คนไทยกับปัญหา รักษาคำพูด
ฝรั่งที่ทำมาค้าขายมาทั่วเอเชีย ในสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา บอกผมว่า ปัญหาของไทย ที่เลวร้ายกว่าทุกชาติ ในเอเชีย คือปัญหารักษาคำพูด ฝรั่งต่อเลยว่าแท้ที่จริงแล้ว ปัญหาคอรัปชั่น จริยธรรม ธรรมาภิบาล คนดี คนเลว ทุกอย่างที่กล่าวมานะ มันมุ่งสู่จุดเดียว คือ ความสามารถในการรักษาคำพูด หมายความว่า ถ้าคุณรักษาคำพูด เกือบร้อยทั้งร้อย คุณเป็นคนดี มีจริยธรรม ธรรมาภิบาล และ ไม่โกงกิน พูดง่ายๆ ฝรั่งคนนี้ ด่าคนไทยว่าเลวที่สุดในเอเชีย มีที่เป็นคู่ขนาน ก็อินโดเท่านั้น ที่พอๆกัน ที่ไม่สนใจคำพูดตัวเองเลย
ผมฟังแล้วสิ่งแรกที่นึกไปถึง ตอนนี้ ก็คืออภิรักษ์และมาร์ค หักดิบ สส พรรค ที่ให้วาจาไว้ว่า จะให้เขาลงตรงนั้นตรงนี้ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วไม่กล้าให้เพราะมีตัวลงที่ดีกว่า ทำเอา สส ที่ถูกหักดิบ อายุปาน ลุง เข้าไปแล้ว ต้องมาร้องไห้ทางทีวี สิ่งที่สองที่ทำให้นึกถึงทันที คือเพื่อนนายทหารที่บอกผมว่า อีกพันปีกูก็ไม่มีทางปฏิวัติ ต่อให้เทวทัสตัวจริงมาเป็นนายกไทย สาเหตุก็เพราะเขา สาบานให้คำพูดกับพ่อหลวงไว้ ตอนรับธงชับเฉลิมพล ธงอันศักดิ์สิทธิของเหล่าทัพทุกกองกรม ก็จากพ่อหลวงอีก แล้วต้องให้คำพูดไว้ด้วยว่า จะรักษา รธน แห่งราชอนาจักรไทย ไว้สุดชีวิต มันก็เพียงแต่ว่าทหารคนอื่นไม่มองอย่างเพื่อนนายทหารผมคนนี้ ถ้าจะให้เรียบเรียงต่อ คำพูดที่ผมฟังทีไรโกรธทุกที คือคำโฆษณาของ คมช เรื่อง ความสามัคคีในชาติ คือออก Spot โฆษณานี้บ่อยมาจริงๆ ใช้เรื่องราวและเสียง ที่เป็นจริงมาก เพียงแต่ต้องมาเห็น ความลับรั่วออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ว่า คมช จ้องทำลายอำนาจเก่า แล้วอำนาจเก่ามันคืออะไรหละ ถ้าไม่ใช่คนไทยเป็นล้านๆคนที่รักทักษิณ คือมันก็อีกคำโกหกคำโตๆที่สุดแล้วในไทย
ปัญหาของไทยอันนี้มันโลกแตกจริงๆ ไทยนั้นขึ้นชื่อมานานมากแล้ว เรื่องการทูตแบบสร้างสรรค์ รัฐบาลเข้าข้างฝ่ายนั้น เสรีไทยเข้าข้างฝ่ายนี้ ออกมายังไง ไทยอยู่ฝ่ายชนะลูกเดียว หรือจะเป็นการ พูดแบบปลาไหล ของ ศรีธนนชัย ฮีโร่ของไทย ที่สอนให้ปลิ้นปล้อนกันสุดๆไปเลย กับคำพูด ส่วนตัวผมเองยังจำตัวเองได้เลย ไปเรียนในเมกาใหม่ๆ ไม่ค่อยมีเวลาเขียนจดหมายกลับบ้าน จนญาติฝรั่งต้องมาเค้นเอาคำพูดผมไปว่าจะเขียน แต่ผมก็ไม่มีเวลาเขียน จนญาติฝรั่งโกรธมาก เพราะผมให้คำพูดไป ผมก็แบบศรีธนนชัยไปเลย คือบอกเขาว่า ผมสัญญาว่าจะเขียนเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้บอกว่าเมื่อไหร่ เจอเข้าไปแบบนี้ ลงเอย ผมเสียญาติฝรั่ง ไปหลายคน ถึงกับเอาผมไปด่ากันเลย ว่ากลายเป็นคนเอเชียไปแล้ว
แล้วในการพยายาม รักษาความเป็นฝรั่ง ในตัวผมไว้ ที่มากับวัฒนธรรมมารดาผมที่เป็นคนเมกา ญาติๆก็เรียกผมไปสังคยาใหญ่วันหนึ่ง แล้วก็บอกกับผมว่า รู้ไหมนายทวีวุฒิ พวกญาติๆยูที่นั่งกันอยู่วันนี้นะมีอะไรที่เหมือนๆกัน แล้วผมก็มองไปที่ น้าจอนห์ ทนายความร้อยล้าน น้าเคนท์ นายธนาคารพันล้าน ป้าจีน เลขาเก่ากับ ซีไอเอ แล้วน้าจอนห์ก็บอกว่า ทุกคนที่นี่มีอยู่อย่างเดียว คือคำพูด แล้วน้าจอนห์ก็เล่าเรื่องตอนเขามาเมืองไทยให้ฟัง ว่าบิดาผมตกลงขายรถเบนส์ไปหนึ่งวันก่อนภาษีรถเครื่องยนต์ให๋เพิ่มขึ้นไป 100% กว่า คือค่ารถแพงขึ้นอีกล้าน แล้วคนซื้อก็รีบวิ่งมาหาบิดาผม แล้วบอกว่าหมอยังจะขายอยู่หรือไม่ครับ ในราคาเดิม แล้วน้าก็บอกว่า พ่อยูนะไม่ยอมเสียคำพูด ขายไปตามสัญญาเดิม
