Democratic Database

ข้อมูล และ บทความ สำหรับ นักประชาธิปไตย

สัมภาษณ์ ‘ภควดี’ : หายนะ (การค้า) เสรี เรื่องจริงไม่อิงนิยาย

ภควดี วีระภาสพงษ์ เป็นอดีตผู้สื่อข่าว เป็นนักคิด นักเขียน มีข้อเขียนหลายร้อยชิ้น และเป็นคอลัมนิสต์ประจำให้วิทยาลัยวันศุกร์ และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน หลายคนจะรู้จักเธอในฐานะนักแปลอิสระที่มีผลงานเด่นๆ หลายต่อหลายเล่ม อาทิ เปรูบนเส้นทางเศรษฐกิจนอกระบบ : การปฏิวัติที่มองไม่เห็นในโลกที่สาม, What uncle Sam really wants ฯลฯ

ความสนใจเป็นพิเศษของเธอที่มีต่อประเด็นความเป็นไปของโลกาภิวัตน์ การค้าเสรี ส่งให้เธอกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ต้องผจญกับข้อเท็จจริงบางประการของมนุษยชาติที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของการค้าเสรี โลกาภิวัตน์ ทั้งการสูญสิ้นวิถีชีวิต ทางเลือก เสรีภาพ ทั้งการก่อเกิดที่หมายถึง ขบวนการต่อสุ้และการเคลื่อนไหว จากอเมริกาเหนือจดอเมริกาใต้ จากแอฟริกา สู่เอเชียตะวันออก มาจนถึงเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นตำแหน่งแห่งที่ที่มีประเทศไทยสังกัด

 ท่ามกลางการเจรจาเอฟทีเอ-ไทยสหรัฐ ที่พัดพาข้อมูลโถมทับคนไทย ความสลับซับซ้อนของเนื้อหาการเจรจากลายเป็นความยุ่งยากของชีวิตข่าวสาร และง่ายกว่าที่จะรับรู้มันในฐานะเรื่องราวของคนอื่น ไกลตัว กระทั่งไม่เกี่ยวข้องกับตัวเรา ภควดี จะมาถอดรหัสผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศต่างๆ ให้เห็น พร้อมการวิเคราะห์วิจารณ์

 ขอเรียกน้ำย่อย ด้วยคำถามว่า เอฟทีเอที่กำลังเกิดขึ้นเป็นกระแสทั่วโลกนี่น่ากลัวยังไง

 

อยากย้อนไปนิดหนึ่ง เดิมทีก่อนจะมีเอฟทีเอ มันมีข้อตกลงอันหนึ่งซึ่งมันถูกประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมก้าวหน้าในโลก ที่เรียกว่า โออีซีดี (OECD : Organization for Economic Co-operation and Development) พยายามมาประชุมกัน เขาเรียกว่า ข้อตกลงพหุภาคีว่าด้วยการลงทุน หรือ เอ็มเอไอ (MAI : Multirateral Agreement on Investment) ซึ่งคล้ายๆ ข้อตกลงเขตการค้าเสรีว่าด้วยการลงทุน คือมันพยายามจะให้อำนาจบริษัทเท่ากับหรือมากกว่ารัฐบาลท้องถิ่น ต้องการให้บริษัทข้ามชาติได้รับการคุ้มครองในทุกด้าน โดยที่กฎหมายภายในประเทศบางอย่างไม่สามารถที่จะเพิกถอนการลงทุนได้ หรือถ้าเพิกถอนก็ต้องมีการชดใช้อย่างสูง

แต่เอ็มเอไอมันรั่วไหลออกมาแล้วเกิดการประท้วงก่อน สุดท้ายมันจึงตกไปเสียก่อน แล้วมากลายเป็นดับเบิลยูทีโอ (WTO : World Trade Organization) ซึ่งดับเบิลยูทีโอนี้จริงๆ แล้วสหรัฐเขาไม่ค่อยชอบหรอก มันเป็นข้อตกลงพหุภาคี สหรัฐเขาไม่ชอบทำอะไรแบบนี้ เพราะเขาไม่ชอบเจรจา สิ่งที่เขาต้องการเขาก็ต้องบีบให้ได้อย่างที่เขาต้องการ เพราะเขาถือว่าเขามีอาวุธ มีกำลังทหารที่เข้มแข็งที่สุดในโลก เขาจึงไม่เคยเจรจาในลักษณะที่ยอมถอย แต่ว่าเมื่อเอ็มเอไอมันล้มก็ต้องมาหาดับบลิวทีโอที่มีการเจรจาหลายฝ่าย ทำให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา หรือกำลังพัฒนาขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับประเทศพัฒนาแล้ว

 ข้อตกลงเอ็มเอไอ ทำให้คนตื่นตัวและออกมาประท้วงดับเบิลยูทีโอที่ซีแอตเติลในปี 99 เพราะคนเริ่มกลัวว่าถ้าเจรจาการค้าไปเรื่อยๆ มันจะไปลงคล้ายๆ กับเอ็มเอไอ ผลคือการตกลงรอบซีแอตเติล และแคนคูนล่ม จากนั้นสหรัฐเลยหันมาเจรจาเอฟทีเอแทน เพราะเขารู้สึกว่าการจับคู่เจรจามันบีบคู่เจรจาได้ง่ายกว่า

 เอ็มเอไอน่ากลัวยังไง คนถึงออกมาประท้วงกัน

 เขาดูจากนาฟต้ามาก่อน เพราะว่าในนาฟต้า มันมีข้อตกลงบางอย่างคล้ายเอ็มเอไอ แล้วมีกรณีที่เกิดขึ้นแล้วคือให้บริษัทข้ามชาติฟ้องรัฐบาลท้องถิ่นได้

นาฟต้านี่เกิดขึ้นเมื่อไร

 นาฟต้า หรือเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) เป็นข้อตกลงที่ทำการค้าเสรีระหว่างสหรัฐ-แคนาดา-เม็กซิโก เกิดในปี 1994 ก่อนการประชุมดับเบิลยูทีโอที่ซีแอตเติล และเป็นสิ่งที่ทำให้ซาปาติสต้า (ขบวนการต่อสู้ของชาวนาและคนพื้นเมืองในเม็กซิโก) ลุกขึ้นมากบฏ ประมาณปี 97-98

โดยกระบวนการของนาฟต้าก็เป็นการเจรจาทวิภาคีเหมือนกันใช่ไหม

 ตอนแรกจะเป็นทวิภาคีระหว่างอเมริกากับแคนาดา แล้วเม็กซิโกมาขอร่วม หรือว่าอเมริกาชวนเม็กซิโกมาร่วม จำไม่ได้แน่ชัด แต่สรุปว่ากลายเป็น 3 ประเทศ คือ อเมริกา แคนาดา เม็กซิโก

 แล้วเอฟทีเอที่อเมริกามีเป้าหมายทำกับทุกประเทศ ผลกระทบที่เกิดขึ้นมันรุนแรงขนาดไหน

 ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่เราต้องนึกเวลานึกถึงเอฟทีเอ รวมทั้งข้อตกลงการค้าเสรีทุกประเภท มันไม่ได้เป็นปัญหาระหว่างประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศกำลังพัฒนา ไม่ใช่ปัญหาของประเทศรวยกับประเทศจน มันคือปัญหาระหว่างบรรษัทข้ามชาติกับประชาชนทั่วไป ในทุกประเทศ แม้แต่ประชาชนอเมริกันเองก็เจอผลกระทบ

แต่บริษัทข้ามชาติ ตั้งแต่มีการทำการค้าเสรีมา รายได้มันเพิ่มขึ้นไม่รู้กี่เท่าตัว ในขณะที่ทุกประเทศที่ทำเอฟทีเอจะเกิดปัญหาว่างงานและค่างจ้างลดลง รวมทั้งสหรัฐอเมริกาด้วย จนตอนนี้สหรัฐเกิดปัญหาที่เรียกว่า การมีประเทศโลกที่สามซ้อนอยู่ในประเทศโลกที่หนึ่ง มีประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ด้อยโอกาสและด้อยพัฒนามาก เหมือนกับคนไทยที่ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีการประกันการว่างงาน ไม่มีเงินประกันสังคม ไม่มีประกันสุขภาพ ไม่มีอะไรเลย

 อย่างที่สองคือ เอฟทีเอไม่ได้กระทบเฉพาะประชาชนกลุ่มเดียว ไม่ใช่จะกระทบต่อประชาชนที่ยากจนกลุ่มเดียว เพียงแต่ประชาชนที่ยากจนจะเป็นกลุ่มที่โดนผลกระทบเป็นอันดับแรก แต่หลังจากนั้นชนชั้นกลางก็จะได้รับผลกระทบ รวมทั้งธุรกิจรายย่อย กระทั่งนักธุรกิจรายใหญ่ที่ไม่ได้อยู่วงในของการเจรจาก็มีโอกาสได้รับผลกระทบเหมือนกัน เพราะว่าตอนนี้คนที่จะได้ผลประโยชน์นอกจากบริษัทข้ามชาติของอเมริกาแล้ว ก็มีธุรกิจไทยที่อยู่ในรัฐบาลและอยู่วงในของการเจรจา

 ก็เป็นธรรมดาที่ว่า พออเมริกาต้องการอะไร คนเจรจาก็จะเอาส่วนที่ไม่ใช่ของเขาไปแลก อันนี้เป็นเรื่องปกติ

โดยรูปแบบของเอฟทีเอที่อเมริกาทำกับทุกประเทศ เหมือนกับที่อียู (สหภาพยุโรป) ดึงยุโรบตะวันออกมารวมเป็นอียูหรือไม่

ก็มีการวิจารณ์กันมากว่า ยุโรปตะวันตกพยายามให้ยุโรปตะวันออกซึ่งเป็นประเทศที่เกิดใหม่หลังจากคอมมิวนิสต์ล่มสลาย เหมือนกับเป็นโลกที่สามของตัวเอง เพื่อเอาไว้ขูดรีด มีการวิจารณ์อย่างนี้ แต่ไม่ชัดเจนในเรื่องรายละเอียด

แล้วอียูทำเอฟทีเอกับอเมริกาไหม

 

อียูเขาจะตกลงกับอเมริกาผ่านดับเบิลยูทีโอ ยังไม่ทำเอฟทีเอกัน เพราะทั้งคู่พยายามแข่งกัน แต่อียูก็ไปทำกับประเทศโลกที่สา 

 

ดูเหมือนทั้งคู่ต่างคนต่างหาแหล่งดึงทรัพยากร แล้วรูปธรรมที่มันเกิดขึ้นจากเอฟทีเอนี้ มันเห็นผลรุนแรงขนาดไหน หรือโลกมันเปลี่ยนแปลงอย่างไร

 

มันมีหลายภาค จะยกตัวอย่างภาคเกษตรกรรม อย่างอินเดีย ปัญหาทีเกิดขึ้นตลอดเวลาคือ ชาวนาฆ่าตัวตายเป็นว่าเล่น ตอนนี้ฆ่าตัวตายไปแล้วเท่าที่รู้ 25,000 คน ตั้งแต่ปี 2540 ที่ไม่รู้ก็น่าจะมีอีกมาก แล้วการฆ่าตัวตายก็เกิดขึ้นในพื้นที่หรือในรัฐอุดมสมบูรณ์ เช่น อานธรประเทศ ปัญจาบ มหาราช

สาเหตุการฆ่าตัวตายก็คือ ชาวนาติดหนี้สินแล้วไม่มีทางออก เมื่อฆ่าตัวตายแล้วจะได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลมาให้ครอบครัวเขา ก็เลยต้องฆ่าตัวตายเพื่อเอาเงินมาให้ลูกเมียตัวเอง

 มันเชื่อมโยงกับเอฟทีเอยังไง

 อินเดียทำการค้าเสรี ทั้งในดับเบิลยูทีโอด้วย ทำเอฟทีเอกับอเมริกาด้วย แต่เขาเปิดประเทศให้กับบริษัทเมล็ดพันธุ์ พวกมอนซานโต้ พวกอะไรเหล่านี้เข้ามา แล้วเมล็ดพันธุ์พวกนี้ก็มาแทนที่เมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน ตามด้วยยาฆ่าแมลง ปุ๋ย ชลประทาน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เกิดหนี้สิน คล้ายชาวนาไทย แล้วอินเดียยังเปิดตลาดผลิตผลด้วย ก็มีการทุ่มตลาดเข้ามา เช่น ถั่วลิสง ชาวนาติดหนี้แล้วก็ขายผลิตผลไม่ได้

แต่เมื่อเขาต้องการออกไปทำงานนอกภาคเกษตร อินเดียก็เปิดประเทศรับพวกสิ่งทอเข้ามา อุตสาหกรรมนอกภาคเกษตรก็ไม่มี ล้มไปเหมือนกัน ทำให้เกิดทางตันแล้วเขาแก้ปัญหาไม่ได้ จนต้องฆ่าตัวตาย

 ในสหรัฐเอง ตั้งแต่ทำนาฟต้ามา ตอนนั้นรัฐบาลบอกสภาคองเกรสว่า ถ้าทำนาฟต้าได้แล้ว สินค้าเกษตรจะได้ราคาดี แต่ปัญหาก็คือ ตั้งแต่ทำนาฟต้า คนที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุดคือ บรรษัทข้ามชาติ พวกมอนซานโต้ คาร์กิล แล้วเกษตรกรรายย่อยของอเมริกาล้มไปแล้วประมาณ 30,000 กว่าราย ในขณะที่บรรษัทข้ามชาติเหล่านี้กำไรเพิ่มขึ้น 5 เท่า

 และบริษัทเกษตรรายใหญ่ของสหรัฐกำลังทำคล้ายๆ กับที่ไทยทำกับพม่า คือ นาฟต้าทำให้บริษัทเกษตรของสหรัฐเขาไปทำการเกษตรขนาดใหญ่ในเม็กซิโก เสร็จแล้วก็เอาผลผลิตกลับเข้ามาในประเทศตัวเอง ก็เท่ากับทุ่มตลาดในประเทศตัวเอง ทำให้เกษตรกรรายย่อยล้มละลาย ขณะเดียวกันก็ทำให้เกษตรรายย่อยในเม็กซิโกตายเหมือนกัน เพราะในเม็กซิโกข้าวโพดก็ล้นตลาดถึง 450% เพราะถูกทุ่มตลาดโดยข้าวโพดสหรัฐ แล้วราคาก็ตกต่ำกว่า 70%

 เรื่องอย่างนี้ บางคนถ้ามองอย่างเห็นแก่ตัว เขาจะมองว่า ไม่เป็นไรนี่ อาหารมันถูก ผู้บริโภคได้ประโยชน์ แต่อย่าลืมว่า เมื่อไรก็ตามที่บริษัทใหญ่เหล่านี้กุมสินค้าอาหารไว้ได้ทั้งหมด แล้วไม่เหลือเกษตรกรรายย่อย มันไม่มีหลักประกันว่าเขาจะไม่ขึ้นราคาอาหารในอนาคต ซึ่งเราต้องมองมากกว่าผลประโยชน์ในระยะสั้น

 คุณเชื่อว่าจะมีการผูกขาดอาหาร

 

ใช่ เพราะว่าตอนนี้ในโลกมีบริษัทผูกขาดผลผลิตทางการเกษตรอยู่เพียง 5-6 บริษัทเท่านั้น ผูกขาดไปราว 80% ของผลผลิตในโลก ผูกขาดผ่านการทุ่มตลาด

 ในขณะเดียวกันในสหรัฐบอกว่า มีการอุดหนุนเกษตรกรในประเทศมาก ทำให้ราคาต้นทุนเขาถูก แต่การอุดหนุนที่เกิดขึ้นไม่ได้อุดหนุนให้เกษตรกรรายย่อย แต่อุดหนุนให้บริษัทพวกนี้ที่ได้เงินไป ทั้งๆที่ พวกนี้เป็นบริษัทที่ใหญ่อยู่แล้ว

แล้วทำไมในอเมริกา ขบวนการต่อต้านจึงไม่เกิด หรือเพราะจีดีพีมันขึ้น

 

ใช่ แต่คุณต้องรู้ว่าจีดีพีนั้นเป็นตัวเลขหลอกลวง มันมีข้อพื้นฐานอย่างหนึ่งคือ นักเศรษฐศาสตร์ไม่เคยเอาเกษตรกรรมแบบยังชีพมากำหนดหรือคำนวณเป็นจีดีพี โดยมองว่ามันไม่มีผลผลิตก็เลยไม่สนใจ อย่างนี้เป็นต้น ทั้งๆ ที่ประชากรของโลกกว่า 80% ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยเกษตรกรรมแบบยังชีพ ไม่ได้ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการไปซื้ออาหาร แต่ว่ามูลค่าของการผลิตตรงนี้มันไม่ได้ถูกคำนวณ มันคำนวณเฉพาะสินค้าที่อยู่ในตลาดแบบทุนนิยม

 

 

 

ทีนี้ทำไมไม่มีการต่อต้านในอเมริกา ประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่มากที่ต้องวิเคราะห์กันยาว เพราะเขามีกระบวนการและโครงสร้างที่ทำให้การต่อต้านนี้ไม่เกิดขึ้น ทั้งมอมเมา ทั้งสื่อที่ไม่มีเสรีภาพ

 

 

 

แต่กลุ่มเกษตรกรและแรงงานในอเมริกาก็ดูมีพลังมากจนเหมือนจะไปวางมาตรฐานให้คนทั้งโลกได้

 

บริษัทเกษตรที่ได้เงินอุดหนุนส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติเป็นส่วนใหญ่ แต่เกษตรกรรายย่อยไม่ได้ ขณะเดียวกันขบวนการแรงงานสภาพแรงงานในอเมริกันจริงๆ มันไม่ได้รับผลดีนะ รัฐบาลอเมริกันบอกว่าคนอื่นต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ว่าตัวเองในประเทศไม่ได้ดีนัก อัตราการว่างงานสูง มีการวิจัยด้วยว่าเดี๋ยวนี้คนอเมริกันมีรายได้ลดลงเรื่อยๆ อัตราค่าจ้างตกลงเรื่อยๆ เมื่อก่อนนี้ครอบครัวหนึ่ง ผู้ชายทำงานคนเดียวอยู่ได้ เดี๋ยวนี้อยู่ไม่ได้แล้วต้องผู้หญิงทำงานด้วย มิหนำซ้ำต้องทำงานพิเศษ เมื่อเกิดลักษณะอย่างนี้ก็สร้างปัญหาครอบครัวขึ้นมา เด็กไม่มีคนดูแล นี่เป็นปัญหาสังคมใหญ่ในสังคมอเมริกา แล้วสภาพชีวิตก็ไม่ได้ดีขึ้น ถึงบอกว่าเกิดสภาพโลกที่สามซ้อนอยู่ในโลกที่หนึ่ง

 

 

 

แต่โลกมันต้องพัฒนาขึ้นไม่ใช่หรือ

 

มันพัฒนาในแง่ไหน

 

 

 

ในขณะที่เราด่าว่าแผนพัฒนา 40 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านอาจจะมีหนี้เพิ่มขึ้น แต่ก็มีไฟฟ้าเข้าถึง แล้วทำไมถึงเชื่อว่าโลกไม่พัฒนาขึ้น

 

เราอย่าเพิ่งไปพูดประเด็นที่ว่าการมีสิ่งบริโภคมากๆ ดีจริงหรือเปล่านะ เอาแค่การบริโภค ถามว่าการบริโภคที่ดีขึ้นมาจากการค้าเสรีหรือเปล่า การค้าเสรีมันเพิ่งเกิดมา 10 ปีนี้เอง แต่กระบวนการที่ทำให้คนไทย ซึ่งถ้าเราจะเรียกว่า ‘อยู่ดีกินดีขึ้น’ มันไม่ได้เกิดมาจากการค้าเสรี มันเกิดมาจากนโยบายเศรษฐกิจที่มีการวางแผน

ต้องพูดว่า ‘มหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ’ ส่วนใหญ่ในโลก เกิดขึ้นมาจากการวางแผน ไม่ได้บอกว่าการวางแผนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่เราต้องยอมรับว่า ไม่ว่าเกาหลี ญี่ปุ่น ไทย หรืออเมริกาเอง รวมทั้งอาร์เจนตินา อเมริกาใต้ทั้งหมด มหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจที่ทำให้เฟื่องฟูมาจากระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน มีการปกป้องภาคอุตสาหกรรม หรือภาคการผลิตบางอย่าง

ใครเป็นคนวางแผน

 ส่วนใหญ่มาจากรัฐ

 ในขณะที่เราบอกว่าโลกตอนนี้เป็นประชาธิปไตยขึ้น ทำไมรัฐซึ่งมาจาการเลือกตั้ง มาจากประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ถึงวางแผนได้เลวกว่าเดิมที่เป็นเผด็จการ เพราะการค้าเสรีก็เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนของเขา หรือเราต้องตั้งคำถามกับประชาธิปไตยของโลกด้วย

 อันนี้เป็นคำถามที่ดี อย่างประเทศชิลี ก็เป็นที่ถกเถียงกัน ชิลีมี ปิโนเช เป็นเผด็จการที่โหดเหี้ยม แต่ในขณะเดียวกันปิโนเช ก็กลับสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจหลังชิลีผ่านสภาพแย่ที่สุดทางเศรษฐกิจมา

 แต่มันก็ไม่ได้จำเป็นว่า เราต้องมีเผด็จการแล้ววางแผนถึงจะดี อย่างญี่ปุ่น ไม่ได้ฆ่าประชาชนตัวเองเลย มีลักษณะอย่างที่แสดงให้เห็นว่า เขาอาจจะไม่ได้เป็นประชาธิปไตยในลักษณะที่เราคิด แต่เขาก็มีการเลือกตั้ง กระบวนการของเขาก็ไม่ได้เป็นเผด็จการ ไม่มีภัยสยองในประเทศ แต่มีการวางแผนสร้างประเทศให้เข้มแข็งขึ้นมาได้

 ประชาธิปไตยในโลกตอนนี้ มันเกิดขึ้นมาหลังจากที่มีคนกลุ่มเดียวเข้ามาเล่นการเมืองเสียจนกระทั่งเป็น ‘ชนชั้นนักการเมือง’ ไปแล้ว ตอนแรกเป็นเผด็จการอยู่ แล้วก็มีคนกลุ่มหนึ่งมาเล่นการเมือง จนกลายเป็นชนชั้นนักการเมือง พอเราเปิดระบอบประชาธิปไตยขึ้นมา มีการเลือกตั้ง แต่ชนชั้นทางการเมืองกลุ่มเดิมเป็นกลุ่มเดียวที่เข้ามาเล่นในระบอบนี้ได้ ขณะที่คนอื่นไม่มีโอกาส

 มันเป็นประชาธิปไตยแบบไหน ประชาธิปไตยแบบที่มีคนกลุ่มเดียวที่เลวเท่ากันหมด เราควรจะเรียกว่า ประชาธิปไตยหรือไม่

 ฉะนั้น มันก็เหมือนประชาธิปไตยหลอกๆ การค้าเสรีหลอกๆ ทีนี้อะไรที่มันน่ากลัวที่สุดในการเปิดการค้าเสรี เป็นการลงทุน การแปรรูป หรือประเด็นไหนที่มันกระทบอย่างกว้างขวางรุนแรงที่สุด

 เรื่องการแปรรูปที่มีผลกระทบมากจะเป็นการแปรรูปน้ำ เท่าที่ดูประเทศต่างๆ แปรรูปอย่างอื่นก็ไม่เท่าไร แต่แปรรูปน้ำแล้วมักจะเกิดจลาจลเป็นส่วนใหญ่ เพราะเรานำน้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากในการดำรงชีวิตมาทำให้เป็นสินค้า อย่างไฟฟ้าจ่ายค่าไฟแพงคุณประหยัดได้ แต่น้ำคุณจะประหยัดอย่างไร มันเป็นพื้นฐานของทั้งหมด

วอย่างของประเทศโบลิเวียที่มีการแปรรูปน้ำ ที่เมืองโคชาบัมบา เป็นกรณีตัวอย่างที่คนพูดถึงกันเยอะมาก คือธนาคารโลกไปบอกให้โบลิเวียแปรรูปน้ำ เขาก็แปรรูปน้ำที่เมืองนี้ ทันที่ที่แปรรูป ค่าน้ำก็พุ่งสูงขึ้นหลายเท่า สูงประมาณ 1 ใน 3 ของรายได้ประชาชน

 นอกจากนั้นแล้วน้ำฝนเขาก็รองไม่ได้ มันเป็นเรื่องตลกมาก บริษัทต่างชาติชื่อบริษัทเบคเทล เป็นบริษัทที่มีประวัติการทำงานเลวร้ายมาก เขาไล่รื้อถาดรองน้ำฝนทั้งหมด ทำเพราะว่าข้อตกลงเรื่องการแปรรูปน้ำ มีคำคำหนึ่งที่บอกว่า บริษัทมีอำนาจในการจัดเก็บน้ำ ซึ่งมันถูกตีความไปถึงน้ำฝนและน้ำใต้ดินได้ กรณีนี้บริษัทตีความไปกว้างขวางอย่างนั้

ชาวบ้านยอมหรือ

ชาวบ้านก็ไม่ยอม พอค่าน้ำขึ้น ชาวบ้านก็ประท้วง จลาจลอยู่ 4 วัน จริงๆ นานต่อเนื่องมาหลายเดือน จนครั้งสุดท้ายนี่ทั้งเมืองจลาจลหมด รัฐใช้กำลังปราบปราม แต่ที่สุดรัฐบาลก็ต้องไล่บริษัทออกไป ซึ่งต่อมาก็บริษัทเบคเทลกลับมาฟ้องรัฐบาลโบลิเวีย เพราะตามข้อตกลงมันต้องมีการคุ้มครองนักลงทุน ไม่แน่ใจว่าคดีนี้สิ้นสุดหรือยัง

 แต่คดีที่สิ้นสุดแล้ว เขาเรียกกรณีเมทอลเคลด (Metalclad) อันนี้เราจะข้ามไปพูดเรื่องการลงทุน คือในเม็กซิโก รัฐบาลกลางไปทำสัญญากับบริษัทในอเมริกาชื่อ เมทอลเคลด ซึ่งเป็นบริษัทกำจัดขยะพิษในเม็กซิโก เขาก็ซื้อพื้นที่กำจัดขยะในเมืองๆ หนึ่งในเม็กซิโก จำชื่อเมืองไม่ได้ แล้วประชาชนก็เริ่มกลัว เพราะรู้ว่าโครงการมันใหญ่มาก กลัวไปทำลายแหล่งน้ำ ก็มีการประท้วง แม้แต่รัฐบาลท้องถิ่นของเม็กซิโกก็ขอประท้วงด้วย เมทอลเคลดก็เลยถูกไล่ออกไป หลังจากนั้นเมทอลเคลดก็ไปฟ้องศาล โดยใช้ข้อตกลงนาฟต้า

 สรุปว่ารัฐบาลเม็กซิกันต้องจ่ายค่าชดเชยให้เขา 16.7 ล้านเหรียญสหรัฐ จริงๆ บริษัทนี้ยังไม่ทันทำอะไรเลยด้วย เขาก็สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหาย รัฐต้องเอาเงินภาษีไปจ่ายชดเชยให้บริษัท

