Thai Love Justice Association

"เวบสำหรับคนรักความยุติธรรมทั่วไทย" โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ

ไทย ใช้ "แรงงานทาส"

 อธรรมระหว่างประเทศ

 ตัวอย่าง อธรรม: ไทยพึ่งแรงงานพม่า แต่เราทำกับ "เยี่ยงศัตรู"

ภาคประชาชนออกจม.ค้าน คำสั่งผู้ว่าสมุทรสาคร ห้ามแพร่วัฒนธรรมต่างด้าว  

 

9 พ.ย. 50 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

และเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนส่งจดหมายเปิดผนึกถึง ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นายกรัฐมนตรี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขอให้ยกเลิกคำสั่งตามหนังสือสั่งการให้ควบคุม และห้ามแรงงานต่างด้าวเผยแพร่วัฒนธรรม โดย อ้างถึง  หนังสือสั่งการเรื่อง การควบคุมดูแลแรงงานต่างด้าว ลงนามโดย นายวีรยุทธ เอี่ยมอำภา ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เลขที่ สค 0017.2/ว 3634 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2550  ที่ให้ควบคุมดูแลแรงงานต่างด้าวสัญชาติ พม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งเข้ามาทำงานในเขตจังหวัดสมุทรสาคร โดยเฉพาะแรงงานสัญชาติพม่าซึ่งพักอาศัยอยู่เป็นชุมชน ที่ระบุให้ให้สถานประกอบการและโรงงานทุกแห่ง ควบคุมดูแลแรงงานต่างด้าวอย่างเคร่งครัด และไม่สนับสนุนให้มีการเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีของคนต่างด้าว

ทั้งนี้ เครือข่ายองค์กรต่าง ๆ และบุคคลตามรายนามท้ายจดหมาย มีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อการออกคำสั่งจังหวัด เนื่องจากคำสั่งมีเนื้อหาที่สะท้อนให้เห็นถึงอคติทางชาติพันธุ์ ยุยงให้เกิดความหวาดระแวง การแบ่งแยก และความเกลียดชังทางเชื้อชาติโดยเฉพาะต่อแรงงานสัญชาติพม่า ทำให้สังคมไทยอยู่ในบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว อันเป็นอิทธิพลชักจูงให้เกิดความรุนแรงทางกายภาพ การละเมิดสิทธิต่อแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นอุปสรรคของความสัมพันธ์ฉันท์มิตรระหว่างแรงงานข้ามชาติกับคนไทย และอาจก่อกวนความสงบสุขและสวัสดิภาพในชุมชนได

อีกทั้งยังมุ่งสร้างภาพลักษณ์ให้แรงงานข้ามชาติว่าเป็นบุคคลอันตราย และการยอมรับสิทธิเสรีภาพแก่แรงงานข้ามชาติจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ จึงต้องมีมาตรการที่เข้มงวดเป็นพิเศษในการควบคุมแรงงานข้ามชาติ เป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่การเลือกปฏิบัติ ทำให้แรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะแรงงานพม่าเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิ การขูดรีด และจับกุม

ประการต่อมา การปฏิบัติตามความเชื่อ ประเพณีและศาสนาเป็นสิทธิสมบูรณ์ที่ไม่อาจถูกจำกัดหรือเพิกถอนได้ การที่รัฐห้ามไม่ให้มีการปฏิบัติเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีของแรงงานข้ามชาติ จึงเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ตามรัฐธรรมนูญ และสิทธิมนุษยชนพื้นฐานของแรงงานข้ามชาติที่ยึดถือปฏิบัติและพัฒนาวัฒนธรรมของตนเองอย่างเสรีและมีส่วนร่วมทางวัฒนธรรมของตนเองภายในชุมชนร่วมกับสมาชิกอื่น อันเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองไว้ในสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีหลายฉบับ อาทิ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม   และอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ เป็นต้น ดังนั้น หนังสือสั่งการดังกล่าวจึงขัดต่อกฏหมายระหว่างประเทศและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง

ประการสุดท้าย ประเทศไทยในฐานะเป็นรัฐเสรีประชาธิไตยซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่ว ไปว่าศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ย่อมแสดงออกโดยการที่บุคคลนั้นสามารถกำหนดวิถีชีวิต และแสดงเจตจำนงต่าง ๆ ได้อย่างเสรี โดยที่รัฐจะไม่เข้ามาก้าวก่ายแทรกแซง และองค์กรหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองก็ไม่สามารถกระทำการ หรือกำหนดกฎเกณฑ์ใด ๆ อันเป็นการกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลได้ หากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้   ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่รัฐไทยในฐานะนิติรัฐต้องยึดถือและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ดังนั้น หนังสือสั่งการดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ด้วยมิได้ระบุให้ชัดแจ้งว่าใช้หรืออ้างอิงบทกฎหมายฉบับใดเป็นฐานอำนาจในการออกหนังสือสั่งการ อีกทั้งยังเป็นที่ประจักษ์ชัดว่ามีเนื้อหาขัดกับบทบัญญัติว่าด้วยความเสมอภาค สิทธิและเสรีภาพที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งมีผลผูกพันองค์กรรัฐในการตีความ และการปรับใช้กฎหมายทั้งปวง

ดังนั้น จึงมีข้อเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งตามหนังสือสั่งการฉบับดังกล่าว และต้องทบทวนนโยบาย หรือระเบียบแนวปฏิบัติใด ๆ ที่สนันสนุนให้เกิดการละเมิดสิทธิแรงงานข้ามชาติ ทั้งนี้แนวนโยบายของรัฐต่อแรงงานข้ามชาติ จะต้องเคารพ คุ้มครอง รับรอง และส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิและเสรีภาพของแรงงานข้ามชาติโดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนควบคู่ไปอย่างสมดุลกับหลักความมั่นคง

นอกจากนี้ ต้องเสริมสร้างนโยบายในบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในมิติที่รอบด้าน สอดคล้องกับความเป็นจริง และปราศจากความลักลั่น โดยต้องยอมรับความเป็นจริงว่ารัฐไทยไม่อาจปฏิเสธการอพยพย้า ยถิ่นของแรงงานข้ามชาติที่เข้ามายังประเทศไทยเพื่อค้าแรงงานได้ และความเป็นจริงที่แรงงานข้ามชาติเองเป็นส่วนสำคัญและ จำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย

จดหมายเปิดผนึกดังกล่าวมีรายนามองค์กรและบุคคลแนบท้ายดังต่อไปนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF) โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) (Campaign Committee for Human Rights) มูลนิธิส่งเสริมสันติวิถี (Burma Issues) ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา (Karen Studies and Development Center) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า (TACDB) กลุ่มประสานงานสันติภาพเพื่อพม่า (Peace for Burma) เครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) ศูนย์ข่าวสาละวินและสาละวินโพสต์ (Salween News) องค์การนิรโทษกรรมสากล ประเทศไทย (Amnesty International Thailand) มูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ (MAP) มูลนิธิเอมพาวเวอร์ (Empower) อโณทัย โสมา วันดี สันติวุฒิเมธี ทันตา  เลาวิลาวัณยกุล กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์ อดิศร เกิดมงคล และญาดา หัตถธรรมนูญ

¡ÒÃâ¨ÁµÕ»ÃѪ­Ò¢Í§ËÑÇ¡ÃзÔ
 

àÁ×èͤ׹仡ԹàËÅéҡѺ¾Ç¡ËÑÇ¡ÃзԢͧàÁ×ͧä·Â ¼Á¶Ù¡â¨ÁµÕ¨¹á·ºµ¡Ã¶ä¿¢ºÇ¹ ¾»ª ¡çàÍÒÁÒàÅèÒáÅÐÊÃØ»ãËé¿Ñ§ ¨Ðä´éÃÐÇѧµÑÇàͧ¡Ñ¹ä´éÁÒ¡¢Öé¹ àÇÅÒ¤ØÂ¡Ñºã¤ÃàÃ×èͧ¡ÒÃàÁ×ͧ

 

à¡ÒСѹäÇé´Õæ ö俢ºÇ¹¡ÒÃàÁ×ͧä·ÂàËÁ×͹ Roller-Coaster à¢éÒä»·Ø¡·Õ ¶éÒäÁèÃÙéÇèÒ¹Ñè§ÍÂÙè·ÓäÁáÅÐà¾×èÍÍÐäà ÍÒ¨¨Ðµ¡àÍÒ§èÒÂæ à¾ÃÒÐËÑÇ¢ºÇ¹¹Ñé¹ÊèÒÂÂѧ¡Ñº§Ù¨§ÍÒ§ ÊèǹËÒ§¹Ñ鹡çÊкѴàËÁ×͹§ÙËÒ§¡ÃдÔè§ µÃ§¡ÅÒ§¡çàËÁ×͹§ÙËÅÒÁ ÃÑ´·Ø¡¤¹·Õè¹Ñ觨¹Ë¹éÒ´Ó˹éÒá´§¡Ñ¹ä»ËÁ´ àÍÒËÅСç¨ÐÊÃØ»»ÃѪ­ÒãËé¿Ñ§ ÇèÒà·èÒ·Õè¿Ñ§ÁÒáµèÅФ¹ ·Õè¹Ñè§ÍÂÙ躹ö仢ºÇ¹¹Õé ¹Ñ觡ѹÁÒáÅÐÂÖ´ËÑÇ·ÕèµÑÇàͧÂÖ´¡Ñ¹ÍÂÙèà¾ÃÒÐÍÐäÃ

 

·       »ÃѪ­Òáá àÍÒÇѹ´Õæà¡èÒæ¤×¹ÁÒ ¡ÒÃâ¨ÁµÕ»ÃѪ­Ò¹Õé¢Í§»Ñ­­Òª¹¤×Í Áѹ¡ÅѺä»ÇѹÇÒ¹äÁèä´éáÅéÇ áÅéǶ֧¡ÅѺä´é ÁѹäÁèÁÕÇѹ´ÕàËÁ×͹ÇѹÇÒ¹

·       »ÃѪ­ÒÊͧ µÍ¹¹ÕéÁѹàÅÇÁÒ¡ ©Ð¹Ñé¹àÁ×èÍÇѹÇÒ¹Áѹ¹èÒàÍÒÁÒ¡¡ÇèÒ µÍ¹¹Õé »Ñ­­Òª¹¡ç¨Ðâ¨ÁµÕÇèÒ ¤¹¢ÕéÅ×Á àÁ×èÍÇѹÇÒ¹Áѹ¡çàÅÇ¾Íæ¡ÑºµÍ¹¹Õé

