Thai Love Justice Association

"เวบสำหรับคนรักความยุติธรรมทั่วไทย" โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ

ต้นตอปัญหาชาติ

เมื่อวันก่อนตู้เอทีเอ็มเสีย ยึดบัตรเอทีเอ็มธนาคารกรุงไทยของผมไป ผมก็มีอันต้องไปธนาคารกรุงไทย แล้วก็เหมือนฟ้าสั่ง ผู้จัดการสาขาเป็นเพื่อนสาธิตจุฬา และเพราะผมส่งข่าวเว็บการเมืองของผมไปชวนเพื่อนๆอ่านเสมอ เพื่อนคนนี้เลยเข้าประเด็นการเมือง แล้วผมก็หลุดออกไปว่าช่วงนี้ ยังแค้นใจเทพเทือกไม่หาย ที่บอกว่าทักษิณคือต้นตอปัญหาทั้งหมดของชาติ เพื่อนที่กำลังจะกลายเป็นซี้กับผมแน่นอน ก็บอกว่า “วุฒิ คนระดับสูงในธนาคารกรุงไทยทุกคนรู้หมดว่าเพราะทักษิณไม่ช่วยสนธิตัดหนี้เสีย สนธิมันเลยแค้นทักษิณหนัก อันนี้ก็รู้ๆกันนะ จริงๆแล้วอะไรว่ะที่ไอ้เทพเทือกมันพูดแล้ว ที่ทำให้ลื้อโกรธมาเป็นอาทิตย์แบบนี้ เห็นแต่มึงหัวเราะได้ทุกเรื่อง”

 

ผมก็หัวเราะ บอกว่านายธนาคารสมัยนี้ “เหมือนจิตแพทย์เข้าไปทุกที” ผมกลับบ้านมา แล้วก็บอกตัวเองว่า จะเขียนเรื่องนี้สักวันตอนว่าง จะได้หลุดๆออกจากคำสาบ คาถาชั่วร้าย ของเทพเทือกเสียที คือบอกตรงๆ ผมยังไม่เคยเขียนเรื่อง “ใครต้นตอแห่งวิกฤตการเมืองไทยเลย” ปัญหาแรกเลย ที่ผมสงสัยมาก คือ กระแสหลัก กระแสสื่อสร้าง มันบ่งบอกว่าทักษิณทั้งโกง ทั้งทับซ้อน ทั้งครอบงำมันไปหมด เหมือนฮิตเลอร์ แล้วนอกจากทำเพื่อตัวเองแล้ว ยังทำเพื่อพลพรรค เพื่อนพ้องน้องพี่อีกด้วย แล้วมันก็แน่นอนว่า สนธิเป็นส่วนหนึ่งของวงในทักษิณ

 

สรุปคือผมไม่เข้าใจว่าทำไมทักษิณ คนเลวทั้งโคตร ครอบงำมันหมดทั้งประเทศ “ที่แค่กระดิกนิ้วนิดเดียว หนี้ของสนธิ คงจะหายไปเกือบหมดทั้นที” คือทำไมทักษิณไม่ทำ? ทำไมไม่ช่วยเพื่อนวงใน?

 

แล้วผมก็เจอ “หนอนเน่าๆที่เทพเทือกแกเอามาฝังไว้ในสมองผม” คือลึกๆ สมองผมตีกันอยู่เรื่องนี้ ในแง่หนึ่ง ผมว่าทักษิณน่าจะช่วยสนธิ จะได้เป็นมิตรกันต่อไป แทนที่สนธิจะโกรธแค้น จนเป็นแกนนำทำลายทักษิณไปได้ แต่อีกด้าน ก็คือเข้าใจทักษิณ ว่าคือถ้าเขาไม่ได้เป็นอย่างที่กระแสพาไป คือทักษิณไม่ได้โกงหรือทับซ้อน แต่เป็นคนดี คนดีก็อาจ ไม่ทำอะไรผิดกฎหมายเพื่อช่วยเพื่อน

 

หนอนเน่าตัวที่สองในสมองผมคือ ผมเป็นลูกหม้อเก่าผู้จัดการ แล้วผมเห็นพี่สนธิออกมาปกป้องทักษิณขนาดไหน เขาทำอย่างนั้นมาเป็นปีๆ  คือคดีใน คตส ทุกวันนี้ มันก็เหมือนๆกับคดีที่ ปชป เคยอภิปรายไม่ไว้วางใจมาทั้งนั้น ปชป ถึงกับเคยด่าทักษิณว่า “เอื้อประโยชน์ให้สนธิ” แล้วยังไง สนธิก็ปกป้องทักษิณต่อข้อกล่าวหาของ ปชป โดยใช้เหตุผลและข้อมูล ทำลายข้อสงสัยต่อทักษิณลงหมด สนธิถึงขนาดเคยพูดทางทีวี หลายครั้งหลายหน ว่าทักษิณเป็นนายกที่ดีที่สุดที่ไทยเคยมีมา คือนี่มันคนอายุห้าสิบกว่าแล้วนะครับที่ทำแบบนี้มานาน หนอนตัวนี้ที่กัดกินผม มันบอกผมว่า ทักษิณหักหลังเพื่อนรัก โดยไม่ช่วย จนเพื่อนรักโกรธ สนธิเลยหันมาทำลายทักษิณแทน

 

วันหนึ่งสนธิเป็นทนายให้ผู้ถูกกล่าวหา ที่ทำหน้าที่ยอดเยี่ยม มาอีกวันกลายเป็นอัยการ และนี่ก็คือหนอนอีกตัวในสมองผม คือพี่สนธิแกบอกว่า “แกมองผิด และ แกถูกทักษิณหลอกเอา” เลยไปเข้าข้างทักษิณมานาน แต่ตอนนี้ สนธิเขาเห็นความจริงแล้ว ว่าทักษิณเลวกว่าเทวทัศ จ้องทำลายสามสถาบันหลักของชาติ โกงทั้งโคตร หนอนในสมองของผมมันบอกว่า อัยการคนนี้กำลังเล่นละคร กำลังโกหก อยู่ เพราะมันเป็นไปแทบไม่ได้ ที่คนระดับสนธิ ภายในไม่กี่วันกี่คืน จะเห็นทักษิณเป็น นายกที่ดีที่สุด และใช้เหตุผลข้อมูลลึกๆปกป้องจุดยืนนั้นได้ จากการโจมตีของระดับ ปชป แต่กลายมาเป็นว่า ตื่นขึ้นมาวันหนึ่ง แล้วบังเกิดแรงบันดานใจ ทำให้เปลี่ยนหมด กลายเป็นทักษิณเลวกว่าเทวทัศ มันยากที่เชื่อในการเปลี่ยนแปลง ของสนธิแบบนั้นจริงๆ ว่ามันไม่มีอะไรแอบแฝง

ทั้งหมดในคตส ทั้งหมดในเรื่องเศรษฐกิจ เช่นเคนเซี่ยน ทั้งหมดในเรื่องปรัชญาการพัฒนาชาติ และจุดมุ่งหมาย สนธิเป็นทนายสุดยอด ปกป้องทักษิณมาตลอด มีอยู่ประเด็นเดียวใหม่ๆ คือเรื่องทำลายสามสถาบัน ที่สนธินำมาล้มล้างทักษิณ

 

เอาหละถึงสถาบันจะถูกนำมาอ้างเพื่อผลทางการเมืองหลายครั้งหลายหนแล้ว แต่เพราะพี่สนธิคือนายเก่าผม จะขอมองในแง่ดี มันก็อาจจะเป็นไปได้ที่สนธิเขาเชื่อจริงๆเรื่องทักษิณทำลายสถาบัน เป็นข้อมูลใหม่ที่ทำให้เขาเปลี่ยนข้าง ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่อง หักหนี้เสีย แต่ก่อนอื่น ทักษิณออกไปแล้วเราเคยเห็นสนธิออกมาเรียกร้องให้สังฆราชองค์เดียวทำงานมันหมดไหม คำตอบคือไม่มี เราเห็นสนธิเรียกร้องให้เก็บวัดพระแก้วไว้ใช้ในราชวงค์เท่านั้นไหม เปล่า แถมคนอื่นก็เข้าไปใช้มาแล้วหลังทักษิณ แล้วพี่สนธิทำอะไรหรือไม่ สุดท้ายอัยการยุคจ้องจับผิดทักษิณ หักดิบคมช บอกไม่มีมูลทักษิณหมิ่นพ่อหลวง คือสิ่งที่ตามมาหลังจากเอาทักษิณออกได้ มันไม่ได้บ่งบอกอะไรเลยว่าสนธินั้น รักอะไรมากมายนัก ที่จะทำให้มันเหมือนเดิม แต่พอทักษิณไป เหมือนปฏิหาร สนธิหมดความสนใจ  

 

เขียนมาถึงตรงนี้ คนส่วนมากที่กลางๆ ไม่ได้ตามกระแสหรือถูกพัดไปกับกระแส คงสรุปว่า ทักษิณไม่ช่วยคนที่ช่วยตัวเองมานาน ในการทำการหักหนี้เขา เพื่อให้บริษัทเขาฟื้นตัว หลังจากที่พังมานาน เพราะเศรษฐกิจมันพินาศไป ในมือปชปและเพราะปชป เป็นควันหลง เป็นไฟมอดอยู่เล็กๆ จากสิบปีที่แล้ว ที่ลุกลามขึ้นมา และจุดติดจนเผาบ้านเมืองวอดวายได้ จนทักษิณต้องเลิกเล่นการเมือง ก็เพราะเรื่องทำลายสามสถาบัน ที่จริงๆแล้ว พอหมดยุคทักษิณ ก็เกียร์ว่างทันที

 

กลับมาประเด็นหลัก ทักษิณเป็นต้นตอปัญหาจริงอย่างเทพเทือกกล่าวหรือไม่ และนี่คงเป็นหนอนเน่าๆ ที่พี่เทพเทือกแกแอบปล่อยเข้าสมองคนมามากมาย รวมถึงผมด้วย ความจริงก็คือ จะเอาไหมหล่ะ ทักษิณบิดเบือนกฎหมายเพื่อช่วยสนธิ จะได้ไม่โกรธกัน ถ้าบอกว่าทักษิณทำถูกแล้วที่ไม่ไปช่วย ถึงจะหักดิบเพื่อนรัก ถ้าคิดอย่างนั้นแล้ว ทักษิณเป็นต้นตอของปัญหาได้อย่างไร แต่เอาหละ ตบมือข้างเดียวมันไม่ดังแน่ ทักษิณคงจะผิดมากที่บริหารเรื่องนี้ไม่ดีพอ แทนที่จะทำให้มันตบกันค่อยๆ กลับกลายเป็นตบตีกันแรงๆไปได้ และก็ต้องอย่าลืม พระเอกนางเอก อาจจะทะเลาะกันลั่นบ้าน แต่ก็เห็นๆกันนะครับ ว่าดาราตัวรองๆลงมา “สุมไฟ” มันขนาดไหน เช่นทหาร เพื่อสร้างสถาณการณ์เพื่อให้เหมาะต่อการปฏิวัติ หรือจะเป็น ปชป เพื่อให้ตัวเองมีอำนาจ และ ล้มทักษิณ หรือจะราชนิกุลและผู้ดี ที่ทนทักษิณ “ดี” ต่อคนจนไม่ไหว แล้วอีกกี่สิบร้อยกลุ่ม ที่เสียสติ มองอยู่อย่างเดียวคือทักษิณเป็นปัญหา ออกไปแล้วทุกอย่างจะดี แล้วไง ทักษิณก็ออกไปนานแล้ว มันมีอะไรจริงๆในสาระที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างหละ นอกจากทหารคุมเมือง

 

สรุปก็คือ ถ้าอยากรู้ว่าต้นตอวิกฤตชาติอยู่ตรงไหน หาหนอนในหัวท่านเองให้เจอเสียก่อน แล้วหลังจากนั่น ถามตัวเองว่าช่วงนั้นนะ ตัวท่านผู้อ่านเองทำอะไรลงไปบ้าง หนอนเน่าๆคืออะไรหรือครับ ก็ประเด็นที่ท่านไปประท้วงทักิณจนสติแตก แล้วมาวันนี้ ประเด็นพวกนั้นมันก็ยังอยู่ เหมือนเดิมตอนทักษิณอยู่ไม่มีผิด คือท่านถูกหลอกใช้นะครับ ถ้าจะกลับตัว ก็เริ่มได้ครับ ไม่มีสาย

 

