Thai Love Justice Association

"เวบสำหรับคนรักความยุติธรรมทั่วไทย" โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ

วันเข้าวัดฟังธรรมของลิ้ม

 

วันนี้สลัดคราบคนเจนโลก เข้าวัดฟังธรรมจากพระที่รู้ใจกัน “เธอมีพรสวรรค์ที่จะเห็นสิ่งผิดในตัวคนอื่น แต่เธอต้องเอาพรนั้นมาใช้กับตัวเองให้มากขึ้น” พระท่านสวดผม ผมก็หัวเราะ เพราะท่านนั่นอ่านผมออกอย่างกับผมเป็นหนังสือ ป1 โดยเฉพาะถ้าท่านผู้อ่าน อ่านบทความนี้แล้ว คงจะปลงในตัวผมไปเลย ก็ลองอ่านต่อนะครับ ว่านักเขียนที่ท่านอาจจะโปรดปรานมากที่สุดในไทยคนหนึ่ง “ทำไมถึงกู่ไม่กลับจริงๆ”

 

หลังจากฟังพระท่านสั่งสอนมาอย่างดิบดี ผมก็ขับรถกลับออกมาจากวัดม่วง มุ่งสู่กรุงเทพ แล้วก็มานั่งคิดว่าพระท่านยอดเยี่ยมจริงๆ เพราะตัวเองอยากเขียนมานานแล้ว เรื่องผู้จัดการและพันธมาร ไม่รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำลงเลย คือทักษิณจะดีเลวอย่างไรยังเป็นเรื่องของศาลต้องตัดสิน แต่ที่แน่นอนคือพันธมาร ไล่เขาออกเพราะ "ความเชื่อ” เท่านั้นเอง ไม่ว่าคนกี่ล้านคนจะเชื่อและเห็นว่ามันจริงอย่างไร มันก็แค่ “ความเชื่อ” แล้วในวันสุดท้ายๆของทักษิณ เพราะความเชื่อที่ว่าเขาเลว พันธมาจก็ออกมาเรียกร้องกัน ว่าทำไมทหารถึงยืนอยู่เฉยๆได้ ปล่อยให้คนชั่วครองเมือง ผมก็ยอมรับครับว่ามันหาไม่ได้ที่พันธมาร ออกมาเรียกร้องให้ปฏิวัติกันตรงๆโดยพันธมาร แต่ไอ้เรียกร้องอย่างนั้น มันก็คือเรียกร้องปฏิวัตินั่นเอง ส่วนทหารที่เข้ามาปฏิวัติ ก็อ้างทุกเรื่องของพันธมาร ที่ทำให้ต้องออกจากกรมกอง มายึดทำเนียบรัฐบาล

 

ฉะนั้นก็พอจะสรุปกันได้ ว่าพันธมารสนับสนุนและเรียกร้องการปฏิวัติ ให้มาเป็นการแก้ไขปัญหาชาติ

 

เอาหละเรื่องก็ผ่านมาปีหนึ่ง ผมก็คือผม อ่านออกมาตั้งแต่เดือนแรกๆหลังปฏิวัติ แล้ว พอๆกับหนังสือ ป1 ที่พันธมารดีใจเหลือเกินที่มีปฏิวัติแล้วไล่ทักษิณออกไป แล้วจะจับทักษิณด้วยข้อหามากมาย พันธมารและคมช รักกันแทบดมตูดกันเลย ผมก็อ่านออก และก็เขียนไปเลย ว่ารับรองภายในปีเดียว พันธมารกับทหาร โดยเฉพาะ คมช ตีกันเองตายแน่นอน แต่เอาสักหน่อย คือสรุปแล้ว พันธมาร ผิดหวัง คมช มาก ทั้งปราบทักษิณไม่ได้ ทั้งบริหารไม่ดี ทั้งโกงกิน ทั้งออกมาเหมือนทักษิณ ตรงนั้นตรงนี้เต็มไปหมด แต่โดยสรุปคือ “ไม่เกลียดทักษิณเท่าพันธมาร” เลย “ไม่ออกมาทำรายล้างแบบแตกหัก” แต่ค่อยๆเค้นทักษิณแทน จนมันสายเกินไป หมดทางฆ่าทักษิณ

พันธมารก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

ถ้าเราเป็นคนแบบที่พระท่านสวดผมให้เป็น คืออย่าไปจ้องจับผิดคนอื่นให้มันมากไป แต่ส่องกระจกชะโงกดูเงาตัวเองบ้าง ก็ต้องตอบว่า “แม่เจ้าโว้ย ไอ้บสนธิ ลิ้มมันพาเรามาสู่อะไรกันว่ะ มันมีความเห็นว่าทักษิณเลว เลยออกมากระทืบจนทักษิณที่มาจากเลือกตั้งจนเละเป็นซาก แล้วมันสนับสนุนปฏิวัติ ถึงขนาดบอกว่าเลือกตั้งกันเร็วๆหลังปฏิวัติทำไม แล้วพอมันเห็นว่าปฏิวัติเลว แล้วมันออกมากระทืบคณะปฏิวัติต่อ จนเละคาผู้จัดการ นี่มันบ้าบออะไรกัน”

 สรุปคือ ผู้จัดการไม่รับผิดชอบอะไรทั้งนั้น นะครับผู้อ่าน จะเป็นปกป้องทักษิณมาเป็นปีๆ จนปชปเอาทักษิณไปอภิปรายในสภาว่าเอื้อผู้จัดการ แล้วข้ามวินาที ก็หักดิบทักษิณเพื่อนรัก หักดิบแล้วกระทืบเขา จะเอา คมช มาปฏิวัติ พอ คมช มา สนับสนุนสุดลิ่ม สักพักไม่ชอบอีกแล้ว หักดิบมันอีก กระทืบต่อเหมือนทำกับทักษิณ คือในภาษาฝรั่ง ภาษาไฮโซ บ้านเรา นี่มัน “เด็กสปอย” สุดลิ่ม จะเอายังงั้นยังงี้ ให้ถูกใจตัวเองตลอดเวลา “เหมือนได้ของเล่นใหม่ เล่นไป พอเบื่อ โยนมันทิ้ง จะเอาของเล่นใหม่ ให้ถูกใจอีกที”

 มันไม่มีความรับผิดชอบนะครับท่านผู้อ่าน เพราะมันก็คือตัวเอง ตัวสนธิ ลิ้มเองทุกครั้ง “ที่เลือกมาว่าจะเอาอะไร” เลือกทักษิณ เลือกไม่เอาทักษิณ เลือกเอา คมช แล้วเลือกทิ้ง คมช คือเคยแสดงความรับผิดชอบสักครั้งไหม ว่าเลือกเอาอะไรเข้ามา แล้วทิ้งอะไรออกไป

ปัญหาใน Unseen Thailand เรื่องนี้ มันก็คือ มาอีกแล้ว ผู้จัดการมาตอนนี้เกลียด พปช เช้าใส้ โอยผมนะหัวเราะตกเก้าอี้เพราะพี่ลิ้มจริงๆ วันหนึ่งแกบอกทักษิณ ออกไปแล้วหมดปัญหา แล้วมาวันหนึ่งเขาบอก ไม่ใช่เสียแล้วสิ มันต้อง พปช ทั้งพรรค “หมดไปแล้วไทยหมดปัญหา” เวรไหมครับท่านผู้อ่าน คนชอบ พปช กันไม่รู้จะแค่ไหน สส ก็กะกันว่าจะได้ราว 200 คน คือนี่มันเป็น ส่วนหนึ่งของครอบครัวใหญ่ ที่เรียกว่า บ้านพ่อหลวง นะครับ แต่อยู่ๆ พี่สนธิ จะมาขับคนราว 10-15 ล้าน ที่ชอบ พปช ให้ “ตกเหวตกขอบไป” แล้วบอกว่า “ไอ้พวกนี้มันเป็นปัญหาชาติ”

 

สรุปคือมันมีแต่คนบ้าเท่านั้นครับท่านผู้อ่าน ที่มองว่า คนครึ่งประเทศ เป็นปัญหาของชาติ ผมก็ไม่ทราบได้ว่า พี่ลิ้มและผู้จัดการแกใหญ่ขนาดไหน แต่ผมว่ามันก็คือคนไม่กี่ร้อยคนเท่านั้น ที่เป็นแกนนำผู้จัดการและพันธมาร และแน่นอน อาจจะมีคนสักล้านคน ที่เป็นลูกหม้อสนธิแบบ “ไม่กระดากปากที่จะอวดอ้าง” แต่มันมีอยู่แค่นั้นเองนะหรือ ที่จะใช้มาไล่ คนครึ่งประเทศออกจากประเทศไทย พูดง่ายๆ มันสติแตก

 

คือมันไม่มีวันหมดหลอกครับท่านผู้อ่าน คือลิ้มและผู้จัดการ เขา “มีแต่และขายแต่” ความแตกแยกและอารมณ์เกลียดชัง มามอมเมาคนไทยไปกับความมันหยดในลีลาการพูด มันก็แค่นั้น มีให้แก่คนไทยแค่นั้น มันก็เท่านั้นเอง เขาใช้เลี้ยงตัวเอง เหมือนพระท่านสั่งสอนผมนะครับ มองดูตัวเองเสียบ้าง คือผู้จัดการเขาไม่เคยมองตัวเอง ว่าทำอะไรผิด มาแล้วกี่หน มองอะไรผิดมาแล้วกี่ที เปลี่ยนจุดยืนอย่างกับผ้าอ้อม และไม่เคยรับผิดชอบต่อจุดยืยอะไรเลย แล้วสุดท้าย “คือไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย” จากประวัติศาสตร์ ที่ตัวเองสร้างมาให้เมืองไทย

โน่น ผมยกตัวอย่างเดียว ด่าทักษิณทำลายศาสนาด้วยสังฆราชทับซ้อน ผมหละสุดงงเลย เพราะตั้งแต่ทักษิณออกไป แล้ว คมช เข้ามา ยังไม่เห็นกลับไปสังฆราชองค์เดียวเลย ไม่เห็นออกมาทำให้ศาสนามันดีอะไรขึ้นมาเลย พี่แกใส่เกียร์ว่างประเด็นต่างๆที่ด่าทักษิณมากมายทางศาสนา มีไหมเรียกร้องวัดพระแก้วให้ใช้กันแค่ราชวงค์ แล้วด่าเขาหรือเปล่า คนที่ขอวังใช้วัดพระแก้วปีที่ผ่านมา ท้ายสุดเรื่องทับซ้อน โน่นพี่สนธิแกด่า ธนาคารแห่งประเทศไทย อีกองค์กรอิสระ ยับไปเลย ขนาดเรียกร้องให้ปลดผู้ว่าออก โอยวันด่าทักษิณแบบว่าข่มขืนองค์กรอิสระ มาอีกวัน พี่สนธิแกเล่น รุมแขกองค์กรอิสระซะเองเลย

 มันเวรไหมครับท่านผู้อ่าน ผมเขียนมาจนปากกาแห่งไปแล้วหลายแท่ง ว่าสื่อไม่สมควรมีอำนาจมากมายขนาดพี่สนธิเลย เพราะมันจะ เหมือน “เอาแว่นขยายเข้าไปมองทุกอย่าง ทุกอย่างมันจะบิดเบือนไป เพราะมันใหญ่ขึ้นมาและชัดเจนขึ้น เพียงแต่ว่า มันมองได้ทีละนิดเป็นส่วนๆเท่านั้น” คือแบบทักษิณนะครับ ขยายเรื่องขึ้นมาจุดนั้นจุดนี้ จนมัน “บิดเบือนและได้มุมเดียว” เขาเรียกว่าเขียนเสือให้วัวกลัวครับ

 

ก็อย่างว่าหละครับ ผ่านมาสองปี ในประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของไทย ล่มจมกันลงไป เครียดกันไป สรุปแล้วเพราะอะไรหรือครับ “มันก็แค่เพราะสงสัยและมีคนเชื่อว่าทักษิณเลว” บ้าไหมครับท่านผู้อ่าน แล้วใครกำไอ้แว่นขยาย ที่แสงแดดมารวมเป็นจุดเดือดแล้วเผามันไปหมดทั้งประเทศหรือครับ ก็พี่ผมนายเก่าผม พี่สนธิ ลิ้ม ที่ไม่เคยชั่งใจอะไรเลยนั้นเองครับ พี่แกจะใช้แต่แว่นขยายส่องดูทั่วไทย แต่พี่แกไม่สนใจเลยว่าแว่นขยาย มันจะเผ่อะไรลงไปบ้างสุดยอดอันตรายเลยแบบนี้

 

สุดท้ายท่านผู้อ่านอาจจะสงสัย ว่าผมก็ตอบพระรู้ใจไปว่าอะไร ผมเรียนท่านไปว่า “ผมทำอะไรผิดถูก” แต่ก็เพื่อรากหญ้าเสมอ ส่วนพี่ลิ้ม ผมมองไม่ออกจริงๆ ว่ามีปรัชญาอะไร ที่เขาใช้เป็นที่หลบภัย ต่อสิ่งเลวร้ายที่ทำให้ชาติ มามากมาย

เธอแรงจริงๆ

 

