Democratic Database

ข้อมูล และ บทความ สำหรับ นักประชาธิปไตย

สัมภาษณ์ ‘ภควดี’ : หายนะ (การค้า) เสรี เรื่องจริงไม่อิงนิยาย

ภควดี วีระภาสพงษ์ เป็นอดีตผู้สื่อข่าว เป็นนักคิด นักเขียน มีข้อเขียนหลายร้อยชิ้น และเป็นคอลัมนิสต์ประจำให้วิทยาลัยวันศุกร์ และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน หลายคนจะรู้จักเธอในฐานะนักแปลอิสระที่มีผลงานเด่นๆ หลายต่อหลายเล่ม อาทิ เปรูบนเส้นทางเศรษฐกิจนอกระบบ : การปฏิวัติที่มองไม่เห็นในโลกที่สาม, What uncle Sam really wants ฯลฯ

ความสนใจเป็นพิเศษของเธอที่มีต่อประเด็นความเป็นไปของโลกาภิวัตน์ การค้าเสรี ส่งให้เธอกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ต้องผจญกับข้อเท็จจริงบางประการของมนุษยชาติที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของการค้าเสรี โลกาภิวัตน์ ทั้งการสูญสิ้นวิถีชีวิต ทางเลือก เสรีภาพ ทั้งการก่อเกิดที่หมายถึง ขบวนการต่อสุ้และการเคลื่อนไหว จากอเมริกาเหนือจดอเมริกาใต้ จากแอฟริกา สู่เอเชียตะวันออก มาจนถึงเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นตำแหน่งแห่งที่ที่มีประเทศไทยสังกัด

 ท่ามกลางการเจรจาเอฟทีเอ-ไทยสหรัฐ ที่พัดพาข้อมูลโถมทับคนไทย ความสลับซับซ้อนของเนื้อหาการเจรจากลายเป็นความยุ่งยากของชีวิตข่าวสาร และง่ายกว่าที่จะรับรู้มันในฐานะเรื่องราวของคนอื่น ไกลตัว กระทั่งไม่เกี่ยวข้องกับตัวเรา ภควดี จะมาถอดรหัสผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศต่างๆ ให้เห็น พร้อมการวิเคราะห์วิจารณ์

 ขอเรียกน้ำย่อย ด้วยคำถามว่า เอฟทีเอที่กำลังเกิดขึ้นเป็นกระแสทั่วโลกนี่น่ากลัวยังไง

 

อยากย้อนไปนิดหนึ่ง เดิมทีก่อนจะมีเอฟทีเอ มันมีข้อตกลงอันหนึ่งซึ่งมันถูกประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมก้าวหน้าในโลก ที่เรียกว่า โออีซีดี (OECD : Organization for Economic Co-operation and Development) พยายามมาประชุมกัน เขาเรียกว่า ข้อตกลงพหุภาคีว่าด้วยการลงทุน หรือ เอ็มเอไอ (MAI : Multirateral Agreement on Investment) ซึ่งคล้ายๆ ข้อตกลงเขตการค้าเสรีว่าด้วยการลงทุน คือมันพยายามจะให้อำนาจบริษัทเท่ากับหรือมากกว่ารัฐบาลท้องถิ่น ต้องการให้บริษัทข้ามชาติได้รับการคุ้มครองในทุกด้าน โดยที่กฎหมายภายในประเทศบางอย่างไม่สามารถที่จะเพิกถอนการลงทุนได้ หรือถ้าเพิกถอนก็ต้องมีการชดใช้อย่างสูง

แต่เอ็มเอไอมันรั่วไหลออกมาแล้วเกิดการประท้วงก่อน สุดท้ายมันจึงตกไปเสียก่อน แล้วมากลายเป็นดับเบิลยูทีโอ (WTO : World Trade Organization) ซึ่งดับเบิลยูทีโอนี้จริงๆ แล้วสหรัฐเขาไม่ค่อยชอบหรอก มันเป็นข้อตกลงพหุภาคี สหรัฐเขาไม่ชอบทำอะไรแบบนี้ เพราะเขาไม่ชอบเจรจา สิ่งที่เขาต้องการเขาก็ต้องบีบให้ได้อย่างที่เขาต้องการ เพราะเขาถือว่าเขามีอาวุธ มีกำลังทหารที่เข้มแข็งที่สุดในโลก เขาจึงไม่เคยเจรจาในลักษณะที่ยอมถอย แต่ว่าเมื่อเอ็มเอไอมันล้มก็ต้องมาหาดับบลิวทีโอที่มีการเจรจาหลายฝ่าย ทำให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา หรือกำลังพัฒนาขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับประเทศพัฒนาแล้ว

 ข้อตกลงเอ็มเอไอ ทำให้คนตื่นตัวและออกมาประท้วงดับเบิลยูทีโอที่ซีแอตเติลในปี 99 เพราะคนเริ่มกลัวว่าถ้าเจรจาการค้าไปเรื่อยๆ มันจะไปลงคล้ายๆ กับเอ็มเอไอ ผลคือการตกลงรอบซีแอตเติล และแคนคูนล่ม จากนั้นสหรัฐเลยหันมาเจรจาเอฟทีเอแทน เพราะเขารู้สึกว่าการจับคู่เจรจามันบีบคู่เจรจาได้ง่ายกว่า

 เอ็มเอไอน่ากลัวยังไง คนถึงออกมาประท้วงกัน

 เขาดูจากนาฟต้ามาก่อน เพราะว่าในนาฟต้า มันมีข้อตกลงบางอย่างคล้ายเอ็มเอไอ แล้วมีกรณีที่เกิดขึ้นแล้วคือให้บริษัทข้ามชาติฟ้องรัฐบาลท้องถิ่นได้