·       »ÃѪ­ÒÊÒÁ ÁѹäÁèãªè¨Ó¹Ç¹¤¹Ê¹ÑºÊ¹Ø¹ áµèÁѹ¤×ͤسÀÒ¾¢Í§¤¹Ê¹ÑºÊ¹Ø¹ »Ñ­­Òª¹¡ç¨Ðâ¨ÁµÕÇèÒ à»ç¹ÍÓÁÒµÃ

·       »ÃѪ­ÒÊÕè ¶éÒÃÒ¡Ë­éÒä´é»ÃÐâª¹ì ´ÕàÅÇÂѧ䧡çÍÍ¡ÁÒ´Õ¡ÇèÒàÅÇ »Ñ­­Òª¹¡ç¨Ðâ¨ÁµÕÇèÒ ¤ÍÁÁÙ¹ÔÊÁØè§·ÓÅÒÂʶҺѹáÅÐÇѲ¹¸ÃÃÁ´Õ§ÒÁ

·       »ÃѪ­Ò·ÕèËéÒ ·Ø¡ÃѰºÒÅ·Ø¡¹Ò¡àËÁ×͹¡Ñ¹ËÁ´ ¾Íà»ç¹¹Ò¡¡çÍÒ¡ÒÃÎÔµàÅÍÃìÍÍ¡ »Ñ­­Òª¹¡ç¨Ðâ¨ÁµÕÇèÒ ºÒ§·ÕÁѹ¹éͺҧ·ÕÁѹÁÒ¡¡ÇèÒ à»ç¹´Õ¡ÃÕÍÐäÃẺ¹Ñé¹

·       »ÃѪ­Ò·ÕèË¡ ᵡµèÒ§ä´éáµèµéͧäÁèᵡá¡ »Ñ­­Òª¹¨Ðâ¨ÁµÕÇèÒ ½Ñ¹à¿×éͧ ·ËÒÃáÅлª» µé¹µÍáºè§¢ÑéÇãË餹ªÑ´à¨¹·ÕèÊØ´

·       »ÃѪ­Ò·Õèà¨ç´ »ÃЪҸԻäµÂ¤×ÍàÊÕ§¢éÒ§ÁÒ¡»¡¤Ãͧ áµèà¤ÒþÊÔ·¸Ô¤¹Êèǹ¹éÍ »Ñ­­Òª¹¡ç¨Ðâ¨ÁµÕÇèÒ ¤¹Êèǹ¹éÍ¢ͧä·ÂäÁèà¤ÒþàÊÕ§ÊèǹÁÒ¡ àÊÕÂà»ç¹ÊèǹÁÒ¡

·       »ÃѪ­Ò·Õèá»´ ã¤Ã¡Ô¹¹éÍÂÊØ´´Õ·ÕèÊØ´ »Ñ­­Òª¹¡ç¨Ðâ¨ÁµÕÇèÒ ¡Ô¹¹éͺÃÔËÒÃàÊÕÂËÒÁÁÒ¡ áÂè¡ÇèÒ¡Ô¹ÁÒ¡áÅéǺÃÔËÒôÕ

·       »ÃѪ­Ò·Õèà¡éÒ ´Õà´è¹à¡è§´Ñ§ ¤×Í ·Ñé§´Õ·Ñé§à¡è§ àËÁÒзÕèÊØ´ »Ñ­­Òª¹¡ç¨Ðâ¨ÁµÕÇèÒ äÁèÁÕ áÅÐ ËÅØ´âÅ¡ à¾ÃÒШÃÔ§æáÅéÇ µéͧÂ×´ËÂØè¹ ºÒ§·Õµéͧ àÅÇà¾×èÍ´Õ áÅÐäÁèà¡è§à¾×èÍà¡è§ ¤×ͤ¹à¨¹âÅ¡»¡¤ÃͧâÅ¡¢Í§¡ÒÃàÁ×ͧ ä´éਹ¡ÇèÒ¾ÃÐà¡è§æ

·       »ÃѪ­Ò·ÕèÊÔº ¹ÔµÔÃѰ·Õè´ÕáÅÐÊѧ¤Á·Õèà»ç¹¸ÃÃÁ ¨Ð¢¨Ñ´»Ñ­ËÒªÒµÔãËéËÁ´ä» »Ñ­­Òª¹¡ç¨Ðâ¨ÁµÕÇèÒ ä·ÂäÁèÁÕÇѲ¹¸ÃÃÁ·ÕèÃÑ¡¤ÇÒÁÂØµÔ¸ÃÃÁ ·Õè½Ñ§ÅÖ¡

·       »ÃѪ­Ò·ÕèÊÔºàÍç´ ã¤Ã¶Ù¡â¨ÁµÕÁÒ¡·ÕèÊØ´ ¹èÒ¨Ðà»ç¹¤¹´Õ·ÕèÊØ´ à¾ÃÒÐ¶Ù¡ÃØÁáÅйèÒàËç¹ã¨ »Ñ­­Òª¹¡ç¨Ðâ¨ÁµÕÇèÒ ºÒ§·ÕËÁÒËÁÙèà»ç¹ÊÔè§·Õè¨Ðà»ç¹ã¹¡ÒÃÃÑ¡ÉÒÃÐàºÕºáÅС®¢Í§ËÁÙèÁÒ¡

·       »ÃѪ­Ò·ÕèÊÔºÊͧ ã¤Ã¿Ñ§¡ÙáÅзӵÒÁ¡Ùá¹Ð¹Ó ¡ÙàÍÒ¤¹¹Ñé¹ »Ñ­­Òª¹¡ç¨Ðâ¨ÁµÕÇèÒ áÅéÇÁÖ§à»ç¹ã¤Ã ÁÒŧ¡Òà ¶éÒÍÂÒ¡ÁÕÍÓ¹Ò¨·ÓÍÐäà ¡çŧàÅ×Í¡µÑé§ÊÔ

·       »ÃѪ­Ò·ÕèÊÔºÊÒÁ ¡ÒÃàÁ×ͧµéͧ¹Ñ¡¡ÒÃàÁ×ͧÍÒªÕ¾ ·ÕèàÍÒµÑÇÃÍ´à¡è§à»ç¹ÂÍ´´Õ à¾ÃÒШÐàÍÒ»ÃÐà·ÈÃÍ´ »Ñ­­Òª¹¡ç¨Ðâ¨ÁµÕÇèÒ ã¹¤ÇÒÁ¨ÃÔ§áÅéÇ àÍÒµÑÇÃÍ¡à¡è§¡ÑºàÍÒ»ÃÐà·ÈãËéÃÍ´ Áѹ¤¹ÅÐàÃ×èͧ¡Ñ¹

·       »ÃѪ­Ò·ÕèÊÔºÊÕè àº×èÍ˹éÒà¡èÒ µéͧàÍÒ˹éÒãËÁè »Ñ­­Òª¹¡ç¨Ðâ¨ÁµÕÇèÒ àÊÕèÂ§ä» Ë¹éÒãËÁèäÁè¤Øé¹ ÍÐä÷ÓãËéàª×èÍÇèÒ¤¹ãËÁè¨ÐµèÒ§¨Ò¡¤¹à¡èÒ

·       »ÃѪ­Ò·ÕèÊÔºËéÒ »Ôé§¹âºÒ¾Ãää˹ àÍÒ¾Ãä¹Ñé¹ »Ñ­­Òª¹¡ç¨Ðâ¨ÁµÕÇèÒ ÁÕáµè¹âºÒÂã¹ÃÒÂÅÐàÍÕ´ àËÁ×͹ÁÕáµè µÑÇ Gigsaw ÁÒÍÇ´ áµèÀÒ¾ÇèÒ¹âºÒÂÃÇÁ¡Ñ¹áÅéÇ ¤×ÍÍÐäÃã¹ÀÒ¾ãË­è äÁèÁÕãËéàËç¹

·       »ÃѪ­Ò·ÕèÊԺˡ ¡Ùª¹ªÑé¹ä˹ ÀÒ¤ä˹ ¸ØÃ¡Ô¨ä˹ ¡çàÅ×Í¡ÊÊ àËÁ×͹æáºº¹Ñé¹ »Ñ­­Òª¹¡ç¨Ðâ¨ÁµÕÇèÒ ÊÊ Áѹà»ç¹Á¹ØÉÂìẺ¾ÔàÈÉ ÁÕ¸ÃÃÁªÒµÔ¢Í§Áѹàͧ ·Õè·Ôé§áÅÐäÁèàËÁ×͹ Ẻ¹Ñ鹿  ¶Ö§Áͧ¼Ô´à¼Ô¹áÅéÇ Áѹ¨ÐÁÒ¨Ò¡¨Ø´à´ÕÂǡѹ

·       »ÃѪ­Ò·ÕèÊÔºà¨ç´ ¾Ç¡ÁÒ¡ÅÒ¡ä» à§Ô¹ÁÒ¡ÅÒ¡ä» ¡ÃÐáÊÁÒ¡ÅÒ¡ä» »Ñ­­Òª¹¡ç¨Ðâ¨ÁµÕÇèÒ ÊÁͧ¹ÔèÁàËÅ×Íà¡Ô¹¨¹¤Ô´´éǵÑÇàͧäÁèà»ç¹

 

ÊÃØ» àÃÒ·Ø¡¤¹ÁÕ»ÃѪ­Ò ·Õè·ÓãËéàÃÒàÅ×Í¡¤¹·ÕèàÃÒàÅ×Í¡ ¢Í§¼Á¡ç¤×ÍÍѹ·ÕèºÍ¡ÇèÒ ÃÒ¡Ë­éÒä´é´Õ¼Á¡çàÍÒ·Ñé§¹Ñé¹ áÅéÇàÁ×èͤ׹¡ç¶Ù´â¨ÁµÕ˹ѡÁÒ¡ ã¹·ÕèÊØ´¡ç¶ÒÁÍÍ¡ä»ÇèÒ ä´éÂÔ¹àÃÒ¾Ù´äËÁ áÅéÇàÃÒà¢Õ¹ÁÒáÅéǹРÇèÒ¶éÒ¾Ãää˹´ÙáŤ¹¨¹ä´é´Õ·ÕèÊØ´ àÃÒ¡ç¨ÐàÅ×Í¡¾Ãä¹Ñé¹ áµèà·èÒ·Õè´Ù Áѹ¡çÂѧ ¾»ª ·Õè´ÙáŤ¹¨¹´Õ·ÕèÊØ´ ©Ð¹Ñ鹢͵ÑÇ¡è͹¹Ð Âѧ䧡çàÅ×Í¡ ¾»ª ÍÂÙè´Õ áµè¼Á¡çºÍ¡µÃ§æàŹФÃѺ Çѹ·Õè »ª» ´ÙáŤ¹¨¹´Õ¡ÇèÒ ¾»ª Çѹ¹Ñ鹡ç¨ÐËѹÁÒàÅ×Í¡ »ª» àËÁ×͹¡Ñ¹ ¼Á¾Ù´ÍÍ¡ä»áºº¹Õé ·Ø¡¤¹·ÕèÃØÁÂÓ¼ÁÃѺä´é

