นหลักในการบริหารประเทศ

บทวิเคราะห์โดย คุณหนูเอง
๘ กรกฎาคม ๒๕๕๐

ทำไมเกือบทุกผลงานที่นายกทักษิณทำไว้ จึงกลายเป็นสิ่งไม่ดีไปหมด ความไม่ดีคือเนื้อแท้ของผลงาน? หรือมีใครไปทำลาย? ทั้งหมดนี้ เรื่องท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะเป็นกรณีศึกษาที่ดี

1. ก่อนที่ทักษิณเป็นนายกฯ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นหนึ่งในโครงการเจ็ดชั่วโคตร (รองจากโครงการคอคอดกระ) ใช้เวลาเกือบครึ่งศตวรรษ (45 ปี, คณะรัฐมนตรี 31ชุด and 14 นายกรัฐมนตรี) งานหลักๆ ๒ งานของการก่อสร้าง คือ การปรับปรุงดินอ่อนให้รับน้ำหนักได้ กับ งานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารและท่าเทียบเครื่องบิน

2. ก่อนที่ทักษิณเข้ามา ปี ๒๕๔๓ พรรคประชาธิปัตย์ได้ประมูลการก่อสร้างอาคารที่ออกแบบไว้เดิม ปรากฏว่า ต่ำสุด 57,590 ล้านบาท เกินงบไป 19% เมื่อทักษิณเข้ามา เป็นช่วงเศรษฐกิจวิกฤติ จึงได้ให้ปรับแบบใช้วัสดุในประเทศ ทำให้ราคาประมูลลดเหลือ 36,666 ล้านบาท

3. ทักษิณเป็นผู้บริหารสมัยใหม่ คือ การบริหารที่มีเป้าหมายเป็นหลัก (Objective-based Management) ซึ่งต่างจากการบริหารตามประเพณีของราชการไทย ซึ่ง ยึดขั้นตอนหรือตัวอักษรเป็นหลัก (Procedure-based Management)

4. การบริหารยึดขั้นตอนเป็นหลัก (Procedure-based Management) ซึ่งเป็นการบริหารรูปแบบของนักกฎหมาย (ที่ชัดที่สุด คือ นายกชวน หลีกภัย) ถ้าเป็นสมัยก่อนที่ความเปลี่ยนแปลงช้าๆ ก็ยังพอไหว ถ้าเป็นสมัย Economy of Speed จะสำเร็จได้ยาก เพราะพลวัตของเป้าหมาย เปลี่ยนเร็วและวิ่งหนีเร็วกว่าการคลานต้วมเตี้ยมตามหลังของระบบที่ยึดขั้นตอนเป็นหลัก แต่วิธีนี้ เป็นวิธีที่ผู้นำไม่มีความเสี่ยงเลย ทำไม่ได้ ไม่มีผลงาน ก็ไม่มีความผิดใดๆ เพราะได้ทำตามขั้นตอนดีที่สุดแล้ว

5. การบริหารที่มีเป้าหมายเป็นหลัก (Objective-based Management) เป็นวิสัยทัศน์ของรัฐบุรุษ ไม่ว่าโครงการใด ผู้นำต้องรู้ว่า เป้าหมายและยุทธศาสตร์ของโครงการคืออะไร เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ เป้าหมายที่ตั้งไว้มีมากกว่าแค่รองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น แต่สร้างเพื่อช่วงชิงโอกาสในการเป็นศูนย๋กลางการบินภูมิภาค (Regional Aviation Hub) ซึ่งทั้งสิงคโปร์ มาเลย์ แม้แต่เวียตนาม ก็จ้องจะแข่งกับเรา ถ้าใช้การบริหารที่ยึดขั้นตอนเป็นหลัก (เหมือนการบริหารในสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา) เป้าหมายสำคัญนี้หลุดลอยไปแน่นอน นายกทักษิณจึงตัดสินใจใช้การบริหารสมัยใหม่ โดยเบื้องต้น ต้องมีการกำหนดวันเปิดสนามบินอย่างชัดเจน ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย แล้วจึงหาวิธีการที่มีความคล่องตัวโดยไม่ต้องยึดประเพณีตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด โดยจุดมุ่งหมายคือ ต้องสำเร็จตามเป้าหมายเท่านั้น แต่การบริหารโดยไม่ยึดขั้นตอนโดยเคร่งครัด แม้มีเจตนาดี แต่มีจุดอ่อนที่ถูกนำมาเป็นแยกส่วนๆเพื่อนำมาโจมตีท่านได้ อย่างที่เราเห็นอยู่หลังรัฐประหาร

6. ระหว่างก่อสร้าง มีป้ญหามากมาย ปัญหาภายใน คือ แบบที่รีบเร่งแก้ เพื่อให้ทันเปิดประมูลใหม่ โดยทิ้งปัญหาไว้หลายอย่างให้แก้ระหว่างก่อสร้าง ปัญหาภายนอก คือ สถานการณ์การบินที่เปลี่ยนไป จากผู้โดยสารที่คาดไว้ 30 ล้านคนต่อปี ต้องขยายเป็น 45 ล้านคนต่อปี ปัญหาจากภัยก่อการร้าย ทำให้ต้องเปลี่ยระบบตรวจสอบกระเป๋าจากระบบเดิม เป็นระบบบูรณาการแบบ Inline Screening ที่ต้องใช้ระบบ CTX เป็นต้น การบีบคั้นของเวลา เพื่อรักษาเป้าหมายใหญ่ แม้จะที่ต้องปรับไปตามสถานการณ์ทีเปลี่ยนไป ทำให้ผลงานมีมีจุดอ่อนทางเทคนิค ซึ่งรัฐบาลเก่าก็ทราบดี ซึ่งถ้ารัฐบาลทักษิณยังอยู่ ก็น่าจะแก้ไขได้สบายๆโดยวิธีการทางเทคนิค (ไม่ใช่โดยวิธีใช้น้ำลาย)

7. นายกทักษิณ กล้าใช้การบริหารที่มีเป้าหมายเป็นหลัก (Objective-based Management) เพราะท่านถือว่า ได้รับเลือกตั้งมาจากเสียงที่ท่วมท้น เป็นฉันทามติให้ท่านมารับใช้ประเทศ ท่านจึงกล้าเอาตัวเองเข้าเสี่ยง ทำให้พรรคไทยรักไทยได้ผลงานมากมาย และประเทศชาติได้ประโยชน์เกินกว่าสมัยใดๆที่ผ่านมา ดิฉันจึงเรียกท่านว่า รัฐบุรุษที่แท้จริง เพราะรัฐบุรุษ คือ ผู้ยอมเสียสละตัวเอง เพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน

เมื่อพิจารณา 7 ข้อ เบื้องต้นเป็นมูลฐาน จึงตอบได้ว่า ใครสร้างและใครทำลายสนามบินสุวรรณภูมิ ?

สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นหนึ่งในผลงานจำนวนมาก (OTOP กองทุนหมู่บ้าน ๓๐ บาทรักษาทุกโรค หวยบนดิน ราคายาง ทุนการศึกษาหมู่บ้าน ฯลฯ) ที่ท่านนายกทักษิณได้สร้างให้สำเร็จในเวลาอันสั้น โดยการบริหารที่มีเป้าหมายเป็นหลัก (Objective-based Management) คณะ คมช. และพรรคการเมืองบางพรรค พยายามที่จะทำลายความน่าเชื่อถือของโครงการเหล่านี้ ให้หมดหายภายในพริบตา แต่ดิฉันเชื่อว่า เมื่อความจริงค่อยๆปรากฏ ประชาชนเริ่มตาสว่าง และจะเข้าใจสถาณการณ์เหมือนอย่างที่ดิฉันเข้าใจคะ

แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันเป็นห่วง หลังจากที่ คณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ถูก คตส. ชี้มูลทำให้รัฐเสียหาย ในกรณีหวยบนดิน จากนี้ไป เหตุการณ์นี้ จะทำให้รัฐบาลในอนาคต ต้องบริหารประเทศตามตัวอักษรอีกครั้ง ประเทศไทยจะกลายเป็น banana republic รัฐบาลจะมีแต่การทำงาน แต่ไม่มีผลงานปรากฏใดๆ

ล้มทักษิณคือล้มช้าติ (เขียนก่อนปฏิวัติ)

ก่อนอื่นผมต้องขอเตือนสติพวกเราคนไทยหน่อย จากคำพูดของคนในพันทิพย์ ว่า “อย่าเผาบ้านเพราะโจรเลย” ผมว่าคำกล่าวนั้นแรงไป ทักษิณไม่ถึงกับโจร คือระบอบทักษิณก็มีอะไรดีไอยู่เหมือนกัน แต่ในการที่เราจะ “เผา” ทักษิณทิ้งนั้น ต้องตั้งสติสักหน่อย ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่และ “มันมากไปไหม”

และอีกสิ่งหนึ่งที่อยากเตือนสติท่าน คือเวลาเรามองเห็นปัญหาของอะไรสักอย่าง เราจะเน้นแต่การแก้ปัญหานั้น จนลืมกันไปแล้วหรือว่า “ภาวะศูนย์อากาศที่เกิดขึ้น อะไรจะมาแทนที่” คือเราง่วยอยู่แต่กาทำลายทักษิณ จนเราลืมไปหรือเปล่าที่จะถามว่า “แล้วสิ่งที่จะมาแทนที่ ดีกว่าสิ่งที่เราจะลบทิ้งไปไหม”

 

ระบอบทักษิณนั้นที่คนด่ากันมาก คือมันเป็นระบอบ “ควบอำนาจมาที่ส่วนกลางมากไป” มันไม่ตรงกับฉบับปชชที่ต้องการการกระจายอำนาจ แต่ถ้าเราลงลึกในฉบับปชช จะเห็นได้เลยว่ารัฐต้องส่งเงินไปให้ระดับรากหญ้าบริหารเอง ในอัตราส่วนที่สูงมากของงบประมาณรัฐ แต่ทักษิณเลี่ยงกฏหมายนี้โดยการบอกว่า รากหญ้ายังไม่หร้อมบริหารงบนั้น จะจริงหรือไม่ เราคงได้ยินกันมามากเรื่องการโกงระดับรากหญ้า ต่อเงินที่ผันออกไปแล้ว หรือบริหารเงินที่ผันไปแล้ว ได้ไม่ดีขนาดไหน ก็น่าจะสรุปได้ว่า “จริงของทักษิณ” แล้วเรามาดูโครงการทดแทนการ “ทำเอง” ของรากหญ้าดู

 

เช่น สามสิบบาท บ้านเอื้อาทร โรงเรียนในฝัน ทุนการศึกษาทั้งไปนอกและในไทย โครงการ SML ที่ให้การศึกษาควบคู่ไปด้วย หรือสนับสนุน OTOP สิ่งพวกนี้คือเงินที่รัฐ “อาสาผันไปให้รากหญ้า” ฉะนั้นในความเป็นจริงแล้ว ในการเงิน ทักษิณได้กระจายลงไปสู่รากหญ้า มากมายนัก และเมื่อเงินคือโอกาสและอำนาจในการไม่ต้องพึ่งของแบบเงินนอกระบบ ก็น่าจะพอสรุปตรงนี้ได้ว่าทักษิณนั้น “สุดยอดแล้ว” ของการกระจายอำนาจ

 

แต่สิ่งดีๆพวกนี้ในระบอบทักษิณ จะถูกล้มเลิกไปเลยไหม ถ้าระบอบทักษิณถูกทำลายลง “แน่นอนเลยว่าจะถูกล้มไปหมดทุกโครงการ” ในนามของการล้มระบอบทักษิณ คำถามที่พวกล้มระบอบทักษิณต้องตอบ คือแล้วอะไรจะมาแทนที่สิ่งพวกนี้ คืออะไรจะมาแทนประชานิยม ปัญหาคือฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณไม่มีคำตอบให้ จะเน้นไปที่จุดอ่อนเล็กๆน้อยๆเช่นคุรภาพของสามสิบบาทไม่ดี หรือประชานิยมคือการแจกเงิน ที่ทำให้คนเป็นหนี้มากขึ้น หนี้รากหญ้าจะทำลายประเทศอะไรแบบนั้น

 

