Thai Love Justice Association

"เวบสำหรับคนรักความยุติธรรมทั่วไทย" โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ

ความยุติธรรม คืออะไร

ว่าด้วย "ความยุติธรรม" คืออะไร

 

โดย s i a m . t o / n i c e g u y

ความลำเอียง เป็นลักษณะนิสัยพื้นฐานที่มีอยู่ในตัวเราทุกๆคนที่เกิดขึ้นจากการรักตัวเองมากกว่า ตามหลักจิตวิทยา เรามักคิดว่า เรานั้นดีแล้วพร้อมๆกับคิดว่าคนอื่นนั้นไม่ดี หรือ I'm OK, you aren't OK.  โดยการตัดสินผู้อื่นจากการกระทำของเขาส่วนเดียว หรือ ถ้าเป็นกลุ่มคน เป็นสังคม   ก็มักจะมีการเปรียบเทียงกับผู้ที่แตกต่างในทำนองนี้เสมอ

นิสัยเพื้นฐานของความลำเอียงเข้าข้างตนเองนี้ตรงกันข้ามกับ คุณลักษณะนิสัยอีกประการหนึ่งคือ "ความยุติธรรม" ลักษณะนิสัยทั้งสองส่งให้การดำเนินชีวิตของเราจะบรรลุความสำเร็จที่ตั้งไว้หรือไม่ ถ้าเราเห็นว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น หรือเห็นพวกพ้องคนใกล้ตัวดีกว่าผู้อื่น ก็มีแนวโน้มว่าเราจะไม่สามารถไปถึงความสำเร็จที่แท้จริงได้ เพราะขาดคุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จนั่นคือ ความยุติธรรม

ความยุติธรรม นิสัยที่ต้องมีการสร้าง  :   เพราะเหตุแห่งความลำเอียงนี้เอง ทำให้หลายๆครั้งเราดำเนินชีวิตที่ผิดพลาดและล้มเหลว เป็นเหตุให้เกิดการทำลายตนเองและผู้อื่นอย่างที่เราคาดไม่ถึง   ความลำเอียงนี้เกิดขึ้นได้ในแทนทุกระดับของสังคม เช่น พ่อแม่ที่รักลูกไม่เท่ากัน   กลุ่มชนที่ลำเอียงเอื้อประโยชน์เแฑาะแก่ผู้ที่เป็นฝ่ายเดียวกับตน แต่เอารัดเอาเปรียบคนที่แตกต่างจากตนเอง 

ความยุติธรรม จึงไม่ได้เป็นลักษณะนิสัยที่คนทั่วไปมีแนวโน้มที่จะเป็น แต่เป็นลักษณะนิสัยที่ต้องมีการสร้าง มีการฝึกฝนและพัฒนาขึ้นในตัวเราแต่ละคน เพราะความยุติธรรมนี้ก็คือความคิดที่มีเหตุผลนั่นเอง

ความคิดที่มีเหตุผลอันนำไปสู่ความยุติธรรมในชีวิตนั้นก็คือการที่เราสามารถสรุปหรือตัดสินวินิจฉัยสิ่งต่างๆ โดยใช้สติปัญญา ใช้ความรอบคอบ ใช้หลักการประเมินเรื่องราวที่เราได้รับมาอย่างครบถ้วนถูกต้อง และไม่เห็นแก่ตัว นำไปสู่จุดหมายสุดท้ายคือ การตัดสินเรื่องราวหรือบุคคลได้อย่างถูกต้องและยุติธรรม การตัดสินใจที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งเริ่มจากการที่เราประเมินสถานการณ์ถูกต้องและสรุปให้ถูกต้อง

สร้างนิสัยยุติธรรมโดยการเรียนรู้ที่จะแยกแยะ "ข้อเท็จจริง" กับ "การตีความ" ข้อมูลที่ได้รับ  :   ก่อนที่เราจะตัดสินพิพากษาผู้ใดหรือเหตุการณ์ใดว่าผิดหรือถูก เราไม่สามารถเชื่อในเรื่องราวที่เราเพียงแต่ได้ยินได้ฟังครั้งแรกเท่านั้น แต่เราต้องแยกแยะระหว่างความจริงกับการตีความของข้อมูลที่เราได้รับ เพราะหากเราไม่พิจารณาให้ดี เราจะเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งเดียวกัน และเป็นเหตุให้เราตัดสินผิดได้

