Thai Love Justice Association

"เวบสำหรับคนรักความยุติธรรมทั่วไทย" โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ

มาร์ค พริ้วคำพูด
 

คนไทยกับปัญหา “รักษาคำพูด”

 

ฝรั่งที่ทำมาค้าขายมาทั่วเอเชีย ในสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา บอกผมว่า “ปัญหาของไทย ที่เลวร้ายกว่าทุกชาติ ในเอเชีย คือปัญหารักษาคำพูด” ฝรั่งต่อเลยว่าแท้ที่จริงแล้ว ปัญหาคอรัปชั่น จริยธรรม ธรรมาภิบาล คนดี คนเลว ทุกอย่างที่กล่าวมานะ มันมุ่งสู่จุดเดียว คือ “ความสามารถในการรักษาคำพูด” หมายความว่า ถ้าคุณรักษาคำพูด เกือบร้อยทั้งร้อย คุณเป็นคนดี มีจริยธรรม ธรรมาภิบาล และ ไม่โกงกิน พูดง่ายๆ ฝรั่งคนนี้ ด่าคนไทยว่าเลวที่สุดในเอเชีย มีที่เป็นคู่ขนาน ก็อินโดเท่านั้น ที่พอๆกัน ที่ไม่สนใจคำพูดตัวเองเลย

 

ผมฟังแล้วสิ่งแรกที่นึกไปถึง ตอนนี้ ก็คืออภิรักษ์และมาร์ค หักดิบ สส พรรค ที่ให้วาจาไว้ว่า จะให้เขาลงตรงนั้นตรงนี้ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วไม่กล้าให้เพราะมีตัวลงที่ดีกว่า ทำเอา สส ที่ถูกหักดิบ อายุปาน “ลุง” เข้าไปแล้ว ต้องมาร้องไห้ทางทีวี สิ่งที่สองที่ทำให้นึกถึงทันที คือเพื่อนนายทหารที่บอกผมว่า “อีกพันปีกูก็ไม่มีทางปฏิวัติ ต่อให้เทวทัสตัวจริงมาเป็นนายกไทย” สาเหตุก็เพราะเขา “สาบาน”ให้คำพูดกับพ่อหลวงไว้ ตอนรับธงชับเฉลิมพล ธงอันศักดิ์สิทธิของเหล่าทัพทุกกองกรม ก็จากพ่อหลวงอีก แล้วต้องให้คำพูดไว้ด้วยว่า “จะรักษา รธน แห่งราชอนาจักรไทย ไว้สุดชีวิต” มันก็เพียงแต่ว่าทหารคนอื่นไม่มองอย่างเพื่อนนายทหารผมคนนี้  ถ้าจะให้เรียบเรียงต่อ คำพูดที่ผมฟังทีไรโกรธทุกที คือคำโฆษณาของ คมช เรื่อง ความสามัคคีในชาติ คือออก Spot โฆษณานี้บ่อยมาจริงๆ ใช้เรื่องราวและเสียง ที่เป็นจริงมาก เพียงแต่ต้องมาเห็น ความลับรั่วออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ว่า คมช จ้องทำลายอำนาจเก่า แล้วอำนาจเก่ามันคืออะไรหละ ถ้าไม่ใช่คนไทยเป็นล้านๆคนที่รักทักษิณ คือมันก็อีกคำโกหกคำโตๆที่สุดแล้วในไทย

 

ปัญหาของไทยอันนี้มันโลกแตกจริงๆ ไทยนั้นขึ้นชื่อมานานมากแล้ว เรื่องการทูตแบบสร้างสรรค์ รัฐบาลเข้าข้างฝ่ายนั้น เสรีไทยเข้าข้างฝ่ายนี้ ออกมายังไง ไทยอยู่ฝ่ายชนะลูกเดียว หรือจะเป็นการ “พูดแบบปลาไหล” ของ ศรีธนนชัย ฮีโร่ของไทย ที่สอนให้ปลิ้นปล้อนกันสุดๆไปเลย กับคำพูด ส่วนตัวผมเองยังจำตัวเองได้เลย ไปเรียนในเมกาใหม่ๆ ไม่ค่อยมีเวลาเขียนจดหมายกลับบ้าน จนญาติฝรั่งต้องมาเค้นเอาคำพูดผมไปว่าจะเขียน แต่ผมก็ไม่มีเวลาเขียน จนญาติฝรั่งโกรธมาก เพราะผมให้คำพูดไป ผมก็แบบศรีธนนชัยไปเลย คือบอกเขาว่า ผมสัญญาว่าจะเขียนเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้บอกว่าเมื่อไหร่ เจอเข้าไปแบบนี้ ลงเอย ผมเสียญาติฝรั่ง ไปหลายคน ถึงกับเอาผมไปด่ากันเลย ว่ากลายเป็นคนเอเชียไปแล้ว

 

แล้วในการพยายาม “รักษาความเป็นฝรั่ง ในตัวผมไว้ ที่มากับวัฒนธรรมมารดาผมที่เป็นคนเมกา” ญาติๆก็เรียกผมไปสังคยาใหญ่วันหนึ่ง แล้วก็บอกกับผมว่า “รู้ไหมนายทวีวุฒิ พวกญาติๆยูที่นั่งกันอยู่วันนี้นะมีอะไรที่เหมือนๆกัน” แล้วผมก็มองไปที่ น้าจอนห์ ทนายความร้อยล้าน น้าเคนท์ นายธนาคารพันล้าน ป้าจีน เลขาเก่ากับ ซีไอเอ แล้วน้าจอนห์ก็บอกว่า “ทุกคนที่นี่มีอยู่อย่างเดียว คือคำพูด” แล้วน้าจอนห์ก็เล่าเรื่องตอนเขามาเมืองไทยให้ฟัง ว่าบิดาผมตกลงขายรถเบนส์ไปหนึ่งวันก่อนภาษีรถเครื่องยนต์ให๋เพิ่มขึ้นไป 100% กว่า คือค่ารถแพงขึ้นอีกล้าน แล้วคนซื้อก็รีบวิ่งมาหาบิดาผม แล้วบอกว่าหมอยังจะขายอยู่หรือไม่ครับ ในราคาเดิม แล้วน้าก็บอกว่า “พ่อยูนะไม่ยอมเสียคำพูด ขายไปตามสัญญาเดิม”

 

แล้วผมก็กลับมาเยี่ยมบ้าน บิดาที่จบนอกติดบอร์ดฝรั่งคนแรกของไทย ก็เรียกเข้าไปพบ แล้วบอกว่า “ลูก ไม่ว่าลูกจะเลือกวิชาชีพได ลูกจะไปไกลเพราะการรักษาคำพูด มันเป็นมาตรฐานที่เราตั้งให้ตัวเอง ถ้าคนเราไม่มีมาตรฐาน มันจะต่ำลง” แล้วบิดาก็ยกตัวอย่างคนไทยคนหนึ่งที่สปอร์ตคลับ ที่เป็นพ่อค้าคนกลาง เป็น Broker ทุกอย่างที่ขวางหน้า ให้กับคนทั่วโลก ธุรกิจเป็นหมื่นล้าน นั่งคุยกันห้านาทีอะไรแบบนั้น กับยินทอนิคแก้วเดียว “เขาเป็นอย่างนั้นได้เพราะเขารักษาคำพูด”ก็ไม่ต้องบอกนะครับ เด็กเอเชีย อายุยังไม่ยี่สิบ ถูกญาติผู้ใหญ่ และบิดา รุมยำเรื่องไม่รักษาคำพูด “มันก็เจ็บนะครับ”

 

ปัญหาของคำพูด คือมันเหมือนข้อตกลง ที่ไม่มีลายลักษ์อักษร เมื่อเราให้คำพูดไป มันไปเกิดสิ่งต่อเนื่องมากมายก่ายกอง เช่นแบบมาร์ค ม7 คนที่ได้คำพูดไป ก็ไปทำโน่นทำนี้ เอาไปวางแผน เอาไปฝัน เหมือนคนได้ยินโฆษณาของ คมช เรื่องความสามัคคี และ สมานฉันท์ มันก็คือเป็นสิ่งที่ดีที่เราทุกคนสนับสนุน เพียงแต่พอเห็นการกระทำจริงๆของ คมช มันก็รู้สึกเท่านั้นเอง ว่าเขาใช้คำพูดมาโกหกเราเพื่อหว่านล้อมเรา ให้ชอบเขา เหมือนคนกรุงเทพเวลาขึ้นเชียงใหม่นะ จะเที่ยวไปหลอกสาวๆไว้ทั่ว ด้วยคำพูดดีๆสวยๆ สมัยนี้ก็ต้องมีเงินทองด้วย แต่ท้ายสุดมันก็คือการโกหกเราดีๆนี่เอง

 

มาวันนี้ผมก็ยังไม่ได้สักน้อยนิดของญาติๆฝรั่งและบิดาในเรื่องคำพูด แต่ก็พอเข้าใจและเขียนถึงได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ก็คือระดับนี้นะครับ ว่าแท้จริงแล้ว การรักษาคำพูดมันคือการรักษา “นิติรัฐและนิติธรรม” ไว้กับใจเรา นั่นก็คือ “ความยุติธรรม” และความยุติธรรมนั่น เป็นพื้นฐานของสังคมของบางเผ่าชนแบบคน เมกาจริงๆ และจริงๆแล้วมันเป็นพื้นเพของสิ่งแบบ ประชาธิปไตยด้วยนะครับ คือความเสมอภาค ก็ต้องการนิติธรรม การปกครองโดยคนส่วนมาก ในขณะที่ไม่ละเลยคนส่วนน้อย ก็ต้องการนิติธรรม แล้วยิ่งในยุค Globalization และ Information Society แล้ว คำว่า นิติรัฐและยุติธรรม ยิ่งสำคัญมากขึ้นนะครับ เพราะแคบลงและใกล้และต้องติดต่อกันมากขึ้น

 

เราเพิ่งผ่านการปฏิวัติมา คำว่า นิติรัฐไทยหายไปมาก มีคำว่าตุลาการภิวัติเข้ามาแทนที่ เราได้ยิน คมช พูดให้ความหวังและทางออกและสาเหตุและกล่าวหา มากมาย ท่านที่อ่านผมมาก็จะเห็นนะครับว่า ผมและคนส่วนมากก็ได้เปิดโปงขบวนการโกหก และ สองมาตรฐานต่างๆออกมามากมายที่กระทำโดย คมช “คือว่าแต่เขา แต่ตัวเอง แย่กว่าเขา หมดแทบทุกอย่าง”

 

ล่าสุดที่เห็นได้ชัดแจนเลย ก็คือเรื่อง พี่สักของ คมช แพ้คดีในศาลแล้วถูกศาลต่อว่ามากมายว่าไร้คุณธรรม จนถ้าเป็นทนายที่ดีแล้ว แล้วคงจะต้องคิดหนักต่อวิชาชีพนี้ต่อไป เพราะศาลนั้นต่อว่ามาแรงมาก แล้วพอทนายทักษิรเอาเรื่องนี้มาขยายความให้เห็นถึงความไม่เหมาะสม ที่พี่สักจะมาเป็นแกนนำคนหนึ่งในการตรวจสอบทักษิณ ถึงกับเป็นกระบอกเสียง ของ คตส แต่รายงานในมติชนวันนี้เอง เขียนไว้ว่า คตส “เย้ยทนายทักษิณ เอาสักออกจากคตสไม่ได้” ผมฟัง คตส แล้ว ปลงมากครับ อาชีพทนายนะมันมีแต่ การใช้คำพูดทั้งนั้น แทนที่จะเอาสักออก เพราะเป็นได้ถึงขนาดนั้น กลับมาหยิ่งใส่ แล้วปกป้องสัก

 

คือคำพูดหลักที่ คตส เขาให้เรามาโดยตลอดนะ คือถึงพวกเขาจะเกลียดทักษิณเข้าใส้  เขาก็ยังเป็นคนดีที่แยกแยะงานหน้าที่และความรู้สึกส่วนตัวออกจากกันได้ เพราะเขาเป็นคน “ดี” จริงๆ มีแต่ความยุติธรรม จริยธรรม และ ธรรมาภิบาล อยู่ในหัวใจ มันก็นาแปลกใจนะครับ ที่ศาลเขาออกมาตัดสินว่าสักต่ำถึงขนาดนั้นแล้ว ยังยึดมันกันเป็นทีมทุกคน ว่าสักนั้นดีเลิศ สมควรอยู่ คตส ต่อไป

