ความสนใจเป็นพิเศษของเธอที่มีต่อประเด็นความเป็นไปของโลกาภิวัตน์ การค้าเสรี ส่งให้เธอกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ต้องผจญกับข้อเท็จจริงบางประการของมนุษยชาติที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของการค้าเสรี โลกาภิวัตน์ ทั้งการสูญสิ้นวิถีชีวิต ทางเลือก เสรีภาพ ทั้งการก่อเกิดที่หมายถึง ขบวนการต่อสุ้และการเคลื่อนไหว จากอเมริกาเหนือจดอเมริกาใต้ จากแอฟริกา สู่เอเชียตะวันออก มาจนถึงเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นตำแหน่งแห่งที่ที่มีประเทศไทยสังกัด
อยากย้อนไปนิดหนึ่ง เดิมทีก่อนจะมีเอฟทีเอ มันมีข้อตกลงอันหนึ่งซึ่งมันถูกประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมก้าวหน้าในโลก ที่เรียกว่า โออีซีดี (OECD : Organization for Economic Co-operation and Development) พยายามมาประชุมกัน เขาเรียกว่า ข้อตกลงพหุภาคีว่าด้วยการลงทุน หรือ เอ็มเอไอ (MAI : Multirateral Agreement on Investment) ซึ่งคล้ายๆ ข้อตกลงเขตการค้าเสรีว่าด้วยการลงทุน คือมันพยายามจะให้อำนาจบริษัทเท่ากับหรือมากกว่ารัฐบาลท้องถิ่น ต้องการให้บริษัทข้ามชาติได้รับการคุ้มครองในทุกด้าน โดยที่กฎหมายภายในประเทศบางอย่างไม่สามารถที่จะเพิกถอนการลงทุนได้ หรือถ้าเพิกถอนก็ต้องมีการชดใช้อย่างสูง
แต่เอ็มเอไอมันรั่วไหลออกมาแล้วเกิดการประท้วงก่อน สุดท้ายมันจึงตกไปเสียก่อน แล้วมากลายเป็นดับเบิลยูทีโอ (WTO : World Trade Organization) ซึ่งดับเบิลยูทีโอนี้จริงๆ แล้วสหรัฐเขาไม่ค่อยชอบหรอก มันเป็นข้อตกลงพหุภาคี สหรัฐเขาไม่ชอบทำอะไรแบบนี้ เพราะเขาไม่ชอบเจรจา สิ่งที่เขาต้องการเขาก็ต้องบีบให้ได้อย่างที่เขาต้องการ เพราะเขาถือว่าเขามีอาวุธ มีกำลังทหารที่เข้มแข็งที่สุดในโลก เขาจึงไม่เคยเจรจาในลักษณะที่ยอมถอย แต่ว่าเมื่อเอ็มเอไอมันล้มก็ต้องมาหาดับบลิวทีโอที่มีการเจรจาหลายฝ่าย ทำให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา หรือกำลังพัฒนาขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับประเทศพัฒนาแล้ว
นาฟต้านี่เกิดขึ้นเมื่อไร
โดยกระบวนการของนาฟต้าก็เป็นการเจรจาทวิภาคีเหมือนกันใช่ไหม
แต่บริษัทข้ามชาติ ตั้งแต่มีการทำการค้าเสรีมา รายได้มันเพิ่มขึ้นไม่รู้กี่เท่าตัว ในขณะที่ทุกประเทศที่ทำเอฟทีเอจะเกิดปัญหาว่างงานและค่างจ้างลดลง รวมทั้งสหรัฐอเมริกาด้วย จนตอนนี้สหรัฐเกิดปัญหาที่เรียกว่า การมีประเทศโลกที่สามซ้อนอยู่ในประเทศโลกที่หนึ่ง มีประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ด้อยโอกาสและด้อยพัฒนามาก เหมือนกับคนไทยที่ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีการประกันการว่างงาน ไม่มีเงินประกันสังคม ไม่มีประกันสุขภาพ ไม่มีอะไรเลย
โดยรูปแบบของเอฟทีเอที่อเมริกาทำกับทุกประเทศ เหมือนกับที่อียู (สหภาพยุโรป) ดึงยุโรบตะวันออกมารวมเป็นอียูหรือไม่
ก็มีการวิจารณ์กันมากว่า ยุโรปตะวันตกพยายามให้ยุโรปตะวันออกซึ่งเป็นประเทศที่เกิดใหม่หลังจากคอมมิวนิสต์ล่มสลาย เหมือนกับเป็นโลกที่สามของตัวเอง เพื่อเอาไว้ขูดรีด มีการวิจารณ์อย่างนี้ แต่ไม่ชัดเจนในเรื่องรายละเอียด
แล้วอียูทำเอฟทีเอกับอเมริกาไหม
อียูเขาจะตกลงกับอเมริกาผ่านดับเบิลยูทีโอ ยังไม่ทำเอฟทีเอกัน เพราะทั้งคู่พยายามแข่งกัน แต่อียูก็ไปทำกับประเทศโลกที่สา
ดูเหมือนทั้งคู่ต่างคนต่างหาแหล่งดึงทรัพยากร แล้วรูปธรรมที่มันเกิดขึ้นจากเอฟทีเอนี้ มันเห็นผลรุนแรงขนาดไหน หรือโลกมันเปลี่ยนแปลงอย่างไร
มันมีหลายภาค จะยกตัวอย่างภาคเกษตรกรรม อย่างอินเดีย ปัญหาทีเกิดขึ้นตลอดเวลาคือ ชาวนาฆ่าตัวตายเป็นว่าเล่น ตอนนี้ฆ่าตัวตายไปแล้วเท่าที่รู้ 25,000 คน ตั้งแต่ปี 2540 ที่ไม่รู้ก็น่าจะมีอีกมาก แล้วการฆ่าตัวตายก็เกิดขึ้นในพื้นที่หรือในรัฐอุดมสมบูรณ์ เช่น อานธรประเทศ ปัญจาบ มหาราช
สาเหตุการฆ่าตัวตายก็คือ ชาวนาติดหนี้สินแล้วไม่มีทางออก เมื่อฆ่าตัวตายแล้วจะได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลมาให้ครอบครัวเขา ก็เลยต้องฆ่าตัวตายเพื่อเอาเงินมาให้ลูกเมียตัวเอง
แต่เมื่อเขาต้องการออกไปทำงานนอกภาคเกษตร อินเดียก็เปิดประเทศรับพวกสิ่งทอเข้ามา อุตสาหกรรมนอกภาคเกษตรก็ไม่มี ล้มไปเหมือนกัน ทำให้เกิดทางตันแล้วเขาแก้ปัญหาไม่ได้ จนต้องฆ่าตัวตาย
ใช่ เพราะว่าตอนนี้ในโลกมีบริษัทผูกขาดผลผลิตทางการเกษตรอยู่เพียง 5-6 บริษัทเท่านั้น ผูกขาดไปราว 80% ของผลผลิตในโลก ผูกขาดผ่านการทุ่มตลาด
แล้วทำไมในอเมริกา ขบวนการต่อต้านจึงไม่เกิด หรือเพราะจีดีพีมันขึ้น
ใช่ แต่คุณต้องรู้ว่าจีดีพีนั้นเป็นตัวเลขหลอกลวง มันมีข้อพื้นฐานอย่างหนึ่งคือ นักเศรษฐศาสตร์ไม่เคยเอาเกษตรกรรมแบบยังชีพมากำหนดหรือคำนวณเป็นจีดีพี โดยมองว่ามันไม่มีผลผลิตก็เลยไม่สนใจ อย่างนี้เป็นต้น ทั้งๆ ที่ประชากรของโลกกว่า 80% ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยเกษตรกรรมแบบยังชีพ ไม่ได้ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการไปซื้ออาหาร แต่ว่ามูลค่าของการผลิตตรงนี้มันไม่ได้ถูกคำนวณ มันคำนวณเฉพาะสินค้าที่อยู่ในตลาดแบบทุนนิยม
ทีนี้ทำไมไม่มีการต่อต้านในอเมริกา ประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่มากที่ต้องวิเคราะห์กันยาว เพราะเขามีกระบวนการและโครงสร้างที่ทำให้การต่อต้านนี้ไม่เกิดขึ้น ทั้งมอมเมา ทั้งสื่อที่ไม่มีเสรีภาพ
แต่กลุ่มเกษตรกรและแรงงานในอเมริกาก็ดูมีพลังมากจนเหมือนจะไปวางมาตรฐานให้คนทั้งโลกได้
บริษัทเกษตรที่ได้เงินอุดหนุนส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติเป็นส่วนใหญ่ แต่เกษตรกรรายย่อยไม่ได้ ขณะเดียวกันขบวนการแรงงานสภาพแรงงานในอเมริกันจริงๆ มันไม่ได้รับผลดีนะ รัฐบาลอเมริกันบอกว่าคนอื่นต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ว่าตัวเองในประเทศไม่ได้ดีนัก อัตราการว่างงานสูง มีการวิจัยด้วยว่าเดี๋ยวนี้คนอเมริกันมีรายได้ลดลงเรื่อยๆ อัตราค่าจ้างตกลงเรื่อยๆ เมื่อก่อนนี้ครอบครัวหนึ่ง ผู้ชายทำงานคนเดียวอยู่ได้ เดี๋ยวนี้อยู่ไม่ได้แล้วต้องผู้หญิงทำงานด้วย มิหนำซ้ำต้องทำงานพิเศษ เมื่อเกิดลักษณะอย่างนี้ก็สร้างปัญหาครอบครัวขึ้นมา เด็กไม่มีคนดูแล นี่เป็นปัญหาสังคมใหญ่ในสังคมอเมริกา แล้วสภาพชีวิตก็ไม่ได้ดีขึ้น ถึงบอกว่าเกิดสภาพโลกที่สามซ้อนอยู่ในโลกที่หนึ่ง
แต่โลกมันต้องพัฒนาขึ้นไม่ใช่หรือ
มันพัฒนาในแง่ไหน
ในขณะที่เราด่าว่าแผนพัฒนา 40 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านอาจจะมีหนี้เพิ่มขึ้น แต่ก็มีไฟฟ้าเข้าถึง แล้วทำไมถึงเชื่อว่าโลกไม่พัฒนาขึ้น
เราอย่าเพิ่งไปพูดประเด็นที่ว่าการมีสิ่งบริโภคมากๆ ดีจริงหรือเปล่านะ เอาแค่การบริโภค ถามว่าการบริโภคที่ดีขึ้นมาจากการค้าเสรีหรือเปล่า การค้าเสรีมันเพิ่งเกิดมา 10 ปีนี้เอง แต่กระบวนการที่ทำให้คนไทย ซึ่งถ้าเราจะเรียกว่า อยู่ดีกินดีขึ้น มันไม่ได้เกิดมาจากการค้าเสรี มันเกิดมาจากนโยบายเศรษฐกิจที่มีการวางแผน
ต้องพูดว่า มหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ในโลก เกิดขึ้นมาจากการวางแผน ไม่ได้บอกว่าการวางแผนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่เราต้องยอมรับว่า ไม่ว่าเกาหลี ญี่ปุ่น ไทย หรืออเมริกาเอง รวมทั้งอาร์เจนตินา อเมริกาใต้ทั้งหมด มหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจที่ทำให้เฟื่องฟูมาจากระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน มีการปกป้องภาคอุตสาหกรรม หรือภาคการผลิตบางอย่าง
ใครเป็นคนวางแผน
วอย่างของประเทศโบลิเวียที่มีการแปรรูปน้ำ ที่เมืองโคชาบัมบา เป็นกรณีตัวอย่างที่คนพูดถึงกันเยอะมาก คือธนาคารโลกไปบอกให้โบลิเวียแปรรูปน้ำ เขาก็แปรรูปน้ำที่เมืองนี้ ทันที่ที่แปรรูป ค่าน้ำก็พุ่งสูงขึ้นหลายเท่า สูงประมาณ 1 ใน 3 ของรายได้ประชาชน
ชาวบ้านยอมหรือ
ชาวบ้านก็ไม่ยอม พอค่าน้ำขึ้น ชาวบ้านก็ประท้วง จลาจลอยู่ 4 วัน จริงๆ นานต่อเนื่องมาหลายเดือน จนครั้งสุดท้ายนี่ทั้งเมืองจลาจลหมด รัฐใช้กำลังปราบปราม แต่ที่สุดรัฐบาลก็ต้องไล่บริษัทออกไป ซึ่งต่อมาก็บริษัทเบคเทลกลับมาฟ้องรัฐบาลโบลิเวีย เพราะตามข้อตกลงมันต้องมีการคุ้มครองนักลงทุน ไม่แน่ใจว่าคดีนี้สิ้นสุดหรือยัง
แล้วอีกกรณีหนึ่งที่น่ากลัว คือปัญหาเรื่องอาหารและเกษตร ตอนนี้ในข้อตกลงการค้าเสรีของสหรัฐ กำหนดจะให้เราเปิดตลาดโคเนื้อ ตอนนี้สหรัฐส่งเนื้อวัวเข้าอียูไม่ได้ อันเนื่องมาจากกรณีฮอร์โมนปนเปื้อน เพราะอุตสาหกรรมเนื้อวัวในสหรัฐ ใช้ฮอร์โมนตัวหนึ่งให้วัวกินเร่งให้โตเร็ว แล้วฮอร์โมนตัวนั้นมันตกค้างอยู่ในเนื้อวัว ซึ่งมันมีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า การสัมผัสฮอร์โมนปนเปื้อนจะทำให้ฮอร์โมนผู้หญิงในเพศหญิงมีมากขึ้น ส่งผลให้เด็กผู้หญิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เร็วกว่าปกติ มีประจำเดือนเร็วขึ้น เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เร็วกว่าปกติก็มีโอกาสเป็นมะเร็งสูงขึ้น อียูจึงสั่งห้ามนำเนื้อวัวนี้จากสหรัฐ
ปัญหาคือว่า ทำไมทั้งๆ ที่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าการสัมผัสฮอร์โมนนี้มีอันตราย ทำไมสหรัฐยังยืนยันจะขาย เพราะตามข้อตกลงดับเบิลยูทีโอซึ่งสหรัฐใช้เป็นมาตรฐาน คุณจะต้องมีการพิสูจน์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างแน่ชัดว่า กินแล้วเป็นอันตรายถึงจะห้ามขายได้ แต่ข้อพิสูจน์ว่าการสัมผัส กับการกินเข้าไปแล้วไปเกิดผลในอนาคต เขาบอกว่ายังไม่เพียงพอที่จะห้าม คือถ้าคุณเอาเข้าปากแล้วไม่ตายทันทีก็ถือว่ายังไม่ใช่ข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์
อียูไม่ยอม สุดท้ายอียูยอมให้สหรัฐลงโทษทางเศรษฐกิจ แต่ยังไงก็ไม่ยอมเอาเนื้อวัวเข้า สาเหตุก็เพราะว่าประชาชนประท้วง แต่ถ้าเป็นของไทยคงไม่มีปัญหา เพราะรัฐบาลคงไม่สนใจเรื่องนี้ แล้วผู้บริโภคก็ไม่รู้ข้อมูลอีกว่า เนื้อวัวที่สหรัฐเอาเข้าอียูไม่ได้จะเข้ามาในประเทศเราอย่างสบาย แล้วก็ทำลายเกษตรกรเลี้ยงโคธรรมชาติของเราด้วย
