Thai-Anti-Terrorism

ทวีวุฒิ จุลวัจนะ อดีตคอลั่มนิส ความมั่นคง กรุงเทพธุรกิจ วิเคราะห์ การก่อการร้าย

UNHCR รายงานผลกระทบ

 

รายงานฉบับย่อ : ‘ฮิวแมนไรท์วอทช์’ ชำแหละไฟใต้ยาวอีก 5 ปี ไม่เลือกเป้าโจมตี จนกว่ามีอำนาจต่อรองรัฐ  

“การล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดมารับโทษได้ เป็นการถ่างช่องว่างระหว่างชาวไทยพุทธและชาวมุสลิมซึ่งอยู่ในชุมชนให้ขยายกว้างออกไป และทำให้การแก้ปัญหาเพื่อความสงบสุขอย่างยั่งยืนไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง”

แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์วอทช์ (เอเชีย) ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ ในระหว่างการจัดแถลงข่าวรายงานวิเคราะห์สถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 28 ส.ค.50 โดยรายงานดังกล่าวใช้ชื่อว่า ไม่มีใครปลอดภัยสักคนเดียว: กองกำลังก่อความไม่สงบโจมตีพลเรือนในจังหวัดชายแดนใต้ (No One Is Safe: Insurgent Attacks on Civilians in Thailand’s Southern Border Provinces)

รายงานจำนวน 104 หน้า มีเนื้อหาค่อนข้างตรงกันข้ามกับบทสัมภาษณ์ของ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ซึ่งกล่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาว่า สถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ของไทย มีแนวโน้มที่จะคลี่คลายภายในเดือนธันวาคม 2550

ฮิวแมนไรท์วอทช์เก็บข้อมูลในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2549 – กรกฎาคม 2550 โดยการสัมภาษณ์ประชาชนที่เป็นเหยื่อความรุนแรง, เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในเขตจังหวัดชายแดนใต้, เจ้าหน้าที่รัฐจากส่วนกลาง, นักวิชาการ, ทนายความ, สื่อมวลชนไทยและสื่อจากต่างประเทศ รวมถึงสมาชิกกองกำลังเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดน (BRN-Coordinate) ซึ่งอยู่ในพื้นที่ไม่สงบ 

บทสรุปของรายงานกล่าวว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ปะทุขึ้นหลังจากวันที่ 4 มกราคม 2547 ซึ่งมีผู้บุกรุกเข้าไปในค่ายทหาร จังหวัดนราธิวาส (เหตุการณ์ปล้นปืนในค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเจาะไอร้อง-ประชาไท) และเจ้าหน้าที่รัฐตอบโต้กรณีดังกล่าวด้วยการจับกุมแนวร่วมและผู้ต้องสงสัยโดยใช้ความรุนแรง-ละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงมีผู้ต่อต้าน และนำไปสู่เหตุการณ์สังหารหมู่ที่กรือเซะ (28 เม.ย. 2547) และกรณีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ตากใบ (25 ต.ค.2547)

 คำเตือนถึงภาครัฐ เรื่องการ ‘ไม่ลงโทษ’ เจ้าหน้าที่

 รายงานกล่าวว่า เจ้าหน้าที่จับกุมตัวผู้ต้องสงสัยและใช้กำลังข่มขู่ทารุณระหว่างการสอบสวน มีการ ‘อุ้มหาย’ หรือการทำให้ผู้ต้องสงสัยสาบสูญไป รวมถึงการวิสามัญฆาตกรรม ไม่ต่างจากการราดน้ำมันลงบนกองไฟ ซึ่งกลุ่มฮิวแมนไรท์วอทช์ได้นำเสนอข้อมูลดังกล่าวในรายงานประจำเดือนมีนาคม ชื่อว่า It Was Like Suddenly My Son No Longer Existed ระบุว่า ปฏิบัติการของภาครัฐเป็นอันตราย เพราะมีรูปแบบของการบังคับข่มขู่และอุ้มหาย รวมถึงการใช้มาตรการอื่นๆ ที่ละเมิดกฏหมายเสียเอง

 เนื้อหาในรายงานอ้างถึงการงดเว้นบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐ โดยกล่าวเพิ่มเติมว่ากองทัพหรือกรมตำรวจไม่ติดตามดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิด เช่นเดียวกับที่กรมสืบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม (DSI: Justice Ministry’s Department of Special Investigation) และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ต่างก็ล้มเหลวในการดำเนินการสืบสวนสอบสวนคดีวิสามัญฆาตกรรมต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นคนทำ

เหตุการณ์เหล่านี้ยืนยันความเชื่อของชาวไทยเชื้อสายมลายูในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะไม่ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างยุติธรรม และแนวคิดดังกล่าวถูกตอกย้ำอีกครั้งเมื่อรัฐบาล (ชุดปัจจุบัน - ประชาไท) ตัดสินใจใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2549 ต่อไป ทำให้กองกำลังความมั่นคงของรัฐได้รับความคุ้มครอง ไม่มีการลงโทษเจ้าหน้าที่ในจังหวัดชายแดนใต้ที่กระทำความผิดฐานละเมิดสิทธิมนุษยชน ประเด็นทั้งหมดที่กล่าวมาจึงเป็นตัวขัดขวางความพยายามของรัฐที่จะสร้างความสมานฉันท์ในหมู่ประชาชนชาวไทยเชื้อสายมลายูในจังหวัดชายแดนใต้

อย่างไรก็ตาม รายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์ได้กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกองกำลังก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ด้วยเช่นกัน โดยระบุว่า แม้กองกำลังจะหยิบยกประเด็นทางประวัติศาสตร์และความคับข้องใจในสถานการณ์ปัจจุบันมาเป็นเหตุผลในการต่อสู้ แต่กลยุทธ์ที่กองกำลังใช้อยู่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเลย และมันทำให้ความชอบธรรมในการต่อสู้ของกองกำลังฯ ถูกทำลายลงไป

เป้าหมายกองกำลังแบ่งแยกดินแดน ไม่แยก ‘ไทยพุทธ’ หรือ ‘มุสลิม’

ข้อมูลในรายงานกล่าวว่า นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 จนถึงเดือนกรกฏาคม 2550 ผลการโจมตีของกองกำลังฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,400 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกราว 4,000 ราย โดยที่ร้อยละ 90 ของผู้เสียชีวิต มีทั้งที่เป็นพลเรือนทั่วไป รวมถึงข้าราชการ และครู ส่วนใหญ่จะโดนระเบิดที่ลอบวางตามแหล่งชุมชนต่างๆ เช่น ธนาคาร ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงแรม

ทั้งนี้ กองกำลังฯ ใช้วิธีสุ่มวางระเบิดไว้ตามสถานที่สาธารณะและไม่แยกแยะว่าจะโจมตีพลเรือนหรือกองกำลังของทหาร และไม่มีการป้องกันหลีกเลี่ยงหรือลดการสูญเสียของพลเรือนแต่อย่างใด

การโจมตีบางประเภทของกองกำลังก่อความไม่สงบมีความตั้งใจพื้นฐานคือการแผ่ขยายความหวาดกลัวไปยังประชาชน เหยื่อของกองกำลังฯ อย่างน้อย 29 รายถูกตัดศีรษะ และในช่วงเวลา 43 เดือนที่ผ่านมา ประชาชนกว่า 40 ราย ทั้งที่เป็นชาวไทยพุทธและมุสลิม ถูกฟันด้วยมีดดาบขนาดใหญ่จนเสียชีวิต เหยื่อรายหนึ่งเป็นทหารที่มาปฏิบัติหน้าที่ และผู้เสียชีวิตรายอื่นๆ เป็นพลเรือน หรือไม่ก็เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้าราชการ และผู้ที่เกษียณอายุแล้วก็มี

ฮิวแมนไรท์วอทช์แบ่งผู้ตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีของกองกำลังก่อความไม่สงบออกเป็น 4 ประเภท

ประเภทที่ 1 คือ พลเรือนชาวไทยพุทธที่ทำงานให้กับรัฐบาล เช่น ข้าราชการ ครู หรือเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยหรือสาธารณสุข

ประเภทที่ 2 คือ พลเรือนทั่วไปที่เป็นชาวไทยพุทธ และพระสงฆ์ เพราะในมุมมองของกองกำลังฯ การดำรงอยู่ของชาวไทยพุทธเป็นการตอกย้ำภาพของ ‘พวกนอกรีต’ (kafir) ที่เข้ามารุกรานยึดครองดินแดนปัตตานี ซึ่งนับวัน กองกำลังฯ ยิ่งทวีความเชื่อว่าพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยของชาวไทยพุทธ แต่เป็นเขตความขัดแย้งทางศาสนา (religious conflict territory) โดยกองกำลังฯ จะทิ้งใบปลิวที่มีข้อความดังกล่าวไว้ใกล้ๆ ร่างของผู้เสียชีวิตเพื่อเป็นการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่รัฐ

ประเภทที่ 3 คือ พลเรือนชาวไทยเชื้อสายมลายูที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐไทย ซึ่งอาจเป็นเพียงการให้ข้อมูลแก่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้าน แต่กองกำลังแบ่งแยกดินแดนมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องร้ายแรง ผู้ที่ให้ความร่วมมือกับรัฐจะถูกเรียกว่า ‘มูนาฟิก’ (Munafig) หรือ คนหลอกลวง เพราะคนเหล่านี้ยอมรับการยึดครองของพวกนอกรีต การโจมตีคนกลุ่มนี้จึงหมายถึง ‘การลงโทษ’ หรือไม่ก็อาจใช้เป็นคำเตือนแก่ชาวมุสลิมคนอื่นๆ ไม่ให้เอาเยี่ยงอย่าง

ประเภทที่ 4 คือ ชาวไทยเชื้อสายมลายูที่ไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการของกองกำลังแบ่งแยกดินแดน มักจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำลายพันธกิจของกองกำลังฯ ผู้ที่อยู่ในประเภทนี้จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตี และถูกมองว่าเป็นผู้ทรยศที่กระทำ ‘บาปต้องห้าม’ (Forbidden Sin) ไม่มีความซื่อสัตย์ต่ออัตลักษณ์ของชนชาติไทยเชื้อสายมลายูและศาสนาอิสลาม ผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายในประเภทนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้นำศาสนา หรือไม่ก็เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองซึ่งขัดขวางการแสวงหาและการฝึกอบรมสมาชิกใหม่ในกองกำลังฯ รวมไปถึงผู้คนที่วิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติภารกิจของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ซึ่งรายงานฉบับนี้สรุปว่าการโจมตีกลุ่มพลเรือนในประเภทที่ 4 คือความพยายามที่จะประกาศอำนาจของกองกำลังฯ และใช้ความหวาดกลัวเป็นเครื่องมือควบคุมผู้คนในชุมชน

รายงานกล่าวถึงการโจมตีของกองกำลังก่อความไม่สงบว่าเป็นการกระทำที่สร้างผลกกระทบใหญ่หลวงแก่ชุมชนท้องถิ่น โรงเรียนในหลายๆ อำเภอ หรือแม้แต่ทั่วจังหวัดถูกสั่งปิด เพื่อความปลอดภัย หลังจากที่ครูจำนวนมากถูกฆ่าตายและโรงเรียนหลายแห่งถูกเผา และสถานการณ์ดังกล่าวเลวร้ายลงไปอีก เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องนี้ในวันที่ 18 มิถุนายน 2550 โดยระบุว่า รัฐบาลไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยให้กับทุกโรงเรียนได้ และโรงเรียนบางแห่งอาจต้องปิดไปเลยเป็นการถาวร และนักเรียนจะถูกย้ายไปยังพื้นที่อื่นที่ปลอดภัยกว่า

 กองกำลังแบ่งแยกดินแดนเผาสถานีอนามัยอีกหลายแห่ง และฆาตกรรมเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุข สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงแก่บางพื้นที่ เพราะไม่อาจเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขได้เลย นอกจากนี้ในรายงานยังระบุว่า การคมนาคมขนส่งสาธารณะในบางพื้นที่หยุดชะงัก เพราะกองกำลังก่อเหตุให้รถไฟตกราง หรือไม่ก็ดักซุ่มโจมตีรถโดยสารหรือรถตู้ขนส่ง การติดต่อสื่อสารระหว่างพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้และโลกภายนอกก็ถูกรบกวนจนหยุดชะงักอยู่บ่อยๆ เพราะกองกำลังฯ โจมตีชุมสายโทรศัพท์หรือไม่ก็ทำลายหม้อแปลงไฟฟ้า ทำให้เกิดปัญหาการสื่อสารขัดข้องและไฟดับเป็นบริเวณกว้าง