 นอกจากนี้ในกรณีของประเทศพัฒนาแล้วฟ้องกันเองด้วย อย่างสหรัฐกับแคนาดา บริษัทเอ็ดทิล (Ethyl) ของสหรัฐฟ้องแคนาดา ซึ่งมีกฎหมายห้ามใช้สารเติมแต่งน้ำมันตัวหนึ่งที่ก่อให้เกิดมลภาวะ และสารตัวที่ว่านี้บริษัทเอ็ดทิลเป็นคนผลิต บริษัทก็เลยฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับรัฐบาลแคนาดาเป็นเงิน 251 ล้านดอลลาร์ โดยบอกว่าข้อบังคับนี้ละเมิดสิทธิของบริษัทภายใต้ข้อตกลงนาฟต้าว่าด้วยการลงทุน

 แล้วก็มีกรณีที่ Methanex ของแคนาดาที่ผลิตสาร MTBE ซึ่งเป็นอันตรายต่อแหล่งน้ำ เมื่อรัฐแคลิฟอร์เนียออกคำสั่งให้ลดการใช้ MTBE บริษัทของแคนาดาก็ฟ้องรัฐบาลสหรัฐว่าข้อบังคับนี้ทำลาย ‘กำไรในอนาคตของบริษัท’ คือ ยังไม่ได้ลงทุนทำอะไรเลยนะ สุดท้ายรัฐแคลิฟอร์เนียต้องจ่ายค่าชดเชยหลายล้านดอลลาร์ให้แคนาดา

 ในข้อตกลงเขตการค้าเสรีของไทยกับสหรัฐ หรือต่อไปจะประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ มันจะมีตัวนี้ด้วย คือ นอกจากคุ้มครองการลงทุนแล้ว ยังคุ้มครองกำไรที่อาจจะเกิดในอนาคตของบริษัทด้วย แค่คุณทำท่าจะลงทุน แล้วถูกประท้วงกลับไป คุณก็เรียกร้องค่าเสียหายได้แล้ว มันได้ทุกทางเลย win-win นี่สำหรับบริษัทข้ามชาติอย่างเดียว

 ซึ่งเราต้องเปลี่ยนกฎหมายภายในประเทศ ไม่ว่ากฎหมายแรงงาน สิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับความต้องการของบริษัทข้ามชาตต่อไปจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเรา

 (หัวเราะ) สงสัยจะเป็นอย่างนั้น

 

 

 

แล้วอีกกรณีหนึ่งที่น่ากลัว คือปัญหาเรื่องอาหารและเกษตร ตอนนี้ในข้อตกลงการค้าเสรีของสหรัฐ กำหนดจะให้เราเปิดตลาดโคเนื้อ ตอนนี้สหรัฐส่งเนื้อวัวเข้าอียูไม่ได้ อันเนื่องมาจากกรณีฮอร์โมนปนเปื้อน เพราะอุตสาหกรรมเนื้อวัวในสหรัฐ ใช้ฮอร์โมนตัวหนึ่งให้วัวกินเร่งให้โตเร็ว แล้วฮอร์โมนตัวนั้นมันตกค้างอยู่ในเนื้อวัว ซึ่งมันมีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า การสัมผัสฮอร์โมนปนเปื้อนจะทำให้ฮอร์โมนผู้หญิงในเพศหญิงมีมากขึ้น ส่งผลให้เด็กผู้หญิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เร็วกว่าปกติ มีประจำเดือนเร็วขึ้น เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เร็วกว่าปกติก็มีโอกาสเป็นมะเร็งสูงขึ้น อียูจึงสั่งห้ามนำเนื้อวัวนี้จากสหรัฐ

 

 

 

ปัญหาคือว่า ทำไมทั้งๆ ที่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าการสัมผัสฮอร์โมนนี้มีอันตราย ทำไมสหรัฐยังยืนยันจะขาย เพราะตามข้อตกลงดับเบิลยูทีโอซึ่งสหรัฐใช้เป็นมาตรฐาน คุณจะต้องมีการพิสูจน์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างแน่ชัดว่า กินแล้วเป็นอันตรายถึงจะห้ามขายได้ แต่ข้อพิสูจน์ว่าการสัมผัส กับการกินเข้าไปแล้วไปเกิดผลในอนาคต เขาบอกว่ายังไม่เพียงพอที่จะห้าม คือถ้าคุณเอาเข้าปากแล้วไม่ตายทันทีก็ถือว่ายังไม่ใช่ข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์

 

 

 

อียูไม่ยอม สุดท้ายอียูยอมให้สหรัฐลงโทษทางเศรษฐกิจ แต่ยังไงก็ไม่ยอมเอาเนื้อวัวเข้า สาเหตุก็เพราะว่าประชาชนประท้วง แต่ถ้าเป็นของไทยคงไม่มีปัญหา เพราะรัฐบาลคงไม่สนใจเรื่องนี้ แล้วผู้บริโภคก็ไม่รู้ข้อมูลอีกว่า เนื้อวัวที่สหรัฐเอาเข้าอียูไม่ได้จะเข้ามาในประเทศเราอย่างสบาย แล้วก็ทำลายเกษตรกรเลี้ยงโคธรรมชาติของเราด้วย

 

 

 

บทเรียนนาฟต้า หรือคาฟต้าที่เป็นกลุ่มประเทศอเมริกากลาง ทำไมเรื่องแบบนี้ประเทศที่ทำเอฟทีเอกับสหรัฐอย่างสิงคโปร์ หรือจอร์แดน ไม่กลัว

 

อันนี้คงต้องดูว่า ข้อตกลงเขตการค้าเสรี เขามีลักษณะที่เชื่อกันว่า คนที่ไม่ตกลงจะเสียเปรียบ มันเหมือนเป็นการบีบให้ตกลง ในขณะเดียวกัน คนที่ไปตกลงมันอยู่ที่ใครเป็นรัฐบาล แล้วจะเอาอะไรไปแลกกับเขา ก็เก็บผลประโยชน์ตัวเองไว้แล้วเอาภาคส่วนอื่นๆ ไปแลก

 

 

 

ถามว่ามีคนที่กลัวไม่ยอมทำการค้าเสรีไหม มี อย่างเอฟทีเอเอ (FTAA) หรือเขตเศรษฐกิจเสรีแห่งทวีปอเมริกา ที่สหรัฐทำกับละตินอเมริกาก็ไม่ค่อยคืบหน้า เพราะละตินอเมริกานี่เขาโดนจนเข็ด ก็ไม่กล้าทำ

 

 

 

มีอะไรเพิ่มเติมไหม

 

มีอีกหลายเรื่องมากมายที่เป็นผลกระทบจากการค้าเสรี อย่างหนึ่งก็คือ ข้อตกลงการค้าเสรีนั้นขัดโดยตรงกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ที่บอกว่าคนทุกคนมีสิทธิในเรื่องน้ำอาหาร ปัจจัยสี่ และขัดกับองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ขัดกับองค์กรอนามัยโลก แล้วก็ขัดกับสนธิสัญญาไซเตส เกี่ยวกับการรักษาพันธุ์พืชและสัตว์

ข้อตกลงการค้าเสรีจึงขัดกับสนธิสัญญาเกือบทุกฉบับในโลก

 ข้อสองก็คือ การค้าเสรีคุ้มครองเฉพาะบริษัท และคุ้มครองแบบสุดขั้ว ไม่คุ้มครองแรงงานแบบสุดขั้ว ถ้าอยากให้ค้าเสรีจริงๆ ก็เสนอให้เปิดอย่างนี้เลยว่า ไม่ต้องคุ้มครองสิทธิบัตรเลย ให้แรงงานทั้งหมดในโลกอพยพอย่างเสรี เมื่อไปสู่ประเทศไหน ต้องได้รับการคุ้มครองเท่ากับประเทศนั้นด้วย คือเป็น National Treatment (NT) การปฏิบัติเยี่ยงคนในชาติไม่ใช่ทำเฉพาะกับบริษัทข้ามชาติ แต่ปฏิบัติกับประชาชนจากประเทศอื่นด้วย ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็ค่อยมาพูดเรื่องการค้าเสรีกันใหม่

 

 

 

ข้อสามคือ การค้าเสรีมันจะสร้างชนชั้นใหม่ขึ้นมาในโลก มันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เมื่อภาคเกษตรล่มสลาย อุตสาหกรรมในเมืองก็ไม่มีรองรับ แรงงานไม่ถูกคุ้มครอง สิ่งที่จะเกิดขึ้นเราจะเกิดชนชั้นใหม่ บางทีเรียกว่า กึ่งกรรมาชีพ หรืออนุกรรมาชีพ เป็นลักษณะของคนที่ทำงาน part time คือ กระแสของลูกจ้างรายวัน ไม่มีสวัสดิการ สามารถถูกออกจากงานได้ทุกเมื่อ ไม่มีสหภาพรองรับ

 

 

 

หรือว่าจะเกิดชนชั้นที่เรียกว่า ผู้ประกอบการค้าขายเล็กน้อยรายย่อย การรับงานมาทำที่บ้าน เช่นนี้แล้วการต่อสู้ของสหภาพแรงงานจะอ่อนแอลง เพราะคนเหล่านี้ไม่มีสหภาพรองรับ ขณะเดียวกันก็ต้องตัดค่าแรงตัวเองเพื่อไปแข่งขัน ทำให้ค่าแรงต่ำลงไปเรื่อยๆ

 

 

 

ข้อสี่ เรื่องนี้คนพูดกันเยอะแล้ว ก็คือ มันทำลายอำนาจอธิปไตยในประเทศ

 

 

 

มันมีคำพูดของเจ้าหน้าที่การค้าอเมริกันคนหนึ่งเขาพูดไว้ในเรื่องของแกตส์ (GATS : General Agreement on Trade in Service) กับดับเบิลยูทีโอ เขาบอกว่า โดยพื้นฐานแล้วมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้งจนกว่าคนต่างชาติทั้งหมดเริ่มคิดเหมือนชาวอเมริกัน พูดเหมือนชาวอเมริกัน และที่สำคัญที่สุดชอปปิ้งเหมือนชาวอเมริกัน! แต่คำพูดเขายังไม่ถูกทั้งหมด เพราะมีคนบางกลุ่มเท่านั้นที่จะเปลี่ยนเป็นแบบนี้ มันเป็นเฉพาะกลุ่มคนที่โชคดี แต่คนที่ไม่มีปัญญาชอปปิ้งก็จะเกิดขึ้นจำนวนมาก

 

 

 

ประเด็นเรื่องการต่อสู้เรื่องนี้ที่จำเป็นต้องพยายามศึกษากันให้มาก คนชั้นกลางเองต้องเข้ามาร่วมด้วย เพราะคนชั้นกลางต้องได้รับผลกระทบต่อไปในอนาคต และชนชั้นกลางนี่นิสัยเสียนะ เพราะจะเห็นแก่ตัวมาก แต่พลังของชนชั้นกลางไม่ใช่เพราะเขามีการศึกษาดีกว่าเกษตรกร แต่เพราะเขามีความพร้อมทางวัตถุมากกว่า เกษตรกรเขาโดนปัญหารอบด้านแล้วยังต้องมาต่อสู้เรื่องพวกนี้อีก

 

 

 

แต่คนชั้นกลางก็อยากจะเป็นลูกจ้างของบริษัทข้ามชาตินะ

 

การจ้างงานของบริษัทข้ามชาติ หรือการลงทุนจากต่างประเทศ มันมีตัวเลขจำนวนมากที่บอกว่า มันไม่ได้ทำให้การจ้างงานสูงขึ้นเลย แล้วชนชั้นกลางไทยก็อยู่กับความเชื่อผิดๆ เรามักจะมองว่า ยิ่งมีการลงทุนจากต่างชาติเข้ามามาก มันจะดี แต่อย่าลืมว่า การลงทุนจากต่างชาติที่เข้ามาเป็นการลงทุนระยะสั้นเพื่อเก็งกำไร การลงทุนใหญ่ ก็มีแต่ทำลายการจ้างงานลงไป หรือจ้างแบบลูกจ้างรายวัน

 

 

 

แล้วคนชั้นกลางลืมไปว่าเศรษฐกิจของประเทศไทย เดิมทีเราไม่ได้ผูกกับต่างชาติมาก ถ้าเราดูตอนวิกฤตเศรษฐกิจคราวที่แล้ว ทำไมสหรัฐไม่ช่วยไทย เพราะไทยไม่มีความหมายกับเขา เศรษฐกิจไทยที่เจริญขึ้นมา กรุงเทพฯ เจริญขึ้นมาในหลายๆ ส่วน เพราะว่าเรายังมีฐานเกษตรกรที่เป็นผู้บริโภคใหญ่รองรับอยู่ แล้วการบริโภคของคนชั้นล่างนี่แหละที่ทำให้คนชั้นกลางมีงานทำ คือมันเกิดมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจในอดีต ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามันดีที่สุดนะ แต่มันทำให้เราอยู่กันมาได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ล้มละลายกันไปหมด การลงทุนจากต่างชาติที่คิดว่าจะเกิดไม่เกิด แล้วชนชั้นกลางจะเอาอะไร

 

บทเรียนราคาถูก ไฟฟ้าราคาแพง

นอกจากจะคุ้นตากับถังแก๊สที่วางอยู่ในครัว ติดป้ายสัญลักษณ์หยดน้ำมันเปลวเพลิงระบุชื่อปตท.อย่างชัดเจนแล้ว คงไม่ต้องสงสัยว่าบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) คือเจ้าของธุรกิจก๊าซหุงต้มรายใหญ่ของไทย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงพลังงานไฟฟ้าด้วย แม้เป็นที่ทราบกันดีว่าการไฟฟ้าทั้งสาม คือการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) จะเป็นผู้ดำเนินกิจการไฟฟ้าทั้งหมดก็ตาม หากแต่หลายคนยังไม่ทราบว่าเบื้องหลังกำไรมหาศาลจากกิจการไฟฟ้าอย่างแท้จริงนั้นคือ ปตท.

การที่ ปตท.มีกำไรมหาศาลนั้นเป็นเพราะว่า ปตท.คือผู้ผูกขาดก๊าซธรรมชาติรายแรกรายเดียวของไทย และลูกค้าที่ผูกติดกับ ปตท.มาตลอดก็คือ บริษัท กฟผ.จำกัด (มหาชน) นั่นเอง และกล่าวอย่างรวบรัด การที่กำไรของ ปตท.ในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นถึง 5 เท่า ก็เนื่องมาจากการแปรรูปและทำการซื้อขายหุ้นเมื่อปลายปี 2544 อาจอนุมานได้ว่ากำไรมหาศาลจำนวนนี้ก็คือเงินของประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าที่จ่ายผ่านทาง กฟผ.นั่นเอง

ก๊าซธรรมชาติของ ปตท. เบื้องหลังพลังงานไฟฟ้าของ กฟผ.

โครงสร้างการดำเนินกิจการพลังงานไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยในปัจจุบัน ถือเป็นกิจการที่ผูกขาดอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทที่ได้รับสัมปทาน เช่น บริษัทยูโนแคล ปตท.สพ. และเชฟรอน เป็นต้น โดย ปตท.ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการจัดหาก๊าซเพื่อจำหน่ายภายในประเทศแต่เพียงผู้เดียว ทั้งยังอาศัยอำนาจในการผูกขาดการขนส่งก๊าซผ่านท่อก๊าซธรรมชาติของตนอีกด้วย

จากเอกสารของกลุ่มพลังไท กลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต อธิบายว่า หลังจากที่ ปตท. รับซื้อก๊าซจากบริษัทสัมปทานแหล่งก๊าซแล้ว จะนำมาขายต่อให้ผู้ใช้ก๊าซ โดยจะบวกค่า Margin (ค่าหัวคิว) เพิ่มเข้าไปในราคาเนื้อก๊าซ ในอัตรา 1.75-9.33% และค่าผ่านท่อก๊าซ ซึ่งกำหนดโดยอัตราผลตอบแทนการลงทุน (Internal Rate of Return, IRR) ที่ประมาณ 18% ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นค่าประกันกำไรของ ปตท.นั่นเอง

ยิ่งกว่านั้นสูตรราคาซื้อขายก๊าซ ปตท.กำหนดให้ผันแปรตามราคาน้ำมันโลก รวมทั้งยังผลักความเสี่ยงต่างๆ ตามอัตราแลกเปลี่ยน อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยอีกด้วย ซึ่งการที่ ปตท.กำหนดสูตรการคำนวณราคาก๊าซผันแปรตามราคาน้ำมันดังกล่าวนั้น นางสาวชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน ผู้จัดการกลุ่มพลังไท เห็นว่า “ราคาก๊าซธรรมชาติไม่จำเป็นต้องผูกพันกับราคาน้ำมัน เพราะการที่ราคาน้ำมันลอยตัวเท่ากับส้มหล่นของ ปตท.ขณะที่เดิมทีกำไรจากก๊าซธรรมชาติก็กำหนดตายตัวไว้สูงอยู่แล้ว”

ดังนั้น ราคาน้ำมันที่กำลังถีบตัวสูงขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนอยู่ในขณะนี้ ก็จะส่งผลให้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย และในเมื่อก๊าซธรรมชาติเป็นต้นทุนการผลิตพลังงานไฟฟ้าของไทยถึง 80%ทำให้นอกจากประชาชนต้องแบกรับน้ำมันที่แพงขึ้นแล้ว ยังต้องควักเงินจ่ายค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นด้วย

นางชื่นชม เห็นว่า ราคาน้ำมันโลกที่ปรับราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ นั้น ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ ปตท.จะต้องลอยตัวก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยตามด้วย เพราะถือเป็นทรัพยากรของคนไทยทั้งประเทศ โดยไฟฟ้าที่นำส่งถึงผู้ใช้ไฟฟ้านั้นผลิตมาจากก๊าซธรรมชาติกว่า 80%

ขณะที่ กฟผ.เป็นลูกค้าผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของ ปตท.โดยมีความต้องการก๊าซกว่า 60% ของความต้องการรวม แต่กลับไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งยังต้องยอมจ่ายค่าหัวคิวให้กับปตท. เช่นเดียวกับลูกค้ารายอื่นๆ แม้ว่ากระบวนการผลิตไฟฟ้าแทบทั้งหมดล้วนแล้วแต่ดำเนินการโดยบริษัทลูกต่างๆ ทั้งของ ปตท.และ กฟผ.แทบทั้งสิ้น

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า กิจการไฟฟ้าทั้งหมดจึงเป็นการดำเนินการที่ร่วมกันผูกขาดอย่างไม่มีการแข่งขัน  ทำให้การคิดต้นทุนค่าไฟฟ้าเป็นเพียงเรื่องของการส่งผ่านต้นทุนต่างๆ ที่สะสมมาตั้งแต่ต้นบวกด้วยต้นทุนของตนพร้อมกำไรที่ต้องการแล้วส่งต่อให้หน่วยงานสุดท้าย นั่นหมายความว่าภาระและความเสี่ยงต่างๆเหล่านี้จึงตกอยู่ที่ผู้ใช้ไฟฟ้าในที่สุด

 นอกจากนี้ยังพบว่าภายใต้ราคาที่ประกันกำไรอยู่แล้วในห่วงโซ่การผูกขาดทั้งก๊าซธรรมชาติและระบบไฟฟ้าของประเทศไทย โดยต้นทุนที่เกิดจากค่าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติและน้ำมันกว่า 40% ได้ปรากฏอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากผู้บริโภคนั่นเอง

กล่าวคือ ประมาณ 42.9% ของเงินค่าไฟฟ้าที่ผู้บริโภคจ่าย จะเข้ากระเป๋าของ ปตท. และอีกประมาณ 30% จะเป็นรายได้ของ กฟผ. ส่วนแบ่งที่น้อยที่สุดก็คือผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยที่มีอยู่ประปรายในประเทศไทย แต่ร้อยทั้งร้อยประชาชนคือผู้ที่ถูกขูดรีดขูดเนื้อและไม่เคยได้รับส่วนแบ่งอันใดนอกจากภาระที่ตกทอดมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

 กว่า กฟผ.จะเอาไฟฟ้าจะมาถึงหัวกะไดบ้าน

 สำหรับกิจการไฟฟ้านั้น แม้ว่า ปตท.จะยังไม่ถึงกับผูกขาด100% แต่กิจการทั้งหมดอยู่ในมือของการไฟฟ้าทั้ง 3 ของไทย นั่นคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (บริษัท กฟผ.จำกัด (มหาชน)) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) โดยปัจจุบันได้ส่งกระแสไฟฟ้าครอบคลุมไปถึงผู้บริโภคแบบทุกหัวบันไดบ้าน

 ที่ผ่านมา กฟผ. ได้ดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ เพื่อผลิตไฟฟ้า ทั้งการนำเชื้อเพลิงมาปั่นเป็นไฟฟ้า โดย กฟผ.เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเองประมาณ 60% และส่วนที่รับซื้อจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรวมถึงการนำเข้าจากต่างประเทศ ประมาณ 40% และ กฟผ.ยังรับผิดชอบกระบวนการขนส่งไฟฟ้าด้วย ส่วนการจำหน่ายและค้าปลีกไฟฟ้ารวมถึงค่าบริการต่างๆ นั้นจะเป็นหน้าที่ของ กฟภ.และ กฟน.

 

 

 

ทั้งนี้ จากกการศึกษาของกลุ่มพลังไท อธิบายให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายในการลงทุน ดำเนินการ และค่าเชื้อเพลิงต่างๆ กฟผ.สามารถส่งผ่านไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าได้ โดยเกณฑ์ของ กฟผ.ได้กำหนดไว้ว่าจะต้องมีกำไรไม่ต่ำกว่า 25% ของงบลงทุนที่ใช้ขยายระบบ  ถึงแม้ กฟผ.จะผลิตไฟฟ้าเองเพียง 60% แต่ กฟผ.ก็ผูกขาดการจัดหาไฟฟ้าในระดับส่ง หรือเป็นผู้ซื้อรายเดียว (Single หรือ Monopsony Buyer) เช่นเดียวกับ ปตท.ที่ผูกขาดก๊าซธรรมชาติ ดังนั้นการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนจะมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารองรับในลักษณะคล้ายกับสัญญา Take-or-pay ของก๊าซธรรมชาติ ที่มีการประกันปริมาณการรับซื้อ และส่งผ่านความเสี่ยงต่างๆ ไปยังผู้บริโภค อาทิ อัตราแลกเปลี่ยน เงินเฟ้อ ราคาเชื้อเพลิง

 

 

 

สำหรับการส่งไฟฟ้าของ กฟผ.นั้น ใช้หลักเกณฑ์ทางการเงิน คือ  Self-financing ratio (SFR) และ Debt service coverage ratio (DSCR) เป็นเกณฑ์ เพื่อให้ กฟผ.มีรายได้เพียงพอในการลงทุนขยายกิจการ และชำระหนี้  ส่วนการจำหน่ายและค้าปลีกไฟฟ้า ดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟน. และ กฟภ.) โดยมีหลักการคิดค่าไฟในส่วนนี้ คล้ายคลึงกับกิจการของ กฟผ.

 

 

 

ด้วยโครงสร้างและกระบวนการดังกล่าว ทำให้ในที่สุดค่าไฟฟ้าที่ตกถึงผู้บริโภคจึงเป็นตัวเลขที่ดูสวยงามสำหรับ กฟผ. โดยมีสัดส่วนของเงินค่าไฟฟ้าที่ตกเข้ากระเป๋า ปตท. เกือบครึ่งหนึ่งของค่าไฟฟ้าทั้งหมด

 

 

 

ค่าไฟฟ้าถูก แต่ต้องจ่ายแพง

 

สำหรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทยในปัจจุบัน ประกอบด้วย อัตราค่าไฟฟ้าฐาน ซึ่งเป็นอัตราคงที่โดยมีการทบทวนเป็นระยะๆ และค่าตัวประกอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือที่นิยมเรียกกันว่าค่าเอฟที ซึ่งเป็นสิ่งที่พูดถึงกันหนาหูว่าจะทำให้ค่าไฟฟ้าถีบตัวสูงขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะจะกระทบกับผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่อยู่ในระดับครัวเรือนคือประมาณ 73%(น้อยกว่า 150 หน่วยต่อเดือน)

 

จากเว็บไซต์ของ กฟผ. อธิบายไว้ว่า อัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือที่เรียกกันสั้นๆว่าค่าFt เดิมหมายถึง Fuel Adjustment Charge หรือการปรับค่าไฟฟ้าตามราคาเชื้อเพลิง ที่มีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ปัจจุบันกำหนดให้มีความหมายกว้างขึ้น คือ Energy Adjustment Charge เพื่อให้ครอบคลุมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต การจัดส่ง และการจำหน่ายไฟฟ้า ตัว t (subscript) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลา

 

โดยค่าเอฟทีเป็นค่าไฟฟ้าผันแปรที่ปรับทุกๆ 4 เดือนตามต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง โดยผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาค่าเอฟทีคือ คณะอนุกรรมการกำกับสูตรอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ ซึ่งคิดคำนวณจากต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของการไฟฟ้าทั้งกระบวนการ ค่าเอฟทีจึงเท่ากับการผลักความเสี่ยงต่างๆ ไปยังผู้บริโภค ทั้งภาระจากการลงทุนเกิน ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน  อัตราเงินเฟ้อที่ต่างไปจากที่คาดการณ์  เป็นต้น

 

 

 

องค์ประกอบของค่าเอฟที ในปัจจุบัน มีดังนี้ Ft = FAC + FX + NF + MR + DC +AF ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง และค่าซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน / ต่างประเทศ (FAC) ผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อเฉพาะส่วนที่ไม่ใช่ค่าเชื้อเพลิง/ซื้อไฟฟ้า (Non – Fuel cost  ; NF) รายได้ที่เปลี่ยนแปลงไปของการไฟฟ้า (MR) ผลกระทบจากยอดขายที่ไม่เป็นไปตามคาดการณ์ (DC) และค่าสะสมที่เกิดจากการตรึงค่าเอฟที(AF) (ค่าเอฟทีที่เรียกเก็บไม่เป็นไปตามที่คำนวณ)

 

 

 

จากเอกสารของสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค(สอบ.) ระบุว่า ปัจจุบันค่าเฉลี่ยอัตราค่าไฟฟ้าฐานอยู่ที่ 2.25 บาท/หน่วย และค่าเอฟทีขายปลีกอยู่ที่ 0.4683 บาท/หน่วย นอกจากนี้ผู้ใช้ไฟฟ้ายังต้องชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อีก 7% จากตัวเลขดังกล่าว โดยกลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคตได้ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นสัดส่วนของค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนให้ชัดเจนขึ้น โดยนำส่วนประกอบค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านที่ใช้ไฟฟ้า 59 หน่วย/เดือนมาแสดง ซึ่งค่าเฉลี่ยดังกล่าวเป็นของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านขนาดเล็ก จำนวน 9.33 ล้านราย จากทั้งหมดประมาณ 14 ล้านราย จะพบว่าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 186.30 บาท โดยจะเป็นค่าพลังงานไฟฟ้าประมาณ 106.48 บาท (57%) ค่าบริการรายเดือน 40.00 บาท (21%)  ค่าเอฟที 27.63 บาท (15%) และค่า VAT 7% เป็นเงิน 12.19 บาท

 

 

 

จะเห็นได้ว่า ค่าไฟฟ้าในครัวเรือนมีสัดส่วนของค่าบริการ ค่าเอฟทีและอื่นๆ เป็นครึ่งต่อครึ่งของค่าพลังงานไฟฟ้าเลยทีเดียว ซึ่งตัวเลขที่ปรากฏในบิลค่าไฟฟ้าทั้งหมดนี้จะเป็นทั้งส่วนกำไรของ กฟผ.และยังรวมถึงการส่งผ่านกำไรให้ ปตท.อีกด้วย โดยตัวเลขดังกล่าวได้ผ่านการบวกกำไรและหักลบต้นทุนทั้งหมดมาแล้ว และในที่สุดได้เดินทางมาอยู่ในมือของประชาชนนั่นเอง

 

 

 

เอฟที เรื่องเล็ก ROIC สิ เรื่องใหญ่

 

นอกจากนี้ ข่าวการปรับค่าเอฟทีใหม่ที่จะนำไปรวมกับค่าไฟฟ้าฐานนั้น แม้จะกระทบกระเทือนผู้บริโภคอยู่บ้างแต่ก็ยังไม่หนักหนาสาหัสนัก เพราะตัวเลขดังกล่าวจะไม่แน่นอนและแปรผันตามสภาวการณ์ แต่ที่น่าวิตกกังวลยิ่งกว่าก็คือ ประเด็นที่สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค(สอบ.) ได้ตีแผ่ว่า มติครม.เมื่อ 30 สิงหาคม 2548 ที่กำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การกำหนดค่าไฟฟ้าจากเดิมนั้น เป็นเรื่องที่น่ากังวลมากกว่า

 

 

 

หลักเกณฑ์การกำหนดค่าไฟฟ้าจากเดิมที่อ้างอิงความจำเป็นของการไฟฟ้าในการลงทุนขยายระบบและชำระหนี้นั้น ได้เปลี่ยนเป็นการใช้เกณฑ์ประกันผลตอบแทนการลงทุน (Return on Invested Capilet: ROIC) แทน ซึ่งการใช้เกณฑ์นี้มีนัยสำคัญต่อการเกลี่ยรายได้ระหว่าง 3 การไฟฟ้า และส่งผลถึงค่าไฟฟ้าโดยตรงด้วย ทาง สอบ.เชื่อว่าเกณฑ์ดังกล่าวมีความไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภคแต่เอื้อประโยชน์ต่อการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของ กฟผ.