แล้วผมก็กลับมาเยี่ยมบ้าน บิดาที่จบนอกติดบอร์ดฝรั่งคนแรกของไทย ก็เรียกเข้าไปพบ แล้วบอกว่า ลูก ไม่ว่าลูกจะเลือกวิชาชีพได ลูกจะไปไกลเพราะการรักษาคำพูด มันเป็นมาตรฐานที่เราตั้งให้ตัวเอง ถ้าคนเราไม่มีมาตรฐาน มันจะต่ำลง แล้วบิดาก็ยกตัวอย่างคนไทยคนหนึ่งที่สปอร์ตคลับ ที่เป็นพ่อค้าคนกลาง เป็น Broker ทุกอย่างที่ขวางหน้า ให้กับคนทั่วโลก ธุรกิจเป็นหมื่นล้าน นั่งคุยกันห้านาทีอะไรแบบนั้น กับยินทอนิคแก้วเดียว เขาเป็นอย่างนั้นได้เพราะเขารักษาคำพูดก็ไม่ต้องบอกนะครับ เด็กเอเชีย อายุยังไม่ยี่สิบ ถูกญาติผู้ใหญ่ และบิดา รุมยำเรื่องไม่รักษาคำพูด มันก็เจ็บนะครับ
ปัญหาของคำพูด คือมันเหมือนข้อตกลง ที่ไม่มีลายลักษ์อักษร เมื่อเราให้คำพูดไป มันไปเกิดสิ่งต่อเนื่องมากมายก่ายกอง เช่นแบบมาร์ค ม7 คนที่ได้คำพูดไป ก็ไปทำโน่นทำนี้ เอาไปวางแผน เอาไปฝัน เหมือนคนได้ยินโฆษณาของ คมช เรื่องความสามัคคี และ สมานฉันท์ มันก็คือเป็นสิ่งที่ดีที่เราทุกคนสนับสนุน เพียงแต่พอเห็นการกระทำจริงๆของ คมช มันก็รู้สึกเท่านั้นเอง ว่าเขาใช้คำพูดมาโกหกเราเพื่อหว่านล้อมเรา ให้ชอบเขา เหมือนคนกรุงเทพเวลาขึ้นเชียงใหม่นะ จะเที่ยวไปหลอกสาวๆไว้ทั่ว ด้วยคำพูดดีๆสวยๆ สมัยนี้ก็ต้องมีเงินทองด้วย แต่ท้ายสุดมันก็คือการโกหกเราดีๆนี่เอง
มาวันนี้ผมก็ยังไม่ได้สักน้อยนิดของญาติๆฝรั่งและบิดาในเรื่องคำพูด แต่ก็พอเข้าใจและเขียนถึงได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ก็คือระดับนี้นะครับ ว่าแท้จริงแล้ว การรักษาคำพูดมันคือการรักษา นิติรัฐและนิติธรรม ไว้กับใจเรา นั่นก็คือ ความยุติธรรม และความยุติธรรมนั่น เป็นพื้นฐานของสังคมของบางเผ่าชนแบบคน เมกาจริงๆ และจริงๆแล้วมันเป็นพื้นเพของสิ่งแบบ ประชาธิปไตยด้วยนะครับ คือความเสมอภาค ก็ต้องการนิติธรรม การปกครองโดยคนส่วนมาก ในขณะที่ไม่ละเลยคนส่วนน้อย ก็ต้องการนิติธรรม แล้วยิ่งในยุค Globalization และ Information Society แล้ว คำว่า นิติรัฐและยุติธรรม ยิ่งสำคัญมากขึ้นนะครับ เพราะแคบลงและใกล้และต้องติดต่อกันมากขึ้น
เราเพิ่งผ่านการปฏิวัติมา คำว่า นิติรัฐไทยหายไปมาก มีคำว่าตุลาการภิวัติเข้ามาแทนที่ เราได้ยิน คมช พูดให้ความหวังและทางออกและสาเหตุและกล่าวหา มากมาย ท่านที่อ่านผมมาก็จะเห็นนะครับว่า ผมและคนส่วนมากก็ได้เปิดโปงขบวนการโกหก และ สองมาตรฐานต่างๆออกมามากมายที่กระทำโดย คมช คือว่าแต่เขา แต่ตัวเอง แย่กว่าเขา หมดแทบทุกอย่าง
ล่าสุดที่เห็นได้ชัดแจนเลย ก็คือเรื่อง พี่สักของ คมช แพ้คดีในศาลแล้วถูกศาลต่อว่ามากมายว่าไร้คุณธรรม จนถ้าเป็นทนายที่ดีแล้ว แล้วคงจะต้องคิดหนักต่อวิชาชีพนี้ต่อไป เพราะศาลนั้นต่อว่ามาแรงมาก แล้วพอทนายทักษิรเอาเรื่องนี้มาขยายความให้เห็นถึงความไม่เหมาะสม ที่พี่สักจะมาเป็นแกนนำคนหนึ่งในการตรวจสอบทักษิณ ถึงกับเป็นกระบอกเสียง ของ คตส แต่รายงานในมติชนวันนี้เอง เขียนไว้ว่า คตส เย้ยทนายทักษิณ เอาสักออกจากคตสไม่ได้ ผมฟัง คตส แล้ว ปลงมากครับ อาชีพทนายนะมันมีแต่ การใช้คำพูดทั้งนั้น แทนที่จะเอาสักออก เพราะเป็นได้ถึงขนาดนั้น กลับมาหยิ่งใส่ แล้วปกป้องสัก
คือคำพูดหลักที่ คตส เขาให้เรามาโดยตลอดนะ คือถึงพวกเขาจะเกลียดทักษิณเข้าใส้ เขาก็ยังเป็นคนดีที่แยกแยะงานหน้าที่และความรู้สึกส่วนตัวออกจากกันได้ เพราะเขาเป็นคน ดี จริงๆ มีแต่ความยุติธรรม จริยธรรม และ ธรรมาภิบาล อยู่ในหัวใจ มันก็นาแปลกใจนะครับ ที่ศาลเขาออกมาตัดสินว่าสักต่ำถึงขนาดนั้นแล้ว ยังยึดมันกันเป็นทีมทุกคน ว่าสักนั้นดีเลิศ สมควรอยู่ คตส ต่อไป
