Thai Love Justice Association

"เวบสำหรับคนรักความยุติธรรมทั่วไทย" โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ

จดหมายเปิดผนึกจาก ธงชัย : "สิ่งที่จะสูญเสียไปนั้นมีค่ามหาศาล หากคุณไม่กระทำตามที่ควรจะทำ"

 หมายเหตุกองบรรณาธิการ : ‘ประชาไท’ ได้รับจดหมายฉบับนี้จาก ธงชัย วินิจจะกูล แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิล สหรัฐอเมริกา ที่เขียนถึงเพื่อนนักสิทธิมนุษยชน ในเวลาก่อนที่องค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและในระดับสากลจะขยับตัวเพื่อปกป้องสิทธิของผู้ชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (ปราบกบฏ) หรือ นปก. ที่ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อคืนวันที่ 22 ก.ค.ต่อเนื่องมาถึงการเชิญตัวและจับกุมแกนนำทั้ง 9 เมื่อวันที่ 26 ก.ค.โดยกระบวนการยุติธรรมไทย

อย่างไรก็ตาม กองบรรณาธิการเห็นว่า เนื้อหาในจดหมายฉบับนี้น่าจะได้ทวงถามด้านที่อยู่ภายในของใครหลายๆ คนให้ฟื้นตื่นคืนสภาพ จึงได้ขออนุญาตนำมาแปลเพื่อเผยแพร่

 ต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ แปลโดย พงษ์เลิศ พงษ์วนานต์ 

 ถึง ทุกคน

เมื่อปีที่แล้ว ตอนที่รายการของสมัคร สุนทรเวช ถูกถอดถูกเซ็นเซอร์ออกไป เพราะพูดจาไม่สุภาพต่อเปรม ติณสูลานนท์ ไม่มีกลุ่มสิทธิมนุษยชนหรือปฏิรูปสื่อกลุ่มไหนเลยที่จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือประท้วง ผมก็เกลียดสมัคร แต่ผมก็คิดว่าการนิ่งเฉยดังกล่าวเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ การนิ่งเฉยบ่งบอกว่านักสิทธิมนุษยชนและนักปฏิรูปสื่อเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าผู้รับใช้การเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย อุดมการณ์สูงส่งของพวกเขาอาจเป็นสิ่งจอมปลอม คนของพวกเขาก็อาจจะจอมปลอมไม่แพ้กัน

 คุณอยากจะได้คำสรุปอย่างนี้ไหม? ถ้าไม่อยาก ก็กรุณาเถอะ.....ผมขอร้อง.....คราวนี้ ทำในสิ่งที่ถูกต้อง

ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนต่างเคยได้ยินคำกล่าวอันโด่งดังที่มักอ้างกันในหมู่นักสิทธิพลเมืองอยู่เสมอที่ว่า พวกเขาจะต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าพวกเขาจะเห็นต่างจากคนเหล่านั้นมากเพียงใดก็ตาม และผมยังเชื่ออีกด้วยว่าพวกคุณหลายคนคงทราบว่า ทนายที่ว่าความให้กับคลูคลักซ์แคลนนั้น ส่วนใหญ่เป็นทนายจากสมาคมเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (American Civil Liberty Union (ACLU)) แม้ว่าสมาคมนี้คือหนึ่งในเป้าหมายหลักของคลูคลักซ์แคลนก็ตาม มีทนายอยู่ไม่มากนักที่เต็มใจจะว่าความให้กับพวกนั้น

ACLU เชื่อในสิทธิของผู้ใดก็ตามที่จะมีทนายและได้รับการพิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรม ไม่เว้นแม้แต่พวกคลูคลักซ์แคลน

ACLU เป็นองค์กรที่ได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูงจากทุกฝ่าย นั่นเป็นเพราะการยึดมั่นในหลักการและความกล้าหาญของพวกเขา

คุณคิดไหมว่าประเทศไทยก็ต้องการคนอย่างนี้และองค์กรอย่างนี้ แทนที่จะเป็นพวกที่เลือกข้างและสายตาสั้น?

การประท้วงที่จบลงด้วยการปะทะและความรุนแรงเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาอาจจะมีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองของพวกเขาอยู่ (เช่นเดียวกับพันธมิตรฯ เมื่อปีที่แล้ว) การตอบโต้อย่างทันควันของพวกเขาต่อการกดดันของตำรวจอาจดูไม่น่ารัก เรียบร้อย ถูกต้อง หรือสมบูรณ์แบบตามรสนิยมและประสบการณ์อภิชนของเราสำหรับการชุมนุมประท้วง แต่สิทธิในการประท้วงของพวกเขาควรต้องได้รับการปกป้อง อย่างน้อยก็ให้ได้เท่าเทียมกับพันธมิตรในปีที่แล้ว มาตรการที่ไม่จำเป็นของตำรวจและทหารควรได้รับการประท้วง การยกเปรมให้อยู่ในสถานะที่สูงกว่าพลเมืองทั่วไปนั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และต้องได้รับการวิพากษ์วิจารณ์

ถ้าหากองค์กรสิทธิมนุษยชนจะไม่ทำอะไรในคราวนี้เพื่อปกป้องสิทธิที่เท่าเทียมของคนทุกคน ก็รังแต่จะเป็นการตอกย้ำว่า นักสิทธิมนุษยชนและนักเคลื่อนไหวในไทยนั้น เป็นเพียงแค่พวกจอมปลอมและเครื่องมือทางการเมือง พวกเขาไม่ได้ยืนหยัดเพื่อหลักการและอุดมการณ์อันสูงส่ง นั่นจะเป็นจุดจบของขบวนการสิทธิและเสรีภาพในเมืองไทย ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?

เพราะประชาชนไม่สามารถอุ่นใจได้อีกแล้วว่า คราวถัดไปที่เขา/เธอประท้วงอะไรสักอย่าง เขา/เธอจะได้รับการปกป้องหรือไม่ เขา/เธอจะต้องเลือกข้างที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นข้างที่นักสิทธิมนุษยชนเลือก

สิ่งที่จะสูญเสียไปนั้นมีค่ามหาศาล หากคุณไม่กระทำตามที่ควรจะทำ

นับถือ (อย่างเศร้าๆ)

ธงชัย วินิจจะกุล  

เปิดจดหมายจรัล ดิษฐาอภิชัย ถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และหนึ่งในผู้นำของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) ทำจดหมายถึง โฮมายุน อลิซาเดห์ ผู้แทนประจำภูมิภาค สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ (UNESCAP) กรุงเทพฯ ประเทศไทย ก่อนที่เขาจะกลายเป็นผู้ต้องหาและถูกขัง

 

คุณ โฮมายุน อลิซาเดห์

 ผู้แทนประจำภูมิภาค

 สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ

 UNESCAP

 

กรุงเทพฯ

ประเทศไทย

เรียนท่านผู้แทน

ผม นายจรัล ดิษฐาอภิชัย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และหนึ่งในผู้นำของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ใคร่ขอร้องให้ท่านพิจารณาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในการชุมนุมโดยสันติของ นปก. เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 กรกฏาคม 2550 ที่ผ่านมา

นปก.ได้จัดการชุมนุมและเดินขบวนเพื่อประชาธิปไตยและต่อต้านเผด็จการโดยสันติมาโดยตลอดทุกคืนที่ท้องสนามหลวงในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ซึ่งการเดินขบวนประท้วงรัฐประหารโดยผู้คนนับหมื่นหลายครั้งดำเนินไปอย่างสันติ โดยไม่มีความรุนแรงใดๆ นปก.และผู้ชุมนุมต่างยึดมั่นในสันติวิธี และด้วยบทเรียนจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ผ่านมาที่เกิดการนองเลือดหลายต่อหลายครั้ง เราได้ระมัดระวังอย่างถึงที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรง และเราได้พยายามอย่างดีที่สุดในการรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์

 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม นปก.ได้ร่วมกับประชาชนประมาณ 30,000 คนเดินขบวนจากสนามหลวงเพื่อประท้วงประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้ที่เราเชื่อว่าเป็นบุคคลสำคัญเบื้องหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผู้ชุมนุมเดินจากสนามหลวงเมื่อเวลาประมาณบ่ายสองโมง ระหว่างทางเราประสบการกีดขวางสองครั้ง อย่างไรก็ตาม เราก็สามารถเจรจาโดยสันติกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ และผ่านเครื่องกีดขวางไปได้โดยไม่เกิดการปะทะ