ก็เลิกโยนความผิดไปที่ทักษิณว่าเป็นต้นตอปัญหาชาติ แล้วพยายามเตือนสติตัวเอง ว่าจะพยายามไม่สติแตกง่ายนัก

กรณีศึกษา “หมายจับทักษิณ”

 

โอยผมถูกเพื่อนๆตำหนิยับ “ว่าหลงเวลา”

 

คือที่ อีเมล มาหาผมกันวันสองวันนี้ ตำหนิผมกันว่าไปเขียนเรื่อง “อะไรไม่รู้หลงยุคไปหมด” ทั้งเมืองเขาพูดกันแต่เรื่องจับทักษิณจากอังกฤษ ผมดันมานั่งเขียนเรื่องสะเพเหระสุดๆ “หลงยุคหลงเวลาที่สุด” ก็ขอโทษทีครับ ผมนั้นพลพรรคทักษิณ เหมือนเดิม “ไม่ใช่ไม่ต้องการทันต่อเวลา หรือ ไม่สนใจใน ในความสนใจ ของผู้อ่าน” เข้าเรื่องเลยนะครับ ถ้าท่านผู้อ่าน ศึกษาประวัติการต่อสู้ทางการเมืองของผมมา จะเห็นนะครับ ว่าผมไปทำกิจกรรมกับ ชนชั้นพื้นเมืองของสหรัฐมามาก

 

นั่นเมื่อซักยี่สิบสามสิบปีที่แล้ว ผมยังหนุ่ม เต็มไปด้วยความโง่และความมุ่งมั่น แล้วก็มีอยู่วัน หัวหน้าเผ่าเรียกคนสนิทที่ทำงานให้เผ่าเข้าประชุมกัน แล้วเล่าให้ฟังว่า มีการเจอสถานที่ศักดิ์สิทของชาวพื้นเมืองแห่งหนึ่ง คือที่ฝังศพ แต่ว่าอยู่ใต้บ้านห้าหกหลังของคนผิวขาว ชนพื้นเมืองต้องการให้ลื้อบ้านพวกนั้นออกไป แต่ทางรัฐไม่ยอม แล้วท่านก็บ่นว่าถ้านี่เป็นกระดูกไดโนเสา คงจะลื้อบ้านกันออกหมดแล้ว แต่นี่มันของพวกเรา เลยไม่สนใจ “ก็น้อยใจนะครับ ที่ไม่สำคัญเท่าไดโนเสา” แต่ท่านก็ต่อว่า แต่สำนักทนายความขององค์กรสิทธิมนุษยชน ส่งคนมาศึกษาเรื่องเพื่อให้คำปรึกษา และสิ่งที่ตามมา คือ “หนทางต่อสู้ใหม่ อันยิ่งใหญ่อีกครั้ง” คือทนายแนะนำว่าให้เอาสนธิสัญญา ระหว่างรัฐบาลสหรัฐ และ เผ่านั้นมาดู “ก็เจอเข้าจนได้” สนธิสัญญาบอกว่าจะ “เคารพศาสนาของอีกฝ่าย” สั้นๆแค่นั้น สุดกว้าง สุดครอบครุม ไอ้ตอนเขียนนะ รัฐบาลสหรัฐไม่ได้มาสนใจอะไรกับเผ่านั้นหลอกครับ เขียนเพื่อปกป้องศาสนา ของคนผิดขาว เรื่องทั้งหมดสรุปสั้นๆ คือ เพราะสนธิสัญญาอันนั้น ที่ทำกันมาร้อยห้าสิบปีที่แล้ว ทำเอาคนผิวขาวพวกนั้น ต้องทำลายบ้านทิ้ง และรัฐต้องบูรณะที่ฝังศพนั้น ขึ้นมาเป็นแหล่งวัฒนธรรม

 

ท่านผู้อ่านอาจจะบอกว่าผมกำลังหลงยุคหลงเวลาอีกแล้ว

 

แต่ใจเย็นสักนิดนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นจากจุดเล็กๆจุดนั้น กลายมาเป็นการปลดปล่อยที่ใหญ่ที่สุดของชาวพื้นเมือง เพราะชาวพื้นเมือง ทั่วสหรัฐทุกเผ่า เอาสนธิสัญญาที่ทำกับรัฐบาลสหรัฐ บางอันเกือบสองร้อยปีที่แล้ว มาดูกันอีกครั้ง แล้วเกิดอะไรขึ้น ก็เจอเต็มไปหมด บางรัฐในสหรัฐ คนผิวขาว บุกรุกที่ดินของชาวเผ่า เข้าไปสร้างเมืองกันเลย ที่อยู่กันมา ร้อยปียังมีเลย บ้านเป็นพันๆหลัง เป็นหมื่นหลังยังมี ที่ดิน ที่ชนพื้นเมืองบางแห่ง ไปดู กลายเป็นมีที่เจาะ และ บ่อน้ำมันเต็มไปหมด และในที่สุด หลังขึ้นโรงขึ้นศาล ชนผิวขาว “กรี้ด” กันสนั่นเมือง ว่าถ้าจะบ้าไปแล้ว เอาสนธิสัญญาสมัยเรือยังใช้ใบกันอยู่เลย รถยนต์ยังไม่มีเลย ไปขุดมาใช้ได้ยังไงกัน แต่บังเอิญศาลของสหรัฐนั้นเที่ยงตรงมาก ไม่เหมือนไทย สัญญาพวกนั้นก็เลยยังมีผลทางกฎหมาย สรุปสั้นๆตรงนี้นะครับ โลกไม่ได้แตกหรืออะไร เพียงแต่ว่า บางเมืองในสหรัฐ ต้องจ่ายค่าเช่าที่ให้บางเผ่าชนพื้นเมือง ในสหรัฐ บางเผ่าฟ้องศาลเอาบ่อขุดเจาะน้ำมัน จากสุดจน กลายเป็นเผ่ารวยๆเต็มสหรัฐไปหมด ภายในไม่ถึงห้าปีหลังจาก หัวหน้าเผ่าคนนั้นเรียก คนสนิท รวมถึงผม เข้าไปคุยด้วย

 

ทั้งหมดที่กล่าวมา เล่ามา ก็เพราะตอนนี้ คมช ในการต้องการ “จับทักษิณ” ให้ได้ กำลังไปดูกฎหมาย ข้อสัญญา กับอังกฤษ ที่มีกันตั้งแต่ไทยยัง “ชื่อสยาม” แล้วกำลังในสิ่งที่สำคัญมาก “คือออกมาบอกว่ากฎหมายเก่าอันนั้น ยังมีผลบังคับใช้” ผมก็ไม่ใช่นักกฏหมายหรืออะไร เพียงแต่ว่า “สันดานนักข่าวมันคือสอดรู้สอดเห็น” ก็อยากจะถามเท่านั้นว่า แล้วกฎหมายอื่นหละ ที่ทำกับอังกฤษไว้ และที่สำคัญ และที่ทำกับประเทศอื่นไว้หละ แล้วที่สำคัญที่สุด คือ ทำไมมาหยุดเอาตรงนั้นหละ แล้วที่ทำกันก่อนหน้านั้นหละมีผลบังคับใช้หรือไม่

 

ประเด็นมันคือ “ตายหละหว่า นี่เรากำลังผูกมันประเทศ กับสนธิสัญญา อะไรบ้าง ที่ทำไว้ ใน อดีต เป็นร้อยปีหรือเกือบร้อยปีมาแล้ว แบบไม่รู้จบเลยหรือ” คือผมถามจริงๆ กลับไปดูกันบ้างหรือเปล่า ว่านอกจากอันที่มันจะเอามาใช้จับทักษิณมาจากอังกฤษ นะมีอันอื่นอีกหรือเล่า แล้วมันเขียนอะไรไว้บ้าง ไอ้พวกเรานะ แน่นอนว่าจะเลือกแต่อันที่เราได้ผลประโยชน์ (ในตาคมชนะครับ) แต่คนอื่นเขาตาไม่บอดนะ เราเปิดเพื่อตัวเรา เขาก็นั่งเปิดกฏหมาดูเพื่อตัวเขา

 

บางท่านที่อ่านอาจจะบอกว่าผมนั้นประสาทไปแล้ว คงไม่มีทางเจอหลอกว่าที่ดินแถวสีลม กลายเป็นที่ของโปรตูเกต หรืออะไร

 

ปัญหานะคือเจอมาแล้วนะครับ “จังๆเลยเรื่องกฎหมาย” ที่ยังถกเถียงกันไม่รู้จบตอนนี้ คือสมัยสงครามเวียดนาม ยี่สิบสามสิบปีที่แล้ว หรือว่ามันสี่สิบปีมาแล้ว ผมจำไม่ค่อยได้ ไทยสนิทกับสหรัฐมาก ต้องการสหรัฐมาก ก็ไปทำสนธิสัญญากับสหรัฐทางการค้าเอาไว้ ในสาระ คือบอกว่า “ไทยต้องต้อนรับบริษัทสหรัฐในไทยเหมือนว่าเป็นบริษัทไทย และสหรัฐก็จะทำเหมือนกัน” เอาหละสิ มีปัญหามากมายเกิดขึ้นทันที แล้วมันใครกันที่ยกข้อตกลงนั้นมาดู “มันก็คือบริษัทก่อสร้างของสหรัฐ” ที่ต้องการมาสร้างถนนหนทาง ที่กฎหมายไทยใหม่ๆ ออกมาหลังสนธิสัญญากับสหรัฐ  ที่ในไทย ใหม่ๆพวกนี้ มันออกมาห้ามต่างชาติสร้างถนนหนทางในไทย

 

โอยมันสุดยุ่ง จากกฎหมาย กลายเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าประเทศ แบบ “ขอทีเถอะพี่ รู้ว่าต้องให้เข้ามา แต่อย่าเลย” เรื่องมันไม่จบอยู่ตรงนั้นสิ ก็ WTO มันก็ค้ำหัวคนไทยอยู่อีกที ลงไทยให้สหรัฐเข้ามา สร้างถนน เพราะสนธิสัญญานั้น มันก็ต้องปล่อยให้คนอื่นเข้ามาด้วย เพราะ WTO  “วงในบอก” มันมั่วไปหมดแล้วตอนนี้ เรื่องนี้ กระทรวงต่างประเทศ ต้องไป “เลียแข้งเลียขาสหรัฐ” ขอร้องอย่าเอามาเป็นประเด็นเลย

 

แล้วนี่ คมช ในนามของการ “จับทักษิณให้ได้” จากอังกฤษ กำลังไปลาก สนธิสัญญา เก่าแก่ ไม่รู้กี่ปี มาปัดฝุ่น มันเหมือนกับเรื่อง นอมินี นะ ที่เริ่มมาจากการจับทักษิณ ด้วยเรื่องนี้ โดยไม่ดู “ตาม้าตาเรือ” ว่ามันมีอีกเป็นร้อยเป็นพัน นอมินี ในไทย จนเรื่องจาก นอมินี เล็กๆ ของทักษิณ กลายเป็นว่า ฝรั่ง จะถอนตัวออกจากไทยกัน นี่หละคือสมองของ คมช “เถรตรง” จนอาจจะยุ่งไปหมด

 

เพียงเพื่อผลการเมืองระยะสั้น พี่แกจะเอาประเทศเป็นเดิมพัน

 

แล้วที่น่าตลกที่สุด ถ้าผมเป็นทักษิณ ให้ผมทายใจทักษิณแล้ว เขาคงอยากเอาคดี รัชดา และอีกไม่รู้กี่สิบคดี ไปให้ศาลอังกฤษดู ว่าเขาบริษุท และ ไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่สมควรส่งกลับตามข้อเรียกร้องของไทย แล้วก็เพราะมันรู้กันทั้งเมือง ว่าถ้าเอาทักษิณขึ้นศาลที่ไหนบนโลก ด้วยข้อกฎหมายและสิ่งที่เขาทำ ศาลที่ไหนๆบนโลกก็ปล่อยหมด มันก็มีแต่ไอ้ประสาท “พวกตุลาการภิวัฒิ” ในไทยเท่านั้น ที่จะตัดสินว่าผิด โอยมันจะสุดงามหน้าศาลไทยแล้ว

 

เรื่องมันอาจจะออกมาแบบนี้ “ทางศาลอังกฤษเห็นว่า ถึงแม้ว่า คตส และ อัยการ จะมีความเห็นสั่งฟ้องทักษิณ และ ขอนำกลับไทย แต่จากการสอบของศาลอังกฤษ เราอยู่ในความคิดว่า ไม่มีมูลพอที่จะสนับสนุนการ ส่งตัวกลับ” แล้วถ้าให้ผมทายใจทักษิณนะ “คำโตๆที่ทนายความทักษิณ จะย้ำแล้วย้ำอีกให้ศาลอังกฤษฟัง” ก็คือคำพูดของบัง วันที่บังบอกว่า “เมืองไทยไม่ปลอดภัยสำหรับทักษิณ อย่ากลับมาเลย”