กนก ใช่ครับสื่อคนนั้นนะครับที่ด่าทักษิณมาเป็นปีทางทีวี  ที่มีอยู่วันหนึ่งคนจนล้อมตึกเนชั่น แล้วพี่กนก ออกมาพูดในรายการข่าวว่าตอนนี้พวกเนชั่นรู้แล้วว่าจะเข้าข้างใคร ทั้งที่พวกเขาเลือกข้างมาเป็นชาติๆแล้ว คนนี้หละครับที่เจอสาวกล้า มาแบบแรงสุดๆ ที่เธอเข้าไปด่ากนกถึงหน้า ว่าเอียงจนทีวีที่บ้านเวลาเปิดกนกดู แจกกันตกจากหลังทีวีทุกที เพราะพี่กนกมันเอียงจนล้นจอออกมาข้างนอก จนทีวีเอียงไปเลย

 

“เก็บความรู้สึกชอบไม่ชอบไว้ข้างใน หน้าที่นักข่าวคือเสนอด้วยความเป็นกลาง” สาวกล้าด่ากนก

 

 ใช่ครับกนกคนที่หลังจากถูกหญิงกล้าด่าเสียยับ ก็ด่ากลับว่า “อีสัตว์” จนสาวกล้ากำลังปรึกษาพ่อแม่พี่น้อง อยู่ว่าจะฟ้องร้องกนกหรือไม่ ใช่ครับกนก คนที่จัดรายการแล้วเรติ้งตกจนไม่มีใครดู แล้วถ้าไม่ใช่เพราะ คมช สั่งให้รายการอยู่ต่อไป ถูกส่งกลับไปทำงานให้รัฐบาลทหารพม่าไปแล้ว ใช่ครับกนกคนที่บอกว่า เผด็จการ “ดี” แล้วก็ใช่อีกครับ กนก คนที่กำลังนั่งกัดเล็บ เหงื่อตก ตัวสั่น ขวัญผวา สวดมนต์เช้าสายบ่ายเย็น ขอให้มาร์ค ม7 เป็นนายก เพราะถ้าขืน สมัคเป็น กนกมันมีหวังถูกสมัคร สุ่งไปดูงานที่รัศมีอังกอร์ แล้วฝึกการเป็นนักข่าวใหม่หมด แน่นอน

 

แล้วผมก็อยากดูหน้าพี่กนกหลังถูกพลังของประชาชน ประกบตัวเข้าไปถึงแบบนั้น ว่าวันต่อมา มันจะทำหน้ายังไงในทีวี สงสัยพวกนี้จะแค้นหนัก เอาเลย ทั้งพูดทั้งเขียนกันแต่เรื่อง มีแฟนแมนซิตี้ ของทักษิณ เอาธงไตรรงค์มาทำเป็นพื้นหลังของตราสมโมสรแมนซิตี้ แล้วคำพูดที่ใช้คือ “บังอาจ” แหมเครือเนชั่น ของพี่กนก กะจะคั้นให้ตายกันด้วยเรื่องนี้ให้ได้ โน่น ใครจะมาไม่สนใจ ไม่มีภาพกุนซือแมนซิตี้ลง เหมือนชาวบ้านทุกฉบับ เครือเนชั่น กลายเป็นภาพธงชาติ ที่มีตราสมโสรทับ ก็เรื่องทำแบบเดิมๆ พยายามสร้างความเกลียดชังขึ้นมาดโยใช้ความรักชาติ

 

พี่กนกแกภูมิใจมากออกมาด่าเสียยับ แต่ขอโทษที ทั้งเมืองคนมันงงกันไปหมด เพราะไม่มีใครต่อประเด็น เล่นด้วย หรือสนใจ ก็เพราะธงชาติไทย ถูกเอาไปทำเป็นพื้นหลัง ของไม่รู้จะกี่อย่างกี่เรื่องทั่วไทย ตั้งแต่สนับสนุนกันให้เอาธงไทยมาอวด มาสะบัดให้มากขึ้น ไม่เชื่อไปดูแถวสีลมตอนกลางคืน เสื้อยืดขายฝรั่งมีธงไทยเป็นพื้นหลัง แล้วรูปนักมวยไทยทับอยู่ แล้วมีแบบนั้นทำนองนั้น เต็มไปหมด

 

ขอบอกกนกหน่อย “ลื้อบ้าไปแล้วหรือว่ะ เขาไม่ได้ลบหลู่ เขาแสดงถึงความภูมิใจ ที่ไทยเป็นถึงเจ้าของ สมโมสรพรีเมียลีก” ขอต่อด้วยว่า “ปัญหาของลื้อนะ คือมองไม่ออกว่าเรื่องมันคืออะไร เพราะเกลียดทักษิณเกินไปจนมีแต่อารมณ์ และจ้องจับผิดเขาสุดลิ่ม จนสติสตังมันหายหมด” บอกให้ลองไปดูเสื้อยืด แล้วอย่างอื่นที่เขาขายกัน แถวสีลมดู แล้วค่อยออกมาโวยวายนะน้อง กนก แบบพี่ยังมีเลย คำว่า “Best Parties are in Thailand” พิมพ์ ทับธงชาติไทย บนเสื้อยืดไม่เห็นมันจะเสียหายตรงไหน

 

แต่กลับเข้าประเด็นหลัก เราก็เห็น “คนกล้า” ของฝ่ายพันธมาร ใช้ยุทธการ ส่งคนประกบ “การไปไหนมาไหนของทักษิณมาแล้ว” จำได้ไหม ที่ทักษิณ นายกไทย ไปไหนมีคนกล้า ออกมาตะโกนด่า แล้วทั้งลิ้มทั้งหยุ่น เอาไปสร้างขึ้นมาให้เป็นฮีโร่ใหญ่นะ แล้วสนับสนุนให้คนทำแบบนั้นกันมากๆ จนท้ายสุด ไปด่ากันถึง สยามพาราก้อน แบบขนลูกอายุน้อยๆพ่วงมาด้วย จนถูกผลักให้ออกห่างทักษิณออกไป จากแฟนๆทักษิณ จนเด็กถูกผลักออกไปด้วย แล้งไง สร้างภาพต่อทันทีว่าทักษิณแกล้งเด็ก ทำเด็กเจ็บ โอมายก๊อด ร็อยู่แล้วว่าจะบุกเข้าไปในแดนที่มีแต่แนวร่วมทักษิณ แล้วจะด่าเขาอย่างเมามัน แต่เอาเด็กบุกเข้าไปด้วย เก่งสร้างภาพเลวร้ายกันจริงๆนะ มาวันนี้ ก็ยังเหมือนเดิมนะ  สร้างภาพเลวร้ายกันเข้าไป ข่าวหลัก คือกุนซือแมนซิตี้มาเซ็นสัญญา จ้างคนไทย ไม่ลงมันเลย เอาเข้าไป ทั้งธง ทั้งมาเซ็นเพื่อการเมือง

 

โน่นมีคนจะเผา รธน โยงไปกลุ่มคนวันเสาร์ทันที แล้วเชื่อมมาที่ นปช แล้วท้ายสุด พปช วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์รายงานว่านายคนที่จะเผานะ พันธมารเก่า กนกว่าไง หยุ่นว่าไง ลิ้มว่าไง เปล่าเลย ไม่เสนอข่าวนี้กันเฉยๆอย่างนั้นหล่ะ คือไอ้คนจะเผา มันก็รู้ว่าความจริงจะออกมา ว่ามันเป็นใคร แต่มันก็รู้ว่ามันมีสื่อแบบเอนเอียงเต็มไปหมด แล้วมันจะชั่งใจอะไร “ป้ายสี” ง่ายๆ สบายๆ มันก็ทำนะสิ ฝรั่งเขาเรียกว่า “Done the Damaged and the Damaged is Done” คือสร้างความเสียหาย แล้ว ความเสียหารก็เกิด” 

 

แล้วพอตัวเองเจอเอาบ้าง เพราะคนเขาทนไม่ได้แล้ว ว่าไง ก็คือ “ด่าเขาว่าอีสัตว์” คือพูดง่ายๆ กนกมีสิทธิทำอะไรพูดอะไรก็ได้ เพราะมันคือเสรีภาพของสื่อ คนดูจะไม่พอใจแค่ไหน เพราะกนกเอนเอียงแค่ไหน ไม่มีใครทำอะไรได้ คือมันเห็นกันทั้งเมืองนะพี่กนก ว่าท่านนะเกลียด ทักษิณ พปช คนจน และรัก ปชป กับเผด็จการ เหลือเกิน

 

ปัญหาหล่ะนะกนก คือองค์กรสื่อนะมันต้องอิสระ แต่อย่างที่เราเรียกร้องมันแทบทุกองค์กรอิสระนะ คือมันต้อง “เป็นกลาง มีจริยธรรม จรรยาบรรณ และ ธรรมาภิบาล” คือเป็นแหล่งซ่องสุมของคน “ดี” ปีญหาของสื่อแบบกนกนะ คือมันไร้สิ้นซึ่งมาตรฐานแบบนั้น มันจะเอาแต่ Do Maximum Damage หรือเสนอข่าวเพื่อการทำลายล้าง ถ้ามันแบบนี้กับทุกคนทุกพรรคทุกเรื่อง มันยังพอรับกันได้ แต่พอมันโจมตีแต่ ข้างเดียว สักวัน คนมันก็ทนองค์กรอิสระไม่ได้ “ถึงเวลาเข้าก้าวก่ายแล้ว” เขาบอกเขาพูดกัน แล้วไง ก็ได้วลีอมตะมา คือ “อีสัตว์”

 

ระวังไว้ให้ดีนะกนก คนเป็นแสนเป็นล้าน เขาเห็นนะ “ว่ากนกทำอะไรอยู่” อย่าหาว่าไม่เตือน คนชอบนะมันก็มี แต่คนเกลียดนะ “มันก็มีเหมือนกัน”

สื่อแสดงจุดยืน เลือกใคร
 

คุณอ่อนวิมลนั้น ออกมาต่อสู้กับอธรรมในวงการสื่ออยู่หลายครั้งแล้ว ครั้งล่าสุดก็คือออกมา “อัดยับ” ผู้จัดการเรื่อง ที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ด่าหมวดเจี๋ยบ คนเขียน Thaksin Where Are You ว่า “เอาง่าย” ปัญหาของนักประชาธิปไตยคือ คุณอ่อนวิมลนั้น กลายเป็นส่วนหนึ่งของพวกปฏิวัติไป คือเข้าไปมีบทบาดในพลพรรค กลไกของ คมช แล้วสิ่งล่าสุดที่เป็นประเด็นขึ้นมา ก็คือเรื่อง “สื่อไทยเอนเอียง” มากเหลือเกินสมัยนี้ หันมาเลียเผด็จการกันเป็นแถว จนคุณอ่อนวิมล “คลอด สโลแกน” สุดๆออกมาปลอบใจนักข่าว ท่านบอกว่า หนังสือพิมพ์ในสหรัฐ “ส่วนมากก่อนการเลือกตั้ง ก็ประกาศจุดยืนว่าเลือกใคร”

 

ใครก็ตามที่ไปเรียนที่สหรัฐมา ก็คงจะเห็นว่ามันจริง สักอาทิตย์ก่อนเลือกตั้ง ข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับนี้นั้น ดังๆทั้งนั้น ตกลง สนับสนุนใครเป็นประธานาธิบดี จะออกกันมาตรึมเลย ประชาชนบางส่วนก็เลือกตามหนังสือพิมพ์แนะนำ ยิ่งแบบคนที่บ้านอยู่แถว Washington DC แล้ว Washington Post สนับสนุนใคร แทบทั้งเมืองไปทางนั้นกันเลย

 

แต่ปัญหาสำหรับการทำ Cross Cultural Analysis หรือวิจัยข้ามวัฒนธรรม แบบบอกว่าดูสิ สื่อเมกาเลือกข้างได้ ทำไมสื่อไทยไม่ควรเลือกข้าง จริงๆแล้วมันก็มีประเด็นเหมือนกัน ก็เหมือนเดิมนะครับ ขอให้ท่านผู้อ่านคิดเอาเองด้วย อย่ามาเชื่อผม แต่ลองสรุปด้ายตัวท่านเอง ผมมีหน้าที่ยกประเด็นขึ้นมาและข้อมูลก็เท่านั้นเอง

 

ในเมกานั้นทุกหัวเมืองใหญ่จะมีหนังสือพิมพ์ของตัวเอง แล้วคนในเมืองนั้นจะอ่านแต่อันนั้น สื่อระดับชาติ ที่ขายทั้งประเทศ ทุกหัวเมือง มีน้อย ยกมาไทยคงจะเหมือนทุกจังหวัด มีหนังสือพิมพ์ใหญ่ของตัวเองที่คนอ่าน รัดับชาติ แบบไทยรัฐ มีเหมือนกัน แต่คนอ่านน้อยแล้วไม่กี่ฉบับ โทรทัศก็เหมือนกัน ทุกเมืองมีข่าวของเมืองตัวเอง ข่าวชุมชนตัวเอง ข่าวระดับชาติแทรกเข้ามา แต่ก็แค่ครึ่งชั่วโมงต่อวัน ข่าว Local หรือประจำตัวจังหวัด เสนอกันหลายชั่วโมง

 