 

 

 

ปัจจุบัน หากคำนวณค่า ROIC ของ กฟผ.นั้นจะตกอยู่ที่ร้อย 9.17 ในขณะที่ กฟน.และ กฟภ.อยู่ที่ 4.37 และ 2.41 ตามลำดับ ตัวเลขดังกล่าวมีความแตกต่างกันอยู่มากเนื่องจาก โครงสร้างค่าไฟฟ้าขายส่งในปัจจุบันได้กำหนดราคาไว้สูงกว่าที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว

 

 

 

ทั้งนี้ นางสายรุ้ง ทองปลอน ผู้จัดการ สอบ. กล่าวว่า การเกลี่ยรายได้ของทั้ง 3 การไฟฟ้า จะเป็นไปตามที่ที่ปรึกษาการกระจายหุ้นของ กฟผ.ซึ่งแนะนำว่าควรมี ROIC อย่างน้อยร้อยละ  8.7 เป็นเวลา 3 ปี นั่นจะทำให้อีก 2 การไฟฟ้าต้องรับภาระหากไม่ขึ้นค่าไฟฟ้า ซึ่งในที่สุดแล้วผลเสียหายจะตกอยู่ที่ผู้บริโภคอีกทอดหนึ่งอย่างแน่นอน  ขณะที่การศึกษาของกระทรวงพลังงาน พบว่า ในต่างประเทศนั้นโดยเฉลี่ยแล้วค่า ROIC จะอยู่ที่ประมาณ 4.2 เท่านั้น ส่วนการตั้งตัวเลขที่สูงขึ้นนี้ยังมีข้อกังขาว่าจะเป็นการเอาใจนักลงทุนหรือไม่

 

 

 

สถานการณ์การเกลี่ยรายได้ดังกล่าว เริ่มส่งสัญญาณการคุกคามผู้บริโภค ทั้งๆ ที่ผู้บริโภคเองกำลังประสบกับค่าเอฟทีที่สูงขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติอยู่แล้ว จากการศึกษาของนางชื่นชม สง่าราศี กรีเซน กลุ่มพลังไท พบว่าการคำนวณค่าเอฟทีในปัจจุบันจะทำให้ค่าไฟจะสูงขึ้น 30,000 ล้านบาท/ปี หรือประมาณ 25 สต./หน่วย โดยที่กำไรส่วนใหญ่เข้ากระเป๋า ปตท.

 

 

 

โดยเฉพาะในช่วงที่น้ำมันราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นทุกวันนี้ ทำให้ก๊าซธรรมชาติของ ปตท.พลอยฟ้าพลอยฝนดีดตัวสูงขึ้นตามไปด้วย และในเมื่อ กฟผ.จำเป็นต้องใช้ก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้า จึงทำให้กำไรไหลเข้า ปตท.อย่างสูงลิบ ดังจะเห็นจากกำไรสุทธิในครึ่งแรกของปี 2548 ที่สูงถึง 44,351 ล้านบาท

 

 

 

จากการวิเคราะห์ตัวเลขดังกล่าวของกองบรรณาธิการไทยโพสต์ เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ชี้ว่าหากกำไรของ ปตท.ในครึ่งหลังเท่ากับครึ่งปีแรกปี 2548 จะสามารถนำมาลดค่าเอฟที (จากปัจจุบัน 0.4683 บาท/หน่วย) ให้เหลือเป็น 0 บาท/หน่วย ได้ถึง 9.5 เดือน โดยที่ผู้บริโภคจะไม่ต้องรับภาระค่าเอฟทีอันหนักอึ้งแต่อย่างใด

 

 

 

บทเรียนราคาแพง ที่สังคมไม่เคยเรียนรู้

 

สำหรับกำหนดการที่จะนำ กฟผ.เข้าสู่ตลาดหุ้นนั้น ล่าสุดมีข่าวว่านำเริ่มกระจายหุ้นในสิ้นเดือนพฤศจิกายนปีนี้ หากย้อนกลับไปมองภาพของ ปตท.จะพบว่าเป็นการก้าวตามกันของรัฐวิสาหกิจทั้งสองของไทยที่มุ่งสร้างกำไรอย่างมหาศาลนั่นเอง

 

 

 

ดังจะพบว่า ภายหลังจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย แปรรูปเป็น บมจ.โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 20,000 ล้านบาท ได้ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันแรกเมื่อ 6 ธันวาคม 2544 โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แต่ปัจจุบันพบว่ากระทรวงการคลังถือหุ้น 48.55% เท่านั้น

 

 

 

นางชื่นชม อธิบายว่า นับแต่แปรรูป ปตท.มีกำไรจำนวน 190,284 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ควรตกเป็นของรัฐทั้งหมดแต่ก็ต้องแบ่งให้เอกชนกึ่งหนึ่ง ซึ่งผลประโยชน์เข้ากระเป๋าเอกชนรวมแล้วกว่า  251,000 ล้านบาท โดยอยู่ในรูปของเงินปันผลที่จ่ายให้นักลงทุนจำนวนกว่า 17,000 ล้านบาท และราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นจาก 35 เป็น 208 บาท/หุ้น (3 มีนาคม 2548) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 234,000 ล้านบาท จากตัวเลขดังกล่าวแสดงว่า หลังจากที่ปตท.แปรรูปเพียง 3 ปี มีกำไรพุ่งสูงขึ้นถึง 5 เท่าตัว เมื่อเทียบกับปีก่อนแปรรูป (ปี 2543)

 

 

 

บทเรียนของการเฟื่องฟูของ ปตท.นั้น ดูเหมือนจะเป็นของหวานที่นักลงทุนต่างต้องการ โดยไม่มีเศษขนมตกถึงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศแม้แต่น้อย แต่กลับยิ่งสร้างความเดือดร้อนโดยไม่เหลือช่องทางสำหรับการต่อสู้เรียกร้องแม้แต่น้อย

 

 

 

เส้นทางสายเดิม แต่อันตรายกว่าเดิม

 

หลังจากที่ ปตท.กระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้พลังงานไฟฟ้าซึ่งส่วนใหญ่ผลิตมาจากก๊าซธรรมชาติอ่าวไทย ตกอยู่ในกำมือของนักธุรกิจที่ถือหุ้นของ ปตท. ขณะที่ผลกำไรส่วนใหญ่ของ ปตท.นั้น เกิดขึ้นจากธุรกิจซื้อขายระหว่าง กฟผ. ซึ่งวันนี้ถือว่าโชคดีที่ กฟผ.ยังมีรัฐดูแล และรับผิดชอบต่อความเสียหายหากประชาชนเดือดร้อนหรือได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้น

 

 

 

“โดยปกติแล้วรัฐวิสาหกิจจะต้องดูดซับความยากลำบากของประชาชน ซึ่งความจริงแล้วรัฐวิสาหกิจก็สามารถแปรรูปเป็นบริษัทได้ แต่รัฐจะต้องถือหุ้น 100% เพื่อที่จะสามารถกำหนดนโยบายผ่านบริษัทเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนเอาไว้ แต่ถ้าเข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อไรก็เท่ากับเปิดช่องให้มีคนเข้ามาเทคโอเวอร์ และรัฐก็จะทำอะไรไม่ได้เพราะอ้างว่าเป็นบริษัท” นางสาวรสนา โตสิตระกูล เลขาธิการมูลนิธิสุขภาพไทย กล่าว

 

 

 

ด้านนางสาวสายรุ้ง เห็นว่า ตอนนี้ทั้ง 3 การไฟฟ้ายังเกลี่ยรายได้ไม่เสร็จ ซึ่งเป็นเรื่องของการรักษาผลประโยชน์ของการไฟฟ้า แต่สำหรับการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนกลับยังไม่เคยพูดถึง ที่สำคัญก็คือยังไม่ตั้งองค์กรกำกับกิจการไฟฟ้าขึ้นมา ส่วนโครงสร้างค่าไฟฟ้าก็ยังไม่ได้สร้างมั่นใจแก่ประชาชนแต่อย่างใด จึงเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากสำหรับการที่ กฟผ.จะเข้าสู่ตลาดหุ้นในตอนนี้

 

 

 

สำหรับสิ่งที่น่ากลัวที่กำลังเกิดขึ้น อย่างที่นางชื่นชม กลุ่มพลังไท กล่าวอย่างไม่ค่อยชื่นชมนักกับวิธีการของ กฟผ.ว่า “การแปรรูป กฟผ.เท่ากับการขายผ้าเอาหน้ารอดเป็นเรื่องของการทำตามใบสั่งเท่านั้น ขณะที่รายละเอียดต่างๆ ยังคงซุกซ่อนไว้ ซึ่งสถานการณ์แบบนี้จะทำให้ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม”

 

 

 

0          0          0

 

 

 

ผลกำไรของ ปตท.ภายหลังการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ นับเป็นสิ่งที่เย้ายวนใจนักลงทุนอย่างดี ขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนที่ย่ำแย่ต่อการขูดรีดเงินจากประชาชนไปอย่างโหดร้ายด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ กฟผ.กำลังลอกบทเรียนราคาแพงนี้อยู่

 

 

 

วันนี้ กฟผ.กำลังมุ่งหน้าเดินทางเส้นเดียวกับปตท.อย่างรีบเร่ง โดยมีคนไทยเป็นผู้ค้ำประกันความเสี่ยงทั้งหมดอยู่เบื้องหลัง แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับคนไทย เมื่อวิถีทางนี้ยังไม่มีอะไรพร้อมสำหรับรองรับความเสี่ยงของประชาชน

 

 

 

 

 

 

ธาตุแท้ทุนนิยม ไม่เคยปราณีต่อสุขภาพ

สังคมโลกในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ระบบทุนนิยมเต็มตัว   โดยเนื้อแท้ของระบบทุนนิยมคือกำไรสูงสุด  โดยไม่ต้องคำนึงถึงมนุษยธรรมมากนัก   เห็นมนุษย์เป็นเพียงแรงงานเหมือนเครื่องจักร  ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนระบบการผลิตให้เกิดกำไรสูงสุด   ปล่อยมลพิษของเสียโดยไม่มีการบำบัดอย่างเพียงพอเพื่อลดต้นทุน    กอบโกยกำไรไว้กับคนกลุ่มเล็กๆที่เป็นเจ้าของทุน  โดยให้เหตุผลที่ฟังดูดีว่า  เพื่อนำทุนที่ได้นั้นไปขยายกิจการต่อไป  เศรษฐกิจจะได้พัฒนา 

อย่างไรก็ตาม   สำหรับพัฒนาการของระบบทุนนิยมในท่ามกลางการต่อสู้ทางความคิดกับระบอบคอมมิวนิสต์นั้น   ก็มีพัฒนาการแห่งความหวังขึ้นมาบ้าง  เพื่อสร้างความรู้สึกที่เป็นธรรมแก่พนักงาน  เช่นระบบการประกันสังคม  ระบบความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน  ระบบการผลิตที่ใช้เครื่องจักรทดแทนคนในจุดที่มีอันตรายสูง  หรือระบบค่าจ้างที่เป็นธรรมมากขึ้นเป็นต้น    แต่อย่างไรก็ตามกำไรสูงสุดก็ยังเป็นเป้าหมายอยู่ดี

ต้นเดือนตุลาคม 2548 นี้  สังคมไทยได้เห็นสัจธรรมของระบบทุนนิยมอีกครั้งที่ว่า  กำไรสูงสุดคือเป้าหมาย  สุขภาวะของสังคมหรือชุมชนไม่ใช่เรื่องที่ต้องใส่ใจ   นั่นก็คือปรากฏการณ์ที่ร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลเว่น  ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมการบริโภคยาสูบที่ห้ามการวางแผงโชว์บุหรี่ในร้าน  โดยกฏหมายอนุญาตให้ติดป้ายว่า “ที่นี่มีบุหรี่ขาย ” เท่านั้น  ซึ่งร้านค้าส่วนใหญ่ต่างก็ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างไม่มีปัญหา  ยกเว้นทุนรายใหญ่แห่งเจริญโภคภัณฑ์  เซเว่นอีเลเว่น  ที่ใช้กลยุทธหัวหมอ  ไม่ยอมเอาบุหรี่ลงจากแผง  โดยอ้างว่ากำลังรอการตีความจากกฤษฎีกา  แสดงให้เห็นถึง “ ธาตุแท้ของทุนนิยม  ที่ต้องการกำไรสูงสุด  โดยไม่คำนึงถึงสุขภาวะของผู้คนในสังคม   เห็นเงินเป็นพระเจ้า  โดยไม่ใส่ใจการร่วมสร้างสังคมที่ดีงาม ”

ทุกคนในสังคมต่างทราบดีว่า  บุหรี่คือต้นเหตุของโรคร้ายมากมาย  ไม่เฉพาะตัวผู้สูบบุหรี่เอง  แต่รวมถึงคนข้างเคียงโดยเฉพาะคนในครอบครัวด้วย  ที่เป็นเสมือนผู้สูบบุหรี่มือสองเพราะได้ควันบุหรี่ไปด้วย  ในครอบครัวที่พ่อสูบบุหรี่ในบ้าน  ลูกๆจะป่วยเป็นหวัดบ่อย  บ่อยครั้งที่เป็นหวัดจะหอบหืดหรือปอดบวมได้ง่าย  เป็นภัยใกล้ตัวที่ผู้ใหญ่มักมองข้ามไป

ในปัจจุบันจำนวนผู้สูบบุหรี่ในประเทศไทยมีจำนวนเกือบจะคงที่  นั่นหมายความว่าจำนวนผู้ที่เสียชีวิตที่สูบบุหรี่ด้วยกับจำนวนผู้สูบบุหรี่รายใหม่มีใกล้เคียงกัน  ทำอย่างไรให้จำนวนผู้สูบบุหรี่รายใหม่ลดลง  นี่คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้สังคมไทยปลอดบุหรี่  ทำให้สังคมไทยมีสุขภาวะของทางเดินหายใจที่สะอาดขึ้น

การรณรงค์ให้คนที่สูบบุหรี่แล้วเลิกสูบนั้นยากมาก  การป้องกันไม่ให้วัยรุ่นริลองสูบบุหรี่นั้นได้ผลกว่า  หากพ้นวัยรุ่นไปแล้ว  น้อยคนที่จะไปสูบบุหรี่ในวัยผู้ใหญ่  การห้ามการโฆษณาบุหรี่จึงมีความสำคัญมาก  เมื่อประเทศไทยมีการออกกฎหมายที่เข้มงวดในการห้ามการโฆษณาทุกรูปแบบ   บริษัทบุหรี่จึงหันมาใช้กลยุทธการโฆษณาบุหรี่ทางอ้อมด้วยการวางแผงโชว์บุหรี่ที่จุดจ่ายเงินในร้านสะดวกซื้อแทน  ซึ่งก็ได้ผลดีทีเดียว  ทุกคนที่จ่ายเงินย่อมเห็นแผงบุหรี่เต็มพื้นที่หลังเคาท์เตอร์จ่ายเงิน   วัยรุ่นซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของร้านสะดวกซื้อย่อมมีบ้างที่เสียท่าซื้อบุหรี่มาลองสูบจนกลายเป็นสิงห์อมควันในที่สุด

กฎหมายที่ห้ามการวางแผงโชว์บุหรี่ในร้านค้า  โดยให้มีเพียงป้ายติดว่าที่นี่มีบุหรี่จำหน่ายนั้น เป็นก้าวที่สำคัญของนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพในด้านการลดการสูบบุหรี่ของคนไทย   เรื่องง่ายๆคิดง่ายๆ  คนจบ ป. 4 ก็รู้ว่า  เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดีเพื่อสุขภาพคนไทย  เป็นเรื่องที่เราทุกคนควรชื่นชมรัฐบาล  และประณามร้านค้าที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องขอบคุณร้านเซเว่น อีเลเว่น  ที่ได้แสดงธาตุแท้ของทุนนิยมให้สังคมได้ประจักษ์อีกครั้งว่า  ทุนใหญ่ระดับชาตินั้นสนใจเพียงกำไรสูงสุดเท่านั้น  ไม่สนใจการร่วมสร้างสังคมที่มีสุขภาวะ  ธาตุแท้ทุนนิยมยังไม่เคยเปลี่ยนแปลง

 ฤาว่าวันนี้  ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนจะเลิกอุดหนุนร้านเซเว่น  อีเลเว่น  เพื่อร่วมสั่งสอนให้ทุนนิยมที่เห็นแก่ตัวสำนึกเสียบ้างว่า   สังคมไทยต้องการระบบทุนที่เอื้อต่อการร่วมสร้างสังคมที่ดีที่อยู่เย็นเป็นสุข

"ทำอย่างไรถึงจะรวย" คำถามสู่หายนะ : ปาฐกถาจากประเวศ วะสี

ประชาไทคัดสรร - ผู้จัดการออนไลน์ 5 พฤศจิกายน 2548 17:49 น. - ‘หมอประเวศ’ เตือนผู้นำประเทศที่ตั้งคำถาม “ทำอย่างไรถึงจะรวย” นำมาซึ่งหายนะ ทำให้คนตกอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่ขับเคลื่อนด้วยการกระตุ้นให้บริโภค จะถึงวันล่มสลาย ยกตัวอย่าง ‘พุทธเกษตรกรรม’ ชู ‘พระมหาชนก’ เป็นตัวอย่างสอนใจคนอยากแสวงโชคที่ ‘สุวรรณภูมิ’

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส บรรยายเรื่อง ‘พุทธศาสนากับเศรษฐกิจพอเพียง’ ที่ห้องประชุมใหญ่ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกว่า ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่มีผู้ควบคุมสื่อกระตุ้นปลุกระดมให้เกิดการบริโภค และเกิดความต้องการสะสมเงินทองไว้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติมีจำกัดและมีวันหมดไป โดยผู้นำประเทศในระบบทุนนิยมมักจะทำให้เกิดหายนะโดยตั้งคำถามว่า “ทำอย่างไรถึงจะรวย” ประชาชนที่คล้อยตามจึงยอมทำทุกวิถีทางทั้งทำลายป่า ค้าผู้หญิง ขายเด็ก ฉ้อโกง คอร์รัปชั่น โดยไม่สนใจศีลธรรม ทั้งที่การตั้งคำถามว่า “ทำความดีได้อย่างไร” อย่างที่มักถามกันในสมัยก่อนนั้น สามารถหาคำตอบได้ง่ายกว่า และไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อน

ศ.นพ.ประเวศ เสนอว่า ระบบเศรษฐกิจพอเพียงเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับพุทธศาสนา คือการดำเนินชีวิตพอเพียงอย่างผสมผสานบนทางสายกลาง เช่น การเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงหรือที่ตนเรียกว่า “พุทธเกษตรกรรม” จะใช้หลักทำทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก จะทำให้ผู้ปฏิบัติไม่ได้รับผลกระทบใดๆ แม้ระบบเศรษฐกิจจะล่มสลายลงในอนาคต และไม่จำเป็นต้องเครียดจากเศรษฐกิจที่บีบรัด

พร้อมกันนี้ ศ.นพ.ประเวศ ยกพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า “ขอให้เราพออยู่พอกิน และมีไมตรีจิตต่อกัน” รวมทั้งพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก ที่มีเรื่องราวของพ่อค้าที่พากันขึ้นเรือ หมายไปแสวงโชคที่เมือง ‘สุวรรณภูมิ’ แต่เมื่อเรือล่มกลางคัน พระมหาชนก ยังช่วยเหลือตนเอง และว่ายน้ำเข้าฝั่งโดยไม่ย่อท้

 ศ.นพ.ประเวศ กล่าวตอนท้ายว่า อย่างไรก็ตาม วันนี้นับว่าความสนใจธรรมะของคนไทยพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว มีอุปสงค์หรือความต้องการสอดแทรกสิ่งที่เกี่ยวกับธรรมะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสื่อในรูปแบบต่างๆ การท่องเที่ยวธรรมะ (ททธ.) เป็นต้น

การบรรยายพิเศษนี้ จัดโดยองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ร่วมกับยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ (ย.พ.ส.) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 และจะจัดเป็นประจำทุกเดือน ด้วยความตั้งใจให้มีการนำพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

 

 

 

‘คอนแทรค ฟาร์มิ่ง’ ไทย : กำไรจากหยาดเลือดชาวพม่า

เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีรายงานชื่อว่า ‘ทุ่งร้าง’ หรือ Deserted Field ออกมาจากองค์กรที่เข้าไปทำงานในดินแดนลึกลับอย่างประเทศพม่า - คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาและบรรเทาทุกข์รัฐฉาน (SRDC/ Shan Relief and Development Committee)

หน่วยงานนี้ได้เข้าไปแอบเก็บข้อมูลที่เมืองนาย ในรัฐฉานของพม่ามาตั้งแต่ปี 2546 จนประมวลออกมาเป็นภาพสะท้อนสถานการณ์ความล่มสลายและความทุกข์ยากของเกษตรกรเมืองนาย อันเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลทหารพม่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

แม้ไม่ได้พูดถึงผลกระทบโดยตรงจากโครงการเกษตรพันธสัญญา หรือ Contract Farming ที่รัฐบาลไทยได้ร่วมมือกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน โดยลงนามกับรัฐบาลพม่าไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2548 เพื่อให้ปลูกพืชอาหารสัตว์ และพืชพลังงานเกือบ 10 ชนิดบนพื้นที่ราว 44 ล้านไร่มาป้อนฝั่งไทย แต่ข้อมูลทั้งหมดในรายงานฉบับนี้ก็ทำให้เราตระหนักได้ทันทีว่า โครงการนี้จะไม่สร้างประโยชน์แบบ win-win อย่างที่นายกฯ ทักษิณ หรือรัฐมนตรีเกษตรหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ โฆษณาไว้แน่นอน

หากแต่ผลประโยชน์ของ (บริษัท) ไทยอาจต้องแลกด้วยชีวิต เลือดเนื้อ ของคนเล็กคนน้อยจำนวนมากในอีกฝากฝั่งหนึ่ง.....