 

ÊÓËÃѺµÑÇ·èÒ¹àͧ ¡çËҷҧ˹շÕäÅèäÇéãËé´Õ¹Ð¤ÃѺ à¾ÃÒÐÂÑ§ä§ ÍÒ¨¨ÐµéͧÁÒµèÍÊÙé·Ò§»ÃѪ­ÒẺ·Õè¼Áµéͧ·ÓÁÒËÅÒ¤ÃÑé§áÅéÇ ã¹¡ÒÃÍ͡仾º»Ð¼Ù餹µèÒ§æ

สางปม สงครามปชช
 

เขาบอกว่าระวังคำพูดและการกระทำไว้ให้ดี เพราะมัน “ฟ้อง” ตัวเอง อยากจะให้ทหารสำนึกสิ่งนี้ไว้ดีๆ เพราะล่าสุด ออกเอกสารลับมา แล้วบอกว่า คอมเก่าที่ฝังตัวอยู่ใน พปช หรือก็คืออำนาจเก่านั่นเอง เล็งที่จะเอาระบอบสภาเพรซิเดี้ยม หรือไม่ก็ระบบประธานาธิบดี มาสู่ประเทศไทย แล้วดับ “ไฟอันเจิดจ้าของราชวงค์ จักรี” ลงไป ทหารจึงออกมาสั่งให้ทหาร “ทำลายล้างอำนาจเก่า แล้วแย่งชิงปชช ตาดำๆ ที่ชอบอำนาจเก่า กลับเข้าร่องรอย” คือหันมารักทหาร และเพราะทหารนั้นรักพ่อหลวงมาก ก็เป็นการรักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้

 

สรุปคือ “รักทหารเท่ากับรักพ่อหลวง รักอำนาจเก่า คือต้องการทำลายพ่อหลวง” ต่อด้วยว่าประชานิยม เข้ากับพอเพียงไม่ได้ เพราะประชานิยมจะทำให้ชาติ “เงินหมด แบบหน้าตักเกลี้ยง” ต้องพอเพียงประหยัดกัน ตามแนวพอเพียงเท่านั้น สรุปคือ “อำนาจเก่าจ้องทำลายสถาบัน จ้องทำลายเศรษฐกิจ” ทหารเลยต้องออกมาทำสงครามแย่งชิงปชช ไปเข้าข้างเขา

 

ถ้ามันง่ายแบบบอกว่าทหารประสาทไปแล้ว หรือ ตกยุค แบบที่คนได้ยิน ทหารพร่ามเรื่องแบบนี้ ที่ส่วนมากออกมาพูดกัน ว่ามันบ้าไปแล้ว ก็ดีสิ ปัญหามันคือ ทหารเขาไม่บ้า แล้วไม่ได้ตกยุค เพราะนี่มันยุคของทหารมีอำนาจ ฉะนั้นจะตกยุคได้ไง พูดง่ายๆ “เรื่องมันยาก เพราะทหารเขาเชื่อของเขาอย่างนั้นจริงๆ”

 

แต่เอาหล่ะ คนปรกติที่เห็นคนไทยแสดงความรักต่อสถาบันกัน โดยเฉพาะพ่อหลวงขนาดไหน แล้วมันก็อด กล่าวหาว่าทหารบ้าจริงๆไม่ได้ เพราะไม่ว่า จะเป็นคอมมูนิสเก่าแก่แล้วแอบอยู่ที่ไหน มีจิตใจเป็นอย่างไร กะจะโค่นจริงหรือไม่จริงอย่างไร แต่ภาพคนไทยรักพ่อหลวง มันทำให้มองไม่ออกจริงๆว่าทหารมองเห็นอะไรอยู่ และเห็นอะไรอยู่ที่เป็นภัยขนาดนั้น ถึงขนาดออกมาบอกว่าภัยนี้ ภัยที่คอมจะล้มสถาบันและพ่อหลวง ใหญ่กว่าไฟใต้เสียอีก

 

ประเด็นที่บอกมาเรื่องคำพูดและการกระทำ ที่จงระวังไว้นะ มันก็ตรงนี้ คือทหารเห็นอะไร และจริงๆแล้วกลัวอะไรจริงๆ  คือถ้าเห็นว่าคนเขาจ้องล้มสถาบัน ถึงขนาดออกมาตรการออกมา แสดงว่ากลัวว่ามันจะเกิดขึ้นจริง และถ้าก้าวต่อไปอีกสักนิด ในข้อสงสัย การเห็นว่ามันจะเกิดขึ้นจริง และเป็นไปได้ ที่คนจะล้มสถาบันลง มันก็เหมือนบอกว่า ถ้าคอมแอบจิตมันมีจริงอย่างที่กลัว ทหารก็กลัวว่าเขาจะทำได้ ก็คือทหารมองว่ามันมีทางทำได้จริงที่จะล้มสถาบัน ซึ่งนี่มันเหลือเชื่อจริงๆว่า “ทหารคิดได้ไงนิ”

 

ผมเพื่อคอมก็มีมากมาย บางคนเป็นเศรษฐีไปแล้วก็มี แล้วเท่าที่ฟังมา สิ่งที่เขาไม่ชอบกัน “ไม่ใช่สถาบันกษัตริย์หรือพ่อหลวง” แต่มันคือทหารและตำรวจและข้าราชการระดับสูง ที่เป็นวงรอบพ่อหลวงอยู่ เพราะการเข้าใกล้ชิดกับท่านถึงขนาดนั้น มันทำให้คนปรกติ กลายเป็นผู้มีบารมีขึ้นมาได้ แล้วถามจริงๆ ผู้มีบารมีพวกนี้นะได้สักเสี้ยวหนึ่งของพ่อหลวงไหม แต่ผู้มีบารมีพวกนี้ ทำตัวเหนือทุกอย่าง ก้าวก่ายทุกอย่าง ชี้นำสังคม แล้วไง ก็อย่างป๋า คือคนเขาเชื่อกันครึ่งเมืองว่าอยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจ แล้วไง ใครเสีย ฝรั่งไปเขียนกันว่า มันเป็น Royalist Coup เสียชื่อใครต่อใครไปหมด

 

คือเท่าที่ฟังพวกคอมคุยกัน เขาอยากเปลี่ยนกองทัพมากกว่า เอากองทัพไทย ไปแลกกับของเวียดนาม มันจะได้เลิกยุ่งการเมืองเสียที ตั้งแต่ฟังมา ยังไม่เห็นมีเพื่อนคอมคนไหน มีใครบ่นถึงสถาบันกษัตริย์เลย แล้วถ้าถามว่า ถ้าทหารไม่ปกป้องสถาบัน สถาบันจะเป็นไง ใครจะปกป้อง ถ้าสักวันคนไทย ตัดสินใจ แยกทหารตำรวจและข้าราชการ ให้ห่างสถาบัน จะได้ไม่บ้าอำนาจ คำตอบก็คือ “ความรักของประชาชนคนไทย” ที่มีให้สถาบันนะสิ  แล้วถามจริงๆเถอะทหาร ระหว่างมีเรื่องแบบป๋า มากระทบสถาบันบ่อยๆ หรือว่าสถาบันปกป้องโดยความรักอันบริษุทธิของปชช อันไหน “ดี” กว่ากัน

 

ไม่มีใครเขามากล่าวหาว่าทหารไม่รักสถาบันหลอก แต่เขามองกันว่าทหารนะมีผลประโยชน์แอบแฝง แล้วเพราะผลประโยชน์นี่นะ มันก็แบบที่คนเขาเขียนกันมาแล้วแทบจะทั้งเมือง คือคำตรัสของพ่อหลวงนั้น “ถูกบิดเบือนมากี่ครั้งกี่หนแล้ว โดยทหาร” แบบยุบพรรคนะ ฟังกันหรือเปล่าท่านตรัสว่ายังไง แล้วตัวเองเลือกที่จะทำอะไรแทน และที่เลือกทางนั้นนะ มันเพราะอะไร ไม่อยากจะพูดหลอกนะ แต่ว่าสิ่งที่มันฟ้องที่สุด ก็คือพิธีรับธงชัยเฉลิมพลจากพ่อหลวงนะ คือเวลารับนะต้องให้คำสาบานกับพ่อหลวงไว้หลายอย่าง สิ่งหนึ่งนะคือจะรักษา รธน เอาไว้ แล้วถามจริงๆเถอะ ให้คำพูดกันไว้แทบทุกคน คนละหลายๆหน แต่แล้วลงเอย “ฉีก รธน” มาแล้วกี่ฉบับ

 

ทั้งตีความคำพูด ทั้งไม่กระทำตามคำแนะนำ ทั้งไม่รักษาคำพูด สุดท้ายเอากระบองไปฟาดหัวคน ที่ไปประท้วงหน้าบ้านองค์มนตรี ให้มันได้แบบนี้สิทหาร นี่จะเอายังไงกันแน่ คนเขาหมดความเคารพองค์มนตรีไปสองสามภาคของประเทศ เพราะเรื่องนี้ อย่างนี้นะ “มันเล็งผลเลิศอะไรกัน”

 

“ใครกันแน่ ทหารหรือคอมมูนิสที่กำลังทำลายสิ่งที่เราทุกคนรัก”

 