ผมก็ขอสรุปใหญ่และเล็กไปพร้อมๆกันนะครับ สักนะไม่ใช่คนดีแน่นอน และ คตส นั้น กำลังแสดงให้เห็นถึงการไม่รักษาคำพูดตัวเอง ว่าทีมตัวเองเป็นคน ดี โดยการออกมาปกป้องสัก เหมือนทีม ปชป นะครับ ออกมายำ สส คนนั้น ที่ถูกหักดิบคำพูดกันไปจากมาร์ค ม7 นี่นะหรือครับนายกคนต่อไป นี่นะหรือ ครบ คตส ที่ ดีเลิศ
ประชุมลับของบัง
ถ้าเรื่องมันจบตรงนั้นมันก็ดีสิ แต่เปล่าเลย เมื่อวันก่อน บัง ไป พูดในการประชุมลับกับข้าราชการ ให้ใส่น้ำหนักดึงผลเลือกตั้ง ต่อตานอำนาจเก่าเต็มที่ เอาสิ พูดตรงๆแบบนี้ให้คนเป็นสิบฟัง จนหลุดออกมา กกต ทำอย่างไรไม่ทราบ ปรากฏว่า ไม่ทำอะไรเลย กับคำพูดบิดเบือนเลือกตั้งและกลไกการเลือกตั้งตรงๆ และ แรงๆ แบบนี้ แต่เปล่า ออกข่าวมาว่ากำลังเฝ้าสังเกต กิจการรมสนามหลวงครั้งใหญ่ของ พปช ว่า พูดอะไรเข้าข่ายผิดกฎ หรือไม่
กำนันถูกพาเลี้ยงเหล้า
มันมีอีกมากมายหลายเรื่องจริงๆ ที่ กกต เหมือนกำลัง เล็งเป้า ไปที่อำนาจเก่า โดยไม่ดูคนอื่นเลย ในต่างจังหวัด ข่าวออกมากันมากเหลือเกินว่าอำนาจเก่า ใช้ช่องว่างก่อน กฎหมายเลือกตั้งออก พาคนเที่ยววัดว่าอารามทั่วไทย เป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า กกต ถึงกับออกมาพูดเรื่องนี้กับสื่อ แต่ใครก็ตาม ที่ได้ยินเรื่อง พปช พาคนเที่ยววัด ก็ต้องได้ยินเรื่อง กำนัน ใช่เลย พวกที่กลายเป็นข้าราชการแบบทั้งชีวิต ไปแล้ว เพราะ คมช ซื้อใจเรียบร้อย คือใครก็ตาม ที่หูติดดินพอได้ยินเรื่องพาเที่ยววัด ก็ต้องได้ยินเหมือนกัน ว่า ฝ่ายความมั่นคง กำลัง จัดระเบียบ หัวคะแนนใหญ่คือกำนัน ทั่วภาคอีสาน เพื่อนกำนันผมที่อีสาน โทรมารายงานผมแล้ว ว่า ถูดเรียกเข้าพบ กินเลี้ยงตลดอเวลา
คือถ้าเราเอาเรื่องมาลำดับกัน ถึงความสำคัญ และ ความไร้สาระแล้ว บัง พูดในประชุมลับ และ จัดระเบียบกำนัน น่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตมากนะ เพราะมันสุดจะบิดเบือน การเลือกตั้งครั้งหน้าเลย แต่นี่เราเห็น กกต เลือก ทำอะไร ก็แบบ จับตา พปช พูดอะไรที่สนามหลวง พาฐานเสียงเที่ยววัด ทะเลาะกะ พีเน็ต ตีกับ อียู ปล่อยเกียร์ว่าง บัง ให้ทำอะไรก็ได้
สรุปทั้งหมดที่เขียนมา กกต เอนเอียงต่อต้านอำนาจเก่า แน่นอน 1000%
ความ เพี้ยน มันถึงระดับไหนหรือครับท่านผู้อ่าน เอาง่ายๆ บอกว่ามีแผนสามสี่ขั้นเป็นระบบเพื่อทำลายล้าง พรรค ทรท ซึ่งก็แปลงมาเป็น พปช ก็หมายความว่า แผนสามสี่ขั้นนั้น ก็ยังดำเนินมาถึงทุกวันนี้ แต่พลพรรค ทรท นั้น ตายด้าน กันไปหมดแล้ว มองสิ่งนี้เหมือนกรรมที่ต้องรับเอาไว้ แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ สิ่งที่ต้องรับไว้ มันเป็นสิ่งที่ผิดมาก เช่นถ้าลองพูดออกมาสิ มีแผนสามสี่ขั้น ทำลาย ประชาธิปัต รับรองได้ เรื่องใหญ่ทันที คนจะวิ่งไปฟ้อง บัง กันที่ศาลมากมายนัก คนจะวิ่งไปฟ้อง กกต ให้ออกมาปกป้อง ปชป ต่ออำนาจเถื่อน และอีกร้อยแปด
แต่เพราะนี่มัน พปช ที่กำลังถูกลอบทำร้าย มันเลยไม่มีประเด็นอะไร ในตา กกต แต่จริงๆแล้ว ถ้า กกต ยุติธรรมและเป็นกลาง ป่านนี้ต้องเข้าพบ บัง เพื่อขอคำอธิบายเรื่อง จงใจ ทำลายพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งในทางกฎหมาย มันทำไม่ได้ สรุปนี่ก็เป็นอีกเรื่องใหญ่ ที่ กกต ไม่ทำอะไรเลย
หมื่นล้านกลับไม่ตรวจสอบ