นาฟต้านี่เกิดขึ้นเมื่อไร

 นาฟต้า หรือเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) เป็นข้อตกลงที่ทำการค้าเสรีระหว่างสหรัฐ-แคนาดา-เม็กซิโก เกิดในปี 1994 ก่อนการประชุมดับเบิลยูทีโอที่ซีแอตเติล และเป็นสิ่งที่ทำให้ซาปาติสต้า (ขบวนการต่อสู้ของชาวนาและคนพื้นเมืองในเม็กซิโก) ลุกขึ้นมากบฏ ประมาณปี 97-98

โดยกระบวนการของนาฟต้าก็เป็นการเจรจาทวิภาคีเหมือนกันใช่ไหม

 ตอนแรกจะเป็นทวิภาคีระหว่างอเมริกากับแคนาดา แล้วเม็กซิโกมาขอร่วม หรือว่าอเมริกาชวนเม็กซิโกมาร่วม จำไม่ได้แน่ชัด แต่สรุปว่ากลายเป็น 3 ประเทศ คือ อเมริกา แคนาดา เม็กซิโก

 แล้วเอฟทีเอที่อเมริกามีเป้าหมายทำกับทุกประเทศ ผลกระทบที่เกิดขึ้นมันรุนแรงขนาดไหน

 ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่เราต้องนึกเวลานึกถึงเอฟทีเอ รวมทั้งข้อตกลงการค้าเสรีทุกประเภท มันไม่ได้เป็นปัญหาระหว่างประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศกำลังพัฒนา ไม่ใช่ปัญหาของประเทศรวยกับประเทศจน มันคือปัญหาระหว่างบรรษัทข้ามชาติกับประชาชนทั่วไป ในทุกประเทศ แม้แต่ประชาชนอเมริกันเองก็เจอผลกระทบ

แต่บริษัทข้ามชาติ ตั้งแต่มีการทำการค้าเสรีมา รายได้มันเพิ่มขึ้นไม่รู้กี่เท่าตัว ในขณะที่ทุกประเทศที่ทำเอฟทีเอจะเกิดปัญหาว่างงานและค่างจ้างลดลง รวมทั้งสหรัฐอเมริกาด้วย จนตอนนี้สหรัฐเกิดปัญหาที่เรียกว่า การมีประเทศโลกที่สามซ้อนอยู่ในประเทศโลกที่หนึ่ง มีประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ด้อยโอกาสและด้อยพัฒนามาก เหมือนกับคนไทยที่ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีการประกันการว่างงาน ไม่มีเงินประกันสังคม ไม่มีประกันสุขภาพ ไม่มีอะไรเลย

 อย่างที่สองคือ เอฟทีเอไม่ได้กระทบเฉพาะประชาชนกลุ่มเดียว ไม่ใช่จะกระทบต่อประชาชนที่ยากจนกลุ่มเดียว เพียงแต่ประชาชนที่ยากจนจะเป็นกลุ่มที่โดนผลกระทบเป็นอันดับแรก แต่หลังจากนั้นชนชั้นกลางก็จะได้รับผลกระทบ รวมทั้งธุรกิจรายย่อย กระทั่งนักธุรกิจรายใหญ่ที่ไม่ได้อยู่วงในของการเจรจาก็มีโอกาสได้รับผลกระทบเหมือนกัน เพราะว่าตอนนี้คนที่จะได้ผลประโยชน์นอกจากบริษัทข้ามชาติของอเมริกาแล้ว ก็มีธุรกิจไทยที่อยู่ในรัฐบาลและอยู่วงในของการเจรจา

 ก็เป็นธรรมดาที่ว่า พออเมริกาต้องการอะไร คนเจรจาก็จะเอาส่วนที่ไม่ใช่ของเขาไปแลก อันนี้เป็นเรื่องปกติ

โดยรูปแบบของเอฟทีเอที่อเมริกาทำกับทุกประเทศ เหมือนกับที่อียู (สหภาพยุโรป) ดึงยุโรบตะวันออกมารวมเป็นอียูหรือไม่

ก็มีการวิจารณ์กันมากว่า ยุโรปตะวันตกพยายามให้ยุโรปตะวันออกซึ่งเป็นประเทศที่เกิดใหม่หลังจากคอมมิวนิสต์ล่มสลาย เหมือนกับเป็นโลกที่สามของตัวเอง เพื่อเอาไว้ขูดรีด มีการวิจารณ์อย่างนี้ แต่ไม่ชัดเจนในเรื่องรายละเอียด

แล้วอียูทำเอฟทีเอกับอเมริกาไหม

 

อียูเขาจะตกลงกับอเมริกาผ่านดับเบิลยูทีโอ ยังไม่ทำเอฟทีเอกัน เพราะทั้งคู่พยายามแข่งกัน แต่อียูก็ไปทำกับประเทศโลกที่สา 

 

ดูเหมือนทั้งคู่ต่างคนต่างหาแหล่งดึงทรัพยากร แล้วรูปธรรมที่มันเกิดขึ้นจากเอฟทีเอนี้ มันเห็นผลรุนแรงขนาดไหน หรือโลกมันเปลี่ยนแปลงอย่างไร

 

มันมีหลายภาค จะยกตัวอย่างภาคเกษตรกรรม อย่างอินเดีย ปัญหาทีเกิดขึ้นตลอดเวลาคือ ชาวนาฆ่าตัวตายเป็นว่าเล่น ตอนนี้ฆ่าตัวตายไปแล้วเท่าที่รู้ 25,000 คน ตั้งแต่ปี 2540 ที่ไม่รู้ก็น่าจะมีอีกมาก แล้วการฆ่าตัวตายก็เกิดขึ้นในพื้นที่หรือในรัฐอุดมสมบูรณ์ เช่น อานธรประเทศ ปัญจาบ มหาราช

สาเหตุการฆ่าตัวตายก็คือ ชาวนาติดหนี้สินแล้วไม่มีทางออก เมื่อฆ่าตัวตายแล้วจะได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลมาให้ครอบครัวเขา ก็เลยต้องฆ่าตัวตายเพื่อเอาเงินมาให้ลูกเมียตัวเอง

