Thai-Anti-Terrorism

ทวีวุฒิ จุลวัจนะ อดีตคอลั่มนิส ความมั่นคง กรุงเทพธุรกิจ วิเคราะห์ การก่อการร้าย

กฏหมาย กอรมนหม่ กระทบสามจังหวัดใต้

 

วงเสวนาฟันธงร่างพรบ.มั่นคงฯผ่าน คนชายแดนใต้กระอัก  

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 30 สิงหาคม 2550 ที่ห้องบุษราคัม โรงแรมมายการ์เดนส์ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ภาคใต้) จัดเสวนาโต๊ะกลม เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนกับการปฏิรูปสังคมและการเมืองเจาะลึก (ร่าง) พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร มุมมองและทางออกความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้เข้าร่วมประมาณ 70 คน

ผู้ร่วมเสวนาส่วนใหญ่เห็นว่า ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีการใช้กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว 3 ฉบับ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารราความอาญา พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ส่งผลให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนประชาชนในพื้นที่ หากร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ.... มีผลบังคับใช้ จะยิ่งเปิดช่องให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้น

 นายอับดุลอาซิส ตาเดอินทร์ ที่ปรึกษาสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย (ยมท.) กล่าวว่า การร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมา อาจมาจากความต้องการจะสืบทอดอำนาจของคณะนายทหารกลุ่มหนึ่ง เป็นความคิดที่นำสังคมไทยย้อนยุคกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เพราะมีส่วนผสมของกฎหมายต่อต้านคอมมิวนิสต์ผสมผสานเข้ากับพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก แต่ดูแล้วหนักกว่า เพราะจะทำให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน พร้อมกับยกตัวอย่างการเสียชีวิตของเยาวชนจากอำเภอยะหา จังหวัดยะลา ที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา ซึ่งถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เนื่องจากได้รับบาดเจ็บระหว่างถูกควบคุมตัว โดยใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548

 นายอับดุลอาซิส กล่าวว่า ปัจจุบันในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากจะประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 7 วันแล้ว ยังประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้อีก 30 วัน พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่มีอำนาจฝากขัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอีก 84 วัน ถ้าหากร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. .... มีผลบังคับใช้ นอกจากห้ามเยี่ยม ห้ามประกันแล้ว เจ้าหน้าที่ยังสามารถควบคุมตัวได้ยาวนานกว่ากฎหมายทุกฉบับที่ใช้อยู่ในขณะนี้ด้วย

 “ขณะนี้ยังมีการออกระเบียบหรือหลักปฏิบัติละเมิดสิทธิของประชาชนอีกหลายประการ เช่น ขณะนี้การประกันตัวผู้ต้องหาในบางพื้นที่ของจังหวัดนราธิวาส หากใช้ที่ดินไม่อยู่ติดถนน เจ้าหน้าที่จะไม่ยอมให้ใช้ประกันตัวผู้ต้องหา ถึงแม้ที่ดินแปลงดังกล่าวมีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดก็ตาม” นายอับดุลอาซิซ กล่าว

 นายอับดุลอาซิซ กล่าวอีกว่า ปัญหาการประกาศใช้กฎหมายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนหนึ่งเกิดจากวุฒิภาวะของผู้ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น ทหารพรานที่มีการศึกษาน้อย ส่งผลให้มีวุฒิภาวะทางสังคมน้อยมาก ไม่มีสถานะที่มั่นคงทางสังคม เจอใครในสถานการณ์ความรุนแรงก็มองว่าเป็นคนร้ายไปหมด เช่น กรณีที่ทหารพรานกลุ่มหนึ่งในอำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี จับครูคนหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุระเบิด แล้วรุมทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ต่อมาทหารหลักเดินทางมาถึงจึงห้ามไว้

 นายอับดุลอาซิซ กล่าวต่อไปว่า มองอีกแง่หนึ่ง ตนก็อยากจะให้ร่างพระราชบัญญัติความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. ... มีผลบังคับใช้ เพราะจะทำให้เกิดการลุกขึ้นสู้ของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้ามีการบังคับใช้จริง จะเสนอให้ตั้งองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจภาคประชาชน ขึ้นมาตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะคิดว่าการละเมิดจะมากขึ้นและรุนแรงขึ้น  ถ้าไม่มีองค์กรตรวจสอบก็จะยิ่งมีการละเมิดมากขึ้น

 นายโชคชัย วงษ์ตานี อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวว่า การใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ส่งผลกระทบต่อประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาก เช่น ที่หมู่บ้านปาแต อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ในช่วงมีเหตุการณ์รุนแรง ทหารเข้ามาตั้งด่านตรวจทั้งทางเข้าและทางออกหมู่บ้าน คนทุกคนที่ผ่านด่านทหารจะจดบันทึกว่าเข้า – ออกเวลาไหน นำสิ่งของอะไรไปด้วย และต้องแลกบัตรประชาชน

 นายโชคชัย กล่าวว่า จากการสอบถามทหารที่ตั้งด่าน บอกว่าเป็นหมู่บ้านที่มีแนวร่วมก่อความไม่สงบจำนวนมาก   ชาวบ้านที่จะผ่านไปไหนมาไหนต้องถูกตรวจค้นทั้งหมด รวมทั้งทหารสามารถเข้าตรวจสอบบ้านหลังไหนก็ได้ คำถามก็คือ ประชาชนถูกคุกคามมากไปหรือไม่ ซึ่งในวัฒนธรรมอิสลามนั้น หากมีคนมาให้สลาม(การกล่าวทักทายของมุสลิม) ต่อคนที่อยู่ในบ้านถึง 3 ครั้ง ถ้าไม่มีเสียงตอบรับ จะเข้าไปในบ้านไม่ได้ แต่การใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ กำลังทำให้วัฒนธรรมส่วนนี้สูญหาย