ถ้าบังเอิญ กกต มาอ่านบทความนี้ นอกจะจะงงเป็นไก่ตาแตกแล้ว ก็อาจจะถามต่อว่า มีอีกไหมเรื่องแปลกๆ ที่พอจะบ่งชี้ได้ว่าเอนเอียง จะได้ออกจดหมายสักฉบับ เพื่อแก้ตัวในเรื่องต่างๆ มันก็ยังมีอีกมากมายหลายสิบเรื่อง จริงๆ แล้วนับไม่ถ้วนเลย เช่นล่าสุด ปชป ออกมา ชูใบเสร็จ ว่ามีข้อมูลว่าทักษิณโอนเงินมาให้ พปช หมื่นล้านบาท เอาหละ คนมีสติก็บอกกันไปเรียบร้อยว่านี่มันเรื่องของ คนบ้า ไปแล้ว ออกมาพูดก็เท่านั้นเอง แต่ปัญหาของ กกต คือ แล้วถ้ามันไม่บ้า แต่นี่เรื่องจริง มันก็แน่นอนว่าผิดกฎหมายเลือกตั้ง แล้ว กกต ทำให้เรื่องกระจ่างหรือไม่ เปล่าเลย คือป่านนี้ในเรื่อนนี้เรื่องเดียว มันน่าจะเรียก พลพรรค ปชป ที่ปูดข่าวนี้มาสอบได้แล้วนะ แล้วถ้าจริง ก็สมควรขจัดทักษิณไม่ให้กลับไทยอีกเลย เพียงแต่ว่า ถ้ามันไม่จริงหละ การกล่าวหากันแบบนี้ มันก็ผิดฏกหมายนะ สรุปคือ ทำไมไม่ฟ้อง แต่กลับปล่อยมันไป
อัยการศึก
แล้วมีอีกไหม คำตอบคืออีกมาก แต่ผมขอหยุดไว้ตรงนี้ และสรุปบทความนี้ว่า หน้าที่ของ กกต คือจัดให้การเลือกตั้งยุติธรรม ดูและพรรคการเมือง ให้พรรคการเมืองทำตามกฎและระเบียบ ในบทสรุปของผม ก็คือว่า กฎอัยการศึกนะ ไปดูจังหวัดสิครับ มันจุดแข็ง พปช ทั้งนั้น และที่มันคงกฎอัยการศึกไว้ ก็เพื่อทหารเขาจะใช้ กลไก กอรมน เข้ามา ลากตั้ง เหมือน ประชามตินะ คือ กกต ปล่อยไว้ได้ยังไง โดยไม่พูดอะไรออมาสักกะนิดเรื่องนี้ ทำอย่างกับไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
สรุป
ผมก็ขอจบนะครับ ท่านผู้อ่านกรุณาใช้สติและปัญญาตัดสินใจด้วยตัวเองนะครับ อยากได้ภาพใหญ่ว่า บิดเบือนยังไง เชิญเข้าพันทิพย์ดูได้นะครับ เขาเปิดโปงกันเป็นระบบกันที่นั่น
ธีรยุทธ ไม่ตกไม่ผ่าน แต่ต้องเรียนต่อ
ยังเร็วไปที่จะด่านสรุปว่า ธีรยุทธ สอบตกหรือผ่าน เพราะยังเรียน ไม่จบ ยังไม่สมควรออกจากรั้ว มธ แต่ควรนั่งศึกษา และเรียนรู้ ต่อไปอีกสักพัก สาเหตุที่ทำให้ผมสรุปอย่างนี้ คือ:
ที่ไม่ให้ผ่าน ก็คือการออกมาด่าทักษิณว่าจอมเขมือบ ไม่คิดถึงชาติคิดถึงแต่ตัวเองนั้น ออกจะส่อไปถึง การยัง ไม่บรรลุถึงปัญญา คือยังไม่มีศาลที่ยุติธรรมจริงๆอะไรออกมาตัดสินเลยว่าทักษิณ ผิด อะไร และบนโลกของคนที่ บรรลุแล้วถึงปัญญาและธรรม จะไม่ด่วนสรุป และนำความเห็นส่วนตัว ที่อ้างอิงไม่ได้และพิสูจณ์ไม่ได้ มาออกข่าวให้คนเห็นไปทั่ว และกล่าวหา คนที่ยังถือว่าบริษุท
ส่วนสิ่งที่ส่อเค้าว่าน่าจะให้ผ่าน ก็เพราะ เห็นชัดๆ ว่าหวังดีต่อชาติ อยากให้ชาติสงบ ก็เลยด่วนสรุป ว่า สังคม นักธุรกิจ และ การเมือง จะรวมตัวกัน กำจัดสิ่งที่ ธีรยุทธ เห็นว่าเป็นปัญหา คือทักษิณ ให้ออกไปจากไทยตลอดการ และสรุปว่า พลพรรคฝ่ายค้านเดิม จะสนิทแนบแน่น จนการเมืองลงตัว สรุป คือ ธีรยุทธ มองว่า สวรรค์ของคนไทยรออยู่ข้างหน้า เพียงแต่เลือก พลพรรคฝ่ายค้านเดิม ก็ต้องยอมรับว่า นี่แสดงว่า อยากให้ไทย ขึ้นสวรรค์เสียที ก็เป็นความคิดที่รับได้ ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตาม ทุกคนก็ต้องการเห็นชาติ ไปโลดเสียที แต่เหมือนสรุปว่าทักษิณโกง มัน ไร้ปัญญาอย่างสิ้นเชิง การด่วนสรุปว่า ไทยกำลังจะขึ้นสวรรค์ นั้น ก็แสดงอีกครั้ง เหมือนเดิม ว่า ธีรยุทธ ยังไม่ บรรลุถึงปัญญา เพราะเอาสิ่งที่อยากเห็นเกิดขึ้น มาเป็นตัวตั้งในการ หา เหตุผลมาสนับสนุน (ตรงนี้จะพูดถึงข้างล่าง ว่าทำไมมันถึงผิด)
