เปิดใจ...วรเจตน์ ภาคีรัตน์กับข้อกล่าวหา “หมิ่นศาล”
12 ก.ค. 2008 - 01:35:30 น. : ผู้อ่าน 73 คน - ตอบ 2 คน
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ภายหลัง รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงวิชาการ หลังจากที่ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามคณะรัฐมนตรีนำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา รวมทั้งระงับการกระทำใดๆ ที่จะดำเนินการร่วมกับกัมพูชา เกี่ยวกับกรณีการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ระหว่างที่จะมีการพิพากษาคดี
โดย รศ.ดร.วรเจตน์ มีความเห็นว่า คำสั่งของศาลปกครองครั้งนี้ เป็นไปในเชิงการเมือง และเห็นว่าเป็นปัญหาทางหลักการ ไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้ แม้จะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์คำสั่งของศาลก็ตาม ซึ่งภายหลัง รศ.ดร.วรเจตน์ ได้ถูกทนายความของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกมาสอบถาม เพื่อดำเนินการลงโทษในข้อหาละเมิดอำนาจศาล
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.วรเจตน์ ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ประชาทรรศน์” อย่างละเอียดถึงประเด็นดังกล่าว ดังนี้
***กรณีของเขาพระวิหาร เป็นเรื่องในอดีตที่นานมากแล้ว ซึ่งมองอย่างไรที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในช่วงนี้โดยกลุ่มพันธมิตรฯ
คือประเด็นในเรื่องดังกล่าวนั้นที่ เป็นการกระทำที่ถูกหวังผลทางการเมือง เพื่อต้องการปลุกเร้าในเรื่องของชาตินิยม เพราะว่าเวลาที่คนเกิดความรู้สึกรักชาติ จะก่อให้เกิดพลังที่อยู่เหนือเหตุผล จึงได้นำเรื่องนี้มาเป็นเครื่องมือเคลื่อนไหว
ซึ่งจริงๆ แล้วในเรื่องของปราสาทเขาพระวิหาร ผมมองว่ามีเรื่องที่สลับซับซ้อนอยู่มากในทางเทคนิค และทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยตามขั้นตอนแล้ว ไทยซึ่งแพ้คดีในเรื่องดังกล่าวนั้น และต้องยอมรับว่าศาลโลกได้ตัดสินแล้วว่าปราสาทเขาพระวิหารได้ตกอยู่ใต้อำนาจ อธิปไตยของกัมพูชา
แต่ว่าปัญหาเรื่องเขตพรมแดนก็ยังคงมีปัญหาอยู่เรื่อยมา หรือที่เราเรียกว่าพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ ดังนั้นจึงยังไม่มีการปักปันเขตแดนโดยชัดเจน เพราะฉะนั้นปัญหาแบบนี้เมื่อเกิดปัญหาขึ้นจึงไม่สามารถที่จะตกลงกันได้ ซึ่งผมคิดว่าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะรัฐบาลนี้รัฐบาลเดียวอย่างแน่นอน อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตก็เป็นไปได้ เมื่อต้องพูดเรื่องนี้ก็เกิดกลายเป็นปัญหาขึ้นมาอีกแน่ เพราะมันง่ายที่จะหยิบยกขึ้นมาอีก และประเด็นมันเข้าถึงประชาชนได้ง่ายว่าเราเสียดินแดน และจะก่อให้เกิดความรู้สึกในแง่ของความรักชาติ และยิ่งมาผสมเรื่องของเหตุผลในทางความคิดลดลง เพราะว่ามันถูกปลุกเร้าทางด้านอารมณ์และความรู้สึกแทน