ข้อเท็จจริง คือ เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง สามารถตอบคำถามว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร สามารถตรวจสอบได้ทันที เช่น ชายคนหนึ่งถูกรถชนที่นี่เมื่อเช้านี้   ส่วนการตีความนั้นจะเป็นการวิเคราะห์หรือติดต่อเกี่ยวกับเหตูการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการตั้งสมมุติฐานของผู้พูดว่าจะเป็นอย่างไรซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ เช่น ผู้ชายคนั้นเขาคิดสั้น ซึ่งเป็นเพียงการสันนิษฐานอาจไม่เป็นจริงก็ได้   ทำให้เราต้องแยกให้ออกว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือการตีความ การแยกแยะให้กระจ่างจะช่วยให้เราปลอดภัยในการตัดสินใจได้อย่างยุติธรรม

ดังนั้น ก่อนที่เราจะสามารถสรุปความคิด และตัดสินว่าเหตุการณ์นี้เป็นจริงหรือไม่ เราต้องมีข้อมูลให้ครบถ้วนทุกด้านก่อนอย่างสมดุล เราจะต้องเป็นคนที่เก็บข้อมูล ข้อเท็จจริงให้มากเพียงพอที่จะนำมาวิเคราะห์เก็บข้อมูลให้ครบถ้วนทุกด้านเพื่อให้ได้มุมมองต่างๆ   ที่รอบคอบมากพอที่จะตัดสินใจได้แบบชั่งน้ำหนักครบถ้วน และต้องคิดให้รอบคอบรอบด้าน ต้องมีความคิดความอ่านพอและมีหลักการก่อนตัดสินใจเชื่อข่าวสารข้อมูลใด แม้เป็นการบอกกล่าวจากคนใกล้ชิด คนที่เราไว้างใจเชื่อถือ เราก็ต้องมีข้อมูลทั้งสองด้านด้วยจึงจะตัดสินใจได้อย่างไม่ผิดพลาด

สร้างนิสัยยุติธรรมโดยเชื่อในส่วนดีของผู้อื่นเสมอ   :  

ปัจจุบันเรามักตัดสินคนบนพื้นฐานของสิ่งที่เขาได้กระทำลงไปมากกว่าที่เราจะค้นหา ว่าเพราะเหตุใดเขาถึงกระทำเช่นนั้น    เราต้องมีแนวความคิดว่า เราต้องเชื่อในส่วนดีของผู้อื่นก่อนเสมอ เชื่อว่าเขาเป็นคนดีไว้ก่อนจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าผิดและเป็นคนร้าย ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่ดี เรื่องที่เป็นประโยชน์ เราสามารถเชื่อได้ง่ายกว่า แต่ถ้าเรื่องที่เลวร้าย เมื่อได้ข่าวมาอย่าเพิ่งตัดสินใจเชื่อ    

เราต้องสร้างนิสัยยุติธรรมบนรากฐานของความจริง เราต้องใช้มาตรฐานที่ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ความรู้สึก แต่ต้องเกิดขึ้นจากการเปรียบเทียบด้วยมาตรฐานที่เชื่อถือได้ จากเหตุและผลที่เป็นจริงและเชื่อในความจริงที่ว่าทุกคนมีส่วนดีอยู่ในชีวิตเสมอ เราควรยึดหลักการที่ว่า "เราปล่อยคนผิด ดีกว่าฆ่าคนบริสุทธิ์"        

คนที่ตัดสินผิดพลาดขาดความยุติธรรม หลายครั้งเกิดจากการไม่รู้ว่าจุดอ่อนของตนเองคืออะไร เช่นไม่รู้ว่าจุดอ่อนของตนคือ ความโลภ ดังนั้นเมื่อต้องทำงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับเงินอยู่เสมอ มีโอกาสเปิดให้สามารถโกงได้ เมื่อมีคนนำทรัพย์สินมาล่อ ก็มีแนวโน้มที่จะผิดในเรื่องการทุจริตหรือตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรรู้จุดอ่อนเพื่อให้สามารถหลีกเลี่ยงได้

การสร้างนิสัยแห่งความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในชีวิตเรา ตามหลักการสร้างความคิดที่มีเหตุผล จะนำพาชีวิตเราก้าวไปสู่เป้าหมายความสำเร็จที่สมบูรณ์ได้ คุณลักษณะชีวิตที่วางอยู่บนรากฐานของความยุติธรรมเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความกล้าหาญ คือกล้าที่จะยืนหยัดอยู่บนความจริง กล้าที่จะปฏิเสธอารมณ์ ความรู้สึก ความพึงพอใจส่วนตัวหากสิ่งนั้นตรงข้ามกับความจริง

