
ความรู้ที่สำคัญที่อยากฝากให้คิด อันแรกที่คิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาให้มาก คือ เรื่องศาสนา เพราะเป็นมิติที่สำคัญของปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาอิสลาม ซึ่งมันไปเกี่ยวพันกับหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระแสการฟื้นฟูอิสลาม
กระแสฟื้นฟูอิสลามมีทั้งในระดับสากล ระดับภูมิภาคและเข้ามาสู่ประเทศของเรา ซึ่งกระแสหลักๆ นี่เป็นผลมาจากการปฏิวัติที่ประเทศอิหร่าน แล้วส่งผลมาสู่ประเทศเรา
กระแสนี้ในทางหลักการผมว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ดี แนวคิดก็คือ เขามองว่า พี่น้องมุสลิมมองว่า นับวันเริ่มเหินห่างออกจากศาสนา และวิธีคิดทางศาสนามากออกไปทุกที ด้วยเพราะโลกโลกาภิวัตน์ เพราะฉะนั้นแนวคิดตรงนี้ พยายามดึงประชาชาติมุสลิมกลับเข้าสู่ศาสนธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เป็นการเคลื่อนไหวในเชิงคุณธรรม ผมว่าพุทธก็น่าจะเข้าสู่ศาสนธรรมเหมือนกัน
เป็นแต่เพียงว่ากระแสการฟื้นฟูอิสลามมันมีหลายระดับความเข้ม มีทั้งที่สุดไปทางซ้ายเลย ทางขวาก็มี ตรงกลางก็มี เราก็ต้องติดตาม ศึกษาทำความเข้าใจ สุดไปเลยในระโลกเลยก็คือการสู้กันระหว่างโลกมุสลิมกับอเมริกา แล้วก็มีตัวละครเข้ามาเกี่ยวข้อง อเมริกาก็แน่ชัดว่าเป็นผู้นำโลกทุนนิยม แล้วก็มีอัล กออิดะห์ มาสู้กัน
ในระดับภูมิภาคนั้น กระแสการฟื้นฟูอิสลามก็มาถึงประเทศในภูมิภาคเช่นกัน คือมาเลเซียก็มีกระแสฟื้นฟูอิสลามเช่นกัน เพียงแต่ว่าพรรคการเมืองของรัฐบาลนั้น ไม่สุดโต่ง ในขณะเดียวกันก็มีพรรคปาส ที่อยู่ทางตอนเหนือของมาเลเซีย แล้วก็ติดกับดินแดนของไทยด้วย ตรงนี้จะสุดโต่งไปทางซ้าย ผลสะเทือนมันจึงมีส่วนที่เกี่ยวพันกัน ผมไม่ทราบรายละเอียดมากนัก แต่จับหลักๆ ได้อย่างนี้
ถ้าเพื่อนพ้องน้องพี่คนเดือนตุลาที่อยากจะเข้ามามีส่วนช่วยเหลือแก้ปัญหาตรงนี้ ก็ต้องฝากศึกษาติดตามศาสนา ศึกษากระบวนการฟื้นฟูอิสลาม เพราะเรื่องเหล่านี้จะมีอิทธิพล มีบทบาทต่อการแก้ปัญหาของเรา ปัญหาของเราเป็นเรื่องเล็กๆ แต่จะเกี่ยวพันกับอะไรบ้างต้องติดตาม
องค์ความรู้ที่สองที่สำคัญคือ วัฒนธรรมของชนชาติมลายู ส่วนที่เป็นมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ละชนชาติจะมีลักษณะนิสัย มีบุคลิกที่ไม่เหมือนกัน มลายูมุสลิมก็มีลักษณะนิสัยของเขา มีวิถีชีวิต วิธีคิดของเขาเป็นการเฉพาะ
บางทีถ้าเราไม่ศึกษาให้เข้าในลักษณะพิเศษตรงนี้ เราอาจจะพลาดไปที่ใช้ความเคยชินในกรอบของเราเองไปวัด ไปตัดสิน ไปประเมิน เพราะฉะนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าจะเป็นความรู้พื้นฐาน
เรื่องที่สามเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ มีมิติเรื่องประวัติศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องจริงๆ ก็คือฝ่ายก่อการใช้มิติทางศาสนาไปวินิจฉัยประวัติศาสตร์ในลักษณะที่ว่า รัฐปัตตานีเป็นรัฐอิสลาม เหมือนกับอิสลามบริสุทธิ์ แต่จริงๆ ไม่ใช่ถึงขนาดนั้น