***ในส่วนเรื่องที่กลายเป็นปัญหาขึ้นมาขณะนี้ ที่ทางพันธมิตรฯ มาดำเนินการทางศาลกับอาจารย์ที่เขียนบทความเกี่ยวกับทางวิชาการในเรื่องดัง กล่าว ขอเท็จจริงตรงนี้เป็นมาอย่างไร
ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ โดยก่อนหน้าประมาณเดือนเศษๆ ผมได้รับปากกับสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยว่า จะเดินทางไปบรรยายพิเศษให้กับนักข่าวใหม่ในงานการชุมนุมที่เขาใหญ่ ในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2551 ที่ผ่านมา
ซึ่งปรากฏว่า วันที่ 27 มิถุนายน ในช่วงบ่าย ก่อนที่ผมจะเดินทาง โดยผมได้รับทราบว่าศาลปกครองได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ในเรื่องไม่ให้มีการดำเนินการตามแถลงการณ์ร่วมที่รัฐมนตรีต่างประเทศได้ลง นามเอาไว้ และให้เพิกถอนการกระทำก่อนหน้านั้น
ซึ่งในฐานะที่ผมเป็นผู้สอนวิชากฎหมายปกครอง บังเอิญมันอยู่ในความเชี่ยวชาญของผมพอดี ซึ่งทำให้ผมมีความรู้สึกไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลปกครองในเรื่องนี้ และไม่คิดว่าศาลปกครองกลางจะรับเรื่องนี้เอาไว้พิจารณา
ดังนั้นผมจึงได้เอาคำสั่งของศาลปกครองกลางมาศึกษาดู ในตอนเย็นของวันนั้น และหลังจากที่อ่านคำสั่งดังกล่าวแล้ว จึงเกิดประเด็นสงสัยว่า อาจจะต้องใช้หลักเสรีภาพทางวิชาการ ให้หลักในทางทฤษฎีและวิพากษ์วิจารณ์กับคำสั่งของศาลปกครองกลางในเรื่องนี้ ว่า ศาลปกครองที่เห็นคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลนั้น ในแง่มุมในทางวิชาการ มีเงื่อนและเป็นไปได้ว่ากรณีดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองกลาง
ซึ่งในช่วงเช้าของวันที่ 29 มิถุนายน วันที่ผมต้องบรรยาย และต้องบรรยายในเรื่องของกฎหมายที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่า และในตอนสรุปปิดท้ายนั้นผมได้ยกตัวอย่างในเรื่องของคำสั่งของศาลปกครองกลาง ขึ้นมาวิเคราะห์ ให้ผู้สื่อข่าวได้เห็นว่าการที่ศาลปกครองได้มีคำสั่งเช่นนี้ว่า ในทางหลักวิชาเป็นอย่างไร ซึ่งผมได้อธิบายว่า โดยหลักในทางวิชาขั้นตอนของทางกฎหมายมหาชน องค์กรที่เป็นฝ่ายรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีนั้น เวลาที่ทำงานนั้นจะไม่เหมือนองค์กรอื่น ซึ่งสามารถทำได้อยู่ 2 ลักษณะ คือ ด้านที่ 1 เป็นฝ่ายการเมือง รับผิดชอบต่อสภา อีกด้านหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา รับผิดชอบข้าราชการประจำ
เพราะฉะนั้นเวลาที่จะดำเนินการอะไรจึงสามารถทำได้ 2 แบบ ด้านหนึ่งเป็นผู้ที่บังคับใช้กฎหมาย ออกคำสั่งต่างๆ ตามราชบัญญัติ กรณีนี้เป็นเรื่องของการกระทำในทางปกครอง ซึ่งถ้ามีใครได้รับความเดือดร้อนหรือได้รับความเสียหายในการกระทำดังกล่าว นี้ ก็สามารถเรียกร้องกับศาลปกครองได้ ซึ่งไม่เป็นปัญหา เพราะศาลปกครองมีอำนาจในเรื่องนี้อย่างแน่นอน
