Thai Love Justice Association

"เวบสำหรับคนรักความยุติธรรมทั่วไทย" โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ

เปิดผนึกถึง เซียงแห่งผู้จัดการ “โง่แล้วมาอวดฉลาดทำไมกัน”

ไอ้หมอนี่มันโง่จริง ไม่เชื่อผมท่านตัดสินใจเอาเอง ในบทความอำลาการเขียนของเซียงไปทำภารกิจลับ เขาเขียนไว้ว่า ระบอบอำมาตรตายไปแล้ว และระบอบทุนการเมืองก็ตายไปแล้ว ระบอบอำมาตรตายเพราะ คมช ส่วนระบบ ทุนการเมืองตายเพราะทักษิณ และที่ตายไปนี่หมายความว่าอะไร เซียงเขาสรุปก็เพราะว่า “ตายเพราะคนชั้นกลาง และชนชั้นที่เปิดตัวเอง ต่อข่าวสาร เขาไม่เอาทั้งสองอย่างนั่นแล้ว และ ตอนนี้คนพวกนี้ กำลังค้นหา ทางเดินใหม่” โอยมันจะเป็นเวรเป็นกรรมของไทยไปอีกนานขนาดไหนกัน ที่นักข่าวที่ขึ้นชื่อที่สุดของผู้จัดการ คนที่ฝ่ายพันธมารฟังทั้งเมือง คนที่มีผลกระทบต่อความคิดของคนมากมาย มาอย่างยาวนาน ยังพูดอกมาได้ว่าระบอบอำมาตรมันตายไป เพราะคนชั้นกลางที่เปิดตัวเองแก่ข่าวสาร ผม “ไม่ปลื้มไม่เปรมด้วย”

 

ในทางกลับกันอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่เซียงเขียน มันทำให้เห็นได้ชัด ว่าระบอบอำมาตรมันยัง “มั่นคงค้ำฟ้า” ก็เพราะอะไรหรือครับท่านผู้อ่าน ก็เพราะเซียง พี่แกเล่นเอาอนาคตชาติ และสิ่งที่จะเกิดขึ้น ไปวางไว้บนบันไดของคนชั้นกลางของกรุงเทพอีกแล้ว โง่แรกของเซียง คือลงมันยกย่องคนชั้นกลางกันขนาดนี้นะ ให้มันเหนือคนอื่น แล้วระบอบอำมาตรมันจะตายไปได้ยังไง คือระบอบอำมาตรมันจะตายไป เวลารากหญ้าเป็นใหญ่ในแผ่นดินเท่านั้นพี่เซียง

 

โง่สองของเซียง คือถามจริงๆเถอะพี่เซียง คนชั้นกลางในกรุงเทพ กรุงเทพที่เป็นศูนย์รวมข้าราชการไทย และรัฐวิสาหกิจ และการศึกษา ในกลุ่มชนชั้นกลางในกรุงเทพนะ มันมีข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ แจมอยู่ด้วยสัก 50%ได้ไหม

 

โง่สามของเซียง แล้วมันจะตายไปได้อย่างไร ทางปรัชญานะ ระบอบอำมาตรมันคือระบอบที่แบ่งชนชั้น แล้วให้พวกระดับสูงของสังคมนะ บริหารบ้านเมือง เพราะถือกันว่า รู้ดีที่สุด คือมันไม่ใช่ประชาธิปไตย ที่เห็นทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ ไม่มีแบ่งชนชั้น เสียงข้างมาก จะมาจากไหน ปกครองไป แต่นี่พี่เซียงเล่นเอาอนาคตชาติ ทั้งกระบิ ไปวางไว้กับชนชั้นกลาง แบบไม่สนใจรากหญ้า สรุปคืออะไรหรือครับท่านผู้อ่าน

 

โง่ที่สี่ของเซียง แล้วแหมขอขอบคุณมากที่อุตสาห์อธิบายให้ฟังว่าระบอบอำมาตรคืออะไร แต่พี่เซียงช่างเลือกเหลือเกินนะ ว่าจะเอาตรงไหน ในตำรานะ ทั้งกระบินะแบบไม่เลือก ที่เขียนมานานแล้วแบบของอาจารย์ปรีดี ท่านบอกว่า ระบอบอำมาตรรวมถึง “สมุน” คืออำมาตรนะ มีในจำนวนที่น้อยนิด เลยต้องอาศัยพลพรรค คือ “สมุน” แล้วแบบชนชั้นกลางในกรุงเทพ ที่เส้นสายข้าราชการกันตรึม ที่เซียงยกให้เป็นชนชั้นผู้นำนะ เป็น สมุน ใครส่วนมาก เท่าที่เห็น มันก็สมุนอำมาตรทั้งนั้น แต่ละคน “รอคิวรวย รอคิวใหญ่โต รอคิวเป็นอำมาตรทั้งนั้น” แทบจะไม่มีเลย ชนชั้นกลาง ที่ไปอีกทาง คือ “ลงรากหญ้าแทน” เป็นสมุนคนจน

 

โง่ที่ห้าของเซียง สรุปคือเซียงยังสลัดคราบของระบอบอำมาตรไม่ได้ โดยตัวเองเลย คือยังยกย่องคนชั้นกลากให้เป็นอภิสิทธิชน เหนือชนชั้นอื่น ซึ่งก็หมายความว่ายังมีคราบของอำมาตรติดตัวอยู่ แล้วยังจะมีหน้ามาวิเคราะห์ โน่นด่าไปถึง ใครต่อใครที่ออกมาต่อต้านเผด็จการ แบบยอมถูกตีหัว ยอมเข้าคุก แบบนปก ว่าเขาพูดถึงระบอบอำมาตรเพราะจะเอามาปลุกผีระบบทุนธนาธิปไตย หรือระบบทุนในประชาธิปไตย นี่มันบ้าหรือเปล่าว่ะ อยู่ไปกล่าวหาคนที่ ยอมถูกทหารกระทืบแล้วไปนอนในคุก เพื่อต่อสู้กับเผด็จการ คมช เลยเถิดถึงกับด่าเขาว่า โจมตีระบอบอำมาตรเพื่อปลุกมันขึ้นมา

 

โง่ที่หกของเซียง โถ่พี่เซียง เห็นบ้างหรือเปล่าเอกสารลับ ไม่รู้จะกี่อันของทหาร อ่านบ้างหรือเปล่า กฎหมายความมั่นคง แล้วเห็นไหมคนบอกว่าให้ “ใช้” รธน ฉบับ หัวคูณไปก่อน ไม่ต้องไปแก้ไข แล้วไอ้สองสามตัวอย่างที่มันกำลังเกิดขึ้นนี่นะ มันบอกหรือว่าระบอบอำมาตร  “ตายไปแล้ว”

 

ผมนะเขียนมาปีกว่าแล้วนะ ว่าภายในปีเดียวคอยดู พันธมารกับ คมช จะ “ตีกันเองชนิดมันหยด” แล้วไง ก็ตีกันเองจนได้ มาวันนี้ผมก็จะบอกว่า ไอ้ที่เซียงออกมาบอกว่าระบอบอำมาตรมันตายไปแล้วนะ ก็เพราะ “อารมณ์โกรธ” ของเซียงมันบังตาเซียงอยู่ คือเซียงอยากให้มันตาย เพราะตอนนี้เกลียด คมช เข้าใส้ พอๆกับทักษิณ เลยออกมาส่งมันลงนรกไปเลย ด้วยการบอกว่ามันตาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันกำลังจะเกิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่

 

สรุปคือผมตรงกันข้ามกับเซียง ไม่ได้มองว่ามันตาย แต่กำลังจะเกิดอย่างยิ่งใหญ่ และที่ทำให้แผนกำลังจะเกิด อย่างยิ่งใหญ่มันมีปัญหา ก็เพราะคนเขาต่อต้านกันทุกรูปแบบ ไม่ได้เป็นแบบเซียง ที่มาบอกว่าตายไปแล้ว ไม่ต้องไประวังหรือกลัวหรือทำอะไร เหมือนเซียงแนะนำนะ

 

สุดท้ายเรื่องทุนธนาธิปไตย ก็คือทักษิณ “แน่ใจว่าตายไปแล้วหรือ” เห็นผู้จัดการชอบเอาโพลที่สนับสนุนจุดยืนตัวเอง มาอ้างถึงความจริง แต่บังเอิญโพลที่ผู้จัดการไม่เขียนถึง มันก็ออกไปอีกทางหลายอันแล้วนะ คือมันบ่งบอกว่า สมัคร กำลังมาแรง แล้วถามจริงๆเถอะ อ่านข่าวของตัวเอง คือผู้จัดการ เรื่องทุ่มเงินกันขนาดไหนบ้างหรือเปล่าในการซื้อตัวคนกันนะ แล้วใครซื้อส่วนมาก แล้วนโยบายนะ ของทักษิณนะ ที่ด่าว่ามันเป็น ทุนธนาธิปไตยนะ คือทุนซื้อหมดทุกอย่างที่ขวางหน้า มันจะตายไปได้ยังไง  เพราะ “ทุกพรรคมันเอาประชานิยมหมด” แบบนี้ ก็เอาหนึ่งมาบวกหนึ่งดูเอาเองสิ ซื้อตัวสสกันแหลก บวกประชานิยมทุกพรรค แถมมีนอมินี คมช เข้า ปชป กันเป็นแถว แบบนี้มันมีอะไร “ตาย” บ้าง

 

สุดท้าย ก็ดีใจที่บอกว่าทางที่ดีกว่ากำลังเกิดขึ้น คนไทยกำลังมองกันอยู่ ฟังดูดีนิ แต่รากเหง้าของสิ่งนี้นะ มันเห็นได้ตรงไหนหล่ะ จริงๆแล้ว มันไม่มีให้เห็นเลยว่ามันจะเกิด เพราะมันไม่มีจริงๆ ทุกพรรคมันเกือบจะเหมือนกันไปหมดทางนโยบาย และการซื้อสสเข้าพรรค มันมีแต่ประวัติศาสตร์เท่านั้น ในการต่อสู้และปรัชญาหลัก ที่แตกต่างกัน แล้วมันก็เห็นว่ามีสองขั้ว ปชป ที่เป็นนักการเมืองมืออาชีพ อะไรก็ได้ทั้งนั้นเผด็จการก็เลีย ประชาธิปไตยก็ได้ถ้าไม่ทำให้ตัวเองมีปัญหา คือขอเป็นรัฐบาลอย่างเดียว แล้วก็ปรัชญา ประชาธิปไตยของ พปช จะทุนธนาธิปไตย หรืออะไรก็ตาม มันก็ยังเป็นประชาธิปไตยมากกว่าของคนอื่น

 

โง่ที่เจ็ดของเซียง สรุปคือมันไม่มาร์คโดยมีอำมาตรครอบงำ ก็สมัครและทุนธนาธิปไตย แล้วอย่างนี้มีอะไรตายไปบ้างหล่ะ แล้วแหม คล่องตัวเหลือเกินนะ จากจ้องล้มทักษิณ บอกทักษิณออกไป ปัญหาชาติหมด มาตอนนี้ พุ่งการสร้างเป้าใหม่ ไปที่ ทุนธนาธิปไตย ของอำนาจเก่าเลยนะ แบบจากทักษิณออกไป กลายเป็นทุนธนาธิปไตยออกไป ยอดเยี่ยมในการปรับปรุงตัวให้มันมีศัตรูต่อเนื่องได้รวดเร็วจริงๆนะ

 

แต่มันก็อีก “สุดงี่เง่าของเซียง” บอกอำมาตร และ ทุนธนาธิปไตยตายไปแล้ว แล้วไอ้ผู้จัดการและสมุน ยังออกมาต่อต้านสมัครทำไมกันหละ จริงไหมพี่ มันตายไปแล้ว แสดงว่าสมัครไม่เกี่ยวไม่ใช่ทุนธนาธิปไตย แล้วยังออกมาต่อต้านเขาทำไมกันพี่ คือบอกมาสิว่าสมัครเขาเป็นอะไร เอาถ้าไม่รู้เพราะโง่จริงจะบอกให้ เขารักในหลวงมาก เขารักวัฒนธรรมไทยมาก แบบเด็กต้องเคารพผู้ใหญ่แบบอำมาตรชอบนะ

 

โอยเวรกรรมไอ้เพื่อนผมที่บอกให้เข้ามาอ่านเซียงอำลาโลกจริงๆ นึกว่าจะได้อะไร ที่ไหนได้ ครั้งสุดท้ายที่อ่านเซียงเมื่อปีกว่าที่แล้ว กับวันนี้ มันก็ยังโง่เหมือนเดิม อ่านแล้วไม่ได้อะไรเลยจริงๆ

เมื่อไทยเลือกเอากระแสสังคม “มาเป็นระบบ”

ผมหละสุดงง อ่านข่าวในกรุงเทพธุรกิจ เรื่องการกลับมาของ “เสี่ยสอง” ใช่ครับ คนที่ กลต จับฟ้องเรื่องปั่นหุ้นแต่พอขึ้นศาล ศาลบอกว่าไม่ผิดหมดทุกกรณี กลายเป็นผู้บริษุท แต่ในบทความที่ดีมากของ กรุงเทพธุรกิจ ที่เจาะลึกมาก ถึงเครือข่ายใหม่ของเสี่ยสอง กรุงเทพธุรกิจ ก็ไม่วายลงเอยเอาเขียนไว้ว่า “ระวังกระแสสังคมจะทำให้ไม่มีที่ให้ทำธุรกิจ” คือออกมาเตือนเสี่ยสองว่า อย่ากลับมาปั่นหุ้นหรืออะไรอีกเลย

 

วันนี้ก็เลยขอเขียนเรื่อง ความย่อยยับ ที่กำลังรอคนไทยอยู่ข้างหน้า เพราะคนไทยและสื่อ ชอบกันเหลือเกิน ที่จะสร้างกระแสมาขุ่มขู่กัน เรียกว่าใครมีพิรุส ว่าจะเป็นคนชั่ว ทำไม่ดี ก็เล่นงานเขาเลยด้วยกระแสสังคม ในบทความการกลับมาของเสี่ยสองในกรุงเทพธุรกิจ ผู้เขียนนั้นก็ยึดมั่นในคุณธรรมของปากกาตัวเองเต็มที่ “วาดเป็นภาพคร่าวๆถึงความชั่วร้ายของเสี่ยสองที่กำลังทำตอนนี้” ผมก็นึกกลับไปเมื่อสัก 15 ปีที่แล้ว ตอนเสี่นสองถูกจับปั่นหุ้น นักเขียนคุณธรรมทั้งหลาย ก็ออกมา “เหยียบเสี่ยสอง” กันทั้งเมือง สร้างกระแสสังคมอันยิ่งใหญ่ “ใครทำอะไรแปลกๆหรือรวยจากหุ้น” เป็นต้องถูกสื่อ วิ่งไป กลต แล้วหาเรื่อง “ปั่นหุ้น” มาสร้างกระแสได้ทุกเรื่องทุกครั้ง เรียกว่าเกลียด “ปั่นหุ้น” พอๆกับ “ระบอบทักษิณ” ตอนนี้นี่หละ ยังไงอย่างนั้นเลย

 

นี่ผ่านมาสิบห้าปีแล้ว หลังจากศาลตัดสินว่า เสี่ยสองไม่ผิด มันก็น่าเห็นใจเสี่ยสองเหมือนกันนะ กลับมายังไม่ทันข้ามปี รวบรวมเส้นสาย ทำกิจกรรมในตลาดหุ้นสองสามครั้ง สื่อมากันแล้ว เตรียมสร้างกระแส เอากระแสสังคม มา “ข่มขู่กันอีกแล้ว” มันไม่น่าเชื่อเลยว่านี่เมืองพุทธ ที่สอนกันเหลือเกินเรื่อง “อย่าไปจองเวรจองกรรม” แต่ให้มองคนในแง่ดี และถ้าศาลบอกว่าเขาไม่ผิด มันก็น่าจะยุติอยู่ตรงนั้น คือเขาไม่ผิด “แต่ที่ผิดนะคือกระแสสังคม” แต่ 15 ปีให้หลัง กรุงเทพธุรกิจ ไม่ได้เรียนรู้อะไรขึ้นมาเลย ยังจมปลักอยู่กับ “ระวังกระแสสังคมนะ”

 