 มันเชื่อมโยงกับเอฟทีเอยังไง

 อินเดียทำการค้าเสรี ทั้งในดับเบิลยูทีโอด้วย ทำเอฟทีเอกับอเมริกาด้วย แต่เขาเปิดประเทศให้กับบริษัทเมล็ดพันธุ์ พวกมอนซานโต้ พวกอะไรเหล่านี้เข้ามา แล้วเมล็ดพันธุ์พวกนี้ก็มาแทนที่เมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน ตามด้วยยาฆ่าแมลง ปุ๋ย ชลประทาน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เกิดหนี้สิน คล้ายชาวนาไทย แล้วอินเดียยังเปิดตลาดผลิตผลด้วย ก็มีการทุ่มตลาดเข้ามา เช่น ถั่วลิสง ชาวนาติดหนี้แล้วก็ขายผลิตผลไม่ได้

แต่เมื่อเขาต้องการออกไปทำงานนอกภาคเกษตร อินเดียก็เปิดประเทศรับพวกสิ่งทอเข้ามา อุตสาหกรรมนอกภาคเกษตรก็ไม่มี ล้มไปเหมือนกัน ทำให้เกิดทางตันแล้วเขาแก้ปัญหาไม่ได้ จนต้องฆ่าตัวตาย

 ในสหรัฐเอง ตั้งแต่ทำนาฟต้ามา ตอนนั้นรัฐบาลบอกสภาคองเกรสว่า ถ้าทำนาฟต้าได้แล้ว สินค้าเกษตรจะได้ราคาดี แต่ปัญหาก็คือ ตั้งแต่ทำนาฟต้า คนที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุดคือ บรรษัทข้ามชาติ พวกมอนซานโต้ คาร์กิล แล้วเกษตรกรรายย่อยของอเมริกาล้มไปแล้วประมาณ 30,000 กว่าราย ในขณะที่บรรษัทข้ามชาติเหล่านี้กำไรเพิ่มขึ้น 5 เท่า

 และบริษัทเกษตรรายใหญ่ของสหรัฐกำลังทำคล้ายๆ กับที่ไทยทำกับพม่า คือ นาฟต้าทำให้บริษัทเกษตรของสหรัฐเขาไปทำการเกษตรขนาดใหญ่ในเม็กซิโก เสร็จแล้วก็เอาผลผลิตกลับเข้ามาในประเทศตัวเอง ก็เท่ากับทุ่มตลาดในประเทศตัวเอง ทำให้เกษตรกรรายย่อยล้มละลาย ขณะเดียวกันก็ทำให้เกษตรรายย่อยในเม็กซิโกตายเหมือนกัน เพราะในเม็กซิโกข้าวโพดก็ล้นตลาดถึง 450% เพราะถูกทุ่มตลาดโดยข้าวโพดสหรัฐ แล้วราคาก็ตกต่ำกว่า 70%

 เรื่องอย่างนี้ บางคนถ้ามองอย่างเห็นแก่ตัว เขาจะมองว่า ไม่เป็นไรนี่ อาหารมันถูก ผู้บริโภคได้ประโยชน์ แต่อย่าลืมว่า เมื่อไรก็ตามที่บริษัทใหญ่เหล่านี้กุมสินค้าอาหารไว้ได้ทั้งหมด แล้วไม่เหลือเกษตรกรรายย่อย มันไม่มีหลักประกันว่าเขาจะไม่ขึ้นราคาอาหารในอนาคต ซึ่งเราต้องมองมากกว่าผลประโยชน์ในระยะสั้น

 คุณเชื่อว่าจะมีการผูกขาดอาหาร

 

ใช่ เพราะว่าตอนนี้ในโลกมีบริษัทผูกขาดผลผลิตทางการเกษตรอยู่เพียง 5-6 บริษัทเท่านั้น ผูกขาดไปราว 80% ของผลผลิตในโลก ผูกขาดผ่านการทุ่มตลาด

 ในขณะเดียวกันในสหรัฐบอกว่า มีการอุดหนุนเกษตรกรในประเทศมาก ทำให้ราคาต้นทุนเขาถูก แต่การอุดหนุนที่เกิดขึ้นไม่ได้อุดหนุนให้เกษตรกรรายย่อย แต่อุดหนุนให้บริษัทพวกนี้ที่ได้เงินไป ทั้งๆที่ พวกนี้เป็นบริษัทที่ใหญ่อยู่แล้ว

แล้วทำไมในอเมริกา ขบวนการต่อต้านจึงไม่เกิด หรือเพราะจีดีพีมันขึ้น

 

ใช่ แต่คุณต้องรู้ว่าจีดีพีนั้นเป็นตัวเลขหลอกลวง มันมีข้อพื้นฐานอย่างหนึ่งคือ นักเศรษฐศาสตร์ไม่เคยเอาเกษตรกรรมแบบยังชีพมากำหนดหรือคำนวณเป็นจีดีพี โดยมองว่ามันไม่มีผลผลิตก็เลยไม่สนใจ อย่างนี้เป็นต้น ทั้งๆ ที่ประชากรของโลกกว่า 80% ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยเกษตรกรรมแบบยังชีพ ไม่ได้ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการไปซื้ออาหาร แต่ว่ามูลค่าของการผลิตตรงนี้มันไม่ได้ถูกคำนวณ มันคำนวณเฉพาะสินค้าที่อยู่ในตลาดแบบทุนนิยม

 

 

 

ทีนี้ทำไมไม่มีการต่อต้านในอเมริกา ประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่มากที่ต้องวิเคราะห์กันยาว เพราะเขามีกระบวนการและโครงสร้างที่ทำให้การต่อต้านนี้ไม่เกิดขึ้น ทั้งมอมเมา ทั้งสื่อที่ไม่มีเสรีภาพ