ส่วนกรณีหนึ่งก็คือ กรณีที่มันเป็นการกระทำที่เกิดการใช้อำนาจในทางรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำในทางการเมือง เป็นการทำในทางบริหารแท้ๆ และเป็นการทำในงานระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรื่องนี้ถ้าเรียกในหลักของทางวิชาการ ต้องเรียกว่าเป็นการกระทำทางรัฐบาล ไม่ใช่การกระทำในทางปกครอง
ดังนั้นเรื่องดังกล่าวถ้าไปยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง นอกจากจะต้องดูว่าองค์กรที่กระทำการนั้นคือใคร ไม่ว่าจะเป็น ครม. รัฐมนตรี นายกฯ นั้น ยังจะต้องดูต่อไปอีกว่า ใครเป็นผู้ที่ถูกฟ้อง ใช้อำนาจแบบไหน นั่นคืออำนาจในระดับบน อำนาจในทางบริหาร หรืออำนาจในทางรัฐธรรมนูญ อำนาจทั้งหมดเหล่านี้ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของศาลปกครอง ซึ่งศาลปกครองสามารถสอบได้เฉพาะอำนาจในทางปกครอง เพราะอำนาจระดับบนเป็นเรื่องในทางนโยบาย และเป็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเห็นชัดว่าไม่อยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลปกครองเลย
ซึ่งกรณีนี้ผมจึงได้บอกว่า ทั้งหมดนี้เป็นการดำเนินการทั้งหมดของทางรัฐบาล และเมื่อถามว่าในการกระทำหมดเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ถ้าจะตรวจสอบการกระทำของรัฐบาล ต้องไปตรวจสอบดูในรัฐธรรมนูญว่า รัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบหรือเปล่า นั่นคือถ้าจะตรวจสอบรัฐบาลต้องเป็นศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ซึ่งบางเรื่องก็มีรัฐธรรมนูญเขียนอำนาจเอาไว้ และหลายเรื่องก็ไม่ได้มีเขียนระบุเอาไว้เช่นกัน ถ้าเรื่องไหนมีเขียนให้อำนาจเอาไว้ก็เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจ ก็จะมีกลไกที่จะยื่นเรื่องฟ้องร้อง แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็จะบอกว่าใครมีสิทธิยื่นเรื่องฟ้องร้อง แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็จะดำเนินการวินิจฉัยไป
ถ้าเรื่องที่ไหนที่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเอาไว้ เรื่องนั้นจะไม่สามารถเรียกตรวจสอบทางกฎหมาย หรือในทางตุลาการได้ แต่ต้องตรวจสอบโดยอำนาจในทางการเมือง คือ การตั้งกระทู้ถาม หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เหตุผลเพราะว่าประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่มันยุ่งยากซับซ้อนมากเกินกว่า ที่จะเอาเกณฑ์ในทางกฎหมายมาชี้ถูกชี้ผิดได้ เพราะเรื่องนโยบายบางเรื่องไม่มีข้อถูกหรือข้อผิด แต่เป็นเรื่องที่คนเห็นต่างกัน เป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม
ซึ่งต้องตัดสินกันด้วยวิธีหาเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ซึ่งถ้าไว้วางใจรัฐมนตรีก็สามารถทำต่อไปได้ ซึ่งระบบเป็นอย่างนี้ แต่ว่าไม่ใช้ระบบที่ให้อำนาจตุลาการเข้ามาตรวจ และเหตุผลสำคัญที่มีระบุเอาไว้แบบนี้ เพราะถ้ามีการยอมให้อำนาจตุลาการเข้ามาตรวจสอบเรื่องในทางนโยบายการเมือง หรือแม้แต่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัฐมนตรีด้วยแล้ว องค์กรตุลาการจะกลับกลายเป็นผู้บังคับบัญชาของคณะรัฐมนตรี
ซึ่งดังที่ผมกล่าวไปในแถลงการณ์ว่า เช่นนี้องค์กรตุลาการที่เป็นองค์คณะทั้ง 3 ท่าน จะสามารถเข้าไปบังคับบัญชาคณะรัฐมนตรีได้ ผ่านทางคำพิพากษาของศาลโดยระบบ แต่ผมไม่ได้กล่าวว่าศาลปกครองตรวจคณะรัฐมนตรีไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ถ้าเป็นงานในทางปกครอง ศาลสามารถตรวจสอบได้ว่าชอบหรือไม่ด้วยกฎหมาย เพราะว่าการกระทำในทางปกครองพัฒนามาถึงขั้นที่ว่า ให้กฎหมายเป็นเกณฑ์ตรวจสอบได้ว่าถูกหรือผิด แต่การกระทำที่เป็นอำนาจระดับบนมันซับซ้อนยุ่งยาก
โดยถ้าจะให้ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น สมมติต้องการจะขายเหล้า จำหน่ายสุรา ก็ต้องดำเนินการไปยื่นคำขอใบอนุญาตจำหน่ายสุราที่อธิบดีที่มีอำนาจรับผิดชอบ แล้วถ้าอธิบดีไม่ออกใบอนุญาตดังกล่าวให้ ก็ต้องไปอุทธรณ์ที่รัฐมนตรีที่มีอำนาจตามพระราชบัญญัติ และถ้ารัฐมนตรีไม่อนุญาตให้อีก โดยบอกว่าตัวรัฐมนตรีนี้ไม่มีสิทธิ เพราะขาดคุณสมบัติ ซึ่งการใช้อำนาจของรัฐมนตรีกรณีนี้ เป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติสุรา
ถ้าเห็นว่าการใช้อำนาจของรัฐมนตรีนี้ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย บิดเบือนด้านดุลพินิจ หรือกลั่นแกล้งผู้ร้องขอ เรื่องนี้มีสิทธิไปยื่นร้องที่ศาลปกครอง ให้ตุลาการเข้ามาตรวจสอบว่าเป็นการกระทำที่ชอบหรือไม่ชอบได้ ซึ่งเรื่องที่ยกตัวอย่างมานี้ เป็นการกระทำในทางปกครองของรัฐมนตรี ซึ่งการกระทำตามกฎหมายเป็นไปได้ในหลายลักษณะ ก็ต้องแยกประเภทของการกระทำ ซึ่งทฤษฎีก็ชัดเจนในเรื่องนี้ และที่สำคัญคือ กรณีที่ผมออกมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของศาลปกครองกลาง ผมไม่ได้กระทำโดยมั่วซั่ว หรือไม่มีหลักเกณฑ์
ซึ่งผมอยากจะเรียนว่า มันมีเหตุผลอยู่ 2 ประการ ที่ต้องทำให้ออกมาอธิบายความในกรณีนี้กับสาธารณะ ประการแรกคือ หลักในทางวิชาการเรื่องการกระทำของรัฐบาลในการเมืองการปกครอง ซึ่งได้อธิบายกล่าวไปในช่วงต้น ส่วนประการที่สองคือ ศาลปกครองสูงสุดเองนั้น เคยมีคำสั่งในคดี “JTEPA” ที่มีบุคคลไปฟ้องให้ระงับการลงนามการตกลงทางเศรษฐกิจไทยกับญี่ปุ่น ในสมัยรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และศาลปกครองกลางไม่รับฟ้อง โดยเหตุผลที่ว่าไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองกลาง
ดังนั้น ผู้ที่ฟ้องร้องได้อุทธรณ์ขึ้นไปยังศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินชัดเจนแล้ววางหลักเอาไว้ด้วยว่า คดีดังกล่าวเป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจในทางรัฐธรรมนูญ และไม่ได้ใช้อำนาจกระทำการในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติ หรือใช้อำนาจทางปกครอง ศาลปกครองสูงสุดได้วางหลักเอาไว้ในคำสั่งที่ 178/2550 ว่าเป็นคดีที่ไม่มีในเขตอำนาจของศาลปกครอง ซึ่งถูกต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคดีอย่างแน่นอน และก็เป็นคำสั่งที่ดีมากด้วย ต่อมาศาลปกครองกลางในคดีของเขาพระวิหารไม่ได้เดินตามแนวทางของศาลปกครองสูง สุดเลย ซึ่งศาลปกครองกลางในอดีตไม่รับฟ้อง และศาลปกครองสูงสุดก็ยืนยัน แต่เรื่องดังกล่าวกลับรับฟ้อง และมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว
ดังนั้น จึงอดสงสัยไม่ได้ ทำไมเรื่องนี้ถึงรับฟ้อง ทั้งที่ความจริงลักษณะของเรื่องก็คล้ายๆ กัน คือเป็นการกระทำในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แน่นอนอาจมีคนเถียงว่าคดีประสาทเขาพระวิหารเป็นเรื่องสำคัญของชาติ และการเสียดินแดน แต่เรื่องนั้นเป็นเรื่องการดำเนินการของเศรษฐกิจ แต่ในทางกฎหมายไม่สามารถดูตรงนั้นได้ แต่ต้องดูที่ว่าเป็นการกระทำระหว่างประเทศหรือเปล่า ความเหมือนกัน แต่สาระสำคัญไม่เหมือนกัน แต่ต้องมีหลักเกณฑ์ในการตัดสินที่เหมือนกัน
***กรณีที่พันธมิตรฯ พยายามที่จะโยงเรื่องดังกล่าวเข้าไปสู่กระบวนการของเว็บไซต์ประชาไท และก็หมิ่นเบื้องสูง โดยพยายามที่จะให้ผูกพันเป็นขบวนการ ตรงนี้อาจารย์จะชี้แจงอย่างไรบ้าง
เวลาคนที่จะกล่าวหาใคร จะทำโดยจินตนาการเอาเองก็ทำได้ หรือไม่บางทีก็มีสิ่งที่เรียกว่า “มิจฉาทิฐิ” อยู่ในใจ ประกอบกับมีอคติอยู่ในใจ บางทีก็เป็นไปได้ว่าสิ่งที่ผมได้กล่าวไป และเหตุผลที่ให้ไปในทางกฎหมาย มีน้ำหนักที่หนักแน่นเกินกว่าที่จะโต้แย้งกับผมด้วยเหตุด้วยผลได้ ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าจะเอาสิ่งใดมาโต้เถียง ในเมื่อไม่สามารถเถียงด้วยเหตุด้วยผลได้ ดังนั้นวิธีการที่จะทำลายคนจะต้องอย่างไร คำตอบก็คือ ต้องมาทำลายที่ตัวคนก่อน เพื่อที่จะทำให้ผมกลายเป็นบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ เมื่อสามารถทำให้ผมเป็นบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือได้สำเร็จ ก็เท่ากับว่าสิ่งที่ผมพูดไปไม่มีเหตุ ซึ่งอันนี้มันเป็นวิธีการ แต่ว่าผมไม่เชื่อว่าจะสามารถทำลายผมได้อย่างแน่นอน เชิญพันธมิตรฯ โจมตีผม หรือจะเชื่อมโยงผมอย่างไรก็ได้ตามสะดวก ผมไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น เพราะผมไม่ได้เป็นแบบนั้น
