Thai Love Justice Association

"เวบสำหรับคนรักความยุติธรรมทั่วไทย" โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ

ว่างงานมันยืนอยู่ที่ 1% มาเป็นสิบปีแล้ว

โอยผมรักไอ้เพื่อนคนนี้จริงๆ ถึงมันจะเป็นลูกหม้อสนธิ ลิ้ม แต่วันนี้ยอมเข้าเน็ตเว็บธนาคารโลก แล้วไปขุดเอาตัวเลขคนว่างงาน 20 ปีที่ผ่านมา ส่งไปให้มันดู เพราะมันบอกว่า ตัวเลขคนว่างงานไทย ยืนอยู่ที่ 1% มาเป็นสิบปีแล้ว สรุปคือ ทักษิณไม่ได้ช่วยอะไรเศรษฐกิจไทย หรือคนไทยเลย เอาสั้นๆก็แล้วกันนะครับเพื่อนรัก และท่านผู้อ่าน ก่อนทักษิณเข้ามา มันเฉลี่ยอยู่ที่ 4% สมัยทักษิณ มันตกลงมาที่ 2% สมัย คมช มันสั้นไปเพราะ Momentum หรือแรงเหวี่ยงสมัยทักษิณ มันยังกระทบอยู่ แต่ปีกว่า มันขึ้นจาก 1.2% เดือนแรกๆ มา 1.6% ปีนี้ ถ้าเรื่องมันจบอยู่ตรงนี้ก็ดีสิครับท่านผู้อ่าน แต่ผมขอเตือนว่า ถ้าท่านผู้อ่าน อ่านเรื่องนี้ต่อไป ท่านต้องถอดหมวก อะไรก็ได้ที่ท่านชอบและรักจะใส่ มาใส่หมวกใหม่ คือหมวกแห่งความเจนโลก ไม่ใช่เจนธรรม

 

เพราะปัญหาของเพื่อนรักผม คือเขาใส่หมวกของธรรม มาคุยกับผมทั้งคืน จนมันหลุดโลกของความจริงไปมาก หรือ หลุดเจนโลกนั่นเอง “แล้วความจริงคืออะไรว่ะวุฒิ” เพื่อนรักถามผม หลังผมอัดเขากลับไปว่า ตุลาการภิวัต คือศาลที่มองว่าอะไรดีสำหรับประเทศ แล้วจึงสรุปออกมาว่านั่นคือสิ่งที่เป็นจริงสิ่งที่เป็นธรรม แต่ในความจริงแล้ว สิ่งที่ตุลาการภิวัตตัดสินออกมา นั่นไม่ใช่ความจริงหรือธรรมที่เที่ยง” ก่อนผมตอบเพื่อนรัก และเชิญท่านผู้อ่านเข้าโลกของ “คนเจนโลก” ผมจะขอเล่าให้ท่านฟังเรื่องไนกี่สักหน่อย คือเขากำลังถอนตัวออกจากอินโด ประกาศปิดโรงงานสามแห่ง จะโยกคำสั่งมาไทย ก็ถึงกับบอกโรงงานไทย ให้ลงทุนขยายตัวเพราะกำลังจะมาไทยมากขึ้น แต่พอปิด เจอโลกของความจริงเข้าไปเต็มๆ คือ Lobby กันอย่างสุดๆในอินโด สรุปคือไม่ปิดและโยกคำสั่งจากไทยไปอินโดแทน  ประธานบริษัทพี่ชายผมคนหนึ่ง บอกผมตรงๆ “วุฒิ ถ้าตัวเล่นในธุรกิจนี้ ทำอะไรผิดแม้แต่ก้าวเดียว คือทำอะไรบ้าๆขึ้นมา อุตสาหกรรมนี้จะ Collapse หรือพังลงทั้งอุตสาหกรรม แล้วคนงาน 40,000 จะตกงาน” เอาหล่ะ ล่าสุด ผู้จัดการแผนกผลิตสินค่า ของไนกี่ ถูกจับในสนามบันสหรัฐ เพราะในกระเป๋าเดินทาง มีแต่เงินสดและเช็ค จากการรับเงินใต้โต๋ะ ประมาณ 80 ล้านบาท สรุปคือ ก็ไม่ต้องบอกนะครับ ว่าอินโด เขาโยกไทยไปอินโดเพราะอะไร

 

ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ “เพื่อนรัก ถามจริงๆเถอะ ระหว่างคนตกงาน 40,000 คน กับ BOIไทย ซื้อ Rolex ฝังเพชรให้ผู้จัดการแผนกจัดซื้อ สักสิบเรือน ให้ไนกี่มันทำตามแผนเดิม คือมาไทย สรุปคือ อย่าไปเป็นคนดีอะไรมันมากมายนัก แต่เล่นเกมสกปรกนั้นไป ระหว่งคอรัปชั่น  กับคน 40,000 ที่อาจจะตกงานกัน ลื้อเลือกอันไหนว่ะ” เพื่อนก็ตอบมาเลย “มันเลือกเป็นคนดี” แล้วมันไม่กลัว 40,000 ตกงาน เพราะตกไปก็หางานใหม่ทำได้ พูดง่ายๆมันเกลียดทักษิณมากจริงๆ ผมไม่โกรธเพื่อนรักคนนี้มากนัก เพราะมันมาจากตระกูลที่เป็นเกือบราชนิกุลเข้าไปทุกที คือขุนนางเก่า แล้วบ้านเพื่อนคนนี้ ไม่กินกันมานานแล้ว

 

แต่ปัญหาของเพื่อนรักผมคือ ตรงนี้ครับ “เพื่อนรัก สันดานคนไทยหล่ะนะ มันคือ Wheel and Deal มาเป็นร้อยๆปีแล้ว หรือ เจนโลกมาก มองการโกงกินคือกาเติมน้ำมันหล่อลื่นให้ธุรกิจ คนไทยนะไม่ใช่เจนธรรม เจนธรรมคือออกจากธรรมชาติคนไทย แบบการเงินเสรีของปชปเมื่อสิบปีที่แล้ว เพื่ออุตสาหกรรมธนาคารที่ยุติธรรมขึ้น ลงมันเจนธรรมกันหนไหนหนนั้น แล้วมันวอดวายกันไปทุกครั้งนะ” แล้วผมก็ยกอีกตัวอย่างให้มันดู คือสมัยนี้หละ คือของคมชและรัฐบาลขิงแก่ของคมช ที่มันพูดแต่ว่ามันเป็นคนดี แต่ก็ “วอดวายกันอีกแล้ว”

 

เอาหละเพื่อนรักเข้าตาจน ก็พ่นสิ่งที่สนธิ ลิ้ม พ่นออกมาหลายหนแล้ว “ไอ้วุฒิ มึงรู้ใช่ไหม ในไทยคนรวยสี่แสนคน เสี่ยภาษีมันเกือบทั้งหมด ที่ไม่ใช่ของบริษัทห้างร้าน แล้วคนพวกนี้ มันก็คือผู้ดีเก่า ราชนิกุล ทุนดั้งเดิม ข้าราชการระดับสูง ทั้งนั้น ไอ้พวกที่ลื้อสนับสนุนนะ พวกรากหญ้า มันไม่เคยเสียภาษี แล้วไปดูประวัติศาสตร์ ”คนที่ไปออกรบ กู้ชาติ และพัฒนาชาติมา มันก็คือพวกนี้ พูดง่ายๆ เป็นประเทศของพวกอำมาตร ชนชั้นสูง เพราะทั้งต่อสู้มามากมาย และเป็นคนเสียภาษี แถมเพื่อนบอกว่า “คนรวยเป็นเจ้าของที่นาสวนไร่ ทั่วประเทศ คนจนแทบไม่มีอะไรเลย พูดง่ายๆ นอกจากช่วยชาติมานาน ยังเป็นเจ้าของจริงอีก เพาะ ถือครองมันแทบทั้งประเทศ

 

ทั้งภาษี ทั้งเป็นเจ้าของ แล้วคนจนคนรากหญ้า มาซ่าอะไร จะมาเอาประชานิยมทำไม เพื่อนรักบอกว่า มันไม่ยุติธรรม รากหญ้าไม่ควรได้รับอะไรเลย  ระบบอำมาตรนั่นนะถูกแล้ว รัฐบาลควรจะเป็นของคนรวยเพื่อคนรวย ทักษิณสุดชั่ว ที่โกงเงินคนรวยไปให้คนจน โกงประวัติศาสตร์ ที่บอกว่าคนจนเป็นอณาคตชาติ โกงความเป็นเจ้าของประเทศ ไปให้คนจน แถมยังโกงเพื่อตัวเองและพลพรรค แล้วเพื่อนรักก็ลุยประชานิยมเต็มที่ ทั้งประกันสุขภาพ ทั้งเงินกองทุน บอกว่าไทยจะหมือนอาเจนติน่าในที่สุด ทุกโครงการคอรัปชั่นสุดลิ่ม ภายในมีแต่การโกงมีแต่การเมือง และในที่สุด การดูแลรากหญ้า ทำให้ไทยแตกแยก

 

มันก็สุดจะเหมือนความคิดเพื่อน ที่ถูกโปรแกรมสมองมาจากใครไม่มีทางทราบได้ ว่า ว่างงานมันยืนอยู่แถว 1% มาเป็นสิบปีแล้ว คือเมื่อสักสามสิบปีที่แล้ว เมืองไทยแทบไม่มีชนชั้นกลางเลย มันมีแต่ข้าราชการ พ่อค้าเชื้อสายจีน แล้วก็ Professional Class หยิบมือเดียว ที่เหลือมันจนหมดทั้งประเทศ มาวันนี้ ชนชั้นกลางมีเป็นสิบๆล้าน ที่ส่วนมากก็มาจากจนมาก่อนทั้งนั้น เราใช้เวลาเป็นสิบๆปี จากวันนั้นมาถึงวันที่ทักษิณเข้ามาเป็นรัฐบาล แล้วไง คนจนจากต้นสมัยทักษิณ 13 ล้าน ตกลงมาเหลือ 7 ล้าน พูดง่ายๆ คนจนหายยุคทักษิณเฉลี่ยปีละล้านคน แล้วเห็นพูดกันเรื่องไทยเป็นอาเจนติน่า มาทั้งสมัยทักษิณ แล้วมันเป็นไงหละ  คือไปคนละทางเลย คือมั่นคงขึ้น แต่แน่นอน โครงการที่มันเกิดขึ้นในไทย มันก็อยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมไทย ซึ่งมันก็คือ มีแต่การเมือง มีการโกงกิน โครงการเหมือนคอมที่เจอไวรัส คือมันไม่สมบูรณ์ ก็เข้าใจได้นะครับ ภายใต้คนไทย โครงการสุดสร้างสรรค์ของทักษิณ สำเร็จสัก 80% ก็ถือว่าเก่งแล้ว สรุปคือมันมีเจ้าของประเทศเพิ่มมากขึ้นมาก ไม่ใช่หยิบมือเดียวเหมือนสมัยป๋า

 

แต่เพื่อนรักผม พูดยังไงก็ไม่ฟัง  ผมบอกว่าคนเป็นพันได้รับการผ่าตัดหัวใจ จากสามสิบบาท ถ้าสมัยก่อน ก็คือตายกันไปเอง ไม่ก็ต้องขายนาขายไร่ กู้กันเข้าไป แต่เพื่อนก็หูตาไม่สว่าง คือจิตใจยังไม่เปิดกว้าง ท่องอยู่คถา เดียว คือทักษิณโกงกิน เป็นเทวทัศ โกงทั้งโคตร คือมันต้องเป็นคนดี แบบสุรยุทธ นายกตอนนี้มาบริหารนะครับ

 

ผมขอสรุปเรื่องนี้โดยการพูดถึง TDRI ใช่ครับองค์กรวิจัยที่ดีที่สุดในไทย ก่อนทักษิณนั้น TFRI มีบทบาดมากในสังคมไทย แต่สมัยทักษิณ TDRI ตกขอบความสนใจของทักษิณ คือไม่ได้เอามาใช้ เพราะทักษิณเขาใช้เหตุผลว่า เก่งขนาดนี้ ยังเอาประเทศออกจากวิกฤตต้มยำกุ้งไม่ได้ แต่พอคนระดับสูงของ TDRI เข้าร่วมรัฐบาลสุรยุทธ แล้วเห็นว่า คนไทย ยี่สิบสามสิบล้านคน ต้องการและพึ่ง ประชานิยม ล่าสุด TDRI บอกว่า ยังสรุปไม่ได้ว่า ประชานิยมดีหรือไม่ดี แต่ที่แน่นอน “ต้องปรับปรุง”

 

เรื่องต้องประบปรุงนะแน่นอน ทุกอย่างมันทำให้ดีขึ้นได้ ไม่มีใครว่าอะไร แต่การฟันธงวันหนึ่งว่ามันไม่ดี แล้วมาฟันธงอีกวันว่ามันอาจจะดี ยังสรุปไม่ได้ ต้องรอการปรับปรุง สิ่งนี้มันทำให้คนแบบเพื่อนรักผม “ตกขอบ” ข้อมูล ตกขอบความคิด ตกขอบความจริง และ “หลงทาง” เหมือนบอกว่า 1% มาเป็นสิบปี

 

เราด่าทักษิณกันมากเรื่องโกงกิน เรื่องทับซ้อน เรื่องไกงทางนโยบาย ผมอยากจะถามเพื่อนรักผม และผมอยากจะถามท่านผู้อ่าน ว่า การกระทำแบบของ TDRI นี่นะ มัน “คนดี” มีจริยธรรม มี จรรยาบรรณ มีธรรมาภิบาล มีความเป็นมือโปร หรือว่าจริงๆแล้ว “มันคืออะไร” ที่ฟันธงไปทางแล้วไปอีกทาง แบบนี้ คือมันเป็นไปได้ไหม ว่า TDRI ก็คือ ต้องผ่านการเรียนรู้  ใช่หรือไม่ ถ้ามองในแง่ดี คือเขาไม่รู้จริงๆ ว่าประชานิยมมันดี  และถ้าใช่ ทำไมเราถึงไม่มองทักษิณในแง่ดีบ้าง คือเขาก็ทำดีที่สุดแล้ว คือไม่ได้พยายามทำลายชาติด้วยประชานิยมสุดห่วย แต่พยายามทำดีที่สุดแล้ว แล้วก็ต้องเรียนรู้ ให้มากขึ้นถึงจุดอ่อน เท่านั้นเอง คือก็เหมือน TRDI นั่นนะ