ปัญหาคือคนต่อต้านทักษิณไม่มองถึงสิ่งที่ “ดี” ของประชานิยมเลย คือตัวเลขที่ออกกันมาจริงๆ หนี้เสียระดับรากหญ้ามีน้อยมาก ปัญหาช่องว่างคนรวยจนในประเทศลดน้อยลงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของไทย ซึ่งเป็นข่าวระดับโลกทีเดียวเพราะเกิดขึ้นในน้อยประเทศมาก และที่สำคัญคือ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหนนี้ มันก็มาจากรากหญ้าฟื้นก่อน แล้วกระจายไปทุกส่วนของสังคม แล้วถ้าไปดูตังวเลขว่าเศรษฐกิจดีขนาดไหน แทบทุกตัวเลขบ่งบอกว่าเศรษฐกิจดีมากช่วงประชานิยมของทักษิณ ยิ่งมองว่าคนจนซื้อระซื้อบ้านซื้อมอร์เตอร์ไซกันตรึมเมือง จนหนี้ภาคปชชมากขึ้น นั่นมองง่ายๆมันก็ไม่ดีมาก แต่ถ้ามองว่านั้นคือการ ”ออมทางอ้อม” หนี้ภาคปชชก็จะลดลงไปมาก และรายได้หละ มันก็เพิ่มมากขึ้นมากเหมือนกัน ซึ่งเป็นจุดใหญ่ ที่ฝ่ายต้องการล้มระบอบทักษิณ ไม่พูดถึงเลย

 คือสรุปแล้วอะไรจะมาแทนที่ประชานิยมและเศรษฐกิจที่เน้นรากหญ้าเป็นหลัก คำตอบนี้คนต้องการล้มระบอบทักษิณ ไม่มีให้

แต่ว่าคนต้องการล้มระบอบทักษิณ จะเหมารวม ว่าประชานิยมคือการซื้อเสียงเท่านั้น เป็นการรวบอำนาจ และคนพวกนี้ยังเอาเรื่องนี้ไปผนวกกับการ “ครอบงำองค์กรอิสระต่าง” ออกมาเหมารวมกันว่าทักษิณคือฮิตเลอร์

 ในด้านนี้ผมกลับมองว่า “จริง” ทักษิณก้าวก่านคนอื่น” แต่มันก็มีอีกด้าน คือถ้าจำกันได้ เราผ่านช่วงเวลาที่รัฐบาลอ่อนแอมากมาแล้ว และเราได้เห็นผลเสียของมันมามาก เช่นการโกงแบบโบราณ ที่ทำกันเพราะนักการเมืองสองสามคนก็จับมือกันต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีได้แล้ว และรัฐบาลที่อ่อนปวกเปียกล้มแล้วล้มอีก เปลี่ยนรัฐบาลกันอย่างกับผ้าอ้อม รัฐบาลที่ได้มาก็ตามก้นนักวิชาการและข้าราชการจนชาติไปไม่ถึงไหนเสียที หาสภาวะผู้นำไม่ได้เลย การเมืองขาดความต่อเนื่อง

 วัฏจักรของการเมืองไทยคือวิ่งมาหารัฐบาลที่ต้องมีความเข้มแข็งและเป็นผู้นำ นี่เห็นได้จากฉบับปชชได้อย่างดี เป็นสิ่งที่แน่นอนว่าทักษิณไปไกลกว่านั้น คือต้องการมีเสียงในองค์กรอิสระเพื่อโน้มเอียงองค์กรพวกนี้ ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือวุฒิสภา

 แต่ถ้าจะมองจากมุมมองทักษิณแล้ว มันก็คือการทำให้การเมืองมั่นคงและต่อเนื่องนั่นเอง แล้วสิ่งที่ไม่ดีไม่งามจากการเข้าไปมีส่วนร่วมกับองค์กรอิสระนั้นมีมากหรือ เปล่าเลย โจทย์นี้สำคัญมาก เพราะฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณจะพูดอยู่ว่ามันผิด มันไม่ดี มันเลว วกวนอยู่ตรงนี้ แต่ผลเสียหละมีอะไรบ้าง ทักษิณโกงได้มากขึ้นหรือ ทักษิณทำผิดกฏหมายได้มากขึ้นหรือ เท่าที่เห็นคือทักษิณมีอำนาจมากขึ้นก็เท่านั้น เขาเอาอำนาจไปทำอะไรผิดหละ แน่นอนว่าฝ่ายต้องการล้มระบอบทักษิณจะชี้ไปที่สองจุด คือแปรรูป และการขายชิน แปรรูปนั้นเป็นนโยบายมาหลายสมัยแล้ว ฉะนั้นเราควรเอาออกจากประเด็น คือทักษิณเขาก็บอกมานานแล้วว่าถ้าไม่เอาแปรรูปอย่าเลือกทรท แล้วไง ก็เลือกทรทกันอยู่ดี

 ฉะนั้นมันมีเรื่องเดียวคือขายชิน ฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณจะบอกว่า ทั้งกลต ทั้งตลาดหลักทรัพย์ ทั้งพวกภาษี ทั้งศาลรัชธรรมณูน ถูกทักษิณซื้อไปหมดแล้ว ถึงออกมาพูดว่า “ขายชิน” ไม่ผิด แล้วกกต ก็อุ้มทักษิณตลอดเวลา แต่ก็มีอีกฝ่ายที่อดด่ากลับไม่ได้ว่ามันจะมากไปแล้วนะพวกต่อต้านระบอบทักษิณ ใครมันจะทำผิดกฏหมายขนาดนั้นเพื่อทักษิณ ก็แล้วแต่มุมมองนะครับ แต่ประเด็นคือ บอกมาสักหน่อยสิว่าขายชินแล้วมันไม่ดีต่อไทยตรงไหน มากมายอะไรขนาดนั้น คือที่ขายไป

มันก็แค่สัญญาเข้ามาบริหารเท่านั้นเอง

อีกประเด็นที่น่าสนใจมาก คือการไปประท้วงตามที่ต่างๆของกลุ่มผู้ประท้วง ของคนต้องการล้มระบอบทักษิณ คือคุณทำอะไรอยู่ ด้านหนึ่งคุณบอกว่าทักษิณ Lobby พวกนี้เข้าค่ายตัวเอง แต่อีกด้าน คุณกลับกดดันให้เขาหันมาเข้าค่ายคุณเอง ถ้าเขาทำอะไรถูกใจคุณ คุณแฮ แต่เวลาเขาทำอะไรผิดใจคุณ คุณเดินขบวนกดดัน ถ้าดูตาม “ฟอร์ม” ไม่เลือกข้าง คุณก็เหมือนทักษิณที่ต้องการให้องค์กรอิสระ ทำอะไรต่างๆเข้าตาคุณเท่านั้นเอง

