ใช้กฎหมายเพื่อรักษาความยุติธรรม
โดยคำนึงถึงศีลธรรมจรรยาและเหตุผลด้วย
ข้อเสียของคนเราก็คือ ใครมีหน้าที่อะไร ก็มุ่งแต่จะทำหน้าที่นั้นเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจส่วนอื่น ๆ เลย อย่างนักกฎหมายก็คิดแต่เรื่องกฎหมาย บางทีคิดแต่จะเอาชนะคะคานกันท่าเดียว ไม่เหลียวแลความยุติธรรมเลย ยิ่งเรื่องของศีลธรรม คุณธรรม และเหตุผลอื่นใด ก็ไม่ต้องคำนึงถึงกันแล้ว
มีคำพูดที่พูดถึงนักกฎหมายอยู่อย่างหนึ่งว่า คนที่ทำงานกับกฎหมายมาก ๆ มักจะติดอยู่กับตัวบทกฎหมาย คำพูดอย่างนี้ดูจะไม่ใช่คำชมหากเป็นคำติติงนักกฎหมายบางคน ที่ถือว่าตัวกฎหมายเป็นหลักการในการธำรงรักษาความยุติธรรม ซึ่งดูจะเป็นการคับแคบเกินไป และอาจทำให้รักษาความยุติธรรมไว้ได้ไม่เต็มที่ ผู้ทำหน้าที่พิทักษ์ความยุติธรรมหรือความเป็นธรรมจึงควรระมัดระวังให้มาก คือควรจะได้ทำความเข้าใจให้แน่ชัดว่ากฎหมายนั้นไม่ใช่ตัวความยุติธรรม เป็นแต่เพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งสำหรับใช้ในการรักษาและอำนวยความยุติธรรมเท่านั้น การใช้กฎหมายจึงต้องมุ่งหมายใช้เพื่อรักษาความยุติธรรม ไม่ใช่เพื่อรักษาตัวบทของกฎหมายเอง และการรักษาความยุติธรรมในแผ่นดินก็มิได้มีวงแคบอยู่เพียงแค่ขอบเขตของกฎหมาย หากต้องขยายออกไปให้ถึงศีลธรรมจรรยาตลอดจนเหตุและผลตามความเป็นจริงด้วย
นักกฎหมายต้องมีความยุติธรรมในหัวใจ กฎหมายมิใช่เพื่อกฎหมาย แต่กฎหมายเพื่อความยุติธรรม นักกฎหมายนำกฎหมายมาใช้เพื่อมุ่งหมายผดุงความยุติธรรม ทั้งยังต้องคำนึงถึงศีลธรรม คุณธรรม และหลักแห่งเหตุผลเข้าประกอบการใช้กฎหมาย
ในหลวง พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ผู้พิพากษา ทรงย้ำเรื่องความยุติธรรม การเป็นคนดี เป็นที่นับถือเชื่อถ
โดย กรมประชาสัมพันธ์ วัน พฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 22:05 น.