ขบวนการบีอาร์เอ็น – แกนนำกองกำลังก่อความไม่สงบ

แม้จะมีผู้ร่วมอุดมการณ์ต่างๆ มากมาย แต่ขบวนการบีอาร์เอ็น หรือ BRN-Coordinate (Barisan Revolusi Nasional-Koordinas) เป็นดังกระดูกสันหลังของกองกำลังแบ่งแยกดินแดนยุคใหม่ ซึ่งประสบความสำเร็จในการนำประเด็นความคับแค้นใจที่หยั่งรากลึกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยอ้างถึงการที่ประชาชนในจังหวัดชายแดนใต้โดนเจ้าหน้าที่จากรัฐไทยกดขี่ ทารุณ เอารัดเอาเปรียบ ฉ้อโกง และได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม โดยมุ่งเน้นที่มาตรการของรัฐบาลอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่ทำให้เกิดการจลาจลประท้วงเกิดขึ้นหลายครั้งในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ขบวนการบีอาร์เอ็นเป็นการผสมผสานของอิทธิพลระหว่างกลุ่มชาตินิยมเชื้อสายมลายู และแนวคิดนิยมอิสลามแบบสุดโต่ง ทำให้ขบวนการมุ่งสร้างความเข้มแข้งของแนวคิด อุดมการณ์ เครือข่ายทางการเมือง รวมถึงสถาบันทางการทหาร โดยส่งผ่านไปยังครูสอนศาสนา, โรงเรียน และนักเรียน เพื่อจะนำไปสู่การติดอาวุธต่อสู้ปลดปล่อย ‘ปัตตานี ดารุสซาลาม’ ให้มีอิสรภาพ

แนวร่วมของขบวนการบีอาร์เอ็นซึ่งกระจายตัวอย่างหลวมๆ ในพื้นที่หมู่บ้านต่างๆ เรียกตัวเองว่า ‘นักสู้เพื่ออิสรภาพปัตตานี’ Patani Freedom Fighters หรือ Pejuang Kemerdekaan Patani

เจ้าหน้าที่รัฐไทยประเมินการณ์ว่ากองกำลังแบ่งแบกดินแดนที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีได้จัดตั้งกลุ่มย่อยกระจายไปยังหมู่บ้านต่างๆ โดยแต่ละกลุ่มจะมีสมาชิกประมาณ 5-8 คน ซึ่งกลุ่มย่อยของกองกำลังได้แฝงตัวอยู่ตามพื้นที่ 2 ใน 3 ของหมู่บ้านทั้งหมด 1,574 แห่ง ทั่วทั้งเขตจังหวัดชายแดนใต้

ขณะเดียวกัน ในรายงานยืนยันว่า กองกำลังที่เป็นเยาวชน หรือ ‘เปอร์มูดอ’ Pemuda ของขบวนการบีอาร์เอ็น มีมากกว่า 7,000 คนแล้ว นอกจากนี้ ผู้นำกลุ่มย่อยในแต่ละหมู่บ้านสามารถสั่งการได้เองโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากใคร และตัดสินใจได้ทันทีว่าจะโจมตีใคร ที่ไหน เมื่อไหร่

 แม้กระบวนการศึกษาเกี่ยวกับขบวนการบีอาร์เอ็นจะเกิดขึ้นบ้างแล้ว แต่บีอาร์เอ็นก็ยังเป็นกลุ่มที่คาดเดาอะไรได้ยาก ด้วยเป้าหมายที่จะ ‘ปลดปล่อย’ จังหวัดชายแดนใต้จากประเทศไทย สมาชิกระดับสูงคนหนึ่งของบีอาร์เอ็นกล่าวกับฮิวแมนไรท์วอทช์ว่า ทุกวันนี้ทางขบวนการไม่สนใจที่จะเจรจากับเจ้าหน้าที่รัฐไทยหรือเจ้าหน้าที่รัฐมาเลเซีย รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ‘มหาธีร์ โมฮัมเหม็ด’ ซึ่งพยายามใช้วิธีทางการฑูตอย่างเงียบๆ แต่ก็ไม่คืบหน้าไปถึงไหน

 สมาชิกขบวนการบีอาร์เอ็นบางรายกล่าวเพิ่มเติมกับฮิวแมนไรท์วอทช์ว่า พวกเขาไม่มีแผนจะวางอาวุธหรือหยุดการต่อสู้ปลดปล่อยปัตตานีดารุสซาลาม พวกเขาเชื่อว่าอย่างน้อยที่สุด ในเวลา 3-5 ปี จะทำให้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 ปรากฏชัดเจนต่อสาธารณชน จนกลายเป็นความแข็งแกร่งพอที่จะยกระดับให้การต่อสู้ของขบวนการกลายเป็นกระบวนการทางการเมืองได้

 การตั้งเป้าโจมตีพลเรือนและการใช้ความรุนแรงโดยไม่พิจารณาแยกแยะ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงในหมู่นักต่อสู้แบ่งแยกดินแดนยุคเก่าและยุคใหม่ สมาชิกระดับสูงจากกองกำลังฯ สมัยเก่า เช่น พูโล (PULO: Pattani United Liberation Organization) ให้สัมภาษณ์ในรายงานโดยระบุว่า การใช้ความรุนแรงที่เพิ่มระดับขึ้นมา รวมถึงการมุ่งโจมตีพลเรือน เช่น พระสงฆ์ ประชาชน ทั้งชาวพุทธ และชาวไทยเชื้อสายมลายู เป็นเรื่องน่าตกใจ ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือความพร้อมใจและความรวดเร็วของขบวนการที่สามารถออกคำสั่งให้ปฏิบัติการฆ่าคนได้

 ความคืบหน้าปัญหาชายแดนใต้หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

 ในการตอบโต้การก่อเหตุท้าทายด้านความปลอดภัยของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 เป็นต้นมา รัฐบาลไทยได้ประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ชายแดนใต้ ออกกฏหมายพิเศษมาบังคับใช้ ระดมกองกำลังความมั่นคงเข้าไปในพื้นที่ วางแผนยุทธศาสตร์การทหารเพื่อต่อสู้รับมือฝ่ายตรงข้าม ทั้งยังส่งทหารพรานและตำรวจตระเวณชายแดนเข้าประจำการ และก่อตั้ง ‘กองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุข จังหวัดชายแดนภาคใต้’ หรือ กอ.สสส.จชต.(Southern Border Provinces Peace-Building Command: SBPPC) เพื่อประสานงานส่งเสริมนโยบายต่อต้านการก่อความไม่สงบ

 ทั้งยังมีการรณรงค์วิธีแก้ปัญหาในแนวทางสมานฉันท์ แต่ทักษิณ ชินวัตร และเจ้าหน้าที่รัฐมักจะใช้กำลังโดยไม่ใส่ใจความปลอดภัยหรือการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน กองกำลังของรัฐส่วนใหญ่ถูกฝึกอบรมให้ใช้ยุทธวิธีทางการทหารหรือไม่ก็การดำเนินการทางกฎหมายกับฝ่ายตรงข้ามรัฐ แต่รัฐก็ยังปราศจากความเข้าใจในกลยุทธ์ที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใช้ และไม่เข้าใจบริบททางสังคมที่อาจเป็นชนวนให้เกิดการจลาจลด้วยเช่นกัน

 รายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์ชี้ให้เห็นว่า ข้อปฏิบัติหรือกฎเกณฑ์ในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ได้ถูกพูดถึงอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ทำให้เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าตนได้รับมอบหมายให้สามารถกระทำวิสามัญฆาตกรรมได้ หรืออาจใช้อำนาจเกินขอบเขตกับสถานการณ์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังเข้าปราบปราม และแผนปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ก็ล้มเหลว ไม่สามารถจัดการกับกองกำลังกลุ่มย่อยที่อยู่ตามหมู่บ้าน ซึ่งกองทัพไทยวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของทักษิณอย่างรุนแรงในกรณีที่ให้ตำรวจทำหน้าที่แทนทหาร รวมถึงการแต่งตั้งให้พวกพ้องของตนมาดำรงตำแหน่งระดับสูง ทั้งที่ความรู้ความเข้าใจเรื่องการทหารมีเพียงน้อยนิด

การทำรัฐประหารต่อต้านทักษิณเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นเรื่องผิดกฏหมายและทำให้ประเทศถูกมองว่าถอยหลังกลับไป แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีจัดการกับปัญหาจังหวัดชายแดนใต้

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2549 และมุ่งมั่นดำเนินการเพื่อเอาชนะใจชาวไทยเชื้อสายมลายู รวมทั้งปรับเปลี่ยนแนวทางของรัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวขอโทษต่อสาธารณชน โดยพูดถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนใต้ว่าเป็น ‘ความผิดพลาดของรัฐ’ ที่มีต่อชาวไทยเชื้อสายมลายู ซึ่งคำขอโทษดังกล่าวได้รับการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ทั่วประเทศ นอกจากนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ได้ประกาศให้มีการนำแผน ศอ.บต.หรือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (Southern Border Provinces Administrative Center: SBPAC) ซึ่งทักษิณยุบโครงการไปแล้ว กลับมาใช้ใหม่ เพื่อช่วยสืบสวนสอบสวนและดำเนินการเรื่องข้อร้องเรียนจากชาวไทยเชื้อสายมลายูที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือข้าราชการใช้อำนาจในทางที่ผิด ฉ้อฉลและกดขี่ประชาชน รวมถึงร้องเรียนเจ้าหน้าที่ที่ไร้ความสามารถในการปฏิบัติงานได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม พล.อ.สุรยุทธ์ไม่สามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญได้ กองทัพไทยในปัจจุบันถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทนายความและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนที่ทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เนื่องจากรัฐบาลไม่ทำอย่างที่เคยพูดเอาไว้ ศอ.บต.ยังล้มลุกคลุกคลานที่จะเข้าถึงคนในชุมชน เพราะขาดแหล่งข้อมูลและไม่สามารถจัดการกับปัญหาความไม่เป็นธรรมและการข่มเหงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งที่สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ พล.อ.สุรยุทธ์เคยกล่าวถึงมาก่อนแล้วเมื่อครั้งที่พูดถึงปัญหาในจังหวัดชายแดนใต้

 ส่วนหนึ่งของบทสรุปในรายงานฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า แผนการสร้างความยุติธรรมและสมานฉันท์ด้วยกระบวนการทางกฏหมายไม่อาจสกัดกั้นความรุนแรงที่เกิดจากกลุ่มกองกำลังได้ง่ายๆ ขณะเดียวกัน ความล้มเหลวของนโยบายทางการเมืองในยุครัฐบาลทักษิณทำให้ความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น ข้อตกลงร่วมของกองกำลังแบ่งแยกดินแดนซึ่งมีหลายกลุ่มแน้นแฟ้นยิ่งขึ้น หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่กรือเซะและตากใบ

ไม่ว่ารัฐบาลไทยจะเลือกใช้วิธีการอย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่า การปล่อยให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจกดขี่ประชาชนต่อไป มีแต่จะทำให้เรื่องต่างๆ เลวร้ายกว่าเดิม สิ่งที่ควรทำ คือการรับมือกับปัญหาด้วยความยุติธรรมและจะต้องมีแรงสนับสนุนจากระบบการปกครองส่วนกลาง ต้องจริงจังกับการใช้มาตรการลงโทษเจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิด รวมถึงการเจรจาเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในหมู่ชาวไทยเชื้อสายมลายูที่ไม่ได้มีแนวคิดรุนแรงสุดโต่ง ซึ่งขั้นตอนต่างๆ ต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะเห็นผล แต่ก็เป็นนโยบายที่เหมาะสมในการสร้างความตระหนักรู้อย่างจริงจัง