ความยุติธรรมจะนำเราไปสู่ความสำเร็จในชีวิตของเราได้เพราะจะทำให้เรานั้นเป็นคนที่ไว้วางใจได้ บุคคลอื่นเกิดความศรัทธาเชื่อมั่นในตัวเรา

สามารถที่จะมอบหมายความรับผิดชอบในเรื่องต่างๆให้กับเราได้อย่างสบายใจ และหากเราใช้หลักการนี้จนกลายเป็นลักษณะนิสัยปกติของเรา เราจะเป็นคนที่ประพฤติแต่สิ่งที่ถูกต้องเสมอมีความคิดที่รอบคอบและตัดสินใจทุกเรื่องได้อย่างถูกต้อง อันเป็นวิถีนำชีวิตเราไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไม่พลาดพลั้ง

เพราะความยุติธรรมนั้นเป็นรากฐานของคุณธรรมที่ดีงามเราจึงควรจำไว้ว่า ไม่มีความยุติธรรมใดเกิดขึ้นได้บนพื้นฐานความอคติภายในใจของเรา ไม่มีความสำเร็จที่แท้จริงหากปราศจากซึ่งคุณธรรมแห่งความยุติธรรม ดังนั้น เมื่อไรก็ตามที่ความคิดภายในใจเราหวังร้ายต่อผู้อื่นแล้ว เราอย่าไปตัดสินผู้ใดเลย   แต่ควรมองย้อนกลับมาคิดอย่างมีเหตุผลด้วยความตระหนักว่า "ความยุติธรรม"นั้น เป็นลักษณะชีวิตที่ทำให้เราสามารถปฏิบัติหน้าที่ทุอย่างเป็นประโยชน์ แก่ส่วนรวมและเป็นประโยชน์แต่ตนเองได้สูงสุด .

หมายเหตุ: สำหรับท่านที่ต้องการบทวิเคราะห์เจาะลึกด้าน "ความยุติธรรม" ท้ายหน้านี้ มีบทความ 8 ตอน เกี่ยวกับความยุติธรรม

เจาะลึก ความยุติธรรม

มุมวิเคราะห์เจาะลึกและคืนมูลค่าแก่ผู้อ่าน

 

ที่มา Bllogang.com 

 

1 กฎหมาย ความชอบธรรม ศีลธรรม และ ความยุติธรรม?

การขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปของตระกูลชินวัตร-ดามาพงษ์ ให้กับกลุ่มเทมาเส็คของสิงคโปร์ ทำให้สังคมไทยเติบโตขึ้นเมื่อต้องเรียนรู้การดำรงดุลยภาพระหว่างอุดมคติ และ ความเป็นจริง กันอีกครั้ง

ข้อวิพากษ์หลายประการที่เกิดขึ้น เพื่อตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของดีลนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเจตนาการหลีกเลี่ยงภาษี, เจตนาการเบี่ยงเบนและอำพรางธุรกรรมไว้ภายใต้บริษัทที่เป็นสวรรค์ของการเลี่ยงภาษี, เจตนาการหลีกเลี่ยงข้อบังคับเพดานผู้ถือหุ้นต่างด้าวในกิจการของคนไทย ตลอดไปจนถึง อธิปไตยและความมั่นคงของชาติในกรณีที่สิทธิ์วงโคจรดาวเทียมของประเทศตกไปอยู่ในมือของผู้ถือหุ้นต่างชาติไปแล้ว

แต่หากพิจารณาให้ดี หัวใจของข้อวิพากษ์เหล่านี้ ต่างมุ่งย้ำลงไปตรงที่ ศีลธรรม และ ความยุติธรรม

เนื่องจากว่า แม้ว่าดีลนี้จะถูกกฎหมาย (คือได้รับคำยืนยันจากผู้เกี่ยวข้องว่าไม่ผิดกฎหมาย) แต่มีคนจำนวนมากรู้สึกว่าดีลนี้ไม่ชอบธรรม แต่ในเมื่อไม่อาจหาเหตุผลในเชิงกฎหมายได้ จึงต้องชูประเด็นเรื่องของศีลธรรมขึ้นมา

บางคนถึงกับกล่าวว่า แม้จะถูกต้องตามข้อกฎหมาย แต่ไม่ถูกต้องตามเจตนารมย์ของกฎหมาย (ซึ่งมุ่งเน้นเรื่องความถูกต้องทางจริยธรรมมากกว่า)

คุณทักษิณซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อยู่ในศูนย์กลางอำนาจของรัฐไทย ถูกมองว่าจะต้องมีจริยธรรมมากกว่าคนทั่วไป ตามธรรมเนียมดั้งเดิมที่เรียกร้องให้ผู้ปกครองมีธรรมะของผู้ปกครอง อาทิ เช่น ทศพิศราชธรรม ราชสังคหวัตถุ และ จักรวรรดิวัตร เป็นต้น

แม้ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ จะมีข้อห้ามไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีความเกี่ยวข้องในหุ้นส่วน หรือกิจการของบริษัทเอกชน แต่คนก็ยังมองว่าคุณทักษิณ มีความเกี่ยวข้องไม่ว่าโดยตรงก็โดยอ้อมกับกลุ่มชินคอร์ปอยู่ดี

เมื่อคนมองว่าดีลการขายหุ้นที่เกิดขึ้น ไม่มีความถูกต้องชอบธรรม จึงเป็นธรรมดาที่คนย่อมต้องมองไปถึงว่า คุณทักษิณไม่สามารถรักษาธรรมะของผู้ปกครอง ตามธรรมเนียมดั้งเดิมได้ (แม้ว่าธรรมะเหล่านี้ไม่ได้ถูกระบุเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ) จึงย่อมทำให้คุณทักษิณหมดความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อันเป็นตำแหน่งประมุขของฝ่ายบริหารรัฐไทยไปด้วย เมื่อคุณทักษิณยังคงดื้อดึงไม่ลาออกจากตำแหน่งตามการเรียกร้อง ก็ย่อมต้องถูกประนามว่าเป็นทรราชย์ผู้หลงยึดมั่นถือมั่นในอำนาจ

สมมติว่าบทความนี้จบลงตรงนี้ ก็คงเป็นบทความตามกระแส และย่อมจะสนับสนุนความชอบธรรมของผู้ออกไปเรียกร้องให้คุณทักษิณ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งคนเหล่านั้นก็คาดหวังว่าคุณทักษิณจะลาออกตามคำเรียกร้อง และประเทศชาติก็จะกลับคืนสู่ความปกติสุข เนื่องจากทรราชย์ได้พ้นออกไปจากการปกครองของประเทศแล้ว

แต่เผอิญที่บทความนี้ไม่ใช่บทความตามกระแส และในโลกแห่งความเป็นจริง บทจบแบบสุขนาฎกรรมแบบโรแมนติค (romantic happy ending) ไม่เคยมีจริง

โลกแห่งความเป็นจริง ซับซ้อน และโหดร้ายกว่านั้น

อันที่จริง มีคำถามถึงสังคมไทยที่ชอบมีความฝันแบบโรแมนติคหลายประการ ตัวอย่างเช่นการเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจ หรือนักการเมือง เป็นผู้มีธรรมะในจิตใจ (ซึ่งในโลกความเป็นจริงไม่เคยมี แต่นักการเมืองเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่คำนึงถึงตนเองเป็นหลัก) หรือเรียกร้องให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีความสมัครสมานสามัคคีกันพัฒนาประเทศชาติ (ซึ่งในโลกความเป็นจริง ก็มิได้เป็นเช่นนั้น เพราะประชาชนก็เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่คำนึงถึงตนเองเป็นหลัก ผลลัพธ์ของความเป็นไปในชาติ จึงเป็นผลมาจากการเรียกร้องผลประโยชน์และการปะทะกันของกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ในสังคม) ...หากมีเวลา ผู้เขียนบทความคงจะมากล่าวถึงข้อเท็จจริงในเรื่องเหล่านี้ยาว ๆ ในภายหลัง

แต่บทความนี้จะพูดถึงหัวใจของข้อวิพากษ์อันเป็นที่มาของชื่อบทความนี้ คือ กฎหมาย ความชอบธรรม ศีลธรรม และความยุติธรรม

คำถามชั้นแรกของบทความนี้คือ ความชอบธรรมที่ควรจะเป็นนั้น ควรจะเป็นไปตามตัวบทกฎหมาย หรือควรจะเป็นไปตามศีลธรรม และความยุติธรรม

หรือจะนิยามความชอบธรรมสองระบบ ระบบหนึ่งนิยามให้แก่ประชาชนที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการ คือทำให้ถูกตามตัวบทกฎหมายก็เพียงพอ

ส่วนความชอบธรรมสำหรับนักการเมืองและข้าราชการนั้น ทำให้ถูกตามตัวบทกฎหมายไม่เพียงพอ แต่จำเป็นจะต้องมีศีลธรรม และความยุติธรรมด้วย หากไม่มีศีลธรรม ไม่มีความยุติธรรม ก็มีความถูกต้องชอบธรรมที่จะดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อขับนักการเมืองและข้าราชการผู้นั้นให้พ้นจากหน้าที่?