นายแวรอมาลี แวบูละ เปิดเผยว่า จากการสำรวจของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์พบว่า ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความมั่นคงของมนุษย์อยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก ถ้าร่างพระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงฉบับนี้ออกมาบังคับใช้ จะยิ่งซ้ำเติมประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นเรื่องอันตราย เนื่องจากปัจจุบันประชาชนอยู่ในสภาวะไม่ปกติอยู่แล้ว ประชาชนร้อยละ 80 – 90 อยู่ในสภาพเดือดร้อนในการทำมาหากิน

นางสาวมลฑิรา มลิวัลย์ นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ชั้นปี 3 กล่าวว่า ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทวีความรุนแรงขึ้นมาในช่วงไม่กี่ปี แต่เปลี่ยนแปลงและทำลายความมั่นคงและสันติภาพของชุมชน ตอนนี้เหตุการณ์เข้ามาถึงตัวของตนแล้ว เนื่องจากปู่และย่าถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต คำถามคือ ทหารมาพร้อมกับความมั่นคงจริงหรือไม่ มีศักยภาพพอเพียงหรือไม่ที่จะรักษาความมั่นคง การกระทำต่างๆ ของทหาร ไม่มีคำตอบให้กับชาวบ้าน แสดงให้เห็นว่าปัญหาสำคัญคือการสื่อสาร ที่ผ่านมาสิ่งที่ทหารสื่อสารไม่ใช่ทางวาจา แต่เป็นการกระทำที่ผิดพลาดทำให้ผู้คนเดือนร้อน

นายบรรจง นะแส เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ กล่าวว่า ปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ มี 2 ประเด็นที่จะต้องพิจารณาคือ ทิศทางการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เกี่ยวข้องกับฐานทรัพยากรธรรมชาติที่มีความผิดพลาด เช่น การให้ความสำคัญกับการส่งออกสินค้าประมงมากกว่าเศรษฐกิจชุมชน ความไม่เข้าใจทิศทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับสังคม ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เช่น กรณีที่ดินวากัฟ ในโรงแยกก๊าซไทย – มาเลเซีย อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เข้าใจในมิติทางศาสนา

นายบรรจง กล่าวต่อไปว่า ประเด็นต่อมาคือ ทิศทางการพัฒนาประเทศ การพัฒนาที่เน้นเศรษฐกิจพอเพียง ถือเป็นทางรอดของประเทศ แต่สิ่งที่พบคือ การถือครองที่ดินของคนในประเทศนี้ไม่เท่าเทียมกัน นักการเมืองและนักธุรกิจจะเป็นเจ้าของที่ดินส่วนใหญ่ หากพูดเรื่องความมั่นคงแต่ไม่พูดถึงความเป็นธรรมในการถือครองเครื่องการผลิต ก็จะไม่ก่อให้เกิดความมั่นคงได้

“ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยกับรัฐ หรือมีการบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรม ก็ออกมาเดินขบวนออกมาเคลื่อนไหวภายใต้สิทธิเสรีภาพที่อยู่ในกรอบ ยืนยันว่าเราไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้าย ใช้หลักธรรมคำสอนทางศาสนาของแต่ละศาสนาเป็นหลักยึด” นายบรรจง กล่าว

 

อิรักจับสายลับอิหร่านได้

 

HDAD, Iraq (CNN) -- U.S.-led coalition forces say they have captured a "highly sought" individual in Iraq with alleged ties to Iran's Islamic Revolutionary Guard Corps-Quds Force.

The head of Iran's Revolutionary Guard Gen. Mohammad Ali Jafari, attends a news conference, in Tehran.

 The raid took place early Wednesday south of Baghdad in the Shiite Muslim holy city of Karbala, a U.S. military statement said.

 According to the military, the detainee was suspected of coordinating with high-level Quds force officers, whose goal it was to transport Iraqis into Iran for terrorist training.

 Although the coalition is still assessing the individual's connection with the Quds force, Multi-National Force-Iraq spokesman Lt. Col. Christopher Garver described the arrest as an "integral part of dismantling terror networks that seek to kill innocent Iraqis and security forces."

 For months U.S. officials have stated Iranian agents from the Quds force have been helping train and equip militants in Iraq and have been supplying insurgents with the high-tech, armor-piercing explosively formed penetrators.

 Iran has denied these assertions.

ราชการลับเมกา แต่งตั้ง นิกสัน

 

Master spy agency promotes Nixon

Intel veteran becomes assistant deputy DNI

By Wilson P. Dizard III

 

 

 

Director of National Intelligence Mike McConnell has elevated Steve Nixon to a permanent appointment as assistant deputy DNI and science and technology director.

 

Intelligence community veteran Nixon had held the job on an acting basis since June, according to the Office of the DNI. His permanent appointment took effect July 25, according to a press release ODNI issued today.

 

The press release stated that Nixon succeeded Eric Haseltine in the job. Haseltine was the first ODNI science and technology director under the Intelligence Reform and Terrorism Prevention Act of 2004, which created the position.

 

“Nixon will serve as the DNI’s chief representative for science and technology matters, with oversight responsibilities for the S&T activities of the 16 agencies of the U.S. Intelligence Community, including CIA, NSA, NRO, NGA and DIA,” the DNI organization said.

 

Nixon transferred his responsibilities as acting director of the Intelligence Advanced Research Projects Activity (IARPA) to Tim Murphy, ODNI said. Murphy previously worked as IARPA deputy director and reported to Nixon, the agency said.

 

Nixon joined the paramount intelligence organization in November 2005 and worked through June 2007 as deputy associate DNI for science and technology.

 

Previously, he worked for 10 years on the staff of the House Defense Appropriations Committee, ODNI said.

 

Nixon advised the committee members on military and intelligence research, development and acquisition programs, ODNI said. Before joining the legislative branch, Nixon worked as a senior civilian analyst for the Navy, the agency said.