ในเมื่อมันเป็นอย่างนั้น มันเป็นหนังสือพิมพ์และสื่อ ของคนเขตุหนึ่งไป แทนที่มันจะเป็นของระดับชาติ ก็พอจะเข้าใจได้นะครับ ว่ามันไม่มีอะไรเสียหาย ถ้าหนังสือพิมพ์ภาคใต้ ก่อนเลือกตั้ง ออกมาเขียนใน บท บก ว่าหนังสือพิมพ์นั้น สนับสนุนมาร์ค ม7 ก็เหมือนของอีสาน คงสนับสนุน พปช กัน คือมันเข้าใจกันได้นะครับ เพราะฐานคนอ่านของสื่อมันชัดเจน และมุมมองสื่อมันก็มุมมองเดียวกับ สังคมรอบด้านสื่อ

 

แต่ไทยไม่ใช่อย่างนั้น สื่อ 80% ของทั้งประเทศ คุมโดยกรุงเทพ ด้วยคนกรุงเทพ ภายใต้กลไกของกรุงเทพ

 

นักวิชาการนักวิจัยนักวิพากสังคม หลายคนแล้วออกมาบอกว่า สื่อกรุงเทพ “โดยคนรวย เพื่อคนรวย” มันคงจะจริงนะครับ เพราะฐานการขาย 60% ถึง 70% ของสื่อกรุงเทพ มันฐานเสียงคนรวยและกลางในกทม มันก็แน่นอนว่าเสียงนั้นสะท้อนออกมาในหนังสือพิพม์และสื่อ และนี่คือปัญหาแรก คือฐานคนอ่าน ของหนังสือพิมพ์ไทยและสื่อไทย ที่ขายทั้งประเทศ กระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพ ฉะนั้น การออกมาบอกว่าสื่อนั้นสื่อนี้สนับสนุนใคร มันสะท้อนแค่ คนกรุงเทพ คือแน่นอน มันเป็นไปไม่ได้ หยุ่น จะออกมาบอกว่า “เราสนับสนุน” พปช

 

ปัญหาที่สองมันคือ สื่อได้กลายเป็นธุรกิจไปแล้ว ก็มีคนเช่นผมบ่นมานานแล้วนะครับ เรื่องสื่อไปด่า ทักษิณ ว่า ทำอะไรก็เพื่อตัวเอง แต่ด่าไปด่ามา ทำไมตอนทหารเข้ายึดประเทศ สื่อไม่รู้กี่เจ้าต่อกี่เจ้า เข้าไปทำงาน กับสื่อ ที่คุมโดยกลไกรัฐก็คือทหาร ก็ดู หยุ่น เป็นตัวอย่างตรงนี้ ด่าทักษิณว่าทับซ้อนโกงทางนโยบาย ขับไล่ทักษิณมานาน พอทหารเข้ายึด สื่อแบบของ หยุ่น  ได้ดีไปทันที คือในสหรัฐมันไม่ใช่แบบนี้ สื่อนั้นเป็นธุรกิจแน่นอน แต่สื่อนั้นแข่งกันเอง ไม่ได้มีอำนาจรัฐอะไรมาจัดสรรคอะไร ให้สื่อต้องคอย “ดีหรือเลว” กับรัฐไปด้วย เพื่อธุรกิจ คือมันคงจะแน่นอน ว่า หยุ่น คงจะไม่ออกมาด่า คมช หรือ รัฐบาลแรงๆ เพราะตัวเองมีธุรกิจที่ต้องพึ่ง ทหาร ให้ดำเนินต่อไปได้ และนี่ก็คือข้อที่สอง ข้อแรกคือ ฐานคนอ่านคือกทม ข้อสองคือสื่อเป็นธุรกิจ

 

ข้อที่สามเป็นสิ่งที่ผม “ผนวก” กันเข้า เรียกว่า “มือโปร” ก็แล้วกัน ใครมือโปร ใครมือสมัครเล่น มันก็รู้กันอยู่ในวงในเท่านั้นนะครับ พี่อ่อนวิมล ฟังดูแล้วมือโปร แต่จากบทความนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะบอกว่าเขาอ่อนไป นักข่าวบางคน เขียนด้วยสติและทวนกระแสสติแตกมาทั้งชาติ ใครดีก็ชมใครเลวก็ติ คนแบบนี้ก็มีมากเหมือนกันในวงการ แต่จะไม่ค่อยดัง ดังมันต้องแบบ พี่สนธิ ลิ้มทองกุล เจิมสัก พี่อ่อนวิมล หยุ่น เปลว แล้วก็ระดับลองลงไปที่เป็นคนสนิท ของคนที่กล่าวมาแล้ว อีกกลุ่ม ก็ลองให้เลือกเอา ระหว่าง เขียนมันตรงๆ ยุติธรรมๆ ข้อมูลครบ กับเขียนเพื่อ “ปั่นกระแสให้ข่าวและตัวเอง ดังไปด้วย” ส่วนมากมันออกไปทาง “ปั่น” ข่าวนะครับ

 

และนี่ก็คือปัญหาที่สาม คือเชื่อหรือไม่ก็ตาม “อายุ” นักข่าวไทยกับนักข่าวฝรั่งเมกานั้นต่างกันมากนะครับ ลองไปนักข่าวประจำทำเนียบขาวดู แต่ละคน ห้าสิบทั้งนั้น แล้วลองมาดู ทำเนียบรัฐบาลไทยดู นักข่าวมัน “เด็กๆ” ทั้งนั้น ฉะนั้นระดับมือโปร ในสื่อไทย มันน้อยมาก ไม่เหมือนในเมกา ฉะนั้นจุดยืนที่สื่อไทย ที่บางครั้งออกกันมา อ่านแล้วมันไม่แน่นพอ  ออกมาแล้ว เหมือนเลียเขา ก็เท่านั้นเอง  แล้วพอตัวเองชอบปั่นข่าว แล้วได้ “โผ” มาว่าหนังสือพิมพ์สนับสนุนใคร มันก็สูตรสำเร็จ ของแบบผู้จัดการ ผมก็ขอท้าให้ท่านลองเข้าไปอ่านติดต่อกันสักอาทิตย์นะครับ แล้วท่านจะเห็นว่า เละขนาดไหน

 

สิ่งที่เขียนมามันเป็นปัญหาโครงสร้างที่จริงๆแล้วแก้ง่าย เช่น Bangkok Post เคยมีส่วน Indo-China ที่อิสระจริงๆ จากกอง บก ใหญ่ มันก็เป็นไปได้ที่ Bangkok Post จะตั้ง กอง บก อีสาน ขึ้นมา ก็ไม่แปลกว่าถ้าหนังสือพิมพ์ จะออกมามาสนับสนุน มาร์ค ม7 แต่กอง บก อีสาน ไปอีกมุม คือสนับสนุน พปช ส่วน Chinese Wall หรือกำแพงระหว่างฝ่ายธุรกิจ กับ กอง บก ก็เอาให้มันแน่นจริงและไม่มีรอยรั่ว ก็ง่ายๆ ก่อนทำสัญญาทางธุรกิจ ก็เขียนลงไปในสัญญาเลยว่า “ห้ามก้าวก่าย กอง บก” ไม่อย่างนั้นสัญญา ธุรกิจ เป็นโมฆะ และถ้าก้าวก่าย จะต้องเสียค่าปรับ กรณีละสิบล้านบาท อะไรแบบนั้นนะ และแบบ หยุ่น และ สนธิ ลิ้ม ที่มันเป็นทั้งเจ้าของ ทั้งนักข่าว ทั้งกองบก ทั้งหัวหน้าธุรกิจ ขอทีเถอะ ให้มันหมดไปเสียที่จากวงการ เพราะมันใส่หมวกหลายใบเหลือเกิน สุดท้ายก็เอานักข่าวอายุมากๆเสียหน่อย

 

สุดท้ายมันก็จะเหลือปัญหาอยู่อย่างเดียวในไทย นั่นก็คือ จริยธรรมและจรรยาบรรน เรื่องนี้เหลือเชื่อที่จะกล่าวว่า นักข่าวไทยส่วนมาก และสมาคมนักข่าวนั้น “สติไม่ค่อยจะสมประกอบมานานแล้ว” คือสมาคมนักข่าวเขาบอกว่า สมัยทักษิณ สื่อถูกคุกคามมากกว่าตอนนี้ คือตอนทหารเข้ายึด ใครก็ตามที่กล้ามีจุดยืนนั้น มันส่อจริงๆว่า “สติ” ไม่ดี และกำลังมีปัญญาด้านจริยธรรมอย่างรุนแรง เพราะแทบทุกองค์กรระดับโลก เข้ามาศึกษาไทยนิดเดียว ยังเห็นพ้องกันไปหมด ว่าสมัยนี้มันเลวร้ายกว่าทักษิณมาก ที่อ้างทักษิณเลวกว่า จริงๆแล้ว ก็เพื่อกลบกระแสเกลียดสื่อเท่านั้นเอง และสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง ที่หันมาเลียทหารไม่หยุดหย่อน

 

ปัญหาสุกท้ายนี่ผมไม่มีทางออกให้ นักข่าวบางคนเห็นความจริง เช่น กอ รมน นั่งคุมสถานีข่าว และงบซื้อนักข่าวของทหาร แต่นักข่าวคนอื่นไม่เห็นครงนี้ มันก็พูดยากจริงๆเรื่อง “คนดีและคนเลว” และจะแก้กันยังไง ยิ่งสมัยนี้ คนดีคือคนเกลียกทักษิณเท่านั้นเอง มันก็ยิ่งยุ่งเข้าไปใหญ่ แต่มันทำให้ไม่พร้อมเลย ที่จะออกมาบอกจุดยืน ว่าสื่อนั้นนี้ สนับสนุน ให้ใครเป็นนายก แต่ก็แน่นอน ว่าจะทำกันแน่ๆ

รับรองได้ “ยามรู้เรื่องอยู่คนเดียว”

เป็นยามเฝ้าแผ่นดินนี่มันก็น่าสงสารนะ ยามที่ดีต้องมองทุกคนว่าเลวไว้ก่อน สงสัยทุกคนไว้ก่อน นอกจากนายของยาม แล้วก็ลูกน้องสนิท ที่ไว้ใจกันได้ ปัญหาคือยามส่วนมาก อยู่ดึกๆนานๆ นั่งเฝ้าบ้านในความเงียบสงันนานๆ จิตใจและสมอง มัน “ฟุ้งซ่าน” เอาง่ายๆ ท่านผู้อ่านก็คงจะทราบกันดีว่าผมเคยเป็น “ลูกหม้อผู้จัดการ” แล้วเคยทำงานกับยามเฝ้าแผ่นดิน “แบบตัวต่อตัว” มาแล้ว ฉะนั้นในการเขียนบทความนี้ ก็เหมือนเขียนถึง “หัวหน้าเก่า” ฉะนั้น ผมก็จะพยายาม “สำรวมให้มากๆ” เพียงแต่ว่า หมู่นี้เข้าไปอ่าน ยามกับสโรชา คุยกัน แล้วบอกตามตรง เรื่องที่ฟังมามันชักจะอย่างที่ฝรั่งเขาเรียกกัน คือ Imagination มัน Active เกินไป หรือความสร้างสรรค์ มันกลายเป็นความ “เพ้อเจ้อเพ้อฝัน” ไปแล้ว

 

เอาหละ ก็จะพยายามมาแกะสมองยามให้ดูว่าเขาทำอะไรอยู่ ในการ “ลากเรื่องยาว ปะติดปะต่อเรื่อง จินตนาการเรื่อง” คือจริงๆแล้วมันไม่มีอะไรมากนักหลอกในกลยุทธการเขียน “วิเคราะห์” ของยาม เขาเริ่มด้วยการพยายามทำให้คนอ่าน “จมน้ำ” ไปกับรายละเอียด ปลีกย่อยมากมาย แล้ว “ผสมสีดำและเทา” ลงไปให้เรื่องมันขุ่นและน้ำมันข้น ก็เพื่อที่จะเชื่อม สิ่งที่ลอยไปลอยมา ให้ปะติดปะต่อกัน “พอมองออกเป็นลางๆว่าในขวดนั้น” อะไรกำลังเกิดขึ้น แล้วเหมือนหมอดู “ดีๆเก่งๆ” ทั่วไปนะ เขาเข้าใจว่าคนเราส่วนมาก “ชอบความลึกล้ำซ่อนเงื่อน” แล้วชอบหมดดูที่มา “ไขปมปริศนา” ให้ดู ยิ่งแฟนๆ ยามเฝ้าแผ่นดินด้วยแล้ว ยิ่งเสพ “ความกระสันที่เห็นได้เป็นลางๆ เหมือนหวยบนต้นกล้วย ที่ยามฉายแสงสว่างเข้าไปยังที่ลับ” ยิ่งเสพของแบบนี้ ติดกันอย่างกับติด “พระที่แจกจาตุคาม ผสม กระดูกเด็กเสียอีก”

 

ยามจริงๆนะเป็นคนที่เข้าใจง่าย ไม่มีอะไรมาก “คำว่าบุญคุณ” นะเป็นปรัชญาของชีวิตเขาเลย เขารักสพรั่งมาก เพราะสพรั่ง เป็นทหารคนแรกที่เอาทหารออกมาป้องกันเขา แล้วก็เป็นทหารคนเดียวที่พยายามช่วย เจ้าของทีพีไอ แล้วเขาเกลียดทักษิณ ที่ไม่ทำตามเขาขอร้อง มันก็มีอยู่แค่นั้นนะ ใครก็ตามที่ไม่ “กระทืบทักษิณในระดับที่ทำให้เขาสะใจ” คนนั้นไม่ใช่มิตรเขา ใครก็ตามที่ไม่ดีต่อเพื่อนรักของเขา คือทีพีไอ คนนั้นไม่ใช่มิตรของเขา มันก็มีอยู่แค่นี้นะเวลา นึกอยากจะลงทุนอ่านยามแล้วพยายามเข้าใจว่าเขาต้องการอะไรจริงๆ ผมก็ไม่ได้มานั่งเป็นผู้พิพากษา ว่าคนเรานิสัยแบบนั้นมันไม่ดีหรืออะไรนะครับ