แล้วเรื่องเสี่ยสองนี่มันก็พอๆกับทักษิณเลย คือมันมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง กระแสสังคมมันต้องการกำจัดเทวทัศทักษิณ นั่นมันเบื้องหน้า แต่ลับหลังมันก็คือการแย่งอำนาจเราดีๆนี่เอง ส่วนเสี่ยสอง ใครจำได้มั่งว่าเบื้องหลังมันก็คือการพยายามยึดธนาคาร ของเสี่ยสอง ที่กลายเป็นการงัดข้ออำนาจ ทางการเมืองไป ขนาดกรุงเทพธุรกิจ ก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าหลักๆต้องหยุดเสี่ยสองกันเพราะเขาใหญ่เกินไป ในตาคนบางคน เหมือนทักษิณ ที่ก็ใหญ่เกินไป ในตาคนบางคน แต่ขนาดรู้ ยังไม่ห้ามปรามตัวเองให้มีสติ ยังทะลึ่งพูดอยู่ได้เรื่อง “กระแสสังคมจะสั่งสอนเอา”

 

ความจริงเรื่องนี้มันก็จะหยุดอยู่ตรงนี้หละครับท่านผู้อ่าน เพียงแต่ว่า หมู่นี้ “ทีมทนายทักษิณกับ คตส เขาอัดกันไปอัดกันมาหลายหนแล้ว” ผมก็สนใจเพราะได้ข้อมูลมากเหมือนกัน จากการ “ฉะกัน” ของสองกลุ่มนี้ คตส ก็เร่งสร้างกระแสมาสนับสนุน ด้วยการเอาข้อมูลภายในมาให้กรุงเทพธุรกิจ อัดทักษิณเป็นระรอกๆ ทักษิณก็หาสื่อที่ไม่นิยมสร้างกระแสมากนัก เอาข้อมูลความมิชิบของ คตส ออก สร้างกระแส สังคม ไม่ให้ยอมรับคตส ก็เป็นระรอกๆเหมือนกัน คือถามตรงๆ “กระบวนการยุติธรรมไทยมันมีอยู่แค่นี้เองนะหรือ”

 

แต่ที่เรื่องกระแสมัน “น่ากลัว” มาก ก็เพราะ “กระแสสังคม” มัน “แจกจ่ายความยุติธรรมอะไรไม่ได้เลย” เช่นดูสิ กระแสตรวจจับเรื่องถือหุ้นเกิน 5% รุนแรงขนาดไหน ใครก็ตามที่นั่งดู “มาดเข้ม” ของ ปปช แล้วคงเหมือนผม คือหัวเราะกลิ้งแล้วกลิ้งอีกไปไม่รู้กี่ตลบแล้ว โน่นวันแรกๆของข่าว ใครหละออกมาบอกว่า ปปช ตรวสสอบแล้ว ไม่ผิดอะไร แต่พอกระแสมันแรงเท่านั้นเอง “ปปชกลับลำ” จะเอาผิดมันหมดทุกคน โอยเวรกรรมจริงๆเมืองไทย แล้วกระแสสังคมว่าไงต่อ “โน่นเลยไปนั่น บอกว่าที่ลาออกเป็นคนดีจริงๆ ที่กล้าแสดงสปิริต”

 

คือนี่มันกระแสสังคม ของคนบ้าหรืออะไร “นั่งกันมาปีกว่า ทั้งที่รู้ว่าทำผิด แต่เฉย พอถูกจับผิดได้ ลาออกทันที เพื่อแสดงตัวว่าเป็นคนดี มีสปิรริต” แล้วกระแสสังคมว่าไง ก็ว่าไปโน่น “คนดีทั้งนั้น” โน่นพวกไทยโปร่งใส จอบป่วนแห่งประเทศไทย นั่งเก่าหัวแกรกๆ “ถามตัวเองแล้วถามอีก แล้วที่ทำงานมาปีกว่าทั้งที่ผิดระเบียบนะ มันผิดหรือไม่ผิดกันแน่” เพราะกระแสสังคมนะ “เขากลายเป็นฮีโร่ยอมตาย” กันไปหมดแล้ว

 

เรื่องก็คงจะจบอยู่ตรงนี้เพียงแต่ว่าผมไม่อยากมาเขียน “ภาคผนวก” แต่ก็ต้องขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ปปช ดีเอสไอ คตส หรือ ศาลแทบทุกอันนะ มันไม่มีกระดูกสันหลังอะไรที่จะกล้าสวนกระแสสังคมหลอก 15 ปีที่แล้ว ตอนเสี่ยสอง กับวันนี้มันต่างกันมาก 15 ปีที่แล้ว มันไม่มี ตุลาการภิวัต แล้วตุลาการภิวัตคืออะไรหละ ถ้าไม่ใช่การปักธงชัย ตัดสินคดีให้ออกมาดีต่อ สังคม แล้วดีต่อสังคมคืออะไรหละ ก็คือ กระแสสังคมที่สงบ ฉะนั้นตุลาการภิวัต และ กระแสสังคม มันก็เกี่ยวพันธ์กันอยู่

 

แล้วนี่เอาคนของศาล โยนเข้า คตส ที่ก็การเมืองล้วนๆ จะเอาคนของศาลไปเลือก สว จะเอาคนของศาล ไปเลือกอรหันต์ จะเอาตำรวจมาไว้กระทรวงยุติธรรม นี่นักการเมืองต่ออายุให้อีก 10 ปี มีทั้งเทปลับ ออกมาแฉความสัมพันธ์ มีคนออกมาแฉ ความสัมพันธ์ ล้ำลึก คมช และ ตุลาการ เอามารวมๆกัน สรุปก็คือ กลายเป็นว่า “กระแสสังคม” กับความยุติธรรม กลายเป็นเรื่องที่ “ต่อเนื่องและติดต่อกัน”

 

ผมก็จะสรุปเอาดื้อๆ ตามประสาผมชอบทำนะครับ แล้วบอกว่า ขอให้ท่านผู้อ่านตัดสินใจเอาเองก็แล้วกันว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ “ดีหรือไม่ดี” เป็นสิ่งที่พัฒนาขึ้น หรือ ก้าวถอยหลัง ผมไม่อยากจะเอาคำเขียนว่า “นิติรัฐ” คืออะไรมาให้ท่านผู้อ่านอ่าน เพราะจะวิชาการเกินไป เอาเป็นว่า สรุปง่ายๆก้แล้วกัน ดีเลวอย่างไรท่านตัดสินใจเอง แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในไทย “มันไม่ใช่นิติรัฐ” มันเป็นส่วนหนึ่ง ของการสร้าง “ระบอบอำมาต” ขึ้นมาในไทย

รธน ปี50 “ตะปูใหญ่ ตอกระบบอำมาตรเข้ากลางกะบานคนไทย”

นักเขียนนี่จริงๆแล้วโด่งดังกันเพราะไม่กี่บทความ ของผม มาโด่งดังเอากับบทความตอน สนธิ ลิ้มทองกุลกำลังจะโค่นทักษิณได้อยู่แล้ว ในบทความนั้น ที่คนเอาไปลงกันในแทบทุกเวบบอร์ ทั่วไทย “ผมถามว่าแล้วจะเอาอะไรมาแทนที่ระบอบทักษิณ” เพราะตรงนี้ พันธมารไม่พูดถึงเลย ด่าทักษิณลูกเดียว ผมก็ถามแล้วถามอีก บอกว่ามัน “ต้องมีสิ ไม่งั้นจะเทียบได้อย่างไร” ว่าที่จะมาใหม่ มันดีกว่าเก่า ก็ไม่มีคำตอบอะไรออกมาเลย

 

มาวันนี้ คำตอบก็ออกมาแล้ว มันคือ “ระบบอำมาตร” นั่นเอง ที่โยนอำนาจปกครอง ไปไว้ที่ข้าราชการ มัดมือชกนักการเมือง ให้มีอำนาจน้อยและทำอะไรมากไม่ได้ แล้วย้อนยุคไปสมัยสสต้องใช้เงินมาก ก็คือคนยื่งต้องรวยขึ้น ถึงมาเล่นการเมืองได้ แล้วก็จะต้องมาถอนทุน จับมือสามสี่คน ต่อรองตำแหน่งรัฐมาตรี พรรคหมดความหมายลงไปมาก ก็หมายความว่า นโยบาย ละการนำประเทศ จะอ่อน คนชั้นสูงในประเทศ จะชักใยอยู่เบื้องหลังการเมือง ภาคปชชจะอ่อนแอเพราะมันจะเป็นการเมืองของผู้มีบารมี ที่กล่าวมานั่นก็เป็นบทสรุปของคนส่วนมาก รวมถึงนักวิชาการ

 

คือสาเหตุหลัก ที่ล้มทักษิณลงได้ ก็เพราะพันธมาร เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับนั่นเอง คนทั่วสารทิศ จึงเห็นแต่ด้านลบของทักษิณ และไม่มีข้อเปรียบเทียบ กลายเป็นคือกำจัดทักษิณ แล้วชาติจะเจริญขึ้น ปัญหาคือ ถ้าพันธมาร มาบอกตั้งแต่แรก ว่าจะล้มระบอบทักษิณ เพื่อระบบ อำมาตร แน่นอน ต้องมีคนไม่เข้าไปร่วมด้วยมากมาย แทนที่จะเข้าไปร่วมกันจากทุกสารทิศ เว้นไว้แต่คนจน

 

ปัญหาของวันนี้ คือแบบที่ภาคประชาชน ออกมาสนับสนุน รธน ปี 50 บอกเอาไว้นะ “ว่ารับแต่หลังเลือกตั้ง ต้องเอามาเขียนใหม่แบบด่วนเลย” คือความคิดแบบนั้นนะ มันขึ้นอยู่กับว่า “จะสามารถเอามาเขียนใหม่ได้” ปัญหาหลักนะคือ มันจะง่ายขนาดนั้นเลยหรือ

 

ลองมาดูกัน ว่าระบอบอำมาตร มันหยั่งลึกขนาดไหนไปแล้ว แรกเลย มันเริ่มด้วยการยกเลิก ระบบ “ซี” ของข้าราชการ ที่จะทำให้คน “เก่งๆคนแรงๆคนกลางคน” ในระบบข้าราชการ มีอำนาจมากขึ้นมาก แล้วไงหละ จริงๆแล้วมันก้ดีนะ เพียงแต่ว่าสิ่งนี้กำลังจะเกิดขึ้น ตอนนักการเมืองหมดอำนาจลงไปมาก แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ก็คือข้าราชการนำนักการเมือง ก็กลับไปเหมือนอดีต ที่ข้าราชการระดับกลางพวกนี้หละ สร้างนโยบายและโครงการ แล้วเอาไปขายฝันให้นักการเมือง แทนที่มันจะเป็นกลับกันไปอีกทาง คือนักการเมืองนำข้าราชการตาม นี่คือจุดแรกนะครับ ของระบอบอำมาตรที่หยั่งรากกันแล้ว

 

ส่วนที่สองมันก็คือ นักวิชาการ ไม่ต้องบอก คมช เขามีงบพิเศษ ที่รวบรวมเอานักวิชาการทั่วประเทศ มาเขียนบทวิจัย ทำลายทักษิณ หรือก็คือ ตัวแทนของ รธน ปี 40 กัน เรียกว่า คมช ซื้อนักวิชาการทั่วประเทศไปแล้ว ถึงจะหมดไม่ได้ แบบมหาวิทยาลับเที่ยงคืนยังอิสระอยู่ แต่อีกมากมาย คมช มีชื่ออยู่ในมือ และที่สำคัญ “มีบัญชีแล้วว่าใครรับเงินไปบ้าง” อย่างนี้แน่นอน เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ของ ระบอบอำมาตรไปแล้ว ก็หยั่งรากลึกลงไปอีก

 

ส่วนที่สาม คือการสลายตำรวจจากการเป็นขั้วที่มีอำนาจในสังคมไทย มองผิวเผินมันไม่น่าเกี่ยวกันนะ แต่ลองคิดดู แรกเลย กรมตำรวจนั้นเป็นภัยต่อระบอบอำมาตรขนาดไหน ก็มากมายพอดู ส่วนสำคัญของระบบอำมาตรคืออะไรหละถ้าไม่ใช่การระบบ “อุปถำ” คือระบบอำนาจนอกกฎหมาย คือรอบบเส้นสาย และมาเฟียที่ส่งกันเป็นทอด จากรากหญ้าถึงสูงสุดในสังคม สลายขั้วตำรวจได้ ก็เหมือนกำจัดตัว “กลาง” ของระบบอำนาจนอกระบบไปได้ และสอง ตำรวจทั่วประเทศนั้นมี 200,000 คน มากกว่าทหารบกเสียอีก ถ้าสลายได้ ใครจะใหญ่หละนอกจาก ทัพบก สาม ตามแผนคือเอาตำรวจไปไว้ใต้กระทรวงยุติธรรม ก็ทราบกันดีว่าการเมืองขนาดไหน เรียกว่าจากเป็นตัว “กลางแบบก้างขวางคอ” มาอีกวัน กลายเป็นตัวรับใช้ระบอบอำมาตรเรียบร้อยโรงเรียนจีน ตรงนี้ระบอบอำมาตรก็ฝังตัวลึกลงไปอีก

 

มีอรอีก ก็แน่นอน โฆสิต คือตัวแทนทุนธนาคาร และ ฉลองภพ คือ ตัวแทน นักวิชาการ ทั้งสองก็สุกขั้วแล้วของระบอบ “ชนชั้นของสังคมที่สูงต่ำ” ก็คือรากฐานก่อนประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ของ ระบอบอำมาตรนั่นเอง ก็ฝังระบอบอำมาตรลงลึกเข้าไปอีก

 

แล้วมีอะไรอีก ก็อย่างที่พูด พรบ ความมั่นคงใหม่ กับการลงการเมืองของ ทหารอย่างบัง และพลพรรคของเผด็จการแบบ สสร และ สภา และ วงของ คมช อีก เท่าไหร่ คือ “บัง” ก็เหมือนยอกปิรามิด ถ้าบังมาได้ คนไม่ต่อต้านกัน ก็มากันอีกเป็นสิบเป็นร้อย แล้วพวกนี้ตัวแทนของอะไร ก็ระบอบอำมาตร นั่นเอง

 

ไหนลองมาเรียบเรียงดูสิ ข้าราชการ นักวิชาการ กรมตำรวจ ทุนธนาคาร พรบ ความมั่นคง สืบทอกอำนาจตรงๆโดยลงเล่นการเมือง แล้ว รธน ปี 50 “เป็นกรอบใหญ่” ที่บั่นทอนนักการเมือง และก้อย่าลืม “การทำลายล้างอำนาจเก่า ตัวแทนของ รธน ปี 40 อย่างบ้าคลั่งรุนแรงและต่อเนื่อง” แล้วอย่าลืมสื่ออีก ที่ “เลียทหารตอนนี้ ก็คงจะไปเลียระบอบอำมาตรกันต่อ”

 

ลงมันลงทุนกันมาขนาดนี้แล้ว ภาคประชาชน มา “ฝันเปียกอะไร” ว่าหลังเลือกตั้งจะมาเขียนมันใหม่” มันไม่ง่ายขนาดนั้นหลอก

 

อย่างที่ผมเขียนเตือนมานานแล้ว “กำจัดทักษิณนะง่าย แต่อะไรหละที่จะมาแทนทักษิณ” ถ้าบอกกันตั้งแต่วันนั้น ว่าจะเอาระบบการเมืองที่อ่อนแอ เปลี่ยนรัฐบาลเหมือนเปลี่ยนผ้าอ้อม ชนชั้นสูงชักใยอยู่เบื้องหลัง แล้วมี พรบ แบบ ความมั่งคง ฉบับนี้ออกมาข่มขู่กัน บางที่คนมันอาจจะไม่รีบ “ทำลายรอบอบทักษิณ” ลงอย่างบ้าครั่งก็ได้

 

มันก็ฉลาดมาก ที่ไม่มาบอกว่าจะเอาอะไรมาแทนทักษิณ เหมือนตอนนี้หละ ที่ไม่ยอมบอกว่าจะเอาอะไรมาแทน รธน ปี50 ถ้าคนไม่เอา คือถ้ารู้ ก็เหมือนทักษิณ คือคนอาจจะมีทางเลือก

 

สรุปคือแน่นอน รธน ปี 50 คงจะผ่าน แล้วก็จะเป็น “ตะปูใหญ่ ตอก เข้ากลางกะบาน ของคนไทยทั้งชาติ” ชอชหรือไม่ชอบก็ตาม

