Thai-Anti-Terrorism

ทวีวุฒิ จุลวัจนะ อดีตคอลั่มนิส ความมั่นคง กรุงเทพธุรกิจ วิเคราะห์ การก่อการร้าย

เขตุพิเศษ ใกล้ความจริง

 

เขตปกครองพิเศษแต่ไม่ใช่เขตปกครองตนเอง

 

สรุปนำ: ยังต้องทำความเข้าใจกันอีกมาก เช่นรมว.กลาโหมเดินทางชี้แจงนโยบายการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ต่อผู้บังคับ บัญชาชั้นสูงของทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ย้ำหาก “เป็นเขตปกครองพิเศษแต่ไม่ใช่เขตปกครองตนเอง” ที่ยังต้องอธิบายกันอีกมาก ก็เพราะ ทั้งเขตปกครองพิเศษ และ ปกครองตัวเอง “ฟังๆไ มันออกจะเหมือนกันพอดู แล้วนี่ “ร้อยทั้งร้อย” กำลังคุยอยู่กับใครไม่ทราบ เห็นทหารบ่นออกมาคือ “ยังไม่เห็นตัวเกนนำระดับตกลงอะไรได้”

 

แล้วถ้าดูตังอย่าง “สายงานบังคับบัญชา” ของโจรใต้ มันสุดจะหลวมแล้ว คือระดับล่างนั้น “เหมือนให้ความเคารพ” ระดับสูงเท่านั้น แต่นอกจากนั้น “มีเสรีภาพในการกระทำต่างๆพอดู” แล้วถ้าแกนนำออกมาพูดกับไทย พวกระดับล่างยังจะฟังแกนนำต่อหรือไม่ “ก็น่าคิดนะครับ” เพราะเป้าหมายคือให้ “วางอาวุธ” กัน แล้วก็อีก ตั้งแต่เริ่มใช้คำว่าเจรจา ยังไม่เห็นว่าการฆ่ารายวันจะน้อยลงเลย กลับกลายเป็น ไทยต้องใช้นโยบาย “รุกกลับ” ก็ตอนเริ่มใช้คำว่าเจรจานั่นเอง

 

ทหารไทยและโจรใต้ รับรองยังจะทำสงครามกันไปอีกสักพัก สิ่งเดียวที่ต่างไป ตั้งแต่พูดถึงเขตปกครองพิเศษคือ “มวลชนบางกลุ่มที่กลางๆ อาจจะหันมาเข้าข้างทหารไทยมากขึ้น ก็ต้องพยายามทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นให้ได้ เพราะถ้าได้มวลชนมา โจรจะไม่มีที่แอบ เพราะอย่างที่รู้กัน โจรใต้ก็คือคนที่เห็นในเมืองในตลาดขับรถเครื่องไปมาทุกวัน ปลอมปนอยู่กับคนไทยอื่นๆ อย่างชนิดที่เรียกว่า ต้องเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเขาจริงๆ ถึงจะมองออกว่าใครเป็นใคร

 

กระจายอำนาจในใต้แบบ “พัทยา”

จากการณีที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการเปิดบ้านพิษณุโลกออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ เป็นครั้งที่ 9 ซึ่งมีตอนหนึ่งเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เกี่ยวกับการกระจายอำนาจการปกครองซึ่งมีลักษณะพิเศษเช่นกรุงเทพ หรือพัทยา

 

อิสลามบอกจะช่วยให้ “คนใต้แก้ไขปัญหากันเอง”

พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม ประธานมูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับแนวทางการกระจายอำนาจการปกครองลงสู่ภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ๆมีความแตกต่างเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา จำเป็นที่รัฐจะต้องพิจารณาการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษ เนื่องจากรูปแบบการปกครองเดิมที่ใช้อยู่ไม่เหมาะสม ที่สำคัญจะเป็นแนวทางดึงประชาชนให้รู้สึกปฏิเสธคล้อยตามอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน ที่ผู้ไม่หวังดีพยายามปลุกปั่นปลุกระดม และที่สำคัญเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว เพราะปัญหาของของ 3จังหวัด ต้องเปิดทางให้ร่วมกันแก้เองมิใช่ให้คนนอกพื้นที่หรือคนจากส่วนกลางเข้ามาแก้ไขปัญหา

 

อิสลามบอก “สร้างการมีส่วนร่วม”

พ.ต.ต.จำรูญ กล่าวต่อว่า การเปิดโอกาสให้ชาวบ้านเลือกการบริหารท้องถิ่นตัวเอง โดยร่วมกำหนดนโยบายและแนวทางตามความต้องการที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดมาจากส่วนกลางทุกเรื่อง จึงเป็นทางออกของปัญหาความไม่สงบระยะยาวได้ในที่สุด เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้คนมลายูส่วนน้อยแต่เป็นคนส่วนใหญ่ใน 3จังหวัดได้ มีความรู้สึกว่ารัฐไม่ปิดโอกาสของเขาในการมีส่วนร่วม ในการบริหารจัดตามความต้องการในสังคมของเขา และที่สำคัญจะช่วยให้ตัดสินใจเลิกใช้ความรุนแรงในการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ เพราะนับแต่อดีตถึงปัจจุบันการต่อสู้ของขบวนการในชายแดนใต้เป็นเวลาร้อยปี น่าจะยุติลงหากรัฐเข้าใจแก่นแท้และกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น

 

อิสลามบอก “อุดช่องทางปลุกระดมของโจร”

"การถูกกำหนดนโยบายต่างมาจากส่วนกลางทั้งที่ไม่ได้ไถ่ถามเสียงจากคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ว่าเขาต้องการหรือไม่อย่างไร เป็นช่องว่างอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดการปลุกระดมต่อต้านอำนาจรัฐที่ชาวบ้านรู้สึกว่าไม่ชอบธรรม เช่นชาวบ้านไม่พอใจหากทรัพยากรของเขาถูกส่วนกลางนำไปใช้และจัดสรรรายได้คืนให้เขาในลำดับท้ายๆในรูปแบบงบประมาณลักษณะชนิดต่างๆ เช่นเดียวกับกรณีภาษีหากเขาจัดเก็บและบริหารกันเองและแบ่งให้รัฐบางส่วน ก็จะทำให้เขารู้จักใช้งบของตัวเองในการพัฒนาในทิศทาวที่ถูกต้องโดยไม่ต้องแบมือของส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว"เขา กล่าว

 

พูดคุยกับมาเลเซียด้วย

ปธ.มูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ กล่าวอีกว่ากรณีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีของไทยจะเดินทางไปพบนายอับดุลเลาะห์ อาหมัด บาดาวี ผู้นำมาเลเซีย ในเดือนสิงหาคมนี้ ประเด็นแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้คือเรื่องสำคัญที่จะหยิบยกมาหารือกันค่อนข้างแน่นอน เพราะมุสลิมเชื้อสายมลายูในมาเลเซียกับมลายูใน3จังหวัดเป็นพี่น้องกัน มีภาษา เชื้อชาติและวัฒนธรรมเดียวกัน ฉะนั้นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ประเทศเพื่อนบ้านพร้อมจะให้การสนับสนุนไทยทุกอย่างในการคลี่คลายความรุนแรงในชายแดนภาคใต้นั้นจะต้องไม่กระทบต่อมลายูในมาเลเซีย ฉะนั้นการพิจารณาและศึกษาการปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษกับ3จังหวัดจึงไม่ใช่เรื่องที่เสียหายอย่างที่หลายคนคิด

 

ปชช ในพื้นที่ตอบรับแน่นอน

ด้านนายไพศาล พรหมยงค์ กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวต่อว่า การกระจายอำนาจลงสู่พื้นที่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เชื่อว่าประชาชนในพื้นที่จะตอบรับอย่างแน่นอน เพียงแต่รัฐบาลต้องตอบคำถามว่าให้หยิบยื่นความพร้อมให้กับพื้นที่ดังกล่าวมากน้อยแค่ไหนก่อนที่จะให้เขาสามารถยกระดับเพื่อพัฒนาไปสู่การบริหารตัวเอง เนื่องจากหากย้อนกลับไปศึกษา กรุงเทพและพัทยาก่อนจะเป็นเขตปกครองพิเศษ จุดประสงค์แตกต่างจาก 3จังหวัดอย่างชัดเจน

 

"กรุงเทพและพัทยารัฐซึ่งมีการเตรียมความพร้อมในทุกๆด้านก่อนประกาศให้มีกระจายอำนาจการปกครองพิเศษในขณะที่วันนี้รัฐให้การสนับสนุนชายแดนใต้เพื่อเพิ่มความพร้อมด้านใดบ้างก่อนที่จะให้เขามีการปครอิงตัวเองในรูปแบบพิเศษ"

 

ต้องการเห็นแผนที่เป็นรูปธรรม

นายไพศาล กล่าวต่อว่า ปัญหาชายแดนภาคใต้ยังมีอยู่มากในวันนี้ และการกระจายอำนาจเพื่อปกครองพิเศษ บนรากฐานที่ยังไม่มั่นคง โอกาสที่ปัญหาจะพัฒนาไปอีกสถานะหนึ่งจึงมีอยู่ไม่น้อย ฉะนั้นหากรัฐมุ่งมั่นหรือจริงใจที่จะเปิดโอกาสให้เกิดการบริหารอำนาจในระดับท้องถิ่นด้วยตัวประชาชนเองควรจะมีความจริงใจมากกว่านี้ด้วยตั้งเป้าให้ชัดว่าอีกกี่ปีจะให้ที่นี่เป็นเขตปกครองพิเศษ และนับจากนี้รัฐจะเดินหน้าสนุบสนุนด้านใดก่อน เพื่อจะให้ประชาชน 3จังหวัดสามารถก้าวไปอยู่จุดนั้นโดยไม่เกิดความล้มเหลว

 

สโลแกนคือ “เป็นธรรมเป็นไทยร่วมมือมิตรประเทศ”

โดยวานนี้( 7 ก.ค.) พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เปิดบ้านพิษณุโลก” ถึงปัญหาในภาคใต้ ว่า ในกรอบ ของการแก้ไขปัญหาอยู่บนคำพูดสองคำคือคำว่าความเป็นธรรม และความเป็นไทย รวมทั้งความร่วมมือจากมิตรประเทศ ซึ่งก็พูดกันแล้วว่าปัญหาตรงนี้ ถ้าเราช่วยกันแก้ไขก็จะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า ที่จะทำให้แผนรวมของสมาชิกสมาคมอาเซียนก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว

 

เป็นธรรม

ทั้งนี้ในเรื่องความเป็นธรรมเป็นเรื่องที่จะดูในภาพรวมทั้งหมด การกระจายอำนาจการปกครองลงไป การดูแลในเรื่องกระบวนการยุติธรรมต่างๆ เป็นไปตามนั้นไหม แต่ถ้าพูดถึงเรื่องของการกระจายอำนาจการปกครองลงไปนี้ ก็เป็นความเป็นธรรมอันหนึ่งที่ทุกคนมีส่วนที่จะเข้ามารวมกันอยู่ภายใต้กฎหมายอันเดียว คือแนวคิดของประเทศไทยคงจะไม่เหมือนกับทางมาเลเซีย ไม่ได้เหมือนกับทางอินโดนีเซีย เราคงเป็นสภาวะของการกระจายอำนาจ ซึ่งมองได้ว่ามีลักษณะพิเศษเกิดขึ้น ขณะนี้มีลักษณะพิเศษเกิดขึ้นในส่วนของกรุงเทพมหานครและในส่วนของพัทยา

 

สันติวิธีเริ่มลงถึงรากหญ้า

"มีโอกาสที่จะทำทั่วไปในลักษณะของความเป็นพิเศษทางการกระจายอำนาจทางการปกครองนี้ เราก็มองกันอยู่ว่าในเบื้องแรกเราพูดกันถึงเรื่องของชุมชนเข้มแข็ง ชุมชนที่ว่านี้คือในระดับของหมู่บ้าน จากหมู่บ้านก็มาเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราเองก็มองว่าเราไปเร็วเกินไปไหมที่จะกระจายอำนาจลงไป มีการสังหารกันเนื่องจากผลประโยชน์ขัดแย้งกันอะไรต่างๆ นี้

 