 

 

เรื่องวุ่นๆใน ซุปเปอร์ อินเทล ของสหรัฐ

 

บุชก็เซ็นไปเรียบร้อยแล้วนะครับ การรวมเอาองค์กรด้าน Intelligence หรือข่าวกรอง สิบกว่าองค์กร มารวมอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน การแชร์ข้อมูล รับรู้ข้อมูล วิจัยข้อมูล การวิ่งไปวิ่งมาของข้อมูล จะได้พอจนเรื่องแบบ 9/11 ไม่เกิดขึ้นอีก ผมขอไม่ลงในรายละเอียดนะครับ ว่ามีอะไรอยู่บ้างใต้หลังคานี้ เพราะผู้อ่านคงไม่ได้ประโยชน์อะไรมากนัก นอกจากจะรู้สึกเหมือนผม ว่าทำไมมันถึงใหญ่โตอะไรกันปานนั้นเหลือเกิน เข้าเรื่องเลยนะครับ การเอาอะไรจากที่ต่างๆ ไปรวมกันอย่างนั้น มันก็ต้องมีองค์กรที่เสียอำนาจกันบ้างหละครับ นี่ก็คือเรื่องวุนๆที่กำลังเกิดขึ้นเรื่องหนึ่ง จากการตั้ง ซูเปอร์ อินเทล ขึ้นมาในสหรัฐ อีกเรื่องก็คือเรื่อง Industreal and Diplomatic Espionage นะครับ แปลก็คือปัญหาเรื่อง ความลับของภาคธุรกิจเอกชน และความลับด้าน การทูตนะครับ ก็เห็นกันมาตลอดเลยนะครับ ในวงการทูต เรื่อง office ของประเทศไหนต่อไหน ที่ยูเอน ถูกดักฟังโดยสายลับของประเทศนั้นประเทศนี้ ส่วนความลับด้านธุรกิจเอกชนของประเทศหนึ่ง นักข่าวเก่าจะจำกันได้นะครับ ว่านักข่าวของหนังสือพิมพ์ไทยฉบับหนึ่ง กลายเป็นสายลับให้สหรัฐไปเลย เรียกว่าล้วงความลับกันแบบเข้าถึงที่สุด ประเด็นตรงนี้ก็คือทุกชาติจะพันธมิตรอย่างไร ก็แข่งขันกันอยู่เหมือนกันนะครับ สหรัฐตั้ง ซูเปอร์ อินเทล ขึ้นมาอย่างนี้ เรียกว่าปวดหัวกันไปทั้งโลกนะครับ

 

เรื่องเสียอำนาจ เป็นข่าวมาเมื่อวันก่อนใน New York Times ไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐ ต้องการขยายอำนาจด้านข่าวกรองและการจักการกับเรื่องต่างๆ ที่ข่าวกรองพบเจอ ด้วยการขยายสิทธิในการทำยุทธการต่างๆ นี่ยังไปถึงอาทิตย์หลังจากบุชเซ็น ซุปเปอร์ อินเทล ที่เอาข่าวกรองทหารมาอยู่ใต้หลังคาของซุปเปอร์ อินเทล นะครับ ไม่พอ ยังขออีกนะครับว่าให้ทหารดำเนินยุทธการลับมากขึ้น ไม่ใช่ให้ด้านข่าวกรองดำเนินยุทธการอย่างเดียว ก็ด่ากันไปมานะครับ ระหว่างทหารและสายลับ ล่าสุดข่าวกรองที่ไม่ใช่ของทหารด่าทหารออกมาแล้วนะครับ ว่าถ้าได้อำนาจทำยุทธวิธีไปแบบ Covert Operation ทหารอาจจะพราดได้ง่ายๆเพราะแผนทางทหารคงไปขัดกับความจริงในสมรภูมิรบ เอาเป็นว่า ณ วันที่ผมเขียนบทความนี้ ยังตีกันอยู่เลยนะครับ ขอสรุปตรงนี้หน่อยนะครับ ขอโทษที่ไม่แปลให้นะครับ "If you're a shooter, go do that job," said the former intelligence official, who has opposed efforts by the Pentagon to expand its intelligence-gathering role. "But don't put the shooter in a pinstripe suit and send him to Beirut to chase bad guys." ขอต่ออีกประเด็นนะครับ อาจจะสำคัญกว่าเรื่องตีกันอยู่ เพราะบุชยังเงียบๆอยู่เรื่องนี้ ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่อีกเรื่อง คือทหารสหรัฐเขาขอเน้นเรื่อง Weapons Proliferation หรือการสร้างอาวุธร้ายแรงของประเทศต่างๆนะครับ ก็พอมองออกนะครับว่าการต่อต้านโครงการสร้างอาวุธร้ายแรง ของชาติต่างๆ ถ้าอยู่ในมือทหารสหรัฐ คือก็น่ากังวล ตรงทหารมือจะหนักนะครับ คงจำภาพเครื่องบินรบอิสราเอลถล่มโรงงานผลิตไฟฟ้านิวเครียร์ ของประเทศอาหรับได้นะครับ ถ้าเป็นให้ข่าวกรองทำ คงเข้าไปแอบลอบฆ่า engineer and sciencetist ตั้งแต่เริ่มโครงการแล้ว ไม่ก็ใช้ sabotage หรืออะไรแบบนั้น

เรื่องสองที่ผมกล่าวถึง ก็เรื่องที่มันเกี่ยวกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจการเมืองนะครับ สหรัฐเล่นเอาทั้งหมดมารวมกันแบบนี้ ประเทศพันธมิตรคงมีปัญหาแยกแยะว่าจะช่วยสหรัฐตรงไหนอย่างไรดี ไม่ให้เรื่องที่ตัวเองเก็บไว้เป็นความลับ ถูกสืบไปหมด คือแต่ก่อนมันแยกกันนะครับ คือถ้าเราคุยกับเพื่อนในข่าวกรองด้านความมั่นคงของสหรัฐ อาจจะพูดถึงเรื่องอื่นเข้าไปด้วย แต่เพื่อนคนสหรัฐก็อยู่ด้านความมั่นคงนะครับ สมัยนี้มันกลายเป็นอันเดียวกันไปหมดแล้ว ยิ่งคงยังจำกันได้นะครับว่าหลังสงครามเย็น สายลับของสหรัฐ หันมาหาข้อมูลทางธุรกิจเอกชนของประเทศคู่ค้ากันเป็นหลัก จนต้องระวังตัวแจกันอยู่แล้วเวลาทำงานกับสายลับสหรัฐ แต่นอกจากนี้แล้ว เวลามีความลับจะแชร์กับสหรัฐ คนแชร์จะมั่นใจได้สักขนาดไหนกันว่ามันจะไม่กระจายไปทั่วองค์กรใหญ่แบบของสหรัฐนั้น จนเสี่ยงต่อการถูกเปิดเผย สรุปตรงนี้คือผมก็ไม่ได้อยู่ในวงการราชการลับหรืออะไร แต่แน่นอนคงมีเรื่องวุ่นๆกำลังเกิดขึ้นอยู่