 แต่มันมีอีกเรื่องคือปรัชญาเรื่ององค์กรอิสระ เรื่องนี้ถกเถียงกันมานานมากแล้ว ฉบับปชชต้องการให้อิสระจริงๆ ผมไม่เถียง แต่ตามปรัชญาแล้วเรื่องแบบธนาคารชาติและกลตควรมีความอิสระขนาดไหน ก็ถกเถียงกันมานานมากแล้วนะ ก็แบบเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งต้องการให้ผู้ว่าการทั้งสององค์กรนั้น ไม่มาจากการเมือง คืออิสระจริงๆ แต่อีกฝ่ายก็มองว่านี่เป็นประเทศประชาธิปไตย สิทธิและเสียงของปชช ผ่านนักการเมือง ควรจะ “ถูกซึม” เข้าไปในองค์กรสำคัญพวกนี้บ้าง ไม่ใช่หลับหูหลับตาทำอะไรไม่คำนึงถึงปชชเลย ฉะนั้นสรุปประเด็นนี้คือผมมองไม่ออกว่าทักษิณ ที่ควบรวมอำนาจมาก เอาอำนาจนั้นไปทำอะไรผิดบ้าง แน่นอนคงจะผิดเล็กๆน้อยๆ แต่ผิดมากๆตรงไหน ผมมองไม่ออก ในด้านกลับกัน การเข้าไปมีส่วนร่วมกับองค์กรพวกนี้ ก็มีผลดี ตรงที่ทำให้การเมืองมั่นคง และเสียงของปชชเข้าถึง

 แล้วถามจริงๆเถอะ คนระดับมานั่งองค์กรอิสระนั้นจะไม่มีปรัชญาเป็นของตัวเองเลยหรือ เช่นถ้าศาลปกครองหรือศาลรัชธรรณูน ออกมาบอกว่าประชานิยมคือซื้อเสียง ผิดกฏหมาย คุณจะว่าไงกับคนอีกยี่สิบล้านคนที่จะเอาประชานิยม คือคนสิบคนจะมามีอำนาจ “หักดิบ” ความต้องการของคนทั้งชาติเชียวหรือ

 ก็ต้องวกมาถามพวกต้องการล้มระบอบทักษิณ ว่าต้องการอะไร คือจะมีองค์กรอิสระที่อิสระจริงๆ สิ่งนี้ดีแน่ แต่ผลเสียอาจจะเป็นการเมืองไม่มั่นคง นโยบายรัฐออกมาไม่ได้ ติดขัดไปหมด รัฐบาลจะอ่อนปวกเปียก สิ่งพวกนี้ก็ตีเป็นด้านไม่ดีและมีผลเสียได้เหมือนกันนะ เมื่อเอาผลดีผลเสียมาวัดกันแล้ว หลายคนแบบผม สรุปกันว่า “ผลดีมีมากกว่าผลเสีย” รัฐบาลเปลี่ยกันบ่อยแบบเปลี่ยผ้าอ้อมไร้ผลงานโกงแบบอดีตแพร่สพัดนั้น น่ากลัวกว่าทักษิณจอมฮิตเลอร์มากมาย

 สุดท้ายที่เห็นด่าทักษิณกันมาก ก็เรื่องทักษิณนั้น “ทันสมัยมากและเน้นธุรกิจเศรษฐกิจทุนนิยม” ผมก้ไม่รู้จะว่าไงตรงนี้นอกจากสังคมนิยมนะตกขอบโลกไปแล้วเพราะสรุปกันออกมาว่ามันมีการโกงกิน เล่นพรรคเล่นพวก และเศรษฐกิจไม่ดีจนคนไม่มีงานทำติดเหล้ากันทั้งประเทศ ทั้งล้าหลังและเสื่อมอย่างที่สุดในทุกๆด้าน คือบริษัทห้างร้านพ่อค้าแม่ขายในประเทศนี้นะมันมีมากมายนัก พวกนี้เอาทุนนิยมและโตเร็วนิยมและกำไรนิยมและวัตถุนิยมทั้งนั้น คนระดับกลางก็เอากับเขาด้วย พวกต่อต้านระบอบทักษิณจะพูดกันมากว่าทักษิณไม่พอเพียง แต่มันก็เหมือนด่าคนทั้งประเทศนะว่าไม่พอเพียง

คือรู้จักพอนะดีอย่างในหลวงตรัส แต่เรื่องนี้มันขึ้นอยู่ที่ตัวใครตัวมัน ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร คุณออกกฏมาไม่ได้หลอกว่าบริษัทต้องโตช้าๆอย่างพอเพียง คือมันเป็นเรื่อง “ส่วนตัวจริงๆ” เรื่องนี้ นี่ทุกวันนี้คนไทยก็มีงานทำกัน ถ้าวัดตามมาตรฐานสากลคือเต็ม 100% แล้ว ก้ไม่ใช่เพราะระบอบทักษิณหรือที่จะโตเร็ว ที่จะทุนนิยม ที่จะมี Mega Project และ FTA แบบ FTA นะ พวกต่อต้านจะบอกว่าดูแบบไทยกับ Australia สิ ตั้งแต่มี FTA กัน ไทยขาดดุลลูกเดียว มันก็แน่นอนเพราะการค้าขาย ที่เคยทำกับประเทศอื่นแบบทองนะ มันวิ่งเข้าหา Thai Australia หมด ลองคุณลบของแบบนั้นออกสิ ไทยนั้นได้เปรียบดุลขึ้นมาทันที แต่พวกต่อต้านไม่มองลึกอย่างนั้น เขามองเพียงว่าชาวบ้านปลูกกระเทียมจะตายกันหมดแล้วเพราะกระเทียมจีนถูกกว่า

กลับไม่มองเลยว่าคนไทยได้กินกระเทียมถูกลงและถ้าคนไทยสู้เขาไม่ได้เรื่องกระเทียม

ก็น่าจะหันไปปลูกอะไรที่สู้เขาได้แทนดีกว่านะ

 บทสรุปใหญคือพวกต่อต้านระบอบทักษิณจะเอาอะไรมาแทนทักษิณ ที่ผลออกมาคือชาติเจริญกว่าการมีทักษิณ คำตอบไม่มี เราพอรู้อยู่เท่านั้น ว่า ไม่ต้องการการเมืองที่มั่นคง และไม่ต้องการทุนนิยม ผมฟังแล้วโคตรกลัวพวกต้องการล้มระบอบทักษิณจริงๆ

ปัญหาสังคม "ต้นตอ" การล้มไปของทักษิณ

 ปัญหาสังคม “เชื้อไฟปะทุ จนบ้านทักษิณถูกเผา”

 

ปัญหาสังคมพร้อมเป็นไฟลามทุ่ง

 