“ไขปริศนา รธน ปี50” เอา หรือ ไม่เอา ดี

ในบท บก มติชน เขาเขียนไว้ “ดีมาก” ว่าทำไม่ควรเลือก “เอา” ผมก็ลอกมาให้อ่านเลยนะครับ แล้วปลายของ ไความด้านนี้” จะเขียนว่า “อีกฝ่าย” เขามองอย่างไร และจะสรุปให้ฟัง ตามแบบฉบับของผม “ว่าทางออกที่ยุติธรรมคืออะไร”  ข้างล่าง จากมติชน “คว่ำรัฐธรรมนูญ” แล้วได้อะไร (โดย นงนุช สิงหเดชะ)

 

อย่างที่หลายคนตั้งข้อสังเกตเอาไว้นั่นแหละว่า การที่นักวิชาการบางกลุ่มออกมาร่วมกับกลุ่มคนรักทักษิณ ออกมารณรงค์ให้มีการ "โหวต" คว่ำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 นั้น เป็นสถานการณ์ที่ paradox คือขัดแย้งกันในตัวเ อง ที่ว่า paradox ก็เพราะในทางหนึ่งคนเหล่านี้ออกมาไล่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ให้ออกไปอยู่ทุกวี่ทุกวัน อ้างว่าเป็นเผด็จการต้องคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด แต่ในเวลาเดียวกันกลับบอกว่าต้องโหวตคว่ำรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็เท่ากับว่าการเลือกตั้งที่กำหนดไว้เดิมคือประมาณเดือนธันวาคมนี้จะต้องล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 1-2 เดือน ซึ่งก็เท่ากับว่าต่ออายุให้ คมช.ไปอีกระยะหนึ่ง

 

ถ้าหากไม่มีการเลือกตั้งหรือเลือกตั้งล่าช้า แล้วจะเดินหน้าไปสู่ภาวะปกติได้อย่างไร ที่จริงไม่อยากเรียกว่าเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยเพราะจะมีพวกค้านไม่เลิกพูดเหมือนเดิมอีกล่ะว่า มันจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไรเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากเผด็จการ มาจากปลายกระบอกปืน "คมช.ออกไป เอาประชาธิปไตยคืนมา เอารัฐธรรมนูญปี 2540 คืนมา" ประโยคซ้ำๆ นี้ ได้ยินกันอยู่ทุกวัน แต่อยากโยนคำถามว่า มีคณะรัฐประหารที่ไหนที่เมื่อรัฐประหารสำเร็จแล้ว เขาจะออกไปดื้อๆ โดยที่ยังจัดการอะไรยังไม่เสร็จสิ้น ถามจริงๆ เถอะว่า ถ้าจะให้ คมช.ลาออกไปกลางคันในตอนนี้ ขั้นต่อไปจะทำยังไงกันต่อ จะให้ใครมาเป็นรัฐบาล เชิญคุณทักษิณกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีงั้นหรือ "ฝันกลางวัน" ไปล่ะมั้ง

 

พูดซ้ำซากอยู่ทำไมว่าคณะรัฐประหารทำทุกอย่างเพื่อกำจัดคุณ "ทักษิณ" เพราะมันเป็นเรื่องจริง ถ้าไม่อยากกำจัดคุณทักษิณจะมารัฐประหารทำไม แต่ถามว่าอยู่ดีๆ แล้วคณะรัฐประหารมายึดอำนาจคุณทักษิณโดยไม่มีเหตุผลหรือเปล่า ซึ่งคงไม่ต้องฉายซ้ำเพราะข้อเท็จจริงนั้นก็ทราบกันดีอยู่แล้ว ก็อาจคิดกันไปได้ว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาใหม่นี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับกำจัดระบอบทักษิณ แต่การคิดเช่นนี้ก็ถูกเพียงเสี้ยวเดียว และคนพูดก็พูดเพียงเพื่อสร้างความสงสารเห็นใจให้กับคุณทักษิณ ในทำนองว่าถูกกลั่นแกล้งอย่างไม่เป็นธรรมทั้งที่ไม่มีความผิดอะไรเลย

 

แต่หากมองลึกลงไปแล้วและใจกว้างสักหน่อย ก็จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมาใหม่ ไม่เพียงแต่กำจัดและป้องกันคนชื่อ "ทักษิณ ชินวัตร" เท่านั้น แต่ป้องกันคนที่มี "พฤติกรรม" คล้าย "ทักษิณ" ในอนาคตอีกด้วย อย่ามามัวเถียงกันอยู่เลยว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 ดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุดแล้ว แตะต้องไม่ได้ เพราะถ้าดีที่สุดก็คงไม่เกิดปัญหาอย่างที่เกิดตลอดช่วง 5-6 ปีจนนำการเมืองสู่ทางตัน พูดอย่างนี้เดี๋ยวจะมีคนเถียงอีกล่ะว่า ถึงแม้รัฐธรรมนูญจะดียังไง ถ้าคนไม่ดีก็ไม่มีประโยชน์ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น มนุษย์ทุกคนไม่ได้เป็นคนดี นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมโลกนี้จึงต้องมีกฎหมาย กฎระเบียบมาควบคุมมนุษย์ ดังนั้น อย่ามาเถียงกันน้ำลายฟูมปากอยู่เลยว่ารัฐธรรมนูญไม่มีปัญหา คนต่างหากที่มีปัญหา หากจำไม่ผิด "มาคิอาเวลลี่" กล่าวไว้ว่า สันดานมนุษย์นั้น หากเขาได้เป็นผู้นำและมี "อำนาจ" ก็มีแนวโน้มจะใช้อำนาจนั้นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการถ่วงดุลอำนาจ ไม่ให้ผู้มีอำนาจนั้นใช้อำนาจตามใจชอบ

 

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ได้แย่มากอย่างที่บางกลุ่มต่อต้านแบบไม่ลืมหูลืมตา ต่อต้านแบบไม่ยอมอ่านเนื้อหา หรือถึงแม้อ่านเนื้อหาแล้ว เห็นแล้วว่ามีการแก้ไขหลายจุดที่เป็นการอุดช่องโหว่หลายเรื่องที่จะป้องกันนักการเมืองทุจริต การสร้างกลไกตรวจสอบที่ดีกว่าเดิม พวกที่ต่อต้านเหล่านี้ก็สรุปด้วย "มิจฉาทิฐิ" อยู่ประโยคเดียวว่าเป็นฉบับ "อำมาตยาธิปไตย" และคณะผู้ร่างก็เป็นผู้ที่ "เผด็จการ" แต่งตั้งขึ้น ไม่ได้เกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชน

 

ประเทศในขณะนี้คงไม่มีทางออก หากว่าพวกเรา "นิยาม" ประชาธิปไตยโดยดูแค่เปลือกหรือรูปแบบภายนอกโดยไม่สนใจ "เนื้อหา" อย่างที่เป็นกันอยู่ในขณะนี้ แต่ในขณะที่นักวิชาการบางจำพวกบอกว่ารัฐธรรมนูญนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย และเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ "อำมาตยาธิปไตย" แต่ประชาชนทั่วไป (ที่นักวิชาการเหล่านี้ชอบอ้าง) กลับเห็นแตกต่างออกไป ดูจากโพลของสวนดุสิต ที่จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 1-8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งสำรวจจากประชาชนจำนวน 4,739 คน จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 27 จังหวัด พวกเขากลับเห็นว่า จุดเด่นของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เรียงได้ดังนี้ อันดับ 1 ร้อยละ 34.16 เห็นว่า มีการระดมความคิดเห็นหลากหลาย มีผู้รู้ผู้ทรงคุณวุฒิรวมร่าง อันดับ 2 ร้อยละ 28.63 มองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างจริงจัง ใส่ใจประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 23.49 มีการตรวจสอบนักการเมือง มีองค์กรทำให้การเมืองโปร่งใส

 

ส่วนจุดด้อยของร่างรัฐธรรมนูญในสายตาประชาชนนั้น อันดับ 1 ร้อยละ 35.72 คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ได้มาตามระบอบประชาธิปไตย อันดับ 2 ร้อยละ 21.50 เห็นว่ารัฐธรรมนูญยังไม่ลงตัว เพราะยังมีการประท้วงและไม่เห็นด้วยจากกลุ่มที่คัดค้าน อันดับ 3 ร้อยละ 17.13 ไม่ให้ความสำคัญต่อพุทธศาสนา จะเห็นว่าแม้ประชาชนจะรู้สึกว่าคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มาตามระบอบประชาธิปไตย แต่ที่น่าสนใจก็คือพวกเขาเห็นว่า เป็นการร่างรัฐธรรมนูญที่ระดมจากความเห็นที่หลากหลายและให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพประชาชนอย่างจริงจัง

 

ฝ่ายที่รณรงค์จะให้ล้มรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 อย่าลืมว่าตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดให้ คมช.หยิบรัฐธรรมนูญฉบับไหนก็ได้มาปรับปรุงแล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯได้ทันที โดยไม่ต้องขอความเห็นจากใครในเมื่อยังไม่แน่ว่า คมช.จะหยิบฉบับ 2540 มาใช้หรือไม่ ก็ไม่ดีกว่าหรือที่จะให้ฉบับปัจจุบันผ่านประชามติไป เพราะไม่ได้เลวร้ายมากอย่างที่กระพือกันและส่วนใหญ่ก็เป็นการร่างบนพื้นฐานฉบับปี 2540 อยู่แล้ว และสาธารณะก็มีโอกาสได้รับทราบแล้วว่ามีการแก้ไขตรงใดบ้าง หาก คมช.หยิบฉบับ 2540 มาใช้ แล้วแก้ไขเนื้อหา ประชาชนก็ไม่มีโอกาสจะรู้ว่าเนื้อหาที่แก้เป็นอย่างไรบ้าง ถ้าจะให้เดาก็คงแก้ไขให้มีเนื้อหาคล้ายๆ กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เขียนเอาไว้นั่นเอง เพราะฉะนั้นจะคว่ำรัฐธรรมนูญไปทำไม ให้การเลือกตั้งล่าช้าออกไปอีก และให้ คมช.อยู่ในอำนาจนานต่อไปอีก

 

แปลกดีเหมือนกันที่คนพวกหนึ่งกล่าวหาฝ่าย คมช.ว่า ข่มขู่ประชาชนว่าการเลือกตั้งจะไม่เกิดขึ้นหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน (ทั้งที่เป็นเรื่องจริง เพราะถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งก็ไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นช้ากว่ากรอบเวลาที่กำหนดไว้เดิม) แต่คนพวกเดียวกันนี้ ลงโฆษณาเต็มหน้าหนังสือพิมพ์ รณรงค์ "โหวตล้ม" รัฐธรรมนูญ กลับไม่เห็นว่าการกระทำของตัวเองบังคับขืนใจและชี้นำคนอื่นเหมือนกัน (จบ)

 

“ด้านให้ล้ม” สรุปกันง่ายๆว่า

การที่ สว และ องค์กรอิสระมาจากระบบ ที่มีส่วนใหญ่ ที่ไม่ได้มาจากประชาชน แต่อรหันต์ต่างๆ และวิธีการแบ่งเขตุเลือกตั้ง และจำนวนและสัดส่วนสสแต่ละอย่าง และการกำหนดสิ่งที่เรียกได้ว่านโยบายประเทศไว้ละเอียดมาก และมีการพ่วงท้ายด้วยเรื่องจริยธรรมนักการเมือง

 

สิ่งพวกนี้ ทำให้เกิด สอง สาม สิ่งขึ้น แรกเลย คือกลับสร้างอำนาจให้คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง คือข้าราชการ และ ผู้มีบารมี เข้ามามีอำนาจปกครองมากขึ้น จนอำนาจตุลาการก้าวก่ายอำนาจบริหาร จนอำนาจบริหารก้าวก่ายอำนาจนิติบัญญัติ นักการเมืองกลายเป็น “ลูกกระจ้อ” ของทุกคน และสอง รัฐบาลอ่อนแอเพราะต้องเป็นรัฐบาลผสม ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ กลุ่มสสเล็กๆ กลับมามีอำนาจต่อรองสูง เพื่อตำแหน่งรัฐมนตรี สร้างระบอบซื้อเสียงและคนรวยได้เป็นสส แล้วเข้ามาถอนทุน ไม่รู้จบ สามถูกมัดมือในการบริหารประเทศ เพราะมีนโยบายชาติกำกับใน รธน สี่อำนาจและสิทธิที่บอกว่าให้ ปชช มากขึ้น ในสาระแล้วไม่มีผลกระทบอะไรต่อชีวิต ปชช เลย และสุดท้าย เรื่องจรรยาบรรณ จะมีปัญหาในทาง “การเอามาใช้” เพราะสุดนามธรรม

 

ฝ่ายนี้สรุปว่านี่คือ รธน ฉบับ คนรวย ฉบับคนระดับล่างหมดอำนาจ ฉบับอำมาตรครองเมือง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

 

“ไขปริศนา”

ก่อนเข้าเรื่อง มีใครเห็นด้วยไหมที่ว่าเรื่องระดับนี้ มันน่าจะยุติธรรมที่สุด คือเอาคนฝั่ง “เอา” มาร่างแถลงการณ์สักหน้าหนึ่ง แล้วเอาคนฝั่ง “ไม่เอา” มาร่างอีกฉบับ แล้วให้เอาสองฉบับนั้นลงตีพิมพ์ในหนังสือพืมพ์ทุกวันไปด้วยกัน และในทีวี มีการอ่านสองฉบับนั้นควบคู่กันไป หรือวิทยุก็อ่านมันทั้งสองอัน แล้วห้ามทุกฝ่ายทำอะไรเพื่อฝ่ายตัวเองไปเลย คือแบบนี้มันจะยุติธรรมนะ

 

เอาหละเข้าเรื่อง “ไขปริศนา”

รธน ปี50 บอกง่ายๆว่านักการเมือง “เลว” ต้องสกัด รธนปี40 บอกว่านักการเมือง “ดี” ปล่อยไป  ฉะนั้นจริงๆแล้ว ถ้าคุณคิดว่า “เลว” ก็รู้อยู่แล้วว่าต้องเลือกอะไร ถ้าคุณคิดว่า “ดี” ก็เลือกไปตามนั้น ปัญหามันคือ คมช เข้ามา แล้วตัดสินให้คนไทยไปแล้วว่า “เลว” แล้วก็ดำเนินทุกอย่างมาให้คนเชื่อว่า “เลว” ไม่เชื่อลองดูสื่อเอาเองสิ ต้องออกข่าวว่า คมช ดี และ ทักษิณ เลว เท่านั้น เอาไงดีหละคราวนี้ รู้สึกว่าจริงๆแล้ว ศาล ที่ยุติธรรมจริงๆเท่านั้นนะที่จะบอกได้ว่าใครดีเลว ไม่ใช่ นโยบายของ คมช ว่าต้อง ให้ออก มา “เลว” โดยพื้นฐาน มันก็ไม่ยุติธรรมไปเสียแล้วสิ  แล้วมาดูกลไก คมช อีก ที่แน่นอนว่าจะใช้อำนาจ ทำให้คนออกมาลงว่านักการเมือง “เลว” แล้วอย่างที่ มติชน เขียนไว้อีก คนอีกมากมาย ไม่สนหลอกว่า “ดี” หรือ “เลว” มันก็แค่อยากให้บ้านเมือง “เดินไปข้างหน้า” เท่านั้นเอง แล้วมันก็คงจะแพ้ชนะกันตรงนี้เท่านั้นเอง ไม่มีใครมากมายมาสนใจสาระของ รธน หลอก คนไทยชอบปักฝุ่นเข้าใต้พรม มองระยะสั้น ปัดปัญหาไปวันข้างหน้า ก็เท่านั้นเอง