 

ผมก็ขอสรุปใหญ่และเล็กไปพร้อมๆกันนะครับ สักนะไม่ใช่คนดีแน่นอน และ คตส นั้น กำลังแสดงให้เห็นถึงการไม่รักษาคำพูดตัวเอง ว่าทีมตัวเองเป็นคน “ดี” โดยการออกมาปกป้องสัก เหมือนทีม ปชป นะครับ ออกมายำ สส คนนั้น ที่ถูกหักดิบคำพูดกันไปจากมาร์ค ม7 นี่นะหรือครับนายกคนต่อไป นี่นะหรือ ครบ คตส ที่ “ดีเลิศ”

เอียงแน่นอน

ถ้าจำไม่ผิดนะ องค์กรกลางหลายแห่งออกมาบอกว่า ประชามติ รับหรือไม่รับ รธน ปี 50 นะ มันถูกบิดเบือนมากเลยนะ คนเราใจกลางๆ ก็นึกว่า คมช ตายแล้วแน่ๆ เพราะ กกต คงจะออกมาตรวจสอบว่า บิดเบือนเรื่องระไรกัน แต่เปล่าเลย กกต ไม่ตรวจสอบอะไรเลย แม้กระทั่งข่าวที่ต่างประเทศเอาไปลงกัน อย่างครึกโครม คือเอารถ ราชการ มาขนคนกันเข้าไปออกเสียง แถมกำชับข้าราชการอีก ว่าให้คะแนนต้องออกมาด้านรับ คือก็เอาหละ กกต ไม่ตรวจอะไรเลยก็พอพูดกันได้ เพราะใครๆก็กลัว คมช แต่ว่าดันมาทะเลาะกับ พีเน็ตเข้าไปอีก แล้วก็กับ อียู เรื่องคนสังเกตการณ์อีก

 

ประชุมลับของบัง

ถ้าเรื่องมันจบตรงนั้นมันก็ดีสิ แต่เปล่าเลย เมื่อวันก่อน บัง ไป พูดในการประชุมลับกับข้าราชการ ให้ใส่น้ำหนักดึงผลเลือกตั้ง ต่อตานอำนาจเก่าเต็มที่ เอาสิ พูดตรงๆแบบนี้ให้คนเป็นสิบฟัง จนหลุดออกมา กกต ทำอย่างไรไม่ทราบ ปรากฏว่า “ไม่ทำอะไรเลย” กับคำพูดบิดเบือนเลือกตั้งและกลไกการเลือกตั้งตรงๆ และ แรงๆ แบบนี้ แต่เปล่า ออกข่าวมาว่ากำลังเฝ้าสังเกต กิจการรมสนามหลวงครั้งใหญ่ของ พปช ว่า “พูดอะไรเข้าข่ายผิดกฎ” หรือไม่

 

กำนันถูกพาเลี้ยงเหล้า

มันมีอีกมากมายหลายเรื่องจริงๆ ที่ กกต เหมือนกำลัง เล็งเป้า ไปที่อำนาจเก่า โดยไม่ดูคนอื่นเลย ในต่างจังหวัด ข่าวออกมากันมากเหลือเกินว่าอำนาจเก่า ใช้ช่องว่างก่อน กฎหมายเลือกตั้งออก พาคนเที่ยววัดว่าอารามทั่วไทย เป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า  กกต ถึงกับออกมาพูดเรื่องนี้กับสื่อ แต่ใครก็ตาม ที่ได้ยินเรื่อง พปช พาคนเที่ยววัด ก็ต้องได้ยินเรื่อง กำนัน ใช่เลย พวกที่กลายเป็นข้าราชการแบบทั้งชีวิต ไปแล้ว เพราะ คมช ซื้อใจเรียบร้อย คือใครก็ตาม ที่หูติดดินพอได้ยินเรื่องพาเที่ยววัด ก็ต้องได้ยินเหมือนกัน ว่า ฝ่ายความมั่นคง กำลัง “จัดระเบียบ” หัวคะแนนใหญ่คือกำนัน “ทั่วภาคอีสาน” เพื่อนกำนันผมที่อีสาน โทรมารายงานผมแล้ว ว่า “ถูดเรียกเข้าพบ กินเลี้ยงตลดอเวลา”

 

 

คือถ้าเราเอาเรื่องมาลำดับกัน ถึงความสำคัญ และ ความไร้สาระแล้ว บัง พูดในประชุมลับ และ จัดระเบียบกำนัน น่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตมากนะ เพราะมันสุดจะบิดเบือน การเลือกตั้งครั้งหน้าเลย  แต่นี่เราเห็น กกต เลือก ทำอะไร ก็แบบ จับตา พปช พูดอะไรที่สนามหลวง พาฐานเสียงเที่ยววัด ทะเลาะกะ พีเน็ต ตีกับ อียู “ปล่อยเกียร์ว่าง บัง” ให้ทำอะไรก็ได้

 

สรุปทั้งหมดที่เขียนมา กกต “เอนเอียงต่อต้านอำนาจเก่า แน่นอน 1000%”

ความ “เพี้ยน” มันถึงระดับไหนหรือครับท่านผู้อ่าน เอาง่ายๆ บอกว่ามีแผนสามสี่ขั้นเป็นระบบเพื่อทำลายล้าง พรรค ทรท ซึ่งก็แปลงมาเป็น พปช ก็หมายความว่า แผนสามสี่ขั้นนั้น ก็ยังดำเนินมาถึงทุกวันนี้ แต่พลพรรค ทรท นั้น “ตายด้าน” กันไปหมดแล้ว มองสิ่งนี้เหมือนกรรมที่ต้องรับเอาไว้ แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ สิ่งที่ต้องรับไว้ มันเป็นสิ่งที่ผิดมาก เช่นถ้าลองพูดออกมาสิ มีแผนสามสี่ขั้น ทำลาย ประชาธิปัต รับรองได้ เรื่องใหญ่ทันที คนจะวิ่งไปฟ้อง บัง กันที่ศาลมากมายนัก คนจะวิ่งไปฟ้อง กกต ให้ออกมาปกป้อง ปชป ต่ออำนาจเถื่อน และอีกร้อยแปด

 

 

แต่เพราะนี่มัน พปช ที่กำลังถูกลอบทำร้าย มันเลยไม่มีประเด็นอะไร ในตา กกต แต่จริงๆแล้ว ถ้า กกต ยุติธรรมและเป็นกลาง ป่านนี้ต้องเข้าพบ บัง เพื่อขอคำอธิบายเรื่อง “จงใจ” ทำลายพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งในทางกฎหมาย มันทำไม่ได้ สรุปนี่ก็เป็นอีกเรื่องใหญ่ ที่ กกต ไม่ทำอะไรเลย

 

หมื่นล้านกลับไม่ตรวจสอบ

ถ้าบังเอิญ กกต มาอ่านบทความนี้ นอกจะจะงงเป็นไก่ตาแตกแล้ว ก็อาจจะถามต่อว่า มีอีกไหมเรื่องแปลกๆ ที่พอจะบ่งชี้ได้ว่าเอนเอียง จะได้ออกจดหมายสักฉบับ เพื่อแก้ตัวในเรื่องต่างๆ มันก็ยังมีอีกมากมายหลายสิบเรื่อง จริงๆ แล้วนับไม่ถ้วนเลย เช่นล่าสุด ปชป ออกมา “ชูใบเสร็จ” ว่ามีข้อมูลว่าทักษิณโอนเงินมาให้ พปช หมื่นล้านบาท เอาหละ คนมีสติก็บอกกันไปเรียบร้อยว่านี่มันเรื่องของ “คนบ้า” ไปแล้ว ออกมาพูดก็เท่านั้นเอง แต่ปัญหาของ กกต คือ แล้วถ้ามันไม่บ้า แต่นี่เรื่องจริง มันก็แน่นอนว่าผิดกฎหมายเลือกตั้ง แล้ว กกต ทำให้เรื่องกระจ่างหรือไม่ เปล่าเลย  คือป่านนี้ในเรื่อนนี้เรื่องเดียว มันน่าจะเรียก พลพรรค ปชป ที่ปูดข่าวนี้มาสอบได้แล้วนะ แล้วถ้าจริง ก็สมควรขจัดทักษิณไม่ให้กลับไทยอีกเลย เพียงแต่ว่า ถ้ามันไม่จริงหละ การกล่าวหากันแบบนี้ มันก็ผิดฏกหมายนะ สรุปคือ “ทำไมไม่ฟ้อง” แต่กลับปล่อยมันไป

 

อัยการศึก

แล้วมีอีกไหม คำตอบคืออีกมาก แต่ผมขอหยุดไว้ตรงนี้ และสรุปบทความนี้ว่า หน้าที่ของ กกต คือจัดให้การเลือกตั้งยุติธรรม ดูและพรรคการเมือง ให้พรรคการเมืองทำตามกฎและระเบียบ ในบทสรุปของผม ก็คือว่า กฎอัยการศึกนะ ไปดูจังหวัดสิครับ มันจุดแข็ง พปช ทั้งนั้น และที่มันคงกฎอัยการศึกไว้ ก็เพื่อทหารเขาจะใช้ กลไก กอรมน เข้ามา “ลากตั้ง” เหมือน ประชามตินะ คือ กกต ปล่อยไว้ได้ยังไง โดยไม่พูดอะไรออมาสักกะนิดเรื่องนี้ ทำอย่างกับไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

 

สรุป

ผมก็ขอจบนะครับ ท่านผู้อ่านกรุณาใช้สติและปัญญาตัดสินใจด้วยตัวเองนะครับ อยากได้ภาพใหญ่ว่า บิดเบือนยังไง เชิญเข้าพันทิพย์ดูได้นะครับ เขาเปิดโปงกันเป็นระบบกันที่นั่น

ธีรยุทธ ไม่ตกไม่ผ่าน แต่ต้องเรียนต่อ
 

ธีรยุทธ ไม่ตกไม่ผ่าน แต่ต้องเรียนต่อ

 

ยังเร็วไปที่จะด่านสรุปว่า ธีรยุทธ “สอบตกหรือผ่าน” เพราะยังเรียน “ไม่จบ” ยังไม่สมควรออกจากรั้ว มธ แต่ควรนั่งศึกษา และเรียนรู้ ต่อไปอีกสักพัก สาเหตุที่ทำให้ผมสรุปอย่างนี้ คือ:

 

ที่ไม่ให้ผ่าน ก็คือการออกมาด่าทักษิณว่าจอมเขมือบ ไม่คิดถึงชาติคิดถึงแต่ตัวเองนั้น ออกจะส่อไปถึง การยัง “ไม่บรรลุถึงปัญญา” คือยังไม่มีศาลที่ยุติธรรมจริงๆอะไรออกมาตัดสินเลยว่าทักษิณ “ผิด” อะไร และบนโลกของคนที่ “บรรลุแล้วถึงปัญญาและธรรม” จะไม่ด่วนสรุป และนำความเห็นส่วนตัว ที่อ้างอิงไม่ได้และพิสูจณ์ไม่ได้ มาออกข่าวให้คนเห็นไปทั่ว และกล่าวหา “คนที่ยังถือว่าบริษุท”

 

ส่วนสิ่งที่ส่อเค้าว่าน่าจะให้ผ่าน ก็เพราะ “เห็นชัดๆ” ว่าหวังดีต่อชาติ อยากให้ชาติสงบ ก็เลยด่วนสรุป ว่า สังคม นักธุรกิจ และ การเมือง จะรวมตัวกัน กำจัดสิ่งที่ ธีรยุทธ เห็นว่าเป็นปัญหา “คือทักษิณ ให้ออกไปจากไทยตลอดการ” และสรุปว่า “พลพรรคฝ่ายค้านเดิม” จะสนิทแนบแน่น จนการเมืองลงตัว สรุป คือ ธีรยุทธ มองว่า “สวรรค์ของคนไทยรออยู่ข้างหน้า เพียงแต่เลือก พลพรรคฝ่ายค้านเดิม” ก็ต้องยอมรับว่า นี่แสดงว่า อยากให้ไทย “ขึ้นสวรรค์เสียที” ก็เป็นความคิดที่รับได้ ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตาม ทุกคนก็ต้องการเห็นชาติ “ไปโลดเสียที” แต่เหมือนสรุปว่าทักษิณโกง มัน “ไร้ปัญญาอย่างสิ้นเชิง” การด่วนสรุปว่า “ไทยกำลังจะขึ้นสวรรค์” นั้น ก็แสดงอีกครั้ง เหมือนเดิม ว่า ธีรยุทธ ยังไม่ “บรรลุถึงปัญญา” เพราะเอาสิ่งที่อยากเห็นเกิดขึ้น มาเป็นตัวตั้งในการ หา เหตุผลมาสนับสนุน (ตรงนี้จะพูดถึงข้างล่าง ว่าทำไมมันถึงผิด)

