| หมายเหตุกองบรรณาธิการ : ประชาไท ได้รับจดหมายฉบับนี้จาก ธงชัย วินิจจะกูล แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิล สหรัฐอเมริกา ที่เขียนถึงเพื่อนนักสิทธิมนุษยชน ในเวลาก่อนที่องค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและในระดับสากลจะขยับตัวเพื่อปกป้องสิทธิของผู้ชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (ปราบกบฏ) หรือ นปก. ที่ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อคืนวันที่ 22 ก.ค.ต่อเนื่องมาถึงการเชิญตัวและจับกุมแกนนำทั้ง 9 เมื่อวันที่ 26 ก.ค.โดยกระบวนการยุติธรรมไทย
อย่างไรก็ตาม กองบรรณาธิการเห็นว่า เนื้อหาในจดหมายฉบับนี้น่าจะได้ทวงถามด้านที่อยู่ภายในของใครหลายๆ คนให้ฟื้นตื่นคืนสภาพ จึงได้ขออนุญาตนำมาแปลเพื่อเผยแพร่ เมื่อปีที่แล้ว ตอนที่รายการของสมัคร สุนทรเวช ถูกถอดถูกเซ็นเซอร์ออกไป เพราะพูดจาไม่สุภาพต่อเปรม ติณสูลานนท์ ไม่มีกลุ่มสิทธิมนุษยชนหรือปฏิรูปสื่อกลุ่มไหนเลยที่จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือประท้วง ผมก็เกลียดสมัคร แต่ผมก็คิดว่าการนิ่งเฉยดังกล่าวเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ การนิ่งเฉยบ่งบอกว่านักสิทธิมนุษยชนและนักปฏิรูปสื่อเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าผู้รับใช้การเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย อุดมการณ์สูงส่งของพวกเขาอาจเป็นสิ่งจอมปลอม คนของพวกเขาก็อาจจะจอมปลอมไม่แพ้กัน ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนต่างเคยได้ยินคำกล่าวอันโด่งดังที่มักอ้างกันในหมู่นักสิทธิพลเมืองอยู่เสมอที่ว่า พวกเขาจะต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าพวกเขาจะเห็นต่างจากคนเหล่านั้นมากเพียงใดก็ตาม และผมยังเชื่ออีกด้วยว่าพวกคุณหลายคนคงทราบว่า ทนายที่ว่าความให้กับคลูคลักซ์แคลนนั้น ส่วนใหญ่เป็นทนายจากสมาคมเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (American Civil Liberty Union (ACLU)) แม้ว่าสมาคมนี้คือหนึ่งในเป้าหมายหลักของคลูคลักซ์แคลนก็ตาม มีทนายอยู่ไม่มากนักที่เต็มใจจะว่าความให้กับพวกนั้น ACLU เชื่อในสิทธิของผู้ใดก็ตามที่จะมีทนายและได้รับการพิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรม ไม่เว้นแม้แต่พวกคลูคลักซ์แคลน ACLU เป็นองค์กรที่ได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูงจากทุกฝ่าย นั่นเป็นเพราะการยึดมั่นในหลักการและความกล้าหาญของพวกเขา คุณคิดไหมว่าประเทศไทยก็ต้องการคนอย่างนี้และองค์กรอย่างนี้ แทนที่จะเป็นพวกที่เลือกข้างและสายตาสั้น? การประท้วงที่จบลงด้วยการปะทะและความรุนแรงเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาอาจจะมีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองของพวกเขาอยู่ (เช่นเดียวกับพันธมิตรฯ เมื่อปีที่แล้ว) การตอบโต้อย่างทันควันของพวกเขาต่อการกดดันของตำรวจอาจดูไม่น่ารัก เรียบร้อย ถูกต้อง หรือสมบูรณ์แบบตามรสนิยมและประสบการณ์อภิชนของเราสำหรับการชุมนุมประท้วง