นักวิชาการ "แถลง" ไม่เอา รธน ฉบับทหาร

แถลงการณ์ร่วมกันไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับทำลายการปฏิรูปการเมือง
ปฏิรูปการเมืองเป็นคำตอบที่สังคมไทยร่วมกันค้นพบกว่า ๑๐ ปีมาแล้ว เพื่อตอบปัญหาที่รุมเร้าประเทศไทยในหลายด้าน ส่วนหนึ่งของคำตอบเชิงสถาบันคือรัฐธรรมนูญพ.ศ.๒๕๔๐ อันเป็นรัฐธรรมนูญที่สังคมไทยมีส่วนร่วมในการสร้างขึ้นมากกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา โดยอาศัยกระบวนการร่างที่มุ่งจะฟังเสียงประชาชนมาแต่แรก จึงจัดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ขึ้น อีกทั้งมีการเคลื่อนไหวในภาคประชาชนอย่างแข็งขัน เพื่อผลักดันข้อเสนอของตนเข้าไปในรัฐธรรมนูญ "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" จึงมีความพยายามจะเสนอการปฏิรูปการเมืองในเชิงสถาบันไว้หลายประการ และได้มีโอกาสใช้งานจริงเกือบ ๑๐ ปี ทำให้สังคมเห็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้าการรัฐประหารในวันที่ ๑๙ ก.ย. ๒๕๔๙ สังคมไทยเห็นพ้องต้องกันว่า จำเป็นต้องแก้ไขข้ออ่อนของรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นไปตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน

แต่การรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ได้ทำลายพัฒนาการทางการเมืองโดยหลักนิติธรรมลงไป และบัดนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้อำนาจเผด็จการหลังรัฐประหาร ก็กำลังได้รับการเสนอเพื่อการลงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้สังคมไทยหันกลับไปสู่การเมืองยุคเก่า ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทำให้สังคมไทยอ่อนแอจนไม่สามารถปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงนานาชนิดที่ถาโถมเข้าสู่ประเทศของเราได้ และแน่นอนว่าทำให้การปฏิรูปการเมืองโดยผ่านกระบวนการร่วมกันของสังคมไทยต้องยุติลงอย่างสิ้นเชิง บุคคลและองค์กรที่ลงนามข้างล่างนี้จึงขอเสนอแก่สังคมไทยว่า เราควรร่วมมือกันไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยผ่านการลงประชามติหากมีการจัดขึ้นในภายหน้า

ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนเราว่า พลังที่ผลักดันให้การปฏิรูปการเมืองสัมฤทธิ์ผลได้นั้นมีอยู่ 2 ประการ คือพลังทางสังคมและพลังที่เกิดจากการจัดระบบการเมืองที่ตรวจสอบได้, ต้องรับผิด, และอยู่ในความควบคุมและถ่วงดุลของอำนาจที่หลากหลายและเป็นอิสระต่อกันพอสมควร

แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้กลับสวนกระแสของพลังปฏิรูปการเมืองดังกล่าวนี้ แม้ดูเหมือนมีการขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มากกว่ารัฐธรรมนูญพ.ศ.๒๕๔๐ ซึ่งเท่ากับเพิ่มพลังของสังคมในการตรวจสอบและควบคุมถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐ หากทว่าประสบการณ์ที่ได้ใช้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ มาเกือบ ๑๐ ปี พบว่าสิทธิเสรีภาพเหล่านี้มีแต่บนกระดาษ ไม่สามารถนำไปเป็นหลักประกันในด้านปฏิบัติได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ, การมีสื่อที่เป็นของประชาชน, การรวมกลุ่มเพื่อการต่อรอง, หลักประกันสวัสดิการพื้นฐาน, ฯลฯ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนในเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง

ปฏิรูปการเมืองต้องหมายถึงสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้เป็นจริงในทางปฏิบัติ มิฉะนั้นสังคมจะมีพลังกำกับควบคุมให้ระบบการเมืองดำเนินไปอย่างถูกทำนองคลองธรรมได้อย่างไร

ในด้านระบบการเมือง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ไว้วางใจประชาชนเจ้าของประเทศ จึงริบสิทธิเลือกตั้งองค์กรทางการเมืองไปจากประชาชน พร้อมกันกับทำให้ระบบการแต่งตั้งองค์กรอิสระทั้งหลายไม่ยึดโยงกับพลังทางสังคม แต่ไปผูกติดกับระบบราชการ ระบบเลือกตั้งมุ่งแต่จะไม่ให้เกิดพรรคใหญ่โดยไม่สนใจว่าจะทำลายความเป็นตัวแทนประชาชนของนักการเมืองลงไปมากสักเพียงใด การใช้อำนาจอธิปไตยก็เต็มไปด้วยความสับสน เพราะมีการก้าวก่ายอำนาจกันระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่ใช้อำนาจอธิปไตย โดยเฉพาะจากฝ่ายตุลาการและฝ่ายบริหาร ในทางปฏิบัตินักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะอ่อนแอจนไม่สามารถริเริ่มนโยบายใหม่ใดๆ ได้ จนกว่าจะได้รับความเห็นชอบของระบบราชการเสียก่อน จึงสมกับที่ถูกเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับขุนนางที่มุ่งจะรื้อฟื้นระบอบอำมาตยาธิปไตยกลับขึ้นมาใหม่

พวกเราดังมีรายนามข้างล่างนี้จึงมีความเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะนำประเทศไทยถอยหลังกลับไปหลายสิบปี อำนาจและสิทธิของประชาชนที่ได้มาด้วยการต่อสู้จนสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อไปนับไม่ถ้วน จะต้องถูกริบไปจนไร้ความหมาย จึงไม่ควรนำมาใช้กำหนดความสัมพันธ์ในรัฐของเรา ควรร่วมมือกันไม่รับรองร่างรัฐธรรมนูญโดยผ่านการลงประชามติ และเรียกร้องให้นำเอารัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ กลับมาใช้ใหม่ โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมเพียงสองประเด็นคือ

๑) ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายใน ๖๐ วัน
๒) รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งต้องจัดให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยกระบวนการที่นักการเมืองไม่มีอำนาจเข้ามากำกับควบคุมการแก้ไข แต่ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ร.เพื่อการนี้โดยเฉพาะ

แท้จริงแล้ว ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดในโลกที่เป็นเอกสารสมบูรณ์พร้อมและสถิตสถาพรโดยไม่เปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่โดยกระบวนการทางสังคม นั่นคือเกิดสำนึกใหม่ในสิทธิเสรีภาพบางประการหรือบางมิติ จนทำให้ต้องมีการจัดความสัมพันธ์ในองค์กรทางการเมืองใหม่ สังคมที่เสรีคือเครื่องมือสำคัญที่ขาดไม่ได้ของกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปการเมือง ไม่มีอำนาจ"บริสุทธิ์"ของทหารหรือการรัฐประหารใดๆ จะทำหน้าที่นี้แทนสังคมเสรีได้ การนำเอารัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ กลับมาใช้ใหม่จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปการเมืองเดินหน้าต่อไปได้

โดยวิธีนี้เท่านั้นที่จะนำสังคมไทยกลับไปสู่ความสงบเรียบร้อย และกู้คืนเกียรติภูมิที่สูญเสียไปจากการรัฐประหารกลับมาได้อย่างถาวร โดยไม่ต้องสูญเสียเลือดเนื้อดังเหตุการณ์ที่ผ่านมาอีก

พวกเราที่มีชื่อข้างท้ายนี้จึงใคร่ขอให้พี่น้องร่วมมือกันรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการลงประชามติ เพื่อผลักดันให้นำเอา"รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน"กลับมาแก้ไขปรับปรุง ด้วยกระบวนการประชาธิปไตยในภายหน้า โดยการใช้สีเขียวตองอ่อนเป็นสัญลักษณ์ร่วมกัน ท่านอาจติดแถบริบบิ้นสีเขียวตองอ่อนที่พาหนะของท่าน ติดแถบเขียวตองอ่อนกับเครื่องแต่งกาย ใช้แถบข้อมือสีเขียวตองอ่อน ติดธงเขียวตองอ่อน หรือวิธีอื่นใดที่ท่านอาจคิดขึ้นเองเพื่อแสดงถึงสัญลักษณ์ร่วมกันดังกล่าว ทั้งนี้นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ กลับคืนมา พร้อมทั้งกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย


76 นักวิชาการทั่วประเทศ
(๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๐)

กลไกรัฐ "ออกโรงดัน รธน" ผ่าน ฉลุย

 

“ส.ส.ร.สุดหรู” ทัวร์ทิ้งทวน ท่องหัวหิน วางยุทธศาสตร์เผยแพร่ รธน. ขณะที่รัฐบาลโหมกระแสดันประชามติ ออกสติ๊กเกอร์ ชูจุดเด่นจูงใจประชาชน กมธ. เผยร่างสมบูรณ์ มีมากกว่า 299 มาตรา

 

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ความเคลื่อนไหวของสภาร่างรัฐธรรมนูญหลังจากทำการแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นลง ในวันที่ 5-6 ก.ค.จะทำการลงมติในวาระที่สาม ซึ่งคาดว่าน่าจะผ่านการรับรองได้อย่างไม่ยากเย็น โดยระหว่างนี้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)ต่างเตรียมพร้อมในการประชาสัมพันธ์รัฐธรรมนูญเพื่อการลงประชามติกันแล้ว โดยในวันที่ 9-10 ก.ค. ส.ส.ร.ได้จัดสัมนาเรื่อง “การระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อการประชามติ” ที่โรงแรมดุสิตรีสอร์ทหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธาน ส.ส.ร.

 

สำหรับกำหนดการการสัมมนานั้น ตัวแทนของแต่ละกมธ.จะรายงานแผนงานของกมธ.เช่น นายสมชัย ฤชุพันธ์ ประธานกมธ.วิสามัญเผยแพร่รัฐธรรมนูญ รายงานเรื่องแผนยุทธศาสตร์การเผยแพร่และประชาสัมพันธ์รัฐธรรมนูญ นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานกมธ.ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ นำเสนอแนวทางการประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญก่อนวันออกเสียงประชามติ และนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นายเสรี สุวรรณภานนท์ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การเผยแพร่และประมวลจุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปเป็นสาระสำคัญในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์

 

ขณะเดียวกันหน่วยงานของภาครัฐต่างๆก็ได้เดินหน้าปลุกกระแสรับร่างรัฐธรรมนูญอย่างหนัก อาทิ คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ได้มีการผลิตสื่อออกมาจำนวนมากเพื่อให้โน้มน้าวประชาชนให้เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ โดยได้ออกแจกจ่ายสติกเกอร์ให้ประชาชน ด้วยข้อความต่างๆ เช่น “ชอบมั้ย รธน.สงสัย...นักการเมือง ขอให้ตรวจสอบได้” “ห้าม!!บริวาร คนใช้ ส.ส. ส.ว.รับเหมาสัมปทาน” “คนจนรักษาฟรี?” “ก่อนลงมือทำโครงการใหญ่ ต้องถามประชาชนก่อน”

 

ด้านนายอัชพร จารุจินดา รองเลขานุการกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังตรวจสอบถ้อยคำในรัฐธรรมนูญให้มีความสอดคล้องกันทั้งฉบับไม่ขัดแย้งหรือเหลื่อมกัน โดยได้เรียงมาตราใหม่ทั้งหมดหลังจากที่ผ่านการแปรญัตติเสร็จสิ้นซี่งรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์จะมีมาตรามากกว่า 299 มาตราแน่"ประสงค์" จี้ ฝ่ายปกครอง-กองทัพ ลงพื้นที่คุมความเคลื่อนไหวกลุ่มไม่หวังดีล้มประชามติ จวก พวกเคลื่อนไหวคว่ำ รธน.ไม่ประสงค์ดีกับระบอบประชาธิปไตย ชี้ อำนาจเก่า มีขีดความสามารถล้มร่างฯ หนุน ขยับเลือกตั้งจาก ธ.ค. ไปต้นปีหน้าเพื่อให้ทุกอย่างพร้อม

 

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : สำนักข่าวเนชั่น โดย ประภาศรี โอสถานนท์

 

รัฐสภา:- เมื่อเวลา 11.00 น.ที่รัฐสภา น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)เปิดเผยว่ามีขบวนการขวางประชามติ ว่า ในพื้นที่ 2 ส่วนที่ดูแลเรื่องนี้ได้คือ ฝ่ายปกครอง ได้แก่ มหาดไทย ที่ดูแลจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)และฝ่ายกองทัพ ประกอบด้วยกองทัพภาคต่างๆ และมณฑลทหารบกที่มีทุกจังหวัด ซึ่งฝ่ายปกครองอาจช่วยทำความเข้าใจเนื้อหาสาระสำคัญและดูแลความเคลื่อนไหวในลักษณะที่ไม่เป็นผลดีต่อการทำประชามติ ในขณะที่ส่วนฝ่ายกองทัพจะช่วยดูแลการเคลื่อนไหวให้อยู่ในกรอบ และพูดจากันให้เข้าใจ

 

“ขอร้องว่า ใครก็ตามที่ไม่ได้อ่านเนื้อหาแล้วไปพูดกันผิดๆให้ชาวบ้านฟัง ถือว่าเป็นบุคคลไม่ประสงค์ดีกับกระบวนการประชาธิปไตยที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง ขอให้ไปสู้ในสนามเลือกตั้งดีกว่า ผมคิดว่าในพื้นที่ ฝ่ายปกครองและทหารรู้ว่ามีใครบ้างที่คิดจะดำเนินการหรืออยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวล้มร่างรธน. หากดูจากโฆษณาในหนังสือพิมพ์ที่ชี้นำไม่ให้รับรธน.ซึ่งวันหนึ่งค่าโฆษณาตกประมาณ 2-3 แสนบาท คนธรรมดาเขาไม่ทำอย่างนั้น ต้องเป็นคนมีสตางค์ ที่มีความประสงค์ให้ยุ่งยากในการไปถึงการเลือกตั้ง” น.ต.ประสงค์ กล่าว

 

น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า อำนาจการเมืองเก่าที่มีเครือข่ายมากและกลุ่มที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ล้วนแต่มีเครือข่ายและมีเงิน แต่ตนไม่ได้หมายความว่าพวกนี้จะทำ แต่หมายถึงมีขีดความสามารถที่จะทำ อย่างไรก็ดีคิดว่าโตๆกันแล้วคงไม่ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งร่างรธน.ฉบับนี้มีความเข้มข้น คือ ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน เข้มข้นในการตรวจสอบ สิทธิเสรีภาพก้าวหน้า ดังนั้นถ้าจะเคลื่อนไหวล้มร่างรธน.ขอให้มีเหตุผลหน่อย

 

น.ต.ประสงค์ ยังกล่าวถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมของวันเลือกตั้ง ว่า การเลือกตั้งเป็นความต้องการของทุกฝ่าย แต่ก็ต้องดูความพร้อมในการเลือกตั้งด้วย หากรัฐธรรมนูญเสร็จ แต่ยังต้อรอกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ที่ต้องใช้เวลา โดยมีเวลาให้กมธ.ยกร่างฯ 45 วัน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)อีก 45 วัน รวม 90 วัน นับจากวันจากวันที่ 6 ก.ค. ซึ่งเป็นวันที่รัฐธรรมนูญจะผ่านสภา หากไม่เสร็จก็จะเลือกตั้งไม่ได้ ซึ่งคาดว่ากฎหมายลูกก็จะเสร็จประมาณเดือน ธ.ค. นอกจากนี้ต้องดูความเหมาะสมด้วยเพราะเดือนนั้นเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ฉะนั้นก็ต้องพิจารณาว่าจะขยับไปได้อีกหรือไม่ ถ้าขยับ 1 -2 อาทิตย์ หรือ1- 2 เดือน แล้วทุกอย่างพร้อม สถานการณ์การเมืองนิ่ง เลือกตั้งตอนนั้นคงเป็นไปอย่างอิสระเสรี

 

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ เวลาต้องยืดออกไปอีก น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบของตนและคณะทำงาน เรื่องไม่ผ่านไม่มีแน่ ตนมั่นใจเพราะเนื้อหาสาระให้ประชาชนมากกว่าทุกฉบับ ทั้งการตรวจสอบฝ่ายการเมืองเข้มข้น เพิ่มอำนาจประชาชน ลดอำนาจฝ่ายการเมือง ประชาชนมีสิทธิมากมาย ทั้งเกษตรกร แรงงาน การศึกษา สาธารณสุข และมีสิทธิเข้าชื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงการต้องมีประชามติในการทำโครงการขนาดใหญ่ที่กระทบชุมชนและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นไม่คิดว่าพวกไหนจะไม่รับรัฐธรรมนูญ ส่วนการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจเนื้อหาสาระ ภารกิจส่วนใหญ่เป็นของส.ส.ร. แต่ตนก็จะจัดกมธ.ยกร่างฯลงแต่ละพื้นที่ด้วย