 เรามาถึงบ้านพักของ พล.อ.เปรมเมื่อเวลาประมาณห้าโมงเย็น และตั้งเวทีเรียกร้องให้ พล.อ.เปรมลาออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี เมื่อถึงเวลาประมาณ 21.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายร้อยนายพร้อมด้วยโล่และกระบองปราบจลาจล ได้เคลื่อนเข้ามาสลายการชุมนุม เพื่อจะจับกุมแกนนำและผู้ที่กำลังปราศรัยอยู่บนเวที ผมได้ประสบเหตุการณ์ด้วยตนเองเนื่องจากเป็นผู้ปราศรัยคนหนึ่งบนเวที เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้ามา 4 ครั้งในช่วงระยะเวลาที่ห่างกันราว 20 นาที พวกเขาใช้กระบอง แก็สน้ำตา สเปรย์พริกไทยในการสลายการชุมนุม ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงสาหัสถึง 42 ราย พร้อมกับมีผู้ถูกจับกุม 6 รายที่จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว ผู้ชุมนุมได้พยายามปกป้องพวกเราที่เป็นแกนนำบนเวที ผลักดันเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ถอยกลับไปด้วยมือเปล่า ตลอดเวลานั้น เราได้ประกาศจากบนเวที ขอร้องเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ให้ทำร้ายผู้ชุมนุม และเคารพสิทธิในการชุมนุม และเรียกร้องประชาธิปไตยของพวกเรา เห็นได้ชัดว่ามีทหารปะปนอยู่ในกองกำลังตำรวจปราบจลาจลขณะปฏิบัติการ ขณะกองกำลังทหารอยู่ในสภาวะเตรียมพร้อมในบริเวณใกล้เคียง เราตัดสินใจถอยกลับไปยังสนามหลวงเพื่อหลีกเลี่ยงการปราบปราม เพื่อไม่ไห้เกิดการสูญเสียเลือดเนื้อ

ในฐานะนักสิทธิมนุษยชน การสลายการชุมนุมอย่างโหดเหี้ยมครั้งนี้เป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตและสวัสดิภาพของประชาชน ละเมิดสิทธิในการชุมนุมและการแสดงออกตามวิถีทางประชาธิปไตย เจ้าหน้าที่ตำรวจขณะนี้กำลังเตรียมการขอให้ศาลออกหมายจับแกนนำ 18 คนรวมถึงตัวผมเองด้วย เพื่อกำจัดการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยให้สิ้นไป

 ผมใคร่วิงวอนให้ท่านพิจารณาและให้ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้รายงานเรื่องนี้ไปยังสภาสิทธิมนุษยชนและหน่วยงานภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองให้ทราบโดยทั่วกัน

 ขอขอบพระคุณ

 นายจรัล ดิษฐาอภิชัย

 

หัวใจ “สองสนธิ” กำลังร้องไห้

ผู้ใหญ่นี่แปลกนะ ยิ่งแก่ลงหัวใจยิ่งอ่อนโยนลง มันคงเป็นเพราะเห็นหลานน่ารักน่ารัก แล้วมันต้องต่อสู้มาทั้งชีวิต ทำอะไรเลวร้าย หักดิบจิตใจตัวเองมามาก เพราะหน้าที่ และเพื่อสนองตัวเอง  มาวันนี้ รับรอง ขยะทางจิตใจ ในหัวใจ ของ “สองสนธิ” กำลังกลายเป็นขยะกองโตขึ้นทุกที ส่งกลิ่นเน่าเหม็นอยู่ในจิตใจทั้งสองคน ชนิดเห็นแล้ว มันคงจะ “ตอกลิ่ม” หัวใจของทั้งสองสนธิ ให้ “ร้องไห้” อยู่แน่นอน

 ใครจะมาด่าผมว่าสองคนนี้ “ไม่มีจิตใจเป็นมนุษย์” นั้น ผมต้องขอบอกว่าผมไม่เห็นด้วยแน่นอน ปัญหาของทั้งสองคนนี้คือ “มองไม่ออกมาตั้งแต่ต้น” ถึงระดับความเลวทราม ที่ตัวเองต้องทำ ที่มันกำลังทำให้ ตัวเอง “ต่ำลง” และ “หมดความชอบธรรม” ในทุกวันที่ผ่านไป

 คือต้องยอมรับกันก่อน ว่า ระดับ สองสนธิแล้ว “มีข้อมูลจริง” ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในไทย และ “มีข้อมูลครบทุกส่วน” ว่าพลพรรคตัวเองทำอะไรลงไป และสุดท้าย “รู้อยู่แก่ใจตัวเอง” ว่าทำอะไรลงไปบ้าง

 ผมก็ขอยกตัวอย่าง วันที่ นปก ไปประท้วง บ้าน “เขา” จนเกิดจลาจน “ร้อยทั้งร้อย” สองสนธิ มีข้อมูลในมือว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งสองอาจจะวางแผนให้เกิดสิ่งนั้นมาด้วยกัน แต่แน่นอน และแน่นอน “ภาพคนชราเลือดท่วมตัวเพราะถูกตำรวจทำร้าย” และ ภาพ “หญิงชราสองคนที่ขอร้องจนต้องไหว้ ตำรวจหนุ่ม ไม่ให้ทำร้ายเขา” ก็ต้องวางอยู่บนโต๊ะทำงานของ “สองสนธิ” หรือจะเป็นอีกภาพ คือ “เด็กอายุน้อยๆเลือดเต็มตัว”

 ใครจะบอกผมว่า ไสองสนธิ” นั้น Corrupt หรือ สกปรก จนมองไม่เห็นสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน ไม่สนใจภาพพวกนั้น เพราะในสมองและจิตใจเขา ได้ถูกครอบงำไปหมดแล้ว โดยสิ่งชั่วร้าย เช่นความเกลียดทักษิณจนเกินขอบเขตุ ของเหตุและผลและสติและปัญญา จนกลายเป็นว่ามีภาพใหม่ของตัวเองออกมา คือกำลัง “กู้ชาติอยู่” หรือเป็นลูกหลานพระนเรศวร แบบทหารชอบพูดกัน จนทำให้ไม่สามารถ “สงสารคนแก่และเด็กที่เลือดท่วมตัวแทบต้องกราบคนหนุ่มไม่ให้ทำร้ายเขา” ผมว่าคนมองแบบนั้น อาจจะผิด

 ผมว่าจริงๆแล้ว สองสนธิเข้าใจดี ว่ามีหลายๆอย่าง ที่กำลังเข้ามาทำลายชาติอยู่ตอนนี้ และมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับทักษิณมานานแล้ว แต่มันคือ “ภัยใหม่ที่ตัวเอง ตัวสองสนธิเอง” กำลังสร้างขึ้นมาให้ชาติ ผมหมายความว่าอะไร

 ผมหมายความว่า ทั้งสองสนธินี้ รู้อยู่เต็มอก ว่าอำนาจเก่าและทักษิณ ไม่เคยเป็นพิษเป็นภัยต่อชาติ ถึงขนาดที่สร้างภาพกันออกมาให้คนทั่วๆไปเสพ คือข้อมูลขนาดนั้น ลึกขนาดนั้น หัวตัวเองระดับไหน และก็รู้ทั้งรู้ว่านี่เมืองไทย จะมาสรุปว่าทุกอย่างที่ไม่ดี เกี่ยวกับไทย มาจากจุดเดียวคือทักษิณ แบบที่สร้างออกมาให้คนทั่วไปเสพนะ ในความจริงแล้วมันคือ “ไม่ใช่” และรับรอง “สองสนธิ” หลอกตัวเองไม่ได้ตรงนี้ และผมก็หมายความอีกว่า อำนาจเก่าและพลพรรคทรท ยังคงเป็นพลังหลักในสังคมไทยไปอีกนาน รับรอง “สองสนธิ” หนีความจริงนี้ไม่พ้น