บทเรียนนาฟต้า หรือคาฟต้าที่เป็นกลุ่มประเทศอเมริกากลาง ทำไมเรื่องแบบนี้ประเทศที่ทำเอฟทีเอกับสหรัฐอย่างสิงคโปร์ หรือจอร์แดน ไม่กลัว
อันนี้คงต้องดูว่า ข้อตกลงเขตการค้าเสรี เขามีลักษณะที่เชื่อกันว่า คนที่ไม่ตกลงจะเสียเปรียบ มันเหมือนเป็นการบีบให้ตกลง ในขณะเดียวกัน คนที่ไปตกลงมันอยู่ที่ใครเป็นรัฐบาล แล้วจะเอาอะไรไปแลกกับเขา ก็เก็บผลประโยชน์ตัวเองไว้แล้วเอาภาคส่วนอื่นๆ ไปแลก
ถามว่ามีคนที่กลัวไม่ยอมทำการค้าเสรีไหม มี อย่างเอฟทีเอเอ (FTAA) หรือเขตเศรษฐกิจเสรีแห่งทวีปอเมริกา ที่สหรัฐทำกับละตินอเมริกาก็ไม่ค่อยคืบหน้า เพราะละตินอเมริกานี่เขาโดนจนเข็ด ก็ไม่กล้าทำ
มีอะไรเพิ่มเติมไหม
มีอีกหลายเรื่องมากมายที่เป็นผลกระทบจากการค้าเสรี อย่างหนึ่งก็คือ ข้อตกลงการค้าเสรีนั้นขัดโดยตรงกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ที่บอกว่าคนทุกคนมีสิทธิในเรื่องน้ำอาหาร ปัจจัยสี่ และขัดกับองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ขัดกับองค์กรอนามัยโลก แล้วก็ขัดกับสนธิสัญญาไซเตส เกี่ยวกับการรักษาพันธุ์พืชและสัตว์
ข้อตกลงการค้าเสรีจึงขัดกับสนธิสัญญาเกือบทุกฉบับในโลก
ข้อสามคือ การค้าเสรีมันจะสร้างชนชั้นใหม่ขึ้นมาในโลก มันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เมื่อภาคเกษตรล่มสลาย อุตสาหกรรมในเมืองก็ไม่มีรองรับ แรงงานไม่ถูกคุ้มครอง สิ่งที่จะเกิดขึ้นเราจะเกิดชนชั้นใหม่ บางทีเรียกว่า กึ่งกรรมาชีพ หรืออนุกรรมาชีพ เป็นลักษณะของคนที่ทำงาน part time คือ กระแสของลูกจ้างรายวัน ไม่มีสวัสดิการ สามารถถูกออกจากงานได้ทุกเมื่อ ไม่มีสหภาพรองรับ
หรือว่าจะเกิดชนชั้นที่เรียกว่า ผู้ประกอบการค้าขายเล็กน้อยรายย่อย การรับงานมาทำที่บ้าน เช่นนี้แล้วการต่อสู้ของสหภาพแรงงานจะอ่อนแอลง เพราะคนเหล่านี้ไม่มีสหภาพรองรับ ขณะเดียวกันก็ต้องตัดค่าแรงตัวเองเพื่อไปแข่งขัน ทำให้ค่าแรงต่ำลงไปเรื่อยๆ
ข้อสี่ เรื่องนี้คนพูดกันเยอะแล้ว ก็คือ มันทำลายอำนาจอธิปไตยในประเทศ
มันมีคำพูดของเจ้าหน้าที่การค้าอเมริกันคนหนึ่งเขาพูดไว้ในเรื่องของแกตส์ (GATS : General Agreement on Trade in Service) กับดับเบิลยูทีโอ เขาบอกว่า โดยพื้นฐานแล้วมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้งจนกว่าคนต่างชาติทั้งหมดเริ่มคิดเหมือนชาวอเมริกัน พูดเหมือนชาวอเมริกัน และที่สำคัญที่สุดชอปปิ้งเหมือนชาวอเมริกัน! แต่คำพูดเขายังไม่ถูกทั้งหมด เพราะมีคนบางกลุ่มเท่านั้นที่จะเปลี่ยนเป็นแบบนี้ มันเป็นเฉพาะกลุ่มคนที่โชคดี แต่คนที่ไม่มีปัญญาชอปปิ้งก็จะเกิดขึ้นจำนวนมาก
ประเด็นเรื่องการต่อสู้เรื่องนี้ที่จำเป็นต้องพยายามศึกษากันให้มาก คนชั้นกลางเองต้องเข้ามาร่วมด้วย เพราะคนชั้นกลางต้องได้รับผลกระทบต่อไปในอนาคต และชนชั้นกลางนี่นิสัยเสียนะ เพราะจะเห็นแก่ตัวมาก แต่พลังของชนชั้นกลางไม่ใช่เพราะเขามีการศึกษาดีกว่าเกษตรกร แต่เพราะเขามีความพร้อมทางวัตถุมากกว่า เกษตรกรเขาโดนปัญหารอบด้านแล้วยังต้องมาต่อสู้เรื่องพวกนี้อีก
แต่คนชั้นกลางก็อยากจะเป็นลูกจ้างของบริษัทข้ามชาตินะ
การจ้างงานของบริษัทข้ามชาติ หรือการลงทุนจากต่างประเทศ มันมีตัวเลขจำนวนมากที่บอกว่า มันไม่ได้ทำให้การจ้างงานสูงขึ้นเลย แล้วชนชั้นกลางไทยก็อยู่กับความเชื่อผิดๆ เรามักจะมองว่า ยิ่งมีการลงทุนจากต่างชาติเข้ามามาก มันจะดี แต่อย่าลืมว่า การลงทุนจากต่างชาติที่เข้ามาเป็นการลงทุนระยะสั้นเพื่อเก็งกำไร การลงทุนใหญ่ ก็มีแต่ทำลายการจ้างงานลงไป หรือจ้างแบบลูกจ้างรายวัน
แล้วคนชั้นกลางลืมไปว่าเศรษฐกิจของประเทศไทย เดิมทีเราไม่ได้ผูกกับต่างชาติมาก ถ้าเราดูตอนวิกฤตเศรษฐกิจคราวที่แล้ว ทำไมสหรัฐไม่ช่วยไทย เพราะไทยไม่มีความหมายกับเขา เศรษฐกิจไทยที่เจริญขึ้นมา กรุงเทพฯ เจริญขึ้นมาในหลายๆ ส่วน เพราะว่าเรายังมีฐานเกษตรกรที่เป็นผู้บริโภคใหญ่รองรับอยู่ แล้วการบริโภคของคนชั้นล่างนี่แหละที่ทำให้คนชั้นกลางมีงานทำ คือมันเกิดมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจในอดีต ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามันดีที่สุดนะ แต่มันทำให้เราอยู่กันมาได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ล้มละลายกันไปหมด การลงทุนจากต่างชาติที่คิดว่าจะเกิดไม่เกิด แล้วชนชั้นกลางจะเอาอะไร
การที่ ปตท.มีกำไรมหาศาลนั้นเป็นเพราะว่า ปตท.คือผู้ผูกขาดก๊าซธรรมชาติรายแรกรายเดียวของไทย และลูกค้าที่ผูกติดกับ ปตท.มาตลอดก็คือ บริษัท กฟผ.จำกัด (มหาชน) นั่นเอง และกล่าวอย่างรวบรัด การที่กำไรของ ปตท.ในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นถึง 5 เท่า ก็เนื่องมาจากการแปรรูปและทำการซื้อขายหุ้นเมื่อปลายปี 2544 อาจอนุมานได้ว่ากำไรมหาศาลจำนวนนี้ก็คือเงินของประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าที่จ่ายผ่านทาง กฟผ.นั่นเอง
ก๊าซธรรมชาติของ ปตท. เบื้องหลังพลังงานไฟฟ้าของ กฟผ.
โครงสร้างการดำเนินกิจการพลังงานไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยในปัจจุบัน ถือเป็นกิจการที่ผูกขาดอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทที่ได้รับสัมปทาน เช่น บริษัทยูโนแคล ปตท.สพ. และเชฟรอน เป็นต้น โดย ปตท.ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการจัดหาก๊าซเพื่อจำหน่ายภายในประเทศแต่เพียงผู้เดียว ทั้งยังอาศัยอำนาจในการผูกขาดการขนส่งก๊าซผ่านท่อก๊าซธรรมชาติของตนอีกด้วย
จากเอกสารของกลุ่มพลังไท กลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต อธิบายว่า หลังจากที่ ปตท. รับซื้อก๊าซจากบริษัทสัมปทานแหล่งก๊าซแล้ว จะนำมาขายต่อให้ผู้ใช้ก๊าซ โดยจะบวกค่า Margin (ค่าหัวคิว) เพิ่มเข้าไปในราคาเนื้อก๊าซ ในอัตรา 1.75-9.33% และค่าผ่านท่อก๊าซ ซึ่งกำหนดโดยอัตราผลตอบแทนการลงทุน (Internal Rate of Return, IRR) ที่ประมาณ 18% ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นค่าประกันกำไรของ ปตท.นั่นเอง
ยิ่งกว่านั้นสูตรราคาซื้อขายก๊าซ ปตท.กำหนดให้ผันแปรตามราคาน้ำมันโลก รวมทั้งยังผลักความเสี่ยงต่างๆ ตามอัตราแลกเปลี่ยน อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยอีกด้วย ซึ่งการที่ ปตท.กำหนดสูตรการคำนวณราคาก๊าซผันแปรตามราคาน้ำมันดังกล่าวนั้น นางสาวชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน ผู้จัดการกลุ่มพลังไท เห็นว่า ราคาก๊าซธรรมชาติไม่จำเป็นต้องผูกพันกับราคาน้ำมัน เพราะการที่ราคาน้ำมันลอยตัวเท่ากับส้มหล่นของ ปตท.ขณะที่เดิมทีกำไรจากก๊าซธรรมชาติก็กำหนดตายตัวไว้สูงอยู่แล้ว
ดังนั้น ราคาน้ำมันที่กำลังถีบตัวสูงขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนอยู่ในขณะนี้ ก็จะส่งผลให้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย และในเมื่อก๊าซธรรมชาติเป็นต้นทุนการผลิตพลังงานไฟฟ้าของไทยถึง 80%ทำให้นอกจากประชาชนต้องแบกรับน้ำมันที่แพงขึ้นแล้ว ยังต้องควักเงินจ่ายค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นด้วย
นางชื่นชม เห็นว่า ราคาน้ำมันโลกที่ปรับราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ นั้น ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ ปตท.จะต้องลอยตัวก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยตามด้วย เพราะถือเป็นทรัพยากรของคนไทยทั้งประเทศ โดยไฟฟ้าที่นำส่งถึงผู้ใช้ไฟฟ้านั้นผลิตมาจากก๊าซธรรมชาติกว่า 80%
ขณะที่ กฟผ.เป็นลูกค้าผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของ ปตท.โดยมีความต้องการก๊าซกว่า 60% ของความต้องการรวม แต่กลับไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งยังต้องยอมจ่ายค่าหัวคิวให้กับปตท. เช่นเดียวกับลูกค้ารายอื่นๆ แม้ว่ากระบวนการผลิตไฟฟ้าแทบทั้งหมดล้วนแล้วแต่ดำเนินการโดยบริษัทลูกต่างๆ ทั้งของ ปตท.และ กฟผ.แทบทั้งสิ้น
ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า กิจการไฟฟ้าทั้งหมดจึงเป็นการดำเนินการที่ร่วมกันผูกขาดอย่างไม่มีการแข่งขัน ทำให้การคิดต้นทุนค่าไฟฟ้าเป็นเพียงเรื่องของการส่งผ่านต้นทุนต่างๆ ที่สะสมมาตั้งแต่ต้นบวกด้วยต้นทุนของตนพร้อมกำไรที่ต้องการแล้วส่งต่อให้หน่วยงานสุดท้าย นั่นหมายความว่าภาระและความเสี่ยงต่างๆเหล่านี้จึงตกอยู่ที่ผู้ใช้ไฟฟ้าในที่สุด
กล่าวคือ ประมาณ 42.9% ของเงินค่าไฟฟ้าที่ผู้บริโภคจ่าย จะเข้ากระเป๋าของ ปตท. และอีกประมาณ 30% จะเป็นรายได้ของ กฟผ. ส่วนแบ่งที่น้อยที่สุดก็คือผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยที่มีอยู่ประปรายในประเทศไทย แต่ร้อยทั้งร้อยประชาชนคือผู้ที่ถูกขูดรีดขูดเนื้อและไม่เคยได้รับส่วนแบ่งอันใดนอกจากภาระที่ตกทอดมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ทั้งนี้ จากกการศึกษาของกลุ่มพลังไท อธิบายให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายในการลงทุน ดำเนินการ และค่าเชื้อเพลิงต่างๆ กฟผ.สามารถส่งผ่านไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าได้ โดยเกณฑ์ของ กฟผ.ได้กำหนดไว้ว่าจะต้องมีกำไรไม่ต่ำกว่า 25% ของงบลงทุนที่ใช้ขยายระบบ ถึงแม้ กฟผ.จะผลิตไฟฟ้าเองเพียง 60% แต่ กฟผ.ก็ผูกขาดการจัดหาไฟฟ้าในระดับส่ง หรือเป็นผู้ซื้อรายเดียว (Single หรือ Monopsony Buyer) เช่นเดียวกับ ปตท.ที่ผูกขาดก๊าซธรรมชาติ ดังนั้นการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนจะมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารองรับในลักษณะคล้ายกับสัญญา Take-or-pay ของก๊าซธรรมชาติ ที่มีการประกันปริมาณการรับซื้อ และส่งผ่านความเสี่ยงต่างๆ ไปยังผู้บริโภค อาทิ อัตราแลกเปลี่ยน เงินเฟ้อ ราคาเชื้อเพลิง
สำหรับการส่งไฟฟ้าของ กฟผ.นั้น ใช้หลักเกณฑ์ทางการเงิน คือ Self-financing ratio (SFR) และ Debt service coverage ratio (DSCR) เป็นเกณฑ์ เพื่อให้ กฟผ.มีรายได้เพียงพอในการลงทุนขยายกิจการ และชำระหนี้ ส่วนการจำหน่ายและค้าปลีกไฟฟ้า ดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟน. และ กฟภ.) โดยมีหลักการคิดค่าไฟในส่วนนี้ คล้ายคลึงกับกิจการของ กฟผ.