บังเลือก “จับฉ่าย” อาวุธ

บังเลือก “จับฉ่าย” อาวุธ

 

เมื่อการบินไทยเข้าตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรก เมื่อสักสิบกว่าปีที่แล้ว หนังสือพิมพ์ธุรกิจยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย ก็เอาการบินไทยมา “ยำ” เสียเละ บอกว่าราคาไอพีโอ ที่ 60 แพงไป สำหรับ สายการบิน Operational Top Heavy แบบการบินไทย แต่ไม่มีใครฟังเลย พอหุ้นเข้าตลาดจริงๆ ตอนหุ้นตกมาแถว 40 ก็ถึงบางอ้อกัน ปัญหาของการบินไทย ที่หนังสือพิมพ์ Asian Wall Street Journal เขาด่าเอานะ มันคือ ทั่วโลก สายการบินเขาพยายาม Standardize Equipment กัน หรือพูดง่ายๆ ใช้เครื่องบินให้น้อยชนิด ใช้เครื่องยนต์ให้น้อยชนิด

 

สาเหตุก็เพราะ ถ้าของมันเหมือนๆกัน ค่าใช้จ่ายมันน้อย แต่การบินไทยนะ ใช้ของจับฉ่ายไปหมด เครื่องยนต์ก็มีทั้งของ GE Pratt Whitney รวมไปถึง Roll Royce คือมีมันหมด แล้วเครื่องบิน ก็มีมันแทบทุกยี่ห้อทุกรุ่น ก็ไม่ต้องบอกนะครับว่า ค่า “ซ่อมบำรุง” มันจะแพงขนาดไหน

 

นี่ก็มาแล้ว สมัยบัง ระหุ้มเกราะรุ่นที่ไทยไม่เคยมีมาก่อน จากยี่ห้ออะไรก็ไม่ค่อยมีคนได้ยินกัน เหมือนออกไปซื้อ Alfa Romeo มาขับนะครับ แล้วเครื่องบินอีก เอามันแบบใหม่มาเลย ไม่มีใช้มาก่อนในไทย ก็ต้องไปเรียนซ่อมบำรุงกันใหม่หมด อะไหล่ก็ต้องเฉพาะของตัวเองไปเลย

 

เรียกว่า ค่าซ่อมบำรุงของกองทัพอากาศ พุ่งปรีดขึ้นไปอีกขั้น เพราะมาตรการ “จับฉ่าย” ของบัง

 

แต่เอาหละ ก็ไม่ว่ากัน ตรงนี้มากนัก แต่ปัญหาของบังจริงๆแล้ว มัน คล้ายๆกับที่คนเขาด่ารถหุ้มเกราะที่บังจะซื้อให้ได้  คือคนเขาด่ากันว่า ที่ใช้กันเป็นมาตรฐานมานะ ทหารเขาลงกันหลังรถหุ้มเกราะ มาแบบที่บังจะเอา มันลงกันข้างๆ ท่านผู้อ่านก็ลองนึกภาพดุเอาเองนะครับ ว่ารถหุ้มเกราะใหม่ ที่คนลงข้าง และเก่าที่คนลงหลัง เวลามันวิ่งสี่ห้าคันเข้าไปเจอฆ่าศึกนะ แล้วทุกคันเขาจอดกันแบบเอาหัวมาป้องกันทหารตอนลงนะ กับรถหุ้มเกราะใหม่ที่มันต้องจอดไปอีกแบบ เพื่อให้ทหารลง ถามบังจริงๆเถอะ มองไม่ออกถึงปัญหานี้เลยหรือ รถยานเกราะมันไม่ชนกันตายเลยหรือ หรือต้องชะลอค่อยๆจอด กันให้ลงตัว ในขณะที่มันต้องรีบออกรบกัน

 

ตรงจุดนี้หละที่ฝรั่งเขากำลังมีปัญหามาก ที่เขาเรียกว่า Inter-Operability หรือทำงานร่วมกันได้ดี นายทหารเมกา Air Force Lt. Gen. Michael Peterson at this week’s MILCOM conference กล่าวว่า “การทำให้อุปกรณ์และระบบต่างๆทำงานด้วยกัน ยังเป็นปัญหาใหญ่ของสหรัฐ”

 

แน่นอนว่าสหรัฐเขาไปไกลกว่าเรา เขาไม่ได้มาพูดถึง การเอารถหุ้มเกราะวิ่งเขาไปจอกยังแดนข้าศึก แล้วปล่อยให้ทหารลงกันมาโดยเร็วและด้วยความปลอดภัย

 

แต่เมกาเขามองไปที่ “ไอที” ในทหาร โดยเฉพาะระบบสั่งการรบ ที่ต้องใช้ทั้งภาพจากดาวเทียม ระยะไกล ต้องใช้ภาพจากสนามรบระยะใกล้ ต้องใช้ข้อมูลจากข่าวกรอง และอีกไม่รู้กี่สิบข้อมูล ที่มาในต่างระบบ และ ต่างแบบเต็มไปหมด คือมีทั้งเสียง มัทั้งภาพ มีทั้ง ดิจิทอล แล้วลองคูณเขาไปด้วยระบบสื่อสาร และอุปกรณ์สื่อสารอีกร้อยพ่อพันแม่ เมกาเลยกำลังต้องออก “ภาษา” ทางการสื่อสารมาให้ทหารใหม่หมด เพื่อใช้ข้ามเครื่องมือที่แตกต่าง นั่นก็เป็นทางออกของทหารแบบเมกา ที่มีกองกำลังใหญ่มาก เมกาเขามีถึง 300-400 ระบบ ที่กำลังพยายามเอามาทำงานร่วมกันให้ได้

 

กลับมาดูไทยกันสักหน่อยสิ มันก็แน่นอนว่าปัญหาของการสื่อสาร “ของข้อมูล” นั้น คงจะมีมากขึ้นแน่นอน ท่านลองคิดดูสิ เครื่องบินจากเมกา ระบบสื่อสารไปทาง เครื่องบินรบยุโรป สื่อสารไปอีกทาง ใช้อุปกรณ์ไม่เหมือนกัน ถ้างง มันเหมือนเป็นแมลงมุมที่มีหลายตานะครับ แต่ว่าพอตาเห็นอะไร มันไม่มีจุดศูนย์กลางที่เข้าใจหมดว่ากำลังเห็นอะไร คือเอาง่ายๆ F16 ออกบินภารกิจทิ้งระเบิด ประกบตามไปคือกองบินเครื่องบินของสวีเด็นที่จะซื้อมาใหม่ ในภารกิจปกป้องเครื่องบินทิ้งระเบิด วิทยุคือวิทยุ มันคุยกันได้แน่ ตรงนั้นนะไม่เป็นปัญหา แต่พอมันรายงานข้อมูลต่างๆกันกลับมาสิครับ ที่ศูนย์รวมบัญชาการอากาศทางยุทธวิธี มันจะเข้ามารวมศูนย์ในระบบเดียวยากมาก แล้วยิ่งถ้าท่านมองภาพว่าถ้าเกิดมีการต้องเอาเครื่องบินรบมาสนับสนุนภาคพื้นดิน มันยิ่งไม่ยุ่งไปใหญ่หรือ เพราะคราวนี้ ข้อมูลมัยมาจากรถหุ้มเกราะ

 

จริงๆแล้วมันก้ไม่เลวร้ายอะไรมากนักหลอกครับ เพียงแต่ว่า ทหารเมกาเขาบ่นกัน ว่า คอมพิวเตอร์สมัยนี้ เขา Drag and Drop ข้อมูลกันแล้ว คือใช้เมวส์ คลิกข้อมูลแล้วลากไปไหน ไปยำตรงไหนก็ได้ ทหารเมกาเขาต้องการแบบนั้น แต่ตอนนี้เขาบอกว่า “ในห้องบัญชาการทหารที่ทันสมัยที่สุด เพราะอุปกรณ์มันมากมายหลายชนิด จนมันทำงานด้วยกันไม่ได้ มันทำให้ทหารต้องใช้ Note Pad สีเหลือง เขียนข้อความลงไป แล้วก็ส่งกันไปมา เอามาแปะหน้าคอมพิวเตอร์

 

ก็อยากจะสรุปเท่านั้นเอง เรานะเล็กๆ คือ “จิ๋ว” จริงๆทุกอย่างมันน่าจะทำงานกันได้ดี แต่บังเอิญ “จิ๋ว” มันไม่ “แจ๋ว” กับไทย ก็ไม่ใช่เพราะอะไรหลอกครับ มันชอบออกไปซื้อของแปลกๆที่ไม่เข้ากับของเก่าอะไรเลยมาใช้จริงๆ เขาเรียกว่า จิ๋ว แต่ ดันไปมีปัญหาของ “ยักษ์” ที่มันเจ็บ คือสงครามสมัยนี้ มัน เร็วและแรง ครึ่งชม รู้แพ้รู้ชนะกันแล้ว ขนาดเมกา ที่บอกว่าแน่ ยังยอมรับเลยว่า Delay หรือ การเสียเวลา ในการบัญชาการรบจาก กองบก นั้น ประมาณ 12 นาที

ของบังพี่ไทย คง Delay เป็น ชัวโมง

อำมาตรนึกว่าดีได้ง่ายๆ

 

ในหนังอิงประวัติศาสตร์ชีวิตของ โคลัมบัส ผู้ค้นพบเมกา ในบั้นปลายชีวิตโคลับบัส นั้นเต็มไปด้วยความข่มขื่น ก็เพราะว่าโคลัมบัส พา อณาจักรเสปน ลงไปบุกเบิกเอมริกากลาง แทนที่จะเป็นเมกาเหนือ ที่เจอโดย อเมริโก ชาวอิตาลี่ แล้วการบุกเบิกอเมริกากลางของเสปน ก็ไม่เจอทองคำและความรุ่งเรื่องมากมายนัก มีแต่พายุและความวอดวาย แต่ในการต่อว่า โคลัมบัส ของชาวเสปน ว่าพาไปเสปนไปลงนรกมากกว่าสวรรค์ โคลัมบัส ก็โต้ตอบว่า ให้มองไปทั่วเสปน อารามวัดทุกแห่ง เจดีย์และหอระฟ้าของโบสถ์ทุกอัน มาจากความฝันเหมือนที่เขามี ให้เมกากลางทุกอัน ไม่มีอันไหนสร้างขึ้นมาด้วย ปัญญาและเหตุผล แต่ทุกอันสร้างขึ้นมาเพราะ “ความฝันและจินตนาการ”ของคน ทุกหอระฟ้าของอารามทุกอัน เต็มไปด้วยประวัติของการต่อสู้ ระหว่างความสร้างสรรค์ ของความฝันและจินตนาการ และ ปัญญาและเหตุผล ที่ถามตลอดเวลา ว่า “ลงทุนเพื่ออะไร”

 

โคลัมบัสถูกผิดอย่างไรท่านก็เชิญท่านผู้อ่าน ตัดสินใจกันเอาเอง  แต่ประเด็นที่ผมขอถามท่านวันนี้คือ พ่อหลวงที่เรารักกันทุกคน นั้นท่านเป็นพระราชาองค์แรกของโลก ที่มีสิทธิบัตร หลายๆอันทีเดียว ทั้งแซนวิชฝนเทียม ทั้งกังหันชัยพัฒนา  แล้วท่านก็มีแก้มลิง และเกษตรแนวใหม่ออกมาอีก สรุปรวบยอกทั้งหมด ด้วยทฤษฏีใหญ่คือ “พอเพียง” ถึงเรื่องแบบ “พอเพียง” จะยังมีข้อโต้แย้งทางทฤษฏีอยู่ในบางจุด แต่ที่เขียนมาก็เพื่อให้เห็นเท่านั้น ว่า พ่อหลวงนั้น ทรงเป็นสร้างสรรค์ยิ่งนัก ถ้าจำไม่ผิด ตอนนี้ให้นามท่านแล้วว่าเป็น “บิดา” แห่ง “นวัตกรรมไทย”

 

แน่นอนว่าเขียนมาถึงตรงนี้ บางท่านอาจจะกังขาแล้ว ว่านี่นายทวีวุฒิ จะเอาชื่อพ่อหลวงมาสนับสนุนอะไรหละสิ ไม่สมควรเลยนะที่จะเขียนถึงฟ้า ก็จริงครับ ผมยอมรับเลยว่ากังวลมาก ที่อำมาตรครองเมืองไทยอยู่ แล้วระดับความสร้างสรรค์ของชาติ “ตกหล่นหายไปมาก” อะไรสมัยนี้มันก็  “ประเพนี จารีตนิยม อิงประวัติศาสตร์นิยม วัฒนธรรมดั้งเดิมนิยม” ไปหมด ไม่ต้องดูอื่นไกล วันเด็กสมัยทักษิณ สอนกันว่าเด็กคือศูนย์กลาง เด็กต้องเรียนให้สนุก ต้องเปิดประตูให้นักเรียนกำลัง เอ็น เลือกเข้าเรียนสายไหนกันเอง มาสมัยอำมาตรนี้ พูดแต่เรื่อง “ให้เป็นคนดี”

 

ปัญหามันคือ ไทยกำลังขายความดี แต่ทั่วโลกเขาไม่สนใจความดี เขาสนใจแต่ “ความสร้างสรรค์” เมื่อปลายสมัยทักษิณ ที่ทักษิณต้องเว้นวรรค จนไม่ได้ทำงาน อินเทล เลือกลงทุนโรงงานไมโคชิปในเวียดนาม แซงหน้าไทยไปได้ เพราะเวียดนาม เขาให้มากกว่า โดยบอกว่าคนของเขาหนุ่มสาวกว่าไทย มีจำนวนไม่อั้นที่จบไอที และสุดท้ายคือ เขาสร้างสรรค์มากกว่าคนไทย แล้วรายงานที่ออกกันมา อินเทล ก็มองมาที่ไทย อุตสาหกรรมอีเล็กตรอนิคไทย ใหญ่กว่าของเวียดนามเป็นร้อยเท่า พนักงานมีประสบการณ์ไฮเทค เต็มเมือง แต่ในที่สุด สงครามกลางเมืองของไทย ที่ทำเอานายกที่สร้างสรรค์ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และมั่นคงด้วยเสียงสส มากมาย ถึงกับยอมแพ้ เพราะอย่างนั้น อินเทลถึงหันไปหา เวียดนาม

 

แล้วเวียดนามมีอะไรตอนนั้น แทบไม่มีอะไรเลย นอกจากความฝัน ว่าจะเป็นแหล่งไฮเทคใหญ่ ปล่อยให้ญี่ปุ่นเข้ามาวางแผนให้ ปล่อยให้เมกาเข้ามาวางแผนให้ ข่าวบีโอไอที่ออกมาตอนแรก บอกว่าไทยได้อินเทลแน่นอน เพราะในการเจอกันระหว่างอินเทลและเวียดนาม เวียดนามไม่มีอะไรให้เลย นองจากแผนใหญ่ ด้านไอที ที่เอาแผนยุ่นเมกาและเวียดนามเอง มา “ยำ” กัน ส่วนไทยนั้น มีอุตสาหกรรมไอทีและต่อเนื่องมากมายนัก

 

คือเราใช้สติปัญญาและเหตุผล เวียดนามเขาใช้ความฝันสู้เรา แล้วเขาก็ชนะ ในรายละเอียดที่ออกมาบีโอไอไทยพยายามรักษาหน้า บอกว่าเวียดนามเขาให้ที่ดินอินเทลเปล่าๆเลย ส่วนไทยแข่งอย่างนั้นไม่ได้ ปัญหามันคือ ไทยไม่มีความฝันอะไรเลยด้านไอที แผนของเวียดนามนั้นยอดเยี่ยมยิ่งนัก บอกอินเทลไปว่าจะสร้างอินเทลให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาไอทีของเวียดนาม เชื่อหรือไม่ก็ตาม หลังอินเทลประกาศไปเวียดนามไม่ถึงหกเดือน บริษัทยุ่น ที่เป็นชั้นนำด้านไฮเทค ประมาณ 2,000 บริษัท ประกาศตามอินเทลไปลงทุนเวียดนาม แล้ว บิล เกต เจ้าพ่อไมโครซอฟก็ไปเวียดนาม ประกาศพัฒนาเวียดนามยิ่งใหญ่ เมื่อผสมสองสามอย่างเข้าด้วยกัน ทั้งอินเทล ทั้งยุ่นที่ตามไป ทั้ง บิล เกต ทั้งบริษัทเมกาที่ตามทั้ง อินเทลและ ไม่โครซอฟไปเวียดนาม  วงการไอเทคไทยลงเอยเคลื่อนไหวใหญ่ “ออกมาเตือนกันว่าเวียดนามจะแซงไทยด้านไฮเทคและไอที ภายในห้าปีข้างหน้า”

 

แล้วไง ไม่มีคำตอบออกมาจาก “ต่อมสร้างสรรค์ของไทยเลย” หลังจากนั้น ปีที่แล้วเวียดนามโต 8% กว่า ไทยครึ่งหนึ่งของเขา แต่ก็ยัง “ยังไม่มีอะไรจากต่อมสร้างสรรค์ไทย” มันเหมือนไทย “ตายด้าน” ไปแล้ว จำได้ไหม ต้องให้อะไรไปบ้างเพื่อความฝันเจอกาซในอ่านไทย ความฝันอุตสาหกรรมปิโตเคมีและกลั่นน้ำมัน หรือให้อะไรบ้างกับความฝันแหล่งผลิตรถยนต์ แล้วทักษิณอีก ครัวไทยสู่โลก ตลาดเกษตรของโลก และอีกกี่นานับความสร้างสรรค์ของทักษิณ เช่นไปเปิดร้านขายสินค้าไทย “ดังๆเด่นๆ” ที่ 5th Avenue New York ไปเลย

 

มาแทนที่วิสัยทัศทักษิณ คือ ของอำมาตร ก็คือ ธรรมาภิบาล จริยธรรม จรรยาบรรณ สรุปรวมทางออกไทยคือ “เป็นคนดี” เอาความดีไปอวดโลก เอาความดีไปขายโลก เพียงแต่ว่า “มันไม่ดีจริง” นึกหรือว่าข่าวฉาวต่างๆในไทย ที่ออกกันมาหนึ่งปี หลังกระแส “คนไทยต้องเป็นคนดี ถึงจุดสูงสุดของกระแสความร้อนแรง ด้วยคำว่าเทวทัศทักษิณ” หลังจากนั้น มันก็แค่น้ำเน่าเดิมๆทั้งนั้นที่ รายงานกันออกไปทั่วโลก เช่นวันยุบทรท นึกว่าข่าวที่ออกไปมันคือ “คนไทยขจัดพรรคชั่วร้ายลงได้ ความดีกลับมาแล้ว” ท่านนึกหรือว่านั่นคือข่าวที่ออกกันไป วันนั้นนะ รอยเตอร์รายงานไปว่าการยุบพรรคนั้นนะ เป็นเกมการเมือง “นั่นนะดีหรือเลวหล่ะ” แล้วประชามตินะ ก้เหมือนเดิม รายงานกันออกไปว่าทหารบิดเบือน แล้วสื่อหละ ก็เข้าครอบงำ โกงกินหละ ก็แทบทุกที่ แล้วข้อมูลเอกสารลับ บิดเบือนเลือกตั้งหนหน้าอีก คือนี่มันเลวๆทั้งนั้นนะ

 

ท่านผู้อ่านบางท่านที่เป็นอำมาตรคงจะบอกว่า ไม่สนใจโลก ช่างหัวมัน ไม่เคยขอมันกิน แค่นี้ก็ติดพันกับโลกมากไปแล้ว คือฉันนั้น Anti-Globalization แบบอำมาตรทั่วๆไปแน่นอน ฉันจะโตไปตามเท่าที่ทำได้ ไม่มาฝันเพื่อนฟุ้งซ่านอะไรมานักแบบ โคลับบัส ทักษิณ หรือ ทวีวุฒิ จะขออยู่แค่แบบไทยๆ ในสังคม “ที่ดี” เรียกว่า “พอเพียง” แบบสุดขั้วเลย ผมก็ขอกลับมาสรุปเรื่องนี้ให้ท่านอย่างนี้ก็แล้วกัน

 

สมัยคอมมูนิสนั้น พ่อหลวงทรงใช้และฟังวิทยุมาก เพราะเป็นการสื่อสารของยุคนั้น และพระองค์ท่านทรงฟังข่าวสารการพูดคุยของข้าราชการ โดยเฉพาะทหารและมหาดไทย จากทั่วสารทิศ ปัญหามันคือเสารับสัญญาน วิทยุในวังท่าน รับได้จำกัด ท่านก็เรียกอาจารย์จบนอกมาท่านหนึ่ง แล้วกล่าวว่า น่าจะรับและส่งได้มากกว่านี้นะ อาจารย์ก็บอกว่าได้ แต่มีขีดจำกัดและต้องลงทุนอีกเป็นล้านเพื่อปรับปรุงขนาดของเสารับส่ง พ่อหลวงกล่าวว่า จากการศึกษาของท่าน ทำได้ไม่ต้องลงทุนต่ออะไร อาจารย์ท่านนั้นก็ “งง” จับ ไม่รู้ทำไงดี ก็เลยต้องกลับไปศึกษาหาความรู้อีกที ถึงขนาดโทรข้ามทวีปคุยกับโปรเฟสเซอร์ที่เอ็มไอที ในที่สุดก็สรุปว่าทำได้จริงอย่างพ่อหลวงตรัสเอาไว้ แล้วอาจารย์ก็ปรับปรุงจนแล้วเสร็จ อาจารย์ท่านนั้น ทุกวันนี้ทำงานเกี่ยวกับยานอวกาศ และท่านเขียนลงหนังสือไว้ว่า พ่อหลวงนั้น “อัฉรียภาพ ระดับโลกจริงๆ”

 

คือสุกท้ายแล้ว มันก็เป็นทางสองแพร่งอยู่ให้เราเดินเหมือนเมื่อวันวาน ภายสมัยก่อน มันคือคอมมูนิส ภัยสมัยนี้ มันคือ Globalisation แล้วเราคนไทยเลือกที่จะต่อกรกับสิ่งนี้อย่างไรดีหละ ในราชวงค์จักรีนี้  กษัตริย์หลายองค์แล้ว เลือกที่จะ “ไม่เอาหัวมุดอยู่ในดิน” แต่ออกไปดูโลกไปศึกษา แล้วกลับมาพัฒนาไทยให้เป็นอารยประเทศ พ่อหลวงเอง ก็เป็นเช่นนั้นมาทั้งชีวิต จนรุดหน้าโลกไปแล้วในหลายๆด้าน และเป็นแบบนี้มานานแล้ว แต่พอมาดูข้าราชการของท่านกัน พวกอำมาตรนี่หละ ทำไม ทำไม ถึงจะหัวมุดลงดินกันตลอดเวลา หาความสร้างสรรค์ หาจินตนาการ หาความฝันไม่ได้อีกเลยสมัยนี้  

 

เห็นมัอยู่ฝันเดียว คือ “ฝันว่าจะทำให้คนไทยเป็นคนดี” แล้วไง “กลับเลวลง” ปัดโถ่ ข้าราชการไทยและพวกอำมาตร ไปเปิดตำราดูเอา เลิกสร้างสรรค์ เลิกใช้จินตนาการ เลิกฝัน เลิกของพวกนั้นเมื่อไหร่ คือเปิดตัวเองให้กับ “ความเสื่อม” ทันที แล้วในความเสื่อมถอยนะ จะหาความดีจากไหนมากมาย” เวรกรรมจริงๆ

 

TCDC ถูกฆ่าล้างโคตร

เราติดตามกันแต่สงครามใหญ่ ระหว่างพวกอำมาตร กับ พวกนักประชาธิปไตย จนบางทีเราก็ลืมไปว่า สงครามนี้นั้น ต่อสู้กันดุเดือดเผ็ดมัน ในกระทะเล็กๆทั่วไทย ท่านจะเชื่อหรือไม่ ถ้าผมบอกท่านว่า มีสถาบันแห่งหนึ่งในไทย ที่ห้องสมุดสถาบันมีสมาชิกราว 15,000 คนและมีคนเข้าไปชมสถาบันนั้น เกือบล้านคนเข้าไปแล้ว แล้วสถาบันแห่งนั้น ได้เชิญ “ผู้รู้” ระดับโลก มาถ่ายทอดวิชาให้คนไทย ไปแล้วกว่า 14 ครั้ง มันก็แน่นอนว่าในบรรยากาศของระบบอำมาตร ที่คิดกันแต่เรื่อง จารีตและวัฒนธรรม “ดั้งเดิมนิยม” ของแบบนั้น ที่มันออกมาสมัยทักษิณ และประชาธิปไตย และเสรีภาพแห่งความคิด กำลังเบ่งบาน มันก็มีอันต้องเป็นไป

 

แล้วมันก็กำลังเป็นไปจริงๆ เมื่อ TCDC กำลังถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เอาไปยุบรวมกับ สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ 

 

ทีซีดีซีเป็นองค์กรที่รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับงานความคิดสร้างสรรค์ และงานด้านการออกแบบ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ กับคนรุ่นใหม่ ความรู้ที่ได้ไปพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ ก็แบบที่รู้ๆกันอยู่ OTOP นั้นฝีมือสูงคุณภาพเยี่ยม พอๆกับสิ่งทอไทย ที่กำลังยกระดับสู่ของมูลค่าเพิ่ม แต่ปัญหามันอยู่ที่การออกแบบเท่านั้น ฉะนั้น TCDC ก้เหมือนเข้ามา “แก้ปมคอขวดใหญ่” ที่ทำให้สินค้าไทย ไปขายทั่วโลกไม่ออกมากนัก ขณะที่สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ แห่งชาติ มีลักษณะงานที่แตกต่างกัน โดยจะมีการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์เพื่อให้คนไทยได้เข้าไปเรียนรู้และค้นหาว่าคนไทยมาจากไหน

 

กลับกลายเป็นว่า แทนที่จะหาคำตอบ ต่อการผลิตสินค้าที่ “ต้องใจโลกไ ด้วยการออกไปดูโลก ว่าอะไรต้องใจเขา เหล่าราชนิกุล ชนชั้นสูง ข้าราชการ ทหารของป๋า นักวิชาการตกขอบสมัย ที่รวมตัวกันเรียกตัวเองว่า “อำมาตร” แล้วใช้ปืนยึดประเทศไทยไปจากประชาชน กลับหันมาบอกว่า คำตอบสำหรับการผลิตสินค้าที่โลกต้องการ คือการ “มองกลับเข้าไปในตัวเองลึกๆ” หาคำตอบในวัฒนธรรมที่ส่งกันเป็นทอกๆมาอย่างช้านาน

 

ความจริงมันก็พูดยากพอสมควรว่า “มุมมองไหนถูก” ฝ่ายประชาธิปไตยหัวก้าวหน้า ก็จะบอกว่า แน่นอน ต้องออกไปดูโลก เหมือน รัชกาลหลายรัชการที่ผ่านมา ที่มุ่งเน้นยอกระดับไทย ให้ทันอารยประเทศ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเมืองขึ้น แต่ว่าฝ่ายอำมาตรคงจะบอกว่า แค่นี้เราก็ตกเป็นทาสของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมของตะวันตกมากพอแล้ว จะมาอะไรกันอีกกับ TCDC มันไม่ใช่แค่ TDCD เท่านั้นนะสิครับที่กำลังต้องอำลาเมืองไทยไป มันแบบ ที่ทักษิณเริ่ม เช่น อุทยานการเรียนรู้ (TK park) ศูนย์ส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติ และสถาบันพัฒนาการเรียนรู้แห่งชาติ ก่อนที่จะมาสั่งยุบทีซีดีซีเป็นองค์กรสุดท้าย คือไปกันแล้วหลายหน่วยงาน