เมืองนาย อำเภอที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐฉาน เป็นพื้นที่ทำการศึกษาที่พอจะเข้าไปเก็บข้อมูลได้ แม้กองกำลังติดอาวุธหลายกลุ่มจะยึดครองพื้นที่ตามเขตเทือกเขาในเมืองนี้มานานหลายปี และรัฐบาลทหารก็ออกปราบปรามกลุ่มต่อต้านมากยิ่งขึ้น

“ผลการสำรวจ ได้จากการสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ทุกระดับชั้น และลงสำรวจพื้นที่ด้วยตัวเอง ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างมาก การสำรวจเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากต้องใช้ความระมัดระวัง หากทหารพม่าทราบข่าวก็หมายถึงชีวิต” นายแหลง หนึ่งในทีมสำรวจเคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว

พื้นที่แห่งนี้เคยอุดมสมบูรณ์ เป็นอู่ข้าวชั้นดีของผู้คน แต่ปัจจุบันนี้มีหมู่บ้านหลงเหลืออยู่เพียง 25 หมู่บ้าน จากที่เคยมีถึง 57 หมู่บ้านก่อนปี 2537 มีประชากรเหลืออยู่ประมาณ 25,000 คน ประกอบด้วยคนพม่า ฉาน ปะโอ ลีซู ลาหู่ โกก้าง และปะหล่อง ส่วนอีกราวร้อยละ 30 คาดว่าอพยพหนีข้ามมาฝั่งไทย ปล่อยให้พื้นที่เพาะปลูกอันอุดมกลายเป็นทุ่งร้างมากกว่า 25,000 ไร่

ที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่นี้ ‘ยากจน’ ไม่มีรายได้จากการเพาะปลูกมากนัก ทรัพย์สินของพวกเขาคือข้าวที่สะสมไว้ รวมทั้งปศุสัตว์ที่มีอยู่ แต่ผู้คนร้อยละ 90 ก็มีอาหารพอเพียง มีการค้าขายและแลกเปลี่ยนพืชผล-สิ่งของระหว่างคนเมืองและชาวบ้าน โดยที่การเดินทางเป็นไปอย่างเสรี

ปี 2537 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงไปในทางเลวร้าย เพราะรัฐบาลทหารพม่าจัดตั้งศูนย์รับซื้อข้าวเปลือกในเมืองนาย โดยให้ตำรวจ ทหาร เข้าไปติดประกาศคำสั่งเพื่อให้ชาวบ้านทุกคนปฏิบัติตาม

ชาวนาทุกคนถูกบังคับให้ต้องนำข้าวมาขายที่ศูนย์เป็นจำนวน 4 ถังต่อที่นาทุก 2.5 ไร่ที่พวกเขาเพาะปลูก โดยข้าว 1 ถังมีน้ำหนักประมาณ 21 กิโลกรัม แต่ลูกจ้างในศูนย์รับซื้อกลับเอาข้าวจากชาวนาไปถึง 24 กิโลกรัมต่อถัง

ส่วนรัฐบาลทหารจะจ่ายค่าข้าวให้ชาวบ้านเพียง 350 จ๊าต ต่อถัง ในขณะที่ราคาตลาดจะอยู่ที่ 1,250 จ๊าตต่อถัง อีกทั้งทางศูนย์ก็ไม่รับซื้อข้าวเปลือกคุณภาพต่ำ

หนี้สินที่ไม่ได้ก่อ

โชคร้ายกว่านั้น ไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับผู้ที่ผืนนาให้ผลผลิตช้าหรือแม้จะมีอุบัติเหตุอะไรก็ตาม หากไม่ส่งขายข้าวในเวลาที่กำหนด พวกเขาจะถูกจับตามระเบียบ ดังนั้น ชาวนาผู้โชคร้ายเหล่านี้จึงต้องยอมซื้อข้าวเปลือกจากคนอื่นในราคาตลาด เพื่อนำมาขายให้ศูนย์ในราคา 350 จ๊าต

ต้อนรับทั้งน้ำตา

 

การซื้อข้าวเปลือกของชาวบ้านนั้น จะมีคณะผู้จัดซื้อของรัฐบาลตระเวนไปตามหมู่บ้านต่างๆ และพลันที่เห็นขบวนของพวกเขามา ชาวบ้านทั้งหลายจะต้องจัดหาอาหารมาเลี้ยงต้อนรับขบวนที่มาทั้งหมดในวันนั้น จากนั้นตำรวจจะเดินไปตามบ้านต่างๆ เพื่อ ‘ขู่’ ให้ชาวบ้านขายข้าวให้ได้ตามโควตา แน่นอน ใครผลผลิตตกต่ำมีไม่เพียงพอ ก็ต้องไปหาซื้อมาให้ได้

ข้าวเปลือกที่ศูนย์รับซื้อจะถูกสีและจัดสรรให้กับข้าราชการ ตำรวจและทหารในพื้นที่ทุกเดือน รวมทั้งหน่วยงานซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดข้างเคียงด้วย พวกเขาทำแบบนี้ตั้งแต่ปี 2537-2546 แม้ชาวบ้านจะจ่าย ‘ภาษี’ อย่างหนักหน่วงมาหลายปี แต่ก็ไม่เคยได้รับบริการตอบแทนจากเจ้าหน้าที่เหล่านี้เลย  สิ่งที่เกิดขึ้นมีเพียงการส่งทหารมาประจำในพื้นที่มากขึ้น

โยกย้ายเพราะปลายปืน

หลังจากกองทัพเมืองไตของขุ่นส่ายอมมอบตัวในปี 2539 หลังจากนั้นชาวบ้านกว่า 300,000 คนทั่วรัฐฉานก็ถูกบังคับด้วยกระบอกปืนให้อพยพออกมาจากพื้นที่และยังมีการบังคับต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน

“ทหารของขุนส่ามีจำนวนมากและกระจายอยู่ทั่ว เมื่อขุนส่ามอบตัว รัฐบาลทหารก็ต้องอพยพคนลงมาอยู่ในเขตที่ควบคุมได้ เพื่อตัดการติดต่อและกันชาวบ้านเข้าร่วมกับกองกำลัง มีการบังคับให้ย้ายกันภายใน 3 วัน 5 วัน 7 วัน ซึ่งเจ็ดวันนี่ถือว่านานที่สุดแล้ว” นายแหลง หนึ่งในทีมสำรวจให้ข้อมูล

มีการทำลายหมู่บ้านหลายแห่งบนภูเขาและอพยพชาวบ้านลงมาในพื้นที่ใกล้กับเขตเมืองนาย หมู่บ้านบางแห่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขตเมืองก็ถูกโยกย้ายเช่นกัน ในปี 2537 มีการอพยพหมู่บ้านประมาณ 32 แห่งในเทือกเขาทางตะวันออกของเมืองนาย และอีก 25 แห่งซึ่งเป็นหมู่บ้านในที่ลุ่ม ในปัจจุบัน มีหมู่บ้านที่ยังเหลืออยู่บนภูเขาเพียง 12 แห่งและอีก 13 แห่งในที่ลุ่ม ซึ่งเป็นเหตุให้ผลผลิตข้าวบนที่สูงลดลงกว่าร้อยละ 56

ชาวบ้านถูกบังคับให้ไปพัฒนาที่ทำกินแห่งใหม่ หรือจะเรียกว่าเป็น “หมู่บ้าน” ซึ่งอยู่ตามถนนใหญ่ในเขตที่ราบ หรือไม่ก็ต้องไปอาศัยอยู่แถวหมู่บ้านอื่นซึ่งใกล้กับเมือง พวกเขาไม่มีโอกาสกลับไปเพาะปลูกในพื้นที่ของตนเอง ขณะที่รัฐบาลก็ไม่ได้ให้ความสนับสนุนกับผู้ที่ถูกโยกย้าย และโอกาสที่จะหาที่อยู่ใหม่ก็มีน้อยเต็มทน

ความระส่ำระสายเกิดขึ้นทั่ว จนผู้คนจำนวนมากต้องหนีไปอยู่ในป่าลึกเพื่อทำเกษตร  และมีประชาชนอีกกว่า 10,000 คน หรือราวร้อยละ 30 ของประชากรในพื้นที่  ที่คาดว่าได้อพยพเข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา

นี่เป็นเพียงบทโหมโรงของความทุกข์ยากที่ชาวบ้านในพม่าได้รับมายาวนาน ก่อนที่พม่าจะเริ่มเศรษฐกิจแบบตลาดในปี 2546 และเปิดรับนักลงทุนบางส่วนให้เข้าไปดำเนินกิจการต่างๆ ซึ่งนอกจากทุนนิยมจะไม่ช่วยให้ชีวิตของประชาชนตาดำๆ ดีขึ้นแล้ว กลับยิ่งซ้ำเติมความทุกข์ยากของพวกเขาให้เพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง…

ชีวิตของชาวนาเมืองนาย และอีกหลายเมืองในรัฐฉานเปลี่ยนไปแล้ว นับตั้งแต่รัฐบาลทหารเริ่มเข้ามาจัดการระบบการเกษตร มีการกำหนดโควตาข้าวที่ประชาชนต้องจ่ายให้รัฐอย่างหนักหนาสาหัส รวมทั้งขับไล่ผู้คนออกจาก ‘บ้าน’ ของตัวเอง ลงมากระจุกอยู่ในความควบคุมของรัฐบาลทหาร

หากมีเพียงเรื่องเลวร้ายที่กล่าวมา อาจไม่มี ‘ทุ่งร้าง’ จำนวนมหาศาล และผู้คนก็อาจจะพอมีแรงดิ้นรนต่อสู้กับมรสุมเหล่านั้นได้

ในรายงานของคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาและบรรเทาทุกข์รัฐฉาน (SRDC/ Shan Relief and Development Committee) ที่เข้าไปเก็บข้อมูลในพื้นที่ระบุว่า เรื่องเลวร้ายใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับการเกิด ‘รางรถไฟ’ ระยะทางเกือบ 5 กม.จากบ้านนาลินไปยังบ้านนาขาน ตำบลไม้ไฮ อำเภอเมืองนายในช่วงปลายปี 2537 ทางรถไฟสายนี้ใช้แรงงานทาสจากชาวบ้าน และมีการทำลายทุ่งนาสองข้างของทางรถไฟจำนวนมาก

นอกจากนั้นกองพันทหารราบที่ 248 ยังเวนคืนนาข้าวถึง 100 ไร่ซึ่งอยู่ใกล้กับค่ายทหาร รวมทั้งบังคับให้ชาวบ้านขุดสระน้ำลึก 15 ฟุตและกว้าง 100 ฟุตจำนวน 7-8 แห่ง เพื่อเอาไว้เลี้ยงปลาสำหรับทหารกินเอง ไม่มีการชดเชยให้กับชาวนาผู้สูญเสียที่ดินแต่อย่างใด

ขูดเลือด ขูดเนื้อ และแทะกระดูก

 แม้จะเคยมีชีวิตอยู่แบบพอกิน แต่ชาวบ้านที่นี่ก็จำต้องทำความรู้จักกับข้าวนาปรัง ซึ่งเป็นมาตรการบังคับของกระทรวงเกษตรและชลประทานที่ต้องการผลผลิตข้าวเพิ่ม เนื่องจากมีการยกเลิกการจัดสรรข้าวเปลือกจากรัฐบาลกลาง

กองพันทหารราบที่ 518 และ 248 ที่อยู่ในพื้นที่เริ่มบังคับให้ชาวนา 7 หมู่บ้านในเขตเมืองนาย ต้องปลูกข้าวนาปรังเพิ่มเติม ทำให้เกิดปัญหาการผลิตข้าวทั้งระบบล้มเหลว เพราะมีช่วงเวลาที่ซ้อนทับกัน ส่งผลให้ข้าวนาปีมีผลผลิตตกต่ำ และเกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำในชุมชนเพิ่มมากขึ้น เพราะแต่เดิมชาวบ้านจะปลูกข้าวกันตามฤดูกาลเพียงปีละ 1 ครั้ง แน่นอน ผลผลิตทั้งหมดตกเป็นของรัฐบาลทหาร

สำหรับกระบวนการนั้น ทางการจะเวนคืนที่ดินที่อุดมสมบูรณ์และใกล้แหล่งน้ำ รวมทั้งบังคับใช้แรงงงานชาวบ้านตลอดวงจรการผลิตข้าว โดยจะมีคำสั่งเรียกประชุมผู้ใหญ่บ้านทุกแห่งเพื่อให้ดำเนินการจัดคิวให้สมาชิก 1 คนของแต่ละครอบครัวหมุนเวียนกันมาทำนา ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก ยกเว้นขั้นตอนการเตรียมที่นาที่จะใช้แรงงานชาย หากครอบครัวไหนไม่สามารถส่งแรงงานมาได้ ก็ต้องจ่ายเงิน 700 จ๊าต หรือไม่ก็ต้องหาคนอื่นมาทำแทนให้ได้ ไม่มีข้อยกเว้น

ไม่ใช่เพียงที่ดินและแรงงานที่ถูกขูดรีดไปต่อหน้าต่อตาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ชาวบ้านยังต้องจัดหาเครื่องมือการเกษตร เชื้อเพลงในขั้นตอนการเตรียมที่ดิน ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง รวมถึงต้องนำน้ำจากแหล่งน้ำในชุมชนมาใช้เองด้วย สิ่งเดียวที่รัฐบาลกลางจัดหาให้คือ เมล็ดพันธุ์ผสม

ปี 2541 เป็นปีที่กองทัพพม่าออกคำสั่งยกเลิกการจัดสรรอาหารให้กับทหารราบ และบีบให้พวกเขาต้องหาเลี้ยงตัวเอง คำสั่งสั้นๆ นี้ทำให้เกิดผลกระทบใหญ่หลวง นอกเหนือจากบังคับให้ทำนาปรัง ยังทำให้เกิดการเวนคืนที่ดินมากขึ้นโดยเฉพาะหลังจากปี 2543 เป็นต้นมา

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ กองพันทหารราบที่ 518 ได้เวนคืนที่ดินมากกว่า 25,000 ไร่ ในหมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่รอบค่ายทหารและในเขตชุมชนของเมืองนาย โดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชยแต่อย่างใด พื้นที่เหล่านี้มีทั้งที่สวนผลไม้ สวนผัก พื้นที่เพาะปลูกไม้เชื้อเพลิง และที่นาซึ่งไถคราดแต่ยังไม่ได้เพาะปลูก

การเวนคืนนี้เป็นไปเพื่อเปลี่ยนให้ ‘เจ้าของ’ ที่ดินกลายเป็น ‘ผู้เช่า’ ชาวนาสามารถจะเลือกปลูกอะไรก็ได้ในที่ดินที่ ‘เคย’ เป็นของตน แต่ต้องจ่ายค่าเช่าเป็นข้าวเปลือก 3.5 ถังต่อปี นอกจากที่ดินแล้วทหารที่ลาดตระเวนผ่านมายังยึดเอาสัตว์เลี้ยงและพืชผลอื่น ๆ ไปโดยไม่มีการจ่ายเงินให้

สภาพการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบเลวร้ายยิ่งกว่าระบบการจัดซื้อข้าว เพราะนอกจากชาวนาจะไม่ได้รับค่าตอบแทนจากการขายข้าวแล้ว พวกเขายังต้องจ่ายค่าเช่าเป็นข้าวอีกด้วย

นอกจากนี้ที่ดินอีก 5,000-7,500 ไร่ที่ปัจจุบันรกร้างนั้น มีสาเหตุเนื่องมาจากเมื่อราว 10 ปีที่แล้ว รัฐบาลทหารได้เวนคืนที่ดินเหล่านี้ทางตอนเหนือของเมืองเพื่อดำเนินนโยบายที่พวกเขาเรียกว่า ‘การปลูกป่า’

 ชาวบ้านถูกบังคับให้ปลูกไม้ยืนต้น ซึ่งปัจจุบันเหลือแต่ต้นไม้แคระแกร็น

ในช่วงเวลาเดียวกัน ยังมีการขายที่ดินซึ่งถูกเวนคืนอีก 2,500-3,800 ไร่ให้กับเจ้าของบริษัทผลิตสุราฉ่วยหลินหยง จากนั้นเจ้าของบริษัทได้ว่าจ้างชาวบ้านให้เป็นแรงงานทำงานให้ มีการเพาะปลูกพืชผักต่าง ๆ โดยเฉพาะถั่วเพื่อส่งออกไปยังเมืองจีน และเพิ่งเลิกไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเมื่อตลาดไม่สดใสมากนัก ในปัจจุบันที่ดินเหล่านี้ถูกปล่อยทิ้งรกร้าง

“มันเป็นสิ่งที่น่าตกใจอย่างมากกับตัวเลขจำนวนประชากร และหมู่บ้านที่ลดน้อยลง อีกทั้งมีไร่นาถูกละทิ้งนับหมื่นไร่เช่นนี้ ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่เพียงเกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่เมืองนายเท่านั้น ในพื้นที่ใกล้เคียง และอีกหลายพื้นที่ ในรัฐฉานภาคใต้ก็ประสบเช่นเดียวกัน” นายแหลง หนึ่งในทีมสำรวจกล่าว

ใบอนุญาตเดินทางและมีชีวิต

สำหรับชาวนาที่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม และยังยืนหยัดในอาชีพทำนา หากพวกเขามีที่ดินอยู่ไกลจากตัวเมือง พวกเขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้พักค้างคืนในที่นาของตน ต้องเดินทางไปเช้าเย็นกลับ ไม่ว่าเส้นทางจะยาวไกลแค่ไหน

เส้นทางป่าเขาของพม่าบางทีอาจไม่ต่างจากถนนหลวงบ้านเรานักในบางแง่มุม เพราะชาวบ้านต้องจ่ายค่าสินบนเพื่อให้ได้รับอนุญาตเดินทางไปกลับได้ โดยจ่ายให้กับผู้ใหญ่บ้านบ้าง ตำรวจบ้าง กองพันทหารราบบ้าง หรือหากใครโชคดีก็อาจต้องจ่ายทั้งสามส่วน

น่าเศร้ากว่านั้น ค่าสินบนแค่ 100-200 จ๊าต ถือเป็นเงินน้อยเกินไป ชาวนาต้องให้พวกปลากระป๋อง เนื้อกระป๋องเพิ่มเติมแก่พวกเจ้าหน้าที่ด้วย นอกจากนี้ชาวนายังไม่ได้รับอนุญาตให้นำอาหารกลางวันติดตัวไปยังที่นาอีกต่างหาก ใครลักลอบและถูกจับได้ โทษจะมีตั้งแต่จ่ายค่าปรับ ถูกทุบตี หรืออาจเลวร้ายกว่านั้น

ไม่เพียงการเดินทางไปทำนาเท่านั้น แม้แต่การเดินทางจากหมู่บ้านหนึ่งไปเยี่ยมเยียนญาติมิตรอีกหมู่บ้านหนึ่งก็ต้องมีใบอนุญาตเช่นกัน เพราะหาไม่แล้วพวกเขาจะถูกจับกุมด้วยข้อสงสัยว่าเป็นขบถ ไม่ว่าบัตรประชาชนจะบ่งบอกชื่ออะไรก็ตาม

กระนั้นก็ดี มีใบอนุญาตก็ใช่ว่าจะได้ความปลอดภัยในชีวิต เพราะกองพันทหารราบและหน่วยลาดตระเวนนั้นมีการออกคำสั่งที่แตกต่างกัน หากเดินไปเจอหน่วยที่มีคำสั่งให้ยิงคนที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่ทันที ชาวนาก็ยังเสี่ยงต่อการถูกยิงตาย แม้ในมือจะกำใบอนุญาตที่ออกโดยกองพันฯ อีกแห่งหนึ่งไว้แน่นก็ตาม

 เหตุผลเท่านี้ น่าจะเพียงพอแล้วที่ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ตัดใจทิ้งที่ดินเดิมอันอุดมสมบูรณ์ตามภูเขานอกเมืองให้รกร้าง

นาร้าง ตลาดร้าง

นอกจากนี้มาตรการจำกัดและควบคุมการเดินทางของประชาชนยังส่งผลกระทบต่อการค้าและตลาดด้วย โดยปรกติพ่อค้าจากลางเคอ (ตัวจังหวัด)จะเดินทางมาซื้อข้าวคุณภาพดีจากเขตเมืองนาย ในตลาดเกษตรกรรมที่เปิดทุกอาทิตย์ แต่ในปัจจุบัน พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกจากเมืองนายพร้อมกับนำข้าวหรืออาหารติดตัวไปด้วย โดยจะมีด่านตรวจบนถนนด้านใต้ของเมือง เส้นทางค้าขายกับเมืองต่างที่ผ่านเขตป่า ก็มีสภาพที่อันตรายมากเกินไปในปัจจุบัน

ลางเคอเป็นพื้นที่ที่มีชื่อเสียงในการเพาะปลูกยาสูบและอ้อย แต่ไม่ได้ปลูกข้าวหรืองามากนัก ดังนั้น การจำกัดการค้าขายจึงส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารในเขตเมืองนี้และเมืองใกล้เคียง อีกทั้งตลาดในเมืองนายเองก็ไม่มีของขาย

นี่คือชะตากรรมบางส่วนของหลายชีวิตที่อยู่ห่างจากเราเพียงหนึ่งชั่วโมงบิน แต่ไม่เป็นที่รับรู้ หรือแม้แต่รู้แล้วก็อาจไม่ใส่ใจ เพราะมุ่งมองแต่ผลกำไรมหาศาลที่เต้นรำอย่างยั่วยวนอยู่บนซากกองกระดูกของคนเหล่านั้น

ปัจจุบันคนปลูกข้าวที่นั่นต้องหาซื้อข้าวและอาหารกิน ในขณะที่ราคาอาหารและเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนล่าสุดมีข่าวว่า รัฐบาลทหารพม่าออกคำสั่งบังคับให้ประชาชนทั่วประเทศปลูกต้น ‘สบู่ดำ’ กว่า 5 แสนไร่ โดยระบุเหตุผลว่าเพื่อนำมาสกัดเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนและลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ แต่พร้อมกันนั้นก็สอดรับกับการที่รัฐบาลไทยกำลังเพิ่มเติม ‘สบู่ดำ’ ไปในโครงการทำคอนแทรค ฟาร์มิ่งกับเพื่อนบ้านทั้งหลาย

“เราต้องมีวิสัยทัศน์ใหม่ โดยมองว่าประเทศไทยทั้งประเทศเป็นโรงงาน ไม่ใช่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเพราะแคบเกินไป หรือหากมองไกลกว่านั้น ก็ต้องมองประเทศเพื่อนบ้านเป็นโรงงาน  หรือไกลไปอีกก็ต้องมองไปประเทศที่ไกลขึ้น”

ตอนหนึ่งในปาฐกถาพิเศษของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ นายกรัฐมนตรีไทยที่กล่าวเปิดงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ (30 ต.ค.48)

 ......ตราบใดที่ไม่ได้ทำงานในโรงงาน ใครจะสนถ้าในนั้นเต็มไปด้วยโศกนาฏกรรม

‘ข้าวจีเอ็มโอ’ กับการสะเทือน ‘อู่ข้าว’ เอเชีย

ดูเหมือนเวลานี้ความวิตกกังวลเกี่ยวกับ ‘จีเอ็มโอ’ หรือเทคโนโลยีการตัดแต่งพันธุกรรม (Genetically Modified Organisms) ในสังคมไทยจะขยายประเด็นจาก ‘มะละกอ’ ผลไม้เด่น ไปสู่ ‘ข้าว’ ซึ่งเป็นอาหารหลักมากขึ้นทุกขณะ

 สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง เพราะเกษตรกรในประเทศแถบภูมิภาคเอเชีย ต่างก็ตกอยู่ในภาวะที่จีเอ็มโอแทรกซึมเข้าคุกคามข้าวพันธุ์พื้นเมืองคล้ายคลึงกันในหลายประเทศราวนัดหมาย ถือเป็นสถานการณ์สั่นสะเทือน ‘อู่ข้าว’ แห่งสำคัญของโลก ขณะที่ในประเทศไทย ทิศทางการพัฒนาข้าวจีเอ็มโอก็ยังคงอึมครึม ไม่แพ้สภาพอากาศช่วงนี้

 สถานการณ์ร่อแรของ ‘ข้าวพื้นเมือง’ ทั่วเอเชีย

 ในวาระ ‘วันอาหารโลก’ (16 ตุลาคมของทุกปี) องค์กรที่คัดค้านเรื่อง ‘จีเอ็มโอ’ แข็งขันที่สุดองค์กรหนึ่งอย่างกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงถือโอกาสแถลงข่าวและออกแถลงการณ์ร่วมกับองค์กรพันธมิตร และองค์กรพัฒนาเอกชนจากประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียรวม 17 องค์กร พร้อมทั้งยื่นแถลงการณ์ให้กับตัวแทนองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เพื่อขอให้ยุติการสนับสนุนพืชจีเอ็มโอ

ใต้ผืนผ้าสีเขียวเข้มที่เขียนว่า ‘ RICE IS LIFE KEEP IT GE FREE ‘ ตัวแทนจากองค์กรพัฒนาเอกชนของประเทศต่างๆ ทั้งส่วนที่ทำงานกับชาวนาและผู้บริโภค ต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเล่าสถานการณ์ ‘ข้าว’ และ ‘GE’ (Genetic Engineering-เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม) ในประเทศของตัวเอง

ปาลาซ บาราล หนุ่มใหญ่จากบังคลาเทศ ระบุว่า หลังยุคปฏิวัติเขียว ข้าวพันธุ์พื้นเมืองของบังคลาเทศที่เคยมีกว่า 15,000 สายพันธุ์ เหลือเพียง 1,500-1,600 สายพันธุ์ในขณะนี้ ซึ่งสำหรับชาวบังคลาเทศแล้ว เรื่องพันธุ์ข้าวไม่ใช่เรื่องของอาหารหรืออาชีพเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมชาวนาที่ดำรงอยู่ในแต่ละท้องถิ่นด้วย 

ไม่เพียงความล่มสลายจากการเกษตรเชิงพาณิชย์เท่านั้น หากแต่จีเอ็มโอก็เริ่มรุกเข้ามาในบังคลาเทศ โดยบริษัทซินเจนต้า ธุรกิจข้ามชาติยักษ์ใหญ่ด้านเกษตรจีเอ็มโออันดับต้นของโลก ได้พยายามผลักดันให้เกษตรกรปลูก ‘ข้าวสีทอง’ โดยอ้างคุณสมบัติด้านโภชนาการที่ผู้คนจะได้รับทั้งเบตาแคโรทีน ไวตามินเอ

ในส่วนของประเทศจีน แม้จะยังไม่มีการอนุญาตให้ปลูกข้าวจีเอ็มโอเป็นการค้า แต่ก็มีข่าวการเล็ดรอดของข้าวจีเอ็มโอในมณฑลหูเป่ย และกวางเจา มาตั้งแต่ต้นปี อย่างไรก็ตาม แลม ชี กวง เจ้าหน้าที่กรีนพีซ ประเทศจีน ให้ข้อมูลว่ารัฐบาลจีนได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวพอสมควร มีการสั่งทำลายข้าวจีเอ็มโอที่ตรวจพบ และมีการปรับโครงสร้างของคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ จากที่มีเพียงตัวแทนนักวิทยาศาสตร์ ก็ให้มีตัวแทนของนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพและด้านอื่นๆ ร่วมด้วย

 “ในส่วนของชาวนาเอง น่าสนใจว่า แม้แต่คนที่ยอมรับและปลูกจีเอ็มโอเองก็บอกกับเราว่า เมื่อแมลงไม่กล้ากินข้าว พวกเขาก็ไม่กล้ากินเหมือนกัน ดังนั้นจึงปลูกข้าวจีเอ็มโอเอาไว้ขายอย่างเดียว” แลม ชี กวง กล่าว

 เช่นเดียวกับตัวแทนจากประเทศญี่ปุ่น เวียดนาม อิหร่าน อินโดนีเซียที่ต่างสะท้อนความกังวลในหลายประเด็น ทั้งความเป็นไปได้ที่ชาวนาจะได้รับผลกระทบจากการคุ้มครองสิทธิบัตรข้าวจีเอ็มโอซึ่งบรรษัทข้ามชาติเป็นเจ้าของ ความเสี่ยงในด้านสุขภาพของผู้บริโภค รวมถึงสายพันธุ์ข้าวพื้นถิ่นที่กำลังถูกกลืนหายไปอย่างไม่มีวันกลับ เพราะการผสมข้ามสายพันธุ์ของข้าวจีเอ็มโอ

 ความอึมครึมของข้าวจีเอ็มโอในไทย

 ท่ามกลางความกังวลที่เกิดขึ้น ในส่วนนโยบายเรื่องจีเอ็มโอในประเทศไทยขณะนี้ยังคงชะงักอยู่ที่การอนุญาตเพียงการทดลองโดยไม่อนุญาตให้ปลูกในเชิงพาณิชย์ หลังจากก่อนหน้านี้คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ซึ่งมีนายกฯ เป็นประธานเตรียมจะให้ปลูกพืชจีเอ็มโอร่วมกับพืชปกติได้ แต่ได้รับการคัดค้านอย่างกว้างขวาง จนต้องให้มีการทบทวนและหาทางออกใหม่ ซึ่งยังไม่ปรากฏชัดกระทั่งปัจจุบัน

“ตั้งแต่เราพบการแพร่กระจายของมะละกอจีเอ็มโอ เราได้ติดตามในส่วนของข้าว ภาครัฐก็บอกตลอดว่าไม่มีการทดลอง แต่ข้อมูลเรื่องข้าวยังไม่ค่อยมีการเปิดเผย เป็นเรื่องที่ยังดำมืดพอสมควร” วรุณวาร สว่างโสภากุล เจ้าหน้าที่กรีนพีซ ประเทศไทย สะท้อนการทำงานรณรงค์ในประเทศไทย

ในส่วนของภาคราชการ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ (สทช.) นายณัฐวุฒิ ภาษยะวรรณ ยืนยันว่า ขณะนี้มีเพียงมะละกอตัวอย่างเดียวเท่านั้น ที่มีการทดลองในระบบปิด ขณะที่ในประเทศจีนมีการทดสอบข้าวในไร่นาแล้ว คือข้าวที่ทนต่อหนอนกอ 

 “ประเทศไทยตอนนี้มีเพียงการทำวิจัยขั้นต้น เพื่อหายีนที่ต้านทานต่อหนอนกอและโรคใบไหม้ในข้าว เป็นลักษณะของงานพื้นฐานเพื่อเข้าไปหางานวิจัยพืชดัดแปลงพันธุกรรม แต่ว่าตรงนี้เราใช้เครื่องหมายโมเลกุล ไม่ใช่จีเอ็มโอ เพราะตอนนี้นโยบายของเรายังไม่ชัดเจนในเรื่องนี้ แต่เราก็เตรียมพร้อมข้อมูลพื้นฐานไว้ งานวิจัยเราคงหยุดไม่ได้ คงต้องเดินหน้าต่อไปเพื่อไม่ให้มันล้าหลัง” ผอ.สทช.กล่าว

 นายณัฐวุฒิยืนยันเรื่องความปลอดภัยด้วยว่า ก่อนจะได้รับการอนุญาตให้ปลูกพืชจีเอ็มโอเชิงพาณิชย์ ทุกประเทศในโลกล้วนมีขั้นตอนการประเมินความปลอดภัยด้านชีวภาพและสุขภาพอย่างดี

 ข้าวจีเอ็มโอ นักบุญหรือคนบาป?