สุดท้ายผมก็ขออยากสรุปแบบนักธุรกิจหน่อยนะครับ คือสหรัฐเขาสร้างโครงสร้าง อินเทล ใหม่ออกมา ที่นอกจากจะมีเรื่องวุ่นๆตอนนี้ แต่โดยรวมคงจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเก่ามาก ผมติมาแต่ก็ต้องขอสรุปว่าดูแล้วดีต่อสหรัฐจริงๆ อาจจะกลายเป็น อินเทล ที่ดีที่สุดในโลกไปก็ได้ ก็อดคิดไม่ได้ถึงแวดวงข่าวกรองของไทย ในการหาข้อมูลเพื่อมาเขียนบทความนี้ ผมก็เห็นข่าวกระทรวงกลาโหมไทย ไม่พอใจข่าวกรองไทยหลายหนเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องภาคใต้ ผมไม่มีความรู้มากนักเกี่ยวกับราชการลับไทยที่จะเสนออะไรออกมา นอกจากว่าเท่าที่ผมฟังเพื่อนในข่าวกรองทหารมา แค่จะรู้ชื่อตำแหน่งและเบอร์โทรศัพท์ ของคนในราชการลับไทยที่กระจายอยู่ทั่ว ยังสุดยากเลยที่จะรู้หรือหามาได้ เรียกว่าไทยนี้ลับสุดๆและไม่ทำงานร่วมกันเลย ก็ยังอาจเร็วไปนะครับที่จะสรุปว่าข่าวกรองไทย ไม่ดีพอ หรือพลาดใหญ่ในเรื่องภาคใต้ แต่ถ้าเริ่มมีประเทศต่างๆทั่วโลก เริ่ม reengineer ราชการลับกันเป็นเรื่องใหญ่โต ตามรอยสหรัฐ เราก็อาจจะน่าเริ่มจับตาเขาไว้เสียแต่เนิ่นๆนะครับว่าเขาทำอะไรอยู่ เพราะนี่ไทยก็เริ่มมั่วนิ่มกันแล้ว นักข่าวรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวความมั่นคงทุกวันว่าจะระเบิดกรุงเทพ แต่อีกด้านทักษิณก็บอกว่าไม่มีเหมือนกันทุกวัน ผมงงไปหมดแล้วครับ

 

ปรับปรุงข่าวกรอง

ความคิดเห็นของเรา เรื่อง ซีไอเอ MI6 และปาเลสไตน์ ปรับขบวนข่าวกรอง

กำลังคิดเรื่อง ซีไอเอ ของเมกา MI6 ของอักกฤษ และ หน่วยความมั่นคงของปาเลสไตน์ ที่กำลังปรับปรุงองค์กร ก็พอดีเลย ที่มีรายการวิทยุไทยอันหนึ่งพูดถึงเรื่องการปรับปรุงองค์กรทั่วไป ที่เรื่องยากที่สุด คือเรื่องวัฒนธรรมองค์กร ที่เอาเข้าจริงๆ ฝังลึกอยู่ในจิตใจคนขององค์กรหนึ่งมานาน และยากที่จะปรับเปลี่ยนได้ง่ายๆ ไม่เหมือนการสร้างโครงสร้างใหม่ขึ้นมา หรือการนำเทคโลโลยี่ใหม่ๆเข้ามา ซึ่งทำได้ข้ามคืน เรื่องวุ่นๆในซีไอเอตอนนี้ มันมากเหลือเกิน แน่นอน MI6 ก็กำลังปวดหัว และแน่นอน ปาเลสไตน์ก็คงมีปัญหาเหมือนกัน เกือบทุกองค์กรเหล่านี้ มีการวาดแบบโครงสร้างขึ้นมาใหม่ มีการตั้งคนขึ้นมาใหม่ มีจุดมุ่งหมายใหม่ แน่นอนต้องทำกัน แต่ว่าคนเก่าคนแก่ในองค์กรเหล่านี้หละ จะเป็นอย่างไร เขาจะปรับตัวได้ไหม นี่เป็นเรื่องของการบริหารองค์กรแล้ว ที่ร้อยทั้งร้อย ในแวดวงความมั่นคง แผนกบริหารองค์กร แทบไม่มีอำนาจอะไรเลย