 แต่มันมีอะไรหละ ที่ทำให้ทั้ง “สองสนธิ” ต้องกลืน “ภาพคนแก่และเด็ก ถูกทำร้าย” นั่นก็คือการ Compromise หรือ “ยอมต่อรอง “กับจิตใต้สำนึก” ที่ดี ของทั้งสองคน แล้วมันคืออะไรหละ ที่ “สวยงามมาก” จนยอมกลืนความผิดชอบชั่วดี ลงคอไป มันก็คือ “ภาพของเมืองไทยที่ดีมากๆในวันพรุ่งนี้” แล้วที่ “ดีมากๆในตาเขา” ก็คือ ระบบอำมาตร สองสนธิ ยอมได้ทุกอย่าง เพื่อให้ระบบอำมาตร นั้นเป็นจริงขึ้นมา

 ปัญหามันคือ เมืองไทยนี้ไม่เคยปราณีผู้มีอำนาจ วิสัยทัศ ของระบอบอำมาตร จะถูกนักประชาธิปไตยกัดกร่อนไปเรื่อยๆ  สิ่งที่ทั้งสองสนธิ ลงทุนมากมาย เพื่อสร้างมากับมือ ไม่มีวันอยู่ค้ำฟ้า มันก็เพียงเวลาเท่านั้น ที่คนจะเบื่อการเมืองอ่อนแอ และขอแบบนายกเป็นผู้นำ และ รธน 40 กลับมาอีกครั้ง แต่ปัญหาของชาติคือ “สองสนธิ” ยังไม่เข้าใจสิ่งนี้

 นี่คือสาม “มายา” ในสติและปัญญา ของ “สองสนธิ” หนึ่งคือ “รุนแรงไปกับการทำลายทักษิณ จนหลักนิติธรรมไทย ย่อยยับ” สองคือ “เห็นถึงความเลวทรามของตัวเอง เช่นที่ทำไปกับคนแก่และเด็ก” และ สาม “คือยังไม่บรรลุนิติภาวะพอ ที่จะรับว่าการเมืองไทยนั้น คือการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ” หรือง่ายๆ ทักษิณเลว ถ้าต้องเลวตาม ก็ยอม เพื่อสร้างวันใหม่ให้ชาติ “คือในใจของเขา” นี่คือการ “เสียสละให้ชาติ” ปัญหามันคือ คนแก่และเด็กเลือดท่วมหัวท่วมตัว แต่ “สองสนธิ” กลับถูกเลีย จากแทบทุกภาคส่วนของสังคม

 ถ้าจะให้วกกลับมาประเด็นเดิม คือ “หัวใจสองสนธิกำลังร้องไห้” ผมว่าไม่มีใครหลอก ที่จะสามารถ รักษา ความสมดุล แห่ง สาม “มายา” นั้นไว้ได้  มันขัดกันเหลือเกิน ลองถามตัวท่านเองดูสิ ว่าสามารถ มองตัวเองได้ไหม ถ้าท่านทำเอาคนแก่และเด็ก เลือดท่วมตัว แล้วปัดมันว่า ช่างมัน เพราะเรา “กำลังทำสิ่งที่สำคัญ” ทั้งที่ก็รู้ ว่า “สิ่งสำคัญนั้น” จริงๆแล้ว มันก็ไม่มีสาระอะไรมาก สำหรับคนอื่น มันมีมาก ก็กับตัวเองเท่านั้น

 คนมุสลิมนี่เขามีปรัชญาดีมากเลยนะ เขาบอกว่า “ถ้าฆ่าคนแม้แต่คนเดียว เหมือนฆ่าคนทั้งโลก” ใครจะว่าผมด่าผมอย่างไร เชิญ แต่ผมว่า ทั้ง “สองสนธิ” ถ้าเป็นคนระดับที่ผมคิดว่าเขาเป็น ผมว่าทั้งสองคนจะ “นอนตายไม่ตาหลับแน่นอน”

และจะต้องออกมาทำในสิ่งใหญ่มาก สักวันไม่ไกลมากนัก และนั่นคือออกมา “ขอโทษ” คนทั้งประเทศ  ความเลวร้าย และอคติ และไม่ยุติธรรม ที่ทำลงไป และจะทำลงไปอีกมาก “มันกินใจแน่นอน”

มล. ‘ปลื้ม’ ไม่กลัวน้ำร้อน เขียนบทความติงรัฐ อย่าจัดการกับม็อบสองมาตรฐาน

 

มล. ‘ปลื้ม’ ไม่กลัวน้ำร้อน เขียนบทความติงรัฐ อย่าจัดการกับม็อบสองมาตรฐาน  

 

 

 

‘ประชาไท’ แปลจากบทความ Double standards against protesters

 

เขียนโดย ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล จากหนังสือพิมพ์ Bangkok Post, 26 July 2007

การใช้น้ำ, แก๊สน้ำตา หรือแม้แต่สเปรย์พริกไทยในการสลายผู้ชุมนุมที่ตัดสินใจกระทำการรุนแรงโดยเจตนา ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้และยังอยู่ในขอบเขตของกฎหมายอย่างแน่นอน

ฝูงชนรวมตัวกันกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงโดยการใช้วาจาหยาบคายและทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหาร เจ้าหน้าที่เหล่านั้นได้รับสิทธิในการตอบโต้และปราบปรามผู้โจมตีได้อย่างทันทีทันใดการกล่าวอ้างว่า สิทธิขั้นพื้นฐานส่วนบุคคลถูกละเมิดเพราะกรณีเช่นที่กล่าวมานี้ จึงไม่ต่างจากการพูดว่าคุณสามารถล่วงละเมิดการปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ของเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฏหมายได้

หากแม้จะดูเหมือนเป็นเช่นนั้นก็ตามที สิ่งที่เราได้เห็นกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหตุการณ์เมื่อวันอาทิตย์ (22 ก.ค.2550) ที่ผ่านมา ต้องมีคำอธิบายมากกว่านั้น

การเดินขบวนโดยกลุ่มผู้ชุมนุมสามารถเกิดขึ้นได้ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย เราได้เห็นการเดินขบวนเหล่านี้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วหรือแม้แต่ประเทศที่ด้อยพัฒนา

แรงจูงใจของกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งปะทะกับเจ้าหน้าที่ในคืนก่อนถึงวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น มาจากการที่พวกเขาไม่สามารถเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณที่พักอาศัยของประธานองคมนตรี เปรม ติณสูลานนท์ ได้ เป็นเหตุให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า: หลักเหตุผลทางกฏหมายอะไรที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาใช้ในการขัดขวางไม่ให้แกนนำกลุ่มต้านเผด็จการ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ’ (นปก.) มุ่งหน้าไปยังสถานที่ซึ่งพวกเขาต้องการจะไป?

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ผู้ประท้วงจำนวนมากรวมตัวกันในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฝูงชนราว 50,000 คน ที่ออกมาเดินขบวนประท้วงอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ล้วนเคลื่อนขบวนไปตามสถานที่ต่างๆ โดยที่การเคลื่อนไหวของพวกเขาได้รับการเกื้อหนุนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในการนำทางฝูงชนเหล่านี้ จากสนามหลวงไปถนนราชดำเนิน, จากถนนราชดำเนินไปลานพระบรมรูปทรงม้า, จากลานพระบรมรูปทรงม้าไปยังทำเนียบรัฐบาล และที่อื่นๆ อีกมาก

ตลอดระยะเวลายาวนานนับปีของความพยายามเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ความร่วมมืออย่างสม่ำเสมอกับการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมแทบจะทุกครั้ง กองทัพเองก็ไม่เคยว่ากล่าวอะไรออกมาสักคำเกี่ยวกับผู้ชุมนุม และไม่เคยต่อว่าพวกเขาเป็นตัวการสร้างความแตกแยกในสังคม

แต่ในปัจจุบันนี้ บทบาทของทุกเหล่าทัพ เป็นไปในทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะแทนที่จะอำนวยความสะดวกให้กับการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฏหมายได้กลายเป็น ‘ผู้กีดขวาง’ ความสามารถในการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมไปเสียแล้ว

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน ขอกล่าวว่า บทความนี้ไม่ได้แบ่งแยกหรือชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างจุดมุ่งหมายของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและแกนนำกลุ่ม นปก.เพราะทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายทางการเมืองที่ไม่เหมือนกัน ส่วนจุดมุ่งหมายนั้นจะชอบธรรม หรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับมุมมองทางการเมืองของแต่ละคน