วันนี้ เวลา 16.14 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐานพระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา นำ ผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรม เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ครั้งแรก ในโอกาสนี้ นายพินิจ สุเสารัจ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม นายวิชัย อริยนันทกะ เลขาธิการประธานศาลฎีกา และ นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่คณะผู้พิพากษา เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ ความว่า ท่านผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้ปฏิญาณตนอย่างเข้มแข็งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่าบ้านเมืองต้องมีผู้พิพากษา บ้านเมืองต้องมีผู้ที่รักษาความยุติธรรม ต้องมีศาลเพื่อที่จะรักษาความยุติธรรมนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะว่าในบ้านเมืองถ้าไม่มีความยุติธรรม บ้านเมืองก็จะล่มจม และที่สำคัญท่านทั้งหลายได้ตั้งใจที่จะทำหน้าที่นี้ ที่ท่านจะทำหน้าที่ท่านได้เตรียมตัวไว้แล้วอย่างดี คือ ท่านได้เรียนรู้และเตรียมตัวที่จะทำหน้าที่ หน้าที่นี้เป็นการทำสิ่งที่เป็นความยุติธรรม คำว่า ยุติธรรมนี้ หมายความว่า จะวางตัวที่ดี วางตัวที่ตรง วางตัวที่จะทำอะไรที่ตรงไปตรงมา ในโรงศาลเองก็จะต้องทำ และนอกโรงศาลเองก็จะต้องทำ ทุกแห่งท่านก็จะต้องทำตัวให้ดี ให้ยุติธรรม เพราะว่าผู้ที่เป็นผู้พิพากษาเป็นตัวอย่างของความดี ความดีของผู้ที่จะวางตัวให้ดี คือ วางตัวให้ตรง วางตัวให้ยุติธรรม คือ วางตัวให้ดี ให้ดีนี้ลำบาก เพราะว่าถ้าทำอะไรที่ตรงไปตรงมาก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ความตรงไปตรงมานี้อยู่ที่ไหน ความตรงไปตรงมาคือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านจะทำในเวลาทำหน้าที่ และนอกหน้าที่จะต้องวางตัวให้ดี หมายความว่า แต่ละท่านจะต้องพยายามที่จะทำเป็นตัวอย่างแก่ประชาชน ทำเป็นตัวอย่างที่ดี คือถ้าอะไรก็ตามท่านต้องทำ แสดงให้เห็นว่าไม่มีอะไรเหนือความยุติธรรม บางทีคนที่เป็นผู้พิพากษาเข้าใจว่าจะทำความยุติธรรมนั้น เวลาขึ้นศาลในโรงศาลแต่ไม่ใช่อย่างนั้น จะต้องทำอย่างในเวลาทุกเมื่อ ถ้าทำตัวอย่างในเวลาทุกเมื่อ นั่นถือว่าเป็นผู้พิพากษาที่ดี อันนี้พูดยากว่าจะทำอย่างไร การที่เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนได้เห็นว่ามีผู้พิพากษาในโรงศาลแล้วก็นอกโรงศาลด้วยอันนี้ก็เป็นสิ่งที่ลำบาก เพราะว่าถ้าท่านวางตัวให้ดีนอกโรงศาลด้วย อันนั้นจะเป็นความเป็นผู้พิพากษาที่ครบถ้วน ถ้าท่านทำอย่างนั้นได้คนก็เชื่อถือ ถ้าเกิดคนเชื่อถือได้ก็หมายความว่าประเทศชาติมีขื่อมีแปได้ทุกเมื่อ ฉะนั้นก็ขอให้ท่านได้วางตัวให้ดีสิ่งที่ได้เรียนรู้ไว้ สิ่งที่ได้ฝึกฝนไว้ให้ปฏิบัติดีทุกเมื่ออันนี้สำคัญ ถ้าปฏิบัติตนให้ดีทุกเมื่อจะทำให้มีหลักมีเกณฑ์ในบ้านเมืองอันนี้สำคัญ ถ้าท่านทำดังนี้ทุกคนประชาชนทุกคนก็จะรู้ว่าในบ้านเมืองมีความยุติธรรม และท่านก็เป็นตัวอย่างของความยุติธรรม เป็นสิ่งที่ทำยาก เพราะว่าจะต้องมีความรู้ จะต้องมีความสามารถในตัว ฉะนั้นที่พูดซ้ำซากอย่างนี้ก็เพราะว่า เป็นสิ่งที่ยากที่จะวางตัวให้ยุติธรรม ถ้าทำตัวให้ยุติธรรมประชาชนจะเห็นว่าในเมือง ในบ้านเมืองมีคนที่ดี เป็นประกันของความยุติธรรม แล้วถ้าทำได้ก็เชื่อว่าบ้านเมืองจะอยู่เย็นเป็นสุขได้ ฉะนั้นจึงขอร้องให้ท่านเป็นตัวอย่าง เป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรมก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยบ้านเมืองให้ปลอดภัยได้ แต่เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ง่ายเพราะว่าต้องเสียสละมากๆ ความเสียสละนั้นของผู้เป็นผู้พิพากษาเป็นสิ่งที่ทำยาก แต่ถ้าทำได้ท่านก็เป็นตัวอย่างของความดี ท่านจะเป็นผู้ที่เป็นประกันของความยุติธรรมของศาล และจะเป็นผู้ที่สามารถที่จะรักษาความยุติธรรมในบ้านเมือง ถ้าทำได้แล้วท่านก็เป็นคนที่ดี เป็นคนที่ช่วยให้บ้านเมืองให้อยู่ได้ ให้ปลอดโปร่งได้ ก็ขอให้ท่านได้พยายามทำเพื่อที่จะบ้านเมืองมีขื่อมีแป ก็หมายความว่า มีความสุข มีความยุติธรรม ถ้าท่านรักษาความยุติธรรมได้แท้ๆ ท่านก็เป็นผู้ที่ได้ทำ ได้ช่วยบ้านเมืองให้อยู่ได้ ถ้าไม่ความยุติธรรมบ้านเมืองอยู่ไม่ได้ เพราะว่าคนเขาสงสัยอยู่เสมอ จะต้องให้ไม่มีความสงสัยในบ้านเมือง ในบ้านเมืองต้องมีแต่ความยุติธรรม ฉะนั้นก็ขอร้องให้ท่านพยายามให้ท่านรักษาความยุติธรรมแท้ๆ แล้วก็รักษาซึ่งสิ่งที่ยากมาก แต่เชื่อว่าท่านตั้งใจจะทำ ก็ขอให้ท่านตั้งใจรักษาความยุติธรรมในบ้านเมือง แต่การรักษาความยุติธรรมในบ้านเมืองนี้เหมือนว่าง่ายๆ เพราะว่าท่านเป็นผู้พิพากษาแต่ว่าถ้าเว้นจากความเป็นผู้พิพากษาสักนิดเดียวก็จะทำให้เสียหาย ฉะนั้นก็ขอให้ท่านรักษาความดีความยุติธรรมในบ้านเมือง ท่านได้เรียนรู้ ท่านได้ฝึกฝนมาด้วยการเรียนและด้วยการปฏิบัติท่านก็คงทำได้ ไม่ใช่ง่ายแต่ว่าถ้าท่านทำได้แล้ว ท่านจะเป็นเรียกว่าเป็นวีรบุรุษของบ้านเมือง เป็นผู้ที่รักษาความยุติธรรม ฉะนั้นขอให้ท่านวางตัวเป็นวีรบุรุษของบ้านเมือง จะต้องรักษาความยุติธรรม ความสะอาด ความเรียบร้อยของบ้านเมือง พูดอย่างนี้เหมือนว่า ให้ท่านรับหน้าที่อยู่บนหัวของตัวก็เป็นอย่างนี้ที่ขอร้อง ท่านรับความดีอยู่บนตัวเองทุกเมื่อ ทั้งในโรงศาล ทั้งนอกโรงศาล