แล้วถามจริงๆเถอะ ส่องกระจกชะโงกดูเงาตัวเองบ้างไหม? คือจะมาแย่งประชาชนไปเข้าข้าง โปรดดูพ่อหลวงไว้ว่าคนไทยรักท่านมากมายเพราะอะไร แล้วทหารนะ เช่นในการสกัดคนจนคนต่างจังหวัดไม่ให้เข้ากรุงเทพนะ ทำอะไรไว้บ้าง ลองถามลงไปสิว่าเอาปืนจ่อหัว คนภาคอีสานและเหนือไปกี่ร้อยคนแล้ว ของแบบนี้นะ นึกหรือว่าคนไม่เอาไปพูดกันต่อ หรือจะพูดถึงความดี การมีจริยธรรม จรรยาบรรน ธรรมาภิบาลที่ดี ถามตรงๆ นึกว่าคนเขาไม่รู้เรื่องโกงกินของตัวเองหรือ แล้วแบบ งบลับซื้อนักข่าว แล้วเอกสารลับสกัด พปช ที่จะดึงเอาสถาบันมาเป็นตัวเล่นในเกม ถามจริงๆเถอะ ถามตัวเองบ้างหรือเปล่าว่า “มีอะไรดีให้ใครเขารัก” ถึงมาฝันว่าจะดึงคนไปเข้าข้าง

 

โอย เขียนมาไม่รู้เข้าถึงสมองทหารหรือเปล่า เห็นเขียนไว้ในแผนว่าจะพยายาม “ฉลาดขึ้น” แต่ถ้ามันเข้าไปในสมองบ้าง ขอเตือนด้วยความหวังดีจริงๆ ต่อตัวทหารเอง ทำตัวให้มันดี ตามรอยเท้าพระองค์ “เลิกเกเรเสียที” แล้วสถาบันจะเข้มแข็ง แต่ขืนคนกลุ่มที่ใกล้ชิดท่านมากที่สุด ยังเอากระบองมาพาดฟันหัวคน แล้วเอาปืนจ่อหัวกันง่ายๆ แถมไม่ฟังท่านอีก นึกจะทำอะไรหักดิบอะไรก็ทำ สิ่งนี้หละ ที่จริงๆทำลายสิ่งที่เรารักลง ไม่มีคอมที่ไหนจะมาสามารถสร้างความเสียหายได้มากมายเท่าที่พวกท่านเองทำลงไปหลอก

 

แค่บอกว่าสถาบันไม่ปรอดภัย ก็แสดงความบ้าออกมาแล้ว นี่ยังจะมาแย่งประชาชนไปอีก กลับไปแย่งการเป็นหัวคิวกับตำรวจเถอะ อย่ามายุ่งอะไรกับประชาชนเลย นอกจากภาคใต้แล้ว คิดและเป็น พวกท่านนะ มันใกล้ศุนย์พันธ์เต็มที่แล้ว ในประเทศไทย

 

สุดท้ายก็เรื่องประชานิยมทำให้ชาตอหมดหน้าตัก นี่ก็ทำมาห้าหกปีแล้วนะ มันหมดหน้าตักอะไร ไม่เห็นเหมือนอาร์เจนติน่าสักที เงินทุนสำรอง โน่นดูบ้างหรือเปล่าว่าขึ้นไปขนาดไหน แล้วทั้ง ทีดีอาร์ไอ แล้วไม่รู้จะกี่ดอกเตอร์ ออกมายอมรับประชานิยมกันแบทจะหมดเมืองแล้ว เขาเรียกสะใหม่ว่ารัฐสวัสดิการณ์ ลำบากยัก ไม่ชอบประชานิยม ก็เรียกมันชื่อใหม่เข้าไปสิ แต่อย่าดันทุรัง พอเพียงนะคือปรัชญาที่บอกว่าระวังเสี่ยง  แทนที่จะหว่านเงิน ให้คนจน เขาก็บอกแล้วว่าจะให้ความรู้ ไปด้วย แล้วระวังไม่ให้มากไป ดูแลจุดอ่อนให้ดีขึ้น แบบนี้มันจะมาทำลายเศรษฐกิจไทยตรงไหน นอกจากเอาเงินคนรวยไปให้คนจน หรือว่ามันตรงนี้ที่จริงๆทหารรับไม่ได้

 

พอเพียงระวังมันจะทำอะไรมากไป มันทุกอย่างนะที่ครอบคลุมถึง เช่นความคิด อย่าให้มันบ้ามากนักแบบล้มสถาบันได้เลย ใครจะล้มได้ ถ้าไม่ใช่พวกท่านทำไม่ดีเอง แล้วพวกรอบล้อมอีก ที่ดูแล้วไร้สิ้นซึ่งความดีจริงๆ นอกจากพูดเช้าสายบ่ายเย็นว่า “ต้องเอาคนดี” แล้วไง เขาก็เห็นกันทั้งเมืองว่ามันโกหก เห็นคนของทหารไม่ดีกันทั้งนั้น

ประวัติศาสตร์ของ ยักษ์
 

คนไทยคนไหนไม่ได้เกิดมาเป็นผู้ใหญ่พอที่จะเข้าใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในไทยนั้น น่าเสียดายจริงๆ พวกเราคนที่มีส่วนในการต่อสู้ครั้งนี้ รับรองได้ ผมจะออกมายังไงก็ตาม “ลงประวัติศาสตร์ไปแล้ว ว่าเลื่อนไหวอยู่ในช่วง ที่มันเป็น ยักษ์ ของประวัติศาสตร์ จริงๆ” มันเป็นสามปรัชญา อันยิ่งใหญ่ที่ต่อสู้กัน ชนิดเอาอณาคตของชาติ อีกเป็นสิบๆปี วางไว้เป็นเดิมพัน สามปรัชญานั่นก็คือ ปรัชญาการเมืองของนักการเมืองมืออาชีพ คือพรรคปชป เผด็จการก็ได้ ประชาธิปไตก็ดี ขออย่างเดียว มีส่วนแชร์อำนาจ และก็มีปรัชญาของเผด็จการอำนาจนิยมอำมาตรนิยม แบบคนรวยมาก่อนและรู้ดีที่สุด แบบแรงๆเข้ามาแจม และปรัชญาสุดท้าย คือปรัชญาของประชาธิปไตย รุ่นใหม่คือรากหญ้ามาก่อน ดีหรือเลวถ้ารากหญ้าได้ประโยชน์เป็นรับได้

 

ท่านลองถามตัวเองดูสิว่า ในประวัติศาสตร์ไทย เคยมีช่วงไหน ที่สามปรัชญามันต่อสู้กันรุนแรงขนาดนี้มาก่อน ใครๆก็บอกว่าถ้าจะแน่นอนแล้วว่ามาร์ค ม7 จะเป็นนายกคนต่อไป ก็แสดงว่า นักการเมืองมืออาชีพ จะครองเมือง ถึงส่วนมากจะบอกว่ามาร์ค คงจะอยู่ไม่นาน แต่จริงๆแล้ว มันก็ไม่แน่ แล้วที่บอกกันว่ามาร์คจะทำจนเละไปอีกมาก จริงๆมันก็ไม่แน่นัก พูดง่ายๆ “มืออาชีพ” ขนาดมาร์ค เขาก็รู้ว่า “เดิมพันกันด้วยอะไร” ยิ่งเห็น เผด็จการ ปล่อยโอกาส ตีตื้นปรัชญาอื่น ให้เป็นแทบศูนย์แบบนี้ มาร์คคงจะพร้อมเดินเครื่องจักร ปชป ให้ “หลุดประวัตศาสตร์การแตกแยกและตีกันเอง ของพลพรรคภายในของปชป” แน่นอน แต่แน่นอน แม่ยกและคนรวย คนระดับสูง ทั้งหลาย คงสบายถ้ามาร์คเป็นนายก

 

ม้ารองที่ยอมรับกันคือสมัคร ที่ตีตื้นวันดีคืนดี คือยิ่งถูกตีแรงแค่ไหนจากปชปและคมช กลับแรกขึ้นทุกที ก็เพราะยิ่งตียิ่งไปปลุกคนของอีกฝ่ายขึ้นมา ส่วนไอ้กลางๆที่จะหนีมันไม่มัเหลือแล้ว ทุกวันนี้มันมีแต่ Hardcore และ พวก รอให้ปลุกขึ้นมา เข้าฝ่ายเดิม ก็เท่านั้นเอง แล้วถ้าสมัครชนะ รับรองได้ รากหญ้าและคนจนสบาย รวมถึงคนระดับกลางล่าง ส่วนใครมาเป็นรัฐบาล มันก็เหมือนๆกัน ตรงที่จะต้องต่อกรกับกรอบที่ทหารวางไว้ รับรองงานนี้ “พลิ้วและต่อรองกันสนุก” มีอย่างหรือมาร์ค ถ้าได้เป็นรัฐบาล จะมาลิดรอนพลังที่หนุนตัวเอง ไม่เชื่อคอยดูสิ ถ้าสวสรรหา (แต่งตั้ง) มันออกมาสนับสนุน ปชป แบบสุดเลียปชปและมาร์ค มีอย่างหรือมาร์คจะไป เปลี่ยน รธน พูดง่ายๆ ทหารและป๋า กลับมาเล่นการเมืองแบบชักใยอยู่เบื้องหลัง

 

โอยมันเป็นสงครามอันยิ่งใหญ่จริงๆ  เมืองไทยแตกเป็นสามส่วน แต่ละส่วนมีและมองผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก และมีฐานปชช สนับสนุนกันดิบดี ใช่ครับแน่นอน ทหารและเผด็จการนิยมนั้น มีคนสนับสนุนมากมาย การเมืองอาชีพของปชปก็มากมาย ประชาธิปไตยฉบับประชานิยม ก็มีคนสนับสนุนมากมาย

 

ท่านผู้อ่านคงจะสงสัยว่าประเด็นของผมคืออะไร จะลากเรื่องนี้ไปที่ไหน คือท่านที่อ่านผมประจำ คงจะต้องการให้ผมทำเหมือนเดิม คือพาท่านทัวร์เขาไปในดินแดนที่นักเขียนนักคิดคนอื่นไม่ค่อยไปกัน ก็คือแบบ Unseen Thailand ฉะนั้นผมก็ขอเข้าเรื่องเลยนะครับ แต่ก่อนไป Unseen Thailand เสียดายเรื่องรองๆนะครับ เลยจะขอฝากไว้ให้ท่านผู้อ่าน ถ้ามีเวลา ลองคิดดูสักหน่อย นั่นก็คือว่า มันก็แน่นอนว่าประชาธิปไตย คือเลือกตั้งครั้งนี้ ที่กำลังจะกลับมา มันจะไม่สามารถเชื่อมคนไทยเข้าด้วยกันอีกครั้งอย่างแน่นอน คือถ้าสมัครเป็นนายก ผู้ดีคนรวย นอกจากเศรษฐกิจดีเพาะมืออย่างมิ่งขวัญแล้ว และทหารผู้บ้าอำนาจ ก็จะแห้ว “สุดๆ” หรือถ้า ปชป เข้ามาเป็นรัฐบาล พลังประชาธิปไตยฉบับรากหญ้านิยม ก็จะ “แห้วสุดๆ” เหมือนกัน เพราะมาร์คแก กะจะแบ่งปันผลประโยชน์ไปให้ Mega-Project หลายต่อหลายอัน แล้วเงินผันไปรากหญ้า มันจะลดลงแน่นอน