 ถึงแม้จะเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังจำได้ดีก็คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งพันธมิตรประชาธิปไตยเพิ่งเริ่มก่อตัวกันใหม่ๆ ครั้งแรกที่มีการเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลนั้น ตลอดทางจากสวนลุมพินี ผู้ชุมนุมได้พยายามใช้กำลังบุกเข้าไปในรั้วทำเนียบ ซึ่งผู้กระทำความผิดแต่ละคนได้รับการถอนข้อกล่าวหาในภายหลัง ซึ่งผมสงสัยว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะถอนข้อกล่าวหาแบบเดียวกันนี้กับแกนนำ นปก.หรือไม่ ถ้าหากว่าวันนั้นพวกเขาตัดสินใจจะใช้กำลังพังรั้วทำเนียบเข้าไปบ้าง

ในฐานะประเทศหนึ่ง เมืองไทยไม่เคยมีความสามารถที่จะควบคุมการชุมนุมประท้วงได้เลย ไล่มาตั้งแต่ม็อบขนาดเล็กอย่างสมัชชาคนจนหรือกลุ่มผู้ประท้วงเขื่อนปากมูล และม็อบขนาดกลางอย่างกลุ่มผู้ชุมนุมสหภาพแรงงานของ กฟผ. รวมถึงม็อบของจำลอง ศรีเมืองและธรรมกายที่ออกมาต่อต้านกลุ่มบริษัทไทยเบเวอเรจ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเวลาที่เรามีกลุ่มผู้เดินขบวนประท้วงขนาดใหญ่อย่างกลุ่มพันธมิตรฯ หรือ นปก. เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะถามว่าเราสามารถควบคุมหรือจัดการกับผู้ชุมนุมประท้วงเหล่านั้นโดยสันติวิธีได้หรือไม่

สิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจนเด็ดขาดคือการสร้างมาตรฐานสำหรับผู้ชุมนุมทุกกลุ่ม และการปฏิบัติตามมาตรฐานเหล่านี้ต้องเที่ยงธรรม เสมอภาค และสามารถนำไปใช้กับเจตนารมณ์ต่างๆ โดยยึดหลักเดียวกัน ถ้าสนธิ ลิ้มทองกุล และสุริยะใส กตะศิลา แห่งพันธมิตรฯ สามารถเคลื่อนขบวนไปยังสยามพารากอนและถนนพระราม 1 ได้ เพราะอะไร เหวง โตจิราการ และจักรภพ เพ็ญแข จึงไม่ควรเคลื่อนไปยังสี่เสาเทเวศร์ ซึ่งเป็นบ้านพักของพลเอกเปรม?

ถ้าหากตำรวจพยายามขัดขวางไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนขบวนในเวลานั้น เป็นไปได้ไหมว่าอาจจะมีการปะทะกันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อปลายปีก่อน ในทำนองเดียวกับที่เราได้เห็นมันเกิดขึ้นเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา?

ที่พำนักของประธานองคมนตรีต้องได้รับการคุ้มครองเป็นกรณีพิเศษและห้ามไม่ให้มีการรบกวนใดๆ มีคนเพียงจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะตั้งข้อสงสัยต่อมติดังกล่าว และในฐานะประชาชนพลเมืองไทยคนหนึ่ง การขว้างก้อนหินหรือของแข็งเข้าใส่ที่พักอาศัยหรือผู้บริสุทธิ์ที่ยืนสังเกตุการณ์อยู่ก็เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะควรอย่างยิ่ง แต่ถึงกระนั้น สังคมยังต้องเผชิญกับความจริงของสถานการณ์ดังกล่าวด้วยว่า การแบ่งแยกและดูถูกกลุ่มคนที่รวมตัวกันด้วยจุดมุ่งหมายทางการเมืองที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่นั้นมีอยู่จริง แต่นี่ไม่ใช่การจะมาบอกว่าฝูงชนที่รวมตัวกันประท้วงควรได้รับอนุญาตให้เคลื่อนไหวเสมอไป และไม่ใช่การบอกว่าพวกเขาสมควรถูกสลายการชุมนุมด้วยวิธีการอันรุนแรงเช่นกัน

การสร้างมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมจะช่วยในการดำเนินงานทางด้านนโยบาย เช่น เมื่อหลายเดือนก่อนนักกิจกรรมทางสังคมที่ต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินรวมตัวปิดกั้นการประชาพิจารณ์์เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะของชุมชนที่มีต่อการสร้างโรงไฟฟ้า วิธีการจัดการรับมือกับผู้ชุมที่สุขุมรอบคอบและไม่เลือกปฏิบัติยังจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศในการดำเนินโครงการพัฒนาอื่นๆ อีกด้วย

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ บางทีอาจเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป เมื่อยังมีเรื่องหนึ่งซึ่งต้องตระหนักว่า เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ได้รับคำสั่งให้ควบคุมการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุม และบางครั้งพวกเขาก็ติดตามกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยวัตถุประสงค์อื่นๆ เหมือนอย่างที่กองทัพเคยช่วงชิงอำนาจจากกลุ่มพันธมิตรมาแล้ว โดยการใช้ประโยชน์จากกลุ่มผู้ชุมนุมนับแสนคน (ตามจำนวนที่กล่าวอ้าง) ที่ชุมนุมต่อต้านทักษิณ มาเป็นเหตุผลในการทำรัฐประหาร

หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากองทัพคงมีการวางแผนที่ดีกว่านี้สำหรับแกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านเผด็จการ ในฐานะที่เราขยับเข้าใกล้วันอันตรายทางการเมือง เช่น วันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งเข้าไปทุกที

 หวังว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่พูดและทำกันมาตลอดทั้งปีนี้ จะทำให้ประเทศนี้หาหนทางที่จะปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมทุกกลุ่มอย่างยุติธรรมโดยปราศจากการฉวยโอกาสได้เสียที

จิ้นเล่าให้ฟังว่าวัยสลายม็อบเกิดอะไรขึ้น

 

สัมภาษณ์พิเศษ : ค่ำคืนเดือดหน้าบ้านสี่เสาฯ ในมุมมองหน่วยสันติวิธี ‘จิ้น กรรมาชน’

ที่มา เวบไซต์ประชาไท

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย มุทิตา เชื้อชั่ง

24 กรกฎาคม 2550

ค่ำคืนวันที่ 22 กรกฎาคม กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (ปราบกบฏ)หรือ นปก.ได้ปรากฏตัวบนจอทีวีอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน หากแต่เป็นภาพของความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการพยายามฝ่าแนวกั้นของตำรวจเพื่อไปชุมนุมที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เพื่อเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี

 ภาพที่เห็น ชายหนุ่มหลายคนกำลังเอาแผงรั้วกระแทกโล่ของตำรวจปราบจลาจล ผู้คนขว้างปาสิ่งของกระทั่งกระถางต้นไม้ข้างทางเข้าใส่เจ้าหน้าที่ ทำลายข้าวของราชการ เกิดการจลาจลย่อมๆ มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย ก่อนหน้านั้นมีการยึดรถขยะเพื่อขับฝ่าด่านกั้นของตำรวจมาแล้วรอบหนึ่งในตอนบ่าย

 ล่าสุด แกนนำ 18 คนถูกแจ้งข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 ขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย ข่มขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ข่มขู่ว่าจะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดในบ้านเมือง และข้อหาร่วมกันต่อสู้ขัดขืนเจ้าพนักงานระหว่างปฏิบัติหน้าที่โดยใช้กำลัง ด้าน พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียเวส รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประกาศชัดว่าจะไม่ยอมให้ นปก.เคลื่อนขบวนไปก่อความวุ่นวายที่ไหนอีกอย่างเด็ดขาด นอกจากการชุมนุมที่สนามหลวง ขณะเดียวกัน ฝ่ายแกนนำ นปก.นำโดยหมอเหวง โตจิราการ นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ นายจักรภพ เพ็ญแข นายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็แถลงข่าวตอบโต้สิ่งที่เกิดขึ้น โดยมีวีดิโอเทปยืนยันว่า กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ใช่ผู้ที่เริ่มต้นก่อความรุนแรงก่อน และพวกเขาต่างหากที่เป็นผู้ถูกกระทำ