 เมื่อข้าวจีเอ็มโอที่ต้านทานโรค ศัตรูพืช เพิ่มผลผลิต เพิ่มไวตามิน ปรากฏตัวขึ้น มันมักมาพร้อมข้ออ้างว่าจะช่วยแก้ปัญหาความอดอยากและความยากจนของประชากรในพื้นที่ต่างๆ  แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ เทคโนโลยีนี้มี ‘เจ้าของ’

ตัวอย่างเช่น ข้าวสีทองนั้นมีสิทธิบัตรเกี่ยวข้องกว่า 70 ฉบับ มีบริษัทที่ถือสิทธิในสิทธิบัตรต่างๆ ราว  30 กว่าบริษัท

 บทความ ‘ข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับกรณีการผลักดันพืชจีเอ็มโอ’ โดยวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ได้ฉายภาพการผูกขาดระดับโลก โดยอ้างถึงข้อมูลของ ETC Group ที่ระบุว่าในปี 2544 มูลค่าการขายเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอของ 2 บริษัทใหญ่คือ มอนซานโต้ และดูปองต์ มีมูลค่ารวมกันกว่า 30,000 ล้านเหรียญ อีกทั้ง 70% ของสิทธิบัตรเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตรทั้งหมด ก็ตกอยู่ในมือของบริษัทใหญ่เพียง 5 บริษัท คือ ซินเจนต้า ดูปองต์ เอเวนติส มอนซานโต และดาว

 กรณีของพันธุ์ผักที่ใช้กันอยู่ในโลกปัจจุบันนี้ 75% ก็ถูกผูกขาดโดยบริษัทยักษ์ใหญ่เพียง 5 แห่ง และบริษัทเหล่านี้ก็ผลิตเมล็ดผักจีเอ็มโอหลายชนิด เช่น ถั่ว บร็อคโคลี แตงกวา กะหล่ำ แตงกวา มะเขือเทศ ฟักทอง แตงโม ฯลฯ

 หรือลำดับต่อไปจะถึงคราวของ ‘ข้าว’?

“ขอประชาธิปไตยที่กินได้ อัปรีย์จะไป จัญไรจะมา...ช่างหัวมัน”

‘ประภาส ปิ่นตบแต่ง’ เป็นอาจารย์ภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำงานเคลื่อนไหวทางวิชาการเคียงคู่กับ ‘สมัชชาคนจน’ มายาวนาน เมื่อกองทัพคนจนตัดสินใจกลับมาค้างแรมหน้าทำเนียบอีกครั้ง (20 ก.พ.49) ท่ามกลางสถานการณ์ร้อนผ่าวไม่เอาทักษิณฯ ‘ประชาไท’ จึงต้องรีบเข้าไปซักถามหัวเรี่ยวหัวแรงคนนี้ ซึ่งได้คำตอบแบบว่า ขอประชาธิปไตยที่กินได้  ส่วนอัปรีย์จะไป จัญไรจะมาช่างหัวมันเถอะ!

สาเหตุ และ เป้าหมายของสมัชชาคนจน ในการกลับมาครั้งนี้คืออะไร ?

 การชุมนุมครั้งนี้เกิดขึ้นในโอกาสครบรอบ 10 ปีสมัชชาคนจน (ก่อตั้งเมื่อ 10 ธันวาคม 2538) เนื่องจากมีมติพ่อครัวใหญ่ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มปัญหาต่างๆ ตั้งแต่ปลายปี 2548 ว่า จะออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องเพื่อผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจนที่รัฐบาลที่รับปากไว้ตั้งแต่สมัยที่แล้ว แต่จนถึงวันนี้แทบจะไม่มีความก้าวหน้าเลย

 การชุมนุมจะเริ่มขึ้นในวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ มีเป้าหมายหลัก 3 ข้อ คือ 1. เปิดโปงการแก้ไขปัญหา ที่ผ่านมารัฐบาลมักจะโฆษณาสร้างภาพว่า ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาต่างๆ  ตลอดเวลา สมัชชาคนจนในฐานะที่เป็นกลุ่มคนชายขอบที่ยากจนจากนโยบายการพัฒนา การแย่งชิงทรัพยากร  โครงการขนาดใหญ่ของรัฐ  ซึ่งถือเป็นความยากจนที่มีปัญหาเชื่อมโยงโดยตรงจาก ‘โครงสร้าง’ ทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม จึงอยากมาบอกกล่าวกับสังคมว่า ขณะนี้รัฐได้แก้ไขปัญหาหรือไม่ อย่างไร

 2. เรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหา โดยพื้นฐานองค์กรอย่างสมัชชาคนจน หรือองค์กรชาวบ้าน องค์กรแรงงาน และอื่นๆ มีลักษณะเป็น ‘องค์กรมวลชน’ ซึ่งมีที่มาของการรวมตัวจากปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น  ดังนั้นเป้าหมายของการรวมตัว คือ การแก้ไขปัญหาของสมาชิก ตราบใดที่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข และองค์กรยังไม่ถูกทำลายหรือหมดแรงไปเองเสียก่อน การเคลื่อนไหวเรียกร้องก็ยังต้องดำเนินต่อไป

 3. ผลักดันเรื่องการปฏิรูปการเมืองเพื่อคนจน  นอกจากที่จะผลักดันการแก้ไขปัญหาของตนเองแล้ว ในสถานการณ์ไล่นายกฯ ทักษิณในปัจจุบันนั้น การปฏิรูปการเมืองรอบ 2 เป็นวาระที่สำคัญของสังคม สมัชชาคนจนซึ่งมีส่วนร่วมในการผลักดันปฎิรูปการเมืองในรอบแรกโดยหวังว่าจะนำพาสังคมการเมืองไทยไปในทางที่ดีขึ้น แต่ถึงวันนี้ เราได้ข้อสรุปได้ว่า การปฏิรูปการเมืองที่ผ่านมา คนจนแทบจะไม่ได้ประโยชน์เลย ดังนั้น พวกเราทุกคนจึงไม่ควรไปฝากความหวัง หรือให้อำนาจกับพวกนักกฎหมายมหาชน พวกเทคโนแครต ชนชั้นนำบางกลุ่มเท่านั้น เพราะไม่อย่างนั้นก็คงไม่ต่างกับครั้งแรก

สรุปว่าในสถานการณ์ร้อน ไม่เอานายกฯ ทักษิณ สมัชชาคนจนจะมีท่าทีต่อเรื่องนี้ยังไง แล้วมีการต่อเชื่อมกับองค์กรพันธมิตรที่เคลื่อนไหวอยู่หรือเปล่า

 แน่นอน นี่เป็นคำถามที่พันธมิตรและองค์กรภาคประชาชนที่กำลังเคลื่อนไหวถามมายังสมัชชาคนจนด้วยว่าจะเอายังไง  มันเป็นโจทย์ที่ยากที่สุด และทุกคนในสมัชชาคนจนก็ตระหนักมาตลอด เข้าใจว่ามีการประชุมแลกเปลี่ยนกันหลายต่อหลายครั้ง ก่อนที่จะตัดสินใจออกมาเป็นอย่างนี้

 ในสถานการณ์ที่กระแสการไล่ทักษิณสูงขึ้นไปเรื่อยๆ คำถามจากฝ่ายต่างๆ ที่พุ่งตรงมายังสมัชชาคนจนคือ รัฐบาลหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศหรือยัง ถ้าหมดแล้ว ก็ต้องไล่  ถ้าไม่ไล่รัฐบาลแล้วยังมาเรียกร้องอีก ก็หมายความว่า ยังความความชอบธรรมกับรัฐบาลใช่ไหม หรือคำถามทำนองว่า ไม่กลัวตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองหรือ แม้กระทั่งมีการมองว่า องค์กรอย่างสมัชชาคนจนเห็นแก่ตัว คิดแต่เรื่องปัญหาของตนเอง ไม่ก้าวหน้า ไม่ยกระดับ ซึ่งผมคิดว่าบางเรื่องเข้าใจได้ แต่บางทีไม่ค่อยเป็นธรรมกับพวกเขาเท่าไหร่

 สมัชชาคนจนอาจจะไม่จำเป็นต้องต้องตอบคำถามเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา เพราะคำถามเหล่านี้มันมีเพียง 2 ทางให้เลือก คือ ไล่กับไม่ไล่ แต่อาจจะเริ่มจากว่า สมัชชาคนจนต้องการอะไร และปัญหาเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็ต้องออกมาแก้ไขปัญหา

 แสดงว่ารัฐบาลยังมีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ

ไม่ใช่ ปัญหาเรื่องปัญหาความชอบธรรมของรัฐบาล สมัชชาคนจนเองเขาก็รู้สึกมานานแล้ว เพราะเขาได้รับผลกระทบโดยตรง รัฐบาลไม่เคยมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาเลย  ลึกๆ หลายคนคงอยากไล่มานานแล้วด้วยซ้ำไป แต่เพราะด้วยปัญหาที่ค้างคาอยู่ต้องใช้อำนาจของรัฐบาล หรือกลไกของรัฐในการแก้ปัญหา จึงต้องตัดสินใจแบบนี้ ให้การมาชุมนุมครั้งนี้ของสมัชชาคนจนมุ่งเพียงระดับการเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาของสมาชิกเป็นพื้นฐาน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ถ้าเราเข้าใจลักษณะของขบวนการเคลื่อนไหวแบบสมัชชาคนจน

 เพราะในยุคที่รัฐบาลมีความมั่นคง มีเสถียรภาพทางการเมือง ได้รับความนิยมชมชอบจากส่วนต่างๆ การเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจนทำได้ยาก ถึงแม้จะพยายามหลายครั้งหลายคนก็ไม่ประสบความสำเร็จ และถูกตอบโต้ด้วยวิธีการรุนแรง เช่น การใช้เทศกิจกดดันการชุมนุม ไล่ชาวบ้านกลับบ้านเหมือนไม่ใช่คน  เรียกได้ว่า เป็นช่วงที่โครงสร้างโอกาสทางการเมืองปิด โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการเคลื่อนไหวก็มีน้อย แต่ในขณะนี้รัฐบาลเริ่มมีปัญหาความชอบธรรมทางการเมือง ไม่เข้มแข็ง มีปัญหาต่างๆ รุมเร้า หรือโครงสร้างโอกาสทางการเมืองเริ่มเปิดขึ้น ก็ถือว่า เป็นการเปิดโอกาสให้องค์กรแบบนี้เคลื่อนไหวมากขึ้น

อันนี้เป็นการพิจารณาการเคลื่อนไหวจากโครงสร้างโอกาสทางการเมือง และอีกส่วนหนึ่งในการทำความเข้าใจขบวนการเคลื่อนไหว คือ ความพร้อมภายในองค์กรเอง ซึ่งถ้าเข้าใจเรื่องนี้ ก็จะสามารถอธิบายได้ว่า ทำไมช่วงหนึ่งสมัชชาคนจนหายไปจากหน้าทำเนียบ

 พูดกันตรงไปตรงมา สมัชชาคนจนไม่ค่อยสนใจว่า ไม่เอาทักษิณแล้วจะเอาใคร  เพราะมีคำถามสำคัญกว่านั้นคือ จะสร้างประชาธิปไตยที่กินได้ แก้ไขปัญหาคนจนได้อย่างไร จะสร้างการเมืองที่เห็นหัวคนจนได้อย่างไร  ส่วนอัปรีย์จะไป จัญไรจะมาก็ช่างหัวมันเถอะ

 นี่เป็นสิ่งซึ่งสรุปร่วมกันว่า การเคลื่อนไหวจะไม่ผูกติดกับตัวผู้นำ พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ประสบการณ์จากการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาให้บทเรียนว่า การเมืองแบบล็อบบี้ไม่ควรเป็นยุทธศาสตร์หลักของขบวนการฯ

 ความจริงเรื่องไล่รัฐบาล ผมคิดว่าไม่เพียงเฉพาะสมัชชาคนจนเท่านั้นที่ต้องคิดมาก คนอื่นๆ ก็คิดมากเหมือนกันในการเข้าร่วม คือวันนี้เราก็ไม่รู้ว่าหลังทักษิณคืออะไร แล้วประชาชน คนยากจนจะได้ประโยชน์ยังไง ปัญหาของเขาจะได้รับการแก้ไขหรือไม่ นี่ยังไม่นับถึงเรื่องความเสี่ยงที่เกิดขึ้น และผลกระทบกับองค์กรเอง เช่น มีสมาชิกมาไล่รัฐบาล ข้างหลังในหมู่บ้านก็ถูกกลไกรัฐ ข้าราชการ ตามไล่เช็คบิล เรื่องนี้องค์กรพันธมิตรต่างๆ ที่กำลังไล่ทักษิณอยู่ในตอนนี้ก็เข้าใจได้ไม่ยากนัก

 อย่างไรก็ตาม ถึงแม้สมัชชาคนจนยังไม่ได้ออกมาเรียกร้องหรือไล่รัฐบาล แต่โดยกระบวนการแล้ว การมาชุมนุมของสมัชชาคนจน มันก็เป็นส่วนหนึ่งในการเปิดโปงปัญหาของระบบทักษิณ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องความยากจน โดยตัวมันเอง

 แล้วอะไรคือหัวใจ ในการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน

ความยากจนที่เกิดขึ้นเป็นเพราะ “การเมืองไม่เห็นหัวคนจน” ชาวบ้านไม่มีโอกาส ไม่มีอำนาจ ไม่มีพื้นที่หรือช่องทางที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม ตรวจสอบนโยบายสาธารณะ โครงการขนาดใหญ่ที่มากระทบกับวิถีชีวิต

ดังนั้น สำหรับคนจนแล้วการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จะต้องเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ จะต้องตอบปัญหาเฉพาะหน้า คือเรื่องปากท้องก่อน ซึ่งเกี่ยวพันอย่างแยกไม่ออกกับปัญหาความเป็นธรรมทางสังคม คนจนอาจจะสนใจเรื่องนี้มากกว่าการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพ ธรรมาภิบาลแบบกระแสเรียกร้องของคนชั้นกลาง

 คาดว่าจะชุมนุมยืดเยื้อยาวนานแค่ไหน

 โดยปกติของการชุมนุมของชาวบ้านในชนบทมักจะเกิดขึ้นหลังจากเสร็จจากฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว การมาครั้งนี้ก็มีการเตรียมการไว้แล้ว ก่อนที่จะกระแสเคลื่อนไหวไล่ทักษิณจะแรงขึ้น

 ส่วนว่าการชุมนุมจะยืดเยื้อมากน้อยแค่ไหนก็คงขึ้นอยู่กับสถานการณ์  ไม่ได้กำหนดตายตัว ถ้ารัฐบาลแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จอย่างเป็นรูปธรรมน่าพอใจ ชาวบ้านก็ไม่มีเหตุผลจะอยู่ เพราะไม่มีใครอยากมานอนข้างถนนนานๆ หรอก มันลำบาก เหนื่อย  แต่คิดว่าเรื่องนี้คงเกิดขึ้นได้ยาก หากรัฐบาลไม่แก้ปัญหา ใช้วิธีการกดดันผู้ชุมนุมโดยใช้ความรุนแรงอีก ชาวบ้านเขาก็อาจเข้าร่วมขบวนการไล่ทักษิณก็ได้ เพราะเอาเข้าจริงๆ ชาวบ้านเหล่านี้แหละ สมัชชาคนจนนี้แหละ เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ มีความขัดข้องใจกับรัฐบาลทักษิณเป็นกลุ่มแรกๆ เสียด้วยซ้ำ

 อย่างไรก็ตาม เรื่องการเคลื่อนไหวในระดับที่สูงไปมากกว่านี้ มันอาจจะมีบ้างขึ้นอยู่กับระดับความพร้อมขององค์กรและสมาชิก ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วถ้าเคลื่อนไหวในเรื่องที่ไกลจากปัญหาพื้นฐานชีวิตชาวบ้านแล้วค่อนข้างที่จะทำได้ยาก เนื่องจากลักษณะขององค์กรแตกต่างจากองค์กรเคลื่อนไหวทางการเมืองอื่นๆ คือ ต้องรับผิดชอบต่อสมาชิก และหากตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ต้องนำสมาชิกเข้ามาร่วมผลักดันเคลื่อนไหวด้วย ไม่ใช่แค่ประกาศหรือแถลงการณ์เพียงอย่างเดียว

คิดยังไงกับกระแสการปฏิรูปการเมืองรอบ 2

อย่างที่บอกว่าเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญ ที่เราก็ร่วมผลักดันด้วย ในแง่มุมของคนจน คิดว่าต้องใช้ช่วงเวลาและเวทีในการชุมนุมนั้นในการการระดมความคิดเห็นของสมาชิกและพันธมิตร ซึ่งเป็นองค์กรประชาชนต่างๆ ร่วมจัดทำข้อเสนอของคนจนต่อการปฏิรูปการเมือง โดยมีเนื้อหาที่สะท้อนปัญหารูปธรรมจากความเรียกร้องต้องการ ซึ่งจะไปปรากฏในกฎหมายลูกหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เรื่องพวกนี้ต้องได้รับการรองรับและนำไปสู่การปฎิบัติอย่างรูปธรรม  เช่น สิทธิชุมชน การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ภาษีสิ่งแวดล้อม สวัสดิการแรงงาน สิทธิของเกษตรกร สิทธิในเรื่องที่อยู่อาศัย การกระจายรายได้ การเก็บภาษีก้าวหน้า เป็นต้น

 อันนี้คงต้องผ่านกระบวนการระดมความคิดเห็น ทำเป็นหลักการ ร่างละเอียด และการตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ดี กลุ่มคนจนต่างๆ ไม่เพียงเฉพาะสมัชชาคนจนเท่านั้น ที่ต้องค้นคิดและผลักดันให้เป็นวาระหนึ่งของสังคมด้วย ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่สำคัญมากนัก

 ย้อนกลับมาที่ปัญหาคนจน สถานการณ์ปัญหาของแต่ละกลุ่มในช่วงที่เงียบหายไปดีขึ้นหรือแย่ลงยังไงบ้าง

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาภายใต้รัฐบาลไทยรักไทย พูดได้ว่าโดยภาพรวมแล้วความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ช่วงหลังจากที่นายกฯ ลงไปกินข้าวกับชาวบ้านที่หน้าทำเนียบรัฐบาลรัฐบาลทักษิณได้มีแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญาสมัชชาคนจนขึ้น มีนายปองพล อดิเรกสาร รองนายกฯ เป็นประธาน และมีการตั้งคณะกรรมการติดตามการแก้ปัญหาฯ ซึ่งพ่อใหญ่จิ๋วเป็นประธาน แต่ปรากฏว่า คณะกรรมการกลายเป็นเพียงกลยุทธ์ของรัฐบาลในการซื้อเวลา มีการประชุมครั้งเดียวเท่านั้น  และในที่สุดรัฐบาลได้ยุบทั้ง 2 ชุดในปี 2548 โดยอ้างเหตุผลว่า เพื่อใช้กลไก ศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน(ศตจ.) 

นอกจากนี้ ยังยกเลิกคณะกรรมการเขื่อนที่ยังไม่สร้าง 5 เขื่อน เพื่อเป็นองค์กรที่ผู้คนจากภาคส่วนต่างๆ ได้เข้าร่วมและทำหน้าที่ในการกำกับการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (EIA) โดยมีมติให้ชะลอการสร้างเขื่อนต่างๆ ไว้ก่อน เหตุผลในการยกเลิกคณะกรรมการเขื่อนของรัฐบาลคือ ทำให้ขั้นตอนล่าช้า และกลับไปว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งก็จะไปสร้างปัญหาความขัดแย้งดังกรณีโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ อีก

ในด้านเนื้อหา อาจจำแนกให้เห็นในรายละเอียด คือ 

 1.กรณีเครือข่ายปัญหาเขื่อน  มีเพียงกรณีเขื่อนห้วยละห้าเท่านั้นที่ได้รับความสนใจซึ่งมีแม่ใหญ่ไฮ ขันจันทา ผู้ได้รับผลกระทบจาการสร้างเขื่อนร่วมอยู่ด้วย และได้ดำเนินการทุบเขื่อนเอาชีวิตเข้าแลก    แต่ปัจจุบันแม่ใหญ่ไฮก็ไม่ได้รับค่าชดเชยค่าเสียโอกาสที่มีมาร่วม 27 ปี เป็นผลให้แม่ใหญ่ไฮ  ไม่มีทุนรอนในการจัดการที่ดินที่ได้คืนมา

ส่วนกรณีปัญหาเขื่อนอื่นๆ มีชะตากรรมไม่แตกต่างกัน เช่น กรณีเขื่อนสิรินธรมีมติคณะรัฐมนตรีให้ช่วยเหลือชาวบ้านโดยการให้จัดหาที่ดินให้ชาวบ้านครอบครัวละ 15 ไร่ ถึง 4 ครั้งในรัฐบาลเดียวก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ กรณีเขื่อนปากมูลมีข้อตกลงว่าจะใช้ผลการศึกษาของ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีในการตัดสิน  แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจตามใจรัฐบาล โดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอุบลฯ  เป็นต้น

 2. กรณีปัญหาเครือข่ายที่ดินสาธารณะ พื้นฐานปัญหามาจากการออกเอกสารสิทธิ์และการประกาศเขตที่ดินของรัฐโดยชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม การแก้ไขปัญหาระดับนโยบาย เช่นการจำกัดการถือครองที่ดิน การจัดเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าไม่มีการดำเนินการ ส่วนการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านรายกรณีแม้ว่าจะมีกลไกการทำงานต่อเนื่องมาตลอดแต่เป็นเพียงการชะลอไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าของคู่กรณีเท่านั้น

 3. กรณีปัญหาของเครือข่ายป่าไม้ เครือข่ายป่าไม้เป็นเครือข่ายกรณีปัญหาที่มีมากที่สุดในสมัชชาคนจนตลอด 5 ปีที่ผ่านมายังไม่สามารถตกลงหาหลักการแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ ที่สำคัญรัฐบาลยังมีนโยบายขยายเขตอุทยานแห่งชาติ นโยบายหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่โดย ทำนองให้นโยบายหนึ่งคือการยึดที่ดิน อีกนโยบายหนึ่งคือการอพยพโยกย้าย ส่วนพระราชบัญญัติป่าชุมชนที่เสนอโดยภาคประชาชนยังคงค้างไว้ในสภา โดยไม่ได้รับความจริงใจจริงจังจากรัฐบาลแต่อย่างใด

 4. กรณีปัญหาของสภาเครือข่ายผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม ปัญหาของสภาเครือข่ายผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมนั้น มีเพียงกรณีสารเคมีระเบิดที่คลองเตยเท่านั้นที่ได้รับการแก้ไขปัญหา ส่วนกรณีปัญหาข้อโต้แย้งกับกองทุนเงินทดแทนก็ไม่มีแนวโน้มว่าจะหาข้อยุติได้ เนื่องจากทางกองทุนไม่ยอมรับผลการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และพยายามจะให้ผู้ป่วยไปตรวจใหม่กับหมอของกองทุน ขณะที่ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ ที่เป็นข้อเรียกร้องร่วมกันของผู้ใช้แรงงานยังไม่มีความคืบหน้า แต่รัฐบาลกลับส่งเสริมการลงทุนของนายทุนโดยไม่มีมาตราการคุ้มครองชีวิตคนงานแต่อย่างใด

 5. กรณีปัญหาของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ปัญหาของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ซึ่งมีจุดมุ่งหมายหลักในการสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยมีความพยายามผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งได้มีการตั้งคณะกรรมการจัดทำเป็นนโยบายเสร็จแล้ว ตั้งแต่พฤศจิกายน ๒๕๔๕ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ไม่นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี 

 นอกจากนั้นรัฐบาลยังพยายามล้มมติคณะรัฐมนตรี เรื่องการห้ามปลูกทดลองพืชดัดแปลงพันธุกรรมในระดับไร่นา จนกว่าจะมีกฎหมายคุ้มครองความปลอดภัยทางชีวภาพ  ตลอดจนทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีแบบทวิภาค (เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับผู้ผลิตและผู้บริโภคในอนาคต

 6. กรณีปัญหาเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน ปัญหาเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน  เป็นอีกเครือข่ายหนึ่งที่ไม่มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา ทั้งในด้านการปราบปรามเครื่องมือประมงที่ทำลายล้าง การฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง นอกจากไม่มีความชัดเจนทั้งด้านนโยบายและการปฏิบัติแล้ว ยังมีการทำนโยบาย SEAFOOD BANK ซึ่งนอกจากกระทบต่อสิทธิการทำกินของชาวประมงพื้นบ้านแล้วยังอาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรชายฝั่งด้วย

 ส่วนด้านการพัฒนากฎหมายประมง ทางกรมประมงได้ทำการยกร่าง พ.ร.บ.ประมง ที่จำกัดสิทธิและทำลายวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านเช่น กฎหมายบัญญัติให้มีเขตประมงชุมชน แต่วิถีจริงของชาวประมงพื้นบ้านนั้นมีการทำประมงโดยไม่จำกัดอาณาเขต เป็นต้น

 7. เครือข่ายชุมชนแออัด เครือข่ายชุมชนแออัด  เป็นเครือข่ายหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะได้รับความสนใจจากรัฐบาล ภายใต้นโยบายบ้านมั่นคง แต่นโยบายดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขปัญหาชาวชุมชนให้ลุล่วงไปได้  เพราะชาวชุมชนต้องพบปัญหาการความมั่นคงในที่ดิน ซึ่งเจ้าของที่ดิน โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐ เช่น การรถไฟ การท่าเรือ ให้เช่าในระยะเวลาสั้นๆ  ในขณะที่นโยบายบ้านมั่นคง ชาวชุมชนต้องกู้เงินจาก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนในระยะยาว  นอกจากนั้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เป็น 5 ปีที่เต็มไปด้วยอภิมหาโปรเจค ที่ต้องการใช้ที่ดินทำให้การไล่รื้อชุมชนแออัดฟื้นคืนชีพมาอีกครั้ง

 แนวทางการแก้ปัญหาความยากจนที่รัฐบาลพยายามโปรโมทหนักในช่วงนี้ ช่วยแก้ปัญหาได้บ้างหรือไม่?

