เปิดใจ...วรเจตน์ ภาคีรัตน์กับข้อกล่าวหา “หมิ่นศาล”
12 ก.ค. 2008 - 01:35:30 น. : ผู้อ่าน 73 คน - ตอบ 2 คน
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ภายหลัง รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงวิชาการ หลังจากที่ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามคณะรัฐมนตรีนำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา รวมทั้งระงับการกระทำใดๆ ที่จะดำเนินการร่วมกับกัมพูชา เกี่ยวกับกรณีการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ระหว่างที่จะมีการพิพากษาคดี
โดย รศ.ดร.วรเจตน์ มีความเห็นว่า คำสั่งของศาลปกครองครั้งนี้ เป็นไปในเชิงการเมือง และเห็นว่าเป็นปัญหาทางหลักการ ไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้ แม้จะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์คำสั่งของศาลก็ตาม ซึ่งภายหลัง รศ.ดร.วรเจตน์ ได้ถูกทนายความของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกมาสอบถาม เพื่อดำเนินการลงโทษในข้อหาละเมิดอำนาจศาล
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.วรเจตน์ ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ประชาทรรศน์” อย่างละเอียดถึงประเด็นดังกล่าว ดังนี้
***กรณีของเขาพระวิหาร เป็นเรื่องในอดีตที่นานมากแล้ว ซึ่งมองอย่างไรที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในช่วงนี้โดยกลุ่มพันธมิตรฯ
คือประเด็นในเรื่องดังกล่าวนั้นที่ เป็นการกระทำที่ถูกหวังผลทางการเมือง เพื่อต้องการปลุกเร้าในเรื่องของชาตินิยม เพราะว่าเวลาที่คนเกิดความรู้สึกรักชาติ จะก่อให้เกิดพลังที่อยู่เหนือเหตุผล จึงได้นำเรื่องนี้มาเป็นเครื่องมือเคลื่อนไหว
ซึ่งจริงๆ แล้วในเรื่องของปราสาทเขาพระวิหาร ผมมองว่ามีเรื่องที่สลับซับซ้อนอยู่มากในทางเทคนิค และทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยตามขั้นตอนแล้ว ไทยซึ่งแพ้คดีในเรื่องดังกล่าวนั้น และต้องยอมรับว่าศาลโลกได้ตัดสินแล้วว่าปราสาทเขาพระวิหารได้ตกอยู่ใต้อำนาจ อธิปไตยของกัมพูชา
แต่ว่าปัญหาเรื่องเขตพรมแดนก็ยังคงมีปัญหาอยู่เรื่อยมา หรือที่เราเรียกว่าพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ ดังนั้นจึงยังไม่มีการปักปันเขตแดนโดยชัดเจน เพราะฉะนั้นปัญหาแบบนี้เมื่อเกิดปัญหาขึ้นจึงไม่สามารถที่จะตกลงกันได้ ซึ่งผมคิดว่าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะรัฐบาลนี้รัฐบาลเดียวอย่างแน่นอน อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตก็เป็นไปได้ เมื่อต้องพูดเรื่องนี้ก็เกิดกลายเป็นปัญหาขึ้นมาอีกแน่ เพราะมันง่ายที่จะหยิบยกขึ้นมาอีก และประเด็นมันเข้าถึงประชาชนได้ง่ายว่าเราเสียดินแดน และจะก่อให้เกิดความรู้สึกในแง่ของความรักชาติ และยิ่งมาผสมเรื่องของเหตุผลในทางความคิดลดลง เพราะว่ามันถูกปลุกเร้าทางด้านอารมณ์และความรู้สึกแทน
***ในส่วนเรื่องที่กลายเป็นปัญหาขึ้นมาขณะนี้ ที่ทางพันธมิตรฯ มาดำเนินการทางศาลกับอาจารย์ที่เขียนบทความเกี่ยวกับทางวิชาการในเรื่องดัง กล่าว ขอเท็จจริงตรงนี้เป็นมาอย่างไร
ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ โดยก่อนหน้าประมาณเดือนเศษๆ ผมได้รับปากกับสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยว่า จะเดินทางไปบรรยายพิเศษให้กับนักข่าวใหม่ในงานการชุมนุมที่เขาใหญ่ ในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2551 ที่ผ่านมา
ซึ่งปรากฏว่า วันที่ 27 มิถุนายน ในช่วงบ่าย ก่อนที่ผมจะเดินทาง โดยผมได้รับทราบว่าศาลปกครองได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ในเรื่องไม่ให้มีการดำเนินการตามแถลงการณ์ร่วมที่รัฐมนตรีต่างประเทศได้ลง นามเอาไว้ และให้เพิกถอนการกระทำก่อนหน้านั้น
ซึ่งในฐานะที่ผมเป็นผู้สอนวิชากฎหมายปกครอง บังเอิญมันอยู่ในความเชี่ยวชาญของผมพอดี ซึ่งทำให้ผมมีความรู้สึกไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลปกครองในเรื่องนี้ และไม่คิดว่าศาลปกครองกลางจะรับเรื่องนี้เอาไว้พิจารณา
ดังนั้นผมจึงได้เอาคำสั่งของศาลปกครองกลางมาศึกษาดู ในตอนเย็นของวันนั้น และหลังจากที่อ่านคำสั่งดังกล่าวแล้ว จึงเกิดประเด็นสงสัยว่า อาจจะต้องใช้หลักเสรีภาพทางวิชาการ ให้หลักในทางทฤษฎีและวิพากษ์วิจารณ์กับคำสั่งของศาลปกครองกลางในเรื่องนี้ ว่า ศาลปกครองที่เห็นคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลนั้น ในแง่มุมในทางวิชาการ มีเงื่อนและเป็นไปได้ว่ากรณีดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองกลาง
ซึ่งในช่วงเช้าของวันที่ 29 มิถุนายน วันที่ผมต้องบรรยาย และต้องบรรยายในเรื่องของกฎหมายที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่า และในตอนสรุปปิดท้ายนั้นผมได้ยกตัวอย่างในเรื่องของคำสั่งของศาลปกครองกลาง ขึ้นมาวิเคราะห์ ให้ผู้สื่อข่าวได้เห็นว่าการที่ศาลปกครองได้มีคำสั่งเช่นนี้ว่า ในทางหลักวิชาเป็นอย่างไร ซึ่งผมได้อธิบายว่า โดยหลักในทางวิชาขั้นตอนของทางกฎหมายมหาชน องค์กรที่เป็นฝ่ายรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีนั้น เวลาที่ทำงานนั้นจะไม่เหมือนองค์กรอื่น ซึ่งสามารถทำได้อยู่ 2 ลักษณะ คือ ด้านที่ 1 เป็นฝ่ายการเมือง รับผิดชอบต่อสภา อีกด้านหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา รับผิดชอบข้าราชการประจำ
เพราะฉะนั้นเวลาที่จะดำเนินการอะไรจึงสามารถทำได้ 2 แบบ ด้านหนึ่งเป็นผู้ที่บังคับใช้กฎหมาย ออกคำสั่งต่างๆ ตามราชบัญญัติ กรณีนี้เป็นเรื่องของการกระทำในทางปกครอง ซึ่งถ้ามีใครได้รับความเดือดร้อนหรือได้รับความเสียหายในการกระทำดังกล่าว นี้ ก็สามารถเรียกร้องกับศาลปกครองได้ ซึ่งไม่เป็นปัญหา เพราะศาลปกครองมีอำนาจในเรื่องนี้อย่างแน่นอน
ส่วนกรณีหนึ่งก็คือ กรณีที่มันเป็นการกระทำที่เกิดการใช้อำนาจในทางรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำในทางการเมือง เป็นการทำในทางบริหารแท้ๆ และเป็นการทำในงานระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรื่องนี้ถ้าเรียกในหลักของทางวิชาการ ต้องเรียกว่าเป็นการกระทำทางรัฐบาล ไม่ใช่การกระทำในทางปกครอง
ดังนั้นเรื่องดังกล่าวถ้าไปยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง นอกจากจะต้องดูว่าองค์กรที่กระทำการนั้นคือใคร ไม่ว่าจะเป็น ครม. รัฐมนตรี นายกฯ นั้น ยังจะต้องดูต่อไปอีกว่า ใครเป็นผู้ที่ถูกฟ้อง ใช้อำนาจแบบไหน นั่นคืออำนาจในระดับบน อำนาจในทางบริหาร หรืออำนาจในทางรัฐธรรมนูญ อำนาจทั้งหมดเหล่านี้ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของศาลปกครอง ซึ่งศาลปกครองสามารถสอบได้เฉพาะอำนาจในทางปกครอง เพราะอำนาจระดับบนเป็นเรื่องในทางนโยบาย และเป็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเห็นชัดว่าไม่อยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลปกครองเลย
ซึ่งกรณีนี้ผมจึงได้บอกว่า ทั้งหมดนี้เป็นการดำเนินการทั้งหมดของทางรัฐบาล และเมื่อถามว่าในการกระทำหมดเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ถ้าจะตรวจสอบการกระทำของรัฐบาล ต้องไปตรวจสอบดูในรัฐธรรมนูญว่า รัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบหรือเปล่า นั่นคือถ้าจะตรวจสอบรัฐบาลต้องเป็นศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ซึ่งบางเรื่องก็มีรัฐธรรมนูญเขียนอำนาจเอาไว้ และหลายเรื่องก็ไม่ได้มีเขียนระบุเอาไว้เช่นกัน ถ้าเรื่องไหนมีเขียนให้อำนาจเอาไว้ก็เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจ ก็จะมีกลไกที่จะยื่นเรื่องฟ้องร้อง แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็จะบอกว่าใครมีสิทธิยื่นเรื่องฟ้องร้อง แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็จะดำเนินการวินิจฉัยไป
ถ้าเรื่องที่ไหนที่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเอาไว้ เรื่องนั้นจะไม่สามารถเรียกตรวจสอบทางกฎหมาย หรือในทางตุลาการได้ แต่ต้องตรวจสอบโดยอำนาจในทางการเมือง คือ การตั้งกระทู้ถาม หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เหตุผลเพราะว่าประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่มันยุ่งยากซับซ้อนมากเกินกว่า ที่จะเอาเกณฑ์ในทางกฎหมายมาชี้ถูกชี้ผิดได้ เพราะเรื่องนโยบายบางเรื่องไม่มีข้อถูกหรือข้อผิด แต่เป็นเรื่องที่คนเห็นต่างกัน เป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม
ซึ่งต้องตัดสินกันด้วยวิธีหาเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ซึ่งถ้าไว้วางใจรัฐมนตรีก็สามารถทำต่อไปได้ ซึ่งระบบเป็นอย่างนี้ แต่ว่าไม่ใช้ระบบที่ให้อำนาจตุลาการเข้ามาตรวจ และเหตุผลสำคัญที่มีระบุเอาไว้แบบนี้ เพราะถ้ามีการยอมให้อำนาจตุลาการเข้ามาตรวจสอบเรื่องในทางนโยบายการเมือง หรือแม้แต่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัฐมนตรีด้วยแล้ว องค์กรตุลาการจะกลับกลายเป็นผู้บังคับบัญชาของคณะรัฐมนตรี