 

จริงๆแล้ว ง่ายๆแบบนั้น คือรักเพื่อนมาก เกลียดศัตรูมาก มันก็มีน่ารักดีเหมือนกันรนะครับ ผมก็ไม่ได้มาว่าอะไร

 

แต่เมื่อวันก่อนยามออกมาโวยวายอะไรไม่รู้ ลากเสียยาวยืด ปะติดปะต่อ ให้ข้อมูลแบบไม่มีทางรู้เลย กุขึ้นมาหรือเปล่า แล้วอีกร้อยวิชามาร ของนักข่าวเจนสังเวียน ที่ร้อยทั้งร้อย คนตามชม 90% หลงทางหมด ไม่ก็เบื่อ หรืออาจจะนั่งลิ้นห้อย มันไปกับเกล็กเล็กๆน้อยๆ และคำด่าแสบๆตรงนั้นตรงนี้ แต่เอาหละ ผมจะมาสรุปให้ว่าวันนั้นยามทำอะไร

 

ก็ไม่มีอะไรมาก เหมือนเดิม ให้ข้อมูลว่าทักษิณเลวทราม ไม่ดีต่อสถาบันยังไง พอกระตุ้นอารมณ์ร้อนได้ ก็โยงคนที่ต้องการทำลาย ให้กลายเป็นคนสนิทของทักษิณไป ในคราวนี้ ก็ทีของ บัง และ สรยุทธิ นะครับ ที่ต้องเลวไป เพราะดันไปสนิทกับทักษิณ แล้วทำอย่างนั้นทำไมหรือครับ ก็เพื่อเกลี่ยทางให้เพื่อนเขา ก็คือเพื่อ ชูสพรั่งให้มาเป็น ผบ ทบ มันก็เท่านั้นเอง แล้วใครก็ตามที่ เอาสพรั่งกับสนธิมาวางเทียบดู “ก็จะรู้ว่า ในความรักสนิทแน่นระหว่างสองคน ใครเหนือใคร” มันก็ผลประโยชน์นะครับท่านผู้อ่าน สพรั่งเขากล้าช่วยเพื่อนเขา ถึงมันจะไม่สวยยังไงก็ตาม สนธิเขาก็เคยใช้เพื่อนแบบนี้มาแล้ว คือสมคิด ถึงจะถูกด่าไปทั้งเมือง

 

ที่เหลือ มันก็แค่ ข้อมูลและเกล็ดข้อมูลและกระแสอารมณ์ ที่เขาใส่เข้าไปในขวด ผสมสีให้มันขุ่น แล้วเอาไฟฉายเข้าใส่ แล้วมาโยงออกมาเป็นตุเป็นตะ เหมือน “มหากาบ” ที่มีตัวละคร มากมาย ทั้งตัวเลว ตัวหักหลัง ตัวโง่ ตัวอ่อนแอ ตัวโกง แล้วอีกไม่รู้จะกี่ตัว ที่จริงๆแล้ว ก็แค่ต้องการสนับสนุนให้ “เพื่อนรักตัวเองเป็น ผบ ทบไ ก็เท่านั้นเอง

 

สำหรับผมแล้ว พี่สพรั่งหรือใครจะมาเป็น ผบ ทบ แล้วทำให้ใครรวยใครมีความสุค้ำฟ้า ผมก็เฉยๆ จริงๆนะ เพียงแต่ว่าโดยปรัชญาแล้ว ไม่เห็นด้วยกับยามเรื่องนี้จริงๆ เพราะ ใครก็ตาม ที่สามารถชี้ไปที่สนามหลวง วันที่มีคนไปประท้วงกัน ไม่รับ รธน ฉบับทหาร แสนกว่าคน แล้วพูดแบบไม่รู้สึกผิดหรือกระดากเลยว่า “คนที่ประท้วงพวกนั้น เป็นศัตรูของชาติ” คนที่พูดแบบนี้นะ มาเป็น ผบ ทบ ไม่ได้หลอก เขาเรียกว่า “คนพูดยังไม่บันลุนิติภาวะที่ตำแหน่งต้องการ” แต่อย่างว่า ยามเป็นคนเข้าใจง่าย นั่นมันส่วนมากเป็นพวกทักษิณ ยามเลยมองเหมือนสพรั่ง ว่าคนเป็นแสนวันนั้น ที่สนามหลวง เป็นศัตรูของชาติ แล้วก็คงจะอีก10 ล้านกว่าคน ที่ไม่รับ รธน ทหาร ที่ยามและสพรั่ง คงมองว่าเป็นศัตรูของชาติ

 

สติ นะ สติ หายากจังแถวบ้านพระอาทิตย์สมัยนี้

วันที่ “คนฉลาด” เถียงกับ วิทยุไอเอ็นเอ็น

เมื่อวันก่อน ผมนั่นฟัง ไอเอ็นเอ็น สถานีนั้นหละครับที่ชอบอัดทักษิณและอำนาจเก่า ที่ฟังก็ไม่มีสาเหตุอะไรมากหลอกครับ ก็เพราะสถานีข่าวทุกอัน ที่ฟังได้ชัดๆจากวิทยุเก่าในรถผม มันก็ออกมาแนวด่าทักษิณทุกอัน ก็เลยเลือกในที่สุดที่จะฟังอันทีอย่างน้อยก็มีเรื่องอื่นนอกจากการเมือง วันนั้นในรายการที่ออกไปทางการตลาดของ ไอเอ็นเอ็น พิธีกรรายการก็ลากกันยาวเลย ถึงสาเหตุที่ธุรกิจไทย ทุดอย่างต้องเริ่มหันไปหา ตลาดที่เรียกว่า Blue Waters หรือตลาดลึกๆ ใหม่ๆ ที่คนแข่งกันน้อย เพื่อหากำไรและช่องทางโต แทนที่จะแข่งกันตายอยู่กับตลาดแคบๆเดิมๆ ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

 

แล้วตอนปลายๆรายการ ก็รับสายของผู้ฟังกัน แล้วก็มีผู้ฟังอยู่ท่านหนึ่ง ซึ่งคงจะงงหละครับว่าทำไม แทบทุกสื่อไทย ถึงออกมายำทักษิณอย่างเดียวตลอดเวลา ถ้าจำไม่ผิด ผู้ฟังถามพิธีกร ไอเอ็นเอ็นไปว่า ทำไมทุกสำนักข่าวแข่งกันเสนอข่าวให้คนไม่ชอบทักษิณฟังเท่านั้น ทำอย่างกับเป็น “ศาสนา” ประจำสำนักข่าว ทั้งที่ประชามติออกมา คนที่ไม่ได้เกลียดทักษิณ ก็มีมากมาย ทำไมไม่หันไปเสนอข่าวให้คนกลุ่มนี้ฟังบ้าง

 

คือ คนฟังทักษิณนะ เหมือน Blue Ocean เป็นตลาดที่มีคนเข้าไปให้บริการน้อย แต่ตลาดคนด่าทักษิณ คนชอบฟังการด่าทักษิณ มันแข่งกันด่า มากหน้าหลายตา มากหน้าหลายสถานี แทบทุกสื่อ จนจะตายกันไปหมดแล้ว “ทำไมไม่มาเสนอข่าวอีกด้านบ้าง ด้านทักษิณกันบ้าง ดูมันจะฉลาดกว่านะ”

 

เอาหละสิครับ พิธีกร ไอเอ็นเอ็น เจ้าเข้า บอกทันทีว่าการข่าวมันไม่ใช่ธุรกิจ มันเป็นเรื่องที่ต้องเสนอความจริง เป็นเรื่องของจุดยืนอยู่กับความถูกต้อง และอื่นๆในแนวนั้นอีกเพียบ

 

ปัญหาคือ ไอเอ็นเอ็น คงจะนึกว่าผู้ฟังทุกคนจะ “ตายด้านคิดไม่เป็นไร้สมอง” ผู้ฟังก็ถามต่อเลย “แต่สถานีข่าวแทบทุกสถานีที่ด่าทักษิณมานาน ตอนนี้ได้ดิบได้ดี ได้ทำธุรกิจ โกยกำไรเป็นกอบเป็นกำ กับรัฐบาลทหาร จากการด่าทักษิณมาอย่างต่อเนื่อง จนไม่สนใจแม้แต่จะรายงานกันแล้ว ว่าถูกทหารครอบงำ จนไร้เสรีภาพ กันขนาดไหน”  พิธีกรสาว ปากกล้า ของ ไอเอ็นเอ็น ชักพูดไม่ออก หาคำตอบไม่ได้ ต้องให้พิธีกรผู้ชายอายุมากหน่อยมาตอบแทน ก็บอกว่า “มันไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรหลอก แนวคิดมันตรงกันมันเลยไปกันได้ ทำงานร่วมกันได้ ทำธุรกิจด้วยกัน ไม่ได้มีอะไรไม่โปร่งใส”

 

แล้วไอเอ็นเอ็น ก็ตัดผู้ฟังคนนั้นออก แล้วไปเอาคนอื่นมาแทน ก็ด่า ทักษิณต่อไปนะครับในรายการนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นรายการตลาด

 

แต่เอาหละ ผมฟังแล้วก็นึกอยากจะเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาทันที บังเอิญใครก็ตามที่เข้าไปอ่าน สื่อ 2.0 ส่วนมาก ที่ไม่ใช่เครือข่ายอะไรของสื่อหลัก เช่น ประชาไทย ประชาทรรศ หรือ อี นิวส์ และอื่นๆอีกมาก เช่น บลอก ที่อาจจะเรียกได้ว่า เป็น สื่อ Blue Ocean คือสนองตลาดใหญ่อยู่ คือตลาดของคนที่ไม่ได้ชอบ หรือ ไม่ชอบ ทักษิณ ก็จะเห็น “อีกโลก” ของข่าวเลยทีเดียว

 

แล้วข่าวใหญ่ที่กระทบ สื่อ 2.0 ที่แท้จริง อย่างลึกๆและรุนแรง ชนิดเอามาเขียนเอามาวิจัยเอามาปรับปรุงสติและปัญญากัน ก็คือข่าวของ กลุ่ม 19 กันยา ที่เอาโพล ของหลายสำนักมาวิเคราะห์ ถึงสาเหตุของการเลือก “รับ” หรือ “ไม่รับ” ที่เจอมาว่า 80% ของคนรับ ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา รธน เลย คือส่วนมากรับ เพราะอย่างให้การเมืองเดินต่อไป ก็เท่านั้นเอง ส่วนที่ “ไม่รับ” เกือบทั้งหมด เกี่ยวกับเนื้อหา รธน

 

มันก็มาเกี่ยวกับเรื่อง Blue Ocean ตรงที่ว่า คนมากมาย ที่ใช้สติและปัญญา ไม่ฉาบฉวย ไม่คิดอะไรง่ายๆ คนพวกนี้ ไม่ได้รับ “โปรดักอะไรเลย” จากสื่อหลัก จากสื่อกระแสหลัก จากสำนักข่าวหลัก แล้วมันตรงกันข้ามเลย ลอกไปดู “สื่อน้ำตื้น สื่อชายฝั่งดู” สื่อที่แข่งกันด่าทักษิณ รุนแรงมากตลอดเวลา ก็จะเห็นทำอย่างนั้น อยู่นั่นนะ ตลอดเวลา คือการเอาการออกและการให้ความเห็นของ บัง ของ รัฐบาล และอีกไม่รู้กี่สิบคนว่า คน “อีสาน คนเหนือ คนไม่รับ” นั้น “โง่อย่างนั้นโง่อย่างนี้”

 

ทั้งที่โพลมันก็ออกมาสวนทางกันเลย คือพวกรับ เองต่างหาก ที่ “โง่พอที่จะไม่สนใจ รธน” และ “สนใจแต่ให้การเมืองมันเดินไปข้างหน้า” แล้วมีการปรับขบวนยุทธิในสื่อหลักหรือไม่ คือมีการยอมรับในโพลเหล่านั้นหรือไม่ ยอมรับพอ ที่จะ “ปรับปรุงจุดยืนและความเข้าใจของสื่อเอง” ต่อประชาชนสองฝ่ายนี้หรือไม่ คำตอบก็คือไม่ “แทนที่จะสรุปว่า รับ กัน เพราะต้องการเดินไปข้างหน้า ไม่รับเพราะไม่ชอบ สาระ” แทบทุกสื่อ ในวันนี้ ถ้าไม่เชื่อ ลองไปดูกันสิ ครับ สรุปกันง่ายๆ ว่า “มันเป็นเรื่อง เลือก คมช หรือ ทักษิณ”

 

ในขณะที่ สื่อ 2.0 ที่ไม่อิงจุดยืนอะไร นอกจากความจริงและความเป็นกลาง และเสนอทุกด้าน “มุมมองนั้น ของสื่อกระแส สื่อหลัก ไม่มีใครสรุปอย่างนั้นเลย” แล้วก็คงจะเป็นเพราะ ในความเป็นจริง นักประชาธิปไตย นักวิชาการ คนกลางๆมากมาย ที่ไม่ได้ชื่นชอบทักษิณ ก้ออกมา “ไม่รับ” และสนับสนุน “ไม่รับ” เต็มไปหมด