ข้อเสนอ 10 ประการ ของฮิวแมนไรท์วอทช์ เอเชีย

1.กองกำลังแบ่งแยกดินแดนควรหยุดการโจมตีพลเรือน ทั้งที่เป็นบุคคล ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด เชื้อชาติใด หรือเป้าหมายที่เป็นกลุ่ม ไม่โจมตีที่มั่นหรือสาธารณูปโภคของประชาชน ซึ่งรวมถึง โรงเรียน สถานที่สำคัญทางศาสนา และสถานีอนามัย

2.กองกำลังแบ่งแยกดินแดนควรหยุดการโจมตีที่ไม่มีการแยกแยะว่าผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่กองกำลังของรัฐหรือผู้ใดเป็นพลเรือน และควรจะมีการเตือนล่วงหน้าหรือใช้กลยุทธ์โจมตีเป้าหมายที่เป็นฝ่ายทหาร เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับพลเรือนและสาธารณูปโภคของประชาชน

3.กองกำลังแบ่งแยกดินแดนควรสร้างความเข้าใจโดยทั่วกันในหมู่สมาชิกกองกำลังว่า จะต้องเคารพและรักษาความปลอดภัยของพลเรือน ควรกำหนดบทลงโทษหรือขับไล่สมาชิกกองกำลังฯ ที่ก่อเหตุโจมตีฝ่ายพลเรือน หรือใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุจนเป็นอันตรายต่อพลเรือน รวมถึงการกักขังหน่วงเหนี่ยวบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยปราศจากการดูแลที่เหมาะสม

4.กองกำลังแบ่งแยกดินแดนควรต้องปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะมาตราสามัญ 3 ของอนุสัญญากรุงเจนีวา ค.ศ.1949 และพิธีสารที่ 2 ค.ศ.1977 กองกำลังฯ ควรขอความช่วยเหลือจากตัวแทนด้านสิทธิมนุษยชนที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เพื่อรับรู้รับฟังหรือปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ

5.กองกำลังแบ่งแยกดินแดนควรหยุดการคุกคาม ขู่เข็ญ ทำร้าย หรือทำลายชื่อเสียงของบุคคลใดก็ตามที่พยายามปฏิบัติหน้าที่หรือรายงานข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับการกดขี่ข่มเหงที่เกิดขึ้น เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน, ผู้สื่อข่าว รวมถึงบุคคลอื่นๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการยืนยันว่าว่ามีกรณีกดขี่ข่มเหงเกิดขึ้นจริง

6.รัฐบาลไทยควรปรับเปลี่ยนและแสวงหาแนวทางแก้ปัญหาความมั่นคงด้วยวิธีการที่มีความเข้าอกเข้าใจ เคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงหรือกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนสากล ขณะเดียวกันก็ต้องประสานความร่วมมือไปยังชุมชนท้องถิ่น เพื่อการสำรวจตรวจตรา ป้องกัน และรับมือการโจมตีของกองกำลังฯ อย่างมีประสิทธิภาพ

 7.รัฐบาลไทยควรจัดตั้งมาตรการสำคัญๆ เช่น ก่อตั้งกองทุนฉุกเฉิน เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของกองกำลังฯ จะยังสามารถเข้าถึงการศึกษา, สาธารณสุข และสาธารณูปโภคต่างๆ ได้อย่างปลอดภัยต่อไป

8.รัฐบาลไทยควรดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ผู้กระทำทารุณ โดยไม่คำนึงถึงยศหรือตำแหน่ง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ซึ่งมีส่วนรู้เห็นในการกระทำทารุณ แต่ไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อดำรงความยุติธรรม ควรจัดให้มีการชดเชยแก่ผู้เสียหาย หรือครอบครัวของผู้เสียหายจากการกระทำทารุณของเจ้าหน้าที่ อย่างทันท่วงที เหมาะสม และเป็นธรรม 

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลไทยควรเพิ่มความเข้มแข็งและเป็นอิสระให้กับกระทรวงยุติธรรม, สำนักงานทนายความ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อประสิทธิภาพในการสืบสวนสอบสวนและรายงานกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และประเด็นสำคัญคือ องค์กรและหน่วยงานต่างๆ จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างอิสระ มีทรัพยากรที่จำเป็นและมีความมั่นคงปลอดภัย

9.ประชาคมสากลควรประณามการกระทำของกลุ่มหรือกองกำลังใดๆ ก็ตามที่โจมตีเป้าหมายพลเรือนหรือทรัพย์สินของพลเรือน รวมถึงการก่อให้เกิดอันตราย และการเสียชีวิตของประชาชนพลเรือนด้วย

10.ประชาคมสากลควรสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เพื่อการติดตามดูแล สืบสวน และรายงานความเคลื่อนไหวเรื่องข้อกล่าวหาว่ามีการละเมิดสิทธิเกิดขึ้นโดยการกระทำของทุกกลุ่มหรือไม่

UNHCR รายงานผลกระทบ

 

รายงานฉบับย่อ : ‘ฮิวแมนไรท์วอทช์’ ชำแหละไฟใต้ยาวอีก 5 ปี ไม่เลือกเป้าโจมตี จนกว่ามีอำนาจต่อรองรัฐ  

“การล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดมารับโทษได้ เป็นการถ่างช่องว่างระหว่างชาวไทยพุทธและชาวมุสลิมซึ่งอยู่ในชุมชนให้ขยายกว้างออกไป และทำให้การแก้ปัญหาเพื่อความสงบสุขอย่างยั่งยืนไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง”

แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์วอทช์ (เอเชีย) ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ ในระหว่างการจัดแถลงข่าวรายงานวิเคราะห์สถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 28 ส.ค.50 โดยรายงานดังกล่าวใช้ชื่อว่า ไม่มีใครปลอดภัยสักคนเดียว: กองกำลังก่อความไม่สงบโจมตีพลเรือนในจังหวัดชายแดนใต้ (No One Is Safe: Insurgent Attacks on Civilians in Thailand’s Southern Border Provinces)

รายงานจำนวน 104 หน้า มีเนื้อหาค่อนข้างตรงกันข้ามกับบทสัมภาษณ์ของ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ซึ่งกล่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาว่า สถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ของไทย มีแนวโน้มที่จะคลี่คลายภายในเดือนธันวาคม 2550

ฮิวแมนไรท์วอทช์เก็บข้อมูลในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2549 – กรกฎาคม 2550 โดยการสัมภาษณ์ประชาชนที่เป็นเหยื่อความรุนแรง, เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในเขตจังหวัดชายแดนใต้, เจ้าหน้าที่รัฐจากส่วนกลาง, นักวิชาการ, ทนายความ, สื่อมวลชนไทยและสื่อจากต่างประเทศ รวมถึงสมาชิกกองกำลังเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดน (BRN-Coordinate) ซึ่งอยู่ในพื้นที่ไม่สงบ 

บทสรุปของรายงานกล่าวว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ปะทุขึ้นหลังจากวันที่ 4 มกราคม 2547 ซึ่งมีผู้บุกรุกเข้าไปในค่ายทหาร จังหวัดนราธิวาส (เหตุการณ์ปล้นปืนในค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเจาะไอร้อง-ประชาไท) และเจ้าหน้าที่รัฐตอบโต้กรณีดังกล่าวด้วยการจับกุมแนวร่วมและผู้ต้องสงสัยโดยใช้ความรุนแรง-ละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงมีผู้ต่อต้าน และนำไปสู่เหตุการณ์สังหารหมู่ที่กรือเซะ (28 เม.ย. 2547) และกรณีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ตากใบ (25 ต.ค.2547)

 คำเตือนถึงภาครัฐ เรื่องการ ‘ไม่ลงโทษ’ เจ้าหน้าที่

 รายงานกล่าวว่า เจ้าหน้าที่จับกุมตัวผู้ต้องสงสัยและใช้กำลังข่มขู่ทารุณระหว่างการสอบสวน มีการ ‘อุ้มหาย’ หรือการทำให้ผู้ต้องสงสัยสาบสูญไป รวมถึงการวิสามัญฆาตกรรม ไม่ต่างจากการราดน้ำมันลงบนกองไฟ ซึ่งกลุ่มฮิวแมนไรท์วอทช์ได้นำเสนอข้อมูลดังกล่าวในรายงานประจำเดือนมีนาคม ชื่อว่า It Was Like Suddenly My Son No Longer Existed ระบุว่า ปฏิบัติการของภาครัฐเป็นอันตราย เพราะมีรูปแบบของการบังคับข่มขู่และอุ้มหาย รวมถึงการใช้มาตรการอื่นๆ ที่ละเมิดกฏหมายเสียเอง

 เนื้อหาในรายงานอ้างถึงการงดเว้นบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐ โดยกล่าวเพิ่มเติมว่ากองทัพหรือกรมตำรวจไม่ติดตามดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิด เช่นเดียวกับที่กรมสืบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม (DSI: Justice Ministry’s Department of Special Investigation) และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ต่างก็ล้มเหลวในการดำเนินการสืบสวนสอบสวนคดีวิสามัญฆาตกรรมต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นคนทำ

เหตุการณ์เหล่านี้ยืนยันความเชื่อของชาวไทยเชื้อสายมลายูในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะไม่ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างยุติธรรม และแนวคิดดังกล่าวถูกตอกย้ำอีกครั้งเมื่อรัฐบาล (ชุดปัจจุบัน - ประชาไท) ตัดสินใจใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2549 ต่อไป ทำให้กองกำลังความมั่นคงของรัฐได้รับความคุ้มครอง ไม่มีการลงโทษเจ้าหน้าที่ในจังหวัดชายแดนใต้ที่กระทำความผิดฐานละเมิดสิทธิมนุษยชน ประเด็นทั้งหมดที่กล่าวมาจึงเป็นตัวขัดขวางความพยายามของรัฐที่จะสร้างความสมานฉันท์ในหมู่ประชาชนชาวไทยเชื้อสายมลายูในจังหวัดชายแดนใต้

อย่างไรก็ตาม รายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์ได้กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกองกำลังก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ด้วยเช่นกัน โดยระบุว่า แม้กองกำลังจะหยิบยกประเด็นทางประวัติศาสตร์และความคับข้องใจในสถานการณ์ปัจจุบันมาเป็นเหตุผลในการต่อสู้ แต่กลยุทธ์ที่กองกำลังใช้อยู่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเลย และมันทำให้ความชอบธรรมในการต่อสู้ของกองกำลังฯ ถูกทำลายลงไป

เป้าหมายกองกำลังแบ่งแยกดินแดน ไม่แยก ‘ไทยพุทธ’ หรือ ‘มุสลิม’

ข้อมูลในรายงานกล่าวว่า นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 จนถึงเดือนกรกฏาคม 2550 ผลการโจมตีของกองกำลังฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,400 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกราว 4,000 ราย โดยที่ร้อยละ 90 ของผู้เสียชีวิต มีทั้งที่เป็นพลเรือนทั่วไป รวมถึงข้าราชการ และครู ส่วนใหญ่จะโดนระเบิดที่ลอบวางตามแหล่งชุมชนต่างๆ เช่น ธนาคาร ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงแรม

ทั้งนี้ กองกำลังฯ ใช้วิธีสุ่มวางระเบิดไว้ตามสถานที่สาธารณะและไม่แยกแยะว่าจะโจมตีพลเรือนหรือกองกำลังของทหาร และไม่มีการป้องกันหลีกเลี่ยงหรือลดการสูญเสียของพลเรือนแต่อย่างใด

การโจมตีบางประเภทของกองกำลังก่อความไม่สงบมีความตั้งใจพื้นฐานคือการแผ่ขยายความหวาดกลัวไปยังประชาชน เหยื่อของกองกำลังฯ อย่างน้อย 29 รายถูกตัดศีรษะ และในช่วงเวลา 43 เดือนที่ผ่านมา ประชาชนกว่า 40 ราย ทั้งที่เป็นชาวไทยพุทธและมุสลิม ถูกฟันด้วยมีดดาบขนาดใหญ่จนเสียชีวิต เหยื่อรายหนึ่งเป็นทหารที่มาปฏิบัติหน้าที่ และผู้เสียชีวิตรายอื่นๆ เป็นพลเรือน หรือไม่ก็เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้าราชการ และผู้ที่เกษียณอายุแล้วก็มี

