คน ภายนอก “เกม”

โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ
25 กุมภา 08
เกมของอุตสาหกรรมธนาคารคือ หากำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก คือยิ่งกว้างยิ่งกำไรมาก แบบปี 50 ที่คนไทยจะตายกันไป เพราะรายได้ตก แต่ค่าครองชีพสูงขึ้น ธนาคารบางแห่ง ได้ดอกเบี้ยรายรับ เพิ่มขึ้น สามสี่พันล้าน แต่ดอกเบี้ยรายจ่าย เพิ่มขึ้น สามสี่ร้อยล้าน เรียกว่าสมัยทหารและ TDRI ครองเมือง ธนาคารรวยเละ
เกมของอุตสาหกรรมน้ำมันคือ ปรับราคาน้ำมันตามราคาตลาดโลก ที่คิดเป็น “ดอล” ไม่ใช่ “บาท” คือถ้าราคาในดอลขึ้นไป 10% ราคาน้ำมันในไทยก็ขึ้นไป 10% อุตสาหกรรมไม่สนใจว่า “บาท”จะแข็งค่าขึ้นขนาดไหน คือเคยเห็นบ้างไหม การประกาศลดราคาน้ำมัน เพราะบาทแข็งขึ้น เช่นจาก 38 บาทต่อดอลปีที่แล้ว มา 29 บาทต่อดอล ตอนนี้ คือบาทแข็ง ขึ้น 30% ส่วนน้ำมัน ปีที่ผ่านมา ขึ้นไปจาก 70 เป็น 100 คือก็ราวๆ 30% คือพอๆกัน แต่ราคาน้ำมันในไทย “พุ่งขึ้นไม่หยุด” สรุปรวยเละ
เกมของอุตสาหกรรมโรงงาน คือกดค้าใช้จ่ายด้านแรงงานให้ต่ำที่สุด ให้ต้นทุนต่ำเพราะค่าแรงงาน เป็นสัดส่วนที่สูงในค่าใช้จ่าย อุตสาหกรรมบอกว่า ต้องต่ำเพื่อให้สู้ “คู่แข่ง” ต่างชาติได้ แล้วเรื่องก็จบอยู่ตรงนั้น ในไทยขึ้นกันบาทสองบาทต่อปี ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่ แบบค่าแรงในประเทศ “คู่แข่ง” ไทย เช่นจีน ขึ้นไป 30% แล้ว เวียดนาม อีก 10% คือค่าแรงในไทย อิงอยู่กับดัชนี “ค่าครองชีพ” ในไทย ไม่ได้อิงอยู่กับ ดัชนี “ความสามารถในการแข่งขัน” สรุปโรงงานรวยเละ
ปัญหาพวกนี้ ในระบบเศรษฐกิจไทย “สร้างความเสียหาย” ให้แก่ประชาชนโดยตรง เรียกได้ว่าเป็นการ “เอาเปรียบ” ปชช อย่างมาก คือเรายังไม่ทราบว่าทักษิณ โกงกินและ ทับซ้อน จริงหรือไม่ เพราะยังอยู่ในชั้นศาล แต่ก็แน่นอนว่า พวกเผด็จการ แค่สงสัยว่าทักษิณ สร้างความเสียหายให้รัฐ จากการโกงกิน และ ทับซ้อน ก็ยึดอำนาจและตั้ง คตส มาตรวจสอบความเสียหายที่ ทักษิณและทุนโทรคมทำให้ชาติ คือพวกรัฐประหาร รักชาติมาก แต่มันก็แปลก ที่เวลามาถึง การเอาเปรียบ ปชช แบบตรงๆ ไม่ใช่เงินภาษี ทางทหารกลับไม่สนใจ และ ไม่ทำอะไรเลย
แล้วก็แปลกอีก คือปชชทั่วไป จ่ายภาษีโดยเฉลี่ยอย่างมากก็หมื่นสองหมื่นต่อปี หรืออาจจะน้อยกว่านั่นเสียอีก ถ้าทักษิณโกงและทับซ้อนจริง อย่างมากก็โกงภาษีไปได้สัก 10% ของทั้งหมด ก็หมายความว่าโดยเฉลี่ย โกงจาก ปชช ไปคนละ พันสองพัน ต่อปี แต่แบบธนาคาร น้ำมัน และอื่นๆ ที่ “เอาเปรียบ” ผู้บริโภค ทุกวัน คิดออกมาแล้ว เป็นหมื่นๆบาทต่อปี ที่โกงกันเอาไป แล้วถ้าจะให้ถามว่า แปลกไหม ที่ “ชิน” ถูกด่าย่อยยับ ว่ากำไรมากเพราะทักษิณทับซ้อนให้ แต่พอมาถึง เทเลคอมอื่นๆ ที่ก็ได้รับผลประโยชน์ ไม่มีใครต่อว่า ยิ่งไปกว่านั่น ไม่มีใครต่อว่า ธนาคาร บริษัทน้ำมัน หรือโรงงาน และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ก็มีเกม ของตัวเองทุกอัน ที่เอาเปรียบ ปชช แต่ไม่เป็นไร สรุปสักหน่อย อุตสาหกรรมแสวงหาผลประโยชน์ แบบโกงๆคดๆ เราเรียกว่า “เอาเปรียบ” แต่นักการเมือง สร้างความเสียหาย โกงกิน ไม่ถึงเสี้ยวของอุตสาหกรรม กลับถูกเรียกว่า “เทวทัศ”
แล้วนี่ยังไม่พูดถึง “สัจธรรมและความจริง” คือแทบทุกคน ทุกภาคส่วน ทุกอุตสาหกรรม รวมถึง ปชช เองด้วยที่พยายามเสียภาษีให้น้อยที่สุด “เท่าที่จะทำได้” คือเป็นเช่นนี้ มาอย่าง “ยาวนาน” ยิ่งต้องเสียภาษีมาก ยิ่งหาช่องโห่วช่องว่างของกฎหมาย “หาทางเสียภาษีให้น้อยลงไป” คือเชื่อหรือไม่ก็ตาม ทุกวันนี้ บริษัทไทย เป็นร้อยเป็นพัน ไปเปิดบริษัทตามประเทศ ที่เป็นสวรรค์ของการเลี่ยงภาษี หรือจะเอาในประเทศ ตลาดหุ้นไทย ประกาศไปทั่ว “มาจดทะเบียนสิ จะได้เสียภาษีน้อยๆ” หรือ BOI ก็ ประกาศไปทั่วโลก “มาคุยกับเราสิ เราจะลดภาษีให้ ถ้ามาลงทุนในไทย”

ทั้งหมดที่เขียนมา ไม่ใช่ความลับอะไร แต่เกิดขึ้นจริง “ซึ่งๆหน้าปชช” แต่ทำไม ปชช มองไม่เห็น และทำไม สิ่งเช่นนั้น “ถูกปล่อยให้เกิดขึ้น” คืออะไรทำให้เรายอมรับได้ ดอกกู้สูงๆ ดอกฝากต่ำๆ จนกำไรธนาคาร ในปีที่แล้ว ที่คนตกงานกันเป็นแสนๆ และนักศึกษาจบใหม่หางานไม่ได้ ทำไมกำไรธนาคารจึงขึ้นกันไป เกือบ 20% ทำไมเรายอมรับสิ่งแบบนี้กันได้ แต่เรายอมรับนักการเมืองโกงกิน “บาทเดียวก็ไม่ได้” จนไปกันถึงขนาดที่ว่า นักการเมือง แค่ทำถูกกฎหมายก็ไม่พอ เช่นที่ด่าทักษิณกัน ว่าถึงจะออกมาถูกกฎหมาย แต่ว่าทักษิณก็ผิด อยู่ดี เพราะ ผิด “จริยธรรมและจรรยาบรรณ” คือแล้วเราเคยไปถามหา “จริยธรรมและจรรยาบรรณ” จากอุตสาหกรรมธนาคารและอื่นๆไหม
