เมื่อวันก่อนมีสาวสวยมาขายซูชิอยู่หน้าคอนโดผม ผมก็เป็นอย่างที่ผมเป็นคือเข้าไปคุยด้วย แล้วก็เห็นเธอขายซูชิ ท่าทางอร่อยน่าดู ในราคาเฉลี่ย 6 บาทต่อชิ้น ผมก็ซื้อแจกเลย ลองกินก็สุดอร่อย ของแบบนั้นมันน่าจะมีขายที่คอนโดทุกวันนะผมคิด ก็เลยถามเธอว่าขายส่งหรือเปล่า ทำแบบแฟรนชายส์หรือเปล่า เธอก็นิ่งไป แล้วบอกว่า ทำเพราะใจรัก ค้าขายอย่างพอเพียง ไม่ได้คิดรวยอะไร แล้วก็มาอีกวันก็มาเจอญาติพันล้านของ ทักษิณ ที่ซี้กันมาก ผมก็อาระวาดเลย เรื่องทหารทำเศรษฐกิจพัง นึกว่าเขาจะเอาด้วย แต่เปล่า ผมก็บอก แต่พี่เวียดนามนะโตสองเท่าเรามาหลายปีแล้วนะ แล้วพี่เขาก็บอกว่า พอเพียงของในหลวงดีกว่า ปล่อยเวียดนามไป เดี๋ยวก็ล้มไม่เป็นท่าเอง พอเพียงดีที่สุดแล้ว
แล้วผมก็มาคิด ว่าถึงจะมีคนมากมายไม่เห็นด้วยกับ พอเพียง เพราะการพอเพียงนั้น หมายถึงการเจริญเติบโต ที่นำความเสี่ยงเข้ามาเป็นปัจจัยใหญ่ ก็คือเรา จงใจชะลอตัวลงเอง ตามอัตราเสี่ยง ที่ยอมรับกัน คือก็มีคนอยากให้ไทยโตเร็วๆ แต่ผมก็มาถึงจุดที่ผมเห็นแล้วว่า มีคนที่ยอมรับพอเพียง มากเหมือนกัน
และเพราะ พอเพียง เป็นของพ่อหลวง ถึงบางคนจะไม่ชอบ แต่ก็ต้องแอบกันไว้ในใจ ส่วนคนที่ชอบ ก็นำมาเป็นปรัชญาชีวิตจริงๆ สองสิ่งนี้ ก็น่าจะพอทำให้เห็นได้ ว่า พอเพียง จะเป็นหรือว่ากำลังเป็น ปรัชญาเศรษฐกิจใหญ่ของชาติไปแล้ว ผมก็รักพ่อหลวงมาก ก็เลยจะมาเขียนเรื่องนี้ ไม่ใช่การต่อต้าน พอเพียง แต่ว่าในเมื่อพอเพียงได้เป็นปรัชญาจริงและปรัชญาหลักของชาติ ขึ้นมาแล้ว ก็จะมีผลกระทบแน่นอนต่อการพัฒนาประเทศ ในด้านต่างๆมากมาย
สาเหตุหลักที่มาเขียน ก็เพราะปัญหาหลักของชาติ เมื่อสักสิบปีที่แล้ว ตอนเศรษฐกิจไทยมันฟุบไป คือไม่มีเงินในระบบ มาวันนี้ เงินในระบบมันมี แต่อย่างนักเศรษฐศาสตร์เขาว่า ปัญหามันคือ คนมันเกาะเงินกัน ไม่เอามาใช้ มันเลยเกิดสภาพ ฝืด ทางการเงินขึ้นมา คือเงินมันแทบจะไม่หมุนเวียนเลย ถ้าไม่เชื่อ คอนโดผมนั้นติดกับสิงห์เบียรเฮ้าส์ ผมเลยสนิทมากเพราะกินบ่อย แล้วพี่ผู้จัดการเขาก็บอกมา คนไทยสมัยนี้ กินนอกบ้านวันศุกร์วันเดียว คือร้านอาหาร จะตายกันหมดแล้ว เพราะคนไม่ใช้เงินกินนอกบ้าน กลับบ้านคือ ถือถุงอาหารกลับไปกินกัน คือมันเป็นอย่างนี้มากๆเข้า เศรษฐกิจมันก็ชะลอตัวลงเอง โดยธรรมชาติ
แล้วที่ท่านผู้อ่านก็อาจจะถาม แล้วไงหละ โตช้าแต่มั่นคงมันก็ดีที่สุด เหมือนมีทั้งคนเก่งและดีมาบริหารบ้านเมือง ผมก็ไม่เถียงนะครับ แล้วถึงจีนจะโตมา 10% สิบกว่าปีแล้ว หรือเวียดนามก็ เกือบ 5 ปีแล้ว ที่ 8% ผมก็จะไม่มาเถียงนะครับ แต่ที่อยากจะเขียน คือทำยังไงกันดีหละ จากนี่ไป เมื่อคนไทย เกาะเงิน ไม่ใช้จ่ายกัน ไม่ลงทุนกัน ไม่ขยายกิจการกัน
ผมว่านี่มันเป็นการปรับตัวใหญ่มาก ที่ไม่มีการวางแผนรองรับ ผลกระทบ เลยนะครับ เราได้นำความคิดหรือปรัชญาเศรษฐกิจใหม่ มาใช้ โดยที่เราไม่มีแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงเลย ผมว่าอย่างนั้นมันไม่ดีแน่นอนครับ ผมว่าเราควรจะมีแผนรองรับ การปรับตัว จากการค้าเสรีและการลงทุน เพื่อเจริญเติบโตให้เร็วที่สุด มาเป็นแบบ พอเพียง ทำกันอย่างนี้ โดยไม่มองผลกระทบทุกด้านและวางแผนรองรับ ฟังดูมัน เสี่ยง เหมือนกันนะครับ เสี่ยงที่คนจะตกงาน เสี่ยงที่หนี้เสียมันจะปะทุ เพราะเงินมันหยุดต่อยอดเงินกัน และอีกไม่รู้จะกี่ปัญหา
แล้วแผนควรจะเป็นอย่างไร ท่านถาม ผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์เลยไม่มีคำตอบให้ แต่การเป็นนักข่าวเก่ากับเด็กสาธิตจุฬาและประสานมิตร เพื่อนมันเลยมากจริงๆ ก็เลยอดโทรไปถามเพื่อนที่เป็นผู้จัดการสาขาของธนาคารกรุงไทยไม่ได้
แล้วก็ถามมัน นโยบายพรรคไหนจะทำให้พอเพียง ออกมาดีที่สุด เพื่อนก็ตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่า พปช เหมาะที่สุด แล้วเพื่อนก็ลากยาว ไอ้วุฒิ พอเพียงนะ มันไม่ใช่ต้องโตช้า พอเพียงนะคือ โตเร็วเท่าที่ปัจจัยพื้นฐานมันให้ ถ้าพื้นฐานมันดี จะไปแข่งอีกทีกับเวียดนาม มันก็ได้ แต่ตอนนี้มันดีจริงหรือเปล่า คำตอบคือไม่ดีจริง เพราะทหารมันทำให้ทุกอย่างหยุดอยู่กับที่ และเลวร้ายลง เพราะดันไปทำลาย แรงโน้มเหวี่ยงของประชานิยม แล้วมันเกิดขึ้นช่วงน้ำมันแพง และบาทแข็ง คือเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มันมีปัญหาทุกตัว ผสมเข้าไปกับพอเพียง ที่เห็นๆกันว่า คนไทยน้อมรับกันมากมาย ก็เลยเป็นแบบลื้อว่า คือไม่มีคนไปสิงห์เบียรเฮ้าส์กันนอกจากศุกร์
แล้วทำไงฟื้นฐานดี จะได้กลับไปโตกันเร็วๆแบบใช้พอเพียงได้ว่ะ ผมถามเพื่อน
แล้วเพื่อนก็ลากยาวถึง พปช ว่านโยบายเหมาะที่สุด ส่วนคนอื่น ไม่ได้เรื่องหมด หลักๆเลยเขาบอกว่า พปช เน้นสร้างรายได้ให้ชาติ จากอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ไทยแข่งขันได้ เช่น พปช วางแผนจะสร้างอุตสาหกรรม ดูแลผู้ป่วย ให้ยิ่งใหญ่ ระดับโลก และ อุตสาหกรรม ผักและผลไม้ ก็อีกคือให้ยิ่งใหญ่ระดับโลก และอุตสาหกรรม ยาแผนสองคือสมุนไพร และนอกจากนี้ ยังจะไม่ปล่อยให้อุตสาหกรรม ที่เรียกกันว่า ตะวันตกดินแบบสิ่งทอ ให้ตายไป แต่กะจะชุบชีวิต ด้วยการลงทุนใหม่และออกแบบใหม่ ให้เข้าตลาดระดับสูง อย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังมี วาระชาติ คือ น้ำชลประทาน เพื่อให้ภาคเกษตร มีผลผลิตได้มากขึ้น และอีกอันก็คือ ด้านพลังงาน คือเน้นสิ่งที่เรามี มาทดแทนแบบจริงจัง
ผมฟังแล้วก็ถึงบางอ้อ เพราะทฤษฏีเกษตรใหม่ คือให้ทำในสิ่งที่ทำกันเป็น ไม่ใช่ออกไปจับของใหม่ๆ แต่ของเก่าๆนี่หละ ที่ทำกันเก่ง เอามาปรับปรุงให้ดี ผสมผสานกันเข้า ก็เหมือนนโยบายของ พปช นั่นหละ ที่จับจุดแข็งไทย ให้พื้นฐานมันดี
ผมก็แฟร์พอสมควรเลยถามไปว่า แล้วทำไมดีกว่าของ ปชป หรือพรรคอื่น เพื่อนก็ลากยาวเลย ประเด็นแรกเพื่อนบอก ปีสองปีข้างหน้ามันเผาจริง ใครจะไปรอ คลองไทย ของ ปชป ให้มากระตุ้นอะไรไหว แล้วถามตรงๆ การเดินเรื่องและขนส่งทางน้ำ มันกลายเป็นข้อได้เปรียบมากๆของไทยมาเมื่อไหร่ ไทยเก่งตรงนี้มาจากไหน หรือจะเอาใจคนกรุงเทพมากๆด้วยรถไฟฟ้า สิบยี่สิบสายในสามสี่ปี ของปชป มันจะใช้เงินและดึงเงินไปจากรากหญ้าสักแค่ไหน ใครจะไปรู้ได้ แล้ว ปชป มันทำไทยพังมากี่หนแล้ว แค่ตอนนี้ ถาม ปชป ว่าบาททำไงดี พูดออกมามีใครรู้เรื่องบ้าง ส่วน พปช ทันทีชัดเจนเต็ม 100% ยกเลิก มาตรการ 25% มันต้องแบบนี้ เพื่อนนักธนาคารกล่าว
แบบอุตสาหกรรมตะวันตกดินนะ ปชป บอกทางออกคือการศึกษา พอแรงงานพัฒนาการศึกษาดี มันก็ไปรอดเอง แน่นอนใครจะไปเถียง แต่นั่นมันใช้เวลา และในขณะที่เราพัฒนาคน ประเทศอื่นเขาก็พัฒนาเหมือนกัน ลงเอย ห้าปีผ่านไป ยืนอยู่ที่เดิม แข่งอยู่ที่เดิม การศึกษาไม่ใช่การรุดหน้าออกไป แต่เป็นการเดินตามปรกติที่ต้องทำ แค่นี้ ปชป ยังไม่เข้าใจ
แต่โดยสรุปคือ แผนของ พปช นั้น สามารถเห็นผลแทบจะทันตา ไม่ใช่ระยะยาว การมีอุตสาหกรรมใหม่ๆ แบบเขตรักษาโรค และยา และ ของเก่ามั่นคงขึ้น เช่นผลไม้และสิ่งทอ จะเป็นพื้นฐานของการโตได้เร็วขึ้นเพราะพื้นฐานมันจะดี แล้วเรายังจะได้อานิสงค์จากพอเพียง คือรากหญ้ากระชับขึ้น ในการบริหารการเงิน สรุปรวมแล้ว พปช เหมาะที่สุด ไม่มากไป ไม่ต้องรอนานไป เน้นจุดแข็งที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปสร้างอะไรใหม่หมด จากฐานที่ไม่เคยมีมาก่อน แล้วสุกท้าย เข้ากับพอเพียงได้ด้วย คือไม่ต้องพึ่งการใช้จ่ายภายในมากนัก เน้นไปที่หาเงินจาก Blue Ocean Industry เข้าไทย หรือตลาดใหม่ และทฤษฏีใหม่อีก