ฮิวแมนไรท์วอทช์แบ่งผู้ตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีของกองกำลังก่อความไม่สงบออกเป็น 4 ประเภท

ประเภทที่ 1 คือ พลเรือนชาวไทยพุทธที่ทำงานให้กับรัฐบาล เช่น ข้าราชการ ครู หรือเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยหรือสาธารณสุข

ประเภทที่ 2 คือ พลเรือนทั่วไปที่เป็นชาวไทยพุทธ และพระสงฆ์ เพราะในมุมมองของกองกำลังฯ การดำรงอยู่ของชาวไทยพุทธเป็นการตอกย้ำภาพของ ‘พวกนอกรีต’ (kafir) ที่เข้ามารุกรานยึดครองดินแดนปัตตานี ซึ่งนับวัน กองกำลังฯ ยิ่งทวีความเชื่อว่าพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยของชาวไทยพุทธ แต่เป็นเขตความขัดแย้งทางศาสนา (religious conflict territory) โดยกองกำลังฯ จะทิ้งใบปลิวที่มีข้อความดังกล่าวไว้ใกล้ๆ ร่างของผู้เสียชีวิตเพื่อเป็นการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่รัฐ

ประเภทที่ 3 คือ พลเรือนชาวไทยเชื้อสายมลายูที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐไทย ซึ่งอาจเป็นเพียงการให้ข้อมูลแก่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้าน แต่กองกำลังแบ่งแยกดินแดนมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องร้ายแรง ผู้ที่ให้ความร่วมมือกับรัฐจะถูกเรียกว่า ‘มูนาฟิก’ (Munafig) หรือ คนหลอกลวง เพราะคนเหล่านี้ยอมรับการยึดครองของพวกนอกรีต การโจมตีคนกลุ่มนี้จึงหมายถึง ‘การลงโทษ’ หรือไม่ก็อาจใช้เป็นคำเตือนแก่ชาวมุสลิมคนอื่นๆ ไม่ให้เอาเยี่ยงอย่าง

ประเภทที่ 4 คือ ชาวไทยเชื้อสายมลายูที่ไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการของกองกำลังแบ่งแยกดินแดน มักจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำลายพันธกิจของกองกำลังฯ ผู้ที่อยู่ในประเภทนี้จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตี และถูกมองว่าเป็นผู้ทรยศที่กระทำ ‘บาปต้องห้าม’ (Forbidden Sin) ไม่มีความซื่อสัตย์ต่ออัตลักษณ์ของชนชาติไทยเชื้อสายมลายูและศาสนาอิสลาม ผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายในประเภทนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้นำศาสนา หรือไม่ก็เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองซึ่งขัดขวางการแสวงหาและการฝึกอบรมสมาชิกใหม่ในกองกำลังฯ รวมไปถึงผู้คนที่วิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติภารกิจของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ซึ่งรายงานฉบับนี้สรุปว่าการโจมตีกลุ่มพลเรือนในประเภทที่ 4 คือความพยายามที่จะประกาศอำนาจของกองกำลังฯ และใช้ความหวาดกลัวเป็นเครื่องมือควบคุมผู้คนในชุมชน

รายงานกล่าวถึงการโจมตีของกองกำลังก่อความไม่สงบว่าเป็นการกระทำที่สร้างผลกกระทบใหญ่หลวงแก่ชุมชนท้องถิ่น โรงเรียนในหลายๆ อำเภอ หรือแม้แต่ทั่วจังหวัดถูกสั่งปิด เพื่อความปลอดภัย หลังจากที่ครูจำนวนมากถูกฆ่าตายและโรงเรียนหลายแห่งถูกเผา และสถานการณ์ดังกล่าวเลวร้ายลงไปอีก เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องนี้ในวันที่ 18 มิถุนายน 2550 โดยระบุว่า รัฐบาลไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยให้กับทุกโรงเรียนได้ และโรงเรียนบางแห่งอาจต้องปิดไปเลยเป็นการถาวร และนักเรียนจะถูกย้ายไปยังพื้นที่อื่นที่ปลอดภัยกว่า

 กองกำลังแบ่งแยกดินแดนเผาสถานีอนามัยอีกหลายแห่ง และฆาตกรรมเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุข สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงแก่บางพื้นที่ เพราะไม่อาจเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขได้เลย นอกจากนี้ในรายงานยังระบุว่า การคมนาคมขนส่งสาธารณะในบางพื้นที่หยุดชะงัก เพราะกองกำลังก่อเหตุให้รถไฟตกราง หรือไม่ก็ดักซุ่มโจมตีรถโดยสารหรือรถตู้ขนส่ง การติดต่อสื่อสารระหว่างพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้และโลกภายนอกก็ถูกรบกวนจนหยุดชะงักอยู่บ่อยๆ เพราะกองกำลังฯ โจมตีชุมสายโทรศัพท์หรือไม่ก็ทำลายหม้อแปลงไฟฟ้า ทำให้เกิดปัญหาการสื่อสารขัดข้องและไฟดับเป็นบริเวณกว้าง

ขบวนการบีอาร์เอ็น – แกนนำกองกำลังก่อความไม่สงบ

แม้จะมีผู้ร่วมอุดมการณ์ต่างๆ มากมาย แต่ขบวนการบีอาร์เอ็น หรือ BRN-Coordinate (Barisan Revolusi Nasional-Koordinas) เป็นดังกระดูกสันหลังของกองกำลังแบ่งแยกดินแดนยุคใหม่ ซึ่งประสบความสำเร็จในการนำประเด็นความคับแค้นใจที่หยั่งรากลึกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยอ้างถึงการที่ประชาชนในจังหวัดชายแดนใต้โดนเจ้าหน้าที่จากรัฐไทยกดขี่ ทารุณ เอารัดเอาเปรียบ ฉ้อโกง และได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม โดยมุ่งเน้นที่มาตรการของรัฐบาลอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่ทำให้เกิดการจลาจลประท้วงเกิดขึ้นหลายครั้งในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ขบวนการบีอาร์เอ็นเป็นการผสมผสานของอิทธิพลระหว่างกลุ่มชาตินิยมเชื้อสายมลายู และแนวคิดนิยมอิสลามแบบสุดโต่ง ทำให้ขบวนการมุ่งสร้างความเข้มแข้งของแนวคิด อุดมการณ์ เครือข่ายทางการเมือง รวมถึงสถาบันทางการทหาร โดยส่งผ่านไปยังครูสอนศาสนา, โรงเรียน และนักเรียน เพื่อจะนำไปสู่การติดอาวุธต่อสู้ปลดปล่อย ‘ปัตตานี ดารุสซาลาม’ ให้มีอิสรภาพ

แนวร่วมของขบวนการบีอาร์เอ็นซึ่งกระจายตัวอย่างหลวมๆ ในพื้นที่หมู่บ้านต่างๆ เรียกตัวเองว่า ‘นักสู้เพื่ออิสรภาพปัตตานี’ Patani Freedom Fighters หรือ Pejuang Kemerdekaan Patani

เจ้าหน้าที่รัฐไทยประเมินการณ์ว่ากองกำลังแบ่งแบกดินแดนที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีได้จัดตั้งกลุ่มย่อยกระจายไปยังหมู่บ้านต่างๆ โดยแต่ละกลุ่มจะมีสมาชิกประมาณ 5-8 คน ซึ่งกลุ่มย่อยของกองกำลังได้แฝงตัวอยู่ตามพื้นที่ 2 ใน 3 ของหมู่บ้านทั้งหมด 1,574 แห่ง ทั่วทั้งเขตจังหวัดชายแดนใต้

ขณะเดียวกัน ในรายงานยืนยันว่า กองกำลังที่เป็นเยาวชน หรือ ‘เปอร์มูดอ’ Pemuda ของขบวนการบีอาร์เอ็น มีมากกว่า 7,000 คนแล้ว นอกจากนี้ ผู้นำกลุ่มย่อยในแต่ละหมู่บ้านสามารถสั่งการได้เองโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากใคร และตัดสินใจได้ทันทีว่าจะโจมตีใคร ที่ไหน เมื่อไหร่

 แม้กระบวนการศึกษาเกี่ยวกับขบวนการบีอาร์เอ็นจะเกิดขึ้นบ้างแล้ว แต่บีอาร์เอ็นก็ยังเป็นกลุ่มที่คาดเดาอะไรได้ยาก ด้วยเป้าหมายที่จะ ‘ปลดปล่อย’ จังหวัดชายแดนใต้จากประเทศไทย สมาชิกระดับสูงคนหนึ่งของบีอาร์เอ็นกล่าวกับฮิวแมนไรท์วอทช์ว่า ทุกวันนี้ทางขบวนการไม่สนใจที่จะเจรจากับเจ้าหน้าที่รัฐไทยหรือเจ้าหน้าที่รัฐมาเลเซีย รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ‘มหาธีร์ โมฮัมเหม็ด’ ซึ่งพยายามใช้วิธีทางการฑูตอย่างเงียบๆ แต่ก็ไม่คืบหน้าไปถึงไหน

 สมาชิกขบวนการบีอาร์เอ็นบางรายกล่าวเพิ่มเติมกับฮิวแมนไรท์วอทช์ว่า พวกเขาไม่มีแผนจะวางอาวุธหรือหยุดการต่อสู้ปลดปล่อยปัตตานีดารุสซาลาม พวกเขาเชื่อว่าอย่างน้อยที่สุด ในเวลา 3-5 ปี จะทำให้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 ปรากฏชัดเจนต่อสาธารณชน จนกลายเป็นความแข็งแกร่งพอที่จะยกระดับให้การต่อสู้ของขบวนการกลายเป็นกระบวนการทางการเมืองได้

 การตั้งเป้าโจมตีพลเรือนและการใช้ความรุนแรงโดยไม่พิจารณาแยกแยะ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงในหมู่นักต่อสู้แบ่งแยกดินแดนยุคเก่าและยุคใหม่ สมาชิกระดับสูงจากกองกำลังฯ สมัยเก่า เช่น พูโล (PULO: Pattani United Liberation Organization) ให้สัมภาษณ์ในรายงานโดยระบุว่า การใช้ความรุนแรงที่เพิ่มระดับขึ้นมา รวมถึงการมุ่งโจมตีพลเรือน เช่น พระสงฆ์ ประชาชน ทั้งชาวพุทธ และชาวไทยเชื้อสายมลายู เป็นเรื่องน่าตกใจ ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือความพร้อมใจและความรวดเร็วของขบวนการที่สามารถออกคำสั่งให้ปฏิบัติการฆ่าคนได้

 ความคืบหน้าปัญหาชายแดนใต้หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

 ในการตอบโต้การก่อเหตุท้าทายด้านความปลอดภัยของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 เป็นต้นมา รัฐบาลไทยได้ประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ชายแดนใต้ ออกกฏหมายพิเศษมาบังคับใช้ ระดมกองกำลังความมั่นคงเข้าไปในพื้นที่ วางแผนยุทธศาสตร์การทหารเพื่อต่อสู้รับมือฝ่ายตรงข้าม ทั้งยังส่งทหารพรานและตำรวจตระเวณชายแดนเข้าประจำการ และก่อตั้ง ‘กองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุข จังหวัดชายแดนภาคใต้’ หรือ กอ.สสส.จชต.(Southern Border Provinces Peace-Building Command: SBPPC) เพื่อประสานงานส่งเสริมนโยบายต่อต้านการก่อความไม่สงบ

 ทั้งยังมีการรณรงค์วิธีแก้ปัญหาในแนวทางสมานฉันท์ แต่ทักษิณ ชินวัตร และเจ้าหน้าที่รัฐมักจะใช้กำลังโดยไม่ใส่ใจความปลอดภัยหรือการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน กองกำลังของรัฐส่วนใหญ่ถูกฝึกอบรมให้ใช้ยุทธวิธีทางการทหารหรือไม่ก็การดำเนินการทางกฎหมายกับฝ่ายตรงข้ามรัฐ แต่รัฐก็ยังปราศจากความเข้าใจในกลยุทธ์ที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใช้ และไม่เข้าใจบริบททางสังคมที่อาจเป็นชนวนให้เกิดการจลาจลด้วยเช่นกัน

 รายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์ชี้ให้เห็นว่า ข้อปฏิบัติหรือกฎเกณฑ์ในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ได้ถูกพูดถึงอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ทำให้เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าตนได้รับมอบหมายให้สามารถกระทำวิสามัญฆาตกรรมได้ หรืออาจใช้อำนาจเกินขอบเขตกับสถานการณ์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังเข้าปราบปราม และแผนปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ก็ล้มเหลว ไม่สามารถจัดการกับกองกำลังกลุ่มย่อยที่อยู่ตามหมู่บ้าน ซึ่งกองทัพไทยวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของทักษิณอย่างรุนแรงในกรณีที่ให้ตำรวจทำหน้าที่แทนทหาร รวมถึงการแต่งตั้งให้พวกพ้องของตนมาดำรงตำแหน่งระดับสูง ทั้งที่ความรู้ความเข้าใจเรื่องการทหารมีเพียงน้อยนิด

การทำรัฐประหารต่อต้านทักษิณเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นเรื่องผิดกฏหมายและทำให้ประเทศถูกมองว่าถอยหลังกลับไป แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีจัดการกับปัญหาจังหวัดชายแดนใต้

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2549 และมุ่งมั่นดำเนินการเพื่อเอาชนะใจชาวไทยเชื้อสายมลายู รวมทั้งปรับเปลี่ยนแนวทางของรัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวขอโทษต่อสาธารณชน โดยพูดถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนใต้ว่าเป็น ‘ความผิดพลาดของรัฐ’ ที่มีต่อชาวไทยเชื้อสายมลายู ซึ่งคำขอโทษดังกล่าวได้รับการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ทั่วประเทศ นอกจากนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ได้ประกาศให้มีการนำแผน ศอ.บต.หรือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (Southern Border Provinces Administrative Center: SBPAC) ซึ่งทักษิณยุบโครงการไปแล้ว กลับมาใช้ใหม่ เพื่อช่วยสืบสวนสอบสวนและดำเนินการเรื่องข้อร้องเรียนจากชาวไทยเชื้อสายมลายูที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือข้าราชการใช้อำนาจในทางที่ผิด ฉ้อฉลและกดขี่ประชาชน รวมถึงร้องเรียนเจ้าหน้าที่ที่ไร้ความสามารถในการปฏิบัติงานได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม พล.อ.สุรยุทธ์ไม่สามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญได้ กองทัพไทยในปัจจุบันถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทนายความและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนที่ทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เนื่องจากรัฐบาลไม่ทำอย่างที่เคยพูดเอาไว้ ศอ.บต.ยังล้มลุกคลุกคลานที่จะเข้าถึงคนในชุมชน เพราะขาดแหล่งข้อมูลและไม่สามารถจัดการกับปัญหาความไม่เป็นธรรมและการข่มเหงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งที่สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ พล.อ.สุรยุทธ์เคยกล่าวถึงมาก่อนแล้วเมื่อครั้งที่พูดถึงปัญหาในจังหวัดชายแดนใต้

 ส่วนหนึ่งของบทสรุปในรายงานฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า แผนการสร้างความยุติธรรมและสมานฉันท์ด้วยกระบวนการทางกฏหมายไม่อาจสกัดกั้นความรุนแรงที่เกิดจากกลุ่มกองกำลังได้ง่ายๆ ขณะเดียวกัน ความล้มเหลวของนโยบายทางการเมืองในยุครัฐบาลทักษิณทำให้ความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น ข้อตกลงร่วมของกองกำลังแบ่งแยกดินแดนซึ่งมีหลายกลุ่มแน้นแฟ้นยิ่งขึ้น หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่กรือเซะและตากใบ

ไม่ว่ารัฐบาลไทยจะเลือกใช้วิธีการอย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่า การปล่อยให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจกดขี่ประชาชนต่อไป มีแต่จะทำให้เรื่องต่างๆ เลวร้ายกว่าเดิม สิ่งที่ควรทำ คือการรับมือกับปัญหาด้วยความยุติธรรมและจะต้องมีแรงสนับสนุนจากระบบการปกครองส่วนกลาง ต้องจริงจังกับการใช้มาตรการลงโทษเจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิด รวมถึงการเจรจาเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในหมู่ชาวไทยเชื้อสายมลายูที่ไม่ได้มีแนวคิดรุนแรงสุดโต่ง ซึ่งขั้นตอนต่างๆ ต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะเห็นผล แต่ก็เป็นนโยบายที่เหมาะสมในการสร้างความตระหนักรู้อย่างจริงจัง

ข้อเสนอ 10 ประการ ของฮิวแมนไรท์วอทช์ เอเชีย

1.กองกำลังแบ่งแยกดินแดนควรหยุดการโจมตีพลเรือน ทั้งที่เป็นบุคคล ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด เชื้อชาติใด หรือเป้าหมายที่เป็นกลุ่ม ไม่โจมตีที่มั่นหรือสาธารณูปโภคของประชาชน ซึ่งรวมถึง โรงเรียน สถานที่สำคัญทางศาสนา และสถานีอนามัย

2.กองกำลังแบ่งแยกดินแดนควรหยุดการโจมตีที่ไม่มีการแยกแยะว่าผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่กองกำลังของรัฐหรือผู้ใดเป็นพลเรือน และควรจะมีการเตือนล่วงหน้าหรือใช้กลยุทธ์โจมตีเป้าหมายที่เป็นฝ่ายทหาร เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับพลเรือนและสาธารณูปโภคของประชาชน

3.กองกำลังแบ่งแยกดินแดนควรสร้างความเข้าใจโดยทั่วกันในหมู่สมาชิกกองกำลังว่า จะต้องเคารพและรักษาความปลอดภัยของพลเรือน ควรกำหนดบทลงโทษหรือขับไล่สมาชิกกองกำลังฯ ที่ก่อเหตุโจมตีฝ่ายพลเรือน หรือใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุจนเป็นอันตรายต่อพลเรือน รวมถึงการกักขังหน่วงเหนี่ยวบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยปราศจากการดูแลที่เหมาะสม

4.กองกำลังแบ่งแยกดินแดนควรต้องปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะมาตราสามัญ 3 ของอนุสัญญากรุงเจนีวา ค.ศ.1949 และพิธีสารที่ 2 ค.ศ.1977 กองกำลังฯ ควรขอความช่วยเหลือจากตัวแทนด้านสิทธิมนุษยชนที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เพื่อรับรู้รับฟังหรือปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ

5.กองกำลังแบ่งแยกดินแดนควรหยุดการคุกคาม ขู่เข็ญ ทำร้าย หรือทำลายชื่อเสียงของบุคคลใดก็ตามที่พยายามปฏิบัติหน้าที่หรือรายงานข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับการกดขี่ข่มเหงที่เกิดขึ้น เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน, ผู้สื่อข่าว รวมถึงบุคคลอื่นๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการยืนยันว่าว่ามีกรณีกดขี่ข่มเหงเกิดขึ้นจริง

6.รัฐบาลไทยควรปรับเปลี่ยนและแสวงหาแนวทางแก้ปัญหาความมั่นคงด้วยวิธีการที่มีความเข้าอกเข้าใจ เคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงหรือกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนสากล ขณะเดียวกันก็ต้องประสานความร่วมมือไปยังชุมชนท้องถิ่น เพื่อการสำรวจตรวจตรา ป้องกัน และรับมือการโจมตีของกองกำลังฯ อย่างมีประสิทธิภาพ

 7.รัฐบาลไทยควรจัดตั้งมาตรการสำคัญๆ เช่น ก่อตั้งกองทุนฉุกเฉิน เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของกองกำลังฯ จะยังสามารถเข้าถึงการศึกษา, สาธารณสุข และสาธารณูปโภคต่างๆ ได้อย่างปลอดภัยต่อไป

8.รัฐบาลไทยควรดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ผู้กระทำทารุณ โดยไม่คำนึงถึงยศหรือตำแหน่ง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ซึ่งมีส่วนรู้เห็นในการกระทำทารุณ แต่ไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อดำรงความยุติธรรม ควรจัดให้มีการชดเชยแก่ผู้เสียหาย หรือครอบครัวของผู้เสียหายจากการกระทำทารุณของเจ้าหน้าที่ อย่างทันท่วงที เหมาะสม และเป็นธรรม 

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลไทยควรเพิ่มความเข้มแข็งและเป็นอิสระให้กับกระทรวงยุติธรรม, สำนักงานทนายความ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อประสิทธิภาพในการสืบสวนสอบสวนและรายงานกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และประเด็นสำคัญคือ องค์กรและหน่วยงานต่างๆ จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างอิสระ มีทรัพยากรที่จำเป็นและมีความมั่นคงปลอดภัย

9.ประชาคมสากลควรประณามการกระทำของกลุ่มหรือกองกำลังใดๆ ก็ตามที่โจมตีเป้าหมายพลเรือนหรือทรัพย์สินของพลเรือน รวมถึงการก่อให้เกิดอันตราย และการเสียชีวิตของประชาชนพลเรือนด้วย

10.ประชาคมสากลควรสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เพื่อการติดตามดูแล สืบสวน และรายงานความเคลื่อนไหวเรื่องข้อกล่าวหาว่ามีการละเมิดสิทธิเกิดขึ้นโดยการกระทำของทุกกลุ่มหรือไม่

ระเบิด หัวเมือง

 

คนไทยทุกคน ควรมีส่วนร่วมในการป้องกันภัยจากการก่อการร้าย

 

ภัยจากการก่อการร้าย ก็ใกล้คนไทยตามหัวเมืองใหญ่เข้ามาทุกที ด้วยข่าวจากฝ่ายความมั่นคงไทย หลายต่อหลายหนว่าผู้ก่อการร้ายในภาคใต้ อาจจะระเบิดหัวเมืองใหญ่ในภาคอื่นรวมถึงกรุงเทพ ก็ทำให้เรื่องการก่อการร้าย มีคนตามมากขึ้น ในการศึกษาเบื้องต้นในเรื่องการก่อการร้าย เช่นด้วยการเข้าอินเตอร์เนตหาข้อมูล สิ่งหนึ่งที่คนไทยจะเห็น ก็คือมีการโฆษณาที่รับฝึกนักธุรกิจ ให้รู้เรื่องภัยจากการก่อการร้าย มากมายหลายโฆษณาทั่วอินเตอร์เนต จนพูดง่ายๆว่าเลือกกันไม่ถูกเลย ว่าจะไปเรียนกับใครดี

 

ในไทยเมื่อวันก่อน มีเจ้าของธุรกิจบริษัทหนึ่ง ที่กำลังขายธุรกิจพันล้านของเขาให้ชาวต่างชาติ มาปรึกษาผมว่าเขาควรรีบขายไหม เพราะเขาอ่านหนังสือพิมพ์แล้วเจอข่าวระเบิดกรุงเทพเกือบจะทุกวัน คำพูดของเขาคือควรใช้เวลาต่อรองให้ได้ข้อตกลงที่ดีที่สุด หรือขายไปเลยเพื่อความปรอดภัย คำถามแบบนี้ คงมีมากกว่าที่เราคิดกัน แต่ถ้าถามผมว่าภาคธุรกิจเอกชนไทย ตื่นตัวกับเรื่องก่อการร้ายขนาดไหน ผมคิดว่าน้อยมากที่ตื่นตัวเหมือนคนที่มาปรึกษาผม ในสหรัฐผมคิดว่าถึงจุดแล้วที่แทบทุกบริษัทมีการเตรียมพร้อมสำหรับภัยจากฝ่ายก่อการร้าย เรียกว่ารุดหน้าไทยไปมาก ไม่ใช่สิ่งแปลกที่บริษัทในสหรัฐ จะมีฝ่ายที่รู้เรื่องผู้ก่อการร้ายอย่างดี และมีแผนรองรับไว้แล้ว ว่าถ้าถูกกระทบโดยตรง จะทำอย่างไร หรือถ้ากระทบทางอ้อม จะทำอย่างไร หรือป้องกันตัวเองอย่างไรดี

 