***กรณีที่พันธมิตรฯ แจ้งความอาจารย์และเว็บไซต์ประชาไทว่า การที่อาจารย์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เป็นการกระทำที่หมิ่นศาล ทั้งที่บทความอยู่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ แต่กลับฟ้องร้องเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลก ส่วนเรื่องที่สองใครๆ ก็สามารถมีสิทธิ์บอกได้หรือไม่ว่านี้คือการหมิ่น ดังนั้น ในทางกฎหมายนั้นมันทำลายหลักการอะไรไปบ้างแล้ว
คือประเด็นในเรื่องการละเมิดอำนาจศาลนั้น มันเป็นเรื่องระหว่างศาลกับผู้ที่กระทำการในการล่วงละเมิดอำนาจศาล สมมติว่าศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าผมกล่าวถ้อยคำที่มีลักษณะละเมิดอำนาจ ศาลจะเรียกผมไปเอง โดยที่ไม่ต้องให้ผู้อื่นมายุ่ง พูดง่ายๆ มันเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้อื่นเลย คือผมเองก็ไม่รู้จะกล่าวเช่นใดว่า การที่พันธมิตรฯ มายุ่งในเรื่องของคน 2 คนนั้นเป็นเรื่องที่เราเรียกกันทั่วไปว่าอะไร ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องระหว่างศาลกับผมเท่านั้น ดังนั้น การไปยื่นเรื่องแบบนี้ ทำให้ผมเข้าใจว่าทางฝ่ายพันธมิตรฯ นั้นคงเกรงว่าในการที่ผมได้อธิบายความไป และผมกับเพื่อนกำลังจะเตรียมแถลงการณ์เรื่องนี้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งวันที่พันธมิตรฯ ไปยื่นเรื่องนั้น ตัวแถลงการณ์ยังไม่ได้นำออก
ซึ่งก็เป็นได้ว่าการที่พันธมิตรฯ ทำเช่นนี้ อาจเป็นไปได้ว่าจะพยายามสกัดกั้นเพื่อไม่ให้ผมออกแถลงการณ์ และคิดว่าผมจะกลัวการยื่นเรื่องของฝ่ายพันธมิตรฯ แบบนี้ ทั้งนี้ผมอยากเรียนให้รับรู้ไปเลยว่า ผมไม่กลัว เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด และผมยังเชื่อว่าศาลเองท่านมีวิจารณญาณในเรื่องนี้ดีที่สุด ในการที่จะวินิจฉัยว่าการกระทำของผมนั้นเข้าข่ายการล่วงละเมิดอำนาจศาลหรือ ไม่ ซึ่งในการกระทำของผมนั้น เป็นวิพากษ์วิจารณ์ ติชมการพิจารณาพิพากษาของศาลโดยสุจริตใจ ด้วยวิธีการทางวิชาการ ซึ่งได้รับการรับรองไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 65 ของพระราชบัญญัติการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
เพราะฉะนั้น ขอตอบว่าประเด็นนี้ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น เป็นเรื่องของศาลกับผู้ที่ศาลเห็นว่ากระทำการเข้าข่ายล่วงละเมิดอำนาจศาล เท่านั้น ซึ่งต่อให้ไปยื่นเรื่องที่ศาลก็ไม่มีผลใดๆ พันธมิตรฯ บังคับศาลเพื่อให้ศาลออกหมายเรียก ซึ่งศาลต้องพิจารณาจากหลักฐานคำกล่าวหาเหล่านั้น และหาข้อเท็จจริงเท่านั้น
ประเด็นต่อมาคือว่า ถ้อยคำที่ผมได้กล่าวไป และนำไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งต่อมากลับไปฟ้องร้องเว็บไซต์ประชาไทนั้น ผมขอเรียนว่า หลังจากที่ผมได้กล่าวในวันที่ไปบรรยายพิเศษที่เขาใหญ่ ซึ่งได้มีการสรุปข้อความที่ผมได้กล่าวบรรยายไปทั้งหมดขึ้นเว็บไซต์ ของกรุงเทพธุรกิจนั้น มันไม่ได้ตรงกับสิ่งที่ผมได้พูดเลย ซึ่งเนื้อความที่โดนสรุปนั้นอ่านแล้วจะงง แต่ถ้าหากได้ฟังจากที่ผมพูดเองนั้นจะเข้าใจเป็นขั้นเป็นตอนว่าผมได้อธิบาย ความเป็นรูปแบบมีขั้นตอนอย่างไร