จิ้น กรรมาชน’ นักดนตรีเพื่อชีวิตที่ขึ้นเวทีขับกล่อมกลุ่ม นปก. และกลุ่มต่อต้านเผด็จการอื่นๆ หลายต่อหลายครั้ง นั่งนิ่งสักพักเพื่อนึกถึงเหตุการณ์คืนนั้น

“มันเริ่มตั้งแต่การชุมนุมวันพฤหัสฯ (19 ก.ค.) วันนั้นฝนตกหนัก คนชุมนุมก็เหลือน้อย สภาพพื้นที่เละมาก แทบจะทำนาได้ ไม่มีการพัฒนา และ กทม.ก็ขอพื้นที่คืน มันทำให้พวกเราถูกไล่ไปอยู่มุมอับ...วันนั้นบนเวทีมีการประกาศว่าวันอาทิตย์จะมีการเดินขบวน แต่ยังไม่ได้บอกว่าจะไปไหน เพื่อป้องกันการสกัดกั้น”

นอกจากขึ้นเวทีร้องเพลงให้ผู้ชุมนุมฟังบางครั้งคราว เขาเป็นคนหนึ่งที่ไปร่วมชุมนุมตอนสองทุ่มเกือบทุกวันหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจการงานปิดร้านขายยาแล้ว

 ที่น่าสนใจคือ เขาบรรยายสภาพทั่วไปของการชุมนุมว่า ทุกวันนี้เวทีที่สนามหลวงแทบจะไม่เหลือเค้าลางของพีทีวี แม้จะมีนักการเมืองร่วมขบวนอยู่ก็ร่วมในฐานะปัจเจกตามสิทธิอันพึงมี และตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ที่เวทีหรือผู้คนที่ร่วมชุมนุมไม่ได้พูดถึง “ทักษิณ ชินวัตร”

“การชุมนุมไม่ได้พูดถึงทักษิณกันแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือนโยบายของทักษิณ สำหรับผม เขาจะกลับมาหรือไม่ ผมไม่สน.....พวกแกนนำอย่างหมอเหวง (โตจิราการ) ครูประทีป (อึ้งทรงธรรม) กับนักการเมืองอย่างจตุพร จักรภพ ก็มีช่องว่างน้อยลงเรื่อยๆ เวทีมุ่งแต่จะต้านเผด็จการให้จงได้”

แม้จะไม่อาจหยั่งรู้ได้ถึงกระแสสำนึกภายในของ ‘แฟนทักษิณ’ ซึ่งเป็นกำลังหลักในการชุมนุม หรือส่วนอื่นๆ ที่อาจไม่ได้คลั่งไคล้ทักษิณ แต่ต้องถูกแปะป้ายไปด้วยยามร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐประหาร แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นในคนกลุ่มนี้ คือความเหนียวแน่น ทรหด ทนแดดทนฝน และมาร่วมอย่างต่อเนื่องทุกวัน

จิ้นเล่าว่า ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนระดับล่าง ชนชั้นกลางก็มีบ้างแต่ไม่มากนัก มีจำนวนมากที่น่าจะมาจากปริมณฑล มากันเป็นกลุ่มๆ ละ 20-30 คน โดยจะมาและกลับพร้อมกัน

 “เชื่อได้ว่ามีการจัดตั้งแน่นอน แต่ไม่ใช่จัดจ้าง เขาตากแดดตากฝนเหมือนผม ไม่หนีไปไหน หลายต่อหลายครั้ง และมากันทุกวัน มันเกิดความรู้สึกบางอย่างที่รู้ได้ว่าตัวจริงหรือรับตังค์.....ผมเห็นด้วยกับการจัดตั้ง ถ้าผมจัดตั้งได้ผมก็จะทำ มันไม่ใช่สิ่งเลวร้าย”

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม เรื่องการเดินขบวนเริ่มชัดเจน มีการพูดกันปากต่อปากแล้วว่า จะเดินไปบ้านสี่เสาเทเวศร์ ผู้คนเริ่มจัดกลุ่มคุยกันไม่หยุดหย่อน และท้ายที่สุด เวทีก็ประกาศนัดเจอกันตอนเที่ยงวันรุ่งขึ้น จิ้นเล่าว่า บรรยากาศคืนนั้นเต็มไปด้วยความฮึกเหิม คึกคัก แววตาของคนที่ไปร่วมชุมนุมคืนนั้นเหมือนบอกว่า “พรุ่งนี้เจอกัน”

วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม มีการจัดเตรียมการเคลื่อนขบวนกันตั้งแต่หัววัน กลุ่มพลเมืองภิวัตน์นำโดยสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด และกลุ่มแรงงานนำโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข รับหน้าที่ดูแลความปลอดภัย โดยเปิดรับอาสาสมัคร ‘หน่วยสันติวิธี’ จากเดิม 200 คนเป็น 400 คน และแน่นอน จิ้นเข้าร่วมเป็นหนึ่งในอาสาสมัคร

“คนแย่งกันสมัครและอยู่แถวหน้า ส่วนใหญ่เป็นคุณป้าอายุไม่ต่ำกว่า 60 ให้อยู่หลังๆ ก็ไม่ยอมด้วย บอกว่าทำไมต้องให้ผู้หญิงอยู่แถวหลัง พวกเขาเดินกันเร็วมาก ใส่เสื้อขาวและโพกศีรษะด้วยผ้าที่เขียนว่า ‘สันติวิธี’ ส่วนผู้ชุมนุมเกือบทุกคนนัดกันใส่เสื้อเหลือง”

เขาเล่าว่า การเดินครั้งนี้ต่างจากการเดินไปบ้านสี่เสาฯ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งไม่สามารถผ่านการสกัดกั้นของตำรวจไปถึงหน้าบ้าน “ป๋า” ได้ ขบวนคราวนี้ตั้งขึ้นตั้งแต่บ่ายโมงกว่า และเริ่มเดินกันราวบ่ายสอง เป็นการเดินที่รวดเร็ว เอาจริงเอาจัง ไม่มีการหยุดพักและร้องเพลงแบบคราวที่แล้ว มีแต่เสียงลมหายใจ ...

 “ป้าแก่ๆ บอกว่า คราวนี้ถ้าไปไม่ถึงบ้าน 4 เสาฯ เขาจะไม่มาร่วมอีกแล้ว”

 หน่วยสันติวิธีเดินนำหน้า 8 แถว ก่อนที่จะมีรถขยายเสียงที่มีหมอเหวงอยู่บนนั้น ตามด้วยรถคันใหญ่ที่มีแกนนำหลายคนคอยกล่าวปราศรัยไปตลอดทาง จิ้นเล่าว่า มีการจัดแถวของผู้ชุมนุมสลับไปกับรถขยายเสียงรวมทั้งหมด 6 คัน ขบวนเคลื่อนผ่านสะพานผ่านฟ้าไปได้ค่อนข้างลำบาก แม้ตำรวจจะไม่ได้กั้นขบวน แต่ก็ไม่มีการกั้นรถเช่นเดียวกัน ขบวนเดินผ่านกองทัพบก ผ่านกระทรวงสาธารณสุข ผ่านที่ทำการสหประชาชาติ จนกระทั่งเจอแนวกั้นของตำรวจพร้อมแผงเหล็กหลายชั้นที่สะพานมัฆวาน เมื่อเจรจาไม่เป็นผล จึงมีการแจกถุงมือหนังและคีมตัดลวดประมาณ 10 อันให้แก่แนวหน้า ซึ่งก็คือ บรรดาป้าๆ เข้าไปตัดลวดหนามเปิดทางให้รถใหญ่พุ่งชน

 จิ้นเล่าว่า รถพุ่งชนด้วยความแรงจนแผงเหล็กแตกกระจายท่ามกลางตำรวจที่กำลังอลหม่าน แต่เขาก็ยืนยันว่ามีการประกาศบนรถแล้วว่าจะทะลวงเข้าไป และตำรวจหลบทัน ไม่ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่มีรายงานข่าวว่ามีตำรวจได้รับบาดเจ็บขาหักหนึ่งคน