ซึ่งดังที่ผมกล่าวไปในแถลงการณ์ว่า เช่นนี้องค์กรตุลาการที่เป็นองค์คณะทั้ง 3 ท่าน จะสามารถเข้าไปบังคับบัญชาคณะรัฐมนตรีได้ ผ่านทางคำพิพากษาของศาลโดยระบบ แต่ผมไม่ได้กล่าวว่าศาลปกครองตรวจคณะรัฐมนตรีไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ถ้าเป็นงานในทางปกครอง ศาลสามารถตรวจสอบได้ว่าชอบหรือไม่ด้วยกฎหมาย เพราะว่าการกระทำในทางปกครองพัฒนามาถึงขั้นที่ว่า ให้กฎหมายเป็นเกณฑ์ตรวจสอบได้ว่าถูกหรือผิด แต่การกระทำที่เป็นอำนาจระดับบนมันซับซ้อนยุ่งยาก
โดยถ้าจะให้ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น สมมติต้องการจะขายเหล้า จำหน่ายสุรา ก็ต้องดำเนินการไปยื่นคำขอใบอนุญาตจำหน่ายสุราที่อธิบดีที่มีอำนาจรับผิดชอบ แล้วถ้าอธิบดีไม่ออกใบอนุญาตดังกล่าวให้ ก็ต้องไปอุทธรณ์ที่รัฐมนตรีที่มีอำนาจตามพระราชบัญญัติ และถ้ารัฐมนตรีไม่อนุญาตให้อีก โดยบอกว่าตัวรัฐมนตรีนี้ไม่มีสิทธิ เพราะขาดคุณสมบัติ ซึ่งการใช้อำนาจของรัฐมนตรีกรณีนี้ เป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติสุรา
ถ้าเห็นว่าการใช้อำนาจของรัฐมนตรีนี้ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย บิดเบือนด้านดุลพินิจ หรือกลั่นแกล้งผู้ร้องขอ เรื่องนี้มีสิทธิไปยื่นร้องที่ศาลปกครอง ให้ตุลาการเข้ามาตรวจสอบว่าเป็นการกระทำที่ชอบหรือไม่ชอบได้ ซึ่งเรื่องที่ยกตัวอย่างมานี้ เป็นการกระทำในทางปกครองของรัฐมนตรี ซึ่งการกระทำตามกฎหมายเป็นไปได้ในหลายลักษณะ ก็ต้องแยกประเภทของการกระทำ ซึ่งทฤษฎีก็ชัดเจนในเรื่องนี้ และที่สำคัญคือ กรณีที่ผมออกมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของศาลปกครองกลาง ผมไม่ได้กระทำโดยมั่วซั่ว หรือไม่มีหลักเกณฑ์
ซึ่งผมอยากจะเรียนว่า มันมีเหตุผลอยู่ 2 ประการ ที่ต้องทำให้ออกมาอธิบายความในกรณีนี้กับสาธารณะ ประการแรกคือ หลักในทางวิชาการเรื่องการกระทำของรัฐบาลในการเมืองการปกครอง ซึ่งได้อธิบายกล่าวไปในช่วงต้น ส่วนประการที่สองคือ ศาลปกครองสูงสุดเองนั้น เคยมีคำสั่งในคดี “JTEPA” ที่มีบุคคลไปฟ้องให้ระงับการลงนามการตกลงทางเศรษฐกิจไทยกับญี่ปุ่น ในสมัยรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และศาลปกครองกลางไม่รับฟ้อง โดยเหตุผลที่ว่าไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองกลาง
ดังนั้น ผู้ที่ฟ้องร้องได้อุทธรณ์ขึ้นไปยังศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินชัดเจนแล้ววางหลักเอาไว้ด้วยว่า คดีดังกล่าวเป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจในทางรัฐธรรมนูญ และไม่ได้ใช้อำนาจกระทำการในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติ หรือใช้อำนาจทางปกครอง ศาลปกครองสูงสุดได้วางหลักเอาไว้ในคำสั่งที่ 178/2550 ว่าเป็นคดีที่ไม่มีในเขตอำนาจของศาลปกครอง ซึ่งถูกต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคดีอย่างแน่นอน และก็เป็นคำสั่งที่ดีมากด้วย ต่อมาศาลปกครองกลางในคดีของเขาพระวิหารไม่ได้เดินตามแนวทางของศาลปกครองสูง สุดเลย ซึ่งศาลปกครองกลางในอดีตไม่รับฟ้อง และศาลปกครองสูงสุดก็ยืนยัน แต่เรื่องดังกล่าวกลับรับฟ้อง และมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว
ดังนั้น จึงอดสงสัยไม่ได้ ทำไมเรื่องนี้ถึงรับฟ้อง ทั้งที่ความจริงลักษณะของเรื่องก็คล้ายๆ กัน คือเป็นการกระทำในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แน่นอนอาจมีคนเถียงว่าคดีประสาทเขาพระวิหารเป็นเรื่องสำคัญของชาติ และการเสียดินแดน แต่เรื่องนั้นเป็นเรื่องการดำเนินการของเศรษฐกิจ แต่ในทางกฎหมายไม่สามารถดูตรงนั้นได้ แต่ต้องดูที่ว่าเป็นการกระทำระหว่างประเทศหรือเปล่า ความเหมือนกัน แต่สาระสำคัญไม่เหมือนกัน แต่ต้องมีหลักเกณฑ์ในการตัดสินที่เหมือนกัน
***กรณีที่พันธมิตรฯ พยายามที่จะโยงเรื่องดังกล่าวเข้าไปสู่กระบวนการของเว็บไซต์ประชาไท และก็หมิ่นเบื้องสูง โดยพยายามที่จะให้ผูกพันเป็นขบวนการ ตรงนี้อาจารย์จะชี้แจงอย่างไรบ้าง
เวลาคนที่จะกล่าวหาใคร จะทำโดยจินตนาการเอาเองก็ทำได้ หรือไม่บางทีก็มีสิ่งที่เรียกว่า “มิจฉาทิฐิ” อยู่ในใจ ประกอบกับมีอคติอยู่ในใจ บางทีก็เป็นไปได้ว่าสิ่งที่ผมได้กล่าวไป และเหตุผลที่ให้ไปในทางกฎหมาย มีน้ำหนักที่หนักแน่นเกินกว่าที่จะโต้แย้งกับผมด้วยเหตุด้วยผลได้ ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าจะเอาสิ่งใดมาโต้เถียง ในเมื่อไม่สามารถเถียงด้วยเหตุด้วยผลได้ ดังนั้นวิธีการที่จะทำลายคนจะต้องอย่างไร คำตอบก็คือ ต้องมาทำลายที่ตัวคนก่อน เพื่อที่จะทำให้ผมกลายเป็นบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ เมื่อสามารถทำให้ผมเป็นบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือได้สำเร็จ ก็เท่ากับว่าสิ่งที่ผมพูดไปไม่มีเหตุ ซึ่งอันนี้มันเป็นวิธีการ แต่ว่าผมไม่เชื่อว่าจะสามารถทำลายผมได้อย่างแน่นอน เชิญพันธมิตรฯ โจมตีผม หรือจะเชื่อมโยงผมอย่างไรก็ได้ตามสะดวก ผมไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น เพราะผมไม่ได้เป็นแบบนั้น
***กรณีที่พันธมิตรฯ แจ้งความอาจารย์และเว็บไซต์ประชาไทว่า การที่อาจารย์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เป็นการกระทำที่หมิ่นศาล ทั้งที่บทความอยู่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ แต่กลับฟ้องร้องเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลก ส่วนเรื่องที่สองใครๆ ก็สามารถมีสิทธิ์บอกได้หรือไม่ว่านี้คือการหมิ่น ดังนั้น ในทางกฎหมายนั้นมันทำลายหลักการอะไรไปบ้างแล้ว
คือประเด็นในเรื่องการละเมิดอำนาจศาลนั้น มันเป็นเรื่องระหว่างศาลกับผู้ที่กระทำการในการล่วงละเมิดอำนาจศาล สมมติว่าศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าผมกล่าวถ้อยคำที่มีลักษณะละเมิดอำนาจ ศาลจะเรียกผมไปเอง โดยที่ไม่ต้องให้ผู้อื่นมายุ่ง พูดง่ายๆ มันเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้อื่นเลย คือผมเองก็ไม่รู้จะกล่าวเช่นใดว่า การที่พันธมิตรฯ มายุ่งในเรื่องของคน 2 คนนั้นเป็นเรื่องที่เราเรียกกันทั่วไปว่าอะไร ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องระหว่างศาลกับผมเท่านั้น ดังนั้น การไปยื่นเรื่องแบบนี้ ทำให้ผมเข้าใจว่าทางฝ่ายพันธมิตรฯ นั้นคงเกรงว่าในการที่ผมได้อธิบายความไป และผมกับเพื่อนกำลังจะเตรียมแถลงการณ์เรื่องนี้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งวันที่พันธมิตรฯ ไปยื่นเรื่องนั้น ตัวแถลงการณ์ยังไม่ได้นำออก
ซึ่งก็เป็นได้ว่าการที่พันธมิตรฯ ทำเช่นนี้ อาจเป็นไปได้ว่าจะพยายามสกัดกั้นเพื่อไม่ให้ผมออกแถลงการณ์ และคิดว่าผมจะกลัวการยื่นเรื่องของฝ่ายพันธมิตรฯ แบบนี้ ทั้งนี้ผมอยากเรียนให้รับรู้ไปเลยว่า ผมไม่กลัว เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด และผมยังเชื่อว่าศาลเองท่านมีวิจารณญาณในเรื่องนี้ดีที่สุด ในการที่จะวินิจฉัยว่าการกระทำของผมนั้นเข้าข่ายการล่วงละเมิดอำนาจศาลหรือ ไม่ ซึ่งในการกระทำของผมนั้น เป็นวิพากษ์วิจารณ์ ติชมการพิจารณาพิพากษาของศาลโดยสุจริตใจ ด้วยวิธีการทางวิชาการ ซึ่งได้รับการรับรองไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 65 ของพระราชบัญญัติการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
เพราะฉะนั้น ขอตอบว่าประเด็นนี้ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น เป็นเรื่องของศาลกับผู้ที่ศาลเห็นว่ากระทำการเข้าข่ายล่วงละเมิดอำนาจศาล เท่านั้น ซึ่งต่อให้ไปยื่นเรื่องที่ศาลก็ไม่มีผลใดๆ พันธมิตรฯ บังคับศาลเพื่อให้ศาลออกหมายเรียก ซึ่งศาลต้องพิจารณาจากหลักฐานคำกล่าวหาเหล่านั้น และหาข้อเท็จจริงเท่านั้น
ประเด็นต่อมาคือว่า ถ้อยคำที่ผมได้กล่าวไป และนำไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งต่อมากลับไปฟ้องร้องเว็บไซต์ประชาไทนั้น ผมขอเรียนว่า หลังจากที่ผมได้กล่าวในวันที่ไปบรรยายพิเศษที่เขาใหญ่ ซึ่งได้มีการสรุปข้อความที่ผมได้กล่าวบรรยายไปทั้งหมดขึ้นเว็บไซต์ ของกรุงเทพธุรกิจนั้น มันไม่ได้ตรงกับสิ่งที่ผมได้พูดเลย ซึ่งเนื้อความที่โดนสรุปนั้นอ่านแล้วจะงง แต่ถ้าหากได้ฟังจากที่ผมพูดเองนั้นจะเข้าใจเป็นขั้นเป็นตอนว่าผมได้อธิบาย ความเป็นรูปแบบมีขั้นตอนอย่างไร
ซึ่งถ้าใครได้เข้าร่วมฟังก็จะได้เห็นว่าผมได้อธิบายเป็นอย่างไร และสถานที่ดังกล่าวที่มีการประชุมนักข่าวเวลานั้น นักข่าวท่านหนึ่งที่เป็นนักข่าวอาวุโสได้เตือนในเรื่องของการพาดหัวข่าวว่า ระวังจะไปล่วงละเมิดอำนาจศาล แต่ถึงแม้กระนั้น ในช่วงบ่ายก็มีการสรุปข่าว ซึ่งข่าวที่นำเสนอไปนั้นก็อาจเป็นเฉพาะความเข้าใจของตัวนักข่าวเองในการสรุป ข่าว ซึ่งอาจจะไม่เข้าใจในเรื่องที่พูดทั้งหมด และได้ทำการสรุปข่าวไป แล้วในตอนที่สรุปข่าวผมเองยังไม่ได้ดู เพราะต้องรีบเดินทางกลับก่อน ซึ่งตอนบ่ายผมได้อ่านในเว็บไซต์ที่หลังจากที่ผมเดินทางมาถึง ซึ่งที่เป็นปัญหาและพันธมิตรฯ นำไปใช้ฟ้องร้องศาลนั้นมีอยู่หนึ่งคำคือ “คำสั่งศาลตรงนี้เป็นคำสั่งเชิงการเมือง (AT OF STAETS)” ซึ่งตรงนี้จะเห็นได้ชัดเลยว่า คนเขียนข่าวเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะว่าคำที่ว่านี้