อันนี้ถือว่าเป็นมาตรฐานซ้อนของสังคมไทยหรือไม่ ผู้เขียนเองก็ยังไม่แน่ใจ

2 ว่าด้วยความชอบธรรมของระบบศีลธรรม

คนกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่า ศีลธรรม มีความชอบธรรมในการควบคุมเสถียรภาพของสังคม ความเชื่อเช่นนี้เป็นความเชื่อที่มีมาแต่สมัยสังคมเกษตรกรรมโบราณ อันเป็นสังคมที่ความเชื่อทางศาสนายังมีอิทธิพลสูง ความเชื่อทางศาสนาจึงมีบทบาทในการควบคุมเสถียรภาพทางสังคมผ่านเครื่องมือที่ชื่อว่าระบบศีลธรรม

แต่การใช้ระบบศีลธรรม มาเป็นเครื่องมือในการตัดสินปัญหา ก็ยังมีข้อบกพร่องดังต่อไปนี้ 

1. ความซับซ้อนของสังคมและความเหมาะสมกับการใช้ระบบศีลธรรมมาตัดสินปัญหา

ต้องถือเป็นความโชคดีของสังคมในสมัยเกษตรกรรมโบราณที่ปัญหาทางจริยธรรมสามารถตัดสินกันได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อนเท่าในปัจจุบัน

ตัวอย่างเช่นระบบศีลห้าของพุทธศาสนา ได้มีการออกแบบให้มีการจัดการปัญหาจริยธรรมในสังคมเกษตรกรรมโบราณสำหรับความผิดตรงไปตรงมาเท่านั้น เช่นศีลข้อแรก (ปาณาติบาต - ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต) มีคำอธิบายเชิงรายละเอียดในอรรถกถาว่า บุคคลจะละเมิดศีลข้อนี้ก็ต่อเมื่อ 

    * สัตว์ที่เขาฆ่านั้นก่อนตายเคยมีชีวิตมาก่อน (เห็นสัตว์ตาย แต่เข้าใจว่าสัตว์นั้นยังหลับอยู่ แล้วเอามีดแทงสัตว์ตายนั้น ก็ไม่ถือว่าผิด)

    * ก่อนหรือขณะลงมือ เข้าใจว่าสัตว์นั้นมีชีวิต (เห็นสัตว์หลับ แต่เข้าใจว่าสัตว์นั้นตายแล้ว ลองเอามีดแทงสัตว์นั้นตายจริง ๆ ก็ไม่ถือว่าผิด)

    * ลงมือกระทำการ (ด้วยอาวุธ หรือวิธีการใด ๆ)

    * สัตว์ตายจากการที่ลงมือนั้น

จะเห็นว่าคำอธิบายแบบนี้ ใช้วินิจฉัยความผิดทางจริยธรรมได้เพียงพอสำหรับสังคมในสมัยนั้น แต่สำหรับสังคมในสมัยปัจจุบันที่มีความซับซ้อนขึ้น ก็มีคำถามว่า ระบบศีลห้านี้มีคำอธิบายเพียงพอสำหรับความผิดทางศีลธรรมในปัจจุบันหรือไม่ ตัวอย่างเช่น การุณยฆาต กรณีคนไข้ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้, ทหารที่ปกป้องประเทศตามหน้าที่, ผู้ก่อการร้ายที่มีความเชื่อว่า การก่อวินาศกรรมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม, ตำรวจวิสามัญฆาตกรเพื่อป้องกันตัว เป็นต้น

2. ความขัดแย้ง ในกรณีคำสอนทางศาสนาที่มีความแตกต่างกัน

ข้อด้อยประเด็นถัดมาของการใช้ระบบศีลธรรมเป็นเครื่องมือในการควบคุมเสถียรภาพของสังคมก็คือ การที่แต่ละศาสนามีชุดความเชื่อในการกำหนดระบบศีลธรรมที่แตกต่างกัน จนอาจจะถึงขั้นขัดแย้งกัน

ตัวอย่างที่พอจะยกให้เห็นชัดได้ คือกรณีที่ในศาสนาฮินดูที่เรียกร้องให้ภรรยาหม้ายต้องฆ่าตัวตายตามสามี หรือระบบวรรณะที่แบ่งชั้นของคนออกเป็นสี่กลุ่มคือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร และคนนอกวรรณะคือจัณฑาลที่ได้รับการปฏิบัติจากคนวรรณะอื่นอย่างเหยียดหยามมาก ซึ่งถ้าวินิจฉัยตามความเชื่อในปัจจุบันก็ต้องถือว่าระบบศีลธรรมของฮินดูดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับสิทธิมนุษยชนสากล

กรณีขัดแย้งที่เห็นชัดกว่านี้ก็คือ หากสังคมใดสังคมหนึ่งจะต้องตัดสินใจว่า จะอนุญาตให้สตรีที่ถูกข่มขืนทำแท้งได้หรือไม่ สำหรับศาสนาที่มีความเชื่อในพระเจ้าและเชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ พระเจ้าจึงเป็นเจ้าของชีวิตมนุษย์ มนุษย์ไม่มีสิทธิในชีวิตตน และชีวิตผู้อื่น การทำแท้งในความเชื่อของศาสนานี้จึงผิดบัญญัติทางศาสนา เนื่องจากเป็นการกระทำที่ท้าทายอำนาจของพระเจ้า จึงถือเป็นบาป

ในขณะที่ศาสนาแบบอเทวนิยม ไม่เชื่อว่ามีชาติหน้า ชุดความเชื่อของศาสนานี้จึงเห็นว่ามนุษย์เป็นเพียงสสารที่รวมตัวกันและเกิดเป็นชีวิตขึ้น ทารกในครรภ์ตามความเชื่อของศาสนานี้จึงยังไม่ถือว่าเป็นมนุษย์ การทำแท้งจึงไม่ได้เป็นฆ่าคนเพราะไม่ได้ละเมิดใคร ดังนั้นการทำแท้งจึงไม่ผิดศีลธรรม ตามชุดความเชื่อของศาสนาแบบนี้

คำถามที่น่าสนใจต่อกรณีนี้ก็คือ ในเมื่อศีลธรรมตามชุดความเชื่อของแต่ละศาสนานั้น มีความแตกต่างกัน การใช้ระบบศีลธรรมตามชุดความเชื่อของศาสนาใดศาสนาหนึ่งเข้ามาควบคุมเสถียรภาพของสังคม มีความชอบธรรมเพียงใด และเป็นการ "ยัดเยียด" ให้คนที่ไม่ได้มีศรัทธาในศาสนานั้น ๆ ต้องปฏิบัติตามหลักคำสอนที่ตนไม่ได้ศรัทธาตามไปด้วยหรือไม่

3. ความขัดแย้งในกรณีการตีความที่แตกต่างของคำสอนในศาสนา และกรณีจริยธรรมสองระบบในศาสนาพุทธ

แม้แต่ในศาสนาเดียวกันเอง ก็อาจตีความคำสอนของศาสดาในแต่ละศาสนาต่างกันออกไปได้ ดังเช่นจะเห็นความพยายามตีความคำสอนของศาสดาในศาสนามุสลิมออกมาเป็นสองแนวทาง คือการต่อสู้เพื่อความชอบธรรม จนกระทั่งกลายเป็นเครื่องมือหลักของกลุ่มผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรง ในขณะที่ก็มีกลุ่มมุสลิมสายกลางตีความคำสอนออกมาในแนวทางสงบสันติเป็นต้น

สมมติว่าหากแม้นว่ามีการตีความคำสอนของศาสดาออกไปในแนวทางเดียวกัน แต่ศาสนาบางศาสนาก็ยังมีระบบจริยธรรมอยู่สองระบบในชุดความเชื่อเดียวกัน ตัวอย่างเช่นในศาสนาพุทธเป็นต้น

3 เราคงเคยได้ยินว่าภาษาในพุทธศาสนามีอยู่สองแบบคือ ภาษาคนและภาษาธรรม

มีการศึกษาปรัชญาของพุทธศาสนาและสรุปออกมาเป็นทฤษฎีว่า พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมด้วยภาษาสองแบบ คือภาษาธรรม (ภาษาปรมัตถ์ หรือปรมัตถ์โวหาร) และภาษาคน (ภาษาสมมติ หรือสมมติโวหาร) [อ่านงานเขียนเกี่ยวกับเรื่องภาษาคนและภาษาธรรมได้โดยละเอียด จากงานเขียนหลายฉบับ ของท่านเจ้าคุณอาจารย์พุทธทาสภิกขุ]