 แผงเหล็กกระจัดกระจายระเกะระกะจนผู้ชุมนุมต้องโยนทิ้งลงในคลองข้างทาง เมื่อผ่านไปได้ มีการจัดตั้งแถวใหม่ โดยให้หน่วยสันติวิธีนำหน้าเช่นเดิม จากนั้นขบวนเจอรถขยะสองคันจอดขวางอยู่ เขาบอกว่าคนหนึ่งในนั้นหนีหายไปด้วยความกลัวโดยทิ้งกุญแจไว้ ขบวนจึงถือวิสาสะยึดรถขยะนั้นขับดันแนวรั้วเปิดทางเข้ามา เดินต่อไปสักพักก็เจอรถบรรทุกน้ำขวางถนนอยู่ กลุ่มผู้ชุมนุมช่วยกันปล่อยน้ำออกจากรถ แล้วรวมพลังกันยกรถพ้นแนวกีดขวาง

 ขบวนเดินเรื่อยมา แล้วเลี้ยวซ้ายที่แยกหัวมุมสวนอัมพรก่อนถึงลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อมุ่งหน้าสู่บ้านสี่เสาฯ

 “ถนนมันแคบลง ขบวนกลายเป็นแถวยาวเลื้อยไปตามถนน เราเพิ่งมารู้ภายหลังว่า นปก. จัดหน่วยเคลื่อนที่เร็วมาที่บ้านสี่เสาฯ ก่อนแล้ว กระจายกันอยู่ พอรถมาถึงปุ๊บก็มาร่วมชุมนุมทันที เหมือนกองทัพมด ส่วนตำรวจที่กันอยู่ก็ถอยไปอยู่ข้างๆ”

 “มันประเมินยาก ผมคะเนไม่ถูกว่าคนสักเท่าไหร่ แค่คิดว่าอย่างน้อยไม่น่าจะต่ำกว่าหมื่น”

 ขณะนั้นเวลาเกือบสี่โมงเย็นแล้ว แม้ฝนจะตกลงมาอย่างหนัก แต่ผู้ชุมนุมยังอยู่กันเหนียวแน่นด้วยอารมณ์ฮึกเหิมเนื่องจากผ่านด่านเข้ามาได้จนถึงจุดหมาย การปราศรัยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศเริ่มผ่อนคลาย มีพ่อค้าแม่ค้ารถเข็นนำอาหารการกินเข้ามาในขบวน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำการปิดหัวปิดท้ายขบวนผู้ชุมนุมทั้งหมด

 “มันเป็นมุมอับมาก หากเขาปิดประตูตีแมวก็ไม่มีทางหนีไปไหนได้เลย”

 จนกระทั่งประมาณ 1 ทุ่ม จึงเริ่มมีการสับเปลี่ยนกำลังของเจ้าหน้าที่มาตั้งแถวกันอย่างคึกคัก มีคอมมานโดประมาณ 1 กองร้อยเดินเรียงแถวตอนหนึ่งเข้ามาด้านข้างของขบวนผู้ชุมนุม พร้อมตำรวจ พร้อมหมวกกันน็อก ทั้งหมดมีป้ายชื่อชัดเจน ไม่มีกระบอง และเขาได้กล่าวกับตำรวจว่า อย่าทำร้ายพี่น้องประชาชน

 เกือบ 2 ทุ่ม จิ้นเดินจากปลายขบวนด้านหนึ่งมายังด้านวัดเทเวศร์ ผู้หญิงสูงวัยรับอาสาเฝ้ารถปราศรัยร่วมกับเด็กหนุ่มที่เป็นการ์ด แต่เดินมาไม่ทันไร ก็ได้ยินเสียงประกาศจากรถกระจายเสียงคันใหญ่ ให้กั้นทางแนววัดเทเวศร์ไว้ เพราะมีการบุกมาจากทางนั้น สิ่งที่เขาเห็น คือชุดคอมมานโดเดินบีบเข้ามาโดยใช้โล่ดัน ไม่มีไม้กระบอง พยายามจะเข้าชาร์จแกนนำบนรถ ประชาชนบริเวณนั้นตกใจและต่อสู้กันอย่างไร้ทิศทาง มีการปาก้อนหินกันข้ามไปข้ามมา บางส่วนใช้กระถางต้นไม้ขว้างข้ามไป เขายอมรับว่าเหตุการณ์ชุลมุนนั้นนับว่าค่อนข้างรุนแรงจริง และถือว่าแรงกว่าทุกครั้ง เพราะชาวบ้านไม่ยอมให้ตำรวจเข้าชาร์จแกนนำ

 เหตุการณ์ชุลมุนอยู่พักใหญ่ มีประชาชนหัวร้างข้างแตกบาดเจ็บกันหลายคนเนื่องจากไม่มีเกราะกำบัง หน่วยสันติวิธีที่มีหลายร้อยคน ตอนนี้เหลือราว 10 คน พยายามเข้าไปห้ามปรามจนกระทั่งเหตุการณ์สงบลง เจ้าหน้าที่ถอยไปตั้งแถวอยู่ริมรั้วบ้านสี่เสาฯ คุณลุงคุณป้าที่ยังอารมณ์คุกรุ่นผลัดกันมาด่าทอเจ้าหน้าที่ด้วยความโกรธแค้น

 “ป้าๆ ลุงๆ ที่เลือดร้อนมายืนด่าตำรวจด้วยความโกรธแค้น ทำนองว่า ตำรวจมีหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ ทำไมมาทำร้ายประชาชน เป็นพวกขี้ขลาดยอมฟังคำสั่งเผด็จการ แต่จริงๆ มันหยาบกว่านี้เยอะ มีคำสร้อยเต็มไปหมด พอแกเหนื่อยๆ ก็ให้คนพาแกไปนั่ง”

 ข่าวทีวีรายงานว่า เจ้าหน้าที่เองก็ได้รับบาดเจ็บจำนวนไม่น้อยเช่นกัน ภาพการปะทะถูกแพร่ภาพในข่าวต้นชั่วโมงแทบทุกสถานี พร้อมๆ กับเสียงประณามความป่าเถื่อนของม็อบเริ่มดังขึ้นจากผู้คนในสังคม

 ที่น่าสนใจคือ เหตุการณ์มิได้สิ้นสุดเพียงเท่านั้น จิ้นเล่าว่า ผู้คนเริ่มนั่งกันไม่ติด เดินไปมา ตัวเขาเองก็เข้าไปคุยกับคอมมานโด 100 กว่าคนแทบจะเรียงตัว แล้วบอกตำรวจว่า อย่าถือสาประชาชนที่ไปยืนด่า เพราะต่างคนต่างมีอารมณ์ อีกสักพักพวกเขาก็จะแยกย้ายกลับบ้านกันแล้ว

 ตำรวจเหล่านั้นเป็นหน่วยคอมมานโดที่จิ้นคุ้นหน้าคุ้นตา เนื่องจากเป็นหน่วยประจำที่คอยคุมการชุมนุม คุมการเคลื่อนขบวนตั้งแต่ช่วงแรกๆ จิ้นเล่าว่า ระหว่างคุยกันอยู่นั้น จู่ๆ ทุกคนก็แสบตา แสบคอขึ้นมาเฉยๆ ทั้งที่ตำรวจไม่ได้ทำอะไร ปรากฏว่ามีผู้ชุมนุม 2 คน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นผู้ที่แฝงตัวมา ได้ปาขวดน้ำที่น่าจะบรรจุสารเคมีบางอย่างเข้ามาตรงแผงเหล็ก หลังจากแสบตาอยู่พักหนึ่ง เหตุการณ์ก็ผ่านไป ไม่มีอะไรรุนแรง

 สักพัก ในอีกฝั่งของขบวนก็เกิดการดันของตำรวจและเกิดการขว้างปาข้าวของระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนกันอีก แต่ก็คลี่คลายรวดเร็วและไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก เจ้าหน้าที่หน่วยนั้นมาตั้งแถวรวมกันหน่วยแรกที่ริมรั้วบ้านสี่เสาฯ จิ้นบอกว่า ดูสีหน้าแล้วตำรวจก็อยากกลับบ้านและท่าทางจะหิวข้าว

 หลังจากนั้นมีข่าวแพร่สะพัดปากต่อปากว่า ภายในบ้านสี่เสาฯ ซึ่งขณะนั้นเริ่มปิดไฟมืดไปหมด มีการเคลื่อนไหวของทหาร 1 กองพันอยู่ในนั้นพร้อมกับข่าวลือเรื่องการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เขาไม่รู้ว่าทั้งหมดนั้นจริงเท็จหรือไม่ แต่ยืนยันว่า ขณะยืนร้องเพลง ‘เพื่อมวลชน’ และ ‘วันของเรา’ กล่อมผู้คนบนหลังคารถนั้น เขาเห็นแสงสะท้อนของหมวกเหล็กจำนวนมากภายในนั้น ....