 

สองอย่างที่กล่าวมาแล้ว ไม่ใช่ปมอะไรใหญ่โตที่ธีรยุทธ  จะเรียนรู้ไม่ได้ ด้วยตัวเอง ปัญหา คือ “มีใครพูดแล้วธีรยุทธฟังบ้าง” เช่นใครก็ตามที่ศึกษาธีรยุทธมานาน จะเห็นว่า ต่อตานประชานิยมมานานมาก นับได้เลยว่าคนแรกๆที่ต่อต้านมา นับเข้าไปนี่ก็ ห้าหกปีแล้ว ที่ธีรยุทธ บอกว่า ประชานิยม จะทำให้ไทยเหมือน อาเจนตีน แต่มันไม่เหมือนเสียที คือธีรยุทธไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เอาสิ่งต่างๆที่ตัวเองพูดมา กลับมาดูอีกที แล้วก็จะเห็นว่าตัวเองนั้น “ผิดมามากมายหลายอย่างจริงๆ” แต่ปัญหาของธีรยุทธ คือไม่ต้อง ลงมือทำ เอาแต่นั่งวิจารณ์ อย่างเดียว คนอื่นที่มองเหมือนธีนยุทธ เช่นฉลองพบ ที่อัดประชานิยมมานานพอๆกับธีรยุทธ พอถึงคราวต้องทำจริงๆ “ก็เห็นสัจธรรมว่าตัวเองก็ผิดมานาน” มันเลยยากที่ธีนยุทธ จะเจอตัวเอง เพราะไม่ต้องทำ

 

ส่วนเรื่อง กล่าวหาคนที่ยังบริสุทธ ว่า จอมเขมือบ ไม่คิดถึงชาติ มันเป็นเรื่องจริยธรรมและจรรยาบรรณ ที่ยากนักกับการสั่งสอน ให้เข้าใจ นอกจากจะพยายามเตือนสติธีรยุทธ ว่า จำวันเดิมๆสมัยตุลาได้ไหม ว่า “พอตกเป็นเบี้ยล่าง จำเลย ของความไม่ยุติธรรม” มันรู้สึกอย่างไร

 

แต่สิ่งที่ทำให้ธีรยุทยังไม่จบ มธ และสมควรนั่งต่อแล้วเรียนรู้ต่อไปอีกสักพัก ก็เพราะอย่างที่พี่พันศักดิ์ วิญญรัต ที่ปรึกษาส่วนตัวของทักษิณ สอนผมในการวิเคราะห์การเมืองให้ออก คือพี่พันศักดิ์ลากยาวให้ผมฟังวันหนึ่ง “ว่าจริงๆแล้ว ฝ่ายค้านก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล” อาจจะยากมากที่คนทั่วไปจะเข้าใจ แต่ถ้าธีรยุทธ สนใจ ลองไปคุยกับพี่พันศักดิ์เขาดู แต่ถ้าง่ายๆ ก็คือ “สวรรค์ของเมืองไทยที่กำลังจะมาถึงนะ” จริงๆแล้ว “มันเป็นสวรรค์ของใคร และต้องเหยียบใครให้ขึ้นไปถึงสวรรค์นั่น”

 

คือง่ายๆ รากหญ้า คงไม่ได้มองว่าตัวเองขึ้นสวรรค์ ไปกับ พลพรรคฝ่ายค้านเดิมแน่ ประเด็นที่ ธีรยุทธ ยังต้องเรียนและศึกษาให้ถึงเก่น “คือทำอย่างไร ทุกคนในชาติ มันจะได้ขึ้นสวรรค์ไปด้วยกัน” และถ้าเราวกกลับมาดูสิ่งที่ครูเขาดูกันเวลาดูนักเรียน คือเขาจะดูว่าเพื่อนนักเรียนคนนั้นคือใคร มันก็พอมองออกว่าเพื่อนของธีรยุทธ นั้น สมัยนี้ คือพวก อำมาตรทั้งนั้น ชนชั้นสูง ผู้ดี รวยๆ “จริงหรือไม่หรือ ดูคำพูดธีรยุทธเขาเอง ว่า สังคม ธุรกิจ” มันจะหนุนปชป

 

สำหรับคนที่มีปรัชญาไม่สนใจเลยว่าใครมาใครไป แต่ขอให้ดูแลคนด้อยโอกาส และ คนจน แบบผม เพราะคนพวกนี้ “เขาห่างสวรรค์เหลือเกิน” ก็ต้องขอบอกว่า ยังไงอีกร้อยปี จนกว่าจะมีใครมาพยายามช่วยคนจนได้ดีกว่า ก็ยังจะเลือกทักษิณอยู่ดี เพราะมันดูไร้สาระจริงๆ ที่จะไปสนใจ สังคม นักธุรกิจรวยๆแสนล้าน และ พลพรรคฝ่ายค้านเดิมที่ไม่เคยสนใจคนจน หรือต่อสู้กับเผด็จการเลย คือง่ายๆ ถ้าไม่เข้าใจ  คือแน่นอนทักษิณไม่เปอร์เฟก และยังมีต้องเรียนรู้อีกมากเกี่ยวกับการช่วยคนจน แต่ถ้าคะแนนความตั้งใจ และ ผลงานที่เขาทำมาได้ เขาสอบผ่านแน่นอน ส่วนธีรยุทธ หรือ ดูแต่ละคนที่สนับสนุน เช่น คมช สอบผ่าน คตส ดีเลิศ พลพรรคฝ่ายค้านเดิม ยอดเยี่ยม สังคม และ ธุรกิจ จะขึ้นสวรรค์ แต่ละกลุ่มที่พูดมานี่ มันไม่ใช่ พวก อำมาตร แล้วเรียกว่าอะไร

 

สรุปสั้นๆเร็วๆเพราะผมจะไปเปิด Led Zeppelin ฟังแล้ว คือ หวังดีจริง แต่ไม่น่าลดตัวลงไปกล่าวหาคนที่ยัง บริษุท เพียงเพื่อเอาใจเพื่อนใหม่ คือพวก อำมาตร

 

สุดท้ายงงมาก นี่นะหรือนักต่อสู้ดีเด่นเดือนตุลา สู้กับสติและปัญญาและอารมณ์ ของตัวเองให้ชนะเสียก่อนเถิด แล้วค่อยออกมาสู้เพื่อ อำมาตร

นปตร ไม่ยอมรับยุบทรท


แนวร่วมประชาชนต้านรัฐประหาร(นปตร.)
PEOPLE UNITED FRONT AGAINST COUP(PFAC.)
41 อาคารเลิศปัญญาชั้น9 ห้อง 907 ซอย ศรีอยุธยา12  ถนน ศรีอยุธยา แขวงพญาไท  เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์ 083-6068249  FAX 02-6427997-2
www.againstcoup.org

                                                                  "วิพากษ์คำวินิจฉัย 30 พฤษภาคม 2550"
หลังจากที่คณะรัฐประหาร19กันยายน2549ได้โค่นล้มระบอบประชาธิปไตยลงไป ได้ให้กำเนิดคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร2549 มาตรา35 ดังนั้นคณะตุลาการรัฐธรรมนูญชุดนี้ จึงไม่มีความชอบธรรมใดๆในระบอบประชาธิปไตย  นอกจากนี้การทำคำวินิจฉัย 30 พฤษภาคมยังได้ทำลายหลักการทางด้านนิติธรรมและนิติรัฐหลายประการเช่น

1.คำวินิจฉัยส่วนใหญ่ใช้คำสั่งคณะปฏิรูปฯ และคณะปฏิวัติฯชุดต่างๆตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันซ้ำๆซากๆ แสดงถึงการไม่ศรัทธาในหลักนิติธรรมและหลักนิติรัฐสากล รวมทั้งยังตระบัดสัตย์ต่อ คำปฏิญาณของตนก่อนเข้ารับหน้าที่ตุลาการที่ “..........จะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ” แต่เมื่อเกิดการรัฐประหาร19กันยายน2549ขึ้น แทนที่ตุลาการเหล่านี้จะปฏิบัติตามคำปฏิญาณของตนแต่กลับทำในทางตรงกันข้าม คือยอมรับใช้การรัฐประหารอย่างน่าอัปยศอดสูยิ่ง

2.คำวินิจฉัยนี้ได้ทำลายหลักการพื้นฐานของนิติธรรมสากลที่ บทบัญญัติของกฏหมายไม่สามารถใช้บังคับย้อนหลังในทางที่เป็นโทษต่อผู้กระทำความผิดได้  ดังปรากฏในมาตรา 3 แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่กล่าวไว้ว่า “ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด.....”

3.คำวินิจฉัยนี้เกิดขึ้นภายใต้การแทรกแซงจากคณะรัฐประหาร  ดังปรากฏชัดจากการเข้าพบประธานศาลปกครองสูงสุดของประธานคมช.ก่อนหน้าการประชุมทำคำวินิจฉัยไม่กี่วัน และคำข่มขู่ของรองเลขาธิการคมช.ที่กล่าวว่า “หากไม่มีการยุบพรรค(ทรท.) การรัฐประหารเที่ยวนี้ก็สูญเปล่า”

4.คำวินิจฉัยนี้เกิดขึ้นภายใต้การคุกคามข่มขู่สิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและการเดินทางได้อย่างเสรีในราชอาณาจักร และการสร้างเรื่องราวใหญ่โตว่าจะมีการชุมนุมของประชาชนโดยใช้เงินจากกลุ่มอำนาจเก่าจำนวนมหาศาล

5. คำวินิจฉัยนี้ทำลายหลักการสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพในการรวมตัวเป็นพรรคการเมืองของประชาชนตามบทบัญญัติแห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

 ดังนั้นจึงถือได้ว่าคำวินิจฉัย30พฤษภาคม2550เป็นคำวินิจฉัยภายใต้อิทธิพลคณะรัฐประหาร เป็นการทำลายหลักนิติธรรม ระบบนิติรัฐ และระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย
แนวร่วมประชาชนต้านรัฐประหาร(นปตร.) ขอเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกับแนวร่วมประชาชนต้านรัฐประหาร(นปตร.)ในการ
คว่ำรัฐธรรมนูญ2550 เรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 เดิมคืนมา
ล้มคมช.และผลิตผลของคมช.เช่นตุลาการรัฐธรรมนูญ คตส., สสร., สนช.เป็นต้น
โค่นระบอบอำมาตยาธิปไตยเพื่อนำเอาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขคืนมา

ตุลาการเสียงข้างน้อย

เข้าสู่ยุคมืด! ใช้ กม. เครื่องมือข่มเหงรังแกกัน
    3 ตุลาการรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย ที่วินิจฉัยว่าไม่สามารถนำประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 27 ข้อ 3 ย้อนหลังไปใช้บังคับตัดสิทธิคณะกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบ ถือเป็นประเด็นหลักการกฎหมายที่มีความสำคัญต่อการตัดสินคดี สาระสำคัญโดยสรุปมีดังนี้

     รัฏฐาธิปัตย์คนใหม่ จะไม่ออกกฎหมายย้อนหลังเพื่อแก้แค้นเอาคืนบ้าง เข้าลักษณะทีใครทีมัน ยิ่งทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติความไม่สงบในบ้านเมือง เนื่องจากใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือข่มเหงรังแกกันไม่มีที่สิ้นสุด และทำให้หมดหนทางแก้ไขเยียวยาให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบและสมัครสามัคคีได้

     

     นายปัญญา ถนอมรอด ประธานศาลฎีกา (ตุลาการฯ เสียงข้างน้อย)

     

      ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อ 12 มีว่า ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 ก.ย. 2549 มีผลบังคับใช้ย้อนหลังกับการกระทำอันเป็นเหตุยุบพรรคในคดีนี้หรือไม่

      ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 ก.ย. 2549 ข้อ 3 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอื่นที่ทำหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองใด เพราะเหตุกระทำการต้องห้าม ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นมีกำหนด 5 ปี นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรค"