ภาษาปรมัตถ์เป็นภาษาที่ชี้ไปยังความเป็นจริงเชิงปรมัตถ์ (ultimate realities) ส่วนภาษาสมมติก็จะชี้ไปยังความจริงอย่างสมมติ (สมมติสัจจะ) ซึ่งบ่อยครั้งที่กรอบความคิดของสองภาษาอาจมีข้อขัดแย้งกัน ตัวอย่างเช่น หลักธรรมเรื่องความกตัญญูกตเวที กรอบความคิดในเชิงปรมัตถ์จะมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อม แม่ ลูก เป็นเพียงกระแสแห่งสนามธรรมชาติ (field of nature) ที่จิตเจตสิก และรูปจำนวนหนึ่งกำลังโลดแล่นไปตามเหตุปัจจัย (ปัจจยาการ หรืออิททัปปัจยตา) ภายใต้สนามแห่งธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีบุคคล ไม่มีเรา ไม่มีเขา ยากจะชี้ว่ารูปและนามชุดนี้ ควรจะกตัญญูต่อรูปและนามอีกชุดหนึ่ง

แต่กรอบความคิดในเชิงสมมติสัจจะ เช่นมังคลัตถทีปนี (อรรถกถามงคลสูตร) จะอรรถาธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพระคุณของพ่อแม่ ซึ่งประสบความยากลำบากมากเพียงใดกว่าจะประคับประคองลูกจนเติบใหญ่ขึ้นมาได้ กล่าวได้ในอีกทางหนึ่งว่าหากเป็นความสัมพันธ์เชิงสังคม ย่อมมีความต้องการภาษาสมมติเพื่อกำหนดกรอบจริยธรรมในการรักษาเสถียรภาพทางสังคมนั่นเอง

คำถามที่น่าสนใจต่อประเด็นนี้คือ

 

4.เมื่อใดเราจึงจะใช้กรอบความคิดแบบปรมัตถ์และเมื่อใดเราจึงจะใช้กรอบความคิดแบบสมมติ เพื่อวินิจฉัยมูลความผิดในเหตุแห่งศีลธรรม?

4. นอกเหนือจากประเด็นที่สำคัญ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งสามข้อ ยังพบว่าศาสนามีความสัมพันธ์อย่างแน่นหนากับอำนาจในการปกครองบ้านเมือง ประวัติศาสตร์ในอดีตของบ้านเราบ่งชี้ว่า ผู้นำหรือกษัตริย์ในสมัยโบราณมักจะใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการควบคุมสังคมให้อยู่ภายใต้อำนาจ

ในบางครั้ง เมื่อศาสนามีความสัมพันธ์กับอำนาจ จึงอาจเกิดกรณีที่ศาสนาพยายามเข้าไปมีอิทธิพลเหนือศาสนาอื่น ดังเช่นประวัติการต่อสู้เพื่อแย่งชิงพื้นที่ความเชื่อระหว่าง ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธนิกายหินยาน ศาสนาพุทธนิกายมหายาน และศาสนาอิสลาม ในดินแดนเอเชียอาคเนย์เป็นต้น

ผู้สนใจความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับอำนาจการปกครองในสมัยโบราณ ลองอ่านข้อมูลเพิ่มเติมจาก สหายสิกขา : ว่าด้วยรากเหง้าของสยามประเทศไทย

การแย่งชิงพื้นที่ความเชื่อในศาสนานี้ อาจเกิดผลลัพธ์ในลักษณะที่ความเชื่อของศาสนาหนึ่ง (อันเป็นศาสนาใหม่) เข้ามามีอิทธิพล หรือแทรกแซงเข้ามาในอีกศาสนาหนึ่ง (ซึ่งเป็นศาสนาเดิมที่ได้รับความนิยม)

ตัวอย่างของหลักฐานนี้ดังเช่น ท่านเจ้าคุณอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ได้นำเสนอทฤษฎีว่า อรรถกถาโดยพระพุทธโฆษาจารย์ ได้มีการเปลี่ยนแปลงคำอธิบายในเรื่องของระบบปฏิจจสมุปบาทของพุทธศาสนาดั้งเดิม ที่ได้อธิบายว่ามนุษย์สามารถจะบรรลุนิพพานได้ในชีวิตปัจจุบัน เปลี่ยนเป็นความเชื่อตามแบบฮินดู (อันเป็นความเชื่อเดิมของพระพุทธโฆษาจารย์) ว่า การบรรลุนิพพานนั้นเป็นการบรรลุแบบข้ามภพ ข้ามชาติ (ตายแล้วเกิดใหม่

คำถามที่น่าสนใจต่อประเด็นนี้คือ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ชุดความเชื่อที่กำหนดเป็นระบบศีลธรรมในสังคมอันเกิดจากศาสนานั้น เป็นของศาสนาแท้ดั้งเดิม มิใช่ระบบความเชื่อใหม่ที่ถูกแทรกเข้ามาจากศาสนาอื่น และเชื่อได้เพียงไรว่าเป็นระบบศีลธรรมอันเกิดจากความเชื่ออันบริสุทธิ์ในทางศาสนา มิใช่เกิดจากอิทธิพลในทางอำนาจการปกครอง?