สองอย่างที่กล่าวมาแล้ว ไม่ใช่ปมอะไรใหญ่โตที่ธีรยุทธ จะเรียนรู้ไม่ได้ ด้วยตัวเอง ปัญหา คือ มีใครพูดแล้วธีรยุทธฟังบ้าง เช่นใครก็ตามที่ศึกษาธีรยุทธมานาน จะเห็นว่า ต่อตานประชานิยมมานานมาก นับได้เลยว่าคนแรกๆที่ต่อต้านมา นับเข้าไปนี่ก็ ห้าหกปีแล้ว ที่ธีรยุทธ บอกว่า ประชานิยม จะทำให้ไทยเหมือน อาเจนตีน แต่มันไม่เหมือนเสียที คือธีรยุทธไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เอาสิ่งต่างๆที่ตัวเองพูดมา กลับมาดูอีกที แล้วก็จะเห็นว่าตัวเองนั้น ผิดมามากมายหลายอย่างจริงๆ แต่ปัญหาของธีรยุทธ คือไม่ต้อง ลงมือทำ เอาแต่นั่งวิจารณ์ อย่างเดียว คนอื่นที่มองเหมือนธีนยุทธ เช่นฉลองพบ ที่อัดประชานิยมมานานพอๆกับธีรยุทธ พอถึงคราวต้องทำจริงๆ ก็เห็นสัจธรรมว่าตัวเองก็ผิดมานาน มันเลยยากที่ธีนยุทธ จะเจอตัวเอง เพราะไม่ต้องทำ
ส่วนเรื่อง กล่าวหาคนที่ยังบริสุทธ ว่า จอมเขมือบ ไม่คิดถึงชาติ มันเป็นเรื่องจริยธรรมและจรรยาบรรณ ที่ยากนักกับการสั่งสอน ให้เข้าใจ นอกจากจะพยายามเตือนสติธีรยุทธ ว่า จำวันเดิมๆสมัยตุลาได้ไหม ว่า พอตกเป็นเบี้ยล่าง จำเลย ของความไม่ยุติธรรม มันรู้สึกอย่างไร
แต่สิ่งที่ทำให้ธีรยุทยังไม่จบ มธ และสมควรนั่งต่อแล้วเรียนรู้ต่อไปอีกสักพัก ก็เพราะอย่างที่พี่พันศักดิ์ วิญญรัต ที่ปรึกษาส่วนตัวของทักษิณ สอนผมในการวิเคราะห์การเมืองให้ออก คือพี่พันศักดิ์ลากยาวให้ผมฟังวันหนึ่ง ว่าจริงๆแล้ว ฝ่ายค้านก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล อาจจะยากมากที่คนทั่วไปจะเข้าใจ แต่ถ้าธีรยุทธ สนใจ ลองไปคุยกับพี่พันศักดิ์เขาดู แต่ถ้าง่ายๆ ก็คือ สวรรค์ของเมืองไทยที่กำลังจะมาถึงนะ จริงๆแล้ว มันเป็นสวรรค์ของใคร และต้องเหยียบใครให้ขึ้นไปถึงสวรรค์นั่น
คือง่ายๆ รากหญ้า คงไม่ได้มองว่าตัวเองขึ้นสวรรค์ ไปกับ พลพรรคฝ่ายค้านเดิมแน่ ประเด็นที่ ธีรยุทธ ยังต้องเรียนและศึกษาให้ถึงเก่น คือทำอย่างไร ทุกคนในชาติ มันจะได้ขึ้นสวรรค์ไปด้วยกัน และถ้าเราวกกลับมาดูสิ่งที่ครูเขาดูกันเวลาดูนักเรียน คือเขาจะดูว่าเพื่อนนักเรียนคนนั้นคือใคร มันก็พอมองออกว่าเพื่อนของธีรยุทธ นั้น สมัยนี้ คือพวก อำมาตรทั้งนั้น ชนชั้นสูง ผู้ดี รวยๆ จริงหรือไม่หรือ ดูคำพูดธีรยุทธเขาเอง ว่า สังคม ธุรกิจ มันจะหนุนปชป
สำหรับคนที่มีปรัชญาไม่สนใจเลยว่าใครมาใครไป แต่ขอให้ดูแลคนด้อยโอกาส และ คนจน แบบผม เพราะคนพวกนี้ เขาห่างสวรรค์เหลือเกิน ก็ต้องขอบอกว่า ยังไงอีกร้อยปี จนกว่าจะมีใครมาพยายามช่วยคนจนได้ดีกว่า ก็ยังจะเลือกทักษิณอยู่ดี เพราะมันดูไร้สาระจริงๆ ที่จะไปสนใจ สังคม นักธุรกิจรวยๆแสนล้าน และ พลพรรคฝ่ายค้านเดิมที่ไม่เคยสนใจคนจน หรือต่อสู้กับเผด็จการเลย คือง่ายๆ ถ้าไม่เข้าใจ คือแน่นอนทักษิณไม่เปอร์เฟก และยังมีต้องเรียนรู้อีกมากเกี่ยวกับการช่วยคนจน แต่ถ้าคะแนนความตั้งใจ และ ผลงานที่เขาทำมาได้ เขาสอบผ่านแน่นอน ส่วนธีรยุทธ หรือ ดูแต่ละคนที่สนับสนุน เช่น คมช สอบผ่าน คตส ดีเลิศ พลพรรคฝ่ายค้านเดิม ยอดเยี่ยม สังคม และ ธุรกิจ จะขึ้นสวรรค์ แต่ละกลุ่มที่พูดมานี่ มันไม่ใช่ พวก อำมาตร แล้วเรียกว่าอะไร
สรุปสั้นๆเร็วๆเพราะผมจะไปเปิด Led Zeppelin ฟังแล้ว คือ หวังดีจริง แต่ไม่น่าลดตัวลงไปกล่าวหาคนที่ยัง บริษุท เพียงเพื่อเอาใจเพื่อนใหม่ คือพวก อำมาตร
สุดท้ายงงมาก นี่นะหรือนักต่อสู้ดีเด่นเดือนตุลา สู้กับสติและปัญญาและอารมณ์ ของตัวเองให้ชนะเสียก่อนเถิด แล้วค่อยออกมาสู้เพื่อ อำมาตร
แนวร่วมประชาชนต้านรัฐประหาร(นปตร.)