สาเหตุหลัก ที่ไม่มีใครออกมาโวยวาย ประท้วง หรือด่านายธนาคารว่า “เทวทัศ” ก็เพราะความสำพันธ์อันล้ำลึก ระหว่างอุตสาหกรรมต่างๆ และสื่อ คือสื่อ “ถูกซื้อไปหมดแล้ว” คือสื่อพึ่งโฆษณา จากอุตสาหกรรม สิ่งที่สองก็คือ ข้าราชการ ที่นั่งอยู่ในตำแหน่ง และสืบทอดอำนาจ กันเป็นระบบช่วงๆ ปกป้องผลประโยชน์ ของ อุตสาหกรรมต่างๆ มาอย่างยาวนาน จนส่วนมาก “ลืมปชช” กันไปแล้ว คือในที่สุดแล้ว ข้าราชการมองตำแหน่ง และผลประโยชน์ จากภาคเอกชน หลังออกจากภาคราชการ เส้นสายโยงใย เลยเกิดขึ้น นานก่อนการออกจากการเป็นข้าราชการ อีกสิ่งคือ Packaging หรือ การบรรจุพัน “นักธุรกิจ” ถูกปกป้องโดย หลากหลายความคิด เช่น การหากำไรให้มากๆ “ไม่ผิดอะไร” เพราะเป็นทุนนิยม ค้าขายเสรีนิยม และต่างๆ ทั้งที่จริงแล้ว การหากำไรที่มากไปและเอาเปรียบ ปชช มันไม่ใช่ทุนนิยม หรือ ค้าขายเสรี อีกสิ่งคือเกนนำการโกงการเอาเปรียบพวกนี้ “ก็คือชนชั้นสูงรวยๆหรืออำมาตรนั่นเอง”
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้การ “เอาเปรียบหรือโกงกินกันตรงๆ” พวกนี้ ไม่มีใครต่อว่า ก็เพราะ “ทำกันทุกคนมีส่วนเอี่ยวกันทุกคนกับการโกงกินนี้” ปชช ก็อยากให้องค์กรที่ตัวเองทำงานอยู่ด้วย กำไรมากๆ จะได้โบนัสและขึ้นเงินเดือน บริษัทเองอุตสาหกรรมเอง ก็ต้องการกำไรมากๆจะได้มีมากๆให้ผู้ถือหุ้น และมูลค่าขององค์กร มากขึ้น รัฐบาลก็ไม่ทำอะไร เพราะถ้าทุกคน “ได้มากขึ้น” ก็หมายถึงภาษีที่มากขึ้น ถ้าเห็น “สัจธรรมและความจริงนี้” จะยิ่งต้อง “แปลกใจ” ที่ องค์กรแบบ “ชิน” จากเป็นร้อยพันหมื่น องค์กร ถูกดึงออกมา “แล้วถูกรุมยำ” ก็เพียงเพราะเป็นของทักษิณ
แล้วที่เขียนมาทั้งหมด ยังไม่พูดถึงความเสียหายที่บางอุตสาหกรรมสร้างให้ประเทศ เช่นอุตสาหรรมธนาคารและทุนการเมืองของนายธนาคาร เช่นวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ของธนาคารและปชป ที่สร้างความเสียหาย เป็น “ล้านล้านล้าน” โดยตัวเล่นแทบทุกคน ในอุตสาหกรรมเอง หรือ คนของตัวเอง ในภาคการเมือง ก็ยังเชิดหน้าชูตาในสังคม มาได้ถึงทุกวันนี้
สุดท้ายใครเสียหาย และถูกเอาเปรียบมากที่สุด ใครถูกโกงมากที่สุด “ก็คือคนจนและภาคเกษตรรายย่อย” “ก็คือคนกลุ่มใหญ่มากในไทย” ที่ไม่มีทางต่อสู้ มาตอนนี้ ไทยมีพรรค “ของคนจนและระดับกลางล่าง” คนที่จะมาเป็น “รัฐมนตรีคลัง” มาจากนอกอุตสาหกรรมพวกนั้น แต่เป็นหมอที่คลอด 30 บาทออกมา แต่ก็มีความรู้ด้านการบริหาร เพราะจบ Sasin ด้านบริหารมา แล้ว Sasin ก็เป็นสถาบันการศึกษา ที่ติดอันดับ “สุดยอดหนึ่งในสิบของเอเชีย” คนคนนี้ก็คือ “หมอเลี๊ยบ” อะไรจะเกิดขึ้นในไทย เพราะกระทรวงการคลังนั้น คือจุดศูนย์รวมและแกนกลาง ของเศรษฐกิจไทย ขอเตือนด้วยความหวังดี ว่า “อย่ากระพริบตา” และ “อย่าแปลกใจ”Çѹ¹Õé¡çàÅ¢Íà¢Õ¹àÃ×èͧ ¤ÇÒÁÂèÍÂÂѺ ·Õè¡ÓÅѧÃͤ¹ä·ÂÍÂÙè¢éҧ˹éÒ à¾ÃÒФ¹ä·ÂáÅÐÊ×èÍ ªÍº¡Ñ¹àËÅ×Íà¡Ô¹ ·Õè¨ÐÊÃéÒ§¡ÃÐáÊÁÒ¢ØèÁ¢Ùè¡Ñ¹ àÃÕ¡ÇèÒã¤ÃÁÕ¾ÔÃØÊ ÇèÒ¨Ðà»ç¹¤¹ªÑèÇ ·ÓäÁè´Õ ¡çàÅè¹§Ò¹à¢ÒàÅ´éÇ¡ÃÐáÊÊѧ¤Á 㹺·¤ÇÒÁ¡ÒáÅѺÁҢͧàÊÕèÂÊÍ§ã¹¡ÃØ§à·¾¸ØÃ¡Ô¨ ¼Ùéà¢Õ¹¹Ñ鹡çÂÖ´ÁÑè¹ã¹¤Ø³¸ÃÃÁ¢Í§»Ò¡¡ÒµÑÇàͧàµçÁ·Õè “ÇÒ´à»ç¹ÀÒ¾¤ÃèÒÇæ¶Ö§¤ÇÒÁªÑèÇÃéÒ¢ͧàÊÕèÂÊͧ·Õè¡ÓÅѧ·ÓµÍ¹¹Õé” ¼Á¡ç¹Ö¡¡ÅѺä»àÁ×èÍÊÑ¡ 15 »Õ·ÕèáÅéÇ µÍ¹àÊÕè¹Êͧ¶Ù¡¨Ñº»Ñè¹ËØé¹ ¹Ñ¡à¢Õ¹¤Ø³¸ÃÃÁ·Ñé§ËÅÒ ¡çÍÍ¡ÁÒ “àËÂÕºàÊÕèÂÊͧ” ¡Ñ¹·Ñé§àÁ×ͧ ÊÃéÒ§¡ÃÐáÊÊѧ¤ÁÍѹÂÔè§ãËè “ã¤Ã·ÓÍÐäÃá»Å¡æËÃ×ÍÃÇÂ¨Ò¡ËØé¹” à»ç¹µéͧ¶Ù¡Ê×èÍ ÇÔè§ä» ¡Åµ áÅéÇËÒàÃ×èͧ “»Ñè¹ËØé¹” ÁÒÊÃéÒ§¡ÃÐáÊä´é·Ø¡àÃ×èͧ·Ø¡¤ÃÑé§ àÃÕ¡ÇèÒà¡ÅÕ´ “»Ñè¹ËØé¹” ¾Íæ¡Ñº “Ãкͺ·Ñ¡ÉÔ³” µÍ¹¹Õé¹ÕèËÅÐ Âѧä§ÍÂèÒ§¹Ñé¹àÅÂ
¹Õè¼èÒ¹ÁÒÊÔºËéÒ»ÕáÅéÇ ËÅѧ¨Ò¡ÈÒŵѴÊÔ¹ÇèÒ àÊÕèÂÊͧäÁè¼Ô´ Áѹ¡ç¹èÒàËç¹ã¨àÊÕèÂÊͧàËÁ×͹¡Ñ¹¹Ð ¡ÅѺÁÒÂѧäÁè·Ñ¹¢éÒÁ»Õ ÃǺÃÇÁàÊé¹ÊÒ ·Ó¡Ô¨¡ÃÃÁã¹µÅÒ´ËØé¹ÊͧÊÒÁ¤ÃÑé§ Ê×èÍÁҡѹáÅéÇ àµÃÕÂÁÊÃéÒ§¡ÃÐáÊ àÍÒ¡ÃÐáÊÊѧ¤Á ÁÒ “¢èÁ¢Ùè¡Ñ¹ÍÕ¡áÅéÇ” ÁѹäÁè¹èÒàª×èÍàÅÂÇèÒ¹ÕèàÁ×ͧ¾Ø·¸ ·ÕèÊ͹¡Ñ¹àËÅ×Íà¡Ô¹àÃ×èͧ “ÍÂèÒ仨ͧàÇèͧ¡ÃÃÁ” áµèãËéÁͧ¤¹ã¹á§è´Õ áÅжéÒÈÒź͡ÇèÒà¢ÒäÁè¼Ô´ Áѹ¡ç¹èÒ¨ÐÂØµÔÍÂÙèµÃ§¹Ñé¹ ¤×Íà¢ÒäÁè¼Ô´ “áµè·Õè¼Ô´¹Ð¤×Í¡ÃÐáÊÊѧ¤Á” áµè 15 »ÕãËéËÅѧ ¡Ãا෾¸ØÃ¡Ô¨ äÁèä´éàÃÕ¹ÃÙéÍÐäâÖé¹ÁÒàÅ Âѧ¨Á»ÅÑ¡ÍÂÙè¡Ñº “ÃÐÇѧ¡ÃÐáÊÊѧ¤Á¹Ð”
áÅéÇàÃ×èͧàÊÕèÂÊͧ¹ÕèÁѹ¡ç¾Íæ¡Ñº·Ñ¡ÉÔ³àÅ ¤×ÍÁѹÁÕàº×éͧ˹éÒàº×éͧËÅѧ ¡ÃÐáÊÊѧ¤ÁÁѹµéͧ¡ÒáӨѴà·Ç·ÑÈ·Ñ¡ÉÔ³ ¹Ñè¹Áѹàº×éͧ˹éÒ áµèÅѺËÅѧÁѹ¡ç¤×Í¡ÒÃáÂè§ÍÓ¹Ò¨àÃÒ´Õæ¹Õèàͧ ÊèǹàÊÕèÂÊͧ ã¤Ã¨Óä´éÁÑè§ÇèÒàº×éͧËÅѧÁѹ¡ç¤×Í¡ÒþÂÒÂÒÁÂÖ´¸¹Ò¤Òà ¢Í§àÊÕèÂÊͧ ·Õè¡ÅÒÂà»ç¹¡ÒçѴ¢éÍÍÓ¹Ò¨ ·Ò§¡ÒÃàÁ×Í§ä» ¢¹Ò´¡Ãا෾¸ØÃ¡Ô¨ ¡çÃÙéÍÂÙèá¡è㨠ÇèÒËÅÑ¡æµéͧËÂØ´àÊÕèÂÊͧ¡Ñ¹à¾ÃÒÐà¢ÒãËèà¡Ô¹ä» ã¹µÒ¤¹ºÒ§¤¹ àËÁ×͹·Ñ¡ÉÔ³ ·Õè¡çãËèà¡Ô¹ä» ã¹µÒ¤¹ºÒ§¤¹ áµè¢¹Ò´ÃÙé ÂѧäÁèËéÒÁ»ÃÒÁµÑÇàͧãËéÁÕÊµÔ Âѧ·ÐÅÖè§¾Ù´ÍÂÙèä´éàÃ×èͧ “¡ÃÐáÊÊѧ¤Á¨ÐÊÑè§Ê͹àÍÒ”
¤ÇÒÁ¨ÃÔ§àÃ×èͧ¹ÕéÁѹ¡ç¨ÐËÂØ´ÍÂÙèµÃ§¹ÕéËÅФÃѺ·èÒ¹¼ÙéÍèÒ¹ à¾Õ§áµèÇèÒ ËÁÙè¹Õé “·ÕÁ·¹Ò·ѡÉÔ³¡Ñº ¤µÊ à¢ÒÍÑ´¡Ñ¹ä»ÍÑ´¡Ñ¹ÁÒËÅÒÂ˹áÅéÇ” ¼Á¡çʹã¨à¾ÃÒÐä´é¢éÍÁÙÅÁÒ¡àËÁ×͹¡Ñ¹ ¨Ò¡¡Òà “©Ð¡Ñ¹” ¢Í§Êͧ¡ÅØèÁ¹Õé ¤µÊ ¡çàÃè§ÊÃéÒ§¡ÃÐáÊÁÒʹѺʹع ´éÇ¡ÒÃàÍÒ¢éÍÁÙÅÀÒÂã¹ÁÒãËé¡Ãا෾¸ØÃ¡Ô¨ ÍÑ´·Ñ¡ÉÔ³à»ç¹ÃÐÃÍ¡æ ·Ñ¡ÉÔ³¡çËÒÊ×èÍ·ÕèäÁè¹ÔÂÁÊÃéÒ§¡ÃÐáÊÁÒ¡¹Ñ¡ àÍÒ¢éÍÁÙŤÇÒÁÁÔªÔº¢Í§ ¤µÊ ÍÍ¡ ÊÃéÒ§¡ÃÐáÊ Êѧ¤Á äÁèãËéÂÍÁÃѺ¤µÊ ¡çà»ç¹ÃÐÃÍ¡æàËÁ×͹¡Ñ¹ ¤×ͶÒÁµÃ§æ “¡Ãкǹ¡ÒÃÂØµÔ¸ÃÃÁä·ÂÁѹÁÕÍÂÙèá¤è¹Õéàͧ¹ÐËÃ×Í”