 

 

 

แต่กลุ่มเกษตรกรและแรงงานในอเมริกาก็ดูมีพลังมากจนเหมือนจะไปวางมาตรฐานให้คนทั้งโลกได้

 

บริษัทเกษตรที่ได้เงินอุดหนุนส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติเป็นส่วนใหญ่ แต่เกษตรกรรายย่อยไม่ได้ ขณะเดียวกันขบวนการแรงงานสภาพแรงงานในอเมริกันจริงๆ มันไม่ได้รับผลดีนะ รัฐบาลอเมริกันบอกว่าคนอื่นต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ว่าตัวเองในประเทศไม่ได้ดีนัก อัตราการว่างงานสูง มีการวิจัยด้วยว่าเดี๋ยวนี้คนอเมริกันมีรายได้ลดลงเรื่อยๆ อัตราค่าจ้างตกลงเรื่อยๆ เมื่อก่อนนี้ครอบครัวหนึ่ง ผู้ชายทำงานคนเดียวอยู่ได้ เดี๋ยวนี้อยู่ไม่ได้แล้วต้องผู้หญิงทำงานด้วย มิหนำซ้ำต้องทำงานพิเศษ เมื่อเกิดลักษณะอย่างนี้ก็สร้างปัญหาครอบครัวขึ้นมา เด็กไม่มีคนดูแล นี่เป็นปัญหาสังคมใหญ่ในสังคมอเมริกา แล้วสภาพชีวิตก็ไม่ได้ดีขึ้น ถึงบอกว่าเกิดสภาพโลกที่สามซ้อนอยู่ในโลกที่หนึ่ง

 

 

 

แต่โลกมันต้องพัฒนาขึ้นไม่ใช่หรือ

 

มันพัฒนาในแง่ไหน

 

 

 

ในขณะที่เราด่าว่าแผนพัฒนา 40 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านอาจจะมีหนี้เพิ่มขึ้น แต่ก็มีไฟฟ้าเข้าถึง แล้วทำไมถึงเชื่อว่าโลกไม่พัฒนาขึ้น

 

เราอย่าเพิ่งไปพูดประเด็นที่ว่าการมีสิ่งบริโภคมากๆ ดีจริงหรือเปล่านะ เอาแค่การบริโภค ถามว่าการบริโภคที่ดีขึ้นมาจากการค้าเสรีหรือเปล่า การค้าเสรีมันเพิ่งเกิดมา 10 ปีนี้เอง แต่กระบวนการที่ทำให้คนไทย ซึ่งถ้าเราจะเรียกว่า ‘อยู่ดีกินดีขึ้น’ มันไม่ได้เกิดมาจากการค้าเสรี มันเกิดมาจากนโยบายเศรษฐกิจที่มีการวางแผน

ต้องพูดว่า ‘มหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ’ ส่วนใหญ่ในโลก เกิดขึ้นมาจากการวางแผน ไม่ได้บอกว่าการวางแผนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่เราต้องยอมรับว่า ไม่ว่าเกาหลี ญี่ปุ่น ไทย หรืออเมริกาเอง รวมทั้งอาร์เจนตินา อเมริกาใต้ทั้งหมด มหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจที่ทำให้เฟื่องฟูมาจากระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน มีการปกป้องภาคอุตสาหกรรม หรือภาคการผลิตบางอย่าง

ใครเป็นคนวางแผน

 ส่วนใหญ่มาจากรัฐ

 ในขณะที่เราบอกว่าโลกตอนนี้เป็นประชาธิปไตยขึ้น ทำไมรัฐซึ่งมาจาการเลือกตั้ง มาจากประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ถึงวางแผนได้เลวกว่าเดิมที่เป็นเผด็จการ เพราะการค้าเสรีก็เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนของเขา หรือเราต้องตั้งคำถามกับประชาธิปไตยของโลกด้วย

 อันนี้เป็นคำถามที่ดี อย่างประเทศชิลี ก็เป็นที่ถกเถียงกัน ชิลีมี ปิโนเช เป็นเผด็จการที่โหดเหี้ยม แต่ในขณะเดียวกันปิโนเช ก็กลับสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจหลังชิลีผ่านสภาพแย่ที่สุดทางเศรษฐกิจมา

 แต่มันก็ไม่ได้จำเป็นว่า เราต้องมีเผด็จการแล้ววางแผนถึงจะดี อย่างญี่ปุ่น ไม่ได้ฆ่าประชาชนตัวเองเลย มีลักษณะอย่างที่แสดงให้เห็นว่า เขาอาจจะไม่ได้เป็นประชาธิปไตยในลักษณะที่เราคิด แต่เขาก็มีการเลือกตั้ง กระบวนการของเขาก็ไม่ได้เป็นเผด็จการ ไม่มีภัยสยองในประเทศ แต่มีการวางแผนสร้างประเทศให้เข้มแข็งขึ้นมาได้

 ประชาธิปไตยในโลกตอนนี้ มันเกิดขึ้นมาหลังจากที่มีคนกลุ่มเดียวเข้ามาเล่นการเมืองเสียจนกระทั่งเป็น ‘ชนชั้นนักการเมือง’ ไปแล้ว ตอนแรกเป็นเผด็จการอยู่ แล้วก็มีคนกลุ่มหนึ่งมาเล่นการเมือง จนกลายเป็นชนชั้นนักการเมือง พอเราเปิดระบอบประชาธิปไตยขึ้นมา มีการเลือกตั้ง แต่ชนชั้นทางการเมืองกลุ่มเดิมเป็นกลุ่มเดียวที่เข้ามาเล่นในระบอบนี้ได้ ขณะที่คนอื่นไม่มีโอกาส