 

สรุปคือประเด็นรองที่อยากให้ท่านนึกถึง “คือมันจะมีแห้วที่ต้องกินกันแน่ๆ” แล้ว การเลือกตั้ง มันจะไม่ประสานชาติอะไรเข้าด้วยกันเลย คือ “ทางสายกลางที่ทุกคนเดินแล้วชนะ” เหมือนในอดีต ที่เขาบอกว่ารัฐบาลมาแล้วไป ไทยเหมือนเดิม “ยุคนั้นมันหมดไปแล้ว” สิ่งที่มาแทนที่ “คือคนไทยต้องแก่งที่จะใจเย็นขึ้นอีกมาก” เหมือนฝรั่ง ที่ต้องรอกันเป็นปีๆ กว่ากระแสมันจะเปลี่ยน จนฝ่ายปรัชญาตัวเอง กลับมาชนะเลือกตั้ง ปัญหาของเราคือ มันมีไอ้ตัวกวน แบบสื่อและลิ้ม มากเหลือเกินในไทย ที่มันจะเอาแต่ใจตัวเอง เห็นตัวเองถูกทุกอย่าง ที่ “คอยเสี้ยม” ให้มันร้อนอยู่เสมอ แต่พอแล้วประเด็นนั้น Unseen Thailand คืออะไรกันแน่

 

Unseen Thailand มันคือว่า มีนักจิตวิทยา ออกมาศึกษา “คนพอถึงเวลาเกษียร” คือแถวๆ 60 ว่ามันแปลก ที่คนที่ทำงานมาทั้งชีวิต งานหนักๆ รับผิดชอบสูงๆ พอถึงวัยเลิกทำงาน แทนที่จะสนุกกับการเล่น Golf หรือ อยู่กับลูกกับหลาน มันดันเกิด Depression หรือการกลุ้มใจ ใหญ่เกิดขึ้น ในคนเกษียร มากมาย แล้วนักจิตวิทยาเขาก็สรุปว่า คนเรานี่หล่ะ มันเหมือนคันธนู ที่การตึกของสายคันธนู มันทำให้เรา “มีชีวิตชีวา”  คือทำงานมันมีทั้งปัญหา ทั้งความสำเร็จ อาจจะเซ็งๆอยู่บ้าง แต่พอเกษียร สายคันธนูมันไม่ตึง ถูกผ่อนคลายออก คนอายุ 60 ถึง ตกลงไปอยู่ในห้วงของ Depression กันมากมาย ส่วนมากต้องหางานทำกันอีกครั้ง เพื่อใช้สมองอีกครั้ง ให้ธนูมันตึง

 

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับไทย ก็ท่านครับ เราคนไทยโชคดีขนาดไหน เกิดมาในช่วงที่ปรัชญาสามอย่าง มันมาปะทุต่อกรกันอย่างยิ่งใหญ่ จนเราทุกคนกลายเป็น “ยักษ์” ทางความคิดทางการกระทำกันไปหมด เคยมีครั้งไหนบ้างที่ “คะแนนเสียงของคนไทย” มันสำคัญเท่ากับหนนี้ “ตอนนี้” เรียกว่าถ้าเป็นสมัยก่อน “จับดาบกันแทบทุกคนแล้ว” ทุกฝ่ายรู้สึกเหมือนเป็นกองทัพของ ฝ่ายมนุษย์ในหนัง Lords of the Ring ที่กำลังต่อกรครั้งสุดท้ายอยู่กับกองทัพอสูร

 

แล้วไงครับ ก็คือว่าหลังจากเลือกตั้ง คันธนูมันจะถูกคลายลงนะสิครับ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับจิตวิทยามวลชน คือตอนนี้มันเป็นทุกข์กันนิดหน่อยเพราะการเมือง แต่ลองไปดูคนประท้วง หรือฟังปราศรัย ดูสิ "มันตื่นไปหมด" แต่ให้ผมเดา หลังเลือกตั้ง ผมว่า มันจะมี Depression ใหญ่ทางจิตใจเกิดขึ้นทั่วประเทศ จากสาเหตุสองสามอย่าง แรกเลยคือมันจะผ่อนคลายไม่ตึง คนจะรู้สึกว่า “การเมืองมันหยุดเป็นประเด็นไปแล้ว” หมดการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ คือ “กลับไปสนใจกับเรื่องของตัวเองเรื่องส่วนตัว” เป็นปัจเจกนิยมเหมือนเดิม แล้วรับรอง อารมณ์นี้มันจะถูกเสริมเข้าไปด้วยความรู้สึก “แพ้” ของคนเป็นสิบล้าน ไม่กลุ่มไหนก็กลุ่มหนึ่งแน่นอน

 

คือง่ายๆ นะครับท่านผู้อ่าน ถ้าท่านติดตามผมมา ผมนี่เขียนแรงๆและอัด คมช และ ปชป มานานมากแล้วนะครับ ตั้งแต่สมัยยังไม่มีใครแทบจะทำเลย หลังเลือกตั้ง ผมจะมีอะไรให้เขียนมากมายนักครับ แล้วถ้า ปชป ชนะ ผมคงจะเซ็งลึกแน่นอน Unseen Thailand ขอจบลงแค่นี้ ด้วยคำถามที่ว่า ท่านคิดว่าอารมณ์ชาติจะเป็นไง ในกรณีมาร์คชนะ ในกรณีสมัครชนะ ในกรณีที่ทหารชักใยได้ต่อไป

ประวัติศาสตร์ของ ยักษ์
 

คนไทยคนไหนไม่ได้เกิดมาเป็นผู้ใหญ่พอที่จะเข้าใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในไทยนั้น น่าเสียดายจริงๆ พวกเราคนที่มีส่วนในการต่อสู้ครั้งนี้ รับรองได้ ผมจะออกมายังไงก็ตาม “ลงประวัติศาสตร์ไปแล้ว ว่าเลื่อนไหวอยู่ในช่วง ที่มันเป็น ยักษ์ ของประวัติศาสตร์ จริงๆ” มันเป็นสามปรัชญา อันยิ่งใหญ่ที่ต่อสู้กัน ชนิดเอาอณาคตของชาติ อีกเป็นสิบๆปี วางไว้เป็นเดิมพัน สามปรัชญานั่นก็คือ ปรัชญาการเมืองของนักการเมืองมืออาชีพ คือพรรคปชป เผด็จการก็ได้ ประชาธิปไตก็ดี ขออย่างเดียว มีส่วนแชร์อำนาจ และก็มีปรัชญาของเผด็จการอำนาจนิยมอำมาตรนิยม แบบคนรวยมาก่อนและรู้ดีที่สุด แบบแรงๆเข้ามาแจม และปรัชญาสุดท้าย คือปรัชญาของประชาธิปไตย รุ่นใหม่คือรากหญ้ามาก่อน ดีหรือเลวถ้ารากหญ้าได้ประโยชน์เป็นรับได้

 

ท่านลองถามตัวเองดูสิว่า ในประวัติศาสตร์ไทย เคยมีช่วงไหน ที่สามปรัชญามันต่อสู้กันรุนแรงขนาดนี้มาก่อน ใครๆก็บอกว่าถ้าจะแน่นอนแล้วว่ามาร์ค ม7 จะเป็นนายกคนต่อไป ก็แสดงว่า นักการเมืองมืออาชีพ จะครองเมือง ถึงส่วนมากจะบอกว่ามาร์ค คงจะอยู่ไม่นาน แต่จริงๆแล้ว มันก็ไม่แน่ แล้วที่บอกกันว่ามาร์คจะทำจนเละไปอีกมาก จริงๆมันก็ไม่แน่นัก พูดง่ายๆ “มืออาชีพ” ขนาดมาร์ค เขาก็รู้ว่า “เดิมพันกันด้วยอะไร” ยิ่งเห็น เผด็จการ ปล่อยโอกาส ตีตื้นปรัชญาอื่น ให้เป็นแทบศูนย์แบบนี้ มาร์คคงจะพร้อมเดินเครื่องจักร ปชป ให้ “หลุดประวัตศาสตร์การแตกแยกและตีกันเอง ของพลพรรคภายในของปชป” แน่นอน แต่แน่นอน แม่ยกและคนรวย คนระดับสูง ทั้งหลาย คงสบายถ้ามาร์คเป็นนายก

 

ม้ารองที่ยอมรับกันคือสมัคร ที่ตีตื้นวันดีคืนดี คือยิ่งถูกตีแรงแค่ไหนจากปชปและคมช กลับแรกขึ้นทุกที ก็เพราะยิ่งตียิ่งไปปลุกคนของอีกฝ่ายขึ้นมา ส่วนไอ้กลางๆที่จะหนีมันไม่มัเหลือแล้ว ทุกวันนี้มันมีแต่ Hardcore และ พวก รอให้ปลุกขึ้นมา เข้าฝ่ายเดิม ก็เท่านั้นเอง แล้วถ้าสมัครชนะ รับรองได้ รากหญ้าและคนจนสบาย รวมถึงคนระดับกลางล่าง ส่วนใครมาเป็นรัฐบาล มันก็เหมือนๆกัน ตรงที่จะต้องต่อกรกับกรอบที่ทหารวางไว้ รับรองงานนี้ “พลิ้วและต่อรองกันสนุก” มีอย่างหรือมาร์ค ถ้าได้เป็นรัฐบาล จะมาลิดรอนพลังที่หนุนตัวเอง ไม่เชื่อคอยดูสิ ถ้าสวสรรหา (แต่งตั้ง) มันออกมาสนับสนุน ปชป แบบสุดเลียปชปและมาร์ค มีอย่างหรือมาร์คจะไป เปลี่ยน รธน พูดง่ายๆ ทหารและป๋า กลับมาเล่นการเมืองแบบชักใยอยู่เบื้องหลัง

 