ก็ขอให้ท่านสามารถที่จะทำดังนี้ เพื่อที่จะให้บ้านเมืองอยู่เย็นอยู่รอด ท่านอาจจะนึกอยู่ในใจว่า ทำไมท่านจะต้องรับสิ่งนี้เป็นภาระ ต้องรับเพราะว่าท่านได้เลือกหน้าที่นี้ แล้วก็เมื่อเลือกหน้าที่นี้ต้องทำ ต้องทำให้ดี ฉะนั้นก็ขอให้ท่านเมื่อเลือกหน้าที่ท่านต้องทำหน้าที่ให้สำเร็จเรียบร้อย ท่านคงนึกมีแต่หน้าที่ ใช่ ท่านมีหน้าที่และก็ถ้าทำได้แล้ว ท่านจะมีความพอใจแล้วก็ท่านจะเป็นผู้ที่คนนับถือได้ ความที่คนนับถือนี่สำคัญมาก อาจจะนึกว่าตนเองเป็นคนที่มีคนนับถือ ไม่ใช่ของที่ง่าย แต่ถ้าทำให้คนนับถือได้แล้วท่านเองจะสามารถที่จะมีความพอใจแล้วก็ตลอดต่อไป ฉะนั้นก็ขอให้ท่านรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของศาล ความศักดิ์สิทธิ์ของความยุติธรรม ก็ขอให้ท่านทำสำเร็จ แล้วถ้าท่านทำสำเร็จแล้วท่านจะมีความดีตลอดชีวิตต่อไปถึงตั้งแต่ต้นจนปลาย ท่านได้ทำหน้าที่ผู้พิพากษา ท่านได้ทำหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็ถ้าทำได้แล้วท่านก็เรียกว่าเป็นคนดี คำว่าเป็นคนดีดูเหมือนพูดง่ายๆ แต่ว่าไม่ใช่ง่าย คนดีเป็นความดีและคนดีต้องรักษาไว้ ฉะนั้นก็ขอให้ท่านเป็นคนดีเป็นคนที่สามารถ เป็นคนดีแล้วท่านจะมีความภูมิใจ มีความภูมิใจต่อรักษาความดีเป็นผู้ที่รักษาความดี ในประเทศชาติ ก็ขอให้ท่านสามารถที่จะรักษาความเป็นผู้พิพากษาตลอดรอดฝั่งจนกระทั่งแก่เฒ่าก็เป็นคนดี ทุกคนที่รักษาความดีได้ตั้งแต่เข้าทำหน้าที่จนกระทั่งแก่เฒ่า จนกระทั่งตายก็ถือว่าเป็นเกียรติ และถือว่าท่านตายได้สบาย ฉะนั้นก็ขอให้ท่านได้มีความสามารถที่จะเป็นคนดีตั้งแต่ต้นจนปลาย แล้วเป็นคนดีตั้งแต่ต้นจนปลายได้อะไร หมายความว่า ท่านตายสบาย ถ้าหากว่าท่านเกิดสบายแล้วก็มีชีวิตที่สบายและตายสบายท่านมีบุญมาก เป็นคนที่มีบุญ เป็นดังที่บอกตั้งแต่ต้นว่าเป็นวีรบุรุษ ก็ขอให้ท่านสามารถที่จะเป็นวีรบุรุษ ทำให้ประชาชนนับถือ ทำให้ประชาชนถือว่ามีคนดีในชาติบ้านเมือง แล้วก็ท่านก็เมื่อเกิดมาดีแล้ว ทำงานดีและจะตายดี หมายความว่า ขอให้ท่านได้ทำประโยชน์เต็มที่ตามที่ท่านได้เปล่งวาจา เพื่อทำความความดี แล้วท่านก็ไม่มีอะไรที่จะอับอายได้ มีแต่ความดีอยู่ในตัวตลอดชีวิต ก็ขอให้ท่านทำหน้าที่ให้สำเร็จแล้วก็ท่านมีความสำเร็จในชีวิต จะทำอะไรก็ไม่ต้องอายที่จะทำดี ขอให้ท่านประสบความสำเร็จในหน้าที่ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่มีเกียรติอย่างยิ่ง แล้วก็ท่านก็จะรู้สึกว่าไม่มีใครตำหนิได้ ก็ขอให้ท่านรับความสำเร็จในการเป็นผู้พิพากษาที่ครบถ้วน ที่ดี ที่งาม
เศรษฐกิจกับความยุติธรรม
อานันท์ กาญจนพันธุ์
การเสวนาเรื่องความยุติธรรม : วันที่ 9 สิงหาคม 2546 เวลา 14.00 น.