 

เรียกว่าวาระของอำมาตร ที่จะ “หยุดนาฬิกา” ของไทย ไม่ให้วิ่งไปกับโลก ได้ผล 1000%  คุณ หญิงทิพาวดี' ยุบทีซีดีซี มันก็เป็นไปตามมติของ คณะกรรมการบริหารสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้(สบร.) นับตั้งแต่มีรัฐบาลชุดนี้ได้มีกระแสการยุบทีซีดีซีโดยตลอด เพราะเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นในรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ผ่านมาคุณหญิงทิพาวดีได้สั่งเปลี่ยนบอร์ด สบร.และเปลี่ยนบอร์ดชุดก่อตั้งทีซีดีซี ซึ่งมีนายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ อดีตประธานที่ปรึกษาด้านนโยบายของนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลทักษิณ เป็นประธาน ตามด้วยการปลดนางสิริกร มณีรินทร์ และคณะกรรมการของ

 

ไทยรัฐรายงานไว้ว่า สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากคำสั่งเร่งด่วนครั้งนี้แทบไม่แตกต่างจากกรณีของสถานีโทร-ทัศน์ไอทีวี ที่รัฐต้องมีภาระอุ้มสถานีโทรทัศน์ ไอทีวีแทนที่จะมีรายได้ โดยกรณีของทีซีดีซีไม่เพียงแต่รัฐจะเสียรายได้ ยังส่งผลต่อสมาชิกกว่า 15,000 คนที่ได้จ่ายค่าสมาชิกเพื่อใช้บริการห้องสมุดจะต้องสูญเปล่า เนื่องจากเป็นการตัดสินใจที่ไม่มีมาตรการรองรับความเสียหาย ตอนนี้เปิดให้บริการสาขาในต่างจังหวัด 5 แห่ง และกำลังจะเปิดอีก 5 แห่งในปี 2551 “ก็ลงเอย ปิดหมด”

 

ไทยรัฐรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการบริหารของ สบร. ได้มีมติให้ย้ายพื้นที่ตั้งทีซีดีซีและหน่วยงานภายใต้ สบร.ไปอยู่อาคารจามจุรี-สแควร์ ซึ่งมีมูลค่าโครงการกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งได้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยคณะอนุกรรมการพิจารณาสรรหาสถานที่ทำการแห่งใหม่ ประกอบด้วย นายสุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา และนายนิธิ สถาปิตานนท์ ได้เลือกพื้นที่จากเอกชนรายเดียว ขณะที่โครงการดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จและขายพื้นที่ไม่ได้ นอกจากนี้ ยังได้คัดเลือกผู้บริหารโครงการจากบริษัท A49 ที่นายนิธิมีหุ้นส่วนอยู่.

 

ส่วนคำถามที่ผมเปิดกว้างไว้ คือเรามีอะไรดีๆ ในอดีตที่จะนำมาปัดฝุ่นแล้วนำมาพัฒนาขายให้กับต่างประเทศได้หรือไม่นั้น ที่มันพูดยากเพราะ อย่างเช่นหลายสิ่งหลายอย่างในวัฒนธรรมญี่ปุ่น หรือ จะจีน มันขายออกในตัวมันเอง โดยไม่ต้องเอามาเข้าห้องชุบชีวิตแบบ TDCD เลย เช่นอะไรหรือ ก็เช่น เฟอร์นิเจอร์ญี่ปุ่น ที่มีแบบเป็นเอกรักษ์ของตัวเอง แต่ก็อีก ปรัชญาของทรทและทักษิณ เรื่อง High-Touch Product นั้น ไม่ได้มาเจาะจงอยู่กับ การเอา วัฒนธรรมไทย มาเป็นอุตสาหกรรม แต่มันคือเอาฝีมือคนไทย มาสร้างโปรดัก ที่มีคุณค่าสูงในมือคนมีรสนิยมสูง คือในขระที่ คุณหญิงทิพาวดี กำลังนั่งฝันว่า มัดหมี่แบบคุณหยิงคุณนายไทยชอบใช้กัน สักวันจะเป็นแฟชั่นทั่วโลก ทักษิณเขากลับมองว่า ก้ไปจับเอาแฟชั่นโลกมาเลยไม่ดีกว่าหรือ จะได้เริ่มขายกันวันนี้ แทนนั่งพยายามขายมัดหมี่ให้ฝรั่ง ที่มันขายไม่ค่อยจะออกมาเป็นสิบๆปีแล้ว

 

แต่สุกท้ายแล้ว ใครถูกใครผิด ผมขอให้ท่านผู้อ่านตรึกตรองและสรุปเอาเองนะครับ ผมมองตัวผมเองแล้ว ชอบเสื้อม่อฮ่อมและเสื้อผ้าผ้าฝ้าย ออกแบบไปทางชาวเหนือมากที่สุด คิดไปมุมหนึ่ง  TCDC คงไม่ได้มาเพิ่มมูลค่าอะไรให้ผมมากมายนัก แต่นั่นคือผม ถ้าบังเอิญนักออกแบบได้แรงบันดานใจ เอาไปออกแบบที่เขานิยมกัน ให้ติดไปทั้งโลก มันก็ดีเหมือนกันนะครับ ชาวเหนือจะได้ขายผ้าฝ้ายได้มากๆ

 

แต่ที่ผมแปลกใจคือ กรอบความคิด “ของอำมาตร” นี่ กำลังเข้าครอบงำไทยจริงๆ ทั้ง Fashion Week ทั้ง Bangkok Film Festival ทั้ง Music Festival และอีกสารพัดมาตรฐานของเมืองที่มีอารยธรรมสูงๆ ท่านคุณหญิง ท่านไม่เอาไม่สนับสนุนมันหมดทุกอัน ท่านจะเอาแต่ ของแบบ “อุทยาน” ไม่เชื่อก็ดูละครน้ำเน่า ที่คนติดกันทั้งเมือง เพราะมันคือละครน้ำเน่า ไปๆมาๆ กำลังกลายพันธืมาเป็น วิธีสอนปรัชญาชีวิตชั้นสูง แน่นอนว่ามันดี เพียงแต่ว่า เวลาเหนื่อยๆมาจากงาน แบบแฟนผมนะ เขาอยากดูละครน้ำเน่าครับท่านผู้หญิง เอากันตอนเย็นๆหลังกลับบ้าน ไม่ใช่ตอนสี่ทุ่ม

 

สงครามใหญ่รบกันไป ระหว่างอำมาตรและนักประชาธิปไตย แต่สงครามเล็กๆก็ใช่ย่อย 

 

เสรีภาพและอิสรภาพทางความคิด มันกำลังถูกลิดรอนจริงๆ กึ่งบังคับให้เราคนไทยหันกลับสู่วัฒนธรรมดั้งเดิม ถ้าบังเอิญชอบของโบราณก็คงจะอยู่ในโลกนี้อย่างสบายใจ แต่ถ้าชอบโลกใหม่ มันคงจะลำบากแน่นอน ประชาธิปไตยคืออะไรหรือครับ จะเตือนสติให้ ไม่ใช่ปืนปกครอง แต่เสียงหมู่มากปกครองครับ โดยที่เสียงส่วนน้อยก็ได้รับความเคารพ

การทำลายล้าง “ความฝันอันยิ่งใหญ่”

การกล่าวหาทักษิณ ต่างๆเช่นเทวทัศ ขายชาติ โกงทั้งโคตร ทับซ้อนแอบแฝง ถึงจะผ่านมาหนึ่งปี โดยพิสูจน์ อะไรไม่ได้เลย แต่มันก็เปรียบเสมือนเป็นการทำลาย “Brand” หรือยี่ห้อใหญ่ ลงอย่างราบคาบ ถึงเรานักประชาธิปไตยและนักนิติรัฐ จะออกมาโวยวายอย่างไร ถึงความไม่ชอบทั้งปวง กับกระบวนการยุติธรรมที่ทักษิณได้รับ เราก็ต้องยอมรับว่า ในการทำลายล้างนั้น ที่เริ่มต้นจากสนธิ ลิ้มทองกุลและพันธมิตร และมาลงเอยเอาที่ เผด็จการ และบันไดสามสี่ขั้น สิ่งที่ถูกทำลายลงไปนั่นก็คือ “Brand” หรือยี่ห้อ ของ ทรท ชนิด “ไม่มีทาง กู่กลับมา” ได้อีกแล้ว สิ่งที่ พปช เป็นวันนี้ เป็นเพียง “เสี้ยวหนึ่ง” ของ ความยิ่งใหญ่ของ ทรท และ ทักษิณเมื่อวันวาน

 

มีใครจำได้บ้าง ว่าก่อนทักษิณ นายกไทยคนไหน พูดเรื่องเช่น น้ำมัน แล้วจะมีสำนักข่าวต่างประเทศหน้าไหน เอาไปลงเป็นข่าวระดับโลก มันก็มาเกิดขึ้นสมัยทักษิณนี่เอง ที่ตอนนั้นน้ำมันขึ้นไปเกือบร้อย ตอนประชุม APEC กันในอเมริกาใต้ ที่ทักษิณกล่าวขอร้อง ประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ให้ผันเงินเข้าสู่  “ภาคเศรษฐกิจจริง” โลกจะได้ไม่ย่อยยับไปกับการเก็งกำไร แล้วทั้ง Reuters AFP UPI Bloomberg แล้วอีกไม่รู้จะกี่สำนักข่าว ก็รายงานสิ่งที่ทักษิณพูด ไปทั่วโลก ให้น้ำหนักในการรายงาน พอๆกับ สิ่งที่ “บุชพูด” เรื่องน้ำมัน

 

 นั่นนะคือ “Brand Thai” ที่เสียไป ถ้าจะให้ยิ่งนับสิ่งต่างๆ ที่ “Brand Thai” เป็นอยู่สามสี่ปีนั้น สมัยที่ ทรท และ ทักษิณ “รุ่งๆ” มันมีอีกมายหลายร้อยเรื่องแบบ “น้ำมัน” จะเป็น High Touch จะเป็น Bangkok Fashion Week จะเป็น คอมพิวเตอร์ มีอินเตอร์เนต ราคาถูกให้นักเรียน จะปฏิเสทการพัฒนาตามกรอบ Asia Pacific ที่ถ่ายทอดมาแต่ความต้องการแรงงาน แต่ไม่ให้ปัญญา หรือ R&D และ การตลาดมาด้วย จนมาถึง “สิ่งที่ใหม่ที่สุดบนโลก” ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน จนสำนักข่าวต่างประเทศ ทุกสำนัก รายงานกันออกไปทั้งโลก “นั่นก็คือลงทะเบียนคนจนและเข้าแก้ไขปัญหาทีละครอบครัว”

 

สรุปง่ายๆ พูดง่ายๆ ไทยภายใต้ทักษิณและ ทรท ทำอะไรคิดอะไร “หัวก้าวหน้า” จน “กระฉ่อน” ไปทั้งโลก เชื่อหรือไม่ก็ตาม กระทรวงบางกระทรวงแบบสาธรณะสุข แขกต่างประเทศมาดูงาน สามสิบบาท เพื่อหาทางลอกไปใช้ เป็นสิบๆประเทศ ใน ASEAN เอง ทักษิณก้าวนำ “มหาเด่ หรือ ลี กวน ยู” ทักษิณ ออกโชว์วิสัยทัศ “สุดนำสมัย” ทักษิณกลายเป็นผู้นำ ASEAN คนใหม่ล่าสุด มันเป็นภาพที่ตรงกันข้ามกับเจ้าขี้โรค ที่ปล่อยเชื้อ ต้มยำกุ้ง ให้ระบาดไปทั่วโลก จนต้องไปเกาะ IMF ไม่รู้จบ

 

“Brand Thai” ตอนนั้นมันคือ “สร้างสรรค์และหาทางออกใหม่ๆ ให้ปัญหา สะสม แบบที่ ทั้งโลก แก้ไขไม่ได้มาโดยตลอด” แต่ ทุกคนเชื่อว่า ภายใต้ทักษิณ “คนไทยทำได้” ไปกันจนถึง จะนำเอาสิ่งที่กวาดไว้ใต้พรม แบบหวยใต้ดิน และ เงินนอกระบบ การพนันและขายตัว มาเข้าระบบให้โปร่งใส จัดเก็บภาษี สลายมาเฟีย เอาเงินมาพัฒนาชาติ แทนเลี้ยงเจ้าพ่อ ไว้สนับสนุนนักการเมืองเลวให้เข้าสภาและอำนาจในชนบท

 

แล้ว Brand Thai อันยิ่งใหญ่นั้นก็ถูกทำลายลง ด้วยคำกล่าวหาเรื่องทำลายสถาบัน ทับซ้อนและโกงทางนโยบาย ไม่ทันข้ามปี มามองตอนนี้ สื่อต่างชาติแทบทุกสำนัก โจมตีระบบนิติรัฐไทยว่าเลวทราม ขนาดจงใจทำลายพรรค ทรท และเอาทักษิณขึ้นศาลเตี้ย เศรษฐกิจ โตช้าที่สุดใน ASEAN เผด็จการคุมสื่อ และสื่อไทยเลวสุดขั้ว ลงท้ายเอาที่รัฐบาลหน้าจะต้องแบ่งอำนาจไปให้ทหาร ที่จะชักใยอยู่เบื้องหลังการเมือง

 