แต่ผมคิดว่าเราเดินมาพอสมควรแล้ว และเห็นว่า อบต.เองก็เริ่มปรับตัว มีการฝึกงาน มีการดูงาน มีการอบรม และเริ่มที่จะทำงานเข้าระบบแล้ว การแก่งแย่งในด้านของผลประโยชน์ที่ถึงขั้นใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรงก็ลดลง ก็จะเป็นลักษณะของการทำงานที่เราอยากเห็น คือการแก้ไขปัญหาด้วยการพูดคุยกันโดยสันติวิธี"

 

นายกรัฐมนตรี เห็นว่า เป็นเรื่องที่จะมองย้อนกลับมาได้ว่าในรูปแบบของมหภาค ถ้าประชาชนมีความเข้มแข็งดูแลตัวเองได้ ข้าราชการก็จะต้องลดบทบาทและลดจำนวนลง ตรงนี้คือความสำคัญ

 

วันเดียวกัน ที่เมืองทองธานี พล.อ.สุรยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กล่าวในรายการ ”เปิดบ้านพิษณุโลก” ว่าจะให้จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการปกครองลักษณะพิเศษว่า ไม่ได้พูดเรื่องเขตปกครองพิเศษ แต่พูดเรื่องการกระจายอำนาจตามกฎหมายของไทย ที่ทุกส่วนในประเทศจะต้องปกครองด้วยกฎหมายฉบับเดียวกัน การกระจายอำนาจในลักษณะดังกล่าว มีลักษณะเดียวกับกรุงเทพมหานคร และพัทยา ส่วนในพื้นที่ภาคใต้จะมีลักษณะเดียวกับกรุงเทพมหานคร และพัทยาหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของอนาคต ขณะนี้ต้องดูความพร้อมหลายอย่าง และต้องศึกษารายละเอียดอีกมาก ส่วนผู้นำมุสลิมหนุนรูปแบบกทม.-พัทยา

 

นายกฯดัน3เหลี่ยมศก.แก้ใต้

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 7 กรกฎาคม ที่บ้านพิษณุโลก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ "เปิดบ้านพิษณุโลก" ถึงสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ว่า ในส่วนความร่วมมือจากมิตรประเทศ ได้พูดกันแล้วว่า ถ้าช่วยกันแก้ไขก็จะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า ที่จะทำให้แผนรวมของสมาชิกสมาคมอาเซียนมีการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นภายในเวลาไม่เกิน 8 ปี นี่คือ ส่วนหนึ่งที่จำเป็นจะต้องร่วมมือกันระหว่างไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ในเรื่องสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ซึ่งก็พูดกันมานาน แต่ยังไม่เดินไปหน้าไปไหน เพราะว่าสะดุดอยู่ที่ปัญหาในเรื่องของความรุนแรงของสถานการณ์

 

“กลมกลืนกับวัฒนธรรมไทยไม่สำเร็จ”

พล.อ.สุรยุทธ์ยังตอบข้อซักถามถึงกรณีรัฐพยายามทำให้คนใน 3 จังหวัดภาคใต้กลมกลืนกับวัฒนธรรมไทย จนมีการเรียกร้องให้เป็นเขตปกครองพิเศษว่า เป็นเรื่องของความเป็นธรรม เป็นเรื่องที่รัฐบาลได้คำนึงอยู่ตลอดเวลาว่าความเชื่อก็แตกต่าง เชื้อชาติก็อาจจะแตกต่าง แต่ว่ามีจุดรวมคือความเป็นไทย อย่างไรก็ตาม มีการพูดถึงการกระจายอำนาจการปกครองลงไป ดูแลในเรื่องกระบวนการยุติธรรม ก็เหมือนลักษณะพิเศษเกิดขึ้นในส่วนของกรุงเทพมหานครและพัทยา

 

"ตรงนี้มีโอกาสที่จะทำ ในลักษณะการกระจายอำนาจทางการปกครอง โดยทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ที่ผ่านมามองว่าเร็วเกินไปหรือไม่ที่จะกระจายอำนาจลงไป มีการสังหารกัน เนื่องจากผลประโยชน์ขัดแย้งกัน แต่ผมคิดว่าเวลานี้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เองเริ่มปรับตัวดีขึ้น การแก่งแย่งด้านผลประโยชน์ถึงขั้นใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรงลดลง ก็จะเป็นลักษณะของการทำงานที่อยากเห็น คือการแก้ไขปัญหาด้วยการพูดคุยโดยสันติวิธี เมื่อหมู่บ้าน ตำบล เข้มแข็ง มาถึงรูปแบบขององค์กรรัฐ ซึ่งเราจำเป็นต้องปรับในเรื่องของส่วนภูมิภาค ข้าราชการก็จะทำหน้าที่ลดลง เป็นเพียงผู้ที่ให้คำปรึกษาให้คำแนะนำ คอยดูแล" พล.อ.สุรยุทธ์กล่าว

 

ย้ำขึ้นกับความพร้อมของพื้นที่

ที่กองพลทหารม้ารักษาพระองค์ (พล.ม.2.รอ.) พล.อ.สุรยุทธ์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงลักษณะปกครองพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ไม่ได้บอกว่าเป็นเขตปกครองพิเศษ แต่พูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจตามกฎหมายของประเทศ คือทุกส่วนในประเทศจะต้องปกครองด้วยกฎหมายฉบับเดียวกัน โดยการกระจายอำนาจ

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าลักษณะดังกล่าวมีรูปแบบคล้ายกับการปกครองรูปแบบพิเศษของกรุงเทพมหานคร และพัทยาใช่หรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า เป็นเรื่องของอนาคต คงตอบขณะนี้ไม่ได้ อยู่ที่ความพร้อมหลายอย่าง

 

อนึ่ง รูปแบบการปกครอง กทม. มี พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518 ประกอบด้วย ผู้ว่าฯกทม.ที่ได้รับการเลือกตั้ง มีวาระ 4 ปี และมีสภา กทม.มาจากการเลือกตั้ง โดยผู้ว่าฯกทม.มีหน้าที่กำหนดนโยบายและการบริหารราชการ กทม.ให้เป็นไปตามกฎหมาย, วางระเบียบวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับงบประมาณ การเงิน การคลัง การพัสดุ การจ้าง และอื่นๆ เป็นต้น

 

เช่นเดียวกับเมืองพัทยาเป็นเขตการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ จัดตั้งโดย พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 มีฐานะเทียบเท่าเทศบาลนคร มีฐานะเป็นนิติบุคคล นายกเมืองพัทยามีวาระ 4 ปี มีหน้าที่กำหนดนโยบายและบริหารราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย และมีสภาเมืองพัทยา จากการเลือกตั้งอยู่ในวาระคราวละ 4 ปี

 

ปชป.ถกแก้ใต้ที่หาดใหญ่14-15ก.ค.

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่าพรรคให้ความสำคัญเรื่องการแก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้เป็นลำดับต้นๆ โดยจะจัดสัมมนาทางวิชาการ ในหัวข้อ "ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหา พัฒนาชายแดนใต้" ในวันที่ 14-15 กรกฎาคม ที่โรงแรมเจบี หาดใหญ่ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เป็นประธาน มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นายพระนาย สุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผอ.ศอ.บต.) และตัวแทนจาก 3 จังหวัด ขอยืนยันว่าการลงพื้นที่ภาคใต้ไม่ใช่การหาเสียงเลือกตั้งแต่อย่างใด

 

กรณีนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มที่จะให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองพิเศษ นายองอาจกล่าวว่า ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และควรเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย ต้องยอมรับว่าปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ หรือจะออกนโยบายใหม่ต้องรอบคอบมากขึ้น

 

ยังมีปัญหา เตือนรัฐปิดปอเนาะผลเสียมากกว่าได้

กรณีจังหวัดนราธิวาสมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตและสั่งปิดโรงเรียนอิสลามบูรพา ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา(ปอเนาะ) ตั้งในเขตอ.เมือง จ.นราธิวาส หลังตรวจค้นพบอาวุธยุทโธปกรณ์และคุมตัวผู้ต้องสงสัย 7 ราย มีส่วนเกี่ยวข้องการก่อความไม่สงบ ว่า สามารถเพิกถอนใบอนุญาตปิดโรงเรียนได้ แต่จากนี้ไปรัฐต้องออกมาชี้แจงว่าการสั่งปิดจะเป็นการปิดระยะยาว หรือดำเนินการกระทั่งสามารถสืบสวนสอบสวนหาคนที่อยู่เบื้องหลังปัญหาดังกล่าวที่แท้จริง เพราะหากยุบหรือปิดโรงเรียนไปเลยเชื่อว่าผลที่ตามมาจะเป็นในทิศทางลบมากกว่า

 

"เราปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานศึกษาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้หลายแห่งมีเรื่องลักษณะเช่นนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับโรงเรียนทั่วไปซึ่งมีเด็กติดยาอยู่ในโรงเรียนแทบทุกแห่ง ฉะนั้นการแก้คือการหาเนื้อร้ายและตัดปัญหานั้นทิ้งให้ได้ ไม่ใช่การประกาศปิดหรือยุบโรงเรียนอย่างเดียวเพราะไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริง"นายไพศาล กล่าว

 

ครูใต้นับพันขอพบนายกฯช่วงลงพื้นที่

นายสงวน อินทร์รักษ์ ประธานสมาพันธ์ครูจังหวัดนราธิวาส และกรรมการช่วยเหลือข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบความไม่สงบ เปิดเผยว่า ขณะนี้สมาพันธ์ครูสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับการเรียกร้องจากเพื่อนข้าราชการครูในพื้นที่หลายพันคนว่ามีความต้องการพบนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีกำหนดการเดินทางปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ระหว่างวันที่11-12 กรกฎาคมนี้ เพื่อขอโอกาสเปิดใจและเล่าถึงสถานการณ์ที่แท้จริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตครูในพื้นที่ ทั้งนี้นับแต่นายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่ง และเดินทางลงพื้นที่หลายครั้งยังไม่มีโอกาสได้พบปะกลุ่มข้าราชการครูในพื้นที่เลย

 

"หากได้รับโอกาสเข้าพบนายกรัฐมนตรี จะขอในสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้สามารถดำเนินการให้ได้ และไม่ใช้อารมณ์ระบายปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงข้อเสนอถึงผู้นำรัฐบาลจะต้องไม่ซ้ำกับข้อเสนอเดิมที่เคยเรียกร้องไปก่อนหน้านี้ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มั่นใจว่าจะได้รับโอกาสเข้าพบหรือไม่ หลังจากประสานงานไปยังผู้เกี่ยวข้องไปแล้วและยังไม่ได้รับคำตอบกลับมา"

 

ไทยพุทธ ปิดถนนขวางย้ายทหารออกนอกพื้นที่

วานนี้( 6 ก.ค.) เวลา 09.00 น.มีชาวบ้านไทยพุทธ 300 คน ออกมารวมตัวกันที่บริเวณสามแยกพื้นที่ ม.1 ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา ปิดกั้นถนน โดยการนำรถจักรยานยนต์จอดขวางไม่ให้รถทุกชนิดสัญจรไปมาได้ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของพ.อ.ชินวัตร แม้นเดช ผบ.ฉก.1 ยะลา ที่สั่งให้ย้ายกำลังเจ้าหน้าที่ทหารพราน สังกัด 4202 ซึ่งดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ต.ตาเซ๊ะ ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา สลับกำลังกับเจ้าหน้าที่ทหารสังกัด ร้อย ร 5034 ที่จะเข้ามาดูแลพื้นที่แทน

 

ต่อมา พ.ต.ธนุตม์ พิศาลสิทธิวัฒน์ รอง ผบ.ฉก.15 ยะลา ได้เข้าเจรจากับตัวแทนผู้ชุมนุม โดยได้ชี้แจงถึงความจำเป็นในการย้ายทหารพรานชุดดังกล่าวออกไปประจำในพื้นที่อื่น โดยสลับทหารสังกัดอื่นเข้ามาดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่แทน นอกจากนั้นจะยังเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนเข้ามาด้วย แต่กลุ่มผู้ชุมนุมยังยืนยันว่าต้องการให้ทหารพรานชุดเดิมทำหน้าที่ต่อไป จนสุดท้ายพ.ต.ธนุตม์ จะนำเรื่องเสนอให้ผู้บังคับบัญชาทราบ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมยอมสลายตัวตามคำขอ แต่หากไม่ได้รับคำตอบจะกลับมารวมตัวอีกครั้ง