 

คือใครก็ตามที่ไปดูโพล สองสามอันนั้น ก็จะสรุปกัน ว่า ทั้ง บัง และ รัฐบาล พูดให้ข่าวอย่างเดียว ไม่ได้อิงความจริงอะไรเลย เพราะถ้าเอาความคิดเห็น ของคน ที่ ”อ่าน รธน ศึกษา รธน พูดถึง รธน มาดูกัน” จะเห็นได้เลยว่า คนที่  “สนใจสาระของ รธน เกือบ 100% โหวต ไม่รับ”  

 

คือ 2.0 ที่เล่นใน Blue Ocean กลับเอาโพล มาสนับสนุนการเขียน ศึกษาวิจัย ที่ลึดลงไปอีก แต่กระแสหลัก กลับไปอีกด้านเลย คือแข่งกันเกยน้ำตื้น เอา บัง เอา รัฐบาล เอานักวิชาการเสียสติ นักการเมืองชนะคะคาน และอีกร้อยแปด มาเสนอกันว่า พวกไม่รับ นั้น “โง่” ขนาดไหน

 

แต่มองตัวเลข 10 ล้านของ พวก ไม่รับแล้ว เห็นได้ชัดเลย ว่ามันเป็น “ตลาด” อันยิ่งใหญ่ จริงๆ ที่ถ้านับกันจริงๆ แทบไม่มีผู้เล่นอย่างจริงจังเลย พีทีวี เห็นจุดนี้ และเมื่อบวกกับอุดมการณ์แล้ว มันน่าจะสามารถผลักดันให้ พีทีวี นั้น ยิ่งใหญ่คับตลาดจริงๆ ถ้าสามารถเสนอสิ่งที่น่าสนใจได้

 

แล้วมันก็อด “งง” ไม่ได้ที่เวลามองไปในตลาด “แข่งกันด่าทักษิณ” แล้ว มันมีคนในตลาดนี้เต็มไปหมด เป็นร้อยเจ้า แข่งกันเป็นงูกินหาง ยิ่งด่าได้เก่งยิ่งดังยิ่งได้ตลาด มันจอแจแออัดไปหมดตลาดนี้ แล้วถ้าจะให้ถามว่า “เอ นี่มันเป็นเพราะจรรยาบรรณสูงส่ง” หรืออะไรถึงต้องมาแข่งกันด่าทักษิณ แทนที่จะแยกออกมา น้ำลึกหน่อย คือ “อย่างน้อยก็เลือกตรงกลางๆเสนอมันทั้งสองด้าน” เพื่อธุรกิจ คือทุกสำนักข่าวไทย กำลังมีจริยธรรมสูงส่ง ไม่มองธุรกิจ แต่ยอมแข่งด่าทักษิณ จนให้มันตายกันไปข้าง

 

ทั้งหมดมันก็น่าคิดนะครับท่านผู้อ่าน ผมคงมาสรุปอะไรให้ท่านไม่ได้ จะพยายามเอนเอียงความเชื่อท่านผู้อ่านก็ดูจะไร้สาระ และความเป็นไปได้

 

ถ้าจะให้สรุปข้อมูล มันก็คือ สำนักข่าวกระแสหลัก ได้รับผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยตรง แบบเครือ เนชั่นได้รายการทีวี และ เอเอสทีวี ไร้คู่แข่ง ก็คือได้กันแบบตรงๆแบบนั้น มากพอที่จะลืมเรื่องผู้อ่าน ที่มีอยู่ประมาณ 10 ล้านคน ที่ไม่มีอะไรจะเสพอย่างพอใจ ส่วนเรื่องทักษิณ ระบอบทักษิณ และการโกงของทักษิณ ผมว่ามันเรื่อง “พันธมาร” สื่อที่เป็นนักเคลื่อนไหวตรงๆในตัว สร้างขึ้นมาประดับความยิ่งใหญ่ของเขาเองนะครับ คือระบอบทักษิณ กับ ระบอบ คมช มันก็เหมือนๆกันนะครับ สัก 80% ได้ ส่วนโกงกินทับซ้อน มันก็มีมูลว่า โกงมากมายภายใต้ทหาร แล้วทับซ้อน ก็เห็นชัดแล้ว ทหาร เข้ามา ทำลายทักษิณ เพื่อขจัดคู่แข่งทางการเมือง แล้ว รธน ใหม่ ก็เพื่อตัวเองเข้าครอบงำการเมือง มันก็คือทำเพื่อตัวเอง

 

คือส่วนมากของ Blue Ocean หรือตลาดลึกตลาดใหม่ เขามองอย่างนี้นะครับ ผมก็ไม่รู้ว่ามัน “มีจรรยาบรรณสูงส่งอะไร” หรือ ว่าจริงๆแล้ว “มันไม่มีจรรยาบรรณอะไรเลย” สื่อถึงตัดสินใจไปแล้ว ว่า “ทักษิณผิดและเลวทราม” ทั้งที่จริงๆแล้ว คนที่สนับสนุน “รับ รธน” ก็ไม่ได้บอกเลยว่าไม่ชอบทักษิณ เลือกเพราะอยู่ตรงกันข้ามกับทักษิณ เขาเพียงต้องการเดินหน้าต่อไป

 

สรุปคือ การไม่ยอมรับความคิดเห็นของคน 10 ล้านคน และไม่เสนอความข้างเขา เพราะตัวเองเลือกข้างไปแล้ว ที่จะเล่นน้ำตื้น เพราะมีความเชื่อ ที่ส่วนมากยังอยู่ในศาล อย่างนี้นะ มันเรียกว่าอะไรกัน ก็คงกลับมาที่ตัวผมเอง ที่ผมฟังไอเอ็นเอ็น ก็เพราะว่าชัดดี ก็คงจะเป็นเพราะด่าทักษิณมาก จนเข้าตากรรมการ จนเขาทำให้มันชัดนะครับ แต่ในสาระแล้ว “ความชัดมันกลบความ งี่เง่าเอนเอียงและอคติ ของพิธีกรไม่ได้ครับ”

แฉ สงครามข่าว ของ คมช
การข่าว คมช “แผ่นเสียงตกร่อง”


วอร์รูมออกข่าว “ใช้เงิน”
เอนี่หูผมได้ยินเองไปหรือเปล่านะ ในสองสามเดือนที่ผ่านมานี่เอง ได้ยิน แบบตอนตุลาการ ยุบทรท แบบสะท้านเมืองจนคนด่ากันว่าการเมือง วอร์รูม ก็รีบออกข่าว ว่าอำนาจเก่า ลอบบี้ ซื้อตุลาการด้วยเงิน 1,000 ล้าน อยู่ๆมีข่าวปล่อยจากฮ่องกง ว่าทักษิณซื้อบ้านพันล้าน วิร์รูมก็ออกข่าวทันที ว่าทักษิณมีบ้านอีกทั่วโลก อีกหลายหลัง ซื้อมาด้วยเงิน “หลาย” 1,000 ล้าน แล้วก็เลยมาที่ วอร์รูมออกข่าวอีก อำนาจเก่า จ้างคน หัวละ 500 ให้มาร่วม ม็อบพีทีวี แล้วพอพีทีวีใหญ่จนกลายมาเป็น “นปก” วอร์รูม ก็เอาอีก กลายเป็น 1,000 บาทต่อหัว สำหรับใครที่ร่วม ม็อบ นปก พ่วงท้ายด้วยตัวเลขว่า แต่ละวันที่ประท้วง ต้องใช้เงิน 10 ล้าน ยังไม่พอ วอร์รูมบอก อำนาจเก่า ให้เงิน ม็อบ มา2,000 ล้านเพื่อโค่น คมช แล้วพอทักษิณจะออกเวปส่วนตัว วอร์รูมมาอีก ทักษิณตั้งงบ 50 ล้าน สำหรับเวบ พอนักประชาธิปไตยเขารวมหัวกัน จะไม่เอา รธน ฉบับทหารกัน ก็บอกอีก อำนาจเก่า ให้งบ 3  ถึง 4,000 ล้าน คว่ำ รธน ยังมีอีกมากถ้าจำไม่ผิด แบบ อำนาจเก่าให้ อดีต สส ทรท คนละ 100,000 ทำกิจกรรม ล้ม รธน


“คตส” ออกข่าวยึดเงินกับโกงกิน
แล้วเอ หูผมได้ยินไปเองอีกหรือเปล่านะ ในสองสามเดือนที่ผ่านมา คตส ออกข่าว ยึดเงินทักษิณและ เครือญาติ แทบทุกอาทิตย์ ตรงนี้ 1 พันล้าน ตรงนั้น 5 พันล้าน มากหน่อย เป็น 10,000 ล้าน คือยึดอย่างไรไม่หมดเสียที ออกข่าวยึดมาเป็นระรอก อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายข่อขู่ว่าจะเริ่มยึดของ พลพรรค คนในทรท คือ คตส ยึดเงินไป แล้วออกข่าวอำนาจเก่าโกงกิน มาพร้อมๆกัน เดี๋ยวก็อำนาจเก่าทำความเสียหาย พันล้านตรงนี้ เสียหาย หมื่นล้านตรงนั้น โยกเงิน เท่านั้น ไปที่นี่ โยกเงิน เท่านี่ ไปที่นั่น


พลวัตแห่งเหตุและผล “ที่มาสกปรกที่ไปสกปรก”
ถ้าเอาสิ่งที่ “แกนหลัก” ของ คมช และ รัฐบาล ในการ “ทำลายล้างอำนาจเก่า” ทั้งสองส่วนนี้ คือ วอร์รูม และ คตส มามองในแง่ผสมผสาน แบบ พลวัตของเหตุและผลแล้ว มันจะมีอะไรมากไปกว่า “การแสดง” ให้เห็นว่า “เงินอำนาจเก่นั้นสกปรก และกำลังใช้ไปในทางสกปรก” มันก็เท่านั้นเอง ผมไม่ขอวิเคราะห์มากนักนะครับ ถึงจุดออนของ “การแสดงสด” แบบนี้ มันเห็นได้ชัดว่าแรกเลย วอร์รูมนั้น “สร้างข้อมูล การใช้เงินของอำนาจเก่า มาจากจินตนาการ” ทั้งสิ้น ไม่มีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียว คือถ้ามี ทำไมไม่เอาไปฟ้องศาล


ส่วนที่สองคืออย่างที่คนของกระทรวงยุติธรรมด่า คตส เอาไว้ใน ประชาทรรศร์ “คนเราต้องถือว่าไม่ผิดจนกว่าศาลจะตัดสินว่าผิด ส่วน คตส นั้น ผิดมาตั้งแต่การตั้งขึ้นมาแล้ว” คือ คตส นั้น ไม่ใช่ ศาล เป็นเพียงคณะทำงานเท่านั้นเอง ที่ก็นับวันที่ผ่านไป ยิ่งเห็นชัดว่าการเมืองขนาดไหน ฉะนั้น ทั้งสองสาเหตุ แห่งผลวัตเหตุผล ที่ว่าด้วย “ที่มาเงินสกปรกและที่ไปเงินสกปรก” นั้น ใช้ไม่ได้เลย


ปชป รู้ซึ้งถึง ความพ่ายแพ้ของ “ใบมีดโกน อาบน้ำผึ้ง”
มันก็แปลก ที่มองออกไปทั่วไทยแล้ว คงไม่มีองค์กรไหน ที่มีคนนั่งทำงาน ประชาสำพันธ์ ที่มารวมกลุ่มกัน ตอนนี้ มากไปกว่าที่กำลังทำให้ คมช และกลไกทั้งหมด ของ คมช คือในแวดวงบริษัท ประชาสำพันธ์แล้ว เขาทึ่งกันมากถึงคุณภาพและปริมาณ ของคนที่กำลังทำ “สงคราม ข่าว” และ Propaganda War ให้ คมช รวมถึงเงินที่ทุมลงไปด้วย


แต่ปัญหามันมี ทำไม คะแนน รัฐบาล สุรยุทธ ถึง “ตกเอาตกเอาจนสอบตกไปแล้ว” ประเด็นคือ คมช ลงทุนสร้างหนังเรื่อ “ที่มาที่ไปของอำนาจเก่าสกปรก ไม่เชื่อดูเงินสิ” แต่ทำไม ยิ่ง “อัดอำนาจเก่า” มันก็ไม่ตายเสียที “แถมตัวเองกลับ “ตาย” คือทุกคนก็ทราบว่าผมอยู่ขั้ว ประชาธิปไตย และ ทรท และ ทักษิณ ฉะนั้นไม่ต้องมาเชื่อผมก็ได้ แต่ลองไปถาม ปชป ดูสิ ว่าทำไมเขาก็ทำแบบ คมช นี่หละ มาเป็นปีๆแล้ว เก่งกว่า คมช เสียอีก แต่ทำไมมันไม่ได้ผลเสียที คือ “โต้วาทีชนะทรท ทุกครั้ง การทำสงครามข่าว ชนะ ทรท ทุกครั้ง” แต่แพ้เลือกตั้ง ทุกที คือลองไปถาม ปชป ต้นตำหรับ การทำประชาสำพันธ์สมัยใหม่ ดูสิ ว่าที่ผมเขียนมาจริงหรือไม่