ซึ่งถ้าใครได้เข้าร่วมฟังก็จะได้เห็นว่าผมได้อธิบายเป็นอย่างไร และสถานที่ดังกล่าวที่มีการประชุมนักข่าวเวลานั้น นักข่าวท่านหนึ่งที่เป็นนักข่าวอาวุโสได้เตือนในเรื่องของการพาดหัวข่าวว่า ระวังจะไปล่วงละเมิดอำนาจศาล แต่ถึงแม้กระนั้น ในช่วงบ่ายก็มีการสรุปข่าว ซึ่งข่าวที่นำเสนอไปนั้นก็อาจเป็นเฉพาะความเข้าใจของตัวนักข่าวเองในการสรุป ข่าว ซึ่งอาจจะไม่เข้าใจในเรื่องที่พูดทั้งหมด และได้ทำการสรุปข่าวไป แล้วในตอนที่สรุปข่าวผมเองยังไม่ได้ดู เพราะต้องรีบเดินทางกลับก่อน ซึ่งตอนบ่ายผมได้อ่านในเว็บไซต์ที่หลังจากที่ผมเดินทางมาถึง ซึ่งที่เป็นปัญหาและพันธมิตรฯ นำไปใช้ฟ้องร้องศาลนั้นมีอยู่หนึ่งคำคือ “คำสั่งศาลตรงนี้เป็นคำสั่งเชิงการเมือง (AT OF STAETS)” ซึ่งตรงนี้จะเห็นได้ชัดเลยว่า คนเขียนข่าวเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะว่าคำที่ว่านี้
ผมกล่าวแล้วว่าเป็นการกระทำทางรัฐบาล การกำหนดนโยบาย การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือ ต้องอธิบายแบบนี้ถึงจะถูกต้อง แต่ผมไม่แน่ใจว่าทำไมถึงไปเขียนเช่นนั้น เข้าใจว่าอาจจะมีลงในกรุงเทพธุรกิจที่เดียว ส่วนในไทยโพสต์นั้น ผู้สื่อข่าวไทยโพสต์ได้โทรศัพท์มาถามผมอีกว่า ที่เขียนไปแบบนี้ถูกต้องหรือไม่ ผมได้กล่าวตอบไปว่าไม่ถูกต้อง ต้องอธิบายแบบนี้ถึงจะถูกต้อง ซึ่งได้ลงตีพิมพ์ในวันที่ 30 ที่ผ่านมา จะเห็นได้อย่างชัดเจนและเป็นขั้นตอน เพราะผมได้อธิบายว่าต้องเป็นแบบนี้อย่างนี้ ซึ่งไม่ได้เกิดจากการที่ไปสรุปข่าวเอาเอง
ผมไม่แน่ใจว่าคำที่พันธมิตรฯ เอาไปฟ้อง ไปเขียนคำร้องด้วยหรือเปล่า “เป็นคำสั่งของการเมือง” ซึ่งถ้าเกิดว่าไปเขียนคำนี้ ก็เท่ากับว่าเป็นคำของพันธมิตรฯ เอง ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่พันธมิตรฯ ไปเขียนฟ้องศาล ซึ่งผมเองยังไม่ได้เห็นคำร้อง ซึ่งผมอยากจะบอกว่าต้องระวังด้วย อย่าคิดว่าตัวเองเป็นทนายความแล้วจะไปฟ้องใครก็ฟ้องได้ และใครที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับตัวเอง ก็ใช้วิธีฟ้องร้องแบบนี้ เพื่อพยายามที่จะไม่ให้ใครพูดหรือปิดปากไม่ให้พูด ต้องบอกตรงๆ ว่านักวิชาการหลายคนไม่อยากยุ่งกับพันธมิตรฯ ดูอย่าง อ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ให้สัมภาษณ์ ท่านถูกนำเอาไปวิจารณ์สาดเสียเทเสียบนเวทีพันธมิตรฯ แต่ผมไม่กลัวกลุ่มบุคคลเหล่านี้ เพราะไม่มีเหตุผลที่ผมจะต้องกลัว เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด ซึ่งได้มีการยืนยันอยู่บนหลักเกณฑ์