ไทยมีปัญหาสังคม มาอย่างยาวนานเป็นสิบปี หลายอย่าง เริ่มจากการศึกษาที่เน้นไอคิวไม่เน้นอีคิว สอนให้เป็นนกแก้ว ปัญหาการเมือง ที่ไม่ลงตัว แตกแยกและฉวยจังหวะโอกาศ สังคมมีผู้ทำผิดกฎหมายในสัดส่วนสูง คอรัปชั่นมากมายทุกหนแห่ง คุณค่าครอบครัวที่กำลังถูกทำลาย ปัญหาทีนเอจที่ควบคุมไม่อยู่ ปัญหาวัตถุนิยมที่ฝังลึก การเปลี่ยนจากเศรษฐกิจเงินสด เป็นเครดิต ปัญหาสภาพแวดล้อม

 

และเพราะแก้ไม่ถูกจุด สรุปสังคมไทยเลยไม่สร้างสรรค์ คิดเป็นแต่ด้านลบ เอา “คำตอบ” แค่ช่วงสั้นๆ เสพสื่อมาก ไป ตามกระแสสื่อ ไม่ค่อยมีคน ตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง อิงกระแสเป็นส่วนมาก ส่วนที่เหลือ ก็มีผลประโยชน์แอบแฝง วางเป้าหมาก่อน ว่าจะเอาไร แล้ววางแผนไปทางนั้น หลับหูหลับตา “เดิน พูด และคิด” กันทั้งประเทศ เพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการ ไม่ใช่เพื่อแก้ไขปัญหาอะไร และเพื่ออยู่ร่วมกัน

 

ข้างบนก็ไม่ใช่อะไรใหม่ แต่ถ้าจะแก้ไขปัญหา ต้องใช้สติ คือในไทย มีสถิติอะไรนอกจากความรู้สึก ที่บ่งบอกจริงๆว่าสังคมแย่ขนาดไหน คือนักเรียนไทยก็ได้ทองโอลิมปิกการเรียนมาหลายหนแล้ว และสถิติล่าสุดที่ออกมาจากตำรวจ ก็บอกว่าคนทำผิดกฎหมายน้อยลงจากปีก่อนๆอย่างต่อเนื่อง ถ้าไม่นับภาคใต้ ช่องว่างรวยจนลดลง ยาบ้าถึงอาจจะกำลังกลับมา กับคณะปฏิวัติ ก็ถูกปราบไปแล้ว

 

ไฟ “เผาทุ่งใหญ่แรก”  ความคิดที่ว่า “โตเร็วดี”

ทักษิณกู้ชาติจากเศรษฐกิจย่อยยับ ทำให้ไทยโตเร็ว “ถูกลืมแบบข้ามคืน” เพราะคนหันมาพูดเรื่องปัญหาสังคมแทน ก็มา “รุมยำ” เรื่องมุมมอง บางคนบอกว่าเศรษฐกิจ “ยิ่งดี” ปัญหาสังคมยิ่งมาก เช่นใช้เงินไปในทางที่ผิด “ฟุ่มเพือย” แต่บางคนมองว่า เศรษฐกิจยิ่งดี ปัญหาสังคมยิ่งน้อย เช่นไม่ต้องทำผิดกฏหมายเพื่อหาเงิน เถียงไปมาก็มาถึงจุดเรื่อง “พอเพียง” หลายคนบอก “เอาตรงกลางก็แล้วกัน” บอกว่า “พอเพียงดีที่สุด” เพียงแต่ว่า ในหลวงทรงตรัสเหมือนกันว่า  “จะเจริญขึ้นก็ได้ ถ้าไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น”

 

ทักษิณก็ทำดีไว้มาก เช่นทำให้เศรษฐกิจดี และมีประชานิยมออกมา เช่นบ้านเอื้ออาทร ก็ทำให้การมีบ้านเป็นของตัวเอง “ง่ายขึ้นมาก” ก็สร้างความอบอุ่นให้ครอบครัวได้มากเหมือนกัน และเป็นการออมทางอ้อมอีกด้วย แต่ถ้ากู้เขามาซื้อบ้าน “จนเกินตัว” ก็อาจจะมีปัญหา ถ้าตกงาน แล้วแบบสามสิบบาท อาชีพเสริมกับ โอทอป ก็ทำให้คนมั่นใจขึ้นได้ ถึงวันพรุ่งนี้ เป็นการสร้างฐาน

 

แต่นโยบายอื่นๆ ของทักษิณ ก็ยังเป็นสิ่งที่สังคมรับไม่ได้ เช่น บ่อนเสรี ถุงยางเสรีและขายตัวเสรี หวยบนดิน คนส่วนมากจะบอกว่า “เข้าใจว่ามีอยู่แล้วในสังคม” บ่อนชายแดนก็มากมายเอดส์ก็กำลังระบาดในรร แต่อีกหลายๆคน ก็ว่า “การให้กิเลส“ เข้าครอบสังคทไทย เป็นการส่ง Signal ที่ผิดให้สังคม กลายเป็นว่ามีเซ็ก เป็นเรื่อง “ปรกติ” การพนันก็โอเค การขายตัวก็ โอเค ไปๆมาๆ โอเคหมด มันไม่ใช่แค่นั้น แค่ทักษิณช่วยคนด้อยโอกาส มากๆ สังคมยังยอมรับไม่ได้ เกิดคำถามตามมามากมาย เอนจีโอ นักวิชาการ ชนชั้นสูง ราชนิกุล ทหาร นักการเมืองพรรคอื่น “แทบทุกคนมึนและกลังว่าทักษิณจะทำคนจนหมดประเทศได้จริง” เลย “โยง” ว่า ทักษิณ ไปสร้างหนี้ให้คนจนหรือไม่ เถียงกันจนคนต่อต้านทักษิณเสนอ เรื่อง เศรษฐกิจย่อยยับจากรากหญ้าออกมา ก็ฮือฮากัน

 

เมื่อพื้นฐานเป็นอย่างนั้น ว่าเศรษบกิจดี “จริงๆแล้วไม่ดี เมื่อช่วยคนจน จริงๆแล้วไม่ดี”  การที่ทักษิณ จะก้าวไปสู่สิ่งอื่นๆ แก้ไขปัญหาทางสังคม เช่นถุงยางในรร พนันเสรี อีตัวเสรี และอื่นๆ ก็เลยทำให้เกิดคำถามขึ้นในสังคม ว่าทักษิณ กำลังทำลาย “สิ่งดีงามหรือไม่” 

 