แต่สิทธิในการประท้วงของพวกเขาควรต้องได้รับการปกป้อง อย่างน้อยก็ให้ได้เท่าเทียมกับพันธมิตรในปีที่แล้ว มาตรการที่ไม่จำเป็นของตำรวจและทหารควรได้รับการประท้วง การยกเปรมให้อยู่ในสถานะที่สูงกว่าพลเมืองทั่วไปนั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และต้องได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ ถ้าหากองค์กรสิทธิมนุษยชนจะไม่ทำอะไรในคราวนี้เพื่อปกป้องสิทธิที่เท่าเทียมของคนทุกคน ก็รังแต่จะเป็นการตอกย้ำว่า นักสิทธิมนุษยชนและนักเคลื่อนไหวในไทยนั้น เป็นเพียงแค่พวกจอมปลอมและเครื่องมือทางการเมือง พวกเขาไม่ได้ยืนหยัดเพื่อหลักการและอุดมการณ์อันสูงส่ง นั่นจะเป็นจุดจบของขบวนการสิทธิและเสรีภาพในเมืองไทย ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? เพราะประชาชนไม่สามารถอุ่นใจได้อีกแล้วว่า คราวถัดไปที่เขา/เธอประท้วงอะไรสักอย่าง เขา/เธอจะได้รับการปกป้องหรือไม่ เขา/เธอจะต้องเลือกข้างที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นข้างที่นักสิทธิมนุษยชนเลือก สิ่งที่จะสูญเสียไปนั้นมีค่ามหาศาล หากคุณไม่กระทำตามที่ควรจะทำ นับถือ (อย่างเศร้าๆ) ธงชัย วินิจจะกุล |
|
นาย
คุณ โฮมายุน อลิซาเดห์ กรุงเทพฯ ประเทศไทย เรียนท่านผู้แทน ผม นาย นปก.ได้จัดการชุมนุมและเดินขบวนเพื่อประชาธิปไตยและต่อต้านเผด็จการโดยสันติมาโดยตลอดทุกคืนที่ท้องสนามหลวงในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ซึ่งการเดินขบวนประท้วงรัฐประหารโดยผู้คนนับหมื่นหลายครั้งดำเนินไปอย่างสันติ โดยไม่มีความรุนแรงใดๆ นปก.และผู้ชุมนุมต่างยึดมั่นในสันติวิธี และด้วยบทเรียนจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ผ่านมาที่เกิดการนองเลือดหลายต่อหลายครั้ง เราได้ระมัดระวังอย่างถึงที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรง และเราได้พยายามอย่างดีที่สุดในการรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ ในฐานะนักสิทธิมนุษยชน การสลายการชุมนุมอย่างโหดเหี้ยมครั้งนี้เป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตและสวัสดิภาพของประชาชน ละเมิดสิทธิในการชุมนุมและการแสดงออกตามวิถีทางประชาธิปไตย เจ้าหน้าที่ตำรวจขณะนี้กำลังเตรียมการขอให้ศาลออกหมายจับแกนนำ 18 คนรวมถึงตัวผมเองด้วย เพื่อกำจัดการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยให้สิ้นไป |
| ผู้ใหญ่นี่แปลกนะ ยิ่งแก่ลงหัวใจยิ่งอ่อนโยนลง มันคงเป็นเพราะเห็นหลานน่ารักน่ารัก แล้วมันต้องต่อสู้มาทั้งชีวิต ทำอะไรเลวร้าย หักดิบจิตใจตัวเองมามาก เพราะหน้าที่ และเพื่อสนองตัวเอง มาวันนี้ รับรอง ขยะทางจิตใจ ในหัวใจ ของ สองสนธิ กำลังกลายเป็นขยะกองโตขึ้นทุกที ส่งกลิ่นเน่าเหม็นอยู่ในจิตใจทั้งสองคน ชนิดเห็นแล้ว มันคงจะ ตอกลิ่ม หัวใจของทั้งสองสนธิ ให้ ร้องไห้ อยู่แน่นอน และจะต้องออกมาทำในสิ่งใหญ่มาก สักวันไม่ไกลมากนัก และนั่นคือออกมา ขอโทษ คนทั้งประเทศ ความเลวร้าย และอคติ และไม่ยุติธรรม ที่ทำลงไป และจะทำลงไปอีกมาก มันกินใจแน่นอน |
|