 

ผมชอบทักษิณ แต่สาเหตุจริงๆที่มาเขียนว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้นในอังกฤษ ก็เพราะ นี่จะไปขุดสนธิสัญญาเก่ามาใช้ คือเปิด “กล่องดำ” อันยิ่งใหญ่ออกมา ไม่รู้จะไปเจอ ตะขาบ แมลงป่อง งู หรืออะไร ที่จะออกมาด้วย ก็เพื่อไป อังกฤษกัน ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่า คดีความต่างๆ ที่มีต่อทักษิณ มันคงแพ้แน่ นอกเมืองไทย

 

สรุปคือ ก็หวังว่าท่านผู้อ่านคงจะหายโกรธผมแล้วนะครับ ที่หลงยุคหลงทางหลงเวลา ไปเขียนเรื่อง ไม่ทันสมัยมานานหน่อย ส่วนเรื่องทักษิณ ผมมาจากอีกด้านของ คมช และสนับสนุนทักษิณ เพียงแต่ว่า “กรรมไดใครก่อ ก็รับกรรมกันไปนะครับ และความดีใครทำ ก็รับบุญกุศลไปนะครับ” การที่ คมช จะไปเปิดกล่องดำออกมาจับทักษิณ ถึงผมจะรักทักษิณ แต่ก็นั่งพนมมือไหว้พระแล้ว ว่าขอร้อง อย่ามีแมลงมุมยักษ์ออกมาด้วยเลย

ศาล “วิกลจริต” ไปอีกแห่ง

 

ท่าทางคนไทยจะแบ่งออกเป็นสองส่วนค่อนข้างชัดเจน นี่หมายถึงคนไทยทุกภาคส่วนเลย ฝ่ายหนึ่ง “วิกลจริตไปด้วยอารมณ์” ส่วนอีกฝ่าย ยังยึดติดกับ “สติและเหตุผล” ล่าสุด ศาลอีกแห่ง ก็แสดงอาการ “วิกลจริตแห่งอารมณ์” ออกมาแล้ว โดยออกหมายจับคน ที่อยู่นอกประเทศไทย ในอังกฤษ อย่างเปิดเผย ถึงขนาดซื้อกิจการลูกหนังใหญ่โต และยังมีทรัพย์สินในไทย อีกเป็นหมื่นล้าน และในศาล ก็ให้ทนายบอกด้วยว่า “ขอเลื่อนมาศาล” เพราะตอนนี้ เมืองไทย “ไม่ปรอดภัย” สำหรับเขา

 

เขียนมาแค่นี้ คนที่ไม่วิกลจริต ก็คงจะเข้าใจดีว่าอะไรเป็นอะไร แต่ศาล “ที่เสียสติไปแล้ว” กลับบอกว่า “เรื่องความปลอดภัย ไม่มีน้ำหนัก คนคนนี้ จงใจหนี” เลยออกหมายจับทันที

 

สำหรับคนที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ก็ขอเตือนความจำหน่อย  เพราะเมืองเดือนที่แล้วนี่เอง นักข่าวประมาณยี่สิบคน วิ่งไปถามผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในไทย ว่า “ถ้าคน คน นั้น กลับเมืองไทย รับรองความปรอดภัยได้หรือไม่” คำตอบจากผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในไทย คุมปืนแทบทุกกระในไทย เข้ามามีอำนาจจากการขับรถถังเข้ายึดอำนาจ ผู้มีอำนาจคนนั้นพูดชัดเจนที่สุด “อย่ากลับมาเลย ไม่ปรอดภัย รับรองอะไรให้ไม่ได้ คนเรามีทั้งคนรัก และคนไม่รัก”

 

คือคนส่วนมาก รวมถึงนักข่าวต่างชาติหลายสำนัก เอาข่าวนั้นไปลงว่า “จริงๆแล้ว มันเป็นคำขู่จะเอาชีวิต”

 

ลงมันถึงขนาดนี้แล้ว ทำไม ศาล อันต้องใช้เหตุผล และ ความจริง และ ข้อมูล ถึงมองไม่ออกว่า “แทนที่เรื่องความปรอดภัย” มีน้ำหนัก จากคำพูดของผู้กุมอำนาจ  แต่ “กลายเป็น” ไม่มีน้ำหนักไปได้ คือแปลกแต่จริง ศาล ไม่ให้น้ำหนัก คำพูดแกม “ข่มขู่” ของผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ เลย กลับบอกว่าไม่มีน้ำหนัก

 

แล้วยิ่งถ้ามองแบบเป็นกลาง ถึงประวัต ผู้ต้องหา ที่อยู่อังกฤษตอนนี้ ในไทยแล้ว ในด้านความปรอดภัย ก็ “เป็นไปได้” ที่มีการ “ปองร้ายผู้ต้องหาคนนั้นในไทย ด้วยระเบิด และทีมลอบสังหาร หลายครั้งหลายหน ถ้านับกัน “ก็ห้าครั้ง” ที่อาจจะถูกทำร้ายไปแล้ว เข้าใจ ว่า บางคนบางฝ่าย “เชื่อว่า” สร้างเรื่องขึ้นมาเอง แต่จริงๆแล้ว ศาล ทำไมตัดสินใจไปด้วย ว่ามันเป็นเรื่องสร้างขึ้นมาเอง ทั้งๆที่ ไม่มีข้อมูลสนับสนุนตรงนี้เลย

 

มันเรียกว่า ศาล ”เอนเอียง” และ “วิกลจริต” และ “ไม่ใช้เหตุผล” ครับท่าน เพราะ พอเอา ความเป็นไปได้ ว่า คนถูกกล่าวหาไม่ปลอดภัย มาบวกกับคำพูดของผู้มีอำนาจ ว่า มันไม่ปลอดภัย ข้อสรุป ของคน กลางๆ ใช้เหตุผล สติและปัญญา และข้อมูล คือ “มันไปอีกด้าน” คือมันสนับสนุนว่า “มันไม่ปรอดภัยจริง”

 

แต่ศาลนั้น “วิกลจริต” มากๆในอีกส่วน คือการออกมาบอกว่า ผู้ต้องหานั้น “หนีศาล”

 

คือโดยปรกติ เวลาเรานึกถึงคนหนีศาล เราจะนึกถึง คนที่หายตัวไป “กบดานอยู่กับสมบัตรกองโต ในประเทศที่ห่างไกล ศาลเอื้อมไปไม่ถึง” แต่นี่มันอะไรกัน หนีศาลยังไง ออกหนังสือขายดีออกมา ไปซื้อกิจการบอลใหญ่โต ส่งข่าวเข้าไทยตลอดเวลา ให้สำพาสสื่อ ตลอดเวลา” คือมันหนีอะไรกัน แล้วยิ่งถ้านึกไปว่า ผู้ต้องหา หรือครอบครัว ยังมีทรัพย์สินอยู่ในไทยเป็นหมื่นๆล้าน แล้ว ที่จะต้องกลับมาปกป้อง และแน่นอนว่า “ต้องพยายามเอาคืน” คือต้องกลับไทยแน่ แล้วมันจะมาสรุปได้ยังไงว่า “หนีศาล”

 

แล้วสุดท้าย จริงๆแล้วมันมีอีกส่วน คือผู้ต้องหาเขามองว่า ตอนนี้ในไทย “กระบวนการยุติธรรม” มันถูกครอบงำ มันเอียงไปทาง เผด็จการ มันอยู่ใต้อานัดของการเมือง แล้วจริงหรือไม่ ถ้าดูประวัติของกระบวนการยุติธรรม “ในเรื่องใหญ่” ตั้งแต่ทหารกุมอำนาจไทย มันก็ค่อนข้างสนับสนุน คำกล่าว ของผู้ต้องหานะ คือ ดู การตั้ง คตส และการกระทำของ คตส คนกลางๆก็สรุปกันไปแล้วนะว่ามันเอนเอียง แล้ว ตุลาการกับเอาผิดย้อนหลัง นั่นก็อีกอย่างนะ แล้วดูศาลทำกับผู้ประท้วงแบบ นปก อีก สามอย่างรวมกันเข้า ถ้าไม่แอบจิตร โกหกตัวเอง เล่นการเมืองเพื่อชนะอยู่ มันก้ค่อนข้างสนับสนุน ผู้ถูกกล่าวหานะ ว่ากระบวนการยุติธรรมไทย ตอนนี้ ไม่ปรกติ

 

และสุดท้ายที่แปลกคือ “ผู้ถูกกล่าวหา” ที่เป็นถึงอดีตผู้นำประเทศ ขอมาขึ้นศาล “หลังเลือกตั้ง” คือเขาให้คำพูดว่ามาแน่ ไม่ได้หนี แต่ศาล “ไม่ให้น้ำหนัก” กับคำพูดเหล่านี้เลย

 

สรุปรวมกันแล้ว มันก็แปลก ที่ ไม่ให้น้ำหนักคำขู่ ที่เห็นว่ามีจริง ไม่ให้น้ำหนัก อดีตในไทยที่อาจจะจริงที่มีการลอบฆ่า ไม่ให้น้ำหนัก การอยู่อย่างเปิดเผยในต่างประเทศ ไม่ให้น้ำหนักว่าเขาต้องกลับไทยมาทวงสมบัตรคืน ไม่ให้น้ำหนัก คำสัญญาว่ากลับแน่แต่ขอเวลา ไม่ให้น้ำหนัก ประวัติ การการทำของฝ่ายตุลาการที่บ่งบอกได้ว่าเอนเอียง ไม่ให้น้ำหนักการที่ไทยอยู่ภายใต้เผด็จการที่พูดอย่างเปิดเผย ว่ามุ่มมั่นทำลายจำเลย

 

พูดง่าย สำหรับคนยัง “งงๆ” ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ไม่ต้องคิดมาก การไม่ให้น้ำหนักอะไรเลย ที่สนับสนุนผู้ถูกกล่าวหา แต่ออกมาแบบนี้ มันคืออีกตัวอย่าง “ถึงความเอนเอียงของตุลาการ” และ “ความวิกลจริตของระบบยุติธรรมไทย” ถ้าท่านไม่เข้าใจในแม้แต่สิ่งเดียวที่เกิดขึ้นในไทย สองปีที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าทักิรโกงจริงหรือไม่จริง ไม่รู้ว่ากระบวนการยุติธรรมไทย ตรงหรือรับใช้เผด็จการ

 

ท่านไม่ต้องทำอะไรมากเพื่อให้เห็นความจริง

 

เพียงดูการตัดสินของศาลวันนี้ แล้วท่านจะเข้าใจเมืองไทย

บางทีมันก็ต้อง “วิ่งหลบกระสุน”

เห็นทักษิณบ่นพึมพำว่า “กำลังนั่งคิดอยู่ว่าจะกลับ มาสู้คดีในไทย ตอนนี้เลย ดีไหม” เอาหละสิ นักทายใจ หมอดู นักวิเคราะห์ ทั้งหลาย คงกำลังสนุกกับการ “ทำนาย” ว่าทักษิณจะเอายังไงกันแน่ พวกเราชาว “นักข่าวเพื่อประชาธิปไตย” คงจะไม่มาทำนายอะไรทั้งนั้น แล้วจริงๆแล้ว รู้กันอยู่ว่าทักษิณนั้น สมองคิดคำนวณเร็วอย่างกับสายฟ้าผ่า ถ้าตัดสินใจกลับ ป่านนี้บ้านจันทร์สองหล้า เตรียมจัดปาร์ตี้ ต้อนรับการกลับมา ให้คนเป็นแสนไปแล้ว คือคงจะตัดสินใจไปแล้วว่าจะไม่กลับมาตอนนี้

 