เอากันที่ซีไอเอก่อนก็แล้วกัน ที่ข่าวออกมาว่าหลังจากบุช รวมศูนย์หน่วยข่าวกรองเข้าด้วยกัน ทหารก็ออกจะผิดหวังในความสำคัญของตัวเอง ที่ถูกจำกัดลง จนทหารต้องออกมาโวยวายจะเอาอย่างนั้นอย่างนี้ จนถ้าผมเป็น โอซามา บิน ลาเดน คงได้ข้อมูลดีๆไปมากมายแล้ว ไม่พอ ในซีไอเอ ซึ่งกลายเป็นเพียงอีกหน่วยข่าวกลองไป ไม่ใช่อะไรใหญ่โตเหมือนแต่ก่อน ไดเรกเตอร์คนใหม่ ที่เป็นนักการเมือง ก็ขนคนสนิทของตัวเอง เข้ามาวางไว้ทั่วซีไอเอถึงสี่ห้าคน เรียกว่า ซีไอเอ จากเป็นเจ้าโลก ถูกปรับปรุงองค์กรอีกจนเล็กลงไป แล้วยังถูกยึดจากนักการเมืองอีก ทุกอย่างเกิดขึ้น ภายในอาทิตย์สองอาทิตย์ ยังไม่หมด นะครับเรื่องที่จะไปกระทบวัฒนธรรมองค์กร ในเรื่องเนื้องาน ก็ตีกันแหลก ว่ารายงานที่ตัวเองเสนอ ควรจะเป็นรายงายสั้นๆเกี่ยวกับเรื่องวันนี้พรุ่งนี้ หรือจะเป็นรายงานยาว ที่มองแบบยุทธศาสตร์ ซ้ำร้าย สองหน่วยงานหลักของซีไอเอ ตีกันอีก คือ ไดเรกเตอร์ของข่าวกรอง และ ไดเรกเตอร์ของ ยุทธวิธี ตักันว่าใครจะเป็นคนคุมสายลับ พูดง่ายๆ วุ่นไปทั้งองค์กรเลยตอนนี้ มีซ้ำร้ายอีกนะครับ หรือบางคนอาจจะมองว่าดีก้ได้ คือในขณะที่ทุกอย่างที่ผมกล่าวถึงกำลังเกิดขึ้น ก็มีการปฏิรูปด้านเทคโน กันขนานใหญ่ เทคโนก็ไม่ใช่อะไร แต่เป็นเกี่ยวกับการใช้ ออโตเมชั่น ในการรวบรวม วิจัย กระจาย ข้อมูลนะครับ เพราะสันดานสายลับคือเก็บเรื่องไว้ให้ลับ ไม่ใช่การเอาข็อมูลมาคุยกัน ร่วมกัน ก็พอจะเห็นนะครับ ว่าซีไอเอ ต้องการฝ่ายบริหารองค์กรที่ดีขนาดไหน ในขณะนี้ แต่เท่าที่ผมเห็น ไม่มีนะครับ ทำกันแบบลูกทุ่งข้ามคืนเลย ผลจะออกมาแบบไหน ก็ติดตามกันนะครับ

ตามมาเรื่อง MI6 ของอังกฤษ ก็เป็นข่าวออกมาอีก ว่ามีการตั้ง “R” ขึ้นมา เป็นหัวหน้าแผนก “ควบคุมคุณภาพ”อะไรแบบนั้น คือข่าวกรองอะไรก็ตามที่ออกมาจากหน่วยข่าวกรองนี้ จะต้องผ่านมือของ อาร์ ก่อน เพื่อให้ชัวร์ว่าข่าวกรองดีจริง อาร์ก็สูงไม่เบาเลย อยู่ใต้ หัวหน้า และ ไดเรกเตอร์เท่านั้น และเสมอกับ คอนโทรเลอร์ ที่เอาโลกมาแบ่งกันเป็นภาคๆและรับผิดชอบกันไป ผมก้ไม่รู้เหมือนกันนะครับ ว่า อาร์ จะทำงานกับคอนโทรเลอร์ได้อย่างไร เพราะเสมอภาคเท่าเทียมกัน นอกจาก อาร์แล้ว MI6 ยังตั้ง non-executive-director ขึ้นมา เขาก็ไม่บอกนะครับว่าทำงานให้ใคร แต่หน้าที่คือ คือ “ควบคุมคุณภาพ” ของการหาข่าวกรอง ก็จะเห็นนะครับ ว่าตั้งกันมาสองคน คนหนึ่งดูแลการหาข้อมูล อีกคนดูแลข้อมูลที่หามาได้ ดูก็ออกจะดีนะครับ ปัญหามันอยู่ที่ว่า ตอนนี้ พวกหาข้อมูล กับพวกวิจับข้อมูล อยู่กันคนละพวกไปแล้ว รูปแบบองค์กร เท่าที่ผมรู้ก็ยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แล้วก็มาถึงเรื่องวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้ เพราะก็รู้กันอยู่ว่าคนอังกฤษเป็นอย่างไร เรียกว่ามั่นใจในตัวเองสูง มองว่าตัวเองเก่ง มองว่าตัวเองสูงกว่าคนอื่น และอีกไม่รู้กี่อย่าง ไม่ใช่ผมด่านะครับ นักข่าวที่เขาเสนอเรื่องนี้เขาด่า MI6 เองเลยว่า “เชิด” มากไปหน่อย แล้วก็มีเรื่องที่ “C” หรือ ชีฟ คือคนที่ใหญ่ที่สุดใน MI6 ต้องการให้คน 2500 กว่าคนใน MI6 เปิดสมองตัวเองให้กว้างขึ้น และพยายามทำตัวให้สบายเข้ากับคนได้มากขึ้น ตามมาอีกคือ C กำลังจ้างคนเพิ่มขึ้น โดยเอาคนจากวัฒนธรรมอื่นและพูดภาษาอื่นเข้ามามากขึ้น ก็ไม่ต้องบอกนะครับว่าองค์กรแบบนี้จะมีปัญหาปรับปรุงตัวขนาดไหน แน่นอน มือโปรด้านบริหารองค์กร คงเป็นสิ่งที่ต้องการมาก เหมือนซีไอเอนะครับ

สุดท้ายที่ขอเขียนถึงสั้นๆก็คือปาเลสไตน์ ที่ยุบเอาสิบสี่สิบห้าองค์กร ด้านความมั่นคง มาเป็นแค่สามหน่วยงานคือ ด้านอินเทล ด้านรักษาความมั่นคง และด้านตำรวจ ก็ไม่ต้องบอกกันนะครับว่าจะมีปัญหาเรื่องใครจะเป็นหัวหน้ากันอย่างไร วัฒนธรรมองค์กรแบบปาเลสไตน์ ก็หนีไม่พ้นอยู่ใต้เผด็จการของอาราฟัตมานาน จนมาประชาธิปไตยตอนนี้ ก็ไม่ใช่สิ่งง่ายๆนักที่จะปรับปรุงตัวเอง นี่ยังไม่นับภารกิจที่เปลี่ยนไป จากต่อสู้กับยิว มาเป็นอยู่ร่วมกับยิว