ปัญหามันคือ แก้ปัญหาอย่างไรดี ตัวเลขล่าสุด คือเอดส์ในเด็กนักเรียน เพิ่มขึ้นมาก คือถ้าไม่ยอมรับ แล้วถ้าไม่เอาเข้าระบบและควบคุม แบบหวยบนดิน ที่รัฐทำเอง เอาเงินภาษีมาเพื่อเตือนว่าไม่ดี แล้วเอาภาษีมาทำสิ่งดีๆให้สังคม กำจัดเจ้าพ่อมาเฟีย และอะไรไม่ดีที่ต่อเนื่อง จะได้น้อยลงไปด้วย จะดีกว่าปล่อยปัญหาไว้ คือแบบนักเรียน “ต้องตายอีกกี่คนเพราะเอดส์” ถึงจะยอมรับว่าถุงยางในรร จำเป็น ถึงมันจะทำลายสิ่ง “ดีงาม” เช่นภาพรร ที่มีแต่ “เด็กนักเรียนน่ารัก” แต่ในต่างประเทศแล้ว เซ็กที่ไม่อันตราย จะมีช้าหรือเร็ว ดื่มไวน์ สูบกัญชา การพนัน ขายตัว ถุงยางในรร ในประเทศส่วนมากของโลก มองว่า “ธรรมดามากและยอมรับได้” เขาไม่เอามาเป็นมาตรฐานวัดด้วยซ้ำว่าสังคมเป็นอย่างไร เช่นสิงค์โปร์ มีบ่อนไปแล้ว หรือในยุโรป สูบกัญชาไม่ผิดกฏหมาย

 

ต่างชาติแน้นบริหาร “ภัยสังคม” ที่มากับ “เสรีนิยม” ส่วนไทยปล่อยให้ปัญหา “พร้อม” ลุกลาม

 แต่สังคมพัฒนาแล้วพวกนั้น เช่นสิงค์โปร์ เขาจะเน้นไปที่การ “ดูแลเวลาสิ่ง ไม่ดีงามนักพวกนั้น สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้น” แต่ไทยคงอยู่ตรงกลางระหว่างประเทศมุสลิม ที่เคร่งคัดมากเรื่อง สิ่งไม่ดีงามต่างๆ และประเทศพัฒนาแล้ว ที่เปิดกว้างให้คนเขาเลือกกันเอาเอง หรือพูดง่ายๆ ไทยก็ไม่ “Liberal หรือ Conservative” จนตกขอบ แต่ไทยก็ใกล้พัฒนาเข้าไปทุกทีแล้ว โลกก็แคบลง จะเป็น “เกาะทางวัฒนธรรมไปได้อีกนานสักเท่าไหร่” โดยเฉพาะถ้าความเป็นจริงของเกาะนั้นไม่ตรงกับภาพของเกาะนั้น คือเราคนไทย “กวาดขยะเข้าใต้พรมไว้เก่งมาก”

 

ก็อาจจะจริงที่โตเร็วแล้วไม่ดี

ปัญหาของทักษิณ และคนไทย และกับ “สูตรที่ว่าเศรษฐกิจดีแล้วสังคมดี” ดูจะเป็นจริงได้ในประเทศพัฒนาแล้ว มากกว่าในไทย ไทยนั้นอาจจะโตเร็วแล้วไม่ดี มีหลายสาเหตุเช่น เพราะ “พื้นฐานพัฒนาคน” ในประเทศพัฒนามีพร้อม เช่นมี Theater มี Art Gallery มี Cultural Museium มี Science Museium มี Parks มี Positive Pop Culture มี Church Going Culture มี High Income มี Knowledge Based Society และอีกมากมาย ที่รองรับวัตถุนิยม ที่สร้างอีคิว ให้สังคมอยู่ ในไทย คนพูดกันมากว่า “วัดของไทยทุกวันนี้ คือ Shopping Centers”  แต่ทักษิณ “ให้เวลาและงบ ต่อ ภัยพื้นฐาน ทางสังคมไม่พอ”

 

ทักษิณ ก็มองอยู่เรื่องแบบนั้นอยู่เหมือนกัน ทรทจะสร้าง design centers มี modern library มี Smithsoniam Institute มี Life Science Center มี Village Learning Cent ers และอื่นๆอีกมาก แต่อย่างที่เห็น แทบไม่ได้ทำเลย พื้นฐานที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไม่เกิด เช่นทางเลือกอื่นที่จะทำ ให้นักเรียนไม่มั่วกาม “ไม่มี”

 ขายหุ้น “คือข้อสรุปว่าทักษิณไม่ดี”

และเมื่อทักษิณขายหุ้นโดยไม่เสียภาษี จะทำถูกกฎหมายหรือไม่ บวกกับข่าวลือเรื่อง การโกงกิน ผนึกเข้ากับ คำถามเกี่ยวกับสังคมที่ลุกลาม บวกกับคำถามเกี่ยวกับโตเร็วนิยม และถูกเติมเชื้อไฟ “ไม่รักในหลวงเข้าไปด้วย”  สิ่งที่ตกผนึกออกมา กลายเป็น สังคม “ถามหา” จริยธรรม และ จรรยาบรรณ และ ธรรมาภิบาล ใน “ระดับสูงส่ง” ที่ไทยไม่เคยมีมาก่อน และนอกจากนี้ พวกสังคมนิยม ยังตอดจิกทุกอย่างในด้านลบของ “ทุนนิยม การค้าเสรี แปรรูปนิยม และโลกาภิวัต” คือถ้าหยุดทักษิณได้ ของพวกนี้ “ชะลอตัวหมด” ส่วนนักธุรกิจไทยส่วนมาก ก็ไม่ต้องการแข่งกับฝรั่ง สรุปคือนอกจากคนจน ภาคอีสานและคนเหนือ แทบทุกภาคส่วนของไทย “มีปัญหากับทักษิณไม่ตรงนั้นก็ตรงนี้ แต่มีกันหมดทุกคน”

 และแล้ว “ทักษิณตกเป็นจำเลย”

 ขายชินคือโกงภาษีและขายชาติ และทักษิณก็ “ตกเป็นจำเลย” แรกและข้ามคืน ของมาตรฐานใหม่ด้านความ “ดี” นี้ การจองร้างจองเผาระดับทักษิณนี้ ในมุมมองของคนที่ตามการเมืองมานาน ไม่เคยมีในระดับนี้มาก่อน ครั้งสุดท้ายก็คือ “ถนอมและประภาส” ปชป เปิดการเงินเสรี จนเงินระยะสั้นเข้ามามาก จนในที่สุดทำให้ไทยล้มไป และเรื่องปรส สองอย่างที่ทำให้ไทย เสียหาย เป็น “ล้านล้านล้าน” หรือจะ สปก ที่นักการเมืองเอามาสร้างรีสอร์ทกัน แต่ไม่มีใคร “ไล่ชวนออกนอกประเทศ” หรือถามหา จริยธรรม และ จรรยาบรรณ จากปชป ถึงขนาดที่ว่า จปร ตีกันจนคนตาย แต่สรุปคือ “ไม่เป็นไร”