สุดท้ายหว่ะ ทหารมันด่าประชานิยมว่าไม่พอเพียง ลื้อมองยังไงว่ะ แล้วเพื่อนก็ลากยาว ไอ้วุฒิ คนเข้ามายืมเงินที่สาขานี้ทุกวันนะ เราดูแน่นอนให้มันพอดีๆ ไม่มากไปไม่น้อยไป ส่วนมากเอาไปทำธุรกิจเล็กๆน้อยๆไม่ก็ซื้อบ้าน แล้วคนจนจะมายืมเงินอั้วแบบนั้นมันก็ไม่ได้ มันต้องมีที่ให้เขาไป ทุกคนได้รับบริการทางการเงินหมด ทำไมคนจนไม่สมควรได้ เลาลป่วยจะให้ต้องมาตายไม่ก็ขายไร่หรือว่ะ เวลาเรียน ต้องมากู้หรือว่ะ เวลาจะทำธุรกิจเล็กๆน้อยๆ ต้องวิ่งไปนอกระบบที่ 100% ต่อเดือนหรือว่ะ อั้วว่าทหารมันเห็นแก่ตัวไปหน่อย แล้วดูถูกคนจนมากหว่ะ คนจนส่วนมากเขามีวิชา คือแบบทำ โอทอปได้ ทำไห้สวนมันมีผลิตผลดีขึ้นได้ มันใช้เงินทั้งนั้น แบบลื้อบอกอั้ว ย่าทิ้งที่ดินสิบไร่ไว้ให้แถวบางบ่อ แล้วลื้ออยากปลูกต้นยาง ถามตรงๆต้องใช้เงินไหม แน่นอนต้องลงทุน แล้วถ้าไม่มีประชานิยม คนจนมันจะทำยังไงว่ะ เข้าใจว่ากลัวถลุงกัน แต่มันเกิดอย่างนั้นจริงหรือ เข้าใจว่ากลัวว่าจะหักดิบหนี้ แต่มันก็ไม่เกิดขึ้น วินัยของคนจน มันดีกว่าที่คิดกัน ทหารมันมั่วนิ่ม แล้วถ้าคิดว่าประชานิยมดี เข้ากับพอเพียงได้ แล้วคิดว่าประชานิยมพรรคไหนก้าวมาไกลที่สุด มันก็คือของ พปช หรือจะเอาเศรษฐี มือใหม่แบบ ปชป มาทำ"
มันไม่ได้ทำเพราะใจรัก แต่ทำเพราะคะแนนเสียง ผมสรุป
แล้วมันจะทำเป็นหรือ เพื่อนถาม
ก็ไอเคครับ สุดท้ายผมก็บอกเพื่อนไปว่า พอเพียงจริงๆก็ดีกว่าที่คนคิดนะ เพราะแบบเบียร์สิงห์ คนไม่ใช้เงินกัน ก็เลยไปจ้างนักร้องดังมาทุกพุทธ เพื่อเรียกคน แล้วคนก็กลับมากันตรึม ก็เพราะพอเพียงแท้ๆ ถึงได้ดูนักร้องดังทุกพุทธ เพื่อนก็หัวเราะ แล้วบอกว่า วุฒิ ลื้อลองไปดูแถวทองหล่อดู แล้วจะเห็นอีกด้าน แถวนั้นนะ เหล้ามันเปิดกันขวดละสองพัน ทั้งที่ที่อื่น พันสองก็เปิดได้แล้ว แต่คนแถวทองหล่อมันเต็มไปหมด เขากินอานิสงค์จากพอเพียงกันมานานแล้ว เพราะถึงจะแพงยังไง ดนตรีและบริการ มันดีที่สุดในประเทศ ไปแล้ว คนแถวนั้นเขาไม่กอดเงินกัน เขากอดความสุขกัน
เพราะปัญหาของเพื่อนรักผม คือเขาใส่หมวกของธรรม มาคุยกับผมทั้งคืน จนมันหลุดโลกของความจริงไปมาก หรือ หลุดเจนโลกนั่นเอง แล้วความจริงคืออะไรว่ะวุฒิ เพื่อนรักถามผม หลังผมอัดเขากลับไปว่า ตุลาการภิวัต คือศาลที่มองว่าอะไรดีสำหรับประเทศ แล้วจึงสรุปออกมาว่านั่นคือสิ่งที่เป็นจริงสิ่งที่เป็นธรรม แต่ในความจริงแล้ว สิ่งที่ตุลาการภิวัตตัดสินออกมา นั่นไม่ใช่ความจริงหรือธรรมที่เที่ยง ก่อนผมตอบเพื่อนรัก และเชิญท่านผู้อ่านเข้าโลกของ คนเจนโลก ผมจะขอเล่าให้ท่านฟังเรื่องไนกี่สักหน่อย คือเขากำลังถอนตัวออกจากอินโด ประกาศปิดโรงงานสามแห่ง จะโยกคำสั่งมาไทย ก็ถึงกับบอกโรงงานไทย ให้ลงทุนขยายตัวเพราะกำลังจะมาไทยมากขึ้น แต่พอปิด เจอโลกของความจริงเข้าไปเต็มๆ คือ Lobby กันอย่างสุดๆในอินโด สรุปคือไม่ปิดและโยกคำสั่งจากไทยไปอินโดแทน ประธานบริษัทพี่ชายผมคนหนึ่ง บอกผมตรงๆ วุฒิ ถ้าตัวเล่นในธุรกิจนี้ ทำอะไรผิดแม้แต่ก้าวเดียว คือทำอะไรบ้าๆขึ้นมา อุตสาหกรรมนี้จะ Collapse หรือพังลงทั้งอุตสาหกรรม แล้วคนงาน 40,000 จะตกงาน เอาหล่ะ ล่าสุด ผู้จัดการแผนกผลิตสินค่า ของไนกี่ ถูกจับในสนามบันสหรัฐ เพราะในกระเป๋าเดินทาง มีแต่เงินสดและเช็ค จากการรับเงินใต้โต๋ะ ประมาณ 80 ล้านบาท สรุปคือ ก็ไม่ต้องบอกนะครับ ว่าอินโด เขาโยกไทยไปอินโดเพราะอะไร
ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ เพื่อนรัก ถามจริงๆเถอะ ระหว่างคนตกงาน 40,000 คน กับ BOIไทย ซื้อ Rolex ฝังเพชรให้ผู้จัดการแผนกจัดซื้อ สักสิบเรือน ให้ไนกี่มันทำตามแผนเดิม คือมาไทย สรุปคือ อย่าไปเป็นคนดีอะไรมันมากมายนัก แต่เล่นเกมสกปรกนั้นไป ระหว่งคอรัปชั่น กับคน 40,000 ที่อาจจะตกงานกัน ลื้อเลือกอันไหนว่ะ เพื่อนก็ตอบมาเลย มันเลือกเป็นคนดี แล้วมันไม่กลัว 40,000 ตกงาน เพราะตกไปก็หางานใหม่ทำได้ พูดง่ายๆมันเกลียดทักษิณมากจริงๆ ผมไม่โกรธเพื่อนรักคนนี้มากนัก เพราะมันมาจากตระกูลที่เป็นเกือบราชนิกุลเข้าไปทุกที คือขุนนางเก่า แล้วบ้านเพื่อนคนนี้ ไม่กินกันมานานแล้ว
แต่ปัญหาของเพื่อนรักผมคือ ตรงนี้ครับ เพื่อนรัก สันดานคนไทยหล่ะนะ มันคือ Wheel and Deal มาเป็นร้อยๆปีแล้ว หรือ เจนโลกมาก มองการโกงกินคือกาเติมน้ำมันหล่อลื่นให้ธุรกิจ คนไทยนะไม่ใช่เจนธรรม เจนธรรมคือออกจากธรรมชาติคนไทย แบบการเงินเสรีของปชปเมื่อสิบปีที่แล้ว เพื่ออุตสาหกรรมธนาคารที่ยุติธรรมขึ้น ลงมันเจนธรรมกันหนไหนหนนั้น แล้วมันวอดวายกันไปทุกครั้งนะ แล้วผมก็ยกอีกตัวอย่างให้มันดู คือสมัยนี้หละ คือของคมชและรัฐบาลขิงแก่ของคมช ที่มันพูดแต่ว่ามันเป็นคนดี แต่ก็ วอดวายกันอีกแล้ว
เอาหละเพื่อนรักเข้าตาจน ก็พ่นสิ่งที่สนธิ ลิ้ม พ่นออกมาหลายหนแล้ว ไอ้วุฒิ มึงรู้ใช่ไหม ในไทยคนรวยสี่แสนคน เสี่ยภาษีมันเกือบทั้งหมด ที่ไม่ใช่ของบริษัทห้างร้าน แล้วคนพวกนี้ มันก็คือผู้ดีเก่า ราชนิกุล ทุนดั้งเดิม ข้าราชการระดับสูง ทั้งนั้น ไอ้พวกที่ลื้อสนับสนุนนะ พวกรากหญ้า มันไม่เคยเสียภาษี แล้วไปดูประวัติศาสตร์ คนที่ไปออกรบ กู้ชาติ และพัฒนาชาติมา มันก็คือพวกนี้ พูดง่ายๆ เป็นประเทศของพวกอำมาตร ชนชั้นสูง เพราะทั้งต่อสู้มามากมาย และเป็นคนเสียภาษี แถมเพื่อนบอกว่า คนรวยเป็นเจ้าของที่นาสวนไร่ ทั่วประเทศ คนจนแทบไม่มีอะไรเลย พูดง่ายๆ นอกจากช่วยชาติมานาน ยังเป็นเจ้าของจริงอีก เพาะ ถือครองมันแทบทั้งประเทศ
ทั้งภาษี ทั้งเป็นเจ้าของ แล้วคนจนคนรากหญ้า มาซ่าอะไร จะมาเอาประชานิยมทำไม เพื่อนรักบอกว่า มันไม่ยุติธรรม รากหญ้าไม่ควรได้รับอะไรเลย ระบบอำมาตรนั่นนะถูกแล้ว รัฐบาลควรจะเป็นของคนรวยเพื่อคนรวย ทักษิณสุดชั่ว ที่โกงเงินคนรวยไปให้คนจน โกงประวัติศาสตร์ ที่บอกว่าคนจนเป็นอณาคตชาติ โกงความเป็นเจ้าของประเทศ ไปให้คนจน แถมยังโกงเพื่อตัวเองและพลพรรค แล้วเพื่อนรักก็ลุยประชานิยมเต็มที่ ทั้งประกันสุขภาพ ทั้งเงินกองทุน บอกว่าไทยจะหมือนอาเจนติน่าในที่สุด ทุกโครงการคอรัปชั่นสุดลิ่ม ภายในมีแต่การโกงมีแต่การเมือง และในที่สุด การดูแลรากหญ้า ทำให้ไทยแตกแยก
มันก็สุดจะเหมือนความคิดเพื่อน ที่ถูกโปรแกรมสมองมาจากใครไม่มีทางทราบได้ ว่า ว่างงานมันยืนอยู่แถว 1% มาเป็นสิบปีแล้ว คือเมื่อสักสามสิบปีที่แล้ว เมืองไทยแทบไม่มีชนชั้นกลางเลย มันมีแต่ข้าราชการ พ่อค้าเชื้อสายจีน แล้วก็ Professional Class หยิบมือเดียว ที่เหลือมันจนหมดทั้งประเทศ มาวันนี้ ชนชั้นกลางมีเป็นสิบๆล้าน ที่ส่วนมากก็มาจากจนมาก่อนทั้งนั้น เราใช้เวลาเป็นสิบๆปี จากวันนั้นมาถึงวันที่ทักษิณเข้ามาเป็นรัฐบาล แล้วไง คนจนจากต้นสมัยทักษิณ 13 ล้าน ตกลงมาเหลือ 7 ล้าน พูดง่ายๆ คนจนหายยุคทักษิณเฉลี่ยปีละล้านคน แล้วเห็นพูดกันเรื่องไทยเป็นอาเจนติน่า มาทั้งสมัยทักษิณ แล้วมันเป็นไงหละ คือไปคนละทางเลย คือมั่นคงขึ้น แต่แน่นอน โครงการที่มันเกิดขึ้นในไทย มันก็อยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมไทย ซึ่งมันก็คือ มีแต่การเมือง มีการโกงกิน โครงการเหมือนคอมที่เจอไวรัส คือมันไม่สมบูรณ์ ก็เข้าใจได้นะครับ ภายใต้คนไทย โครงการสุดสร้างสรรค์ของทักษิณ สำเร็จสัก 80% ก็ถือว่าเก่งแล้ว สรุปคือมันมีเจ้าของประเทศเพิ่มมากขึ้นมาก ไม่ใช่หยิบมือเดียวเหมือนสมัยป๋า
