ที่มา เวบไซต์ http://www.hi-thaksin.org/
โดย 380 องศา
1 กรกฎาคม 2550
ในที่สุดสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา(USTR) ก็ประกาศตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (Generalised System of Preferences : GSP) สำหรับสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐภายใต้สิทธิพิเศษ GSP จำนวน 3 รายการ ประกอบด้วย เครื่องประดับที่ทำด้วยทอง, เม็ดพลาสติกโพลีเอสทีลีน และเครื่องรับโทรทัศน์สีจอแบน
นอกจากนี้ ยังคืนสิทธิ GSP สินค้าไทย 9 รายการ จากกรณีที่ไทยขอต่ออายุ GDP ออกไปแม้ว่าจะส่งออกเกินเพดานสูงสุดที่สหรัฐกำหนด ได้แก่ ยางเรเดียล, เครื่องรับโทรทัศน์สีแบบ High Definition, มะละกอแปรรูป, ผลไม้และลูกนัทแช่อิ่ม,มะละกอตากแห้ง, ทุเรียนสด, มะขามตากแห้ง, กากน้ำมันมะพร้าว และหนังกระบือดิบ
โดยการประกาศโครงการสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(GSP) รอบใหม่อย่างเป็นทางการ โดยตัด GSP ของสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไป
การตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร ครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบให้ไทยสูญเสียมูลค่าการส่งออกรวมกว่า 982 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 33,388 ล้านบาท จากต้นทุนภาษีนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น สำหรับเครื่องประดับที่ทำด้วยทองจะถูกเก็บภาษีนำเข้า 5.5%, เม็ดพลาสติกโพลีเอสทีลีน 6.5% และเครื่องรับโทรทัศน์สีจอแบน 3.9%
แม้สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา จะอธิบายเหตุผลอย่างนุ่มมวล ในการตัด GSP ว่าเป็นเพราะสินค้าไทยมีความสามารถในการแข่งขัน โดยสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังสหรัฐฯ ได้เกินกว่าเพดานสูงสุดที่กำหนดไว้ที่ 125 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยในปี 49 เครื่องประดับที่ทำด้วยทอง ส่งออกไปสหรัฐฯ มากถึง 700 ล้านเหรียญสหรัฐ, เม็ดพลาสติกโพลีเอทีลีน 134 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเครื่องรับโทรทัศน์สีจอแบน ส่งออกได้มากถึง148 ล้านเหรียญสหรัฐ
แต่เบื้องลึกและเบื้องหลัง การตัด GSP ครั้งนี้ นักธุรกิจในแวดวงอุตสาหกรรมการส่งออก ต่างรู้ดีกว่า มาจากความรั้นของคนแก่หัวดื้อ (เท่านั้นไม่พอยังหัวล้านอีกต่างหาก) ที่ชื่อนายแพทย์ มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณะสุข สุนัขรับใช้เผด็จการ เลียนแบบกลุ่มทหารที่ก่อกบฏ ฉีกรัฐกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ไม่ยอมยึดมั่นตามกฎกติกา การค้าโลก แสดงพฤติกรรมอันธพาล ประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาของสหรัฐฯ (Compulsory Licensing : CL) หลังจากไม่สามารถเจรจาขอต่อรองราคายาต้านไวรัสเอดส์ กับผู้ผลิตยาชื่อดังในสหรัฐ 3 ราย คือ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท แอ๊บบอต แลบอราตอรีส จำกัด และบริษัท ซาโนฟี อเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด อันเป็นสาเหตุหลัก ทำให้ สหรัฐใช้มาตรการตอบโต้ ด้วยการประกาศเลื่อนสถานะไทยขึ้นสู่บัญชีประเทศ ที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List : PWL) เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา และนำไปสู่การตัด GSP ในท้ายที่สุด
เพราะนายแพทย์ มงคล ณ สงขลา กำลังทะนงตน ว่าท่าทีที่แข็งกร้าว ในการเดินหน้าประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา โดยมองในมิติเรื่องมนุษยธรรม เพื่อให้ผู้ป่วยโรคเอดส์ สามารถเข้าถึงยาต้านไวรัสเอดส์ ได้อย่างทั่วถึง ทำให้มีภาพเป็นพระเอกในสายตา กลุ่มเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย มูลนิธิเข้าถึงเอดส์และเครือข่ายคนทำงานเอดส์
การเป็นพระเอกในสายตาผู้ติดเชื้อไวรัส เอชไอวี จนถูกนานาชาติจับชูเป็นหุ่นเชิด ยกเก้าอี้ประธานกรรมการบริหารขององค์การเอดส์แห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอดส์ (UNAIDS) ในฐานะผู้นำที่กล้าต่อกรกับสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 1 ปี
แต่สิ่งที่นายแพทย์ มงคล ณ สงขลา มองข้ามไปคือ มุมมองในมิติเรื่อง การปฏิบัติตามกติกาขององค์การการค้าโลก
เพราะนายแพทย์ มงคล ณ สงขลา ได้แสดงพฤติกรรมอันเป็นลักษณะของอันธพาล หลังจากเจรจาต่อรองราคายาต้านไวรัสเอดส์ไม่สำเร็จ ก็เลยละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา ซึ่งขัดกับหลักการค้าสากล และทั่วโลกไม่ยอมรับ ยิ่งมีภาพเป็นรัฐบาลเผด็จการทหารด้วยแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่
นายแพทย์มงคล ณ สงขลา อาจเป็นพระเอกในสายตาผู้ติดเชื้อไวรัส เอช ไอ วี
แต่ตอนนี้ นายแพทย์ มงคล ณ สงขลา กำลังเป็นผู้ร้ายในสายตาของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการส่งออก
ผมจึงไม่รู้สึกแปลกใจที่สหรัฐ ประกาศตัดสิทธิสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร สำหรับสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ ซึ่งนับว่ายังโชคดีด้วยซ้ำ ที่สหรัฐตัด GSP สินค้าส่งออกแค่ 3 รายการเท่านั้น
แต่ผมมีคำถามข้อหนึ่งที่อยากจะฝากถึง นายแพทย์ มงคล ณ สงขลา ว่า นั่งเก้าอี้ประธานกรรมการบริหารยูเอ็นเอดส์ แล้วรู้สึกอย่างไร คุ้มไหมครับที่ต้องแลกด้วยเงินประมาณ 33,388 ล้านบาท จากการถูกตัดสิทธิ GSP
ถ้าจะบอกว่าเรื่องนี้ ถือเป็นบทเรียนราคาแพง คงไม่ถูกต้องนัก
ถ้าจะให้ถูกจริงๆ ต้องบอกว่า เป็นเก้าอี้ที่แสนแพงต่างหาก