ในการหาคำตอบให้นักธุรกิจคนนั้น ผมก็หันไปหาเพื่อนในข่าวกรองทหารหรือใน Directorate of Intelligence ของไทย สิ่งแรกที่ผมถามเขา ก็คือสิ่งที่นักธุรกิจคนที่ผมอ้างถึง เขาสงสัยอยู่ คือการที่ทักษิณไปกดดันฝ่ายก่อการร้ายภาคใต้มากๆ เขาจะไม่ตอบโต้รุนแรงมากขึ้นหรือ เช่นมาระเบิดกรุงเทพ เพื่อนในข่าวกรองไทยเขาก็พูดออกมาน่าสนใจหลายอย่าง ว่าแรกเลย ฝ่ายก่อการร้ายภาคใต้อาจจะระเบิดกรุงเทพได้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่ายๆ เพราะข้อจำกัดของฝ่ายแบ่งแยกดินแดนเอง สิ่งที่สองที่เขาบอกคือ ในการระเบิดนั้น อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ใหญ่โตมากนัก ทำเพื่อหวังผลทางจิตวิทยามวลชน มากกว่าการทำลาย และอีกอย่างที่เขาพูดถึงคือ ฝ่ายก่อการร้ายไทยอาจจะไม่มีสาเหตุหนักพอที่จะมาระเบิดกรุงเทพ เพราะปฏิกิริยาตอบโต้จากคนไทย อาจจะรุนแรงจนฝ่ายก่อการร้ายเสียประโยชน์มากกว่าได้ประโยชน์ แต่เขาเน้นว่าฝ่ายก่อการร้ายอาจจะทำเพื่อผลกระทบทางการเมืองไทย คืออาจทำเพื่อให้ทักษิณชนะเลือกตั้งหนหน้าลำบากมากขึ้น อีกคำพูดของเพื่อนผม คือ soft target หรือเป้าที่โจมตีได้ ที่ไม่ใช่จุดที่เฝ้าระวังกันเป็นพิเศษ มีอยู่ทุกประเทศในโลกและเป็นเป้าที่ฝ่ายต่อต้านการก่อการร้าย ป้องกันไม่ได้หมด “มันขึ้นอยู่กับผู้ก่อการร้ายเท่านั้นที่จะทำหรือไม่ทำ” นี่คือคำพูดของเขา แต่ถึงจะยอมรับว่าป้องกันยาก เขาก็บอกว่าฝ่ายความมั่นคง ดูแลอยู่เท่าที่จะทำได้ แต่ท้ายสุดเขาก็มองแบบทหาร คือถ้ามันเกิดขึ้น มันก็จะทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมือง จน “ผันผวนปั่นป่วนไปหมด” ได้ก็ในช่วงสั้นเท่านั้น “ถ้าระเบิดหัวเมืองจริง จะเป็นกระสุนนัดสุดท้าย สุดท้าย ที่ฝ่ายก่อการร้ายจะเอามาใช้ได้” เพราะหลังจากนั้น ไม่มีอะไรอีกแล้ว “ตอนนี้อาจจะไม่ใช่เวลาที่เอาไพ่ใบนี้มาใช้”

 

“แล้วที่ฝ่ายความมั่นคงออกมาพูดกับนักหนังสือพิมพ์โดยให้อ้างเป็นแหล่งข่าวเท่านั้น ว่าฝ่ายก่อการร้ายอาจจะระเบิดกรุงเทพ ทำเพื่ออะไร” ผมถามเพื่อผม เขาก็วกเข้าเรื่อง counter-terrorism หรือการตอบรับการก่อการร้าย ทันที ว่าที่จริงแล้ว คนไทยส่วนมากเข้าใจผิดว่าการต่อสู้กับการก่อการร้าย อยู่ในมือของฝ่ายความมั่นคงเท่านั้น “ประชาชนก็มีส่วนร่วมมาก” เขาบอกว่าจริงๆแล้ว มีอยู่สามระดับ ระดับแรก คือการหาข่าวและป้องกันไม่ให้การก่อการร้ายเกิดขึ้น แต่ในระดับต่อๆไป คือถ้ามันเกิดขึ้น จะทำอย่างไร สิ่งแรกที่เขากล่าวถึงก็คือการเข้าไปจัดการกับภาวะฉุกเฉิน ที่เกิดขึ้น คือถ้าระเบิดกรุงเทพขึ้นมาจริงๆ ต้องมีหน่วยฉุกเฉิน เข้าไปจัดการกับเรื่องเฉพาะหน้านั้น อย่างมือโปรที่สุด คือทั้งทหาร ตำรวจ พวกที่เกี่ยวข้องกับ CSI หรือหน่วยสืบสวนหาร่องรอย หน่วยกู้ภัยต่างๆ สื่อ ต้องทำงานร่วมกันอย่างมีระบบ หลังจากเครียร์พื้นที่แล้ว ต่อไปคือจัดการอย่างดีกับผู้เคราะห็ร้าย และฟื้นฟูสภาพจิตใจของประชาชน เขาบอกว่าการเตือนภัย เป็นการ “ปรับสภาพจิตใจของประชาชนไว้ล่วงหน้า” เขาบอกว่าถึงคนไทยจะไปดึงความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติไปทางนี้ทางนั้น ได้ยากมาก แต่เขาสนใจในความเชื่อมั่นของคนไทยมากกว่า ว่าถ้ามีการระเบิดหัวเมืองขึ้นมา คนไทยจะปรับตัวได้ดีแค่ไหน “ให้เรื่องไม่เกินเลยบานปรายออกไป” นี่เป็นคำถามที่เขาฝากไว้ สุดท้ายผมก็อดถามเขาไม่ได้ ว่าแล้วทำไมทักษิณ ถึงออกมาบอกว่าไม่มีอะไร หลายต่อหลายหน ต่อคำถามนี้ เพื่อนผมอาจจะไม่กล้าว่าทักษิณหรือชอบทักษิณหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เขาพูดสั้นๆเท่านั้นว่าทักษิณต้องพูดอย่างนั้น แต่ถ้าให้ห้ผมตอบ ผมคงจะสรุปว่าทักษิณ รู้น้อยไปหน่อยเรื่อง counter-terrorism ผมคิดว่าทักษิณ ควรยอมรับว่าเป็นไปได้ และช่วยปรับสภาพจิตใจคนไทยเสียตั้งแต่เนิ่นๆ เช่นมีการฝึกผสมให้พร้อมถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา การเตรียมมาตรการให้พร้อม เพื่อใช้ปรับสภาพจิตใจประชาชนถ้ามีและหลังการระเบิด การเตรียมพร้อมมีมาตรการป้องกันพิเศษ เช่นแบบที่ตำรวจทำอยู่ในบางพื้นที่ ที่ชาวต่างชาติกระจุกตัวอยู่ แต่หันมาทำกับจุดล่อแหลมที่คนไทยตามหัวเมืองหรือกรุงเทพ ไปกรูกันอยู่มากๆ คงไม่ต้องถึงกับแบบสหรัฐที่มีการปรับขึ้นลงและประกาศระดับความเสี่ยงกันเลย แต่ถ้าจำกันได้ ก่อนการประชุม APEC ในไทย มีการเตรียมพร้อมกันดีมาก ขนาดเอาจรวดมาให้คนขับมอร์เตอร์ไซและแทกซี่ดูกันเลย ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร และขอร้องให้คอยเฝ้ามองกัน

 

“เราพร้อมรับการถูกระเบิดตามเมืองใหญ่ๆมากขึ้นเท่าไหร่ ฝ่ายก่อการร้ายจะรู้ว่าผลของการกระทำของเขาจะน้อยลงไปเท่านั้น” เพื่อนผมบอกว่านี่คือการป้องกันภัยจากการก่อการร้าย ที่ดีที่สุดที่คนตามหัวเมืองหรือคนกรุงเทพจะทำได้ ฉนั้นเราทุกคน มีส่วนร่วมได้ ในการต่อต้านภัย จากการก่อการร้าย

 

 

dก่อการร้ายและเศรษฐกิจ

 

ใครก็ตามที่ได้ลองเข้าไปอ่านเวปข่าวของ Reuters คงจะเห็นโฆษณาเล็กๆอยู่อันหนึ่ง ที่แนะนำเสนอให้ผู้คนสมัครเป็นสมาชิกรับข่าวสารของอุตสาหกรรมและบริษัท ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นอันหนึ่ง อุตสาหกรรมนั้นคืออุตสาหกรรมอุปกรณ์ ต่อต้านการก่อการร้าย ทั้งแบบที่เป็นชิ้นเป็นอันหรือแบบ Software โฆษณาได้บอกว่า หุ้นบริษัทเหล่านี้ ที่ทางเขาได้แนะนำ ได้กระโดดขึ้นเป็น 100% หรือ ในบางตัว 1000% ภายในปีเดียว คุยอีกด้วยว่าหุ้นของบริษัทเกี่ยวกับนาโนเทคโน ที่ร้อนแรงมาเป็นปีแล้ว ยังแรงไม่เท่าหุ้นของเขา ข้างๆโฆษราอันนี้เอง ก็มีอีกโฆษณา ที่บริษัทค้าขาย commodity ล่วงหน้า ก็แนะนำให้คนอ่าน Reuters มาเล่นตลาดน้ำมันล่วงหน้ากับบริษัทเขา New York Times รายงานว่า เงินที่เข้าไปลงทุนในตลาดน้ำมันล่วงหน้า สูงเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ หุ้นบริษัทน้ำมันและบริษัทขุดเจาะน้ำมัน ขึ้นกระจุยกระจาย สร้างงานสร้างรายได้มหาสาร ในไทย การปรับตัวของระบบเศรษฐกิจให้เข้ากับยุคของ ผู้ก่อการร้าย ก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว พลังงานสกัดจากผลผลิตเกษตรกำลังมาแรงมากในไทยและทั่วโลก ไม่ต้องสงสัยว่า ยิ่งเอาผลิตผลเกษตรมาผลิตพลังงานมากเท่าไหร่ ราคาพืชผลเกษตร ก็จะขึ้นเป็นเงาตามตัว ทุกอย่างที่เขียนมา เป็นการมองมิติบวกของผลกระทบจากผู้ก่อการร้าย

 

แต่ในอีกมิติ ในด้านลบของการที่โลกต้องเผชิญกับภัยผู้ก่อการร้าย ก็มีจริงๆแต่สิ่งนี้ แอบแฝงอยู่ แต่ก่อนอื่น เราอย่ามาพูดกันมากนัก ถึงสิ่งที่เห็นง่ายๆเช่นราคาน้ำมันแพง ที่กระทบต่อตัวเลขที่เคยสวย ของระบบเศรษฐกิจแบบ ของไทยอย่างแรง เลย เพราะไทยนั้นเล็กมากนักในโลกนี้ เงินที่ OPEC ได้มามากขึ้นมาก จากการที่น้ำมันราคาพุ่ง ก็หมายความว่ามีระบบเศรษฐกิจทั่วโลก คือของระบบที่ผลิตน้ำมัน ที่ได้รับผลประโยชน์ นอกจากนี้ เงินที่มากับน้ำมันแพง ก็ต้องมีที่ไป และแน่นอน ไทยอาจจะขายสินค้าให้ตะวันออกกลางได้มากขึ้น แต่ท้ายสุด อเมริกาก็เป็นประเทศที่ OPEC นิยมเอาเงินไปลง มากที่สุด เรียกว่า New York เป็นแหล่งกระจายเงินลงทุนของ OPEC ไปยังทั่วโลก แน่นอนการฟอกเงินน้ำมันนี้ คงจะมีบ้าง ที่ไหลมาไทย ฉนั้นจากที่เขียนมา จะเห็นได้ว่าโลกนี้ ปรอดภัยพอสมควรจากการกระทำของผู้ก่อการร้าย

 