แต่เพื่อนรักผม พูดยังไงก็ไม่ฟัง ผมบอกว่าคนเป็นพันได้รับการผ่าตัดหัวใจ จากสามสิบบาท ถ้าสมัยก่อน ก็คือตายกันไปเอง ไม่ก็ต้องขายนาขายไร่ กู้กันเข้าไป แต่เพื่อนก็หูตาไม่สว่าง คือจิตใจยังไม่เปิดกว้าง ท่องอยู่คถา เดียว คือทักษิณโกงกิน เป็นเทวทัศ โกงทั้งโคตร คือมันต้องเป็นคนดี แบบสุรยุทธ นายกตอนนี้มาบริหารนะครับ
ผมขอสรุปเรื่องนี้โดยการพูดถึง TDRI ใช่ครับองค์กรวิจัยที่ดีที่สุดในไทย ก่อนทักษิณนั้น TFRI มีบทบาดมากในสังคมไทย แต่สมัยทักษิณ TDRI ตกขอบความสนใจของทักษิณ คือไม่ได้เอามาใช้ เพราะทักษิณเขาใช้เหตุผลว่า เก่งขนาดนี้ ยังเอาประเทศออกจากวิกฤตต้มยำกุ้งไม่ได้ แต่พอคนระดับสูงของ TDRI เข้าร่วมรัฐบาลสุรยุทธ แล้วเห็นว่า คนไทย ยี่สิบสามสิบล้านคน ต้องการและพึ่ง ประชานิยม ล่าสุด TDRI บอกว่า ยังสรุปไม่ได้ว่า ประชานิยมดีหรือไม่ดี แต่ที่แน่นอน ต้องปรับปรุง
เรื่องต้องประบปรุงนะแน่นอน ทุกอย่างมันทำให้ดีขึ้นได้ ไม่มีใครว่าอะไร แต่การฟันธงวันหนึ่งว่ามันไม่ดี แล้วมาฟันธงอีกวันว่ามันอาจจะดี ยังสรุปไม่ได้ ต้องรอการปรับปรุง สิ่งนี้มันทำให้คนแบบเพื่อนรักผม ตกขอบ ข้อมูล ตกขอบความคิด ตกขอบความจริง และ หลงทาง เหมือนบอกว่า 1% มาเป็นสิบปี
เราด่าทักษิณกันมากเรื่องโกงกิน เรื่องทับซ้อน เรื่องไกงทางนโยบาย ผมอยากจะถามเพื่อนรักผม และผมอยากจะถามท่านผู้อ่าน ว่า การกระทำแบบของ TDRI นี่นะ มัน คนดี มีจริยธรรม มี จรรยาบรรณ มีธรรมาภิบาล มีความเป็นมือโปร หรือว่าจริงๆแล้ว มันคืออะไร ที่ฟันธงไปทางแล้วไปอีกทาง แบบนี้ คือมันเป็นไปได้ไหม ว่า TDRI ก็คือ ต้องผ่านการเรียนรู้ ใช่หรือไม่ ถ้ามองในแง่ดี คือเขาไม่รู้จริงๆ ว่าประชานิยมมันดี และถ้าใช่ ทำไมเราถึงไม่มองทักษิณในแง่ดีบ้าง คือเขาก็ทำดีที่สุดแล้ว คือไม่ได้พยายามทำลายชาติด้วยประชานิยมสุดห่วย แต่พยายามทำดีที่สุดแล้ว แล้วก็ต้องเรียนรู้ ให้มากขึ้นถึงจุดอ่อน เท่านั้นเอง คือก็เหมือน TRDI นั่นนะ
ในหนังอิงประวัติศาสตร์ชีวิตของ โคลัมบัส ผู้ค้นพบเมกา ในบั้นปลายชีวิตโคลับบัส นั้นเต็มไปด้วยความข่มขื่น ก็เพราะว่าโคลัมบัส พา อณาจักรเสปน ลงไปบุกเบิกเอมริกากลาง แทนที่จะเป็นเมกาเหนือ ที่เจอโดย อเมริโก ชาวอิตาลี่ แล้วการบุกเบิกอเมริกากลางของเสปน ก็ไม่เจอทองคำและความรุ่งเรื่องมากมายนัก มีแต่พายุและความวอดวาย แต่ในการต่อว่า โคลัมบัส ของชาวเสปน ว่าพาไปเสปนไปลงนรกมากกว่าสวรรค์ โคลัมบัส ก็โต้ตอบว่า ให้มองไปทั่วเสปน อารามวัดทุกแห่ง เจดีย์และหอระฟ้าของโบสถ์ทุกอัน มาจากความฝันเหมือนที่เขามี ให้เมกากลางทุกอัน ไม่มีอันไหนสร้างขึ้นมาด้วย ปัญญาและเหตุผล แต่ทุกอันสร้างขึ้นมาเพราะ ความฝันและจินตนาการของคน ทุกหอระฟ้าของอารามทุกอัน เต็มไปด้วยประวัติของการต่อสู้ ระหว่างความสร้างสรรค์ ของความฝันและจินตนาการ และ ปัญญาและเหตุผล ที่ถามตลอดเวลา ว่า ลงทุนเพื่ออะไร
โคลัมบัสถูกผิดอย่างไรท่านก็เชิญท่านผู้อ่าน ตัดสินใจกันเอาเอง แต่ประเด็นที่ผมขอถามท่านวันนี้คือ พ่อหลวงที่เรารักกันทุกคน นั้นท่านเป็นพระราชาองค์แรกของโลก ที่มีสิทธิบัตร หลายๆอันทีเดียว ทั้งแซนวิชฝนเทียม ทั้งกังหันชัยพัฒนา แล้วท่านก็มีแก้มลิง และเกษตรแนวใหม่ออกมาอีก สรุปรวบยอกทั้งหมด ด้วยทฤษฏีใหญ่คือ พอเพียง ถึงเรื่องแบบ พอเพียง จะยังมีข้อโต้แย้งทางทฤษฏีอยู่ในบางจุด แต่ที่เขียนมาก็เพื่อให้เห็นเท่านั้น ว่า พ่อหลวงนั้น ทรงเป็นสร้างสรรค์ยิ่งนัก ถ้าจำไม่ผิด ตอนนี้ให้นามท่านแล้วว่าเป็น บิดา แห่ง นวัตกรรมไทย
แน่นอนว่าเขียนมาถึงตรงนี้ บางท่านอาจจะกังขาแล้ว ว่านี่นายทวีวุฒิ จะเอาชื่อพ่อหลวงมาสนับสนุนอะไรหละสิ ไม่สมควรเลยนะที่จะเขียนถึงฟ้า ก็จริงครับ ผมยอมรับเลยว่ากังวลมาก ที่อำมาตรครองเมืองไทยอยู่ แล้วระดับความสร้างสรรค์ของชาติ ตกหล่นหายไปมาก อะไรสมัยนี้มันก็ ประเพนี จารีตนิยม อิงประวัติศาสตร์นิยม วัฒนธรรมดั้งเดิมนิยม ไปหมด ไม่ต้องดูอื่นไกล วันเด็กสมัยทักษิณ สอนกันว่าเด็กคือศูนย์กลาง เด็กต้องเรียนให้สนุก ต้องเปิดประตูให้นักเรียนกำลัง เอ็น เลือกเข้าเรียนสายไหนกันเอง มาสมัยอำมาตรนี้ พูดแต่เรื่อง ให้เป็นคนดี
ปัญหามันคือ ไทยกำลังขายความดี แต่ทั่วโลกเขาไม่สนใจความดี เขาสนใจแต่ ความสร้างสรรค์ เมื่อปลายสมัยทักษิณ ที่ทักษิณต้องเว้นวรรค จนไม่ได้ทำงาน อินเทล เลือกลงทุนโรงงานไมโคชิปในเวียดนาม แซงหน้าไทยไปได้ เพราะเวียดนาม เขาให้มากกว่า โดยบอกว่าคนของเขาหนุ่มสาวกว่าไทย มีจำนวนไม่อั้นที่จบไอที และสุดท้ายคือ เขาสร้างสรรค์มากกว่าคนไทย แล้วรายงานที่ออกกันมา อินเทล ก็มองมาที่ไทย อุตสาหกรรมอีเล็กตรอนิคไทย ใหญ่กว่าของเวียดนามเป็นร้อยเท่า พนักงานมีประสบการณ์ไฮเทค เต็มเมือง แต่ในที่สุด สงครามกลางเมืองของไทย ที่ทำเอานายกที่สร้างสรรค์ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และมั่นคงด้วยเสียงสส มากมาย ถึงกับยอมแพ้ เพราะอย่างนั้น อินเทลถึงหันไปหา เวียดนาม
แล้วเวียดนามมีอะไรตอนนั้น แทบไม่มีอะไรเลย นอกจากความฝัน ว่าจะเป็นแหล่งไฮเทคใหญ่ ปล่อยให้ญี่ปุ่นเข้ามาวางแผนให้ ปล่อยให้เมกาเข้ามาวางแผนให้ ข่าวบีโอไอที่ออกมาตอนแรก บอกว่าไทยได้อินเทลแน่นอน เพราะในการเจอกันระหว่างอินเทลและเวียดนาม เวียดนามไม่มีอะไรให้เลย นองจากแผนใหญ่ ด้านไอที ที่เอาแผนยุ่นเมกาและเวียดนามเอง มา ยำ กัน ส่วนไทยนั้น มีอุตสาหกรรมไอทีและต่อเนื่องมากมายนัก
คือเราใช้สติปัญญาและเหตุผล เวียดนามเขาใช้ความฝันสู้เรา แล้วเขาก็ชนะ ในรายละเอียดที่ออกมาบีโอไอไทยพยายามรักษาหน้า บอกว่าเวียดนามเขาให้ที่ดินอินเทลเปล่าๆเลย ส่วนไทยแข่งอย่างนั้นไม่ได้ ปัญหามันคือ ไทยไม่มีความฝันอะไรเลยด้านไอที แผนของเวียดนามนั้นยอดเยี่ยมยิ่งนัก บอกอินเทลไปว่าจะสร้างอินเทลให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาไอทีของเวียดนาม เชื่อหรือไม่ก็ตาม หลังอินเทลประกาศไปเวียดนามไม่ถึงหกเดือน บริษัทยุ่น ที่เป็นชั้นนำด้านไฮเทค ประมาณ 2,000 บริษัท ประกาศตามอินเทลไปลงทุนเวียดนาม แล้ว บิล เกต เจ้าพ่อไมโครซอฟก็ไปเวียดนาม ประกาศพัฒนาเวียดนามยิ่งใหญ่ เมื่อผสมสองสามอย่างเข้าด้วยกัน ทั้งอินเทล ทั้งยุ่นที่ตามไป ทั้ง บิล เกต ทั้งบริษัทเมกาที่ตามทั้ง อินเทลและ ไม่โครซอฟไปเวียดนาม วงการไอเทคไทยลงเอยเคลื่อนไหวใหญ่ ออกมาเตือนกันว่าเวียดนามจะแซงไทยด้านไฮเทคและไอที ภายในห้าปีข้างหน้า
แล้วไง ไม่มีคำตอบออกมาจาก ต่อมสร้างสรรค์ของไทยเลย หลังจากนั้น ปีที่แล้วเวียดนามโต 8% กว่า ไทยครึ่งหนึ่งของเขา แต่ก็ยัง ยังไม่มีอะไรจากต่อมสร้างสรรค์ไทย มันเหมือนไทย ตายด้าน ไปแล้ว จำได้ไหม ต้องให้อะไรไปบ้างเพื่อความฝันเจอกาซในอ่านไทย ความฝันอุตสาหกรรมปิโตเคมีและกลั่นน้ำมัน หรือให้อะไรบ้างกับความฝันแหล่งผลิตรถยนต์ แล้วทักษิณอีก ครัวไทยสู่โลก ตลาดเกษตรของโลก และอีกกี่นานับความสร้างสรรค์ของทักษิณ เช่นไปเปิดร้านขายสินค้าไทย ดังๆเด่นๆ ที่ 5th Avenue New York ไปเลย