 มันเป็นประชาธิปไตยแบบไหน ประชาธิปไตยแบบที่มีคนกลุ่มเดียวที่เลวเท่ากันหมด เราควรจะเรียกว่า ประชาธิปไตยหรือไม่

 ฉะนั้น มันก็เหมือนประชาธิปไตยหลอกๆ การค้าเสรีหลอกๆ ทีนี้อะไรที่มันน่ากลัวที่สุดในการเปิดการค้าเสรี เป็นการลงทุน การแปรรูป หรือประเด็นไหนที่มันกระทบอย่างกว้างขวางรุนแรงที่สุด

 เรื่องการแปรรูปที่มีผลกระทบมากจะเป็นการแปรรูปน้ำ เท่าที่ดูประเทศต่างๆ แปรรูปอย่างอื่นก็ไม่เท่าไร แต่แปรรูปน้ำแล้วมักจะเกิดจลาจลเป็นส่วนใหญ่ เพราะเรานำน้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากในการดำรงชีวิตมาทำให้เป็นสินค้า อย่างไฟฟ้าจ่ายค่าไฟแพงคุณประหยัดได้ แต่น้ำคุณจะประหยัดอย่างไร มันเป็นพื้นฐานของทั้งหมด

วอย่างของประเทศโบลิเวียที่มีการแปรรูปน้ำ ที่เมืองโคชาบัมบา เป็นกรณีตัวอย่างที่คนพูดถึงกันเยอะมาก คือธนาคารโลกไปบอกให้โบลิเวียแปรรูปน้ำ เขาก็แปรรูปน้ำที่เมืองนี้ ทันที่ที่แปรรูป ค่าน้ำก็พุ่งสูงขึ้นหลายเท่า สูงประมาณ 1 ใน 3 ของรายได้ประชาชน

 นอกจากนั้นแล้วน้ำฝนเขาก็รองไม่ได้ มันเป็นเรื่องตลกมาก บริษัทต่างชาติชื่อบริษัทเบคเทล เป็นบริษัทที่มีประวัติการทำงานเลวร้ายมาก เขาไล่รื้อถาดรองน้ำฝนทั้งหมด ทำเพราะว่าข้อตกลงเรื่องการแปรรูปน้ำ มีคำคำหนึ่งที่บอกว่า บริษัทมีอำนาจในการจัดเก็บน้ำ ซึ่งมันถูกตีความไปถึงน้ำฝนและน้ำใต้ดินได้ กรณีนี้บริษัทตีความไปกว้างขวางอย่างนั้

ชาวบ้านยอมหรือ

ชาวบ้านก็ไม่ยอม พอค่าน้ำขึ้น ชาวบ้านก็ประท้วง จลาจลอยู่ 4 วัน จริงๆ นานต่อเนื่องมาหลายเดือน จนครั้งสุดท้ายนี่ทั้งเมืองจลาจลหมด รัฐใช้กำลังปราบปราม แต่ที่สุดรัฐบาลก็ต้องไล่บริษัทออกไป ซึ่งต่อมาก็บริษัทเบคเทลกลับมาฟ้องรัฐบาลโบลิเวีย เพราะตามข้อตกลงมันต้องมีการคุ้มครองนักลงทุน ไม่แน่ใจว่าคดีนี้สิ้นสุดหรือยัง

 แต่คดีที่สิ้นสุดแล้ว เขาเรียกกรณีเมทอลเคลด (Metalclad) อันนี้เราจะข้ามไปพูดเรื่องการลงทุน คือในเม็กซิโก รัฐบาลกลางไปทำสัญญากับบริษัทในอเมริกาชื่อ เมทอลเคลด ซึ่งเป็นบริษัทกำจัดขยะพิษในเม็กซิโก เขาก็ซื้อพื้นที่กำจัดขยะในเมืองๆ หนึ่งในเม็กซิโก จำชื่อเมืองไม่ได้ แล้วประชาชนก็เริ่มกลัว เพราะรู้ว่าโครงการมันใหญ่มาก กลัวไปทำลายแหล่งน้ำ ก็มีการประท้วง แม้แต่รัฐบาลท้องถิ่นของเม็กซิโกก็ขอประท้วงด้วย เมทอลเคลดก็เลยถูกไล่ออกไป หลังจากนั้นเมทอลเคลดก็ไปฟ้องศาล โดยใช้ข้อตกลงนาฟต้า

 สรุปว่ารัฐบาลเม็กซิกันต้องจ่ายค่าชดเชยให้เขา 16.7 ล้านเหรียญสหรัฐ จริงๆ บริษัทนี้ยังไม่ทันทำอะไรเลยด้วย เขาก็สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหาย รัฐต้องเอาเงินภาษีไปจ่ายชดเชยให้บริษัท

 นอกจากนี้ในกรณีของประเทศพัฒนาแล้วฟ้องกันเองด้วย อย่างสหรัฐกับแคนาดา บริษัทเอ็ดทิล (Ethyl) ของสหรัฐฟ้องแคนาดา ซึ่งมีกฎหมายห้ามใช้สารเติมแต่งน้ำมันตัวหนึ่งที่ก่อให้เกิดมลภาวะ และสารตัวที่ว่านี้บริษัทเอ็ดทิลเป็นคนผลิต บริษัทก็เลยฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับรัฐบาลแคนาดาเป็นเงิน 251 ล้านดอลลาร์ โดยบอกว่าข้อบังคับนี้ละเมิดสิทธิของบริษัทภายใต้ข้อตกลงนาฟต้าว่าด้วยการลงทุน

 แล้วก็มีกรณีที่ Methanex ของแคนาดาที่ผลิตสาร MTBE ซึ่งเป็นอันตรายต่อแหล่งน้ำ เมื่อรัฐแคลิฟอร์เนียออกคำสั่งให้ลดการใช้ MTBE บริษัทของแคนาดาก็ฟ้องรัฐบาลสหรัฐว่าข้อบังคับนี้ทำลาย ‘กำไรในอนาคตของบริษัท’ คือ ยังไม่ได้ลงทุนทำอะไรเลยนะ สุดท้ายรัฐแคลิฟอร์เนียต้องจ่ายค่าชดเชยหลายล้านดอลลาร์ให้แคนาดา