áµè·ÕèàÃ×èͧ¡ÃÐáÊÁѹ “¹èÒ¡ÅÑÇ” ÁÒ¡ ¡çà¾ÃÒÐ “¡ÃÐáÊÊѧ¤Á” Áѹ “ᨡ¨èÒ¤ÇÒÁÂØµÔ¸ÃÃÁÍÐäÃäÁèä´éàÅ” àªè¹´ÙÊÔ ¡ÃÐáʵÃǨ¨ÑºàÃ×èͧ¶×ÍËØé¹à¡Ô¹ 5% ÃØ¹á碹Ҵä˹ ã¤Ã¡çµÒÁ·Õè¹Ñè§´Ù “ÁÒ´à¢éÁ” ¢Í§ »»ª áÅéǤ§àËÁ×͹¼Á ¤×ÍËÑÇàÃÒСÅÔé§áÅéÇ¡ÅÔé§ÍÕ¡ä»äÁèÃÙé¡ÕèµÅºáÅéÇ â¹è¹Çѹááæ¢Í§¢èÒÇ ã¤ÃËÅÐÍÍ¡ÁҺ͡ÇèÒ »»ª µÃÇÊÊͺáÅéÇ äÁè¼Ô´ÍÐäà áµè¾Í¡ÃÐáÊÁѹáçà·èÒ¹Ñé¹àͧ “»»ª¡ÅѺÅÓ” ¨ÐàÍÒ¼Ô´ÁѹËÁ´·Ø¡¤¹ âÍÂàÇáÃÃÁ¨ÃÔ§æàÁ×ͧä·Â áÅéÇ¡ÃÐáÊÊѧ¤ÁÇèÒä§µèÍ “â¹è¹àÅÂ仹Ñè¹ ºÍ¡ÇèÒ·ÕèÅÒÍÍ¡à»ç¹¤¹´Õ¨ÃÔ§æ ·Õè¡ÅéÒáÊ´§Ê»ÔÃÔµ”
¤×͹ÕèÁѹ¡ÃÐáÊÊѧ¤Á ¢Í§¤¹ºéÒËÃ×ÍÍÐäà “¹Ñ觡ѹÁÒ»Õ¡ÇèÒ ·Ñé§·ÕèÃÙéÇèÒ·Ó¼Ô´ áµèà©Â ¾Í¶Ù¡¨Ñº¼Ô´ä´é ÅÒÍÍ¡·Ñ¹·Õ à¾×èÍáÊ´§µÑÇÇèÒà»ç¹¤¹´Õ ÁÕÊ»ÔÃÃÔµ” áÅéÇ¡ÃÐáÊÊѧ¤ÁÇèÒä§ ¡çÇèÒä»â¹è¹ “¤¹´Õ·Ñé§¹Ñé¹” â¹è¹¾Ç¡ä·Ââ»Ãè§ãÊ ¨Íº»èǹáËè§»ÃÐà·Èä·Â ¹Ñè§à¡èÒËÑÇá¡Ã¡æ “¶ÒÁµÑÇàͧáÅéǶÒÁÍÕ¡ áÅéÇ·Õè·Ó§Ò¹ÁÒ»Õ¡ÇèÒ·Ñé§·Õè¼Ô´ÃÐàºÕº¹Ð Áѹ¼Ô´ËÃ×ÍäÁè¼Ô´¡Ñ¹á¹è” à¾ÃÒСÃÐáÊÊѧ¤Á¹Ð “à¢Ò¡ÅÒÂà»ç¹ÎÕâÃèÂÍÁµÒ” ¡Ñ¹ä»ËÁ´áÅéÇ
àÃ×èͧ¡ç¤§¨Ð¨ºÍÂÙèµÃ§¹Õéà¾Õ§áµèÇèÒ¼ÁäÁèÍÂÒ¡ÁÒà¢Õ¹ “ÀÒ¤¼¹Ç¡” áµè¡çµéͧ¢ÍºÍ¡äÇéµÃ§¹ÕéàÅÂÇèÒ »»ª ´ÕàÍÊäÍ ¤µÊ ËÃ×Í ÈÒÅá·º·Ø¡Íѹ¹Ð ÁѹäÁèÁÕ¡Ãд١ÊѹËÅѧÍÐä÷Õè¨Ð¡ÅéÒÊǹ¡ÃÐáÊÊѧ¤ÁËÅÍ¡ 15 »Õ·ÕèáÅéÇ µÍ¹àÊÕèÂÊͧ ¡ÑºÇѹ¹ÕéÁѹµèÒ§¡Ñ¹ÁÒ¡ 15 »Õ·ÕèáÅéÇ ÁѹäÁèÁÕ µØÅÒ¡ÒÃÀÔÇѵ áÅéǵØÅÒ¡ÒÃÀÔÇѵ¤×ÍÍÐäÃËÅÐ ¶éÒäÁèãªè¡Òûѡ¸§ªÑ µÑ´ÊÔ¹¤´ÕãËéÍÍ¡ÁÒ´ÕµèÍ Êѧ¤Á áÅéÇ´ÕµèÍÊѧ¤Á¤×ÍÍÐäÃËÅÐ ¡ç¤×Í ¡ÃÐáÊÊѧ¤Á·Õèʧº ©Ð¹Ñé¹µØÅÒ¡ÒÃÀÔÇѵ áÅÐ ¡ÃÐáÊÊѧ¤Á Áѹ¡çà¡ÕèÂǾѹ¸ì¡Ñ¹ÍÂÙè
áÅéǹÕèàÍÒ¤¹¢Í§ÈÒÅ â¹à¢éÒ ¤µÊ ·Õè¡ç¡ÒÃàÁ×ͧÅéÇ¹æ ¨ÐàÍÒ¤¹¢Í§ÈÒÅä»àÅ×Í¡ ÊÇ ¨ÐàÍÒ¤¹¢Í§ÈÒÅ ä»àÅ×Í¡ÍÃËѹµì ¨ÐàÍÒµÓÃǨÁÒäÇé¡ÃзÃÇ§ÂØµÔ¸ÃÃÁ ¹Õè¹Ñ¡¡ÒÃàÁ×ͧµèÍÍÒÂØãËéÍÕ¡ 10 »Õ ÁÕ·Ñé§à·»ÅѺ ÍÍ¡ÁÒᩤÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì ÁÕ¤¹ÍÍ¡ÁÒá© ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ì ÅéÓÅÖ¡ ¤Áª áÅÐ µØÅÒ¡Òà àÍÒÁÒÃÇÁæ¡Ñ¹ ÊÃØ»¡ç¤×Í ¡ÅÒÂà»ç¹ÇèÒ “¡ÃÐáÊÊѧ¤Á” ¡Ñº¤ÇÒÁÂØµÔ¸ÃÃÁ ¡ÅÒÂà»ç¹àÃ×èͧ·Õè “µèÍà¹×èͧáÅеԴµè͡ѹ”
¼Á¡ç¨ÐÊÃØ»àÍÒ´×éÍæ µÒÁ»ÃÐÊÒ¼ÁªÍº·Ó¹Ð¤ÃѺ áÅéǺ͡ÇèÒ ¢ÍãËé·èÒ¹¼ÙéÍèÒ¹µÑ´ÊÔ¹ã¨àÍÒàͧ¡çáÅéǡѹÇèÒ ÊÔè§·Õè¡ÓÅѧà¡Ô´¢Öé¹¹Õé “´ÕËÃ×ÍäÁè´Õ” à»ç¹ÊÔè§·Õè¾Ñ²¹Ò¢Öé¹ ËÃ×Í ¡éÒǶÍÂËÅѧ ¼ÁäÁèÍÂÒ¡¨ÐàÍÒ¤Óà¢Õ¹ÇèÒ “¹ÔµÔÃѰ” ¤×ÍÍÐäÃÁÒãËé·èÒ¹¼ÙéÍèÒ¹ÍèÒ¹ à¾ÃÒШÐÇÔªÒ¡ÒÃà¡Ô¹ä» àÍÒà»ç¹ÇèÒ ÊÃØ»§èÒÂæ¡éáÅéǡѹ ´ÕàÅÇÍÂèÒ§ä÷èÒ¹µÑ´ÊÔ¹ã¨àͧ áµèÊÔè§·Õè¡ÓÅѧà¡Ô´¢Öé¹ã¹ä·Â “ÁѹäÁèãªè¹ÔµÔÃѰ” Áѹà»ç¹Êèǹ˹Öè§ ¢Í§¡ÒÃÊÃéÒ§ “ÃкͺÍÓÁÒµ” ¢Öé¹ÁÒã¹ä·Â
กรณีศึกษา หมายจับทักษิณ
คือที่ อีเมล มาหาผมกันวันสองวันนี้ ตำหนิผมกันว่าไปเขียนเรื่อง อะไรไม่รู้หลงยุคไปหมด ทั้งเมืองเขาพูดกันแต่เรื่องจับทักษิณจากอังกฤษ ผมดันมานั่งเขียนเรื่องสะเพเหระสุดๆ หลงยุคหลงเวลาที่สุด ก็ขอโทษทีครับ ผมนั้นพลพรรคทักษิณ เหมือนเดิม ไม่ใช่ไม่ต้องการทันต่อเวลา หรือ ไม่สนใจใน ในความสนใจ ของผู้อ่าน เข้าเรื่องเลยนะครับ ถ้าท่านผู้อ่าน ศึกษาประวัติการต่อสู้ทางการเมืองของผมมา จะเห็นนะครับ ว่าผมไปทำกิจกรรมกับ ชนชั้นพื้นเมืองของสหรัฐมามาก
นั่นเมื่อซักยี่สิบสามสิบปีที่แล้ว ผมยังหนุ่ม เต็มไปด้วยความโง่และความมุ่งมั่น แล้วก็มีอยู่วัน หัวหน้าเผ่าเรียกคนสนิทที่ทำงานให้เผ่าเข้าประชุมกัน แล้วเล่าให้ฟังว่า มีการเจอสถานที่ศักดิ์สิทของชาวพื้นเมืองแห่งหนึ่ง คือที่ฝังศพ แต่ว่าอยู่ใต้บ้านห้าหกหลังของคนผิวขาว ชนพื้นเมืองต้องการให้ลื้อบ้านพวกนั้นออกไป แต่ทางรัฐไม่ยอม แล้วท่านก็บ่นว่าถ้านี่เป็นกระดูกไดโนเสา คงจะลื้อบ้านกันออกหมดแล้ว แต่นี่มันของพวกเรา เลยไม่สนใจ ก็น้อยใจนะครับ ที่ไม่สำคัญเท่าไดโนเสา แต่ท่านก็ต่อว่า แต่สำนักทนายความขององค์กรสิทธิมนุษยชน ส่งคนมาศึกษาเรื่องเพื่อให้คำปรึกษา และสิ่งที่ตามมา คือ หนทางต่อสู้ใหม่ อันยิ่งใหญ่อีกครั้ง คือทนายแนะนำว่าให้เอาสนธิสัญญา ระหว่างรัฐบาลสหรัฐ และ เผ่านั้นมาดู ก็เจอเข้าจนได้ สนธิสัญญาบอกว่าจะ เคารพศาสนาของอีกฝ่าย สั้นๆแค่นั้น สุดกว้าง สุดครอบครุม ไอ้ตอนเขียนนะ รัฐบาลสหรัฐไม่ได้มาสนใจอะไรกับเผ่านั้นหลอกครับ เขียนเพื่อปกป้องศาสนา ของคนผิดขาว เรื่องทั้งหมดสรุปสั้นๆ คือ เพราะสนธิสัญญาอันนั้น ที่ทำกันมาร้อยห้าสิบปีที่แล้ว ทำเอาคนผิวขาวพวกนั้น ต้องทำลายบ้านทิ้ง และรัฐต้องบูรณะที่ฝังศพนั้น ขึ้นมาเป็นแหล่งวัฒนธรรม
ท่านผู้อ่านอาจจะบอกว่าผมกำลังหลงยุคหลงเวลาอีกแล้ว
แต่ใจเย็นสักนิดนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นจากจุดเล็กๆจุดนั้น กลายมาเป็นการปลดปล่อยที่ใหญ่ที่สุดของชาวพื้นเมือง เพราะชาวพื้นเมือง ทั่วสหรัฐทุกเผ่า เอาสนธิสัญญาที่ทำกับรัฐบาลสหรัฐ บางอันเกือบสองร้อยปีที่แล้ว มาดูกันอีกครั้ง แล้วเกิดอะไรขึ้น ก็เจอเต็มไปหมด บางรัฐในสหรัฐ คนผิวขาว บุกรุกที่ดินของชาวเผ่า เข้าไปสร้างเมืองกันเลย ที่อยู่กันมา ร้อยปียังมีเลย บ้านเป็นพันๆหลัง เป็นหมื่นหลังยังมี ที่ดิน ที่ชนพื้นเมืองบางแห่ง ไปดู กลายเป็นมีที่เจาะ และ บ่อน้ำมันเต็มไปหมด และในที่สุด หลังขึ้นโรงขึ้นศาล ชนผิวขาว กรี้ด กันสนั่นเมือง ว่าถ้าจะบ้าไปแล้ว เอาสนธิสัญญาสมัยเรือยังใช้ใบกันอยู่เลย รถยนต์ยังไม่มีเลย ไปขุดมาใช้ได้ยังไงกัน แต่บังเอิญศาลของสหรัฐนั้นเที่ยงตรงมาก ไม่เหมือนไทย สัญญาพวกนั้นก็เลยยังมีผลทางกฎหมาย สรุปสั้นๆตรงนี้นะครับ โลกไม่ได้แตกหรืออะไร เพียงแต่ว่า บางเมืองในสหรัฐ ต้องจ่ายค่าเช่าที่ให้บางเผ่าชนพื้นเมือง ในสหรัฐ บางเผ่าฟ้องศาลเอาบ่อขุดเจาะน้ำมัน จากสุดจน กลายเป็นเผ่ารวยๆเต็มสหรัฐไปหมด ภายในไม่ถึงห้าปีหลังจาก หัวหน้าเผ่าคนนั้นเรียก คนสนิท รวมถึงผม เข้าไปคุยด้วย