เพียงแต่ว่าเอ วันสองวันนี้ มันแปลกๆยังไงไม่รู้ แรกเลยคือ โพสทูเดย์ คาบข่าวมาว่า นายแพทย์ สุรพง สืบวงลี อำลาการเมืองไปแล้ว ข่าวที่สอง คาบมาโดย ยักษ์ใหญ่ไทยรัฐ บอกว่า พลพรรค พปช เป็นร้อย ที่ไป ดื่มน้ำสาบานตัวจงรักภักดีกัน จริงๆไม่ได้กลืนลงไป แต่อมเอาไว้ เพราะหลังจากรับเงินเดือน “ห้าหลัก” ทาง พปช นี้แล้ว ก็วิ่งไปรับเงินเดือน “หกหลัก” ทางโน้น คือ ทางมชิมา ส่วน “ปืนใหญ่สมัคร” ที่ทักษิณ ลงทุนทาบทาม มาเป็นผู้นำใหญ่ พปช กลายเป็นเจอการต้อนรับ “เย็นชายังไงไม่รู้” จากบางกลุ่มใน พปช  สุดท้าย “สายใยรัก” ที่มีให้ นปก กลับกลายเป็นมีดสองคม นปก ถูกตามทำลายล้าง ชนิดต้องมา “ยิงธนูไม้” ใส่กองพลรถถัง ของ คมช แทนแล้ว สุดท้าย สื่อผู้ดี องค์กรระดับโลกบางอัน “ตามจิก” ไม่เลิก เรื่อง “ฆ่าตัดตอน” เรื่องตามจิก ในไทย ก็ออกข่าวกันเช้าสายบ่ายเย็น ไม่รู้จบ ว่าทักษิณซื้อเสียงเพื่อล้ม รธน

 

สรุปเอาเป็นว่า นอกจากหนังสือ ของทักษิณ แล้วของหมวดเจี้ยบ  แล้วก็ แนวร่วมมุมกลับ ที่เป็นก้อนใหญ่โตขึ้นทุกที คือพวกไม่เอา รธน ปี 50 และ ต่อต้าน เผด็จการ คมช และการสืบอำนาจนั้น “เป็นแนวร่วมมุมกลับอยู่ในตัว” ทุกอย่างที่กล่าวมา มันอาจจะทำให้ทักษิณ ต้อง “กลับไทย ถึงจะต้องคอยวิ่งหลบกระสุนปืน” มาจัดการให้เรื่องต่างๆมันลงตัว

 

คือโดยหลัก กลับมาชาร์จ แบต ให้พลพรรคอำนาจเก่า วางการสืบอำนาจต่อให้ราบลื่น แล้วกลับมาต่อสู้คดีต่างๆ แล้วสุดท้าย กลับมาสร้างความปวดหัวให้ พลพรรค คมช

 

ปัญหามันคือ มันมีสองสิ่ง ที่เป็นคู่ขนานกันและผูกพันกันอยู่ แรกเลย กลับมาแล้ว มันเหมือนฉีดยาโดปให้ พลพรรค พปช ขนานใหญ่ มันจะเหมือน มาราดอนน่า ที่เลี้ยงลูกจาก มิดฟิลด์ ฝ่าด่าน ไปยิงเข้าประตูอีกฝ่าย จนกลัวกันไปหมด คือ พปช ตอนนี้เหมือน ไฟที่ร้อยอยู่ลึกๆ ไม่เป็นพิษเป็นภัยมากนัก แต่ถ้าร้อนแรงขึ้นมา มันอาจจะเจอ คนอื่นแรงกลับและสวนกลับเอา  “อย่างบังว่าไว้” เขา “ไม่รับรองความปลอดภัยให้” และอย่าง ทักษิณเองเขียนไว้ “พวก คมช นี้เลือดเย็นโหดเหี้ยม” มันวิ่งคู่ขนานกันอยู่ “ดังมากๆก็ดับกันได้ง่ายๆ” แล้วปัญหามันคือ ใครจะไปคุมแฟนๆทักษิณ “ไม่ให้ดีใจกันขนานใหญ่” ได้ยังไงหละ ดีใจมากๆ รวมกลุ่มกันหนาแน่น บังเขาอาจจะ “เด็ดหัวเสียเลย”

 

คือกลับมา “ดังแน่นอน” แต่ “อาจจะดับ” อยู่แถวบันไดหน้าศาล ไม่ถูกยิงทิ้ง ก็เจอระเบิด หรือถ้าตามเกม “คือถูกอุ้มหายวับไปจากโลก” ในอีกด่าน ด้านสนับสนุนไม่กลับ สู้ทิ้งคดีไว้ก่อน สัก สามสี่ปี ให้สติสตัง ประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรม มันกลับสู่ไทย ก่อนไม่ดีกว่าหรือ

 

ทั้งหมดที่เขียนมา ไม่ใช่เป็นการเสนอไม่ให้ทักษิณกลับไทย แน่นอน สำหรับทักษิณ ระหว่าง ชีวิตสบายไม่ต้องคิดมาก และการบริหาร แมนซิตี้  ของเล่นใหม่ ที่ตื่นเต้น น่าสนใจ กับ การกลับมาเสี่ยงกับความไม่แน่นอนร้อยแปด แล้วต้องแก้ปัญหาเดิมๆ วิ่งในกรอบในกะลา เจอแต่คนเดิมๆ มีความคิดเดิมๆ กับประเทศที่กำลังพัฒนาเดิมๆ แถมต้องมาเสี่ยงเอาชีวิตมาทิ้ง คนปรกติ คงจะเลือกไม่กลับไทย แต่ที่เขียนมา ตรงกันข้ามเลย

 

คือผู้เขียนอยากจะบอกทักษิณว่า “บางครั้งมันก็ต้อง เข้าสนามรบ แล้ววิ่งหลบกระสุน”

 

พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า “ลูกเรานะแท้จริงยังเป็นบ่วงแห่งกรรมเลย” ในชีวิตหนึ่งของพระพุทธเจ้า ใครมาขอลูกท่าน ท่านยังทรงให้ไปเลย ปัญหาคือทักษิณนั้นสร้างกรรมให้ตัวเองไว้มาก คือมี “บ่วง” มาก และนั่นก็คือ “บ่วง” ที่แฟนๆทักษิณมีกันแทบทุกคน คือ อยากเห็นไทยเป็นผู้นำภูมิภาค อยากเห็นคนจนหมดไปจากเมืองไทย อยากเห็นเศรษฐกิจรุ่งเรืองมั่งคั่ง อยากเห็นเมืองไทยทันสมัยแบบอารยประเทศ อยากเห็นปัญหาที่สะสมมานาน ที่กวาดกันลงไปใต้ดินมาเป็นร้อยปี นำมาทำให้ถูกกฎหมาย อยากให้ประชานิยมเป็นอย่างน้อยก็เป็นมาตรฐานของรัฐในการดูแลประชาชน อยากให้การเมืองมั่นคง นโยบายพรรคนำพรรค และพรรคนำสส และอีกร้อยแปดสิ่งดีๆที่ ทรทและทักษิณ นำมา

 

ทั้งหมดที่กล่าวมา เป็น “บ่วงแห่งกรรม” ของทักษิณ คือลงทุนสร้างทุกอย่างมากับมือเป็นปีๆ ให้ไปถึง “วิสัยทัศ” อันยอดเยี่ยมยิ่งนัก แข่งชนะอยู่ใน ลีกเดียวกับสิงคโปร์และมาเลเซีย และมันเป็น “บ่วงแห่งกรรม” ที่สลัดออกยากนัก อะไรจะสนุกและท้าทาย กับนักธุรกิจแสนล้าน มากกว่าการเป็น นายกของประเทศกำลังพัฒนา มันเหมือนเล่น Sim ของจริงตัวจริง สรุปคือ จริงๆแล้ว ประเด็นการกลับไม่กลับไทย ของทักษิณ มันมีส่วนเกี่ยวกับ “การวางมือทางการเมืองไทยด้วย” ว่าในที่สุดแล้ว ทำได้จริงๆหรือเปล่า

 

คือทักษิณ “ปลง” ได้จริงๆหรือ 

 

ยิ่งเห็นเมืองไทยกำลังเดินไปอีกทาง จากก้าวหน้า มาถอยเข้าคลอง มันยากนะที่จะอด ไม่กลับมาพยายามอีกที กลับมาทำให้มันหันไปถูกทางอีกครั้ง เพราะเห็นชัด ตอนนี้ไทย หันไปผิดทางเหลือเกิน กลายเป็นวางรากฐานของการเมืองอ่อนแอ ให้ข้าราชการเป็นผู้นำไทย อย่างแท้จริง ทางเดินและ กรอบ และกลไกต่างๆ รธน ปี 50 สร้างกันมากจน นายกมือไม้ถูกมัดไปหมด ทั้งนายกและรัฐมนตรี เหมือนหุ่นเชิด ของอำนาจนอกประชาธิปไตย ผู้มีบารมี แสดงในละครเรื่อง “หลอกคนไทยว่านี่คือประชาธิปไตย” แต่จริงๆแล้ว โดยรวม จาก คนไทย รธน ไทย หัวก้าวหน้าและนักพัฒนา คุมเกม กลายเป็น “สังคมชั้นสูง สังคมชั้นผู้นำ และ สังคมของความมั่นคงและทหาร คุมเกม” ขนาด แค่ “เงา” ของ รธน ปี 50 บริหารประเทศมาปีกว่า เศรษฐกิจ ย่อยยับ คนจนหมดที่พึ่ง งบราชการวิ่งไปหาทหาร และการซื้ออาวุธ เส้นสายทหารเข้าคุมทั้งประเทศแบบเบ็ดเสร็จ

 

ทักษิณจะทนได้หรือ เห็น เขาทำลายตัวทักษิณเองและครอบครัวลง ผ่านคตสและวอร์รูม แล้วเห็นเขาทำลายทรทลง ผ่านตุลาการ หลังจากเอาก้างขวางคอออก แล้วต้องเห็นเขา “ใช้ช่องว่าง”วางระบบใหม่หมด กลายเป็นนโยบายรักชาติสุดตู่ แล้วเห็นทหารเขาก้าวเข้าสู่การคุมระบบใหม่นั้น ทุกอย่าง เป็นแผนงานอย่างมีระบบ และใช้ทุกอย่างในมือ บิดเบือนทุกสรรพสิ่ง ให้ออกมาทางที่ทหารวางไว้ แล้วสุดท้าย ก็จะลงการเมือง มาสวมทับระบบอีกที

 

แน่นอนแฟนๆทักษิณแบบผม ที่เป็นนักประชาธิปไตยและไม่เอาระบบอามาตร ต้องอยากให้ทักษิณกลับไทยตอนนี้ ไม่มีสาเหตุอะไรลึกล้ำไปกว่าอยากได้ “คนๆเดียวที่ยังพอฝากความหวังให้ล้มระบอบ คมช ลงได้” ให้กลับมาขับเคลื่อนไทย ไปในทางที่ถูกต้องอีกครั้ง แทนต้องเห็นมันเลวร้ายลงตลอดเวลา แต่นั่นก็คือ “บ่วงแห่งกรรม” ที่แฟนๆทักษิณและทรท สร้างให้กับตัวเอง มันยากสำหรับทักษิณแค่ไหน ที่จะปล่อยวิสัยทัศ ดีๆไป มันก็ยากสำหรับแฟนๆพอๆกัน คือ ติดบ่วง บ่วงนั้นก็คือ ความหวังดี ที่มีให้ชาติ

 

ผมก็ยอมติดบ่วงแห่งกรรมนี้ ผมก็เป็นแฟนทรทและทักษิณ แต่อาจจะแตกต่างสักนิดคือถ้าเมืองไทย ไม่ได้กำลัง ถอยหลังลงคลอง แบบนี้ แต่กลับดีขึ้นภายใต้ทหาร ผมจะเป็นคนแรกๆเลยที่ยอมรับวิสัยทัศของ คมช ปัญหาคือ คมช มาขอให้ทิ้งสิ่งดีๆไป ที่ก็ยากอยู่แล้ว แล้วถ้าจะให้ต้องมายอมรับ “สวะและความถดถอย” ที่ คมช นำมามอบให้ ตรงนี้นะ ที่มันเลยสุดยากเลย มันทำให้ อดคิดไม่ได้ ว่าจะต่อสู้ยังไงดีให้ชนะ คมช แล้วขจัด สิ่งเลวทรามออกจากชาติ

 

คิดมาถึงตรงนี้ ขอออกตัวก่อน ไม่ใช่มือไม้ง่อยคิดพึ่งแต่ตนอื่น คือทักษิณ หรือจะไม่ทำอะไรเอง ปล่อยให้ทักษิณทำหมด หรือจะเป็นปัจเจกอยู่หน้าคอม คอยใช้คนอื่น คือทักษิณ ให้เขาทำอย่างเดียว ทำทุกอย่าง หรือว่าอะไรในแนวนั้น เพียงแต่ว่าอยากให้กลับมา เป็น “หัวขบวน” อีกครั้ง แต่อย่างว่า ไม่ได้ต้องเจอกระสุน หลบกระสุน กลัวกระสุน เหมือนทักษิณ แต่ถ้าถามตรงๆว่าอยากให้กลับมาไหม อยากให้กลับมาแน่นอน แฟนๆทักษิณ คงจะคิดอย่างนี้กันทั้งเมือง   

