คนไทยกับปัญหา รักษาคำพูด
ฝรั่งที่ทำมาค้าขายมาทั่วเอเชีย ในสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา บอกผมว่า ปัญหาของไทย ที่เลวร้ายกว่าทุกชาติ ในเอเชีย คือปัญหารักษาคำพูด ฝรั่งต่อเลยว่าแท้ที่จริงแล้ว ปัญหาคอรัปชั่น จริยธรรม ธรรมาภิบาล คนดี คนเลว ทุกอย่างที่กล่าวมานะ มันมุ่งสู่จุดเดียว คือ ความสามารถในการรักษาคำพูด หมายความว่า ถ้าคุณรักษาคำพูด เกือบร้อยทั้งร้อย คุณเป็นคนดี มีจริยธรรม ธรรมาภิบาล และ ไม่โกงกิน พูดง่ายๆ ฝรั่งคนนี้ ด่าคนไทยว่าเลวที่สุดในเอเชีย มีที่เป็นคู่ขนาน ก็อินโดเท่านั้น ที่พอๆกัน ที่ไม่สนใจคำพูดตัวเองเลย
ผมฟังแล้วสิ่งแรกที่นึกไปถึง ตอนนี้ ก็คืออภิรักษ์และมาร์ค หักดิบ สส พรรค ที่ให้วาจาไว้ว่า จะให้เขาลงตรงนั้นตรงนี้ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วไม่กล้าให้เพราะมีตัวลงที่ดีกว่า ทำเอา สส ที่ถูกหักดิบ อายุปาน ลุง เข้าไปแล้ว ต้องมาร้องไห้ทางทีวี สิ่งที่สองที่ทำให้นึกถึงทันที คือเพื่อนนายทหารที่บอกผมว่า อีกพันปีกูก็ไม่มีทางปฏิวัติ ต่อให้เทวทัสตัวจริงมาเป็นนายกไทย สาเหตุก็เพราะเขา สาบานให้คำพูดกับพ่อหลวงไว้ ตอนรับธงชับเฉลิมพล ธงอันศักดิ์สิทธิของเหล่าทัพทุกกองกรม ก็จากพ่อหลวงอีก แล้วต้องให้คำพูดไว้ด้วยว่า จะรักษา รธน แห่งราชอนาจักรไทย ไว้สุดชีวิต มันก็เพียงแต่ว่าทหารคนอื่นไม่มองอย่างเพื่อนนายทหารผมคนนี้ ถ้าจะให้เรียบเรียงต่อ คำพูดที่ผมฟังทีไรโกรธทุกที คือคำโฆษณาของ คมช เรื่อง ความสามัคคีในชาติ คือออก Spot โฆษณานี้บ่อยมาจริงๆ ใช้เรื่องราวและเสียง ที่เป็นจริงมาก เพียงแต่ต้องมาเห็น ความลับรั่วออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ว่า คมช จ้องทำลายอำนาจเก่า แล้วอำนาจเก่ามันคืออะไรหละ ถ้าไม่ใช่คนไทยเป็นล้านๆคนที่รักทักษิณ คือมันก็อีกคำโกหกคำโตๆที่สุดแล้วในไทย
ปัญหาของไทยอันนี้มันโลกแตกจริงๆ ไทยนั้นขึ้นชื่อมานานมากแล้ว เรื่องการทูตแบบสร้างสรรค์ รัฐบาลเข้าข้างฝ่ายนั้น เสรีไทยเข้าข้างฝ่ายนี้ ออกมายังไง ไทยอยู่ฝ่ายชนะลูกเดียว หรือจะเป็นการ พูดแบบปลาไหล ของ ศรีธนนชัย ฮีโร่ของไทย ที่สอนให้ปลิ้นปล้อนกันสุดๆไปเลย กับคำพูด ส่วนตัวผมเองยังจำตัวเองได้เลย ไปเรียนในเมกาใหม่ๆ ไม่ค่อยมีเวลาเขียนจดหมายกลับบ้าน จนญาติฝรั่งต้องมาเค้นเอาคำพูดผมไปว่าจะเขียน แต่ผมก็ไม่มีเวลาเขียน จนญาติฝรั่งโกรธมาก เพราะผมให้คำพูดไป ผมก็แบบศรีธนนชัยไปเลย คือบอกเขาว่า ผมสัญญาว่าจะเขียนเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้บอกว่าเมื่อไหร่ เจอเข้าไปแบบนี้ ลงเอย ผมเสียญาติฝรั่ง ไปหลายคน ถึงกับเอาผมไปด่ากันเลย ว่ากลายเป็นคนเอเชียไปแล้ว
แล้วในการพยายาม รักษาความเป็นฝรั่ง ในตัวผมไว้ ที่มากับวัฒนธรรมมารดาผมที่เป็นคนเมกา ญาติๆก็เรียกผมไปสังคยาใหญ่วันหนึ่ง แล้วก็บอกกับผมว่า รู้ไหมนายทวีวุฒิ พวกญาติๆยูที่นั่งกันอยู่วันนี้นะมีอะไรที่เหมือนๆกัน แล้วผมก็มองไปที่ น้าจอนห์ ทนายความร้อยล้าน น้าเคนท์ นายธนาคารพันล้าน ป้าจีน เลขาเก่ากับ ซีไอเอ แล้วน้าจอนห์ก็บอกว่า ทุกคนที่นี่มีอยู่อย่างเดียว คือคำพูด แล้วน้าจอนห์ก็เล่าเรื่องตอนเขามาเมืองไทยให้ฟัง ว่าบิดาผมตกลงขายรถเบนส์ไปหนึ่งวันก่อนภาษีรถเครื่องยนต์ให๋เพิ่มขึ้นไป 100% กว่า คือค่ารถแพงขึ้นอีกล้าน แล้วคนซื้อก็รีบวิ่งมาหาบิดาผม แล้วบอกว่าหมอยังจะขายอยู่หรือไม่ครับ ในราคาเดิม แล้วน้าก็บอกว่า พ่อยูนะไม่ยอมเสียคำพูด ขายไปตามสัญญาเดิม