ผมก็ขอมาสรุปเรื่องไทยก็แล้วกัน หลังจากคาดเค้นฝ่ายความมั่นคงไทยหลายชั่วโมง ก็ได้ข้อมูลออกมาว่าฝ่ายข่าวกรองไทย “ปรับปรุงตัวเองพัฒนาตัวเองอย่างเงียบๆ” ตลอดเวลา สิ่งที่เกิดขึ้นที่ซีไอเอ MI6 หรือแม้แต่ปาเลสไตน์ ไม่ได้ถูกมองข้าม เขาก็ให้ข้อมูลเท่านี้นะครับ ผมก็ว่าดี ที่ทำเงียบๆแบบค่อยเป็นค่อยไป เท่าที่เห็นไทยมีการรวมศูนย์ข่าวกรองเหมือนกัน แต่หล่วมๆ อยู่ที่ NIA แต่พอมีข่าวด้านความมั่นคงออกมาทีไร เห็นสภาความมั่นคงจะแถลงข่าวทุกครั้ง เรียกว่าไทยนี้ลับสุดขีด


แกะสมอง

แกะสมอง บิน ลาเดน


เวบนี้พึ่งเปิดขึ้นมา เลยต้องขอโทษผู้อ่านหน่อยที่ข่าวมีน้อยไปหน่อยเลยสนับสนุนบทความนี้ ด้วยข้อมูลอย่างไม่เพียงพอ แต่สำหรับคนที่ตามข่าวบินลาเดนมานาน มันมีอะไรแปลกๆเกิดขึ้นหลายครั้งแล้วเกี่ยวกับการแถลงข่าวหรือการกระทำต่างๆของบินลาเดน หรือการกระทำของสมุนบิน ลาเดน เรียกว่าพอมีข้อมูลเพียงพอ ที่เราจะมาสนุกกันกับการ “แกะสมอง” ของบิน ลาเดน กันได้แล้ว

มันมีข่าวออกมาสามสี่อันที่น่าสนใจ คือการแถลงข่าวของบิน ลาเดนช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีเมกา บิน ลาเดน ไม่ได้พูดถึงศาสนาเลย จนนักวิจัยสงสัยกันว่ามันบิน ลาเดนตัวจริงหรือเปล่า แต่สรุปกันว่าตัวจริง ในการแถลงข่าวหนนั้น บิน ลาเดน ก็มาแปลก บอกว่าการกระทำของเมกาในตะวันออกกลาง เป็นต้นตอของการกระทำของเขา ถ้าเมกาเปลี่ยน เขาก็จะเปลี่ยน ตามต่อมาคือบิน ลาเดน ขอให้นักประชาธิปไตย ในตะวันออกกลางลุกฮือกันขึ้นมาขับไล่รัฐบาลเผด็จการ ของแบบซาอุ นักวิจัยบิน ลาเดนก็งงกันไปทั่วอีกครั้ง นี่บิน ลาเดนจะเป็นนักประชาธิปไตยไปแล้วหรือ หลังต้องการสร้างประเทศมุสลิมอันยิ่งใหญ่ ภายใต้กฎมุสลิมเคร่งครัด ขึ้นมาในตะวันออกกลาง ตามมาอีกคือขอให้คนอิรักต่อต้านเลือกตั้งในอิรักและไม่ร่วมมือกับรัฐบาล แต่พยายามขับไล่เมกาไปให้พ้นอิรัก และใช้โอกาศเมกาในอิรัก ฆ่าทหารเมกาให้สนุกมือ อันนี้ก็ไม่แปลกมากนัก แต่มันออกจะขัดกับเลือดนักประชาธิปไตยใหม่ของบิน ลาเดน ไปหน่อย สุดท้ายที่ออกจะแปลกที่สุดคือปล่อยให้ ฮามาส หรือหน่วยก่อการร้ายในขบวนการปาเลสไตน์ สนับสนุนรัฐบาลของ อาบาส หรือรัฐบาลใหม่ของปาเลสไตน์ อย่างไม่พูดอะไรออกมาเลย ทั้งที่บุชก็บอกว่าพร้อมเปิดทำเนียบขาวให้ อาบาส และทั้งที่อิสราเอล ก็เชียร์อาบาสใจแทบขาด

เอาเป็นว่าข้างบน เป็นฐานข้อมูลที่ดี ที่จะใช้ “แกะสมอง” บิน ลาเดน ฉบับสนุกๆของชมรมนี้ก็แล้วกัน คงมีข้อมูลอีกมากที่จะใช้สนับสนุนการ แกะสมอง นี้ได้ แบบขอให้พักพวกเขาพุ่งเป้าไปที่ “หยุดน้ำมัน” ไม่ให้ไปเลี้ยงโลก ให้ได้ แต่ผมรู้อยู่แค่นี้ ก็ตามเดิมหละครับ ในการวิจัย ผมหันไปพึ่งเพื่อนในข่าวกรองทหารไทย ซึ่งจากการคุยกับเขา เขาก็งงอยู่เหมือนกัน ที่เขางงที่สุดคือ บิน ลาเดน ไม่รู้ตัวเลยหรือ ว่าการออกมาพูดตอนเลือกตั้งประธานาธิบดีเมกา จะทำให้คนเมกาหันไปเลือกบุชมากขึ้น เพื่อนในข่าวกรองทหาร ไปไกลถึงขนาดบอกเลยว่า บิน ลาเดน เป็นคะแนนเสียงที่ยิ่งใหญ่ ให้บุช ก็ไม่รู้ว่าบิน ลาเดน คิดอะไรอยู่ ถึงอยากได้บุชเป็นประธานาธิบดี ต่อไป ตรงนี้มีอีกเรื่องที่น่าสนใจ ในการแถลงข่าวลับๆของบิน ลาเดน ตอนเลือกตั้งในเมกา บิน ลาเดน “ดูถูกบุช” ด่าบุชเหมือนกับในหนัง Hollywood ที่ล้อเรียนบุช ว่าหลังจากได้ข่าวตึกถูกถล่ม บุช ซึ่งกำลังอ่านหนังสือให้เด็กๆฟังในโรงเรียนแห่งหนึ่ง แทนที่จะวิ่งออกมาหรืออะไร กลับหันไปอ่านหนังสือให้เด็กจนเสร็จก่อน แล้วถึงขอตัวออกมา ตรงนี้มันแปลกเพราะไปตรงกับบทล้อเลียนในหนัง เราก็ได้แต่คิดกันว่าบิน ลาเดน สมองอันยิ่งใหญ่ของฝ่ายก่อการร้ายโลก ทำไมถึงลดตัวเองไปเล่นการเมืองระดับน้ำเน่าแบบนั้น แล้วเอาเวลามาจากไหน ไปนั่งดูหนังแบบนั้นและให้ความสำคัญมัน แต่วกเขาเรื่อง “แกะสมอง” กันแล้ว จะเห็นได้ว่า บิน ลาเดน ก็เป็นนักการเมือง “มือหนึ่ง” อยู่เหมือนกัน หรืออย่างน้อย ก็เข้าใจว่าตัวเอง ต้องเล่นการเมืองเหมือนกัน ไม่ใช่หลับหูหลับตา ไล่ฆ่าคนไปทั่ว