ทักษิณ "อยู่ในอันตรายถึงถูกสังหาร"

Reuters รายงานไปทั่วโลกว่า การตัดสินคดียุบพรรค “มองได้ว่าเป็นเกมการเมือง”

 กบในกะลาแบบคนไทยนั้นมีมากมาย ที่มองว่ามันไม่ใช่เรื่องการเมืองที่สั่งมาแล้วว่าต้องยุบ แต่มันก็คงมีกบนอกกะลาในไทย มากพอๆกัน ที่เห็นว่ามันเป็นเรื่องการเมือง ในไทยคงจะกัดกันต่ออีกนาน ใครคิดว่าฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายทักษิณ จะยอม “นอนตายให้เหยียบไปตลอดกาล” คงจะต้องทบทวนสติตัวเองให้ดี ข่าวล่าสุดที่ออกมาจากค่าย “กลางๆหัวกระทิของไทย” คือทักษิณ ไม่ถูกสังหารถ้ากลับไทยก็บุญ ส่วนเข้าคุกและยึดทรัพย์นั้น แน่ยิ่งกว่าแน่ รายงานจากนักกลยุทธิกลางๆพวกนี้คือ ลง “พวดเขา” กล้าลากเอาศาล มาปู้ยี่ปู้ยำ ให้ออกมาโจมตี ทรท รุนแรงขนาดนี้ “ขบวนรถไฟเหล็ก สายนี้ของพวกเขา” หยุดไม่ได้แล้ว จากภายในประเทศ

นักกลยุทธพวกนี้บอกว่า “พวกเขา” นั้น “In Absolute Shock” หรือ ชอกสุดขีด เพราะแทนที่จะได้เห็น ทักษิณ บัญชาการให้ ทรท ออกมาเคลื่อนไหวป่วนเมือง กลับตรงกันข้าม มีแต่บอกให้สงบไว้ และ การที่ต้องเห็นตัวเลข สส 177  ของ ทรท ยึดเหนี่ยวกัน และ อีก 100 สส ของกรรมการที่ถูกตัดสิทธิ ที่ 50% และ 50% ว่า ทรท จะรักษาไว้ได้หรือไม่ ในการเลือกตั้งหนหน้า

 แทนที่ทัพทักษิณจะแตก

กลับกลายเป็น “เห็นจนมันตำตาขนาด” ถึงขนาดที่พลพรรค “พวกเขา” ที่ใกล้ชิดแบบทุ่มชีวิตให้ ในแวดวงสื่อ “หน้าเสีย” กันเป็นแถบๆ ตอนต้องอ่านข่าวออกทีวี ถึงตัวเลข 177 บวก และการ “เกาะกลุ่มกันแน่น ยิ่งกว่าเก่า” “ก็แปลกดีที่คนสนับสนุนทรทร้องไห้กันเรื่องถูกยุบ ส่วนนักข่าวหลายช่องแทบจะร้องไห้ตอนต้องรายงานถึงตัวเลข 177”

นักกลยุทธหัวกระทิบอกว่า ในมุมมอง “พวกเขา” “ถึงเวลาต้องยึดทรัพย์และลอบสังหารทักษิณ” เพื่อหยุด ระบอบทักษิณให้ได้” สรุปสักหน่อยคือ ตอนนี้ คือ ไม่มั่นใจอีกแล้วว่าจะฝาก อณาคตไว้กับมาร็ค ม 7 เมื่อถามว่า พีทีวี จะทำให้ ทรท และ ทักษิณ “เสียความชอบธรรมหรือไม่ เพราะไม่ยอมนิ่ง และมองกันว่าเป็นเส้นสาย “กองกำลัง” ของ ทักษิณ

นักกลยุทธกล่าวว่า ค่อนข้างแน่นอน ว่าคงอีกไม่นาน “พวกเขา” จะต้องเปิดอีกแนวรบใหญ่ขึ้นมา สิ่งนี้จะกระทบการเมืองไทยอย่างไร นักกลยุทธิกล่าวว่า “ถ้าทักษิณก้าวผิดแม้แต่ก้าวเดียว จะเสียความชอบธรรมทันที ทุกก้าวจะต้องชั่งให้ดี ”

แต่สิ่งที่ พวกเขา อาจจะมองข้ามไป คือประชาคมโลก

สื่อชั้นนำหลายสำนักเช่น Reuters รายงานออกไปแล้วว่า “คดีนี้การเมืองตัดสินไม่ใช่ความยุติธรรม” บางแห่งรายงานว่า พรรคที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ไทย ถูกยุบ และ คมช ดีใจที่ได้ ผ่องถ่ายอำนาจไปให้ ปชป

มันเป็นเพียงเวลาเท่านั้นก่อนที่ประชาคมโลกจะเริ่มหันมามองสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในไทยอย่างจริงจัง “คือ ณ ขนาดนี้” นักกลยุทธิคนหนึ่งกล่าว “ทักษิณยังไม่ได้ทำในสิ่งที่ ถ้าเป็นผม ผมทำมานานแล้ว นั่นก็คือ “ชำแหละ” กระบวนการยุติธรรมไทยให้ฝรั่งดู” ท่านนี้กล่าวว่า มาวันนี้ ประชาคมโลกยังไม่ทราบกันเลยว่า “ทหารแต่ตั้งทั้งนั้น” ท่านนี้กล่าวว่า “ไม่ต้องอะไรมาก เช่นรวบรวมเอาสิ่งที่ คนใน คตส เคยพูดเกี่ยวกับทักษิณ ไว้ ตามเวทีพันธมิตร แล้วเอาคดีต่างๆไปกางให้ฝรั่งดู ว่ามาไงเป็นไง หรือแม้แต่คำพูดหลักๆตอนยุบทรท ถ้าฝรั่งเห็นและรู้ เมื่อไหร่รับรอง สสของฝรั่งพวกนั้น เอาเศรษฐกิจไทยยับ ถูกโดดเดี่ยวในประชาคมโลก จะเป็นปัญหาเล็กมาก เพราะเขาจะอัดไทยจนไม่เหลือซาก และทักษิณจะลงเอยเอาที่ ที่ “พวกเขา” กลัวที่สุด คือ “วีรบุรุษ”

นักกลยุทธพวกนี้ไม่มีข้อแนะนำให้ทักษิณหรือ “พวกเขา” ในการหาทางสมานฉันท์กัน แต่แนะนำทักษิณว่า ควรหา “รปภ” เพิ่มอย่างเร่งด่วนทั้งครอบครัว และเริ่มวางสายสำพันธ์กับสื่อและองค์กรด้านความยุติธรรมและสิทธิมนุษย์ชน โดยด่วน เพื่อว่าจะสามารถ “ตีแผ่กระบวนการยุติธรรมไทยไปทั่วโลก” นักกลยุทธกล่าวว่า มันถึงเวลาแล้วที่จะ “เริ่มคิดถึงชีวิตและทรัพย์สมบัตรที่หามาทั้งชีวิต” ก่อนการเมืองไทยและทรทหรือประเทศชาติ

เพราะ “เขานั้น” กำลังวางแผนเอาทั้งสองสิ่งนั้นไป เพื่อหยุดระบอบทักษิณให้ได้ “ถ้าผมเป็นทักษิณ แม้ในอังกฤษ ผมจะไม่ออกนอกบ้านสักพัก” เมื่อถามนักกลยุทธท่านนี้ว่า ถ้าผู้ใหญ่มีสติคุยกัน ระบอบทักษิณมันก็ไม่ได้เลวอะไรมากมายขนาดนั้น แต่ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ “เอาชีวิตกัน” นักกลยุทธกล่าวว่า “ถ้าหยุดทักษิณได้ เขาเข้าคุมประชาธิปไตยได้และการเมืองได้ เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัว มันเป็นเรื่อง ทักษิณเป็นก้างขวางคอ ระหว่างต้องกลับเข้ากรมกองไปนั่งตบยุง หรือความมั่งคั่ง และอำนาจ”

เมื่อถามว่า “ความมั่งคั่งและอำนาจ” บนซากปรักหักพังของชาติ ทหารไม่น่ากล้าทำ นักกลยุทธกล่าวว่า “แล้วเศรษฐกิจทุกวันนี้เป็นซากปลักหักพังหรืออะไร”

ชำแหละคดีซุกหุ้นภาคสอง ดีเอสไอเลีย คมช

ท่านที่ตามเรื่องซุกหุ้นภาคสองของทักษิณมา คงตามึนไปแบบผมเพราะตัวเลข วันที่ และ ผู้เล่นนั้นมากมาย เป็นสิบๆ แล้วเรียกว่าถ้าดูการโอนไปโอนมาของตัวเล่นทั้งหมด มันน่าจะสรุปได้ว่า ซุกหุ้นจริงๆ

เพียงแต่ว่ามันแปลก “ตรงตัวเชื่อม” ที่ดีเอสไอ อ้าง ที่ทำให้มันดูเหมือนว่าทักษิณชักใยอยู่เบื้องหลังทุกบริษัท คือพูดง่ายๆ ทุกบริษัท ในตัวเล่นมากมาย มันก็เป็นของทักษิณนั่นนะ แต่เอาอย่างนี้ “ตัวเชื่อม” ของ ดีเอสไอ นั้น ในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า “Circumstantial Evidence” หรือ สภาวะแวดล้อม ผมก็นึกไปว่า หลังจากการตรวจสอบอย่างละเอียด ของ กลต ในยุคแข่งกันยำทักษิณ จะเจอ “ข้อมูลตรงๆ” ว่าทักษิณเป็นเจ้าของ แต่เปล่าเลย ไม่มีแม้แต่สิ่งเดียวที่เป็นข้อมูล มันมีแต่ “Circumstantial Evidence” ในภาษากฎหมายทั่วไป เขาเรียกว่า “ไม่เจอปืน ไม่เจอศพ” เจอแต่คนยืนอยู่ข้างกองเลือด

แล้วเจ้าตัวเชื่อมนั้นคืออะไร ที่ทำให้ฝ่ายเกลียดทักษิณ รวมไปถึงสื่อต่างๆ ถึง “สะใจกันอย่างสุดๆ” ตัวเชื่อมนี้ก็แค่ ตัวเล่นตัวหนึ่ง สละสิทธิเอาหุ้นเพิ่มทุนไปให้ลูกสาวทักษิณ จนอดเงินไป 70 ล้าน แล้วตัวเชื่อมตัวที่สองคืออะไร ก็คือ อีกหนึ่งตัวเล่น ขายตัวเล่นอื่น ที่ซื้อมาจากครอบครัวทักษิณ คืนให้แก่ครอบครัวทักษิณ หลังจากเอาไปถือไม่นาน ดีเอสไอบอกว่า “จนไม่ได้รับผลประโยชน์ต่อการถือหุ้นระยะยาว”

สองตัวเชื่อมนี้ ดรเอสไอ ระบุว่า หมายถึงว่าแทบทุกผู้เล่น เป็น “นอมินี” ให้ครอบครัวทักษิณ โดย ดีเอสไอ ใช้คำว่า “นอมินีให้ครอบครัวทักษิณจริง”

มาถึงตอนนี้ ท่านก็คงจะบอกว่า “ฟังดูมันอ่อนๆ ยังไงก็ไม่รู้นะ” เอาผมก็เห็นด้วย เพราะการ “ใช้สิทธิ” เพิ่มหรือไม่เพิ่มทุน หรือการโอนหุ้นไปให้ใคร เอาไปเพิ่ม จริงๆแล้วในแวดวงการเงิน มันมีเหตุผลที่ฟังขึ้นได้ร้อยแปด ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็ Cash Flow Problem หรือ ปัญหากระแสเงินสด  แล้วยิ่งถือสั้นถือยาวแล้ว “นักลงทุนคงงง” กันเป็นไก่ตาแตกแล้ว ว่า ถ้ามันวัด ใครเป็น นอมินี ใครกัน เพราะและโดยการถือยาวถือสั้น ตลาดหุ้นมันคงประสาทพอดู คือแค่นี้ยังบ่นกันแล้วว่าสถาบันแถวเอเชีย เข้าเร็วออกเร็ว สุดท้าย บริษิทที่เป็นหัวใจของเรื่องนี้ทั้งหมด ก็คือ SC Asset ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แล้วก็ทราบกันดีว่าพึ่งมาฟื้นเอาสองสามปีนี่เอง แล้วก็เพราะอยู่ในครอบครัวทักษิณ ถูก ปชป โจมตีเสียย่อยยับในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทุกครั้ง สรุปคือ ปัจจัยซื้อขาย มันมากเหลือเกิน

 สองอย่างนั้นก็คือ “ตัวเชื่อม” เอาทุกอย่าง มาเป็น นอมินี ของทักษิณ

หลังจากนั้น ดีเอสไอ ก็ลากยาวเลย ถึง ว่าถ้ามันเป็นนอมินีแล้ว มันเสียหายตรงไหน ก็มีอยู่สามส่วน แรกคือ คุมบอร์ดของ SC Asset ได้ เบ็ดเสร็จ เอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย ที่นึกว่าคุมไม่ได้ ขนาดนั้น สองมันก็ตรงการซื้อการขายหุ้น ในจำนวณมากๆ มันต้องรายงานตลาดหลักทรัพย์ สาม ถ้าถือมากกว่าบอก เวลาแจ้งสินทรัพย์ต่อ ปปช แจ้งตรงหรือเปล่า

ดีเอสไอ ที่สรุปไปแล้วว่าทั้งหมด คือ นอมินี ครอบครัวทักษิณ ก็บอกเลยว่าทักษิณผิดหมดทุกข้อกล่าวหา หนังสือพิมพ์ส่วนมากที่เกลียดทักษิณ ใช้คำต่างๆกัน แบบ “ทักษิณอ่วม เจอข้อหาหนัก ไปจนถึงติดคุก”

หลังจากดูความเสียหายแล้ว ผมก็สงสัยต่อ ว่า.........