      ประกาศฉบับดังกล่าวประกาศเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2549 แต่การกระทำอันเป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมืองในคดีนี้เกิดขึ้นระหว่างวันที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 มีผลบังคับใช้จนถึงวันที่มีการลงคะแนนเลือกตั้งตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว กล่าวคือ ระหว่างวันที่ 24 ก.พ. 2549 จนถึงวันที่ 2 เม.ย. 2549 จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าความในข้อ 3 แห่งประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 ก.ย. 2549 มีผลใช้บังคับย้อนหลังกับการกระทำอันเป็นเหตุยุบพรรคในคดีนี้หรือไม่

      พิจารณาแล้วเห็นว่ากฎหมายที่ดีนั้นต้องตราขึ้นโดยอาศัยหลักนิติธรรม กล่าวคือ กฎหมายต้องตราขึ้นโดยสถาบันซึ่งประชาชนพลเมืองยอมรับนับถือให้มีสิทธิและอำนาจที่ตราขึ้นบังคับได้ กฎหมายจะต้องยอมรับในหลักที่ว่า ประชาชนทุกคนในประเทศนั้นมีเกียรติและเสมอกันในกฎหมาย จะไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดที่จะได้ประโยชน์จากกฎหมายยิ่งไปกว่าผู้อื่น กฎหมายจะกำหนดให้เอาตัวประชาชนผู้ใดไปลงโทษไม่ได้ เว้นไว้แต่ว่าประชาชนผู้นั้นจะได้กระทำการซึ่งมีกฎหมายบัญญัติไว้ก่อนแล้วว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด

      เมื่อพิจารณาหลักนิติธรรมข้างต้นประกอบกับการตรากฎหมายนั้น โดยทั่วไปมีเจตนาเพื่อปรับใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและในอนาคต การใช้กฎหมายย้อนหลังหากมีผลย้อนหลังไปเพื่อเป็นคุณหรือบรรเทาความเดือดร้อนและไม่กระทำถึงสิทธิของประชาชนนั้นสามารถกระทำได้ แต่ในทางตรงกันข้าม หากใช้กฎหมายไปในทางที่เป็นโทษหรือเพิ่มโทษ ถือว่าเป็นการใช้กฎหมายไปในทางที่เป็นปฏิปักษ์กับหลักความยุติธรรมของสากล หลักนี้ใช้เคร่งครัดมากในคดีอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งโทษทางอาญา แต่เป็นที่ยอมรับในหลายประเทศว่า กฎหมายใดที่ออกมาบังคับใช้ย้อนหลังแล้วมีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของประชาชน หรือเป็นไปในทางลิดรอน เพิกถอน หรือจำกัดสิทธิของประชาชนที่มีอยู่ก่อนแล้วโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นการต้องห้ามด้วยเช่นกัน

      ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 ก.ย. 2549 ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีกำหนด 5 ปี เป็นบทบัญญัติที่ตัดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ที่อยู่ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยจะพึงมี ผู้ที่ถูกตัดสิทธิเลือกตั้งไม่อาจใช้สิทธิเลือกตั้งได้แล้ว ยังเสียสิทธิอื่นๆ อีกหลายประการ เช่น สิทธิยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สิทธิรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ผู้บริหารท้องถิ่น สิทธิเข้าชื่อร้องขอให้รัฐสภาพิจารณากฎหมายด้วย เป็นต้น สิทธิของผู้ถูกตัดสิทธิจึงต่ำกว่าประชาชนทั่วไป จึงเป็นการตัดสิทธิทางการเมืองที่เป็นผลร้ายแก่ผู้ถูกตัดสิทธิมากกว่าการถูกลงโทษปรับในคดีอาญา การลงโทษบุคคลหรือการกำหนดโทษให้บุคคลต้องรับผิด หรือถูกจำกัดสิทธิจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย แต่กฎหมายเป็นเพียงเครื่องในการรักษาความยุติธรรม การตีความกฎหมายจะต้องถือความยุติธรรมเป็นหลัก ไม่ควรตีความกฎหมายให้เกิดความเสียหายแก่สิทธิของประชาชนที่มีอยู่แล้ว

      ขณะเกิดเหตุกฎหมายซึ่งใช้บังคับได้แก่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 66 กรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นจะขอตั้งพรรคการเมืองใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองอีกไม่ได้ภายใน 5 ปี นับตั้งแต่วันที่พรรคการเมืองนั้นถูกยุบ รัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชนในการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้ออกกฎหมายให้ผู้ละเมิดต่อกฎหมายต้องรับผิดเพียงเท่านี้ ประชาชนรวมทั้งกรรมการบริหารพรรคการเมืองต่างๆ ทราบว่าผลบังคับที่สังคมต้องการมีเพียงเท่านี้

      เมื่อกรรมการบริหารพรรคกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย จนเป็นเหตุให้อัยการสูงสุดซึ่งเป็นผู้ร้องคดีนี้ร้องขอให้ยุบพรรคการเมือง ซึ่งเมื่อยุบพรรคการเมืองแล้วกรรมการบริหารพรรคจะได้รับผลร้ายตามมาตรา 69 หลังจากศาลรัฐธรรมนูญสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา คณะปฏิรูปการปกครองฯ ได้ยึดอำนาจอธิปไตยและออกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับต่างๆ รวมทั้งฉบับที่ 27 ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนี้ด้วย ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องเพิ่มเติมขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค คดีนี้หลังจากถูกยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรค ผู้ถูกร้องและกรรมการบริหารพรรคมิได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนหรือต้องห้ามตามกฎหมายอีก การบัญญัติกฎหมายหรือการตีความกฎหมายให้บุคคลดังกล่าวต้องรับผิดเพิ่มขึ้นอีก หลังจากกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายได้ยุติไปนานแล้ว จึงเห็นว่าประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 27 ข้อ 3 ไม่มีผลย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่กรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องทั้งสาม

      จึงวินิจฉัยว่าให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ตามมาตรา 66 (1) และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 และให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 และผู้ถูกร้องที่ 3 ตามมาตรา 66 (2)(3) และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก"

     

      ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ รองประธานศาลฎีกา (ตุลาการฯ เสียงข้างมาก)

      วินิจฉัยว่าหลักกฎหมายไม่มีผลย้อนหลังนั้น บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 ซึ่งบัญญัติชัด

     เจนว่าต้องกระทำความผิดอาญาซึ่งมีโทษอาญาซึ่งมีอยู่ 5 ประการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18 สำหรับการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งไม่ใช่การลงโทษทางอาญา และไม่สามารถเปรียบได้กับโทษทางอาญา แล้ว คปค. ฉบับที่ 27 ก็ไม่มีข้อห้ามมิให้ย้อนหลังด้วย จึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งหลักกฎหมายในเรื่องการห้ามมีผลย้อนหลัง และไม่ขัดหลักนิติรัฐประกอบกับสิทธิการเลือกตั้งเป็นสิทธิโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย รัฐก็พึงเพิกถอนหรือจำกัดสิทธินั้นได้ อีกทั้งประกาศ คปค. แม้ออกโดยคณะปฏิวัติหรือรัฐประหารก็มีสภาพบังคับเป็นกฎหมาย ประชาชนย่อมต้องปฏิบัติตาม คปค. ฉบับที่ 27 (3) มีวัตถุประสงค์ป้องกันประชาชน นักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารพรรคทำการฝ่าฝืน พรป.พรรคการเมือง อย่างร้ายแรง จนถึงขั้นถูกยุบพรรคไปมีอำนาจในทางการเมืองเป็นการชั่วคราว ก็สมควรที่จะยอมรับหรือสนับสนุนให้เกิดสภาพบังคับอย่างแท้จริง นอกจากนั้นการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนั้นยังมีวัตถุประสงค์ไม่ให้ผู้นั้นใช้สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้ง จึงเปรียบเสมือนการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำเนินการทางการเมืองไว้ล่วงหน้าอีกด้วย และการลาออกจากตำแหน่ง กก.บห. ในเวลาต่อมา ก็ไม่มีผลลบล้างต่อการกระทำที่เกิดขึ้น มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดการฝ่าฝืนกฎหมายแล้วชิงลาออกเพื่อมิให้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง อาศัยเหตุดังกล่าววินิจฉัยให้ยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิทางการเมืองพรรคไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย

     

     นายธานิศ เกศวพิทักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา (ตุลาการฯ เสียงข้างน้อย)

     วินิจฉัยว่าประเด็นนี้เป็นปัญหาทางนิติปรัชญา (Philosophy of Law) ซึ่งประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับดังกล่าว ออกบังคับใช้เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2549 ภายหลังจากที่ได้กระทำการตามมาตรา 66 พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ.2541 จึงมีปัญหาว่าประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่มีผลย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคล ต้องห้ามมิให้ใช้บังคับหรือไม่ จึงเห็นว่าเหตุผลที่รัฐไม่พึงออกกฎหมายมีผลย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคลนั้น มาจากหลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายนิติบัญญัติที่เป็นหลักพื้นฐานของหลักนิติรัฐ (Legal State) ซึ่งมีภาษิตกฎหมายบทหนึ่งว่า "ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ ถ้าไม่มีกฎหมาย" (nullum crimen nulla poena sine lege) เป็นหลักพื้นฐานของกฎหมายอาญาในมาตรา 2 วรรคหนึ่ง ว่า "บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะนั้น บัญญัติเป็นความผิด และกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำผิดนั้น จะเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย"

      ซึ่งภาษิตดังกล่าวเป็นหลักประกันความไว้เนื้อเชื่อใจของราษฎรต่อการใช้อำนาจนิติบัญญัติของรัฐว่า สิ่งที่ราษฎรได้กระทำไปในวันนี้ ในอนาคตจะไม่มีกฎหมายย้อนหลังมาเอาผิดให้เป็นผลร้ายแก่ตนได้ ดังนั้น การตรากฎหมายย้อนหลังไปใช้บังคับกับข้อเท็จจริงที่จบลงแล้ว ให้เป็นผลร้ายแก่บุคคลจะกระทำไม่ได้ ซึ่งถือเป็นนิติประเพณี ของนานาอารยประเทศที่รัฐต้องยอมรับ ในฐานะที่เป็นกฎของกฎหมาย หรือ Rule of Law อย่างหนึ่ง เพราะในยามปกติการตรากฎหมายโดยรัฐสภาต้องอยู่ภายใต้กฎของกฎหมาย แต่ในระหว่างที่บ้านเมืองอยู่ภายใต้อำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองที่ยึดอำนาจได้สำเร็จ มีหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองอยู่ในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจเปลี่ยนแปลง แก้ไข ยกเลิก และออกกฎหมายมาบังคับใช้แก่ประชาราษฎร์ได้ แต่บทบัญญัติหรือประกาศนั้นต้องอยู่ภายใต้กรอบหรือหลักเกณฑ์แห่งกฎของกฎหมาย หรือ Rule of Law ด้วย จะออกกฎหมายมาบังคับแก่ประชาชนตามอำเภอใจโดยไม่คำนึงถึงกฎของกฎหมาย หรือ Rule of Law ไม่ได้ เพราะ Rule of Law เป็นหลักกฎหมายธรรมชาติที่เกิดขึ้นและมีอยู่ในธรรมชาติ ตามความมีเหตุผลของมนุษย์ ซึ่งกฎหมายบ้านเมืองจะออกมาให้มีผลขัดหรือแย้งไม่ได้

      ส่วนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 มาตรา 36 รับรองความชอบด้วยกฎหมาย และชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ของประกาศและคำสั่งของคณะปฏิรูปฯ นั้น เห็นว่าเป็นการรับรองเฉพาะประกาศหรือคำสั่งที่ออกมาโดยชอบด้วยกฎของกฎหมายเท่านั้น แต่ไม่มีผลต่อประกาศหรือคำสั่งที่ขัดหรือแย้งต่อกฎของกฎหมาย ให้ชอบด้วยกฎหมายหรือชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้ หากคณะตุลาการฯ ไม่ตีความมาตรา 36 เท่ากับเป็นการรับรองว่า คณะปฏิรูปฯ ซึ่งเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจเด็ดขาดที่จะออกกฎหมายมาอย่างไรก็ได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎของกฎหมาย เช่น ตีความยอมรับรองให้คณะปฏิรูปฯ ออกกฎหมายย้อนหลังให้เป็นผลร้ายแก่บุคคลได้ โดยถือว่าเป็นประกาศที่ชอบด้วยกฎหมาย และชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 36 เช่นนี้แล้ว