ผมเห็นข่าวในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง เวลาที่เขียนข่าวเกี่ยวกับผมนั้น ซึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่า “ผมพยายามนำเสนอในความเห็นแต่ละเรื่องล้วนเข้าทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คัดค้านหลักตุลาการภิวัตน์ ไม่เห็นด้วยกับการลงโทษ กกต. ยุบพรรคไทยรักไทย” ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ที่อ้างมาก็ผมไม่เห็นด้วย และก็มีเหตุผลในสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย ถ้าย้อนกลับไปดูทำไมไม่อ้างเรื่องมาตรา 7 ซึ่งผมก็ไม่เห็นด้วย และทำไมไม่อ้างที่ผมไม่เห็นด้วยในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณ เรื่องออกพระราชกำหนดโทรคมนาคม และการซื้อหุ้นลิเวอร์พูล และทำไมถึงไม่พูดเรื่องเหล่านี้ที่ผมไม่เห็นด้วย นี่คือคำถามซึ่งถามไปถึงจรรยาบรรณของสื่อมวลชน ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เราเรียกกันว่าสื่อมวลชนยังคงเป็นสื่อมวลชนอยู่ หรือเปล่า หรือเป็นแค่โฆษณาชวนเชื่อ
เพราะว่าสื่อมวลชนต้องเป็นกระจกสะท้อนความจริง และต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจวิธีที่ได้ศึกษามา แต่ไม่ใช่มาเป็นตะเกียง ซึ่งใครถือตะเกียงคนนั้นคือความสว่าง เพราะทุกคนต้องเชื่อตาม ซึ่งถ้าคิดต่างไปจากที่เสนอให้ ก็ถือได้ว่าเป็นคนเลวคนชั่ว ซึ่งคิดกันแบบนี้ได้ด้วยหรือ มันกำลังทำลายความสามารถในการใช้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง และผมเชื่อว่าคนที่ยังมีสติสัมปชัญญะและมีเหตุผลอยู่บ้างคงเข้าใจ
นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่หวั่นไหวกับการใส่ร้ายป้ายสีให้กับผม วันเวลาก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวของผมเอง ใครที่ทำดีก็ต้องได้ดี ใครที่ทำไม่ดีก็ต้องรับผลจากการกระทำของตัวเองไป
***ในฐานะที่เป็นนักวิชาการด้านกฎหมาย ห่วงไหมว่ากรณีที่พันธมิตรฯ ไปกล่าวหาว่าอาจารย์หมิ่นอำนาจศาล จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ เพื่อดึงศาลมาอยู่ในการเมือง
ก็เป็นไปได้อย่างมาก ความจริงศาลเป็นองค์กรที่มีอำนาจในการชี้ขาดคดีและที่ยุติเรื่อง ซึ่งจริงๆ แล้วพันธมิตรฯ ไม่ต้องกังวลเลย ความเห็นของผมไม่ได้มีผลทางกฎหมายอะไรเลย เป็นความเห็นของนักวิชาการเพียงคนเดียว และหลังจากที่ออกแถลงการณ์ที่มีความเห็นร่วมกันระหว่างเพื่อนของผมที่เป็น นักวิชาการอีก 4 คน ไม่จำเป็นต้องกังวลแม้แต่น้อย คำสั่งของศาลปกครองกลางต่างหากที่มีผลทางกฎหมายในสังคม
***อาจารย์คิดหรือไม่ว่าอาจจะมีผลต่อความเชื่อของคนในสังคม
แน่นอน ความเชื่อของคนในสังคมต้องมี เพราะเหตุว่าในที่สุดแล้ว เมื่อคนเห็นประเด็นที่ผมนำเสนอเข้า ก็ต้องดูเหตุผลที่ผมนำเสนอ และคิดตามเหตุผลที่ผมนำเสนอ ถ้าหากว่าพันธมิตรฯ จะกลัว คงจะกลัวว่าเหตุผลที่ผมนำเสนอนั้นมันมีน้ำหนักมากเกินไป และกลัวว่าจะไปทำลายการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งได้มีบางคนกล่าวเอาไว้ว่า เรื่องบางเรื่องทำไมไม่พูดกันหลังเวที ทำไมต้องพูดออกสาธารณะกัน ซึ่งตรงนี้มันตลก ถามว่าทำไม เพราะเรื่องตรงนี้เป็นประเด็นสาธารณะ ทำไมต้องไปพูดกันสองคนหลังเวที ซึ่งถ้าเป็นประเด็นสาธารณะต้องพูดออกสาธาร&