ด้วยโครงสร้างและกระบวนการดังกล่าว ทำให้ในที่สุดค่าไฟฟ้าที่ตกถึงผู้บริโภคจึงเป็นตัวเลขที่ดูสวยงามสำหรับ กฟผ. โดยมีสัดส่วนของเงินค่าไฟฟ้าที่ตกเข้ากระเป๋า ปตท. เกือบครึ่งหนึ่งของค่าไฟฟ้าทั้งหมด
ค่าไฟฟ้าถูก แต่ต้องจ่ายแพง
สำหรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทยในปัจจุบัน ประกอบด้วย อัตราค่าไฟฟ้าฐาน ซึ่งเป็นอัตราคงที่โดยมีการทบทวนเป็นระยะๆ และค่าตัวประกอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือที่นิยมเรียกกันว่าค่าเอฟที ซึ่งเป็นสิ่งที่พูดถึงกันหนาหูว่าจะทำให้ค่าไฟฟ้าถีบตัวสูงขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะจะกระทบกับผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่อยู่ในระดับครัวเรือนคือประมาณ 73%(น้อยกว่า 150 หน่วยต่อเดือน)
จากเว็บไซต์ของ กฟผ. อธิบายไว้ว่า อัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือที่เรียกกันสั้นๆว่าค่าFt เดิมหมายถึง Fuel Adjustment Charge หรือการปรับค่าไฟฟ้าตามราคาเชื้อเพลิง ที่มีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ปัจจุบันกำหนดให้มีความหมายกว้างขึ้น คือ Energy Adjustment Charge เพื่อให้ครอบคลุมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต การจัดส่ง และการจำหน่ายไฟฟ้า ตัว t (subscript) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลา
โดยค่าเอฟทีเป็นค่าไฟฟ้าผันแปรที่ปรับทุกๆ 4 เดือนตามต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง โดยผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาค่าเอฟทีคือ คณะอนุกรรมการกำกับสูตรอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ ซึ่งคิดคำนวณจากต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของการไฟฟ้าทั้งกระบวนการ ค่าเอฟทีจึงเท่ากับการผลักความเสี่ยงต่างๆ ไปยังผู้บริโภค ทั้งภาระจากการลงทุนเกิน ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน อัตราเงินเฟ้อที่ต่างไปจากที่คาดการณ์ เป็นต้น
องค์ประกอบของค่าเอฟที ในปัจจุบัน มีดังนี้ Ft = FAC + FX + NF + MR + DC +AF ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง และค่าซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน / ต่างประเทศ (FAC) ผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อเฉพาะส่วนที่ไม่ใช่ค่าเชื้อเพลิง/ซื้อไฟฟ้า (Non Fuel cost ; NF) รายได้ที่เปลี่ยนแปลงไปของการไฟฟ้า (MR) ผลกระทบจากยอดขายที่ไม่เป็นไปตามคาดการณ์ (DC) และค่าสะสมที่เกิดจากการตรึงค่าเอฟที(AF) (ค่าเอฟทีที่เรียกเก็บไม่เป็นไปตามที่คำนวณ)
จากเอกสารของสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค(สอบ.) ระบุว่า ปัจจุบันค่าเฉลี่ยอัตราค่าไฟฟ้าฐานอยู่ที่ 2.25 บาท/หน่วย และค่าเอฟทีขายปลีกอยู่ที่ 0.4683 บาท/หน่วย นอกจากนี้ผู้ใช้ไฟฟ้ายังต้องชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อีก 7% จากตัวเลขดังกล่าว โดยกลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคตได้ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นสัดส่วนของค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนให้ชัดเจนขึ้น โดยนำส่วนประกอบค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านที่ใช้ไฟฟ้า 59 หน่วย/เดือนมาแสดง ซึ่งค่าเฉลี่ยดังกล่าวเป็นของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านขนาดเล็ก จำนวน 9.33 ล้านราย จากทั้งหมดประมาณ 14 ล้านราย จะพบว่าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 186.30 บาท โดยจะเป็นค่าพลังงานไฟฟ้าประมาณ 106.48 บาท (57%) ค่าบริการรายเดือน 40.00 บาท (21%) ค่าเอฟที 27.63 บาท (15%) และค่า VAT 7% เป็นเงิน 12.19 บาท
จะเห็นได้ว่า ค่าไฟฟ้าในครัวเรือนมีสัดส่วนของค่าบริการ ค่าเอฟทีและอื่นๆ เป็นครึ่งต่อครึ่งของค่าพลังงานไฟฟ้าเลยทีเดียว ซึ่งตัวเลขที่ปรากฏในบิลค่าไฟฟ้าทั้งหมดนี้จะเป็นทั้งส่วนกำไรของ กฟผ.และยังรวมถึงการส่งผ่านกำไรให้ ปตท.อีกด้วย โดยตัวเลขดังกล่าวได้ผ่านการบวกกำไรและหักลบต้นทุนทั้งหมดมาแล้ว และในที่สุดได้เดินทางมาอยู่ในมือของประชาชนนั่นเอง
เอฟที เรื่องเล็ก ROIC สิ เรื่องใหญ่
นอกจากนี้ ข่าวการปรับค่าเอฟทีใหม่ที่จะนำไปรวมกับค่าไฟฟ้าฐานนั้น แม้จะกระทบกระเทือนผู้บริโภคอยู่บ้างแต่ก็ยังไม่หนักหนาสาหัสนัก เพราะตัวเลขดังกล่าวจะไม่แน่นอนและแปรผันตามสภาวการณ์ แต่ที่น่าวิตกกังวลยิ่งกว่าก็คือ ประเด็นที่สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค(สอบ.) ได้ตีแผ่ว่า มติครม.เมื่อ 30 สิงหาคม 2548 ที่กำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การกำหนดค่าไฟฟ้าจากเดิมนั้น เป็นเรื่องที่น่ากังวลมากกว่า
หลักเกณฑ์การกำหนดค่าไฟฟ้าจากเดิมที่อ้างอิงความจำเป็นของการไฟฟ้าในการลงทุนขยายระบบและชำระหนี้นั้น ได้เปลี่ยนเป็นการใช้เกณฑ์ประกันผลตอบแทนการลงทุน (Return on Invested Capilet: ROIC) แทน ซึ่งการใช้เกณฑ์นี้มีนัยสำคัญต่อการเกลี่ยรายได้ระหว่าง 3 การไฟฟ้า และส่งผลถึงค่าไฟฟ้าโดยตรงด้วย ทาง สอบ.เชื่อว่าเกณฑ์ดังกล่าวมีความไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภคแต่เอื้อประโยชน์ต่อการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของ กฟผ.
ปัจจุบัน หากคำนวณค่า ROIC ของ กฟผ.นั้นจะตกอยู่ที่ร้อย 9.17 ในขณะที่ กฟน.และ กฟภ.อยู่ที่ 4.37 และ 2.41 ตามลำดับ ตัวเลขดังกล่าวมีความแตกต่างกันอยู่มากเนื่องจาก โครงสร้างค่าไฟฟ้าขายส่งในปัจจุบันได้กำหนดราคาไว้สูงกว่าที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว
ทั้งนี้ นาง
สถานการณ์การเกลี่ยรายได้ดังกล่าว เริ่มส่งสัญญาณการคุกคามผู้บริโภค ทั้งๆ ที่ผู้บริโภคเองกำลังประสบกับค่าเอฟทีที่สูงขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติอยู่แล้ว จากการศึกษาของนางชื่นชม สง่าราศี กรีเซน กลุ่มพลังไท พบว่าการคำนวณค่าเอฟทีในปัจจุบันจะทำให้ค่าไฟจะสูงขึ้น 30,000 ล้านบาท/ปี หรือประมาณ 25 สต./หน่วย โดยที่กำไรส่วนใหญ่เข้ากระเป๋า ปตท.