จริงๆ แล้วที่นั่นไม่ได้มีแต่คนนับถือศาสนาอิสลามอย่างเดียว แต่เดิมเป็น ฮินดู เป็นพุทธ เป็นพราหมณ์ หรือนับถือผีมาก่อน แต่อิสลามเข้ามาทีหลัง เพราะฉะนั้นไม่ใช่ดินแดนที่เป็นอิสลามบริสุทธิ์ ดังนั้นจึงไม่ใช่รัฐอิสลาม ตามที่บัญญัติในศาสนาว่า เมื่อใดก็ตามรัฐอิสลามถูกรังแก มีบทบัญญัติทางศาสนาที่มุสลิมจำเป็นต้องต่อสู้เพื่อกอบกู้
ประวัติศาสตร์ตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่เมื่อศึกษาจนเข้าใจแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า พี่น้องมุสลิมที่เขาลุกขึ้นต่อสู้ ผิดไปทั้งหมด ส่วนหนึ่งเขาก็ถูกเหมือนกัน เพราะเป็นการต่อสู้ระหว่างประชาชนกับรัฐ ผู้ที่ถูกปกครองสู้กับคนที่ปกครอง
จุดอ่อนของเราในเรื่องประวัติศาสตร์น่าจะอยู่ที่ว่า ประวัติศาสตร์ของชาติไทยไปเขียนในลักษณะที่ไม่ให้ที่ยืนเขาเลย เพราะเราใช้แนวคิดชาตินิยมที่สุดโต่ง เขียนประวัติศาสตร์ที่มีแนวคิดให้มีความรักชาติ ทั้งๆ ที่ประเทศนี้มีความหลากหลายของชาติพันธุ์ต่างๆ จริงๆ แล้วต้องเรียกว่า ประชาชาติไทย ซึ่งมันหลากหลายชาติอยู่ในนี้
ประวัติศาสตร์แทนที่จะเป็นประวัติศาสตร์ชาติไทยซึ่งเอาชาติที่ใหญ่ที่สุดมาไว้เป็นอันเดียว แต่จริงมันต้องเป็นประวัติศาสตร์ประชาชาติไทย ซึ่งประชาชาติที่หลากหลายอยู่ในนี้ ร่วมกันสร้างขึ้น ทางเหนือก็มีล้านนา ทางอีสานก็มี ทางใต้ก็มี
เพราะฉะนั้น ที่ผ่านมา แนวคิดทางประวัติศาสตร์ที่เป็นจุดพลาดของเราก็คือว่า เขียนประวัติศาสตร์แบบชาตินิยมสุดโต่งและไม่ให้ที่ยืน เมื่อไม่ให้ที่ยืน พวกเขาซึ่งมีจำนวนมากและมีอัตลักษณ์พิเศษ จึงแข็งขืนขึ้นมา มีการต่อต้านต่อสู้กัน ก็เป็นมิติหนึ่งที่ควรต้องศึกษา
จุดอ่อนเราก็มี จุดอ่อนเขาก็มี ซึ่งก็ต้องปรับกันทั้งคู่ จุดอ่อนของเราหมายถึงที่ยืนทางประวัติศาสตร์ จุดอ่อนของฝ่ายขบวนการซึ่งผมคิดว่ามี คือใช้มิติทางศาสนาไปวินิจฉัยประวัติศาสตร์แบบเข้าข้าง หรือแบบอคติ จะไปว่าเขาไม่ได้ เพราะถ้าเราเป็นเขา เป็นผู้ที่อ่อนแอกว่า ก็ต้องหาวิธีทางสู้ทุกวิธีทาง
ในส่วนของประวัติศาสตร์ตรงนั้น เมื่อรัฐปัตตานีเข้มแข็งก็สามารถที่จะไปยึดครองหรือไปตีโดยรอบได้ เมื่ออ่อนแอคนอื่นก็มาตีได้ เป็นอย่างนี้มาตลอด จนกระทั่งพลวัตของประวัติมีประเทศ มีเขตแดน มีสหประชาชาติเข้ามามีกติกาสากล มันก็เลยลงตัวมาจนถึงขนาดนี้ หากเราย้อนกลับไปไม่ได้ทั้งหมด ถ้าขังตัวเองอยู่ในประวัติศาสตร์มันก็ไปข้างหน้าไม่ได้
เอาเข้าจริงการเปลี่ยนแปลงความอ่อนแอของรัฐปัตตานีนั้น ส่วนหนึ่งก็มีมาโดยกายภาพ โดยวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี สมัยก่อนรัฐปัตตานีก็เป็นรัฐชายฝั่งทะเล เมื่อมีลมมรสุมทางตะวันออกเรือสินค้าก็เข้ามาจอด ก็มีความเจริญรุ่งเรือง แต่ต่อมาเมื่อมีการคิดค้นเรือกลไฟ ก็เดินทางได้เร็วขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องแวะพักนาน ก็ทำให้บทบาทของรัฐปัตตานีค่อยๆ อ่อนล้าลง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ตรงนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องศึกษา