ถ้าซุกหุ้นจริง อะไรคือแรงจูงใจ ให้ซุก หรือว่าเพียงแต่ว่าครอบครัวนี้ชอบซุก คือถ้าซุกจริง มันซุกเพื่ออะไรกัน ถ้ามันซุกเพื่อภาษี ถ้าซุกเพื่อหนีสัดส่วนต่างชาติ ทำไมในความเสียหายที่ ดีเอสไอกล่าว ถึงไม่มีเรื่องพวกนี้

ส่วนเรื่องคุมบอร์ด มันก้แปลกอีก เพราะใช้กลไกถึงเป็นสิบๆบริษัท เคลื่อนไหวไปมา โอนถ่ายกันอีกเป็นสิบ เพื่อให้แอบสักส่วนจริง ที่ดีเอสไอกล่าวอ้าง ว่ามีจริงๆ 80% ผ่าน นอมินี แบบแอบๆ ทั้งที่ผู้ถือหุ้นรายย่อย ก็ทราบเท่านั้นว่า มี 60% คือมันแปลกที่ทำทั้งหมด เพื่อแค่นี้เอง จะได้คุมบอร์ด SC Asset ได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ก็ทราบกันดีว่า นี่มันบริษัทของครอบครัวทักษิณ นายกไทย มันคงจะไม่มีศึกแย่งบริษัทนี้แน่นอน เพราะเจ้าของเขารวยแสนล้าน แล้วที่ไปเอา กลต มาช่วยนะ หามาสักจุดได้ไหม ที่ การแอบถือ 80% ถ้าจริง เพื่อคุมบอร์ด มันมีตรงไหนที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยเสียหาย

สุดท้ายก็เพื่อหนี ที่ต้องแจ้งกับ ปปช เรื่องทรัพย์สินนักการเมือง แต่ก็ต้องถามอีกหละ ว่าแอบไปเพื่ออะไร มันมีเหตุอะไรจูงใจไม่ให้อยากบอก ปปช ว่าแทนที่ครอบครัวจะมีอยู่ 60% แต่แอบอีก 20% ไว้ทำไม คือสาเหตุอะไรหละ

สรุปส่วนนี้ ฝรั่งเขาเรียกว่า มันไม่มี “Motive” หรือเหตุจูงใจ ให้กระทำผิด

ถ้าจะให้สรุปรวมคือในด้านหลักฐาน มันเป็น Circumstantial Evidence และในเหตุจูงใจ มันไม่มี Motive สองอย่างนี้รวมกันเข้า ตำรวจส่วนมากจะสรุปกันว่า มันไม่มีคดีอะไรนะ มันมีแต่คนยืนอยู่ใกล้กองเลือด ก็เท่านั้นเอง

แต่นี่ ดีเอสไอ ไปถึงกับ ออกหมายเรียก มาแจ้งข้อหา ในภาวะที่ก็ทราบกันอยู่แล้วว่าทักษิณอยู่ในภัยอันตราย แบบทานบังกล่าวเอาไว้เอง แถมยังจะออกหมายจับเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ทั้งหมด ก็มีเพียง Circumstantial Evidence และ No Motive ในมือ อย่างนี้เขาไม่เรียกว่า สนอง คมช แล้วเขาเรียกว่าอะไรกันแน่

โซนฆ่าทักษิณ

สื่อต่างประเทศยักษ์ใหญ่ อาทิ สำนักข่าวบีบีซี  รอยเตอร์ เอพี เอเอฟพี พร้อมใจกันประโคมข่าวไปทั่วโลกเกี่ยวกับการที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรียังไม่เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยในตอนนี้ เนื่องจากไม่มั่นใจเรื่องความปลอดภัยเพราะอาจเข้าสู่ "เขตประหาร หรือคิลลิ่งโซน" หากต้องกลับมาต่อสู้คดีความต่าง ๆ
 
ทั้งนี้ บรรดาสื่อยักษ์ใหญ่ดังกล่าวรายงานโดยอ้างการเปิดเผยของนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีเวลาจนถึงวันศุกร์ที่ 29 มิถุนายนนี้เพื่อเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการละเมิดกฏระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับหุ้น และกฏหมายต่อต้านการคอร์รัปชั่นจะเดินทางกลับไทยก็ต่อเมื่อมีการฟื้นฟูประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเท่านั้น

"เราไม่ต้องการปล่อยให้พ.ต.ท.ทักษิณกลับเข้ามายังคิลลิ่ง โซนในตอนนี้ แต่พ.ต.ท.ทักษิณควรจะกลับประเทศภายหลังจากที่มีการเลือกตั้งแล้ว" นายนพดลอ้างถึงการตัดสินใจของทีมนักกฏหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไรก็ดี นายนพดลไม่ได้กล่าวว่า "คิลลิ่ง โซน" หมายถึงอะไร แต่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือคมช. ซึ่งทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อปีที่แล้วโดยไม่มีการนองเลือดกล่าวในช่วงต้นเดือนนี้ว่า จะไม่มีการรับประกันความปลอดภัยของพ.ต.ท.ทักษิณถ้าหากเดินทางกลับเข้าประเทศในตอนนี้
 
"พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางกลับประเทศก็ต่อเมื่อมีความเชื่อมั่นว่า ระบอบประชาธิปไตยจะได้รับการฟื้นฟูอย่างแท้จริงในประเทศ ซึ่งเราสามารถมั่นใจได้ดีขึ้นเกี่ยวกับความยุติธรรมในระหว่างที่มีการต่อสู้คดีความต่างๆ" นายนพดลกล่าว

สื่อต่างชาติยังรายงานด้วยว่า นายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งออกหมายเรียกพ.ต.ท.ทักษิณเมื่อสัปดาห์ที่แล้วแจ้งว่า จะออกหมายจับพ.ต.ท.ทักษิณถ้าหากไม่ยอมมาปรากฏตัว
พ.ต.ท.ทักษิณยังถูกตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการคือ "ประพฤติมิชอบ" อันเกี่ยวพันกับการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาฯของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา

ทั้งนี้ ข้อกล่าวต่าง ๆ เป็นการดำเนินการทางกฏหมายอย่างเป็นทางการครั้งแรกต่อพ.ต.ท.ทักษิณนับตั้งแต่ที่เข้าถูกยึดอำนาจในการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วจากบรรดานายพลที่กล่าวหาว่าพ.ต.ท.ทักษิณเกี่ยวกับกับการทุตจริตคอร์รัปชั่น

อย่างไรก็ดี พ.ต.ท.ทักษิณถูกห้ามเล่นการเมืองเป็นเวลา 5 ปี และพรรคไทยรักไทยก็ถูกยุบหลังจากถูกตัดสินว่าทำผิดกฏมายเลือกตั้ง

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือคตส.ที่ได้รับการแต่งตั้งจากกองทัพสั่งให้ธนาคารต่าง ๆ แช่แข็งสินทรัพย์มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในบัญชีธนาคารในประเทศจำนวน 21 บัญชีของพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ซึ่งซื้อที่ดินย่านรัชดาจากการประมูลขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ขณะเดียวกัน องค์คณะผู้พิพากษาจำนวน 9 คนที่รับผิดชอบพิจารณาคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาฯ จะพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไปว่าจะรับฟ้องหรือไม่ในวันที่ 10 กรกฎาคมนี้ในกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานเป็นจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

อย่างไรก็ดี นายนพดลกล่าวว่า กฏหมายไทยห้ามดำเนินคดีในกรณีที่จำเลยไม่มาปรากฏตัว ซึ่งหมายความว่า คดีที่ดินรัชดาฯจะต้องชะลอออกไปจนกว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางกลับประเทศ พร้อมกับกล่าวขอร้องว่า อย่าละเมิดหลักนิติธรรมของประเทศเพียงเพื่อต้องการทำลายบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า พ.ต.ท.ทักษิณสามารถเดินทางกลับเข้าประเทศได้อย่างปลอดภัยเพื่อมาต่อสู้ข้อกล่าวหาทุจริตคอร์รัปชั่นในศาล

Sponsors

ผู้ร้ายข้ามแดน

ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ตกเป็นผู้ร้ายข้ามแดน เกมนี้เข้าทางใคร?

คัดจาก กระดานข่าวบ้านบางไซ
โดย ลุงโอฬาร

การขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไม่ใช่เรื่องง่าย กฎหมายของประเทศตะวันตกเข้มงวดมาก

เบื้องต้นจะต้องดูว่ามีสนธิสัญญาระหว่างกันหรือไม่

ต่อมาก็ต้องดูว่าข้อหาที่กล่าวอ้างเป็นความผิดตามกฎหมายของทั้งประเทศผู้ขอ

และประเทศผู้ถูกขอจึงจะดำเนินการต่อไป ต่อมาประเทศผู้ขอต้องรับรองว่า

ผู้ถูกส่งตัวจะถูกดำเนินคดีเฉพาะข้อหาที่อ้างเท่านั้น(Restrict) ไม่ใช่ไปเพิ่มข้อหาในภายหลัง

พอถึงขั้นสู้กันในชั้นศาลก็จะเป็นการแฉกระบวนการยุติธรรมว่ามีมาตรฐานแค่ไหน

ไล่มาตั้งแต่กระบวนการสืบสวน/สอบสวน จนถึงการพิพากษาของศาลว่ามีมาตรฐานแค่ไหน

ไปจนถึงพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับข้อกล่าวหา

คงจะจำกันได้ถึงคดีนายปิ่น จักกะพาก อดีตผู้บริหารเงินทุนเอกธนกิจ ซึ่งทางการไทยขอให้อังกฤษส่งตัวให้ไทย

ต้องสู้กันอยู่นาน จนมีข่าวออกมาเป็นระยะๆ ว่านายปิ่นสู้ในประเด็นมาตรฐานการทำงานของ

หน่วยงานไทยว่าไม่อยู่ในระดับมาตรฐานสากล ข้อหาที่อ้างคลุมเครือ ปราศจากหลักฐานชัดเจน

ในที่สุดศาลอังกฤษพิพากษาไม่ส่งตัวให้ไทย

อีกคดีหนึ่งคือนายราเกซ สักเสนา ซึ่งอ้างกับศาลแคนาดาว่าเป็นแพะรับบาปทางการเมือง

ตำรวจไทยบีบให้สารภาพ ล่าสุดนี้อ้างว่าไทยอยู่ในภาวะปฏิวัติ สู้กันจนบัดนี้แคนาดาก็ยังไม่ส่งตัวให้ไทย

คดีพวกนี้นับว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับ กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเชื่อแน่ว่าจะเป็นข่าว

ที่อยู่ในความสนใจอย่างมากและยาวนาน

แค่สู้ว่าตนเองเป็นนายกฯที่ประชาชนเลือกเข้ามา พ.ต.ท.ทักษิณ ก็แทบจะชนะอยู่แล้ว

แต่มีหรือที่ พ.ต.ท. ทักษิณจะไม่ใช้โอกาสนี้ ชำแหละข้อกล่าวหาของทางการไทย


ให้ศาลอังกฤษและนานาชาติได้เห็น กระบวนการยุติธรรมไทยก็จะถูกเปลือยออกมา

ที่สุดแล้วการตัดสินของศาลอังกฤษก็จะไม่ใช่การพิพากษา พ.ต.ท.ทักษิณ

แต่จะเป็นการพิพากษาระบบยุติธรรมไทยและศาลไทยเลยทีเดียว



ข่าวที่ออกทั่วโลกนั้นคิดหรือว่าจะเป็นผลดีต่อระบบยุติธรรมของไทย

ถึงวันนั้นสิ่งน่าห่วงไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่จะเป็นระบบยุติธรรมของไทยและศาลไทยต่างหาก


เชื่อแน่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมตัวรอให้มันเกิดอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นจะไปพำนักที่ประเทศอังกฤษทำไม !