ผมกล่าวแล้วว่าเป็นการกระทำทางรัฐบาล การกำหนดนโยบาย การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือ ต้องอธิบายแบบนี้ถึงจะถูกต้อง แต่ผมไม่แน่ใจว่าทำไมถึงไปเขียนเช่นนั้น เข้าใจว่าอาจจะมีลงในกรุงเทพธุรกิจที่เดียว ส่วนในไทยโพสต์นั้น ผู้สื่อข่าวไทยโพสต์ได้โทรศัพท์มาถามผมอีกว่า ที่เขียนไปแบบนี้ถูกต้องหรือไม่ ผมได้กล่าวตอบไปว่าไม่ถูกต้อง ต้องอธิบายแบบนี้ถึงจะถูกต้อง ซึ่งได้ลงตีพิมพ์ในวันที่ 30 ที่ผ่านมา จะเห็นได้อย่างชัดเจนและเป็นขั้นตอน เพราะผมได้อธิบายว่าต้องเป็นแบบนี้อย่างนี้ ซึ่งไม่ได้เกิดจากการที่ไปสรุปข่าวเอาเอง
ผมไม่แน่ใจว่าคำที่พันธมิตรฯ เอาไปฟ้อง ไปเขียนคำร้องด้วยหรือเปล่า “เป็นคำสั่งของการเมือง” ซึ่งถ้าเกิดว่าไปเขียนคำนี้ ก็เท่ากับว่าเป็นคำของพันธมิตรฯ เอง ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่พันธมิตรฯ ไปเขียนฟ้องศาล ซึ่งผมเองยังไม่ได้เห็นคำร้อง ซึ่งผมอยากจะบอกว่าต้องระวังด้วย อย่าคิดว่าตัวเองเป็นทนายความแล้วจะไปฟ้องใครก็ฟ้องได้ และใครที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับตัวเอง ก็ใช้วิธีฟ้องร้องแบบนี้ เพื่อพยายามที่จะไม่ให้ใครพูดหรือปิดปากไม่ให้พูด ต้องบอกตรงๆ ว่านักวิชาการหลายคนไม่อยากยุ่งกับพันธมิตรฯ ดูอย่าง อ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ให้สัมภาษณ์ ท่านถูกนำเอาไปวิจารณ์สาดเสียเทเสียบนเวทีพันธมิตรฯ แต่ผมไม่กลัวกลุ่มบุคคลเหล่านี้ เพราะไม่มีเหตุผลที่ผมจะต้องกลัว เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด ซึ่งได้มีการยืนยันอยู่บนหลักเกณฑ์
ผมเห็นข่าวในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง เวลาที่เขียนข่าวเกี่ยวกับผมนั้น ซึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่า “ผมพยายามนำเสนอในความเห็นแต่ละเรื่องล้วนเข้าทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คัดค้านหลักตุลาการภิวัตน์ ไม่เห็นด้วยกับการลงโทษ กกต. ยุบพรรคไทยรักไทย” ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ที่อ้างมาก็ผมไม่เห็นด้วย และก็มีเหตุผลในสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย ถ้าย้อนกลับไปดูทำไมไม่อ้างเรื่องมาตรา 7 ซึ่งผมก็ไม่เห็นด้วย และทำไมไม่อ้างที่ผมไม่เห็นด้วยในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณ เรื่องออกพระราชกำหนดโทรคมนาคม และการซื้อหุ้นลิเวอร์พูล และทำไมถึงไม่พูดเรื่องเหล่านี้ที่ผมไม่เห็นด้วย นี่คือคำถามซึ่งถามไปถึงจรรยาบรรณของสื่อมวลชน ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เราเรียกกันว่าสื่อมวลชนยังคงเป็นสื่อมวลชนอยู่ หรือเปล่า หรือเป็นแค่โฆษณาชวนเชื่อ
เพราะว่าสื่อมวลชนต้องเป็นกระจกสะท้อนความจริง และต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจวิธีที่ได้ศึกษามา แต่ไม่ใช่มาเป็นตะเกียง ซึ่งใครถือตะเกียงคนนั้นคือความสว่าง เพราะทุกคนต้องเชื่อตาม ซึ่งถ้าคิดต่างไปจากที่เสนอให้ ก็ถือได้ว่าเป็นคนเลวคนชั่ว ซึ่งคิดกันแบบนี้ได้ด้วยหรือ มันกำลังทำลายความสามารถในการใช้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง และผมเชื่อว่าคนที่ยังมีสติสัมปชัญญะและมีเหตุผลอยู่บ้างคงเข้าใจ
นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่หวั่นไหวกับการใส่ร้ายป้ายสีให้กับผม วันเวลาก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวของผมเอง ใครที่ทำดีก็ต้องได้ดี ใครที่ทำไม่ดีก็ต้องรับผลจากการกระทำของตัวเองไป
***ในฐานะที่เป็นนักวิชาการด้านกฎหมาย ห่วงไหมว่ากรณีที่พันธมิตรฯ ไปกล่าวหาว่าอาจารย์หมิ่นอำนาจศาล จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ เพื่อดึงศาลมาอยู่ในการเมือง
ก็เป็นไปได้อย่างมาก ความจริงศาลเป็นองค์กรที่มีอำนาจในการชี้ขาดคดีและที่ยุติเรื่อง ซึ่งจริงๆ แล้วพันธมิตรฯ ไม่ต้องกังวลเลย ความเห็นของผมไม่ได้มีผลทางกฎหมายอะไรเลย เป็นความเห็นของนักวิชาการเพียงคนเดียว และหลังจากที่ออกแถลงการณ์ที่มีความเห็นร่วมกันระหว่างเพื่อนของผมที่เป็น นักวิชาการอีก 4 คน ไม่จำเป็นต้องกังวลแม้แต่น้อย คำสั่งของศาลปกครองกลางต่างหากที่มีผลทางกฎหมายในสังคม
***อาจารย์คิดหรือไม่ว่าอาจจะมีผลต่อความเชื่อของคนในสังคม
แน่นอน ความเชื่อของคนในสังคมต้องมี เพราะเหตุว่าในที่สุดแล้ว เมื่อคนเห็นประเด็นที่ผมนำเสนอเข้า ก็ต้องดูเหตุผลที่ผมนำเสนอ และคิดตามเหตุผลที่ผมนำเสนอ ถ้าหากว่าพันธมิตรฯ จะกลัว คงจะกลัวว่าเหตุผลที่ผมนำเสนอนั้นมันมีน้ำหนักมากเกินไป และกลัวว่าจะไปทำลายการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งได้มีบางคนกล่าวเอาไว้ว่า เรื่องบางเรื่องทำไมไม่พูดกันหลังเวที ทำไมต้องพูดออกสาธารณะกัน ซึ่งตรงนี้มันตลก ถามว่าทำไม เพราะเรื่องตรงนี้เป็นประเด็นสาธารณะ ทำไมต้องไปพูดกันสองคนหลังเวที ซึ่งถ้าเป็นประเด็นสาธารณะต้องพูดออกสาธารณะ จะได้แฟร์กับทุกฝ่าย ซึ่งผมไม่ได้เข้าข้างกับฝ่ายใดทั้งสิ้น
เพียงแต่ว่าประเด็นข้อกฎหมายในช่วงหลังๆ ที่ผ่านมา มันอธิบายในทางหลักวิชาการลำบาก หรือบางทีอธิบายไม่ได้ ผมก็นำเสนอการอธิบายของผมตามหลักวิชาการที่ได้สอนหนังสืออยู่ ซึ่งเมื่อเดินไปในห้องสอนแล้วผมสามารถอธิบายกับใครก็ได้โดยไม่ต้องละอายกับ ใคร เมื่อผมมองกระจกแล้วสามารถบอกได้ว่า นี่คือหลักการของผม การที่ผมสอนอยู่นั้นหลักจะเป็นแบบนี้ ต่อให้อีก 5 ปีข้างหน้าก็จะเป็นแบบนี้ ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะแปรผันไปอย่างไร หลักที่ผมเคยให้ไว้ก็จะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะว่าผมซื่อตรงและซื่อสัตย์กับหลักการที่ผมยึดถือ ก็ต้องตอบให้ได้ว่าหลักการที่ผมยึดถืออยู่มันไม่ถูกตรงไหน แต่ว่าอย่ามาอ้างว่าเป็นสมุนรับใช้คนนั้นคนนี้ รับเงินคนอื่นมา
ซึ่งผมจะบอกให้รู้เลยว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา มีบุคคลมาเสนอตำแหน่งอะไรหลากหลายให้กับผม แต่ว่าผมไม่เคยรับ ไปสำรวจดูได้ เว้นแต่ที่ผมเป็นอยู่แล้วนั้น คือ เป็นกรรมการวินิจฉัยการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เป็นกรรมการวิธีปฏิบัติราชการปกครอง ซึ่งผมใช้วิชาชีพของผมในการวินิจฉัยอย่างเป็นกลาง ก็ได้เบี้ยประชุมบางเวลาที่ไปประชุม แต่มีหลายท่านมาเสนอให้ผมเป็นที่ปรึกษาองค์กรนั้นองค์กรนี้ มีเงินเดือนให้ด้วย ผมไม่เคยสนใจ เพราะผมต้องการธำรงรักษาไว้ซึ่งความเป็นกลางของนักวิชาการในสังคมนี้ แต่ไม่ใช่ว่าผมร่ำรวยหรือมีเงินทองมากแล้วไม่อยากได้เงิน แต่ว่าการอยากได้เงินหรือทรัพย์สินมันก็ต้องอยู่ในขอบเขตที่ผมรับได้ด้วย แต่ถ้าหากว่าเกินไปกว่านี้ผมก็ไม่ทำ ซึ่งนี่ก็พูดให้ชัดเจนอย่างตรงไปตรงมา แต่อย่ามากล่าวหากันโดยที่ไม่รับผิดชอบ ซึ่งไม่ถูกต้อง
***ถือได้ว่าเป็นการลิดรอนเสรีภาพทางวิชาการหรือเปล่า
แน่นอน คนอื่นเห็นผมโดนกล่าวหาแบบนี้ อาจจะเกิดความหวั่นไหวกังวลอยู่แล้ว ซึ่งธรรมดาก็โดนด่าอยู่แล้วบนเวทีพันธมิตรฯ ซึ่งทำให้หลายคนคิดว่าต่างคนต่างอยู่จะดีที่สุด ทำไมต้องหาเรื่องใส่ตัวด้วย มันเป็นเรื่องลำบากใจเวลาที่เกิดขึ้นแบบนี้ ซึ่งสังเกตดูได้ เวลาที่ผมออกมาให้ความเห็นนั้น ผมไม่เคยออกมาให้ความเห็นพร่ำเพรื่อ บางทีบางเรื่องมีแต่คนออกมาว่าผมทำไมเงียบไป ทำไมไม่ออกมาให้ความเห็น อ.วรเจตน์ หายหัวไปไหน ทำไมเรื่องนี้ถึงไม่ออกมา ก็มีถามถึงบ้างเหมือนกัน
ซึ่งเวลาที่ผมให้ความเห็นนั้น ผมจะให้ต่อเมื่อเป็นเรื่องของหลักการสำคัญที่ผมเห็นว่าไม่ถูกต้อง ผมเองจะยืนยันว่าไม่ถูกต้อง ซึ่งผมไม่เคยกล่าวว่ามีความเห็นต่างกับผมไม่ได้ แต่ถ้าจะเห็นต่างกับผมนั้นต้องมีเหตุผลในการหักล้างกับผมเท่านั้น
***อาจารย์มองการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ อย่างไร ถ้าเกิดมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในทางวิชาการ และมองพันธมิตรฯ ที่เสนอเรื่องการเมืองใหม่ เข้าข่ายเผด็จการหรือไม่
ซึ่งก็อย่างที่ผมบอกว่าระบบการเลือกตั้งแบบนี้ ฝ่ายที่เป็นกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่สามารถเข้ายึดกุมอำนาจรัฐ ซึ่งผมก็ไม่ได้บอกว่าระบบการเลือกตั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นดีที่สุด ไม่ต้องมีการแก้ไขอะไร โดยมันเป็นคนละประเด็น