โดยเฉพาะในช่วงที่น้ำมันราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นทุกวันนี้ ทำให้ก๊าซธรรมชาติของ ปตท.พลอยฟ้าพลอยฝนดีดตัวสูงขึ้นตามไปด้วย และในเมื่อ กฟผ.จำเป็นต้องใช้ก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้า จึงทำให้กำไรไหลเข้า ปตท.อย่างสูงลิบ ดังจะเห็นจากกำไรสุทธิในครึ่งแรกของปี 2548 ที่สูงถึง 44,351 ล้านบาท
จากการวิเคราะห์ตัวเลขดังกล่าวของกองบรรณาธิการไทยโพสต์ เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ชี้ว่าหากกำไรของ ปตท.ในครึ่งหลังเท่ากับครึ่งปีแรกปี 2548 จะสามารถนำมาลดค่าเอฟที (จากปัจจุบัน 0.4683 บาท/หน่วย) ให้เหลือเป็น 0 บาท/หน่วย ได้ถึง 9.5 เดือน โดยที่ผู้บริโภคจะไม่ต้องรับภาระค่าเอฟทีอันหนักอึ้งแต่อย่างใด
บทเรียนราคาแพง ที่สังคมไม่เคยเรียนรู้
สำหรับกำหนดการที่จะนำ กฟผ.เข้าสู่ตลาดหุ้นนั้น ล่าสุดมีข่าวว่านำเริ่มกระจายหุ้นในสิ้นเดือนพฤศจิกายนปีนี้ หากย้อนกลับไปมองภาพของ ปตท.จะพบว่าเป็นการก้าวตามกันของรัฐวิสาหกิจทั้งสองของไทยที่มุ่งสร้างกำไรอย่างมหาศาลนั่นเอง
ดังจะพบว่า ภายหลังจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย แปรรูปเป็น บมจ.โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 20,000 ล้านบาท ได้ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันแรกเมื่อ 6 ธันวาคม 2544 โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แต่ปัจจุบันพบว่ากระทรวงการคลังถือหุ้น 48.55% เท่านั้น
นางชื่นชม อธิบายว่า นับแต่แปรรูป ปตท.มีกำไรจำนวน 190,284 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ควรตกเป็นของรัฐทั้งหมดแต่ก็ต้องแบ่งให้เอกชนกึ่งหนึ่ง ซึ่งผลประโยชน์เข้ากระเป๋าเอกชนรวมแล้วกว่า 251,000 ล้านบาท โดยอยู่ในรูปของเงินปันผลที่จ่ายให้นักลงทุนจำนวนกว่า 17,000 ล้านบาท และราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นจาก 35 เป็น 208 บาท/หุ้น (3 มีนาคม 2548) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 234,000 ล้านบาท จากตัวเลขดังกล่าวแสดงว่า หลังจากที่ปตท.แปรรูปเพียง 3 ปี มีกำไรพุ่งสูงขึ้นถึง 5 เท่าตัว เมื่อเทียบกับปีก่อนแปรรูป (ปี 2543)
บทเรียนของการเฟื่องฟูของ ปตท.นั้น ดูเหมือนจะเป็นของหวานที่นักลงทุนต่างต้องการ โดยไม่มีเศษขนมตกถึงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศแม้แต่น้อย แต่กลับยิ่งสร้างความเดือดร้อนโดยไม่เหลือช่องทางสำหรับการต่อสู้เรียกร้องแม้แต่น้อย
เส้นทางสายเดิม แต่อันตรายกว่าเดิม
หลังจากที่ ปตท.กระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้พลังงานไฟฟ้าซึ่งส่วนใหญ่ผลิตมาจากก๊าซธรรมชาติอ่าวไทย ตกอยู่ในกำมือของนักธุรกิจที่ถือหุ้นของ ปตท. ขณะที่ผลกำไรส่วนใหญ่ของ ปตท.นั้น เกิดขึ้นจากธุรกิจซื้อขายระหว่าง กฟผ. ซึ่งวันนี้ถือว่าโชคดีที่ กฟผ.ยังมีรัฐดูแล และรับผิดชอบต่อความเสียหายหากประชาชนเดือดร้อนหรือได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้น
โดยปกติแล้วรัฐวิสาหกิจจะต้องดูดซับความยากลำบากของประชาชน ซึ่งความจริงแล้วรัฐวิสาหกิจก็สามารถแปรรูปเป็นบริษัทได้ แต่รัฐจะต้องถือหุ้น 100% เพื่อที่จะสามารถกำหนดนโยบายผ่านบริษัทเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนเอาไว้ แต่ถ้าเข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อไรก็เท่ากับเปิดช่องให้มีคนเข้ามาเทคโอเวอร์ และรัฐก็จะทำอะไรไม่ได้เพราะอ้างว่าเป็นบริษัท นางสาวรสนา โตสิตระกูล เลขาธิการมูลนิธิสุขภาพไทย กล่าว
ด้านนางสาว
สำหรับสิ่งที่น่ากลัวที่กำลังเกิดขึ้น อย่างที่นางชื่นชม กลุ่มพลังไท กล่าวอย่างไม่ค่อยชื่นชมนักกับวิธีการของ กฟผ.ว่า การแปรรูป กฟผ.เท่ากับการขายผ้าเอาหน้ารอดเป็นเรื่องของการทำตามใบสั่งเท่านั้น ขณะที่รายละเอียดต่างๆ ยังคงซุกซ่อนไว้ ซึ่งสถานการณ์แบบนี้จะทำให้ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม
0 0 0
ผลกำไรของ ปตท.ภายหลังการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ นับเป็นสิ่งที่เย้ายวนใจนักลงทุนอย่างดี ขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนที่ย่ำแย่ต่อการขูดรีดเงินจากประชาชนไปอย่างโหดร้ายด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ กฟผ.กำลังลอกบทเรียนราคาแพงนี้อยู่
วันนี้ กฟผ.กำลังมุ่งหน้าเดินทางเส้นเดียวกับปตท.อย่างรีบเร่ง โดยมีคนไทยเป็นผู้ค้ำประกันความเสี่ยงทั้งหมดอยู่เบื้องหลัง แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับคนไทย เมื่อวิถีทางนี้ยังไม่มีอะไรพร้อมสำหรับรองรับความเสี่ยงของประชาชน
อย่างไรก็ตาม สำหรับพัฒนาการของระบบทุนนิยมในท่ามกลางการต่อสู้ทางความคิดกับระบอบคอมมิวนิสต์นั้น ก็มีพัฒนาการแห่งความหวังขึ้นมาบ้าง เพื่อสร้างความรู้สึกที่เป็นธรรมแก่พนักงาน เช่นระบบการประกันสังคม ระบบความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ระบบการผลิตที่ใช้เครื่องจักรทดแทนคนในจุดที่มีอันตรายสูง หรือระบบค่าจ้างที่เป็นธรรมมากขึ้นเป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามกำไรสูงสุดก็ยังเป็นเป้าหมายอยู่ดี
ต้นเดือนตุลาคม 2548 นี้ สังคมไทยได้เห็นสัจธรรมของระบบทุนนิยมอีกครั้งที่ว่า กำไรสูงสุดคือเป้าหมาย สุขภาวะของสังคมหรือชุมชนไม่ใช่เรื่องที่ต้องใส่ใจ นั่นก็คือปรากฏการณ์ที่ร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลเว่น ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมการบริโภคยาสูบที่ห้ามการวางแผงโชว์บุหรี่ในร้าน โดยกฏหมายอนุญาตให้ติดป้ายว่า ที่นี่มีบุหรี่ขาย เท่านั้น ซึ่งร้านค้าส่วนใหญ่ต่างก็ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างไม่มีปัญหา ยกเว้นทุนรายใหญ่แห่งเจริญโภคภัณฑ์ เซเว่นอีเลเว่น ที่ใช้กลยุทธหัวหมอ ไม่ยอมเอาบุหรี่ลงจากแผง โดยอ้างว่ากำลังรอการตีความจากกฤษฎีกา แสดงให้เห็นถึง ธาตุแท้ของทุนนิยม ที่ต้องการกำไรสูงสุด โดยไม่คำนึงถึงสุขภาวะของผู้คนในสังคม เห็นเงินเป็นพระเจ้า โดยไม่ใส่ใจการร่วมสร้างสังคมที่ดีงาม
ทุกคนในสังคมต่างทราบดีว่า บุหรี่คือต้นเหตุของโรคร้ายมากมาย ไม่เฉพาะตัวผู้สูบบุหรี่เอง แต่รวมถึงคนข้างเคียงโดยเฉพาะคนในครอบครัวด้วย ที่เป็นเสมือนผู้สูบบุหรี่มือสองเพราะได้ควันบุหรี่ไปด้วย ในครอบครัวที่พ่อสูบบุหรี่ในบ้าน ลูกๆจะป่วยเป็นหวัดบ่อย บ่อยครั้งที่เป็นหวัดจะหอบหืดหรือปอดบวมได้ง่าย เป็นภัยใกล้ตัวที่ผู้ใหญ่มักมองข้ามไป
ในปัจจุบันจำนวนผู้สูบบุหรี่ในประเทศไทยมีจำนวนเกือบจะคงที่ นั่นหมายความว่าจำนวนผู้ที่เสียชีวิตที่สูบบุหรี่ด้วยกับจำนวนผู้สูบบุหรี่รายใหม่มีใกล้เคียงกัน ทำอย่างไรให้จำนวนผู้สูบบุหรี่รายใหม่ลดลง นี่คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้สังคมไทยปลอดบุหรี่ ทำให้สังคมไทยมีสุขภาวะของทางเดินหายใจที่สะอาดขึ้น
การรณรงค์ให้คนที่สูบบุหรี่แล้วเลิกสูบนั้นยากมาก การป้องกันไม่ให้วัยรุ่นริลองสูบบุหรี่นั้นได้ผลกว่า หากพ้นวัยรุ่นไปแล้ว น้อยคนที่จะไปสูบบุหรี่ในวัยผู้ใหญ่ การห้ามการโฆษณาบุหรี่จึงมีความสำคัญมาก เมื่อประเทศไทยมีการออกกฎหมายที่เข้มงวดในการห้ามการโฆษณาทุกรูปแบบ บริษัทบุหรี่จึงหันมาใช้กลยุทธการโฆษณาบุหรี่ทางอ้อมด้วยการวางแผงโชว์บุหรี่ที่จุดจ่ายเงินในร้านสะดวกซื้อแทน ซึ่งก็ได้ผลดีทีเดียว ทุกคนที่จ่ายเงินย่อมเห็นแผงบุหรี่เต็มพื้นที่หลังเคาท์เตอร์จ่ายเงิน วัยรุ่นซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของร้านสะดวกซื้อย่อมมีบ้างที่เสียท่าซื้อบุหรี่มาลองสูบจนกลายเป็นสิงห์อมควันในที่สุด
กฎหมายที่ห้ามการวางแผงโชว์บุหรี่ในร้านค้า โดยให้มีเพียงป้ายติดว่าที่นี่มีบุหรี่จำหน่ายนั้น เป็นก้าวที่สำคัญของนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพในด้านการลดการสูบบุหรี่ของคนไทย เรื่องง่ายๆคิดง่ายๆ คนจบ ป. 4 ก็รู้ว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดีเพื่อสุขภาพคนไทย เป็นเรื่องที่เราทุกคนควรชื่นชมรัฐบาล และประณามร้านค้าที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องขอบคุณร้านเซเว่น อีเลเว่น ที่ได้แสดงธาตุแท้ของทุนนิยมให้สังคมได้ประจักษ์อีกครั้งว่า ทุนใหญ่ระดับชาตินั้นสนใจเพียงกำไรสูงสุดเท่านั้น ไม่สนใจการร่วมสร้างสังคมที่มีสุขภาวะ ธาตุแท้ทุนนิยมยังไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ศ.นพ.
ศ.นพ.
พร้อมกันนี้ ศ.นพ.ประเวศ ยกพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า ขอให้เราพออยู่พอกิน และมีไมตรีจิตต่อกัน รวมทั้งพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก ที่มีเรื่องราวของพ่อค้าที่พากันขึ้นเรือ หมายไปแสวงโชคที่เมือง สุวรรณภูมิ แต่เมื่อเรือล่มกลางคัน พระมหาชนก ยังช่วยเหลือตนเอง และว่ายน้ำเข้าฝั่งโดยไม่ย่อท้
ศ.นพ.ประเวศ กล่าวตอนท้ายว่า อย่างไรก็ตาม วันนี้นับว่าความสนใจธรรมะของคนไทยพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว มีอุปสงค์หรือความต้องการสอดแทรกสิ่งที่เกี่ยวกับธรรมะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสื่อในรูปแบบต่างๆ การท่องเที่ยวธรรมะ (ททธ.) เป็นต้น
การบรรยายพิเศษนี้ จัดโดยองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ร่วมกับยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ (ย.พ.ส.) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 และจะจัดเป็นประจำทุกเดือน ด้วยความตั้งใจให้มีการนำพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีรายงานชื่อว่า ทุ่งร้าง หรือ Deserted Field ออกมาจากองค์กรที่เข้าไปทำงานในดินแดนลึกลับอย่างประเทศพม่า - คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาและบรรเทาทุกข์รัฐฉาน (SRDC/ Shan Relief and Development Committee)
หน่วยงานนี้ได้เข้าไปแอบเก็บข้อมูลที่เมืองนาย ในรัฐฉานของพม่ามาตั้งแต่ปี 2546 จนประมวลออกมาเป็นภาพสะท้อนสถานการณ์ความล่มสลายและความทุกข์ยากของเกษตรกรเมืองนาย อันเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลทหารพม่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
แม้ไม่ได้พูดถึงผลกระทบโดยตรงจากโครงการเกษตรพันธสัญญา หรือ Contract Farming ที่รัฐบาลไทยได้ร่วมมือกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน โดยลงนามกับรัฐบาลพม่าไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2548 เพื่อให้ปลูกพืชอาหารสัตว์ และพืชพลังงานเกือบ 10 ชนิดบนพื้นที่ราว 44 ล้านไร่มาป้อนฝั่งไทย แต่ข้อมูลทั้งหมดในรายงานฉบับนี้ก็ทำให้เราตระหนักได้ทันทีว่า โครงการนี้จะไม่สร้างประโยชน์แบบ win-win อย่างที่นายกฯ ทักษิณ หรือรัฐมนตรีเกษตรหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ โฆษณาไว้แน่นอน
หากแต่ผลประโยชน์ของ (บริษัท) ไทยอาจต้องแลกด้วยชีวิต เลือดเนื้อ ของคนเล็กคนน้อยจำนวนมากในอีกฝากฝั่งหนึ่ง.....