โอยมันเป็นสงครามอันยิ่งใหญ่จริงๆ  เมืองไทยแตกเป็นสามส่วน แต่ละส่วนมีและมองผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก และมีฐานปชช สนับสนุนกันดิบดี ใช่ครับแน่นอน ทหารและเผด็จการนิยมนั้น มีคนสนับสนุนมากมาย การเมืองอาชีพของปชปก็มากมาย ประชาธิปไตยฉบับประชานิยม ก็มีคนสนับสนุนมากมาย

 

ท่านผู้อ่านคงจะสงสัยว่าประเด็นของผมคืออะไร จะลากเรื่องนี้ไปที่ไหน คือท่านที่อ่านผมประจำ คงจะต้องการให้ผมทำเหมือนเดิม คือพาท่านทัวร์เขาไปในดินแดนที่นักเขียนนักคิดคนอื่นไม่ค่อยไปกัน ก็คือแบบ Unseen Thailand ฉะนั้นผมก็ขอเข้าเรื่องเลยนะครับ แต่ก่อนไป Unseen Thailand เสียดายเรื่องรองๆนะครับ เลยจะขอฝากไว้ให้ท่านผู้อ่าน ถ้ามีเวลา ลองคิดดูสักหน่อย นั่นก็คือว่า มันก็แน่นอนว่าประชาธิปไตย คือเลือกตั้งครั้งนี้ ที่กำลังจะกลับมา มันจะไม่สามารถเชื่อมคนไทยเข้าด้วยกันอีกครั้งอย่างแน่นอน คือถ้าสมัครเป็นนายก ผู้ดีคนรวย นอกจากเศรษฐกิจดีเพาะมืออย่างมิ่งขวัญแล้ว และทหารผู้บ้าอำนาจ ก็จะแห้ว “สุดๆ” หรือถ้า ปชป เข้ามาเป็นรัฐบาล พลังประชาธิปไตยฉบับรากหญ้านิยม ก็จะ “แห้วสุดๆ” เหมือนกัน เพราะมาร์คแก กะจะแบ่งปันผลประโยชน์ไปให้ Mega-Project หลายต่อหลายอัน แล้วเงินผันไปรากหญ้า มันจะลดลงแน่นอน

 

สรุปคือประเด็นรองที่อยากให้ท่านนึกถึง “คือมันจะมีแห้วที่ต้องกินกันแน่ๆ” แล้ว การเลือกตั้ง มันจะไม่ประสานชาติอะไรเข้าด้วยกันเลย คือ “ทางสายกลางที่ทุกคนเดินแล้วชนะ” เหมือนในอดีต ที่เขาบอกว่ารัฐบาลมาแล้วไป ไทยเหมือนเดิม “ยุคนั้นมันหมดไปแล้ว” สิ่งที่มาแทนที่ “คือคนไทยต้องแก่งที่จะใจเย็นขึ้นอีกมาก” เหมือนฝรั่ง ที่ต้องรอกันเป็นปีๆ กว่ากระแสมันจะเปลี่ยน จนฝ่ายปรัชญาตัวเอง กลับมาชนะเลือกตั้ง ปัญหาของเราคือ มันมีไอ้ตัวกวน แบบสื่อและลิ้ม มากเหลือเกินในไทย ที่มันจะเอาแต่ใจตัวเอง เห็นตัวเองถูกทุกอย่าง ที่ “คอยเสี้ยม” ให้มันร้อนอยู่เสมอ แต่พอแล้วประเด็นนั้น Unseen Thailand คืออะไรกันแน่

 

Unseen Thailand มันคือว่า มีนักจิตวิทยา ออกมาศึกษา “คนพอถึงเวลาเกษียร” คือแถวๆ 60 ว่ามันแปลก ที่คนที่ทำงานมาทั้งชีวิต งานหนักๆ รับผิดชอบสูงๆ พอถึงวัยเลิกทำงาน แทนที่จะสนุกกับการเล่น Golf หรือ อยู่กับลูกกับหลาน มันดันเกิด Depression หรือการกลุ้มใจ ใหญ่เกิดขึ้น ในคนเกษียร มากมาย แล้วนักจิตวิทยาเขาก็สรุปว่า คนเรานี่หล่ะ มันเหมือนคันธนู ที่การตึกของสายคันธนู มันทำให้เรา “มีชีวิตชีวา”  คือทำงานมันมีทั้งปัญหา ทั้งความสำเร็จ อาจจะเซ็งๆอยู่บ้าง แต่พอเกษียร สายคันธนูมันไม่ตึง ถูกผ่อนคลายออก คนอายุ 60 ถึง ตกลงไปอยู่ในห้วงของ Depression กันมากมาย ส่วนมากต้องหางานทำกันอีกครั้ง เพื่อใช้สมองอีกครั้ง ให้ธนูมันตึง

 

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับไทย ก็ท่านครับ เราคนไทยโชคดีขนาดไหน เกิดมาในช่วงที่ปรัชญาสามอย่าง มันมาปะทุต่อกรกันอย่างยิ่งใหญ่ จนเราทุกคนกลายเป็น “ยักษ์” ทางความคิดทางการกระทำกันไปหมด เคยมีครั้งไหนบ้างที่ “คะแนนเสียงของคนไทย” มันสำคัญเท่ากับหนนี้ “ตอนนี้” เรียกว่าถ้าเป็นสมัยก่อน “จับดาบกันแทบทุกคนแล้ว” ทุกฝ่ายรู้สึกเหมือนเป็นกองทัพของ ฝ่ายมนุษย์ในหนัง Lords of the Ring ที่กำลังต่อกรครั้งสุดท้ายอยู่กับกองทัพอสูร

 

แล้วไงครับ ก็คือว่าหลังจากเลือกตั้ง คันธนูมันจะถูกคลายลงนะสิครับ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับจิตวิทยามวลชน คือตอนนี้มันเป็นทุกข์กันนิดหน่อยเพราะการเมือง แต่ลองไปดูคนประท้วง หรือฟังปราศรัย ดูสิ "มันตื่นไปหมด" แต่ให้ผมเดา หลังเลือกตั้ง ผมว่า มันจะมี Depression ใหญ่ทางจิตใจเกิดขึ้นทั่วประเทศ จากสาเหตุสองสามอย่าง แรกเลยคือมันจะผ่อนคลายไม่ตึง คนจะรู้สึกว่า “การเมืองมันหยุดเป็นประเด็นไปแล้ว” หมดการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ คือ “กลับไปสนใจกับเรื่องของตัวเองเรื่องส่วนตัว” เป็นปัจเจกนิยมเหมือนเดิม แล้วรับรอง อารมณ์นี้มันจะถูกเสริมเข้าไปด้วยความรู้สึก “แพ้” ของคนเป็นสิบล้าน ไม่กลุ่มไหนก็กลุ่มหนึ่งแน่นอน

 

คือง่ายๆ นะครับท่านผู้อ่าน ถ้าท่านติดตามผมมา ผมนี่เขียนแรงๆและอัด คมช และ ปชป มานานมากแล้วนะครับ ตั้งแต่สมัยยังไม่มีใครแทบจะทำเลย หลังเลือกตั้ง ผมจะมีอะไรให้เขียนมากมายนักครับ แล้วถ้า ปชป ชนะ ผมคงจะเซ็งลึกแน่นอน Unseen Thailand ขอจบลงแค่นี้ ด้วยคำถามที่ว่า ท่านคิดว่าอารมณ์ชาติจะเป็นไง ในกรณีมาร์คชนะ ในกรณีสมัครชนะ ในกรณีที่ทหารชักใยได้ต่อไป

หนึ่งปี รัฐประหาร “การข่าวและการกรองข่าว ของชาติ ต้องดีกว่านี้”

 

หนึ่งปี รัฐประหาร “การข่าวและการกรองข่าว ของชาติ ต้องดีกว่านี้”

 

โรค ต้มยำกุ้ง ระบาดอีกแล้ว

ไม่ค่อยอยากจะด่าทหารมากมายนัก เหมือนทุกคนที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ สาเหตุก็เพราะมองๆดูแล้ว คนไทยบ้ากันไปหมด สองสามปีที่ผ่านมา และมันก็มีจุดเริ่มต้นมาจากจุดเดียว ที่เล็กๆ คือ ทักษิณทะเลาะกับเพื่อน ไม่ยอมช่วยเพื่อนเรื่องหนี้ และโกรธกันไป และมันก็ซวยจริงๆ ที่เพื่อนทักษิณเป็น Master Propaganda และ Master Black Operations ที่มีสื่อในมือ เป็น Multi-Media จากน้ำผึ้งหยดเล็กๆ เหมือน Tom Yom Koong Descease ไม่มีผิด ที่ มันลามปามไปทั่วโลก หนนี้มันก็ลามปามไปทั่วไทย

 

ทหารอ่อนปัญญา และ กิเลสหนา

จะไม่ลงในลายละเอียดมากนัก ว่า สนธิและพันธมาร ผิดอะไรกันบ้าง แต่จะเขียนในภาพใหญ่ดีกว่า และภาพแรกคือ ทหาร ปัญญาอ่อนไปหน่อย และวิเคราะห์ผิดไปมาก ที่ไปฟังพันธมาร จนสติแตกวิ่งออกจากกรมกองออกมา “แล้วตะโกนไปทั่วว่าชาติกำลังย่อยยับ ถึงเวลาฉันจัดการ” จริงๆแล้ว ถ้าฟังข่าวกรองเขาสักหน่อย ชาตินะไม่มีปัญหาอะไรมาก ที่มีปัญหามาก นะคือทักษิณ แต่พอเอาความปัญญาอ่อนของตัวเอง มาบวกกับกิเลส ที่ต้องการให้ไทยเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็เป็นสูตรสำเร็จ สำหรับรัฐประหาร ปัญหานะคือ เหมือนเดิม “คือฟังข่าวกรองน้อยไป คือฟัง “อีโก้ของตัวเอง” บอกว่าอำนาจมันจัดการได้หมด ทำให้คนรักประชาธิปไตยหันมารักอำนาจนิยมได้ เลยไม่ฟัง “ข่าวกรองที่บอกว่าเอา เสรีภาพ อยู่ยาก”

 