ณ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เศรษฐกิจกับความยุติธรรม (บทความถอดเทป)
หัวเรื่องสำคัญ ประกอบด้วย
1. ทำไมจึงต้องตั้งคำถามกับเศรษฐกิจเรื่องความยุติธรรม
2. ความยุติธรรมทางเศรษฐกิจเกี่ยวพันการจัดสรรส่วนเกินในรูปของกำไร
3. เศรษฐกิจในระบบตลาดมีเหตุผลที่เป็นอิสระในตัวเองได้จริงหรือ
4. กลไกตลาดสามารถจัดสรรส่วนเกินให้ยุติธรรมได้จริงหรือ
5. ปัญหาของกลไกรัฐกับการบิดเบือนเชิงโครงสร้าง
6. กลไกทางสังคมกับความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ
7. บทส่งท้าย
ในความเข้าใจของผม การจะพิจารณาว่า เศรษฐกิจมีความยุติธรรมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่า เศรษฐกิจเกี่ยวพันกับชีวิตในด้านอื่น ๆ อย่างไร การที่ผมตั้งคำถามเช่นนี้ก็เพราะว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่นานนี้ เรื่องของเศรษฐกิจได้ถูกแยกออกไปเป็นอิสระจากส่วนอื่น ๆ ของชีวิตคนเรา หรือส่วนอื่นๆของชีวิตมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ประเด็นนี้เอง ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องตั้งคำถามเสียก่อน
ในอดีตนั้นเศรษฐกิจเคยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต กล่าวคือเศรษฐกิจจะมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับชีวิตด้านต่าง ๆ อย่างแยกกันไม่ออก ดังนั้นการที่จะตั้งคำถามทำนองนี้ จึงไม่จำเป็น เพราะเศรษฐกิจและชีวิตด้านต่างๆของมนุษย์ยังผูกพันกันอยู่ ทำให้เศรษฐกิจอยู่ภายใต้การควบคุมของสังคม
แต่เมื่อไม่นานนี้เอง เศรษฐกิจเริ่มค่อยๆถูกแยกออกไปจากชีวิตของมนุษย์มากขึ้นๆทุกที จนทำให้เศรษฐกิจหลุดออกไปจากการควบคุมของสังคม จึงเกิดคำถามทำนองนี้ขึ้น เพราะเศรษฐกิจอาจจะเดินไปทางหนึ่ง ที่ไม่สอดรับกับทิศทางของสังคมได้ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อความยุติธรรม ที่เป็นอุดมการณ์สำคัญในสังคมตามมา
ด้วยเหตุนี้ การที่จะตั้งคำถามว่า เศรษฐกิจจะยุติธรรมหรือไม่? จึงต้องเริ่มต้นจากการพิจารณาว่า เศรษฐกิจนั้นมีความเกี่ยวพันกับชีวิตด้านอื่นๆอย่างไร เมื่อเรื่องของเศรษฐกิจค่อยๆถูกทำให้แยกออกมาจากชีวิตด้านอื่นๆของมนุษย์ ซึ่งอาจถือได้ว่า เริ่มจากการที่คนเราหันไปเปลี่ยนแปลง หน่วยทางสังคม ที่ยึดถือเป็นกรอบสำหรับปฏิบัติการทางเศรษฐกิจ จนกลายเป็นที่มาหรือต้นตอของปัญหาทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน
เพราะคนเราหันไปแยกหน่วยทางสังคมและเศรษฐกิจออกจากกันอย่างเด็ดขาด ผลที่ตามมาทำให้ ความเป็นปัจเจกชนกลายเป็นหน่วยทางสังคม ที่มีความสำคัญมากขึ้นแต่เพียงหน่วยเดียว อีกทั้งยังแยกออกเป็นอิสระจากหน่วยทางสังคมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เครือญาติ ชุมชน หรือท้องถิ่น เพราะปัจเจกชนสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้เอง แทนที่จะใช้ทรัพย์สินร่วมกันด้วย