มาแทนที่วิสัยทัศทักษิณ คือ ของอำมาตร ก็คือ ธรรมาภิบาล จริยธรรม จรรยาบรรณ สรุปรวมทางออกไทยคือ เป็นคนดี เอาความดีไปอวดโลก เอาความดีไปขายโลก เพียงแต่ว่า มันไม่ดีจริง นึกหรือว่าข่าวฉาวต่างๆในไทย ที่ออกกันมาหนึ่งปี หลังกระแส คนไทยต้องเป็นคนดี ถึงจุดสูงสุดของกระแสความร้อนแรง ด้วยคำว่าเทวทัศทักษิณ หลังจากนั้น มันก็แค่น้ำเน่าเดิมๆทั้งนั้นที่ รายงานกันออกไปทั่วโลก เช่นวันยุบทรท นึกว่าข่าวที่ออกไปมันคือ คนไทยขจัดพรรคชั่วร้ายลงได้ ความดีกลับมาแล้ว ท่านนึกหรือว่านั่นคือข่าวที่ออกกันไป วันนั้นนะ รอยเตอร์รายงานไปว่าการยุบพรรคนั้นนะ เป็นเกมการเมือง นั่นนะดีหรือเลวหล่ะ แล้วประชามตินะ ก้เหมือนเดิม รายงานกันออกไปว่าทหารบิดเบือน แล้วสื่อหละ ก็เข้าครอบงำ โกงกินหละ ก็แทบทุกที่ แล้วข้อมูลเอกสารลับ บิดเบือนเลือกตั้งหนหน้าอีก คือนี่มันเลวๆทั้งนั้นนะ
ท่านผู้อ่านบางท่านที่เป็นอำมาตรคงจะบอกว่า ไม่สนใจโลก ช่างหัวมัน ไม่เคยขอมันกิน แค่นี้ก็ติดพันกับโลกมากไปแล้ว คือฉันนั้น Anti-Globalization แบบอำมาตรทั่วๆไปแน่นอน ฉันจะโตไปตามเท่าที่ทำได้ ไม่มาฝันเพื่อนฟุ้งซ่านอะไรมานักแบบ โคลับบัส ทักษิณ หรือ ทวีวุฒิ จะขออยู่แค่แบบไทยๆ ในสังคม ที่ดี เรียกว่า พอเพียง แบบสุดขั้วเลย ผมก็ขอกลับมาสรุปเรื่องนี้ให้ท่านอย่างนี้ก็แล้วกัน
สมัยคอมมูนิสนั้น พ่อหลวงทรงใช้และฟังวิทยุมาก เพราะเป็นการสื่อสารของยุคนั้น และพระองค์ท่านทรงฟังข่าวสารการพูดคุยของข้าราชการ โดยเฉพาะทหารและมหาดไทย จากทั่วสารทิศ ปัญหามันคือเสารับสัญญาน วิทยุในวังท่าน รับได้จำกัด ท่านก็เรียกอาจารย์จบนอกมาท่านหนึ่ง แล้วกล่าวว่า น่าจะรับและส่งได้มากกว่านี้นะ อาจารย์ก็บอกว่าได้ แต่มีขีดจำกัดและต้องลงทุนอีกเป็นล้านเพื่อปรับปรุงขนาดของเสารับส่ง พ่อหลวงกล่าวว่า จากการศึกษาของท่าน ทำได้ไม่ต้องลงทุนต่ออะไร อาจารย์ท่านนั้นก็ งง จับ ไม่รู้ทำไงดี ก็เลยต้องกลับไปศึกษาหาความรู้อีกที ถึงขนาดโทรข้ามทวีปคุยกับโปรเฟสเซอร์ที่เอ็มไอที ในที่สุดก็สรุปว่าทำได้จริงอย่างพ่อหลวงตรัสเอาไว้ แล้วอาจารย์ก็ปรับปรุงจนแล้วเสร็จ อาจารย์ท่านนั้น ทุกวันนี้ทำงานเกี่ยวกับยานอวกาศ และท่านเขียนลงหนังสือไว้ว่า พ่อหลวงนั้น อัฉรียภาพ ระดับโลกจริงๆ
คือสุกท้ายแล้ว มันก็เป็นทางสองแพร่งอยู่ให้เราเดินเหมือนเมื่อวันวาน ภายสมัยก่อน มันคือคอมมูนิส ภัยสมัยนี้ มันคือ Globalisation แล้วเราคนไทยเลือกที่จะต่อกรกับสิ่งนี้อย่างไรดีหละ ในราชวงค์จักรีนี้ กษัตริย์หลายองค์แล้ว เลือกที่จะ ไม่เอาหัวมุดอยู่ในดิน แต่ออกไปดูโลกไปศึกษา แล้วกลับมาพัฒนาไทยให้เป็นอารยประเทศ พ่อหลวงเอง ก็เป็นเช่นนั้นมาทั้งชีวิต จนรุดหน้าโลกไปแล้วในหลายๆด้าน และเป็นแบบนี้มานานแล้ว แต่พอมาดูข้าราชการของท่านกัน พวกอำมาตรนี่หละ ทำไม ทำไม ถึงจะหัวมุดลงดินกันตลอดเวลา หาความสร้างสรรค์ หาจินตนาการ หาความฝันไม่ได้อีกเลยสมัยนี้
เห็นมัอยู่ฝันเดียว คือ ฝันว่าจะทำให้คนไทยเป็นคนดี แล้วไง กลับเลวลง ปัดโถ่ ข้าราชการไทยและพวกอำมาตร ไปเปิดตำราดูเอา เลิกสร้างสรรค์ เลิกใช้จินตนาการ เลิกฝัน เลิกของพวกนั้นเมื่อไหร่ คือเปิดตัวเองให้กับ ความเสื่อม ทันที แล้วในความเสื่อมถอยนะ จะหาความดีจากไหนมากมาย เวรกรรมจริงๆ
TCDC ถูกฆ่าล้างโคตร
แล้วมันก็กำลังเป็นไปจริงๆ เมื่อ TCDC กำลังถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เอาไปยุบรวมกับ สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ
ทีซีดีซีเป็นองค์กรที่รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับงานความคิดสร้างสรรค์ และงานด้านการออกแบบ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ กับคนรุ่นใหม่ ความรู้ที่ได้ไปพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ ก็แบบที่รู้ๆกันอยู่ OTOP นั้นฝีมือสูงคุณภาพเยี่ยม พอๆกับสิ่งทอไทย ที่กำลังยกระดับสู่ของมูลค่าเพิ่ม แต่ปัญหามันอยู่ที่การออกแบบเท่านั้น ฉะนั้น TCDC ก้เหมือนเข้ามา แก้ปมคอขวดใหญ่ ที่ทำให้สินค้าไทย ไปขายทั่วโลกไม่ออกมากนัก ขณะที่สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ แห่งชาติ มีลักษณะงานที่แตกต่างกัน โดยจะมีการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์เพื่อให้คนไทยได้เข้าไปเรียนรู้และค้นหาว่าคนไทยมาจากไหน
กลับกลายเป็นว่า แทนที่จะหาคำตอบ ต่อการผลิตสินค้าที่ ต้องใจโลกไ ด้วยการออกไปดูโลก ว่าอะไรต้องใจเขา เหล่าราชนิกุล ชนชั้นสูง ข้าราชการ ทหารของป๋า นักวิชาการตกขอบสมัย ที่รวมตัวกันเรียกตัวเองว่า อำมาตร แล้วใช้ปืนยึดประเทศไทยไปจากประชาชน กลับหันมาบอกว่า คำตอบสำหรับการผลิตสินค้าที่โลกต้องการ คือการ มองกลับเข้าไปในตัวเองลึกๆ หาคำตอบในวัฒนธรรมที่ส่งกันเป็นทอกๆมาอย่างช้านาน
ความจริงมันก็พูดยากพอสมควรว่า มุมมองไหนถูก ฝ่ายประชาธิปไตยหัวก้าวหน้า ก็จะบอกว่า แน่นอน ต้องออกไปดูโลก เหมือน รัชกาลหลายรัชการที่ผ่านมา ที่มุ่งเน้นยอกระดับไทย ให้ทันอารยประเทศ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเมืองขึ้น แต่ว่าฝ่ายอำมาตรคงจะบอกว่า แค่นี้เราก็ตกเป็นทาสของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมของตะวันตกมากพอแล้ว จะมาอะไรกันอีกกับ TCDC มันไม่ใช่แค่ TDCD เท่านั้นนะสิครับที่กำลังต้องอำลาเมืองไทยไป มันแบบ ที่ทักษิณเริ่ม เช่น อุทยานการเรียนรู้ (TK park) ศูนย์ส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติ และสถาบันพัฒนาการเรียนรู้แห่งชาติ ก่อนที่จะมาสั่งยุบทีซีดีซีเป็นองค์กรสุดท้าย คือไปกันแล้วหลายหน่วยงาน
เรียกว่าวาระของอำมาตร ที่จะ หยุดนาฬิกา ของไทย ไม่ให้วิ่งไปกับโลก ได้ผล 1000% คุณ หญิงทิพาวดี' ยุบทีซีดีซี มันก็เป็นไปตามมติของ คณะกรรมการบริหารสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้(สบร.) นับตั้งแต่มีรัฐบาลชุดนี้ได้มีกระแสการยุบทีซีดีซีโดยตลอด เพราะเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นในรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ผ่านมาคุณหญิงทิพาวดีได้สั่งเปลี่ยนบอร์ด สบร.และเปลี่ยนบอร์ดชุดก่อตั้งทีซีดีซี ซึ่งมีนายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ อดีตประธานที่ปรึกษาด้านนโยบายของนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลทักษิณ เป็นประธาน ตามด้วยการปลดนางสิริกร มณีรินทร์ และคณะกรรมการของ
ไทยรัฐรายงานไว้ว่า สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากคำสั่งเร่งด่วนครั้งนี้แทบไม่แตกต่างจากกรณีของสถานีโทร-ทัศน์ไอทีวี ที่รัฐต้องมีภาระอุ้มสถานีโทรทัศน์ ไอทีวีแทนที่จะมีรายได้ โดยกรณีของทีซีดีซีไม่เพียงแต่รัฐจะเสียรายได้ ยังส่งผลต่อสมาชิกกว่า 15,000 คนที่ได้จ่ายค่าสมาชิกเพื่อใช้บริการห้องสมุดจะต้องสูญเปล่า เนื่องจากเป็นการตัดสินใจที่ไม่มีมาตรการรองรับความเสียหาย ตอนนี้เปิดให้บริการสาขาในต่างจังหวัด 5 แห่ง และกำลังจะเปิดอีก 5 แห่งในปี 2551 ก็ลงเอย ปิดหมด
ไทยรัฐรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการบริหารของ สบร. ได้มีมติให้ย้ายพื้นที่ตั้งทีซีดีซีและหน่วยงานภายใต้ สบร.ไปอยู่อาคารจามจุรี-สแควร์ ซึ่งมีมูลค่าโครงการกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งได้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยคณะอนุกรรมการพิจารณาสรรหาสถานที่ทำการแห่งใหม่ ประกอบด้วย นายสุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา และนายนิธิ สถาปิตานนท์ ได้เลือกพื้นที่จากเอกชนรายเดียว ขณะที่โครงการดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จและขายพื้นที่ไม่ได้ นอกจากนี้ ยังได้คัดเลือกผู้บริหารโครงการจากบริษัท A49 ที่นายนิธิมีหุ้นส่วนอยู่.