 ผมพูดเอาไว้หลายแห่งแล้ว  ปัญหาสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาลก็คือ ความกลวงและความไม่เพียงพอของนโยบาย

 ความกลวงด้านฐานคิดเกี่ยวกับความยากจน รัฐบาลและนายกฯ มองความยากจนเป็นเรื่องความบกพร่องส่วนบุคคล จนเพราะไม่รู้จักอดออม ไม่รู้จักใช้จ่าย ไม่รู้จักผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการ ฯลฯ 

 แต่กรณีความจนแบบสมัชชาคนจนเป็นเรื่องของ จนอำนาจ จนโอกาส จนเพราะการเมืองไม่เห็นหัวกู ไม่ให้พื้นที่ กลไกการมีส่วนร่วมแก่คนจนเพราะที่จะตรวจสอบนโยบายรัฐ  ให้อำนาจชุมชนในการดูแลปกป้องฐานทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ฯลฯ ของชุมชน

 ความกลวงด้านการชี้วัดความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความยากจน  เช่น การใช้เส้นความยากจน 1,243 บาท ต่อคนต่อเดือน หรือเกณฑ์จปฐ. 20,000 บาทต่อคนต่อปี  ซึ่งคงแก้ไขไม่ได้ยากตามเกณฑ์นี้  เพราะกลไกผู้ว่าฯ ซีอีโอ คงช่วยเสกเป่าตัวเลขให้คนจนหายไปในไม่ช้านี้

 การชี้วัดความสำเร็จของกองทุนหมู่บ้านโดยอาศัยตัวเลขการคืนเงินกู้ได้สูงถึงร้อยละ 97.5 ซึ่งมีการโฆษณากันในงาน “มหกรรมจากรากหญ้าสู่รากแก้ว” พอผู้คนรุมด่าว่า หนี้ที่คืนเป็นแบบผลัดผ้าขาวม้า เงินกู้ไม่ได้นำไปสู่การลงทุนหรือการผลิต การแถลงผลงานล่าสุดจึงเปลี่ยนมาโฆษณาจำนวนผู้ที่กู้กองทุนหมู่บ้านว่ามีสูงถึง 17 ล้าน แต่ไม่เคยลงไปตรวจสอบว่า ผู้คนเอาไปลงทุนมากน้อยแค่ไหน

 ตัวเลขการขายสินค้าโอท็อป 1.5 แสนล้าน แต่ก็ไม่เคยแจกแจงให้เห็นว่า สินค้าต่างๆ เหล่านี้เป็นของผู้ประกอบการ SME ที่ตั้งกันมาก่อนโอท็อป ชาวบ้านตาสีตาสาได้ประโยชน์แค่เป็นลูกจ้างที่ไม่มีการคุ้มครองสวัสดิการ ค่าจ้างขั้นต่ำ  ซึ่งรัฐบาลนี้ไม่เคยเหลียวแลแรงงานนอกระบบ ฯลฯ

 การแก้ไขปัญหาด้วยการเอาเงินไปใส่มือชาวบ้านแล้วหวังว่า ชาวบ้านจะเอาไปลงทุนทำการผลิต เมื่อได้ผลผลิตแล้วก็เอาไปขายโอท็อปจึงเป็นภาพลวงตาที่รัฐบาลสร้างขึ้น ผู้คนก็มักจะตามไม่ทันว่ามันกลวงอย่างไร เพราะเป็นเรื่องซับซ้อนซ่อนเงื่อน    

 การแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้สินราว 4 แสนล้านบาท ก็ดำเนินการแค่ซื้อหนี้เกษตรกรที่ถูกยึดทรัพย์และขายทอดตลาด ภายใต้กลไกกองทุนฟื้นฟูฯ มีข้อตกลงที่จะซื้อหนี้เพียง 126 ราย เครือข่ายหนี้สินชาวนาฯ ที่ออกมาชุมนุมชี้ให้เห็นว่า แม้แค่ที่ตกลงกันธนาคารก็ยังไล่ยึดทรัพย์ชาวนา เพราะไม่ได้มีการดำเนินการอย่างจริงจัง เป็นเพียงข้อตกลงเบื้องต้นเท่านั้น การแก้ไขปัญหาหนี้สินของรัฐบาลจึงเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเท่านั้น การมีเงินกองทุนเข้ามาสู่ชุมชนไม่ไดทำให้สถานการณ์หนี้สินดีขึ้น ดังตัวเลขเฉลี่ยหนี้เพิ่มขึ้นจาก 84,000 บาท เป็น ราว 104,000 บาท สภาพเกษตรกรที่ไปไม่รอดในระบบเศรษฐกิจการตลาดยังดำรงอยู่โดยที่นโยบายประชานิยมไม่ได้เข้ามาเตะแต่อย่างไร

 โดยสรุป การแก้ปัญหาความยากจนจึงเป็นเพียงการสร้างมายาภาพ สำหรับสมัชชาคนจนแล้วเป็นการละเลยปัญหาที่เกิดจากผลกระทบนโยบายรัฐ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากความบกพร่องล้มเหลวส่วนบุคคล  นโยบายประชานิยมคงช่วยบรรเทาปัญหาบางมิติของชีวิตได้บ้าง แต่ยังห่างไกลกับปัญหาของคนจนอำนาจ จนโอกาส  

ข่าวประกอบ

 “สมัชชาคนจน” เปิดหมู่บ้านคนจน ดาหน้าเปิดโปงรัฐบาลผลงานเหลว

มุมคิดจากนักเรียนน้อย : แม่น้ำมูลกับปลาแซลมอน

 

 

Sponsors

เอ็กคลูซีฟ ‘รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์’ :เปิดเสรี...กิจกรรมที่ไม่สามารถแข่งขันได้ก็ต้องหายนะ

รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์

ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งยืนเคียงข้างปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยม ทำไมเขายังมองว่า การเจรจาเอฟทีเอของไทยที่ผ่านมามีปัญหา ท่ามกลางการเรียกร้องให้เอาข้อตกลงเอฟทีเอไทย-สหรัฐ เข้าสภา เขายืนกรานว่า แค่นั้นไม่พอ....เพราะอะไร เขาเคยบอกให้ไทยเว้นวรรคการเปิดเสรีแบบเต็มสูบโดยให้เหตุผลว่า เราป่วยด้วยโรคเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ...เอฟทีเอทำให้เราป่วยหนักขึ้นหรือไม่ ทำไมคนไทยชอบสงสัยไว้ก่อนว่า นายกฯคนเก่งทำเอฟทีเอเพื่อประโยชน์ของวงศ์วานว่านเครือ โปรดติดตามหาคำตอบ ซึ่งเขาเปิดโอกาสให้ ‘ประชาไท’ ได้ถาม

ไทยมีความจำเป็นแค่ไหนในการทำเอฟทีเอ

 ขึ้นอยู่กับว่าเรากำหนดทิศทางของเราอย่างไร ขณะนี้รัฐบาลไทยถูกครอบงำโดยฉันทามติวอชิงตัน (Washington Consensus http://econ.tu.ac.th/class/archan/rangsun/Washington%20Consensus/Washington%20Consensus/Joseph%20E.Stiglitz%20and%20Washington%20Consensus%20.pdf)

 โดยแนวทางเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ ในข้อเท็จจริงก็คือ เราพึ่งสหรัฐเป็นตลาดในการส่งสินค้าออกมากที่สุด สินค้าออกของเรากว่า 20 เปอร์เซ็นต์ขายให้สหรัฐ เมื่อสหรัฐเริ่มทำข้อตกลงการค้าเสรี การไม่ทำข้อตกลงการค้าเสรีมันจึงมีต้นทุน

 สมมติว่าคู่แข่งของเราผลิตสินค้าได้คล้ายกับเรา และแข่งกับเราในการค้าหลายๆ ชนิด เมื่อเขาทำข้อตกลงการค้าเสรีกับอเมริกาแล้วเราไม่ทำ ก็มีความเสียเปรียบในการเจาะตลาดสหรัฐ

 ผมคิดว่าข้อตกลงในการทำการค้าเสรี มันมีทั้งด้านบวกและลบ อยู่ที่ว่าจะเลือกเจรจาการค้าเสรีในประเด็นอะไร

 บทเรียนที่ทำ FTA กับจีน หรือกับออสเตรเลียที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์พยายามมองเรื่องความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (http://ftadigest.com/backgroundGlossary.html) ในแง่ดี แต่กับจีนเอาเข้าจริง เราก็ไม่ได้อะไร

 ทุกอย่างต้องกลับมามองเรื่องธรรมาภิบาลของการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผมพูดมาตั้งแต่เราใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 ก็คือ ข้อตกลงเศรษฐกิจระหว่างประเทศไม่เคยต้องขอสัตยาบันจากรัฐสภา อันนี้เป็นเรื่องใหญ่มากและเห็นตัวอย่างมาแล้วมากมาย ว่าข้าราชการหรือรัฐบาลไทยไปทำข้อตกลงเศรษฐกิจระหว่างประเทศโดยที่ประชาชนคนไทยซึ่งเป็นคนได้รับผลกระทบไม่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น

 ผมเห็นว่าข้อตกลงเศรษฐกิจระหว่างประเทศต้องขอสัตยาบันจากรัฐสภา แต่ว่า แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ก็ยังเดินตามแนวทางเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับ 2521 คือการทำข้อตกลงเศรษฐกิจระหว่างประเทศไม่ต้องขอสัตยาบันจากรัฐสภา ทั้งๆ ที่เป็นธรรมาภิบาลของการทำข้อตกลงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

 เมื่อรัฐไม่ต้องขอสัตยาบันจากรัฐสภา รัฐบาลก็ไม่ต้องรับผิด (Accountability) ไม่มีใครมาตรวจสอบและถ่วงดุล นี่เป็นปัญหาใหญ่

 ผมต้องการเห็นการทำเศรษฐกิจระหว่างประเทศมีธรรมาภิบาล คือ 1.ประชาชนมีส่วนร่วม ผู้มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วมแสดงความเห็น

 2. ต้องมีความโปร่งใส จะเห็นว่าการเจรจาการค้าไทยสหรัฐ รัฐบาลไทยปิดบังข้อมูลตลอด ไม่ยอมเปิดเผยว่าการเจรจาในประเด็นต่างๆ มีแนวโน้มที่จะตกลงอย่างไร หรือว่ามีการตกลงกันไปแล้ว ในขณะที่ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ต้องรายงานต่อรัฐสภาอเมริกัน เวลาที่สมาชิกรัฐสภาถามว่า เจรจาแล้วตกลงอะไรกันไปบ้างแล้ว รายละเอียดอย่าไร เจรจาอย่างไร USTR เรื่องแบบนี้ต้องตอบ

 แต่ในด้านไทยเอง แม้แต่สมาชิกรัฐสภา หรือแม้แต่กรรมาธิการของรัฐสภา เวลาถามรัฐบาลหรือข้าราชการไทยอาจจะสงวนไม่ตอบก็ได้ ซึ่งไม่น่าจะถูกต้อง คือกระบวนการการเจรจาของเรา ไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วม ไม่มีความโปร่งใส และก็ไม่มีความรับผิด ถ้าเราไม่แก้เรื่องนี้ก่อน ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คืออย่างที่เห็น คือพวกต่อต้าน FTA ออกไปใช้กำลัง ออกไปเดินประท้วงบนท้องถนน เพราะรัฐบาลไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับรู้

ประเด็นใหญ่อีกประเด็นคือ เมื่อทำเอฟทีเอ มันจะมีคนที่ได้ประโยชน์ มันจะมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ได้ประโยชน์ แล้วก็มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เสียประโยชน์ มีภาคเศรษฐกิจที่เสียประโยชน์ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้ก็ต้องร่วงโรยไป ล่มสลายไป แต่รัฐบาลไม่เคยมีแผนในการช่วยเหลือกิจกรรมที่จะร่วงโรยจากการเปิดเสรีทางการค้า สิ่งเหล่านี้เราเห็นได้จากกรณีของการทำการค้าข้อตกลงไทย-จีน ในการเปิดเสรีผลไม้

ในการดำเนินนโยบายนั้น มีทางเลือกหนึ่ง คือโอนประโยชน์จากกิจกรรมจากอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเสรี ไปเกื้อกูลกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องร่วงโรยอันเป็นผลจากการเปิดเสรี แต่รัฐบาลไม่ได้ทำเรื่องพวกนี้ ไม่ได้พูดถึงเลย ไม่ได้มีการเตรียมการเลยว่า เมื่อลงนามไปแล้วจะมีแผนในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระเทือนจนกระทั่งจะต้องหมดอาชีพอย่างไรบ้าง

อาจารย์เรียกร้องเรื่องของธรรมาภิบาลในการเจรจาเอฟทีเอ เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา ท่านทูตนิตย์ พิบูลสงคราม ก็บอกว่า เราโปร่งใสเพียงพอ และรับฟังข้อมูลจากประชาชนไทยมาโดยตลอด

 แกไม่โปร่งใสนะครับ เมื่อเริ่มการเจรจา ผมก็จัดประชุมขึ้นที่คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ในหัวข้อที่ว่าในการเจรจานั้น ไทยควรจะมีจุดยืนอย่างไร ผมเชิญผู้เชี่ยวชาญในประเด็นต่างๆ มา และผมก็คิดว่าในบรรดาผู้ประท้วงการเจรจาเอฟทีเอในหลายต่อหลายเรื่อง ก็มีความเห็นสอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญที่ผมเชิญมาในหลาย ๆ เรื่อง แต่ในส่วนของคุณนิตย์นั้น ผมเห็นว่าแกมีความเข้าใจผิดค่อนข้างสูง ยกตัวอย่างเช่น ในการประชุมครั้งนั้น เมื่อมีคนตั้งคำถามว่า ข้อตกลงเอฟทีเอไทย-สหรัฐ รัฐบาลไทยไม่จำเป็นต้องขอสัตยาบันจากรัฐสภา แต่คุณนิตย์ยืนยันว่าต้องขอ ผมก็บอกในที่ประชุมว่า ตามรัฐธรรมนูญไม่ต้องขอ คือคุณนิตย์มีความไม่รู้เป็นจำนวนมาก แต่ก็เป็นหัวหน้าผู้เจรจา

 แล้วมันมีรายละเอียดหลายเรื่องที่คณะผู้แทนเจรจาไม่เปิดเผย โดยอ้างว่า เป็นข้อตกลงกับผู้แทนเจรจาของสหรัฐ ซึ่งอย่างนี้มันแย่มาก ก็ในเมื่อคุณไปเจรจา คุณกำลังตกลงกันในเรื่องที่กำลังเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของประชาชนภายในประเทศ ทำไมคุณไม่ให้ประชาชนมีส่วนในการรับรู้ตั้งแต่ต้น เพื่อจะดูว่าข้อตกลงอย่างนี้จะกระเทือนต่อประชาชนแต่ละกลุ่มแต่ละเหล่าอย่างไรบ้าง

อาจารย์พูดเรื่องการขอสัตยาบันจากรัฐสภาหรือการขอความเห็นชอบจากประชาชนว่ามันมากกว่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 224 วรรค 2 ซึ่งบัญญัติว่า หากว่ารัฐบาลจะต้องทำสนธิสัญญาที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงของกฎหมายภายในประเทศจะต้องผ่านเห็นชอบจากรัฐสภา...แค่นี้ไม่พอหรือ

ไม่พอครับ การทำข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือสัญญาระหว่างประเทศ โดยทั่วไปไม่ต้องขอสัตยาบันจากรัฐสภา เว้นแต่ข้อตกลงนั้นมีผลในการเปลี่ยนแปลงราชอาณาเขต หรือมีผลในการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ หรือมีผลทำให้ต้องตราพระราชบัญญัติเพื่ออนุวัตรตามข้อตกลง แต่ตอนนี้ที่รัฐบาลทำ รัฐบาลได้ออกกฎหมายล่วงหน้าไปแล้ว กฎหมายที่คาดว่าจะปรากฏอยู่ในข้อตกลงจำนวนมากได้ออกล่วงหน้าไปแล้ว เช่นเรื่องระงับข้อพิพาททางการค้าโดยใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ แทนการใช้กระบวนการทางศาลก็มีกฎหมายอยู่แล้ว และก็เป็นที่แน่ชัดว่า สหรัฐอเมริกาก็จะต้องหยิบเรื่องมาเป็นประเด็นหัวข้อการเจรจาเรื่อง Trade and Investment

 พูดอย่างนี้เข้ากระแสแก้รัฐธรรมนูญพอดี

 ผมยังไม่อยากพูดเรื่องนี้ เพราะถ้าพูดผมก็อยากจะพูดให้มันจบสิ้นกระบวนความ คือผมพูดตั้งแต่ตอนที่เขาแก้รัฐธรรมนูญฉบับ 2521 คือเรื่องนี้ต้องเป็นอีกเรื่องหนึ่งของการแก้รัฐธรรมนูญ คือบทบัญญัติเรื่องข้อตกลงระหว่างประเทศเป็นบทบัญญัติที่เกื้ออำนาจของฝ่ายบริหาร อันนี้เป็นมรดกมาจากระบอบอมาตยาธิปไตย คือในยุคที่อำมาตย์เป็นใหญ่นั้น กฎหมายก็จะออกในลักษณะที่ให้อำนาจกับอำมาตย์ เช่นกฎหมายจำนวนมากที่มีบทบัญญัติอยู่นิดเดียว แล้วให้อำนาจฝ่ายบริหารไปออกกฎหมายลูก ซึ่งบางครั้งกฎหมายลูกมีผลกระทบทางเศรษฐกิจมากกว่ากฎหมายแม่อีก

 แต่มันน่าแปลกว่า ตอนร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2540 ส.ส.ร.ก็มีนักกฎหมายมหาชนเข้าไปตั้งเยอะ แต่ไม่เห็นประเด็นนี้ อย่าว่าแต่ประเด็นนี้เลย แม้แต่กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ จำได้ไหมตอนที่จะแก้รัฐธรรมนูญต้องไปแก้มาตรา 211 คราวนี้ก็เหมือนกัน คราวนี้อาจารย์อมร (จันทรสมบูรณ์) บอกให้แก้มาตรา 313 ทำไมมันย่ำอยู่กับที่แบบนี้ล่ะ คือเราบอกว่า คนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่มีทางที่จะปฏิรูปการเมืองได้ เราจึงไม่ให้อำนาจกับสภาในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่ว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ทำไมยังเอาวิญญาณของรัฐธรรมนูญ 2534 มาใส่

 ประเด็นเรื่องการทำข้อตกลงเศรษฐกิจระหว่างประเทศอยู่ตรงไหนในกระแสแก้รัฐธรรมนูญขณะนี้

 อันนี้ควรเป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติม เพราะข้อตกลงเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นข้อตกลงที่ให้คุณให้โทษกับภาคเศรษฐกิจบางภาค ถ้าคุณต้องการให้กระบวนการทำข้อตกลงมีธรรมาภิบาล คุณต้องให้สภาเข้ามาตรวจสอบและถ่วงดุล กระบวนการต้องโปร่งใสโดยอัตโนมัติ สภาต้องเรียกร้องขอข้อมูล แต่เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดกติกาเรื่องนี้ ซึ่งประเด็นนี้ผมพูดมา 20 ปีแล้วนะ

 สำหรับกระแสแก้รัฐธรรมนูญ ผมกำลังคิด ผมต้องการดูภาพทั้งหมด ผมไม่ต้องการแก้เป็นจุด เช่นไม่ต้องการแก้จาก 90 วันเป็น 30 วัน มันหยุมหยิม

 ท่ามกลางบรรยากาศคัดค้านเอฟทีเอ ขบวนการภาคประชาชนวิพากษ์เชิงท้าทายกับลัทธิเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ เช่น สำหรับประเทศกำลังพัฒนาแล้ว เมื่อใดที่มีการเปิดตลาดเสรี หายนะจะตามมาเสมอ จริงไหม

(หัวเราะ) เปิดเสรี...กิจกรรมที่ไม่สามารถแข่งขันได้ก็ต้องหายนะ กิจกรรมที่แข่งขันได้ก็ได้ประโยชน์ เปิดเสรีมีประโยชน์อยู่ 1 อย่างคือ กระตุ้นให้ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต แต่ก่อนนี้เมื่อไม่มีการเปิดเสรี ก็ไม่มีสิ่งกระตุ้นหรือแรงจูงใจในการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต เปิดเสรีไม่มีประโยชน์สำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่มีความสามารถในการแข่งขัน ไม่มีประโยชน์สำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่มีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ

การเปิดเสรีต้องใช้รัฐเป็นเส้นทางผ่าน แต่ถ้ากระบวนการผ่านของรัฐมีปัญหาล่ะ เช่น รัฐไทยไม่ยอมเปิดเสรีโทรคมนาคม

 ทำไมรัฐไทยไม่เปิดโทรคมนาคม (หัวเราะ) ถามคุณทักษิณสิว่า ทำไมไม่เปิดโทรคมนาคม ทำไมโทรคมนาคมไม่เป็นประเด็นในการเจรจา ทำไมไปเปิดเสรีการค้าสินค้าเกษตร

 ถ้าอย่างนั้นการเปิดเสรีก็ไม่การันตีว่าประชาชนในรัฐจะได้ประโยชน์

ดังนั้น ประเด็นต้องกลับไปที่ธรรมภิบาลของการเจรจาการค้าระหว่างประเทศใช่ไหมครับ คือการตัดสินใจว่าจะเอา sector อะไรไปแลก sector อะไร มันควรจะเป็นการตัดสินใจที่อยู่ภายใต้กระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ เอาภาคปศุสัตว์ไปแลกกับออสเตรเลีย ภาคปศุสัตว์ก็ต้องแย่แน่ๆ เพราะว่าโคเนื้อโคนมไทยสู้ออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ไม่ได้แน่ๆ แต่คุณก็แลก แล้วใครได้ ภาคยานยนต์ ทำไมคุณตัดสินใจแลกอย่างนี้ กระบวนการแลกอันนี้มันควรจะเป็นประชาธิปไตย แต่ขณะนี้มันไม่เป็น

 แล้วคุณดูสิ่งที่รัฐบาลทักษิณทำ คุณก็รู้ว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า ภาคปศุสัตว์ไทยจะต้องเผชิญกับการแข่งขันกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แต่ว่ารัฐบาลทักษิณยังดำเนินการแจกโค ยังคงดำเนินการให้เกษตรกรยังคงเลี้ยงโคต่อ ทำไมไม่ดำเนินการปรับโครงสร้างเสีย แต่เดี๋ยวนี้ในเมื่อรู้ว่าในอีก 15 ปีข้างหน้าการเลี้ยงโคนมโคเนื้อมีปัญหา ทำไมไม่ดำเนินการให้เกษตรกรที่เลี้ยงโคค่อยๆ เปลี่ยนอาชีพ แต่นี่ยังคงให้เกษตรกรต้องจมปลักไปกับกิจกรรมนี้ซึ่งรู้อยู่แล้วว่า จะได้รับผลกระทบจากการค้าเสรีกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

 แต่เรื่องนี้เกษตรกรเขาก็ยืนยันว่านี่คือวิถีชีวิตของเขาที่เขาจะต้องเลี้ยงโคต่อไป เพราะเลี้ยงกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุนแม่แล้ว

 เขาก็เลี้ยงได้ แต่เขาไม่สามารถแข่งได้ในการเปิดเสรีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เขาก็เลี้ยงเพื่อกินเพื่อใช้ ไม่สามารถเลี้ยงเพื่อกินเพื่อขาย

 แต่สิ่งที่รัฐบาลทำก็คือการตบหลังด้วยการทำข้อตกลงการค้าเสรี แล้วก็ปลอบโยนด้วยการมีนโยบายการแจกโค แต่ว่าในระยะยาวมันยิ่งสร้างปัญหาใหญ่

 ดูเหมือนว่าสำหรับอาจารย์แล้วแก่นของปัญหาในการทำข้อตกลงการค้าเสรีก็คือ ธรรมาภิบาล ของการเจรจา

 ใช่ ในความเห็นผมมันอยู่ที่เรื่องธรรมาภิบาล จะทำอย่างไร แล้วที่คุณทักษิณสามารถละเลยเรื่อง Good Governance ได้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้สร้างระเบียบเรื่องนี้ขึ้นมา

 ถึงแม้ว่าจะมีกำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่จริงๆ ก็ไม่ได้มีหลักประกันใช่ไหมว่า รัฐบาลนี้จะไม่ละเลย

 รัฐธรรมนูญไม่ได้สร้างเงื่อนไข เรื่องที่รัฐบาลละเลยเป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญไม่ได้สร้างเงื่อนไข

ในตอนต้น อาจารย์พูดถึงการแผนการที่จะช่วยเหลือภาคเกษตรกรรมที่จะต้องร่วงโรยไปจากการเจรจาเอฟทีเอ เช่น ช่วยเหลือให้เปลี่ยนอาชีพ มีปัญหาว่า วิธีการเช่นนี้จะไปขัดกับสิ่งที่สังคมไทยระดับชุมชนซึ่งกำลังพัฒนาปรัชญา ‘ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา’ หรือ เรื่อง ‘สิทธิชุมชน’ หรือไม่

โอเค ก็ต้องกลับมาถามเรื่องของยุทธศาสตร์การพัฒนาว่า คุณจะเดินบนเส้นทางของชุมชนท้องถิ่นพัฒนาหรือคุณจะเดินบนเส้นทางของโลกานุวัตรพัฒนา ชนชั้นปกครองไทยก็นำสังคมเศรษฐกิจไทยบนเส้นทางโลกานุวัตรพัฒนา ประชาชนในชนบทในหลายภูมิภาคจำนวนไม่น้อยที่ดำเนินแนวทางพึ่งตนเอง อยู่พอดี กินพอดี ไม่ได้ต้องการที่จะผลิตเพื่อขาย ผลิตเพื่อกินเพื่อใช้ แต่แนวทางโลกานุวัตรพัฒนาเป็นแนวทางที่ทำให้ประชาชนต้องใช้ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการผลิต ผลิตเพื่อขาย แล้วก็ต้องเผชิญกับสภาวะความไม่แน่นอนของตลาดโลก

แปลว่าเราต้องยอมรับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางโลกานุวัตรพัฒนาเป็นแนวทางหลัก

ในเมื่อประชาชนเลือกรัฐบาลที่มีจุดยืนที่จะนำสังคมเศรษฐกิจไทยบนเส้นทางโลกานุวัตรพัฒนา …ในขณะนี้เป็นเรื่องยากมากนะครับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ผมเขียนบทความชื่อ Bangkok Consensus บอกว่านี่คือฉันทามติแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในขณะที่โลกานุวัตรพัฒนานั้นเดินอยู่บนเส้นทางของฉันทามติวอชิงตัน แต่ว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของไทย ฉันทามติแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ไม่มีทางเอาชนะฉันทามติแห่งกรุงวอชิงตันได้ คือถ้าประชาชนยังไม่ตระหนักถึงประเด็นนี้

 ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลทักษิณที่ลากเราไปหาวอชิงตัน กระทั่งรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ลากเราไปหาวชิงตันเพียงแต่ว่า ดีกรีมันต่างกันเท่านั้นเอง

 กลุ่มทุนไทยเป็นกลุ่มซึ่งกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา กลุ่มทุนไทยทำสัญญาพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มทุนสากล และในขณะเดียวกัน คุณก็เห็นขบวนการประชาชนในประเทศไทยก็เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับขบวนการประชาชนในต่างประเทศอย่างที่เห็นที่เชียงใหม่

 ผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องง่ายที่จะไปเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาหลักของประเทศจากเส้นทางของการเปิดประเทศมาเป็นเส้นทางที่ยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มันเป็นเรื่องที่ถ้าประชาชนเห็นว่า เส้นทางการเปิดประเทศนั้นไปไม่ได้ และดำเนินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ก็เป็นเรื่องที่อย่างที่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ พูดว่า “ทางใคร ใครเลือก” ผมเห็นว่าเป็นแค่นั้น เป็นมากไปกว่านั้นก็คงจะลำบาก

 อาจารย์เคยเสนอในบทความชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2543 ให้เว้นวรรคดับเบิลยูทีโอ (องค์การการค้าโลก) 10 ปี เพราะว่าเราป่วยด้วยโรคเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ การทำข้อตกลงเอฟทีเอ ไม่ใช่เชื้อโรคในกลุ่มเดียวกันหรือ

 อยู่ในสำนักความคิดนั้น ก็คือขนาดของการเปิดประเทศของเรามากเกินไป แล้วเราจัดการกับมันไม่ได้ ตัวอย่างของการจัดการไม่ได้ก็มีให้เห็นแล้วเมื่อวิกฤติการณ์ 2540