มล. ปลื้ม ไม่กลัวน้ำร้อน เขียนบทความติงรัฐ อย่าจัดการกับม็อบสองมาตรฐาน
ประชาไท แปลจากบทความ Double standards against protesters เขียนโดย ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล จากหนังสือพิมพ์ การใช้น้ำ, แก๊สน้ำตา หรือแม้แต่สเปรย์พริกไทยในการสลายผู้ชุมนุมที่ตัดสินใจกระทำการรุนแรงโดยเจตนา ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้และยังอยู่ในขอบเขตของกฎหมายอย่างแน่นอน ฝูงชนรวมตัวกันกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงโดยการใช้วาจาหยาบคายและทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหาร เจ้าหน้าที่เหล่านั้นได้รับสิทธิในการตอบโต้และปราบปรามผู้โจมตีได้อย่างทันทีทันใดการกล่าวอ้างว่า สิทธิขั้นพื้นฐานส่วนบุคคลถูกละเมิดเพราะกรณีเช่นที่กล่าวมานี้ จึงไม่ต่างจากการพูดว่าคุณสามารถล่วงละเมิดการปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ของเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฏหมายได้ หากแม้จะดูเหมือนเป็นเช่นนั้นก็ตามที สิ่งที่เราได้เห็นกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหตุการณ์เมื่อวันอาทิตย์ (22 ก.ค.2550) ที่ผ่านมา ต้องมีคำอธิบายมากกว่านั้น การเดินขบวนโดยกลุ่มผู้ชุมนุมสามารถเกิดขึ้นได้ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย เราได้เห็นการเดินขบวนเหล่านี้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วหรือแม้แต่ประเทศที่ด้อยพัฒนา แรงจูงใจของกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งปะทะกับเจ้าหน้าที่ในคืนก่อนถึงวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น มาจากการที่พวกเขาไม่สามารถเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณที่พักอาศัยของประธานองคมนตรี เปรม ติณสูลานนท์ ได้ เป็นเหตุให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า: หลักเหตุผลทางกฏหมายอะไรที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาใช้ในการขัดขวางไม่ให้แกนนำกลุ่มต้านเผด็จการ หรือที่รู้จักกันในนาม แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) มุ่งหน้าไปยังสถานที่ซึ่งพวกเขาต้องการจะไป? ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ผู้ประท้วงจำนวนมากรวมตัวกันในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฝูงชนราว 50,000 คน ที่ออกมาเดินขบวนประท้วงอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ล้วนเคลื่อนขบวนไปตามสถานที่ต่างๆ โดยที่การเคลื่อนไหวของพวกเขาได้รับการเกื้อหนุนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในการนำทางฝูงชนเหล่านี้ จากสนามหลวงไปถนนราชดำเนิน, จากถนนราชดำเนินไปลานพระบรมรูปทรงม้า, จากลานพระบรมรูปทรงม้าไปยังทำเนียบรัฐบาล และที่อื่นๆ อีกมาก ตลอดระยะเวลายาวนานนับปีของความพยายามเรียกร้องให้ พ.ต.