PEOPLE UNITED FRONT AGAINST COUP(PFAC.)
41 อาคารเลิศปัญญาชั้น9 ห้อง 907 ซอย ศรีอยุธยา12 ถนน ศรีอยุธยา แขวงพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์ 083-6068249 FAX 02-6427997-2 www.againstcoup.org
"วิพากษ์คำวินิจฉัย 30 พฤษภาคม 2550"
หลังจากที่คณะรัฐประหาร19กันยายน2549ได้โค่นล้มระบอบประชาธิปไตยลงไป ได้ให้กำเนิดคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร2549 มาตรา35 ดังนั้นคณะตุลาการรัฐธรรมนูญชุดนี้ จึงไม่มีความชอบธรรมใดๆในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้การทำคำวินิจฉัย 30 พฤษภาคมยังได้ทำลายหลักการทางด้านนิติธรรมและนิติรัฐหลายประการเช่น
1.คำวินิจฉัยส่วนใหญ่ใช้คำสั่งคณะปฏิรูปฯ และคณะปฏิวัติฯชุดต่างๆตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันซ้ำๆซากๆ แสดงถึงการไม่ศรัทธาในหลักนิติธรรมและหลักนิติรัฐสากล รวมทั้งยังตระบัดสัตย์ต่อ คำปฏิญาณของตนก่อนเข้ารับหน้าที่ตุลาการที่ ..........จะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ แต่เมื่อเกิดการรัฐประหาร19กันยายน2549ขึ้น แทนที่ตุลาการเหล่านี้จะปฏิบัติตามคำปฏิญาณของตนแต่กลับทำในทางตรงกันข้าม คือยอมรับใช้การรัฐประหารอย่างน่าอัปยศอดสูยิ่ง
2.คำวินิจฉัยนี้ได้ทำลายหลักการพื้นฐานของนิติธรรมสากลที่ บทบัญญัติของกฏหมายไม่สามารถใช้บังคับย้อนหลังในทางที่เป็นโทษต่อผู้กระทำความผิดได้ ดังปรากฏในมาตรา 3 แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่กล่าวไว้ว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด.....
3.คำวินิจฉัยนี้เกิดขึ้นภายใต้การแทรกแซงจากคณะรัฐประหาร ดังปรากฏชัดจากการเข้าพบประธานศาลปกครองสูงสุดของประธานคมช.ก่อนหน้าการประชุมทำคำวินิจฉัยไม่กี่วัน และคำข่มขู่ของรองเลขาธิการคมช.ที่กล่าวว่า หากไม่มีการยุบพรรค(ทรท.) การรัฐประหารเที่ยวนี้ก็สูญเปล่า
4.คำวินิจฉัยนี้เกิดขึ้นภายใต้การคุกคามข่มขู่สิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและการเดินทางได้อย่างเสรีในราชอาณาจักร และการสร้างเรื่องราวใหญ่โตว่าจะมีการชุมนุมของประชาชนโดยใช้เงินจากกลุ่มอำนาจเก่าจำนวนมหาศาล
5. คำวินิจฉัยนี้ทำลายหลักการสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพในการรวมตัวเป็นพรรคการเมืองของประชาชนตามบทบัญญัติแห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
ดังนั้นจึงถือได้ว่าคำวินิจฉัย30พฤษภาคม2550เป็นคำวินิจฉัยภายใต้อิทธิพลคณะรัฐประหาร เป็นการทำลายหลักนิติธรรม ระบบนิติรัฐ และระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย
แนวร่วมประชาชนต้านรัฐประหาร(นปตร.) ขอเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกับแนวร่วมประชาชนต้านรัฐประหาร(นปตร.)ในการ
คว่ำรัฐธรรมนูญ2550 เรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 เดิมคืนมา
ล้มคมช.และผลิตผลของคมช.เช่นตุลาการรัฐธรรมนูญ คตส., สสร., สนช.เป็นต้น
โค่นระบอบอำมาตยาธิปไตยเพื่อนำเอาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขคืนมา
| เข้าสู่ยุคมืด! ใช้ กม. เครื่องมือข่มเหงรังแกกัน | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| 3 ตุลาการรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย ที่วินิจฉัยว่าไม่สามารถนำประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 27 ข้อ 3 ย้อนหลังไปใช้บังคับตัดสิทธิคณะกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบ ถือเป็นประเด็นหลักการกฎหมายที่มีความสำคัญต่อการตัดสินคดี สาระสำคัญโดยสรุปมีดังนี้ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
| พระพุทธเจ้า ไม่ทรงบัญญัติวินัยให้มีผลย้อนหลัง โดย...พระมหาโชว์ ทัสสนีโย | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ระยะนี้เรื่องที่พูดกันสนั่นเมืองเห็นจะไม่มีเรื่องใดเกินคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ ปรับเอาโทษให้ยุบพรรคการเมืองหนึ่ง (ถ้าพูดออกไปตรงๆ ว่าพรรคไทยรักไทย เดี๋ยวจะเสียความเป็นกลาง) โดยเฉพาะการลงโทษย้อนหลัง ซึ่งผิดหลักที่นานาอารยประเทศยึดถือกันว่า โทษที่จะลงโทษผู้กระทำผิดนั้นต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายในขณะที่ความผิดได้กระทำขึ้น | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
| |
|
|
| |
|
|
|
| |
|
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
| |
|
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
| |
|
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
ที่มา ประชาไท
1 มิถุนายน 2550