การกำหนดให้ทรัพย์สินเป็นสมบัติส่วนบุคคลได้นั้น ในสังคมตะวันตกอาจจะเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยโรมันแล้วก็ตาม ส่วนในสังคมไทยเพิ่งเริ่มก่อรูปขึ้นมาไม่นานนี้เอง แต่กลับมีความสำคัญขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หากจะระบุให้ชัดเจน ก็อาจถือได้ว่า เริ่มพัฒนาขึ้นมาในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ครั้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ได้มีการตรากฎหมายขึ้นมารองรับหลักการดังกล่าวอย่างเป็นทางการมากขึ้น
การกำหนดให้ทรัพย์สินโดยเฉพาะที่ดินเป็นสมบัติส่วนบุคคลที่สามารถเห็นได้ชัดเจนมากที่สุด คงจะเป็นการออกประมวลกฏหมายที่ดินในปี พ.ศ 2497 เพราะเสนอให้มีการออกโฉนดที่ดินให้กับบุคคล จนทำให้การถือครองแยกออกมาจากการใช้และการครอบครอง ซึ่งเป็นหลักการที่เคยใช้กันมาแต่เดิมในสังคมไทย ตามแนวทางปฏิบัติที่เป็นจริง และตามจารีตของท้องถิ่น แม้ในทางทฤษฎี หรือหลักการตามกฏหมายของรัฐ อาจจะถือว่าที่ดินทั้งหมดเป็นของพระเจ้าแผ่นดินก็ตาม
แม้จะมีความพยายามในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพื่อทำให้เศรษฐกิจแยกออกไปจากชีวิตด้านอื่นๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เศรษฐกิจไม่สามารถแยกออกไปได้ เมื่อมีความคิดว่า เศรษฐกิจสามารถแยกออกมาเป็นอิสระได้ เลยทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นหลายอย่างตามมา เพราะในชีวิตทางเศรษฐกิจนั้นจะสร้างผลผลิตส่วนหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเราเรียกผลผลิตส่วนนี้ว่า ส่วนเกิน จึงมีปัญหาอยู่ว่า ส่วนเกินที่เกิดขึ้นมานั้นจะเอาไปจัดสรรกันอย่างไร
ในกรณีที่เศรษฐกิจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชีวิตด้านอื่นๆ ส่วนเกินนี้จะถูกกลไกทางสังคมนำไปหมุนเวียนใช้อยู่ในหน่วยทางสังคมที่ผลิตส่วนเกินนั้น ซึ่งแต่ละสังคมจะมีวิธีการใช้ด้วยรูปแบบที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับสังคมนั้น ๆ ในแต่ละยุคแต่ละสมัย
โดยส่วนใหญ่ส่วนเกินนั้น จะจัดการผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรม ในรูปของพิธีกรรมต่างๆ สำหรับสังคมขนาดเล็ก ส่วนเกินจะถูกนำมาแลกเปลี่ยนในพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งช่วยให้เกิดการกระจายส่วนเกินไปสู่กลุ่มคนต่างๆ ตามจารีตที่เน้นประโยชน์ร่วมกันของสังคม จึงทำให้ส่วนเกินกลายเป็นอรรถประโยชน์ทางสังคม (Social Utility)
ในกรณีของสังคมในสมัยศักดินา ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์เป็นหลัก ระบบแบบนี้ ส่วนเกินจะถูกจัดสรรผ่านกลไกที่เราเรียกว่า การบริโภคทางสังคม คือการที่ผู้มีอำนาจในสังคม เอาส่วนเกินไปใช้ในการสร้างบารมี ในรูปของการสร้างวังให้ใหญ่โต และการสร้างวัดให้โอฬาร เพื่อแข่งขันกันแสดงว่าเป็นผู้มีบารมีมากกว่าคนอื่น ซึ่งจะช่วยจูงใจให้มีผู้คนเข้ามาพึ่งพามากขึ้น ทั้งนี้เพราะ ในระบบศักดินานั้น การมีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจไม่ได้ขี้นอยู่กับการควบคุมพื้นที่ แต่ขึ้นอยู่กับการควบคุมกำลังคน ยิ่งมีผู้คนเข้ามาอยู่ใต้อำนาจมากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งตักตวงส่วนเกินจากแรงงานของผู้คนเหล่านั้นได้มากเท่านั้น