 จุดพีคที่ไม่มีใครได้เห็นอยู่ที่ตอนสุดท้าย “หน่วยที่ ซึ่งเป็นหน่วยนิรนาม ไม่มีป้ายชื่อ ติดกระบอง วิ่งกรูออกมาจากด้านข้างบ้านสี่เสาฯ ตอนเกือบๆ สี่ทุ่ม

 “จู่ๆ ประตูตรงสโมสรกองทัพบก หรือหน่วยงานอะไรสักอย่างข้างๆ บ้านสี่เสาฯ ก็เปิดออกมา มีคอมมานโดที่มีกระบอง ไม่มีป้ายชื่อ วิ่งออกมาเป็นแถวตอนเรียงห้าออกประมาณ 20 แถว เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่เหมือนคอมมานโดปราบจลาจลทั่วไป มันดูรุนแรงมาก เหมือนหน่วยล่าสังหาร ผมสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิต จริงๆ นะ มันพร้อมเพรียงและรวดเร็วมาก ไม่หลบเลี่ยงอะไรทั้งสิ้น แม้แต่คนแก่ที่ลุกไม่ทัน” แววตาของเขาจริงจัง

 “เขาวิ่งตรงมาที่หน้าเวที ตอนนั้นมีคนสูงอายุประมาณสี่ห้าสิบคนนั่งอยู่หน้ารถปราศรัย เขาตรงเข้ามาเหยียบ กระทืบคนที่นั่ง คนแก่ทั้งนั้น พั่บๆ ๆ ๆ เร็วมาก พวกผู้หญิงสูงวัยพากันออกมาต้านด้วยมือเปล่า มีบางคนโดนไม้กระบองด้วย”

 “ผมลุกขึ้นจะวิ่งเข้ามาก็มีคนมากระชากออก ตอนนั้นสปอร์ตไลท์จากในบ้านสี่เสาฯ ส่องลงมาจนตาพร่า แสบตามาก หน่วยจู่โจมเข้ามาถึงรถปราศรัยแล้วกระชากนั่งร้านที่เอาไว้ตั้งกล้องของพีทีวีล้มลง กระจายกำลังกันจะขึ้นไปบนรถ คนบนนั้นพยายามเอาร่มแหลมๆ ดันลงมา จากนั้นก็มีการยิงแก๊สน้ำตาขึ้นไปบนรถปราศรัย ทุกคนสำลัก”

 “ผมวิ่งไปขอร้องตำรวจอีก 2 กองร้อยว่า อย่าเคลื่อนไหวเข้ามาอีก เขาก็เหมือนรู้ว่าพวกนี้ไม่ใช่พวกเขา เขาวางเฉย นิ่งสนิท ทำหน้าเซ็งๆ เหมือนไม่อยากอยู่ตรงนั้นแล้ว” จิ้นกล่าวและเล่าโดยไม่ยืนยันว่า มีการคุยกันในภายหลังโดยหน่วยข่าววงในระบุว่า นั่นอาจเป็นทหารที่มาสวมชุดคอมมานโด

 แก๊สน้ำตาถูกยิงแตกบนอากาศอีกประมาณ 5 ลูก ทำให้ผู้ชุมนุมทั้งหมดรวมถึงผู้สื่อข่าวหลายสำนักตรงนั้นปั่นป่วนโกลาหล แสบหน้า แสบตา แสบคอ น้ำมูกน้ำตาไหล

 หลังจากนั้นคนหนุ่มที่เริ่มตั้งหลักได้จึงนำแผงกั้นของคอมมานโดชุดเดิมที่ยืนอยู่ตรงรั้วบ้านสี่เสาฯ มากระแทกโล่ของคอมมานโดชุดโหดนี้

 “หน่วยสันติวิธีทนไม่ไหวแล้วจริงๆ เอารั้วไปกระแทกโล่ตำรวจ ปังๆๆๆ เอากระถางต้นไม้ขว้างใส่แต่ตอนนั้นเหลือแต่กระถางพลาสติกแล้ว” … ความโกลาหลเกิดขึ้นอีกครั้ง และท้ายที่สุดตำรวจต้องล่าถอยไป

 “มันเกิดหลังจากเราโดนกระทืบแล้ว พวกป้าๆ ยังกรูกันเข้าไปปกป้องแกนนำบนรถ ผมได้ยินป้าคนหนึ่งตะโกน “ฉันยอมตายตรงนี้ จะไม่ให้ใครจับพวกเราไปสักคนหนึ่ง”” จิ้นพยายามเล่าอย่างยากลำบาก เพราะกดน้ำเสียงสะอื้นไว้

 เขายืนยันว่า การปะทะกันรอบสุดท้ายนี้ไม่ได้รับการรายงาน ไม่ปรากฏเป็นข่าว

 “เป็นการบิดเบือนอย่างร้ายกาจที่สุด ภาพในโทรทัศน์เป็นการปะทะกันรอบแรกที่โดนตำรวจดันเข้ามาก่อน ตอนคนโดนกระทืบ ตอนแก๊สน้ำตา ตอนสเปรย์พริกไทยลงกลับจับภาพไม่ได้ คนหลายพันตรงนั้นแสบหน้า น้ำหูน้ำตาไหล ต้องถอดเสื้อมาโปะหน้า โทรทัศน์เอาแต่รายงานว่า ม็อบพวกนี้รุนแรง ไปทำร้ายตำรวจเขา นี่มันอะไร”

 ขบวนค่อยๆ เคลื่อนกลับสนามหลวงอย่างสะบักสะบอม ผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล แต่ไม่มีประชาชนคนไหนเดินเข้ามาก่นด่าคอมมานโดสองหน่วยแรกอีกเลย

 “ผมเดินผ่านเขาไปเงียบๆ ไม่มีใครในนั้นกล้าสบตาผม มันเหมือนเขาน้ำท่วมปาก ไม่สามารถพิทักษ์กฎหมายได้ ไม่สามารถพิทักษ์ความเป็นธรรมได้ ไม่สามารถพิทักษ์ความเป็นมนุษย์ได้ อย่าว่าแต่อุดมการณ์ประชาธิปไตย เพราะคุณเห็นคนสูงอายุโดนกระทืบแล้วนั่งดูเฉยได้”

 ความรุนแรงในค่ำคืนนั้นจบลง ... แต่เรื่องราวยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางบรรยากาศของสังคมที่กลิ่นของความแตกแยก ชิงชัง คละคลุ้งฉุนกว่าเดิม

วลีที่จะต้องจดจำไปอีกนานของบัง “จลาจนเมื่อคืนทำให้ต้องผ่านกฎหมายความมั่นคง”

เอมันชักจะยังไงก็ไม่รู้แล้วนะ ตั้งแต่บ่ายๆ ช่อง 5 ออกข่าวใช้คำว่า “นปก ป่วนเมือง” แทบทุกสิบยี่สิบนาที แล้วบอกว่ารถติดมาก เตือนให้คนหลีกเลี่ยง

ก็ไม่ได้คิดอะไรมากตอนนั้น ก็เห็น นปก บุกไปบ้าน “คนนั้น” มาหลายครั้งแล้ว คงไม่มีอะไรมาก

แต่มาคราวนี้ทำไมต้อง สกัดอย่างจริงจังเหลือเกิน จนอารมณ์ผู้ประท้วงเดือดขึ้นเรื่อยๆ จากจุดสกัดหนึ่ง ไปยังอีกจุด  แล้วทำไมในที่สุด ต้องบุกจับแกนนำอย่างบ้าระห่ำ แบบมากันสามสี่รอบ ทำไมต้องจับกระบองมาตีคนประท้วง ทำไมยิงกาซน้ำตาอย่างกับสงครามโลกครั้งที่สอง แล้วจับแกนนำส่วนหนึ่งเข้าคุกไม่ให้ประกัน อีกส่วนคาดโทษ เอาเข้าคุก แล้วแบบบังบอกนะ อย่างนี้ต้อกำจัด นปก ให้สิ้นซาก แล้วมันก็แปลกดี เจรจากันมาทุกครั้ง มาคราวนี้ไม่เจรจาจริงๆจังๆ  