 

รุกกลับได้ผล จับมาสอบสวน348ผู้ต้องสงสัยในค่าย5แห่ง

พ.อ.อัตถเดช มาถนอม รองหัวหน้าศูนย์ พตท. เปิดเผยว่า จากการที่กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ปฏิบัติการเปิดแผนยุทธการกดดันผู้ก่อเหตุความไม่สงบในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอ.บันนังสตา จ.ยะลา และอ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ล่าสุด สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงได้ทั้งหมด 348 ราย ซึ่งปัจจุบันเจ้าหน้าที่ได้แยกผู้ต้องหาเพื่อนำไปสอบสวนและควบคุมตัวไว้ทั้งหมด 5 แห่ง ประกอบด้วย 1.ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี จำนวน 100 คน 2.ค่ายรัตนพล จ.สงขลา จำนวน 132 คน 3.ค่ายพระปกเกล้า จ.สงขลา จำนวน 51 คน และ 4.ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จ.นราธิวาส จำนวน 55 คน และ 5.ที่กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 จ.ยะลา จำนวน 10 คน

 

สำหรับการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งหมด อาศัยห้วงเวลาตามพ.ร.ก.ปี 2548 กล่าวคือห้วงละไม่เกิน 7วัน ต่ออายุได้ไม่เกิน 4 ครั้ง รวมไม่เกิน 28 วัน ทั้งนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดหากมีการสอบสวนแล้วไม่พบหลักฐานหรือดำเนินคดีตามป.วิอาญา จะต้องปล่อยตัวเป็นอิสระ

 

"ผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมดได้รับการดูแลเอาใจใส่และความสะดวกสบายตามสภาพ โดยญาติพี่น้องสามารถเข้าไปเยี่ยมได้ตามระเบียบของทางราชการทุกแห่ง"พ.อ.อัตถเดช กล่าว

 

ไฟใต้ส่งผลเด็กกำพร้ากว่า1,784คน

ที่ห้องประชุมสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 12 ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรียกประชุมคณะอนุกรรมการบูรณาการการช่วยเหลือเยียวยาเด็กกำพร้าและสตรีหม้ายที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือ

 

นายวัลลภเปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 ถึง 30 มิถุนายน 2550 มีเด็กกำพร้าจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 1,784 คน และเป็นสตรีหม้าย 954 คน โดยสำนักงานพัฒนาสังคมฯทั้ง 4 จังหวัด คือ สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จัดทำโครงการบูรณาการด้านเด็กกำพร้าและสตรีหม้าย รวม 14 โครงการ เป็นเงิน 10,286,810 บาท ในปีงบประมาณ 2550 โดยได้รับอนุมัติจากสำนักงบประมาณแล้ว

 

"ในส่วนการเข้าไปฟื้นฟูสตรีหม้าย กลุ่มสตรีก็จะเข้าไปฝึกอาชีพให้มีรายได้ ส่วนเด็กกำพร้าก็คงเป็นเรื่องการศึกษา โดยจะประสานกับกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง" นายวัลลภกล่าว

 

กำลังสนับสนุนโจรใต้ “ขยายวง”

พล.อ.วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง แถลงแก้ข่าวกรณีที่ออกมา ระบุว่า มีผู้ก่อการร้าย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระเบิด และการรบจากประเทศอินโดนีเซีย และประเทศพม่า เข้ามาฝึกแนวร่วมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า โดยข้อเท็จจริงแล้วยังไม่เกิดขึ้น จึงขอแก้ข่าว ซึ่งความจริงแล้วตนได้คุยกับสื่อบางฉบับ ไม่ใช่การให้สัมภาษณ์ และไม่คิดว่าสื่อจะนำมาลงข่าวเนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งปัญหาภาคใต้ ที่ตนพูดก็เพราะอยากให้เข้าใจว่าทำไมจึงเกิด และทำไมไม่จบง่าย และมันรุนแรงขึ้น แต่บางเรื่องก็คุยกันได้ แต่บางเรื่องเอาไปลงข่าวไม่ได้ ข่าวก็คือข่าว ข้อเท็จจริงก็คือข้อเท็จจริง ดังนั้นต่อไปก็ขอให้ระวังด้วย

      

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านระเบิด และการรบต่างประเทศนั้นมีอยู่จริง แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นสัญชาติใด ที่มีการระบุ 2 ประเทศนั้น ยังไม่มีหลักฐาน” พล.อ.วัฒนชัย กล่าว อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขอความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยในการดูแลคนของเขา และการให้ความร่วมมือทางด้านการข่าวด้วย

 

พัลลภไม่เห็นด้วย “เจรจาโจรใต้”      

พล.อ.วัฒนชัย ยังให้สัมภาษณ์กรณีที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ที่ปรึกษากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) บอกว่า ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะเปิดเจรจากับผู้ก่อความไม่สงบ ว่า เป็นเรื่องส่วนตัวท่าน ถ้ารัฐบาลจะเจรจาก็เจรจา เพราะเป็นนโยบาย เมื่อถามว่าจะเป็นเงื่อนไขทำให้ต่างชาติเข้ามาดูแลสถานการณ์ภาคใต้หรือไม่ ที่ปรึกษานายกฯ กล่าวว่า ก็เพราะความกลัวตรงนี้แหล่ะ ขณะนี้องค์กรต่างๆ ก็อยากเข้ามาทั้งนั้น ยูเอ็นก็อยากเข้า เราก็กลัวตรงนี้จึงพยายามไม่ให้เกิดขึ้น ต้องระวัง ถ้าไปตอบโต้ด้วยความรุนแรงก็จะเข้าทางเขา

      

“แต่เจรจากันอยู่”

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเจรจากับกลุ่มแนวร่วมในภาคใต้ที่นายกฯพูดถึงมีความคืบหน้าหรือไม่ พล.อ.วัฒนชัย กล่าวว่า ก็ต้องมี ถ้าไม่มีนายกฯจะพูดได้อย่างไร ซึ่งการเจรจากับเหตุร้ายที่เกิดขึ้นนั้นต้องแยกกัน สำหรับการแจรจานั้นก็ต้องเจรจากับระดับที่รู้เรื่อง ส่วนกลุ่มที่ยิง ที่เป็นพวกอาร์เคเค จะไปเจรจากันทำไม เพราะถ้าพวกนี้เราก็ต้องไล่ล่า ส่วนการป้องกันนั้นก็เป็นยุทธวิธีทางทหาร ซึ่งทาง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช.ก็จะมีการปรับยุทธวิธีแล้ว แต่ปรับอย่างไรก็แล้วแต่ อย่าให้เกิดความรุนแรงที่ผิดพลาด ทาง คมช.ต้องมีการติดตามเรื่องนี้จากต่างประเทศด้วย อย่างที่อิรัก นั้นเห็นชัดเจนว่าสหรัฐมีความพยายามอย่างยิ่ง แต่ก็พลาดตลอด ก็เพราะเขาอยู่กับมวลชน ซึ่งเราก็ต้องพยายามทำให้มวลชนเข้มแข็งและรู้สึกว่าดีขึ้นเยอะ

      

เมื่อถามว่า มีการจ้องที่จะทำกับทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นอกเหนือจากครู ที่ปรึกษานายกฯ กล่าวว่า กลุ่มเหล่านี้ก็จ้องกันทุกคนอยู่แล้ว ซึ่งเราก็ต้องแยกประเภทด้วย เพราะการใช้ความรุนแรงกับคนทั่วไป หรือกับเจ้าหน้าที่ เขาจะใช้คนละองค์กรกัน ไม่ได้เหมาหมด ขณะนี้การข่าวของเราดีมาก ถ้าผู้ใหญ่พูดแสดงว่าแน่นอน ไม่มีปัญหา

 

โจนใต้ ระดับ “ตกลงได้ยังไม่เห็น”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมเราไปพุ่งเป้าที่สะแปอิงว่าเป็นหัวโจก ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่ตัวใหม่เลย พล.อ.วัธนชัย กล่าวว่า ก็เรารู้อยู่แค่นั้น ก็พยายามหาให้มากขึ้น ความจริงเราก็รู้มากขึ้นแล้ว แต่ตัวโชว์ก็มีอยู่แค่ 2 คนนี้เท่านั้น เป็นตังเก่า แต่ตัวเก่านี้ก็ต้องยอมรับว่ามีบทบาทสูงเหมือนกัน แต่เขาไม่มีอำนาจในการตกลงใจแน่นอนเพราะเขาเป็นผู้ปฏิบัติ ระดับตกลงใจเป็นอีกระดับหนึ่งก็ต้องค่อย เพราะเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เขาเองเขาก็ต้องค่อยๆ เช่นกัน เมื่อถามว่าทางผอ.กอ.รมน.ระบุว่า พวกนี้จะเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ที่คนนึกไม่ถึง พล.อ.วัธนชัย กล่าวว่า ก็แน่นอน แต่เราอย่าเพิ่งไปลงปรักปรำ ต้องให้เห็นพฤติกรรมอย่างเด่นชัด

      

โจรใต้มี “สภา”

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มก่อการร้ายต่างประเทศ ทำไมเราจึงไม่สามารถหาวิธีที่จะสกัดกั้นได้เหมือนกับสิงคโปร์ หรือมาเลเซีย พล.อ.วัธนชัย กล่าวว่า เพราะของเรามีหลายองค์กรที่รับภาระและทำไม่ได้ โดยเฉพาะกองตรวจคนเข้าเมือง ต้องเห็นใจเขา เนื่องจากการตรวจคนเข้าออกไม่ว่าจะเป็นแรงงานพม่า หรือแรงงานเถื่อนประเทศอื่นๆ มีจำนวนมาก และอย่าคิดว่าพม่าไม่มี เขาก็มี แต่ที่เราไม่สามารถสกัดกั้นได้เพราะเรายังไม่มีกฎหมายรองรับที่เข้มแข็งเหมือนเขา กฎหมายความมั่นคงของเขามี แต่ของเราไม่มี แล้วจะให้ทำอย่างไร “เรื่องพวกนี้อย่าเพิ่งไปถามนายกฯมาก หรือไปเร่งรีบมาก ต้องเงียบๆ อย่ากระโตกกระตากมาก แต่ก็มีการเคลื่อนไหวตลอดคนที่เราพยายามเจรจา ซึ่งมีทุกฝ่าย ประเทศเพื่อนบ้านเราก็มีเสนอมาทั้งนั้น เราเข้าทางไหนก็พบจุดทั้งนั้น กลุ่มพวกนี้ไม่ได้มีคนเดียวที่จะตกลงใจได้ เขาทำงานมานานมีองค์กร มีความร่วมมือของกลุ่มเขาอยู่ มีรวมกลุ่มกันเป็นสภา ไม่ใช่คนเดียวตัดสินใจ ดังนั้นต้องค่อย ๆ ไม่ใช่เจรจาครั้งเดียวจบ” พล.อ.วัธนชัย กล่าวถึงการเจรจากับกลุ่มแกนนำผู้ก่อความไม่สงบ

      

“ล้า” ด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ที่ปรึกษานายกฯ กล่าวด้วยว่า การรบในปัจจุบันนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดยาวนานหรอก เพราะต่างก็ล้ากันทั้งนั้น ซึ่งหากเงื่อนไขใกล้ๆ กันก็เจรจากันได้ ความจริงในภาคใต้ก็ไม่ใช่ว่าเราจะเข้มงวดอะไรมากมาย แต่เป็นเรื่องของตัวบุคคลมากกว่า ความคิดเก่าๆ เรื่องสายสัมพันธ์ เรื่องความคับแค้นใจในการปกครอง ซึ่งเป็นเรื่องเก่าทั้งนั้น ความจริงการนำเอากลุ่มอัลเคด้าเข้ามา บางกลุ่มเขาก็รับไม่ได้ แต่เมื่อมาร่วมกันแล้วก็เหมือนเพื่อนกัน จะไปห้ามหรือบอกอะไรก็ลำบาก ก็ต้องมียุทธศาสตร์ อยู่ๆ จะเอาคนไทยมาฆ่า มาตัดคอแล้วเผา อย่างนี้เขาก็รับไม่ได้ ซึ่งถือเป็นวิธีการรบแบบใหม่ของเขา