แล้วผมก็กลับมาเยี่ยมบ้าน บิดาที่จบนอกติดบอร์ดฝรั่งคนแรกของไทย ก็เรียกเข้าไปพบ แล้วบอกว่า ลูก ไม่ว่าลูกจะเลือกวิชาชีพได ลูกจะไปไกลเพราะการรักษาคำพูด มันเป็นมาตรฐานที่เราตั้งให้ตัวเอง ถ้าคนเราไม่มีมาตรฐาน มันจะต่ำลง แล้วบิดาก็ยกตัวอย่างคนไทยคนหนึ่งที่สปอร์ตคลับ ที่เป็นพ่อค้าคนกลาง เป็น Broker ทุกอย่างที่ขวางหน้า ให้กับคนทั่วโลก ธุรกิจเป็นหมื่นล้าน นั่งคุยกันห้านาทีอะไรแบบนั้น กับยินทอนิคแก้วเดียว เขาเป็นอย่างนั้นได้เพราะเขารักษาคำพูดก็ไม่ต้องบอกนะครับ เด็กเอเชีย อายุยังไม่ยี่สิบ ถูกญาติผู้ใหญ่ และบิดา รุมยำเรื่องไม่รักษาคำพูด มันก็เจ็บนะครับ
ปัญหาของคำพูด คือมันเหมือนข้อตกลง ที่ไม่มีลายลักษ์อักษร เมื่อเราให้คำพูดไป มันไปเกิดสิ่งต่อเนื่องมากมายก่ายกอง เช่นแบบมาร์ค ม7 คนที่ได้คำพูดไป ก็ไปทำโน่นทำนี้ เอาไปวางแผน เอาไปฝัน เหมือนคนได้ยินโฆษณาของ คมช เรื่องความสามัคคี และ สมานฉันท์ มันก็คือเป็นสิ่งที่ดีที่เราทุกคนสนับสนุน เพียงแต่พอเห็นการกระทำจริงๆของ คมช มันก็รู้สึกเท่านั้นเอง ว่าเขาใช้คำพูดมาโกหกเราเพื่อหว่านล้อมเรา ให้ชอบเขา เหมือนคนกรุงเทพเวลาขึ้นเชียงใหม่นะ จะเที่ยวไปหลอกสาวๆไว้ทั่ว ด้วยคำพูดดีๆสวยๆ สมัยนี้ก็ต้องมีเงินทองด้วย แต่ท้ายสุดมันก็คือการโกหกเราดีๆนี่เอง
มาวันนี้ผมก็ยังไม่ได้สักน้อยนิดของญาติๆฝรั่งและบิดาในเรื่องคำพูด แต่ก็พอเข้าใจและเขียนถึงได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ก็คือระดับนี้นะครับ ว่าแท้จริงแล้ว การรักษาคำพูดมันคือการรักษา นิติรัฐและนิติธรรม ไว้กับใจเรา นั่นก็คือ ความยุติธรรม และความยุติธรรมนั่น เป็นพื้นฐานของสังคมของบางเผ่าชนแบบคน เมกาจริงๆ และจริงๆแล้วมันเป็นพื้นเพของสิ่งแบบ ประชาธิปไตยด้วยนะครับ คือความเสมอภาค ก็ต้องการนิติธรรม การปกครองโดยคนส่วนมาก ในขณะที่ไม่ละเลยคนส่วนน้อย ก็ต้องการนิติธรรม แล้วยิ่งในยุค Globalization และ Information Society แล้ว คำว่า นิติรัฐและยุติธรรม ยิ่งสำคัญมากขึ้นนะครับ เพราะแคบลงและใกล้และต้องติดต่อกันมากขึ้น
เราเพิ่งผ่านการปฏิวัติมา คำว่า นิติรัฐไทยหายไปมาก มีคำว่าตุลาการภิวัติเข้ามาแทนที่ เราได้ยิน คมช พูดให้ความหวังและทางออกและสาเหตุและกล่าวหา มากมาย ท่านที่อ่านผมมาก็จะเห็นนะครับว่า ผมและคนส่วนมากก็ได้เปิดโปงขบวนการโกหก และ สองมาตรฐานต่างๆออกมามากมายที่กระทำโดย คมช คือว่าแต่เขา แต่ตัวเอง แย่กว่าเขา หมดแทบทุกอย่าง
ล่าสุดที่เห็นได้ชัดแจนเลย ก็คือเรื่อง พี่สักของ คมช แพ้คดีในศาลแล้วถูกศาลต่อว่ามากมายว่าไร้คุณธรรม จนถ้าเป็นทนายที่ดีแล้ว แล้วคงจะต้องคิดหนักต่อวิชาชีพนี้ต่อไป เพราะศาลนั้นต่อว่ามาแรงมาก แล้วพอทนายทักษิรเอาเรื่องนี้มาขยายความให้เห็นถึงความไม่เหมาะสม ที่พี่สักจะมาเป็นแกนนำคนหนึ่งในการตรวจสอบทักษิณ ถึงกับเป็นกระบอกเสียง ของ คตส แต่รายงานในมติชนวันนี้เอง เขียนไว้ว่า คตส เย้ยทนายทักษิณ เอาสักออกจากคตสไม่ได้ ผมฟัง คตส แล้ว ปลงมากครับ อาชีพทนายนะมันมีแต่ การใช้คำพูดทั้งนั้น แทนที่จะเอาสักออก เพราะเป็นได้ถึงขนาดนั้น กลับมาหยิ่งใส่ แล้วปกป้องสัก
คือคำพูดหลักที่ คตส เขาให้เรามาโดยตลอดนะ คือถึงพวกเขาจะเกลียดทักษิณเข้าใส้ เขาก็ยังเป็นคนดีที่แยกแยะงานหน้าที่และความรู้สึกส่วนตัวออกจากกันได้ เพราะเขาเป็นคน ดี จริงๆ มีแต่ความยุติธรรม จริยธรรม และ ธรรมาภิบาล อยู่ในหัวใจ มันก็นาแปลกใจนะครับ ที่ศาลเขาออกมาตัดสินว่าสักต่ำถึงขนาดนั้นแล้ว ยังยึดมันกันเป็นทีมทุกคน ว่าสักนั้นดีเลิศ สมควรอยู่ คตส ต่อไป
ผมก็ขอสรุปใหญ่และเล็กไปพร้อมๆกันนะครับ สักนะไม่ใช่คนดีแน่นอน และ คตส นั้น กำลังแสดงให้เห็นถึงการไม่รักษาคำพูดตัวเอง ว่าทีมตัวเองเป็นคน ดี โดยการออกมาปกป้องสัก เหมือนทีม ปชป นะครับ ออกมายำ สส คนนั้น ที่ถูกหักดิบคำพูดกันไปจากมาร์ค ม7 นี่นะหรือครับนายกคนต่อไป นี่นะหรือ ครบ คตส ที่ ดีเลิศ