ทั้งหมดที่กล่าวมา เล่ามา ก็เพราะตอนนี้ คมช ในการต้องการ จับทักษิณ ให้ได้ กำลังไปดูกฎหมาย ข้อสัญญา กับอังกฤษ ที่มีกันตั้งแต่ไทยยัง ชื่อสยาม แล้วกำลังในสิ่งที่สำคัญมาก คือออกมาบอกว่ากฎหมายเก่าอันนั้น ยังมีผลบังคับใช้ ผมก็ไม่ใช่นักกฏหมายหรืออะไร เพียงแต่ว่า สันดานนักข่าวมันคือสอดรู้สอดเห็น ก็อยากจะถามเท่านั้นว่า แล้วกฎหมายอื่นหละ ที่ทำกับอังกฤษไว้ และที่สำคัญ และที่ทำกับประเทศอื่นไว้หละ แล้วที่สำคัญที่สุด คือ ทำไมมาหยุดเอาตรงนั้นหละ แล้วที่ทำกันก่อนหน้านั้นหละมีผลบังคับใช้หรือไม่
ประเด็นมันคือ ตายหละหว่า นี่เรากำลังผูกมันประเทศ กับสนธิสัญญา อะไรบ้าง ที่ทำไว้ ใน อดีต เป็นร้อยปีหรือเกือบร้อยปีมาแล้ว แบบไม่รู้จบเลยหรือ คือผมถามจริงๆ กลับไปดูกันบ้างหรือเปล่า ว่านอกจากอันที่มันจะเอามาใช้จับทักษิณมาจากอังกฤษ นะมีอันอื่นอีกหรือเล่า แล้วมันเขียนอะไรไว้บ้าง ไอ้พวกเรานะ แน่นอนว่าจะเลือกแต่อันที่เราได้ผลประโยชน์ (ในตาคมชนะครับ) แต่คนอื่นเขาตาไม่บอดนะ เราเปิดเพื่อตัวเรา เขาก็นั่งเปิดกฏหมาดูเพื่อตัวเขา
บางท่านที่อ่านอาจจะบอกว่าผมนั้นประสาทไปแล้ว คงไม่มีทางเจอหลอกว่าที่ดินแถวสีลม กลายเป็นที่ของโปรตูเกต หรืออะไร
ปัญหานะคือเจอมาแล้วนะครับ จังๆเลยเรื่องกฎหมาย ที่ยังถกเถียงกันไม่รู้จบตอนนี้ คือสมัยสงครามเวียดนาม ยี่สิบสามสิบปีที่แล้ว หรือว่ามันสี่สิบปีมาแล้ว ผมจำไม่ค่อยได้ ไทยสนิทกับสหรัฐมาก ต้องการสหรัฐมาก ก็ไปทำสนธิสัญญากับสหรัฐทางการค้าเอาไว้ ในสาระ คือบอกว่า ไทยต้องต้อนรับบริษัทสหรัฐในไทยเหมือนว่าเป็นบริษัทไทย และสหรัฐก็จะทำเหมือนกัน เอาหละสิ มีปัญหามากมายเกิดขึ้นทันที แล้วมันใครกันที่ยกข้อตกลงนั้นมาดู มันก็คือบริษัทก่อสร้างของสหรัฐ ที่ต้องการมาสร้างถนนหนทาง ที่กฎหมายไทยใหม่ๆ ออกมาหลังสนธิสัญญากับสหรัฐ ที่ในไทย ใหม่ๆพวกนี้ มันออกมาห้ามต่างชาติสร้างถนนหนทางในไทย
โอยมันสุดยุ่ง จากกฎหมาย กลายเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าประเทศ แบบ ขอทีเถอะพี่ รู้ว่าต้องให้เข้ามา แต่อย่าเลย เรื่องมันไม่จบอยู่ตรงนั้นสิ ก็ WTO มันก็ค้ำหัวคนไทยอยู่อีกที ลงไทยให้สหรัฐเข้ามา สร้างถนน เพราะสนธิสัญญานั้น มันก็ต้องปล่อยให้คนอื่นเข้ามาด้วย เพราะ WTO วงในบอก มันมั่วไปหมดแล้วตอนนี้ เรื่องนี้ กระทรวงต่างประเทศ ต้องไป เลียแข้งเลียขาสหรัฐ ขอร้องอย่าเอามาเป็นประเด็นเลย
แล้วนี่ คมช ในนามของการ จับทักษิณให้ได้ จากอังกฤษ กำลังไปลาก สนธิสัญญา เก่าแก่ ไม่รู้กี่ปี มาปัดฝุ่น มันเหมือนกับเรื่อง นอมินี นะ ที่เริ่มมาจากการจับทักษิณ ด้วยเรื่องนี้ โดยไม่ดู ตาม้าตาเรือ ว่ามันมีอีกเป็นร้อยเป็นพัน นอมินี ในไทย จนเรื่องจาก นอมินี เล็กๆ ของทักษิณ กลายเป็นว่า ฝรั่ง จะถอนตัวออกจากไทยกัน นี่หละคือสมองของ คมช เถรตรง จนอาจจะยุ่งไปหมด
เพียงเพื่อผลการเมืองระยะสั้น พี่แกจะเอาประเทศเป็นเดิมพัน
แล้วที่น่าตลกที่สุด ถ้าผมเป็นทักษิณ ให้ผมทายใจทักษิณแล้ว เขาคงอยากเอาคดี รัชดา และอีกไม่รู้กี่สิบคดี ไปให้ศาลอังกฤษดู ว่าเขาบริษุท และ ไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่สมควรส่งกลับตามข้อเรียกร้องของไทย แล้วก็เพราะมันรู้กันทั้งเมือง ว่าถ้าเอาทักษิณขึ้นศาลที่ไหนบนโลก ด้วยข้อกฎหมายและสิ่งที่เขาทำ ศาลที่ไหนๆบนโลกก็ปล่อยหมด มันก็มีแต่ไอ้ประสาท พวกตุลาการภิวัฒิ ในไทยเท่านั้น ที่จะตัดสินว่าผิด โอยมันจะสุดงามหน้าศาลไทยแล้ว
เรื่องมันอาจจะออกมาแบบนี้ ทางศาลอังกฤษเห็นว่า ถึงแม้ว่า คตส และ อัยการ จะมีความเห็นสั่งฟ้องทักษิณ และ ขอนำกลับไทย แต่จากการสอบของศาลอังกฤษ เราอยู่ในความคิดว่า ไม่มีมูลพอที่จะสนับสนุนการ ส่งตัวกลับ แล้วถ้าให้ผมทายใจทักษิณนะ คำโตๆที่ทนายความทักษิณ จะย้ำแล้วย้ำอีกให้ศาลอังกฤษฟัง ก็คือคำพูดของบัง วันที่บังบอกว่า เมืองไทยไม่ปลอดภัยสำหรับทักษิณ อย่ากลับมาเลย
ผมชอบทักษิณ แต่สาเหตุจริงๆที่มาเขียนว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้นในอังกฤษ ก็เพราะ นี่จะไปขุดสนธิสัญญาเก่ามาใช้ คือเปิด กล่องดำ อันยิ่งใหญ่ออกมา ไม่รู้จะไปเจอ ตะขาบ แมลงป่อง งู หรืออะไร ที่จะออกมาด้วย ก็เพื่อไป อังกฤษกัน ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่า คดีความต่างๆ ที่มีต่อทักษิณ มันคงแพ้แน่ นอกเมืองไทย