ท. แต่ในปัจจุบันนี้ บทบาทของทุกเหล่าทัพ เป็นไปในทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะแทนที่จะอำนวยความสะดวกให้กับการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฏหมายได้กลายเป็น ผู้กีดขวาง ความสามารถในการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมไปเสียแล้ว เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน ขอกล่าวว่า บทความนี้ไม่ได้แบ่งแยกหรือชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างจุดมุ่งหมายของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและแกนนำกลุ่ม นปก.เพราะทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายทางการเมืองที่ไม่เหมือนกัน ส่วนจุดมุ่งหมายนั้นจะชอบธรรม หรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับมุมมองทางการเมืองของแต่ละคน ในฐานะประเทศหนึ่ง เมืองไทยไม่เคยมีความสามารถที่จะควบคุมการชุมนุมประท้วงได้เลย ไล่มาตั้งแต่ม็อบขนาดเล็กอย่างสมัชชาคนจนหรือกลุ่มผู้ประท้วงเขื่อนปากมูล และม็อบขนาดกลางอย่างกลุ่มผู้ชุมนุมสหภาพแรงงานของ กฟผ. รวมถึงม็อบของจำลอง ศรีเมืองและธรรมกายที่ออกมาต่อต้านกลุ่มบริษัทไทยเบเวอเรจ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเวลาที่เรามีกลุ่มผู้เดินขบวนประท้วงขนาดใหญ่อย่างกลุ่มพันธมิตรฯ หรือ นปก. เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะถามว่าเราสามารถควบคุมหรือจัดการกับผู้ชุมนุมประท้วงเหล่านั้นโดยสันติวิธีได้หรือไม่ สิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจนเด็ดขาดคือการสร้างมาตรฐานสำหรับผู้ชุมนุมทุกกลุ่ม และการปฏิบัติตามมาตรฐานเหล่านี้ต้องเที่ยงธรรม เสมอภาค และสามารถนำไปใช้กับเจตนารมณ์ต่างๆ โดยยึดหลักเดียวกัน ถ้าสนธิ ลิ้มทองกุล และสุริยะใส กตะศิลา แห่งพันธมิตรฯ สามารถเคลื่อนขบวนไปยังสยามพารากอนและถนนพระราม 1 ได้ เพราะอะไร เหวง โตจิราการ และจักรภพ เพ็ญแข จึงไม่ควรเคลื่อนไปยังสี่เสาเทเวศร์ ซึ่งเป็นบ้านพักของพลเอกเปรม? ถ้าหากตำรวจพยายามขัดขวางไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนขบวนในเวลานั้น เป็นไปได้ไหมว่าอาจจะมีการปะทะกันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อปลายปีก่อน ในทำนองเดียวกับที่เราได้เห็นมันเกิดขึ้นเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา? ที่พำนักของประธานองคมนตรีต้องได้รับการคุ้มครองเป็นกรณีพิเศษและห้ามไม่ให้มีการรบกวนใดๆ มีคนเพียงจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะตั้งข้อสงสัยต่อมติดังกล่าว และในฐานะประชาชนพลเมืองไทยคนหนึ่ง การขว้างก้อนหินหรือของแข็งเข้าใส่ที่พักอาศัยหรือผู้บริสุทธิ์ที่ยืนสังเกตุการณ์อยู่ก็เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะควรอย่างยิ่ง แต่ถึงกระนั้น สังคมยังต้องเผชิญกับความจริงของสถานการณ์ดังกล่าวด้วยว่า การแบ่งแยกและดูถูกกลุ่มคนที่รวมตัวกันด้วยจุดมุ่งหมายทางการเมืองที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่นั้นมีอยู่จริง แต่นี่ไม่ใช่การจะมาบอกว่าฝูงชนที่รวมตัวกันประท้วงควรได้รับอนุญาตให้เคลื่อนไหวเสมอไป และไม่ใช่การบอกว่าพวกเขาสมควรถูกสลายการชุมนุมด้วยวิธีการอันรุนแรงเช่นกัน