โอแม่เจ้า เรียกคนมารวมกลุ่มกันได้มากขนาดนั้น ผมเห็นรูปแล้วยัง สุดงง คือมันเห็นชัดๆว่า ล้นสนามหลวง วันที่พันธมาร มาประท้วงทักษิณ ที่ปลุกระดมกันมานาน งานใหญ่สุดของพันธมาร วันนั้น ที่เอามาจัดริ้วขบวนเสียสวยงาม แบ่งกันออกเป็นส่วนๆ ทิ้งช่วงเดินของแต่ละกลุ่มแต่ละสัดส่วนเสียยาว แล้วในแต่ละกลุ่ม หลวมๆ ทั้งนั้น เพื่อลากขบวนให้มันดูยิ่งใหญ่ขึ้น วันนั้น ของพันธมาร คนยังมาก็ไม่เท่า วันนั้นของ ทรท ที่สนามหลวงเลย
แล้วยิ่งคิดไปว่า แทบทุกสื่อโปรโมทวันนั้นของพันธมารกันสุดขั้ว ระดมกำลังกันมาจากทั่วสารทิศ ส่วนวันนั้นของทรท ที่สนามหลวง มีแต่สื่อ 2.0 ที่เสนอกัน อาศัยปากต่อปากชวนกันมา แล้วถนนทุกสาย ถูกปิดกั้นและสกัดคนมากันเต็มที่ ยิ่งไปรวมกับสงครามข่าวของวอร์รูมอีก ออกข่าวเช้าสายบ่ายเย็น รับไปก่อน จะได้เลือกตั้ง บ้านเมืองจะได้ลงตัว เสียที คือคนกทมถูกสะกดจิตตลอดเวลา แล้วยังถูก ด่า ว่าม็อบ ถ่อย จากสนธิ ลิ้มอีก โอ้โฮ วันนั้นมันสุดยอดแล้ว ภาพที่ถ่ายกันออกมาลงใน สื่อ 2.0 ที่ถ่ายจากเวที ออกไปยังฝูงชน ข้างหน้า มันเห็นแต่ฝูงคน มืดมืดมืดฟ้ามัวดิน จนล้นทะลักสนามหลวงในทุกๆด้านเลย สุดลูกหูลูกตา
งานนั้น แม่งานใหญ่ สุดารัตน์ คงจะอดกลับมาฝันหวานไม่ได้ ว่าไม่แน่นะ อาจจะล้ม รธน ฉบับทหาร ได้นะเรา
สไหรับท่านที่ไม่ทราบ ผมก็ต้องขอรายงานให้ท่านทราบว่า หญิงเหล็ก แม่งานที่พาคนมาชุมนุมที่สนามหลวง มากที่สุดในประวัติสิบห้าปีที่ผ่านมา หลังพฤษพาทมิฬ ได้ประกาศวางมือทางการเมืองแล้ว สาเหตุที่ให้ไว้คือ แสดงความรับผิดชอบที่มติ รธน ฉบับทหาร ผ่านในกรุงเทพ แล้วเพื่อ ฝากความหวังและปรัชญา ของทรท ไว้ให้คนรุ่นใหม่ แล้วสิ่งที่จะทำหลังวันนี้ คือผลักดันและสร้างคน อยู่เบื้องหลัง
ในส่วนตัวผลแล้ว เสียใจสุดขีด เพราะจากไปแล้ว เสียงนุ่มๆ เพราะๆ ใสๆ ของคนมีสติ ที่สวนทางเสมอ กับอารมณ์และกระแส ไม่ว่าจะร้อนแรงและบ้าคลั่งยังไง ของชาวกรุงเทพ เหมือนนั่งเรือไปในท้องทะเลกลางพายุร้าย แล้วมีเสียงบอกว่า ไม่ต้องกลัว แข่งกับเสียงฟ้าฟาด คลื่นลมและฝน และกรีดร้องของคนสติแตก
แต่ถ้าถามผม ผมว่าไม่ใช่ การแพ้ประชามติหลอก ที่ทำเอาสุดารัตน์ หงอยลงไป คือใครก็ตามที่ตามดูสุดารัตน์มานานเป็นสิบปีแบบผม จะเห็นเลยว่า ผู้หญิงเหล็กคนนี้ สู้มาตลอด แบบมันมีอยู่ช่วงหนึ่ง มาร์ค ม7 และ ชวน หนุ่มกว่าตอนนี้มาก เรียกว่าทั้งสองคน สุดหล่อ เลยหละ แล้วสองคนนี่โง่เสียทีไหน เรียกว่าสร้าง Synergy หรือ หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสาม สี่ ห้า ขึ้นมาเลย ด้วยการไปไหนมาไหน ด้วยกันทั้งคู่ตลอดเวลา พูดง่ายๆ สองคนไปที่ไหน สาวๆกรีดต้อนรับ พอๆกับเป็นดารา ทั้งถ่ายรูปทั้งขอลายเซ็น โอย ปชป นี่สุดยอดแล้ว สงสัยสุดารัตน์ จะส่องกระจกดู แล้วบอกว่า เอ นี่เราก็น่ารักเหมือนกันนี่ แต่จะไปสู้กับคู่แฝดได้ยังไงกัน ก็ยังไงหรือท่านผู้อ่าน ไปดึงเอา สาวสวยตระกูล ทิวไผ่งาม มาเป็นคู่แฝดบ้าง แล้วนี่มันหลายปีมาแล้ว สองคนนั้นยังสวยวับ เรียกว่าภาพของสองแฝดหญิงนี้ สุดประทับใจหนุ่มๆไปหมดทั้งเมือง พอๆกับแฝด ปชป ประทับใจสาว สรุปคือ สุดารัตน์ เขาเลือดนักสู้พะยะค่ะ
ฉะนั้นการวางมือมันต้องมีสาเหตุใหญ่ ผมว่า มาตอนนี้ ที่สุดารัตน์ โยนผ้าขาวกลางเวที แบบไม่อายใคร ก็เพราะ ชายชาติทหาร นี่เอง
ก็ทำไมหรือครับ ชายชาติทหาร ทำอะไรเอาไว้หรือ ก็แบบองค์กรกลาง ออกมาบอกว่าทหารมีส่วนทำให้มติ ถูกบิดเบือน ออกมาแบบที่เป็น แล้วไง สื่อก็ไม่ตามเรื่อง ปล่อยไปเฉยๆ กอ รมน ขนคน ไปลงประชามติแล้วกำชับ ว่าให้เลือก รับ แล้วไง สื่อก็ไม่ตามเรื่อง ปล่อยไปเฉยๆ ภาวะฉุกเฉิน ใน สามสิบกว่าจังหวัด ส่วนมากฐานของทรท แล้วไงต่อ ก็ไม่มีอะไรมาก ชายชาติทหาร ออกยึดและจับกุม คนเรียกร้องให้ไม่รับ จดหมายสัญญาให้โบนัสและเพิ่มขั้น ถ้าเอาคนออกมาลงรับได้มาก เขตุลงไม่รับ หรือ แดง ฆาติโทษไว้ สื่อเฉย คนกลางๆ เริ่ม ชี้ไปที่ กกต ชักไม่แน่ใจว่ากลางจริง แต่สื่อก็เงียบไปอีก