ตุลาการภิวัฒน์ อำนาจเหนือปชช

อะไรคือ…“ตุลาการภิวัฒน์”
สราวุธ เบญจกุล โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม


"ตุลาการภิวัฒน์" หมายถึง อำนาจตุลาการที่แผ่กว้างขึ้น และแนวคิดนี้เกิดขึ้นจากหลักสากลที่มองว่าสถาบันตุลาการ คือสถาบันเดียวที่มีความชอบธรรมภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ในการเป็นผู้ตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมทั้งมวล

อย่างไรก็ดี เหตุผลที่หลายประเทศหันมาใช้ระบบนี้เพิ่มมากขึ้นเนื่องมาจากเหตุผลหลายประการ อาทิอำนาจอธิปไตยของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยต้องคู่ขนานไปกับหลักการ ปกครองด้วยความยุติธรรม , ประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งต้องเคารพสิทธิเสรีภาพต่างๆของประชาชน , อำนาจบริหารเริ่มเข้าครอบงำฝ่ายนิติบัญญัติและกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มผลประโยชน์และทุนขนาดใหญ่ , การที่รัฐมีการขยายบทบาทตัวเองมากขึ้น เช่น รัฐวิสาหกิจ การร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชน หน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทำให้เกิดการไม่ได้สัดส่วนในการใช้ทรัพยากรหรือการแบ่งปันผลประโยชน์แก่คนในชาติ

และท้ายที่สุดสภาพรัฐและสังคมมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซับซ้อนและมีความขัดแย้งมากขึ้น อาทิเช่นความแตกต่างระหว่างทุนโลกาภิวัฒน์กับทุนในชาติ ระหว่างทุนใหญ่กับทุนย่อย หรือความแตกต่างทางชาติ ภาษา วัฒนธรรม ความคิด ที่ไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นหน้าที่ของฝ่ายตุลาการที่จะระงับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจกระทำโดยการตีความเพิ่มเติมเพื่อคลี่คลายปัญหาข้อขัดแย้งและเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ โดยให้พิจารณาถึงความยุติธรรมในสังคมเป็นหลัก

ทั้งนี้จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชทานแก่คณะตุลาการศาลปกครอง เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ความว่า

“หน้าที่ของท่านกว้างขวางมาก ท่านอาจจะนึกว่าหน้าที่ของผู้ที่เป็นศาลปกครอง มีขอบข่ายไม่กว้างขวาง ที่จริงกว้างขวางมาก การเลือกตั้งที่ได้คะแนนไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และเลือกตั้งคนเดียว เป็นการเลือกตั้งไม่สมบูรณ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับตุลาการศาลปกครองเพราะเมื่อการปกครองแบบประชาธิปไตยดำเนินการไม่ได้ คำปฏิญาณของตุลาการศาลปกครองก็เป็นหมัน และถ้าทำงานไม่ได้ตุลาการศาลปกครองจึงอาจต้องลาออก เพราะไม่ได้แก้ไขปัญหา”

จากพระราชดำรัส พระองค์ทรงเล็งเห็นว่า อำนาจหน้าที่ของศาลนั้นกว้างขวางมาก และเป็นอำนาจที่สามารถก่อให้เกิดความยุติธรรมได้ ดังนั้นศาลจึงควรใช้อำนาจที่ตนมีอยู่ให้บรรลุถึงประสิทธิผลสูงสุดซึ่งตนพึงกระทำได้ เพื่อนำความยุติธรรมมาสู่สังคม


หลักการของ “ตุลาการภิวัฒน์” มุ่งเน้นครอบคลุมการใช้อำนาจของฝ่ายตุลาการ 4 ประการ ดังนี้

1.อำนาจตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

คือการให้ศาลมีอำนาจตัดสินว่ากฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติ หรือการกระทำของฝ่ายบริหารขัดกับรัฐธรรมนูญ หรือไม่ เป็นบทบาทของตุลาการในการถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ โดยให้ยึดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และจะพิจารณาได้แต่เฉพาะกรณีที่มีคดีความขึ้นสู่ศาลตามขั้นตอนวิธีพิจารณาความตามกฎหมายเท่านั้น

เช่นในกรณีประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงยุค 1960 ที่มีการออกกฎหมายมีเนื้อหาในการแบ่งแยกสีผิว ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญ ที่ต้องให้สิทธิเท่าเทียมกันแก่คนผิวสีและผิวขาว มีผลทำให้กฎหมายที่ขัดกับรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีผลบังคับใช้

2.อำนาจกำกับฝ่ายบริหาร

คืออำนาจของตุลาการที่จะเข้ามาจำกัดและกำกับการกระทำของฝ่ายบริหาร เช่นกรณี ศาลฎีกาของประเทศอิสราเอลมีคำตัดสินในกรณีที่รัฐบาลอิสราเอลสร้างกำแพงล้ำเข้าไปในเวสแบงค์ ทำให้ชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอลเดือดร้อน เป็นการยึดดินแดนปาเลสไตน์โดยไม่ชอบ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านและละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ จึงสั่งให้รัฐบาลรื้อกำแพง 25 ไมล์และสร้างใหม่ไม่ให้เดือดร้อนชาวบ้าน ซึ่งกรณีนี้เป็นการที่ฝ่ายบริหารออกกฎหมายที่ขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ

3.อำนาจวางนโยบาย

คืออำนาจตุลาการในการตัดสินคดีวางนโยบายสาธารณะ เพื่อความเป็นธรรมในสังคม เป็นกรณีที่ไม่ได้มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรง ตุลาการจึงมีหน้าที่ที่จะนำหลักกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับใช้เพื่ออุดช่องว่างของกฎหมาย เพื่อสร้างหลักกฎหมายใหม่ และมีการใช้ดุลยพินิจในการตัดสินคดีให้เกิดประโยชน์แก่สังคมโดยคำนึงถึงหลักความเป็นธรรม เพื่อให้สามารถนำมาปรับใช้เป็นหลักในการพิจารณา ในกรณีที่มีสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกันเกิดขึ้น

เช่นในกรณีศาลสหรัฐอเมริกา วางหลักว่าแม้ไม่มีกฎหมายกำหนดให้รัฐบาลต้องมีการวางระบบเรือนจำให้เหมาะสม แต่ศาลได้อาศัยหลักที่วางไว้ใน 8th Amendment เรื่อง “ห้ามลงโทษโหดเหี้ยมและผิดปกติ” เป็นฐานในการพิจารณาว่า รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องวางระบบเรือนจำให้นักโทษมีความเป็นอยู่ที่เหมาะสม

4.อำนาจตีความก้าวหน้า

คืออำนาจตุลาการในการตัดสินคดีเพื่อความเป็นธรรมทางสังคม เป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ และกฎหมายแต่ละฉบับก็มีเจตนารมณ์ในตัวเองจึงต้องตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมายในเชิงก้าวหน้า โดยคำนึงถึงสภาพทางสังคมที่เปลี่ยนไป ซึ่งตุลาการต้องมีวิจารณญาณในการยับยั้งชั่งใจไม่ให้ใช้อำนาจเกินเลย ทั้งนี้เพื่อสร้างหลักกฎหมายใหม่ให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคมในมุมกว้าง และพร้อมที่จะใช้อำนาจตัดสินคดีความให้เบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานเดิมๆ เช่นในคดีบ่อขยะราชาเทวะ ที่ฟ้องต่อศาลปกครองว่าการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการอนุญาตให้มีการฝังกลบขยะมูลฝอยในที่ดินประเภทที่มีผู้อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลางนั้นไม่ถูกต้อง โดยได้ตีความถึง “ประโยชน์แห่งรัฐ” ว่าเป็นประโยชน์ของประชาชนทั้งในปัจจุบันและอนาคต การที่ให้ฝังกลบขยะโดยคำนึงถึงแต่ประโยชน์ของทางการนั้นไม่ถูกต้อง


ทั้งนี้อำนาจในทางตุลาการภิวัฒน์ และวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของหลักตุลาการภิวัฒน์ หมายถึงการให้อำนาจตุลาการในการเข้าไปตรวจสอบการออกกฎหมาย ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ และมีอำนาจในการพิพากษาคดีต่างๆให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคมในมุมกว้าง

อย่างไรก็ดีปัจจุบันกระแสตุลาการภิวัฒน์ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เป็นการถ่วงดุลอำนาจระหว่าง ฝ่ายตุลาการ นิติบัญญัติ และบริหาร แต่กลับจะเป็นการผลักดันให้ฝ่ายตุลาการเข้าไปมีส่วนร่วมในทางการเมืองมากเกินไป

เช่นการให้ฝ่ายตุลาการมีอำนาจในการสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งต่างๆ เช่น สมาชิกวุฒิสภา ตุลาการรัฐธรรมนูญ และ กรรมการการเลือกตั้ง เป็นต้น ซึ่งอาจมีผลทำให้ฝ่ายตุลาการไม่สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบอย่างเป็นกลางได้

ดังนั้นอาจสรุปได้ว่าการใช้อำนาจตามหลักตุลาการภิวัตน์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีคดีขึ้นมาสู่ศาล และการพิจารณาพิพากษาต้องคำนึงถึงบทบาทหน้าที่ของตุลาการในการเป็นองค์กรหนึ่งที่มีหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจเพื่อเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข และภารกิจนี้ต้องถือความเที่ยงธรรมเป็นหลัก ปราศจากความอคติ ประกอบกับอาศัยหลักกฎหมายที่เป็นเครื่องมือของฝ่ายตุลาการ

Sponsors

ไม่รับ รธน ทหาร

เมื่อเวลา 10.00 น. นักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน นำทีมเครือข่ายนักวิชาการทั่วประเทศ ร่วมกันแถลงข่าวประกาศแถลงการณ์ “ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับทำลายการปฏิรูปการเมือง”

การแถลงข่าวมีขึ้นพร้อมๆ กันหลายจุด ทั้งที่เชียงใหม่ มหารสารคาม และกรุงเทพฯ โดยที่เชียงใหม่ นำโดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ประกาศแถลงการณ์ที่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

ที่มหาสารคาม นำโดย ธัญญา สังขพันธานนท์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประกาศแถลงการณ์ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ที่กรุงเทพฯ นำโดย เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศแถลงการณ์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แถลงการณ์

ร่วมกันไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับทำลายการปฏิรูปการเมือง

ปฏิรูปการเมืองเป็นคำตอบที่สังคมไทยร่วมกันค้นพบกว่า 10 ปีมาแล้ว เพื่อตอบปัญหาที่รุมเร้าประเทศไทยในหลายด้าน ส่วนหนึ่งของคำตอบเชิงสถาบันคือรัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 อันเป็นรัฐธรรมนูญที่สังคมไทยมีส่วนร่วมในการสร้างขึ้นมากกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา โดยอาศัยกระบวนการร่างที่มุ่งจะฟังเสียงประชาชนมาแต่แรก จึงจัดให้มีการเลือกตั้งส.ส.ร.ขึ้น อีกทั้งมีการเคลื่อนไหวในภาคประชาชนอย่างแข็งขัน เพื่อผลักดันข้อเสนอของตนเข้าไปในรัฐธรรมนูญ

"รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" จึงมีความพยายามจะเสนอการปฏิรูปการเมืองในเชิงสถาบันไว้หลายประการ และได้มีโอกาสใช้งานจริงเกือบ 10 ปี ทำให้สังคมเห็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้าการรัฐประหารในวันที่ 19 ก.ย. 2549 สังคมไทยเห็นพ้องต้องกันว่า จำเป็นต้องแก้ไขข้ออ่อนของรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นไปตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน

แต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ทำลายพัฒนาการทางการเมืองโดยหลักนิติธรรมลงไป และบัดนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้อำนาจเผด็จการหลังรัฐประหาร ก็กำลังได้รับการเสนอเพื่อการลงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้สังคมไทยหันกลับไปสู่การเมืองยุคเก่า ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทำให้สังคมไทยอ่อนแอจนไม่สามารถปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงนานาชนิดที่ถาโถมเข้าสู่ประเทศของเราได้ และแน่นอนว่าทำให้การปฏิรูปการเมืองโดยผ่านกระบวนการร่วมกันของสังคมไทยต้องยุติลงอย่างสิ้นเชิง บุคคลและองค์กรที่ลงนามข้างล่างนี้จึงขอเสนอแก่สังคมไทยว่า เราควรร่วมมือกันไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยผ่านการลงประชามติหากมีการจัดขึ้นในภายหน้า

ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนเราว่า พลังที่ผลักดันให้การปฏิรูปการเมืองสัมฤทธิ์ผลได้นั้นมีอยู่ 2 ประการ คือพลังทางสังคมและพลังที่เกิดจากการจัดระบบการเมืองที่ตรวจสอบได้, ต้องรับผิด, และอยู่ในความควบคุมและถ่วงดุลของอำนาจที่หลากหลายและเป็นอิสระต่อกันพอสมควร แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้กลับสวนกระแสของพลังปฏิรูปการเมืองดังกล่าวนี้ แม้ดูเหมือนมีการขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มากกว่ารัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 ซึ่งเท่ากับเพิ่มพลังของสังคมในการตรวจสอบและควบคุมถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐ หากทว่าประสบการณ์ที่ได้ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 มาเกือบ 10 ปี พบว่าสิทธิเสรีภาพเหล่านี้มีแต่บนกระดาษ ไม่สามารถนำไปเป็นหลักประกันในด้านปฏิบัติได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ, การมีสื่อที่เป็นของประชาชน, การรวมกลุ่มเพื่อการต่อรอง, หลักประกันสวัสดิการพื้นฐาน ฯลฯ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนในเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง

ปฏิรูปการเมืองต้องหมายถึงสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้เป็นจริงในทางปฏิบัติ มิฉะนั้นสังคมจะมีพลังกำกับควบคุมให้ระบบการเมืองดำเนินไปอย่างถูกทำนองคลองธรรมได้อย่างไร

ในด้านระบบการเมือง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ไว้วางใจประชาชนเจ้าของประเทศ จึงริบสิทธิเลือกตั้งองค์กรทางการเมืองไปจากประชาชน พร้อมกันกับทำให้ระบบการแต่งตั้งองค์กรอิสระทั้งหลายไม่ยึดโยงกับพลังทางสังคม แต่ไปผูกติดกับระบบราชการ ระบบเลือกตั้งมุ่งแต่จะไม่ให้เกิดพรรคใหญ่โดยไม่สนใจว่าจะทำลายความเป็นตัวแทนประชาชนของนักการเมืองลงไปมากสักเพียงใด การใช้อำนาจอธิปไตยก็เต็มไปด้วยความสับสน เพราะมีการก้าวก่ายอำนาจกันระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่ใช้อำนาจอธิปไตย โดยเฉพาะจากฝ่ายตุลาการและฝ่ายบริหาร ในทางปฏิบัตินักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะอ่อนแอจนไม่สามารถริเริ่มนโยบายใหม่ใดๆ ได้ จนกว่าจะได้รับความเห็นชอบของระบบราชการเสียก่อน จึงสมกับที่ถูกเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับขุนนางที่มุ่งจะรื้อฟื้นระบอบอำมาตยาธิปไตยกลับขึ้นมาใหม่

พวกเราดังมีรายนามข้างล่างนี้จึงมีความเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะนำประเทศไทยถอยหลังกลับไปหลายสิบปี อำนาจและสิทธิของประชาชนที่ได้มาด้วยการต่อสู้จนสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อไปนับไม่ถ้วน จะต้องถูกริบไปจนไร้ความหมาย จึงไม่ควรนำมาใช้กำหนดความสัมพันธ์ในรัฐของเรา ควรร่วมมือกันไม่รับรองร่างรัฐธรรมนูญโดยผ่านการลงประชามติ และเรียกร้องให้นำเอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ใหม่ โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมเพียงสองประเด็นคือ

1) ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายใน 60 วัน

2) รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งต้องจัดให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยกระบวนการที่นักการเมืองไม่มีอำนาจเข้ามากำกับควบคุมการแก้ไข แต่ให้มีการเลือกตั้งส.ส.ร.เพื่อการนี้โดยเฉพาะ