ทหารยังหลอกตัวเอง

แล้วสติกลับมาอยู่กับตัวหรือยัง มันก็พูดยาก วันนี้ บางกอกโพสไปคุยกับพี่อนุพงมา ผมก็กะจะซื้อมาอ่านแล้ว แต่พอเห็นตัวดำๆคำโตในกรอบว่า พี่อนุพงแกบอกว่า “ผมจะไม่ใช้ไม้อ่อนกับทักษิณ ถึงจะเป็นเพื่อนกัน และผมจะไม่เล่นการเมือง นำทหารเข้ากองกรม” จากที่จะซื้อมาอ่าน ตกลงผมส่ายหัว ไม่ซื้อหมดความสนใจ “คือถ้าจะไม่เล่นการเมือง มาสนใจอะไรกับทักษิณ ถึงขนาดเลือกไม้กัน ว่าจะอ่อนแข็งขนาดไหน” และตรงนี้ก็คือจุดบอกที่สองของไทย คือประชาชนคนไทย “อ่านข่าวและกรองข่าวน้อยไป” จนถูกสื่อชักจูง

 

สื่อวิ่งตามก้นกันเป็นส่วนมาก

และสิ่งนี้อันตรายต่อการพัฒนา อย่าว่าแต่ประชาธิปไตย ที่ไม่ง่ายเลย เอาแค่พัฒนาคนให้ฟังและคิดเสียก่อนเถิดดีไหม เพราะถ้าคนมันคิดไม่เป็นกรองข่าวไม่เป็น ถึงจะเอาธรรมระดับสูงอย่างประชาธิปไตย กรอกหูเช้าสายบ่ายเย็น เช้าขึ้นมาไม่รู้อีกแล้วแน่นอน ที่มันอันตรายก็เพราะสื่อไทยนั้น 80-90% ไปทางเดียวกันตลอดเวลา คือมันไม่มี Check and Balance ในอุตสาหกรรมสื่อไทย แล้วช่วงนั้น สนธิ ลิ้มทองกุล เขามีอิธิพลมาก แทบทุกสื่อตามเขา แล้วพอเรามานึกกัน ว่า คนทั่วๆไป ตามสื่อไม่ทันและเชื่อสื่อ “คือกรองข่าว” ไม่เก่ง มันก็เลยกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้ ไม่เชื่อลองนึกไปถึงไม่กี่วันมานี้ ผู้จัดการลงว่าทักษิณ มีบัญชีในสวิส อีกวันแทบทุกสื่อออกมาแบบนั้น คือมีแน่นอน แล้วพอกลายเป็น รอยเตอร์แปลผิดมา มีใครออกมาขอโทษ บ้าง ไม่มี เรื่องหายไป เปรียบเสมือนยังไม่ตาย ในผู้อ่าน เพียงแต่ยังไม่มีอะไรใหม่ สรุปตรงนี้ คือ ปชช “ต่อสู้กับอำนาจของสื่อ” ไม่ได้เลย

 

ก็สามจุดแล้วนะ “การข่าวและกรองข่าว” ของ ทหาร สื่อ และ ประชาชน ต้องดีขึ้น นี่โชคดีนะ ที่สื่อต่างประเทศ และพวก สื่ออิสระใน อินเตอร์เนต เขาถ่วงดุล สื่อไทยอยู่ แล้วช่วงหลังนี้ก็มีไทยรัฐ แต่ถ้าไม่มีหละก็ พันธมาร อาจจะเอาคนออกมาเป็นหมื่นเพื่อเหยียบ บัง เรื่อง สพรั่ง ไปแล้ว แต่นี่มันปลุกไม่ขึ้น เพราะสื่ออื่นเขาไม่เอาด้วย ลองคิดดูสิว่าถ้าสื่อเป็นแบบนี้ คือตรวจสอบ กันเอง ตลอดเวลา

 

นักวิชาการ ทั้งวิชาพื้นฐาน

แล้วถ้าจะให้ผมกล่าวถึงต่อ ก็คงจะเป็น “การกรองข่าวและการข่าว” ของนักวิชาการและอาจารย์ ช่วงพันธมารแบ่งบาน มันเหลืออยู่จุดเดียวจริงๆในไทย ที่ไม่ไปตามกระแส นั่นก็คือในพันทิพย์ กระดานราชดำเนิน และสื่ออินเตอร์เน็ตหยิบมือเดียว แต่นักวิชาการ แทนที่จะถามว่า การที่แทบทุกคนคิดไปทางหนึ่ง มันอันตรายหรือไม่ และเป็นสติและปัญญา หรือมันเป็นอารมณ์และความคลั่ง อาจารย์และนักวิชาการส่วนมาก กลับ เข้าไปร่วมกับกระแสหลัก จนอาจราย์ มธ และ จุฬา สนับสนุนการรัฐประหารกัน ให้ได้อับอายไปทั่วแวดวงวิชาการโลก และยังดื้อรั้นมาถึงทุกวันนี้ นี่แสดงว่าใน “การข่าวและกรองข่าว” แย่มาก คือ “ไม่มีไม่ใช้เลย” หายไปไหน พื้นฐานของการทำวิจัย ที่บอกว่าให้หาข้อมูลมาให้ครบทุกด้าน และแยกแยะว่าอะไรคือ ข้อมูล และ อะไร มันคือ ความเชื่อ ข่าวลือ แย่จริงๆ วันนี้ก็ยังรั้น ดูธีรยุทธบุญมี บอก คมช สอบผ่าน โน่นไปถามคน แก่และผู้หญิง ที่ถูกตำรวจกระทืบจนเลือดอาบตัว หน้าบ้านป๋า ว่าคิดยังไงกับธีรยุทธ

 

เสียสติไปกับกระแสสังคม

กับ ทหาร ปชช และ สื่อ นี่ผมเข้าใจได้ง่ายว่าทำไม ไม่กรองข่าวและการข่าวไม่ดี แต่ระดับ อาจารย์ จุฬาและ มธ และ นักวิชาการ แบบ ทีดีอาร์ไอ แทนที่จะเลือกให้สติแก่สังคม กลับออกมาปลุกกระแสอารมณ์ เช้าข้างพันธมารกันไปเกือบหมกตะกล้า โอยมันน่ากลัวจริงๆอนาคตไทย แล้วมันเหลือใครอีกหล่ะ นอกจากนักธุรกิจ ข้าราชการ และ สังคม แต่การข่าวของคนพวกนี้ และการกรองข่าว มันก็ถูกกลบหมด ไร้น้ำหนักไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง เป็นการข่าวการกรองข่าวแบบ เครือข่ายหรือ Social and Business Network ระดับนี้ นั่งเออออกัน อะไรก็ได้ ขอให้ธุรกิจมันดี แล้ว ปาร์ตี้กันสนุก กลุ่มนี้เขากรองอะไรกันหละ สนอยู่อย่างเดียว “หุ้นการเมือง ไม่ก็บาทการเมือง ไม่ก็ดอกเบี้ยการเมือง” แล้วใครจะไปพึ่งได้

 

ปัจเจกชนก็มีจุดอ่อน

สุดท้ายก็ต้องขอว่า “คนกลุ่มที่ใกล้กับผม” นั่นก็คือ ปัจเจกชนในโลกของอินเตอร์เนต คือเก่งกันจังที่จะทำสงครามข่าวกับ คมช แต่พอมันถึงเวลา วางมือจากคอม แล้วจับเป้สนาม ไปสนามหลวง แทบจะไม่มีเลย ยิ่งด่า คมช กับ พันธมาร สนุกมากขึ้นแค่ไหน ในห้องราชดำเนิน คนออกไปประท้วงจริงๆ น้อยลงไปเป็นสัดส่วน แต่ก็ต้องยอมรับว่าถ้าเรื่องมีข้อมูลและข่าวสารและการกรองหละก็ ห้องราชดำเนินนั้น เป็นตัวอย่างที่ คนทั้งชาติน่าจะเอามาเป็นตัวอย่าง ในการพัฒนาการเรียนรู้ เรื่องการข่าว

 

การข่าวพรรคการเมือง เอาชนะมากไป

สั้นๆ คือพรรคการเมือง เขากรองและดูข่าวมันหมดนะ ปัญหามันคือ แข่งขันกันมากไปหน่อย ที่แย่งกันก็พื้นที่ “กลางๆ” ที่ยังเหลือ แล้วก็เล่นละครให้แฟนตัวเองดู แต่ส่วนมาก มันจะการข่าวและกรองข่าวสำหรับแฟนที่มีอยู่แล้ว แต่ถ้เบนเข็มมาที่ Blue Ocean หรือ พวกกลางๆ ตลาดใหม่ แล้วลองศึกษาดูสิว่าจริงๆ สื่อให้เข้าถึงเขา “อย่างไรดี” รับรอง ต้นต่อของข่าว “ลวงc]tข่าวโกหก”  ในประเทศไทย จะหายไปมาก และจะมีความรับผิดชอบมากขึ้นทันที ทุกคน” เพราะแบบ ออกมาบอกว่ามีใบเสร็จ ทักษิณโอนเงินหมื่นล้านมาให้ พปช นะ คนกลางๆเขางงกัน ว่านี่มันคนบ้าพูดแน่นอน ส่วนแฟนตัวเอง ชอบแน่ รวมถึงศัตรู ทักษิณ แต่มันเข้าไม้ถึง Blue Ocean หลอก

 

สื่อรัฐไม่ให้ปัญญาสังคม

สุดท้ายขอนิดเดียวเกี่ยวกับการข่าวของสื่อรัฐและสื่อทหาร “ไม่เอาไหนเลย” คือบทสรุป “ไม่ได้เติมอะไรให้เต็มร้อยขึ้นมาเลย”  ไม่ได้ ทำให้อะไรกระจ่างขึ้นเลย ไปตรงกันข้ามเลย แทนให้ความรู้สังคม กลับสุมหมอกควันมาปกคลุม ให้สมองและตามันมัวอยู่ตลอดเวลา อย่าให้ด่าเลยนะ แต่อ่านข่าวทางอินเตอร์เนต ห้านาที ได้มากกว่าดูข่าวทีวีรัฐ “ทั้งวัน” แย่เอามากๆเลย ยิ่งเอารายการผลิตโดย คมช มาออก แล้วเรียกว่า “ข่าว” แล้วยังขอบคุณเขาอีก ที่เอามาให้ออก “เวรกรรมจริงๆ”

 