เมืองนาย อำเภอที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐฉาน เป็นพื้นที่ทำการศึกษาที่พอจะเข้าไปเก็บข้อมูลได้ แม้กองกำลังติดอาวุธหลายกลุ่มจะยึดครองพื้นที่ตามเขตเทือกเขาในเมืองนี้มานานหลายปี และรัฐบาลทหารก็ออกปราบปรามกลุ่มต่อต้านมากยิ่งขึ้น
ผลการสำรวจ ได้จากการสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ทุกระดับชั้น และลงสำรวจพื้นที่ด้วยตัวเอง ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างมาก การสำรวจเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากต้องใช้ความระมัดระวัง หากทหารพม่าทราบข่าวก็หมายถึงชีวิต นายแหลง หนึ่งในทีมสำรวจเคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว
พื้นที่แห่งนี้เคยอุดมสมบูรณ์ เป็นอู่ข้าวชั้นดีของผู้คน แต่ปัจจุบันนี้มีหมู่บ้านหลงเหลืออยู่เพียง 25 หมู่บ้าน จากที่เคยมีถึง 57 หมู่บ้านก่อนปี 2537 มีประชากรเหลืออยู่ประมาณ 25,000 คน ประกอบด้วยคนพม่า ฉาน ปะโอ ลีซู ลาหู่ โกก้าง และปะหล่อง ส่วนอีกราวร้อยละ 30 คาดว่าอพยพหนีข้ามมาฝั่งไทย ปล่อยให้พื้นที่เพาะปลูกอันอุดมกลายเป็นทุ่งร้างมากกว่า
ที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่นี้ ยากจน ไม่มีรายได้จากการเพาะปลูกมากนัก ทรัพย์สินของพวกเขาคือข้าวที่สะสมไว้ รวมทั้งปศุสัตว์ที่มีอยู่ แต่ผู้คนร้อยละ 90 ก็มีอาหารพอเพียง มีการค้าขายและแลกเปลี่ยนพืชผล-สิ่งของระหว่างคนเมืองและชาวบ้าน โดยที่การเดินทางเป็นไปอย่างเสรี
ปี 2537 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงไปในทางเลวร้าย เพราะรัฐบาลทหารพม่าจัดตั้งศูนย์รับซื้อข้าวเปลือกในเมืองนาย โดยให้ตำรวจ ทหาร เข้าไปติดประกาศคำสั่งเพื่อให้ชาวบ้านทุกคนปฏิบัติตาม
ชาวนาทุกคนถูกบังคับให้ต้องนำข้าวมาขายที่ศูนย์เป็นจำนวน 4 ถังต่อที่นาทุก 2.5 ไร่ที่พวกเขาเพาะปลูก โดยข้าว 1 ถังมีน้ำหนักประมาณ
ส่วนรัฐบาลทหารจะจ่ายค่าข้าวให้ชาวบ้านเพียง 350 จ๊าต ต่อถัง ในขณะที่ราคาตลาดจะอยู่ที่ 1,250 จ๊าตต่อถัง อีกทั้งทางศูนย์ก็ไม่รับซื้อข้าวเปลือกคุณภาพต่ำ
หนี้สินที่ไม่ได้ก่อ
โชคร้ายกว่านั้น ไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับผู้ที่ผืนนาให้ผลผลิตช้าหรือแม้จะมีอุบัติเหตุอะไรก็ตาม หากไม่ส่งขายข้าวในเวลาที่กำหนด พวกเขาจะถูกจับตามระเบียบ ดังนั้น ชาวนาผู้โชคร้ายเหล่านี้จึงต้องยอมซื้อข้าวเปลือกจากคนอื่นในราคาตลาด เพื่อนำมาขายให้ศูนย์ในราคา 350 จ๊าต
ต้อนรับทั้งน้ำตา
การซื้อข้าวเปลือกของชาวบ้านนั้น จะมีคณะผู้จัดซื้อของรัฐบาลตระเวนไปตามหมู่บ้านต่างๆ และพลันที่เห็นขบวนของพวกเขามา ชาวบ้านทั้งหลายจะต้องจัดหาอาหารมาเลี้ยงต้อนรับขบวนที่มาทั้งหมดในวันนั้น จากนั้นตำรวจจะเดินไปตามบ้านต่างๆ เพื่อ ขู่ ให้ชาวบ้านขายข้าวให้ได้ตามโควตา แน่นอน ใครผลผลิตตกต่ำมีไม่เพียงพอ ก็ต้องไปหาซื้อมาให้ได้
ข้าวเปลือกที่ศูนย์รับซื้อจะถูกสีและจัดสรรให้กับข้าราชการ ตำรวจและทหารในพื้นที่ทุกเดือน รวมทั้งหน่วยงานซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดข้างเคียงด้วย พวกเขาทำแบบนี้ตั้งแต่ปี 2537-2546 แม้ชาวบ้านจะจ่าย ภาษี อย่างหนักหน่วงมาหลายปี แต่ก็ไม่เคยได้รับบริการตอบแทนจากเจ้าหน้าที่เหล่านี้เลย สิ่งที่เกิดขึ้นมีเพียงการส่งทหารมาประจำในพื้นที่มากขึ้น
โยกย้ายเพราะปลายปืน
หลังจากกองทัพเมืองไตของขุ่นส่ายอมมอบตัวในปี 2539 หลังจากนั้นชาวบ้านกว่า 300,000 คนทั่วรัฐฉานก็ถูกบังคับด้วยกระบอกปืนให้อพยพออกมาจากพื้นที่และยังมีการบังคับต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน
ทหารของขุนส่ามีจำนวนมากและกระจายอยู่ทั่ว เมื่อขุนส่ามอบตัว รัฐบาลทหารก็ต้องอพยพคนลงมาอยู่ในเขตที่ควบคุมได้ เพื่อตัดการติดต่อและกันชาวบ้านเข้าร่วมกับกองกำลัง มีการบังคับให้ย้ายกันภายใน 3 วัน 5 วัน 7 วัน ซึ่งเจ็ดวันนี่ถือว่านานที่สุดแล้ว นายแหลง หนึ่งในทีมสำรวจให้ข้อมูล
มีการทำลายหมู่บ้านหลายแห่งบนภูเขาและอพยพชาวบ้านลงมาในพื้นที่ใกล้กับเขตเมืองนาย หมู่บ้านบางแห่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขตเมืองก็ถูกโยกย้ายเช่นกัน ในปี 2537 มีการอพยพหมู่บ้านประมาณ 32 แห่งในเทือกเขาทางตะวันออกของเมืองนาย และอีก 25 แห่งซึ่งเป็นหมู่บ้านในที่ลุ่ม ในปัจจุบัน มีหมู่บ้านที่ยังเหลืออยู่บนภูเขาเพียง 12 แห่งและอีก 13 แห่งในที่ลุ่ม ซึ่งเป็นเหตุให้ผลผลิตข้าวบนที่สูงลดลงกว่าร้อยละ 56
ชาวบ้านถูกบังคับให้ไปพัฒนาที่ทำกินแห่งใหม่ หรือจะเรียกว่าเป็น หมู่บ้าน ซึ่งอยู่ตามถนนใหญ่ในเขตที่ราบ หรือไม่ก็ต้องไปอาศัยอยู่แถวหมู่บ้านอื่นซึ่งใกล้กับเมือง พวกเขาไม่มีโอกาสกลับไปเพาะปลูกในพื้นที่ของตนเอง ขณะที่รัฐบาลก็ไม่ได้ให้ความสนับสนุนกับผู้ที่ถูกโยกย้าย และโอกาสที่จะหาที่อยู่ใหม่ก็มีน้อยเต็มทน
ความระส่ำระสายเกิดขึ้นทั่ว จนผู้คนจำนวนมากต้องหนีไปอยู่ในป่าลึกเพื่อทำเกษตร และมีประชาชนอีกกว่า 10,000 คน หรือราวร้อยละ 30 ของประชากรในพื้นที่ ที่คาดว่าได้อพยพเข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา
นี่เป็นเพียงบทโหมโรงของความทุกข์ยากที่ชาวบ้านในพม่าได้รับมายาวนาน ก่อนที่พม่าจะเริ่มเศรษฐกิจแบบตลาดในปี 2546 และเปิดรับนักลงทุนบางส่วนให้เข้าไปดำเนินกิจการต่างๆ ซึ่งนอกจากทุนนิยมจะไม่ช่วยให้ชีวิตของประชาชนตาดำๆ ดีขึ้นแล้ว กลับยิ่งซ้ำเติมความทุกข์ยากของพวกเขาให้เพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง
ชีวิตของชาวนาเมืองนาย และอีกหลายเมืองในรัฐฉานเปลี่ยนไปแล้ว นับตั้งแต่รัฐบาลทหารเริ่มเข้ามาจัดการระบบการเกษตร มีการกำหนดโควตาข้าวที่ประชาชนต้องจ่ายให้รัฐอย่างหนักหนาสาหัส รวมทั้งขับไล่ผู้คนออกจาก บ้าน ของตัวเอง ลงมากระจุกอยู่ในความควบคุมของรัฐบาลทหาร
หากมีเพียงเรื่องเลวร้ายที่กล่าวมา อาจไม่มี ทุ่งร้าง จำนวนมหาศาล และผู้คนก็อาจจะพอมีแรงดิ้นรนต่อสู้กับมรสุมเหล่านั้นได้
ในรายงานของคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาและบรรเทาทุกข์รัฐฉาน (SRDC/ Shan Relief and Development Committee) ที่เข้าไปเก็บข้อมูลในพื้นที่ระบุว่า เรื่องเลวร้ายใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับการเกิด รางรถไฟ ระยะทางเกือบ 5 กม.จากบ้านนาลินไปยังบ้านนาขาน ตำบลไม้ไฮ อำเภอเมืองนายในช่วงปลายปี 2537 ทางรถไฟสายนี้ใช้แรงงานทาสจากชาวบ้าน และมีการทำลายทุ่งนาสองข้างของทางรถไฟจำนวนมาก
นอกจากนั้นกองพันทหารราบที่ 248 ยังเวนคืนนาข้าวถึง 100 ไร่ซึ่งอยู่ใกล้กับค่ายทหาร รวมทั้งบังคับให้ชาวบ้านขุดสระน้ำลึก 15 ฟุตและกว้าง 100 ฟุตจำนวน 7-8 แห่ง เพื่อเอาไว้เลี้ยงปลาสำหรับทหารกินเอง ไม่มีการชดเชยให้กับชาวนาผู้สูญเสียที่ดินแต่อย่างใด
ขูดเลือด ขูดเนื้อ และแทะกระดูก
กองพันทหารราบที่ 518 และ 248 ที่อยู่ในพื้นที่เริ่มบังคับให้ชาวนา 7 หมู่บ้านในเขตเมืองนาย ต้องปลูกข้าวนาปรังเพิ่มเติม ทำให้เกิดปัญหาการผลิตข้าวทั้งระบบล้มเหลว เพราะมีช่วงเวลาที่ซ้อนทับกัน ส่งผลให้ข้าวนาปีมีผลผลิตตกต่ำ และเกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำในชุมชนเพิ่มมากขึ้น เพราะแต่เดิมชาวบ้านจะปลูกข้าวกันตามฤดูกาลเพียงปีละ 1 ครั้ง แน่นอน ผลผลิตทั้งหมดตกเป็นของรัฐบาลทหาร
สำหรับกระบวนการนั้น ทางการจะเวนคืนที่ดินที่อุดมสมบูรณ์และใกล้แหล่งน้ำ รวมทั้งบังคับใช้แรงงงานชาวบ้านตลอดวงจรการผลิตข้าว โดยจะมีคำสั่งเรียกประชุมผู้ใหญ่บ้านทุกแห่งเพื่อให้ดำเนินการจัดคิวให้สมาชิก 1 คนของแต่ละครอบครัวหมุนเวียนกันมาทำนา ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก ยกเว้นขั้นตอนการเตรียมที่นาที่จะใช้แรงงานชาย หากครอบครัวไหนไม่สามารถส่งแรงงานมาได้ ก็ต้องจ่ายเงิน 700 จ๊าต หรือไม่ก็ต้องหาคนอื่นมาทำแทนให้ได้ ไม่มีข้อยกเว้น
ไม่ใช่เพียงที่ดินและแรงงานที่ถูกขูดรีดไปต่อหน้าต่อตาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ชาวบ้านยังต้องจัดหาเครื่องมือการเกษตร เชื้อเพลงในขั้นตอนการเตรียมที่ดิน ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง รวมถึงต้องนำน้ำจากแหล่งน้ำในชุมชนมาใช้เองด้วย สิ่งเดียวที่รัฐบาลกลางจัดหาให้คือ เมล็ดพันธุ์ผสม
ปี 2541 เป็นปีที่กองทัพพม่าออกคำสั่งยกเลิกการจัดสรรอาหารให้กับทหารราบ และบีบให้พวกเขาต้องหาเลี้ยงตัวเอง คำสั่งสั้นๆ นี้ทำให้เกิดผลกระทบใหญ่หลวง นอกเหนือจากบังคับให้ทำนาปรัง ยังทำให้เกิดการเวนคืนที่ดินมากขึ้นโดยเฉพาะหลังจากปี 2543 เป็นต้นมา
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ กองพันทหารราบที่ 518 ได้เวนคืนที่ดินมากกว่า
การเวนคืนนี้เป็นไปเพื่อเปลี่ยนให้ เจ้าของ ที่ดินกลายเป็น ผู้เช่า ชาวนาสามารถจะเลือกปลูกอะไรก็ได้ในที่ดินที่ เคย เป็นของตน แต่ต้องจ่ายค่าเช่าเป็นข้าวเปลือก 3.5 ถังต่อปี นอกจากที่ดินแล้วทหารที่ลาดตระเวนผ่านมายังยึดเอาสัตว์เลี้ยงและพืชผลอื่น ๆ ไปโดยไม่มีการจ่ายเงินให้
สภาพการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบเลวร้ายยิ่งกว่าระบบการจัดซื้อข้าว เพราะนอกจากชาวนาจะไม่ได้รับค่าตอบแทนจากการขายข้าวแล้ว พวกเขายังต้องจ่ายค่าเช่าเป็นข้าวอีกด้วย
นอกจากนี้ที่ดินอีก 5,000-7,500 ไร่ที่ปัจจุบันรกร้างนั้น มีสาเหตุเนื่องมาจากเมื่อราว 10 ปีที่แล้ว รัฐบาลทหารได้เวนคืนที่ดินเหล่านี้ทางตอนเหนือของเมืองเพื่อดำเนินนโยบายที่พวกเขาเรียกว่า การปลูกป่า
ในช่วงเวลาเดียวกัน ยังมีการขายที่ดินซึ่งถูกเวนคืนอีก 2,500-3,800 ไร่ให้กับเจ้าของบริษัทผลิตสุราฉ่วยหลินหยง จากนั้นเจ้าของบริษัทได้ว่าจ้างชาวบ้านให้เป็นแรงงานทำงานให้ มีการเพาะปลูกพืชผักต่าง ๆ โดยเฉพาะถั่วเพื่อส่งออกไปยังเมืองจีน และเพิ่งเลิกไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเมื่อตลาดไม่สดใสมากนัก ในปัจจุบันที่ดินเหล่านี้ถูกปล่อยทิ้งรกร้าง
มันเป็นสิ่งที่น่าตกใจอย่างมากกับตัวเลขจำนวนประชากร และหมู่บ้านที่ลดน้อยลง อีกทั้งมีไร่นาถูกละทิ้งนับหมื่นไร่เช่นนี้ ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่เพียงเกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่เมืองนายเท่านั้น ในพื้นที่ใกล้เคียง และอีกหลายพื้นที่ ในรัฐฉานภาคใต้ก็ประสบเช่นเดียวกัน นายแหลง หนึ่งในทีมสำรวจกล่าว
ใบอนุญาตเดินทางและมีชีวิต
สำหรับชาวนาที่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม และยังยืนหยัดในอาชีพทำนา หากพวกเขามีที่ดินอยู่ไกลจากตัวเมือง พวกเขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้พักค้างคืนในที่นาของตน ต้องเดินทางไปเช้าเย็นกลับ ไม่ว่าเส้นทางจะยาวไกลแค่ไหน
เส้นทางป่าเขาของพม่าบางทีอาจไม่ต่างจากถนนหลวงบ้านเรานักในบางแง่มุม เพราะชาวบ้านต้องจ่ายค่าสินบนเพื่อให้ได้รับอนุญาตเดินทางไปกลับได้ โดยจ่ายให้กับผู้ใหญ่บ้านบ้าง ตำรวจบ้าง กองพันทหารราบบ้าง หรือหากใครโชคดีก็อาจต้องจ่ายทั้งสามส่วน