และเชื่อแน่ว่า คมช. ก็รู้ถึงความเสี่ยงนี้ !จะเห็นว่าระยะนี้เทียวออกข่าว ข่มขู่ให้รีบกลับไทย

เพราะอะไรล่ะ? ถ้าไม่ใช่ความกลัวที่ผลมันจะออกมาในทางตรงกันข้าม อย่างที่มันคิดนั่นไง...

สิ่งที่พวก คมช.คิด คงเพียงแค่บังคับกลับประเทศแล้วจะยุติปัญหา

เหมือนครั้งแรกที่มันไม่ยอมให้กลับคิดว่าเหตุการมันจะจบง่าย

ที่ไหนได้ กลับเพิ่มแรงบีบและต่อต้านจากต่างชาติอย่างหนัก

คราวนี้ก็เหมือนกัน การบีบให้กลับไทย อาจส่งผลรุนแรงหนักหน่วงมากกว่าเดิมก็เป็นไปได้

การที่จะคิดเพียงว่า เข้ามาแล้วกักตัวไว้ หรือหากไม่เข้ามาแล้วอ้างเหตุลี้ภัย

จะทำให้พวกรัฐบาลเถื่อนอยู่สบาย ได้ยึดทรัพย์สมบัติเขานั้น ต้องขอบอกว่า คิดผิดถนัด

เพราะขบวนการตรวจสอบทางคดีในการให้ลี้ภัยการเมืองของอังกฤษ จะเป็นบทสรุปของความอยุติธรรม

ของประเทศไทย

ในที่สุด ผลกระทบหลากหลาย ณ.เวลานั้น ภาพคงน่าสยดสยองยิ่งนัก

ยึดทรัพย์ ทักษิณ "ไม่หลุด" เหมือนสมัย รสช

 คตส.มั่นใจคำสั่ง “อายัดทรัพย์” สามารถคว้า “เงิน” เอาไว้ “ยึด” ได้ในชั้นศาล เปรียบเทียบกระบวนการทำงาน-ที่มากรรมการ คตส. เหนือชั้นกว่ายุค รสช. สั่งให้ยึดก่อนผ่านการพิสูจน์ นักนิติศาสตร์แนะทนาย “ทักษิณ” พิสูจน์ทรัพย์ได้มาโดยชอบเป็น “ทางรอดสุดท้าย”
       
       
        ในที่สุดที่ คตส.สั่งให้มีการอายัดทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ที่ขายกิจการบริษัท ชินฯ ให้บริษัท เทมาเส็ก ของสิงคโปร์ 73,271 ล้านบาท โดยแยกฝากธนาคารไว้ 21 บัญชี และมีการถอนออกไปราว 2 หมื่นล้านบาท เหลืออยู่ 51,884 ล้านบาท และคำสั่ง คตส.ที่ 017/2550 อายัดบัญชีเงินฝากของ พ.ต.ท.ทักษิณ กับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ในทุกธนาคารและสถาบันการเงิน ล่าสุดเมื่อเย็นวันที่ 18 มิ.ย. คตส.ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์อีก 7 เป็นของชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ บุตรสาวเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ รวมเป็นเงิน 8,000 ล้านบาท หลังจาก คตส.พบว่ามีการโยกย้ายเงินแม้จะมีคำสั่งอายัดทรัพย์มาแล้วตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา...
       
        สิ่งที่หลายฝ่ายกำลังจับตาจากนี้ไปคือผลพวงที่เกิดขึ้นตามมาจากคำสั่งอายัดทรัพย์ของคตส.เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมานั้นท้ายที่สุดแล้ว “การยึดทรัพย์” จะสามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ หรือในปลายทางสุดท้ายของเรื่องนี้จะมีชะตากรรมเดียวกับคำสั่ง “ยึดทรัพย์” ของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อปี 2534 เพราะไม่มีใครสามารถยึดทรัพย์จากนักการเมืองรายใดได้แม้แต่คนเดียว ทั้งที่ในขณะนั้นได้มีการสั่ง “ยึดทรัพย์” เอาไว้แล้วก็ตาม และนอกจากนี้ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ทางด้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ในทำนองเย้ยการทำงานของ คตส.ว่าหากสามารถดำเนินการได้เด็ดขาดแล้ว คงไม่จำเป็นต้องมีการเสนอต่ออายุ คตส.รวมทั้งประเด็นที่ว่าคณะกรรมการ คตส.ไม่ต้องรับโทษจากสิ่งที่ทำไป โดยเป็นการเพิ่มเติมจากคำสั่งคปค.ฉบับที่ 30
       
       คตส.ประเมินช่องโหว่ยุค รสช.
       
        ในรัฐบาลยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นั้นได้เกิดภาพการโกงกินอย่างหนักจนถูกขนานนามว่าเป็นรัฐบาล “บุฟเฟต์ คาบิเนต” ทั้งนี้ การสั่งยึดทรัพย์นักการเมืองในช่วงนั้นมีนักการเมืองที่เข้าข่ายทั้งสิ้นนับ 10 ราย อาทิ บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยในปัจจุบัน หรือณรงค์ วงศ์วรรณ แต่ในที่สุดเมื่อเรื่องขึ้นไปสู่ศาล และมีผลการตัดสินจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เมื่อ 26 มี.ค.2536 วินิจฉัยว่าประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ให้ถือเป็นโมฆะและคืนทรัพย์สินแก่นักการเมืองทั้งหมด…
       
        บรรเจิด สิงคะเนติ กรรมการ คตส.ได้วิเคราะห์ถึงความแตกต่างในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ในยุค รสช.และณ เวลานี้ว่า มาจากทั้ง “ที่มา” ขององค์กรและกระบวนการทำงาน เนื่องจากการสั่งให้ยึดทรัพย์ของรสช.นั้นมาจากพื้นฐานการใช้อำนาจทางการเมืองเข้าไปจัดการกับนักการเมืองอย่างชัดเจน ในคำสั่งของ รสช.ได้ระบุเรื่องการยึดทรัพย์ไว้ แต่ขณะที่คตส.นั้นเป็นองค์กรที่ถูกตั้งขึ้นมาโดย คปค. ดำเนินการตรวจสอบเรื่องการทุจริตมาเป็นระยะเวลากว่า 7 เดือน และเมื่อพบว่ามีการกระทุจริตจนทำให้ประเทศชาติเสียหายจึงได้ใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งให้อายัดทรัพย์
       
        “สิ่งที่ คตส.ทำในวันนี้ คือ การทำให้ทรัพย์ที่เรามีข้อมูลหลักฐานว่าได้มาโดยมิชอบ ไม่ให้เกิดการเคลื่อนย้าย ไปจนกว่ากระบวนการขั้นตอนของศาลจะเสร็จสิ้น เพราะไม่อย่างนั้นถ้าไม่มีการอายัดทรัพย์เอาไว้ แต่ผลการวินิจฉัยในชั้นศาลชี้ออกมาว่าอดีตนายกฯ ทักษิณ มีความผิดจริงก็จะไม่มีเงินให้ยึดตกเป็นของแผ่นดิน เพราะฉะนั้นการอายัดทรัพย์เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการดำเนินงานของ คตส.เท่านั้น
       
        สิ่งที่ทนายจำเลยต้องนำมาหักล้างครั้งนี้ คือ การพิสูจน์ทรัพย์ว่าถูกต้องหรือไม่ แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะมาบอกว่า คตส.มีที่มาถูกต้องหรือไม่ คำสั่งของ คปค.ชอบธรรมหรือไม่ เพราะประเด็นเหล่านี้มีความชัดเจนอยู่แล้วว่ามีที่มาถูกต้องแล้ว”
       
       นักนิติศาสตร์ชี้ทางรอด “ทักษิณ” เร่งพิสูจน์ทรัพย์
       
        บรรเจิดยังชี้ว่า การทำงานของ คตส.ก่อนที่จะมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์นั้นได้ผ่านการตรวจสอบข้อมูลหลักฐานมาแล้ว จนทำให้เชื่อว่ามีการกระทำให้เกิดควาเสียหายต่อชาติขึ้นจริง ขณะที่กระบวนการทำงานในครั้ง รสช.นั้น เริ่มต้นด้วยการสั่งยึดทรัพย์ จากนั้นนักการเมืองก็ไปดำเนินการฟ้องร้อง หักล้างในชั้นศาล โดยที่ไม่มีการตรวจสอบความผิด หรือการกระทำก่อน
       
        หากจะนำเหตุการณ์การจัดการทรัพย์สินของนักการเมืองที่เข้าข่ายว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบทั้งในยุค รสช. กับครั้งล่าสุดในแง่มุมของนักนิติศาสตร์ อย่าง ดร.ปริญญา เทวานฤมิตกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุกับ “ผู้จัดการรายสัปดาห์” ถึงการดำเนินการกับทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ของ คตส.ครั้งนี้เป็นเพียงการ “อายัด” เท่านั้น โดยที่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ยังคงเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ เช่นเดิมเพียงแต่ไม่สามารถดำเนินการทางธุรกรรมใด หรือเคลื่อนย้ายเงินได้ ขณะที่การสั่ง “ยึดทรัพย์” ในยุครสช.ที่ผ่านมาเป็นการยึดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินไว้ตั้งแต่เบื้องต้น
       
        “การสั่งอายัดทรัพย์ครั้งนี้เป็นการ freez เอาไว้แค่นั้น แต่คุณทักษิณยังเป็นเจ้าของอยู่ เวลานี้เราต้องปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ต้องเปิดโอกาสให้ทั้งฝ่าย คตส.และฝ่ายจำเลยคือคุณทักษิณ ได้ต่อสู้กันในทางกฎหมายอย่างเต็มที่ ไม่สามารถที่จะไปกำหนดว่าท้ายที่สุดแล้วการยึดทรัพย์จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น ส่วนแต่ละฝ่ายจะหักล้างกันด้วยประเด็นใดบ้างเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
       
       แนะทุกฝ่ายสู้ตามกระบวนกฎหมายเต็มที่
       
        สำหรับประเด็นที่อาจจะเคยเป็น “จุดอ่อน” หรือช่องโหว่ที่ทำให้การสั่ง “ยึดทรัพย์” ในสมัย รสช.ไม่เกิดเป็นรูปธรรมนั้นมาจากการที่นักการเมืองที่โดนคำสั่งได้ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา ซึ่งในที่สุดศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำสั่งยึดทรัพย์ โดยประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเป็นการให้ “โทษ” ซึ่งตามหลักกฎหมายแล้วไม่สามารถบังคับโทษย้อนหลังได้ อีกทั้งประกาศดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายจึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงมีผลเป็นโมฆะในที่สุด แต่คำสั่งอายัดทรัพย์ของ คตส.ในครั้งนี้เป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ที่ คตส.ได้รับจากประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
       
        “หากทางฝ่ายทนายความของคุณทักษิณจะหักล้างในแง่ที่ว่า คตส.ไม่มีอำนาจในการสั่งอายัดทรัพย์ก็คงไม่ได้ เนื่องจาก คตส.ได้ใช้อำนาจตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้อยู่แล้วตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ซึ่งประกาศของคปค.หรือการกระทำใดๆ ของ คปค.ตลอดจนบุคคลอื่นๆที่เกี่ยวข้องที่ได้รับคำสั่งของ คปค.นั้นได้ถูกรับรองโดยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว2549 ไว้แล้วในมาตรา 37 จุดนี้จึงต่างไปจากเมื่อครั้งยุค รสช.ที่มีการตีความกันว่า องค์กรซึ่งทำหน้าที่ยึดทรัพย์ในขณะนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
       
        ดังนั้น ประเด็นที่ทนายความทางฝ่ายอดีตนายกฯ ทักษิณจะต้องนำมาใช้พิสูจน์และหักล้างข้อหาจากการสั่งอายัดทรัพย์ครั้งนี้ คือ ต้องพิสูจน์การได้มาของทรัพย์ว่ามีความชอบธรรม น่าจะเป็นช่องทางที่ชัดเจนที่สุด”
       
        ขั้นตอนจากนี้ไปทั้งในส่วนของ คตส.และทั้งในด้านจำเลย “อดีตนายกฯ ทักษิณ” จะต่อสู้กันในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ต่อไปอย่างไรนั้นยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม รวมไปถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเดินทางกลับมาขึ้นศาลในนัดแรก นั้นยังกลายเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจอย่างมาก เพราะเมื่อถึงเวลานั้นเชื่อว่าแรงปะทะระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนอำนาจเก่าต่อองค์กรหลักอย่าง คตส.ย่อมมีความแรงเป็นเท่าทวีคูณ ...