 ในข้อตกลงเขตการค้าเสรีของไทยกับสหรัฐ หรือต่อไปจะประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ มันจะมีตัวนี้ด้วย คือ นอกจากคุ้มครองการลงทุนแล้ว ยังคุ้มครองกำไรที่อาจจะเกิดในอนาคตของบริษัทด้วย แค่คุณทำท่าจะลงทุน แล้วถูกประท้วงกลับไป คุณก็เรียกร้องค่าเสียหายได้แล้ว มันได้ทุกทางเลย win-win นี่สำหรับบริษัทข้ามชาติอย่างเดียว

 ซึ่งเราต้องเปลี่ยนกฎหมายภายในประเทศ ไม่ว่ากฎหมายแรงงาน สิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับความต้องการของบริษัทข้ามชาตต่อไปจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเรา

 (หัวเราะ) สงสัยจะเป็นอย่างนั้น

 

 

 

แล้วอีกกรณีหนึ่งที่น่ากลัว คือปัญหาเรื่องอาหารและเกษตร ตอนนี้ในข้อตกลงการค้าเสรีของสหรัฐ กำหนดจะให้เราเปิดตลาดโคเนื้อ ตอนนี้สหรัฐส่งเนื้อวัวเข้าอียูไม่ได้ อันเนื่องมาจากกรณีฮอร์โมนปนเปื้อน เพราะอุตสาหกรรมเนื้อวัวในสหรัฐ ใช้ฮอร์โมนตัวหนึ่งให้วัวกินเร่งให้โตเร็ว แล้วฮอร์โมนตัวนั้นมันตกค้างอยู่ในเนื้อวัว ซึ่งมันมีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า การสัมผัสฮอร์โมนปนเปื้อนจะทำให้ฮอร์โมนผู้หญิงในเพศหญิงมีมากขึ้น ส่งผลให้เด็กผู้หญิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เร็วกว่าปกติ มีประจำเดือนเร็วขึ้น เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เร็วกว่าปกติก็มีโอกาสเป็นมะเร็งสูงขึ้น อียูจึงสั่งห้ามนำเนื้อวัวนี้จากสหรัฐ

 

 

 

ปัญหาคือว่า ทำไมทั้งๆ ที่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าการสัมผัสฮอร์โมนนี้มีอันตราย ทำไมสหรัฐยังยืนยันจะขาย เพราะตามข้อตกลงดับเบิลยูทีโอซึ่งสหรัฐใช้เป็นมาตรฐาน คุณจะต้องมีการพิสูจน์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างแน่ชัดว่า กินแล้วเป็นอันตรายถึงจะห้ามขายได้ แต่ข้อพิสูจน์ว่าการสัมผัส กับการกินเข้าไปแล้วไปเกิดผลในอนาคต เขาบอกว่ายังไม่เพียงพอที่จะห้าม คือถ้าคุณเอาเข้าปากแล้วไม่ตายทันทีก็ถือว่ายังไม่ใช่ข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์

 

 

 

อียูไม่ยอม สุดท้ายอียูยอมให้สหรัฐลงโทษทางเศรษฐกิจ แต่ยังไงก็ไม่ยอมเอาเนื้อวัวเข้า สาเหตุก็เพราะว่าประชาชนประท้วง แต่ถ้าเป็นของไทยคงไม่มีปัญหา เพราะรัฐบาลคงไม่สนใจเรื่องนี้ แล้วผู้บริโภคก็ไม่รู้ข้อมูลอีกว่า เนื้อวัวที่สหรัฐเอาเข้าอียูไม่ได้จะเข้ามาในประเทศเราอย่างสบาย แล้วก็ทำลายเกษตรกรเลี้ยงโคธรรมชาติของเราด้วย

 

 

 

บทเรียนนาฟต้า หรือคาฟต้าที่เป็นกลุ่มประเทศอเมริกากลาง ทำไมเรื่องแบบนี้ประเทศที่ทำเอฟทีเอกับสหรัฐอย่างสิงคโปร์ หรือจอร์แดน ไม่กลัว

 

อันนี้คงต้องดูว่า ข้อตกลงเขตการค้าเสรี เขามีลักษณะที่เชื่อกันว่า คนที่ไม่ตกลงจะเสียเปรียบ มันเหมือนเป็นการบีบให้ตกลง ในขณะเดียวกัน คนที่ไปตกลงมันอยู่ที่ใครเป็นรัฐบาล แล้วจะเอาอะไรไปแลกกับเขา ก็เก็บผลประโยชน์ตัวเองไว้แล้วเอาภาคส่วนอื่นๆ ไปแลก

 

 

 

ถามว่ามีคนที่กลัวไม่ยอมทำการค้าเสรีไหม มี อย่างเอฟทีเอเอ (FTAA) หรือเขตเศรษฐกิจเสรีแห่งทวีปอเมริกา ที่สหรัฐทำกับละตินอเมริกาก็ไม่ค่อยคืบหน้า เพราะละตินอเมริกานี่เขาโดนจนเข็ด ก็ไม่กล้าทำ

 

 

 

มีอะไรเพิ่มเติมไหม

 

มีอีกหลายเรื่องมากมายที่เป็นผลกระทบจากการค้าเสรี อย่างหนึ่งก็คือ ข้อตกลงการค้าเสรีนั้นขัดโดยตรงกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ที่บอกว่าคนทุกคนมีสิทธิในเรื่องน้ำอาหาร ปัจจัยสี่ และขัดกับองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ขัดกับองค์กรอนามัยโลก แล้วก็ขัดกับสนธิสัญญาไซเตส เกี่ยวกับการรักษาพันธุ์พืชและสัตว์