สรุปคือ ก็หวังว่าท่านผู้อ่านคงจะหายโกรธผมแล้วนะครับ ที่หลงยุคหลงทางหลงเวลา ไปเขียนเรื่อง ไม่ทันสมัยมานานหน่อย ส่วนเรื่องทักษิณ ผมมาจากอีกด้านของ คมช และสนับสนุนทักษิณ เพียงแต่ว่า กรรมไดใครก่อ ก็รับกรรมกันไปนะครับ และความดีใครทำ ก็รับบุญกุศลไปนะครับ การที่ คมช จะไปเปิดกล่องดำออกมาจับทักษิณ ถึงผมจะรักทักษิณ แต่ก็นั่งพนมมือไหว้พระแล้ว ว่าขอร้อง อย่ามีแมลงมุมยักษ์ออกมาด้วยเลย
ศาล วิกลจริต ไปอีกแห่ง
เขียนมาแค่นี้ คนที่ไม่วิกลจริต ก็คงจะเข้าใจดีว่าอะไรเป็นอะไร แต่ศาล ที่เสียสติไปแล้ว กลับบอกว่า เรื่องความปลอดภัย ไม่มีน้ำหนัก คนคนนี้ จงใจหนี เลยออกหมายจับทันที
สำหรับคนที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ก็ขอเตือนความจำหน่อย เพราะเมืองเดือนที่แล้วนี่เอง นักข่าวประมาณยี่สิบคน วิ่งไปถามผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในไทย ว่า ถ้าคน คน นั้น กลับเมืองไทย รับรองความปรอดภัยได้หรือไม่ คำตอบจากผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในไทย คุมปืนแทบทุกกระในไทย เข้ามามีอำนาจจากการขับรถถังเข้ายึดอำนาจ ผู้มีอำนาจคนนั้นพูดชัดเจนที่สุด อย่ากลับมาเลย ไม่ปรอดภัย รับรองอะไรให้ไม่ได้ คนเรามีทั้งคนรัก และคนไม่รัก
คือคนส่วนมาก รวมถึงนักข่าวต่างชาติหลายสำนัก เอาข่าวนั้นไปลงว่า จริงๆแล้ว มันเป็นคำขู่จะเอาชีวิต
ลงมันถึงขนาดนี้แล้ว ทำไม ศาล อันต้องใช้เหตุผล และ ความจริง และ ข้อมูล ถึงมองไม่ออกว่า แทนที่เรื่องความปรอดภัย มีน้ำหนัก จากคำพูดของผู้กุมอำนาจ แต่ กลายเป็น ไม่มีน้ำหนักไปได้ คือแปลกแต่จริง ศาล ไม่ให้น้ำหนัก คำพูดแกม ข่มขู่ ของผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ เลย กลับบอกว่าไม่มีน้ำหนัก
แล้วยิ่งถ้ามองแบบเป็นกลาง ถึงประวัต ผู้ต้องหา ที่อยู่อังกฤษตอนนี้ ในไทยแล้ว ในด้านความปรอดภัย ก็ เป็นไปได้ ที่มีการ ปองร้ายผู้ต้องหาคนนั้นในไทย ด้วยระเบิด และทีมลอบสังหาร หลายครั้งหลายหน ถ้านับกัน ก็ห้าครั้ง ที่อาจจะถูกทำร้ายไปแล้ว เข้าใจ ว่า บางคนบางฝ่าย เชื่อว่า สร้างเรื่องขึ้นมาเอง แต่จริงๆแล้ว ศาล ทำไมตัดสินใจไปด้วย ว่ามันเป็นเรื่องสร้างขึ้นมาเอง ทั้งๆที่ ไม่มีข้อมูลสนับสนุนตรงนี้เลย
มันเรียกว่า ศาล เอนเอียง และ วิกลจริต และ ไม่ใช้เหตุผล ครับท่าน เพราะ พอเอา ความเป็นไปได้ ว่า คนถูกกล่าวหาไม่ปลอดภัย มาบวกกับคำพูดของผู้มีอำนาจ ว่า มันไม่ปลอดภัย ข้อสรุป ของคน กลางๆ ใช้เหตุผล สติและปัญญา และข้อมูล คือ มันไปอีกด้าน คือมันสนับสนุนว่า มันไม่ปรอดภัยจริง
แต่ศาลนั้น วิกลจริต มากๆในอีกส่วน คือการออกมาบอกว่า ผู้ต้องหานั้น หนีศาล
คือโดยปรกติ เวลาเรานึกถึงคนหนีศาล เราจะนึกถึง คนที่หายตัวไป กบดานอยู่กับสมบัตรกองโต ในประเทศที่ห่างไกล ศาลเอื้อมไปไม่ถึง แต่นี่มันอะไรกัน หนีศาลยังไง ออกหนังสือขายดีออกมา ไปซื้อกิจการบอลใหญ่โต ส่งข่าวเข้าไทยตลอดเวลา ให้สำพาสสื่อ ตลอดเวลา คือมันหนีอะไรกัน แล้วยิ่งถ้านึกไปว่า ผู้ต้องหา หรือครอบครัว ยังมีทรัพย์สินอยู่ในไทยเป็นหมื่นๆล้าน แล้ว ที่จะต้องกลับมาปกป้อง และแน่นอนว่า ต้องพยายามเอาคืน คือต้องกลับไทยแน่ แล้วมันจะมาสรุปได้ยังไงว่า หนีศาล
แล้วสุดท้าย จริงๆแล้วมันมีอีกส่วน คือผู้ต้องหาเขามองว่า ตอนนี้ในไทย กระบวนการยุติธรรม มันถูกครอบงำ มันเอียงไปทาง เผด็จการ มันอยู่ใต้อานัดของการเมือง แล้วจริงหรือไม่ ถ้าดูประวัติของกระบวนการยุติธรรม ในเรื่องใหญ่ ตั้งแต่ทหารกุมอำนาจไทย มันก็ค่อนข้างสนับสนุน คำกล่าว ของผู้ต้องหานะ คือ ดู การตั้ง คตส และการกระทำของ คตส คนกลางๆก็สรุปกันไปแล้วนะว่ามันเอนเอียง แล้ว ตุลาการกับเอาผิดย้อนหลัง นั่นก็อีกอย่างนะ แล้วดูศาลทำกับผู้ประท้วงแบบ นปก อีก สามอย่างรวมกันเข้า ถ้าไม่แอบจิตร โกหกตัวเอง เล่นการเมืองเพื่อชนะอยู่ มันก้ค่อนข้างสนับสนุน ผู้ถูกกล่าวหานะ ว่ากระบวนการยุติธรรมไทย ตอนนี้ ไม่ปรกติ
และสุดท้ายที่แปลกคือ ผู้ถูกกล่าวหา ที่เป็นถึงอดีตผู้นำประเทศ ขอมาขึ้นศาล หลังเลือกตั้ง คือเขาให้คำพูดว่ามาแน่ ไม่ได้หนี แต่ศาล ไม่ให้น้ำหนัก กับคำพูดเหล่านี้เลย
สรุปรวมกันแล้ว มันก็แปลก ที่ ไม่ให้น้ำหนักคำขู่ ที่เห็นว่ามีจริง ไม่ให้น้ำหนัก อดีตในไทยที่อาจจะจริงที่มีการลอบฆ่า ไม่ให้น้ำหนัก การอยู่อย่างเปิดเผยในต่างประเทศ ไม่ให้น้ำหนักว่าเขาต้องกลับไทยมาทวงสมบัตรคืน ไม่ให้น้ำหนัก คำสัญญาว่ากลับแน่แต่ขอเวลา ไม่ให้น้ำหนัก ประวัติ การการทำของฝ่ายตุลาการที่บ่งบอกได้ว่าเอนเอียง ไม่ให้น้ำหนักการที่ไทยอยู่ภายใต้เผด็จการที่พูดอย่างเปิดเผย ว่ามุ่มมั่นทำลายจำเลย
พูดง่าย สำหรับคนยัง งงๆ ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ไม่ต้องคิดมาก การไม่ให้น้ำหนักอะไรเลย ที่สนับสนุนผู้ถูกกล่าวหา แต่ออกมาแบบนี้ มันคืออีกตัวอย่าง ถึงความเอนเอียงของตุลาการ และ ความวิกลจริตของระบบยุติธรรมไทย ถ้าท่านไม่เข้าใจในแม้แต่สิ่งเดียวที่เกิดขึ้นในไทย สองปีที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าทักิรโกงจริงหรือไม่จริง ไม่รู้ว่ากระบวนการยุติธรรมไทย ตรงหรือรับใช้เผด็จการ
ท่านไม่ต้องทำอะไรมากเพื่อให้เห็นความจริง