สิ่งที่เลวร้ายที่สุด คือความ “ผันผวน” ในช่วงสั้น ถ้าผู้ก่อการร้าย สามารถโจมตีแบบศูนย์กลางทางการเงิน ของประเทศเช่นอเมริกา เช่น Wall Street หรือทำลายระบบขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลาง หรือแหล่งน้ำมันดิบ ได้อย่างยิ่งใหญ่ จนน้ำมันขาดแคลนไปทั่วโลก เท่าที่เห็น ผู้ก่อการร้ายไม่มีความสามารถ ทำในสิ่งนี้ได้ ส่วนศูนย์กลางทางการเงินนั้น ในอเมริกา กำลังมีการระบบรองรับกันเป็นการใหญ่ คือมีแผนออกมาแล้ว ว่าจะทำอย่างไรถ้า Wall Street ถูกทำลาย แต่มิติทางลบ จากผลกระทบจากการก่อการร้ายมีจริง มองเห็นยากมาก และเป็นปัญหาแก้ไม่ตก และสามารถชะลอตัวเศรษฐกิจโลก ได้อย่างมากมาย ถึงจะเห็นยาก แต่ก็มีคนที่มองออกบ้าง เช่นอาจารย์ที่ Harvard คนหนึ่ง

 

อาจารย์คนนี้ชี้ไปที่สองสามอย่าง แรกคืออมริกาพึ่งสมองไหลจากทั่วโลก ไปยังอเมริกา เพื่อหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจอเมริกา สมองไหลนี้ได้หยุดลงมาก ตัวเลขที่เขาเสนอน่ากลัวมาก มันหยุดลงจากการที่อเมริกาคุมเข้มคนที่จะเข้าไปทำงานหรือเรียนในอเมริกา ตามมาคือสิ่งที่เขาเรียกว่าการที่ประชาชนถูกจับตาตรวจสอบมากขึ้น จะไปทำลายระบบเศรษฐกิจที่อยู่นอกระบบ อาจารย์คนนี้บอกว่าเศรษฐกิจนอกระบบนี้ เป็นจุดก่อตัวของ Entrepreneur ตัวเลขระบบนี้ที่เขายกมาก็คือของเยอรมัน ที่ตอนนี้หนึ่งในหกของเศรษฐกิจ อยู่นอกระบบ อีกสิ่งที่อาจารย์คนนี้พูดถึง คือเรื่องความปรอดภัยตามท่าเรือและสนามบิน เช่นราคาสินค้า อาจพุ่งขึ้นมากมาย ถ้าอเมริกาตรวจเข้มขึ้นมา Innovation หัวใจของระบบเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าแล้ว อาจถูกทำลายไปด้วยเพราะสินค้าเปลี่ยนมือช้าลง หรือเพราะการพบปะของผู้คนสะดุดลงหรือล่าช้าลงไป นอกจากนี้ เวทีการค้าโลกอาจจะมีปัญหา เพราะประเทศที่รวยและคนที่รวย จะสามารถ “ซื้อ” เวลาและความสะดวกสบาย ได้มากกว่าคนจน ตามด่านหรือท่าต่างๆ กลายเป็นปัญหาสำหรับ World Trade Organization ไปอีกที่จะต้องทำให้เท่าเทียมกัน สรุปคือลองนึกดูสิว่าถ้า ผู้ก่อการร้าย แผงระเบิดลูกใหญ่เข้าไปกับตู้ขนสินค้า แล้วตู้นั้น ถูกส่งไปยังร้านค้าใน Wall Street จนระเบิดขึ้นมา สิ่งที่จะตามมา คือ ข้ามคืน ระบบขนส่งสินค้าทั่วโลกจะพังลงทันที เมื่ออเมริกาคุมเข้ม ทำลายเศรษฐกิจโลกไปในพริบตา สุดท้ายอาจารย์ก็พูดถึงสิ่งที่นักข่าวพูดถึงกันมาก คืออเมริกา มีเงินขนาดไหนกันที่จะใช้จ่ายไปในการทำให้ประเทศเขา ปรอดภัยจากผู้ก่อการร้าย คืออเมริกา รุกและรับไปพร้อมๆกัน เป็นสงครามสองด้าน ทั้งงบใช้ภายใน และงบใช้ภายนอก การใช้จ่ายนี้ อาจทำลายความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจของอเมริกา และกระทบไปทั้งโลก

 

ผมขอสรุปตรงนี้ ผมติดตามเรื่องเกี่ยวกับการก่อการร้ายมานาน อ่านประวัติของเรื่องก่อการร้ายในประเทศต่างๆมาหลายประเทศ สิ่งหนึ่งที่อยู่ข้าง ผู้ ้ต่อต้านการก่อการร้าย คือนานๆเข้า ประชาชนของประเทศหนึ่ง จะคุ้นเคยและชินไปเองกับเรื่องนี้ ประชาชนจะปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมของเขา ผมขอยกตัวอย่าง อเมริกา เคยถูกระเบิดเวิรด์เทรดมา สิ่งที่จะใหญ่กว่านั้นได้มีน้อยมาก สิ่งที่จะกระทบจิตวิทยามวลชนได้มากขนาดนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ก่อการร้ายจะทำได้ง่ายๆ Failure from One’s Own Success ดูจะเป็นคำพูดที่เหมาะสม

 

ระเบิดหัวเมืองใหญ่ๆ

 

 

คนไทยทุกคน ควรมีส่วนร่วมในการป้องกันภัยจากการก่อการร้าย

ก็ระเบิดกทมไปแล้วนะครับ แต่จะเป็นฝีมือใคร มันเป็นภัยที่รุกคืบเข้ามามากขึ้นทุกที

 ภัยจากการก่อการร้าย ก็ใกล้คนไทยตามหัวเมืองใหญ่เข้ามาทุกที ด้วยข่าวจากฝ่ายความมั่นคงไทย หลายต่อหลายหนว่าผู้ก่อการร้ายในภาคใต้ อาจจะระเบิดหัวเมืองใหญ่ในภาคอื่นรวมถึงกรุงเทพ ก็ทำให้เรื่องการก่อการร้าย มีคนตามมากขึ้น ในการศึกษาเบื้องต้นในเรื่องการก่อการร้าย เช่นด้วยการเข้าอินเตอร์เนตหาข้อมูล สิ่งหนึ่งที่คนไทยจะเห็น ก็คือมีการโฆษณาที่รับฝึกนักธุรกิจ ให้รู้เรื่องภัยจากการก่อการร้าย มากมายหลายโฆษณาทั่วอินเตอร์เนต จนพูดง่ายๆว่าเลือกกันไม่ถูกเลย ว่าจะไปเรียนกับใครดี

 ในไทยเมื่อวันก่อน มีเจ้าของธุรกิจบริษัทหนึ่ง ที่กำลังขายธุรกิจพันล้านของเขาให้ชาวต่างชาติ มาปรึกษาผมว่าเขาควรรีบขายไหม เพราะเขาอ่านหนังสือพิมพ์แล้วเจอข่าวระเบิดกรุงเทพเกือบจะทุกวัน คำพูดของเขาคือควรใช้เวลาต่อรองให้ได้ข้อตกลงที่ดีที่สุด หรือขายไปเลยเพื่อความปรอดภัย คำถามแบบนี้ คงมีมากกว่าที่เราคิดกัน แต่ถ้าถามผมว่าภาคธุรกิจเอกชนไทย ตื่นตัวกับเรื่องก่อการร้ายขนาดไหน ผมคิดว่าน้อยมากที่ตื่นตัวเหมือนคนที่มาปรึกษาผม ในสหรัฐผมคิดว่าถึงจุดแล้วที่แทบทุกบริษัทมีการเตรียมพร้อมสำหรับภัยจากฝ่ายก่อการร้าย เรียกว่ารุดหน้าไทยไปมาก ไม่ใช่สิ่งแปลกที่บริษัทในสหรัฐ จะมีฝ่ายที่รู้เรื่องผู้ก่อการร้ายอย่างดี และมีแผนรองรับไว้แล้ว ว่าถ้าถูกกระทบโดยตรง จะทำอย่างไร หรือถ้ากระทบทางอ้อม จะทำอย่างไร หรือป้องกันตัวเองอย่างไรดี

 ในการหาคำตอบให้นักธุรกิจคนนั้น ผมก็หันไปหาเพื่อนในข่าวกรองทหารหรือใน Directorate of Intelligence ของไทย สิ่งแรกที่ผมถามเขา ก็คือสิ่งที่นักธุรกิจคนที่ผมอ้างถึง เขาสงสัยอยู่ คือการที่ทักษิณไปกดดันฝ่ายก่อการร้ายภาคใต้มากๆ เขาจะไม่ตอบโต้รุนแรงมากขึ้นหรือ เช่นมาระเบิดกรุงเทพ เพื่อนในข่าวกรองไทยเขาก็พูดออกมาน่าสนใจหลายอย่าง ว่าแรกเลย ฝ่ายก่อการร้ายภาคใต้อาจจะระเบิดกรุงเทพได้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่ายๆ เพราะข้อจำกัดของฝ่ายแบ่งแยกดินแดนเอง สิ่งที่สองที่เขาบอกคือ ในการระเบิดนั้น อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ใหญ่โตมากนัก ทำเพื่อหวังผลทางจิตวิทยามวลชน มากกว่าการทำลาย และอีกอย่างที่เขาพูดถึงคือ ฝ่ายก่อการร้ายไทยอาจจะไม่มีสาเหตุหนักพอที่จะมาระเบิดกรุงเทพ เพราะปฏิกิริยาตอบโต้จากคนไทย อาจจะรุนแรงจนฝ่ายก่อการร้ายเสียประโยชน์มากกว่าได้ประโยชน์ แต่เขาเน้นว่าฝ่ายก่อการร้ายอาจจะทำเพื่อผลกระทบทางการเมืองไทย คืออาจทำเพื่อให้ทักษิณชนะเลือกตั้งหนหน้าลำบากมากขึ้น อีกคำพูดของเพื่อนผม คือ soft target หรือเป้าที่โจมตีได้ ที่ไม่ใช่จุดที่เฝ้าระวังกันเป็นพิเศษ มีอยู่ทุกประเทศในโลกและเป็นเป้าที่ฝ่ายต่อต้านการก่อการร้าย ป้องกันไม่ได้หมด “มันขึ้นอยู่กับผู้ก่อการร้ายเท่านั้นที่จะทำหรือไม่ทำ” นี่คือคำพูดของเขา แต่ถึงจะยอมรับว่าป้องกันยาก เขาก็บอกว่าฝ่ายความมั่นคง ดูแลอยู่เท่าที่จะทำได้ แต่ท้ายสุดเขาก็มองแบบทหาร คือถ้ามันเกิดขึ้น มันก็จะทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมือง จน “ผันผวนปั่นป่วนไปหมด” ได้ก็ในช่วงสั้นเท่านั้น “ถ้าระเบิดหัวเมืองจริง จะเป็นกระสุนนัดสุดท้าย สุดท้าย ที่ฝ่ายก่อการร้ายจะเอามาใช้ได้” เพราะหลังจากนั้น ไม่มีอะไรอีกแล้ว “ตอนนี้อาจจะไม่ใช่เวลาที่เอาไพ่ใบนี้มาใช้”

 “แล้วที่ฝ่ายความมั่นคงออกมาพูดกับนักหนังสือพิมพ์โดยให้อ้างเป็นแหล่งข่าวเท่านั้น ว่าฝ่ายก่อการร้ายอาจจะระเบิดกรุงเทพ ทำเพื่ออะไร” ผมถามเพื่อผม เขาก็วกเข้าเรื่อง counter-terrorism หรือการตอบรับการก่อการร้าย ทันที ว่าที่จริงแล้ว คนไทยส่วนมากเข้าใจผิดว่าการต่อสู้กับการก่อการร้าย อยู่ในมือของฝ่ายความมั่นคงเท่านั้น “ประชาชนก็มีส่วนร่วมมาก” เขาบอกว่าจริงๆแล้ว มีอยู่สามระดับ ระดับแรก คือการหาข่าวและป้องกันไม่ให้การก่อการร้ายเกิดขึ้น แต่ในระดับต่อๆไป คือถ้ามันเกิดขึ้น จะทำอย่างไร สิ่งแรกที่เขากล่าวถึงก็คือการเข้าไปจัดการกับภาวะฉุกเฉิน ที่เกิดขึ้น คือถ้าระเบิดกรุงเทพขึ้นมาจริงๆ ต้องมีหน่วยฉุกเฉิน เข้าไปจัดการกับเรื่องเฉพาะหน้านั้น อย่างมือโปรที่สุด คือทั้งทหาร ตำรวจ พวกที่เกี่ยวข้องกับ CSI หรือหน่วยสืบสวนหาร่องรอย หน่วยกู้ภัยต่างๆ สื่อ ต้องทำงานร่วมกันอย่างมีระบบ หลังจากเครียร์พื้นที่แล้ว ต่อไปคือจัดการอย่างดีกับผู้เคราะห็ร้าย และฟื้นฟูสภาพจิตใจของประชาชน เขาบอกว่าการเตือนภัย เป็นการ “ปรับสภาพจิตใจของประชาชนไว้ล่วงหน้า” เขาบอกว่าถึงคนไทยจะไปดึงความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติไปทางนี้ทางนั้น ได้ยากมาก แต่เขาสนใจในความเชื่อมั่นของคนไทยมากกว่า ว่าถ้ามีการระเบิดหัวเมืองขึ้นมา คนไทยจะปรับตัวได้ดีแค่ไหน “ให้เรื่องไม่เกินเลยบานปรายออกไป” นี่เป็นคำถามที่เขาฝากไว้ สุดท้ายผมก็อดถามเขาไม่ได้ ว่าแล้วทำไม ถึงออกมาบอกว่าไม่มีอะไรมากกัน หลายต่อหลายหน ต่อคำถามนี้ เพื่อนผมอาจจะไม่กล้าว่าใคร แต่เขาพูดสั้นๆเท่านั้นว่าทุกคนต้องพูดอย่างนั้น