ส่วนคำถามที่ผมเปิดกว้างไว้ คือเรามีอะไรดีๆ ในอดีตที่จะนำมาปัดฝุ่นแล้วนำมาพัฒนาขายให้กับต่างประเทศได้หรือไม่นั้น ที่มันพูดยากเพราะ อย่างเช่นหลายสิ่งหลายอย่างในวัฒนธรรมญี่ปุ่น หรือ จะจีน มันขายออกในตัวมันเอง โดยไม่ต้องเอามาเข้าห้องชุบชีวิตแบบ TDCD เลย เช่นอะไรหรือ ก็เช่น เฟอร์นิเจอร์ญี่ปุ่น ที่มีแบบเป็นเอกรักษ์ของตัวเอง แต่ก็อีก ปรัชญาของทรทและทักษิณ เรื่อง High-Touch Product นั้น ไม่ได้มาเจาะจงอยู่กับ การเอา วัฒนธรรมไทย มาเป็นอุตสาหกรรม แต่มันคือเอาฝีมือคนไทย มาสร้างโปรดัก ที่มีคุณค่าสูงในมือคนมีรสนิยมสูง คือในขระที่ คุณหญิงทิพาวดี กำลังนั่งฝันว่า มัดหมี่แบบคุณหยิงคุณนายไทยชอบใช้กัน สักวันจะเป็นแฟชั่นทั่วโลก ทักษิณเขากลับมองว่า ก้ไปจับเอาแฟชั่นโลกมาเลยไม่ดีกว่าหรือ จะได้เริ่มขายกันวันนี้ แทนนั่งพยายามขายมัดหมี่ให้ฝรั่ง ที่มันขายไม่ค่อยจะออกมาเป็นสิบๆปีแล้ว
แต่สุกท้ายแล้ว ใครถูกใครผิด ผมขอให้ท่านผู้อ่านตรึกตรองและสรุปเอาเองนะครับ ผมมองตัวผมเองแล้ว ชอบเสื้อม่อฮ่อมและเสื้อผ้าผ้าฝ้าย ออกแบบไปทางชาวเหนือมากที่สุด คิดไปมุมหนึ่ง TCDC คงไม่ได้มาเพิ่มมูลค่าอะไรให้ผมมากมายนัก แต่นั่นคือผม ถ้าบังเอิญนักออกแบบได้แรงบันดานใจ เอาไปออกแบบที่เขานิยมกัน ให้ติดไปทั้งโลก มันก็ดีเหมือนกันนะครับ ชาวเหนือจะได้ขายผ้าฝ้ายได้มากๆ
แต่ที่ผมแปลกใจคือ กรอบความคิด ของอำมาตร นี่ กำลังเข้าครอบงำไทยจริงๆ ทั้ง Fashion Week ทั้ง Bangkok Film Festival ทั้ง Music Festival และอีกสารพัดมาตรฐานของเมืองที่มีอารยธรรมสูงๆ ท่านคุณหญิง ท่านไม่เอาไม่สนับสนุนมันหมดทุกอัน ท่านจะเอาแต่ ของแบบ อุทยาน ไม่เชื่อก็ดูละครน้ำเน่า ที่คนติดกันทั้งเมือง เพราะมันคือละครน้ำเน่า ไปๆมาๆ กำลังกลายพันธืมาเป็น วิธีสอนปรัชญาชีวิตชั้นสูง แน่นอนว่ามันดี เพียงแต่ว่า เวลาเหนื่อยๆมาจากงาน แบบแฟนผมนะ เขาอยากดูละครน้ำเน่าครับท่านผู้หญิง เอากันตอนเย็นๆหลังกลับบ้าน ไม่ใช่ตอนสี่ทุ่ม
สงครามใหญ่รบกันไป ระหว่างอำมาตรและนักประชาธิปไตย แต่สงครามเล็กๆก็ใช่ย่อย
เสรีภาพและอิสรภาพทางความคิด มันกำลังถูกลิดรอนจริงๆ กึ่งบังคับให้เราคนไทยหันกลับสู่วัฒนธรรมดั้งเดิม ถ้าบังเอิญชอบของโบราณก็คงจะอยู่ในโลกนี้อย่างสบายใจ แต่ถ้าชอบโลกใหม่ มันคงจะลำบากแน่นอน ประชาธิปไตยคืออะไรหรือครับ จะเตือนสติให้ ไม่ใช่ปืนปกครอง แต่เสียงหมู่มากปกครองครับ โดยที่เสียงส่วนน้อยก็ได้รับความเคารพ
Blue Ocean หรือตลาดใหม่ ที่กำลังเกิด หรือมีอยู่แล้ว แต่เป็นที่ ที่คนยังเข้าไปแข่งขันกันน้อย สิ่งนี้นักการตลาดบอกว่าคือ สิ่งที่นักค้าขายไทยต้อง เจาะ ให้ได้ เพื่อนความอยู่รอด มาเมื่อวันก่อนนี้เอง ผมไปเจอเพื่อนที่เป็น ดาราละครน้ำเน่าตัวยง ของไทย แล้วเราก็คุยกันเรื่องการเมือง แต่พอมาถึงเรื่องการเมืองเพื่อนคนนี้ ที่จบ มธ สมัยลูกโดมยังรักประชาธิปไตยเต็มที่ เพื่อนที่ชื่อ กลิ้ง คนนี้ ไม่น้ำเน่าเลย พูดออกมาแต่ละอย่าง เรียกว่าลากเอา นโยบาย พรรคการเมืองต่างๆ มา ยำ ชนิดเบียร์สิงค์วุ้น วันนั้นที่สิงห์เบียร์เฮาส์ซอบอโศก อร่อยขึ้นมาก
แล้วกลิ้งก็ลากยาวเลย เรื่องทำไมคนหลายๆคนในไทย จะหันไปเลือก พปช พปช มันโคตรฉลาด เลยหว่ะ มันจะทำให้ชนบทเป็นตลาดใหม่ คนทั่วไปฟังดูคงจะไม่รู้สึกว่ามันสำคัญอะไรมากนัก แต่กลิ้งลากยาวเลย เอาเป็นว่าสรุปคือ ไทยนั้นปล่อยให้ภาคธุรกิจไทย ที่เชื่อมอยู่กับต่างชาติ ใหญ่เกินควรไปมาก จนไทยถูกกระทบง่ายมากจากภาวะโลก แล้วนี่ปีหน้า นักธุรกิจไทยหลายคนออกมา เตือน กันแล้วว่าเผาจริง สาเหตุก็เพราะ ตะวันออกกลางมันหาที่ลงตัวยาก แต่กลับเหมือนระเบิดที่พร้อมทำงาน ก็เลยมากระทบราคา น้ำมัน ที่เอาแต่สูงขึ้น และ อัตราการเจริญเติบโตของโลกเอาง่ายๆ คือกลิ้งมองว่า ต้องหันมาพัฒนา ภาคเศรษฐกิจ ภายในประเทศไทยเองให้ใหญ่ขึ้น
นั่นคือจุดแรกที่กลิ้งมอง แล้วกลิ่งก็ลากต่ออีกสักพักเกี่ยวกับว่า ทำให้ชนบทไทยเป็นตลาดใหม่นั้นทำยังไงดี กลิ้งก็ลากเลย เรื่อง Mega-Project ที่ประกาศมาแล้วสมัย ทรท โดย ทักษิณ คือวาระน้ำแห่งชาติ หรือง่ายๆก็ ชลประทาน ทั่วอีสาน และ พี้นที่เหนือ และ กลาง ที่ทำได้อีก เพิ่มขึ้นได้ก็อย่างน้อยๆ อีก 4-6 ล้านไร่ ทั่วประเทศ ภายในสามปีของการ ทำให้สำเร็จตามแผน
ลื้อเข้าใจผลกระทบทางจิตใจ ต่อรากหญ้าทั่วไทย ของคำว่า น้ำชลประทานกำลังมา ไหมวุฒิ? กลิ่งถาม แถมด้วยว่า แล้วสองสามปีนั้น เงินกองทุนหมู่บ้าน กลายเป็นธนาคารชุมชน ขึ้นมาทุกหนแห่ง แล้วกลิ่งก็ก็ลากยาวเลย ถึง สักส่วน ภาคธุรกิจภายในประเทศ และ ต่างประเทศที่จะเปลี่ยนไป อย่างมีนัยยะสำคัญ เศรษฐกิจไทยจะพึ่งต่างชาติน้อยลง ในระดับรากหญ้า ความเสี่ยงจะหายไปมาก จะมีก็แต่ราคาผลผลิตเกษตรที่ต้องคอยระวัง แต่ลงจีนและอินเดีย โตเร็วขนาดนี้ ข้าวปลาอาหารมันคงจะรุ่งไปอีกนาน กลิ้งวิเคราะห์ Blue Ocean ใหญ่มากกำลังจะเกิดขึ้นไอ้วุฒิ
คนกรุงเทพกำลังมองที่ดินสร้างคอนโดแถวรถไฟฟ้าห้าสายลงกัน แต่มันก็แปลกที่อั้วฟังเพื่อนๆในแวดวงละคนมากี่คน พูดเหมือนกันหมด ตอนนี้อยากได้ที่ดิน ในเขตุชลประทานใหม่สักร้อยไร้ เอาไว้ทำวาน เอาไว้ หนี กรุงเทพตอนอายุการทำงานใน วงการแสดง ที่สุดจะสั้น สำหรับดาราส่วนมาก หมดตัวลง
ผมก็บอกกลิ้งว่า ผมนั้นขั้ว พปช อยู่แล้ว แต่ กลิ้งนั้น ไม่เคยมาชอบอะไรมากกับ ทักษิณและทรท ทำไมคราวนี้มาแปลก กลับหันมาชอบ พปช เข้าไปได้ กลิ้งก็บอกว่าเหมือนเดิม ยังปัจเจกคนกทมเหมือนเดิม ที่ไม้เคยทิ้ง ปชป ห่างมากนัก แต่แทนที่ผมจะได้รับ อะไรหนักๆท่งปรัชญา จาก กลิ้ง เช่น ปชป นั้นไม่เคยต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตยเลย แล้วเก่งแต่ ฉวยโอกาส ส้มตกมากตลอด แต่กลิ้งไปไกลกว่านั้น ลื้อเชื่อไหมวุฒิ คนเขากลัวปชป กัน ในแวดวงละครแล้ว มันเหมือนเอาคนที่สวยมากๆ น่าจะเล่นบทนำได้ ละครคงขายดี ไปด้วยแน่นอน แต่ปัญหามันคือ ผู้กำกับและผู้ร่วมแสดง มันเกร็งกันตลอดเวลา ว่ามือจะถึงหรือเปล่า
แล้วกลิ้งก็เล่าให้ฟังว่า ปัญหาของ ปชป ในตาแวดวงละครของเขา คือ ตอนนี้กำลังเน้น สร้างโฆษณาโปรดักมาขาย แต่ปัญหาคือ ยิ่งมันสวยขึ้นมากเท่าไหร่ ยิ่งมันฟังแล้วยิ่งใหญ่แค่ไหน มันยิ่งน่ากลัวว่าจะทำไม่ได้จริงๆ ตามที่วาดแผนไว้ ลื้อดู Mega-Project ของ ปชป สิวุฒิ มีอยู่ 3-4 อันแล้ว แต่ละอัน มันยิ่งใหญ่นัก เช่น คลองไทยแลพดึงเงินลงทุนนอก เช่น ชลประทานแบบ พปช เช่น ระไฟฟ้าเป็นสิบๆสายในกทม เช่นท่าเทียบเรื่อยักษ์ เช่นยกระดับคุณภาพแรงงานไทย ผมก็ลองมานั่งนึกดู เพราะผมนั้น ชอบคลองไทยมาก และถึงจะอยู่ขั้ว พปช และทักษิณแบบ กู่ยังไงก็ไม่กลับ แต่ก็อาจจะเลือก ปชป เอาง่ายๆเพราะ คลองไทย