แท้จริงแล้ว ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดในโลกที่เป็นเอกสารสมบูรณ์พร้อมและสถิตสถาพรโดยไม่เปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่โดยกระบวนการทางสังคม นั่นคือเกิดสำนึกใหม่ในสิทธิเสรีภาพบางประการหรือบางมิติ จนทำให้ต้องมีการจัดความสัมพันธ์ในองค์กรทางการเมืองใหม่ สังคมที่เสรีคือเครื่องมือสำคัญที่ขาดไม่ได้ของกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปการเมือง ไม่มีอำนาจ"บริสุทธิ์"ของทหารหรือการรัฐประหารใดๆ จะทำหน้าที่นี้แทนสังคมเสรีได้ การนำเอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ใหม่จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปการเมืองเดินหน้าต่อไปได้

โดยวิธีนี้เท่านั้นที่จะนำสังคมไทยกลับไปสู่ความสงบเรียบร้อย และกู้คืนเกียรติภูมิที่สูญเสียไปจากการรัฐประหารกลับมาได้อย่างถาวร โดยไม่ต้องสูญเสียเลือดเนื้อดังเหตุการณ์ที่ผ่านมาอีก

พวกเราที่มีชื่อข้างท้ายนี้จึงใคร่ขอให้พี่น้องร่วมมือกันรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการลงประชามติ เพื่อผลักดันให้นำเอา"รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน"กลับมาแก้ไขปรับปรุง ด้วยกระบวนการประชาธิปไตยในภายหน้า โดยการใช้สีเขียวตองอ่อนเป็นสัญลักษณ์ร่วมกัน ท่านอาจติดแถบริบบิ้นสีเขียวตองอ่อนที่พาหนะของท่าน ติดแถบเขียวตองอ่อนกับเครื่องแต่งกาย ใช้แถบข้อมือสีเขียวตองอ่อน ติดธงเขียวตองอ่อน หรือวิธีอื่นใดที่ท่านอาจคิดขึ้นเองเพื่อแสดงถึงสัญลักษณ์ร่วมกันดังกล่าว ทั้งนี้นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญปี 2540 กลับคืนมา พร้อมทั้งกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย

รายชื่อนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

นิธิ เอียวศรีวงศ์
จิตราภรณ์ ตันรัตนกุล
อรรถจักร สัตนานุรักษ์
วารุณี ภูริสินสิทธิ์
สมเกียรติ ตั้งนโม
สายชล สัตยานุรักษ์
สมชาย ปรีชาศิลปกุล
เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช
ชัชวาล ปุญปัน
สุชาดา จักรพิสูทธิ์
ไพสิฐ พาณิชย์กุล
นัทมน คงเจริญ
พิกุล อิทธิหิรัญวงศ์
วัลลภ แม่นยำ
อำพล วงศ์จำรัส
พรภิมล ตั้งชัยสิน
อรณิชา ตั้งนโม
ปราณี วงศ์จำรัส
นงเยาว์ เนาวรัตน์
ชำนาญ จันทร์เรือง
ชาญกิจ คันฉ่อง
คมเนตร เชษฐพัฒนวนิช
 

รายชื่อนักวิชาการจากทั่วประเทศ

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
เกษียร เตชะพีระ (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
อรศรี งามวิทยาพงศ์ (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
วีรบูรณ์ วิสารทสกุล (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
อัครพงษ์ ค่ำคูณ (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
อภิชาติ สถิตนิรามัย (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
ปกป้อง จันวิทย์ (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
วิภา ดาวมณี (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
ฉลอง สุนทราวาณิชย์ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
ประภาส ปิ่นตกแต่ง (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
ราณี สหัสรังษี (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
สุวิมล รุ่งเจริญ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
วรศักดิ์ มหัทธโนบล (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
จิรนันท์ อนวัชศิริวงศ์ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
วิระดา สมสวัสดิ์ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
วรวิทย์ เจริญเลิศ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
ทพ. วิชัย วิวัฒน์คุณูปการ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
ทัศนัย เศรษฐเสรี (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
ท.พญ. ศศิธร ไชยประสิทธิ์ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
จันจุฑา สุขขี (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
กัญญณัฏฐา อิทธินิติวุฒิ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
อุษามาศ เสียมภักดี (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
สุชาติ เศรษฐมาลินี (มหาวิทยาลัยพายัพ)
สฤณี อาชวานันทกุล (นักวิชาการอิสระ)
วรดุลย์ ตุลารักษ์ (นักวิชาการอิสระ)
กฤตยา อาชวนิจกุล (มหาวิทยาลัยมหิดล)
เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว (มหาวิทยาลัยมหิดล)
ศรีประภา เพชรมีศรี (มหาวิทยาลัยมหิดล)
วราภรณ์ แช่มสนิท (มหาวิทยาลัยมหิดล)
โสฬส ศิริไสย์ (มหาวิทยาลัยมหิดล)
สุภิญญา กลางณรงค์ (มหาวิทยาลัยมหิดล)
บุณยสฤษฏิ อเนกสุข (มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี)
พฤกษ์ เถาถวิล (มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี)
ธัญญา สังขพันธานนท์ (มหาวิทยาลัยมหาสารคาม)
กุลจิรพัส บุษกลธนาวรัตน์ (มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี)
วสันต์ ลิมป์เฉลิม (สถาบันราชภัฎธนบุรี)
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ (มหาวิทยาลัยฮาวาย)
ธนศักดิ์ สายจำปา (มหาวิทยาลัยเกริก)
ธนศักดิ์ วรธรรมดุษฎี (มหาวิทยาลัยเกริก)
เชษฐา พวงหัตถ์ (มหาวิทยาลัยศิลปากร)
นฤมิตร สอดศุข (มหาวิทยาลัยศิลปากร)
บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ (มหาวิทยาลัยศิลปากร)
พิพัฒน์ สุยะ (มหาวิทยาลัยศิลปากร)
นาตยา อยู่คง (มหาวิทยาลัยศิลปากร)
สุนัย ครองยุทธ (มหาวิทยาลัยศิลปากร)
โกวิท แก้วสุวรรณ (มหาวิทยาลัยศิลปากร)
บาหยัน อิ่มสำราญ (มหาวิทยาลัยศิลปากร)
สุวิดา ธรรมณีวงศ์ (มหาวิทยาลัยศิลปากร)




ที่มา : ประชาไท
วันที่ 23 มิ.ย. 2550

พีเน็ต ไม่พอใจ โฆษณา

ย้ำลง"ประชามติ"ต้องเป็นอิสระ

       นายโสภณ นาขวัญ ประธานองค์กรเอกชนตรวจสอบการเลือกตั้ง คณะกรรมาธิการ (กมธ.) รับฟังความคิดเห็นในการร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า หลายฝ่ายไม่เห็นด้วยกรณี กมธ.ประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ สภาร่างรัฐมนตรี ซื้อโฆษณาหนังสือพิมพ์ให้ประชาชนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ใหม่ ให้มีการเลือกตั้ง ถือเป็นความผิดพลาด เพราะชี้นำความเห็นของประชาชน ซึ่งมีข้อสังเกตจากเวทีรับฟังความคิดเห็นว่า ผู้มีอำนาจบางฝ่ายพยายามตั้งธงกรอบร่าง รธน.ให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด

ประชาชนจะรับ หรือไม่รับร่าง รธน.ควรเกิดจากเนื้อหาสาระที่เอื้อประโยชน์คนส่วนใหญ่มากกว่ารวบอำนาจของกลุ่มทุนการเมือง หรือต่อท่ออำนาจเผด็จการทหาร การออกเสียงประชามติต้องเป็นความคิดอิสระเกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง แต่ที่ผ่านมาคนที่บอกให้ประชาชนรับร่าง รธน.มักได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหรือ คมช. ส่วนฝ่ายรณรงค์ให้ไม่รับร่าง รธน.กลับถูกตำหนิว่าสร้างความวุ่นวาย เป็นพวกคลื่นใต้น้ำ ปัญหาเช่นนี้นับวันจะทำให้คนในชาติแตกแยกกันมากขึ้น" นายโสภณกล่าว

นายสุดชาติ สีลิ้นจี่ สมาชิกสภาเทศบาลเมือง (ส.ท.) ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า หลังเปิดเผยกรณีหน่วยงานชี้นำให้ทหารในสังกัดลงลายมือรับร่าง รธน. ได้สร้างความไม่พอใจให้ผู้มีอำนาจระดับจังหวัด ส่วนการซื้อสื่อโฆษณา น.ส.พ.ชี้นำให้รับร่าง รธน.นั้น ผิดหลักการออกเสียงโดยอิสระ จึงควรงดออกเสียงประชามติ เพื่อประหยัดงบประมาณดำเนินการ 2,000 ล้านบาท จากภาษีประชาชน

นายประมวล พงศ์ถาวราเดช อดีต ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ร่าง รธน.ที่กำหนดให้นับคะแนนหน้าหน่วยเลือกตั้ง ส.ส.ถูกวิจารณ์อย่างรุนแรง เพราะทำให้หัวคะแนนกลับมามีบทบาทชี้นำเหมือนในอดีต ขณะที่ รธน. 2540 กำหนดให้นับคะแนนรวม ทำให้ซื้อเสียงได้ยาก เพราะนักการเมืองเสี่ยงถูกหัวคะแนนอมเงิน

"ตราบใดที่ประชาชนยังขาดจิตสำนึก เห็นเงินซื้อเสียงสำคัญ แม้ร่างกติการัดกุมอย่างไร คงไม่มีประโยชน์ เพราะนักการเมืองต้องหาวิธีการแปลกใหม่มาโกงการเลือกตั้ง"

ฉลาดฟ้อง

ฐานดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง - กบฏ


วันนี้ (29 มิ.ย.) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ร.อ.ต.ฉลาด วรฉัตร นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตย เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.), คณะ คมช., คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) , คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) , สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช. ) ซึ่งเป็นคณะบุคคลที่ถูกแต่งตั้งโดยประกาศคำสั่ง คมช. เป็นจำเลยที่ 1-308 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นตัวการ และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ และเป็นกบฎ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ,113 , 83 และ 86

ตามฟ้องโจทก์ระบุความผิดว่า ระหว่างวันที่ 19 กันยายน 49 จนถึงวันฟ้อง จำเลยที่ 1-8 ร่วมกันเป็นตัวการ โดยมีจำเลยที่ 9-308 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดที่ร้ายแรง ด้วยการทำรัฐประหาร หรือยึดอำนาจมา ได้บังอาจกระทำความผิดต่อกฎหมายอาญา โดยใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อล้มล้างเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ล้มล้าง อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐโดยมิชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้จำเลยที่ 1-8 ได้ร่วมกันแทรกแซงองค์กร ภาครัฐ เอกชน และสื่อ ทั้งที่จำเลยที่ 1-8 เป็นข้าราชการประจำระดับสูง ใช้อำนาจแต่งตั้งตนเองและพวกพ้อง โดยมีจำเลยที่ 9-45 เป็นคณะรัฐมนตรี จำเลยที่ 46-57 เป็น คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) จำเลยที่ 58-66 เป็นคณะกรรมการป้องปันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และจำเลยที่ 67-308 เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

การกระทำของจำเลยทั้ง 308 คน ทำให้โจทก์และประชาชนชาวไทย ได้รับความเสียหาย ทำให้ปราศจากการใช้อำนาจอธิปไตย ประเทศชาติขาดความน่าเชื่อถือจาก นานาอารยะประเทศ เหตุเกิดที่ แขวงและเขตดุสิต กรุงเทพฯ และทั่วราชอาณาจักร ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษไว้แล้วที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอให้ศาลลงโทษจำเลยทั้ง 308 คน ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ,113 , 83 และ 86 โดยศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณา และนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ในวันที่ 24 กันยายนนี้ เวลา 09.00 น.

ศาลมีข้อสงสัยใน คมช

ที่มา : นิตสารรายสัปดาห์ ประชาทรรศน์
คัดลอกจาก กระดานข่าวบางไซ

สราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม เผย ที่มาคตส.ผิดหลักสำคัญตั้งแต่ต้น เอาศาลไปทำหน้าที่พนักงานสอบสวน ห่วง คตส.มุ่งแต่สอบสวนให้เสร็จๆไป ส่วนที่เหลือปัดสวะ ไปให้ศาล อัดยับแถลงข่าวรายวัน และ ขอเปิดสำนวนเพื่อชี้นำสังคมเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

มีคนกังวลเรื่องสถานภาพของ คตส. ว่ามีทางด้านตุลาการ 3 ท่านเข้าไปเกี่ยวข้อง จะมีปัญหาด้านความมีอิสระในการพิจารณาคดีไหม

ในเรื่องของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) จะทำหน้าที่เป็นตำรวจหรือพนักงานสอบสวนหรือไม่ก็เป็นพนักงานอัยการเป็นบางกร ณี ถ้าส่งเรื่องไปให้อัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง ต้องทำหน้าที่เป็นอัยการมาฟ้องคดีต่อศาลด้วย ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของ กต. คือคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมแล้วเนี่ย กต. จะไม่อนุญาตให้พวกศาลเหล่านี้ไปทำหน้าที่เหมือนพนักงานสอบสวน หรือว่าเป็นอัยการมาฟ้องคดี เพราะจะสร้างความสับสนให้กับประชาชน ในฐานะที่ว่าสอบมาแล้ว สอบเองแล้วมาเข้าสู่กระบวนการทางศาล ไม่ว่าศาลตัดสินอย่างไรก็ตาม ประชาชนอาจจะเกิดความเคลือบแคลงสงสัยก็ได้ ว่าส่งคนไปสอบเองแล้วมาขึ้นศาลเองหรือไม่

อันนี้ก็เป็นปัญหาใหญ่นะครับ กระบวนการสิ่งที่ผมพูด ผมไม่ได้ต้องการปกป้องผลประโยชน์ของใคร ใครที่ทำไม่ดีไว้ ทุจริตไว้ ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกัน กระบวนการ ครรลองขั้นตอนต่างๆ ที่ถูกต้องมันควรจะดำเนินการต่อไป คือ ไม่เอาพวกศาลไปทำหน้าที่เหล่านี้นะครับ

สาเหตุที่เขาไปทำได้ในขณะนี้ เนื่องจากว่าประกาศ คปค. (คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข) เอง เขายกเว้นไว้นะครับ ประกาศ คปค. ในข้อ 2 กำหนดไว้เลยว่า ในกรณีที่กฎหมายห้ามมิให้บุคคลใดดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ หรือห้ามการปฏิบัติหน้าที่อื่นใดในการดำรงตำแหน่ง ห้ามมิให้นำกฎหมายนั้นมาใช้บังคับ การได้รับการแต่งตั้งและการปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการตรวจสอบ โดยหลักการจริงๆ แล้วมันทำไม่ได้หรอก ในหลักการจริงๆ อย่าว่าแต่เป็นกรรมการ คตส. เลย ไปเป็นที่ปรึกษา ขนาดไปเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการร่างกฎหมาย ทาง กต. ยังไม่อนุญาตเลย เพราะกลัวว่าเมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองแล้ว ไปรับเงินเดือน ไปติดต่อเขา พอแต่งตั้งอาจจะมีการแลกเปลี่ยนมาขอโน่นขอนี่ แล้วจะทำให้กระทบกระเทือนต่อหน้าที่หลัก นอกจากนี้ ประชาชนเขาจะสงสัยด้วยว่า ทำไมพวกศาลมาเกี่ยวข้องกับการเมืองมากไป ไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการในการสอบสวนซึ่งจะต้องมีคดีเข้ามาถึงศาล ผมยืนยันครับ คนเหล่านี้ไม่มีโอกาสได้ตัดสินคดีเหล่านี้ก็จริง แต่ว่าการที่เขาไม่มีโอกาสได้ตัดสินก็จริง แต่สถานะความเป็นผู้พิพากษาของเขายังอยู่นะครับ ถ้าเขาลาออกไป ลาออกไปชั่วคราว อยากไปทำหน้าที่ฝ่ายบริหารก็ทำไป ประชาชนจะไม่สับสน แต่ถ้าเขายังอยู่ในฐานะสวมหมวก 2 ใบ เป็นทั้งผู้พิพากษา เป็นทั้ง คตส. สร้างความสับสนให้ประชาชนเหมือนกัน

การกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ให้เข้ามาต่อสู้คดี ให้แค่ใช้เอกสาร ฟังขึ้นไหม