ประชาไท 1 มิ.ย. 50 หลังคำตัดสินกรณียุบพรรคของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา ให้ยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี แนวร่วมประชาชนต้านรัฐประหาร (นปตร.) ได้วิพากษ์คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า คณะตุลาการรัฐธรรมนูญชุดนี้ไม่มีความชอบธรรมใดๆ ในระบอบประชาธิปไตย นอกจากเพราะที่มาของตุลาการรัฐธรรมนูญ มาจากมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร 2549 ซึ่งได้มากจากการรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย. 49 ที่โค่นล้มระบอบประชาธิปไตยนั้น การทำคำวินิจฉัย 30 พ.ค.ยังทำลายหลักการทางด้านนิติธรรมและนิติรัฐหลายประการเช่น
หนึ่ง คำวินิจฉัยส่วนใหญ่ ใช้คำสั่งคณะปฏิรูปฯ และคณะปฏิวัติฯ ชุดต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันซ้ำๆ ซากๆ แสดงถึงการไม่ศรัทธาในหลักนิติธรรมและหลักนิติรัฐสากล รวมทั้งยังตระบัดสัตย์ต่อคำปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ตุลาการที่ ..........จะรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ แต่เมื่อเกิดการรัฐประหาร 19 ก.ย. 49 ขึ้น แทนที่ตุลาการเหล่านี้จะปฏิบัติตามคำปฏิญาณของตน แต่กลับทำในทางตรงกันข้าม คือ ยอมรับใช้การรัฐประหารอย่างน่าอัปยศอดสูยิ่ง
สอง คำวินิจฉัยนี้ทำลายหลักการพื้นฐานของนิติธรรมสากล ที่บทบัญญัติของกฏหมายไม่สามารถใช้บังคับย้อนหลังในทางที่เป็นโทษต่อผู้กระทำความผิดได้ ดังปรากฏในมาตรา 3 แห่งประมวลกฏหมายอาญาที่กล่าวไว้ว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะทำความผิด แตกต่างกับกฏหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด.....
สาม คำวินิจฉัยนี้เกิดขึ้นภายใต้การแทรกแซงจากคณะรัฐประหาร ดังปรากฏชัดจากการเข้าพบประธานศาลปกครองสูงสุดของประธานคมช.ก่อนหน้าการประชุมทำคำวินิจฉัยไม่กี่วัน และคำข่มขู่ของรองเลขาธิการคมช.ที่กล่าวว่า หากไม่มีการยุบพรรค(ทรท.) การรัฐประหารเที่ยวนี้ก็สูญเปล่า
สี่ คำวินิจฉัยนี้เกิดขึ้นภายใต้การคุกคามข่มขู่สิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและการเดินทางได้อย่างเสรีในราชอาณาจักร และการสร้างเรื่องราวใหญ่โตว่าจะมีการชุมนุมของประชาชน โดยใช้เงินจากกลุ่มอำนาจเก่าจำนวนมหาศาล
ห้า คำวินิจฉัยนี้ทำลายหลักการสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพในการรวมตัวเป็นพรรคการเมืองของประชาชนตามบทบัญญัติแห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
นปตร.วิพากษ์ว่า คำวินิจฉัย 30 พ.ค. 50 เป็นคำวินิจฉัยภายใต้อิทธิพลคณะรัฐประหาร เป็นการทำลายหลักนิติธรรม ระบบนิติรัฐ และระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย
นปตร. จึงเรียกร้องให้ คว่ำ รัฐธรรมนูญ 2550 ให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 เดิมคืนมา ล้ม คมช.และผลิตผลของคมช.เช่น ตุลาการรัฐธรรมนูญ คตส.สสร.สนช.เป็นต้น และ โค่น ระบอบอำมาตยาธิปไตย เพื่อนำเอาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขคืนมา
โดยคุณ เสรีชน
ที่มา ประชาไท
5 มิถุนายน 2550
ข่าวจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน ข่าวดีสำหรับผู้ประท้วงทรราชทหารที่สมสู่เสพสังวาสหื่นกับกลุ่มคันตาชั่ง
ขณะนี้ สหภาพยุโรปนำโดยเยอรมนีที่ทำหน้าที่ประธานของ EU ในขณะนี้ ได้ออกมาประณามและประท้วงการตัดสินของเก้าตุลาการรัฐธรรมนูญที่ออกคำสั่งยุบพรรคไทยรักไทยแล้ว โดยสหภาพยุโรปได้เชิญทูตไทยในประเทศต่างๆ เพื่อประท้วงคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา และแสดงความผิดหวังกับท่าทีของไทยที่บอกว่าจะพัฒนาประชาธิปไตยแต่กำลังทำสิ่งที่ตรงข้าม กำจัดคู่แข่งทางการเมือง 111 คนซึ่งเป็น สส. สำคัญของประเทศ ทำให้การแข่งขันในระบอบประชาธิปไตยของไทยไม่มีความเป็นธรรมต่อไป
ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์เนชั่นได้ลงบทความเมื่อวันที่ 30 พค .50 ว่า ในเยอรมนีก็มีการยุบพรรคการเมืองเช่นกัน แต่เดอะเนชั่น กลับพลาดที่จะมองสาเหตุของการยุบพรรคในเยอรมนีว่าต่างกับการยุบพรรคไทยรักไทยโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ พรรคไทยรักไทย เป็นพรรคที่มีคะแนน 3 ใน 5 ของรัฐสภา ขณะที่พรรคในเยอรมนีที่ถูกยุบไม่มี สส หรือมีแต่น้อยมาก
พรรคสังคมนิยม และคอมมิวนิสต์ที่ถุกยุบ เพราะสังคมนิยมจะนำนโยบายของพรรคนาซีที่จะก่อสงครามประชาชาติมาใช้ ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์จะล้มระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้พรรคที่ถูกยุบในเยอรมนีมีแผนจะวางระเบิดสังหารชาวยิวที่อพยพมาจากรัสเซีย ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องของพรรคที่มีแนวทาง fundamentalist หรือสุดขั้ว กรณีนอกจากนี้ ในเยอรมนีเขาจะไม่ยุบพรรคการเมืองทั้งสิ้น