      

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนนี้รู้ข้อเสนอของฝ่ายโน้นหรือยัง พล.อ.วัธนชัย กล่าวว่า ก็บอกแล้วว่าต้องเงียบๆ ตอนนี้รัฐบาลเราเพิ่งเริ่มเจรจาแบบใต้ดิน เมื่อถามว่าการเจรจาจะใช้เวลาประมาณเท่าใด ที่ปรึกษนานายกฯ กล่าวว่า ยังบอกไม่ได้ “ผมคิดว่าเริ่มได้ในรัฐบาลนี้ แต่จะเสร็จหรือเปล่ายังไม่รู้” ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่า กลุ่มก่อการร้ายเขารวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ พล.อ.วัธนชัย กล่าวว่า เขาแพ็กตัวกันตั้งนานแล้ว ซึ่งองค์กรของเขามีการปฏิบัติการมานานแล้ว มีการสั่งการระดับบน ระดับกลาง ระดับล่าง ดังนั้นเมื่อมีนโยบายออกมา ระดับล่างเขาก็จะเป็นฝ่ายลงมือทำ

 

ทหารยกตัวอย่าง “สายบังคับบัญชาโจรใต้”      

“อย่างเช่น ในสภาของเขาตกลงกันว่าใน 6 เดือนนี้ขอให้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น เขาก็สั่งระดับล่างที่เป็นอาร์เคเค ดำเนินการ ดังนั้น ระหว่างนี้คงไปเปลี่ยนอะไรไม่ได้ เพราะเขาสั่งมาแล้ว ถ้าจะเปลี่ยนใหม่ก็ต้องรอการประชุมอีกครั้งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นใหม่ และคนพวกนี้ก็ไปเสนอในที่ประชุม เขาบริหารกันแบบนี้ ไม่ได้บริหารกันแบบเผด็จการคนเดียว เขามีหลายกลุ่มแต่ก็แยกกันปฏิบัติการ แยกอุดมการณ์ด้วย แต่มีเป้าหมายอย่างเดียวกันคืออยากให้พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคให้เป็นมุสลิมเสรี มีอิสระในการปกครองมากขึ้น” พล.อ.วัธนชัย กล่าว

      

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมรัฐบาลไทยไม่รู้ความเคลื่อนไหวของเขาที่ตั้งเป็นสภารวมกลุ่มกัน พล.อ.วัฒนชัย กล่าวว่า ก็รัฐบาลไทย เปลี่ยนรัฐบาลทีก็เปลี่ยนนโยบายทีหนึ่ง ไม่ต่อเนื่อง ไม่ต่อยอด ยอดด้วนตลอด แต่ของเขาเขาจะต่อยอดตลอด เขาปรับปรุงอยู่ตลอด อย่างพูโลยังมีทั้งเก่าและใหม่ หรือบีอาร์เอ็นก็มีตั้ง 3 กลุ่ม เขาไม่ได้อยู่นิ่งเลย คิดกันตลอด ซึ่งการทำลักษณะนี้เป็นการทำแบบสู้ด้วยจิตวิญญาณ ด้วยความคับแค้นใจ ต้องเอาคืนให้ได้

 

ไทยใช้โอไอซี “คาน” ในการข่าว     

ส่วนกรณีที่รัฐบาลไทยเอาองค์กรอิสลามสากล (โอไอซี) เข้ามา ที่ปรึกษานายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้มันเป็นอินเตอร์ไปแล้ว เพราะโอไอซี เป็นกำลังหนึ่งที่จะมาเป็นตัวคานเอาไว้ เรียกว่าเราหาเพื่อนที่เป็นพวกเขา ให้มาดูว่าเราไม่ได้รุนแรงตามที่พวกเขาโฆษณา “กฎหมายก็ไม่มีความรุนแรงมีก็ไม่ใช้ เขาฆ่าเราทั้งนั้นแหละเรายังไม่ได้ฆ่าใครเลย คือให้เขามาเห็นการปกครองเราก็ปกครองดี เขาก็เข้าใจนี่คือพวกเราไม่ใช่พวกเขา”

 

เมื่อถามถึงความเห็นกรณีการแจกใบปลิวโจมตี พล.อ.พัลลภ ว่า จะทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น พล.อ.วัธนชัย กล่าวว่า คนเรามีรักมีชังเป็นธรรมดา ซึ่งท่านคงเข้าใจอยู่แล้ว เรื่องการทำงานมันไม่มีซ้ำสองหรอก ไม่ได้แรงแล้วจะแรงมาใหม่ คงไม่มีปัญหาพวกนี้เป็นเรื่องคนรักคนชังธรรมดาเมื่อถามว่าส่วนตัวได้เสนอแนะอะไรต่อนายกฯบ้างในฐานะเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคง พล.อ.วัธนชัย ระบุว่า ก็ได้เสนอแต่นายกฯจะเอาหรือไม่เป็นเรื่องของท่าน เพราะท่านมีสต๊อกข้อเสนอจากหลายฝ่ายเป็นข้อมูลสำหรับให้ท่านพิจารณา เพื่อรวมแล้วมาตกลงใจเมื่อถามว่าสต็อกเยอะแล้วได้ผลหรือกลายเป็นมากคนมากความ พล.อ.วัธนชัย กล่าวพร้อมหัวเราะว่า ก็ทั้งสองอย่าง

      

เตรียม “ตั้งโต๋ะเจรจาแล้ว”

พล.อ.วัธนชัย กล่าวถึงกรณีที่จะมีการเปิดเจรจากับแกนนำกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชาแดนภาคใต้ว่า แค่เริ่มในขั้นการติดต่อ ส่วนตัวบุคคลที่จะไปเจรจานั้นก็เป็นคนเดียวกับที่ผบ.ทบ.กล่าวถึง และจะเป็นคนที่ผบ.ทบ.ระบุว่าเหนือว่านายสะแปอิงหรือไม่นั้น ก็ขอให้ใจเย็นๆ เราเริ่มเข้าไปหาตัวแกนนำใหญ่ๆ แล้ว ซึ่งไม่ใช่นายสะแปอิง บาซอ ซึ่งบุคคลที่อ้างถึงเป็นผู้ที่อยู่ในสภาของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ เวลานี้ไม่อยากให้ลงไปลึก เพราะเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น และใครจะเป็นตัวแทนของฝ่ายรัฐไปเจรจายังไม่ได้มีการกำหนด แต่ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาล คนเจรจาอยู่ที่นายกฯ ตนไม่เกี่ยว

 

“ขั้นนี้แค่ขั้นที่จะเริ่มหาติดติดเจรจา ยังไม่ได้คุยกันเลย อย่างที่นายกฯบอกว่า มีแนวโน้มที่จะมีการพูดคุยกันแล้ว อย่าไปลงผิดอีก เพราะยังไม่มีการเจรจา แต่มีแนวโน้มที่จะหาทางเจรจา เจอแสงสว่างที่ปลายถ้ำแล้วเท่านั้นเอง และไม่ได้มีประเทศไหนมากระซิบ เรื่องของแกนนำเราหาเองอยู่แล้ว เป็นการทำงานในระดับเจ้าหน้าที่” พล.อ.วัธนชัย กล่าว

 

   

เขตปกครองพิเศษแต่ไม่ใช่เขตปกครองตนเอง

 

สรุปนำ: ยังต้องทำความเข้าใจกันอีกมาก เช่นรมว.กลาโหมเดินทางชี้แจงนโยบายการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ต่อผู้บังคับ บัญชาชั้นสูงของทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ย้ำหาก “เป็นเขตปกครองพิเศษแต่ไม่ใช่เขตปกครองตนเอง” ที่ยังต้องอธิบายกันอีกมาก ก็เพราะ ทั้งเขตปกครองพิเศษ และ ปกครองตัวเอง “ฟังๆไ มันออกจะเหมือนกันพอดู แล้วนี่ “ร้อยทั้งร้อย” กำลังคุยอยู่กับใครไม่ทราบ เห็นทหารบ่นออกมาคือ “ยังไม่เห็นตัวเกนนำระดับตกลงอะไรได้”

 

แล้วถ้าดูตังอย่าง “สายงานบังคับบัญชา” ของโจรใต้ มันสุดจะหลวมแล้ว คือระดับล่างนั้น “เหมือนให้ความเคารพ” ระดับสูงเท่านั้น แต่นอกจากนั้น “มีเสรีภาพในการกระทำต่างๆพอดู” แล้วถ้าแกนนำออกมาพูดกับไทย พวกระดับล่างยังจะฟังแกนนำต่อหรือไม่ “ก็น่าคิดนะครับ” เพราะเป้าหมายคือให้ “วางอาวุธ” กัน แล้วก็อีก ตั้งแต่เริ่มใช้คำว่าเจรจา ยังไม่เห็นว่าการฆ่ารายวันจะน้อยลงเลย กลับกลายเป็น ไทยต้องใช้นโยบาย “รุกกลับ” ก็ตอนเริ่มใช้คำว่าเจรจานั่นเอง

 

ทหารไทยและโจรใต้ รับรองยังจะทำสงครามกันไปอีกสักพัก สิ่งเดียวที่ต่างไป ตั้งแต่พูดถึงเขตปกครองพิเศษคือ “มวลชนบางกลุ่มที่กลางๆ อาจจะหันมาเข้าข้างทหารไทยมากขึ้น ก็ต้องพยายามทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นให้ได้ เพราะถ้าได้มวลชนมา โจรจะไม่มีที่แอบ เพราะอย่างที่รู้กัน โจรใต้ก็คือคนที่เห็นในเมืองในตลาดขับรถเครื่องไปมาทุกวัน ปลอมปนอยู่กับคนไทยอื่นๆ อย่างชนิดที่เรียกว่า ต้องเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเขาจริงๆ ถึงจะมองออกว่าใครเป็นใคร

 

กระจายอำนาจในใต้แบบ “พัทยา”

จากการณีที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการเปิดบ้านพิษณุโลกออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ เป็นครั้งที่ 9 ซึ่งมีตอนหนึ่งเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เกี่ยวกับการกระจายอำนาจการปกครองซึ่งมีลักษณะพิเศษเช่นกรุงเทพ หรือพัทยา

 

อิสลามบอกจะช่วยให้ “คนใต้แก้ไขปัญหากันเอง”

พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม ประธานมูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับแนวทางการกระจายอำนาจการปกครองลงสู่ภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ๆมีความแตกต่างเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา จำเป็นที่รัฐจะต้องพิจารณาการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษ เนื่องจากรูปแบบการปกครองเดิมที่ใช้อยู่ไม่เหมาะสม ที่สำคัญจะเป็นแนวทางดึงประชาชนให้รู้สึกปฏิเสธคล้อยตามอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน ที่ผู้ไม่หวังดีพยายามปลุกปั่นปลุกระดม และที่สำคัญเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว เพราะปัญหาของของ 3จังหวัด ต้องเปิดทางให้ร่วมกันแก้เองมิใช่ให้คนนอกพื้นที่หรือคนจากส่วนกลางเข้ามาแก้ไขปัญหา

 

อิสลามบอก “สร้างการมีส่วนร่วม”

พ.ต.ต.จำรูญ กล่าวต่อว่า การเปิดโอกาสให้ชาวบ้านเลือกการบริหารท้องถิ่นตัวเอง โดยร่วมกำหนดนโยบายและแนวทางตามความต้องการที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดมาจากส่วนกลางทุกเรื่อง จึงเป็นทางออกของปัญหาความไม่สงบระยะยาวได้ในที่สุด เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้คนมลายูส่วนน้อยแต่เป็นคนส่วนใหญ่ใน 3จังหวัดได้ มีความรู้สึกว่ารัฐไม่ปิดโอกาสของเขาในการมีส่วนร่วม ในการบริหารจัดตามความต้องการในสังคมของเขา และที่สำคัญจะช่วยให้ตัดสินใจเลิกใช้ความรุนแรงในการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ เพราะนับแต่อดีตถึงปัจจุบันการต่อสู้ของขบวนการในชายแดนใต้เป็นเวลาร้อยปี น่าจะยุติลงหากรัฐเข้าใจแก่นแท้และกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น