      "เราจะมีหลักประกันความมั่นใจอย่างไรว่า ในวันข้างหน้าจะไม่มีการยึดอำนาจโดยการทำรัฐประหารซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก หากก่อการได้สำเร็จ เป็นรัฏฐาธิปัตย์คนใหม่ จะไม่ออกกฎหมายย้อนหลังเพื่อแก้แค้นเอาคืนบ้าง เข้าลักษณะทีใครทีมัน ยิ่งทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติความไม่สงบในบ้านเมือง เนื่องจากใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ข่มเหงรังแกกันไม่มีที่สิ้นสุด และทำให้หมดหนทางแก้ไขเยียวยาให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบและสมัครสามัคคีได้"

      เมื่อปรากฏว่ามีกระทำตามมาตรา 66 ซึ่งขณะนั้นมีบทลงโทษตามมาตรา 69 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ว่า เมื่อกรรมการบริหารพรรคที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค ให้ไม่สามารถขอจัดตั้งพรรคใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารของพรรคการเมืองไม่ได้เป็นเวลา 5 ปี แต่เมื่อมีประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 27 ข้อ 3 ให้ตัดสิทธิเลือกตั้ง โดยเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ต้องยุบนั้น จึงไม่เพียงเป็นการออกกฎหมายย้อนหลัง มาเป็นผลร้ายต่อกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบ อันเป็นการขัดต่อกฎของกฎหมาย หากแต่มีลักษณะเจาะจงที่จะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคที่ถูกสั่งยุบด้วย ไม่แตกต่างจากการตั้งศาลขึ้นใหม่ เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง ซึ่งขัดต่อธรรมเนียมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงไม่มีผลบังคับให้มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคที่ถูกร้องยุบพรรคได้

      "บางครั้งศาลจำเป็นต้องตีความให้กฎหมายมีผลย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคล เพื่อปกป้องคุ้มครองสังคมและประโยชน์ของมหาชนได้ แต่คดีนี้แม้ว่าพรรคไทยรักไทยสมคบกับพรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย สมคบร่วมกันกระทำการทุจริตผิดกฎหมาย เพื่อช่วยเหลือสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่าหากปล่อยให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคเหล่านี้ยังคงมีสิทธิเลือกตั้งต่อไป บุคคลเหล่านี้อาจไปซ่องสุมร่วมมือกัน หรือร่วมกับพรรคอื่นกระทำการที่เป็นภัยต่อความมั่นคง หรือปฏิปักษ์ต่อการปกครองเช่นนี้อีก ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปการเมืองที่ทุกฝ่ายกำลังร่วมมือกัน เพื่อฟื้นฟูบ้านเมืองให้พ้นวิกฤติไปได้ จึงมีเหตุให้มีคำสั่งจำกัดสิทธิตามประกาศคณะปฏิรูปฯ แต่ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ตามพยานหลักฐานนั้น มีเพียงหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคเพียงบางคนเท่านั้นที่ร่วมกันกระทำความผิด ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่ากรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ทั้งมีมากกว่า 100 คน มีส่วนรู้เห็นด้วย"

พระพุทธเจ้า ไม่ใช้กฏย้อยหลัง

พระพุทธเจ้า ไม่ทรงบัญญัติวินัยให้มีผลย้อนหลัง โดย...พระมหาโชว์ ทัสสนีโย
    ระยะนี้เรื่องที่พูดกันสนั่นเมืองเห็นจะไม่มีเรื่องใดเกินคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ ปรับเอาโทษให้ยุบพรรคการเมืองหนึ่ง (ถ้าพูดออกไปตรงๆ ว่าพรรคไทยรักไทย เดี๋ยวจะเสียความเป็นกลาง) โดยเฉพาะการลงโทษย้อนหลัง ซึ่งผิดหลักที่นานาอารยประเทศยึดถือกันว่า โทษที่จะลงโทษผู้กระทำผิดนั้นต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายในขณะที่ความผิดได้กระทำขึ้น

     ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์กันอึงมี่ ลุกลามเข้ามาในวัดด้วย ญาติโยมที่คุ้นเคยถามว่าท่านคิดเห็นอย่างไร กับการที่อำนาจตุลาการของเราไปยอมรับนับถือหลักกฎหมายเอาผิดย้อนหลังได้ แถมบางคนยังสำทับมาว่า อย่างนี้หลักการไม่เสียไปแล้วรึ ใครเขาจะมาลงทุนในประเทศเรา เพราะเขาต้องเกรงกลัวว่าเราจะออกกฎหมายเก็บภาษีย้อนหลังเอาเมื่อไรก็ได้ บางท่านที่เรียนกฎหมายถึงกับสบถว่าจะต้องเผาตำราทิ้งเสียแล้ว

      อาตมาก็เรียนกฎหมายเบื้องต้นมาบ้าง มหาวิทยาลัยสงฆ์มีสอนวิชากฎหมายเบื้องต้น-กฎหมายทั่วไป ก็รับรู้รับทราบอยู่ว่ากฎหมายนั้นจะบัญญัติย้อนหลังให้มีผลร้ายต่อบุคคลไม่ได้ เมื่อฟังเสียงวิจารณ์มากขึ้นก็มานึกได้ว่า กฎหมายนั้นเมื่อบัญญัติมีทั้งสำนวนและเนื้อความที่คล้ายกับพระวินัยอย่างยิ่ง แทบจะเลียนแบบกันมาก็ว่าได้ เช่น พระวินัยในสิกขาบท จะขึ้นว่า โย ปน ภิกขุ แปลว่า ถ้าภิกษุรูปใด...ทำอย่างนั้นอย่างนี้ต้องอาบัติข้อนั้นข้อนี้ ในกฎหมายอาญาก็เช่นกัน...จะขึ้นต้นอย่าง มาตรา 288 ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี

      ดังนั้นถ้าศึกษากันอย่างขวาง เทียบเคียงหลักเกณฑ์ต่างๆ ของกฎหมายแล้ว ต้องถือว่าพระวินัยของพระพุทธเจ้านั้นเป็นสำนักกฎหมายสำนักหนึ่งที่เป็นต้นแบบในการใช้กฎหมายเลยทีเดียว เรื่องนี้ฝากให้นักกฎหมายทั้งหลายที่มีความรู้ทางคดีโลกและคดีธรรม ลองไปเปรียบเทียบวิเคราะห์กันดู

      อาตมภาพจั่วหัวเรื่องอย่างนี้ ท่านผู้อ่านคงจะนึกในใจว่า เอ๊ะ...พระท่านจะมาไม้ไหนอีก จะเอาพระพุทธเจ้ามารับรองคัดง้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในประเด็นที่ตุลาการรัฐกฎหมายใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นโทษ จึงขอปลงอาบัติไว้ตรงนี้ว่า จะว่ากันอย่างไรก็ว่ากันไปพระไม่เกี่ยว เพียงแต่จะหยิบยกเรื่องราวในพระพุทธศาสนาของเราซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างยิ่งในประเด็นที่พอจะอธิบายได้บอกกล่าวเท่านั้น ถ้าจะถกกันก็จำกัดวงลงที่งานวิชาการเท่านั้น ไม่ประสงค์จะถกเถียงกับใครนอกรอบ เพราะอาตมาไม่มี ไม่เอา ไม่ปลื้ม ประสงค์ (ร้าย) อยู่แล้ว

      ที่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติวินัยให้มีผลย้อนหลังนั้น ไม่ใช่พูดโดยปราศจากหลักฐาน อาตมาจะยกเรื่องในการบัญญัติพระวินัย ข้อปฐมปาราชิก มาเล่าให้ฟัง เพื่อประกอบการวินิจฉัย (ของผู้อ่าน)

      ครั้งพุทธกาล มีหมู่บ้านกลันทะ ตั้งอยู่ไม่ไกลเมืองเวสาลี บุตรเศรษฐีในหมู่บ้าน นามว่าสุทินน์ พร้อมด้วยสหายไปเที่ยวในเมืองเวสาลี เห็นพระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรมจึงแวะเข้าไปสดับธรรมะ เกิดความเลื่อมใสใคร่จะออกบวช จึงกราบทูลขอบวช แต่พระศาสดายังไม่ประทานอนุญาตให้กลับไปขออนุญาตมารดาบิดาเสียก่อน แต่ไม่ได้รับอนุญาต จึงอ้อนวอนถึง 3 ครั้ง ก็ไม่ได้รับอนุญาตเช่นเดิม สุทินน์จึงนอนลงกับพื้น อดอาหารถึง 7 วัน เพื่อประท้วง มารดาบิดาอ้อนวอนให้ล้มเลิกความตั้งใจ ก็ไม่ยอม พวกเพื่อนๆ มาอ้อนวอนก็ไม่ยอม ในที่สุดพวกเพื่อนๆ หันกลับมาอ้อนวอนให้มารดาบิดาของสุทินน์อนุญาต จนกระทั่งได้รับอนุญาต เมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็ออกบวช ประพฤติปฏิบัติเคร่งครัดอยู่ทางวัชชีคาม

      ต่อมาแคว้นวัชชี (ซึ่งมีกรุงเวสาลีเป็นราชธานี) เกิดข้าวยากหมากแพง พระสุทินน์จึงคิดกลับบ้านเดิม ความที่เป็นไฮโซมาก่อน มีวงศาคณาญาติร่ำรวย พอทราบข่าวก็นำอาหารมาถวายเหลือเฟือ พระสุทินน์ก็ถวายแก่ภิกษุทั้งหลายอีกต่อหนึ่ง แล้วเดินทางไปกลันทคามอันเป็นบ้านเดิมของตน

     บิดามารดาที่ไม่อยากให้ลูกชายบวช ได้โอกาสที่จะชักชวนให้ลูกชายสึก จึงนิมนต์ไปฉันที่บ้าน ออกอุบายนำทรัพย์สมบัติมาล่อเพื่อให้สึก โดยการนำทรัพย์สินมากองมากมายขนาดที่ว่าสูงจนคนที่ยืนสองข้างกองเงินกองทองมองกันไม่เห็นกันทีเดียว พระสุทินน์ยังอยากที่จะแสวงหาทางหลุดพ้นจึงไม่ยอมสึก

     มารดาเห็นท่าว่ายังไงก็ไม่สำเร็จ จึงออกอุบายให้ลูกสะใภ้ (เมียครั้งก่อนบวชของพระสุทินน์) แต่งตัวไปประมาณว่าเหมือนดาราสมัยนี้ออกทีวีนั่นแหละ หวังจะยั่วให้พระ (ที่เคยเป็นสามี) สึก พระสุทินน์ก็คงยืนกรานตามเดิม มารดาพระสุทินน์เห็นไม่ได้การจึงกล่าวว่า เอาล่ะ ถ้าท่านไม่สึก ตระกูลเราก็หาลูกชายไม่ได้ เมื่อพ่อแม่ตายลง ทรัพย์สินก็คงโดนหลวงยึดไปหมด ถ้ายังไง โยมแม่ขอพืชพันธุ์ไว้สืบสกุลสักคนไม่ได้หรือ

     ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า ครั้งนั้นยังไม่มีการบัญญัติวินัยพระห้ามเสพเมถุน พระสุทินน์เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่พอทำได้ เพื่อให้มีบุตรสืบสกุล จึงยอมเสพเมถุนด้วยภริยาของตน (เพื่ออนุเคราะห์วงศ์ตระกูลของตนว่างั้นเถอะ) ต่อมานางตั้งครรภ์และคลอดบุตร คนในตระกูลบุตรเรียกว่าเจ้าพืช คนที่ห่างออกมาพลอยเรียกพระสุทินน์ว่า พ่อหนูพืช เรียกภรรยาเก่าว่า แม่เจ้าพืช คงมีบ้างที่พูดเป็นเชิงล้อเลียนกระแนะกระแหน ความทราบถึงพระพุทธเจ้า

     พระพุทธองค์กล่าวติเตียนพระสุทินน์อย่างมากว่าประพฤติในสิ่งที่ไม่ใช่ทางหลุดพ้น เป็นเรื่องของชาวบ้านๆ คนกิเลสหนา ไม่ใช่แนวทางของพระอริยเจ้า แล้วทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามมิให้ภิกษุเสพเมถุน ทรงปรับอาบัติปาราชิกแก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด แต่พระสุทินน์ไม่ต้องอาบัติ เพราะเป็นต้นบัญญัติ ไม่มีการปรับอาบัติย้อนหลัง ในประวัติมิได้กล่าวถึงพระสุทินน์อีกว่าท่านจะสึกหรือบวชต่อไป เพียงแต่กล่าวถึงภรรยาเก่าและนายพืชบุตรชายว่า ได้มาบวชและบรรลุพระอรหันต์ทั้งคู่