แต่ กลิ้ง บอกว่า อั้วก็ชอบคลองไทย และเงินลงทุนนอก แต่กลิ้งบอกว่า มันจะยิ่งเอาไทยไปเชื่อมอยู่กับเศรษฐกิจนอก แล้วฟังดูมันเหมือนคู่ขนาน คือทั้งคลองไทยหรือ Globalization ไปพร้อมๆกับ ชลประทาน และ คุณภาพแรงงาน คือ Localization ฟังดูนะมันดี ผสมผสานกันดี เป็น Dual-Track ของ ปชป คล้ายๆของทักษิณ แต่ปัญหาที่กลิ่งมองคือ มันมากไป มันเสี่ยงเกินไป มันเหมือน จับปลาหลายตัว พร้อมๆกัน แต่สุดท้าย กลิ้งก็มาจับอยู่จุดเดียวที่ผมกังวล คือ มาร์ค ม7 และทีมปชป จะเก่งขนาดไหนกัน ที่จะมาทำ Mega-Project มันทีเดียว มากมาย และ เมื่อเงินมันถูกดึงไปทางนั้น ธนาคารชุมชน มันจะได้เกิดหรือไม่ หรือว่า ธนาคารชุมชน ก็จะกลายเป็นอีก Mega-Project ในอีกหลายๆโปรเจ๊ก
ผมก็บอก กลิ้งไปว่า ผมนั้น เกลียด สื่อส่วนมากในไทยตอนนี้ พอๆกับสื่อไทยเกลียดทักษิณ แต่ทุกวันเวลาผมนั่งคิดถึงเรื่องสื่อแล้ว ผมหัวเราะทุกที เพราะยังจำได้เลย เนชั่น ด่า นโยบายประชานิยมของทักษิณ ว่า ฝันเปียกการตลาด โพส ด่า นโยบาย 30 บาททุกโรค ว่า จะมีแต่คนบ้าไปรักษา มติชนด่าว่า จะเปมือนอาร์เจนตีน่า มาวันนี้ ประชานิยม ฉบับไทย งอกเงยไปทุกพรรค เริ่มมาจาก ทรท ที่ทำให้เห็นว่าเอานโยบายมาใช้ได้จริงๆ อย่างได้ผล ก็แน่นอนว่ามีปัญหาบ้าง แต่โดยรวมนั้น ประชานิยมของ ทรท นั้น ประทพความสำเร็จมาก เรียกว่า ทรท เข็น Mega-Project ใหญ่และเล็กออกมา ให้จับต้องกันได้ มากมายเป็นสิบ
ประเด็นตรงนี้ของ กลิ้งคือ เห็นมากับตาแล้ว ว่าดาราคนเก่าเก่งขนาดไหน ตีบทสุดยากแตก แฟนเต็มเมือง มาตอนนี้ ปชป ขอให้เชื่อในตัวเขา ถึงจะมือใหม่ ที่ก็ไม่รู้จะกี่มื่อใหม่จริงๆ เพราะจริงๆก็มือเก่า ระดับติดเลือด Tom Yum Koong Decease และ เด็กดี IMF กันมาแทบจะทุกคนในพรรค ความจำคนมะมันยาวนานเหมือนกัน จนมันน่าคิด น่ากลัวจริงๆ ว่ามือ ปชป จะถึงหรือเปล่า สำหรับ Mega-Project ทั้งหลาย
ก็ขอ สรุปตรงนี้นะครับ กลิ้ง กับ ผม คุยกันอีกมาก เกี่ยวกับพรรคอื่น ผมก็อยากเอามาเขียยนให้ท่านอ่าน แต่ในอีกแง่แล้ว ผมก็ดิบๆเหมือนเดิมนะครับ คือไม่เคยต้องการมาคิดอะไรให้ท่านผู้อ่าน ผมเพียงขอยกประเด็นขึ้นมา เหมือนเป็นการ ติดอาวุธ ทางความคิดให้ท่าน แล้วก็ขอให้ท่านเสียสละเวลา คิดเอาเอง บ้าง ผมเสนอมาสองขั้วเลยคราวนี้ ตรงกลางๆ เช่นนโยบายของพรรคอื่น ท่านเชิญตรึกตรองเอาเองนะครับ
สุกท้าย
พี่พันศักดิ์ลงเอยลี้ภัยไปต่างประเทศนานเลยหนนี้
มีใครจำได้บ้าง ว่าก่อนทักษิณ นายกไทยคนไหน พูดเรื่องเช่น น้ำมัน แล้วจะมีสำนักข่าวต่างประเทศหน้าไหน เอาไปลงเป็นข่าวระดับโลก มันก็มาเกิดขึ้นสมัยทักษิณนี่เอง ที่ตอนนั้นน้ำมันขึ้นไปเกือบร้อย ตอนประชุม APEC กันในอเมริกาใต้ ที่ทักษิณกล่าวขอร้อง ประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ให้ผันเงินเข้าสู่ ภาคเศรษฐกิจจริง โลกจะได้ไม่ย่อยยับไปกับการเก็งกำไร แล้วทั้ง Reuters AFP UPI Bloomberg แล้วอีกไม่รู้จะกี่สำนักข่าว ก็รายงานสิ่งที่ทักษิณพูด ไปทั่วโลก ให้น้ำหนักในการรายงาน พอๆกับ สิ่งที่ บุชพูด เรื่องน้ำมัน
นั่นนะคือ Brand Thai ที่เสียไป ถ้าจะให้ยิ่งนับสิ่งต่างๆ ที่ Brand Thai เป็นอยู่สามสี่ปีนั้น สมัยที่ ทรท และ ทักษิณ รุ่งๆ มันมีอีกมายหลายร้อยเรื่องแบบ น้ำมัน จะเป็น High Touch จะเป็น Bangkok Fashion Week จะเป็น คอมพิวเตอร์ มีอินเตอร์เนต ราคาถูกให้นักเรียน จะปฏิเสทการพัฒนาตามกรอบ Asia Pacific ที่ถ่ายทอดมาแต่ความต้องการแรงงาน แต่ไม่ให้ปัญญา หรือ R&D และ การตลาดมาด้วย จนมาถึง สิ่งที่ใหม่ที่สุดบนโลก ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน จนสำนักข่าวต่างประเทศ ทุกสำนัก รายงานกันออกไปทั้งโลก นั่นก็คือลงทะเบียนคนจนและเข้าแก้ไขปัญหาทีละครอบครัว
สรุปง่ายๆ พูดง่ายๆ ไทยภายใต้ทักษิณและ ทรท ทำอะไรคิดอะไร หัวก้าวหน้า จน กระฉ่อน ไปทั้งโลก เชื่อหรือไม่ก็ตาม กระทรวงบางกระทรวงแบบสาธรณะสุข แขกต่างประเทศมาดูงาน สามสิบบาท เพื่อหาทางลอกไปใช้ เป็นสิบๆประเทศ ใน ASEAN เอง ทักษิณก้าวนำ มหาเด่ หรือ ลี กวน ยู ทักษิณ ออกโชว์วิสัยทัศ สุดนำสมัย ทักษิณกลายเป็นผู้นำ ASEAN คนใหม่ล่าสุด มันเป็นภาพที่ตรงกันข้ามกับเจ้าขี้โรค ที่ปล่อยเชื้อ ต้มยำกุ้ง ให้ระบาดไปทั่วโลก จนต้องไปเกาะ IMF ไม่รู้จบ
Brand Thai ตอนนั้นมันคือ สร้างสรรค์และหาทางออกใหม่ๆ ให้ปัญหา สะสม แบบที่ ทั้งโลก แก้ไขไม่ได้มาโดยตลอด แต่ ทุกคนเชื่อว่า ภายใต้ทักษิณ คนไทยทำได้ ไปกันจนถึง จะนำเอาสิ่งที่กวาดไว้ใต้พรม แบบหวยใต้ดิน และ เงินนอกระบบ การพนันและขายตัว มาเข้าระบบให้โปร่งใส จัดเก็บภาษี สลายมาเฟีย เอาเงินมาพัฒนาชาติ แทนเลี้ยงเจ้าพ่อ ไว้สนับสนุนนักการเมืองเลวให้เข้าสภาและอำนาจในชนบท
แล้ว Brand Thai อันยิ่งใหญ่นั้นก็ถูกทำลายลง ด้วยคำกล่าวหาเรื่องทำลายสถาบัน ทับซ้อนและโกงทางนโยบาย ไม่ทันข้ามปี มามองตอนนี้ สื่อต่างชาติแทบทุกสำนัก โจมตีระบบนิติรัฐไทยว่าเลวทราม ขนาดจงใจทำลายพรรค ทรท และเอาทักษิณขึ้นศาลเตี้ย เศรษฐกิจ โตช้าที่สุดใน ASEAN เผด็จการคุมสื่อ และสื่อไทยเลวสุดขั้ว ลงท้ายเอาที่รัฐบาลหน้าจะต้องแบ่งอำนาจไปให้ทหาร ที่จะชักใยอยู่เบื้องหลังการเมือง
มันออกมาเลวแบบสุดๆในตานานาชาติ ไม่เหมือนสมัยทักษิณเลย ที่ Brand Thai ส่องแสงสว่างไปทั่วเอเชีย สมัยนี้ไทยไม่มีอะไรให้โลก กลายเป็นประเทศกึ่งปิด จริยธรรมที่ขายกันหนักในไทย พยายามสร้างให้เป็น Brand Thai ที่อย่างน้อยก็ติดตลาดไทย กลายเป็นเรื่องตลก ที่ไม่มีใครยอมรับ คนไทยที่ถุกเรียกว่าวัวควาย นั่งด่าคนกทม ว่า เลว เช้าสายบ่ายเย็น
จากต้องส่งคนระดับกะทิมาบริหารในไทย ให้คุมคนไทยหัวก้าวหน้าและสร้างสรรค์สุดๆและมาแรง กลายเป็นแค่ส่งคนระดับล่างมาบริหารในไทย ให้สมกับคนไทยหัวโบราณ จะเอาโตช้าๆ จะเอาแต่จริยธรรม จะเอาแต่จารีตประเพนี เป็นพอ ส่วนคนเก่งๆเบอร์หนึ่ง ส่งไปเวียดนาม ไม่ก็จีนและอินเดีย ภูมิปัญญาไทย Knowledge Based Society ของคนไทย ลดระดับไปอยู่แบบพม่า ลาว และ กำพูชา Brand Thai จากแข่งอยู่ในลีกเดียวกับ มาเล และ สิงค์โปร์ ภายในปีเดียว ตกขอบไปอยู่กับ ลีก พม่า มองมาเลและสิงค์โปร์ แล้วเห็นแต่ฝุ่น ที่เขาทิ้งไว้ให้คนไทย สำลัก กันทั้งประเทศ