 ผมเขียนว่า ให้เว้นวรรคดับเบิลยูทีโอ ไม่ได้บอกให้ปิดประเทศ ผมบอกว่า ให้เปิดประเทศเท่าที่เคยเปิดเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เมื่อเราแพ้สงครามการเงิน ผมไม่ได้บอกว่า ให้ลาออกจากดับเบิลยูทีโอ แต่บอกว่าให้เปิดเสรีเท่าที่เคยเปิด แต่อย่าเปิดต่อ ถ้าจะเปิดต้องมั่นใจว่า เรามีความสามารถในการจัดการกับปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่มันมีสาเหตุมาจากนอกประเทศ

 อาจารย์เขียนไว้ด้วยว่า ผู้มีความกล้าหาญทางจริยธรรมต้องยอมรับว่า สังคมเศรษฐกิจไทยไม่สามารถฝืนมรสุมทางเศรษฐกิจได้ เพราะระบบเศรษฐกิจไทยมิได้มีพื้นฐานอันแข็งแกร่ง ถ้ายอมรับข้อความนี้ การทำเอฟทีเอหรือสนธิสัญญาการค้าอื่นๆ ก็เป็นข้อที่ต้องพึงระวังเอามากๆ

 ใช่ ๆ คุณกำลังเอาความรุ่งเรืองให้กับบางอุตสาหกรรม และคุณกำลังสร้างความฉิบหายให้กับบางอุตสาหกรรม คุณต้องเปิดโอกาสให้เขาส่งเสียงได้ หรือคุณต้องเตรียมการช่วย แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลแย่มากๆ รัฐบาลไม่ได้เตรียมการช่วยเลย นอกจากนี้เราก็ไม่รู้ชัดเจนด้วยว่า เขาเอาอุตสาหกรรมอะไรไปแลก

 เมื่อเราป่วยด้วยโรคเสรีนิยมทางเศรษฐกิจเพราะการเปิดเสรี การทำเอฟทีเอก็ทำให้เราป่วยซ้ำ อาจารย์มองว่าเราจะป่วยหนักขึ้นไหม

 ก็ขึ้นอยู่กับว่า เราพัฒนาความสามารถของเราในการจัดการระบบเศรษฐกิจ มากไปกว่าเมื่อปี 2540 หรือเปล่า ซึ่งผมคิดว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงไม่มาก มันมีการเปลี่ยนแปลงกับหน่วยงานซึ่งได้รับผลกระเทือนโดยตรงก็คือแบงก์ชาติ อย่างน้อยแบงก์ชาติตอนนี้มีความโปร่งใสมากกว่าก่อนปี 2540 แต่คนที่ทำให้แบงก์ชาติโปร่งใสไม่ใช่คนภายในแบงก์ชาติ เป็นคนนอกแบงก์ชาติ เรื่องนี้ต้องชมคุณชายจัตุมงคล โสณกุล ซึ่งเป็นคนจัดการให้ระบบข้อมูลของแบงก์ชาติมีความโปร่งใส

 แต่ในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการระบบเศรษฐกิจ มันมีความเปลี่ยนแปลงไม่มาก และรัฐบาลทักษิณไม่ได้สนใจ รัฐบาลทักษิณเมื่อเข้ามาปี 2544 เคยคิดแก้กฎหมายวิธีการงบประมาณและผมไปเป็นกรรมการด้วย จนเดี๋ยวนี้กฎหมายนี้ไม่ออก จะแก้ระบบการงบประมาณ ซึ่งมีหลักการสำคัญอันหนึ่งที่ผมพูดในที่ประชุมว่า รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีคิด งบประมาณแผ่นดินของรัฐบาล ควรจะให้เอกชนได้

 หมายความว่าอย่างไร

 ที่ผ่านมางบประมาณแผ่นดินมีแต่ให้กับหน่วยราชการ แต่ไม่เคยให้กับเอ็นจีโอ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เอ็นจีโอได้รับงบประมาณจากรัฐบาล คือถ้าเราคิดว่า องค์กรเอกชนมาช่วยรัฐบาลในการพัฒนา รัฐบาลควรจะจัดสรรงบประมาณให้องค์กรเอกชนได้

 คือแทนที่จะคิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐ ต้องเปลี่ยนความคิด รัฐทำเองไม่ไหวแล้ว ระบบเศรษฐกิจมันใหญ่ไปแล้ว และมันซับซ้อนมากไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเพราะเอ็นจีโอออกมาเย้วๆ มากไปหรือเปล่า (หัวเราะ)

 แนวโน้มที่ดีจากปี 2540 นอกจากแบงก์ชาติแล้ว มีอะไรอีกบ้าง

 ที่มันแย่ลงก็คือเทคโนแครต จิตวิญญาณเทคโนแครตมันเปลี่ยนไปมาก สมัยก่อนนี้ยังมีเทคโนแครตที่เมื่อเห็นว่านโยบายรัฐบาลทำไม่ดีก็ออกมาแสดงความเห็นคัดค้าน อย่างน้อยคัดค้านเป็นการภายใน ซึ่งเป็นวิธีที่อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ทำมาโดยตลอด ในยุคหลังอาจารย์ป๋วยก็ยังมีคนทำแบบนี้อยู่ แต่ขณะนี้ไม่มีเลย

 ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่รัฐบาลจะมีนโยบายขายรัฐวิสาหกิจ ไม่มีเทคโนแครตออกมาทักท้วง ไม่ทักท้วงเพราะอะไร เพราะได้แบ่งหุ้น เทคโนแครตในกระทรวงการคลังตั้งแท่นให้คุณทักษิณล้วงเงินจากสำนักงานสลากกินแบ่งไปใช้ รายได้ไม่ส่งรัฐ แล้วเอาส่วนนี้ไปใช้จ่าย มันทำให้ระบบการงบประมาณไม่มีเช็คแอนด์บาลานซ์ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนแครต เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เลว

แต่ก่อนเทคโนแครตแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรมด้วยการคัดค้าน หรือการลาออก เช่นในแบงค์ชาติซึ่งเป็นจารีต แต่เวลานี้ไม่มี...สิ่งที่คุณทักษิณทำสำเร็จก็คือ นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้กำหนด เทคโนแครตเป็นคนเอานโยบายไปทำ

 ประเทศไทยก็ไม่ต้องติดอยู่กับระบบราชการ ไม่ดีหรือ

 แต่เทคโนแครตควรจะเป็นด่านแรกในการตรวจสอบถ่วงดุลนโยบายของรัฐ ถ้าจะพูดให้สวยก็คือ เป็นด่านแรกในการกลั่นกรองนโยบายของรัฐ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว มันมีแต่ Yes Man เต็มไปหมด แล้วคุณดูสิเวลาถ่ายทอดการประชุม ครม. ก็พูดอยู่คนเดียว ไม่มีใครแสดงความเห็น พอแสดงความเห็นอีก็ปรับครม. (หัวเราะ)

 มีคำกล่าวหาว่า ปลายทางของเสรีนิยมคือการผูกขาด อาจารย์เห็นด้วยไหม

 อย่างนั้นมันไม่ใช่เสรีนิยมที่แท้น่ะสิ

 เสรีนิยมที่แท้เป็นอย่างไร

 เสรีนิยมที่แท้ต้องมีการแข่งขัน เสรีนิยมจอมปลอมก็อย่างเช่น นโยบายการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตของรัฐบาล รัฐบาลเพียงแต่เปลี่ยนความเป็นเจ้าของจากรัฐไปเป็นเอกชน แต่รัฐไม่ได้ส่งเสริมให้มีการแข่งขัน ยกตัวอย่าง คุณแปรรูปการปิโตรเลียม คุณเอาการปิโตรเลียมเป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) แล้วก็เอาหุ้นไปขาย แต่คุณไม่ได้ส่งเสริมให้มีการแข่งขัน อย่างนี้จะเรียกว่าเสรีนิยมไม่ได้ คุณเปลี่ยนให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นบริษัทมหาชนจำกัด แล้วเอาหุ้นออกขาย แต่ว่าคุณไม่ได้สร้างกติกาให้มีการแข่งขันกันในการผลิตไฟฟ้า ถ้าคุณสร้างกติกาให้มีการแข่งขันกันในการผลิตไฟฟ้า ผู้บริโภคก็จะได้ประโยชน์

 แต่สภาวะเสรีนิยมจอมปลอมก็ไม่ได้มีเฉพาะของไทย แต่เป็นปัญหาของประเทศกำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศที่เปิดเสรีให้กับประเทศใหญ่ๆ เช่นอเมริกา

 ปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยมภายใต้ระเบียบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มันไม่สามารถที่จะเดินไปสู่ปลายทางของปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยมได้

 เราเป็นประชาธิปไตยทำไมการเมืองของเราถึงปกป้องประชาชนไม่ได้ เช่น การเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐที่กำลังดำเนินอยู่ก็มีข้อวิตกกังวลกันว่า จะกระทบกับการเข้าถึงยาของประชาชนไทย

เรื่องยาเราต้องเสียเปรียบแน่นอน

ถ้าอย่างนั้นหมายความว่าเศรษฐกิจเสรีนิยมและประชาธิปไตยอย่างที่ไทยเป็นนั้นปกป้องประชาชนของเราไม่ได้

 มันคนละเรื่องกันนะ เรื่องการเจรจาการค้าเป็นคนละเรื่องกัน เรื่องอำนาจต่อรองการค้าระหว่างประเทศประเด็นเรื่องยา แม้กระทั่งออสเตรเลียซึ่งมีปัญญา มีสมองในการเตรียมการเจรจา ก็ยังเพลี่ยงพล้ำ

อย่างเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ที่เราจะต้านได้ไหม

 โอ๊ย ก็คุณทักษิณเขาจะให้อยู่แล้วน่ะ แล้วถ้าคุณทักษิณเขาจะให้ภายใต้กระบวนการเจรจาที่เป็นอยู่ มันก็ลำบาก เพราะไม่มีใครไปคานเขาในสภา และที่สำคัญเรื่องมันไม่เข้าสภาด้วย

ท่านทูตนิตย์เข้าใจมาตลอดว่า ต้องเข้าสภา ล่าสุดก็ยังยืนยันว่าต้องเข้าสภา

 แกพูดเมื่อไหร่

เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา

ผมจัดเวทีมาเกือบ 2 ปีแล้ว แกก็พูดแบบนี้ แต่คุณทักษิณเป็นคนพูดเอง ว่าไม่จำเป็นต้องเอาเข้าสภา แกเพิ่งพูดเมื่อวันสองวันนี้ไม่ใช่เหรอ

 ผมคิดว่าการบริหารการเจรจาของไทยมีปัญหา คือหน่วยงานราชการที่ทำหน้าที่เจรจาการค้าระหว่างประเทศอยู่แล้วคือกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ แต่ว่าคุณทักษิณกลับไปเลือกกระทรวงการต่างประเทศในการเจรจากับประเทศที่สำคัญ คือญี่ปุ่นกับอเมริกา นี่คือการตบหน้ากระทรวงพาณิชย์ และล่าสุดมีการส่งคุณอุตตมะ สาวนายน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเข้าไปช่วยดูแลการเจรจาด้วย กระทั่งไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วใครเป็นผู้รับผิดชอบการเจรจากันแน่

 คุณทักษิณทำข้อตกลงการค้าเสรีมากเกินไป และนักเจรจาการค้าระหว่างประเทศของเรานั้นมีจำนวนจำกัด นี่เป็นความผิดของราชการไทย เมื่อเราเป็นสมาชิกของ GATTs ในปี 2525 ราชการไทยไม่เคยคิดสร้างนักเจรจาการค้า นักเจรจาการค้า 1.ต้องมีความรู้เศรษฐศาสตร์ เพราะมันข้องเกี่ยวกับเป็นประเด็นเทคนิคทางเศรษฐศาสตร์เยอะมาก 2.ต้องมีความรู้กฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ คนที่รู้และชำนาญด้านกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ผมคิดว่าในเมืองไทยมีไม่ถึง 5 คน และ 3.คุณต้องเคยมีประสบการณ์ในการเจรรจา

นักเจรจาการค้าในเมืองไทยมีน้อยมาก เมื่อมีน้อยก็ควรจำกัดการเจรจา แต่ว่าไทยจัดการทีเดียวมีข้อตกลงนับสิบข้อตกลง นักเจรจา 1 คน อาจจะต้องเจรจากับต่างประเทศมากกว่า 1 ประเทศ 

และในคราวนี้ ผมเข้าใจว่าคุณทักษิณบอกว่าจะต้องพยายามสรุปข้อตกลงกับสหรัฐให้ได้ภายในเดือนมิถุนายน ซึ่งการเร่งเจรจาให้จบเร็วๆ มันเป็นการทำลายอำนาจต่อรองของผู้แทนการเจรจา เพราะว่าคู่เจรจารู้อยู่แล้วว่าคุณอยากจะลงนาม

 การเร่งการเจรจาก็แสดงว่ารัฐบาลมีสินค้าที่เป็นเป้าหมายอยู่ในใจแล้ว

ปัญหาคือ เราไม่มี Hard Fact ว่ารัฐบาลจะเอาอะไร ทำไมนายกทักษิณจึงเลือกเปรู ความสำคัญทางเศรษฐกิจไม่มีเลย ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศไม่มีเลย แต่ก็เลือกทำเอฟทีเอกับเปรู เนื่องจากประชาสังคมไทยมีความไม่ไว้วางใจคุณทักษิณสูงมาก คนก็เดาว่า คุณทักษิณต้องไปหาประโยชน์จากเรื่องดาวเทียม คนตั้งข้อสงสัย เพราะว่าคุณทักษิณปล่อยให้บริวาร ปล่อยให้ญาติมิตรมาหาประโยชน์ทับซ้อนอย่างน่าเกลียดมาก คือไม่มีตระกูลนายกรัฐมนตรีคนไหนในประวัติศาสตร์ไทยที่ปล่อยให้เครือญาติมาหาประโยชน์แบบนี้

 ยังมีประเทศบาร์เรนที่ไปทำเอฟทีเอไว้แล้ว โดยที่เราเองก็ไม่มีอะไรจะแลกกับเขา เขาก็ไม่มีสินค้าจะแลกกับเรา

ทั้งหมดนี้ก็กลับมาที่ปัญหาธรรมาภิบาลในการเจรจา อย่างเวลาที่ USTR หรือผู้แทนสหรัฐจะไปเจรจากับต่างประเทศต้องแจ้งให้รัฐสภาทราบ รัฐสภาอาจจะตั้งข้อสงสัยว่าทำไมเลือกประเทศ A มันสำคัญอย่างไร ต้องอธิบายกับรัฐสภา แต่ว่าการเลือกประเทศในการทำข้อตกลงของไทย คุณทักษิณเป็นคนชี้ คือมันเป็นกระบวนการตัดสินใจภายใต้ระบบเหมาเจ๋อตง คือเป็นระบบวีรชนเอกชน

 

 

เอฟทีเอ กับ 30 บาท

 

FTA จุดเปลี่ยนจิตวิญญาณสาธารณสุขไทย  

นอกจากความสับสนวุ่นวายระหว่างหมอในกระทรวงสาธารณสุขที่เกิดขึ้นในเวลานี้แล้ว ยังมีสิ่งที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานานปีในระบบสาธารณสุขไทย นั่นคือปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งสถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้นเมื่อประเทศไทยเริ่มเปิดบริการทางด้านการแพทย์ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ ที่ส่งผลโดยตรงกับระบบสาธารณสุขไทยโดยเฉพาะการบั่นทอนโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรคให้อ่อนแอลงไปอีกด้วย

 หมอชนบทดิ้นรนเข้าเมือง : ปัญหาเรื้อรังของสังคมไทย

 

อย่าเพิ่งเบื่อหากจะเริ่มต้นรายงานชิ้นนี้ว่า ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ อาทิ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักกายภาพบำบัด ฯลฯ เป็นปัญหาสะสมมานานในวงการสาธารณสุข โดยจำนวนบุคลากรเหล่านี้มีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับประชากรในพื้นที่ อย่างสถิติประจำปี 2548 โรงพยาบาลทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีตัวเลขที่น่าตกใจคือ อัตราส่วนแพทย์ 1 คน ต่อประชากร 16,648  ทันตแพทย์ 1 : 24,972  เภสัชกร 1 : 12,486 พยาบาลวิชาชีพ 1 : 1,218 พยาบาลเทคนิค 1 : 3,567 เจ้าหน้าที่สาธารณสุข 1 : 1,248 และจำนวนเตียงต่อประชากรเท่ากับ 1 : 832  ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากโรงพยาบาลชุมชนส่วนใหญ่ทั่วประเทศ

 ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยมีแพทย์ประมาณ 27,000 คน หรือเฉลี่ยทั้งประเทศจะมีแพทย์ 1 คนต่อประชากรประมาณ 2,400 คน นั่นหมายความว่า การกระจายบุคลากรทางการแพทย์ของไทยนั้นเป็นไปอย่างพิกลพิการอยู่มาก ทั้งๆ ที่ ว่าไปแล้ว ตัวเลขดังกล่าวยังถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ ฮ่องกง ยุโรป อเมริกา

 

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แพทย์กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ก็เป็นดังวิชาชีพอื่นๆ นั่นคือความแตกต่างด้านโอกาสในการแสวงหารายได้เพิ่มเติมจากอาชีพหลัก การพัฒนาความรู้ความสามารถของตน เนื่องจากในชนบทเครื่องไม้เครื่องมือยังไม่เอื้ออำนวย การเดินทางไม่สะดวก ช่องทางแสวงหาความรู้ก็ค่อนข้างน้อยเหลือเกิน

 แม้ว่าหลายปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยของรัฐมักจะเปิดโครงการรับตรงนักเรียนเรียนดีจากชนบท เพื่อผลิตแพทย์ชนบทกลับไปทำงานที่บ้านเกิด แต่เมื่อหมดสัญญาการใช้ทุนแล้ว แพทย์เหล่านี้กลับลาออกและเบนเข็มไปยังที่ที่ตนเองต้องการมากกว่า โดยมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลของรัฐที่อยู่ในเมืองมากขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวเท่ากับเป็นการเพิ่มภาระให้แพทย์ที่เหลืออยู่ตามชนบทอย่างไม่ต้องสงสัย

 นอกจากความขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์จะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลของรัฐตามชนบทมานานปีแล้ว ปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรังนี้ยังถูกเชื่อมด้วยถนนที่ทอดยาวไปยังโรงพยาบาลเอกชน โดยมีแพทย์จำนวนมากได้ตัดสินใจเลือกที่จะก้าวเดินไป เนื่องจากปลายทางนั้นมีสิ่งที่เย้ายวนใจมากกว่าเป็นไหนๆ

 หมอภาครัฐไป ร.พ.เอกชน : การไหลวนของสมองและเงินตรา

 วยเงินเดือนและค่าตอบแทนระหว่างโรงพยาบาลเอกชนกับโรงพยาบาลรัฐที่มีความแตกต่างกันสูงมาก เป็นปัจจัยสำคัญที่เย้ายวนให้แพทย์จากภาครัฐหลั่งไหลเข้าสู่ภาคเอกชนอย่างยากจะหยุดยั้ง ปัญหาที่ตามมาก็คือนอกจากโรงพยาบาลตามชนบทจะขาดแคลนแพทย์แล้ว โรงพยาบาลศูนย์ในเมืองใหญ่ของรัฐเองก็ประสบปัญหานี้เช่นเดียวกัน

 นพ.พินิจ กุลละวณิชย์ เลขาธิการแพทยสภา ให้สัมภาษณ์เว็บไซต์แพทยสภา เมื่อปี 2547 ว่า ปัญหาการขาดแคลนแพทย์นั้นเกิดขึ้นเนื่องจากเงินเดือนไม่เหมาะสมกับความเป็นจริงของชีวิต อาจารย์แพทย์หรือแพทย์ใหญ่ในโรงพยาบาลของรัฐที่มีวุฒิปริญญาเอก จะได้รับเงินเดือนเพียงประมาณ10,000 กว่าบาท จนถึงสูงสุดประมาณ 60,000 บาท ซึ่งบางคนอาจใช้เวลาเป็น 30 ปี หรือเกือบเกษียณอายุราชการแล้ว แต่สำหรับแพทย์ที่สอบได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางสาขาหนึ่งสาขาใด ถ้าสมัครไปอยู่โรงพยาบาลเอกชน ส่วนใหญ่จะได้เงินเดือนอย่างน้อย 100,000 บาทขึ้นไปทันที

 

ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทน โดยเลขาธิการ ก.พ. เป็นประธาน ประชุมคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2548 มีมติให้ปรับลดอัตราค่าตอบแทนบุคลากรทางแพทย์ลงไปอีก เนื่องจากงบประมาณในปี 2548 ที่ได้รับจัดสรรนั้นไม่เพียงพอ การปรับลดอัตราค่าตอบแทนดังกล่าวจึงดูเหมือนจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาสมองไหลในวงการแพทย์ให้หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกลุ่มบริหารงานบุคคลสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ชี้ว่าในรอบ 4 ปีที่ผ่านมามีสถิติแพทย์ลาออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขการจัดสรรแพทย์ของภาครัฐตั้งแต่ปี 2544-2547 มีจำนวน 3,823 ราย ขณะที่มีแพทย์ลาออกไปแล้วถึง 2,012 ราย คิดเป็น 52.63% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสามารถยืนยันปัญหาสมองไหลของแพทย์ภาครัฐได้เป็นอย่างดี

 ซ้ำร้ายไปกว่านั้น การที่ประเทศไทยเปิดเอฟทีเอโดยยินดีให้ชาวต่างชาติเข้ามารักษาด้วยนั้น จะทำให้โรงพยาบาลเอกชนได้รับประโยชน์เพิ่มมากขึ้น และน่าจะส่งผลให้แพทย์ที่ทำงานภาครัฐถูกดูดไปทำงานเอกชนเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

 เอฟทีเอ ไทย-ญี่ปุ่น ราดน้ำมันบนกองเพลิงวิกฤตการณ์หมอภาครัฐ

 หลังจากที่ประเทศไทยตกลงเขตการค้าเสรีกับญี่ปุ่นเกี่ยวกับด้านบริการทางการแพทย์ โดยข้อตกลงดังกล่าวรัฐบาลญี่ปุ่นเองก็เอื้อประโยชน์ให้คนของเขาสามารถเบิกจ่ายจากกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลได้ถึง 70%นับเป็นตัวอย่างแรกที่ก่อให้วิกฤตการณ์ขาดแพทย์ภาครัฐรุนแรงขึ้น

 “การทำเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น ส่งผลกระทบแน่นอน โดยเฉพาะจะดูดหมอจากโรงพยาบาลรัฐไปโรงพยาบาลเอกชน ทำให้คนทั่วไปขาดหมอ ส่วนคนรวยก็จะเสียค่าใช้จ่ายแพงขึ้น เท่ากับว่าประชาชนได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า” นางสาวสารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวถึงวิกฤตการณ์ที่น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้น

 ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องการให้บริการกับชาวต่างชาติ พบว่าหากมีนักท่องเที่ยวต่างชาติร้อยละ 5 มาใช้บริการทันตกรรม จะมีจำนวนมากถึง 72,671 คน ขณะที่จังหวัดภูเก็ตสามารถรองรับคนไข้ทำฟันได้เพียง 60,840 คน ทั้งยังพบอีกว่าหากมีคนไข้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดการไหลของแพทย์ออกจากภาครัฐ และจะทำให้การลงทุนผลิตแพทย์ของรัฐนั้นสูญเปล่าถึง 420-1,260 ล้านบาท ต่อการรับผู้ป่วยต่างชาติเพียง 1 แสนคนต่อปี

 จากการศึกษาของกระทรวงพาณิชย์พบว่า ในปี 2544 มีผู้ป่วยชาวต่างชาติมาใช้บริการรักษาพยาบาลในประเทศไทยมากถึง 470,000 ราย ในโรงพยาบาลเอกชน 7 แห่ง ส่วนในปี 2545 มีผู้ป่วยชาวต่างชาติถึง 630,000 ราย โดยเข้ามารักษาในโรงพยาบาลเอกชน 33 แห่ง รวมมีมูลค่าถึง 339,658 ล้านบาท

 จากสถิติดังกล่าว ทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าหลังไทยตกลงเอฟทีเอกับประเทศต่างๆ แล้ว ธุรกิจการบริการด้านการแพทย์ในอนาคตจะสดใสแน่นอน ดังนั้น ธุรกิจด้านนี้จึงต้องการสร้างให้สถานพยาบาลของตนมีชื่อเสียง พรั่งพร้อมด้วยการบริการทั้งด้านการแพทย์และด้านอื่นอย่างครบวงจร รวมถึงกลยุทธ์การดึงแพทย์มือดีเข้าร่วมงาน ด้วยการให้ค่าตอบแทนที่สูงขึ้น โดยเชื่อได้ว่าสุดท้ายแล้วแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนจะเพิ่มขึ้นขณะที่แพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐจะลดน้อยลง และในที่สุดผลกระทบโดยตรงจะตกอยู่กับประชาชนคนไทยที่ใช้บริการหลักประกันสุขภาพนั่นเอง

 หรือจะปล่อยให้ โครงการ 30 บาทฯปิดฉากตัวเองลงอย่างเงียบๆ?