แล้วก็มาถึงบางอ้อในที่สุด จากวลีเด็ด ของ บัง ว่า “จลาจนทำให้ต้องผ่านกฎหมายความมั่นคง” ฝ่ายต่อต้น คมช และ พรบ ความมั่นคง คงจะบอกตรงกันข้าม ว่า “ให้ดูเมื่อคืนสิ มี พรบ ฉบับนี้แล้ว มันจะเป็นแบบเมื่อคืน ทุกครั้งที่คนออกมาประท้วงกัน”

คือมีใครจำม็อบพันธมารบ้างได้ไหม ที่ไปสยามพาราก้อน จนเขาเสียหายสองร้อยล้าน โรงพยาบาลละแวกนั้น ต้องขอให้พาผู้ป่วยไปที่อื่นเพราะรถติด วาจาก็สุดจาบจ้วงหยาบคาย ด่านแบบลูกกรงหรือ ก็ฝ่าเข้าไปเหมือนม็อบ นปก ไม่มีผิด แล้วไง ทักษิณเฉย ไม่ทำอะไร “ดุดันดุเดือดเลย” บอกว่าเป็นสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออก

แล้วมาเมื่อคืน ลองเอาการกระทำและผลต่อเนื่อง ของม็อบพันธมาร และ ม็อบ นปก มาเทียบกันสิ ประเด็นคือ ตอนนั้น ถ้าจำกันได้ แทบทั้งเมือง ถึงจะเบื่อม็อบพันธมาร แต่ก็ยอมรับกันว่ามีสิทธิ แต่มาคราวนี้ ม้อบของ นปก เอคนกรุงเทพมากมายมาแปลก เห็นม็อบ นปก ถูกสกัด และถูกทำทารุนต่างๆนาๆ จนต้องตอบโต้ กลับด่าว่าม็อบ นปก ไม่อสิงหา หาเรื่องก่อน เป็นตัวป่วนเมือง ไปจนถึงหาเรื่องปะทะ

 คือใครสกัด ใครบุกก่อน ใครไม่อสิงหากันแน่

 แต่เอาหละ ประเด็นคือ วลีนี้จากบัง ว่า เพราะเมื่อคืนถึงต้องออกพรบความมั่นคง มันแปลกก็ตรงที่ว่า พวกหัวกระทิ ที่มีใจเป็นนักประชาธิปไตย หรือยังมีหลงเหลืออยู่บ้าง ออกมาคัดค้านกฎหมายความมั่นคงของบัง กันถ้วนหน้า แล้วเรื่องเมื่อคืนก็เกิดขึ้น แล้วภายในเวลาที่ทุกคนกำลังจับจ้อง ก็พูดออกมาว่าต้องผ่าน กฏหมายความมั่นคง

 มันเหมือนการสร้างสถานการณ์จริงๆเลย

คือ กำจัด นปก และ ได้ พรบความมั่นคงมา ก็ด้วยหินก้อนเดียว คือบุกเข้าไปจับแกนนำชนิด “เด็กๆยังอ่านออกว่า หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ” มันต้องเกิดเรื่อง “แน่นอน “แต่ยังทำ” เพราะอะไรหละ แล้วก็พึ่งมาถึงบางอ้อเอานี่เอง ว่าเพื่ออะไร

แต่การมาเขียนว่า บัง นั้นหัวออกไปทาง สร้างแผนงาน “ลึกล้ำอะไรแบบนั้นออกมา” ท่าทางจะไม่ใช่

 หลายท่านคงบอกว่า บังเขาทึ่มๆ ไม่ใช่เด็กฉลาด คงมองว่า ที่สลายม็อบ นปก คงเป็นเพราะอย่างอื่น แบบม็อบ นปก หาเรื่องให้ถูกบุกเอง โดยการบอกว่าจะปักหลักอยู่ที่หน้าบ้าน “เขา” คนนั่น  จนกว่า “เขา” จะลาออก แต่ก็อีกหละนะ นี่มันเทียบไม่ได้เลยกับการไป สยามพาราก้อน ของพันธมาร คือเขาจะค้างสักคืน อยู่จนดึก แล้วมันสร้างปัญหาอะไรให้ไทยมากนักหละ เจ้าของบ้านก็อยู่โคราช ถนนนั้นก็ไม่ใช่แบบ แถวสยามที่เป็นหัวใจของอะไรเลย ย่านธุรกิจโรงพยาบาลก็ไม่ใช่  คือเขาสร้างความเสียหายอะไรมากมายนักหละ นอกจากเอาลูกกรงโยนลงคลอง หรือจะมาบอกว่าประเทศนี้ ประท้วงบ้าน “เขา” ไม่ได้

ฉะนั้นมันน่าจะพอสรุปได้ว่ามาคราวนี้ มันมีคำสั่งมาให้สลายม็อบ อาจจะออกมาเป็นวันๆก่อนประท้วงก็ได้ คือก็เห็นขู่ นปก มาหลายหนแล้ว ว่าจะสลายม็อบ จะเอาจริงเสียที จะหยุดมันให้ได้

 ปัญหาของการกล่าวหาว่า การบุกม็อบนี่ มันเป็นส่วนหนึ่ง ของแผนเอา พรบ ความมั่นคงออกมาเป็นกฏหมายให้ได้ ของ บัง มันก็ต้องสามารถทำให้เห็นว่าเขามีอุปนิสัยอย่างนี้ คือชอบวางแผน ทำเป็นขั้นตอน เป็นแผนลับ ที่นำเอาทุกอย่างในมือมาใช้ในการทำให้แผนสำเร็จ แล้วมันมีแผนแบบนั้นอีกไหม มันก็มี คือแผนสามสี่ขั้น ที่ใช้ทำลายอำนาจเก่าลงอย่างเป็นระบบ ไงหละ แนบเนียนไหมหละแผนนั้น ว่ากันตั้งแต่เข้ามาใหม่ๆ แล้วก็ทำมาเรื่อยๆ เป็นขบวนการ

แล้วนอกจากแผนทำลายอนาจเก่าแล้ว มันมีแผนอื่นอีกไหม มันก็มีสิ นั่นคือแผนเปลี่ยนไทยให้เข้าสู้ระบอบอำมาตรไงหละ ตั้งแต่ยกเลิกระบบ “ซี” สลายขั้ว สำนักงานตำรวจ ต่ออายุผู้พิพากษา กำนันจนแก่ตาย พรบความมั่นคง ทุกอย่างที่กล่าวมา มันก็ส่วนหนึ่งของแผนการสร้าง รัฐของอำมาตร ขึ้นมาเท่านั้นเอง

 

ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า บังนั้นมีแผน คือ ภายใน “หนึ่งปี” ทำลายอำนาจเก่าให้สิ้นซาก และ สร้าง รัฐอำมาตรขึ้นมา แล้วก็ใช้ทุกอย่างในมือ ทำสิ่งนั้นมาอย่างไม่มีใครจับได้ หรือ “รู้ทัน” เงียบๆมาตลอด จนฉุนจัดจนหลุดปากเรื่องแผนสามสี่ขั้นออกมา โอยอย่างนี้หัว บัง สุดยอดแล้ว ปฏิวัติปีเดียวสำเร็จ แถมอาจได้โบนัส ถ้าแผนอีกแผนสำเร็จ คือ แผน “ผ่องถ่ายตัวเองเข้าไปเล่นการเมืองต่อ”

 

ตกลงสรุปแล้ว มีสามแผน ที่ลึกล้ำมากมายนัก

 

ก็มาสรุปกันแล้วกัน คนแบบนี้ จะมองไม่ออกเชียวหรือ ว่า การ “เชือดแกะ “นปก” ให้ลิงดู จะไม่ทำให้ลิงหันมาเอากฎหมายความมั่นคงกัน คือถ้าเทียบกับ “สามแผนใหญ่” แผนนี้ เขาไม่เรียกว่าแผนด้วยซ้ำ เขาเรียกว่า “กิจกรรม” เท่านั้นเอง