 แต่ถ้าให้ผมตอบ ผมคงจะสรุปว่ารู้น้อยไปหน่อยเรื่อง counter-terrorism ผมคิดว่าควรยอมรับว่าเป็นไปได้ และช่วยปรับสภาพจิตใจคนไทยเสียตั้งแต่เนิ่นๆ เช่นมีการฝึกผสมให้พร้อมถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา การเตรียมมาตรการให้พร้อม เพื่อใช้ปรับสภาพจิตใจประชาชนถ้ามีและหลังการระเบิด การเตรียมพร้อมมีมาตรการป้องกันพิเศษ เช่นแบบที่ตำรวจทำอยู่ในบางพื้นที่ ที่ชาวต่างชาติกระจุกตัวอยู่ แต่หันมาทำกับจุดล่อแหลมที่คนไทยตามหัวเมืองหรือกรุงเทพ ไปกรูกันอยู่มากๆ คงไม่ต้องถึงกับแบบสหรัฐที่มีการปรับขึ้นลงและประกาศระดับความเสี่ยงกันเลย แต่ถ้าจำกันได้ ก่อนการประชุม APEC ในไทย มีการเตรียมพร้อมกันดีมาก ขนาดเอาจรวดมาให้คนขับมอร์เตอร์ไซและแทกซี่ดูกันเลย ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร และขอร้องให้คอยเฝ้ามองกัน

 “เราพร้อมรับการถูกระเบิดตามเมืองใหญ่ๆมากขึ้นเท่าไหร่ ฝ่ายก่อการร้ายจะรู้ว่าผลของการกระทำของเขาจะน้อยลงไปเท่านั้น” เพื่อนผมบอกว่านี่คือการป้องกันภัยจากการก่อการร้าย ที่ดีที่สุดที่คนตามหัวเมืองหรือคนกรุงเทพจะทำได้ ฉนั้นเราทุกคน มีส่วนร่วมได้ ในการต่อต้านภัย จากการก่อการร้าย

เศรษฐกิจ และการก่อการร้าย

 

ใครก็ตามที่ได้ลองเข้าไปอ่านเวปข่าวของ Reuters คงจะเห็นโฆษณาเล็กๆอยู่อันหนึ่ง ที่แนะนำเสนอให้ผู้คนสมัครเป็นสมาชิกรับข่าวสารของอุตสาหกรรมและบริษัท ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นอันหนึ่ง อุตสาหกรรมนั้นคืออุตสาหกรรมอุปกรณ์ ต่อต้านการก่อการร้าย ทั้งแบบที่เป็นชิ้นเป็นอันหรือแบบ Software โฆษณาได้บอกว่า หุ้นบริษัทเหล่านี้ ที่ทางเขาได้แนะนำ ได้กระโดดขึ้นเป็น 100% หรือ ในบางตัว 1000% ภายในปีเดียว คุยอีกด้วยว่าหุ้นของบริษัทเกี่ยวกับนาโนเทคโน ที่ร้อนแรงมาเป็นปีแล้ว ยังแรงไม่เท่าหุ้นของเขา ข้างๆโฆษราอันนี้เอง ก็มีอีกโฆษณา ที่บริษัทค้าขาย commodity ล่วงหน้า ก็แนะนำให้คนอ่าน Reuters มาเล่นตลาดน้ำมันล่วงหน้ากับบริษัทเขา New York Times รายงานว่า เงินที่เข้าไปลงทุนในตลาดน้ำมันล่วงหน้า สูงเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ หุ้นบริษัทน้ำมันและบริษัทขุดเจาะน้ำมัน ขึ้นกระจุยกระจาย สร้างงานสร้างรายได้มหาสาร ในไทย การปรับตัวของระบบเศรษฐกิจให้เข้ากับยุคของ ผู้ก่อการร้าย ก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว พลังงานสกัดจากผลผลิตเกษตรกำลังมาแรงมากในไทยและทั่วโลก ไม่ต้องสงสัยว่า ยิ่งเอาผลิตผลเกษตรมาผลิตพลังงานมากเท่าไหร่ ราคาพืชผลเกษตร ก็จะขึ้นเป็นเงาตามตัว ทุกอย่างที่เขียนมา เป็นการมองมิติบวกของผลกระทบจากผู้ก่อการร้าย

 แต่ในอีกมิติ ในด้านลบของการที่โลกต้องเผชิญกับภัยผู้ก่อการร้าย ก็มีจริงๆแต่สิ่งนี้ แอบแฝงอยู่ แต่ก่อนอื่น เราอย่ามาพูดกันมากนัก ถึงสิ่งที่เห็นง่ายๆเช่นราคาน้ำมันแพง ที่กระทบต่อตัวเลขที่เคยสวย ของระบบเศรษฐกิจแบบ ของไทยอย่างแรง เลย เพราะไทยนั้นเล็กมากนักในโลกนี้ เงินที่ OPEC ได้มามากขึ้นมาก จากการที่น้ำมันราคาพุ่ง ก็หมายความว่ามีระบบเศรษฐกิจทั่วโลก คือของระบบที่ผลิตน้ำมัน ที่ได้รับผลประโยชน์ นอกจากนี้ เงินที่มากับน้ำมันแพง ก็ต้องมีที่ไป และแน่นอน ไทยอาจจะขายสินค้าให้ตะวันออกกลางได้มากขึ้น แต่ท้ายสุด อเมริกาก็เป็นประเทศที่ OPEC นิยมเอาเงินไปลง มากที่สุด เรียกว่า New York เป็นแหล่งกระจายเงินลงทุนของ OPEC ไปยังทั่วโลก แน่นอนการฟอกเงินน้ำมันนี้ คงจะมีบ้าง ที่ไหลมาไทย ฉนั้นจากที่เขียนมา จะเห็นได้ว่าโลกนี้ ปรอดภัยพอสมควรจากการกระทำของผู้ก่อการร้าย

 สิ่งที่เลวร้ายที่สุด คือความ “ผันผวน” ในช่วงสั้น ถ้าผู้ก่อการร้าย สามารถโจมตีแบบศูนย์กลางทางการเงิน ของประเทศเช่นอเมริกา เช่น Wall Street หรือทำลายระบบขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลาง หรือแหล่งน้ำมันดิบ ได้อย่างยิ่งใหญ่ จนน้ำมันขาดแคลนไปทั่วโลก เท่าที่เห็น ผู้ก่อการร้ายไม่มีความสามารถ ทำในสิ่งนี้ได้ ส่วนศูนย์กลางทางการเงินนั้น ในอเมริกา กำลังมีการระบบรองรับกันเป็นการใหญ่ คือมีแผนออกมาแล้ว ว่าจะทำอย่างไรถ้า Wall Street ถูกทำลาย แต่มิติทางลบ จากผลกระทบจากการก่อการร้ายมีจริง มองเห็นยากมาก และเป็นปัญหาแก้ไม่ตก และสามารถชะลอตัวเศรษฐกิจโลก ได้อย่างมากมาย ถึงจะเห็นยาก แต่ก็มีคนที่มองออกบ้าง เช่นอาจารย์ที่ Harvard คนหนึ่ง

 อาจารย์คนนี้ชี้ไปที่สองสามอย่าง แรกคืออมริกาพึ่งสมองไหลจากทั่วโลก ไปยังอเมริกา เพื่อหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจอเมริกา สมองไหลนี้ได้หยุดลงมาก ตัวเลขที่เขาเสนอน่ากลัวมาก มันหยุดลงจากการที่อเมริกาคุมเข้มคนที่จะเข้าไปทำงานหรือเรียนในอเมริกา ตามมาคือสิ่งที่เขาเรียกว่าการที่ประชาชนถูกจับตาตรวจสอบมากขึ้น จะไปทำลายระบบเศรษฐกิจที่อยู่นอกระบบ อาจารย์คนนี้บอกว่าเศรษฐกิจนอกระบบนี้ เป็นจุดก่อตัวของ Entrepreneur ตัวเลขระบบนี้ที่เขายกมาก็คือของเยอรมัน ที่ตอนนี้หนึ่งในหกของเศรษฐกิจ อยู่นอกระบบ อีกสิ่งที่อาจารย์คนนี้พูดถึง คือเรื่องความปรอดภัยตามท่าเรือและสนามบิน เช่นราคาสินค้า อาจพุ่งขึ้นมากมาย ถ้าอเมริกาตรวจเข้มขึ้นมา Innovation หัวใจของระบบเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าแล้ว อาจถูกทำลายไปด้วยเพราะสินค้าเปลี่ยนมือช้าลง หรือเพราะการพบปะของผู้คนสะดุดลงหรือล่าช้าลงไป นอกจากนี้ เวทีการค้าโลกอาจจะมีปัญหา เพราะประเทศที่รวยและคนที่รวย จะสามารถ “ซื้อ” เวลาและความสะดวกสบาย ได้มากกว่าคนจน ตามด่านหรือท่าต่างๆ กลายเป็นปัญหาสำหรับ World Trade Organization ไปอีกที่จะต้องทำให้เท่าเทียมกัน สรุปคือลองนึกดูสิว่าถ้า ผู้ก่อการร้าย แผงระเบิดลูกใหญ่เข้าไปกับตู้ขนสินค้า แล้วตู้นั้น ถูกส่งไปยังร้านค้าใน Wall Street จนระเบิดขึ้นมา สิ่งที่จะตามมา คือ ข้ามคืน ระบบขนส่งสินค้าทั่วโลกจะพังลงทันที เมื่ออเมริกาคุมเข้ม ทำลายเศรษฐกิจโลกไปในพริบตา สุดท้ายอาจารย์ก็พูดถึงสิ่งที่นักข่าวพูดถึงกันมาก คืออเมริกา มีเงินขนาดไหนกันที่จะใช้จ่ายไปในการทำให้ประเทศเขา ปรอดภัยจากผู้ก่อการร้าย คืออเมริกา รุกและรับไปพร้อมๆกัน เป็นสงครามสองด้าน ทั้งงบใช้ภายใน และงบใช้ภายนอก การใช้จ่ายนี้ อาจทำลายความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจของอเมริกา และกระทบไปทั้งโลก

 ผมขอสรุปตรงนี้ ผมติดตามเรื่องเกี่ยวกับการก่อการร้ายมานาน อ่านประวัติของเรื่องก่อการร้ายในประเทศต่างๆมาหลายประเทศ สิ่งหนึ่งที่อยู่ข้าง ผู้ต่อต้านการก่อการร้าย คือนานๆเข้า ประชาชนของประเทศหนึ่ง จะคุ้นเคยและชินไปเองกับเรื่องนี้ ประชาชนจะปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมของเขา ผมขอยกตัวอย่าง อเมริกา เคยถูกระเบิดเวิรด์เทรดมา สิ่งที่จะใหญ่กว่านั้นได้มีน้อยมาก สิ่งที่จะกระทบจิตวิทยามวลชนได้มากขนาดนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ก่อการร้ายจะทำได้ง่ายๆ Failure from One’s Own Success ดูจะเป็นคำพูดที่เหมาะสม