ข่าวกรองไทยก็บอกผมว่า “ก็ทั้งดีและไม่ดี” ที่บิน ลาเดน เป็นนักการเมืองอยู่เหมือนกัน ดีตรงที่ว่า ถ้าเขาแพ้ในเกมการเมือง เขาอาจจะยอมแพ้ก็ได้ ถ้าเขาเห็นว่าการล้มกระดาน ด้วยการหันไปหาการก่อการร้าย มันจะไม่ได้ผล แต่ก็นั่นอีกหละ เพื่อนผมแนะนำบุชว่า พยายามบังคับให้บิน ลาเดน หันมาเล่นหมากบนกระดานให้มากขึ้น สมองด้านนี้ของบิน ลาเดน จะได้ถูกพัฒนามากขึ้น ไม่ใช่มองอะไรสุดกู่ลูกเดียว ส่วนในเรื่องการก่อการร้าย ก็พยายามจำกัด ไม่ให้บิน ลาเดน ทำอะไรได้มาก สองอย่างนี้ผสมกันเข้า บิน ลาเดน จะหันมาหาทางการเมืองมากขึ้น ก้เป็นสิ่งที่ดี เพราะในโลกมุสลิม ทุกวันที่ผ่านไป การครั่งศาสนา ขายไม่ออกมากขึ้นทุกที และสันติภาพและประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่ชาวมุสลิม ต้องการมากขึ้นทุกที เรียกว่ามีคนไม่มากนักแล้ว ที่ยังเชื่อว่าชาติอันยิ่งใหญ่ของมุสลิมแบบเคร่งครัด จะเกิดขึ้นได้

รีเอ็นจิเนีย ซีไอเอ

 

เรื่องวุ่นๆใน ซุปเปอร์ อินเทล ของสหรัฐ

 บุชก็เซ็นไปเรียบร้อยแล้วนะครับ การรวมเอาองค์กรด้าน Intelligence หรือข่าวกรอง สิบกว่าองค์กร มารวมอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน การแชร์ข้อมูล รับรู้ข้อมูล วิจัยข้อมูล การวิ่งไปวิ่งมาของข้อมูล จะได้พอจนเรื่องแบบ 9/11 ไม่เกิดขึ้นอีก ผมขอไม่ลงในรายละเอียดนะครับ ว่ามีอะไรอยู่บ้างใต้หลังคานี้ เพราะผู้อ่านคงไม่ได้ประโยชน์อะไรมากนัก นอกจากจะรู้สึกเหมือนผม ว่าทำไมมันถึงใหญ่โตอะไรกันปานนั้นเหลือเกิน เข้าเรื่องเลยนะครับ การเอาอะไรจากที่ต่างๆ ไปรวมกันอย่างนั้น มันก็ต้องมีองค์กรที่เสียอำนาจกันบ้างหละครับ นี่ก็คือเรื่องวุนๆที่กำลังเกิดขึ้นเรื่องหนึ่ง จากการตั้ง ซูเปอร์ อินเทล ขึ้นมาในสหรัฐ อีกเรื่องก็คือเรื่อง Industreal and Diplomatic Espionage นะครับ แปลก็คือปัญหาเรื่อง ความลับของภาคธุรกิจเอกชน และความลับด้าน การทูตนะครับ ก็เห็นกันมาตลอดเลยนะครับ ในวงการทูต เรื่อง office ของประเทศไหนต่อไหน ที่ยูเอน ถูกดักฟังโดยสายลับของประเทศนั้นประเทศนี้ ส่วนความลับด้านธุรกิจเอกชนของประเทศหนึ่ง นักข่าวเก่าจะจำกันได้นะครับ ว่านักข่าวของหนังสือพิมพ์ไทยฉบับหนึ่ง กลายเป็นสายลับให้สหรัฐไปเลย เรียกว่าล้วงความลับกันแบบเข้าถึงที่สุด ประเด็นตรงนี้ก็คือทุกชาติจะพันธมิตรอย่างไร ก็แข่งขันกันอยู่เหมือนกันนะครับ สหรัฐตั้ง ซูเปอร์ อินเทล ขึ้นมาอย่างนี้ เรียกว่าปวดหัวกันไปทั้งโลกนะครับ