มันออกมาเลวแบบสุดๆในตานานาชาติ ไม่เหมือนสมัยทักษิณเลย ที่ Brand Thai ส่องแสงสว่างไปทั่วเอเชีย สมัยนี้ไทยไม่มีอะไรให้โลก กลายเป็นประเทศกึ่งปิด จริยธรรมที่ขายกันหนักในไทย พยายามสร้างให้เป็น Brand Thai ที่อย่างน้อยก็ติดตลาดไทย กลายเป็นเรื่องตลก ที่ไม่มีใครยอมรับ คนไทยที่ถุกเรียกว่าวัวควาย นั่งด่าคนกทม ว่า “เลว” เช้าสายบ่ายเย็น

 

จากต้องส่งคนระดับกะทิมาบริหารในไทย ให้คุมคนไทยหัวก้าวหน้าและสร้างสรรค์สุดๆและมาแรง กลายเป็นแค่ส่งคนระดับล่างมาบริหารในไทย ให้สมกับคนไทยหัวโบราณ จะเอาโตช้าๆ จะเอาแต่จริยธรรม จะเอาแต่จารีตประเพนี เป็นพอ ส่วนคนเก่งๆเบอร์หนึ่ง ส่งไปเวียดนาม ไม่ก็จีนและอินเดีย ภูมิปัญญาไทย Knowledge Based Society ของคนไทย ลดระดับไปอยู่แบบพม่า ลาว และ กำพูชา Brand Thai จากแข่งอยู่ในลีกเดียวกับ มาเล และ สิงค์โปร์ ภายในปีเดียว ตกขอบไปอยู่กับ ลีก พม่า มองมาเลและสิงค์โปร์ แล้วเห็นแต่ฝุ่น ที่เขาทิ้งไว้ให้คนไทย “สำลัก” กันทั้งประเทศ

 

โถ่คนไทย จะหนีเข้ากะลา ไปอยู่กันแบบสมถะและประหยัด หนีจากโลกาภิวัต หนีการค้าโลก หนีจากทุนนิยม จะหนีวัตถุนิยม โน่น บริษัทรองเท้าอเมริกา จะปิดโรงงานในอินโด แล้วส่งงานมาไทย อินโด เขาส่งเครื่องบินส่วนตัวไปรับผู้บริหารระดับสูง ของบริษัทเมกา บินไปอินโด แล้วเข้าพบผู้นำประเทศ เจอกันชั่วโมงกว่า ระหว่างผู้บริหารระดับสูงบริษัทอินโด และ ผู้นำอินโด แทนที่จะปิดแล้วโยกมาไทย กลับกลายเป็นไม่ปิด แล้วโยกจากไทยปอินโด คนงานไทยตกงานทันทีเกือบหมื่น

 

บอกแล้วว่าสมัยนี้ มันต้อง Brand Thai แบบทักษิณ ไอ้จริยธรรม ไอ้กำลังดีนะ ไอ้ต่างๆนานานะมันก็ดีอยู่หลอก แต่จะทำยังไง สองสามปีข้างหน้า เวลาคนมันตกงานมากขึ้น ไอ้ Brand Thai สมัยนี้นะ มันขายออกเสียเมื่อไหร่กันหละ มันก็มีแต่พวก คนไทย “แก่ๆ” ที่เตรียมลงโลงกันแล้ว เท่านั้นที่ออกมาบอกว่า “มันดี” ถึง ขนาดเห็นทหารเละอย่างนี้ แล้วระบบอำมาตรอีก ที่จะเละกันไปอีกพักใหญ่ๆเลย ขนาดอาจารย์ธีรยุทธ ยังออกมาเลีย Brand Thai ใหม่ ระดับลีก พม่าและกำพูชา เลียกันหน้าตาเฉย ได้

 

มันก็ที่สุดของความตกต่ำของไทยแล้ว ถึงขนาดว่าไปโน่น ว่าทักษิณไปแล้ว ว่าเป็นสุดเลวเทวทัศเลวทั้งโคตร ทั้งที่ยังไม่ขึ้นศาลเลย ระดับหัวกระทิหัวขบวนขนาดนี้ ยังมีสติได้แค่นี้ ไม่ต้องห่วง Brand Thai อันเก่า หรือ อันใหม่ ไม่มีทางเกิดแน่ ก็มอง Brand Vietnam ไว้ให้ดีก็แล้วกัน คนไทยหันไปเชียร์ เรือใบกันได้ แล้วทำไมจะหันมาเชียร์ เวียดนาม ไม่ได้หละ

รัฐบาลเผด็จการกับ “ค่าบาท” เมื่อ “งูกินหาง”

 

เห็นนายกสุรยุทธิ ออกมาปกป้องธนาคารชาติ ว่าทำดีที่สุดแล้ว แล้วเห็นหัวหน้าทีมเศราฐกิจ คือโฆสิต ออกมาอัดฉลองภพ เรื่องดอกเบี้ย แล้วเห็นฉลองภพ ออกมาอักธนาคารชาติ เรื่อง ทำงานช้า ไม่ทันการ แล้วผมก็ปลง นี่มันบริหารกันแบบ “งูกินหาง” แท้ๆ แล้วในขณะที่ทั้งสามคนนี้ กำลังเมามันกับการ “ไม่มีเอกภาพ” ธนาคารชาติ องค์กรอิสระ ก็ “ทะเลาะ” อยู่กับ นักวิชาการแบบ ดร โกร่ง ไม่สนใจ นายก ฉลองภพ หรือ โฆสิต เอาเป็นว่าเรื่อง “สุดสำคัญต่อการอยู่รอดของเศรษฐกิจไทย” ถึงขนาด “ค่ายมติชน” ที่เลียทหารอย่างออกหน้ามาตลอด ยังอดเขียนไม่ได้ ว่า “รากหญ้ากำลังย่อยยับแล้วเพราะบาทแข็ง คนงานประมาณ 1 ล้านคนจ่อคิว ตกงาน”

 

สำหรับเราๆวงนอก ที่ก็ไม่ได้ชอบเผด็จการอะไรอยู่แล้ว จะต้องมาตกงานอีกเพราะ รัฐบาลเผด็จการ บริหารเศรษฐกิจไม่เป็น โอยมันสุดจะ “ช้ำใจ” แล้วนี่ก็ที่สุดแล้ว วันที่จับคนใช้เอกสารปลอมจะเปิดบัญชี “ดอลล่า” ในไทย 50 ล้านดอล วอร์รูม ก้ออกข่าวทันที ว่าให้ตำรวจตรวจสอบอยู่ว่าเงินทักษิณ ส่งเข้ามา “ทำลายชาติ” หรือเก็งค่าเงินหรือเปล่า คือถ้าจำกันได้ ด่าทักษิณมาตลอดว่า “ทำลายชาติด้วยการเก็งค่าเงิน” มานานแล้ว

 

คือตัวเองทำอะไรไม่ถูก จนเป็น “งูกินหาง” แต่ก็ยังไม่วาย หันไปโทษทักษิณ เหมือนเดิม ไม่รู้สติสตังยังดีอยู่หรือเปล่า แล้วถ้าถามว่าอะไรคือสุดยอดมาตรการ ของธนาคารชาติ และทีมเศรษฐกิจรัฐบาลเผด็จการ ที่คลอดออกมาได้ จากภาวะ “ไม่ลงลอยกัน มองไม่เหมือนกัน และไม่มีใครรู้เรื่องอะไรเลย” นั่นก็คือ “ให้คนไทยถือดอลล่ากันได้” สาเหตุคือถ้าคนหันมาถือดอลกัน ความต้องการบาทจะน้อยลง ความต้องการบาทน้อย ค่าบาทก้อ่อน แต่มันก็แปลกที่ระดับปัญญาขนาดนี้ จะไม่รู้ว่า “มีแต่คนสมองนิ่มเท่านั้นที่จะถือดอลตอนที่บาทมันแข็งเอาแข็งเอา”

 

แล้วถ้าไปถามคนแบบ ดร โกร่ง หรือนักการเงิน คนอื่น ว่าเอาไงดีหละ มันก็มีแต่ความคิดที่น่าจะใช้ได้ทั่งนั้น คือนึกว่านี้คือ “ปัญหาระดับโลกแตก” คือไม่มีคำตอบ แต่ในแวดวงนักการเงินที่เขาระดับ “เซียนกัน” เขาเสนอมาตรการออกมามากมาย ที่น่าจะใช้ได้

 

ประเด็นของผม ไม่ใช่เอามาตรการพวดนั้นมาบอกท่านในรายละเอียด เพราะนั้นไม่ใช่ประเด็นของบทความนี้ แต่ประด็นคือ “ทำไมไม่ฟัง” ผู้รู้พวกนี้เลย คือมันอะไรกันมากนักที่ไม่ฟังคนแบบ ดร โกร่ง หรือสภาอุตสาหกรรม หอการค้า นักการเงิน และอื่นๆ ที่ก็เสนอมามากมายเลย ตั้งแต่ลดดอกเบี้ยแรงๆ เอาเงินทุนสำรองมาอัดฉีดภาคการผลิตให้ปรับตัว แทนเอาไปเก็งค่าเงินแล้วก็ศูนย์เปล่า แบบที่ศูนย์ไปแล้ว เป็นแสนๆล้าน หรือจะเป็นมาตรการ กันสำรอง 30% ที่ทำให้เกิดบาทสองตลาด ที่อันหนึ่ง คือข้างนอกไทย บาทมันลงไปแถว 30 แล้ว จนในประเทศ มันต้องวิ่งไปทางนั้น หรือจะเป็นรีบให้รัฐวิสาหกิจและธนาคารชาติ บริหารหนี้ให้ดีขึ้น แบบทำให้บาทอ่อนลงไปด้วย  ให้คนไทยลงทุนหุ้นในต่างประเทศ รีบลงทุนในเมก้าโปรเจ๊ก เลิกบังคับประกันความเสี่ยง และอีกไม่รู้จะกี่มาตรการดีๆ

 

แต่ของพวกนี้ไม่ทำ คือภาคส่งออก และ ต่อเนื่องกับส่งออก ที่มีคนงานอยู่ในภาคนี้ ราว 12 ล้านคน และครอบครัวเขาอีก กลับ “ไม่ทราบว่านี่มันเรื่องเร่งด่วน” โรงงานจ่อคิวปิดกิจการ ตอนนี้ที่ยังส่งออกกันเพราะ “วายป่านยังมียังพยายามรักษาตลาดไว้” แต่ บาทแข็ง “จนกันกำไร” แทบไม่เหลือแล้ว จนเริ่มขาดทุนกันแล้ว “มันเวลาเท่านั้น” ก่อนบาทแข็งจะทำระบบพังเอา คือสายป่านหมด

 

แต่เปล่า ตลกสิ้นดีเมื่อ รัฐบาลเผด็จการแนะนำว่า “รีบใช้หนี้ที่เป็นดอลให้หมด รีบไปลงทุนนอกประเทศ รับซื้อเครื่องจักรใหม่เข้ามา รีบลงทุนใหม่ เพราะตอนนี้ บาทมันแข็ง รีบฉวยโอกาส รัฐบาลทหารเขาว่ามาอย่างนั้น”

 

ผมก็ไม่รู้จะว่ายังไงนะครับ ท่านผู้อ่านคงจะปลงพอกับผมไม่ก็นั่งหัวเราะจี้ไปแล้วพอได้ยินแบบนี้เข้า ก็จะไม่ให้มันปลงหรืองงได้ยังไงหละครับ “จะตายกันอยู่แล้ว มาบอกให้ขยายตัว แล้วปรับโครงสร้างหนี้ ในตอนอัตราเงินและดอกเบี้ยมันผันผวน” นี่หละ ระดับสติปัญญาของสมองผู้กำเศรษฐกิจไทยไว้ ที่มาจากเผด็จการ คือนอกจาก “งูมันกินหาง ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน แล้วยังโง่สิ้นดี”

Thailand Grand Sale of Stock By คมช

แหม คมช นี่น่ารักจัง หลังจากไปด่าทักษิณว่าขาย AIS ให้สิงค์โปร์ คือการขายชาติ แต่ทำไมหนอเรื่อง “ขายชาติจริงๆและมากจริงๆ” คือบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ให้นักลงทุนฝรั่ง กลับนิ่งเฉย ไม่ทำอะไรเลย คือ “เลือดรักชาติ” เลือด “ลูกหลานพระนเรศาร” มันหายไปไหนหมด ที่ทักษิณชัดดาบฟันเสียเลย มาหุ้น กลับ ไย้มน้อยยิ้มใหญ่ ว่าบริหารมาดี หุ้นถึงขึ้นมาก"

ตัวเลขมันก็ออกมาแล้วนะครับ หุ้นไทย ที่วิ่งจาก 600 มา 800 นั้น “ฝรั่งซื้อ คนไทยขาย” มาโดยตลอด เรียกว่ามูลค่าตลาดหลักทรัพย์นั้น อยู่ราวๆ ห้า ล้านล้านบาท แล้วตั้งแต่ทหารเข้ามา ฝรั่งซื้อ “ที่เรียกว่า Net” หรือ ภาวะรวม หลังเอาซื้อขายมาหักกัน แล้ว ฝรั่ง นั้น “ซื้อ” มาก กว่า “ขาย” ไปแล้ว “สามถึงสี่ แสน” ล้านบาท

ก็พอจะพูดได้ว่า ในมูลค่ารวมของตลาด “ฝรั่งเป็นเจ้าของมากขึ้น” เกือบ 10% ตั้งแต่ทหารเข้ามา

ก็ไม่มีอะไรมากนักนะครับ เพียงแต่ว่า มันแย่กว่านั่น

“ฝรั่ง” เขาซื้อกัน ไม่กี่สิบบริษัทหลอกครับ แบบพวก ธนาคาร บริษัทน้ำมัน บริษัทเทเลคอมใหญ่ๆ คือไทยนั้นมีอยู่กระจุกเดียว ที่ใหญ่พอให้ฝรั่งเล่นได้ ก็ไม่ต้องบอกนะครับ ว่า ตั้งแต่ทหารเข้ามา “สัดส่วนเจ้าของ โดยคนไทย ในธนาคาร และ น้ำมัน และ อีเล็กโทรนิค เทเลคอม ยายยนต์” ได้เข้าไปตกอยู่ในมือฝรั่ง