ข้อตกลงการค้าเสรีจึงขัดกับสนธิสัญญาเกือบทุกฉบับในโลก

 ข้อสองก็คือ การค้าเสรีคุ้มครองเฉพาะบริษัท และคุ้มครองแบบสุดขั้ว ไม่คุ้มครองแรงงานแบบสุดขั้ว ถ้าอยากให้ค้าเสรีจริงๆ ก็เสนอให้เปิดอย่างนี้เลยว่า ไม่ต้องคุ้มครองสิทธิบัตรเลย ให้แรงงานทั้งหมดในโลกอพยพอย่างเสรี เมื่อไปสู่ประเทศไหน ต้องได้รับการคุ้มครองเท่ากับประเทศนั้นด้วย คือเป็น National Treatment (NT) การปฏิบัติเยี่ยงคนในชาติไม่ใช่ทำเฉพาะกับบริษัทข้ามชาติ แต่ปฏิบัติกับประชาชนจากประเทศอื่นด้วย ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็ค่อยมาพูดเรื่องการค้าเสรีกันใหม่

 

 

 

ข้อสามคือ การค้าเสรีมันจะสร้างชนชั้นใหม่ขึ้นมาในโลก มันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เมื่อภาคเกษตรล่มสลาย อุตสาหกรรมในเมืองก็ไม่มีรองรับ แรงงานไม่ถูกคุ้มครอง สิ่งที่จะเกิดขึ้นเราจะเกิดชนชั้นใหม่ บางทีเรียกว่า กึ่งกรรมาชีพ หรืออนุกรรมาชีพ เป็นลักษณะของคนที่ทำงาน part time คือ กระแสของลูกจ้างรายวัน ไม่มีสวัสดิการ สามารถถูกออกจากงานได้ทุกเมื่อ ไม่มีสหภาพรองรับ

 

 

 

หรือว่าจะเกิดชนชั้นที่เรียกว่า ผู้ประกอบการค้าขายเล็กน้อยรายย่อย การรับงานมาทำที่บ้าน เช่นนี้แล้วการต่อสู้ของสหภาพแรงงานจะอ่อนแอลง เพราะคนเหล่านี้ไม่มีสหภาพรองรับ ขณะเดียวกันก็ต้องตัดค่าแรงตัวเองเพื่อไปแข่งขัน ทำให้ค่าแรงต่ำลงไปเรื่อยๆ

 

 

 

ข้อสี่ เรื่องนี้คนพูดกันเยอะแล้ว ก็คือ มันทำลายอำนาจอธิปไตยในประเทศ

 

 

 

มันมีคำพูดของเจ้าหน้าที่การค้าอเมริกันคนหนึ่งเขาพูดไว้ในเรื่องของแกตส์ (GATS : General Agreement on Trade in Service) กับดับเบิลยูทีโอ เขาบอกว่า โดยพื้นฐานแล้วมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้งจนกว่าคนต่างชาติทั้งหมดเริ่มคิดเหมือนชาวอเมริกัน พูดเหมือนชาวอเมริกัน และที่สำคัญที่สุดชอปปิ้งเหมือนชาวอเมริกัน! แต่คำพูดเขายังไม่ถูกทั้งหมด เพราะมีคนบางกลุ่มเท่านั้นที่จะเปลี่ยนเป็นแบบนี้ มันเป็นเฉพาะกลุ่มคนที่โชคดี แต่คนที่ไม่มีปัญญาชอปปิ้งก็จะเกิดขึ้นจำนวนมาก

 

 

 

ประเด็นเรื่องการต่อสู้เรื่องนี้ที่จำเป็นต้องพยายามศึกษากันให้มาก คนชั้นกลางเองต้องเข้ามาร่วมด้วย เพราะคนชั้นกลางต้องได้รับผลกระทบต่อไปในอนาคต และชนชั้นกลางนี่นิสัยเสียนะ เพราะจะเห็นแก่ตัวมาก แต่พลังของชนชั้นกลางไม่ใช่เพราะเขามีการศึกษาดีกว่าเกษตรกร แต่เพราะเขามีความพร้อมทางวัตถุมากกว่า เกษตรกรเขาโดนปัญหารอบด้านแล้วยังต้องมาต่อสู้เรื่องพวกนี้อีก

 

 

 

แต่คนชั้นกลางก็อยากจะเป็นลูกจ้างของบริษัทข้ามชาตินะ

 

การจ้างงานของบริษัทข้ามชาติ หรือการลงทุนจากต่างประเทศ มันมีตัวเลขจำนวนมากที่บอกว่า มันไม่ได้ทำให้การจ้างงานสูงขึ้นเลย แล้วชนชั้นกลางไทยก็อยู่กับความเชื่อผิดๆ เรามักจะมองว่า ยิ่งมีการลงทุนจากต่างชาติเข้ามามาก มันจะดี แต่อย่าลืมว่า การลงทุนจากต่างชาติที่เข้ามาเป็นการลงทุนระยะสั้นเพื่อเก็งกำไร การลงทุนใหญ่ ก็มีแต่ทำลายการจ้างงานลงไป หรือจ้างแบบลูกจ้างรายวัน

 

 

 

แล้วคนชั้นกลางลืมไปว่าเศรษฐกิจของประเทศไทย เดิมทีเราไม่ได้ผูกกับต่างชาติมาก ถ้าเราดูตอนวิกฤตเศรษฐกิจคราวที่แล้ว ทำไมสหรัฐไม่ช่วยไทย เพราะไทยไม่มีความหมายกับเขา เศรษฐกิจไทยที่เจริญขึ้นมา กรุงเทพฯ เจริญขึ้นมาในหลายๆ ส่วน เพราะว่าเรายังมีฐานเกษตรกรที่เป็นผู้บริโภคใหญ่รองรับอยู่ แล้วการบริโภคของคนชั้นล่างนี่แหละที่ทำให้คนชั้นกลางมีงานทำ คือมันเกิดมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจในอดีต ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามันดีที่สุดนะ แต่มันทำให้เราอยู่กันมาได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ล้มละลายกันไปหมด การลงทุนจากต่างชาติที่คิดว่าจะเกิดไม่เกิด แล้วชนชั้นกลางจะเอาอะไร