แต่ว่าที่เสนอให้เลือกแบบ 70-30 ของพันธมิตรฯ นั้น ไม่สามารถรับได้ด้วยประการทั้งปวง ถ้าเรายังประกาศตัวว่าเราเป็นประเทศประชาธิปไตย ผมจึงเสนอว่า ถ้าจะเอาแบบ 70-30 นั้น ต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญใหม่ และต้องไม่ประกาศว่าเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะว่ามันไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้วแบบนั้น ถ้าจะเอาสูตร 70-30 แล้วก็ช่วยไปคิดชื่อระบอบการปกครองที่เสนอมาด้วย ว่าจะปกครองระบอบไหน แต่ว่าอย่ามาอ้างเป็นประชาธิปไตย มันไม่ใช่ ซึ่งมาทำให้คำว่าประชาธิปไตยที่เป็นคำที่ดีงามแปดเปื้อนเพราะข้อเสนอแบบนี้
และไม่ใช่ว่าจะหยุดคิดเพียงแค่นี้ ควรที่จะคิดต่อไหมถ้าจะเอาระบบนี้จริงๆ ไม่ใช่เพียงแต่ให้คนออกมาทะเลาะกัน ซึ่งมันไม่สร้างสรรค์อะไรเลย
***จากที่ พล.ต.จำลอง ออกมากล่าวว่า ระบบการเมือง และระบบรัฐสภาทุกวันนี้ ไม่สามารแก้ไขอะไรได้ อาจารย์คิดอย่างไรบ้าง
ทำไมจะแก้ไขไม่ได้ ยังไม่ถึงปัญหาที่ว่าเลย ซึ่งเราเพิ่งอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีไปเอง ได้เห็นการถ่ายทอดการอภิปรายในสภา ได้เห็นฝ่ายค้านอภิปราย เห็นรัฐมนตรีตอบคำถาม ฝ่ายค้านบางท่านอภิปรายดี บางท่านอภิปรายไม่ได้เรื่อง รัฐมนตรีบางคนตอบคำถามดี บางท่านตอบคำถามไม่ได้ความ ประชาชนก็เห็น ซึ่งอีกสักพักจะมีการปรับ ครม. รัฐมนตรีตอบคำถามไม่ได้ หรือว่าทำงานไม่ได้ก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนออกไปตามระบบ ผมยังไม่เห็นว่าระบบแบบนี้ใช้ไม่ได้ตรงไหนเลย
อย่าไปฝันคิดถึงระบบที่เลอเลิศ ทุกอย่างที่ไม่มีข้อบกพร่องมันไม่ในโลกนี้ ระบบนี้เป็นระบบที่ทำให้คนที่ความเห็นแตกต่างกันอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ที่สุดแล้ว ความพยายามของผู้ที่ต้องการทำลายระบบนี้ เป็นความพยายามที่จะทำลายให้การอยู่ร่วมกันอย่างสันติต้องหมดไป เพราะเป็นการปิดบังคนที่คิดเป็นอย่างอื่นเพื่อให้คิดเหมือนพวกคุณ ชื่อกลุ่มพวกคุณเองก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แล้วระบบ 70-30 เป็นประชาธิปไตยตรงไหน ซึ่งอยากจะถาม และถ้าต้องการจะเสนอแบบนี้ ควรที่จะไปเปลี่ยนชื่อขบวนการเคลื่อนไหวใหม่เสียก่อน
*** การขับเคลื่อนของพันธมิตรฯ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม เป็นต้นมา อาจารย์ว่าข้อหาในการที่ขับไล่รัฐบาลล่าสุด กับข้อหาอื่นๆ เป็นเหตุผลที่อ้างในเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ หรือเรื่องอะไรกันแน่
ผมไม่สามารถวิเคราะห์อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เลย พอดีความรู้ในเรื่องดังกล่าวมีข้อจำกัดอยู่ แต่ปัญหาก็คือ เมื่อถามว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองไหม ซึ่งการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ เพราะว่าเราถูกสอนมาแบบนั้น และถ้าเราตอบว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็ต้องเป็นเรื่องของผลประโยชน์ พรรคการเมืองก็เป็นเรื่องของผลประโยชน์ กลุ่มข้าราชการระดับสูงก็เป็นเรื่องของผลประโยชน์ กลุ่มประชาชนที่อยู่ในระดับรากหญ้าก็เป็นเรื่องของผลประโยชน์ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรฯ มันเป็นการเคลื่อนไหวของผลประโยชน์เชิงการเมืองอยู่แล้วนั่นเอง ส่วนผลประโยชน์นั้นมันเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร ก็ต้องวินิจฉัยหรือตัดสินไปตามเหตุผลที่ได้ดำเนินการมา
*** ย้อนกลับไปเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ศาล อยากให้อาจารย์ช่วยเน้นย้ำว่าเสรีภาพในทางวิชาการในการที่ชี้แนะ นำเสนอ หรือว่าจะเป็นการท้วงติงด้วยความหวังดีอย่างที่อาจารย์ได้ทำกับศาลปกครอง มีหลักการที่ถูกต้องหรือเปล่า และมีหลักการอย่างไรบ้าง
มันมีปัญหาจริงๆ เรื่องนี้ ผมต้องเรียนแบบนี้ว่า อำนาจตุลาการเมื่อมีการตัดสินไปแล้วว่าต้องมีการยุติเด็ดขาดในทางกฎหมาย บางทีอาจะไม่ถูกหรือว่าอาจไม่ยุติธรรมในบางเรื่อง แต่ว่าในทางกฎหมายมันมีหลักอยู่ 2 ประการ ในทางนิติปรัชญา เราเรียกว่า หลักความยุติธรรม กับหลักความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะ ซึ่งหลักการทั้งสองนั้นมันต้องคานกันอยู่ เพราะว่าบางทีเรื่องความยุติธรรมนั้นมีการถกเถียงกันในแง่มุมของแต่ละคน
ซึ่งในที่สุดอย่างน้อยก็ต้องถูกตัดสินโดยองค์กรที่เป็นกลาง และต้องใช้กฎหมายเป็นเกณฑ์ เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้วนั้นเรื่องมันต้องยุติ ต้องจบ โดยเราหวังว่าเรื่องแบบนั้นแม้มันอาจจะไม่ยุติธรรมอยู่บ้าง แต่เรายังพอรับกันได้อยู่ ก็ต้องให้เรื่องมันจบไป เพื่อคุณค่าอีกอันหนึ่งในสังคม คือสันติสุขของสังคม อันนี้คือหลัก
แต่ว่าถ้าความอยุติธรรมมันมีมากในทุกสังคม ไม่ว่าจะเกิดขึ้นด้วยกฎหมายหรือเกิดขึ้นจากสิ่งอื่น มันมากจนถึงขนาดที่ว่าไม่สามารถทนทานกับความอยุติธรรมตรงนั้นได้ มันก็คือปฏิเสธตัวกฎหมายทั้งระบบ นั่นคือการลุกฮือขึ้นของมวลชน มันก็ต้องไปที่ตรงจุดนั้นที่จะเปลี่ยนแปลงตัวระบบใหม่ ซึ่งในหลายประเทศเกิดการเปลี่ยนผ่านแบบนั้น
เราก็หวังใจว่า โดยกลไกในกระบวนการยุติธรรม จะทำให้ตัวคำพิพากษามันยุติธรรม มันถูกต้อง แต่มันเป็นไปได้เหมือนกันว่าเรื่องทางกฎหมายบางเรื่อง บางทีมันก็มีมุมมอง มันมีแง่มุมของมัน ซึ่งศาลตัดสินมาแล้วคดีมันจบ แต่ว่าอยู่ที่คำพิพากษาของศาลว่าให้เหตุผลอะไรมา เพราะกฎหมายพัฒนาบนฐานของเหตุผล เราอยู่ในสังคมที่เคารพกฎหมาย ไม่ใช่เพราะว่ากฎหมายเป็นเรื่องของอำนาจอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของผลด้วย เพราะฉะนั้นในเวลาที่มีการตัดสินด้วยนั้น ศาลจึงให้เห็นผลในการพิจารณาคำพิพากษาด้วย ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็ระบุไว้ชัดเจน เวลาที่ศาลตัดสินต้องประกอบไปด้วยเหตุผล ไม่ใช่ว่าศาลตัดสินแบบนี้แล้วต้องเป็นไปแบบนี้ เมื่อมีความเห็นว่าไม่เห็นด้วยในสิ่งเหล่านั้น เราสามารถแสดงออกได้เช่นกัน เป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นภายใต้รัฐธรรมนูญ
เพียงแต่ว่าบ้านเราเรื่องพวกนี้ไม่ค่อยมีการพูดถึงกัน เพราะว่ามีความผิดในเรื่องการละเมิดอำนาจศาลอยู่ และบางทีเราอาจเกิดความไม่แน่ใจว่าศาลตีความในเรื่องละเมิดอำนาจศาลแบบไหน ถ้ายังคงจำกันได้ ผมได้วิพากษ์วิจารณ์การวินิจฉัยคดีของศาลมาแล้วทุกศาล ซึ่งไม่ได้จะมากล่าวว่าผมเป็นคนกล้าหาญ แต่เป็นเพราะบางเรื่องผมมีความรู้สึก มันมีเหตุมีผลทางกฎหมาย อย่างหนึ่งที่ต้องวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญในอดีต ก็วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญโดยที่ไม่ได้แตะต้องตัวตุลาการ เพราะตุลาการหลายท่านผมนับถือ แต่ว่าผมวิจารณ์ตัวคำวินิจฉัยโดยเหตุผล เมื่อศาลตัดสินแล้วคำตัดสินของศาลก็เป็นของสาธารณะ
โดยผมเคยวิจารณ์คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ที่ไม่ให้มีการประกันตัว กกต. ทั้ง 3 ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับว่า กกต. ทั้ง 3 ท่านนั้นเป็นคนดีหรือไม่ดี เพราะผมไม่ได้ดูตรงนั้น แต่ว่าผมวิเคราะห์จากเหตุของการไม่ให้ประกันตัวว่าเป็นอย่างไรในความเห็นของ ผม
ซึ่งไม่มีผลเปลี่ยนแปลงอย่างไร ในเวลานั้นมีคนมาท้าบอกให้ศาลจับผมเข้าคุก เพราะแสดงความไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาล แต่คนไม่เห็นด้วยจะให้มาบังคับอย่างไรก็ไม่เห็นด้วย แต่ว่าความที่ไม่เห็นด้วยซึ่งไม่ได้ไปว่าตัวศาลเลย แต่ว่าพูดในหลักในทางกฎหมายเท่านั้น แต่จะถูกผิดอย่างไรคนฟังเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งผมเคารพในภูมิปัญญาของทุกคน
11 เมษายน 2551
รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ นายจอม เพชรประดับ ในรายการ “ถามจริง ตอบตรง” ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เกี่ยวประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อ 7 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยอาจารย์วรเจตน์เสนอแก้ไข รัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งฉบับ และทำให้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ ประชาชนได้มีส่วนร่วม ชี้หากแก้รัฐธรรมนูญด้วยสมมติฐาน ‘เอา’ หรือ ‘ไม่เอา’ ทักษิณ ก็ได้แค่กฎหมายที่มีกลไกพิกลพิการ สังคมไม่ไปไหน
ทั้งนี้ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เป็น 1 ใน 5 อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ประกาศสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยที่ผ่านมาได้แสดงความคิดเห็นคัดค้านบทบาทของตุลาการภิวัฒน์ ในช่วงวิกฤตการเมืองปี 2549 ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญที่ให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.2549 เป็นโมฆะ ไม่เห็นด้วยกับการลงโทษ กกต.ชุด พล.ต.อ. วาสนา เพิ่มลาภ และถือเป็นหัวหอกสำคัญของกลุ่มที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ในช่วงการลงประชามติ จากการให้สัมภาษณ์ล่าสุดของ รศ.ดร.วรเจตน์ เว็บไซต์‘ผู้จัดการ’รายงานบทสัมภาษณ์โดยพาดหัวว่า ‘ธาตุแท้ “วรเจตน์” ป้อง “ระบอบแม้ว” สุดตัว ขวางพันธมิตรฯ ยื่นถอดถอน ส.ส.’