 เรื่องเสียอำนาจ เป็นข่าวมาเมื่อวันก่อนใน New York Times ไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐ ต้องการขยายอำนาจด้านข่าวกรองและการจักการกับเรื่องต่างๆ ที่ข่าวกรองพบเจอ ด้วยการขยายสิทธิในการทำยุทธการต่างๆ นี่ยังไปถึงอาทิตย์หลังจากบุชเซ็น ซุปเปอร์ อินเทล ที่เอาข่าวกรองทหารมาอยู่ใต้หลังคาของซุปเปอร์ อินเทล นะครับ ไม่พอ ยังขออีกนะครับว่าให้ทหารดำเนินยุทธการลับมากขึ้น ไม่ใช่ให้ด้านข่าวกรองดำเนินยุทธการอย่างเดียว ก็ด่ากันไปมานะครับ ระหว่างทหารและสายลับ ล่าสุดข่าวกรองที่ไม่ใช่ของทหารด่าทหารออกมาแล้วนะครับ ว่าถ้าได้อำนาจทำยุทธวิธีไปแบบ Covert Operation ทหารอาจจะพราดได้ง่ายๆเพราะแผนทางทหารคงไปขัดกับความจริงในสมรภูมิรบ เอาเป็นว่า ณ วันที่ผมเขียนบทความนี้ ยังตีกันอยู่เลยนะครับ ขอสรุปตรงนี้หน่อยนะครับ ขอโทษที่ไม่แปลให้นะครับ "If you're a shooter, go do that job," said the former intelligence official, who has opposed efforts by the Pentagon to expand its intelligence-gathering role. "But don't put the shooter in a pinstripe suit and send him to Beirut to chase bad guys." ขอต่ออีกประเด็นนะครับ อาจจะสำคัญกว่าเรื่องตีกันอยู่ เพราะบุชยังเงียบๆอยู่เรื่องนี้ ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่อีกเรื่อง คือทหารสหรัฐเขาขอเน้นเรื่อง Weapons Proliferation หรือการสร้างอาวุธร้ายแรงของประเทศต่างๆนะครับ ก็พอมองออกนะครับว่าการต่อต้านโครงการสร้างอาวุธร้ายแรง ของชาติต่างๆ ถ้าอยู่ในมือทหารสหรัฐ คือก็น่ากังวล ตรงทหารมือจะหนักนะครับ คงจำภาพเครื่องบินรบอิสราเอลถล่มโรงงานผลิตไฟฟ้านิวเครียร์ ของประเทศอาหรับได้นะครับ ถ้าเป็นให้ข่าวกรองทำ คงเข้าไปแอบลอบฆ่า engineer and sciencetist ตั้งแต่เริ่มโครงการแล้ว ไม่ก็ใช้ sabotage หรืออะไรแบบนั้น

 เรื่องสองที่ผมกล่าวถึง ก็เรื่องที่มันเกี่ยวกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจการเมืองนะครับ สหรัฐเล่นเอาทั้งหมดมารวมกันแบบนี้ ประเทศพันธมิตรคงมีปัญหาแยกแยะว่าจะช่วยสหรัฐตรงไหนอย่างไรดี ไม่ให้เรื่องที่ตัวเองเก็บไว้เป็นความลับ ถูกสืบไปหมด คือแต่ก่อนมันแยกกันนะครับ คือถ้าเราคุยกับเพื่อนในข่าวกรองด้านความมั่นคงของสหรัฐ อาจจะพูดถึงเรื่องอื่นเข้าไปด้วย แต่เพื่อนคนสหรัฐก็อยู่ด้านความมั่นคงนะครับ สมัยนี้มันกลายเป็นอันเดียวกันไปหมดแล้ว ยิ่งคงยังจำกันได้นะครับว่าหลังสงครามเย็น สายลับของสหรัฐ หันมาหาข้อมูลทางธุรกิจเอกชนของประเทศคู่ค้ากันเป็นหลัก จนต้องระวังตัวแจกันอยู่แล้วเวลาทำงานกับสายลับสหรัฐ แต่นอกจากนี้แล้ว เวลามีความลับจะแชร์กับสหรัฐ คนแชร์จะมั่นใจได้สักขนาดไหนกันว่ามันจะไม่กระจายไปทั่วองค์กรใหญ่แบบของสหรัฐนั้น จนเสี่ยงต่อการถูกเปิดเผย สรุปตรงนี้คือผมก็ไม่ได้อยู่ในวงการราชการลับหรืออะไร แต่แน่นอนคงมีเรื่องวุ่นๆกำลังเกิดขึ้นอยู่

 สุดท้ายผมก็ขออยากสรุปแบบนักธุรกิจหน่อยนะครับ คือสหรัฐเขาสร้างโครงสร้าง อินเทล ใหม่ออกมา ที่นอกจากจะมีเรื่องวุ่นๆตอนนี้ แต่โดยรวมคงจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเก่ามาก ผมติมาแต่ก็ต้องขอสรุปว่าดูแล้วดีต่อสหรัฐจริงๆ อาจจะกลายเป็น อินเทล ที่ดีที่สุดในโลกไปก็ได้ ก็อดคิดไม่ได้ถึงแวดวงข่าวกรองของไทย ในการหาข้อมูลเพื่อมาเขียนบทความนี้ ผมก็เห็นข่าวกระทรวงกลาโหมไทย ไม่พอใจข่าวกรองไทยหลายหนเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องภาคใต้ ผมไม่มีความรู้มากนักเกี่ยวกับราชการลับไทยที่จะเสนออะไรออกมา นอกจากว่าเท่าที่ผมฟังเพื่อนในข่ าวกรองทหารมา แค่จะรู้ชื่อตำแหน่งและเบอร์โทรศัพท์ ของคนในราชการลับไทยที่กระจายอยู่ทั่ว ยังสุดยากเลยที่จะรู้หรือหามาได้ เรียกว่าไทยนี้ลับสุดๆและไม่ทำงานร่วมกันเลย ก็ยังอาจเร็วไปนะครับที่จะสรุปว่าข่าวกรองไทย ไม่ดีพอ หรือพลาดใหญ่ในเรื่องภาคใต้ แต่ถ้าเริ่มมีประเทศต่างๆทั่วโลก เริ่ม reengineer ราชการลับกันเป็นเรื่องใหญ่โต ตามรอยสหรัฐ เราก็อาจจะน่าเริ่มจับตาเขาไว้เสียแต่เนิ่นๆนะครับว่าเขาทำอะไรอยู่ เพราะนี่ไทยก็เริ่มมั่วนิ่มกันแล้ว นักข่าวรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวความมั่นคงทุกวันว่าจะระเบิดกรุงเทพ แต่อีกด้านทักษิณก็บอกว่าไม่มีเหมือนกันทุกวัน ผมงงไปหมดแล้วครับ