ฟังไม่ขึ้นอยู่แล้วครับ ในคดีอาญาจำเลยทุกคนต้องมาศาล ไม่ว่าจะเป็นคดีพิเศษหรือคดีอาญาทั่วไป คดีพิเศษหมายถึง คดีอาญานักการเมือง จำเลยต้องมาศาล เพราะการมาศาลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของจำเลยในการต่อสู้คดี เขาต้องมีโอกาสในการเผชิญหน้า ต้องมี เมื่อสิทธิในการเผชิญหน้ามี เขามีสิทธิในการสู้คดี และนอกจากนี้ไม่มีประเทศไหนในโลกหรอกครับที่ว่าจำเลยไม่ต้องมาศาลในคดีอาญา แล้วอีกประการที่สำคัญนะครับ อย่ามุ่งแต่ว่าจะดูประเด็นเรื่องว่าทำเสร็จแล้วในกระบวนการสอบสวน ส่วนที่เหลือปัดสวะ ไม่ต้องรับผิดชอบ ใครจะทำอะไรไม่สนใจ มันไม่ถูกต้องในกระบวนการ เพราะว่านอกจากสิทธิขั้นพื้นฐานแล้ว ยังมีอีกประเด็นหนึ่ง เหตุผลที่ว่าทำไมจำเลยต้องมาศาล คือคุณต้องการเขามาลงโทษหรือเปล่า ถ้าศาลพิพากษาจำคุก ตัวไม่อยู่แล้วจะเอาใครมาจำคุกแทน

เขาต้องบัญญัติไว้ แม้กระทั่งในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของรัฐธรรมนูญปี 2540 กำหนดไว้ชัดเจนเลยว่า ถ้าเกิดว่าในวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยไม่มาต้องออกหมายจับ ไม่ได้ตัวมาภายใน 1 เดือนต้องอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย เหมือนคดีคุณรักเกียรติ (รักเกียรติ สุขธนะ อดีต รมว.สาธารณสุข) พอถึงวันอ่านคำพิพากษา เขาไม่มา เขาหลบหนีไป ศาลอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย แล้วเป็นหน้าที่ของฝ่ายบ้านเมืองฝ่ายบริหาร คนที่บังคับใช้กฎหมาย ตำรวจต้องไปติดตามมา พนักงานฝ่ายปกครองต้องไปติดตามจับตัวมา เพื่อบังคับตามคำพิพากษาของศาล

ด้วยเหตุผล 2 ข้อหลักนี่แหละครับ ก็คือ สิทธิขั้นพื้นฐานของจำเลยอันหนึ่ง กับเรื่องการบังคับโทษการพิพากษาของศาล จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีตัวจำเลยอยู่ อันนี้ชัดเจน

สถานภาพของ คตส. ทุกวันนี้ คิดว่าถูกต้องตามกฎหมายไหม และสามารถใช้เป็นบรรทัดฐานในการตัดสินคดีได้ไหม


ถูกต้องตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 แต่ว่า ถามว่าเหมาะสม สมควรหรือไม่ ต้องตอบว่า ไม่สมควร ไม่เหมาะสม

การที่ นายแก้วสรร อติโพธิ คณะกรรมการ คตส. ออกรายการแกะรอยคอร์รัปชั่น กล่าวหาบุคคลต่างๆ จะมีความเป็นธรรมไหม

คือระบบการสอบสวน การแถลงข่าวรายวัน หรือเอาสำนวนการสอบสวนมาเปิดเผย ปกติเขาก็ไม่ทำกันอยู่แล้ว เพราะมันมีผลเสีย 2 ด้าน ความลับจากข้อมูลจากการสอบสวนรั่วไหล ประการที่ 1 ส่วนประการที่ 2 คือว่า คนที่เขาถูกสอบสวนศาลยังไม่ชี้เลยว่าเขาผิดหรือถูก เขายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ แต่ว่าการที่ไปทำอย่างนี้เขาเสียหายรายวันอยู่แล้ว ผมไม่เข้าใจว่าต้องทำเพื่ออะไร ประโยชน์อะไรที่จะต้องทำ

กรณีที่ดินรัชดา มีการใช้สื่อออกมาเปิดเผยชี้มูล ลักษณะนี้เป็นการก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

คือในกระบวนการที่เขาทำ บางส่วนเขาต้องการที่จะให้ประชาชนเห็นว่าอะไรเกิดขึ้น แต่ว่าต้องพึงระมัดระวังว่าสิ่งเหล่านี้จะไปโน้มน้าว คือจะใช้กระแสสังคมมาตัดสินคนเหล่านี้ก่อนมันไม่เป็นธรรมกับเขา ในเมื่อเขาทำความผิด นำตัวเขามาสู่กระบวนการสอบสวน มาสู่กระบวนการฟ้องร้อง แล้วให้ศาลตัดสินไป แต่อย่าใช้กระบวนการทางสังคม ใช้กระแสสังคมพิพากษา เพราะว่าทางการเมืองมันไม่แน่นอนหรอกครับ วันหนึ่งคุณเป็นรัฐบาล อีกวันหนึ่งคุณเป็นฝ่ายค้าน แล้วเมื่อตราบใดคุณยังมีอำนาจอยู่ กุมอำนาจทั้งหมด คุณอยากให้ศาลหรือทุกคนเป็นไปตามที่คุณต้องการ แต่วันหนึ่งเมื่อคุณกลับเป็นเสียงข้างน้อย เป็นฝ่ายค้านเมื่อไร คุณจะนึกถึงกระบวนการที่ถูกต้อง ความเป็นธรรมที่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็น และมีประโยชน์สำหรับคนทั่วไป

การร่างรัฐธรรมนูญที่มีการกำหนดการนิรโทษกรรม เพื่อคุ้มครอง คตส. เป็นการกระทำที่เหมาะสมหรือไม่


ปกติการออกกฎหมายต้องใช้บังคับเป็นการทั่วไป การออกกฎหมายเพื่อบุคคลใดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในหลักการผมก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ ว และกระบวนการการทำงานถ้าท่านทำแบบตรงไปตรงมา แบบโปร่งใส กฎหมายไม่ต้องนิรโทษกรรมหรืออะไรทั้งนั้น เหมือนการพิจารณาคดีของศาล ศาลเขาเป็นคนกลาง มีอิสระในการพิจารณา เราต้องชี้อยู่ทุกวันการทำงานของศาลว่า คนหนึ่งถูกคนหนึ่งผิด ไม่มีเสมอกันนะ มีแต่ใครถูก ใครผิด แต่ว่าไม่เห็นต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ผู้พิพากษาต้องทำหน้าที่ตัดสินคดีท ุกวัน

ปัจจุบันนี้มีตุลาการเข้าไปหลงในอำนาจมากขึ้นไหม

ถ้าพวกศาลเหล่านั้น ออกไปจากศาลแล้วคือเป็นอดีตผู้พิพากษา เขาย่อมทำได้ คือถ้าลักษณะที่สวมหมวก 2 ใบจะเกิดอันตรายแก่องค์กรได้

ในกระบวนการของ กต. เองนอกจากมีการเสนอแนะแล้ว มีมาตรการที่จะไม่ให้เกิดปัญหาจะไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า

จริงๆ ต้องอยู่ที่จิตสำนึกของคนด้วยนะครับ อย่างถ้ามาทาบทามผมไปเป็น คตส. ผมต้องตอบก่อนว่า ผมไม่เอา ผมปฏิเสธ แล้วไม่ใช่เฉพาะ คตส. นะครับ ปปง. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) เคยมาทาบทามให้ผมไปเป็นกรรมการพวกนี้ หรือบางส่วน ที่ให้ผมไปเป็นกรรมการเรื่องวินัย ในขณะที่ผมดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษา สิ่งเหล่านี้ แต่ละคนต้องรู้ว่าบทบาทของตัวเองจะเหมาะสมไหม ในเมื่อคุณเป็นผู้พิพากษา คุณต้องรู้ว่าอันไหนควรทำ ทำแล้วจะเสียหายต่อองค์กรได้หรือไม่ เพราะการทำหน้าที่เหล่านี้ จริงอยู่กฎหมายเปิดช่องไว้ แต่ว่าวิธีการป้องกันมันต้องอยู่ที่แต่ละบุคคล ต้องคิดเอา

คิดว่าในขณะนี้องค์กรศาลมีปัญหาหรือไม่ เพราะมีบุคคลเข้าไปเป็นกรรมการในองค์กรอิสระแล้ว

ก็ต้องมี เพราะว่าคนเริ่มสับสน ไม่เข้าใจที่ว่าบางคนออกมาพูด ไม่รู้ว่าพูดในฐานะผู้พิพากษาหรือพูดในฐานะพนักงานสอบสวน มันอาจจะเสียหาย และสิ่งที่เรากังวลมากคือว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนมั่นใจว่าศาลดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลาง และความเป็นอิสระ ไม่เข้าไปทำหน้าที่อย่างอื่นที่ไม่ใช่หน้าที่ของผู้พิพากษา

มีการระบุ ศาลได้เข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจที่ 4


ถ้าพูดถึงเรื่องความเป็นธรรม ในส่วนของตุลาการ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญปี 49 เอง ผมว่าจริงๆ แล้วส่วนใหญ่ โดยเฉพาะท่านประธานศาลฎีกา ท่านไม่ได้อยากเข้าไปหรอก ท่านยังตกใจเลยวันที่รัฐธรรมนูญประกาศออกมาให้ท่านทำหน้าที่ประธานคณะตุลากา รรัฐธรรมนูญ แต่ว่าในเมื่อกฎหมายเขียนไว้ เราก็ต้องปฏิบัติ ผมถึงได้พยายามพูดเสมอว่า บางครั้งคนเขาบอกว่าในเมื่อผู้พิพากษามีความน่าเชื่อถือ เอาให้ผู้พิพากษาทำทุกเรื่อง แต่การเอาผู้พิพากษาไปทำทุกเรื่องมันอันตรายกับองค์กรศาลเอง กับประชาชนในอนาคต เพราะว่าจะทำให้ความเชื่อถือของประชาชนลดน้อยลง แล้วการที่มีองค์กรต่างๆ เพิ่มขึ้นตามรัฐธรรมนูญเต็มไปหมด ซึ่งเจตนาดีของรัฐธรรมนูญปี 40 ต้องการสร้างองค์กรตรวจสอบขึ้นมามากมาย แต่ว่าจริงๆ แล้ว ต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่าอะไรคือระบอบประชาธิปไตย อันไหนคือการใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน การถ่วงดุลและคานอำนาจทั้ง 3 ฝ่าย ทั้งนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ จะเป็นอย่างไร

คำจำกัดความการทำรัฐประหาร เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

ปกติแล้วการทำปฏิวัติรัฐประหารเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว แต่ว่าในเมื่อเขายึดกุมอำนาจของรัฐได้แล้ว เขาเลยกลายเป็นผู้มีอำนาจการใช้อำนาจของรัฐเท่านั้นเอง แต่ในทฤษฎีหลัก ที่ในแนวปฏิบัติที่ผ่านมา รวมทั้งศาลเอง ศาลต้องยอมรับในอำนาจที่เขาใช้อยู่ เพราะว่าเขากุมอำนาจรัฐทั้งหมด ถือปืนอยู่ในมือ เหมือนอย่างที่ผมบอก เมื่อเสียงปืนดังขึ้น เสียงกฎหมายก็เบาลง เงียบลง อันนี้เป็นเรื่องหลักธรรมดา

ถามว่าการทำรัฐประหาร การทำปฏิวัติถูกกฎหมายไหม มันไม่ถูกอยู่แล้ว แต่ถ้าเขาปฏิวัติสำเร็จ เขาก็มายึดกุมอำนาจรัฐ แต่ในขณะนี้มีแนวคิดของนักกฎหมายรุ่นใหม่ๆ ว่า ทำอย่างไรเขาจะไม่ยอมรับสิ่งเหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่ได้มาโดยไม่ชอบนะ ผลพวงต่างๆ มันจะชอบหรือไม่ต้องไปพิจารณาต่อไป ผมคิดว่าต้องอาศัยนักกฎหมายรุ่นใหม่ๆ ที่จะต้องมาหาวิธีทางออกในการพิจารณาเรื่องนี้

เปรียบเทียบว่าเวลานี้กระบวนการของตุลาการหรือหน่วยงานไหนก็ตาม ที่มันเหมือนกับกระดุมที่มันกลัดแล้วมันใช้ไม่ได้

ใช่ครับ ถ้ากลัดเม็ดแรกผิดก็ผิดตลอด

องค์กรตามรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, คณะกรรมการเลือกตั้ง เข้าลักษณะหรือไม่

ผมว่าเป็น ผมเชื่อว่ามันน่าจะกลัดผิดบางส่วน ระบบถึงไม่เดิน มันสะดุด มันไม่ราบรื่น

อย่างนี้มันไม่ใช่เกิดวิกฤติ เพราะสิ่งที่อาจารย์พูดมันเป็นวิกฤติ มันเป็นระเบิดเวลาตลอดเวลา เพราะอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ยอมรับ คิดว่าควรจะถอยเข้ามาไหม หมายถึงทุกคนที่อยู่ในองค์กรนั้น มาจากคำสั่งของคณะรัฐประหารยึดอำนาจอยู่แล้ว คำสั่งของประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้เมื่อคนที่กุมอำนาจรัฐทั้งหมด ไม่ใช่ว่าแปลว่าเราสยบยอมกับคนที่ถือปืนอยู่ในมือเสมอไปนะ แต่ว่าจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นสำคัญด้วยว่า ทำอย่างไรให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ฉะนั้นคนที่ทำหน้าที่ตรงนี้ก็ต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ จะต้องย้อนไปเลยบอกว่าในเมื่อไม่ชอบ ผมว่าจะเกิดความวุ่นวายหนักกว่าเดิม ที่เขาไม่ทำกันเพราะอะไร

กลับเข้ามาเรื่อง คตส. ภาพล่าสุดถ้า คตส. ยังดำเนินการขั้นตอนต่อไป คิดว่าหลังจากนั้นจะมีฟ้องกลับไหม คือพวกที่ถูกกล่าวหาที่อาจารย์บอกว่าไม่มีสิทธิเข้ามาชี้แจงเลย หลังจากนั้นพอ คตส. ยุบไปหมดตามอายุรัฐบาล คิดว่า คตส. มีปัญหาภายหลังไหม


ก็อาจจะมี ถ้าคนที่เขาถูกฟ้องเขาเห็นว่าไปละเมิดสิทธิเขา เขาก็สามารถใช้สิทธิทางศาลได้ เป็นเรื่องธรรมดา ขณะนี้ก็เริ่มเห็นฟ้องกันแล้ว ขนาดยังไม่ทันยุบก็ฟ้องอยู่แล้ว

มั่นใจใช่ไหมว่า สิ่งที่ตั้งมามันไม่ถูกต้อง แล้วมันลอยๆ ขึ้นมาเลย

คือกลไกปัจจุบัน คมช. ก็มีอยู่ ทีนี้มันซ้อนกัน 2 องค์กร ระหว่าง คตส. กับ คมช. แล้ววิธีการทำงานก็ต่างกัน คตส. สอบสวนไปก็แถลงข่าวไป คมช. เห็นไหมเขาสอบเขาไม่เคยออกมาบอกรายละเอียดในสำนวนเขา

คิดว่าถ้าทำแบบนี้ ไม่น่าเกิดในกระบวนการยุติธรรมเลยใช่ไหม ทั้งสอบ ทั้งเปิดตลอดเวลา


ผมไม่เคยเห็น สมัย รสช. เขาก็ไม่ทำแบบนี้ ไม่มีครับ

คิดว่าจะเป็นปัญหาในอนาคต

มี ผมเชื่อว่ามีปัญหา

ในตัวบุคคลของ คตส. หรือตัวระบบ

อาจจะเป็นได้ทั้ง 2 อย่าง ทั้งระบบ ทั้งตัวบุคคล เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น เพราะกระบวนการสิ่งเหล่านี้ ในการตรวจสอบหรือว่าดำเนินคดีอาญาของเขาต้องทำโดยตรงไปตรงมา โดยโปร่งใส โดยเปิดเผยนะครับ แล้วก็ให้สิทธิเขาในการที่จะต่อสู้ได้เต็มที่ ต้องทำโดยสุจริต

เข้าข่ายลักษณะมัดมือชกไหม

เรียกว่ามัดมือชกหรือเปล่า แล้วแต่มุมมอง ผมไม่อาจตอบแทนเขาได้ คนที่เขาเสียหายเขาอาจจะมองอย่างนั้นก็ได้

หลักความยุติธรรมไม่ควรเกิดระบบนี้ขึ้นมาใช่ไหม


คือผมมองว่า คมช. มีอยู่แล้ว ควรให้ คมช. ทำหน้าที่ เพราะทุกวันนี้ประกาศนี้ก็บอกให้ คตส. ไปทำหน้าที่เหมือนกับตามกฎหมาย คมช.