บทเรียนสำหรับ คมช
ผมเขียนมาสามตอนเรื่องแอฟริกา หาอ่านได้ที่ //www.freewrbs.com./tavivoot-web-portal นะครับ ที่เขาโตเฉลี่ยตอนนี้ 8% ทั้งทวีป เพราะเขาเน้นสิ่งที่เรียวว่า Co-operative Democracies with Creative Political Competition หรือ ประชาธิปไตยแห่งความ “ร่วมมือ” ที่การแข่งขันทางการเมือง “สร้างสรรค์” ไม่ใช่ “ทำลายล้าง”


สิ่งนี้ผมเรียกว่าเป็นสิ่งที่ ประชากรทั่วโลก “แสวงหา” ในภาวะที่โลกนี้ มีแต่ความแตกแยก การแข่งขัน แย่งชิง เพื่อชนะเท่านั้น และสงครามและความไม่สงบ มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่จะหาความสุข ท่ามกลางความขัดแย้ง และมันเป็นธรรมชาติ ของมนุษย์ ที่จะ “แสวงหา แล้วเห็น แล้วเข้าร่วม” กับคนที่มีอุคมการณ์เดียวกันนั้น ถ้าจะให้สรุปคือ ในขณะที่ ปชป กำลังพาดฟัน มีดโกนอาบน้ำผึ่งอย่างเมามัน และสร้างแผลลึกให้แก่ทรท แต่ในขณะเดียวกัน คงไม่มีใคร “ประสาทพอ” ที่จะมาเถียงกับผมนะครับ ว่าทรทนั้นเขามองที่ผลงาน เขาสร้างสรรค์มาก และใช้เวลาและทรัพยากรณ์น้อยมาก ในการทำสงคราม ใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง


“แล้วผลเป็นอย่างไร ก็คือ คนไทยแสวงหา มองเห็น แล้วเข้าร่วม กับ ทรท” ท่านที่ชอบ ปชป และ คมช คงจะบอกว่าไม่จริง รอดูผลเลือกตั้งครั้งหน้าสิ จะเห็นได้ชัดว่า การเมืองแบบการทำลายล้าง ด้วยสงครามข่าวจะชนะแน่นอน ผมกฌไม่เถียงด้วยหลอกครับ การวิเคราะห์ของผมนั้นใช้ตัวอย่างจากอดีต แต่ผมขอกล่าวเท่านั้นเองว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ มันจะมีสาเหตุอื่นเข้ามาอีกมากมายนักครับ เช่นแผนสามสี่ขั้นของบัง ที่จงใจใช้กลไกทั้งหมดของ คมช ทำลายล้าง ทรท คือลงมันทำกันขนาดนี้ “พลังสร้างสรรค์มันก็สู้ไม่ได้ครับ” เพราะอำนาจทำลายล้างมันมากเหลือเกิน แต่ในภาวะปรกติ “มันทำลายกันขนาดบังจ้องทำลายไม่ได้ครับ”


สาเหตุ
ฝ่าย ทรท และ นักประชาธิปไตย คงจะถามผมว่ามาเขียนทำไม เอา “ความลับ” ด้านกลยุทธ และ ปรัชญาระดับสูงมาส่องแสงสว่างให้ คมช และ ปชป ทำไม มาบอกเขาทำไม อะไรแบบนั้น แรกเลยผมนั้น Co-operative Democracy จริงๆ ครับ และอยากเห็นการเมืองไทยพัฒนาไปข้างหน้า แล้วจะมานั่งส่องแสงสว่างให้ใครเห็นครับ ถ้าไม่ใช่พวกที่จมอยู่ใต้โคลนตม “เหมือนทักษิณมองคนจนนะครับว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญไม่ใช่ตัวถ่วงชาติ” ผมก็มองพวกนี้ว่า ถ้าพัฒนาได้ คงดี ต่อชาตินะครับ “แทนที่จะมาถ่วงเราทุกคน”


อีกอย่าง ผมนั้นถึงจะเป็นส่วนหนึ่งของ พลพรรค ทรท และ เป็นนักประชาธิปไตยด้วย แต่ก็รักชาติพอสมควรครับ และสร้างสรรค์มาก คือผมเห็นท่านโฆสิต เอา โอทอปมาปัดฝุ่น แล้วเสริมจุดอ่อนเข้าไป ทำให้มันดีขึ้น ถึงจะเข้าใจว่าถ้า คมช ไม่เข้ามา ทรทก็กำลังจะไปในแนวโฆสิตนี้อยู่แล้ว แต่พอผมเห็นโฆสิตแล้วผมชอบครับ เพราะมันดีต่อคนจนคนระดับกลางครับที่เขาทำ คือมันมีประโยชน์ ผมไม่มองว่าเขาไม่ดี ที่ทำแบบนั้น เหมือนที่คนในทรทหลายคนมองครับ สิ่งที่ท่านโฆสิตทำกับโอทอป มันเป็น Co-operative Democracy with Creativity Political Competition ครับ


สรุปง่ายๆ เบื่อแผ่นเสียงตกร่องของ คมช เต็มที่แล้วครับ

โพส และ เนชั่น ถูกองค์กร ระดับโลก อัดยับ

โอแม่เจ้า กรรมการของ Asia Human Rights Watch ออกมาเขียนจดหมาย “ส่วนตัว” แล้วร่อนไปทั่วโลก ระบายความอึดอัดใจ ต่อสำนักข่าวไทยทุกวันนี้ พูดถึง เนชั่น และ บางกอกโพส อย่างตรงๆ “ว่าไม่จริงใจในการเสนอข่าว” หรืออีกนัย “มีวาระแอบแฝงนั่นเอง” ผมคงจะเฉยๆเรื่องนี้ เพราะทราบมานานแล้วว่า สุดจะเอนเอียงเลียเผด็จการ” แต่พอได้ฟังว่าถึงขนาดคนนอก “ยังทนแทบไม่ได้” ก็ชื่นใจขึ้นมาบ้าง ว่าอย่างน้อย มุมมองนักข่าวเพื่อประชาธิปไตย” อย่างผม ก็ยังคงถูกต้อง แต่เพื่อนๆ ในบางกอกโพสและเนชั่น ที่ยังทั้งรักกันและเกลียดกัน มาถึงทุกวันนี้นั้น “สุดจะหลงทางแล้ว”

แล้วคนที่รู้จักกับ Asia Human Rights Watch ดี ก็คงจะถึงบางอ้อกันเป็นแถบ เพราะไม่ใช่ใครอื่นไกล ก็พวกเดียวกับที่ตอนทักษิณเป็นนายก ออกมาแจมกับสารพัดองค์กรไทย อัดทักษิณเสียย่อยยับ

แต่มาวันนี้ กรรมการท่านนี้ บอก “เผด็จการ คมช นั้นแย่กว่าทักษิณมากมายนัก” แล้วเรื่องที่เขาเป็นห่วงที่สุด คือ “กระบวนการยุติธรรมไทย” กรรมการท่านนี้พูดตรงๆ “ทักษิณไม่ได้รับแม้แต่ครั้งเดียว ตั้งแต่เผด็จการเข้ามา” คือ ทั้ง คตส ทั้ง ยุบพรรค ทั้ง อายัดทรัพย์สิน

มันก็คงจะเป็นอีกเพียงองค์กรเดียว ในหลายๆสิบองค์กรแบบเดียวกัน ที่สรุปออกมาแบบนั้น และมันก็คงจะเป็น อีกสื่อเดียว ในหลายๆสื่อชั้นนำและไม่นำทั่วโลก ที่รายงานออกมาแบบนั้น “แบบว่ามันไม่มีความยุติธรรมแล้วในไทย”

ประเด็นของสื่อไทยคือ ในขณะที่ก็ทราบกันดี ว่าเข้าข้างและเลีย คมช กันมากมายหลายสื่อ เกลียดทักษิณกันสุดกู่ เข้าข้างพันธมิตรแบบสุดๆ และแอบสนับสนุนให้ ปชป เป็นรัฐบาล นั้น สิ่งที่เสียไปนั้น เพื่อ “วาระแอบแฝง” และ ความ “ไม่จริงใจในการเสนอข่าวนั้น” สื่อกำลังทำอะไรอยู่

ทักษิณพูดเสมอว่าไม่ต้องมาเชียร์เขา ขอให้เสนอแต่ความจริงเท่านั้น “อย่าบิดเบือน” แต่สิ่งที่ทักษิณขอนี่ ให้เขากันไม่ได้ หรืออีกแง่ คือ “ให้กับคนอ่านไม่ได้” เพราะตัวเองกำลังเล่นการเมืองอยู่อย่างเมามัน ปัญหาจริงๆแล้ว มันใหญ่ ยิ่งกว่า การ “ยอมเสียจริยธรรมและจรรยาบรรน” ของตัวเองได้ แบบที่ชอบด่าทักษิณกันว่า “ทักษิณไม่มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ” คือด่าทักษิณกัน แต่ไม่เคยเอากระจกมามองตัวเองเลย ว่า “เลวทรามขนาดไหน”

ตรงนั้นนะมันใหเอภัยกันได้ แต่ปัญหาหลักของชาตินะ มันคือ คนรักทักษิณนั้นมากมายนัก และเวลาเขาอ่านข่าว ในแทบทุกสื่อวันนี้ เขาเห็นความเลวทราม การเอนเอียง ความข้างเดียว และอีกร้อยแปดวิชามารที่พวกเรานักข่าวเก่งกันนัก ในการทำสงครามข่าว คือพอพวกคนรักทักษิณเขาอ่าน กัน

 เวลาเขาอ่านกัน แทนที่จะกลายเป็นไปจูงจมูกเขา มันกลับ “สุมไฟ” ความเกลียดชัง และทำให้เขาเห็นว่าต้องต่อสู้

พูดง่ายๆ สื่อไม่รู้จะกี่สำนัก เป็นต้นตอสำคัญทีเดียว “ของอารมณ์เกลียดชังและแบ่งฝักแบ่งฝ่าย” ในไทย เพื่อนผมแทบทุกคน โทรมาบอกว่า โพส “เลวทรามเกินไปจนไม่เหลือสติ” ก็เพราะวันรุ่งขึ้น หลังทรทถูกยุบ โพส ลงเสียอย่างสะใจว่า “Bye Bye Thai Rak Thai” คือมันสุดจะตอกย้ำ คนเจ็บ ทั้งที่ สติของชาวโพสเอง ลึกๆ ก็รู้อยู่แล้วว่า ทรท จะถูกยุบแน่นอน

 แต่ก็ยังไม่วาย ต้องตอกย้ำว่ามันถูกต้อง หรือจะเป็นเนชั่น โหมโรงว่าคำตัดสินถูกต้องอย่างสุดกู่ “ย้ำแล้วย้ำอีก” แต่ปัญหานะ คือ แทบทั้งโลกเขาราบยงานไปอีกทางทันที

ผมพูดเสมอว่าไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการทำความดี การทำสิ่งที่ถูก และพร้อมลืมวันข้างหลังตลอดเวลา ก็เพราะพระอาทิตย์ขึ้นเหนือฟ้าใหม่ทุกวัน ก็ยังไม่สายเกินไปที่สื่อไทย ระดัยสถาบันอย่างโพส หรือระดับแรงๆแบบเนชั่น จะเอาหัวออกจาก “ในกะลา” แล้วออกมาอยู่ “นอก กะลา” กับคนไทยเป็นแสนเป็นล้าน แล้วเปิดหูเปิดตา ถามตัวเองดู ว่า ทำไม ฝรั่งแทบทั้งโลกถึงไปอีกทาง ถึงขนาด กรรมการ Asia Human Rights Watch ยังต้องออกมา “ปลง” กับสื่อไทย

ผมยังไม่ปลง แต่รับรองว่าถ้าถูกเผาทิ้ง จะเอา Hot Dog และ Marshmellows ไปนั่ง ปิ้ง เถ้าถ่าน ถึงตอนนั้นแล้วจะปลง

Sponsors

หนังสือพิมพ์ "ของคนชั้นสูง เพื่อคนชั้นสูง"

- 1 -

บทความโดย ประวิตร โรจนพฤกษ์

ประชาไท

วันที่ : 21/12/2549

หนังสือพิมพ์ไทยในปัจจุบัน กำลังยืนอยู่บนทางแพร่งที่สำคัญทางการเมืองหลังจากเกิดเหตุ

รัฐประหารยึดอำนาจวันที่ 19 กันยายน สื่อต่างชาติเองก็ตกตะลึงกับจุดยืนสื่อไทยที่ส่วนใหญ่

สนับสนุนหรือไม่ก็เห็นใจคณะผู้ก่อการอยู่ลึกๆ

เกิดอะไรขึ้นกับหนังสือพิมพ์ที่เรียกตนเองว่า ก้าวหน้าฉบับต่างๆ ทั้งภาษาไทยและเทศ ทำไมพวกเขาเหล่านั้น

ที่ทำหน้าที่สื่อและมักถูกมองว่า เป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์จรรโลงไว้ซึ่งความเป็นประชาธิปไตยในเมืองไทย

กลับมาเขียนเชียร์ให้ความชอบธรรมแก่คณะรัฐประหาร

คงไม่ต้องเท้าความกันให้มาก ว่ากลุ่มชนชั้นกลางและอภิสิทธิ์ชนเก่านั้นได้ออกมาต่อต้านการละเมิดสิทธิและ