 

อิสลามบอก “อุดช่องทางปลุกระดมของโจร”

"การถูกกำหนดนโยบายต่างมาจากส่วนกลางทั้งที่ไม่ได้ไถ่ถามเสียงจากคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ว่าเขาต้องการหรือไม่อย่างไร เป็นช่องว่างอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดการปลุกระดมต่อต้านอำนาจรัฐที่ชาวบ้านรู้สึกว่าไม่ชอบธรรม เช่นชาวบ้านไม่พอใจหากทรัพยากรของเขาถูกส่วนกลางนำไปใช้และจัดสรรรายได้คืนให้เขาในลำดับท้ายๆในรูปแบบงบประมาณลักษณะชนิดต่างๆ เช่นเดียวกับกรณีภาษีหากเขาจัดเก็บและบริหารกันเองและแบ่งให้รัฐบางส่วน ก็จะทำให้เขารู้จักใช้งบของตัวเองในการพัฒนาในทิศทาวที่ถูกต้องโดยไม่ต้องแบมือของส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว"เขา กล่าว

 

พูดคุยกับมาเลเซียด้วย

ปธ.มูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ กล่าวอีกว่ากรณีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีของไทยจะเดินทางไปพบนายอับดุลเลาะห์ อาหมัด บาดาวี ผู้นำมาเลเซีย ในเดือนสิงหาคมนี้ ประเด็นแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้คือเรื่องสำคัญที่จะหยิบยกมาหารือกันค่อนข้างแน่นอน เพราะมุสลิมเชื้อสายมลายูในมาเลเซียกับมลายูใน3จังหวัดเป็นพี่น้องกัน มีภาษา เชื้อชาติและวัฒนธรรมเดียวกัน ฉะนั้นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ประเทศเพื่อนบ้านพร้อมจะให้การสนับสนุนไทยทุกอย่างในการคลี่คลายความรุนแรงในชายแดนภาคใต้นั้นจะต้องไม่กระทบต่อมลายูในมาเลเซีย ฉะนั้นการพิจารณาและศึกษาการปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษกับ3จังหวัดจึงไม่ใช่เรื่องที่เสียหายอย่างที่หลายคนคิด

 

ปชช ในพื้นที่ตอบรับแน่นอน

ด้านนายไพศาล พรหมยงค์ กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวต่อว่า การกระจายอำนาจลงสู่พื้นที่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เชื่อว่าประชาชนในพื้นที่จะตอบรับอย่างแน่นอน เพียงแต่รัฐบาลต้องตอบคำถามว่าให้หยิบยื่นความพร้อมให้กับพื้นที่ดังกล่าวมากน้อยแค่ไหนก่อนที่จะให้เขาสามารถยกระดับเพื่อพัฒนาไปสู่การบริหารตัวเอง เนื่องจากหากย้อนกลับไปศึกษา กรุงเทพและพัทยาก่อนจะเป็นเขตปกครองพิเศษ จุดประสงค์แตกต่างจาก 3จังหวัดอย่างชัดเจน

 

"กรุงเทพและพัทยารัฐซึ่งมีการเตรียมความพร้อมในทุกๆด้านก่อนประกาศให้มีกระจายอำนาจการปกครองพิเศษในขณะที่วันนี้รัฐให้การสนับสนุนชายแดนใต้เพื่อเพิ่มความพร้อมด้านใดบ้างก่อนที่จะให้เขามีการปครอิงตัวเองในรูปแบบพิเศษ"

 

ต้องการเห็นแผนที่เป็นรูปธรรม

นายไพศาล กล่าวต่อว่า ปัญหาชายแดนภาคใต้ยังมีอยู่มากในวันนี้ และการกระจายอำนาจเพื่อปกครองพิเศษ บนรากฐานที่ยังไม่มั่นคง โอกาสที่ปัญหาจะพัฒนาไปอีกสถานะหนึ่งจึงมีอยู่ไม่น้อย ฉะนั้นหากรัฐมุ่งมั่นหรือจริงใจที่จะเปิดโอกาสให้เกิดการบริหารอำนาจในระดับท้องถิ่นด้วยตัวประชาชนเองควรจะมีความจริงใจมากกว่านี้ด้วยตั้งเป้าให้ชัดว่าอีกกี่ปีจะให้ที่นี่เป็นเขตปกครองพิเศษ และนับจากนี้รัฐจะเดินหน้าสนุบสนุนด้านใดก่อน เพื่อจะให้ประชาชน 3จังหวัดสามารถก้าวไปอยู่จุดนั้นโดยไม่เกิดความล้มเหลว

 

สโลแกนคือ “เป็นธรรมเป็นไทยร่วมมือมิตรประเทศ”

โดยวานนี้( 7 ก.ค.) พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เปิดบ้านพิษณุโลก” ถึงปัญหาในภาคใต้ ว่า ในกรอบ ของการแก้ไขปัญหาอยู่บนคำพูดสองคำคือคำว่าความเป็นธรรม และความเป็นไทย รวมทั้งความร่วมมือจากมิตรประเทศ ซึ่งก็พูดกันแล้วว่าปัญหาตรงนี้ ถ้าเราช่วยกันแก้ไขก็จะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า ที่จะทำให้แผนรวมของสมาชิกสมาคมอาเซียนก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว

 

เป็นธรรม

ทั้งนี้ในเรื่องความเป็นธรรมเป็นเรื่องที่จะดูในภาพรวมทั้งหมด การกระจายอำนาจการปกครองลงไป การดูแลในเรื่องกระบวนการยุติธรรมต่างๆ เป็นไปตามนั้นไหม แต่ถ้าพูดถึงเรื่องของการกระจายอำนาจการปกครองลงไปนี้ ก็เป็นความเป็นธรรมอันหนึ่งที่ทุกคนมีส่วนที่จะเข้ามารวมกันอยู่ภายใต้กฎหมายอันเดียว คือแนวคิดของประเทศไทยคงจะไม่เหมือนกับทางมาเลเซีย ไม่ได้เหมือนกับทางอินโดนีเซีย เราคงเป็นสภาวะของการกระจายอำนาจ ซึ่งมองได้ว่ามีลักษณะพิเศษเกิดขึ้น ขณะนี้มีลักษณะพิเศษเกิดขึ้นในส่วนของกรุงเทพมหานครและในส่วนของพัทยา

 

สันติวิธีเริ่มลงถึงรากหญ้า

"มีโอกาสที่จะทำทั่วไปในลักษณะของความเป็นพิเศษทางการกระจายอำนาจทางการปกครองนี้ เราก็มองกันอยู่ว่าในเบื้องแรกเราพูดกันถึงเรื่องของชุมชนเข้มแข็ง ชุมชนที่ว่านี้คือในระดับของหมู่บ้าน จากหมู่บ้านก็มาเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราเองก็มองว่าเราไปเร็วเกินไปไหมที่จะกระจายอำนาจลงไป มีการสังหารกันเนื่องจากผลประโยชน์ขัดแย้งกันอะไรต่างๆ นี้

 

แต่ผมคิดว่าเราเดินมาพอสมควรแล้ว และเห็นว่า อบต.เองก็เริ่มปรับตัว มีการฝึกงาน มีการดูงาน มีการอบรม และเริ่มที่จะทำงานเข้าระบบแล้ว การแก่งแย่งในด้านของผลประโยชน์ที่ถึงขั้นใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรงก็ลดลง ก็จะเป็นลักษณะของการทำงานที่เราอยากเห็น คือการแก้ไขปัญหาด้วยการพูดคุยกันโดยสันติวิธี"

 

นายกรัฐมนตรี เห็นว่า เป็นเรื่องที่จะมองย้อนกลับมาได้ว่าในรูปแบบของมหภาค ถ้าประชาชนมีความเข้มแข็งดูแลตัวเองได้ ข้าราชการก็จะต้องลดบทบาทและลดจำนวนลง ตรงนี้คือความสำคัญ

 

วันเดียวกัน ที่เมืองทองธานี พล.อ.สุรยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กล่าวในรายการ ”เปิดบ้านพิษณุโลก” ว่าจะให้จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการปกครองลักษณะพิเศษว่า ไม่ได้พูดเรื่องเขตปกครองพิเศษ แต่พูดเรื่องการกระจายอำนาจตามกฎหมายของไทย ที่ทุกส่วนในประเทศจะต้องปกครองด้วยกฎหมายฉบับเดียวกัน การกระจายอำนาจในลักษณะดังกล่าว มีลักษณะเดียวกับกรุงเทพมหานคร และพัทยา ส่วนในพื้นที่ภาคใต้จะมีลักษณะเดียวกับกรุงเทพมหานคร และพัทยาหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของอนาคต ขณะนี้ต้องดูความพร้อมหลายอย่าง และต้องศึกษารายละเอียดอีกมาก ส่วนผู้นำมุสลิมหนุนรูปแบบกทม.-พัทยา

 

นายกฯดัน3เหลี่ยมศก.แก้ใต้

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 7 กรกฎาคม ที่บ้านพิษณุโลก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ "เปิดบ้านพิษณุโลก" ถึงสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ว่า ในส่วนความร่วมมือจากมิตรประเทศ ได้พูดกันแล้วว่า ถ้าช่วยกันแก้ไขก็จะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า ที่จะทำให้แผนรวมของสมาชิกสมาคมอาเซียนมีการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นภายในเวลาไม่เกิน 8 ปี นี่คือ ส่วนหนึ่งที่จำเป็นจะต้องร่วมมือกันระหว่างไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ในเรื่องสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ซึ่งก็พูดกันมานาน แต่ยังไม่เดินไปหน้าไปไหน เพราะว่าสะดุดอยู่ที่ปัญหาในเรื่องของความรุนแรงของสถานการณ์

 

“กลมกลืนกับวัฒนธรรมไทยไม่สำเร็จ”

พล.อ.สุรยุทธ์ยังตอบข้อซักถามถึงกรณีรัฐพยายามทำให้คนใน 3 จังหวัดภาคใต้กลมกลืนกับวัฒนธรรมไทย จนมีการเรียกร้องให้เป็นเขตปกครองพิเศษว่า เป็นเรื่องของความเป็นธรรม เป็นเรื่องที่รัฐบาลได้คำนึงอยู่ตลอดเวลาว่าความเชื่อก็แตกต่าง เชื้อชาติก็อาจจะแตกต่าง แต่ว่ามีจุดรวมคือความเป็นไทย อย่างไรก็ตาม มีการพูดถึงการกระจายอำนาจการปกครองลงไป ดูแลในเรื่องกระบวนการยุติธรรม ก็เหมือนลักษณะพิเศษเกิดขึ้นในส่วนของกรุงเทพมหานครและพัทยา

 

"ตรงนี้มีโอกาสที่จะทำ ในลักษณะการกระจายอำนาจทางการปกครอง โดยทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ที่ผ่านมามองว่าเร็วเกินไปหรือไม่ที่จะกระจายอำนาจลงไป มีการสังหารกัน เนื่องจากผลประโยชน์ขัดแย้งกัน แต่ผมคิดว่าเวลานี้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เองเริ่มปรับตัวดีขึ้น การแก่งแย่งด้านผลประโยชน์ถึงขั้นใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรงลดลง ก็จะเป็นลักษณะของการทำงานที่อยากเห็น คือการแก้ไขปัญหาด้วยการพูดคุยโดยสันติวิธี เมื่อหมู่บ้าน ตำบล เข้มแข็ง มาถึงรูปแบบขององค์กรรัฐ ซึ่งเราจำเป็นต้องปรับในเรื่องของส่วนภูมิภาค ข้าราชการก็จะทำหน้าที่ลดลง เป็นเพียงผู้ที่ให้คำปรึกษาให้คำแนะนำ คอยดูแล" พล.อ.สุรยุทธ์กล่าว

 

ย้ำขึ้นกับความพร้อมของพื้นที่

ที่กองพลทหารม้ารักษาพระองค์ (พล.ม.2.รอ.) พล.อ.สุรยุทธ์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงลักษณะปกครองพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ไม่ได้บอกว่าเป็นเขตปกครองพิเศษ แต่พูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจตามกฎหมายของประเทศ คือทุกส่วนในประเทศจะต้องปกครองด้วยกฎหมายฉบับเดียวกัน โดยการกระจายอำนาจ

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าลักษณะดังกล่าวมีรูปแบบคล้ายกับการปกครองรูปแบบพิเศษของกรุงเทพมหานคร และพัทยาใช่หรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า เป็นเรื่องของอนาคต คงตอบขณะนี้ไม่ได้ อยู่ที่ความพร้อมหลายอย่าง

 

อนึ่ง รูปแบบการปกครอง กทม. มี พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518 ประกอบด้วย ผู้ว่าฯกทม.ที่ได้รับการเลือกตั้ง มีวาระ 4 ปี และมีสภา กทม.มาจากการเลือกตั้ง โดยผู้ว่าฯกทม.มีหน้าที่กำหนดนโยบายและการบริหารราชการ กทม.ให้เป็นไปตามกฎหมาย, วางระเบียบวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับงบประมาณ การเงิน การคลัง การพัสดุ การจ้าง และอื่นๆ เป็นต้น

 

เช่นเดียวกับเมืองพัทยาเป็นเขตการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ จัดตั้งโดย พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 มีฐานะเทียบเท่าเทศบาลนคร มีฐานะเป็นนิติบุคคล นายกเมืองพัทยามีวาระ 4 ปี มีหน้าที่กำหนดนโยบายและบริหารราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย และมีสภาเมืองพัทยา จากการเลือกตั้งอยู่ในวาระคราวละ 4 ปี

 

ปชป.ถกแก้ใต้ที่หาดใหญ่14-15ก.ค.