น่าเศร้ากว่านั้น ค่าสินบนแค่ 100-200 จ๊าต ถือเป็นเงินน้อยเกินไป ชาวนาต้องให้พวกปลากระป๋อง เนื้อกระป๋องเพิ่มเติมแก่พวกเจ้าหน้าที่ด้วย นอกจากนี้ชาวนายังไม่ได้รับอนุญาตให้นำอาหารกลางวันติดตัวไปยังที่นาอีกต่างหาก ใครลักลอบและถูกจับได้ โทษจะมีตั้งแต่จ่ายค่าปรับ ถูกทุบตี หรืออาจเลวร้ายกว่านั้น
ไม่เพียงการเดินทางไปทำนาเท่านั้น แม้แต่การเดินทางจากหมู่บ้านหนึ่งไปเยี่ยมเยียนญาติมิตรอีกหมู่บ้านหนึ่งก็ต้องมีใบอนุญาตเช่นกัน เพราะหาไม่แล้วพวกเขาจะถูกจับกุมด้วยข้อสงสัยว่าเป็นขบถ ไม่ว่าบัตรประชาชนจะบ่งบอกชื่ออะไรก็ตาม
กระนั้นก็ดี มีใบอนุญาตก็ใช่ว่าจะได้ความปลอดภัยในชีวิต เพราะกองพันทหารราบและหน่วยลาดตระเวนนั้นมีการออกคำสั่งที่แตกต่างกัน หากเดินไปเจอหน่วยที่มีคำสั่งให้ยิงคนที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่ทันที ชาวนาก็ยังเสี่ยงต่อการถูกยิงตาย แม้ในมือจะกำใบอนุญาตที่ออกโดยกองพันฯ อีกแห่งหนึ่งไว้แน่นก็ตาม
นาร้าง ตลาดร้าง
นอกจากนี้มาตรการจำกัดและควบคุมการเดินทางของประชาชนยังส่งผลกระทบต่อการค้าและตลาดด้วย โดยปรกติพ่อค้าจากลางเคอ (ตัวจังหวัด)จะเดินทางมาซื้อข้าวคุณภาพดีจากเขตเมืองนาย ในตลาดเกษตรกรรมที่เปิดทุกอาทิตย์ แต่ในปัจจุบัน พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกจากเมืองนายพร้อมกับนำข้าวหรืออาหารติดตัวไปด้วย โดยจะมีด่านตรวจบนถนนด้านใต้ของเมือง เส้นทางค้าขายกับเมืองต่างที่ผ่านเขตป่า ก็มีสภาพที่อันตรายมากเกินไปในปัจจุบัน
ลางเคอเป็นพื้นที่ที่มีชื่อเสียงในการเพาะปลูกยาสูบและอ้อย แต่ไม่ได้ปลูกข้าวหรืองามากนัก ดังนั้น การจำกัดการค้าขายจึงส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารในเขตเมืองนี้และเมืองใกล้เคียง อีกทั้งตลาดในเมืองนายเองก็ไม่มีของขาย
นี่คือชะตากรรมบางส่วนของหลายชีวิตที่อยู่ห่างจากเราเพียงหนึ่งชั่วโมงบิน แต่ไม่เป็นที่รับรู้ หรือแม้แต่รู้แล้วก็อาจไม่ใส่ใจ เพราะมุ่งมองแต่ผลกำไรมหาศาลที่เต้นรำอย่างยั่วยวนอยู่บนซากกองกระดูกของคนเหล่านั้น
ปัจจุบันคนปลูกข้าวที่นั่นต้องหาซื้อข้าวและอาหารกิน ในขณะที่ราคาอาหารและเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนล่าสุดมีข่าวว่า รัฐบาลทหารพม่าออกคำสั่งบังคับให้ประชาชนทั่วประเทศปลูกต้น สบู่ดำ กว่า 5 แสนไร่ โดยระบุเหตุผลว่าเพื่อนำมาสกัดเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนและลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ แต่พร้อมกันนั้นก็สอดรับกับการที่รัฐบาลไทยกำลังเพิ่มเติม สบู่ดำ ไปในโครงการทำคอนแทรค ฟาร์มิ่งกับเพื่อนบ้านทั้งหลาย
เราต้องมีวิสัยทัศน์ใหม่ โดยมองว่าประเทศไทยทั้งประเทศเป็นโรงงาน ไม่ใช่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเพราะแคบเกินไป หรือหากมองไกลกว่านั้น ก็ต้องมองประเทศเพื่อนบ้านเป็นโรงงาน หรือไกลไปอีกก็ต้องมองไปประเทศที่ไกลขึ้น
ตอนหนึ่งในปาฐกถาพิเศษของ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยที่กล่าวเปิดงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ (30 ต.ค.48)
ใต้ผืนผ้าสีเขียวเข้มที่เขียนว่า RICE IS LIFE KEEP IT GE FREE ตัวแทนจากองค์กรพัฒนาเอกชนของประเทศต่างๆ ทั้งส่วนที่ทำงานกับชาวนาและผู้บริโภค ต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเล่าสถานการณ์ ข้าว และ GE (Genetic Engineering-เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม) ในประเทศของตัวเอง
ปาลาซ บาราล หนุ่มใหญ่จากบังคลาเทศ ระบุว่า หลังยุคปฏิวัติเขียว ข้าวพันธุ์พื้นเมืองของบังคลาเทศที่เคยมีกว่า 15,000 สายพันธุ์ เหลือเพียง 1,500-1,600 สายพันธุ์ในขณะนี้ ซึ่งสำหรับชาวบังคลาเทศแล้ว เรื่องพันธุ์ข้าวไม่ใช่เรื่องของอาหารหรืออาชีพเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมชาวนาที่ดำรงอยู่ในแต่ละท้องถิ่นด้วย
ไม่เพียงความล่มสลายจากการเกษตรเชิงพาณิชย์เท่านั้น หากแต่จีเอ็มโอก็เริ่มรุกเข้ามาในบังคลาเทศ โดยบริษัทซินเจนต้า ธุรกิจข้ามชาติยักษ์ใหญ่ด้านเกษตรจีเอ็มโออันดับต้นของโลก ได้พยายามผลักดันให้เกษตรกรปลูก ข้าวสีทอง โดยอ้างคุณสมบัติด้านโภชนาการที่ผู้คนจะได้รับทั้งเบตาแคโรทีน ไวตามินเอ
ในส่วนของประเทศจีน แม้จะยังไม่มีการอนุญาตให้ปลูกข้าวจีเอ็มโอเป็นการค้า แต่ก็มีข่าวการเล็ดรอดของข้าวจีเอ็มโอในมณฑลหูเป่ย และกวางเจา มาตั้งแต่ต้นปี อย่างไรก็ตาม แลม ชี กวง เจ้าหน้าที่กรีนพีซ ประเทศจีน ให้ข้อมูลว่ารัฐบาลจีนได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวพอสมควร มีการสั่งทำลายข้าวจีเอ็มโอที่ตรวจพบ และมีการปรับโครงสร้างของคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ จากที่มีเพียงตัวแทนนักวิทยาศาสตร์ ก็ให้มีตัวแทนของนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพและด้านอื่นๆ ร่วมด้วย
ตั้งแต่เราพบการแพร่กระจายของมะละกอจีเอ็มโอ เราได้ติดตามในส่วนของข้าว ภาครัฐก็บอกตลอดว่าไม่มีการทดลอง แต่ข้อมูลเรื่องข้าวยังไม่ค่อยมีการเปิดเผย เป็นเรื่องที่ยังดำมืดพอสมควร วรุณวาร สว่างโสภากุล เจ้าหน้าที่กรีนพีซ ประเทศไทย สะท้อนการทำงานรณรงค์ในประเทศไทย
ในส่วนของภาคราชการ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ (สทช.) นาย
ตัวอย่างเช่น ข้าวสีทองนั้นมีสิทธิบัตรเกี่ยวข้องกว่า 70 ฉบับ มีบริษัทที่ถือสิทธิในสิทธิบัตรต่างๆ ราว 30 กว่าบริษัท
สาเหตุ และ เป้าหมายของสมัชชาคนจน ในการกลับมาครั้งนี้คืออะไร ?
สรุปว่าในสถานการณ์ร้อน ไม่เอานายกฯ ทักษิณ สมัชชาคนจนจะมีท่าทีต่อเรื่องนี้ยังไง แล้วมีการต่อเชื่อมกับองค์กรพันธมิตรที่เคลื่อนไหวอยู่หรือเปล่า
ไม่ใช่ ปัญหาเรื่องปัญหาความชอบธรรมของรัฐบาล สมัชชาคนจนเองเขาก็รู้สึกมานานแล้ว เพราะเขาได้รับผลกระทบโดยตรง รัฐบาลไม่เคยมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาเลย ลึกๆ หลายคนคงอยากไล่มานานแล้วด้วยซ้ำไป แต่เพราะด้วยปัญหาที่ค้างคาอยู่ต้องใช้อำนาจของรัฐบาล หรือกลไกของรัฐในการแก้ปัญหา จึงต้องตัดสินใจแบบนี้ ให้การมาชุมนุมครั้งนี้ของสมัชชาคนจนมุ่งเพียงระดับการเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาของสมาชิกเป็นพื้นฐาน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ถ้าเราเข้าใจลักษณะของขบวนการเคลื่อนไหวแบบสมัชชาคนจน
อันนี้เป็นการพิจารณาการเคลื่อนไหวจากโครงสร้างโอกาสทางการเมือง และอีกส่วนหนึ่งในการทำความเข้าใจขบวนการเคลื่อนไหว คือ ความพร้อมภายในองค์กรเอง ซึ่งถ้าเข้าใจเรื่องนี้ ก็จะสามารถอธิบายได้ว่า ทำไมช่วงหนึ่งสมัชชาคนจนหายไปจากหน้าทำเนียบ
ความยากจนที่เกิดขึ้นเป็นเพราะ การเมืองไม่เห็นหัวคนจน ชาวบ้านไม่มีโอกาส ไม่มีอำนาจ ไม่มีพื้นที่หรือช่องทางที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม ตรวจสอบนโยบายสาธารณะ โครงการขนาดใหญ่ที่มากระทบกับวิถีชีวิต
ดังนั้น สำหรับคนจนแล้วการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จะต้องเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ จะต้องตอบปัญหาเฉพาะหน้า คือเรื่องปากท้องก่อน ซึ่งเกี่ยวพันอย่างแยกไม่ออกกับปัญหาความเป็นธรรมทางสังคม คนจนอาจจะสนใจเรื่องนี้มากกว่าการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพ ธรรมาภิบาลแบบกระแสเรียกร้องของคนชั้นกลาง
คิดยังไงกับกระแสการปฏิรูปการเมืองรอบ 2
อย่างที่บอกว่าเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญ ที่เราก็ร่วมผลักดันด้วย ในแง่มุมของคนจน คิดว่าต้องใช้ช่วงเวลาและเวทีในการชุมนุมนั้นในการการระดมความคิดเห็นของสมาชิกและพันธมิตร ซึ่งเป็นองค์กรประชาชนต่างๆ ร่วมจัดทำข้อเสนอของคนจนต่อการปฏิรูปการเมือง โดยมีเนื้อหาที่สะท้อนปัญหารูปธรรมจากความเรียกร้องต้องการ ซึ่งจะไปปรากฏในกฎหมายลูกหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เรื่องพวกนี้ต้องได้รับการรองรับและนำไปสู่การปฎิบัติอย่างรูปธรรม เช่น สิทธิชุมชน การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ภาษีสิ่งแวดล้อม สวัสดิการแรงงาน สิทธิของเกษตรกร สิทธิในเรื่องที่อยู่อาศัย การกระจายรายได้ การเก็บภาษีก้าวหน้า เป็นต้น
อย่างไรก็ดี กลุ่มคนจนต่างๆ ไม่เพียงเฉพาะสมัชชาคนจนเท่านั้น ที่ต้องค้นคิดและผลักดันให้เป็นวาระหนึ่งของสังคมด้วย ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่สำคัญมากนัก
ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาภายใต้รัฐบาลไทยรักไทย พูดได้ว่าโดยภาพรวมแล้วความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ช่วงหลังจากที่นายกฯ ลงไปกินข้าวกับชาวบ้านที่หน้าทำเนียบรัฐบาลรัฐบาลทักษิณได้มีแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญาสมัชชาคนจนขึ้น มีนาย
นอกจากนี้ ยังยกเลิกคณะกรรมการเขื่อนที่ยังไม่สร้าง 5 เขื่อน เพื่อเป็นองค์กรที่ผู้คนจากภาคส่วนต่างๆ ได้เข้าร่วมและทำหน้าที่ในการกำกับการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (EIA) โดยมีมติให้ชะลอการสร้างเขื่อนต่างๆ ไว้ก่อน เหตุผลในการยกเลิกคณะกรรมการเขื่อนของรัฐบาลคือ ทำให้ขั้นตอนล่าช้า และกลับไปว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งก็จะไปสร้างปัญหาความขัดแย้งดังกรณีโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ อีก
ในด้านเนื้อหา อาจจำแนกให้เห็นในรายละเอียด คือ
ส่วนกรณีปัญหาเขื่อนอื่นๆ มีชะตากรรมไม่แตกต่างกัน เช่น กรณีเขื่อนสิรินธรมีมติคณะรัฐมนตรีให้ช่วยเหลือชาวบ้านโดยการให้จัดหาที่ดินให้ชาวบ้านครอบครัวละ
ข่าวประกอบ
สมัชชาคนจน เปิดหมู่บ้านคนจน ดาหน้าเปิดโปงรัฐบาลผลงานเหลว
มุมคิดจากนักเรียนน้อย : แม่น้ำมูลกับปลาแซลมอน
ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งยืนเคียงข้างปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยม ทำไมเขายังมองว่า การเจรจาเอฟทีเอของไทยที่ผ่านมามีปัญหา ท่ามกลางการเรียกร้องให้เอาข้อตกลงเอฟทีเอไทย-สหรัฐ เข้าสภา เขายืนกรานว่า แค่นั้นไม่พอ....เพราะอะไร เขาเคยบอกให้ไทยเว้นวรรคการเปิดเสรีแบบเต็มสูบโดยให้เหตุผลว่า เราป่วยด้วยโรคเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ...เอฟทีเอทำให้เราป่วยหนักขึ้นหรือไม่ ทำไมคนไทยชอบสงสัยไว้ก่อนว่า นายกฯคนเก่งทำเอฟทีเอเพื่อประโยชน์ของวงศ์วานว่านเครือ โปรดติดตามหาคำตอบ ซึ่งเขาเปิดโอกาสให้ ประชาไท ได้ถาม
ไทยมีความจำเป็นแค่ไหนในการทำเอฟทีเอ
ประเด็นใหญ่อีกประเด็นคือ เมื่อทำเอฟทีเอ มันจะมีคนที่ได้ประโยชน์ มันจะมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ได้ประโยชน์ แล้วก็มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เสียประโยชน์ มีภาคเศรษฐกิจที่เสียประโยชน์ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้ก็ต้องร่วงโรยไป ล่มสลายไป แต่รัฐบาลไม่เคยมีแผนในการช่วยเหลือกิจกรรมที่จะร่วงโรยจากการเปิดเสรีทางการค้า สิ่งเหล่านี้เราเห็นได้จากกรณีของการทำการค้าข้อตกลงไทย-จีน ในการเปิดเสรีผลไม้