รัชดาซื้อมาราคาตลาด

 

นายไพโรจน์ เฮงสกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้จัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน กล่าวชี้แจงกรณีที่อัยการสูงสุดฟ้องร้องคดีซื้อขายที่ดินย่านรัชดาฯของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 2 ข้อหา คือ การใช้อำนาจโดยมิชอบ และราคาที่ดินที่ขายแตกต่างจากราคาประเมินในช่วงก่อนหน้า 1,000 กว่าล้านบาท ว่า

 

กรณีของราคาประเมินที่ดิน ซึ่งในช่วงแรกที่กองทุนฟื้นฟูฯได้กลับมาจากผู้ซื้อกิจการบริษัทเงินทุนเอราวัณ ทรัสต์ ที่สูงถึง 2,100 ล้านบาทนั้น ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการประเมินราคาตามราคาตลาดเพราะขณะนั้น กองทุนฟื้นฟูฯต้องการจะขายใบอนุญาตการประกอบกิจการบริษัทเงินทุนของเอราวัณ ทรัสต์ให้ผู้สนใจซื้อ แต่ติดขัดที่กฎหมายไม่อนุญาต จึงใช้วิธีขายกิจการทั้งหมด ทั้งหุ้น ใบอนุญาต และสินทรัพย์ในราคาเท่าหนี้สิน ซึ่งเป็นเงินฝากของประชาชนที่บริษัทเงินทุนเอราวัณ ทรัสต์มีอยู่ และกองทุนฟื้นฟูฯ ต้องชดใช้  โดยมีข้อตกลงจะให้ขายสินทรัพย์คืนในราคาที่หักราคาใบอนุญาตแล้ว

 

เช่นสมมติว่าบริษัทเงินทุนเอราวัณ ทรัสต์ มีหนี้เงินฝากที่กองทุนฟื้นฟูฯต้องจ่ายคืนให้ประชาชนตามมติคณะรัฐมนตรีที่ให้รับประกันเงินฝากแก่ผู้ฝากเงิน 100% ประมาณ 3,000 ล้านบาท และมีสินทรัพย์เป็นที่ดิน 2 แปลง แปลงหนึ่งคือที่ดินย่านรัชดาฯ ผู้ซื้อไลเซนส์บริษัทเงินทุนทำสัญญาซื้อกิจการเอราวัณ ทรัสต์ในราคา 3,000 ล้านบาท แต่กองทุนประเมินว่า เฉพาะไลเซนส์มีราคา 200 ล้านบาท จึงซื้อสินทรัพย์ซึ่งเป็นที่ดินคืนมาในราคา 2,800 ล้านบาท ทำให้เสมือนว่าที่ดินย่านรัชดาฯ มีราคาสูงถึง 2,000 ล้านบาท แต่หากจะขายที่ดินดังกล่าวในราคา 2,000 กว่าล้านบาทจริงๆคงไม่มีใครซื้อ

 

“จากกรณีสมมติ อธิบายได้ว่า จากเดิมที่เมื่อกองทุนจ่ายคืนเงินผู้ฝากไป 3,000 ล้านบาทแล้ว แทนที่จะมีเงินคืนกลับมาจากการขายที่ดิน 2 แปลงเพียงอย่างเดียวยังได้ค่าไลเซนส์มาอีก 200 ล้านบาท ส่วนต้นทุนราคาที่ดินแปลงนี้ที่แท้จริง กองทุนยึดที่ดินแปลงนี้มาจากลูกหนี้เอราวัณ ทรัสต์ ในราคา 107 ล้านบาท ดังนั้น 107 ล้านบาท เป็นราคาต้นทุนกองทุนฟื้นฟูฯที่แท้จริง เมื่อจะขายจึงมีการประเมินราคากัน ซึ่งในขณะนั้นติดปัญหาไม่สามารถสร้างอาคารสูงบนที่ดินแปลงดังกล่าวได้ ทำให้ราคาประเมินครั้งแรกอยู่ที่ 800 กว่าล้านบาท บนพื้นที่ 38 ไร่ แต่ไม่มีผู้ประมูล ในที่สุด จึงปรับพื้นที่ใหม่ โดยตัดคลอง และถนนออกไป เหลือ 33 ไร่ ลดราคากลางลงมา จนคุณหญิงพจมานประมูลได้ในราคา 772 ล้านบาท

ให้สินบลศาล หลักฐานปลอม

 

ปธ.ศาลฎีกาตั้งคณะสอบสินบน [20 มิ.ย. 50 - 04:23]

 

จรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม “ปลัด ยธ.” ไม่ติดใจ หากจะตั้งกรรมการสอบติดสินบนตุลาการ ยันเพื่อรักษากระบวนการยุติธรรม มั่นใจในพยานหลักฐานที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.ปฏิเสธความขัดแย้งในกระบวนการยุติธรรม

      

วันนี้ (19 มิ.ย.) นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงกรณีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ติดสินบนคณะตุลาการว่า ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ได้ช่วยกันทำงานในการที่จะจับคนที่ทำลายระบบ และกระบวนการยุติธรรมมาลงโทษให้ได้ โดยไม่ติดใจว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะใช้ระยะเวลา 30 วันหรือกี่วัน แต่ขอเพียงให้ทำงานได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม ตนมั่นใจในพยานหลักฐานต่างๆ ที่เปิดเผยให้กับทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว ส่วนศาลจะออกมาระบุในทำนองที่ว่า ให้ระมัดระวังในเรื่องของพยานหลักฐานที่อาจเป็นเท็จได้นั้น ตนก็ไม่ติดใจ เพราะสิ่งสำคัญคือความถูกต้องและเป็นธรรม

      

เมื่อถามว่า สังคมมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงถึงความขัดแย้งกันระหว่างกระทรวงยุติธรรมและศาลหรือไม่ นายจรัญ กล่าวว่า ตนไม่ได้ทะเลาะด้วยเพียงแต่ทำงานตามหน้าที่เท่านั้น ซึ่งคนทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะต้องทนต่อการตรวจสอบ

 

จากกรณีที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับการติดสินบนตุลาการรัฐธรรมนูญในคดียุบ พรรคการเมืองนั้น วานนี้ (19 มิ.ย.)  ที่ศาลฎีกา นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ในฐานะโฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า หลังจากที่นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม ส่งเอกสารหลักฐานเรื่องที่มีข้าราชการพยายามติดสินบนตุลาการรัฐธรรมนูญในการตัดสินคดียุบพรรคให้กับสำนักประธานศาลฎีกา แล้วเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมานั้น วันนี้นายปัญญา ถนอมรอด ประธานศาลฎีกา ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าว ประกอบด้วยผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่รวม 3 คน สำหรับการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 68 โดยคณะกรรมการชุดนี้ จะต้องดำเนินการตามภารกิจหลัก 3 ประการ คือ 1. สอบสวนข้อเท็จจริงว่า มีข้าราชการพยายามติดสินบนตุลาการรัฐธรรมนูญในการตัดสินคดียุบพรรคจริงหรือไม่ 2. ข้อเท็จจริงมีมูลที่จะลงโทษทางวินัยข้าราชการตุลาการหรือไม่ และ 3. ข้อเท็จจริงมีมูลที่จะดำเนินคดีในความผิดอาญาหรือไม่ โดยประธานศาลฎีกา สั่งการให้คณะกรรมการสอบสวนฯ ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน 

 

แฉหลักฐานเป็นของปลอม

 

โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า สำหรับหลักฐานที่นายจรัญส่งมานั้นมีจำนวน 2 แผ่น โดยแผ่นที่ 1 เป็นเอกสารที่นายจรัญเขียนเป็นรายงานชี้แจงให้ทราบว่าได้รับข้อมูลที่มีข้าราชการพยายามเสนอสินบนให้ ตุลาการรัฐธรรมนูญ แต่นายจรัญไม่ระบุชื่อผู้เสนอสินบนว่าเป็นใคร และตุลาการรัฐธรรมนูญที่ถูกเสนอให้สินบนเป็นใคร ส่วนแผ่นที่ 2 เป็นบันทึกที่มีข้อความระบุถึงประธานตุลาการรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 1 พ.ย.49 ซึ่งปรากฏการลงลายมือชื่อ ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ รองประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็นหนึ่งในตุลาการรัฐธรรม เป็นผู้รับบันทึก โดยบันทึกดังกล่าวระบุเป็นข้อความ 4 ข้อ ซึ่ง 3 ข้อเป็นการอ้างถึงกระบวนการพิจารณาของตุลาการรัฐธรรมนูญในการตัดสินคดียุบพรรคว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร ส่วนข้อที่ 4 อ้างถึงนิติศาสตร์ รุ่น 09 โดยเอกสารหลักฐานทั้ง 2 แผ่น ที่นายจรัญส่งมาให้ ตนยืนยันว่าไม่มีการอ้างถึงชื่อตุลาการรัฐธรรมนูญ และบุคคลที่เป็นนิติศาสตร์ รุ่น 09 ซึ่งเรื่องบันทึกดังกล่าวนั้น เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา นายปัญญา ประธานศาลฎีกา ได้ชี้แจงยืนยันต่อที่ประชุม ก.ต. แล้วว่า ไม่เคยปรากฏว่ามีบันทึกดังกล่าว ขณะที่ประธานศาลฎีกาได้สอบถาม ม.ล.ไกรฤกษ์ รองประธานศาลฎีกา ที่มีชื่อปรากฏในบันทึกนั้นแล้วว่า มีผู้เสนอยื่นบันทึกให้และได้ลงลายชื่อรับบันทึกหรือไม่ ซึ่ง ม.ล.ไกรฤกษ์ปฏิเสธกลางที่ประชุม ก.ก.ต.ยืนยันว่าไม่เคยได้รับบันทึกและไม่ได้ลงลายมือชื่อรับบันทึก ดังนั้นข้อเท็จจริงเรื่องการรับบันทึกที่ว่าประธานศาลฎีการับทราบเรื่องความพยายามเสนอให้สินบนแล้วตั้งแต่ 1 พ.ย.49 จึงยังมีความคลาดเคลื่อน ที่ข้อเท็จจริงขัดกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่คณะกรรมการสอบสวนจะได้พิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป

 

ชี้ทำให้สถาบันศาลเสื่อมเสีย 

 

นายสราวุธเปิดเผยว่า ขอขอบคุณที่นายจรัญส่งเอกสารทั้ง 2 แผ่นมาให้ แต่เอกสารหลักฐานที่ได้รับอาจให้เบาะแสได้ไม่มากนัก เพราะเอกสารหลักฐานทั้ง 2 แผ่น กลับไม่ได้เอ่ยถึงชื่อบุคคลเลยว่าใครเสนอสินบน ตุลาการคนใดถูกเสนอให้สินบน เชื่อว่าคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงจะสอบสวนและสรุปผลได้ เพราะไม่มีอะไร ซับซ้อน ซึ่งข้อกล่าวหานี้ถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือในสถาบันตุลาการที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา และประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก ดังนั้นเชื่อว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้นโดยเร็ว

 

โฆษกศาลแฉวิ่งเต้นสินบน ระบุถึงนิติ 09 มีชื่อ “อ้อ” ด้วย

 

“ประธานศาลฎีกา” สั่งตั้งกรรมการสอบสวนสินบนคดียุบพรรคแล้ว กำหนดเวลาให้ 30 วัน ขณะที่โฆษกศาลเผยได้รับหลักฐานที่เป็นเอกสารจาก “จรัญ”