“ชนิดมากสุดๆแบบไม่เคยมีมาก่อน”

มันมากมายนักนะครับ สัดส่วนฝรั่ง ถือหุ้น ในอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อประเทศ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ทหารเข้ามา คือแปลก “คนไทยขายตลอด” ฝรั่งซื้อเอาซื้อเอา พุ่งไปที่อุตสาหกรรม ที่สำคัญต่อชาติ

ผมจะไม่มาเขียนหลอกครับ ว่า แล้วทีขาย เอไอเอส ให้สิงค์โปร์ บริษัทเดียว ทำไมถึงออกมาโวยวายถึงการขายชาติมากมายเหลือเกิน และจะไม่พูดหลอกครับที่บริษัทเทเลคอมอื่น ก็ขายให้ฝรั่งไป โดยไม่มีใครมาโวยวายเรื่องขายชาติ เพราะผมทราบมานานแล้ว ว่า “มันเรื่องการเมืองของการสร้างภาพ” กะจะยำทักษิณก็เท่านั้นเอง

แต่ผมว่าแบบพี่ที่บอกว่าเป็นลูกหลานพระนเรศวร คงกำลังมอง Thailand Grand Sale of Stock ที่กำลังเกิดขึ้น "อย่างไม่ค่อยจะพอใจนัก" แบบจริงๆจังๆ เพราะฝรั่งเขาซื้อไปมากจริงๆ เอาเฉลี่ยๆๆ ก็คือ ถือไทยมากขึ้นไปอีกมากตั้งแต่ทหารเข้ามา จากที่เคยถือมานะครับ เกือบ 10% เลย ที่เพิ่มเข้าไป ตั้งแต่ทหารเข้ามา

“ดูเหมือนพี่ลูกพระนเรศวรจะแพ้เสียแล้วนะครับ” ในการเก็บไทยไว้ให้ไทย และเป็นไทย

แล้วยังจะต้องอยู่ในตำแหน่งไปอีก เกือบหกเดือน เป็นอย่างน้อย เท่าที่เห็น นักเล่นหุ้นเขาบอก 900 แน่นอน โอยไม่ต้องบอก ในช่วงปีครึ่งของทหารที่เข้ามายึดอำนาจ คนไทยขายหุ้นให้ฝรั่ง คงจะขึ้นไปแถวไ อีก 15-20% แน่นอน

แล้วถ้าเอาสิ่งที่เป็นกฏและระเบียบมาเป็นมาตรฐาน ไม่ต้องไปดูนอมินี แค่ตอนนี้ ใน ห้า ล้านล้านนั้น ที่เป็นมูลค่าตลาก ฝรั่งคงจะถือกันอยู่แล้ว สัก 2 ล้านล้าน นี่ที่เขาถือยาวถือนานมาแล้วนะครับ

ปัญหาที่น่าสนใจดี คือนักเล่นหุ้น “ทำไมถึงขายชาติ” กันขนาดนี้ แล้วจะขายกันไปอีกนานสักแค่ไหน ก่อนกลับมาซื้อคืนจากฝรั่ง ก็อย่าหวังอะไรมากนักนะครับ นักวิเคราะห์หุ้นเขาบอกว่า “คนไทยติดหุ้นสูงๆเต็มเมือง” พูดง่ายๆ คงจะขายหนีตลาดกันตรึมเลยและต่อเนื่องไปอีกนาน

ส่วนฝรั่งนั้นทุนไม่อั้น ส่งเศษเงินมาซื้อหุ้นในไทย ตลาดก็วิ่ง ได้ “กระจุยแล้ว”

ปัญหามันคือ คนเรามั่นใจในอะไรก็ซื้อนะครับ ฉะนั้นการที่คนไทยขายมากกว่าซื้อทุกวัน ในรัฐบาลทหาร มันก็เพราะนักลงทุนไทยไม่มั่นใจไทยนะครับ ส่วนเผด็จการอาจจะบอกว่า แต่ดูฝรั่งสิ ซื้อมากมาย เขาต้องมั่นใจเรามาก ปัญหาคือมันขึ้นกันแทบทุกตลาดในเอเซียนะครับ แล้วทำสถิติสูงสุดกันในหลายประเทศแล้ว

มันเป็นการซื้อแบบ Liquidity Driven นะครับ คือเงินมันล้นระบบ ฝรั่งเขาไม่ได้มา “ให้ความมั่นใจอะไรไทยมากมายนักหลอกครับ” เงินมันต้องมีที่ไปก็เท่านั้นเอง และหุ้นไทยนั้นถูกมานาน เพราะไม่มีใครซื้อมากนัก

Thailand Grand Sale of Stocks ยังคงจะดำเนินต่อไป ฝรั่งจะเป็นเจ้าของธุรกิจไทยมากขึ้น กว่าเก่าอีกมาก เกิดขึ้นในรัฐบาลทหารที่ไม่ค่อยชอบการขายสมบัตรชาติเท่าไหร่ แต่มาคราวนี้ ไม่เงียบเรื่องฝรั่งซื้อไทย

แต่กลับ “ออกมาแต้นรำ กระโดดโลดแต้น ที่หุ้นขึ้นไปสูงจัง” ลืมหมดทักษิณขายชาติ แต่กลับเป็นในปีครึ่งของตัวเอง ฝรั่งเข้าจับจองธุรกิจดีๆของไทย แทบหมดตลาด

“เวลามองทหารตอนนี้ เขาเรียกว่า ประสาทไปแล้ว คราวหน้าทหารพูดถึง ทักษิณขายชาติ ส่งรองเท้าไปอุดปากไว้ได้เลย”

Sponsors

“ไทยคม”...สมบัติของไทยอยู่แล้ว

 หากหทุกฝ่ายจะได้ย้อนกลับไปพิจารณาสัญญาสัมปทานไทยคม ซึ่งเป็นสัญญาสัมปทานประเภท สร้าง-โอน-บริหาร หรือ Build Transfer Operation-BTO ที่เมื่อผู้รับสัมปทานได้ดำเนินการจัดสร้างดาวเทียม และยิงขึ้นสู่วงโคจรแล้วเสร็จ จะต้องยกให้เป็นทรัพย์สินของรัฐในทันที พร้อมทั้งสถานีควบคุมดาวเทียม และอุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้อง

 

สิ่งที่บริษัทเอกชนจะได้รับก็มีเพียงสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์จากการนำช่องสัญญาณ (Transponder) ออกไปให้เช่า และเรียกเก็บค่าบริการจากผู้เช่าใช้ แต่จะต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ที่เกิดขึ้นเหล่านี้กลับมาให้รัฐด้วยตามสัญญา

 

ล่าสุด ชินแซทมีลูกค้าที่เข้ามาขอเช่าใช้ช่องสัญญาณแล้วกว่า 40 ประเทศ โดยลูกค้ากว่าร้อยละ 77 เป็นลูกค้าต่างประเทศ และบริษัทได้จ่ายค่าสัมปทานให้แก่รัฐแล้วเป็นจำนวน 3,698.9 ล้านบาท มากกว่าจำนวนขั้นต่ำที่กำหนดไว้ที่ 3,317.9 ล้านบาท

 

เมื่อสัญญาสัมปทาน BTO กำหนดชัดเจนอยู่แล้ว ทรัพย์สินทุกอย่างสร้างขึ้นต้องยกให้เป็นทรัพย์สินของรัฐ ดาวเทียมไทยคมก็ต้องถือเป็นสมบัติของชาติในทันที

 

จึงไม่ต้องย้อนกลับไปพิจารณาอีกว่า ดาวเทียมไทยคมเป็นสมบัติของใคร?

 

เพราะด้วยสถานะและกฎหมาย ดาวเทียมไทยคมก็เป็นสมบัติของชาติโดยสมบูรณ์ตั้งแต่แรกเริ่มอยู่แล้ว!

 

ที่สำคัญ “ไทยคม” ยังถือเป็นความภาคภูมิใจของประเทศในฐานะ ผู้ให้บริการดาวเทียมมาตรฐานโลกที่ออกไปแข่งกับผู้ให้บริการดาวเทียมอื่นๆ ของโลกอีกกว่า 40 ประเทศ ครอบคลุมทั้งเอเชีย แปซิฟิก และตะวันออกกลาง ซึ่งแต่ละประเทศล้วนมีดาวเทียมเป็นของตัวเองแล้วทั้งสิ้น

 

และโดยเฉพาะ ไทยคม 4 หรือไอพีสตาร์ ซึ่งเป็นดาวเทียมที่ชินแซทวิจัยและพัฒนาขึ้นมาเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของประเทศไทย ที่ได้ชื่อว่าเป็นดาวเทียมที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากที่สุด และใหญ่ที่สุดของโลก สามารถให้บริการครอบคลุมไปกว่า 3 ทวีป ซ้ำยังเจาะตลาดในประเทศยักษ์ใหญ่ อย่าง จีน อินเดีย ยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ได้หมดในขณะที่ทุกประเทศล้วนมีดาวเทียมเป็นของตัวเองแล้วทั้งสิ้น

 

เมื่อดาวเทียมไทยคมเป็นสมบัติของชาติอยู่แล้ว จะต้องไปต่อสู้ทวงคืนกันทำไมอีก!!

 

หากทุกฝ่ายย้อนกลับไปพิจารณาความเป็นมาของเรื่องทั้งหมดให้ดีตั้งแต่ต้น ก็จะเห็นเองว่าหาได้มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องไปลงทุนลงแรงตั้งโต๊ะรับบริจาคเงินนับพันนับหมื่นล้านบาท เพื่อจะเข้าไปซื้อสัมปทานดาวเทียมไทยคม หรือ วงโคจรกลับคืนมาไม่

 

แม้ผู้ถือหุ้นใหญ่ของชินแซทจะยังต้องพิสูจน์สัญชาติว่า เป็นไทย หรือต่างชาติกับกระทรวงพาณิชย์อยู่ แต่สัดส่วนหุ้นที่เหลืออีกกว่า 58% ในชินแซท ก็ยังคงเป็นหุ้นของคนไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์ทั้งสิ้น

 

และต่อให้ชินคอร์ปกับกุหลาบแก้วถูกกระชากหน้ากากว่าเป็นร่างทรงของกลุ่มทุนสิงคโปร์จริง แต่สัดส่วนทุนของสิงคโปร์ในชินแซท ปัจจุบันก็ไม่ได้สูงเกินกว่าร้อยละ 49 อันเป็นสัดส่วนหุ้นสูงสุดที่กฎหมายรับรองความเป็นนิติบุคคลของบริษัทไทยอยู่แล้ว

 

ดังนั้น ความพยายามในการตีฆ้องร้อง ป่าวให้มีการทวงคืนสมบัติชาติในเวลานี้จึงหาใช่การกู้ชาติไม่

 

 

หากแต่เป็นความ “เขลา” ไม่เข้าใจ และไม่ได้ศึกษาสัญญาสัมปทานอย่างถ่องแท้ หรือไม่ก็อาจเป็นแค่ความพยายามของกลุ่มบุคคล ที่ประสงค์จะเข้าไปชุบมือเปิบและ ส่งคนของตนเข้าไปกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารกิจการนี้แทน!

 

ขณะที่การเจรจาทางธุรกิจโดยตรงระหว่าง บริษัทเอกชนด้วยกันสามารถจะเกิดขึ้นได้เมื่อความต้องการจะซื้อจะขายตรงกัน เพราะเป็นช่วงพอดีกับที่เทมาเสกเอง ก็ต้องการจะขายหุ้นในส่วนของชินแซทให้นักลงทุนรายใหม่ ที่มีทุนมากพอจะมารับช่วงต่อเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น

 

เวลาที่เหลือไม่มากแล้วของรัฐบาล ช่วยกันระดมสมองคิดอย่างอื่นที่สร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์กับประเทศชาติมากกว่านี้ไม่ดีกว่าหรือ.