 

 ทักษิณ “เงียบกับเงียบลูกเดียว”

ปัญหาสังคมนั้น คือ ต้นตอและ “ชนวน” ของการล้มไปของทักษิณ ในการแก้ไขแล้วควรจะ Quantify หรือ วัดออกมาก่อน ว่ามันรุนแรงจริงแค่ไหน หลังจากนั้นจะได้แก้ไขปัญหาได้เป็นระบบและมีเป้าหมาย ไม่ใช่นักเรียนโยนหินใส่รถเมล์ปีละสิบครั้ง แต่กลายเป็นว่านี่กลายเป็นปัญหาสังคมขนาดใหญ่ไปได้ จนอาจต้องมีกระจกรถเมล็ป้องกันกระสุนกันเลย หรือแบบตั้งกล้องวงจรปิดตามสะพานข้ามถนน เพราะผู้หญิงถูกข่มขืนบนสะพานลอย หรือในอีกแง่ ก็ควรศึกษาดูว่าการมีถุงยางขายในรร จะกระตุ้นให้เด็กนักเรียน มีเซ็กเร็วขึ้นหรือไม่ การมีถุงยางในรร จะช่วยให้ติดโรดเอดส์ กันน้อยลงขนาดไหน คือต้องใช้สติ มองว่าปัญหาเป็นอย่างไรจริงๆก่อน ไม่ใช่ไปช่วยนักหนังสือพิมพ์ขายหนังสือพิมพ์ ด้วยการทำเรื่องเล็กให้ใหญ่

 แต่ทักษิณ ไม่เคยพูดแบบนี้ หรือทำแบบนี้ เช่น พอออกนโยบายถุงยางในรรออกมา คนโจมตี ก็ยกเลิกเฉย ไม่มีการศึกษาอะไรสนับสนุนอะไรเลย ที่จะพอช่วยรองรับกระแสและอารมณ์ บ่อนก็ปล่อยไป ให้อีกฝ่ายนำข้อมูล “ด้านลบ” ของการมีบ่อนออกสู่สังคม ส่วนด้านดี ไม่มีใครในพลพรรคทักษิณ หามาออก ทักษิณเป็นเช่นนี้แทบทุกเรื่อง คือเงียบไปเวลาถูกด่า

 อาจเป็นเพราะบางคนก็จะบอกว่าปัญหาสังคม Quantify ไม่มีทางได้เพราะเกี่ยวกับอีคิวของสังคม ซึ่งเรื่องเล็กอาจจะใหญ่มากในสมอง “เล็กๆหรือใหญ่” ของคนก็ได้ ฉะนั้นมาตรการทางสังคม “ดีๆ” ที่ไม่ได้ทำของทรท เช่น การสร้างแหล่งเรียนรู้ต่างๆ อาจจะใช้ไม่ได้ผลเลยก็ได้ เพราะยิ่งมีแบบบ่อน ขายตัวเสรี ถุงยางในรร ยิ่งทำให้สังคมสับสน และทำลาย ความเชื่อที่ว่าเศรษฐกิจโตมากๆเป็นเรื่องจำเป็น และสังคมกำลังดีขึ้น จากการปราบยาเสพติดอย่างได้ผลเป็นต้น กลายเป็นว่า “ทุกวันนี้” ส่วนมากของโลก เอาโตเร็วกัน แต่ แฟชั่นในไทย คือ “โตเร็วไม่ดี”

 มาวันนี้ หลังรัฐประหาร เห็นได้ชัดว่า ผู้นำสังคมไทยจริงๆ ไม่ใช่นักการเมืองจากการเลือกตั้ง แต่คือ เช่นผู้มีบารมี พวกนี้ได้มองทางออกจากปัญหาทุกอย่างแล้ว ที่ท่าน “เลือกให้เรา” นั่นคือ “พอเพียง” สูตรสำเร็จที่จะแก้ไขปัญหาสังคม ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาเดียวที่เหลือคือปัญหาการเมือง หรือระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง ที่ยังอ่อนปวกเปียก ไม่ “มั่นคงและมีคุณภาพ” เสียที แต่ก็กำลัง  Rationalize ปัญหากันอยู่ ว่าถ้าสังคมดี เศรษฐกิจดีแบบพอดี “พอเพียง” และกรอบการเมืองดี “การเมืองคงจะดีขึ้น”

 

ทักษิณ มีไว้ให้” เหยียบ”ไปหาพอเพียง

ส่วนทักษิณ ถ้าตามการเมืองมานาน ก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น เรื่องโกงกินศาลจะตัดสินในที่สุด ตอนนี้ก็แค่ความเชื่อและความรู้สึกและความคิดเห็น แต่ความรู้สึกก็คือโกงกันมาทุกสมัย จากฮั้ว ทุกอย่างที่ขวางหน้า กลายพันธ์มาเป็นทับซ้อน เรื่องอำนาจ “ล้นฟ้าทับฟ้า” มันก็เพราะเป็นรัฐบาลมาห้าหกปี “อำนาจก็สะสมกันมากขึ้นเป็นธรรมดา” แล้วทักษิณ “ฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมาอีก” หักดิบจากนโยบาย “วินัยทางการเงินของปชป” มาใช้อัดเงินเข้าระบบ รับได้หรือไม่ก็ตาม ที่ท้องอิ่มกันจนหันมานั่งด่าทักษิณกันได้ “แทนเดินหางานดื่มเบียร์ยาใจ” ก็เพราะทักษิณนั่นเอง นั่นคือส่วนดีที่คนลืมกันไปแล้ว

 