เปิดทีวีหรือจะวิทยุ มีแต่สนับสนุนให้ ฆ่าล้างโคตร ทรท พีทีวี ประท้วง ถูกเหยียบ แต่สื่อบิดเบือนให้ออกมาเป็น พีทีวี หาเรื่อง โยกย้ายผู้ว่าเตรียมเลือกตั้ง สื่อเฉย สรุปคือ กลไกรัฐ และสื่อ ทำผิดกฎหมาย ผิดจริยธรรม ผิดจรรยาบรรณ แต่ไม่มีใครสนใจ ถึงขนาดเลื่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้เวลาทหารตั้งตัว สรุปคือ ทหารและสื่อ จับมือกัน ทั้งบิดเบือน ทั้งสุดเลว เพื่อ ทำลายล้างทรท แล้วไม่มีใครสนใจ
สุดารัตน์คงเห็นแบบนี้ คงจะกำลังสงสัย ว่า นี่มันการเมืองหรือการข่มขืนกันแน่ สุดารัตน์คงกำลังนึกไปถึงหนัง ที่อิงเรื่องจริง ที่ผู้ชายเป็นสิบๆ วิ่งตามล่าผู้หญิง คนเดียว แล้วข่มขืนผู้หญิงคนนั้นเสียย่อยยับ แบบหมวดเจี๋ยบ คนเขียนหนังสือ Thaksin Where Are You ถูกสนธิ ลิ้มทองกุล ด่าว่าเอาง่าย แล้วลากประวัติหมวดเจี้ยบ มาตีแผ่ ทางเอเอสทีวี ออกอากาศ ให้คนเป็นหมื่นเป็นแสนดู
ผมก็สรุปก็ขอสรุปสั้นๆก็แล้วกันนะครับ ลงมันกลายเป็นการข่มขืนกันไปแล้ว พี่สุดารัตน์คนสวย วางมือเถอะครับ อย่ามาลงสังเวียนสู้อะไรกับเขาเลยครับ นี่มัน ชายชาติทหาร แบบ จบ จปร ทั้งนั้น ที่สอนกันมาดิบดีให้เป็น An Officer and A Gentleman แล้วแต่ละคน ก็ถวายคำพูดให้กับธงชัยเฉลิมพล กันทั้งนั้น ว่าจะรักษา รธน แห่งราชอนาจักรไทย คือฉีกไม่ได้ แต่ลงกลายพันธ์มาเป็นแบบนี้ จะฉีกมันทุกอย่างที่ขวางหน้า ผมว่า สังเวียนนี้ไม่ใช่ของสุภาพสตรีแล้วครับ
ระดับผู้นำคณะปฏิวัติ ปกครองคนมามาก ก็ต้องรู้แน่นอนว่าภายใต้กฎหมาย คนเรา บริสุทธิและไม่ผิด จนกว่ากระบวนการศาลสิ้นสุด ฉะนั้นลึกๆแล้วคณะปฏิวัติคงไม่ได้ปฏิวัติด้วยเรื่องนี้ เพราะมาตรฐานระดับฝรั่ง ไม่เชื่อกันแน่ ว่าจริงด้วยหรือประเทศที่ปฏิวัติกันเพราะโกงกิน เห็นมีก็แค่ใช้เป็นข้ออ้าง แล้วถ้าบอกว่ากลัวพันธมิตรกับคนสนับสนุนทักษิณปะทะกันหลังทักษิณกลับไทย ก็เห็นทั้งสองฝ่ายแยกกันสนับสนุนดีนี่ ไม่ได้เคลื่อนตัวเข้าหากัน ฝรั่งคงงงกันแน่ถ้าบอกว่าปฏิวัติด้วยความ กลัว เรื่องนี้ สุดท้ายก็มา ที่ความชั่วร้ายของ ระบอบทักษิณ แต่คณะปฏิวัติก็ยังเอาแนวทางเศรษฐกิจของทักษิณหมด ก็เหลือแต่เรื่องอภิปรายนายกไม่ได้ และเข้าไปยุ่งกับวุฒิสภา ฟังแล้วเรื่องแค่นี้ก็ไม่น่าจะลงมือปฏิวัติกันเลย ศาลปกครองและตรวจเงินแผ่นดินและฝ่ายค้านก็อัดทักษิณกันยับทั้งตรงและอ้อม ฉบับประชาชนก็ตกลงกันแล้วว่าจะแก้ไขปรับปรุง จะด่าว่าปิดกั้นสื่อก็แปลก ฝรั่งคงงงเพราะเห็นจะๆว่าอัดทักษิณกันทุกวัน เวลาแยกออกมาแบบนี้ ฟังเหตุผลปฏิวัติไม่ขึ้นเลย แต่เอาหละ ถ้ารวมทุกอย่างกันเข้า มันคงจะดูน่ากลัวมาก ว่ามองไม่ออกเลยว่าประชาธิปไตย จะเอามาใช้ได้ไง จะ แก้ปัญหาได้ไง แล้วยิ่งพันธมิตรเดินขบวนไปทั่ว ส่งคนออกกวนเมืองตามจิกทักษิณ ไปทั่ว มันวุ่นวายจริงๆ เลยต้องปฏิวัติสะสางให้จบ เพื่อความสามัคคีและสมานฉันท์ของชาติ นั่นคือข้ออ้างใหญ่ คือ จะนำความสงบกลับมา
ถึงเอาเรื่องมารวมกันฟังดูน่ากลัว แต่สำหรับคนอีกกลุ่มใหญ่ แบบพนักงานอายุยี่สิบสามสิบ ความรู้ระดับตรี ในองค์กรผม สรุปกันไปแล้วว่าประชาธิปไตยใช้ได้เฉพาะตอนบ้านเมืองไม่มีปัญหา แต่พอมีปัญหา มันต้อง ฮีโร่ ทหารเท่านั้นถึงจะดีสำหรับชาติ ก็ไม่ต้องบอกนะครับว่าการปฏิวัติหนนี้ สร้างความเสียหายให้ระบอบประชาธิปไตยขนาดไหน