 

ค่าโง่ สามหมื่นล้าน

หมอมงคล ณ สงขลา กับค่าโง่ 'ซีแอล'

ที่มา เวบไซต์ http://www.hi-thaksin.org/
โดย 380 องศา
1 กรกฎาคม 2550

ในที่สุดสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา(USTR) ก็ประกาศตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (Generalised System of Preferences : GSP) สำหรับสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐภายใต้สิทธิพิเศษ GSP จำนวน 3 รายการ ประกอบด้วย เครื่องประดับที่ทำด้วยทอง, เม็ดพลาสติกโพลีเอสทีลีน และเครื่องรับโทรทัศน์สีจอแบน

นอกจากนี้ ยังคืนสิทธิ GSP สินค้าไทย 9 รายการ จากกรณีที่ไทยขอต่ออายุ GDP ออกไปแม้ว่าจะส่งออกเกินเพดานสูงสุดที่สหรัฐกำหนด ได้แก่ ยางเรเดียล, เครื่องรับโทรทัศน์สีแบบ High Definition, มะละกอแปรรูป, ผลไม้และลูกนัทแช่อิ่ม,มะละกอตากแห้ง, ทุเรียนสด, มะขามตากแห้ง, กากน้ำมันมะพร้าว และหนังกระบือดิบ

โดยการประกาศโครงการสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(GSP) รอบใหม่อย่างเป็นทางการ โดยตัด GSP ของสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไป

การตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร ครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบให้ไทยสูญเสียมูลค่าการส่งออกรวมกว่า 982 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 33,388 ล้านบาท จากต้นทุนภาษีนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น สำหรับเครื่องประดับที่ทำด้วยทองจะถูกเก็บภาษีนำเข้า 5.5%, เม็ดพลาสติกโพลีเอสทีลีน 6.5% และเครื่องรับโทรทัศน์สีจอแบน 3.9%

แม้สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา จะอธิบายเหตุผลอย่างนุ่มมวล ในการตัด GSP ว่าเป็นเพราะสินค้าไทยมีความสามารถในการแข่งขัน โดยสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังสหรัฐฯ ได้เกินกว่าเพดานสูงสุดที่กำหนดไว้ที่ 125 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยในปี 49 เครื่องประดับที่ทำด้วยทอง ส่งออกไปสหรัฐฯ มากถึง 700 ล้านเหรียญสหรัฐ, เม็ดพลาสติกโพลีเอทีลีน 134 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเครื่องรับโทรทัศน์สีจอแบน ส่งออกได้มากถึง148 ล้านเหรียญสหรัฐ

แต่เบื้องลึกและเบื้องหลัง การตัด GSP ครั้งนี้ นักธุรกิจในแวดวงอุตสาหกรรมการส่งออก ต่างรู้ดีกว่า มาจากความรั้นของคนแก่หัวดื้อ (เท่านั้นไม่พอยังหัวล้านอีกต่างหาก) ที่ชื่อนายแพทย์ มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณะสุข สุนัขรับใช้เผด็จการ เลียนแบบกลุ่มทหารที่ก่อกบฏ ฉีกรัฐกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ไม่ยอมยึดมั่นตามกฎกติกา การค้าโลก แสดงพฤติกรรมอันธพาล ประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาของสหรัฐฯ (Compulsory Licensing : CL) หลังจากไม่สามารถเจรจาขอต่อรองราคายาต้านไวรัสเอดส์ กับผู้ผลิตยาชื่อดังในสหรัฐ 3 ราย คือ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท แอ๊บบอต แลบอราตอรีส จำกัด และบริษัท ซาโนฟี อเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด อันเป็นสาเหตุหลัก ทำให้ สหรัฐใช้มาตรการตอบโต้ ด้วยการประกาศเลื่อนสถานะไทยขึ้นสู่บัญชีประเทศ ที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List : PWL) เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา และนำไปสู่การตัด GSP ในท้ายที่สุด

เพราะนายแพทย์ มงคล ณ สงขลา กำลังทะนงตน ว่าท่าทีที่แข็งกร้าว ในการเดินหน้าประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา โดยมองในมิติเรื่องมนุษยธรรม เพื่อให้ผู้ป่วยโรคเอดส์ สามารถเข้าถึงยาต้านไวรัสเอดส์ ได้อย่างทั่วถึง ทำให้มีภาพเป็นพระเอกในสายตา กลุ่มเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย มูลนิธิเข้าถึงเอดส์และเครือข่ายคนทำงานเอดส์

การเป็นพระเอกในสายตาผู้ติดเชื้อไวรัส เอชไอวี จนถูกนานาชาติจับชูเป็นหุ่นเชิด ยกเก้าอี้ประธานกรรมการบริหารขององค์การเอดส์แห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอดส์ (UNAIDS) ในฐานะผู้นำที่กล้าต่อกรกับสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 1 ปี

แต่สิ่งที่นายแพทย์ มงคล ณ สงขลา มองข้ามไปคือ มุมมองในมิติเรื่อง การปฏิบัติตามกติกาขององค์การการค้าโลก

เพราะนายแพทย์ มงคล ณ สงขลา ได้แสดงพฤติกรรมอันเป็นลักษณะของอันธพาล หลังจากเจรจาต่อรองราคายาต้านไวรัสเอดส์ไม่สำเร็จ ก็เลยละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา ซึ่งขัดกับหลักการค้าสากล และทั่วโลกไม่ยอมรับ ยิ่งมีภาพเป็นรัฐบาลเผด็จการทหารด้วยแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่

นายแพทย์มงคล ณ สงขลา อาจเป็นพระเอกในสายตาผู้ติดเชื้อไวรัส เอช ไอ วี

แต่ตอนนี้ นายแพทย์ มงคล ณ สงขลา กำลังเป็นผู้ร้ายในสายตาของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการส่งออก

ผมจึงไม่รู้สึกแปลกใจที่สหรัฐ ประกาศตัดสิทธิสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร สำหรับสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ ซึ่งนับว่ายังโชคดีด้วยซ้ำ ที่สหรัฐตัด GSP สินค้าส่งออกแค่ 3 รายการเท่านั้น

แต่ผมมีคำถามข้อหนึ่งที่อยากจะฝากถึง นายแพทย์ มงคล ณ สงขลา ว่า นั่งเก้าอี้ประธานกรรมการบริหารยูเอ็นเอดส์ แล้วรู้สึกอย่างไร คุ้มไหมครับที่ต้องแลกด้วยเงินประมาณ 33,388 ล้านบาท จากการถูกตัดสิทธิ GSP

ถ้าจะบอกว่าเรื่องนี้ ถือเป็นบทเรียนราคาแพง คงไม่ถูกต้องนัก

ถ้าจะให้ถูกจริงๆ ต้องบอกว่า เป็นเก้าอี้ที่แสนแพงต่างหาก

ทหารไม่รู้จริง เอกชนร่วมงานถูกต้องแล้ว

กฎหมายเศรษฐกิจ:หลักกฎหมายปิดปาก vs.พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ
30 มิถุนายน พ.ศ. 2550 07:00:00

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ในสัปดาห์นี้ ผมเลือกเรื่องนี้มาเขียน นอกจากเพราะเป็นเรื่องที่กำลังอยู่ในความสนใจแล้ว ยังเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐอย่างใหญ่หลวง ในขณะนี้ ได้มีการใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ) โดยหน่วยงานของรัฐเพื่อเป็นข้ออ้างว่าสัญญาต่างๆ ที่ทำไว้กับเอกชนเป็นโมฆะ หรือไม่มีผลผูกพันรัฐกันหลายครั้งหลายหน เช่น

- สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีอ้างว่า การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเข้าร่วมงานฯ ที่ทำไว้กับบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) มิได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี จึงขัดต่อมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ จึงไม่มีผลผูกพันรัฐตามกฎหมาย

- คณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) อ้างว่าสัญญาที่ทำไว้กับคิงเพาเวอร์เป็นโมฆะ เพราะไม่ได้ผ่านขั้นตอนตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ

- คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาอนุญาตให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่/ให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่าร์ระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ/หรือบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กับผู้ให้บริการเอกชนบางฉบับมิได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามนัยแห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ

นอกจากที่ผมยกตัวอย่างมาแล้วข้างต้น ผมเชื่อว่าหน่วยงานของรัฐยังจะมีการกล่าวอ้างและใช้ประโยชน์จาก พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ เพื่อบอกเลิกนิติสัมพันธ์ที่มีอยู่กับเอกชนอีกมาก

ผลเบื้องต้นที่เห็นได้ชัด ณ ขณะนี้ จากการกล่าวอ้างและใช้ประโยชน์ดังกล่าว คือ สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีถูกไอทีวีฟ้องเรียกค่าเสียหายนับแสนล้านบาท บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ถูกคิงเพาเวอร์ฟ้องเรียกค่าเสียหายประมาณเจ็ดหมื่นล้านบาท แม้ว่าผู้ให้บริการเอกชนในธุรกิจโทรคมนาคมจะยังมิได้ฟ้องบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ/หรือบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ก็ตาม ผมก็เชื่อว่าคงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องมีการฟ้องคดีและจำนวนทุนทรัพย์รวมกันแล้วต้องเกินแสนล้านบาทแน่นอน

รัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการ และกรรมการในบอร์ดต่างๆ ล้วนมาแล้วก็ไปตามครรลอง แต่หน่วยงานของรัฐยังคงอยู่และยังต้องรับภาระจากการตัดสินใจของผู้มีอำนาจในขณะนั้นๆ และหากหน่วยงานของรัฐเหล่านี้แพ้คดี ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเอาภาษีอากรของประชาชนอย่างเราๆ ไปชำระ พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ ระบุขั้นตอนการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐเมื่อจะมีการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐโดยย่อ คือ

หน่วยงานเจ้าของโครงการจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ประธานคือผู้แทนกระทรวงเจ้าสังกัดซึ่งเป็นข้าราชการประจำ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานหน่วยงานอื่นของรัฐหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น แล้วแต่กรณี และกรรมการคือผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนกระทรวงอื่นอีกสองกระทรวง กระทรวงละหนึ่งคน ผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกินสามคน และให้มีผู้แทนหน่วยงานเจ้าของโครงการหนึ่งคนเป็นกรรมการและเลขานุการ

จากนั้นคณะกรรมการก็จะดำเนินการประกาศเชิญชวน ร่างขอบเขตของโครงการ และเงื่อนไขสำคัญ เปิดการประมูล ฯลฯ จนได้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกและในขั้นตอนสุดท้าย คณะกรรมการจะต้องนำผลการคัดเลือกพร้อมเหตุผล ประเด็นที่เจรจาต่อรองเรื่องผลประโยชน์ของรัฐ ร่างสัญญา และเอกสารทั้งหมดเสนอต่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัด เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในเก้าสิบวันนับจากวันที่คณะกรรมการตัดสิน

ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า การปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ นั้น เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องเป็นผู้ดำเนินการทั้งสิ้น ฝ่ายเอกชนไม่มีอำนาจที่จะเสนอเรื่องต่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดหรือต่อคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใดหรืออาจจะกล่าวได้อีกในนัยหนึ่งว่า การดำเนินการตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ อยู่นอกเหนือการควบคุมของฝ่ายเอกชน

ประเด็นปัญหาที่น่าพิจารณาก็คือ รัฐจะสามารถยกเอาการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ มาเป็นประโยชน์แก่รัฐได้หรือไม่ในเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า

(ก) ฝ่ายรัฐเป็นฝ่ายบกพร่องโดยละเลย ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ

(ข) ฝ่ายรัฐได้แสดงออกในลักษณะที่ทำให้ฝ่ายเอกชนเชื่อได้ว่า หน่วยงานของรัฐมีอำนาจในการเข้าทำสัญญาต่างๆ โดยสมบูรณ์ และ

(ค) ฝ่ายรัฐได้รับเอาประโยชน์จากการที่ให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ

หลักกฎหมายทั่วไปที่สำคัญประการหนึ่ง คือ หลักกฎหมายปิดปากซึ่งเป็นหลักกฎหมายที่มีขึ้นเพื่อเป็นการห้ามคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิในทางที่เสียหายแก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง อันเนื่องมาจากการที่ตนเองกระทำหรืองดเว้นการกระทำการใดๆ และคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งนั้นได้ตกลงเข้าทำสัญญาโดยสุจริต เจตนารมณ์ของหลักกฎหมายปิดปาก ก็เพื่อปกป้องและคุ้มครองคู่สัญญาฝ่ายที่กระทำการโดยสุจริต

ผมยังมีความเป็นห่วงว่าเมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล หน่วยงานของรัฐจะเพลี่ยงพล้ำด้วยหลักกฎหมายปิดปากนี้ จริงๆ แล้ว ก็คือเสียดายเงินภาษีอากรนั่นแหละครับ เพราะเมื่อถึงเวลาดังกล่าว บรรดารัฐมนตรีหรือประธานบอร์ดที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวอ้างก็ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนแล้ว!!!

**********************************

บทความนี้ เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่

ดำเนิน ทรัพย์ไพศาล subpaisd@allenovery.comบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด

ปรส ปชปจะหนีพ้นหรือไม่

ดีเอสไอ เตรียมสรุปสำนวน คดีปรส.ส่งอัยการ

                                             ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)  วันที่ 15 พ.ย. เวลา 10.00-12.00 น .นายไกรสร บารมีอวยชัย รักษาการอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ  ดร.วิชช์ จีระแพทย์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีล้มละลาย นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์  รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองอธิบดีดีเอสไอ  และนางอัญชลี เต็งประทีป หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ร่วมประชุมสรุปสำนวนคดีการขายทรัพย์สิน ขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.)  ซึ่งดีเอสไอรับโอนคดีจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเป็นคดีพิเศษตั้งแต่วันที่    2 ก.พ.2549  เพื่อสอบสวนว่ามีการปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจากการนำทรัพย์สินของ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการมูลค่า 851,000 ล้านบาท ไปประมูลขายเพียง 190,000 ล้านบาท หรือไม่  และการดำเนินการของปรส. ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่มุ่งแก้ไขระบบสถาบันการเงินด้วยการฟื้นฟูฐานะของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินการ  
                                              นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อีก 5 คดี คือ คดีที่ 1.กรณีบริษัท เลห์แมนบราเดอร์ โฮลดิ้ง อิ้งค์ ผุ้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์ประเภทสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากปรส.แล้วโอนสิทธิให้กับกองทุนรวมโกลบอลไทยพร็อพเพอร์ตี้  เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2541  ยอดคงค้างทางบัญชี 24,616.95 ล้านบาท ราคาประมูล 11,520 ล้านบาท คดี ที่ 2 กรณีบริษัทโกลด์แมน แซคส์ เอเชีย ไฟแนนซ์ จำกัด ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์จาก ปรส.แล้วโอนสิทธิให้กับ กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล ยอดคงค้างทางบัญชี 115,890.96 ล้านบาท ราคาประมูล 22,454.87 ล้านบาท คดีที่ 3-4 กรณีบริษัทเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์จาก ปรส.แล้วโอนสิทธิให้กับ กองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 1-3 ยอดคงค้างทางบัญชี 64,303.34 ล้านบาท ราคาประมูล 23,176.38 ล้านบาท และคดีที่ 5 กรณีบริษัทวีคอนกลอมเมอเรท จำกัด ผู้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์จาก ปรส.แล้วโอนสิทธิให้กับ กองทุนรวมวีแคปปิตอล  ยอดคงค้างทางบัญชี 12,376.73 ล้านบาท ราคาประมูล 3,189.90 ล้านบาท
                                              ดร.วิชช์  แถลงผลการประชุมว่า พนักงานสอบสวนได้ข้อยุติในคดีที่  1.กรณีบริษัท     เลห์แมนบราเดอร์ โฮลดิ้ง อิ้งค์ ผุ้ชนะการประมูลซื้อสินทรัพย์ประเภทสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากปรส.แล้วโอนสิทธิให้กับกองทุนรวมโกลบอลไทยพร็อพเพอร์ตี้  เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2541  ยอดคงค้างทางบัญชี 24,616.95 ล้านบาท ราคาประมูล 11,520 ล้านบาท ซึ่งมีการสอบปากคำพยานบุคคล ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวม 106 ปาก โดยแยกประเด็นการสอบสวนออกเป็นประเด็นข้อกฎหมายและประเด็นข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้หลักฐานถึงวัตถุประสงค์ในการปฏิรูปสถาบันการเงิน และกรณีผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงการจงใจหลีกเลี่ยงภาษี จากการสอบสวนพบว่า มีการดำเนินการหลายกรณี ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ
                                             หลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ทั้งสิ้น 10 ประเด็น ดังนี้ 1.ปรส.ยินยอมให้นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับปรส.เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินจากปรส.โดยมิชอบ 2. คณะกรรมการปรส.บางคนมีส่วนเกี่ยวข้อง ปกปิดข้อเท็จจริง กระทำการโดยไม่โปร่งใส 3. ข้อกำหนดของปรส.ที่ให้ผู้ชนะการประมูลโอนสิทธิได้ขัดต่อกฎหมาย 4. การโอนสิทธิของผู้ชนะการประมูล ไม่ชอบ  ขัดต่อพรก.ปรส. 5. ข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของคณะกรรมการปรส.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 6. คณะกรรมการปรส.และกลุ่มนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับปรส.ฝ่าฝืนข้อสนเทศการขายทรัพย์สิน  7. กองทุนรวมที่รับโอนสิทธิจากผู้ชนะการประมูลซื้อทรัพย์สินจากปรส. ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล 8. มีการทำสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย 9. สิทธิของนิติบุคคลที่ชนะการประมูลไม่สมบูรณ์ เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของปรส. และ 10. ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการปรส.บางคนขาดคุณสมบัติเนื่องจากดำรงตำแหน่งทับซ้อนกับสถาบันการเงินอีกแห่ง  
                                             ดร.วิชช์ กล่าวอีกว่า คณะพนักงานสอบสวนมีมติว่า การขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินทั้ง 56 แห่ง ในกลุ่มสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย มีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น โดยเกิดความเสียหายแก่รัฐ ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา หลังจากนี้พนักงานสอบสวนจะเรียกกรรมการปรส.ที่รู้เห็นเกี่ยวข้องโดยตรงในการขายและนิติบุคคลที่มีส่วนร่วมและสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่กระทำผิดอาญาจำนวนไม่ต่ำกว่า 5 รายมารับทราบข้อกล่าวหา ฐาน เป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงานและเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และร่วมกันกระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบายเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ซึ่งในคดีภาษีอากรต้องระวางโทษจำคุก 3 เดือน -7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-200,000 บาท

ขายเครื่อบินเก่า สมัยทหารกุมบอร์ด สุดยอดไม่โปร่งใส

ขายฝูงบินเก่า8ลำ2.6พันล.ลุกเป็นไฟ บินไทยใส่พานให้โบรกเกอร์มอนต์โรส

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3901

ฝุ่นตลบ "การบินไทย" ซุ่มขายเครื่องเก่า 8 ลำ แอร์บัส A300-600 และ โบอิ้ง 747-300 แบบพิลึก "MONTROSE" ขาใหญ่วงการโบรกเกอร์ค้าเครื่องทำท่ากวาดรวดเจ้าเดียว ถกกันแหลก "ทีโออาร์-ราคาซื้อ" ต่ำกว่าท้องตลาดหรือไม่ และเหตุใดการบินไทยยอมเข้าเนื้อ รวมทั้งฝูงบินได้เงินแค่ 2,650 ล้านบาท กระทุ้งทุกฝ่ายตรวจสอบปมหลัก "เครื่องยนต์" ในเครื่องบินมูลค่ามโหฬาร

แหล่งข่าวระดับสูงจากวงการค้าเครื่องบินนานาชาติเปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ทยอยเปิดประมูลขายเครื่องบินออกจากฝูง 8 ลำ เฉลี่ยเบื้องต้นจะมีมูลค่ารวมประมาณ 2,650 ล้านบาท ขณะนี้บริษัทผู้เข้าร่วมประมูลพากันตั้งข้อสังเกตเมื่อกลุ่ม มอนต์โรส (MONTROSE) มีแนวโน้มจะเป็นบริษัทตัวแทนการจัดซื้อเพียงรายเดียวที่จะได้สิทธิทั้งหมดไป

ประกอบด้วยแอร์บัส A300-600 จำนวน 6 ลำ เมื่อเมษายน 2550 ทยอยขายไป 2 ลำ ยังคงเหลือที่จะต้องขายอีก 4 ลำ ระหว่างนี้เตรียมขายโบอิ้ง B747-300 อีก 2 ลำ มีบริษัทโบรกเกอร์สากลที่ทำธุรกิจรับซื้อเครื่องบินเสนอชื่อเข้าร่วมประมูล 4 บริษัท

บริษัทผู้เข้าประมูลทุกรายพุ่งเป้าจับตาการทำงานคณะกรรมการประมูลขายเครื่องบินการบินไทยที่มีนายธรรมศักดิ์ ชุติวงศ์ กรรมการ ผู้จัดการฝ่ายช่าง (DT) เป็นประธาน ว่าได้จัดทำ ทีโออาร์และปฏิบัติตามกติกาต่อลูกค้าอย่างเท่าเทียมหรือไม่

ประการสำคัญที่สุดราคาที่ตกลงซื้อขายรักษาผลประโยชน์สูงสุดของการบินไทยหรือไม่ เนื่องจากมูลค่าที่จะซื้อจะขายกันไม่ชัดเจน แอร์บัส A300-600 ลอตแรก 2 ลำ ขายไปในราคาประมาณ 325 ล้านบาท/ลำ (9.3 ล้านเหรียญสหรัฐ) และหากยังคงขายราคานี้การบินไทยจะได้เงินรวมประมาณ 1,950 ล้านบาท แต่ราคาที่เป็นตัวแปรหลักคือมูลค่าของเครื่องยนต์ในเครื่องบินแต่ละลำ

ส่วนโบอิ้ง B747-300 เปิดให้บริษัทที่สนใจเสนอชื่อมาเกือบเดือนแล้ว ปรากฏว่าเลื่อนเปิดซองประมูลไปถึง 3 ครั้ง แต่มีแนวโน้มว่าคณะทำงานขายเครื่องบินจะรวบรัดภายในสัปดาห์สุดท้ายเดือนพฤษภาคมนี้ และเป็นไปได้สูงที่กลุ่ม MONTROSE จะได้ฝูงบิน 2 ลำนี้ไป มูลค่ารวม 700 ล้านบาท (20 ล้านเหรียญสหรัฐ) ราคาเฉลี่ยประมาณ 350 ล้านบาท/ลำ (10 ล้านเหรียญสหรัฐ) แต่มีข้อถกเถียงกันกว้างขวางในกลุ่มผู้ค้าเครื่องบินว่า ขายต่ำกว่ามูลค่าจริงใน book value ของตลาดควรจะได้ไม่ต่ำกว่า 420 ล้านบาท/ลำ (12 ล้านเหรียญสหรัฐ)

"เป็นที่รู้กันในวงการค้าเครื่องบินว่ากลุ่ม MONTROSE เป็นโบรกเกอร์รับซื้อและขายเครื่องบินแก่สายการบินต่างๆ ในเมืองไทยมีนายนาฏศิลป์เป็นตัวกลาง ตามประวัติเคยขายเครื่องบินโบอิ้ง B747-400 ให้ภูเก็ต แอร์ไลน์ส ของนายวิกรม อัยศิริ ซึ่งปัจจุบันหยุดดำเนินการชั่วคราวเกือบ 2 ปี ส่วนตัวแทนต่างชาติชื่อ Mr.Raymon"

"หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าวิธีดำเนินการเปิดประมูลของคณะทำงานการบินไทยเองผิดปกติด้วยหรือไม่ เพราะหลายครั้ง MONTROSE เหมือนจะรู้ราคาที่บริษัทคู่แข่งเสนอเข้าไป ส่วนขั้นตอนระหว่างยื่นประมูลคณะทำงานก็ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานสากลเท่าใดนัก นั่นคือให้ข้อมูลเรื่อง tecnicial information ไม่ชัดเจน และแทบจะไม่เปิดโอกาสให้บริษัทอื่นเข้าไปตรวจสอบสเป็กทางเทคนิค หรือการใช้งานเครื่องบินเลยแม้แต่น้อย ให้เวลากระชั้นมาก บริษัทอื่นยกเว้น MONTROSE จะได้รับข้อมูลล่วงหน้าเพียง 2-3 วันเท่านั้น ทั้งที่ถือเป็นแกนหลักที่จะชิงความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ยื่นประมูล"

รายงานข่าวยืนยันว่า การซื้อเครื่องบินเก่าราคาจะสูงหรือต่ำไม่ได้อยู่ที่อายุการใช้งานเครื่องบิน แต่อยู่ที่เครื่องยนต์ซึ่งติดตั้งอยู่ในเครื่องบิน แต่ละเครื่องมีมูลค่ามหาศาล เช่น โบอิ้ง B747-300 ที่การบินไทยนำมาขายใช้เครื่องบิน GECF6-80 มูลค่าในตลาดโลกขณะนี้สูงถึง 70-105 ล้านบาท-เครื่อง (2-3 ล้านเหรียญสหรัฐ)

ตัวแปรสำคัญหากไม่ได้อยู่ในวงการบินจะไม่เข้าใจก็คือเครื่องยนต์ที่ขายพร้อมกับเครื่องบินแต่ละลำนั้น ก่อนขายสายการบินได้ระดับการซ่อมบำรุงอยู่ที่ A, B, C , D check ถ้าได้รับการปรับปรุงมาดีแต่ขายถูกก็เท่ากับสายการบินผู้ขายขาดทุน บริษัทผู้ประมูลได้ไปจะกำไรเพราะสามารถแยกชิ้นส่วนนำอะไหล่ไปขายรายได้จะดีกว่า และ/หรือในอดีตประวัติศาสตร์ในลักษณะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นในการบินไทยมาแล้วครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้การบินไทยยังมีความพยายามเร่งทยอยขายเครื่องบินเก่าทั้ง 8 ลำ ออกจากฝูงบินให้เร็วที่สุด ทั้งที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังไม่มีมติอนุมัติให้จัดซื้อเครื่องบินเข้ามาทดแทนอีก 8 ลำ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทยมีมติเมื่อเดือนมีนาคม 2550 ขอซื้อแอร์บัส A330-600 ทั้งหมด

สำหรับผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จะตามมานอกเหนือจากการถกเถียงกันเรื่องราคาขายเครื่องเก่าไม่ชัดเจนอาจส่งผลทำให้การบินไทยได้เงินน้อยลงและ/หรือได้เปิดประมูลตามหลักปฏิบัติในมาตรฐานสากลหรือไม่แล้ว หากการขายเครื่องออกไปยังทำให้ที่นั่งเที่ยวบินที่จะให้บริการผู้โดยสารลดลง

และหากภายในปี 2551 ไม่มีเครื่องบินฝูงใหม่เข้ามาทดแทน ประสิทธิภาพการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันกับสายการบินนานาชาติ และการเพิ่มรายได้จากการขายตั๋วโดยสารมีแนวโน้มจะไม่ได้ตามเป้า 2.5 แสนล้านบาทได้

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข ประธานบอร์ดการบินไทยยืนยันว่าหากจัดซื้อเครื่องใหม่ 8 ลำล่าช้ารัฐบาลชุดนี้ต้องรับผิดชอบผลที่จะตามมากับอุตสาหกรรมการบินของไทย

Sponsors

คตส ปล่อย อภิรัก หลุดวงแหความเสียหายพันล้าน

น่าสงสัยและน่าเคลือบแคลงเป็นอย่างยิ่ง เมื่อ คตส. มีมติให้ชี้มูลความผิดผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อรถดับเพลิง กทม. มูลค่า 6,687 ล้านบาท เพียงแค่ 5 คน ประกอบด้วย 1. นายโภคิน พลกุล อดีต รมว.มหาดไทย 2. นายประชา มาลีนนท์ อดีต รมช.มหาดไทย 3. นายสมศักดิ์ คุณเงิน อดีตผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย 4. นายสมัคร สุนทรเวช อดีตผู้ว่าฯ กทม. และ 5. พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีต ผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม.

แต่ไม่มีรายชื่อของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบันรวมอยู่ด้วย

นายสัก กอแสงเรือง โฆษก คตส.ชี้แจงว่า เหตุที่ไม่รวมนายอภิรักษ์เข้าไปด้วย ก็เพราะว่า นายอภิรักษ์เข้ามาเกี่ยวข้องภายหลัง อีกทั้งการเปิดแอลซี นั้นก็เพราะต้องการทำตามสัญญาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และ ยังถูกกระทรวงมหาดไทยมีหนังสือสั่งให้เร่งดำเนินการ จึงทำให้เกิดคำถามว่า คตส. ได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับนายอภิรักษ์และบุคคล อื่น ๆ โดยครบถ้วนแล้วหรือยัง

คำตอบก็คือ อาจจะตรวจแล้วไม่ได้นำเข้ามาไว้ในสำนวน หรือ ไว้ในสำนวนแต่ไม่เห็นว่าเป็นการกระทำผิด หรือตรวจพบหลักฐานการเปิด แอลซี ที่มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องทั้งหมด

ตามสัญญาการซื้อขายรถดับเพลิงที่นายสมัคร สุนทรเวช ลงนามกับฝ่ายออสเตรีย ได้ระบุว่า สัญญาจะไม่มีผลบังคับจนกว่าจะมีการเปิดแอลซี ดังนั้นเมื่อนายอภิรักษ์ มาเปิดแอลซี จึงทำให้สัญญาซื้อขายเกิดความสมบูรณ์