ในกรณีของสังคมไทยปัจจุบัน เมื่อเศรษฐกิจถูกแยกออกมาจากหน่วยทางสังคม และปัจเจกชนสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินส่วนตัวได้ ส่วนเกินจึงมักจะถูกเปลี่ยนให้มาเป็นกำไรแทน ประเด็นปัญหาที่ตามมาก็คือ กำไรเหล่านี้จะเอามาจัดสรรกันอย่างไร นับเป็นปัญหาที่ผูกพันกันมานานมาก
ในทางทฤษฎีมาร์กซิสต์แล้ว กำไรก็คือส่วนเกิน ที่ยังไม่ได้เอาไปจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้แก่ผู้ใช้แรงงาน ตามนัยเช่นนี้ ส่วนเกินจึงเกิดมาจากการบิดเบือนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ จนทำให้เห็นว่า ทุน/เงิน เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ที่ทำให้เกิดผลผลิตส่วนเกินขึ้น แนวความคิดทำนองนี้มีปัญหามาก เท่ากับเป็นการสร้างมายาคติให้เชื่อว่า ทุนเป็นที่มาที่แท้จริงอย่างเดียว ที่ก่อให้เกิดผลผลิตต่างๆ ไม่ใช่แรงงานตามความคิดแบบมาร์กซิสต์
ในปัจจุบันยังมีการอธิบายให้ซับซ้อนมากขึ้นไปอีก โดยเพิ่มเติมเข้าไปอีกว่า ผลผลิตต่างๆไม่ได้เกิดมาจากทุนอย่างเดียว แต่ยังเกิดมาจากสิ่งที่เราเรียกว่า "ความรู้/ปัญญา/วัฒนธรรม" ด้วย หากยอมรับตามแนวความคิดเช่นนี้ นายทุนก็สามารถอ้างได้ว่า ค่าตอบแทนแรงงานที่เขาได้จ่ายให้กับคนงานนั้นเหมาะสมแล้ว เพราะเขาเป็นเจ้าของทั้งทุนและความรู้ ซึ่งเขาได้มาอย่างชอบธรรม ด้วยการซื้อขายแลกเปลี่ยนในระบบตลาดเสรี
แต่แท้ที่จริงแล้ว ส่วนเกินคงยังมีที่มาจากค่าแรงด้วย ซึ่งเป็นค่าแรงในส่วนที่ยังไม่ได้จ่ายให้กับคนงาน ถ้าจ่ายค่าตอบแทนทั้งหมดจริงตามที่กล่าวอ้าง คนงานควรจะมีสภาพชีวิตที่เป็นอยู่ดีกว่านี้มาก ดังจะสังเกตได้ชัดเจนว่า คนงานที่สร้างบ้านก็ดี หรือคนงานที่ผลิตรถยนต์เองก็ดี ถามว่ามีกี่คนที่เป็นคนงานก่อสร้างแล้วสามารถมีบ้านเป็นของตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ส่วนมากคนงานก่อสร้างจะไปอาศัยอยู่ตามเพิงหรือห้องแถว ที่เขาเตรียมไว้ให้เสียมากกว่า เพื่อที่จะได้ไปทำงานในวันต่อไปได้ทันเวลา
คนงานก่อสร้างบางคนไม่สามารถที่จะมีบ้านอยู่ได้ด้วยตัวเองเลยตลอดชีวิต เราเรียกว่าสภาวะเช่นนี้ว่า ความแปลกแยก คือสภาวะที่ มนุษย์ไม่สามารถใช้แรงงานของตน เพื่อตอบสนองความเป็นมนุษย์ของตนเองได้ ซึ่งแสดงว่าต้องมีปัญหาของคนที่ทำให้บิดเบือน โดยเอาผลประโยชน์จากผู้ใช้แรงงานไป จนผู้ใช้แรงงานไม่สามารถที่จะได้รับผลประโยชน์จากแรงงานของตนเองได้
ทั้งหมดนั้นชี้ให้เห็นว่า เมื่อส่วนเกินที่เกิดขึ้นมาถูกแปลงมาเป็นกำไรแล้ว ก็มีปัญหาว่าจะจัดสรรกันอย่างไร เพื่อที่จะทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปได้ พร้อมๆกับการที่จะนำเอาไปกระจายในสังคมให้เป็นธรรมด้วย ดังจะเห็นได้ว่าเป้าหมาย 2 ประการนี้ กลายเป็นประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจมาตลอด ในความพยายามที่จะหาข้อตกลงให้เหมาะสมว่าจะแบ่งกันเท่าไหร่ เพื่อสร้างความก้าวหน้าในสังคมให้เจริญขึ้นไป ทั้งในด้านคุณภาพของชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาด้วยว่าจะกระจายไปในสังคมอย่างไร ในระบบทุนนิยมจะมีนักวิชาการออกมาแสดงความคิดโต้เถียงต่อสู้กันในประเด็นนี้อยู่ตลอดเวลา