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่าพรรคให้ความสำคัญเรื่องการแก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้เป็นลำดับต้นๆ โดยจะจัดสัมมนาทางวิชาการ ในหัวข้อ "ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหา พัฒนาชายแดนใต้" ในวันที่ 14-15 กรกฎาคม ที่โรงแรมเจบี หาดใหญ่ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เป็นประธาน มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นายพระนาย สุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผอ.ศอ.บต.) และตัวแทนจาก 3 จังหวัด ขอยืนยันว่าการลงพื้นที่ภาคใต้ไม่ใช่การหาเสียงเลือกตั้งแต่อย่างใด

 

กรณีนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มที่จะให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองพิเศษ นายองอาจกล่าวว่า ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และควรเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย ต้องยอมรับว่าปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ หรือจะออกนโยบายใหม่ต้องรอบคอบมากขึ้น

 

ยังมีปัญหา เตือนรัฐปิดปอเนาะผลเสียมากกว่าได้

กรณีจังหวัดนราธิวาสมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตและสั่งปิดโรงเรียนอิสลามบูรพา ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา(ปอเนาะ) ตั้งในเขตอ.เมือง จ.นราธิวาส หลังตรวจค้นพบอาวุธยุทโธปกรณ์และคุมตัวผู้ต้องสงสัย 7 ราย มีส่วนเกี่ยวข้องการก่อความไม่สงบ ว่า สามารถเพิกถอนใบอนุญาตปิดโรงเรียนได้ แต่จากนี้ไปรัฐต้องออกมาชี้แจงว่าการสั่งปิดจะเป็นการปิดระยะยาว หรือดำเนินการกระทั่งสามารถสืบสวนสอบสวนหาคนที่อยู่เบื้องหลังปัญหาดังกล่าวที่แท้จริง เพราะหากยุบหรือปิดโรงเรียนไปเลยเชื่อว่าผลที่ตามมาจะเป็นในทิศทางลบมากกว่า

 

"เราปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานศึกษาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้หลายแห่งมีเรื่องลักษณะเช่นนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับโรงเรียนทั่วไปซึ่งมีเด็กติดยาอยู่ในโรงเรียนแทบทุกแห่ง ฉะนั้นการแก้คือการหาเนื้อร้ายและตัดปัญหานั้นทิ้งให้ได้ ไม่ใช่การประกาศปิดหรือยุบโรงเรียนอย่างเดียวเพราะไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริง"นายไพศาล กล่าว

 

ครูใต้นับพันขอพบนายกฯช่วงลงพื้นที่

นายสงวน อินทร์รักษ์ ประธานสมาพันธ์ครูจังหวัดนราธิวาส และกรรมการช่วยเหลือข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบความไม่สงบ เปิดเผยว่า ขณะนี้สมาพันธ์ครูสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับการเรียกร้องจากเพื่อนข้าราชการครูในพื้นที่หลายพันคนว่ามีความต้องการพบนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีกำหนดการเดินทางปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ระหว่างวันที่11-12 กรกฎาคมนี้ เพื่อขอโอกาสเปิดใจและเล่าถึงสถานการณ์ที่แท้จริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตครูในพื้นที่ ทั้งนี้นับแต่นายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่ง และเดินทางลงพื้นที่หลายครั้งยังไม่มีโอกาสได้พบปะกลุ่มข้าราชการครูในพื้นที่เลย

 

"หากได้รับโอกาสเข้าพบนายกรัฐมนตรี จะขอในสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้สามารถดำเนินการให้ได้ และไม่ใช้อารมณ์ระบายปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงข้อเสนอถึงผู้นำรัฐบาลจะต้องไม่ซ้ำกับข้อเสนอเดิมที่เคยเรียกร้องไปก่อนหน้านี้ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มั่นใจว่าจะได้รับโอกาสเข้าพบหรือไม่ หลังจากประสานงานไปยังผู้เกี่ยวข้องไปแล้วและยังไม่ได้รับคำตอบกลับมา"

 

ไทยพุทธ ปิดถนนขวางย้ายทหารออกนอกพื้นที่

วานนี้( 6 ก.ค.) เวลา 09.00 น.มีชาวบ้านไทยพุทธ 300 คน ออกมารวมตัวกันที่บริเวณสามแยกพื้นที่ ม.1 ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา ปิดกั้นถนน โดยการนำรถจักรยานยนต์จอดขวางไม่ให้รถทุกชนิดสัญจรไปมาได้ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของพ.อ.ชินวัตร แม้นเดช ผบ.ฉก.1 ยะลา ที่สั่งให้ย้ายกำลังเจ้าหน้าที่ทหารพราน สังกัด 4202 ซึ่งดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ต.ตาเซ๊ะ ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา สลับกำลังกับเจ้าหน้าที่ทหารสังกัด ร้อย ร 5034 ที่จะเข้ามาดูแลพื้นที่แทน

 

ต่อมา พ.ต.ธนุตม์ พิศาลสิทธิวัฒน์ รอง ผบ.ฉก.15 ยะลา ได้เข้าเจรจากับตัวแทนผู้ชุมนุม โดยได้ชี้แจงถึงความจำเป็นในการย้ายทหารพรานชุดดังกล่าวออกไปประจำในพื้นที่อื่น โดยสลับทหารสังกัดอื่นเข้ามาดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่แทน นอกจากนั้นจะยังเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนเข้ามาด้วย แต่กลุ่มผู้ชุมนุมยังยืนยันว่าต้องการให้ทหารพรานชุดเดิมทำหน้าที่ต่อไป จนสุดท้ายพ.ต.ธนุตม์ จะนำเรื่องเสนอให้ผู้บังคับบัญชาทราบ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมยอมสลายตัวตามคำขอ แต่หากไม่ได้รับคำตอบจะกลับมารวมตัวอีกครั้ง

 

รุกกลับได้ผล จับมาสอบสวน348ผู้ต้องสงสัยในค่าย5แห่ง

พ.อ.อัตถเดช มาถนอม รองหัวหน้าศูนย์ พตท. เปิดเผยว่า จากการที่กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ปฏิบัติการเปิดแผนยุทธการกดดันผู้ก่อเหตุความไม่สงบในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอ.บันนังสตา จ.ยะลา และอ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ล่าสุด สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงได้ทั้งหมด 348 ราย ซึ่งปัจจุบันเจ้าหน้าที่ได้แยกผู้ต้องหาเพื่อนำไปสอบสวนและควบคุมตัวไว้ทั้งหมด 5 แห่ง ประกอบด้วย 1.ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี จำนวน 100 คน 2.ค่ายรัตนพล จ.สงขลา จำนวน 132 คน 3.ค่ายพระปกเกล้า จ.สงขลา จำนวน 51 คน และ 4.ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จ.นราธิวาส จำนวน 55 คน และ 5.ที่กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 จ.ยะลา จำนวน 10 คน

 

สำหรับการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งหมด อาศัยห้วงเวลาตามพ.ร.ก.ปี 2548 กล่าวคือห้วงละไม่เกิน 7วัน ต่ออายุได้ไม่เกิน 4 ครั้ง รวมไม่เกิน 28 วัน ทั้งนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดหากมีการสอบสวนแล้วไม่พบหลักฐานหรือดำเนินคดีตามป.วิอาญา จะต้องปล่อยตัวเป็นอิสระ

 

"ผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมดได้รับการดูแลเอาใจใส่และความสะดวกสบายตามสภาพ โดยญาติพี่น้องสามารถเข้าไปเยี่ยมได้ตามระเบียบของทางราชการทุกแห่ง"พ.อ.อัตถเดช กล่าว

 

ไฟใต้ส่งผลเด็กกำพร้ากว่า1,784คน

ที่ห้องประชุมสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 12 ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรียกประชุมคณะอนุกรรมการบูรณาการการช่วยเหลือเยียวยาเด็กกำพร้าและสตรีหม้ายที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือ

 

นายวัลลภเปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 ถึง 30 มิถุนายน 2550 มีเด็กกำพร้าจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 1,784 คน และเป็นสตรีหม้าย 954 คน โดยสำนักงานพัฒนาสังคมฯทั้ง 4 จังหวัด คือ สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จัดทำโครงการบูรณาการด้านเด็กกำพร้าและสตรีหม้าย รวม 14 โครงการ เป็นเงิน 10,286,810 บาท ในปีงบประมาณ 2550 โดยได้รับอนุมัติจากสำนักงบประมาณแล้ว

 

"ในส่วนการเข้าไปฟื้นฟูสตรีหม้าย กลุ่มสตรีก็จะเข้าไปฝึกอาชีพให้มีรายได้ ส่วนเด็กกำพร้าก็คงเป็นเรื่องการศึกษา โดยจะประสานกับกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง" นายวัลลภกล่าว

 

กำลังสนับสนุนโจรใต้ “ขยายวง”

พล.อ.วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง แถลงแก้ข่าวกรณีที่ออกมา ระบุว่า มีผู้ก่อการร้าย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระเบิด และการรบจากประเทศอินโดนีเซีย และประเทศพม่า เข้ามาฝึกแนวร่วมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า โดยข้อเท็จจริงแล้วยังไม่เกิดขึ้น จึงขอแก้ข่าว ซึ่งความจริงแล้วตนได้คุยกับสื่อบางฉบับ ไม่ใช่การให้สัมภาษณ์ และไม่คิดว่าสื่อจะนำมาลงข่าวเนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งปัญหาภาคใต้ ที่ตนพูดก็เพราะอยากให้เข้าใจว่าทำไมจึงเกิด และทำไมไม่จบง่าย และมันรุนแรงขึ้น แต่บางเรื่องก็คุยกันได้ แต่บางเรื่องเอาไปลงข่าวไม่ได้ ข่าวก็คือข่าว ข้อเท็จจริงก็คือข้อเท็จจริง ดังนั้นต่อไปก็ขอให้ระวังด้วย

      

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านระเบิด และการรบต่างประเทศนั้นมีอยู่จริง แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นสัญชาติใด ที่มีการระบุ 2 ประเทศนั้น ยังไม่มีหลักฐาน” พล.อ.วัฒนชัย กล่าว อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขอความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยในการดูแลคนของเขา และการให้ความร่วมมือทางด้านการข่าวด้วย

 

พัลลภไม่เห็นด้วย “เจรจาโจรใต้”      