********************
๑
ถ้าแก้ทั้งฉบับ ต้องแก้ที่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน ซึ่งกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกระบุไว้ใน ม.291 ซึ่งระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำอย่างไรบ้าง และเป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภา แต่ความมุ่งหมายนั้นคงเป็นเพียงการแก้บางมาตรา แต่ถ้าจะแก้ทั้งฉบับเราต้องย้อนกลับไปเหมือนกับที่เรามีประสบการณ์ก่อนปี 2540 นั่นคือต้องมีการตั้งองค์กรขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แล้วก็เอาทุกภาคส่วนเข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
๒
รัฐธรรมนูญนี้มีปัญหาในเชิงโครงสร้าง ซึ่งการแก้ไขเฉพาะบางมาตราจะไม่ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และปัญหาบางอย่างอาจจะไปปะทุขึ้นเมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปเรื่อยๆ อีกประเด็นคือหากการแก้เฉพาะบางมาตรา อาจจะมองได้ว่าเป็นการแก้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคใดพรรคหนึ่ง การแก้ทั้งฉบับจะเป็นการนำประเทศออกจากวิกฤติรัฐธรรมนูญ
๓
ม.237 คงเป็นมาตราหนึ่งที่ควรแก้ไขแน่นอน เพราะหลักการมันไม่ถูกต้อง หมายความว่าหากตีความตัวบทของมาตรานี้ตามถ้อยคำก็คือ สมมติผมเป็นกรรมการบริหารพรรคอยู่พรรคหนึ่ง คุณจอมก็เป็นด้วยอยู่ในพรรคเดียวกัน แล้วผมไปมีปัญหาเรื่องการเลือกตั้ง อาจไปกระทำการโดยไม่ชอบ ไม่ถูกต้องมา แล้วก็ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผลก็คือว่าถ้าตีความตามถ้อยคำใน ม.237 มันจะนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง เมื่อยุบพรรคแล้วคุณจอมก็จะถูกตัดสิทธิเลือกตั้งด้วย ทั้งที่คุณจอมไม่ได้ทำอะไรผิด
๔
ม.309 ถ้าอ่านดูแล้วมีความหมายรับรองการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเกิดขึ้นก่อนหรือเกิดขึ้นหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญและชอบด้วยกฎหมาย กฎหมายแบบนี้ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการรับรองการกระทำซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ซึ่งอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่บอกให้มันชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกที่เขียนกฎหมายแบบนี้ มีแต่รัฐธรรมนูญของเราที่เขียนแบบนี้ ซึ่งมันผิดหลัก
๕
ไม่มีข้อกฎหมายที่บอกว่าถ้าลูกจ้างไปกระทำความผิด ลูกจ้างติดคุก นายจ้างต้องติดคุกด้วย หรือไปตัดสิทธิการประกอบอาชีพของนายจ้าง มันไม่มีข้อกฎหมายแบบนี้
๖
ตอนที่มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมบอกกับผู้ร่างบางท่านว่า ถ้าจะเขียนเรื่อง คตส. ก็รับรององค์กรไป รับรองให้ คตส. มีอยู่ อย่าไปรับรองการกระทำ เพราะเราไม่รู้ว่า การกระทำนั้นจะชอบหรือไม่ชอบ เราไม่ควรเขียนเช็คเปล่าให้ใคร ว่าสิ่งที่เขาไปถูกต้อง หรือชอบด้วยรัฐธรรมนูญเสมอ ไม่ควรเป็นแบบนี้
๗
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ชนชั้นนำในสังคมไทยทุกส่วน ได้สูญเสียความน่าเชื่อถือไปอย่างมาก ทุ่มทุกสิ่งทุกอย่างไปจัดการกับคุณทักษิณ เราละเลยคุณค่า ละเลยหลักการที่ควรจะเป็น วันนี้สังคมไทยมีปัญหามาก ถึงที่สุดใครพูดอะไรก็ไม่มีใครฟังใคร ผมคิดว่ายังไม่สายถ้าเราจะย้อนกลับมาดู ทำอย่างที่มันควรจะเป็น อย่าไปปักธง อย่ามีอคติกันไว้ก่อน ใช้กฎหมายให้มันเสมอกันกับทุกฝ่าย
๘
อย่าปักธงว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขไม่ได้ โดยที่มีการอ้างเรื่องของการออกเสียงประชามตินั้น ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งเห็นว่าการอ้างดังกล่าวมันอ้างไม่ได้ เพราะการทำประชามติที่ทำในคราวที่แล้ว ไม่ใช่การทำประชามติในรงะดับมาตรฐานสากล เราคงรู้ว่าหลายคนรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปเพียงเพื่อให้ประเทศพ้นสภาพที่พ้นสภาวะรัฐประหาร ให้ประเทศกลับสู่หนทางประชาธิปไตยไปก่อน
๙
เราอาจต้องย้อนเวลากลับไป อย่างยุคก่อน 2540 เรามีประสบการณ์ที่จะผ่านตัวรัฐธรรมนูญจาก 2534 มาเป็น 2540 อย่างไร อีกทีหนึ่งคือย้อนกลับไปก่อนที่จะมีการทำรัฐประหาร 19 ก.ย. ที่มีการพูดเรื่องปฏิรูปรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เราน่าจะย้อนกลับไปตรงจุดเวลานั้น และทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องสาธารณะ ทำองค์กรที่มีความชอบธรม ให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทำให้สังคมไทยมีเป้าหมายเดินกันไป ไม่ใช่เป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นเพื่อแก้ปัญหาบางอย่างเท่านั้นเอง แล้วมันก็แก้ไม่ได้
********************
วานนี้ (7 เม.ย.) รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “ถามจริง ตอบตรง” ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ดำเนินรายการโดย นายจอม เพรชประดับ เกี่ยวประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
หนุนแก้ รธน. ทั้งฉบับเพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง
นายวรเจตน์กล่าวว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ การดีเบตร่างรัฐธรรมนูญก่อนการลงประชามติในวันที่ 19 ส.ค. ฝ่ายคัดค้านมองว่ามีปัญหาเชิงโครงสร้างและหลักการหลายเรื่อง ใช้ไปนานจะมีปัญหาต่อบ้านเมืองในระยะยาว
ประเด็นในขณะนี้มี ประการที่หนึ่ง จะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ ประการที่สอง หากจะมีการแก้จะแก้บางมาตราหรือแก้ทั้งฉบับ แต่ขณะนี้ก็มีเสียงคัดค้านว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เพิ่งประกาศใช้มา เพราะฉะนั้นอย่าแก้ ให้ใช้บังคับไปก่อน เพราะฉะนั้นการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญคงจะมีต่อไป แต่ผมคิดว่าเสียงเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญคงจะดังกว่า ปัญหาคงอยู่ที่จะแก้บางมาตราหรือแก้ทั้งฉบับ
ซึ่งผมเห็นว่าควรจะแก้ทั้งฉบับ เพราะรัฐธรรมนูญนี้มีปัญหาในเชิงโครงสร้าง ซึ่งการแก้ไขเฉพาะบางมาตราจะไม่ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และปัญหาบางอย่างอาจจะไปปะทุขึ้นเมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปเรื่อยๆ อีกประเด็นคือหากการแก้เฉพาะบางมาตรา อาจจะมองได้ว่าเป็นการแก้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคใดพรรคหนึ่ง การแก้ทั้งฉบับจะเป็นการนำประเทศออกจากวิกฤติรัฐธรรมนูญ
สำหรับระยะเวลาในการแก้ไขนั้นเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ แต่จะเห็นได้ว่าตั้งแต่เริ่มใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ความจริงตั้งแต่การเลือกตั้งเลย เราเห็นความแปลกประหลาดและความผิดปกติของระบบเลือกตั้ง ประชาชนหลายคนคงข้องใจว่าทำไมเวลามีการเลือกตั้ง จังหวัดของเขาไปรวมกับจังหวัดอื่น การเลือกตั้ง ส.ว. ทำไมจังหวัดใหญ่ จังหวัดเล็กถึงมี ส.ว. ได้คนเดียวเหมือนกัน นี่คงเป็นปัญหาที่มีมาอยู่แล้ว ตามมาด้วยปัญหาการยุบพรรค ซึ่งมีการกระทบประเทศเราด้วย หากรอช้าต่อไป ยิ่งช้าไปเท่าไหร่ ความเสียหายก็จะยิ่งเกิดขึ้น
เวลาที่เราพูดถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญ แน่นอนมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับประชาชนเป็นรูปธรรมโดยตรงเพราะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่จะมีปัญหาในระยะยาว คือปัญหาพวกนี้เราจะมองไม่เห็น เราจะเห็นก็ต่อเมื่อมันเป็นกลายเป็นปัญหาความมั่นคงทางการเมือง และจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ กระทบต่อปากท้องไปในที่สุด เมื่อถึงตรงนี้นายจอมถามว่าจึงต้องแก้ตอนนี้ นายวรเจตน์กล่าวว่า “ถูกต้องครับ”
หากแก้ทั้งฉบับ ต้องแก้ ‘กระบวนการ’ แก้
นายวรเจตน์กล่าวต่อว่า การแก้รัฐธรรมนูญถ้าแก้ทั้งฉบับ ต้องแก้ที่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน ซึ่งกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกระบุไว้ใน ม.291 ซึ่งระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำอย่างไรบ้าง และเป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภา แต่ความมุ่งหมายนั้นคงเป็นเพียงการแก้บางมาตรา แต่ถ้าจะแก้ทั้งฉบับเราต้องย้อนกลับไปเหมือนกับที่เรามีประสบการณ์ก่อนปี 2540 นั่นคือต้องมีการตั้งองค์กรขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แล้วก็เอาทุกภาคส่วนเข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นายจอมถามว่า คิดอย่างไรที่นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน เสนอว่าให้เอาญัตติในสภาเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญมาเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายวรเจตน์ตอบว่า ผมไม่แน่ใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการแก้บางส่วนหรือทั้งฉบับ แต่เห็นว่าถ้าแก้รัฐธรรมนูญบางส่วนในพรรคประชาธิปัตย์คงไม่เห็นด้วย แต่ถ้าแก้ทั้งฉบับน่าจะเห็นด้วย ผมจำได้ว่าตอนที่ดีเบตเรื่องนี้กันที่เชียงใหม่ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางท่านก็บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีปัญหาอยู่ แต่อยากให้มันผ่านประชามติไปก่อนแล้วค่อยไปแก้
ความเข้าใจของผมคือถ้ามีการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ มีการจัดตั้งองค์กรที่ยกร่างกันขึ้นมาใหม่ แล้วก็มีส่วนร่วมจากหลายฝ่าย น่าจะไม่มีใครคัดค้าน โดยนายวรเจตน์คาดว่าหากแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับอย่างต่ำคงใช้เวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี
นายจอมถามว่าหากใช้เวลาแก้รัฐธรรมนูญนานจะมีปัญหาเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ นายวรเจตน์ตอบว่า “เสถียรภาพของรัฐบาลเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญส่วนหนึ่ง แต่อย่างที่บอกถ้ารัฐธรรมนูญมีปัญหาแล้วใช้วิธีแก้แบบ ‘ปะชุน’ บางมาตรามันก็ไม่แก้ปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นถ้าทุกคนมาร่วมกันทำขึ้นมาใหม่ แล้วก็ให้มีกระบวนการที่มีความชอบธรรมกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 คิดว่าในที่สุดน่าจะดีกว่า”
แก้ ม.237 ทำตามหลักการ เพื่อให้คนผิดรับผิดไม่เกี่ยวกับคนไม่ทำผิด