ทำลายระบอบประชาธิปไตยโดยอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร และพรรคพวก

ทักษิณและพวกนั้นถูกกล่าวหา (อย่างค่อนข้างจะน่าเชื่อถือมาก) ว่ากระทำการละเมิดกฎหมาย ทำลาย

กฎเกณฑ์บ้านเมืองสารพัด จนกระทั่งกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้นายกฯลาออกขยายตัวมากขึ้นทุกที แต่ใน

ขณะเดียวกันคนยากคนจนในชนบทจำนวนมากยังคงพอใจกับโครงการประชานิยมสารพัดรูปแบบ

ในประเทศที่คน 60 เปอร์เซนต์ของสังคมเป็นคนจน คนชนบทนั้น การที่หนังสือพิมพ์ไทยไม่ใส่ใจ

เสนอความเห็น ความรู้สึกของเขาต่อการกระทำรัฐประหาร ย่อมมิต่างจากการปฏิเสธความมีตัวตน

ของคนส่วนใหญ่ในสังคม

หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่เสนอว่า การกระทำรัฐประหารเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือแม้กระทั่งถึงกับสรุปว่า เป็น

สิ่งที่ดีต่ออนาคตประชาธิปไตยไทย

มิหนำซ้ำสื่อสิ่งพิมพ์เหล่านี้ยังช่วยสร้างความเชื่อที่คลาดเคลื่อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนการทำ

รัฐประหาร ในขณะที่พวกเขามิได้สนใจสัมภาษณ์คนชนบททั่วไปอย่างลึกซึ้งแต่อย่างใด

อีกประการหนึ่ง คือการที่สมาคมองค์กรวิชาชีพสื่อ กระปรี้กระเปร่ากับการคัดสรรเสนอตัวแทนของพวกตน (ซึ่ง

ส่วนใหญ่เป็นเพียงตัวแทนของกลุ่มผู้มีอำนาจในองค์กรสื่อ เช่น บรรณาธิการ หรือเจ้าของสื่อ) เพื่อเข้าไปร่วม

เป็นสมาชิกทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมัชชาประชาชนแห่งชาติ ซึ่งองค์กรเหล่านั้นเสมือนหนึ่ง

เป็นเพียงเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับคณะรัฐประหาร โดยพวกเขาอ้างว่า จะเข้าไปช่วยต่อสู้คุ้มครอง

สิทธิเสรีภาพสื่อและอื่นๆ

บทบาทเหล่านี้ชี้ให้เห็นชัดว่า หนังสือพิมพ์ไทยในปัจจุบันเป็นตัวแทนของชนชั้นกลางและชนชั้นนำมากกว่าคน

ส่วนใหญ่ในประเทศ เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า หนังสือพิมพ์ "คุณภาพ" ที่เคยต่อสู้มาหลาย

ทศวรรษเพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย จนกระทั่งชนชั้นกลางมีเสรีภาพมีสิทธิมากในปัจจุบัน มิได้คิดที่จะ

ขยายบทบาทการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยของคนส่วนใหญ่ในประเทศ พวกเขามิสามารถเรียก

ตนเอง ว่าเป็นพลังแห่งประชาธิปไตยต่อไปได้ หากพวกเขาสนใจเพียงแค่ผลประโยชน์ของชนชั้นกลางและชน

ชั้นนำ (ซึ่งก็คือชนชั้นของพวกเขาเอง)

มิหนำซ้ำการที่พวกเขาออกมาสนับสนุนคณะรัฐประหารและรัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหารทั้งทางตรงและ

ทางอ้อมชี้ให้เห็นว่า พวกเขากำลังจะกลายเป็นพลังแห่งการต่อต้านประชาธิปไตยไปด้วยซ้ำ เพราะอ่านดู

หนังสือพิมพ์หลายฉบับก็มักจะพบข้อความทำนองว่า สังคมนี้คงเหมาะที่จะมีการปกครองโดยระบบอุปถัมภ์โดย

ชนชั้นนำที่อ้างว่ามีคุณธรรมอยู่ทั่วไป และคนส่วนใหญ่ที่ไร้การศึกษา น่าจะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ตามและผู้ถูก

ปกครองก็เพียงพอ เพราะพวกเขาได้พิสูจน์แล้วว่า พวกเขาได้ตัดสินใจผิดในการเลือกนายทักษิณซ้ำแล้วซ้ำ

อีก

- 2 -

หากทว่าสังคมนี้จะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไรในเมื่อความเห็นของคนส่วนใหญ่ได้รับการปฏิเสธ เพิกเฉย

หรือแม้กระทั่งดูถูกจากสื่อที่เรียกตนเองว่ามีคุณภาพและเชิดชูประชาธิปไตย

จึงไม่เป็นที่แปลกใจที่ว่า ทำไมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีคนพยายามผลักดัน คิดค้นสื่อทางเลือกที่ให้พื้นที่กับ

ชาวบ้านและคนส่วนใหญ่มากขึ้น ซึ่งประสบความสำเร็จมากน้อยต่างกันไป แต่คำถามที่สำคัญยังคงอยู่ที่

หนังสือพิมพ์กระแสหลักที่อ้างว่ามีคุณภาพ พวกเขาจะปิดหู ปิดตา ไม่รับรู้ และสร้างความเป็นชายขอบให้แก่

คนส่วนใหญ่ของประเทศต่อไปอีกนานแค่ไหน

แน่นอนพวกเขาสามารถพยายามคิดแทนคนที่เหลือในสังคมต่อไปได้ แต่นั่นก็หมายถึงความเสี่ยงต่อการเกิด

การปะทะกันในสังคม เนื่องจากความไม่เท่าเทียม การขาดซึ่งเวทีถกเถียงแลกเปลี่ยน และการขาดความเป็น

ประชาธิปไตยอย่างแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต

บทความนี้แปลจากบทความภาษาอังกฤษของผู้เขียนที่นำเสนอ ณ การประชุมสิทธิมนุษยชนประจำปี

ครั้งที่ 2 ฯ เมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 26-27 ตุลาคม 2549

ทีไอทีวี ถูก "พนักงานรัฐ" ประกบทำข่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนพนักงานสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีเข้าพบคณะกรรมการบริหารสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ระหว่างการประชุมคณะกรรมการบริหารประจำเดือน เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนกรณีถูกสั่งห้ามและแทรกแซงการทำงานข่าวและรายการที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งประเด็นทางการเมือง
        นายเถกิง สมทรัพย์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เปิดเผยหลังจากรับหนังสือร้องเรียนว่า ได้รับทราบข้อมูลจากตัวแทนพนักงาน ว่าช่วงระหว่าง 1 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่บรรยากาศทางการเมืองร้อนแรงมากขึ้น ฝ่ายข่าวและฝ่ายรายการของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีได้พยายามนำเสนอข่าวสารและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง การชุมนุม รวมทั้งคดียุบพรรคการเมือง โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมาร่วมรายการ โดยทางสถานียืนยันในหลักการตามวิชาชีพที่จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายต่าง ๆ ได้แสดงความเห็นอย่างเท่าเทียมและรอบด้าน ปรากฏว่าได้รับคำสั่งจากเจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องการให้นำเสนอความเห็นที่ขัดแย้งหรือไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล โดยอ้างเหตุผลเรื่องความสมานฉันท์ภายในชาติ หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งก็จะถูกดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดต่อไป พร้อมแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รัฐมาตรวจสอบบทและประเด็นข่าวก่อนออกอากาศ มีตัวแทนหน่วยงานรัฐมาร่วมประชุมกับกองบรรณาธิการทุกวัน ทำให้กองบรรณาธิการขาดอิสระในการทำงานอย่างแท้จริง
        นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว และยืนยันว่า โดยหลักการแล้ว การทำงานของสื่อสารมวลชน สิ่งสำคัญที่สุดคือความเป็นอิสระในการทำหน้าที่นำเสนอข้อเท็จจริงต่อสังคม แต่หากมีกระบวนการปิดกั้นหรือคัดกรองโดยไม่ถูกต้อง ผลเสียย่อมตกถึงประชาชน และปัญหาในสังคมจะไม่ได้รับการแก้ไข เพราะเวทีของผู้ที่มีความเห็นแตกต่างไม่ได้ถูกนำเสนอ อาจเป็นปัญหานำไปสู่สถานการณ์ที่รุนแรงและบานปลายมากขึ้นในอนาคต การแก้ปัญหาความขัดแย้งนั้น จะต้องเปิดพื้นที่ให้กับทุกฝ่ายได้แสดงความเห็น เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาร่วมกัน ส่วนข้อเสนอที่พนักงานทีไอทีวีเรียกร้องให้มีคณะกรรมการกลางเพื่อกำกับดูแลกองบก.หรือ Editorial Board นั้น นายกสมาคมฯ แสดงความเห็นด้วยและเสนอว่าควรเร่งผลักดันให้มีคณะกรรมการดังกล่าวโดยเร็ว

รับบาลทหาร "จัดระเบียบ" ไพร์มไทม์

ผู้บริหาร สถานีโทรทัศน์ แจงมาตรการกำหนดเวลาออกอากาศ รายการติดเรทติ้ง "น" หลัง 2 ทุ่ม ขัดแย้งพฤติกรรมผู้ชม รุกเจรจากรมประชาฯ กำหนดเรทติ้งละครสาระก่อนข่าวติดเรทติ้ง "ท" แทน "น"

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทบีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 3 กล่าวว่า มติคณะรัฐมนตรี (ครม.)ที่กำหนดเวลาการออกอากาศรายการทีวี ในรายการเรทติ้ง "น" หลัง 20.00 น. และรายการ "ฉ" เวลา 22.00 น.  เป็นมติที่ต้องการควบคุมการรับสื่อของกลุ่มเด็กและเยาวชนให้รับชมรายการที่เหมาะสม  แต่ขัดแย้งกับพฤติกรรมการรับชมรายการของผู้ชมทั่วประเทศ เนื่องจากการสำรวจของ บริษัท นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช พบว่าเวลา 13.00-16.00 น. เป็นช่วงที่มีกลุ่มคนดู อายุ 40-50 ปี รับชมสูงสุดประมาณ 90% ส่วนใหญ่เป็นแม่บ้าน คนวัยเกษียณ  ขณะที่กลุ่มเด็กเยาวชน อายุ 5-19 ปี รับชมเพียง 3% แต่หากมติ ครม.มีผลบังคับใช้  สถานีจะต้องผลิตรายการที่ติดเรทติ้ง "ท" เท่านั้น ในช่วงก่อนเวลา 20.00 น. ซึ่งเป็นรายการที่ไม่ตรงกับพฤติกรรมผู้ชมวัยผู้ใหญ่  ย่อมส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้ชมและผลด้านเม็ดเงินโฆษณา

นอกจากนี้เห็นว่าการกำหนดเวลาออกอากาศรายการทีวีตามเรทติ้ง  เฉพาะในฟรี ทีวี โดยไม่มีการควบคุมสื่ออื่นๆ ที่จะเข้าถูกกลุ่มเด็กและเยาวชน ไม่ว่าจะเป็น เคเบิลทีวี ทีวีบรอดแบนด์  โมบายทีวี  จะทำให้เกิดช่องว่างและการควบคุมไม่ได้ผล 

เจรจา กรมประชาฯ จัดเรทติ้งละครใหม่

 นายสุรินทร์ กล่าวอีกว่า ผลกระทบจากการกำหนดเวลาออกอากาศรายการทีวีตามเรทติ้ง  รายการหลักจะอยู่ในช่วงไพร์มไทม์เวลา 18.00-19.45 น.  มี 2 รายการ คือ ละครจีนเปาบุ้นจิ้น และละครเหตุเกิดที่ครอบครัว สำหรับละครไทยที่สถานีและผู้จัดละครผลิตเอง อาจจะมีการปรับเนื้อหาใหม่ให้เป็นละครที่ติดเรทติ้ง "ท"  เพราะผังรายการช่วงเย็นและละครก่อนข่าวของสถานี จะเป็นรายการเด็ก และครอบครัวอยู่แล้ว

รวมทั้งจะมีการพูดคุยกับกรมประชาสัมพันธ์  ที่ดูแลเรื่องเรทติ้งรายการทีวีใหม่  โดยเฉพาะเงื่อนไขรายการเรทติ้ง "น"  ว่าหากสาระโดยรวมของรายการโดยเฉพาะละคร และซีรีส์จากต่างประเทศ เป็นเนื้อหาสร้างสรรค์สังคม แต่อาจมีภาพความรุนแรงเพียงไม่กี่ฉากเท่านั้น ซึ่งเดิมจะติดเรทติ้ง "น" ก็อาจจะเสนอให้ทบทวนเพื่อขอเป็นเรทติ้ง "ท" แทน  เพราะปัจจุบันสถานีทีวีเป็นผู้กำหนดเรทติ้งดังกล่าว

“แนวทางการจัดทำเรทติ้งรายการทีวี เริ่มมาตั้งแต่เดือน ธันวาคมปีก่อน หลังจากใช้มาได้ 6-7 เดือน และยังไม่เคยมีการประเมินผลรวมกันระหว่างภาครัฐ และเอกชน  แต่กลับมีมาตรการกำหนดเวลาออกอากาศ ขึ้นมาเพิ่มเติม  ส่งผลให้การทำงานของสถานีลำบากมาก”  นายสุรินทร์ กล่าว