 

5 ว่าด้วยระบบคิดของนิติปรัชญา

ด้วยเหตุที่มีข้อจำกัดหลายประการในการใช้ระบบศีลธรรมเข้ามาเป็นเครื่องมือในการควบคุมเสถียรภาพของสังคม ดังที่เราได้กล่าวไปแล้วข้างต้น จึงมีนักคิดในวงการปรัชญาสังคมและการเมืองชื่อ จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) ได้ระบุว่าควรจะแยกศีลธรรมกับกฎหมายออกจากกัน

มิลล์ได้วางหลักการที่สำคัญอยู่ข้อหนึ่งในปรัชญาสังคมและการเมือง ก็คือ หลักการละเมิด (The Harm Principle) หลักข้อนี้มีใจความสำคัญว่า หากรัฐจะออกกฎหมายจำกัดเสรีภาพของบุคคล มีเพียงเหตุผลเพียงประการเดียวที่รัฐจะใช้อ้างได้ คือเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลละเมิดหรือสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น

แต่อย่างไรก็ตามมีผู้วิพากษ์แนวคิดของมิลล์ ซึ่งก็คือ เซอร์แพทริค เดฟลิน (Patric Devlin) ซึ่งเขาเชื่อว่าศีลธรรมเป็นโครงสร้างหลักของสังคม และเชื่อว่าสังคมใด ๆ จะดำรงอยู่ไม่ได้หากผู้คนในสังคมนั้น ๆ ส่วนใหญ่ หรือทั้งหมดประพฤติผิดธรรมนองคลองธรรม เดฟลินวิพากษ์แนวคิดของมิลล์ว่า พฤติกรรมบางอย่างแม้จะไม่ชัดเจนว่าเป็นพฤติกรรมที่ทำให้ใครเดือดร้อน แต่คนสามัญทั่วไปมีความรู้สึกว่าเป็นสิ่งผิดศีลธรรม (อาทิเช่นการประกอบอาชีพโสเภณีโดยสมัครใจ หรือการมีความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างคนในครอบครัวเดียวกัน) เดฟลินเชื่อว่าการปล่อยให้มีพฤติกรรมเช่นนี้ก็เท่ากับกฎหมายเปิดช่องให้แก่ความเสื่อมทรามของสังคม แม้ว่าการรักร่วมเพศไม่ได้ละเมิดทำให้ใครเดือดร้อน แต่คำถามที่น่าสนใจของเดฟลินก็คือ สังคมเช่นนี้เป็นสังคมที่น่าอยู่หรือไม่ มีอนาคตหรือไม่

แนวความคิดของเดฟลินที่เชื่อว่าศีลธรรมควรมีส่วนร่วมในการกำหนดเนื้อหาและโครงสร้างของกฎหมายสำหรับใช้ในสังคมนั้น ๆ เรียกว่า Legal Moralsim นอกเหนือจากแนวคิดของเดฟลินแล้ว ศาสนาบางศาสนาเช่นศาสนาอิสลามก็ใช้บทบัญญัติทางศาสนากำหนดขึ้นเป็นตัวบทกฎหมาย (แสดงว่าสังคมอิสลามมีความเชื่อว่าอุดมคติของรัฐหรือสังคมอิสลามควรเป็นไปตามบทบัญญัติตามข้อกำหนดทางศาสนา)

 

6 ต่อข้อขัดแย้งในแนวคิดระหว่างชุดความเชื่อทั้งสองแบบนั้น ดูจะหาข้อสรุปลงรอยกันได้ยาก

ศาสตราจารย์ ฮาร์ท (H.L.A. Hart) ได้วิจารณ์ข้อเสนอของเดฟลินว่า การประยุกต์ใช้ระบบศีลธรรมเพื่อวินิจฉัยพฤติกรรมในทางสังคม ไม่สามารถกระทำได้เต็มที่ เป็นเพราะฝ่าย Legal Moralism มิได้แยกความแตกต่างระหว่างศีลธรรมสองประเภทออกจากกัน คือศีลธรรมแบบ positive morality (จริยธรรมที่ศาสนาต่าง ๆ สอนเพืŭ