โถ่คนไทย จะหนีเข้ากะลา ไปอยู่กันแบบสมถะและประหยัด หนีจากโลกาภิวัต หนีการค้าโลก หนีจากทุนนิยม จะหนีวัตถุนิยม โน่น บริษัทรองเท้าอเมริกา จะปิดโรงงานในอินโด แล้วส่งงานมาไทย อินโด เขาส่งเครื่องบินส่วนตัวไปรับผู้บริหารระดับสูง ของบริษัทเมกา บินไปอินโด แล้วเข้าพบผู้นำประเทศ เจอกันชั่วโมงกว่า ระหว่างผู้บริหารระดับสูงบริษัทอินโด และ ผู้นำอินโด แทนที่จะปิดแล้วโยกมาไทย กลับกลายเป็นไม่ปิด แล้วโยกจากไทยปอินโด คนงานไทยตกงานทันทีเกือบหมื่น
บอกแล้วว่าสมัยนี้ มันต้อง Brand Thai แบบทักษิณ ไอ้จริยธรรม ไอ้กำลังดีนะ ไอ้ต่างๆนานานะมันก็ดีอยู่หลอก แต่จะทำยังไง สองสามปีข้างหน้า เวลาคนมันตกงานมากขึ้น ไอ้ Brand Thai สมัยนี้นะ มันขายออกเสียเมื่อไหร่กันหละ มันก็มีแต่พวก คนไทย แก่ๆ ที่เตรียมลงโลงกันแล้ว เท่านั้นที่ออกมาบอกว่า มันดี ถึง ขนาดเห็นทหารเละอย่างนี้ แล้วระบบอำมาตรอีก ที่จะเละกันไปอีกพักใหญ่ๆเลย ขนาดอาจารย์
มันก็ที่สุดของความตกต่ำของไทยแล้ว ถึงขนาดว่าไปโน่น ว่าทักษิณไปแล้ว ว่าเป็นสุดเลวเทวทัศเลวทั้งโคตร ทั้งที่ยังไม่ขึ้นศาลเลย ระดับหัวกระทิหัวขบวนขนาดนี้ ยังมีสติได้แค่นี้ ไม่ต้องห่วง Brand Thai อันเก่า หรือ อันใหม่ ไม่มีทางเกิดแน่ ก็มอง Brand
โดย minimalist
21 กรกฎาคม 2550
ที่ผ่านมาถ้ามันคิดเป็น มีความรู้ความเข้าใจ ปัญหามันไม่เป็นหนักถึงขนาดนี้หรอกครับ..
เครื่องไม้ เครื่องมือ คน อยู่ที่รัฐบาล มีพร้อมหมด..แต่มันบริหารไม่เป็น นี่..ถ้าเป็นรัฐบาลทักษิณ ข้าราชการทั้งกระทรวงคลัง พาณิชย์ อุตสาหกรรม ต่างประเทศ(พวกทูตพาณิชย์ที่ไทยมีทั่วโลก ทุกทวีป )กระทรวงคมนาคม รัฐวิสาหกิจต่างๆ พวกนี้จะถูกบ้องหู ไล่บี้ให้ไปทำงานเพื่อขยายตลาดใหม่ ๆที่ยังพอแข่งขันได้ เจาะตลาดเฉพาะ ที่ยังมีช่องทางแลกเปลี่ยนกันได้ เขาผลิตไม่ได้ แ่ต่เราผลิตได้ แลกเปลี่ยนกันไป..เป็นตลาดใหม่ของผู้ส่งออก ราคาลดลงก็ต้องหาปริมาณมาช่วย..หรือรัฐวิสาหกิจถูกบี้เร่งการลงทุนภาครัฐในโครงการเมกกะโปรแจ็คลิ่วๆไปแล้ว..ใช้อำนาจทางการบริหารของฝ่ายบริหารดำเนินนโยบายด้านการลงทุน เพื่อลดปัญหาแรงกดดันของค่าเงินบาทได้ และยังเป็นการเดินนโยบายการคลังเพื่อทำให้ดุลบัญชีนำเข้ามันเพิ่มมากขึ้น..ทำให้ดุลบัญชีมันขาดดุลติดต่อกัน ก็ลดแรงกดดันค่าเงินไปได้ทันทีในระยะยาว เพราะจะพึ่งให้ ธปท. แก้ปัญหาด้วยนโยบายทางการเงินอย่างเดียวไม่ได้มันมีข้อจำกัด ระบบมันมี 2 ขา เหมือนคนที่ยืนด้วยลำแข้ง 2ลำแข้ง..มันต้องใช้ทั้งลำแข้ง..ตอนนี้มันใช้ลำแข้งขาเดียวก็เลยกระเผลกๆมาตั้งแต่ปฏิวัติมาแล้ว จนตอนนี้จะล้มเซไปแล้ว...อีกไม่นาน ถ้าไม่หาหลักค้ำ
อีกลำแข้งของการแก้ปัญหา มันจึงเป็นบทบาทของภาครัฐ ที่จะต้องทำหน้าที่เป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจ แทนที่เครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่เป็นการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งที่ผานมา ถือว่าเต็มประสิทธิภาพแล้วหลังจากฟื้นจากวิกฤติปี 40 ที่งัดเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาเร่งตัวของการผลิตต่างๆ...จึงถือว่าถึงขีดความสามารถสูงสุดแล้ว ถึงเวลาต้องแตะมือกับภาครัฐสลับกัน เพื่อให้เอกชนเบาเครื่องแล้วปรับตัว ยกระดับ ปรับคุณภาพเพื่อแข่งขันได้ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
ระหว่างนี้หน้าที่กระตุ้นเศรษฐกิจจึงอยู่ที่ภาครัฐในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ยังจำเป็นต้องทำ...ซึ่งรัฐบาลทักษิณตั้งไว้ประมาณ 4-5 แสนล้านบาท..ช่วงนี้ภาคเอกชนก็ใช้เวลาค่อยๆปรับตัวไป เร่งไม่ได้เพราะมีขีดจำกัด ต้องดูตามกำลังคน การพัฒนาคนในภาคเอกชน การวิจัย และตลาดที่เป็นตัวกำหนดการลงทุน ทิศทางในการปรับตัวตามความต้องการตลาด ใช่ว่าเงินบาทแข็งแล้วจะบอกว่าต้องนำเข้า ขยายการลงทุนอย่างไม่คิด เพราะนำเข้ามันช่วงนี้มันถูกราคาจริง แต่ผลิตแล้วตลาดไม่มี มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าคิดตามหลักพอเพียงที่รัฐบาลโฆษณามาตลอด คือการใช้เหตุผลในการลงทุน..
แล้วปัญหาค่าเงินบาทแข็ง มันส่งสัญญาณเตือนให้เห็นมาตลอดกว่า 8 เดือน แต่รัฐบาลมันไม่ได้คิดที่จะติดตามดำเนินการอะไร มันส่งสัญญาณเหมือนคนเป็นไข้มาแล้วกว่า 8 เดือนอาการมันมีให้เห็น แต่ไม่มีใครทำตัวเป็นปรอทวัดไข้.. ตัวเลขการส่งประกันสังคมที่เอกชนผ่อนส่ง จนหยุดส่ง สะสมเพิ่มขึ้น..ที่กระทรวงแรงงาน ถ้ามันทำงานเป็น มันต้องเห็นแล้วว่า มีอาการ...หรือตัวเลขที่กระทรวงคลัง กรมสรรพากรรายงานภาษีมูลค่าเพิ่มลดลง รายได้ของนิติบุคคลลดลง นี่ก็คืออาการ หรือกระทรวงพาณิชย์ การนำเข้าลดลง นี่ก็คืออาการที่เป็นปัจจัยเร่งค่าเิงินให้ไหลเ้ขา เพราะมันเกินดุล..แล้วสะท้อนให้เห็นว่าวัตถุดิบที่เข้ามานั้นมันลดลง...ซึ่งส่งผลมาถึงกระทรวงอุตสาหกรรม โรงงานต่างๆ กำลังผลิตลดลง ถ้ามีการมอนิเตอร์ ตัวเลขพวกนี้จากทุกหน่วยงาน ในครม. มันก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น..
แต่ไม่มีการติดตาม ทั้งที่ตัวเลขมันมีการเก็บสถิติไว้ตลอดแล้วยังเข้าใจภาพลวงของตัวเลขผิดๆ กลับมาบอกว่าเศรษฐกิจดี ส่งออกพุ่งสูงสุด ตลาดหุ้นดัชนีพุ่งสูงสุด...จีดีพีจะขยายตัว 4-4.5 % แน่นอน...ตัวผู้นำออกมาพูดเองในรายเปิดบ้านพิษณุโลก...เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมา..พูดตามที่เขารายงานมาว่า ท่านต้องพูดหน่อยในวันเสาร์ออกรายการ..เพราะท่านคือนายกรัฐมนตรี มันมีน้ำหนักถ้าออกจากปากผู้นำประเทศ แต่เบาปัญญา เพราะผู้นำคนนี้มันไม่รู้เรื่องอะไรเลย...มันหลอกประชาชนว่า จะดี
ซึ่งต่างจากรัฐบาลทักษิณอย่างสิ้นเชิง ท่านสนใจติดตาม มอนิเตอร์ตัวเลขต่างทั้งหมด ใน ครม. ต้องรายงานเข้ามาทำให้เข้าใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น ทำไมตัวเลขสถิติลดลง มันมีอาการอะไรที่บ่งชี้...จึงเกิดการเฝ้าระวัง รัฐบาลก็วิเคราะห์กลยุทธิ์ในการปฏิบัติล่วงหน้า ต้องทำอะไรต่อไป..ถ้าไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้น...
ทำไมทักษิณ ถึงวางแนวเมกกะโปรแจ็คไว้ในช่วง 4 ปีสร้าง...ก็เพราะที่ผ่านมา 4 ปี ซ่อม มันคือเอาของเก่าที่ถูกทิ้งร้างจากวิกฤติปี 40 มาปัดฝุ่นเดินเครื่อง จนมันเต็มฝีเท้า ฝีเครื่องจักรมันแล้ว...หลังจากที่มันหยุดไป...