พล.อ.วัฒนชัย ยังให้สัมภาษณ์กรณีที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ที่ปรึกษากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) บอกว่า ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะเปิดเจรจากับผู้ก่อความไม่สงบ ว่า เป็นเรื่องส่วนตัวท่าน ถ้ารัฐบาลจะเจรจาก็เจรจา เพราะเป็นนโยบาย เมื่อถามว่าจะเป็นเงื่อนไขทำให้ต่างชาติเข้ามาดูแลสถานการณ์ภาคใต้หรือไม่ ที่ปรึกษานายกฯ กล่าวว่า ก็เพราะความกลัวตรงนี้แหล่ะ ขณะนี้องค์กรต่างๆ ก็อยากเข้ามาทั้งนั้น ยูเอ็นก็อยากเข้า เราก็กลัวตรงนี้จึงพยายามไม่ให้เกิดขึ้น ต้องระวัง ถ้าไปตอบโต้ด้วยความรุนแรงก็จะเข้าทางเขา

      

“แต่เจรจากันอยู่”

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเจรจากับกลุ่มแนวร่วมในภาคใต้ที่นายกฯพูดถึงมีความคืบหน้าหรือไม่ พล.อ.วัฒนชัย กล่าวว่า ก็ต้องมี ถ้าไม่มีนายกฯจะพูดได้อย่างไร ซึ่งการเจรจากับเหตุร้ายที่เกิดขึ้นนั้นต้องแยกกัน สำหรับการแจรจานั้นก็ต้องเจรจากับระดับที่รู้เรื่อง ส่วนกลุ่มที่ยิง ที่เป็นพวกอาร์เคเค จะไปเจรจากันทำไม เพราะถ้าพวกนี้เราก็ต้องไล่ล่า ส่วนการป้องกันนั้นก็เป็นยุทธวิธีทางทหาร ซึ่งทาง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช.ก็จะมีการปรับยุทธวิธีแล้ว แต่ปรับอย่างไรก็แล้วแต่ อย่าให้เกิดความรุนแรงที่ผิดพลาด ทาง คมช.ต้องมีการติดตามเรื่องนี้จากต่างประเทศด้วย อย่างที่อิรัก นั้นเห็นชัดเจนว่าสหรัฐมีความพยายามอย่างยิ่ง แต่ก็พลาดตลอด ก็เพราะเขาอยู่กับมวลชน ซึ่งเราก็ต้องพยายามทำให้มวลชนเข้มแข็งและรู้สึกว่าดีขึ้นเยอะ

      

เมื่อถามว่า มีการจ้องที่จะทำกับทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นอกเหนือจากครู ที่ปรึกษานายกฯ กล่าวว่า กลุ่มเหล่านี้ก็จ้องกันทุกคนอยู่แล้ว ซึ่งเราก็ต้องแยกประเภทด้วย เพราะการใช้ความรุนแรงกับคนทั่วไป หรือกับเจ้าหน้าที่ เขาจะใช้คนละองค์กรกัน ไม่ได้เหมาหมด ขณะนี้การข่าวของเราดีมาก ถ้าผู้ใหญ่พูดแสดงว่าแน่นอน ไม่มีปัญหา

 

โจนใต้ ระดับ “ตกลงได้ยังไม่เห็น”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมเราไปพุ่งเป้าที่สะแปอิงว่าเป็นหัวโจก ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่ตัวใหม่เลย พล.อ.วัธนชัย กล่าวว่า ก็เรารู้อยู่แค่นั้น ก็พยายามหาให้มากขึ้น ความจริงเราก็รู้มากขึ้นแล้ว แต่ตัวโชว์ก็มีอยู่แค่ 2 คนนี้เท่านั้น เป็นตังเก่า แต่ตัวเก่านี้ก็ต้องยอมรับว่ามีบทบาทสูงเหมือนกัน แต่เขาไม่มีอำนาจในการตกลงใจแน่นอนเพราะเขาเป็นผู้ปฏิบัติ ระดับตกลงใจเป็นอีกระดับหนึ่งก็ต้องค่อย เพราะเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เขาเองเขาก็ต้องค่อยๆ เช่นกัน เมื่อถามว่าทางผอ.กอ.รมน.ระบุว่า พวกนี้จะเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ที่คนนึกไม่ถึง พล.อ.วัธนชัย กล่าวว่า ก็แน่นอน แต่เราอย่าเพิ่งไปลงปรักปรำ ต้องให้เห็นพฤติกรรมอย่างเด่นชัด

      

โจรใต้มี “สภา”

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มก่อการร้ายต่างประเทศ ทำไมเราจึงไม่สามารถหาวิธีที่จะสกัดกั้นได้เหมือนกับสิงคโปร์ หรือมาเลเซีย พล.อ.วัธนชัย กล่าวว่า เพราะของเรามีหลายองค์กรที่รับภาระและทำไม่ได้ โดยเฉพาะกองตรวจคนเข้าเมือง ต้องเห็นใจเขา เนื่องจากการตรวจคนเข้าออกไม่ว่าจะเป็นแรงงานพม่า หรือแรงงานเถื่อนประเทศอื่นๆ มีจำนวนมาก และอย่าคิดว่าพม่าไม่มี เขาก็มี แต่ที่เราไม่สามารถสกัดกั้นได้เพราะเรายังไม่มีกฎหมายรองรับที่เข้มแข็งเหมือนเขา กฎหมายความมั่นคงของเขามี แต่ของเราไม่มี แล้วจะให้ทำอย่างไร “เรื่องพวกนี้อย่าเพิ่งไปถามนายกฯมาก หรือไปเร่งรีบมาก ต้องเงียบๆ อย่ากระโตกกระตากมาก แต่ก็มีการเคลื่อนไหวตลอดคนที่เราพยายามเจรจา ซึ่งมีทุกฝ่าย ประเทศเพื่อนบ้านเราก็มีเสนอมาทั้งนั้น เราเข้าทางไหนก็พบจุดทั้งนั้น กลุ่มพวกนี้ไม่ได้มีคนเดียวที่จะตกลงใจได้ เขาทำงานมานานมีองค์กร มีความร่วมมือของกลุ่มเขาอยู่ มีรวมกลุ่มกันเป็นสภา ไม่ใช่คนเดียวตัดสินใจ ดังนั้นต้องค่อย ๆ ไม่ใช่เจรจาครั้งเดียวจบ” พล.อ.วัธนชัย กล่าวถึงการเจรจากับกลุ่มแกนนำผู้ก่อความไม่สงบ

      

“ล้า” ด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ที่ปรึกษานายกฯ กล่าวด้วยว่า การรบในปัจจุบันนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดยาวนานหรอก เพราะต่างก็ล้ากันทั้งนั้น ซึ่งหากเงื่อนไขใกล้ๆ กันก็เจรจากันได้ ความจริงในภาคใต้ก็ไม่ใช่ว่าเราจะเข้มงวดอะไรมากมาย แต่เป็นเรื่องของตัวบุคคลมากกว่า ความคิดเก่าๆ เรื่องสายสัมพันธ์ เรื่องความคับแค้นใจในการปกครอง ซึ่งเป็นเรื่องเก่าทั้งนั้น ความจริงการนำเอากลุ่มอัลเคด้าเข้ามา บางกลุ่มเขาก็รับไม่ได้ แต่เมื่อมาร่วมกันแล้วก็เหมือนเพื่อนกัน จะไปห้ามหรือบอกอะไรก็ลำบาก ก็ต้องมียุทธศาสตร์ อยู่ๆ จะเอาคนไทยมาฆ่า มาตัดคอแล้วเผา อย่างนี้เขาก็รับไม่ได้ ซึ่งถือเป็นวิธีการรบแบบใหม่ของเขา

      

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนนี้รู้ข้อเสนอของฝ่ายโน้นหรือยัง พล.อ.วัธนชัย กล่าวว่า ก็บอกแล้วว่าต้องเงียบๆ ตอนนี้รัฐบาลเราเพิ่งเริ่มเจรจาแบบใต้ดิน เมื่อถามว่าการเจรจาจะใช้เวลาประมาณเท่าใด ที่ปรึกษนานายกฯ กล่าวว่า ยังบอกไม่ได้ “ผมคิดว่าเริ่มได้ในรัฐบาลนี้ แต่จะเสร็จหรือเปล่ายังไม่รู้” ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่า กลุ่มก่อการร้ายเขารวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ พล.อ.วัธนชัย กล่าวว่า เขาแพ็กตัวกันตั้งนานแล้ว ซึ่งองค์กรของเขามีการปฏิบัติการมานานแล้ว มีการสั่งการระดับบน ระดับกลาง ระดับล่าง ดังนั้นเมื่อมีนโยบายออกมา ระดับล่างเขาก็จะเป็นฝ่ายลงมือทำ

 

ทหารยกตัวอย่าง “สายบังคับบัญชาโจรใต้”      

“อย่างเช่น ในสภาของเขาตกลงกันว่าใน 6 เดือนนี้ขอให้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น เขาก็สั่งระดับล่างที่เป็นอาร์เคเค ดำเนินการ ดังนั้น ระหว่างนี้คงไปเปลี่ยนอะไรไม่ได้ เพราะเขาสั่งมาแล้ว ถ้าจะเปลี่ยนใหม่ก็ต้องรอการประชุมอีกครั้งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นใหม่ และคนพวกนี้ก็ไปเสนอในที่ประชุม เขาบริหารกันแบบนี้ ไม่ได้บริหารกันแบบเผด็จการคนเดียว เขามีหลายกลุ่มแต่ก็แยกกันปฏิบัติการ แยกอุดมการณ์ด้วย แต่มีเป้าหมายอย่างเดียวกันคืออยากให้พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคให้เป็นมุสลิมเสรี มีอิสระในการปกครองมากขึ้น” พล.อ.วัธนชัย กล่าว

      

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมรัฐบาลไทยไม่รู้ความเคลื่อนไหวของเขาที่ตั้งเป็นสภารวมกลุ่มกัน พล.อ.วัฒนชัย กล่าวว่า ก็รัฐบาลไทย เปลี่ยนรัฐบาลทีก็เปลี่ยนนโยบายทีหนึ่ง ไม่ต่อเนื่อง ไม่ต่อยอด ยอดด้วนตลอด แต่ของเขาเขาจะต่อยอดตลอด เขาปรับปรุงอยู่ตลอด อย่างพูโลยังมีทั้งเก่าและใหม่ หรือบีอาร์เอ็นก็มีตั้ง 3 กลุ่ม เขาไม่ได้อยู่นิ่งเลย คิดกันตลอด ซึ่งการทำลักษณะนี้เป็นการทำแบบสู้ด้วยจิตวิญญาณ ด้วยความคับแค้นใจ ต้องเอาคืนให้ได้

 

ไทยใช้โอไอซี “คาน” ในการข่าว     

ส่วนกรณีที่รัฐบาลไทยเอาองค์กรอิสลามสากล (โอไอซี) เข้ามา ที่ปรึกษานายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้มันเป็นอินเตอร์ไปแล้ว เพราะโอไอซี เป็นกำลังหนึ่งที่จะมาเป็นตัวคานเอาไว้ เรียกว่าเราหาเพื่อนที่เป็นพวกเขา ให้มาดูว่าเราไม่ได้รุนแรงตามที่พวกเขาโฆษณา “กฎหมายก็ไม่มีความรุนแรงมีก็ไม่ใช้ เขาฆ่าเราทั้งนั้นแหละเรายังไม่ได้ฆ่าใครเลย คือให้เขามาเห็นการปกครองเราก็ปกครองดี เขาก็เข้าใจนี่คือพวกเราไม่ใช่พวกเขา”

 

เมื่อถามถึงความเห็นกรณีการแจกใบปลิวโจมตี พล.อ.พัลลภ ว่า จะทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น พล.อ.วัธนชัย กล่าวว่า คนเรามีรักมีชังเป็นธรรมดา ซึ่งท่านคงเข้าใจอยู่แล้ว เรื่องการทำงานมันไม่มีซ้ำสองหรอก ไม่ได้แรงแล้วจะแรงมาใหม่ คงไม่มีปัญหาพวกนี้เป็นเรื่องคนรักคนชังธรรมดาเมื่อถามว่าส่วนตัวได้เสนอแนะอะไรต่อนายกฯบ้างในฐานะเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคง พล.อ.วัธนชัย ระบุว่า ก็ได้เสนอแต่นายกฯจะเอาหรือไม่เป็นเรื่องของท่าน เพราะท่านมีสต๊อกข้อเสนอจากหลายฝ่ายเป็นข้อมูลสำหรับให้ท่านพิจารณา เพื่อรวมแล้วมาตกลงใจเมื่อถามว่าสต็อกเยอะแล้วได้ผลหรือกลายเป็นมากคนมากความ พล.อ.วัธนชัย กล่าวพร้อมหัวเราะว่า ก็ทั้งสองอย่าง