แต่ผมมองแล้วก็ไม่เชื่ออยู่ดี ว่าเรื่องโกง ระบอบทักษิณ กลัวสนธิ ลิ้มทองกุลจะยกคนไปปะทะฝ่ายสนับสนุนทักษิณ จะทำให้ทหารที่ ฝึกกันมาอย่างดีเรื่องความอดทนและใจเย็น จะเป็นสาเหตุจริงๆ ที่ออกมาปฏิวัติกัน คือพวกนั้นมันเป็น ข้ออ้าง เป็นการ ฉวยจังหวะที่พันธมิตรเปิดให้ สมัยนี้ผมธรรมะธรรมโม ก็ยอมรับว่าอาจจะมีเรื่อง อำนาจทางเติบโตและงบลับมาเกี่ยวข้อง คือ กิเลส นั่นเอง แต่มันก็ไม่น่าใช่ประเด็นนะครับ
ในการหาความจริงว่าเขาทำเพื่ออะไร จริงๆ ก็ต้องมาดูกันตอนนี้เท่านั้น ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ พอมองทะลุควันไปได้ ไปดูสิว่าไฟมันไหม้อยู่ตรงไหน มันก็มองออกนะครับว่าคณะปฏิวัติทำอะไรอยู่
ก็เห็นชัดๆนะครับว่าแกนนำทรทถูกกล่าวหาว่าโกงกันหมด ก้เห็นชัดๆนะครับว่าเชิญแกนนำทรทไปพบแล้วก็สนับสนุนให้ทิ้งทรท แบบคลองด่านที่สุดจะตรวจสอบกัน มาตอนนี้ก็เงียบไปแล้วนะครับ แล้วยังปลุกกระแสรักชาติ ศาสตร์ กษัตริย์ ไม่รู้จบ แล้วโยงไปว่าทักษิณกำลังทำลายสิ่งเหล่านั้น แบบใครก็ตามที่ลงทุนซื้ออีโคโนมิสหรือไทมส์มา เพื่อจะอ่านทักษิณต่อว่า พอเพียง คงงงกันหละครับเพราะมันไม่มีที่ทักษิณพูดแบบนั้น แล้วเมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง นิยมกันเหลือเกิน เอาระดับไทมส์ มาโชว์กันในสภา เพื่อกล่าวหาคนอื่น มาวันนี้ กลายเป็นกล่าวหาว่าซื้อไทมส์กันได้ แล้วสิงค์โปร์อีก
คือสรุปตรงนี้ คือมันค่อนข้าง ชัดเจน เลยว่า กำลังทำลายพรรคทรท แกนนำและทักษิณ กันอยู่ก็เท่านั้นเอง
นี่คือสาเหตุจริงของการปฏิวัติ ไม่ใช่สมานฉันท์ ไม่ใช่ความสงบ ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น นอกจากทำลายพรรคทรทแกนนำและทักษิณ คือถ้าเป็นเรื่องปราบโกง ป่านนี้กฎหมายเข้มๆหลายฉบับแบบ Sabanes Oxley ออกมาแล้ว ที่ทั่วโลกเขากำลังออกกันอยู่แนวนี้ เพื่อสร้างจริยธรรมและจรรยาบรรณที่ ยั่งยืน ถ้าสมานฉันท์ และความสงบ ป่านนี้นั่งกินหูฉลามกับทักษิณไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าระบอบทักษิณจริง ป่านนี้ แบบสามสิบบาทไม่เหลือซากให้เห็นแล้ว สรุป
คือการปฏิวัติหนนี้ เพื่อล้มล้างขั้วอำนาจหนึ่ง ที่ทรงพลังมาก ก็เท่านั้นเอง
ผมจะไม่ลงไปมากนักนะครับว่าเพราะอะไรถึงออกมาทำการปฏิวิติ เพื่อล้มอำนาจอันทรงพลัง ที่มาจากการเลือกตั้ง เอาเป็นว่า ปรัชญาการพัฒนาชาติ ของ ผู้มีบารมี ไม่ตรงกับ ปรัชญาของทรทและทักษิณ ก็แล้วกัน
คือผู้มีบารมี เขาต้องการให้ไทยเดินไปทางที่เขาต้องการ เท่านั้น ไม่สน อย่างอื่น คอยดูนะครับ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหนหน้า จะตองคอยมองข้ามไหล่ตัวเอง ไปที่ผู้มีบารมีและทหาร ตลอดเวลา
เรื่องอื่นทั้งหมด มันก็แค่ควันไฟ และ หมากที่เดินกันอยู่บนกระดาน ผมแนะนำไปแล้ว ว่าถ้าจะให้ดี น่าจะตั้ง National Reconciliation Council ขึ้นมา เพื่อผสมผสานปรัชญาต่างๆเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เป็นการวางฟื้นฐานไว้ให้คนไทยรุ่นต่อๆไป ที่ท่านลองมองออกไปสิครับ แก่ๆกันหมดแล้ว ระวังนะครับ บริหารบ้านเมืองแบบนี้ สักวันคนไทยจะกลายเป็น ลูกแกะหลงทาง กันไปหมดนะครับ
- ปิยบุตร แสงกนกกุล -
หมายเหตุ:
ผู้เขียนวิจารณ์คำวินิจฉัยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่ ๓-๕/๒๕๕๐ ก็เพื่อประโยชน์ทางวิชาการ ไม่ได้มีเจตนาเป็นอย่างอื่น และไม่ได้มุ่งหมายให้มีผลทางการเมือง ด้วยตระหนักถึงคำยืนยันของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญก็ดี บรรดาผู้พิพากษา ตุลาการก็ดี ที่ว่า การวิจารณ์และให้ความเห็นทางวิชาการต่อคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ย่อมทำได้
หากบทความนี้พอมีประโยชน์อยู่บ้าง ขออุทิศความดีแด่บรรพชนผู้ร่วมอภิวัตน์ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ และสามัญชนผู้ยึดมั่นประชาธิปไตยทั้งหลาย
.............................