เพียงดูการตัดสินของศาลวันนี้ แล้วท่านจะเข้าใจเมืองไทย
สิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และระบอบรัฐธรรมนูญของประเทศไทย มีอันต้องถอยหลังกลับไปหลายปีหลังจากที่ทหารกลับมามีอำนาจอีกครั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังการยึดอำนาจ คณะรัฐประหารซึ่งนำโดย พล.อ.
ความสำคัญประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญ 2540 ก็คือเป็นฉบับที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญต่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทย ทั้งนี้ นอกเหนือจากบทบัญญัติในหมวดสิทธิและเสรีภาพแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังให้หลักประกันสิทธิอีกหลายประการในขั้นของกระบวนการพิจารณาความ ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดอำนาจของตำรวจในการควบคุมตัวโดยไม่มีหมายศาล และการให้อำนาจศาลในการออกหมายจับ (มาตรา 237) การพิจารณาคำขอประกันตัวผู้ต้องหาอย่างรวดเร็ว, การเรียกหลักประกันที่เหมาะสม และการต้องให้เหตุผลกรณีปฏิเสธการประกันตัว และมีสิทธิที่จะอุทธรณ์การประกัน (มาตรา 239) สิทธิที่จะได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม สิทธิในการให้ทนายความเข้าฟังการสอบปากคำในชั้นสอบสวน (มาตรา 241) และการคุ้มครองพยานและผู้เสียหาย (มาตรา 244 และ 245) ซึ่งปูทางไปสู่กฎหมายคุ้มครองพยานและหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการคุ้มครองพยานเป็นครั้งแรกของประเทศ นอกจากนี้ยังให้สิทธิผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นจำเลยในคดีอาญาและถูกคุมขัง สามารถเรียกค่าชดเชยได้ด้วย (มาตรา 246)
บทบัญญัติหลายประการในรัฐธรรมนูญ 2540 ได้รับการผนวกไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาความทางอาญา และประมวลขึ้นเป็นหลักเกณฑ์ในกฎหมายเฉพาะอื่นๆ อีก อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติและกฎหมายเหล่านี้ รวมถึงตัวสถาบันศาลที่เป็นผู้ใช้กฎหมายเอง ล้วนกำลังเผชิญกับการท้าทายอย่างครั้งใหญ่ ทั้งที่เป็นผลมาจากการบิดเบือนการใช้อำนาจศาลในช่วงสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และที่ยิ่งซ้ำร้ายเข้าไปอีกเมื่อรัฐบาลทหารเข้ามามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง
ตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งแต่งตั้งโดยทหาร ประกอบไปด้วยผู้พิพากษาศาลฎีกา 6 คน ผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุด 3 คน โดยมีประธานศาลทั้งสองร่วมอยู่ด้วย ได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมให้ยุบพรรคไทยรักไทย เนื่องจากความผิดฐานกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคร้อยกว่าคนรวมทั้งตัวทักษิณเองด้วยเป็นเวลา 5 ปีตามคำสั่ง คปค.ฉบับที่ 27 กลายเป็นว่า คณะตุลาการซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐบาลทหารที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งและเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย ได้เป็นผู้มาตัดสินการกระทำของพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งที่ถูกล่าวหาว่าเป็นผู้บ่อนทำลายกระบวนการประชาธิปไตย คำตัดสินดังกล่าวอิงกับกฎหมายที่เขียนขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งถูกฉีกโดยคณะทหารชุดเดียวกัน อีกทั้งบทลงโทษก็เป็นไปตามประกาศของคณะทหารด้วย
ก่อนหน้านี้ article 2 ได้เคยรายงานไว้โดยละเอียดอย่างชัดเจนถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนจำนวนมากในสมัยรัฐบาลที่แล้ว อาทิ การใช้อำนาจในทางที่ไม่ชอบ การแทรกแซงองค์กรอิสระ ความไม่ยี่หระต่อมาตรฐานสากลและหลักนิติธรรม และการใช้อำนาจตำรวจที่ไปกระทบต่อชีวิตประชาชน ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยอยู่แล้วว่ารัฐบาลประเภทไหนที่ครองอำนาจอยู่ในประเทศนี้มาจนถึงเดือนกันยายนปีที่แล้ว แต่ก็ไม่ต้องสงสัยเช่นกันว่า คณะตุลาการที่แสดงบทบาทอยู่ในตอนนี้ หรือคณะทหารผู้ให้กำเนิดตุลาการชุดนี้ จะทำอะไรอื่นได้นอกจากทำให้ทุกอย่างยิ่งแย่ลงไปอีก ดังที่ได้ประจักษ์กันตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว ว่าทหารได้ลากประเทศนี้กลับไปสู่ยุคอำนาจนิยมเหมือนเมื่อสมัยยี่สิบกว่าปีก่อน และตั้งหน้าตั้งตารวบเอาองค์กรและสถาบันสำคัญๆ ให้อยู่ใต้การบังคับบัญชาก่อนที่จะลงจากหลังเสือ
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อทหารก็คงจะไม่มาคอยปกป้องประโยชน์ของสถาบันศาล และผู้พิพากษาก็ได้ทำให้สถาบันของตนหมดความหมายเสียเองแล้ว ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร? ถ้าไม่นับผลกระทบของคำตัดสินเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมแล้ว คำถามที่ยังไม่มีคำตอบก็คือ คำตัดสินนี้จะมีผลอย่างไรต่อศาล และต่อความคิดความเข้าใจในหลักนิติธรรมและระบบรัฐธรรมนูญของไทย?