     เรื่องนี้เห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าก็มิได้ทรงใช้วิธีออกกฎหมาย (พระวินัย) ให้มีผลย้อนหลัง แม้แก่ผู้ที่ประพฤติชั่วช้าถึงขนาดขาดจากความเป็นภิกษุ และในพระวินัยทุกข้อทั้ง 227 ข้อของพระภิกษุ ผู้ที่ประพฤติเป็นต้นบัญญัติก็มิต้องอาบัติ เนื่องจากขณะที่ทำความผิดยังไม่มีพระวินัยบัญญัติไว้นั่นเอง

     อาตมาเอาเรื่องนี้มาเล่า (เขียน) ไว้ก็เพื่อจะเป็นประโยชน์ในการเปรียบเทียบกันดู หามีเจตนาที่จะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลย เพียงแต่จะบอกว่าสำนักกฎหมายของพระพุทธเจ้า ก็ไม่บัญญัติกฎหมายให้มีผลย้อนหลังเท่านั้นแหละ

อาจารย์ธรรมศาสตร์ ไม่ยอมรับ ยุบทรท

 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2550 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 3-5/2550 เรื่อง อัยการสูงสุดขอให้มีคำสั่งยุบพรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย และพรรคไทยรักไทย โดยคณะตุลาการฯ ได้วินิจฉัยให้มีการยุบพรรคการเมืองทั้งสามพรรค และมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคของพรรคการเมืองทั้งสามพรรคมีกำหนดเวลาห้าปี

     คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังมีรายนามตอนท้าย ได้ศึกษาคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญแล้ว มีความเห็นว่า เพื่อประโยชน์ในทางวิชาการด้านนิติศาสตร์ต่อสาธารณชนทั่วไป เป็นการสมควรที่จะเสนอบทวิเคราะห์เพื่อแสดงความเห็นทางกฎหมายต่อคำวินิจฉัยของคณะตุลาการฯ ในเรื่องดังกล่าว

     อนึ่ง โดยเหตุที่บทวิเคราะห์คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญกรณีการยุบพรรคการเมืองนั้น มีประเด็นอันควรแก่การพิเคราะห์อย่างยิ่งหลายกรณี และโดยเหตุที่กรณีเหล่านี้มีความจำเป็นต้องใช้เวลาในการเรียบเรียง ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว จึงขอพิเคราะห์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายที่อาจส่งผลอย่างรุนแรงต่อไปในระบบกฎหมายไทย คือ ปัญหาเกี่ยวกับ “การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง” ของบุคคลในเบื้องต้นเสียก่อน ดังนี้

     

     1.คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ

     

     1.1 เมื่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย และพรรคไทยรักไทยแล้ว โดยอาศัยอำนาจตามความในประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ ประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ข้อ 3 คณะตุลาการฯ ก็ได้มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคของพรรคการเมืองทั้งสามพรรคเป็นเวลา 5 ปี

     1.2 เหตุผลของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญต่อการนำประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ข้อ 3 มาใช้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคของพรรคการเมืองทั้งสามพรรค มีเนื้อความโดยสรุปว่า แม้ประกาศ คปค. ฉบับดังกล่าวจะได้รับประกาศใช้เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2550 ขณะที่การกระทำของพรรคการเมืองทั้งสามพรรคอันเป็นเหตุแห่งการยุบพรรค ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาภายหลังพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 มีผลใช้บังคับคือเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2549 จนถึงวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2549 ก็ตาม แต่ประกาศ คปค. ฉบับข้างต้น ก็สามารถใช้บังคับย้อนหลังให้เป็นผลร้ายต่อกรรมการบริหารพรรคการเมืองของทั้งสามพรรคได้ เนื่องจากว่าหลักการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังให้เป็นผลร้ายต่อบุคคล เมื่อพิจารณาจากหลักการที่ว่า ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยปราศจากกฎหมาย และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในอดีตหลายฉบับ ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 หลักการดังกล่าวข้างต้นจะใช้กับการกระทำที่ถือว่าเป็นความผิดอาญาเท่านั้น เมื่อการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลมิใช่เป็นโทษทางอาญา หากเป็นแต่เพียงมาตรการทางกฎหมาย ที่เกิดจากผลของกฎหมายที่ให้อำนาจในการยุบพรรคการเมือง อีกทั้งการจะมีกฎหมายกำหนดว่า บุคคลใดควรมีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ ย่อมสามารถกระทำได้ ฉะนั้น ประกาศ คปค. ฉบับนี้ย่อมสามารถมีผลใช้บังคับย้อนหลังให้เป็นผลร้ายต่อการกระทำอันเป็นเหตุแห่งการยุบพรรคได้

     1.3 ก่อนจะพิเคราะห์ต่อไปถึงการวินิจฉัยให้ใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายต่อบุคคลของคณะตุลาการฯ สมควรที่จะกล่าวถึงประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 27 ในฐานะที่เป็นกฎหมายซึ่งได้นำไปบังคับใช้กับคดีของคณะตุลาการฯ เสียก่อน

     

     2.ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 27 ในฐานะกฎหมายที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญนำไปบังคับใช้กับคดี

     

     2.1 โดยข้อเท็จจริงจากคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ผู้ถูกร้องในคดีนี้ไม่ได้หยิบยกประเด็นที่ว่าประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ข้อ 3 นั้นมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่มาเป็นข้อต่อสู้ในทางคดี และคณะตุลาการฯ เอง แม้จะมีอำนาจตามกฎหมายที่สามารถกระทำได้ ก็หาได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวมาวินิจฉัยในเบื้องต้นเสียก่อนไม่

     2.2 อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่ประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ข้อ 3 ถือเป็นกฎหมายที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญนำไปใช้เป็นฐานในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ถูกร้องเป็นเวลาห้าปี ฉะนั้น เพื่อให้การพิเคราะห์คำวินิจฉัยของคณะตุลาการฯ ในเรื่องนี้เกิดความสมบูรณ์รอบด้าน เป็นการสมควรที่จะต้องพิจารณาและตั้งข้อสังเกตถึงสภาพทั้งปวงเกี่ยวกับประกาศ คปค. ฉบับดังกล่าว แม้จะไม่มีข้อเท็จจริงดังจะกล่าวต่อไปนี้ปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัยของคณะตุลาการฯ ก็ตาม

      2.3 ประการแรก ที่มาและการบังคับใช้ของประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ควรตั้งข้อสังเกตก่อนว่า ประกาศ คปค. ฉบับนี้ ซึ่งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้นำมาบังคับใช้กับคดี มีที่มาจากคณะรัฐประหารซึ่งได้ทำการรัฐประหารรัฐบาล ซึ่งผู้ถูกร้องที่ 1 จัดตั้งขึ้น มิใช่เป็นกฎหมายที่ได้ออกมาบังคับใช้ก่อนหน้านี้ ในช่วงระยะเวลาที่ประเทศอยู่ในสภาวะปกติ นอกจากนั้น การนำประกาศ คปค. ฉบับนี้มาใช้บังคับกับคดีของคณะตุลาการฯ ก็เป็นการบังคับใช้ในระหว่างระยะเวลาที่คณะรัฐประหารยังกุมอำนาจในการปกครองประเทศอยู่

     2.4 ประการที่สอง ความมุ่งหมายในการออกประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 แม้ประกาศ คปค. ฉบับนี้จะแสดงเหตุผลในการออกประกาศว่า “... เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการมีผลใช้บังคับของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 รวมทั้งกำหนดเรื่องการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำการต้องห้ามตามกฎหมายนั้น” แต่เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อม จากการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนต่างกรรมต่างวาระของหัวหน้า คปค. ซึ่งเป็นผู้ลงนามให้ประกาศใช้ประกาศ คปค. ฉบับดังกล่าว อาจมีข้อสงสัยต่อมูลเหตุจูงใจในการประกาศใช้ประกาศ คปค. ดังกล่าวได้ เช่น เมื่อมีคำถามว่าการออกประกาศ คปค. ฉบับนี้มีเป้าหมายอยู่ที่พรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่งหรือไม่ หัวหน้า คปค. กล่าวว่า “ ผมทำเพื่อชาติ” ในอีกคราวหนึ่ง เมื่อต้องให้สัมภาษณ์กับผู้บริหารในเครือเนชั่น ต่อคำถามที่ว่า “ให้ยุบพรรคไทยรักไทย คงจะสลายตัวกันหมด” หัวหน้า คปค. ตอบว่า “กำลังศึกษาอยู่ ให้คณะกฤษฎีกาไปดำเนินการ...” พฤติการณ์แวดล้อมเหล่านี้สมควรยิ่งที่คณะตุลาการฯ จะต้องนำมาพิจารณาว่าประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 โดยเฉพาะในข้อ 3 นั้นถูกประกาศใช้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อ “ประโยชน์สาธารณะ” อันเป็นความมุ่งหมายในการออกกฎหมายของประเทศที่ยึดถือหลักนิติรัฐ หรือเพื่อ “ประโยชน์อย่างอื่น” อันมิชอบ

     2.5 ประการที่สาม ลักษณะของประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ควรทราบว่าตามหลักการออกกฎหมายของนานาอารยประเทศ ตามหลักทางนิติศาสตร์ และหลักการที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 กฎหมายที่จะออกมาเพื่อบังคับใช้กับราษฎร โดยเฉพาะกฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ จะต้องเป็นกฎเกณฑ์ที่มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับกับกรณีหนึ่งกรณีใด หรือกับบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นการเฉพาะ

      2.6 เมื่อพิจารณาถึงประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 โดยเฉพาะเนื้อความตามข้อ 3 แล้ว หากพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์แวดล้อมที่ปรากฏทั้งโดยแจ้งชัดและโดยปริยาย ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 2.3 และข้อ 2.4 แล้ว มีข้อที่ต้องตั้งไว้ให้สังเกตว่าประกาศ คปค. ฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่มีลักษณะเพื่อให้เกิดผลบังคับใช้เป็นการทั่วไป หรือมุ่งประสงค์จะให้ใช้บังคับกับกรณีหนึ่งกรณีใด หรือกับบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นการเฉพาะ อันถือเป็นกฎหมายที่มีลักษณะมิชอบทั้งตามหลักการในการตรากฎหมายของนานาอารยประเทศ และหลักรัฐธรรมนูญทั่วไป ซึ่งได้รับการยืนยันไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

     2.7 จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดเกี่ยวกับประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ในฐานะของกฎหมายซึ่งได้ถูกนำไปบังคับใช้กับคดี แม้ทั้งผู้ถูกร้องหรือคณะตุลาการรัฐธรรมนูญจะไม่ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาต่อสู้หรือวินิจฉัย แต่โดยสภาพทั้งปวงของประกาศ คปค. ฉบับดังกล่าว ก็พอจะตั้งข้อสังเกตให้เห็นได้ว่า มีหรือไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยหลักรัฐธรรมนูญทั่วไปและหลักนิติรัฐ

     

     3.การวินิจฉัยให้ใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายต่อบุคคลของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ

     

     3.1 ดังได้กล่าวแล้วว่า คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้ให้เหตุผลในการใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายต่อผู้ถูกร้องในคดีนี้เพียงว่า เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ถูกร้องนั้นมิใช่เป็นโทษทางอาญา จึงย่อมสามารถใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นโทษกับผู้ถูกร้องได้ จากเหตุผลของคณะตุลาการฯ ดังกล่าวนี้ มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาก่อนว่า ตามหลักทั่วไปกฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับในเวลาใด และจริงหรือไม่ที่หลักการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังให้เป็นผลร้ายกับบุคคล จะนำไปใช้บังคับเอาได้เฉพาะกับการกระทำที่ถือว่าเป็นความผิดอาญาเพียงประการเดียว