Il suffit dajouter militaire เ un mot pour lui faire perdre sa signification. Ainsi la justice militaire nest pas la justice, la musique militaire nest pas la musique.
หากเราเพิ่มคำว่า ทางทหาร ต่อท้ายคำใด ก็เพียงพอแล้วที่ทำให้คำคำนั้นสูญเสียความหมายที่แท้จริงของมันไป ดังนั้น ความยุติธรรมทางทหาร จึงไม่ใช่ความยุติธรรม ดนตรีทางทหาร ก็ไม่ใช่ดนตรี
จอร์จ เคลม็องโซ
นักการเมืองฝ่ายซ้ายคนสำคัญของฝรั่งเศส อดีตนายกรัฐมนตรีสมัยสาธารณรัฐที่ ๓ ผู้ต่อต้านระบอบทหารและการล่าอาณานิคม
..................................
วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ ๓-๕/๒๕๕๐ ยุบพรรคไทยรักไทยและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา ๕ ปี มีประเด็นวิจารณ์ทางกฎหมาย เพื่อประโยชน์แก่วิชาการ ดังนี้
๑. การยอมรับอำนาจรัฐประหาร
ในระบบกฎหมายไทย มีคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับ ยอมรับการดำรงอยู่ของรัฐประหาร โดยถือหลักว่า เมื่อเริ่มแรก รัฐประหารเป็นสิ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนกระทั่งคณะรัฐประหารได้กระทำการจนสำเร็จและยึดอำนาจได้อย่างบริบูรณ์ สามารถยืนยันอำนาจของตนและปราบปรามอำนาจเก่าหรือกลุ่มที่ต่อต้านให้เสร็จสิ้น เมื่อนั้นคณะรัฐประหารก็มีสถานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจออกรัฐธรรมนูญใหม่หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่า ตลอดจนการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมายได้
กล่าวให้ถึงที่สุด ระบบกฎหมายไทยยอมรับความถูกต้องของรัฐประหารโดยพิจารณาจาก อำนาจ ในความเป็นจริงเป็นสำคัญ มากกว่าจะพิจารณาถึงความถูกต้องของ กระบวนการได้มาซึ่งอำนาจ นั่นเอง
ในโลกปัจจุบัน รัฐประหารเป็นของแปลกปลอมซึ่งไม่มีวันเข้ากันได้กับระบอบประชาธิปไตย คำว่า ประชาธิปไตย ไม่มีทางอนุญาตให้คณะรัฐประหารนำไปแอบอ้างเป็นอันขาด ประชาธิปไตยในแต่ละประเทศ อาจมีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่ลักษณะร่วมกัน คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน รัฐสภาและรัฐบาลมีฐานที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และรัฐประหารเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น รัฐประหารที่อ้างว่าเป็นไปเพื่อประชาธิปไตยอันมีลักษณะเฉพาะของถิ่นใดถิ่นใดหนึ่ง แท้จริงแล้วเป็นการแอบอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมเท่านั้น
เมื่อคำนึงถึงเนื้อหาของประชาธิปไตยแล้ว น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่วงการตุลาการไทยละทิ้งโอกาสครั้งสำคัญในการกลับหลักตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเดิมให้มาสอดคล้องกับประชาธิปไตย ตรงกันข้าม กลับตอกย้ำหลักการความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ของคณะรัฐประหารให้แน่นหนาขึ้นไปอีก ดังปรากฏให้เห็นในกรณียืนยันถึงที่มาและอำนาจของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเองว่า
ต่อมาวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ขณะที่คดีนี้อยู่ระหว่างผู้ถูกร้องทั้งสามยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหา คปค. เข้าทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ และมีประกาศ คปค. ฉบับที่ ๓ ลงวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ข้อ ๑ ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ สิ้นสุดลง และข้อ ๒ ให้ศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นอันสิ้นลงตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แต่ต่อมามีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ ... การที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๔๙ มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ และมาตรา ๓๕ วรรคสี่ บัญญัติให้อรรถคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง โอนมาอยู่ในอำนาจและความรับผิดชอบของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ไม่ว่าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญจะเป็นศาลหรือองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการหรือไม่ก็ตาม (คำวินิจฉัยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่ ๓-๕/๒๕๕๐ หน้า ๓๙ ๔๐)
เนื้อหาในคำวินิจฉัยที่ตัดตอนมาข้างตน ไม่มีทางแปลความเป็นอื่นไปได้ นอกจากคณะตุลาการรัฐธรรมนูญยืนยันว่า ประกาศ คปค.ฉบับที่ ๓ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๔๙ ซึ่งมาจากกระบอกปืนของคณะรัฐประหารนั้น ถูกต้องชอบธรรมทุกประการ อีกนัยหนึ่ง คือ ยอมรับให้คณะรัฐประหารมีอำนาจยกเลิกรัฐธรรมนูญได้ มีอำนาจยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญได้ มีอำนาจตั้งองค์กรเฉพาะกิจทำหน้าที่แทนศาลรัฐธรรมนูญได้ ตลอดจนมีอำนาจยกเลิกกฎหมายใดๆได้นั่นเอง
การยอมรับอำนาจรัฐประหารอย่างเต็มภาคภูมิของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ยังปรากฏให้เห็นอีกในการวินิจฉัยประเด็นผลบังคับใช้ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเมื่อรัฐธรรมนูญถูกยกเลิก ซึ่งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ยอมรับว่า คณะรัฐประหารมีอำนาจยกเลิกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือยืนยันให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับต่อไป
ต่อประเด็นปัญหาเรื่องผลบังคับใช้ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเมื่อรัฐธรรมนูญถูกยกเลิก มีความเห็น ๒ แนวทาง
หนึ่ง รัฐธรรมนูญเป็นฐานที่มาของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐธรรมนูญถูกยกเลิกไปแล้ว ก็เท่ากับว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต้องสิ้นผลตามไปด้วย เว้นแต่ว่าคณะรัฐประหารจะให้การรับรองหรือให้ความสมบูรณ์ (validation) แก่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญใด
สอง รัฐธรรมนูญกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญแยกขาดจากกัน การรัฐประหารเป็นการกระทำที่มุ่งเปลี่ยนผู้ทรงอำนาจเท่านั้น หาได้มุ่งต่อระบบกฎหมายไม่ จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญให้กำเนิดกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ตัดขาดจากกัน ความสมบูรณ์ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นกับตัวของมันเอง ไม่ได้ขึ้นกับการดำรงอยู่ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเมื่อคณะรัฐประหารยกเลิกรัฐธรรมนูญไปแล้ว กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ยังอยู่ต่อไป เว้นแต่คณะรัฐประหารจะไปยกเลิกภายหลัง (annulation)
คณะตุลาการรัฐธรรมนูญยืนยันตามแนวทางที่สอง โดยให้เหตุผลว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมีสถานะเทียบเท่าพระราชบัญญัติทั่วไป เพราะ มีกระบวนการตราและแก้ไขเหมือนกัน มีกระบวนการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเหมือนกัน การยกเลิกหรือทำให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญสิ้นผลใช้บังคับ จึงต้องใช้วิธีเดียวกัน คือ ต้องมีกฎหมายยกเลิก ประกอบกับพิจารณาจากประเพณีการปกครองของประเทศไทย เมื่อรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงภายหลังมีการยึดอำนาจ หากคณะผู้เข้ายึดอำนาจไม่ประสงค์ให้กฎหมายที่มีเนื้อหาเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับต่อไป ก็จะมีประกาศหรือคำสั่งให้ยกเลิก กรณีนี้ หลังรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ คณะรัฐประหารไม่ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ดังนั้นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๔๑ จึงมิได้สิ้นผลไปพร้อมกับรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ (ดูคำวินิจฉัย หน้า ๔๗-๔๙)
อย่างไรก็ตาม ประกาศ คปค ฉบับที่ ๑๕ กำหนดให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๔๑ มีผลใช้บังคับต่อไป และเน้นย้ำอีกครั้งในประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ ว่าการยกเลิกรัฐธรรมนูญมิให้กระทบกระเทือนต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๔๑ การออกคำสั่งในลักษณะนี้ ย่อมหมายความว่า คณะรัฐประหารตีความตามแนวแรก เมื่อรัฐธรรมนูญถูกยกเลิกไปแล้ว ก็เท่ากับว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต้องสิ้นผลตามไปด้วย เมื่อคณะรัฐประหารยกเลิกรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ในวันที่ ๑๙ กันยายน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๔๑ ก็ต้องสิ้นผลไปในวันเดียวกัน แต่คณะรัฐประหารต้องการให้มีผลต่อ จึงตามมาให้การรับรองหรือให้ความสมบูรณ์ (validation) ด้วยประกาศฉบับที่ ๑๕ และ ๒๗ ดังนั้น ระหว่างวันที่ ๑๙ กันยา จนถึงวันที่มีประกาศฉบับที่ ๑๕ และ ๒๗ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๔๑ จึงไม่มีผล
ความข้อนี้ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญบอกว่า ประกาศทั้งสองฉบับเป็นเพียงการยืนยันให้ชัดเจนของการมีผลใช้บังคับอยู่ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าก่อนหน้านั้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองไม่มีผล แล้วจึงต้องมารับรองภายหลัง (ดูคำวินิจฉัย หน้า ๕๐)
๒. อำนาจยุบพรรคการเมืองของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ
ดังที่กล่าวมาแล้วว่าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้ยืนยันที่มาและอำนาจของตนเอง ด้วยการยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหารในการยุบศาลรัฐธรรมนูญเดิม และตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นมาทำหน้าที่แทน
เมื่อพิจารณาจากบริบท และช่วงเวลาแล้ว อาจกล่าวได้ว่า อำนาจสำคัญอำนาจหนึ่งของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารหยิบยื่นให้ด้วยความเต็มใจ คือ การยุบพรรคการเมือง ส่วนการควบคุมกฎหมายมิให้ขัดรัฐธรรมนูญ คงเป็นอำนาจเสริมเท่านั้น
การยุบพรรคการเมืองเป็นการกระทบสิทธิเสรีภาพพลเมืองอันสำคัญ จึงควรมอบให้เป็นอำนาจขององค์กรตุลาการในฐานะที่มีความเป็นกลางและอิสระ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ก็ให้อำนาจนี้แก่ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจตุลาการ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญเองก็ไม่ได้ยืนยันแน่ชัดว่าตนมีสถานะเป็นศาลหรือองค์กรผู้ใช้อำนาจตุลาการหรือไม่ หากบอกเพียงแค่ว่าคณะรัฐประหารโอนอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญมาให้แล้ว ตนจึงมีอำนาจยุบพรรคการเมือง เหตุผลเพียงเท่านี้ ย่อมไม่เพียงพอ
๓. การกระทำของพล.อ.ธรรมรักษ์และนายพงษ์ศักดิ์ ถือเป็นการกระทำของพรรคหรือไม่ และเป็นเหตุให้ต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทุกคนหรือไม่
คณะตุลาการรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า
๑.) พล.อ.ธรรมรักษ์และนายพงษ์ศักดิ์เป็นกรรมการบริหารพรรค และดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นรัฐมนตรีกระทรวงใหญ่ แสดงให้เห็นว่าเป็นบุคคลสำคัญของพรรค และได้รับความไว้วางใจอย่างยิ่งจากคณะกรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรค ย่อมต้องมีบทบาทในการบริหารงานและการดำเนินกิจการทางการเมืองของพรรคอย่างสูง
๒.) การกระทำของพล.อ.ธรรมรักษ์และนายพงษ์ศักดิ์ เชื่อได้ว่าเป็นการดำเนินการเพื่อมิให้เกิดปัญหาการเลือกตั้งที่ยืดเยื้อและไม่มีความแน่นอนว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด เพื่อให้พรรคไทยรักไทยกลับคืนสู่อำนาจได้โดยเร็ว