ในการดำเนินนโยบายนั้น มีทางเลือกหนึ่ง คือโอนประโยชน์จากกิจกรรมจากอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเสรี ไปเกื้อกูลกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องร่วงโรยอันเป็นผลจากการเปิดเสรี แต่รัฐบาลไม่ได้ทำเรื่องพวกนี้ ไม่ได้พูดถึงเลย ไม่ได้มีการเตรียมการเลยว่า เมื่อลงนามไปแล้วจะมีแผนในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระเทือนจนกระทั่งจะต้องหมดอาชีพอย่างไรบ้าง
อาจารย์เรียกร้องเรื่องของธรรมาภิบาลในการเจรจาเอฟทีเอ เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา ท่านทูตนิตย์ พิบูลสงคราม ก็บอกว่า เราโปร่งใสเพียงพอ และรับฟังข้อมูลจากประชาชนไทยมาโดยตลอด
อาจารย์พูดเรื่องการขอสัตยาบันจากรัฐสภาหรือการขอความเห็นชอบจากประชาชนว่ามันมากกว่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 224 วรรค 2 ซึ่งบัญญัติว่า หากว่ารัฐบาลจะต้องทำสนธิสัญญาที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงของกฎหมายภายในประเทศจะต้องผ่านเห็นชอบจากรัฐสภา...แค่นี้ไม่พอหรือ
ไม่พอครับ การทำข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือสัญญาระหว่างประเทศ โดยทั่วไปไม่ต้องขอสัตยาบันจากรัฐสภา เว้นแต่ข้อตกลงนั้นมีผลในการเปลี่ยนแปลงราชอาณาเขต หรือมีผลในการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ หรือมีผลทำให้ต้องตราพระราชบัญญัติเพื่ออนุวัตรตามข้อตกลง แต่ตอนนี้ที่รัฐบาลทำ รัฐบาลได้ออกกฎหมายล่วงหน้าไปแล้ว กฎหมายที่คาดว่าจะปรากฏอยู่ในข้อตกลงจำนวนมากได้ออกล่วงหน้าไปแล้ว เช่นเรื่องระงับข้อพิพาททางการค้าโดยใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ แทนการใช้กระบวนการทางศาลก็มีกฎหมายอยู่แล้ว และก็เป็นที่แน่ชัดว่า สหรัฐอเมริกาก็จะต้องหยิบเรื่องมาเป็นประเด็นหัวข้อการเจรจาเรื่อง Trade and Investment
(หัวเราะ) เปิดเสรี...กิจกรรมที่ไม่สามารถแข่งขันได้ก็ต้องหายนะ กิจกรรมที่แข่งขันได้ก็ได้ประโยชน์ เปิดเสรีมีประโยชน์อยู่ 1 อย่างคือ กระตุ้นให้ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต แต่ก่อนนี้เมื่อไม่มีการเปิดเสรี ก็ไม่มีสิ่งกระตุ้นหรือแรงจูงใจในการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต เปิดเสรีไม่มีประโยชน์สำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่มีความสามารถในการแข่งขัน ไม่มีประโยชน์สำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่มีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ
การเปิดเสรีต้องใช้รัฐเป็นเส้นทางผ่าน แต่ถ้ากระบวนการผ่านของรัฐมีปัญหาล่ะ เช่น รัฐไทยไม่ยอมเปิดเสรีโทรคมนาคม
ดังนั้น ประเด็นต้องกลับไปที่ธรรมภิบาลของการเจรจาการค้าระหว่างประเทศใช่ไหมครับ คือการตัดสินใจว่าจะเอา sector อะไรไปแลก sector อะไร มันควรจะเป็นการตัดสินใจที่อยู่ภายใต้กระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ เอาภาคปศุสัตว์ไปแลกกับออสเตรเลีย ภาคปศุสัตว์ก็ต้องแย่แน่ๆ เพราะว่าโคเนื้อโคนมไทยสู้ออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ไม่ได้แน่ๆ แต่คุณก็แลก แล้วใครได้ ภาคยานยนต์ ทำไมคุณตัดสินใจแลกอย่างนี้ กระบวนการแลกอันนี้มันควรจะเป็นประชาธิปไตย แต่ขณะนี้มันไม่เป็น
ในตอนต้น อาจารย์พูดถึงการแผนการที่จะช่วยเหลือภาคเกษตรกรรมที่จะต้องร่วงโรยไปจากการเจรจาเอฟทีเอ เช่น ช่วยเหลือให้เปลี่ยนอาชีพ มีปัญหาว่า วิธีการเช่นนี้จะไปขัดกับสิ่งที่สังคมไทยระดับชุมชนซึ่งกำลังพัฒนาปรัชญา ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา หรือ เรื่อง สิทธิชุมชน หรือไม่
โอเค ก็ต้องกลับมาถามเรื่องของยุทธศาสตร์การพัฒนาว่า คุณจะเดินบนเส้นทางของชุมชนท้องถิ่นพัฒนาหรือคุณจะเดินบนเส้นทางของโลกานุวัตรพัฒนา ชนชั้นปกครองไทยก็นำสังคมเศรษฐกิจไทยบนเส้นทางโลกานุวัตรพัฒนา ประชาชนในชนบทในหลายภูมิภาคจำนวนไม่น้อยที่ดำเนินแนวทางพึ่งตนเอง อยู่พอดี กินพอดี ไม่ได้ต้องการที่จะผลิตเพื่อขาย ผลิตเพื่อกินเพื่อใช้ แต่แนวทางโลกานุวัตรพัฒนาเป็นแนวทางที่ทำให้ประชาชนต้องใช้ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการผลิต ผลิตเพื่อขาย แล้วก็ต้องเผชิญกับสภาวะความไม่แน่นอนของตลาดโลก
แปลว่าเราต้องยอมรับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางโลกานุวัตรพัฒนาเป็นแนวทางหลัก
ในเมื่อประชาชนเลือกรัฐบาลที่มีจุดยืนที่จะนำสังคมเศรษฐกิจไทยบนเส้นทางโลกานุวัตรพัฒนา ในขณะนี้เป็นเรื่องยากมากนะครับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ผมเขียนบทความชื่อ Bangkok Consensus บอกว่านี่คือฉันทามติแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในขณะที่โลกานุวัตรพัฒนานั้นเดินอยู่บนเส้นทางของฉันทามติวอชิงตัน แต่ว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของไทย ฉันทามติแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ไม่มีทางเอาชนะฉันทามติแห่งกรุงวอชิงตันได้ คือถ้าประชาชนยังไม่ตระหนักถึงประเด็นนี้
แต่ก่อนเทคโนแครตแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรมด้วยการคัดค้าน หรือการลาออก เช่นในแบงค์ชาติซึ่งเป็นจารีต แต่เวลานี้ไม่มี...สิ่งที่คุณทักษิณทำสำเร็จก็คือ นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้กำหนด เทคโนแครตเป็นคนเอานโยบายไปทำ
เรื่องยาเราต้องเสียเปรียบแน่นอน
ถ้าอย่างนั้นหมายความว่าเศรษฐกิจเสรีนิยมและประชาธิปไตยอย่างที่ไทยเป็นนั้นปกป้องประชาชนของเราไม่ได้
อย่างเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ที่เราจะต้านได้ไหม
ท่านทูตนิตย์เข้าใจมาตลอดว่า ต้องเข้าสภา ล่าสุดก็ยังยืนยันว่าต้องเข้าสภา
เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา
ผมจัดเวทีมาเกือบ 2 ปีแล้ว แกก็พูดแบบนี้ แต่คุณทักษิณเป็นคนพูดเอง ว่าไม่จำเป็นต้องเอาเข้าสภา แกเพิ่งพูดเมื่อวันสองวันนี้ไม่ใช่เหรอ
นักเจรจาการค้าในเมืองไทยมีน้อยมาก เมื่อมีน้อยก็ควรจำกัดการเจรจา แต่ว่าไทยจัดการทีเดียวมีข้อตกลงนับสิบข้อตกลง นักเจรจา 1 คน อาจจะต้องเจรจากับต่างประเทศมากกว่า 1 ประเทศ
และในคราวนี้ ผมเข้าใจว่าคุณทักษิณบอกว่าจะต้องพยายามสรุปข้อตกลงกับสหรัฐให้ได้ภายในเดือนมิถุนายน ซึ่งการเร่งเจรจาให้จบเร็วๆ มันเป็นการทำลายอำนาจต่อรองของผู้แทนการเจรจา เพราะว่าคู่เจรจารู้อยู่แล้วว่าคุณอยากจะลงนาม
ปัญหาคือ เราไม่มี Hard Fact ว่ารัฐบาลจะเอาอะไร ทำไมนายกทักษิณจึงเลือกเปรู ความสำคัญทางเศรษฐกิจไม่มีเลย ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศไม่มีเลย แต่ก็เลือกทำเอฟทีเอกับเปรู เนื่องจากประชาสังคมไทยมีความไม่ไว้วางใจคุณทักษิณสูงมาก คนก็เดาว่า คุณทักษิณต้องไปหาประโยชน์จากเรื่องดาวเทียม คนตั้งข้อสงสัย เพราะว่าคุณทักษิณปล่อยให้บริวาร ปล่อยให้ญาติมิตรมาหาประโยชน์ทับซ้อนอย่างน่าเกลียดมาก คือไม่มีตระกูลนายกรัฐมนตรีคนไหนในประวัติศาสตร์ไทยที่ปล่อยให้เครือญาติมาหาประโยชน์แบบนี้
ทั้งหมดนี้ก็กลับมาที่ปัญหาธรรมาภิบาลในการเจรจา อย่างเวลาที่ USTR หรือผู้แทนสหรัฐจะไปเจรจากับต่างประเทศต้องแจ้งให้รัฐสภาทราบ รัฐสภาอาจจะตั้งข้อสงสัยว่าทำไมเลือกประเทศ A มันสำคัญอย่างไร ต้องอธิบายกับรัฐสภา แต่ว่าการเลือกประเทศในการทำข้อตกลงของไทย คุณทักษิณเป็นคนชี้ คือมันเป็นกระบวนการตัดสินใจภายใต้ระบบเหมาเจ๋อตง คือเป็นระบบวีรชนเอกชน
FTA จุดเปลี่ยนจิตวิญญาณสาธารณสุขไทย
นอกจากความสับสนวุ่นวายระหว่างหมอในกระทรวงสาธารณสุขที่เกิดขึ้นในเวลานี้แล้ว ยังมีสิ่งที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานานปีในระบบสาธารณสุขไทย นั่นคือปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งสถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้นเมื่อประเทศไทยเริ่มเปิดบริการทางด้านการแพทย์ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ ที่ส่งผลโดยตรงกับระบบสาธารณสุขไทยโดยเฉพาะการบั่นทอนโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรคให้อ่อนแอลงไปอีกด้วย
อย่าเพิ่งเบื่อหากจะเริ่มต้นรายงานชิ้นนี้ว่า ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ อาทิ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักกายภาพบำบัด ฯลฯ เป็นปัญหาสะสมมานานในวงการสาธารณสุข โดยจำนวนบุคลากรเหล่านี้มีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับประชากรในพื้นที่ อย่างสถิติประจำปี 2548 โรงพยาบาลทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีตัวเลขที่น่าตกใจคือ อัตราส่วนแพทย์ 1 คน ต่อประชากร 16,648 ทันตแพทย์ 1 : 24,972 เภสัชกร 1 : 12,486 พยาบาลวิชาชีพ 1 : 1,218 พยาบาลเทคนิค 1 : 3,567 เจ้าหน้าที่สาธารณสุข 1 : 1,248 และจำนวนเตียงต่อประชากรเท่ากับ 1 : 832 ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากโรงพยาบาลชุมชนส่วนใหญ่ทั่วประเทศ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แพทย์กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ก็เป็นดังวิชาชีพอื่นๆ นั่นคือความแตกต่างด้านโอกาสในการแสวงหารายได้เพิ่มเติมจากอาชีพหลัก การพัฒนาความรู้ความสามารถของตน เนื่องจากในชนบทเครื่องไม้เครื่องมือยังไม่เอื้ออำนวย การเดินทางไม่สะดวก ช่องทางแสวงหาความรู้ก็ค่อนข้างน้อยเหลือเกิน
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทน โดยเลขาธิการ ก.พ. เป็นประธาน ประชุมคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2548 มีมติให้ปรับลดอัตราค่าตอบแทนบุคลากรทางแพทย์ลงไปอีก เนื่องจากงบประมาณในปี 2548 ที่ได้รับจัดสรรนั้นไม่เพียงพอ การปรับลดอัตราค่าตอบแทนดังกล่าวจึงดูเหมือนจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาสมองไหลในวงการแพทย์ให้หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ข้อมูลจากกลุ่มบริหารงานบุคคลสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ชี้ว่าในรอบ 4 ปีที่ผ่านมามีสถิติแพทย์ลาออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขการจัดสรรแพทย์ของภาครัฐตั้งแต่ปี 2544-2547 มีจำนวน 3,823 ราย ขณะที่มีแพทย์ลาออกไปแล้วถึง 2,012 ราย คิดเป็น 52.63% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสามารถยืนยันปัญหาสมองไหลของแพทย์ภาครัฐได้เป็นอย่างดี
ผลิตแพทย์เพิ่ม: ตำข้าวสารกรอกหม้อ
ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดทำโครงการ 1 อำเภอ 1 แพทย์ขึ้น โดยกำหนดเงื่อนไขในการทำสัญญาปฏิบัติงานชดใช้ทุนเพิ่มขึ้นเป็นระยะเวลาถึง 12 ปี หรือชดใช้เงิน 2,000,000 บาทต่อราย และคาดว่าจะสามารถผลิตแพทย์เพิ่มได้ 300 คนต่อปีเพื่อเสริมกับโครงการที่มีอยู่เดิม ซึ่ง ศ.ดร. ภาวิช ทองโรจน์ เลขาธิการ สกอ. คาดว่าโครงการดังกล่าวจะเริ่มในปีการศึกษา 2549
ขณะที่ นพ.