ต่างกับพรรคไทยรักไทยที่ไม่เคยมุ่งล้มระบอบประชาธิปไตย แต่กลับสร้างพลังมวลชนในชนบทให้เข้มแข็ง แม้จะมีการกล่าวหาว่าเอาเปรียบการเลือกตั้ง ไทยรักไทยก็ทำเพื่อให้ระบบรัฐสภาคงอยู่ เดินหน้าไปได้ เรื่องโกงกิน พรรคทั้งไทยและฝรั่งก็ล้วนเจอข้อหาดังกล่าว ไม่เว้นแม้แต่เดโมแครต หรือรีพับลีกันของอเมริกาเอง จึงไม่อาจนำกรณีอ่อนๆ ของไทยรักไทยไปเปรียบเทียบกับการฆ่าคน ทำลายล้างชาวยิว ก่อสงครามกับประชาชาติของพรรคที่ถูกยุบในเยอรมนีได้เลย
ปิยบุตร แสงกนกกุล -
หมายเหตุ:
ผู้เขียนวิจารณ์คำวินิจฉัยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่ ๓-๕/๒๕๕๐ ก็เพื่อประโยชน์ทางวิชาการ ไม่ได้มีเจตนาเป็นอย่างอื่น และไม่ได้มุ่งหมายให้มีผลทางการเมือง ด้วยตระหนักถึงคำยืนยันของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญก็ดี บรรดาผู้พิพากษา ตุลาการก็ดี ที่ว่า การวิจารณ์และให้ความเห็นทางวิชาการต่อคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ย่อมทำได้
หากบทความนี้พอมีประโยชน์อยู่บ้าง ขออุทิศความดีแด่บรรพชนผู้ร่วมอภิวัตน์ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ และสามัญชนผู้ยึดมั่นประชาธิปไตยทั้งหลาย
Il suffit dajouter militaire เ un mot pour lui faire perdre sa signification. Ainsi la justice militaire nest pas la justice, la musique militaire nest pas la musique.
หากเราเพิ่มคำว่า ทางทหาร ต่อท้ายคำใด ก็เพียงพอแล้วที่ทำให้คำคำนั้นสูญเสียความหมายที่แท้จริงของมันไป ดังนั้น ความยุติธรรมทางทหาร จึงไม่ใช่ความยุติธรรม ดนตรีทางทหาร ก็ไม่ใช่ดนตรี
จอร์จ เคลม็องโซ
นักการเมืองฝ่ายซ้ายคนสำคัญของฝรั่งเศส อดีตนายกรัฐมนตรีสมัยสาธารณรัฐที่ ๓ ผู้ต่อต้านระบอบทหารและการล่าอาณานิคม
วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ ๓-๕/๒๕๕๐ ยุบพรรคไทยรักไทยและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา ๕ ปี มีประเด็นวิจารณ์ทางกฎหมาย เพื่อประโยชน์แก่วิชาการ ดังนี้
๑. การยอมรับอำนาจรัฐประหาร
ในระบบกฎหมายไทย มีคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับ ยอมรับการดำรงอยู่ของรัฐประหาร โดยถือหลักว่า เมื่อเริ่มแรก รัฐประหารเป็นสิ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนกระทั่งคณะรัฐประหารได้กระทำการจนสำเร็จและยึดอำนาจได้อย่างบริบูรณ์ สามารถยืนยันอำนาจของตนและปราบปรามอำนาจเก่าหรือกลุ่มที่ต่อต้านให้เสร็จสิ้น เมื่อนั้นคณะรัฐประหารก็มีสถานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจออกรัฐธรรมนูญใหม่หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่า ตลอดจนการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมายได้
กล่าวให้ถึงที่สุด ระบบกฎหมายไทยยอมรับความถูกต้องของรัฐประหารโดยพิจารณาจาก อำนาจ ในความเป็นจริงเป็นสำคัญ มากกว่าจะพิจารณาถึงความถูกต้องของ กระบวนการได้มาซึ่งอำนาจ นั่นเอง
ในโลกปัจจุบัน รัฐประหารเป็นของแปลกปลอมซึ่งไม่มีวันเข้ากันได้กับระบอบประชาธิปไตย คำว่า ประชาธิปไตย ไม่มีทางอนุญาตให้คณะรัฐประหารนำไปแอบอ้างเป็นอันขาด ประชาธิปไตยในแต่ละประเทศ อาจมีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่ลักษณะร่วมกัน คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน รัฐสภาและรัฐบาลมีฐานที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และรัฐประหารเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น รัฐประหารที่อ้างว่าเป็นไปเพื่อประชาธิปไตยอันมีลักษณะเฉพาะของถิ่นใดถิ่นใดหนึ่ง แท้จริงแล้วเป็นการแอบอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมเท่านั้น
เมื่อคำนึงถึงเนื้อหาของประชาธิปไตยแล้ว น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่วงการตุลาการไทยละทิ้งโอกาสครั้งสำคัญในการกลับหลักตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเดิมให้มาสอดคล้องกับประชาธิปไตย ตรงกันข้าม กลับตอกย้ำหลักการความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ของคณะรัฐประหารให้แน่นหนาขึ้นไปอีก ดังปรากฏให้เห็นในกรณียืนยันถึงที่มาและอำนาจของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเองว่า
ต่อมาวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ขณะที่คดีนี้อยู่ระหว่างผู้ถูกร้องทั้งสามยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหา คปค. เข้าทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ และมีประกาศ คปค. ฉบับที่ ๓ ลงวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ข้อ ๑ ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ สิ้นสุดลง และข้อ ๒ ให้ศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นอันสิ้นลงตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แต่ต่อมามีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ ... การที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๔๙ มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ และมาตรา