๓.) พล.อ.ธรรมรักษ์และนายพงษ์ศักดิ์ ไม่ได้รับประโยชน์ใดๆเป็นการส่วนตัวจากการกระทำดังกล่าว แต่เป็นพรรคไทยรักไทยที่ได้ประโยชน์
๔.) พล.อ.ธรรมรักษ์ มีบทบาทสำคัญในการรับผิดชอบผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคในภาคอีสาน และเรื่องก็เกิดขึ้นในเขตเลือกตั้งภาคอีสาน
และ ๕.) นายจาตุรนต์เบิกความว่า ไม่มีการประชุมพรรคหลังจากพล.อ.ธรรมรักษ์และนายพงษ์ศักดิ์ถูกกล่าวหา ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่กระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรค (คำวินิจฉัยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่ ๓-๕/๒๕๕๐ หน้า ๙๐-๙๑)
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว เชื่อได้ว่า การกระทำของพล.อ.ธรรมรักษ์และนายพงษ์ศักดิ์ ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารพรรค จึงถือเป็นการกระทำของพรรคและมีผลผูกพันพรรค
จริงอยู่ เราคงไม่อาจบอกได้ว่า การกระทำผิดของสมาชิกพรรค ต้องมีมติพรรคให้กระทำเท่านั้น จึงจะถือเป็นการกระทำของพรรคและผูกพันพรรค เพราะคงเป็นไปได้ยากที่พรรคจะมีมติให้สมาชิกไปกระทำผิด การพิสูจน์ว่าการกระทำใดถือเป็นการกระทำของพรรคจึงจำเป็นต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงอื่นและพยานหลักฐานแวดล้อมประกอบ ไม่ใช่พิจารณาที่ตัวมติพรรค
อย่างไรก็ตาม การนำข้อเท็จจริงเพียงว่าสมาชิกที่กระทำผิดเป็นกรรมการบริหารคนสำคัญ เป็นรัฐมนตรีตำแหน่งสำคัญ และการกระทำนั้นทำให้พรรคได้ประโยชน์แล้ว จึง เชื่อได้ว่า การกระทำนั้นเป็นการกระทำของพรรค ย่อมเป็นอันตรายต่อความเป็นสถาบันของพรรคการเมือง และไม่สอดคล้องกับเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมือง อีกทั้ง คดีดังกล่าวยังส่งผลถึงการยุบพรรคและตัดสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งในทางการเมืองถือเป็นโทษที่รุนแรงที่สุด ยิ่งต้องตีความอย่างเคร่งครัดและพิสูจน์ให้สิ้นสงสัย
หากเดินตามคำวินิจฉัยนี้ ต่อไปภายหน้า สมาชิกพรรค ๑-๒ คน ไปกระทำความผิด ย่อมทำให้พรรคทั้งพรรคต้องล่มสลายไปหมด และสมาชิกพรรคทั่วประเทศต้องสูญหายไปหมด อย่างนั้นหรือ?
นอกจากนี้ ในคำวินิจฉัย ไม่ปรากฏข้อความใดเลยที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้พิสูจน์ว่ากรรมการบริหารพรรคทั้งหมดมีส่วนรู้เห็นกับการกระทำของพล.อ.ธรรมรักษ์และนายพงษ์ศักดิ์ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญเพียงยกข้อเท็จจริง ๕ ข้อข้างต้น เพียงเท่านี้ แล้วคณะตุลาการรัฐธรรมนูญก็ เชื่อ ทันทีว่าคณะกรรมการบริหารพรรค ๑๐๐ กว่าคน รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำของพล.อ.ธรรมรักษ์และนายพงษ์ศักดิ์ จึงต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคทุกคน
ลองพิจารณาด้วยใจเป็นธรรม เป็นไปได้หรือว่าเพียงข้อเท็จจริง ๕ ข้อดังกล่าว แสดงว่ากรรมการ ทุกคน รู้และยินยอมให้พล.อ.ธรรมรักษ์และนายพงษ์ศักดิ์ไปกระทำการดังกล่าว?
เมื่อคำสั่ง คปค ฉบับที่ ๒๗ มีโทษเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา ๕ ปี ซึ่งเป็นโทษอันร้ายแรงที่สุดในทางการเมือง การวินิจฉัยลงโทษผู้ใด ยิ่งต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนและพิสูจน์ให้ปราศจากข้อสงสัย หากข้อเท็จจริงยังคลุมเครือ ไม่แน่ชัด ก็ต้องไม่เพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคทุกคน แต่เพิกถอนเฉพาะผู้กระทำการและผู้ที่รู้เห็นเท่านั้น
การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทุกคน โดยปราศจากข้อเท็จจริงอย่างแน่ชัดว่ากรรมการบริหารพรรคทั้ง ๑๑๑ คนมีส่วนรู้เห็นกับการกระทำของ ย่อมไม่เป็นธรรมต่อกรรมการบริหารพรรค และกระทบต่อสิทธิทางการเมือง อันเป็นปัจจัยสำคัญของความเป็นพลเมือง
๔. การกระทำที่เข้าเกณฑ์ตามมาตรา ๖๖ (๑) และ (๓)
บรรทัดฐานทางกฎหมายมีโครงสร้าง ๒ ส่วน ส่วนแรก คือ องค์ประกอบส่วนเหตุ ส่วนที่สอง คือ ผลในทางกฎหมายเมื่อองค์ประกอบส่วนเหตุครบถ้วน บทบัญญัติในมาตรา ๖๖ (๑) มีองค์ประกอบส่วนเหตุ คือ กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนผลทางกฎหมาย ได้แก่ อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง
จะเห็นได้ว่า มาตรา ๖๖ (๑) มีองค์ประกอบส่วนเหตุเป็นถ้อยคำทางกฎหมายที่มีความหมายไม่เฉพาะเจาะจง อาจถกเถียงกันได้ว่าหมายความว่าอย่างไร คณะตุลาการรัฐธรรมนูญต้องตีความว่าอย่างไรจึงถือเป็น การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อย่างไรจึงถือเป็น การกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จากนั้นคณะตุลาการรัฐธรรมนูญจึงปรับข้อเท็จจริงในคดีนี้ให้เข้ากับองค์ประกอบส่วนเหตุเหล่านั้น
จากคำวินิจฉัย คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้ตีความว่า
การได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หมายถึง การได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยความยินยอมพร้อมใจจากประชาชนส่วนใหญ่ที่แสดงออกในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะทำหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นเป็นายกรัฐมนตรี ... โดยกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งยังจะต้องเป็นไปโดยสุจริต เพื่อก่อให้เกิดความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจของพรรคการเมืองนั้น ในทางตรงกันข้าม การได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยการเลือกตั้งที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือเป็นไปโดยไม่สุจริต ย่อมถือได้ว่า เป็นการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงมิได้หมายความถึง การได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ โดยการปฏิวัติรัฐประหารหรือยึดอำนาจการปกครองด้วยกำลังเท่านั&