มีองค์กรอิสระคอยตรวจสอบอยู่แล้ว

มีอยู่แล้ว คือโดยหลักการสร้างหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งพิเศษขึ้นมา โดยเฉพาะไปตรวจสอบบางเรื่อง คนอาจจะเข้าใจไขว้เขวได้ว่า มีเจตนาพิเศษต้องการทำอะไรหรือเปล่า ถ้าทำไปตามระบบปกติที่มีอยู่ก็จะดีกว่า

ถ้าอาจารย์เป็นประชาชนธรรมดา คิดว่าเป็นการกลั่นแกล้งไหม วันหนึ่งมีข้อหานี้ แน่นอนอย่างที่ดินรัชดา

กลั่นแกล้งอย่างไร มันขึ้นอยู่กับการกระทำของเขา ว่าวิธีการที่เขาทำจะทำให้คนในสังคมเข้าใจว่าเป็นกลั่นแกล้งได้หรือไม่ ก็อยู่ที่วิธีการทำ

คิดว่า คตส. ตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานตามเหตุผลในการรัฐประหาร 4 ข้อไหม มี 11 คดีของรัฐบาลชุดนี้ เพราะยังมีมากกว่านี้อีก

ก็ตั้งขึ้นมาเพื่อเรื่องนี้ด้วย เหตุผลหนึ่งที่รัฐประหาร แต่ว่าเรื่องทุจริตอย่างอื่นเขาคงปล่อย คมช. ทำไปมั้ง เขาตรวจสอบเฉพาะเหตุผลที่ให้มา ตรวจสอบเฉพาะโครงการที่รัฐมนตรีชุดที่แล้วเท่านั้นเอง

เป็นการเลือกปฏิบัติเพราะทุจริตในประเทศมีอีกเยอะ

ถามว่าเลือกปฏิบัติหรือเปล่า ก็อาจจะบอกว่าทำหน้าที่เฉพาะที่เขาได้รับมอบหมายมาจากทาง คมช. มั้ง

ศาลประชาชน ชำระคดีกบฏ

ศาลประชาชน ชำระคดีกบฏ
    มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ออกโรงเป็นผู้ประสานงานแนวร่วมประชาชนต่อต้านรัฐประหาร โดยจัดตั้ง “ศาลประชาชน” พิพากษาคดีแรก “กฎหมายใช้ย้อนหลัง” ระบุเป็นผลิตผลของการปฏิวัติยึดอำนาจ มีความผิดฐานกบฏ รอโทษประหารชีวิต เปิดช่องคณะตุลาการ รธน. ให้มาบอกว่าอยู่ในที่จำกัด จะไม่ถูกลงโทษ ลั่น โจรปล้นบ้าน เป็นสิทธิ์ที่ต้องช่วยกันตีเกราะเคาะไม้ไล่ตามจับ

     **หลังคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคแล้ว มีความเห็นอย่างไร

      ผมไปพูดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับกลุ่มแนวร่วมประชาชนต้านเผด็จการ ผมไปพูดให้ฟังว่า การที่เราจะวินิจฉัยอะไรหรือจะทำอะไร เราต้องดูตัวหนังสือที่มันเป็นเรื่องที่มาก่อน อาจารย์อ่านละเอียดตั้งแต่หน้าแรกเลย เขามีตราครุฑ เราเป็นผู้พิพากษามา 40 ปี คำพิพากษาที่จะใช้บังคับกับประชาชนได้จะต้องมีคำว่า “ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์” รองลงมาจากตราครุฑ แต่อันนี้ไม่มี ทีนี้คำวินิจฉัยชี้ขาดของใครหรือองค์กรใดๆ ก็ตาม ที่จะมีผลบังคับกับปวงชนชาวไทย ตามรัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทย เวลานี้จะพูดถึงรัฐธรรมนูญก็ดี หรือกฎหมายก็ดี ต้องวงเล็บ เพราะมันมีคนมาทำปลอม รัฐธรรมนูญก็ปลอม กฎหมายก็ปลอม เหมือนที่เคยเทียบให้ว่า ธนบัตรหรือแบงก์ มันมีแบงก์จริง ใช้ซื้อของได้ แต่ต่อมาวันดีคืนดี เมื่อวันที่ 19 นั่นมันมีแบงก์ปลอม แล้วคนที่ไม่รู้ยังใช้เป็นเงินตราสำหรับซื้อขาย

      รัฐธรรมนูญฉบับ 2549 ซึ่งพวกกบฏ ที่ไปตั้งชื่อให้พวกเราก็โง่ตามเขาไปหรือไปหลง ไม่เข้าใจความสำคัญของภาษาก็ไปเรียกตามเขาว่า เขาคือคณะปฏิรูปการปกครอง คนก็ดีใจ ชาวบ้านไม่รู้ เอ่อ...นี่เขามาปฏิรูป แต่ความจริง หมาป่าเอาขนแกะมาหุ้มไว้ มองไปที่ตีนคือตีนหมา มองไปที่ปาก ปากยาว น้ำลายห้อย ลิ้นห้อย แถมลิ้นยาว แผลบๆๆ แถมเขี้ยวโง้งอีกต่างหาก ทำให้ประชาชนไม่เข้าใจความหมายของภาษา ไปเรียกตามเขา นักการเมืองไปสู้คดี ไปเรียกเขาว่าคณะปฏิรูป มันแพ้ตั้งแต่เริ่ม เพราะมันไม่ใช่คณะปฏิรูป การกระทำของพวกเขาทั้งหลาย ภาษากฎหมายเขาเรียกว่า คณะกบฏ ความจริงแล้วการกระทำของเขากระทำผิดกฎหมายอาญาชัดเจนในมาตรา 113 แต่เขาฉลาด หากเขาตั้งชื่อว่า กูพวกกบฏ เขาจะโดนประชาชนไล่กระทืบเอา รู้ว่าใช้ไม่ได้จึงไปเปลี่ยนชื่อ สรรพนามเรียกชื่อตัวเองใหม่ว่า ฉันคือคณะปฏิรูปการปกครองฯ เห็นไหม จากโจรกลายเป็นพ่อพระ คนไทยไปเรียกคณะปฏิรูปตามเขา ทำให้ประชาชนที่เขาไม่รู้กว่าเรา พวกสื่อนี่แหละตัวสำคัญ ไปเรียกตามที่มันตั้ง ประชาชนที่ยิ่งกว่าพวกเรา ยิ่งดีใจเอาดอกไม้ไปให้ เพราะเขามาปฏิรูป ความจริงมันกบฏ เห็นหรือยัง

      เหมือนกับรัฐธรรมนูญที่พวกกบฏเขียน มันคือรัฐธรรมนูญปลอม และที่กำลังรับจ้างพวกโจรกบฏ ที่มานั่งเขียนอยู่ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาตินั่นน่ะ ก็เป็นการใช้ภาษาหลอก อีกหลาย ๆ คนในสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่เข้าใจ ว่าความชอบธรรมตรงนั้นมาจากไหน คำว่า ชาติ แปลว่า ประชาชน แปลว่า ประชาชนที่เป็นพลเมืองของประเทศ, กลุ่มชนที่มีความรู้สึกในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมอย่างเดียวกัน หรืออยู่ในการปกครองภายใต้รัฐบาลเดียวกัน

      ชาติ แปลว่า ปวงชนชาวไทย นั่นหมายความว่า จะต้องมาจากปวงชนชาวไทยโดยตรง มาจากคนอื่น มาจากโจรจะมาเรียกว่าแห่งชาติไม่ได้ ทั้งนี้เพราะมีความชำนาญในภาษา ใช้ถ้อยคำมาเขียนตั้งชื่อตัวเองว่าเป็นพ่อพระ เป็นนักนิติศาสตร์ ซึ่งความจริงเป็นกระบวนการของโจรปล้นอำนาจประชาชน และพวกเราดันไปเขียน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) ประสาทหรือเปล่า

     

     **แล้วควรจะใช้คำว่าอะไร

      เขียนเข้าไปสิ แล้วให้วงเล็บเอาไว้ว่า ตั้งโดยพวกกบฏ เขียนให้ประชาชนเข้าใจว่าองค์กรเหล่านี้ตั้งโดยพวกกบฏ ที่มีความผิดรอโทษประหารอยู่ นี่พวกสื่อเรานี่ละตัวสำคัญ ชาวบ้านที่เขาอยู่ข้างนอกไม่รู้ หนังสือพิมพ์ยังยกย่องหรือยังเขียนเลยว่าเป็นคณะปฏิรูปการปกครอง ความมั่นคงแห่งชาติ คำว่าชาติแปลว่า ความมั่นคง การที่เราเป็นเจ้าของบ้านแล้วถูกโจรมาปล้นอำนาจ ปล้นประเทศ ปล้นอำนาจอธิปไตย แล้วยังเอาเงินไปใช้อีกเนี่ย เรามีความชอบธรรมไหม นี่ถือหลักธรรมดาเลยนี่ ไม่ต้องไปถือรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องไปถือกฎหมายหรอก มีความชอบธรรมไหม สมัยโบราณไม่มีรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรนี่ เขาไปตีเกราะ ก๊อกๆๆๆๆ นี่ใช่ไหม เรียกให้เพื่อนบ้านหมู่บ้านอื่นมาช่วยได้ไหม ใช้ระบบ 5 เส้น ตีเกราะเสียงจะดัง ทำเสียงไปดัง 5 เส้น ไอ้นี่ตี โป๊กๆๆๆ แล้วเราซึ่งเป็นเจ้าของบ้านใช้สิทธิ์นี้ ถูกห้ามโดยพวกกบฏ มันบอกว่าถ้าทำแบบนี้ขัดความมั่นคงแห่งชาติ คำว่าชาติของมันแปลว่าอะไร จัดได้ว่าพวกกบฏ ไอ้เรายังไปเอ่อ...เขามาความมั่นคงของชาติ เราอย่าไปฝืนความมั่นคงของชาติ ชาติคือพวกเขาไม่กี่คน

     ถ้าความมั่นคงของชาติจริงๆ คือ ความมั่นคงของปวงชนชาวไทยเรา เวลานี้ชักจะไม่ค่อยมั่นคงลงไปเรื่อยๆ เศรษฐกิจฉิบหายวายป่วงพังหมดไหม

     

     **คำวินิจฉัยที่ออกมาเสียหายต่อระบบโดยรวมของศาลไหม

      อย่าเลย ไปพูดถึงตรงนั้นก่อน เสียหายต่อระบบหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงเลย มันย่อยยับไปหมดแล้ว แต่ถ้าเราย้อนกลับมาตรงนี้ก่อน จะทำอะไรตั้งหลักให้ดีนะน้องๆ นี่มันเขียนไว้ว่าคำวินิจฉัย ก็แปลว่าคำตัดสิน คำชี้ขาด ของใครนี่ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เราต้องไปหาที่มา ชื่อองค์กรคณะนี้มันมาจากไหน อ๋อ...มาจากรัฐธรรมนูญปลอม ซึ่งไม่ใช่รัฐธรรมนูญ แต่มันมาเขียนว่ารัฐธรรมนูญเหมือนธนบัตรใบละพันหนึ่ง แล้วมันก็มาเขียนใบละพันบ้าง ไอ้คนไม่รู้เรื่องว่าเป็นแบงก์เก๊ ธนบัตรปลอม ก็ใช้กันใหญ่ แล้วเราเรียกว่าธนบัตรอยู่ได้ ก็ซื้อของกันใหญ่ แต่ความจริงมันเป็นธนบัตรปลอม เป็นรัฐธรรมนูญปลอมไหม เพราะของแท้ต้องปวงชนชาวไทยทำ เห็นหรือยัง ทีหลังเขียนวงเล็บเอาไว้ รัฐธรรมนูญ’ 49 ให้วงเล็บเอาไว้ด้วยว่ารัฐธรรมนูญปลอม ถ้ามันฟ้องขึ้นศาลจะว่าความให้ ปลอมไม่ปลอม ของจริงมีอันเดียวครับ ที่ยังใช้เรียกกันอยู่เพราะพวกคุณนี่ไปกระจายข่าว ทำให้ประชาชนคิดว่ามันคือรัฐธรรมนูญ

     

     **นักวิชาการในมหาวิทยาลัยอ้างคำว่า “รัฐาธิปัตย์”

      นี่เราจะดูอะไร เราต้องวิเคราะห์ แปลว่าจำแนกแยกแยะ ให้ออกมาเป็นรายละเอียด แล้วคำวินิจฉัยตุลาการรัฐธรรมนูญเราไม่เอามาดูเราจะถือการวิเคราะห์ถ้อยคำอย่างไร ตุลาการรัฐธรรมนูญมาจากไหน ไปเปิดเจอในรัฐธรรมนูญปลอม คำว่า ชั่วคราว ต่อไปนี้ต้องวงเล็บ ต่อไปนี้ฉบับปลอมเวลาจั่วหัวข้างหน้า เขียนไปนะ เทียบได้กับธนบัตรปลอม ที่กำลังเขียนอยู่นี่เขาเรียกว่ารัฐธรรมนูญปลอมฉบับใหม่ ถ้าประชาชนรู้ได้แบบนี้เขาจะไม่เสียเวลา ไม่ไปออกความเห็นด้วย เขาจะไม่ไปร่วมทำของปลอมให้มันเหมือนของจริง

      เพราะฉะนั้น มาจากรัฐธรรมนูญปลอม ออกมาเป็นคำพิพากษาเป็นของปลอม แล้วของปลอมมีผลบังคับกับใครได้ไหม ไม่เป็นคำพิพากษา ไม่เป็นคำชี้ขาดใดๆ เป็นเพียงบันทึกถ้อยคำ บันทึกข้อความที่เขียนเรียบเรียงขึ้นจากผู้ที่รับใช้โจร บันทึกเสนอให้ผู้ว่าจ้างได้ตรวจสอบ แต่ว่าเอามาอ่านในสถานีวิทยุโทรทัศน์กระจายเสียงให้ประชาชน ดังนั้นไม่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแท้ ตามกฎหมายแท้ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญปลอม กฎหมายเทียม ที่เอามาประกาศคณะปฏิรูป ซึ่งความจริงคณะปฏิรูปดูไปๆ อ้าว ความจริงเป็นประกาศพวกกบฏ ไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะมาบังคับปวงชนชาวไทยได้ มิเช่นนั้นประชาชนมาอยู่ที่ท้องสนามหลวงเต็มแล้ว หรืออยู่ในห้องนี้เต็มแล้วเป็นปวงชนชาวไทย ถามว่าจะใช้คำพิพากษาฉบับที่พวกเราช่วยกันชี้ขาด หรือจะใช้ฉบับนี้

     นี่คือความยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย อำนาจทั้ง 3 อำนาจอยู่ในมือของปวงชนชาวไทย ใครที่มาเถียงว่ายึดอำนาจได้แล้วมันเป็นการสื่อความหมาย เพื่อให้กำลังใจกันระหว่างหัวหน้าโจรกับโจร หรือผู้ที่สนับสนุนโจรเท่านั้น ถามว่าอีก 60 ล้านคนเขายอมไหมว่าฉีกแล้ว ยึดแล้ว เห็นไหม ที่ถามว่าเสียหายย่อยยับหรือไม่ ในส่วนของที่เขาไม่ได้มารับจ๊อบ ก็ยังไม่ได้เสียหายอะไร ถ้าส่วนนั้นเขายังตัดสินตามรัฐธรรมนูญแท้ กฎหมายแท้ ไม่ใช่มาตัดสินตามรัฐธรรมนูญปลอม กฎหมายปลอม ไม่ได้เสียอะไรเลย นั่นหมายถึงว่าในส่วนที่ผู้พิพากษาที่เขายังดีๆ อยู่ เขาไม่ไปรับจ๊อบ เขาไม