สำหรับรายได้จากการโฆษณาของช่อง 3 กว่า 50%  มาจากรายการในช่วงไพร์มไทม์หลัง 20.00 น.  ซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกำหนดเวลารายการตามเรทติ้ง ส่วนรายได้หลักรองลงมาคือ  18.00-20.00 น. ที่จะต้องมีการปรับรูปแบบรายการใหม่  เพื่อให้รับผลกระทบน้อยที่สุด  ขณะที่รายการที่ติดเรทติ้ง "น" ในช่วงกลางวันถึงเย็น ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว  แต่ไม่ใช่รายได้หลักของสถานี 

เอเยนซีชี้ ทีวีปรับราคาโฆษณาไพร์มไทม์

นายวิทวัส ชัยปาณี  นายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การกำหนดเวลาออกอากาศรายการเรทติ้ง "น"  ไปอยู่ช่วงหลัง 20.00 น.  ซึ่งมีรายการจำนวนมาก และที่มีผู้ชมสูงสุด คือ  ละครก่อนข่าวภาคค่ำ ซึ่งมีราคานาทีโฆษณาสูง  หากมาตรการดังกล่าวเริ่มบังคับใช้ และสถานีต้องปรับผังรายการใหม่ ให้เป็นเรทติ้ง "ท" ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับความสนใจของผู้ชม  เอเยนซีและสินค้า จะไปใช้เวลาโฆษณาช่วงหลัง 2 ทุ่ม ที่มีผู้ชมจำนวนมาก  ส่งผลให้มีความต้องการเวลาโฆษณามากขึ้น ซึ่งสถานีทีวีส่วนใหญ่จะขายเวลาโฆษณาค่อนข้างเต็มพื้นที่แล้ว ซึ่งเป็นช่องทางที่สถานีสามารถปรับราคาโฆษณา

ไอซีที บลอกเวบ เกือบ "ครึ่งแสน"

FACT MONITORS MICT! They LIE! Secret May blocklist posted

 Freedom Against Censorship Thailand (FACT) has just downloaded the most current, official, secret blocklist from the servers at Thailand’s Ministry of Information and Communication Technology and posted it to FACT’s website.

 MICT has relied on Thai ISPs to block the Web at its “request” but has now changed tactics to block directly at Thailand’s four Internet gateways: Communications Authority of Thailand (CAT), Telephone Organisation of Thailand (TOT), True Internet and Buddy Broadband.

 In part, this change may have been effected because FACT makes MICT’s secret blocklists public and MICT was trying to plug the leak. (Didn’t work!) In any event, blocking at the gateways does ensure MICT more comprehensive control over censorship.

 MICT’s May 28, 2007 blocklist includes 11,329 websites banned in Thailand from an overall total of 17,793. This is an increase of 90 political websites over April.

 January 2004 - 1,247

May 2006 - 2,328

October 2006 - 2,475

January 2007 - 13,435

March 2007 - 10,885

April 2007 - 11,239

 May 2007 - 11,329

 January 2004 was the last blocklist made public by MICT. The original number of sites nearly doubled by May 2006 but never achieved the numbers the censors had wet dreams about: Thaksin, 2005: “800,000″; MICT, 2006: “10,000″.

 That is, until Thailand’s military coup d’etat on September 19, 2006. The fifth official order of the coup leader on the day after the coup was to censor the Internet. This action speaks loudly about the weight of strategic importance in the shaping of public opinion he placed on the availability of information on the ‘net.

 The junta also appointed Dr. Sitthichai Pokaiyaudom “Official Censor of the Military Coup” as Minister of Information and Communication Technology. The coup leaders were busy so there wasn’t much of a rise in October 2007 but the numbers jumped more than 500% by January 2007! The military censors had finally bested Thaksin at something!

 Although the numbers dropped somewhat by March 2007, this appears to be MICT eliminating duplication on its list. However, the March figure still represents a more than 400% increase over October and May higher still. One need only compare the numbers from May 2006 (2,328) to May 2007 (11,329).

 In May 2007 these figures had risen by only 90 new websites blocked in one month but all of the new sites blocked were political in nature. Anti-coup websites, pro-Thaksin websites, newly-uncovered anonymous proxies, plus all the usual suspects from past blocklists were censored.

 The ICT Minister, Dr. Sitthichai Pokaiyaudom, has been variously quoted in the Thai press making various statements that, since coming to office in October 2006 as “Official Censor of the Military Coup”, his Ministry has blocked “only two”, “five”, “about a dozen” websites.

 More recently, the Official Censor has been quoted as saying he’s blocked “not over 20 websites” (Thai Rath: May 29, 2007), “only around 30, all of which were pornographic” (Bangkok Post: May 30, 2007) which censorship Dr. Sitthichai comments is “not as severe a violation of human rights” as blocking done under the Thaksin government!

 However, the Minister goes on to say, he certainly has not been responsible for blocking “13,000 websites” which he blames on the previous administration, accusing it of being “many times more of a dictator“, presumably in comparison with himself! (Thai Rath: May 29, 2007)

 Fine…except that the previous government blocked 2,400 sites at the top of its game. MICT’s most recent blocklist, downloaded from their website, consists of 11,329 sites with MICT’s own numbering system all the way up to 17,793.

 FACT believes the difference in these numbers indicates websites which were blocked and then were taken off the blocklists for various reasons such as the website being removed or MICT realising it was blocked in error. A website blocked for 10 seconds inadvertently or in error is still censorship.

 (Dr. Sitthichai may also have overlooked YouTube; not only is the entire domain still blocked by MICT but so also are 75 separate pages within that domain, just to make extra sure! Not two, not five, not a dozen, not even 20 or 30. Dr. Sitthichai has already claimed credit for blocking YouTube so it is inescapable that these 75 pages were blocked on his watch.)

 The Minister also states that he expects not to block more than “60″ websites before the term of the coup government expires (Thai Rath: May 29, 2007). Now we’re laughing until we are crying! Mr. Minister, what about the 90 websites MICT blocked in May alone or the 9,000 between October and January?!?

 Other Ministry officials have told a team of human rights lawyers from Harvard University’s Berkman Center for Internet and Society investigating Internet censorship in Thailand that MICT blocks “around 2,000″ websites on January 11, the very day FACT downloaded a copy of MICT’s secret blocklist of 13,435 blocked sites from MICT’s own servers.

 Later that month, on January 26, the same MICT official told the National Human Rights Commission of Thailand that MICT blocks “around 50″ websites.

 So which is it? MICT’s own blocklists don’t lie but it seems their bureaucrats do. This attitude of impunity is more than just simple government obfuscation or bureaucratic confusion. It is even more serious than a smoke-and-mirrors, laissez-faire approach to the truth.

 The Ministry of Information and Communication Technology is, in fact, engaged in deliberate deception of the Thai public and the manipulation of public opinion for political gain.

 If you find the discrepancy of these numbers astounding, incredible and unbelievable (and who wouldn’t!), you can try a simple experiment on any computer in Thailand: pick any website from the blocklist (available online at <http://facthai.wordpress.com/data> or just click on the bold, red “MICT SECRET BLOCKLIST” on FACT’s front page) and try to access it. If you can’t, MICT lies.

 Even the Royal Thai Police, the Thai Webmasters Association and Thai ISPs support MICT releasing their criteria for blocking websites at the very least, which they refuse to do. When government hides behind a veil of absolute deniability and lies about it in the face of documentary evidence, one wonders what else they might be hiding.

 MICT’s blocklist may well be interpreted as constituting a “set of illegal instructions” under Thailand’s new cybercrime law. FACT agrees that MICT’s blocklist is indeed a “set of illegal instructions” because Internet censorship is illegal in Thailand.

 No Thai law, past, present or under consideration, permits Internet blocking. In fact, a decree of the Council of State and ruling by the Administrative Court found no legal basis for Internet censorship.

 The new cybercrime law doesn’t change that status quo. There is no mention of censorship in the new law.

 The 1997 Constitution was repealed by coup. However, the Constitution remains the foundation of all Thai law until it is replaced. Internet censorship violates at least four articles in our Constitution.

 Furthermore, Internet censorship is in violation of international agreements. Freedom of expression is guaranteed as a basic human right under Article 19 of the United Nations Universal Declaration of Human Rights to which Thailand is a signatory state. In fact, free speech is the cornerstone of democracy.

 Nevertheless, the Ministry continues to block websites, an action both criminal and unConstitutional. MICT continues with its goal of thought control and the manipulation of public opinion by restricting public access to information.

 People only lie with the knowledge that they’re doing wrong.

 Freedom Against Censorship Thailand (FACT) considers the nature of the 90 websites blocked from April to May to be most revealing of MICT’s hidden political agenda.

 Of course, MICT is not Thailand’s only censor. Far worse is the Royal Thai Police which, in November 2006, when they last published these statistics, was blocking 32,500 websites. It is inconceivable that this figure has decreased. FACT can say with accuracy that Thai government agencies are blocking nearly 50,000 websites.

 The military coup and its government have turned the Internet into a battleground in Thailand. Thai people have basic human rights and civil liberties which cannot be suppressed by dictatorship. Free speech, free expression, free media, free opinions, freedom of thought and ideas. Freedom of knowledge. Freedom. Thai means free. How dare they!

 Censorship is obscene. Censorship is dictatorship. Censorship is terrorism.

NO COMPROMISE! NO CENSORSHIP

วิธีไทยเซ็นต์เซอร์อินเตอร์เนต

 

How Thailand censors the Internet

May 31st, 2007

The Thai Web-blocking situation is difficult to analyse with any precision for several reasons. The first is that the censors don’t seem to be tech wizards (in fact, few in government here even do email); they couldn’t figure out how to block a single video so instead blocked the entire YouTube domain. Still blocked, incidentally, even though the offending clip and some of its copycats have been removed.

 

There are several layers to Thai Web-blocking. The largest is the Royal Thai Police which, in November 2006, when they last published this data, were blocking 32,500 websites. The ICT Ministry did not block directly but circulated its daily blocklist to Thailand’s 54 ISPs to enforce.

 

These ISPs were understandably not terribly thrilled and enthusiastic about this extra onerous and useless make-work so they got around to blocking when they damned well felt like it. Thus, a website might be blocked by one ISP but, if you subscribed to another, the site would still be open. Large periods of NO censorship whatsoever often accompany long weekends.There was also some direct blocking of sites unspecified by Communications Authority of Thailand (CAT) which, until recently, Thailand’s only Internet gateway. MICT has changed strategy at least partially, it would seem, to try to prevent the leaks which enable Freedom Against Censorship Thailand (FACT) to publishing their secret blocklists and post them internationally to Wikileaks and other free expression watchdogs.

 

MICT now no longer circulates their blocklist to ISPs but rely for enforcement on Thailand’s four Internet gateways: CAT, Telephone Organisation of Thailand (TOT), True Internet and Buddy Broadband, both private companies. And a new player will probably also be given a gateway licence soon. (This strategy did not improve MICT’s security: FACT continues to publish MICT’s current blocklist!)

 

An interesting recent case which has received less publicity than MICT’s YouTube block is the blocking of the Weblog, Saturday Voice. “Saturday” is mostly Thai secret code for Thaksin supporters but it is also used by anti-coup activists. <saturdayvoice> wears both those hats.

 

What is interesting is that it is hosted by Blogspot and, wielding their customary sledgehammer rather than scalpel, MICT has blocked the entire domain, tens or even hundreds of thousands of ordinary blogs on Blogspot and Blogger are now inaccessible in Thailand.

 

Two weeks ago, Thailand’s military-appointed assembly ratified a new cybercrime law by a vote of 119-1. This was, in fact, the first law passed by the coup governmentt. All its ‘crimes’ were already adequately enforced by existing Thai law. The law’s early drafts included the death penalty and life imprisonment but these were dropped to “only” 20 years in the final version.

 

Although the cybercrime law never refers to censorship, its provisions have been drafted in such a way as to criminalise everyday computer users. Computer users can now be charged for simply viewing any Website hosting content deemed to be “illegal, offensive or obscene” whether or not it has been blocked by government.

 

Use of circumvention software or anonymous proxies is considered to be “illegal instructions” (same legal weight as viruses, for example); concealing one’s IP address by these or other means carries penalties of two and four years.

 

Furthermore, all such “illegal content” which transits ISP servers, however momentarily or inadvertently, with or without the ISP’s knowledge or consent, prescribes even more severe criminal penalties.

 

Even though all Internet censorship is specifically illegal and unConstitutional in Thailand, the cybercrime law gives a big incentive to ISPs to self-censor so they don’t end up on the wrong side of the law. Soon we may not be able to figure out who exactly in censoring what in Thailand, a censorship free-for-all, except for Thai people.

 

FACT’s divulging of secret government documents and posting them internationally as well as posting of circumvention software and anonymous proxy information is, of course, in a similar legal situation.

 

FACT intends to continue to publish the means for the ordinary computer user in Thailand to free the Internet even when this becomes civil disobedience 30 days after Royal assent for the law. The Thai taxpayer pays five billion baht a year for MICT’s operations; the blocklist belongs to the people–we pay for it! Government’s original plan was to attach this new law to the new Constitution so that if you voted for the Constitution, you were also voting for the cybercrime law; luckily, they dropped that part!