สรุป

ลองคิดดูสิ นักวิชาการ กรองข่าวดีๆ แยกแยะอะไรจริงอะไรข่าวลือ นักข่าว กรองข่าว และ ตรวจสอบกันและกัน ไม่ตกเป็นเครื่องมือง่ายๆ ทหาร กรองข่าวดีๆว่าอำนาจมีพลังขนาดไหนจริงๆ จะไม่มองตัวเองว่า เข็นได้หมดทุกอย่าง นักธุรกิจ สังคม ข้าราชการ เอาจริงกับข่าวที่ไกลตัวมากขึ้น ไม่ใช่แค่วงตัวเอง และสุดท้าย ปชช กรองข่าว ก็จะถูกนำจมูกไม่ได้ง่ายๆอีก

 

ส่วนปัจเจกชนของห้องราชดำเนิน ก็ขอเชิญชวนออกมาประท้วงบ่อบขึ้น แบบผมนะ พยายามไปตลอด ถึงใจจริงๆแล้ว มันอยากนั่งอ่าน ไทย อี นิวส์ ไม่ ก็ ไฮ ทักษิณ ไม่ก็มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มากกว่าขนาดไหนก็ตาม

 

นักข่าวเก่าอย่างผม นั่งอ่านข่าวไทยและข่าวทั่วโลกทุกวัน และไม่ค่อยมีจุดยืนและอคติกับอะไร นอกจากเป็นนักประชาธิปไตย ก็ทำให้เห็นอะไรอะไรได้ กว่างไกลขึ้นมาก และสิ่งที่เห็น “ชัด” มากๆสิ่งหนึ่ง คือสงคราสะสมอาวุธ รอบใหม่ ได้เกิดขึ้นแล้วบนโลก

 

เริ่มสะสมอาวุธกันแล้ว

ในเอเชีย รอบนี้มันเริ่มที่เกาหลีเหนือ ด้วยการยิงจรวดระยะไกล จน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และ สหรัฐ ต้องรีบซื้อเอา ระบบจรวดทำลายจรวด มาติดตั้ง แต่ก็ไปกระทบเอาจีนเข้า จีนก็เลยหาเครื่องบินรบ “แบบทันสมัยที่สุด” มาใช้ ตามติดมาเลยคือญี่ปุ่น คือขอซื้อเครื่องบิน “ทันสมัยที่สุดของสหรัฐ” ชนิด “ล่องหน” นักวิเคราะห์ทางทหารบอก “ญี่ปุ่นกำลังตื่นจากการ จำกัด ตัวเองทางหทหาร อยู่ในกรอบแคบๆ” และกำลังหันมา “มองโลกอีกครั้ง” ส่วนสหรัฐ แรงที่สุดอยู่แล้ว ด้วยงบการทหาร สามสี่ เท่าของจีน แต่ “ก็แกว่งเท้าหาเสี้ยน” ตลอดเวลา ดันไปฝึกทหารเรือกับอินเดีย ออสเตรเลีย แล้ว กำลังจะกลายพันธ์มาเป็น สนธิสัญญาทางทหารเรื่อระหว่างกัน ก็เลยไปปลุก เอาจีนขึ้นมาทางทหารเรือ ล่าสุกคือจีนจะสร้างเรือบรรทุกเครื่องบิน ระดับของสหรัฐ สองลำ เป้าหมายคือเป็นมหาอำนาจทางทะเล แข่งกับสหรัฐ  เรือดำน้ำจีนสร้างเอง รุ่นใหม่ๆ กำลังมาแรงสุดๆ ยิงจรวดจากใต้น้ำเลย เงียบด้วย ทำเอาสหรัฐ  “งง”  สหรัฐเก็งว่าขโมย “เทคโน” มาจากสหรัฐ  หน่วยข่าวกรองสหรัฐ ตั้ง “โต๊ะปราบการโจรกรรมจีน” ขึ้นมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง ส่วนไต้หวัน ระแวงระวังตลอดเวลา ตื่นจากหลับทันที วิ่งไปขอซื้ออาวุธจากสหรัฐ เป็นแสนๆล้าน

 

ในที่สุดก็ลามมา ASEAN ด้วยการประกาศของมาเลเซีย ที่จะซื้อเครื่องบินรบ “ทันสมัยที่สุด” มาเป็นฝูงๆ ส่วนไทย ศึกษาปลดระวาง F-5 ที่เก่าแก่กันอยู่ คาดว่าจะซื้ออะไรที่ต่อสู้กับของมาเล ในเร็วๆนี้ ทางพื้นดิน ไทยลงทุนซื้อรถยานเกราะรอบใหม่ โปร่งใสขนาดไหนไม่มีใครทราบ และ ของ “ดีหรือเลว” จริง ถกเถียงกันแหลก ก็เพราะงบมันประมาณ ห้าพันล้าน ทำเอามาเลเซียคิดหนัก เพราะรถเกราะพวกนี้ ลงใกล้มาเลหมด ส่วนสิงค์โปร์ สะสมอาวุธ “สุดไฮเทค” อย่างต่อเนื่อง

 

ในตะวันออกกลาง ร้องแรงพอๆกัน อิหร่านและรัซเซีย เตรียมตกลงซื้อขายอาวุธ ประเดิมด้วยเครื่องบินรบ หลังอังกฤษออกมาบอกว่า อาจจะต้องบอนเข้าไป ถล่มโรงงานนิวเครียร์ของอิหร่าน รัซเซียเอง กลายเป็นมหาอำนาจขั้นสอง พูดชัดเจนที่สุดสองอาทิตย์ที่แล้ว “วางเป้าหมายกลับไปเทียบเท่าสหรัฐอีกครั้ง” อาวุธจีนและเกาหลีเหนือ เข้าอิหร่านอย่างเงียบๆ และเมกาไม่มีท่าทีถอนตัวจากอิรักในปีสองปีข้างหน้า ทำเอาซาอุ ต้องปรับปรุงนโยบายความมั่นคงใหม่ ก็เลยมีแผนซื้ออาวุธจากสหรัฐ สี่แสนล้านบาท ในโครงการพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดของซาอุ ตั้งแต่ซัดดามบุกคูเวต ทั้งอียิปต์ ทั้งอิสราเอล ทั้ง ปากีสถาน ได้รับงบสนับสนุนซื้ออาวุธจากสหรัฐ “เป็นกอบเป็นกำ”

 

ไทยก็เริ่มสะสมเหมือนกัน

มาตอนนี้ ไทยเริ่มมองเครื่องบินรบ รถยานเกราะ อาวุธประจำกาย อีกรอบ สำหรับนักประชาธิปไตยไทย คงได้แต่นั่งมองตาปรับๆ มันเป็นเรื่องเดิมๆของ Pork and Barrel Politics ที่สลับไปมาระหว่าง การเมืองเรื่องอาหารหรือความอยู่ดีกินดีของประชาชน และการเมืองเรื่อง “กระบอกปืน” หรือความมั่นคง และแน่นอนในไทย เผด็จการกำลัง “ชู” เรื่องความมั่นคง ปัญหามันคือ “จังหวะของ Barrel Politics” ในไทย มันมาประจวบเหมาะ หรือเกิดขึ้น ตอน สงครามสะสมอาวุธ กำลังเกิดขึ้น “ทั่วเอเชีย”

 

คำพูดที่ว่า “สะสมไปสู้กับใคร” ชักจะตกขอบ “ความจริง” ที่ว่า ไทยนั้น หลังย่อยยับทางเศรษฐกิจมา มันเป็นเวลาประมาณ สิบห้าปีแล้ว ที่ไทยซื้ออาวุธใหม่ๆมาใช้ แน่นอนการเสริมเขี้ยวเล็บ “เล็กๆน้อยๆมาตลอด” แต่ว่าซื้อเพื่อให้ทันการพัฒนาของประเทศอื่นใน ASEAN ไม่ได้เกิดขึ้น นานมากแล้ว ในแวดวงประวัตศาสตร์ทางทหารของไทยแล้ว ครั้งสุดท้ายที่ไทยต้อง ตกอยู่ในสภาพ “ไม่พร้อมรบ” ก็ตอนเวียดนามบุกกำพูชามาประกบชาดแดนไทย และก่อนหน้านั้น คือตอนสหรัฐแพ้สงครามในเวียดนามแล้วถอนตัวออก ครั้งแรกที่เกิดขึ้น ข้าศึกใหญ่คือ พรรคคอมแห่งประเทศไทย และทหารไทยต้องเบิกเงิน “โดยตรงมาจากเงินกองทุนสำรอง จากธนาคารชาติ” US$1.5 Billion แล้วซื้อรถถังเล็ก กะจะต้องเอามาใช้ปราบ คอมในไทย ที่ลุกฮือ จุดเล็กๆทั่วไทย ครั้งที่สอง ไทยต้องวิ่งไปซื้อรถถังมาจากจีน กะเอามา ทำสงคราม “รถถังประจัญบาน” กับเวียดนาม ในภาคอีสาน ครั้งนั้นใช้เงินไปไม่มากนัก แต่ตั้งกองพันยานเพราะระดับ NATO ขั้นมาได้หลายกองพัน

 

ไทยใจเย็นมาก กับภัย “การก่อการร้าย”

สำหรับไทยตอนนี้แล้ว ภัยด้าน “ความมั่นคง” ที่ใหญ่ที่สุด ในแง่มุมมองทหาร นอกจากอำนาจเก่าและทักษิณ แต่ทางทหารจริงๆ ดูเหมือนจะเป็น “ภัยก่อการร้าย” และ “ภัยเสียดินแดน” แต่ว่าการปรับตัวใหญ่ ระดับ ใช้เงินมากๆทุ่มลงไปให้พร้อมรับมือ แบบในสองครั้งนั้น ที่กล่าวไปแล้ว ที่ทำอย่าง “รีบเร่ง” กลับไม่มี ดูเหมือนว่า ทหาร จะมองเหมือน นักประชาธิปไตย ซื่อผมก็นับตัวเองว่าอยู่ในกลุ่มนี้ คือมองกันว่า “การพัฒนาควบคู่ไปกับการปราบปรามและป้องกัน” คงจะแก้ไขปัญหาได้ในที่สุด ฉะนั้น ไม่มีสาเหตุมากนักที่จะต้องออกไปสะสมอาวุธ “มากๆกันอีกรอบ แบบเร็วๆ” ผมก็มองแบบนี้ เพียงแต่ว่าจากการศึกษาเรื่องภัยก่อการร้าย มานานและลึกพอสมควร น่าจะสรุปได้ว่า กับภัยก่อการร้ายแล้ว:

 

“ทหารไทยกำลังตั้งอยู่ในความประมาท” ผมสรุปเอาแบบนี้ จากสองสิ่ง