สุดท้ายเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีของการต่อสู้ ตรงนี้ผมอยากฝากคนเดือนตุลาได้ศึกษาติดตามของทั้งสองฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงเข้าสู้กัน จิตใจของเราต้องเป็นอิสระ ความคิดของเราต้องเป็นอิสระ มันถึงจะทะลุทะลวงไปสู่ความรู้จริงได้ ถ้าติดอันใดอันหนึ่ง เราจะไปไม่ได้ตลอด จิตใจที่เป็นวิชาการมันจำเป็น
ถ้าเราศึกษายุทธศาสตร์ ยุทธวิธีของทั้งสองฝ่ายที่กำลังต่อสู้ ซีกหนึ่งคือฝ่ายขบวนการ อีกซีกหนึ่งคือฝ่ายรัฐ รัฐเองก็ใช้ความรุนแรงเข้าจัดการ เพราะมีอำนาจทางกฎหมาย ตรงนี้คือสิ่งที่อยากจะฝากไว้กับคนเดือนตุลา ซึ่งทั้งหมดก็เคยมีประสบการณ์ในการต่อสู้ทางด้านอุดมการณ์ซ้ายขวา ต่อสู้กันมาหลากหลายวิธี บนหลังคารถก็มี บนเวทีไฮปาร์คก็มี ทางวัฒนธรรมก็มี จับปืนขึ้นสู้ก็มี เราไปกันสุดๆ แล้ว มีประสบการณ์กันมากแล้ว
พอมาถึงตรงนี้บริบทมันเปลี่ยนไปจริงๆ ในสมัยก่อน ยุคที่เราต่อสู้กัน เราชูประเด็นอะไร เรื่องความรักความเป็นธรรม เรื่องความรักชาติ รักประชาธิปไตย เราสู้กับการตั้งฐานทัพอเมริกา เราไล่ตั้งฐานทัพออกไป พอรัฐบาลให้ฐานทัพออกไป ให้เงื่อนไขที่ว่าจักรวรรดินิยมจะเข้ามาครอบงำ เหตุผลที่เราจะรต่อสู้มันก็อ่อนกำลังลง
เราสู้กับเรื่องเผด็จการ พอรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ตอนนั้น ปฏิวัติรัฐบาลหอย แล้วก็ให้มีการเลือกตั้งประมาณปี 2522 เหตุผลที่บอกว่าเป็นเผด็จการ ไม่ยอมเป็นประชาธิปไตย มันก็อ่อนยวบลงไปอีก พวกนี้ล้วนเป็นมาตรการทางการเมืองการปกครอง เป็นเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้ฝ่ายหนึ่งที่ต่อสู้อยู่ มีเหตุผลที่ไม่ชอบธรรมก็ลดน้อยถอยลง คนในขวนการก็เริ่มละล้าละลังเหมือนกัน
เช่นกันปัจจุบันใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องคลำให้เจอว่าปมมันคืออะไร ปมทางการเมืองคืออะไร แล้วก็ที่ผ่านมา ฝ่ายรัฐหรือฝ่ายสังคมใหญ่ มีมาตรการอะไรในทางการเมืองที่มีน้ำหนักพอ อย่างเรื่องถอนฐานทัพผมถือว่ามีน้ำหนักมาก เปิดให้มีการเลือกตั้งก็มีน้ำหนักมากพอที่จะเปลี่ยนสถานะทางยุทธศาสตร์การต่อสู้ระหว่างฝ่ายต่อฝ่าย พอมาอีกที่ เรื่องนโยบาย 66/23 ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ใหญ่เบ้อเริ่ม
การผสมผสาน ของอุดมการณ์ ของฝ่ายก่อการร้ายไทย
จะเหลือก็แต่ เรื่องแบ่งแยกดินแดน แล้วเอาที่แยกไป ไปรวมกับประเทศอื่นนะครับ เรื่องนี้พูดยากครับ หนังสือพิมพ์หลายฉบับเสนอ เขตุปกครองพิเศษ รัฐอิสระ เมืองอิสระ เขตุวัฒนธรรมพิเศษ และอื่นๆ เพื่อมาเป็นตัวช่วย แต่ ณ ตอนนี้ คนไทยส่วนมากยังรับไม่ได้ครับ แต่ถ้ามองให้ออกว่าสิ่งที่นักหนังสือพิมพ์เสนอกันคืออะไร ส่วนมากก็คือทำให้ประชาธิปไตยเข้าถึงเขามากขึ้นนะครับ คือให้เขามีส่วนร่วมมากขึ้น ในการปกครอง ทางออกอาจจะเป็นอะไรแนวทางนั้นนะครับ เรื่องสร้างประเทศมุสลิมอันยิ่งให่ขึ้นมา ก็หาทางให้มุสลิมไทย ได้มีโอกาสดังและเด่นขึ้นมาบ้าง เช่นตั้งศูนย์ศึกษามุสลิมโลกขึ้นมาในสามจังหวัดภาคใต้ หรืออะไรแบบนั้น เขาจะได้มีทางออก และแสดงถึงความเป็นผู้นำมุสลิมโลกบ้าง