      

เตรียม “ตั้งโต๋ะเจรจาแล้ว”

พล.อ.วัธนชัย กล่าวถึงกรณีที่จะมีการเปิดเจรจากับแกนนำกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชาแดนภาคใต้ว่า แค่เริ่มในขั้นการติดต่อ ส่วนตัวบุคคลที่จะไปเจรจานั้นก็เป็นคนเดียวกับที่ผบ.ทบ.กล่าวถึง และจะเป็นคนที่ผบ.ทบ.ระบุว่าเหนือว่านายสะแปอิงหรือไม่นั้น ก็ขอให้ใจเย็นๆ เราเริ่มเข้าไปหาตัวแกนนำใหญ่ๆ แล้ว ซึ่งไม่ใช่นายสะแปอิง บาซอ ซึ่งบุคคลที่อ้างถึงเป็นผู้ที่อยู่ในสภาของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ เวลานี้ไม่อยากให้ลงไปลึก เพราะเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น และใครจะเป็นตัวแทนของฝ่ายรัฐไปเจรจายังไม่ได้มีการกำหนด แต่ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาล คนเจรจาอยู่ที่นายกฯ ตนไม่เกี่ยว

 

“ขั้นนี้แค่ขั้นที่จะเริ่มหาติดติดเจรจา ยังไม่ได้คุยกันเลย อย่างที่นายกฯบอกว่า มีแนวโน้มที่จะมีการพูดคุยกันแล้ว อย่าไปลงผิดอีก เพราะยังไม่มีการเจรจา แต่มีแนวโน้มที่จะหาทางเจรจา เจอแสงสว่างที่ปลายถ้ำแล้วเท่านั้นเอง และไม่ได้มีประเทศไหนมากระซิบ เรื่องของแกนนำเราหาเองอยู่แล้ว เป็นการทำงานในระดับเจ้าหน้าที่” พล.อ.วัธนชัย กล่าว

ผ่านร่าง พรบ.อิสลาม........... ผ่านการแบ่งแยกการปกครอง

เรื่องเดิม

 

นายนิเดร์ วาบา นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม / ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ ได้อาศัยความเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความเชื่อถือจาก นายกรัฐมนตรี เสนอการแก้ไข พรบ.บริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.๒๕๔๐ โดยอ้างเหตุผลในการขอแก้ไขดังนี้

 

๑. พรบ. ปี.๒๕๔๐ ได้ก่อให้เกิดการแตกแยก และสร้างปัญหาให้กับสังคมมุสลิมเป็นอย่างมาก การเลือกตั้งทุกระดับทำให้เกิดการแตกแยกอย่างยากที่จะประสานได้

โดยเนื้อหาสำคัญของ พรบ.ใหม่ คือ ใช้การสรรหาแทนการเลือกตั้ง และการตั้งสภาซูรอ ขึ้นมาเพื่อกำกับการดูแล กิจกรรมทั้งปวง เกี่ยวกับศาสนาอิสลามและองค์กรอิสลามทุกองค์กรแทนกรมการศาสนา

 

๒. “หาก พรบ.นี้ผ่าน สังคมมุสลิมเราจะไปสู่ระบบที่โปร่งใส... จะไม่มีใครบีบบังคับเหมือนเมื่อก่อน... จะได้คนที่มีคุณภาพมากขึ้น มีความคิดความอ่านในการปกครองตนเอง... เราขออำนาจการปกครองตนเอง ภายใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญ ของบ้านเมือง ให้พี่น้องมุสลิมแก้ไขปัญหากันเอง...”

ซึ่งสามารถสรุปนัยของการแก้ไข พรบ.อิสลาม ๒๕๔๐ ได้ว่า มีเจตนา แยกคนที่นับถือศาสนาอิสลามออกจากกฎหมายไทย / ออกจากการปกครองของรัฐไทย ดังนั้น การผ่านร่าง พรบ.อิสลาม ก็คือการยอมรับการแบ่งแยกการปกครอง โดยปริยายนั่นเอง โดยคนไทยพุทธก็จะอยู่ภายใต้กฎหมายไทยและคนที่นับถือศาสนาอิสลามก็จะอยู่ภายใต้กฎหมายอิสลาม ซึ่งปัญหาที่จะตามมาอีกมาก อาทิ เมื่อเกิดความขัดแย้งหรือคดีความระหว่างคนต่างศาสนาและต่างเชื้อชาติ ที่มีอยู่อย่างหลากหลายในประเทศไทยแล้ว จะหาข้อยุติไม่ได้ ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจากต่างประเทศ ที่เดินทางเข้าประเทศไทยจะอยู่ภายใต้กฎหมายใด เป็นแรงกระตุ้นให้คนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่นๆ เรียกร้องขอการปกครองด้วยขนบธรรมเนียมและประเพณีตนเอง

 

วาระซ่อนเร้นของร่าง พรบ.การจัดตั้งสภาซูรอ

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาของพรบ.การจัดตั้ง สภาซูรอ ซึ่งร่างขึ้นโดย คณะกรรมการศาสนา ที่เป็นอิสลาม ๘ คน (รายชื่อดูผนวก) แล้วยิ่งจะพบความไม่ชอบมาพากลหลายๆ ประการ ในมาตรา ๘ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๒๙ ซึ่งส่อนัยถึงการให้อำนาจแก่ผู้นำของศาสนาอิสลามในการเข้ามาแทรกแซง / ควบคุมการบริหารราชการของไทย การขยายการศึกษาไปในทิศทางที่รัฐบาลไทยไม่สามารถควบคุมได้ และการดูดซับทรัพยากรของคนทั้งประเทศไปสู่กลุ่มอิสลาม ซึ่งบางส่วนก็ถูกนำไปใช้เพื่อทำลายความเป็นไทยพุทธดังนี้.-

 

๑. มาตรา ๘ บัญญัติว่า จุฬาราชมนตรี มีอำนาจหน้าที่ให้คำปรึกษา และเสนอความเห็นต่อทางราชการเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม และได้เพิ่มข้อความในวรรคท้ายว่า “คำปรึกษาความเห็นและข้อวินิจฉัยของจุฬาราชมนตรีตามความในวรรค ๑ ให้เป็นที่สุด ส่วนราชการและมุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติตาม”

 

** แสดงให้เห็นว่าคำปรึกษาหรือความเห็น ของจุฬาราชมนตรีคือคำประกาศิต เป็นที่สุด ใครจะโต้แย้งใดๆ ไม่ได้ทั้งสิ้น และบังคับให้ส่วนราชการไทย คือ ทั้ง ศาล(อำนาจตุลาการ), อำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ จะต้องปฏิบัติตามอย่างไม่มีข้อแม้ ดังนั้น จุฬาราชมนตรี ก็จะกลายเป็นเจ้าชีวิตของมุสลิมทุกคน และสามารถบังคับข้าราชการไทย ให้ต้องปฏิบัติตามคำปะกาศิตของจุฬาราชมนตรี ในทุกเรื่อง

 

๒. มาตรา ๑๓ บัญญัติว่า เมื่อเห็นสมควร กระทรวงศึกษาธิการอาจจัดตั้งอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย และอิสลามวิทยาลัยประจำจังหวัดขึ้น เพื่อให้การศึกษาและอบรมทางวิชาการศาสนา วิชาการทั่วไปและวิชาชีพได้

 

**เพียงแค่โรงเรียนปอเนาะ ตาดีกา ที่เป็นแหล่งเพาะผู้ก่อการร้ายในปัจจุบัน รัฐบาลก็ยังไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นหากปล่อยให้ขยายขึ้นมาถึงระดับเป็นอิสลามวิทยาลัย และจัดตั้งทุกจังหวัด โดยทั้งผู้เรียน ทั้งครูเป็นมุสลิมทั้งหมดด้วยแล้วจะยิ่งไม่มีใครกล้าเข้าไปตรวจสอบการเรียนการสอน การอบรม ในอิสลามวิทยาลัยเหล่านี้ ด้วยเหตุนี้โอกาสที่อิสลามวิทยาลัยเหล่านี้ จะกลายเป็นสถาบันบ่มเพาะมุสลิมหัวรุนแรงระดับปริญญาตรี โท เอก อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยดูดเอาทรัพยากร จากภาษีอากรของชาวพุทธไปหล่อเลี้ยง จึงมีความเป็นไปได้สูง

 

๓. มาตรา ๒๙ บัญญัติว่า “ให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ให้คำปรึกษา และเสนอความเห็นเกี่ยวกับกิจการศาสนาอิสลามต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และส่วนราชการภายในจังหวัด ”

 

**นี้แสดงให้เห็นว่ากรรมการอิสลามประจำจังหวัดสามารถเข้าไปแทรกแซงสั่งการการทำงานของทุกส่วนราชการในจังหวัด ทั้งองค์กรปกครองท้องถิ่น และหน่วยราชการต่างๆ ได้ทั้งหมด ถ้าสั่งแล้วใครไม่เชื่อ ไม่ปฏิบัติตาม ก็สามารถรายงานไปยังจุฬาราชมนตรี ประกาศิตลงมาบังคับได้ทันที ดังเช่นที่ทำสำเร็จมาแล้วอาทิ

 

๓.๑ ให้สตรีมุสลิมที่เป็นข้าราชการ ไม่ต้องแต่งเครื่องแบบ และสามารถแต่งกายโดยใช้ผ้าคลุมหน้าแบบมุสลิม มาปฏิบัติราชการได้

 

๓.๒ ให้มีวันหยุดเพิ่มขึ้นคือวันศุกร์สำหรับข้าราชการที่เป็นชาวมุสลิมแสดงให้เห็นว่าชาวมุสลิม มาทำงานสัปดาห์ละเพียง ๔ วัน และมีวันหยุด ๓ วัน มากกว่าคนไทยพุทธ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

 

๓.๓ มีการเสนอให้ใช้ภาษายาวี เป็นภาษาราชการ และข้าราชการชายนุ่งโสร่ง สวมหมวกปากีเยาะ ไปทำงานได้ เป็นต้น

 

การดูดซับทรัพยากรจากรัฐบาลไทย

 

การบัญญัติให้จังหวัดที่มีการจัดสร้างมัสยิดตั้งแต่ ๓ มัสยิดขึ้นไป ต้องจัดตั้งกรรมการอิสลามประจำจังหวัดอย่างน้อย ๙ คนและอย่างมากไม่เกิน ๓๐ คน ซึ่งในปัจจุบันได้มีการเตรียมการขยายการจัดตั้งมัสยิด ไปตามจังหวัดต่างๆ อย่างมากมายเช่น จังหวัดหนองคาย, อุดรธานี, หนองบัวลำภู, ขอนแก่น, ชัยภูมิ และจังหวัดสกลนคร โดยเริ่มแรกจะจัดตั้งเป็นบาลาเซาะคือมัสยิดเล็กๆ ตามหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกล แล้วหลอกให้เด็กตามหมู่บ้านที่ยากจนมาเข้ารับการอบรม ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน เพื่อปูพื้นฐานก่อนจะส่งเด็กเหล่านี้ ไปเข้าเรียนต่อในโรงเรียนตาดีกา โรงเรียนปอเนาะ และโรงเรียนสอนศาสนาเอกชน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะต้องให้เงินอุดหนุน ตามกฎกระทรวงมาตรา ๑๕(๒) สำหรับเด็กนักเรียนในระดับชั้นประถม หัวละ ๘,๐๐๐ บาท ระดับมัธยม หัวละ ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเงินเหล่านี้ก็คือภาษีอากรของคนไทย ที่นับถือศาสนาพุทธ ๙๔ % เป็นส่วนใหญ่ ต้องแบกภาระภาษีไปหล่อเลี้ยงเด็กนักเรียนมุสลิม ซึ่งนักเรียนที่เข้ารับการเรียนด้วยวิธีนี้ส่วนใหญ่ จะกลายมาเป็นแนวร่วมที่กลับมาทำ