 ตามโรงพยาบาลของรัฐ ลำพังโครงการ 30 บาทฯ ก็ยังมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการรักษาพยาบาล ซึ่งยังไม่เพียงพอที่จะตอบสนองต่อจำนวนประชาชน รวมถึงการพัฒนาด้านอื่นๆของโรงพยาบาลด้วย ทั้งนี้งบประกันสุขภาพปี 2548 ของกระทรวงสาธารณสุขนั้น มีอยู่ประมาณ 6.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะตกเพียง 1,396.30 บาทต่อหัวเท่านั้น

 พ.ญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา กรรมการบริการแพทยสภา อธิบายว่า นอกจากปัญหาแพทย์ที่ขาดแคลนอยู่แล้ว พอเปิดเอฟทีเอก็จะทำให้ประชาชนหันมาใช้บริการโรงพยาบาลรัฐในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าใช่จ่ายในโรงพยาบาลเอกชนแพงขึ้นนั่นเอง ดังนั้นจะส่งผลให้แพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลรัฐทำงานหนักขึ้นและหนักขึ้นไปอีก และยังกระทบถึงการลาออกของแพทย์ภาครัฐด้วย 

 สอดคล้องกับข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม 2548 บ่งชี้ว่าโครงการ 30 บาทฯ ทำให้เกิดปัญหากำลังคนด้านสาธารณสุขอย่างรุนแรง ส่งผลให้อัตรากำลังของแพทย์ในระบบบริการสาธารณสุขต่ำกว่าความต้องการที่แท้จริงถึง 70% และทันตแพทย์มีอัตรากำลังต่ำกว่า 40% ของความต้องการ ทั้งนี้ยังเกิดภาวะขาดแคลนเภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ ที่สำเร็จการศึกษาในปี 2548 เนื่องจากไม่ยินยอมไปปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขถึง 30%

 ดังนั้นการเปิดเอฟทีเอที่มีการสนับสนุนให้ชาวต่างชาติเข้ามารักษาตัวในประเทศไทย จึงเท่ากับไปซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่แล้วให้กับโครงการหลักประกันสุขภาพของไทย ที่ประสบภาวะขาดแคลนแพทย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยจะยิ่งกระตุ้นให้แพทย์หนีเข้าสู่ภาคเอกชนเพิ่มขึ้นอีก และสิ่งที่ยิ่งน่าเป็นห่วงก็คือ แล้วใครจะดูแลผู้ป่วยโครงการ 30 บาทฯ รวมไปถึงเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ว่าอนาคตใครจะเป็นครูแพทย์ต่อไป

 สำหรับทางออกที่ภาครัฐได้ตระเตรียมวางแผนเพื่อแก้ปัญหาบุคลากรทางการแพทย์ขาดแคลนนั้น ที่ทำมาตลอดคือโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม โดยให้นักเรียนแพทย์ที่จบไปต้องใช้ทุนรัฐบาลเป็นเวลา 3-4 ปี แต่จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการกระจายแพทย์ให้ทั่วถึงได้แต่อย่างใด

 

ผลิตแพทย์เพิ่ม: ตำข้าวสารกรอกหม้อ

 

ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดทำโครงการ 1 อำเภอ 1 แพทย์ขึ้น โดยกำหนดเงื่อนไขในการทำสัญญาปฏิบัติงานชดใช้ทุนเพิ่มขึ้นเป็นระยะเวลาถึง 12 ปี หรือชดใช้เงิน 2,000,000 บาทต่อราย และคาดว่าจะสามารถผลิตแพทย์เพิ่มได้ 300 คนต่อปีเพื่อเสริมกับโครงการที่มีอยู่เดิม ซึ่ง ศ.ดร. ภาวิช ทองโรจน์ เลขาธิการ สกอ. คาดว่าโครงการดังกล่าวจะเริ่มในปีการศึกษา 2549

 นอกจากนี้ยังมีนโยบายให้คณะแพทย์ศาสตร์ทุกแห่งผลิตแพทย์เพิ่ม 1,000 คนต่อปี โดยแบ่งเป็น คณะแพทย์ศาสตร์ที่มีอยู่เดิมผลิตแพทย์เพิ่ม 500 คน และคณะแพทย์ศาสตร์ที่ตั้งขึ้นใหม่ผลิตแพทย์ 500 คน จำนวน 6 รุ่น รวม 6,000 คน โดยกระทรวงสาธารณสุขจะบรรจุโครงการนี้ในเมกะโปรเจกต์ ซึ่งจะใช้งบประมาณทั้งโครงการ 30,000 ล้านบาท

 สำหรับนโยบายผลิตแพทย์เพิ่มนั้น พ.ญ.เชิดชู กล่าวว่า “การเป็นแพทย์ไม่ใช่ง่ายอย่างคอมพิวเตอร์ แต่ต้องอาศัยด้านศิลปศาสตร์ด้วย ความจริงแล้วกระทรวงสาธารณสุขไม่เคยให้ทุนพวกเรา เพราะรัฐบาลบังคับให้ทำงานให้ทั้งระหว่างเรียนและหลังเรียนจบอยู่แล้ว พ่อแม่ต่างหากที่เป็นผู้ส่งเสียให้เรียนที่แท้จริง แต่ที่ผ่านมารัฐบาลบิดเบือนว่าต้องใช้งบประมาณในการเรียนคณะแพทยฯ มากกว่าคณะอื่นๆ”

 

ขณะที่ นพ.ศุภสิทธิ์ พรรณนารุโณทัย อาจารย์แพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก แสดงความเห็นว่า “สำหรับนักเรียนที่เรียนจบแพทย์แล้ว ยังต้องพยายามให้เป็นอาจารย์สอนรุ่นต่อไป ซึ่งไม่เหมือนการซื้อของแล้วได้ของ แต่ต้องใช้เวลามาก อาจารย์สอนแพทย์ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เรียนแพทย์ 6 ปีแล้ว ยังต้องเรียนวิธีทำหลักสูตรต่ออีก 3 ปี ทั้งเรียนไปก็ต้องรักษาผู้ป่วยไปด้วย”

 

ทั้งหมดนี้คงเห็นได้ว่า ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางแพทย์นั้นจะแก้ไขไม่ทันต่อความต้องการของประชาชน ทว่ารัฐเองกลับเลือกที่ถมทับซ้ำเติมปัญหา โดยแลกกับตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะได้รับจากขบวนรถไฟเอฟทีเอ ซึ่งเปลี่ยนเป้าหมายของการบริการสาธารณสุขในฐานะหลักประกันสร้างคุณภาพชีวิตอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ให้กลายเป็นเป้าหมายทางธุรกิจที่คำนึงถึงแต่ผลกำไร ซึ่งนั่นหมายความว่า คนที่ไม่มีกำลังทรัพย์ในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขซึ่งก็คือคนส่วนใหญ่จะต้องเป็นผู้รับเคราะห์นั่นเอง

 

 

 

medical tourist

 

‘Medical tourist’ ถนนทุกสายมุ่งสู่เอเชีย  

เราอาจเคยได้ยินเวลาที่คนมีเงินทั้งหลายเจ็บป่วยพูดว่า เราต้องไปหาหมอดีๆ ที่เมืองนอก และ มีไม่น้อยที่หมายถึงจะไปหาหมอที่อเมริกา แต่รู้หรือไม่ว่าตอนนี้ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่เบนเข็มมารักษาโรคที่เอเชียกันมากขึ้น เพราะว่าที่นี่เป็นแหล่งหมอดีราคาถูก

 แบรดลีย์ เธเยอร์ อดีตชาวสวนแอปเปิล จากโอกาโนกัน วอชิงตัน ดี.ซี. ยอมเดินทางไกลถึง 7,500 ไมล์ (12,000 กิโลเมตร) มาที่บอมเบย์  อินเดีย เพื่อมารักษาอาการเอ็นเข่าฉีก โดยบอกว่า แม้ว่าจะรวมค่าเครื่องบินแล้วเขายังเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดเพียงหนึ่งในสามของค่ารักษาในอเมริกาเท่านั้น

 

ปัจจุบันนี้เธเยอร์ มีอายุ 60 ปี ไม่มีประกันสุขภาพ เขาล้มและได้บาดเจ็บในขณะที่กำลังไปพักร้อนที่บริทิช โคลัมเบีย  หมอที่สหรัฐฯบอกเขาว่า เขาจะต้องรอ 6 เดือนสำหรับการผ่าตัดและต้องเสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 35,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.43 ล้านบาท)  ดังนั้นเขาได้ไปเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ป่วยอเมริกัน-ยุโรป ที่รวมกลุ่มกันเดินทางมุ่งหน้ามายัง อินเดีย ไทย และสิงคโปร์ เพื่อการรักษาชั้นหนึ่งด้านศัลยกรรมกระดูก ศัลยกรรมพลาสติค การรักษาภาวะการมีบุตรยาก และโรคหัวใจ ที่มีราคาถูกกว่าตะวันตกมาก

 ชาวยุโรปและอเมริกันเริ่มความนิยมดังกล่าวนี้เนื่องจากรู้ว่า มีบรรดาแพทย์ชาวเอเชียจำนวนมากที่ไปเรียนและทำงานจนมีทักษะมาจากอเมริกาและอังกฤษ และหลายคนก็มีชื่อเสียงแล้วในโรงพยาบาลต่างๆ ที่นั่นแล้ว นำความรู้และทักษะเหล่านี้กลับมาประเทศของตนเองเพื่อทำการรักษาอยู่ที่นั่น

 

“บินมาไกลถึงครึ่งโลกก็ยังถูกกว่า” เธเยอร์กล่าวขณะที่นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในบอมเบย์ “ผมบินตรงมาที่อินเดียเลย ระยะทางไกลมากโดยไม่ได้มีการทดลองก่อน แต่ผมก็รู้สึกดีมากๆ”

 เธเยอร์นั้นไม่เคยมาที่อินเดียมาก่อน ตอนแรกก็ต้องเอาชนะความเชื่อเดิมๆ ที่มีมาตั้งแต่อยู่ที่อเมริกาให้ได้ก่อน เพราะว่า เพื่อนๆ และญาติๆ บอกเขาว่า เขานั้นสงสัยจะบ้าไปแล้วที่เลือกมารักษาที่นี่ “เขาบอกว่า เดี๋ยวพวกนั้นก็จะทำศพผมที่แม่น้ำคงคาหรอก”

 

แต่เนื่องจากว่า เธเยอร์นั้นคุ้นเคยกับแพทย์ชาวเอเชียอยู่ก่อนแล้ว “ในอเมริกา หรือแคนาดานั้น ถ้าอ่านชื่อแพทย์ตามโรงพยาบาลต่างๆ นั้นทุกๆ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ก็จะเป็นหมอชาวอินเดีย” เขากล่าว

 ในโรงพยาบาลในบอมเบย์ เดลลี และ บังกาลอร์ นั้นรับบริการคนไข้ที่เรียกว่า “นักท่องเที่ยวทางการแพทย์” (Medical tourist) มาตั้งแต่กลางคริสต์ทศวรรษ 1970 แล้ว เริ่มจากกลุ่มตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ ต่อมาก็จากอัฟริกาถึงตอนนี้ก็เป็นชาวตะวันตก

 ปัจจุบันข่าวเรื่องนี้ก็ถูกบอกต่อๆ กันไป หรือจากทางเว็บไซด์ที่เขียนขึ้นโดยผู้ที่มารับการรักษาเรื่องประสบการณ์รักษาที่อินเดียก็กลายเป็นผู้นำเสนอชั้นดีไปแล้ว นอกจากนั้นตอนนี้รัฐบาลอินเดียเองก็สนับสนุนเรื่องนี้ โดยได้มีการเสนอออกวีซ่า 1 ปีให้กับผู้ที่มารับการรักษา เรียกว่าวีซ่าทางการแพทย์ (medical visa)  และสามารถต่ออายุวีซ่าได้อีก 1 ปี รวมทั้งไปจัดนิทรรศการในต่างประเทศเพื่อโฆษณาโรงพยาบาลในอินเดีย

 รัฐบาลอินเดียนั้นมีแผนที่จะทำรายการโรงพยาบาลที่แนะนำด้วย เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญมากด้วย เพราะแม้ว่า อินเดียจะมีแพทย์มือหนึ่ง แต่อินเดียก็ยังคงเลื่องชื่อในเรื่องความยากจนและสกปรก ดังนั้นแม้แต่ในโรงพยาบาลชั้นนำบางแห่งจึงอาจจะให้บริการด้านการพยาบาลที่อาจจะด้อยและไม่ถูกหลักอนามัยตามมาตรฐานตะวันตกได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเลือกดูหลายๆ โรงพยาบาลด้วยเช่นกัน

 “ชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์กับโรงพยาบาลอินเดีย พวกเขายังกังวลเกี่ยวกับเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยอยู่” วินอด เต็นกูเรีย ผู้ก่อตั้งเวดิค อินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดการเรื่องโรงแรมให้กับผู้ป่วยกล่าว

 นายแพทย์โมฮัน โธมัส  ศัลยแพทย์คอสเมติคซึ่งเป็นสมาชิกสภานักท่องเที่ยวทางการแพทย์ของรัฐบาลกล่าวว่า ผู้ป่วยต่างชาติจำเป็นต้องเลือกอย่างรอบคอบ ตรวจสอบหนังสือรับรองของแพทย์ โรงพยาบาลที่ทำงานอยู่ รวมทั้งที่สำคัญด้วยก็คือ ผลงานที่แพทย์คนนั้นเคยทำที่ผ่านมา

 “ตรวจสอบด้วยว่าทางโรงพยาบาลได้มีความพยายามมากแค่ไหนในเรื่องของความสะอาด เริ่มตั้งแต่ที่ห้องน้ำ” โธมัสแนะนำ

 ขากล่าวว่าร้อยละ 25 ของขนไข้ของเขาเป็นชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่มาจากอังกฤษ อเมริกา และ อัฟริกา  แน่นอนพวกเขาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนชั้นหนึ่งและอยู่ในห้องส่วนตัวที่มีบริการสูงสุด ซึ่งโดยปกติจะอยู่คนละชั้นกับวอร์ดทั่วไปที่ถูกกว่า

 อินเดียนั้นเป็นประเทศที่มีความหลากหลายที่แตกต่างกันอย่างมาก และแม้ว่ามาตรฐานด้านการรักษาอาจสูงขึ้นเมื่อเศรษฐกิจเติบโตขึ้น แต่ว่าคนจนอีกจำนวนมากที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการรักษาขั้นพื้นฐาน โดยมิพักต้องพูดถึงการเข้ารักษาโรงพยาบาลเอกชน ไม่มีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และโรงพยาบาลของรัฐก็แออัดมากๆ แล้วการบริการก็ต่ำกว่ามาตรฐาน เมื่อมีโรคไข้สมองอักเสบระบาดเมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้คร่าชีวิตคนไปถึง 700 คน ในเมืองเล็กๆ และในหมู่บ้านทางตอนเหนือของอินเดีย

 “คนที่ต้องทนทุกข์ทรมานมักจะต้องเป็นคนจนเสมอ ไม่ว่าจะในอินเดีย หรืออเมริกา” สุชัน มิสชรา เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขจากเมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของบอมเบย์กล่าว  “เราได้เห็นคนผิวดำจนๆ ต้องทุกข์ทรมานจากเหตุการณ์พายุเฮอริเคน แคทธารินา พวกเขาเข้าไม่ถึงอาหาร น้ำ หรือแม้แต่ยาสามัญพื้นๆ ในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ชีวิตเหมือนกันทุกหนแห่ง”

 

สำหรับอินเดียนั้นก็จัดว่ายังเป็นประเทศน้องใหม่อยู่ในตลาดการแพทย์ ที่ดึงดูดผู้ป่วยชาวต่างชาติเข้ามารักษาได้ 150,000 คนเมื่อปีที่ผ่านมา เปรียบเทียบกับสิงคโปร์ ที่มีชาวต่างชาติเข้ามารักษาถึง 200,000 และประเทศไทยที่มีถึง 600,00 คน กระนั้นอินเดียก็ดูเหมือนจะมีแนวโน้มที่จะมีผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่น ในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียวเฉพาะโรงพยาบาลจาสล็อคก็มีชาวอเมริกันได้รับศัลยกรรมกระดูกที่สามารถรักษาให้หายได้เป็นอย่างดีถึง 3 คน

 โรเบิร์ต คาร์สัน นักธุรกิจวัย 46 ปีจากเท็กซัส คือหนึ่งในนั้น เขามาผ่าตัดใส่กระดูกสะโพกซึ่งก่อนหน้านั้นหนึ่งคืนเขาได้เตรียมเอาไว้ว่ามาทำที่กรุงเทพฯ แต่มีรายการโทรทัศน์ได้พูดถึงเรื่องการรักษาแบบใหม่ ในเรื่องของการเปลี่ยนกระดูกสะโพกใหม่ ที่สร้างความมั่นใจให้กับเขาว่า ขั้นตอนจะยุ่งยากน้อยกว่า และยืนยันว่าสามารถจะเคลื่อนไหวได้มากกว่าเนื่องจากกระดูกจะถูกเหลาออกไปไม่ใช่ตัดออกเหมือนอย่างการเปลี่ยนสะโพกที่เคยเป็นมา ไม่มีการเสนอขั้นตอนการรักษาแบบนี้ในประเทศไทย ดังนั้น 3 วันต่อมาเขาจึงมาที่บอมเบย์ และทำการผ่าตัดโดยนายแพทย์อามีท พิสปิติ ซึ่งได้รับการอบรมวิธีนี้เป็นรุ่นบุกเบิกมาจากอังกฤษ ที่สร้างความประทับใจให้กับคาร์ตันมาก

 “ผมตอบได้เลยทันทีว่าผมจะมาที่นี่แม้ว่าค่ารักษาจะเท่ากับที่สหรัฐฯ ผมจะกลับมาเพราะเรื่องของการดูแลส่วนตัว”

 คาร์ตันพบว่าหมอของเขาที่อเมริกานั้นหวงข้อมูล ในขณะที่หมอที่อินเดียนั้น “สื่อสารดีมาก” “ หมอบอกผมว่าตรงไหนเป็นอะไร แล้วบอกว่าเขาทำอะไรให้บ้าง และ ที่บอกนี้ก็ไม่ใช่เพราะว่าผมเป็นชาวต่างชาติ คนอินเดียคนอื่นๆ เขาก็ปฎิบัติแบบนี้”

 หมอจำนวนไม่น้อยที่ให้เบอร์โทรศัพท์ที่บ้านและโทรศัพท์เคลื่อนที่แก่ผู้ป่วย พร้อมกับบอกว่าให้โทรศัพท์ได้เสมอหากมีข้อสงสัย   

 

นอกจากนั้นแล้วการไม่ต้องรอคิวก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดึงคนไข้ให้มารักษาที่นี่ได้มาก

 “ผมสามารถทำการเปลี่ยนสะโพกได้ในอเมริกาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพราะผมมีแผนสุขภาพ แต่ผมพบว่าคุ้มค่าที่มาที่นี่เพราะว่าผมไม่ต้องรอคิว” กอร์ดอน เดบู อดีตนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์แห่งนาซาวัย 73 ปี จากคาลิฟอร์เนียกล่าว

 เดบูยิ่งตื่นเต้นเข้าไปอีกเมื่อรู้ว่า ภรรยาของเขาสามารถพักที่โรงพยาบาลได้โดยไม่ต้องเสียค่าห้องเพิ่มเติม ในบางรายคนทั้งครอบครัวก็เดินทางมากับผู้ป่วยด้วย

 “ ลูกสาวและลูกเขนของฉันก็เดินทางมากับเราด้วย พวกเขาไม่ไว้ใจ” เอ็ดนา ฮาร์ชา วัย 59 ปี  พนักงานขับรถโรงเรียนจากเลควิล มินเนสโซตา กล่าวขณะที่มารับการผ่าตัดสะโพกโดยมีสามีของเธออยู่ข้างๆ  เธอนอนอยู่ในห้องที่มองเห็นวิว ทะเลอารเบียนชัดเจน มองภาพวิวบอมเบย์ที่ครอบครัวของเธอถ่ายมาให้

 มีคู่แต่งงานจากสหรัฐฯ ไอร์แลนด์ และแม้แต่จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มารักษาการมีบุตรยาก และมีผู้หญิงบางคนมาพร้อมกับอสุจิแช่แข็งในภาชนะที่ใส่ไนโตรเจนเหลว

 ดร.ฟิรุซา ปาริคห์ กล่าวว่า เธอบอกให้ผู้หญิงเตรียมวางแผนที่จะอยู่สักสองรอบไข่ตก หรือสองเดือน พวกเขาก็สามารถอยู่ในโรงแรมหรือเช่าอพาร์ตเมนต์ได้

 “ส่วนใหญ่สามีจะมาระยะสั้น ทางเราก็จะแข่งแข็งอสุจิเอาไว้” ดร.ปาริคห์กล่าว

 การทำเด็กหลอดแก้วอาจมีค่าใช้จ่ายถึง 20,000 เหรียญสหรัฐฯ (8.2 แสนบาท) ในอเมริกา 15,000 เหรียญ (6.15 แสนบาท) ในยุโรป แต่ที่อินเดียนั้นมีค่าใช้จ่ายเพียง 2,500 เหรียญสหรัฐฯ (1.02 แสนบาท) เท่านั้น

 

สำหรับ เธเยอร์แล้ว เขามีข้อแนะนำสำหรับอินเดียว่า น่าจะไปทอดสมอเรืออยู่ที่น่านน้ำสากลใกล้ๆ กับลอส แองเจลลีส “ท่าหนึ่งสำหรับศัลยกรรมกระดูก ท่าหนึ่งสำหรับโรคหัวใจ เราต้องการการเปลี่ยนแปลงในอเมริกา เราต้องการการรักษาที่ถูกลง เราต้องการเรือโรงพยาบาลจากอินเดีย”

 ใครๆก็ต้องการการรักษาราคาถูก  แต่การได้รับการรักษาที่ดีที่สุดไม่เคยตกถึงคนจนเลย แม้ว่าจะมีแพทย์ฝีมือดีที่สุดอยู่ในประเทศยากจนก็ตาม แต่ถ้าชาวอเมริกันจะช่วยกันบอกรัฐบาลของตนให้ลดค่ายาหรือเครื่องมือทางการแพทย์ลงบ้างคนจนในประเทศอื่นก็คงจะเข้าถึงการรักษากันได้มากกว่านี้

 

เรียบเรียง : AP และ Post Mount Herald

 

 

ทุนทักษิณ

 

ปฏิเสทไม่ได้ "ธุรกิจคือการหากำไร" และ "เมื่อธุรกิจรุ่ง" ชาติรุ่ง

การยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินโดยคณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งของการเมืองไทย และการล่มสลายของ "ระบอบทักษิณ" ทั้งยังส่งผลสะท้อนสะเทือน ไปยังกลุ่มผลประโยชน์ในขั้วอำนาจเดิม ทั้งฝ่ายการเมือง และกลุ่มทุนต่างๆ อันเป็นฐานรากของพรรคไทยรักไทย

รายงานต่อจากนี้เป็นส่วนหนึ่งในงานวิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวข้อ "การแสวงหาค่าเช่าเศรษฐกิจในประเทศไทย" ของ ธานี ชัยวัฒน์ อธิบายความสัมพันธ์ด้านทุนของพรรคไทยรักไทย นับแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เริ่มก้าวแรกสู่แวดวงการเมืองเต็มตัว

-กลุ่มผลประโยชน์ในพรรคไทยรักไทย

ความหมายอย่างง่ายของกลุ่มผลประโยชน์ หมายถึง กลุ่มบุคคลที่มารวมตัวกันเพื่อแสวงหาหรือมีอิทธิพลต่อนโยบายสาธารณะ โดยมักเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลที่มีผลประโยชน์ทางการเมือง และมีการจัดโครงสร้างองค์กรเป็นอย่างดี เพื่อช่วยให้การแสวงหาผลประโยชน์ต่างๆ มีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ดังนั้น เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณตัดสินใจเลือกความสัมพันธ์ในรูปแบบของการเข้าสู่การเมืองโดยตรง ด้วยการเป็นเจ้าของพรรคการเมืองเองแล้ว จึงจำเป็นต้องรวบรวมกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ มาเป็นพันธมิตร โดยอาศัยข้อได้เปรียบระหว่างกัน เพื่อให้มีโอกาสชนะการเลือกตั้งมากขึ้น

-กลุ่มธุรกิจ

หมายถึงกลุ่มที่เดิมมีรากฐานมาจากการทำธุรกิจ ซึ่งในอดีตกลุ่มทุนเหล่านี้ จะอาศัยอำนาจรัฐของกลุ่มการเมือง ในการปกป้องธุรกิจของตนเอง แต่ในปัจจุบันกลุ่มเหล่านี้ได้เข้ามามีบทบาทและครอบงำอำนาจรัฐด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม การเข้ามามีความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองของกลุ่มธุรกิจจะมีเพียงบางกลุ่มที่มีลักษณะเฉพาะ และสอดคล้องกับเงื่อนไขบางประการด้วย

กลุ่มธุรกิจในที่นี้จะใช้กับความหมายที่ว่าเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และไม่ได้มีบทบาทเป็น ส.ส.ในช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2544 ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทในพรรคไทยรักไทยอย่างชัดเจน ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรค ประกอบด้วย กลุ่มโทรคมนาคม ได้แก่ กลุ่มชินวัตร กลุ่มเจียรวนนท์ กลุ่มโพธารามิก และกลุ่มอื่นๆ ได้แก่ กลุ่มมาลีนนท์ กลุ่มมหากิจศิริ กลุ่มสิริวัฒนภักดี และกลุ่มจึงรุ่งรืองกิจ-จุฬางกูร

เมื่อศึกษาถึงกลุ่มธุรกิจต่างๆ ของพรรคไทยรักไทย โดยวิธีการวิเคราะห์คลัสเตอร์ เพื่อหาลักษณะเฉพาะบางประการ ของกลุ่มธุรกิจในพรรคจากกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ได้สังกัดพรรคใดหรือสังกัดกับต่างพรรคการเมือง จะพบว่า กลุ่มธุรกิจในพรรคไทยรักไทยมีลักษณะร่วมกัน 2 ประการคือ

1.เป็นบริษัทที่อยู่ในภาคการผลิตที่มีผู้ประกอบการจำนวนน้อย และได้รับการคุ้มครองสูง

2.เป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่

ลักษณะเฉพาะทั้งสองประการของกลุ่มธุรกิจที่มีการรวมตัวกันในพรรคไทยรักไทยนั้น สามารถวิเคราะห์ถึงเหตุผลของลักษณะเฉพาะแต่ละประการได้ ดังนี้

เงื่อนไขประการแรก คือ การที่กลุ่มธุรกิจอยู่ในภาคการผลิตที่มีการคุ้มครองสูง โดยการคุ้มครองดังกล่าว อาจมาจากการได้รับสัมปทาน จากนโยบายการคุ้มครองอุตสาหกรรม หรือจากนโยบายอื่นก็ได้ ซึ่งการอยู่ในภาคการผลิตที่มีการคุ้มครองสูง เป็นความเสี่ยงต่อการปรับตัวของกลุ่มธุรกิจ เพราะปัจจุบันกรอบการค้าเสรีขององค์การการค้าโลก ได้เข้ามามีบทบาทต่อประเทศไทยมากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมเหล่านี้จำต้องถูกลดความคุ้มครองลง เพื่อเปิดโอกาสให้มีการค้าระหว่างประเทศที่เสรีมากขึ้น กลุ่มธุรกิจจึงจำเป็นต้องเข้ามากำกับดูแลนโยบายของประเทศด้วยตนเอง เพื่อให้สามารถเยียวยาความเสี่ยหายที่อาจจะเกิดขึ้นให้ดีที่สุด โดยอาจเป็นการแก้ไขกฎหมายบางประการ หรือปรับเปลี่ยนกรอบการเปิดเสรีในรายละเอียดของอุตสาหกรรมก็ได้

เงื่อนไขประการที่สองคือ การเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าการผลิตในอุตสาหกรรม เพราะขนาดที่ใหญ่หมายถึงการมีสินทรัพย์รวมในมูลค่าที่สูง ซึ่งโดยปกติกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ก็ต้องมีสายสัมพันธ์กับรัฐบาลอยู่แล้ว เมื่อมีการรวบรวมกลุ่มทุนโดย พ.ต.ท.ทักษิณ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่จึงเข้ามาร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณด้วย เพราะมีโอกาสได้เข้าไปบริหารนโยบายรัฐบาลเอง และไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการผิดสัญญาของกลุ่มการเมือง ทั้งนี้ เหตุผลที่มีการรวมตัวกันในช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนหนึ่งมาจากการมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ของกลุ่มธุรกิจภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจด้วย

การรวมตัวกันของกลุ่มธุรกิจจะยิ่งทำให้มีอำนาจต่อรองกับกลุ่มการเมืองมากขึ้น เนื่องจากการรวมตัวของกลุ่มธุรกิจ สามารถทำได้ง่ายกว่าการรวมตัวของกลุ่มการเมือง และมีขีดจำกัดในขนาดของกลุ่มน้อยกว่า

วัตถุประสงค์ของกลุ่มธุรกิจนั้นคือ การแสวงหากำไรสูงสุด ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องแย่งชิงผลประโยชน์กันระหว่างกลุ่ม เพราะอยู่ในคนละอุตสาหกรรม หรือแม้ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ก็สามารถหลีกเลี่ยงการแย่งชิงผลประโยชน์ระหว่างกันได้ เพราะการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมหนึ่งๆ ยังมีอีกหลายด้านที่สามารถตกลงกันได้