ในยุโรปช่วงต้นคริสศตวรรษที่ 20 นักวิชาการจำนวนหนึ่งออกมาเสนอความคิดว่า ไม่ควรที่จะเอาเศรษฐกิจไปเกี่ยวพันกับชีวิตสังคมด้านอื่น ๆ แต่ควรจะมองเศรษฐกิจแยกออกมาเป็นเรื่องต่างหาก เพราะเห็นว่าทางเศรษฐกิจนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการและเหตุผล ที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง ซึ่งต่อมาเราเรียกนักวิชาการพวกนี้ว่า พวกอรรถประโยชน์นิยมหน่วยสุดท้าย (Marginalist) ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันในหลาย ๆ ประเทศโดยไม่ตั้งใจ ทั้งในประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศล และในออสเตรเลีย
ในปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักล้วนใช้หลักการนี้ นั่นคือหลักการที่ตั้งอยู่บนสมมุติฐานหลายประการที่เชื่อมโยงกันคือ มนุษย์เป็นปัจเจกชน พร้อมๆกับเป็นปัจเจกชนที่มีความต้องการ และความต้องการดังกล่าวของปัจเจกจะมีเหตุผล ดังนั้นนักเศรษฐศาสตร์จึงเชื่อว่า หลักการนี้จะช่วยให้การจัดสรรทรัพยากร หรือ การจัดการทางเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพสูงสุด หรือเกิดประโยชน์สูงสุด และที่สำคัญ หลักการดังกล่าวยังที่เป็นสากล ซึ่งหมายความว่า สามารถนำเอาปรับไปใช้กับที่ไหนๆก็ได้ในโลกนี้เหมือนๆกันหมด
นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า ความคิดอรรถประโยชน์นิยมดังกล่าวเป็นหลักการที่มีเหตุมีผลและเป็นสากล เพราะสามารถนำมาใช้อธิบายความต้องการของมนุษย์ในฐานะที่เป็นปัจเจกชนได้ทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น คนที่ต้องอดน้ำอยู่ในทะเลทราย ความต้องการอย่างแรกของเขาก็คือน้ำ เพราะว่าอดน้ำมาหลายวัน ดังนั้นน้ำแก้วแรกที่จะหามาดื่มได้นั้น แม้ราคาจะแพงสักเท่าใดก็ตาม เขาก็จะพยายามหาซื้อมาให้ได้ เพราะว่ามีความต้องการมาก แต่พอดื่มเข้าไปซัก 10 แก้วแล้ว ถามว่าแก้วที่ 11 นั้น เขาจะยอมจ่ายในราคาเท่าใด สัก 1 บาทจะเอาไหม ก็คงไม่เอาแน่ เพราะเขาได้ดื่มเพื่อตอบสนองความต้องการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ต่อมานักเศรษฐศาสตร์ได้นำหลักเช่นนี้เองไปใช้ในการอธิบายการเกิดมูลค่าของสิ่งของต่างๆ เพราะสามารถนำมาใช้อธิบายได้ดีในกำหนดราคาสิ่งของในตลาด ในฐานะที่เป็นหลักการสำคัญ ในการจัดการและการควบคุมการใช้ทรัพยากร ให้เป็นไปในแนวทางที่จะทำให้เกิดทั้ง ประสิทธิภาพและความพอใจสูงสุด รวมทั้งได้กำไรสูงสุดด้วย
สำหรับผู้ที่เชื่อตามหลักการดังกล่าว ก็จะพยายามหาทางพิสูจน์ว่า มนุษย์จะเลือกจัดการทรัพยากรไปตามหลักเหตุผลเช่นนี้เสมอ คือ ประสิทธิภาพและความพอใจสูงสุด ความเข้าใจเช่นนี้เองเป็นปัญหาอย่างมาก เพราะเราพบว่า เงื่อนไขที่จะใช้กับหลักการทั้ง 2 ประการนี้ได้อย่างดีที่สุดก็คือ ตลาด แต่ในความเป็นจริง เราจะพบว่าหลักการนี้ไม่สามารถที่จะใช้ให้เป็นไปตามหลักการที่ว่าไว้เสมอไป ที่จริงแล้วหลักการนี้ใช้ไม่ค่อยได้เลย แต่ก็มีผู้ที่พยายามจะตอกย้ำว่าใช้ได้ ในสังคมตะวันตกก็มีการโต้เถียงกันมาโดยตลอด
ดังนั้น การที่จะระบุออกไปว่า เศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ยุติธ$