ท่านก็เห็นว่า อีก 4 ปีข้างหน้า เอกชนจะถูกปรับตัวเต็มที่แล้ว..ต้องการการช่วงเวลาที่จะปรับตัวรอบใหม่..รัฐจะทำหน้าที่แทนภาคเอกชนในการลงทุนภาครัฐ 4 ปีสร้างของภาครัฐจะเป็นตัวจักรสำคัญ และเห็นว่าเงินมันสะพัดอยู่ในโลกมากเหลือเกิน มันกำลังไหลมาทางเอเชีย...มันจึงเหมาะกับการที่รัฐจะเป็นเจ้าภาพจับเงินที่มันสะพัดในระบบโลกให้มันทำงาน...ระหว่างนี้เอกชนก็ปรับตัวไปทางด้านคุณภาพ และเทคโนโลยี เพื่อแข่งขันต่อในอีก 4-5 ปีข้างหน้าทำหน้าที่แทนภาครัฐ...สลับเครื่องจักรกันไปแบบนี้...
โดยในระหว่างที่ภาคเอกชนก็ยังปรับตัวไป และตลาดก็ยังอยู่ได้ เพราะค่าเงินบาทมันจะไม่แข็งแบบนี้ เนื่องจากการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้น การนำเข้าจากภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่ จะทำให้แนวโน้มดุลบัญชีขาดดุล ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ได้ เิงินบาทก็จะไม่แข็งค่า อย่างมากก็อยู่ในระดับ 37-38 เท่านั้นผู้ส่งออกก็อยู่ได้
ทั้งนี้หากไม่เกิดการปฏิวัติวันที่ 19 กันยายยน...และมีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2549 ตามที่มีพระราชกฤษฎีกามาแล้ว ทุกอย่างก็จะเป็นไปตามแนวทางนี้ของรัฐบาลทักษิณ....ประเทศไม่เกิดปัญหานี้แน่นอน....
รัฐบาลทักษิณมีแต่คิดวางแผนระยะยาว..มันจึงป้องกันได้หมด เพราะเข้าใจกลยุทธ์ การเคลื่อนไหวในโลก...รัฐบาลที่บริหารไม่เป็นจึงมักแต่ทำงานแก้ปัญหาระยะสั้น อย่างดีก็ระยะกลาง..เพราะเดินตามหลังปัญหา ปล่อยให้ปัญหาเป็นผู้นำของผู้นำประเทศ..เวลาจะคิดทำอะไร ต้องมีปัญหาเกิดขึ้นก่อน จึงคิดออกว่าจะแก้อะไร...
เราต้องการรัฐบาลแบบนี้มั๊ยครับ...ถ้าไม่ต้องการก็ ต้องไปลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คมช. ครับ...เพราะรัฐธรรมนูญ คมช. มันสร้างรัฐบาลแบบนี้ให้กับคนทั้งประเทศ...คือรัฐบาลผสม 3 สายพันธ์เป็นอย่างต่ำ...แล้วมันจะบริหารไปได้อย่างไร..คนโง่ยังไม่พอ...มันยังผสมความโง่แบบ tripple 3 พรรคเข้าไป ก็ยิ่งดักดานหนักข้อเข้าไปอีก..
หากยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ ก็ถึงวาระที่ทำอัตวิบาตกรรมด้วยตัวเอง...คนไทยทั้งหมด โทษใครไม่ได้เลย...
ถ้าคุณไม่มาไล่มันออกไป...ปฏิเสธทุกอย่างที่เป็นผลพวงของการปฏิวัติ...เพราะทุกวันนี้ ผลร้ายของมันก็เห็นแล้วว่าเป็นอย่างไร...
วันเลิกทาส
ทักษิณประกาศว่า วันเลิกทาส จากผลร้ายของทุนนิยม เป็นวันนี้ (1 ตุลา) เพราะรัฐบาลประกาศแก้จน แฟนทรทที่มีคอมพิวเตอร์ มาแจมกับรี่ที่เวปนี้คงไม่ใช่คนจนแน่ อาจจะบอกได้ด้วยซ้ำว่าไม่แคร์เรื่องจนเพราะไกลตัว แต่เราก็น่าจะดีใจไปกับคนจนได้ว่าทักษิณจะช่วยเขาอย่างจริงจังต่อเนื่อง เป็นระบบ และมีวิธีทำที่น่าได้ผล สาเหตุสำหรับคนเห็นแก่ตัวหน่อยก็คือจะได้ไม่เป็นภาระสังคมและเป็นทรัพยากรใหม่ สาเหตุสำหรับคนที่มีอุดมการณ์หน่อยก็คือเป็นการคืนความเป็นมนุษย์ให้มนุษย์ ก็แล้วแต่มอง แต่รี่ว่าง่ายๆคือสงสารคนจนโดยเฉพาะเด็ก เลยต้องคิดถึงพ่อแม่เด็กไปด้วย เด็กนี่ก็แปลก ไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นใคร ใครอาจไปรู้ เด็กที่ทรทช่วยไว้อาจกลายเป็นผู้นำในอนาคตที่ยิ่งใหญ่ก็ได้ เมกันเขาพูดว่า A Brain is a Terrible Thing to Loose
ทักษิณ ประกาศ อีก 6ปีแก้ไขปัญหาความยากจน ได้ 60% จากคนจนทั้งหมดทั่วประเทศ และยังประกาศ วันนี้เป็นวันเลิกทาส ระบบทุนนิยมและยังย้ำถึง ปัญหาเร่งด่วนในการต้องแก้ไขเช่น ปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน คนเร่ร่อน ยาเสพติด การพนัน การขายตัวของนักเรียน นักศึกษา และการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน
ทักษิณ ได้เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีจากกระทรวงต่างๆ ตลอดจนตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้ทุกฝ่ายร่วมกันพลิกฟื้นความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้น โดยเฉพาะ จะหาแนวทางสร้างโอกาสให้แก่คนในสังคมชนบทระดับรากหญ้า ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศ อีกทั้งจะมีการหารือในเรื่องการจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร เพื่อให้มีที่ดินทำกิน รวมทั้งจะเร่งแก้ไขปัญหาคนเร่ร่อน เพื่อให้บุคคลเหล่านี้มีศักยภาพในสังคมมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเด็กนักเรียนที่กำลังอยู่ในขั้นที่น่าวิตก โดยรัฐบาลจะหามาตรการให้เด็กนักเรียนมีโอกาสสร้างรายได้ และมีอาชีพเสริมที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความภูมิใจในตัวเอง อีกทั้งจะหามาตรการปรับโครงสร้างภาคประชาชนเพื่อปรับชีวิตใหม่ให้แก่คนไทย โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ซึ่งจากมาตรการต่าง ๆ ที่จะออกมา เชื่อว่าจะเป็นแนวทางในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ และสร้างพลังให้กับคนในชาติเพื่อเป็นรากฐานในการสร้างชีวิตและครอบครัวให้ดี ก่อนที่จะร่วมกันสร้างชาติต่อไป
ทักษิณ ยังกล่าวว่า วันนี้จะเป็นวันประกาศเลิกทาสในระบบทุนนิยม ทำให้คนไทยที่อ่อนแอทั้งเรื่องโอกาส ความหวัง ให้กลับมามีศักยภาพ รัฐบาลมีคนไทยอ่อนแอประมาณ 8 ล้านคน และในจำนวนนี้มีร้อยละ 20 ที่ต้องได้รับการรักษาและฟื้นฟู ประเทศไทยมีประชากร 63 ล้านคน ถ้าทุกคนสามารถผลิตได้ทั้งหมด จะทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า เพราะถ้ามีการผลิตคนเหล่านั้นจะมีทักษะ มีสมองและมีการสร้างงาน แต่หากไม่มีการผลิต คนเหล่านั้นจะเป็นภาระของสังคม
2. ปัญหาคนเร่ร่อน
3. ปัญหาผู้ประกอบอาชีพผิดกฎหมาย
4.ปัญหาหวยใต้ดิน
5. การช่วยเหลือเด็กนักเรียน
6. ปัญหาการหลอกลวงคนจน
7. การปรับโครงสร้างหนี้.
นอจากนี้ยังย้ำว่า การแก้ไขปัญหาความยากจนภายใน 6 ปี จะสามารถทำให้คนจนพ้นจากปัญหาต่างๆ ได้ถึง 60% จากจำนวนคนจนทั้งหมด โดยเชื่อว่า การแก้ไขปัญหาจะสำเร็จได้ โดยการเปิดโอกาสทางสังคม ให้กับคนจน เพื่อให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีได้ในสังคม พร้อมกับเป็นการใช้ศักยภาพคนจนเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศมากที่สุด
จะจดทะเบียนคนจน
ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำถึงปัญหาเร่งด่วนในการต้องแก้ไขเช่น ปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน คนเร่ร่อน ยาเสพติด การพนัน การขายตัวของนักเรียน นักศึกษา และการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน ฯลฯ ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้ รัฐบาลจะมีการจดทะเบียน สำหรับคนยากจน ที่ประสบปัญหาต่างๆ และจะเป็นการแก้ไขปัญหาของชาติที่ยั่งยืน
ด้านพล.อ.
นโยบายใหม่ ทรท
อย่าเสียเวลาด่าทักษิณเลย เขามาถูกทางแล้ว ด้วยการหาแหล่งทุนให้คนจน เอื้ออาทร เศรษฐกิจดีแบบ Bottom UP และการการเอา SME เรียกว่าเหมาะที่สุดสำหรับไทย แต่ ตอนนี้เท่านั้นนะ ถ้าจะไปไกลกว่านี้ แบบ เป็นประเทศพัฒนาแล้ว vision ของทรทต้องเปลี่ยนไป ผมลองเสนอดูนะ ว่า vision ใหม่ ของ ทรท ควรเป็นอย่างไร
1. ไม่ใช่เป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่างเดียว แต่จะเป็นประเทศที่มี ชนชั้นกลาง 80% ของประเทศ
2. ไม่ใช่ประเทศที่สนับ OTOP คือ Arts and Crafts อย่างเดียว แต่เป็นประเทศที่มี SME ด้าน Technology เป็นหลัก
3. ไม่ใช่ประเทศที่ทิ้งความหวังด้าน Anti-Corruption and Good Governance ไว้ที่ Independent Body อย่างเดียว แต่มีรัฐบาลที่ Actively Fights Corruption and Promote Good Governance
4. ไม่ใช่ประเทศที่มุ่งหวังแต่ความเจริญทางวัตถุ แต่ต้อง Actively Promote Knowledge Society ด้วยการ โปรโมท และสร้างโอกาศ หรือถึงขั้นมีสิทธิ ให้ ชนชั้นใหม่ มีการศึกษาอย่างต่ำ คือปริญญาตรีและโท
5. ไม่ใช่ประเทศที่ฝักไผ่ฝ่ายใด ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ และ Actively Promote World Class Think Tank ด้านการเมืองและเศรษฐกิจ (ไม่เอาแบบ TDRI นะ)
6. ไม่ใช่ประเทศที่เป็นแหล่งผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและบริโภค โดยใช้ Brand ของต่างประเทศอย่างเดียว คือสนับสนุน Indiginus Thai Brand โดยตั้งเป้าอุตสาหกรรมเช่น Automobile, Home Appliance, Electronics, Consumer Goods, Food Stuff, Arts and Crafts ให้มี Brand Thai ของตัวเอง
7. เป็นประเทศที่ตั้งเป้าหมาย ตามดัชนีต่างๆ เช่น Calories Intake, Various Sickness and Death, Medals Earned in International Competition, Use of Disposible Income, Education, ลงไปจนถึงของแบบ Spending on Cultural Events (สาเหตุที่สำคัญเพราะจำเป็นต้องมีเป้าหมายและระดับความเป็นจริงที่วัดได้ เพื่อการวางแผนที่ดี)
8. เป็นประเทศที่มีระบบชลประทานทั่วถึง มีเป้าหมายทางการเกษตร ให้เป็น Kitchen of the World มี Strong Synergy ในเกษตรอุตสาหกรรมและแปรรูป
9.