การสร้างมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมจะช่วยในการดำเนินงานทางด้านนโยบาย เช่น เมื่อหลายเดือนก่อนนักกิจกรรมทางสังคมที่ต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินรวมตัวปิดกั้นการประชาพิจารณ์์เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะของชุมชนที่มีต่อการสร้างโรงไฟฟ้า วิธีการจัดการรับมือกับผู้ชุมที่สุขุมรอบคอบและไม่เลือกปฏิบัติยังจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศในการดำเนินโครงการพัฒนาอื่นๆ อีกด้วย ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ บางทีอาจเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป เมื่อยังมีเรื่องหนึ่งซึ่งต้องตระหนักว่า เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ได้รับคำสั่งให้ควบคุมการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุม และบางครั้งพวกเขาก็ติดตามกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยวัตถุประสงค์อื่นๆ เหมือนอย่างที่กองทัพเคยช่วงชิงอำนาจจากกลุ่มพันธมิตรมาแล้ว โดยการใช้ประโยชน์จากกลุ่มผู้ชุมนุมนับแสนคน (ตามจำนวนที่กล่าวอ้าง) ที่ชุมนุมต่อต้านทักษิณ มาเป็นเหตุผลในการทำรัฐประหาร หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากองทัพคงมีการวางแผนที่ดีกว่านี้สำหรับแกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านเผด็จการ ในฐานะที่เราขยับเข้าใกล้วันอันตรายทางการเมือง เช่น วันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งเข้าไปทุกที |
|
สัมภาษณ์พิเศษ : ค่ำคืนเดือดหน้าบ้านสี่เสาฯ ในมุมมองหน่วยสันติวิธี จิ้น กรรมาชน ที่มา เวบไซต์ประชาไท สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย มุทิตา เชื้อชั่ง 24 กรกฎาคม 2550 ค่ำคืนวันที่ 22 กรกฎาคม กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (ปราบกบฏ)หรือ นปก.ได้ปรากฏตัวบนจอทีวีอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน หากแต่เป็นภาพของความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการพยายามฝ่าแนวกั้นของตำรวจเพื่อไปชุมนุมที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เพื่อเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี จิ้น กรรมาชน นักดนตรีเพื่อชีวิตที่ขึ้นเวทีขับกล่อมกลุ่ม นปก. และกลุ่มต่อต้านเผด็จการอื่นๆ หลายต่อหลายครั้ง นั่งนิ่งสักพักเพื่อนึกถึงเหตุการณ์คืนนั้น มันเริ่มตั้งแต่การชุมนุมวันพฤหัสฯ (19 ก.ค.) วันนั้นฝนตกหนัก คนชุมนุมก็เหลือน้อย สภาพพื้นที่เละมาก แทบจะทำนาได้ ไม่มีการพัฒนา และ กทม.ก็ขอพื้นที่คืน มันทำให้พวกเราถูกไล่ไปอยู่มุมอับ...วันนั้นบนเวทีมีการประกาศว่าวันอาทิตย์จะมีการเดินขบวน แต่ยังไม่ได้บอกว่าจะไปไหน เพื่อป้องกันการสกัดกั้น นอกจากขึ้นเวทีร้องเพลงให้ผู้ชุมนุมฟังบางครั้งคราว เขาเป็นคนหนึ่งที่ไปร่วมชุมนุมตอนสองทุ่มเกือบทุกวันหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจการงานปิดร้านขายยาแล้ว การชุมนุมไม่ได้พูดถึงทักษิณกันแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือนโยบายของทักษิณ สำหรับผม เขาจะกลับมาหรือไม่ ผมไม่สน.....