ต่อคำถามว่า หากรัฐบาลคิดจะแก้เพียง ม.237 มาตราเดียว อาจถูกมองได้ว่าแก้เพื่อให้พรรคการเมืองของตัวเองพ้นผิดหรือไม่ ดร.วรเจตน์กล่าวว่า หากแก้เพียงมาตรานี้มาตราเดียวก็คงมองได้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลมีปัญหากับบทบัญญัติใน ม.237 เป็นการแก้เพื่อให้ตัวเองพ้นผิดไป แล้วตอนนี้หลายส่วนในสังคมก็พูดแบบนี้ นักวิชาการจำนวนหนึ่งก็อธิบายแบบนี้ แต่ผมอยากให้เราดูปัญหาในระดับหลักการมากกว่าดูว่าบทบัญญัติมาตรานี้เขียนไว้ว่าอย่างไร
ผมเห็นว่า ม.237 คงเป็นมาตราหนึ่งที่ควรแก้ไขแน่นอน เพราะหลักการมันไม่ถูกต้อง หมายความว่าหากตีความตัวบทของมาตรานี้ตามถ้อยคำก็คือ สมมติผมเป็นกรรมการบริหารพรรคอยู่พรรคหนึ่ง คุณจอมก็เป็นด้วยอยู่ในพรรคเดียวกัน แล้วผมไปมีปัญหาเรื่องการเลือกตั้ง อาจไปกระทำการโดยไม่ชอบ ไม่ถูกต้องมา แล้วก็ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผลก็คือว่าถ้าตีความตามถ้อยคำใน ม.237 มันจะนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง เมื่อยุบพรรคแล้วคุณจอมก็จะถูกตัดสิทธิเลือกตั้งด้วย ทั้งที่คุณจอมไม่ได้ทำอะไรผิด
นายจอม ถามต่อว่า แต่คนที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรานี้ ได้เทียบเคียงกับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ระดับการบริหารองค์กร ถ้าผู้ใต้บังคับบัญชาทำผิด ย่อมมาจากการสั่งการหรือนโยบายของผู้บริหาร หมายความว่าผู้บริหารต้องรับผิดชอบ
นายวรเจตน์ตอบว่า ผมยังไม่พบกฎหมายหรือข้อกฎหมายแบบนี้เลย ที่อ้างกันอยู่นี้มีสองเรื่องคือ กรณีที่ลูกจ้างไปกระทำละเมิดบุคคลภายนอก แล้วให้นายจ้างรับผิดแทนลูกจ้างไปก่อน กฎหมายนี้มีเพื่อคุ้มครองคนที่ได้รับความเสียหายจากลูกจ้าง คือลูกจ้างไปขับรถชนคนอื่นในทางการที่จ้าง ผู้ได้รับความเสียหายเขาอาจมาฟ้องนายจ้างได้ พอนายจ้างได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายแล้ว ก็อาจไปไล่เบี้ยกับลูกจ้างได้
แต่ไม่มีข้อกฎหมายที่บอกว่าถ้าลูกจ้างไปกระทำความผิด ลูกจ้างติดคุก นายจ้างต้องติดคุกด้วย หรือไปตัดสิทธิการประกอบอาชีพของนายจ้าง มันไม่มีข้อกฎหมายแบบนี้ แม้แต่เรื่องกฎหมายฮั้วหรือเรื่องอื่น กฎหมายก็ยอมให้คนซึ่งเกี่ยวพันพิสูจน์ว่าไม่มีส่วนผิด แต่ตามรัฐธรรมนูญโดยถ้อยคำ ถ้าคุณจอมไปทำการบริหารพรรคการเมือง คุณจอมไม่มีสิทธิพิสูจน์ จริงๆ ที่มีปัญหาอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง คือกรณีพรรคชาติไทย ก็ชัดเจนว่าในทางข้อเท็จจริงกรรรมการบริหารพรรคคนอื่นไม่ได้รับรู้ด้วย นี่จึงเป็นความอึดอัดใจในข้อกฎหมายที่ว่ายุบพรรคแล้วตัดสิทธิ์คนอื่นที่เขาไม่ได้ผิด
นายจอมถามว่า ทำไมกรรมการบริหารพรรคจึงไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับลูกพรรค นายวรเจตน์ตอบว่า กฎหมายตามถ้อยคำเขียนว่า ให้ถือว่าเป็นการกระทำของพรรค เมื่อยุบพรรคแล้วให้ตัดสิทธิการเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคเลย ถ้าตีความตามถ้อยคำ
ซึ่งผมได้ออกแถลงการณ์ไปว่าการตีความรัฐธรรมนูญมาตรานี้ ตีความไปตามถ้อยคำไม่ได้ ถ้อยคำเขียนลักษณะนี้จริง ถ้าจะเขียนให้มีผลในทางกฎหมายแบบนี้ ต้องไปยกเลิกหลักการหลายหลักการในรัฐธรรมนูญ เช่น ต้องเลิกหลักนิติรัฐหรือนิติธรรม เลิกหลักประกันสิทธิเสรีภาพ เลิกหลักประชาธิปไตย เราจะประกาศไม่ได้ว่าเป็นรัฐชนิดนี้นะฮะ เราต้องประกาศว่าเราเป็นรัฐเผด็จการและอื่นๆ ก่อน ถึงจะใช้กฎหมายมาตรานี้ได้ตามถ้อยคำ เพราะฉะนั้นผมจึงมีความเห็นว่า เรื่องนี้หาทางออกได้โดยการตีความเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แต่ตอนนี้มันกลายเป็นปัญหาทางการเมืองไปแล้ว แล้วไม่มีใครคิดหาทางออกทางกฎหมายแบบนี้
เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันก็ถูกต้องตามหลักการที่มันควรจะเป็น และผมไม่เห็นว่าจะทำให้เกิดคนที่มีส่วนได้เสีย จนแก้ไม่ได้แต่อย่างใดอย่างที่มีการกล่าวอ้าง เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำให้คนผิดได้พ้นผิดไป กรรมการบริหารพรรคที่กระทำผิดก็ยังต้องรับผิดต่อไป แต่คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยเขาไม่ควรรับผิด ผมยังไม่เห็นว่าการแก้ไขตรงนี้มันบกพร่องตรงไหน เหมือนที่พูดกันว่าแก้ให้พ้นผิด เพราะเขาไม่ได้ผิดอยู่แล้ว กฎหมายไม่ได้ไปแก้ว่าคนซึ่งไปซื้อเสียงแล้วถูกตัดสินว่าผิดห้ามไม่ให้เขารับผิด เขาก็ต้องรับผิดอยู่ แต่คนอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยไม่ควรต้องรับผิด
ต่อข้อถามของนายจอม ที่ว่ามีนักกฎหมายออกมาระบุว่าถ้าแก้หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ ม. 237 เท่ากับทำลายระบบกฎหมายของชาติ นายวรเจตน์ตอบว่า ถ้าการรัฐธรรมนูญแล้วมีผลแบบนั้นจริง ผมคงเป็นคนแรกๆ คงออกมาคัดค้านเคลื่อนไหว ถ้าคุณจอมติดตามดูอยู่ จะเห็นผมวิจารณ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตั้งแต่มาตรา 309 ซึ่งหนักหนาสาหัสกว่ามาตรานี้มาก อย่างที่บอกการแก้มาตรานี้ไม่ได้แก้เพื่อล้างความผิดของคนกระทำผิด ตัวสมาชิกพรรคการเมืองหรือผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งยังคงต้องรับผิดอยู่ ไม่ได้แก้ว่าถ้าเขาทำผิดแล้วไม่ต้องรับผิด แต่เขาทำให้ถ้อยคำที่มีความคลุมเครือไม่ชัดเจนที่จะไปเอาผิดกรรมการบริหารพรรคคนอื่นที่ไม่ได้ทำผิดก็ไม่ต้องรับผิด ซึ่งสอดคล้องกับ ‘หลักทั่วไป’
ปัญหาที่พูดกันอยู่ตอนนี้คือ แล้วคนเหล่านี้มีส่วนได้เสียไหม ถ้าตีความเรื่อง ‘ส่วนได้เสีย’ แบบที่เข้าใจกันอยู่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำไม่ได้เลย มีบางคนบอกว่าให้แก้ไขเสียก่อนที่การกระทำจะเกิดขึ้น ก็ยังไม่ทันมีสภาเลยก็มีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแล้ว มันจะแก้ไขได้อย่างไร ถ้าตีความกันแบบนี้ ผมเรียนว่าแม้แต่ ส.ส.จะแก้กฎหมายเรื่องพรรคการเมือง เรื่องนักการเมืองก็ทำไม่ได้ แม้แต่จะแก้กฎหมายภาษีก็ไม่ได้ เพราะตัวเองเป็นผู้เสียภาษา ดังนั้นผมจึงมองไม่ออกว่ามันจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์เรื่องส่วนได้เสียอย่างไร
ม.309 ไม่มีที่ไหนในโลกเขียนแบบนี้
ส่วนกรณี ม.309 ที่มีการมองว่า หากแก้กฎหมายข้อนี้ จะเป็นการนิรโทษกรรม ให้กับกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยหรือไม่นั้น ดร.วรเจตน์ กล่าวว่า ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ม.309 เขียนไว้ว่าอย่างไร ตอนที่มีการดีเบตรัฐธรรมนูญกัน ฝ่ายร่างรัฐธรรมนูญก็พูดชัดในวันที่ดีเบตว่า ม.309 รับรองการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายให้มันชอบ ผมยังถามว่าถ้าการกระทำนั้นชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้วจะไปเขียนรับรองทำไม ไม่มีความจำเป็นต้องเขียน ไม่มีใครพูดถึงเรื่อง 111 คน ไม่มีใครพูดถึงเรื่อง คตส.
ที่นี้ปัญหาคือ ม.309 ในทางถ้อยคำไม่ได้มีความหมายเท่านี้ ม.309 ถ้าอ่านดูแล้วมีความหมายรับรองการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเกิดขึ้นก่อนหรือเกิดขึ้นหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญและชอบด้วยกฎหมาย กฎหมายแบบนี้ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการรับรองการกระทำซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ซึ่งอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่บอกให้มันชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกที่เขียนกฎหมายแบบนี้ มีแต่รัฐธรรมนูญของเราที่เขียนแบบนี้ ซึ่งมันผิดหลัก
ประเด็นก็คือ ตอนนี้มีคนกลัวว่าหากมีการแก้ไข จะไปกระทบ 111 คน และ คตส. ผมเรียนว่าไม่กระทบ เพราะว่า 111 คน ถูกเพิกถอนโดยคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งยังมีผลในทางกฎหมายอยู่ จะทำลายผลตรงนี้ได้ต้องมีการตรากฎหมายขึ้นเพื่อทำลายผลของกฎหมาย อย่างที่เรียกกันว่าการนิรโทษกรรม
เลิก ม.309 ไม่กระทบ คตส. แต่เพื่อให้ คตส. ถูกตรวจสอบตามระบบ
ส่วน คตส. เกิดขึ้นจากประกาศของ คปค. ความจริงผมไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งองค์กรเฉพาะกิจแบบนี้ขึ้นมา แต่เขาเกิดขึ้นจากตัวประกาศของ คปค. หมายความว่า แม้เลิก ม.309 นี้ ตัวองค์กรนี้ก็จะอยู่ต่อไป เพราะได้รับการแก้ไขโดยพระราชบัญญัติตอนที่มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สิ่งที่ดีก็คือ ม.309 เดิมรับรองการกระทำทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเกิดพรุ่งนี้หรือเมื่อวาน ให้มันชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เมื่อเลิกมาตรานี้ไป กระบวนการต่างๆ ของ คตส. ที่ทำกันไป ถ้าชอบด้วยกฎหมายมันก็ใช้ได้ไม่มีปัญหา ก็ถูกต้อง มันไม่ได้ไปลบล้างหรือล้มเลิก
แต่ถ้าไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าเราในฐานะคนที่มโนสำนึกธรรมดาเหมือนกัน สิ่งที่ไม่ชอบก็ควรไม่ชอบ ถ้า คตส. ดำเนินกระบวนการสอบสวนโดยไม่ถูกต้อง โดยไม่ชอบ ผลการสอบสวนก็ต้องไม่ชอบ มันไม่ควรถูกรับรองเอาไว้ล่วงหน้าว่ามันชอบ
นายจอมถามต่อว่า ถ้ายกเลิกมาตรานี้ หลายคนกลัวว่า สิ่งที่ คมช. หรือประกาศ คปค. ก็เริ่มต้นกันใหม่หมด นายวรเจตน์ตอบว่า ต้องไปดูว่าประกาศต่างๆ เหล่านั้น เมื่อมาตรวจวัดกับ ‘มาตร’ ในทางรัฐธรรมนูญแล้ว มันมีประกาศไหนที่ใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ ต้องไปดูทีละเรื่อง กรณี คตส. เขาตั้งขึ้นมา ตัวประกาศ คปค. คตส. ยังอยู่ แต่การกระทำของ คตส. ต่างหากจะถูกตรวจสอบว่าที่ คตส. ทำไปนั้น ชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซี่งเป็นหลักปกติ เมื่อเรามีรัฐธรรมนูญซึ่งผ่านการออกเสียงประชามติมาแล้ว กระบวนการต่างๆ ที่ทำกันไปโดยองค์กรต่างๆ ควรที่จะสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
ผมเรียนว่าถ้า คมช. ทำอะไรโดยที่ไม่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ต้องเกรงว่าจะมีปัญหา แต่กระทำการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ควรต้องมีปัญหาใช่ไหมครับ
ถ้ามีการแก้รัฐธรรมนูญกันจริง กว่าที่รัฐธรรมนูญจะแก้ไข คตส. ก็หมดวาระไปแล้ว เขาอยู่ในวาระอีกแค่ 2 เดือน คตส.เป็นองค์กรเฉพาะกิจ แรกเริ่มเดิมที่จะตั้งขึ้นมา 1 ปี ก็จะได้ระยะเวลาพอดีกับที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งความจริงควรจะเลิกไปตั้งแต่ครบปีหนึ่งแล้ว แล้วส่งเรื่องให้ ปปช. ดำเนินการต่อไป เพราะ ปปช. เป็นองค์กรในระบบ แต่ สนช. ไปต่ออายุ คตส. จนอยู่มาทุกวันนี้ เลยทำให้ คตส. เป็นองค์กรที่มีปัญหากับระบบรัฐธรรมนูญที่มันเริ่มเดิน