ทุกวันนี้ คือ “พอเพียง” เท่านั้น ในตาผู้นำไทย แต่ในการทำให้คนหันมาหา “พอเพียงกันให้มากๆเข้า” ทางออกของประเทศ ก็ต้อง “มีคนให้เหยียบขึ้นไป และต้องสร้างผีมาหลอกคนเข้าวัดแบบนั้น เขียนเสือให้วัวกลัว” ก็เท่านั้นเอง “ผีและเสือตัวนั้น” ก็ทักษิณและพลพรรคทรท ส่วน “พอเพียง” จะเป็นทางออกของประเทศหรือไม่ คงต้องรอดูกันต่อไป ที่แน่ๆคือสิ่งที่ทักษิณฝากไว้ให้ ถึงจะไม่มีใครขอบใจเขา ก็คือเศรษฐกิจ ที่ “แข็งแกร่งมาก” เป็นฐานให้ไทยหันมาหา “พอเพียง” หรือจะเป็นอย่างที่ Newsweek ด่าพอเพียงไว้ คือในห้าปีข้างหน้า สิ่งที่ไทยจะได้มากับ “พอเพียง” คือคนรวยยิ่งรวย ส่วนคนจน ก็ยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเดิม และภายในสิบปี เศรษฐกิจล้มสลาย เพราะสู้ใครไม่ได้  ก็อาจจะกำลังเขียนเสือให้วัวกลัวเหมือนกัน 

 

แต่สำหรบผม ขอเตือนไว้ว่า “ดูดัชนีคนตกงานไว้ให้ดี” ไทยกำลังอยู่ใน “ไออุ่น”  ยังมีปัญหาบ้าง แต่เรามั่นคงมากตอนนี้เพราะสิ่งที่ทักษิณทำมาให้เศรษฐกิจ แต่เรารับ “พอเพียง” เข้ามาเต็มที่ คนรวยนั้นยังใช้ชีวิตสุดหรูหรา ในขณะที่เราสอนคนจนให้ไม่หวังอะไรมาก สูตรนี้ยังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกนาน เมื่อคนไทยลืมไปแล้วว่า ที่กังวลกันมาทุกสมัยคือ ช่องว่ารวยจนที่กว้างขึ้น

 

ขบวนการตัดสินใจของคนไทย

 

สองเรื่องแรกยังพอหาอ่านได้นะครับ สรุปคือคนไทยแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งมองว่าโลกต้องสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เลยต้องขจัดทักษิณให้ได้ ไม่ว่าตัวเองต้องลดระดับความดีลงมาขนาดไหน เพื่อล้มทักษิณ ก็ยอมทำ ผมก็ให้ตัวอย่าง “คนดีมีความคิด” ที่ยอมล้มละลายทางสติและปั­­า เพื่อล้มทักษิณไว้มาก แล้วอีกส่วนของไทย อาจจะเรียกได้ว่าพวก “ไทยเดิม” ก็ได้ เพราะไม่ได้ยึดมั่นว่าคนต้องดีเยี่ยมถูกต้องไปหมด แต่ขอให้ส่วนดีมากกว่าเสียก็พอใจแล้ว คนพวกนี้ก็สนับสนุนทักษิณน่าดูนะครับ มีนิสัยแบบไทยเดิมๆเก่าแก่ที่ “สืบทอดกันมา” คืออะลุ่มอร่วย รักสงบ ไม่ยึดติด เอาใจเขามาใส่ใจเรา อะไรแบบนั้นนะครับ สองฝ่ายก็ตีกันอยู่นะครับ เป็นพวก Perfectionist อัดกับRealist

 

มาวันนี้ พวกร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ใช้ทหารยึดอำนาจไปแล้วนะครับ พลพรรคมากมายที่เข้าร่วมขบวนนั้น ทั้งนักวิชาการส่วนมาก ราชนิกุล ไฮโซ ทนายความ ทหาร สื่อ และอีกร้อยแปด คงกำลังทบทวนความคิดอยู่บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ คงยังสะใจที่เอาทักษิณออกไปได้ แต่คงกำลังหน้ามืดอยู่กับความไม่เอาไหนในการบริหารบ้านเมืองของ “ฮีโร่ตัวเอง” ก็แล้วแต่ใครเรียนรู้ได้เร็วหรือช้าเท่านั้นนะครับ อย่างน้อยกระแสไฮโซที่ผมก็เป็นส่วนหนึ่ง “กำลังกลับตัว” กันเร็วมากครับ ว่ากันว่านองเลือดแน่ เพราะคณะปฏิวัติไร้น้ำยาอย่างสิ้นเชิง แล้วก็รู้กันว่าไฮโซนั้นเล่นหุ้นหนักพอดู คณะปฏิวัติทำเอาหมดเงินกันมากพอดูหละครับ แล้วยังว่ากันต่อด้วยนะครับ ว่าขืนให้อยู่นาน คนจนบุกเข้าเมืองเป็นล้านคนแน่นอน เพราะพวกนี้ “ขันเกรียวเข้าให้แน่นเป็นอย่างเดียว”

 

แล้ว “ข่า” หรืออำนาจเก่าก็แรงเหมือนกันนะครับ ไม่ใช่ว่าจะตายไปง่ายๆ ว่ากันว่าไฮโซประเมินแล้ว เหนือและอีสาน อีกสิบปีเลือกตั้ง ก็ทรทและทักษิณอยู่ดี แล้วก็รู้ๆกันว่าปชปนั้นคบง่ายเสียเมื่อไหร่  เอาเป็นว่ายุบพรรคทรทไม่ยุบพรรคทรท อะไรที่มาแทนที่ มันก็ “ร่างทรง” ทรทแน่นอนแล้วก็เปอร์เซ็นต์ “เส้นสายทักษิณ”กลับมามีอำนาจมันมีเปอร์เซ็นต์สูงมาก ไฮโซ เขาเก็งกันว่าเส้นสายทักษิณจะสร้างความสมานฉันท์ให้ไทยได้จริงๆ เพราะไม่ “บ้าเลือดอาฆาตคาดแค้น” เหมือนรัฐบาลนี้ ที่เก่งแต่ด่าและจิกคนอ่อนแอกว่า สรุปคืออย่างน้อยไฮโซก็เริ่ม “ยกตัวเองออกจากกระดาน เพื่อวางหมากใหม่กันอีกแล้ว”

 

ส่วนพวก “ไทยเดิม” เท่าที่อ่านในพันทิพย์ กระแสเกลียดคณะปฏิวัติเริ่มแรงขึ้นมากขึ้นมากนะครับ แต่ก็สติสตังยังอยู่ครบ ไม่อาฆาตมาตรร้ายไปไกลนัก คือจำพวกล้มทักษิณให้ได้ ได้ไหมครับ เขาบอกว่าพอทักษิณหมดอำนาจ จะเอาทักษิณให้ตายคามือ ส่วนพวกเรา “พวกไทยเดิม” ตั้งแต่อ่านกระทู้พันทิพย์มาเป็นร้อย ยังไม่เห็นใครบอกเลยว่า “ถ้าพวกเรากลับมา เราเอาคุณตายแน่”