สำหรับคำตอบต่อเรื่องนี้ มีตัวอย่างคดีก่อนหน้านี้ที่สำคัญและสอดคล้องกันอย่างยิ่ง แม้ว่าจะไม่ใช่คดีที่เกิดจากการยึดอำนาจโดยทหาร แต่คดีนี้มาจากศาลสูงของสหรัฐอเมริกา ซึ่งในปี 2543 ได้รับคำร้องให้ตัดสินคดีที่เกี่ยวกับคะแนนเสียงจำนวนหนึ่งในฟลอริดาจะเป็นตัวชี้ขาดว่าใครจะได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป ซึ่งแม้ว่าศาลในที่สุดได้ตัดสินตามคำร้องของผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนปัจจุบัน แต่มีผู้พิพากษา 4 คนที่แสดงความเห็นคัดค้านไว้ชัดเจนว่าศาลไม่ควรที่จะรับคดีนี้ไว้ตั้งแต่แรก ผู้พิพากษาเบรย์เยอร์ได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ศาลคิดผิดที่รับคดีนี้ และได้อธิบายต่อว่า
แน่นอนว่าการคัดเลือกประธานาธิบดีนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในระดับชาติ แต่ความสำคัญที่ว่านั้นเป็นความสำคัญทางการเมือง ไม่ใช่ทางกฎหมาย และศาลก็ควรยืนกรานปฏิเสธที่จะมาแก้ไขข้อพิพาทที่แทบไม่เกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งสุ่มเสี่ยงว่าจะเป็นการชี้ขาดผลการเลือกตั้งด้วย
เบรย์เยอร์ กล่าวโดยสรุปว่า คดีใดๆก็ตามที่มีความสำคัญทางการเมืองอย่างยิ่งนั้น ศาลควรที่จะระมัดระวังอย่างมากในการที่จะกระโจนเข้ามาหาทางออกให้โดยไม่ตรวจสอบให้ดีว่าฐานะของศาลอยู่ตรงจุดไหนและผลที่จะตามมาจากการกระทำนั้นคืออะไร
ขณะเดียวกัน ดังที่กล่าวไว้แล้ว ศาลไม่ได้ต้องมาพิสูจน์ความถูกต้องชอบธรรมของหลักการพื้นฐานใดๆของรัฐธรรมนูญ เช่นเรื่องความจำเป็นที่จะต้องปกป้องเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคล และที่สำคัญ ในเรื่องที่เป็นประเด็นการเมืองอย่างยิ่งเช่นนี้ การมีคำวินิจฉัยที่เห็นต่างกันก็จะทำให้เสี่ยงต่อการลดทอนความเชื่อมั่นของสาธารณะต่อตัวศาลเอง ความเชื่อมั่นนี้เป็นสมบัติมีค่าของสาธารณะที่ค่อยๆสร้างสมมาตลอดระยะเวลาหลายปี เป็นองค์ประกอบที่จำเป็นอย่างชนิดที่ขาดเสียมิได้ในการปกป้องเสรีภาพขั้นพื้นฐานและตัวหลักนิติธรรมเอง เรากำลังเสี่ยงที่จะกรีดแผลบนตัวเราเอง เป็นบาดแผลที่ไม่เพียงเป็นอันตรายต่อศาล แต่ยังเป็นอันตรายต่อชาติด้วย
ผู้พิพากษาสตีเวนส์กล่าวไปไกลยิ่งกว่านั้นว่ามูลเหตุของการร้องต่อศาลสูงสุดก็คือ การขาดความเชื่อมั่นในความเป็นกลางและความสามารถของผู้พิพากษาของรัฐ นั่นเอง เขายังกล่าวอีกว่า
ความเชื่อมั่นในบุคคลที่ทำหน้าที่บริหารระบบยุติธรรมนั้นต่างหากเล่าที่เป็นเสาหลักของนิติธรรม กาลเวลาคงจะสมานแผลอันเกิดจากการตัดสินในวันนี้ได้ แต่ที่แน่ๆก็คือว่า แม้ว่าเราอาจจะไม่มีทางรู้ได้ว่า ใครจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในครั้งนี้ แต่ผู้แพ้นั้นชัดเจน ก็คือความเชื่อมั่นต่อศาลที่ควรจะเป็นผู้พิทักษ์หลักนิติธรรม
จะเห็นได้ว่าข้อคิดเห็นของผู้พิพากษาเบรย์เยอร์และสตีเวนส์ในหลายประเด็นนั้น สามารถนำมาใช้ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา (ทั้งนี้ยังไม่ต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่าตุลาการรัฐธรรมนูญของไทยก็ไม่ได้มีหลักรัฐธรรมนูญให้พิจารณา ในเมื่อตอนนี้ก็ไม่มีสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญหลงเหลืออยู่แล้ว) แต่ถึงกระนั้น คำเตือนถึงอันตรายที่จะเกิดกับความเชื่อมั่นของสาธารณะจากการที่ศาลเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีที่มีความเป็นการเมืองสูงเช่นนี้ กลับไม่ได้รับความสนใจเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในวอชิงตัน อาศัยการลงดาบเพียงฉับเดียว พรรคไทยรักไทยก็ล้มครืนลงไป แต่ทว่าผลกลับมิได้มีเพียงเท่านั้น
ลำพังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายนนั้น ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการศาล ว่าจะสามารถเข้ามาแก้ปัญหาความยุ่งยากทางการเมืองและกฎหมาย และพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายจากการกระทำของรัฐบาลได้ การที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งคณะตุลาการขึ้นมาแทนที่ศาลรัฐธรรมนูญ ในสภาวะที่ไร้รัฐธรรมนูญ โดยตั้งธงว่าจะจัดการพรรคไทยรักไทยนั้น เท่ากับว่าพวกเขาไม่เพียงให้ศาลมารับรองการล้มเลิกระบอบการเมืองเดิมเท่านั้น แต่เป็นการให้ความชอบธรรมแก่การทำลายระบบกฎหมายที่อาจคุกคามถึงตัวกองทัพในภายภาคหน้าด้วย และการยอมตามเช่นนี้เอง ทำให้ศาลได้ลดทอนความน่าเชื่อถือของตนเองลง และสุ่มเสี่ยงที่จะสั่นคลอนต่อความเชื่อถือของสาธารณะในระยะยาว เวลาจะช่วยเยียวยาบาดแผลที่เกิดขึ้นในเมืองไทยได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องดูกันต่อไป แต่ในกรณีของสหรัฐอเมริกาเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ผู้แพ้ตัวจริงก็คือความเชื่อมั่นของคนในชาติที่มีต่อศาลอย่างไม่ต้องสงสัย และด้วยความที่กรณีนี้เป็นกรณีที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างสูง การตัดสินใจในครั้งนี้ก็จะสร้างความสับสนขนานใหญ่เกี่ยวกับบทบาทของศาลทั้งสถาบันเลยทีเดียว
ความยุติธรรมกับความชอบด้วยกฎหมาย
ในช่วงใกล้จะมีคำวินิจฉัยในเดือนพฤษภาคม พระมหากษัตริย์ของไทยได้ทรงมีพระราชดำรัสสองครั้งถึงความสำคัญของการที่ผู้พิพากษาจะต้อง ผดุงความยุติธรรม โดยทรงชี้ว่าความเชื่อมั่นของสาธารณะต่อสถาบันศาลเป็นประเด็นสำคัญอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และศาลมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสงบและความอยู่รอดของประเทศ
คำถามที่ผุดขึ้นมาโดยอัตโนมัติก็คือ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะผดุงความยุติธรรมใดๆภายใต้บรรยากาศทางศีลธรรมและการเมืองที่บิดเบี้ยวของเผด็จการทหารเช่นนี้ ? เกิดอะไรขึ้นกับความยุติธรรมเมื่อกองทัพโยนรัฐธรรมนูญที่แท้จริงฉบับเดียวที่ประเทศนี้เคยมีมาทิ้งไป ? เกิดอะไรขึ้นกับความยุติธรรมเมื่อกองทัพยุบศาลรัฐธรรมนูญแล้วตั้งอะไรอย่างอื่นขึ้นมาแทน ?