ต่อข้อถามที่ว่า การแก้รัฐธรรมนูญ ม.309 จะเกิดปัญหากับเอกภาพของรัฐบาลไหม นายวรเจตน์ตอบว่าเป็นไปได้ เพราะมันเป็นปัญหาที่เถียงในทางกฎหมาย บางกรณีก็ยากแก่การทำความเข้าใจของคนทั่วไป ต้องฟังผู้ที่มีเสียงดังในทางสังคมเป็นสำคัญ ว่าคนเหล่านั้นอธิบายอย่างไร ซึ่งเสียงส่วนใหญ่จะอธิบายในลักษณะตรงกันข้ามกับผม
ตอนที่มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมบอกกับผู้ร่างบางท่านว่า ถ้าจะเขียนเรื่อง คตส. ก็รับรององค์กรไป รับรองให้ คตส. มีอยู่ อย่าไปรับรองการกระทำ เพราะเราไม่รู้ว่า การกระทำนั้นจะชอบหรือไม่ชอบ เราไม่ควรเขียนเช็คเปล่าให้ใคร ว่าสิ่งที่เขาไปถูกต้อง หรือชอบด้วยรัฐธรรมนูญเสมอ ไม่ควรเป็นแบบนี้
เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้ากังวล และเพื่อให้ระบบกฎหมายเดินไป ผมคิดว่าก็แก้ไป ยกเลิก ม.309 ไป ถ้ากังวลเรื่อง คตส. ก็เขียนรับรอง คตส. ให้เขาอยู่จนครบวาระ แต่การกระทำของเขาต้องถูกตรวจสอบโดยเกณฑ์ทางกฎหมายว่าชอบหรือไมชอบ ถ้าไม่อย่างนั้นก็ประกาศตัวไม่ได้ว่าเราเป็นนิติรัฐ
ขืนตีความ ‘ส.ส.แก้ไข รธน. คือประโยชน์ทับซ้อน’ จะไม่มีใครแก้กฎหมายอะไรได้
ต่อข้อถามที่ว่า กรณีที่มีกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญบอกว่าจะใช้วิธีรวบรวมรายชื่อ เพื่อถอดถอน ส.ส.ที่ยื่นญัตติแก้ไข รธน. โดยบอกว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ (แก้ ม.237 เพื่อให้พ้นจากการยุบพรรค) เป็นการกระทำที่เข้าข่ายการขัดกันซึ่งผลประโยชน์นั้น ดร.วรเจตน์ กล่าวว่าไม่น่าจะทำได้ เพราะ ม.122 พูดเรื่องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในอาณัติมอบหมาย หรือครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวมโดยปราศจากการขัดกันซึ่งผลประโยชน์ มาตรานีเขียนรับรองสถานะของ ส.ส. และ ส.ว. เอาไว้ให้เขาทำหน้าที่อย่างอิสระ
ประเด็นคือ การที่ตีความเรื่องนี้ ต้องดูว่าการที่เขากระทำการนั้นเป็นเหตุถอดถอนหรือไม่ ถ้าเขาใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งไปในทางมิชอบถอดถอนได้ แต่การแก้รัฐธรรมนูญ มันคงเอาเรื่องนี้มากล่าวอ้างไม่ได้ อย่างที่ผมบอก ถ้าตีความแบบนี้ ใครๆ ก็แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ ส.ส.ฝ่ายค้าน หรือ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเองก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เพราจะถูกมองว่ากระทำการแก้ไขเพื่อตัวทั้งสิ้น กฎหมายพรรคการเมือง หรือ การออกฎหมายบางฉบับ ก็จะกระทำมิได้เลย ความมุ่งหมายคงไม่ใช่อย่างนั้น ถ้ามีการเข้าชื่อกันจริง ถามว่าใครจะเป็นคนถอดถอน เพราะจะกลายเป็นว่าทุกคนกลายเป็นคนที่มีส่วนได้เสียกันหมดทั้งสภา
พรรคการเมืองเป็นที่ร่วมของคนคิดอ่านเหมือนกัน ตั้งมาแล้วไม่ควรให้ยุบง่ายๆ
เรื่องการยุบพรรคนั้น พรรคการเมืองเมื่อตั้งขึ้นมาแล้ว หลักทั่วไปในโลกเขาไม่ให้ยุบกันง่ายๆ เพราะพรรคเป็นที่รวมของคนที่มีความคิดความอ่านทางการเมืองคล้ายๆ กัน โดยเฉพาะบ้านเราที่สถาบันทางการเมืองมันค่อยๆ พัฒนาไป ลองนึกดูถ้ายุบพรรคทำได้ง่ายๆ แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์เองโดยบัญญัติในมาตรานี้ก็อาจถูกยุบพรรคเหมือนกันทั้งที่มีอายุมากว่า 60 ปี มันคงไม่ถูกต้อง ใครทำผิดต้องเอาผิดคนนั้น แล้วการตีความเรื่องนี้ต้องตีความให้สอดคล้องกับหลักการที่มันควรจะเป็น สังคมจะได้มีทางออก ขอให้พูดกันในหลักการ อย่าพูดในผลประโยชน์เฉพาะหน้าใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
นายจอมถามว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมในการแก้รัฐธรรมนูญอย่างไรให้เป็นธรรม ให้เป็นรัฐธรรมนูญที่มีส่วนร่วมโดยประชาชน นายวรเจตน์ตอบว่าโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดกระบวนการแก้ไขแล้วว่าให้ญัตติมาจากใคร พิจารณากันอย่างไร ปัญหาอยู่ที่ถ้าเดินตามกลุ่มของผู้ที่ต้องการแก้ไขบางมาตรา โอกาสที่ประชาชนมีส่วนร่วมอาจจะน้อย เขาอาจไปฟังความเห็นความเห็นของประชาชน แต่อาจจะน้อย ถ้าเกิดว่าดำเนินกระบวนการในการยกร่างรัฐธรรมนูญกันทั้งฉบับ ประชาชนก็จะมีส่วนร่วมในหลายลักษณะ
ในความเห็นผม คนที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องมีที่มาตามความชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งเข้ามาส่วนหนึ่ง บวกกับผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ ประกอบกันขึ้นเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะทำให้ที่มาของการร่างรัฐธรรมนูญมีความชอบทำ ไม่ใช่การให้ผู้มีอำนาจตั้งบุคคลกลุ่มหนึ่งขึ้นมายกร่าง
ผมคิดว่าหากทุกคนต่างถอยกันคนละก้าวแล้ว และยอมรับว่ารัฐธรรมนูญมันมีปัญหาจริงๆ ในทางหลักการ ปัญหาคือ บางฝ่ายคิดว่าเรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา แต่ผมเองเห็นว่าเป็นปัญหา และปัญหาที่เห็นมันไม่ใช่ปัญหาที่มองย้อนในอดีต แต่มันเป็นปัญหาระดับหลักการ เราจะไม่ทะเลาะกัน ถ้าหากเราพูดเรื่องหลักการที่ควรจะเป็นว่ามันจะเป็นอย่างไร รัฐธรรมนูญควรเขียนหลักการก่อน รัฐธรรมนูญควรมองไปข้างหน้าว่าอะไรคือสิ่งที่สังคมไทยใฝ่ฝันจะไปให้ถึงอาจไม่ต้องยาวมาก ที่เหลือก็ทำเป็นกฎหมายในระดับรองลงมา เวลามีปัญหาทางการเมืองจะไม่กระทบกับรัฐธรรมนูญ
ชี้การเมืองแบ่งสองขั้ว แต่สังคมไทยต้องพ้นไปจากเรื่อง ‘เอา’ หรือ ‘ไม่เอา’ ทักษิณ
นายวรเจตน์กล่าวต่อไปว่า สภาพทางการเมืองตอนนี้มันแบ่งเป็นสองขั้ว ขั้วหนึ่งมีอำนาจทางการเมือง ขั้วหนึ่งมีอำนาจในทางกฎหมาย แล้วสองขั้วนี้ปะทะกัน แล้วตอนนี้ฝ่ายที่มีอำนาจทางการเมืองต้องการแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนขั้วที่มีอำนาจทางกฎหมายไม่ต้องการแก้ เพราะต่างฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ที่เกี่ยวพันกันในระบบการเมือง ซึ่งประชาชนต้องรู้เท่าทัน และยกระดับปัญหานี้ไปสู่ปัญหาในระดับเชิงหลักการ ถ้าจะเถียงกันเชิงหลักการว่าไปได้แค่ไหน ไม่ใช่ไปจนสุดอย่างเรื่องยุบพรรคการเมือง ที่ยุบไปแล้วก็เกิดพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาซึ่งสืบสาวมาจากพรรคการเมืองเดิมซึ่งประชาชนก็ยังเลือกอยู่ ถามว่าที่สุดประเทศชาติได้อะไรจากการเล่นเกมการเมืองและกฎหมายในลักษณะเช่นนี้
นายจอมถามต่อว่า กลุ่มเคลื่อนไหวนอกสภาหลายกลุ่มในขณะนี้จะเผชิญหน้ากันหรือไม่ในอนาคต นายวรเจตน์ตอบว่า ประเมินยาก ขึ้นอยู่กับว่าลักษณะและวิธีการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือตอนนี้บ้านเมืองเรายังไปไม่พ้นจากปัญหา ‘เอา’ หรือ ‘ไม่เอา’ คุณทักษิณ ยังเป็นแบบนี้ เพียงแต่มันแปรรูปไปเป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่การออกเสียงลงประชามติ มีคนกลุ่มหนึ่งที่เริ่มมองไปไหนปัญหาเรื่องหลักการ ไม่ได้มองว่า ‘เอา’ หรือ ‘ไม่เอา’ คุณทักษิณ แต่ตอนนี้ปัญหานี้ยังดำรงอยู่และต่อสู้กันต่อไป
ถ้าคนที่เป็นชนชั้นนำในสังคมยังมองไปไม่พ้นจากปัญหานี้ ก็เป็นไปได้ว่าจะปะทะกัน
พรรคการเมืองซึ่งร่วมรัฐบาลพรรคใหญ่สุดคือพรรคพลังประชาชน ได้หาเสียงเอาไว้ว่าเมื่อเป็นรัฐบาลสิ่งหนึ่งแก้ไขคือแก้รัฐธรรมนูญ แต่น่าเสียดายไม่มีการพูดกัน ในที่วันแรกๆ ที่มีการจัดตั้งรัฐบาล ถ้าทำตั้งแต่ตอนนั้น และกำหนดกระบวนการแก้ไขให้ชัดเจน แรงกดดันที่มีต่อรัฐบาลจะน้อย แต่ตอนนี้ในเชิงระยะเวลามาเกิดเอาในช่วงที่มีปัญหายุบพรรคหรือไม่ยุบพรรค ซึ่งยังไม่ได้ยุบพรรคกลไกยังอีกหลายขั้นตอน แต่ข้อกฎหมายมันพอมองไปได้
ตอนนี้เลยเป็นปัญหา ทุกคนเลยหวาดระแวงกันหมด ไม่คิดว่าจะดำเนินการไปเพื่อหลักการที่มันควรจะเป็น ในที่สุด ทุกฝ่าย รัฐบาลเองคงทำเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นระบบ ขั้นตอนที่จะเสนอเป็นอย่างไร ให้พ้นไปจากปัญหาเรื่องแก้เพื่อตัวเอง อีกเรื่องต้องฟังคำอธิบาย และพ้นไปจากเรื่อง ‘เอา’ หรือ ‘ไม่เอา’ คุณทักษิณ คุณทักษิณไม่ได้อยู่กับเราตลอดกาล บ้านเมืองต้องเดินไปข้างหน้าอีก เรามาทะเลาะกันด้วยเรื่องแค่นี้ เอามาเป็นปัญหาหลักทางสังคม ก็ได้กฎหมายที่มีกลไกพิกลพิการและทำให้สังคมไม่ไปไหน
เรื่องเรียกร้องให้ยึดอำนาจ สะท้อนวุฒิภาวะทางสังคมว่าไม่ยอมโต
นายจอมถามว่า คิดว่ากองทัพกังวลแค่ไหนกับเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ นายวรเจตน์กล่าวว่า กองทัพคงกังวล และได้รับบทเรียนจากการยึดอำนาจว่า การยึดอำนาจใน พ.ศ. นี้ไม่แก้ปัญหาทางการเมือง การใช้กำลังยึดอำนาจและฉีกรัฐธรรมนูญ ไม่แก้ปัญหาอะไรเลยในช่วงปีที่ผ่านมา
ต่อข้อถามที่ว่า ยังคงมีการเรียกร้องให้มีการยึดอำนาจกรุ่นๆ อยู่นั้น นายวรเจตน์กล่าวว่า นี่เป็นปัญหาเรื่องวุฒิภาวะทางสังคม เรายังเด็กอยู่มาก ไม่ยอมโต หลายคนคิดว่ามีปัญหาต้องแก้ด้วยการยึดอำนาจ ซึ่งมันไม่แก้ปัญหา และปัญหาที่มันอยู่มันก็ยิ่งอยู่
พัฒนาการในทางประชาธิปไตย มันไปไกลพอสมควร จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีกลไกหลายอย่างที่เป็นปัญหาทางประชาธิปไตยแฝงเร้นในรัฐธรรมนูญ แต่ในที่สุดผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องหนีไม่พ้นกระแสให้ยอมรับหลักนิติรัฐและนิติธรรมในประชาธิปไตย ก็ต้องเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญอยู่ดี เลยเป็นปัญหาเวลาตีความทางกฎหมาย ว่าคุณจะให้คุณค่ากับหลักการพวกนี้อย่างไร
ผมเองเห็นยังว่าเพื่อให้ระบบเดินไป เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและการสูญเสีย ปัญหาระดับหลักการเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็ควรว่ากันไปตามระบบ ไปตามหลักที่ควรจะเป็น เอาเหตุเอาผลมาพูดกัน อย่าตั้งธง มันก็จะไปได้
ชี้ชนชั้นนำไทยเสียรังวัดไปมาก หลังทุ่มกำลังกำจัดทักษิณ
นายจอมถามว่า สังไทยขาดที่พึ่ง ขาดคนชี้แนะ ขาดอะไรที่พอออกมาแสดงความคิดเห็นทุกคนยอมรับและไปร่วมกัน เราขาดกลุ่มคนกลุ่มนี้ไหมครับ