     3.2 หลักในทางตำราความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป กำหนดการบังคับใช้กฎหมายในแง่ของเวลาว่า กฎหมายจะเริ่มต้นมีผลบังคับเมื่อใดนั้น ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายฉบับนั้นกำหนดไว้ หากไม่มีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น กฎหมายดังกล่าวย่อมมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ประกาศกฎหมายฉบับนั้น ในกรณีที่กฎหมายฉบับนั้นกำหนดให้ใช้บังคับย้อนหลัง ย่อมต้องพิเคราะห์ต่อไปว่า การกำหนดเช่นนั้นขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญทั่วไปที่ห้ามตรากฎหมายย้อนหลังเป็นผลร้ายต่อบุคคลหรือไม่ เมื่อประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ได้รับการประกาศใช้เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2549 และไม่มีความข้อใดบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวในแง่ของเวลา จึงต้องถือว่าประกาศฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2549 เป็นต้นไป คณะตุลาการฯ ไม่ได้พิจารณาประเด็นนี้ ซึ่งเป็นเรื่องเบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้กฎหมาย แต่ข้ามขั้นตอนไปพิจารณาประเด็นที่ว่าจะใช้ประกาศ คปค. ฉบับนี้ย้อนหลังได้หรือไม่ ทั้งๆ ที่ประกาศ คปค. ดังกล่าวไม่ได้บัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้ ซึ่งหากถือว่าประกาศ คปค. ดังกล่าวใช้บังคับได้ ประกาศ คปค. ดังกล่าวย่อมเริ่มมีผลใช้บังคับกับการกระทำตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2549 เป็นต้นไปเท่านั้น

     3.3 ภายใต้หลักการปกครองโดยกฎหมายบนพื้นฐานแห่งความยุติธรรม หรืออีกนัยหนึ่งคือ หลักนิติรัฐ เป็นที่ยอมรับกันว่า เพื่อให้บุคคลผู้ตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายเกิดความไว้วางใจและเกิดความเชื่อถือของต่อการใช้อำนาจของรัฐ โดยหลักแล้ว รัฐมีหน้าที่ต้องยอมตนให้ตกอยู่ภายใต้บังคับของหลักการห้ามมิให้มีการตราและใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคล ดังนั้นหากการกระทำของบุคคลในวันนี้ไม่ผิดกฎหมาย รัฐย่อมไม่อาจตรากฎหมายในวันรุ่งขึ้นกำหนดให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิด และนำมาใช้บังคับย้อนหลังให้เป็นผลร้ายกับผู้กระทำได้ ในทำนองเดียวกัน หากการกระทำของบุคคลในวันนี้มีโทษที่มีความรุนแรงระดับหนึ่ง รัฐก็ย่อมไม่อาจตรากฎหมายในวันรุ่งขึ้นกำหนดโทษสำหรับการกระทำนั้นให้รุนแรงขึ้น และใช้บังคับย้อนหลังให้เป็นผลร้ายแก่บุคคลได้

      3.4 หลักการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคลเช่นว่านี้ ย่อมถือเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องให้ความเคารพ หากรัฐวางตนละเลยหรือเพิกเฉยต่อหลักการดังกล่าวนี้ บุคคลย่อมไม่อาจเชื่อถือหรือไว้วางใจการใช้อำนาจของรัฐได้เลย เมื่อบุคคลไม่อาจเชื่อถือหรือไว้วางใจการใช้อำนาจรัฐได้แล้ว ความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะก็เป็นอันเป็นไปไม่ได้ ในที่สุดแล้วสันติสุขในระบบกฎหมายก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นในการปกครองตามหลักนิติรัฐ การห้ามตรากฎหมายให้มีผลย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคลจึงมีความสำคัญ ทั้งนี้ เพื่อให้บุคคลสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข ปราศจากความหวาดระแวงรัฐ และเพื่อป้องกันมิให้รัฐใช้อำนาจตามอำเภอใจ ในการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของบุคคล

     3.5 ข้อที่ควรจะต้องพิจารณาต่อไปมีว่า หลักการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคลนั้น มีความมุ่งหมายให้ใช้บังคับเฉพาะกับกรณีการกระทำที่มีโทษในทางอาญาเพียงประการเดียว หรือไม่

     3.6 ต่อความข้อนี้ ในนานาอารยประเทศ หลักการดังกล่าวนอกจากจะนำไปปรับใช้อย่างเคร่งครัดกับการกระทำที่เป็นโทษในทางอาญาแล้ว ยังได้นำไปปรับใช้อย่างเข้มข้นกับการกระทำที่ไม่ใช่โทษในทางอาญาอีกด้วย เช่น ในสาธารณรัฐฝรั่งเศส คณะตุลาการรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสเคยมีคำวินิจฉัยลงวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ.1982 เกี่ยวกับกรณีโทษทางภาษีว่า หลักการไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายต่อบุคคลของกฎหมาย มิได้ใช้บังคับเฉพาะกับกฎหมายที่บัญญัติกำหนดความผิดและโทษทางอาญาเท่านั้น หากต้องขยายไปใช้บังคับกับกฎหมายที่กำหนดความผิดและโทษทุกประเภท สำหรับประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีก็ได้วินิจฉัยไว้ว่า โดยหลักแล้วการตรากฎหมายย้อนหลังไปใช้บังคับกับข้อเท็จจริงที่จบลงแล้วให้เป็นผลร้ายแก่บุคคล จะกระทำมิได้ด้วยเช่นกัน

     3.7 อย่างไรก็ตาม เป็นความจริงว่า หลักการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคล โดยเฉพาะผลร้ายซึ่งมิได้เป็นโทษในทางอาญา องค์กรตรวจสอบควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายในแต่ละประเทศ จะนำไปปรับใช้อย่างเข้มข้นหรือไม่ อย่างไรนั้น ย่อมถือเป็นดุลยพินิจขององค์กรนั้นเอง ที่จะวินิจฉัยตามความจำเป็นเหมาะสมแล้วแต่สภาพการณ์ แต่ไม่ว่ากรณีใด หากจะต้องใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นโทษต่อบุคคล แม้โทษนั้นจะมิใช่โทษในทางอาญา ก็จำเป็นจะต้องใช้ในลักษณะที่เป็นข้อยกเว้นอย่างยิ่ง เต็มไปด้วยความระมัดระวังอย่างมาก ทั้งยังต้องคำนึงถึงความหนักเบาของโทษ และสภาพการณ์อย่างอื่นอย่างรัดกุมรอบคอบประกอบกันอีกด้วย มิอาจอ้างเหตุผลเพื่อประโยชน์สาธารณะลอยๆ ได้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว รัฐอาจตรากฎหมายให้มีผลร้ายย้อนหลังกลับไปใช้บังคับกับการกระทำที่จบสิ้นไปแล้วได้ทั้งสิ้น

     3.8 ปัญหามีว่า การที่ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เมื่อได้พิจารณาจากหลักการที่ว่า ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยปราศจากกฎหมาย ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในอดีตหลายฉบับ อีกทั้งเมื่อพิจารณาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 แล้วมีความเห็นว่า หลักการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคล จะนำไปใช้บังคับเฉพาะแต่เพียงกับการกระทำที่ถือว่าเป็นความผิดในทางอาญา นั้น ถือเป็นความเห็นที่ชอบด้วยเหตุผล อย่างสมเหตุสมผลหรือไม่

     3.9 คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังมีรายนามตอนท้าย พิเคราะห์เหตุผลของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญประกอบกับหลักในทางตำรา และหลักกฎหมายที่นานาอารยประเทศยอมรับนับถือแล้ว เห็นว่าการให้เหตุผลดังกล่าวเป็นการให้เหตุผลที่คลาดเคลื่อนในสาระสำคัญ โดยหลักแล้ว การห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคล ถือเป็นหลักการที่มุ่งหมายให้ใช้บังคับกับโทษทั่วไป ไม่เฉพาะแต่เพียงโทษในทางอาญาเท่านั้น แต่ด้วยเหตุว่าเมื่อโทษทางอาญามีผลกระทบกระเทือนต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคล ซึ่งในสายตาของกฎหมายนั้น ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงมีการรับรองหลักการ “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยปราศจากกฎหมาย” ในส่วนของโทษทางอาญา ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้หลักการดังกล่าวได้รับการรับรองอย่างชัดเจน และจะกระทำมิได้โดยเด็ดขาด หาได้มีความหมาย ถึงขนาดว่า หากเป็นโทษอย่างอื่นซึ่งมิใช่โทษในทางอาญาแล้ว รัฐย่อมสามารถออกกฎหมายย้อนหลังไปให้เป็นผลร้ายอย่างไรก็ได้ โดยปราศจากเงื่อนไข ตามนัยแห่งการให้เหตุผลของคณะตุลาการฯ หรือไม่

     3.10 นอกจากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงในกรณีนี้ ซึ่งเป็นเรื่องของการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคล ในเมื่อสิทธิเลือกตั้งดังกล่าวนี้ ได้รับการยอมรับว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออกถึงความเป็นพลเมืองของรัฐอย่างสมบูรณ์ในประเทศเสรีประชาธิปไตย ยิ่งกว่าสิทธิในทรัพย์สินหรือร่างกายบางประการ แม้การออกกฎหมายเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลจากเหตุทางกฎหมายในบางกรณีนั้น สามารถกระทำได้จากการให้เหตุผลของคณะตุลาการฯ แต่กฎหมายเช่นว่านี้ จะมีผลบังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อเอาไปบังคับใช้กับข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นต่อไปในภายหน้าเท่านั้น จะนำไปใช้ย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคล ซึ่งได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดไปแล้ว ก่อนหน้าที่กฎหมายจะมีผลใช้บังคับย่อมไม่ได้

     3.11 อนึ่ง นอกจากเหตุผลทางกฎหมายเกี่ยวกับหลักการห้ามมิให้มีการใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคลแล้ว สิ่งที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญควรนำมาพิจารณาไว้ในใจในขณะปฏิบัติหน้าที่เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลก็คือ ข้อเท็จจริงทั้งหมดอันเป็นพฤติการณ์แวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยคดี

     3.12 เป็นที่รับรู้กันว่าขณะนี้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้การปกครองของคณะรัฐประหาร และเป็นคณะรัฐประหารคณะนี้เองที่ได้ใช้กำลังอาวุธยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาลพลเรือน ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นโดยผู้ถูกร้องที่ 1 ในคดีนี้ ในสภาวการณ์ที่ผู้ออกกฎหมายอยู่ในฐานะที่เป็นปรปักษ์กับผู้ถูกร้อง ประกอบกับประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 นั้นได้มีการแสดงออกต่างกรรมต่างวาระจากผู้ออกกฎหมายฉบับนี้ว่ามีความประสงค์อย่างไร ในขณะที่กฎหมายฉบับดังกล่าวนั้นมิได้ออกโดยรัฐสภาซึ่งมีความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย ประกอบกับระบบการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ข้อ 3 ได้ถูกทำลายลงจนหมดสิ้นโดยมาตรา 36 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 เมื่อคณะตุลาการฯ จะต้องนำประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ข้อ 3 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลอย่างยิ่ง มาบังคับใช้กับคดี ก็ย่อมมีเพียงเฉพาะคณะตุลาการฯ เท่านั้นที่สามารถยืนยันได้ว่าจะวินิจฉัยคดีโดยยึดถือหลักการ “อำนาจคือธรรม” หรือ “ธรรมคืออำนาจ”

     3.13 การให้เหตุผลของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเพียงว่า ประกาศของ คปค. ฉบับที่ 27 ข้อ 3 ย่อมสามารถนำมาใช้ย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับผู้ถูกร้องทั้งสามได้ เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ถือเป็นโทษในทางอาญานั้น นอกจากจะไม่เป็นเหตุผลที่สามารถยอมรับได้ดังที่ได้แสดงให้เห็นมาทั้งหมดในบทวิเคราะห์ฉบับนี้ และการวินิจฉัยในลักษณะดังกล่าวอาจจะกระทบกระเทือนกับการเรียนการสอนในทางนิติศาสตร์อย่างรุนแรงแล้ว เป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งว่า แนวทางการวินิจฉัยเช่นว่านี้ อาจจะถูกนำไปใช้เป็นบรรทัดฐานต่อไปในการออกกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของราษฎร และเมื่อคณะตุลาการฯ มีคำวินิจฉัยโดยการให้เหตุผลเช่นนี้ นับจากนี้ไปราษฎรจะเชื่อมั่นและไว้วางใจการใช้อำนาจรัฐได้อีกหรือไม่ วิญญูชนย่อมตรึกตรองได้เอง

     อาศัยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น และด้วยความเคารพต่อคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังมีรายนามตอนท้าย ขอแสดงความไม่เห็นพ้องด้วยอย่างยิ่งกับคำวินิจฉัยนี้ ทั้งในผลแห่งคดีและการให้เหตุผลของคดี

     

Sponsors

ยุบทรทเป็นเรื่องการเมือง

 

ที่มา ประชาไท

1 มิถุนายน 2550

 

ประชาไท – 1 มิ.ย. 50 หลังคำตัดสินกรณียุบพรรคของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา ให้ยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี แนวร่วมประชาชนต้านรัฐประหาร (นปตร.) ได้วิพากษ์คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า คณะตุลาการรัฐธรรมนูญชุดนี้ไม่มีความชอบธรรมใดๆ ในระบอบประชาธิปไตย นอกจากเพราะที่มาของตุลาการรัฐธรรมนูญ มาจากมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร 2549 ซึ่งได้มากจากการรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย. 49 ที่โค่นล้มระบอบประชาธิปไตยนั้น การทำคำวินิจฉัย 30 พ.ค.ยังทำลายหลักการทางด้านนิติธรรมและนิติรัฐหลายประการเช่น

 

หนึ่ง คำวินิจฉัยส่วนใหญ่ ใช้คำสั่งคณะปฏิรูปฯ และคณะปฏิวัติฯ ชุดต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันซ้ำๆ ซากๆ แสดงถึงการไม่ศรัทธาในหลักนิติธรรมและหลักนิติรัฐสากล รวมทั้งยังตระบัดสัตย์ต่อคำปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ตุลาการที่ “..........จะรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ” แต่เมื่อเกิดการรัฐประหาร 19 ก.ย. 49 ขึ้น แทนที่ตุลาการเหล่านี้จะปฏิบัติตามคำปฏิญาณของตน แต่กลับทำในทางตรงกันข้าม คือ ยอมรับใช้การรัฐประหารอย่างน่าอัปยศอดสูยิ่ง

 

สอง คำวินิจฉัยนี้ทำลายหลักการพื้นฐานของนิติธรรมสากล ที่บทบัญญัติของกฏหมายไม่สามารถใช้บังคับย้อนหลังในทางที่เป็นโทษต่อผู้กระทำความผิดได้ ดังปรากฏในมาตรา 3 แห่งประมวลกฏหมายอาญาที่กล่าวไว้ว่า “ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะทำความผิด แตกต่างกับกฏหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด.....”

 

สาม คำวินิจฉัยนี้เกิดขึ้นภายใต้การแทรกแซงจากคณะรัฐประหาร ดังปรากฏชัดจากการเข้าพบประธานศาลปกครองสูงสุดของประธานคมช.ก่อนหน้าการประชุมทำคำวินิจฉัยไม่กี่วัน และคำข่มขู่ของรองเลขาธิการคมช.ที่กล่าวว่า “หากไม่มีการยุบพรรค(ทรท.) การรัฐประหารเที่ยวนี้ก็สูญเปล่า”

 

สี่ คำวินิจฉัยนี้เกิดขึ้นภายใต้การคุกคามข่มขู่สิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและการเดินทางได้อย่างเสรีในราชอาณาจักร และการสร้างเรื่องราวใหญ่โตว่าจะมีการชุมนุมของประชาชน โดยใช้เงินจากกลุ่มอำนาจเก่าจำนวนมหาศาล

 

ห้า คำวินิจฉัยนี้ทำลายหลักการสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพในการรวมตัวเป็นพรรคการเมืองของประชาชนตามบทบัญญัติแห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

 

นปตร.วิพากษ์ว่า คำวินิจฉัย 30 พ.ค. 50 เป็นคำวินิจฉัยภายใต้อิทธิพลคณะรัฐประหาร เป็นการทำลายหลักนิติธรรม ระบบนิติรัฐ และระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย

 

นปตร. จึงเรียกร้องให้ “คว่ำ” รัฐธรรมนูญ 2550 ให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 เดิมคืนมา “ล้ม” คมช.และผลิตผลของคมช.เช่น ตุลาการรัฐธรรมนูญ คตส.สสร.สนช.เป็นต้น และ “โค่น” ระบอบอำมาตยาธิปไตย เพื่อนำเอาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขคืนมา

อียู ปฏิเสทการยุบทรท

 

โดยคุณ เสรีชน

ที่มา ประชาไท

5 มิถุนายน 2550

 

ข่าวจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน ข่าวดีสำหรับผู้ประท้วงทรราชทหารที่สมสู่เสพสังวาสหื่นกับกลุ่มคันตาชั่ง

 

ขณะนี้ สหภาพยุโรปนำโดยเยอรมนีที่ทำหน้าที่ประธานของ EU ในขณะนี้ ได้ออกมาประณามและประท้วงการตัดสินของเก้าตุลาการรัฐธรรมนูญที่ออกคำสั่งยุบพรรคไทยรักไทยแล้ว โดยสหภาพยุโรปได้เชิญทูตไทยในประเทศต่างๆ เพื่อประท้วงคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา และแสดงความผิดหวังกับท่าทีของไทยที่บอกว่าจะพัฒนาประชาธิปไตยแต่กำลังทำสิ่งที่ตรงข้าม กำจัดคู่แข่งทางการเมือง 111 คนซึ่งเป็น สส. สำคัญของประเทศ ทำให้การแข่งขันในระบอบประชาธิปไตยของไทยไม่มีความเป็นธรรมต่อไป

 

ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์เนชั่นได้ลงบทความเมื่อวันที่ 30 พค .50 ว่า ในเยอรมนีก็มีการยุบพรรคการเมืองเช่นกัน แต่เดอะเนชั่น กลับพลาดที่จะมองสาเหตุของการยุบพรรคในเยอรมนีว่าต่างกับการยุบพรรคไทยรักไทยโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ พรรคไทยรักไทย เป็นพรรคที่มีคะแนน 3 ใน 5 ของรัฐสภา ขณะที่พรรคในเยอรมนีที่ถูกยุบไม่มี สส หรือมีแต่น้อยมาก

 

พรรคสังคมนิยม และคอมมิวนิสต์ที่ถุกยุบ เพราะสังคมนิยมจะนำนโยบายของพรรคนาซีที่จะก่อสงครามประชาชาติมาใช้ ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์จะล้มระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้พรรคที่ถูกยุบในเยอรมนีมีแผนจะวางระเบิดสังหารชาวยิวที่อพยพมาจากรัสเซีย ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องของพรรคที่มีแนวทาง fundamentalist หรือสุดขั้ว กรณีนอกจากนี้ ในเยอรมนีเขาจะไม่ยุบพรรคการเมืองทั้งสิ้น

 

ต่างกับพรรคไทยรักไทยที่ไม่เคยมุ่งล้มระบอบประชาธิปไตย แต่กลับสร้างพลังมวลชนในชนบทให้เข้มแข็ง แม้จะมีการกล่าวหาว่าเอาเปรียบการเลือกตั้ง ไทยรักไทยก็ทำเพื่อให้ระบบรัฐสภาคงอยู่ เดินหน้าไปได้ เรื่องโกงกิน พรรคทั้งไทยและฝรั่งก็ล้วนเจอข้อหาดังกล่าว ไม่เว้นแม้แต่เดโมแครต หรือรีพับลีกันของอเมริกาเอง จึงไม่อาจนำกรณีอ่อนๆ ของไทยรักไทยไปเปรียบเทียบกับการฆ่าคน ทำลายล้างชาวยิว ก่อสงครามกับประชาชาติของพรรคที่ถูกยุบในเยอรมนีได้เลย

 

ยุบทรทผิดหลักนิติธรรมและยุติธรรม

 

ปิยบุตร แสงกนกกุล -

หมายเหตุ:

 

ผู้เขียนวิจารณ์คำวินิจฉัยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่ ๓-๕/๒๕๕๐ ก็เพื่อประโยชน์ทางวิชาการ ไม่ได้มีเจตนาเป็นอย่างอื่น และไม่ได้มุ่งหมายให้มีผลทางการเมือง ด้วยตระหนักถึงคำยืนยันของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญก็ดี บรรดาผู้พิพากษา ตุลาการก็ดี ที่ว่า การวิจารณ์และให้ความเห็นทางวิชาการต่อคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ย่อมทำได้

 

หากบทความนี้พอมีประโยชน์อยู่บ้าง ขออุทิศความดีแด่บรรพชนผู้ร่วมอภิวัตน์ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ และสามัญชนผู้ยึดมั่นประชาธิปไตยทั้งหลาย

“Il suffit d’ajouter “militaire” เ un mot pour lui faire perdre sa signification. Ainsi la justice militaire n’est pas la justice, la musique militaire n’est pas la musique.”

 

“หากเราเพิ่มคำว่า “ทางทหาร” ต่อท้ายคำใด ก็เพียงพอแล้วที่ทำให้คำคำนั้นสูญเสียความหมายที่แท้จริงของมันไป ดังนั้น ความยุติธรรมทางทหาร จึงไม่ใช่ความยุติธรรม ดนตรีทางทหาร ก็ไม่ใช่ดนตรี”

 

จอร์จ เคลม็องโซ

 

นักการเมืองฝ่ายซ้ายคนสำคัญของฝรั่งเศส อดีตนายกรัฐมนตรีสมัยสาธารณรัฐที่ ๓ ผู้ต่อต้านระบอบทหารและการล่าอาณานิคม

วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ ๓-๕/๒๕๕๐ ยุบพรรคไทยรักไทยและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา ๕ ปี มีประเด็นวิจารณ์ทางกฎหมาย เพื่อประโยชน์แก่วิชาการ ดังนี้

 

๑. การยอมรับอำนาจรัฐประหาร

 

ในระบบกฎหมายไทย มีคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับ ยอมรับการดำรงอยู่ของรัฐประหาร โดยถือหลักว่า เมื่อเริ่มแรก รัฐประหารเป็นสิ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนกระทั่งคณะรัฐประหารได้กระทำการจนสำเร็จและยึดอำนาจได้อย่างบริบูรณ์ สามารถยืนยันอำนาจของตนและปราบปรามอำนาจเก่าหรือกลุ่มที่ต่อต้านให้เสร็จสิ้น เมื่อนั้นคณะรัฐประหารก็มีสถานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจออกรัฐธรรมนูญใหม่หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่า ตลอดจนการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมายได้

 

กล่าวให้ถึงที่สุด ระบบกฎหมายไทยยอมรับความถูกต้องของรัฐประหารโดยพิจารณาจาก “อำนาจ” ในความเป็นจริงเป็นสำคัญ มากกว่าจะพิจารณาถึงความถูกต้องของ “กระบวนการได้มาซึ่งอำนาจ” นั่นเอง

 

ในโลกปัจจุบัน รัฐประหารเป็นของแปลกปลอมซึ่งไม่มีวันเข้ากันได้กับระบอบประชาธิปไตย คำว่า “ประชาธิปไตย” ไม่มีทางอนุญาตให้คณะรัฐประหารนำไปแอบอ้างเป็นอันขาด ประชาธิปไตยในแต่ละประเทศ อาจมีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่ลักษณะร่วมกัน คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน รัฐสภาและรัฐบาลมีฐานที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และรัฐประหารเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น รัฐประหารที่อ้างว่าเป็นไปเพื่อประชาธิปไตยอันมีลักษณะเฉพาะของถิ่นใดถิ่นใดหนึ่ง แท้จริงแล้วเป็นการแอบอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมเท่านั้น

 

เมื่อคำนึงถึงเนื้อหาของประชาธิปไตยแล้ว น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่วงการตุลาการไทยละทิ้งโอกาสครั้งสำคัญในการกลับหลักตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเดิมให้มาสอดคล้องกับประชาธิปไตย ตรงกันข้าม กลับตอกย้ำหลักการความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ของคณะรัฐประหารให้แน่นหนาขึ้นไปอีก ดังปรากฏให้เห็นในกรณียืนยันถึงที่มาและอำนาจของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเองว่า

 

“ต่อมาวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ขณะที่คดีนี้อยู่ระหว่างผู้ถูกร้องทั้งสามยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหา คปค. เข้าทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ และมีประกาศ คปค. ฉบับที่ ๓ ลงวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ข้อ ๑ ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ สิ้นสุดลง และข้อ ๒ ให้ศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นอันสิ้นลงตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แต่ต่อมามีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ ... การที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๔๙ มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้มีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ และมาตรา