พวกแกนนำอย่างหมอเหวง (โตจิราการ) ครูประทีป (อึ้งทรงธรรม) กับนักการเมืองอย่างจตุพร จักรภพ ก็มีช่องว่างน้อยลงเรื่อยๆ เวทีมุ่งแต่จะต้านเผด็จการให้จงได้ แม้จะไม่อาจหยั่งรู้ได้ถึงกระแสสำนึกภายในของ แฟนทักษิณ ซึ่งเป็นกำลังหลักในการชุมนุม หรือส่วนอื่นๆ ที่อาจไม่ได้คลั่งไคล้ทักษิณ แต่ต้องถูกแปะป้ายไปด้วยยามร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐประหาร แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นในคนกลุ่มนี้ คือความเหนียวแน่น ทรหด ทนแดดทนฝน และมาร่วมอย่างต่อเนื่องทุกวัน จิ้นเล่าว่า ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนระดับล่าง ชนชั้นกลางก็มีบ้างแต่ไม่มากนัก มีจำนวนมากที่น่าจะมาจากปริมณฑล มากันเป็นกลุ่มๆ ละ 20-30 คน โดยจะมาและกลับพร้อมกัน วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม เรื่องการเดินขบวนเริ่มชัดเจน มีการพูดกันปากต่อปากแล้วว่า จะเดินไปบ้านสี่เสาเทเวศร์ ผู้คนเริ่มจัดกลุ่มคุยกันไม่หยุดหย่อน และท้ายที่สุด เวทีก็ประกาศนัดเจอกันตอนเที่ยงวันรุ่งขึ้น จิ้นเล่าว่า บรรยากาศคืนนั้นเต็มไปด้วยความฮึกเหิม คึกคัก แววตาของคนที่ไปร่วมชุมนุมคืนนั้นเหมือนบอกว่า พรุ่งนี้เจอกัน วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม มีการจัดเตรียมการเคลื่อนขบวนกันตั้งแต่หัววัน กลุ่มพลเมืองภิวัตน์นำโดยสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด และกลุ่มแรงงานนำโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข รับหน้าที่ดูแลความปลอดภัย โดยเปิดรับอาสาสมัคร หน่วยสันติวิธี จากเดิม 200 คนเป็น 400 คน และแน่นอน จิ้นเข้าร่วมเป็นหนึ่งในอาสาสมัคร คนแย่งกันสมัครและอยู่แถวหน้า ส่วนใหญ่เป็นคุณป้าอายุไม่ต่ำกว่า 60 ให้อยู่หลังๆ ก็ไม่ยอมด้วย บอกว่าทำไมต้องให้ผู้หญิงอยู่แถวหลัง พวกเขาเดินกันเร็วมาก ใส่เสื้อขาวและโพกศีรษะด้วยผ้าที่เขียนว่า สันติวิธี ส่วนผู้ชุมนุมเกือบทุกคนนัดกันใส่เสื้อเหลือง เขาเล่าว่า การเดินครั้งนี้ต่างจากการเดินไปบ้านสี่เสาฯ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งไม่สามารถผ่านการสกัดกั้นของตำรวจไปถึงหน้าบ้าน ป๋า ได้ ขบวนคราวนี้ตั้งขึ้นตั้งแต่บ่ายโมงกว่า และเริ่มเดินกันราวบ่ายสอง เป็นการเดินที่รวดเร็ว เอาจริงเอาจัง ไม่มีการหยุดพักและร้องเพลงแบบคราวที่แล้ว มีแต่เสียงลมหายใจ ... |
เอมันชักจะยังไงก็ไม่รู้แล้วนะ ตั้งแต่บ่ายๆ ช่อง 5 ออกข่าวใช้คำว่า นปก ป่วนเมือง แทบทุกสิบยี่สิบนาที แล้วบอกว่ารถติดมาก เตือนให้คนหลีกเลี่ยง
ก็ไม่ได้คิดอะไรมากตอนนั้น ก็เห็น นปก บุกไปบ้าน คนนั้น มาหลายครั้งแล้ว คงไม่มีอะไรมาก