นายวรเจตน์ตอบว่า ก็อาจเป็นไปได้ ผมเห็นว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ชนชั้นนำในสังคมไทยทุกส่วน ได้สูญเสียความน่าเชื่อถือไปอย่างมาก ทุ่มทุกสิ่งทุกอย่างไปจัดการกับคุณทักษิณ เราละเลยคุณค่า ละเลยหลักการที่ควรจะเป็น วันนี้สังคมไทยมีปัญหามาก ถึงที่สุดใครพูดอะไรก็ไม่มีใครฟังใคร ผมคิดว่ายังไม่สายถ้าเราจะย้อนกลับมาดู ทำอย่างที่มันควรจะเป็น อย่าไปปักธง อย่ามีอคติกันไว้ก่อน ใช้กฎหมายให้มันเสมอกันกับทุกฝ่าย ในวันพรุ่งนี้ (8 เม.ย.) กตต. จะประชุมกันเรื่องการยุบพรรค ผมเห็นว่าประเด็นในข้อกฎหมายที่ผมและเพื่อนๆ 4 คน เสนอว่าจะการตีความ ม.237 ต้องคำนึงหลักประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐนั้น ถ้า กกต. ตีความในหลักการนี้น่าจะแก้ปัญหาในระดับหนึ่ง
วอนฝ่ายค้านแก้ รธน. อย่าอ้างผลประชามติ เพราะไม่ได้มาตรฐานสากล
นายวรเจตน์ยังเสนอแนะว่า รัฐบาลก็คงต้องฟังทุกๆ ฝ่าย และพยายามหาคนซึ่งน่าจะเป็นกลางหรือคนพอฟังอยู่บ้างมาพูดคุยกัน เพื่อออกไปจากสภาพความขัดแย้งแบบนี้ แต่อย่างที่บอกว่าอย่าปักธงว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขไม่ได้ โดยที่มีการอ้างเรื่องของการออกเสียงประชามตินั้น ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งเห็นว่าการอ้างดังกล่าวมันอ้างไม่ได้
เพราะการทำประชามติที่ทำในคราวที่แล้ว ไม่ใช่การทำประชามติในรงะดับมาตรฐานสากล เราคงรู้ว่าหลายคนรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปเพียงเพื่อให้ประเทศพ้นสภาพที่พ้นสภาวะรัฐประหาร ให้ประเทศกลับสู่หนทางประชาธิปไตยไปก่อน ถึงตอนนี้เมื่อกลับมาสู่ระบบแบบนี้มันคงต้องเดินต่อไป ถ้าใครคิดว่าเป็นนักประชาธิปไตย เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยต้องมองประเด็นนี้เป็นหลัก ถ้ามองประเด็นนี้เป็นหลักแล้วจะคุยกันได้ ถ้ามองประเด็นอื่นเป็นหลักจะคุยกันไม่ได้ทั้งสองข้าง
ชวนสังคมจินตนาการเปลี่ยนผ่าน รธน. จากเวอร์ชั่น 2534 มาเป็น 2540
ในช่วงสุดท้าย นายจอมถามว่า ทุกฝ่ายจะทำอย่างไรให้ประเทศพ้นไปจากหนทางตันจากการแก้รัฐธรรมนูญ นายวรเจตน์ตอบว่า เราอาจต้องย้อนเวลากลับไป อย่างยุคก่อน 2540 เรามีประสบการณ์ที่จะผ่านตัวรัฐธรรมนูญจาก 2534 มาเป็น 2540 อย่างไร อีกทีหนึ่งคือย้อนกลับไปก่อนที่จะมีการทำรัฐประหาร 19 ก.ย. ที่มีการพูดเรื่องปฏิรูปรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เราน่าจะย้อนกลับไปตรงจุดเวลานั้น และทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องสาธารณะ ทำองค์กรที่มีความชอบธรม ให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทำให้สังคมไทยมีเป้าหมายเดินกันไป ไม่ใช่เป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นเพื่อแก้ปัญหาบางอย่างเท่านั้นเอง แล้วมันก็แก้ไม่ได้
ที่เหลือเป็นเรื่องในระดับกฎหมาย แม้ผมเองส่วนตัวจะเห็นว่า เรื่องนี้ ในภาวะการณ์ที่สู้กันทางการเมืองแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย แต่ว่าเราต้องใช้ความพยายาม อย่าได้กลายเป็นว่า เมื่อผ่านอีกหลายปีข้างหน้าแล้วมองย้อนกลับมาในอดีตต่างสำนึกเสียใจกันหมด ว่าเราไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการเอาบ้านเมืองออกจากปัญหา แล้วมานั่งเสียใจกันภายหลัง
เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร มีความเห็นต่อผลการลงประชามติดังต่อไปนี้
หากพิจารณาจากปัจจัยในการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับสำรวจ “สวนดุสิตโพล” ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มติชนรายวัน 20 สิงหาคม 2550 หน้า 15) ได้สุ่มสำรวจหน้าคูหา หรือ เอ็กซิตโพลภายหลังการลงคะแนนพบว่า
เหตุผล "เห็นชอบ" มีดังนี้
ซึ่งมีเพียง 39.26 % เท่านั้น (ก.+ค.+จ.) ที่รับเพราะเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เหลือเป็นเหตุผลอื่นที่อยู่นอกรัฐธรรมนูญ ที่คณะรัฐประหารและ “สมุนรับใช้คณะรัฐประหาร” ใช้เป็นเครื่องมือในการ ข่มขู่/หลอกลวง ให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญของตน
ก. เป็นวิธีการรับรองรัฐธรรมนูญที่ผิดให้ถูกต้อง / เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่สมบูรณ์แบบ / เป็นอัตตาธิปไตย 45.68%
ข. มีช่องว่างมากเกินไป / บางมาตรามีเนื้อหาไม่ชัดเจน 23.46%
ค. เนื้อหารัฐธรรมนูญที่ใช้เป็นภาษากฎหมายที่ซ้ำซ้อน /ขาดความเข้าใจที่ชัดเจน 7.41%
ง.ไม่ชอบ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ / ไม่ชอบการปฏิรูปแบบรัฐประหาร 6.17%
จ. คิดว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 ดีกว่า 6.17%
ดังนั้นคณะรัฐประหาร จึงพึงตระหนักว่า ภายใต้กติกาประชามติที่ฉ้อฉล เอาเปรียบ โกงอย่างซึ่งหน้านั้น ถึงแม้ผล “เห็นชอบ” จะมากกว่า “ไม่เห็นชอบ” ก็ตาม แต่นั่นไม่ใช่ชัยชนะคณะรัฐประหาร และไม่สามารถนำผลประชามติไปรองรับความชอบธรรมของคณะรัฐประหารได้
ในทางตรงกันข้าม คณะรัฐประหารและกลไกของคณะรัฐประหารไม่ว่าจะเป็น รัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือกรรมการอื่นใดที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารจะต้องยุติบทบาทหรือการดำเนินการอื่นใด โดยเฉพาะการออกกฎหมายต่างๆ จนกว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
2. การที่คณะรัฐประหาร และส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชนบางประเภท ออกมาป้ายสีประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญว่าเป็นเพียงฐานเสียงอำนาจเก่า หรือเป็นเพียงแค่การแสดงพลังเพื่อรับการเลือกตั้งทั่วไปเท่านั้น เป็นกระบวนการดิสเครดิต ทำลายความชอบธรรมทางการเมืองของประชาชน 10,419,912 คน ที่ไม่เห็นด้วย หรือไม่สยบยอมต่ออำนาจของคณะรัฐประหาร และออกมาแสดงเจตจำนงของตนเองผ่านการลงประชามติ และเป็นตัวชี้วัดว่าพวกเขาหวาดหวั่นและวิตกต่อพลังของประชาชนเพียงใด
นอกจากนั้น การออกรณรงค์ให้ประชาชนออกเสียงประชามติในทางใดทางหนึ่งของพรรคการเมือง เช่น พรรคประชาธิปัตย์รณรงค์ให้ “โหวตรับ” กลุ่มไทยรักไทยก็มีความชอบธรรมที่จะรณรงค์ให้คนไป “โหวตไม่รับ” หรือกลุ่มอื่นๆ เป็นสิทธิทางการเมืองซึ่งเป็นเรื่องปกติในกระบวนการประมติ เพราะถึงที่สุดแล้วอำนาจการตัดสินใจนั้นอยู่ที่ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติเท่านั้น เพียงแต่การประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมานั้น ฝ่ายที่มีในการรณรงค์และใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างเสรีไปจำนวนมหาศาลเพียงฝ่ายเดียวคือ “ฝ่ายรับ” เท่านั้น
3. ถึงแม้ว่าคณะรัฐประหารจะจัดให้มีการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม 2550 แต่การที่ยังคงกฎอัยการศึกใน 35 จังหวัด และยังตามราวีสมาชิกพรรคไทยรักไทยอย่างไม่หยุดยั้งในขณะนี้ คงไม่ต่างอะไรจากการลง”ประชามติแบบมัดมือชก” เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ไม่สามารถจัดการความขัดแย้งทางการเมืองได้ ดังนั้นเพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นการเลือกตั้งที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสอย่างเท่าเทียมกันคณะรัฐประหารจะต้องยกเลิกกฎอัยการศึก และเปิดโอกาสให้ทุกพรรคการเมืองสามารถหาเสียง นำเสนอนโยบายได้อย่างเปิดเผย
เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร
20 สิงหาคม 2550
สุดท้าย เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่านที่เข้าร่วม สนับสนุนกิจกรรมของเครือข่าย และทุกคะแนนที่ร่วมกันลง “ไม่เห็นชอบ” รัฐธรรมนูญคณะรัฐประหาร เพราะ 10 กว่าล้านเสียงนี้ มีความหมายทางการเมืองอย่างมากต่ออนาคตการเมืองไทย
ทั้งที่รถไฟขบวนนี้ ยังไม่มีหมายกำหนดการอะไรเลย เรียกว่าคนขึ้นไปนั่งจองที่กันแล้ว
ก็จะให้มันไม่เต็มได้ไง มันก็แปลกดี ที่คอลั่มนิสต์ หนังสือพิมพ์ดังๆ อย่างไทยรัฐและโพสทูเดย์ และ บางทีก็ มติชน เดินขึ้นมานั่งขบวนประชาธิปไตยและเสรีภาพ นี้กัน ทีละคนสองคน แบบไม่ สนใจเลย ใครเป็นประธาน หรือ ใครลุกออกไปแล้ว จากเก้าอี้ประธานไปแล้ว เรียกว่า หมอเหวง คงจะงง เพราะ พึ่งประกาศไปเองว่าจะตีตัวออกห่างทักษิณ แต่จะวิ่ง เกาะติดราง แห่งประชาธิปไตยและเสรีภาพ ว่ากันว่าเพื่อให้คนขึ้นมากขึ้น และตรงกับ เป้าหมาย
แต่เอมันก็แปลก ไปๆมาๆประธานใหญ่ ของฝ่าย รัก ประชาธิปไตยและเสรีภาพ คือคุณ
เอาหละสิงานนี้ พลพรรคของของนิธิ ผู้ขาวบริสุทธิ เป็นแสนเป็นล้านทั่วไทย ที่ส่วนมาก จะ หัวกระทิ เป็นผู้นำและใสบริสุทธิ กำลังตั้งสติและปรับปรุงจุดยืนกัน ชนิด คมช In Absolute Shock ไปแล้ว
มันมีลางแบบ คุณนิธิมาสักพักแล้ว วันที่สับรางหนี แล้วพลพรรคประธานเก่า คือทักษิณ คนตกขบวนกันมาก แต่ว่ามันก็แปลกออกไปเหมือนกัน วันที่ต้องสับรางหนี แล้วสวนทางกับระไฟเหล็กของ คมช ท่าทางขบวนประชาธิปไตย น่านั่งกว่า เพราะมีคนกระโดด ออกจากขบวน คมช มาขึ้น ขบวนประชาธิปไตย หลายกลุ่มทีเดียว เช่น สนนท แกนหลักของนิสิตนักศึกษา สนนท ถึงขนาด ประกาศแตกหักกับ สุริยะใส คำณุน และ มลึกพิทัก ไปแล้ว
ขบวนรถไฟของเสรีภาพและประชาธิปไตย มันอาจจะเป็น เพียง Alliance of Convenience หรือพันธมิตรเฉพาะกาล ที่ลงเอยมานั่งอยู่บนขบวนเดียวกัน เพราะ ทน คมช ไม่ได้ โดยเฉพาะ รธน ปี50 ของอำมาตร และ พรบ ความมั่นคง และ อีกร้อยแปดสิ่งเลวทราม ที่ คมช ทำไปแล้ว และอีก ร้อยแปดเลวทรามที่กำลังจะทำอีก
จนถ้าเทียบกับทักษิณแล้ว ทักษิณกลายเป็น เทพ ขึ้นมาทันที ส่วน คมช กลายเป็น มาร ไปเรียบร้อยแล้ว
ทักษิณดีเลวอย่างไร คนก็รักมากมาย แถมถอนตัวออกไปจากการเมืองแล้ว แต่มาร คมช นี่สิ กำลังวางรากฐานที่จะอยู่ยาวและอยู่ลึก ด้วยอำนาจเสียด้วย
ไปๆมาๆ คนที่ขึ้นและกำลังจะขึ้น ขบวนเสรีภาพและประชาธิปไตย ไม่ใช่ Alliance of Convenience เสียแล้วสิ แต่มันกลับกลายเป็น Star Alliance หรือ พันธมิตรแห่งดวงดาว เพราะมองไปทางไหน ก็เจอแต่แสงสว่างเจิดจ้าของผู้มีอุดมการณ์ สูงส่ง ด้านเสรีภาพและประชาธิปไตย
งานนี้ไม่ต้องบอก ผลของการชนกันของสองขบวนนี้ คือขบวน กฎเหล็กของเผด็จการ คมช และ ขบวนความรักและสันติสุขแห่งประชาธิปไตย ใครแพ้ชนะไม่สำคัญ พรบ ความมั่นคง ลงเอยยังไง รธน ฉบับผู้ดีครองเมือง ลงเอยยังไง เลือกตั้งฉบับล๊อกสะเป็ก ลงเอยยังไง
ที่แน่ๆคือ แผนสามสี่ขั้นของ บัง ที่ทำเพื่อทำลายพลพรรคทรทและอำนาจเก่า เพื่อสร้างสังคมแห่งความมั่นคงสำหรับอำมาตทั้งหลาย มาแทนที่.....................กำลังจะถูกส่องด้วยไฟสว่าง ยาวนานและยืดเยื้อ ของนักประชาธิปไตย และ คนรักเสรีภาพและอิสรภาพ.............