ทั้งหมดนี้คงเห็นได้ว่า ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางแพทย์นั้นจะแก้ไขไม่ทันต่อความต้องการของประชาชน ทว่ารัฐเองกลับเลือกที่ถมทับซ้ำเติมปัญหา โดยแลกกับตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะได้รับจากขบวนรถไฟเอฟทีเอ ซึ่งเปลี่ยนเป้าหมายของการบริการสาธารณสุขในฐานะหลักประกันสร้างคุณภาพชีวิตอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ให้กลายเป็นเป้าหมายทางธุรกิจที่คำนึงถึงแต่ผลกำไร ซึ่งนั่นหมายความว่า คนที่ไม่มีกำลังทรัพย์ในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขซึ่งก็คือคนส่วนใหญ่จะต้องเป็นผู้รับเคราะห์นั่นเอง
Medical tourist ถนนทุกสายมุ่งสู่เอเชีย
เราอาจเคยได้ยินเวลาที่คนมีเงินทั้งหลายเจ็บป่วยพูดว่า เราต้องไปหาหมอดีๆ ที่เมืองนอก และ มีไม่น้อยที่หมายถึงจะไปหาหมอที่อเมริกา แต่รู้หรือไม่ว่าตอนนี้ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่เบนเข็มมารักษาโรคที่เอเชียกันมากขึ้น เพราะว่าที่นี่เป็นแหล่งหมอดีราคาถูก
ปัจจุบันนี้เธเยอร์ มีอายุ 60 ปี ไม่มีประกันสุขภาพ เขาล้มและได้บาดเจ็บในขณะที่กำลังไปพักร้อนที่บริทิช โคลัมเบีย หมอที่สหรัฐฯบอกเขาว่า เขาจะต้องรอ 6 เดือนสำหรับการผ่าตัดและต้องเสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 35,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.43 ล้านบาท) ดังนั้นเขาได้ไปเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ป่วยอเมริกัน-ยุโรป ที่รวมกลุ่มกันเดินทางมุ่งหน้ามายัง อินเดีย ไทย และสิงคโปร์ เพื่อการรักษาชั้นหนึ่งด้านศัลยกรรมกระดูก ศัลยกรรมพลาสติค การรักษาภาวะการมีบุตรยาก และโรคหัวใจ ที่มีราคาถูกกว่าตะวันตกมาก
บินมาไกลถึงครึ่งโลกก็ยังถูกกว่า เธเยอร์กล่าวขณะที่นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในบอมเบย์ ผมบินตรงมาที่อินเดียเลย ระยะทางไกลมากโดยไม่ได้มีการทดลองก่อน แต่ผมก็รู้สึกดีมากๆ
แต่เนื่องจากว่า เธเยอร์นั้นคุ้นเคยกับแพทย์ชาวเอเชียอยู่ก่อนแล้ว ในอเมริกา หรือแคนาดานั้น ถ้าอ่านชื่อแพทย์ตามโรงพยาบาลต่างๆ นั้นทุกๆ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ก็จะเป็นหมอชาวอินเดีย เขากล่าว
สำหรับอินเดียนั้นก็จัดว่ายังเป็นประเทศน้องใหม่อยู่ในตลาดการแพทย์ ที่ดึงดูดผู้ป่วยชาวต่างชาติเข้ามารักษาได้ 150,000 คนเมื่อปีที่ผ่านมา เปรียบเทียบกับสิงคโปร์ ที่มีชาวต่างชาติเข้ามารักษาถึง 200,000 และประเทศไทยที่มีถึง 600,00 คน กระนั้นอินเดียก็ดูเหมือนจะมีแนวโน้มที่จะมีผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่น ในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียวเฉพาะโรงพยาบาลจาสล็อคก็มีชาวอเมริกันได้รับศัลยกรรมกระดูกที่สามารถรักษาให้หายได้เป็นอย่างดีถึง 3 คน
นอกจากนั้นแล้วการไม่ต้องรอคิวก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดึงคนไข้ให้มารักษาที่นี่ได้มาก
สำหรับ เธเยอร์แล้ว เขามีข้อแนะนำสำหรับอินเดียว่า น่าจะไปทอดสมอเรืออยู่ที่น่านน้ำสากลใกล้ๆ กับลอส แองเจลลีส ท่าหนึ่งสำหรับศัลยกรรมกระดูก ท่าหนึ่งสำหรับโรคหัวใจ เราต้องการการเปลี่ยนแปลงในอเมริกา เราต้องการการรักษาที่ถูกลง เราต้องการเรือโรงพยาบาลจากอินเดีย
เรียบเรียง : AP และ Post Mount Herald
ปฏิเสทไม่ได้ "ธุรกิจคือการหากำไร" และ "เมื่อธุรกิจรุ่ง" ชาติรุ่ง
รายงานต่อจากนี้เป็นส่วนหนึ่งในงานวิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวข้อ "การแสวงหาค่าเช่าเศรษฐกิจในประเทศไทย" ของ ธานี ชัยวัฒน์ อธิบายความสัมพันธ์ด้านทุนของพรรคไทยรักไทย นับแต่ พ.ต.ท.
-กลุ่มผลประโยชน์ในพรรคไทยรักไทย
ความหมายอย่างง่ายของกลุ่มผลประโยชน์ หมายถึง กลุ่มบุคคลที่มารวมตัวกันเพื่อแสวงหาหรือมีอิทธิพลต่อนโยบายสาธารณะ โดยมักเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลที่มีผลประโยชน์ทางการเมือง และมีการจัดโครงสร้างองค์กรเป็นอย่างดี เพื่อช่วยให้การแสวงหาผลประโยชน์ต่างๆ มีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ดังนั้น เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณตัดสินใจเลือกความสัมพันธ์ในรูปแบบของการเข้าสู่การเมืองโดยตรง ด้วยการเป็นเจ้าของพรรคการเมืองเองแล้ว จึงจำเป็นต้องรวบรวมกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ มาเป็นพันธมิตร โดยอาศัยข้อได้เปรียบระหว่างกัน เพื่อให้มีโอกาสชนะการเลือกตั้งมากขึ้น
-กลุ่มธุรกิจ
หมายถึงกลุ่มที่เดิมมีรากฐานมาจากการทำธุรกิจ ซึ่งในอดีตกลุ่มทุนเหล่านี้ จะอาศัยอำนาจรัฐของกลุ่มการเมือง ในการปกป้องธุรกิจของตนเอง แต่ในปัจจุบันกลุ่มเหล่านี้ได้เข้ามามีบทบาทและครอบงำอำนาจรัฐด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม การเข้ามามีความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองของกลุ่มธุรกิจจะมีเพียงบางกลุ่มที่มีลักษณะเฉพาะ และสอดคล้องกับเงื่อนไขบางประการด้วย
กลุ่มธุรกิจในที่นี้จะใช้กับความหมายที่ว่าเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และไม่ได้มีบทบาทเป็น ส.ส.ในช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2544 ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทในพรรคไทยรักไทยอย่างชัดเจน ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรค ประกอบด้วย กลุ่มโทรคมนาคม ได้แก่ กลุ่มชินวัตร กลุ่มเจียรวนนท์ กลุ่มโพธารามิก และกลุ่มอื่นๆ ได้แก่ กลุ่มมาลีนนท์ กลุ่มมหากิจศิริ กลุ่มสิริวัฒนภักดี และกลุ่มจึงรุ่งรืองกิจ-จุฬางกูร
เมื่อศึกษาถึงกลุ่มธุรกิจต่างๆ ของพรรคไทยรักไทย โดยวิธีการวิเคราะห์คลัสเตอร์ เพื่อหาลักษณะเฉพาะบางประการ ของกลุ่มธุรกิจในพรรคจากกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ได้สังกัดพรรคใดหรือสังกัดกับต่างพรรคการเมือง จะพบว่า กลุ่มธุรกิจในพรรคไทยรักไทยมีลักษณะร่วมกัน 2 ประการคือ
1.เป็นบริษัทที่อยู่ในภาคการผลิตที่มีผู้ประกอบการจำนวนน้อย และได้รับการคุ้มครองสูง
2.เป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่
ลักษณะเฉพาะทั้งสองประการของกลุ่มธุรกิจที่มีการรวมตัวกันในพรรคไทยรักไทยนั้น สามารถวิเคราะห์ถึงเหตุผลของลักษณะเฉพาะแต่ละประการได้ ดังนี้
เงื่อนไขประการแรก คือ การที่กลุ่มธุรกิจอยู่ในภาคการผลิตที่มีการคุ้มครองสูง โดยการคุ้มครองดังกล่าว อาจมาจากการได้รับสัมปทาน จากนโยบายการคุ้มครองอุตสาหกรรม หรือจากนโยบายอื่นก็ได้ ซึ่งการอยู่ในภาคการผลิตที่มีการคุ้มครองสูง เป็นความเสี่ยงต่อการปรับตัวของกลุ่มธุรกิจ เพราะปัจจุบันกรอบการค้าเสรีขององค์การการค้าโลก ได้เข้ามามีบทบาทต่อประเทศไทยมากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมเหล่านี้จำต้องถูกลดความคุ้มครองลง เพื่อเปิดโอกาสให้มีการค้าระหว่างประเทศที่เสรีมากขึ้น กลุ่มธุรกิจจึงจำเป็นต้องเข้ามากำกับดูแลนโยบายของประเทศด้วยตนเอง เพื่อให้สามารถเยียวยาความเสี่ยหายที่อาจจะเกิดขึ้นให้ดีที่สุด โดยอาจเป็นการแก้ไขกฎหมายบางประการ หรือปรับเปลี่ยนกรอบการเปิดเสรีในรายละเอียดของอุตสาหกรรมก็ได้
เงื่อนไขประการที่สองคือ การเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าการผลิตในอุตสาหกรรม เพราะขนาดที่ใหญ่หมายถึงการมีสินทรัพย์รวมในมูลค่าที่สูง ซึ่งโดยปกติกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ก็ต้องมีสายสัมพันธ์กับรัฐบาลอยู่แล้ว เมื่อมีการรวบรวมกลุ่มทุนโดย พ.ต.ท.ทักษิณ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่จึงเข้ามาร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณด้วย เพราะมีโอกาสได้เข้าไปบริหารนโยบายรัฐบาลเอง และไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการผิดสัญญาของกลุ่มการเมือง ทั้งนี้ เหตุผลที่มีการรวมตัวกันในช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนหนึ่งมาจากการมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ของกลุ่มธุรกิจภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจด้วย
การรวมตัวกันของกลุ่มธุรกิจจะยิ่งทำให้มีอำนาจต่อรองกับกลุ่มการเมืองมากขึ้น เนื่องจากการรวมตัวของกลุ่มธุรกิจ สามารถทำได้ง่ายกว่าการรวมตัวของกลุ่มการเมือง และมีขีดจำกัดในขนาดของกลุ่มน้อยกว่า
วัตถุประสงค์ของกลุ่มธุรกิจนั้นคือ การแสวงหากำไรสูงสุด ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องแย่งชิงผลประโยชน์กันระหว่างกลุ่ม เพราะอยู่ในคนละอุตสาหกรรม หรือแม้ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ก็สามารถหลีกเลี่ยงการแย่งชิงผลประโยชน์ระหว่างกันได้ เพราะการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมหนึ่งๆ ยังมีอีกหลายด้านที่สามารถตกลงกันได้