แต่มาคราวนี้ทำไมต้อง สกัดอย่างจริงจังเหลือเกิน จนอารมณ์ผู้ประท้วงเดือดขึ้นเรื่อยๆ จากจุดสกัดหนึ่ง ไปยังอีกจุด แล้วทำไมในที่สุด ต้องบุกจับแกนนำอย่างบ้าระห่ำ แบบมากันสามสี่รอบ ทำไมต้องจับกระบองมาตีคนประท้วง ทำไมยิงกาซน้ำตาอย่างกับสงครามโลกครั้งที่สอง แล้วจับแกนนำส่วนหนึ่งเข้าคุกไม่ให้ประกัน อีกส่วนคาดโทษ เอาเข้าคุก แล้วแบบบังบอกนะ อย่างนี้ต้อกำจัด นปก ให้สิ้นซาก แล้วมันก็แปลกดี เจรจากันมาทุกครั้ง มาคราวนี้ไม่เจรจาจริงๆจังๆ
แล้วก็มาถึงบางอ้อในที่สุด จากวลีเด็ด ของ บัง ว่า จลาจนทำให้ต้องผ่านกฎหมายความมั่นคง ฝ่ายต่อต้น คมช และ พรบ ความมั่นคง คงจะบอกตรงกันข้าม ว่า ให้ดูเมื่อคืนสิ มี พรบ ฉบับนี้แล้ว มันจะเป็นแบบเมื่อคืน ทุกครั้งที่คนออกมาประท้วงกัน
คือมีใครจำม็อบพันธมารบ้างได้ไหม ที่ไปสยามพาราก้อน จนเขาเสียหายสองร้อยล้าน โรงพยาบาลละแวกนั้น ต้องขอให้พาผู้ป่วยไปที่อื่นเพราะรถติด วาจาก็สุดจาบจ้วงหยาบคาย ด่านแบบลูกกรงหรือ ก็ฝ่าเข้าไปเหมือนม็อบ นปก ไม่มีผิด แล้วไง ทักษิณเฉย ไม่ทำอะไร ดุดันดุเดือดเลย บอกว่าเป็นสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออก
แล้วมาเมื่อคืน ลองเอาการกระทำและผลต่อเนื่อง ของม็อบพันธมาร และ ม็อบ นปก มาเทียบกันสิ ประเด็นคือ ตอนนั้น ถ้าจำกันได้ แทบทั้งเมือง ถึงจะเบื่อม็อบพันธมาร แต่ก็ยอมรับกันว่ามีสิทธิ แต่มาคราวนี้ ม้อบของ นปก เอคนกรุงเทพมากมายมาแปลก เห็นม็อบ นปก ถูกสกัด และถูกทำทารุนต่างๆนาๆ จนต้องตอบโต้ กลับด่าว่าม็อบ นปก ไม่อสิงหา หาเรื่องก่อน เป็นตัวป่วนเมือง ไปจนถึงหาเรื่องปะทะ
คือ กำจัด นปก และ ได้ พรบความมั่นคงมา ก็ด้วยหินก้อนเดียว คือบุกเข้าไปจับแกนนำชนิด เด็กๆยังอ่านออกว่า หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ มันต้องเกิดเรื่อง แน่นอน แต่ยังทำ เพราะอะไรหละ แล้วก็พึ่งมาถึงบางอ้อเอานี่เอง ว่าเพื่ออะไร
แต่การมาเขียนว่า บัง นั้นหัวออกไปทาง สร้างแผนงาน ลึกล้ำอะไรแบบนั้นออกมา ท่าทางจะไม่ใช่
ฉะนั้นมันน่าจะพอสรุปได้ว่ามาคราวนี้ มันมีคำสั่งมาให้สลายม็อบ อาจจะออกมาเป็นวันๆก่อนประท้วงก็ได้ คือก็เห็นขู่ นปก มาหลายหนแล้ว ว่าจะสลายม็อบ จะเอาจริงเสียที จะหยุดมันให้ได้
แล้วนอกจากแผนทำลายอนาจเก่าแล้ว มันมีแผนอื่นอีกไหม มันก็มีสิ นั่นคือแผนเปลี่ยนไทยให้เข้าสู้ระบอบอำมาตรไงหละ ตั้งแต่ยกเลิกระบบ ซี สลายขั้ว สำนักงานตำรวจ ต่ออายุผู้พิพากษา กำนันจนแก่ตาย พรบความมั่นคง ทุกอย่างที่กล่าวมา มันก็ส่วนหนึ่งของแผนการสร้าง รัฐของอำมาตร ขึ้นมาเท่านั้นเอง
ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า บังนั้นมีแผน คือ ภายใน หนึ่งปี ทำลายอำนาจเก่าให้สิ้นซาก และ สร้าง รัฐอำมาตรขึ้นมา แล้วก็ใช้ทุกอย่างในมือ ทำสิ่งนั้นมาอย่างไม่มีใครจับได้ หรือ รู้ทัน เงียบๆมาตลอด จนฉุนจัดจนหลุดปากเรื่องแผนสามสี่ขั้นออกมา โอยอย่างนี้หัว บัง สุดยอดแล้ว ปฏิวัติปีเดียวสำเร็จ แถมอาจได้โบนัส ถ้าแผนอีกแผนสำเร็จ คือ แผน ผ่องถ่ายตัวเองเข้าไปเล่นการเมืองต่อ
ตกลงสรุปแล้ว มีสามแผน ที่ลึกล้ำมากมายนัก
ก็มาสรุปกันแล้วกัน คนแบบนี้ จะมองไม่ออกเชียวหรือ ว่า การ เชือดแกะ นปก ให้ลิงดู จะไม่ทำให้ลิงหันมาเอากฎหมายความมั่นคงกัน คือถ้าเทียบกับ สามแผนใหญ่ แผนนี้ เขาไม่เรียกว่าแผนด้วยซ้ำ เขาเรียกว่า กิจกรรม เท่านั้นเอง