ตรงนี้เองที่การแยกแยะความต่างระหว่างความยุติธรรมกับความถูกต้องตามกฎหมายเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะการยึดความถูกต้องตามกฎหมายโดยเคร่งครัดนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปได้อยู่แล้วไม่ว่าภายใต้รัฐบาลแบบใด สไตน์ นักกฎหมายของอังกฤษให้ความเห็นไว้ว่า
ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การยึดหลักเสียงส่วนใหญ่และการยึดความถูกต้องตามกฎหมายโดยเคร่งครัดนั้น ไม่ได้เป็นหลักประกันที่จะคัดง้างอำนาจเผด็จการ กระทั่งในท่ามกลางการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประเทศเยอรมันสมัยนาซี หลักการของความถูกต้องตามกฎหมายส่วนหนึ่งก็ยังคงอยู่ ในตอนนั้น ผู้ต้องหาที่ถูกลงโทษจำคุกตั้งแต่ ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ยังไม่ถูกแตะต้องในระหว่างการรับโทษในคุกนั้น ต่อเมื่อครบกำหนดโทษแล้วนั่นเองที่เกสตาโปจะไปยืนรอรับพวกเขาที่ประตูเรือนจำเพื่อส่งพวกเขาไปค่ายมรณะ ฉะนั้นก็ต้องถือว่ากระทั่งในเยอรมันสมัยนาซี แนวคิดยึดหลักกฎหมายก็ยังพอมีอยู่เป็นกระสาย....
ในยุคของนโยบายแบ่งแยกสีผิว คนผิวดำนับล้านในอัฟริกาใต้ต้องอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการและความโหดร้ายในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดและพัฒนามากที่สุดในทวีปอัฟริกา สิ่งที่มักไม่ค่อยกล่าวถึงกันนักก็คือ ส่วนใหญ่แล้วรัฐบาลใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการกดขี่ ในทศวรรษที่ 1980 ที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินอย่างต่อเนื่อง เกือบทุกคดีที่จะเข้าสู่ศาลสูงสุดจะได้รับการพิจารณาโดย คณะฉุกเฉิน ก่อน ซึ่งก็จะตัดสินเข้าข้างรัฐบาลแทบทุกครั้งไป
อีกตัวอย่างหนึ่งคือในชิลี หลังจากรัฐประหารในเดือนกันยายน 1973 คนนับพันถูกจับกุม ถูกทรมาน และถูกฆาตกรรมโดยคำสั่งของนายพลปิโนเชต์ แต่ระบบกฎหมายที่ศิวิไลซ์และอิงอยู่กับรัฐธรรมนูญของประเทศนี้ก็ยังไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นทางการ ซึ่งก็ไม่จำเป็นแต่อย่างใด รัฐตำรวจที่นายพลปิโนเชต์สร้างขึ้นนั้น ทั้งข่มขู่และประนีประนอมกับฝ่ายศาล และประชาชนก็หมดที่พึ่งทางกฎหมาย...
ถึงตรงนี้ผมขอพักเพื่อสรุปว่า ทำไมผมจึงเห็นว่าตัวอย่างของเผด็จการที่สำคัญของศตวรรษที่ยี่สิบนั้นเป็นบทเรียนที่สำคัญ ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าลำพังหลักเสียงข้างมากและความถูกต้องตามกฎหมายนั้น ไม่เพียงพอที่จะเป็นหลักประกันสำหรับสังคมที่เป็นธรรมได้ กระทั่งรัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จส่วนใหญ่ก็ทำตามกฎหมายของประเทศตัวเอง ตัวอย่างเหล่านี้ยังแสดงให้เห็นถึงอันตรายของอำนาจบริหารที่ปราศจากการควบคุม และแสดงให้เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะรักษาความเป็นอิสระทางศาลที่แท้จริงได้ในสภาวะเผด็จการ (Democracy, the Rule of Law and the Role of Judges, The Attlee Foundation Lecture, 11 April 2006).
ดังนั้น ลำพังการยึดมั่นในกฎหมายจึงไม่พอที่จะทำให้เรามั่นใจได้ว่าจะมีความยุติธรรมเกิดขึ้น นี่เป็นความแตกต่างที่สำคัญระหว่างหลักนิติธรรม (rule of law) กับการปกครองด้วยกฎหมาย (rule by law) ถ้าเช่นนั้นความยุติธรรมที่ไม่ใช่ความถูกต้องตามกฎหมายนั้น จะขึ้นอยู่กับอะไร ?
อันดับแรก ความยุติธรรมนั้น ขึ้นอยู่กับว่าทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายและศาลทั่วไปหรือไม่ แต่ปัจจุบันในประเทศไทยยังมีคนบางจำพวกที่อยู่เหนือกฎหมาย ทหาร ตำรวจและเจ้าหน้าที่ในส่วนอื่นๆที่กำลังใช้อำนาจตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในภาคใต้ หรือตามกฎอัยการศึกซึ่งยังมีผลบังคับใช้ในพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ ทำให้ได้รับการคุ้มครองจากการถูกฟ้องร้องสำหรับการกระทำที่เข้าข่ายความผิดทางอาญา ฝ่ายผู้นำคณะรัฐประหารเองก็ใส่ข้อความที่ป้องกันการถูกฟ้องร้องไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวแล้ว ซึ่งก็จะมีผลสืบต่อไปในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหลังพ้นอำนาจไป ดังนั้นแล้ว การเรียกหาความยุติธรรมในประเทศไทยจะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไรหากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางกฎหมายเหล่านี้ยังไม่ถูกหยิบยกขึ้นมา
ประการที่สอง ความยุติธรรมนั้นขึ้นอยู่กับบทบาทของศาลในการวินิจฉัยการกระทำในทางบริหารและนิติบัญญัติ หมายความว่าศาลต้องสามารถให้ความเห็นได้ว่าการกระทำต่างๆของส่วนอื่นๆของรัฐนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ก่อนที่ทหารจะเข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายนนั้น ก็เป็นที่รับรู้กันอยู่ว่าศาลจำเป็นที่จะต้องเข้ามามีบทบาท ด้วยเหตุการณ์ประพฤติมิชอบต่างๆ ของรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่หลังจากนั้นการถกเถียงในเรื่องดังกล่าวก็มีอันต้องยุติลง และศาลสูงก็เป็นเช่นที่เคยเป็นมา คือยอมสยบแต่โดยดีต่อการยึดอำนาจของทหาร และอำนาจตุลาการก็ถูกทำให้เป็นเบี้ยล่างอำนาจส่วนอื่นของรัฐบาลอีกครั้ง แทนที่จะมีสถานะที่เท่าเทียมกัน ซึ่งคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมคือตัวอย่างชั้นยอดของการยอมตามคำบัญชาของผู้ปกครองที่กำลังมีอำนาจอยู่ในขณะนั้น ดังนั้นจึงเกิดสภาพปกครองด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ปกครองด้วยหลักกฎหมาย ซึ่งไม่ต่างไปจากอัฟริกาภายใต้ยุคเหยียดผิว ศาลไทยได้แสดงให้รัฐบาลรัฐประหารเห็นว่าสามารถวางใจในฝีมือศาลได้อย่างแน่นอน ฉะนั้นตราบใดที่ยังไม่มีการหยิบยกปัญหาของการสยบยอมเช่นนี้ขึ้นมา เราก็ไม่ต้องคาดหวังหรอกว่าระบบ ยุติธรรม ของไทยจะทำหน้าที่ของมันได้ในระยะเวลาอันใกล้ และโชคร้ายที่ในขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้วางรากฐานไว้สำหรับการสร้างหน่วยงานศาลที่เป็นอิสระให้มีความเข้มแข็งเท่าเทียมกับหน่วยงานนิติบัญญัติและบริหาร แต่เราไม่สามารถคาดหวังอะไรแบบนั้นได้จากรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ตามที่เขียนขึ้นภายใต้รัฐบาลทหารอย่างที่เป็นอยู่ ไม่ว่ารัฐบาลหรือบรรดาผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญ จะพยายามทำให้มันดูเลิศหรูเพียงใดก็ตาม
แล้วเรื่องนี้เกี่ยวกับเราตรงไหน?
เมื่อครบรอบรัฐประหารได้ราวหกเดือน หนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯฉบับหนึ่งตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ขนาดยาวของพล.อ.