 

บทเรียนราคาถูก ไฟฟ้าราคาแพง

นอกจากจะคุ้นตากับถังแก๊สที่วางอยู่ในครัว ติดป้ายสัญลักษณ์หยดน้ำมันเปลวเพลิงระบุชื่อปตท.อย่างชัดเจนแล้ว คงไม่ต้องสงสัยว่าบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) คือเจ้าของธุรกิจก๊าซหุงต้มรายใหญ่ของไทย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงพลังงานไฟฟ้าด้วย แม้เป็นที่ทราบกันดีว่าการไฟฟ้าทั้งสาม คือการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) จะเป็นผู้ดำเนินกิจการไฟฟ้าทั้งหมดก็ตาม หากแต่หลายคนยังไม่ทราบว่าเบื้องหลังกำไรมหาศาลจากกิจการไฟฟ้าอย่างแท้จริงนั้นคือ ปตท.

การที่ ปตท.มีกำไรมหาศาลนั้นเป็นเพราะว่า ปตท.คือผู้ผูกขาดก๊าซธรรมชาติรายแรกรายเดียวของไทย และลูกค้าที่ผูกติดกับ ปตท.มาตลอดก็คือ บริษัท กฟผ.จำกัด (มหาชน) นั่นเอง และกล่าวอย่างรวบรัด การที่กำไรของ ปตท.ในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นถึง 5 เท่า ก็เนื่องมาจากการแปรรูปและทำการซื้อขายหุ้นเมื่อปลายปี 2544 อาจอนุมานได้ว่ากำไรมหาศาลจำนวนนี้ก็คือเงินของประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าที่จ่ายผ่านทาง กฟผ.นั่นเอง

ก๊าซธรรมชาติของ ปตท. เบื้องหลังพลังงานไฟฟ้าของ กฟผ.

โครงสร้างการดำเนินกิจการพลังงานไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยในปัจจุบัน ถือเป็นกิจการที่ผูกขาดอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทที่ได้รับสัมปทาน เช่น บริษัทยูโนแคล ปตท.สพ. และเชฟรอน เป็นต้น โดย ปตท.ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการจัดหาก๊าซเพื่อจำหน่ายภายในประเทศแต่เพียงผู้เดียว ทั้งยังอาศัยอำนาจในการผูกขาดการขนส่งก๊าซผ่านท่อก๊าซธรรมชาติของตนอีกด้วย

จากเอกสารของกลุ่มพลังไท กลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต อธิบายว่า หลังจากที่ ปตท. รับซื้อก๊าซจากบริษัทสัมปทานแหล่งก๊าซแล้ว จะนำมาขายต่อให้ผู้ใช้ก๊าซ โดยจะบวกค่า Margin (ค่าหัวคิว) เพิ่มเข้าไปในราคาเนื้อก๊าซ ในอัตรา 1.75-9.33% และค่าผ่านท่อก๊าซ ซึ่งกำหนดโดยอัตราผลตอบแทนการลงทุน (Internal Rate of Return, IRR) ที่ประมาณ 18% ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นค่าประกันกำไรของ ปตท.นั่นเอง

ยิ่งกว่านั้นสูตรราคาซื้อขายก๊าซ ปตท.กำหนดให้ผันแปรตามราคาน้ำมันโลก รวมทั้งยังผลักความเสี่ยงต่างๆ ตามอัตราแลกเปลี่ยน อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยอีกด้วย ซึ่งการที่ ปตท.กำหนดสูตรการคำนวณราคาก๊าซผันแปรตามราคาน้ำมันดังกล่าวนั้น นางสาวชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน ผู้จัดการกลุ่มพลังไท เห็นว่า “ราคาก๊าซธรรมชาติไม่จำเป็นต้องผูกพันกับราคาน้ำมัน เพราะการที่ราคาน้ำมันลอยตัวเท่ากับส้มหล่นของ ปตท.ขณะที่เดิมทีกำไรจากก๊าซธรรมชาติก็กำหนดตายตัวไว้สูงอยู่แล้ว”

ดังนั้น ราคาน้ำมันที่กำลังถีบตัวสูงขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนอยู่ในขณะนี้ ก็จะส่งผลให้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย และในเมื่อก๊าซธรรมชาติเป็นต้นทุนการผลิตพลังงานไฟฟ้าของไทยถึง 80%ทำให้นอกจากประชาชนต้องแบกรับน้ำมันที่แพงขึ้นแล้ว ยังต้องควักเงินจ่ายค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นด้วย

นางชื่นชม เห็นว่า ราคาน้ำมันโลกที่ปรับราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ นั้น ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ ปตท.จะต้องลอยตัวก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยตามด้วย เพราะถือเป็นทรัพยากรของคนไทยทั้งประเทศ โดยไฟฟ้าที่นำส่งถึงผู้ใช้ไฟฟ้านั้นผลิตมาจากก๊าซธรรมชาติกว่า 80%

ขณะที่ กฟผ.เป็นลูกค้าผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของ ปตท.โดยมีความต้องการก๊าซกว่า 60% ของความต้องการรวม แต่กลับไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งยังต้องยอมจ่ายค่าหัวคิวให้กับปตท. เช่นเดียวกับลูกค้ารายอื่นๆ แม้ว่ากระบวนการผลิตไฟฟ้าแทบทั้งหมดล้วนแล้วแต่ดำเนินการโดยบริษัทลูกต่างๆ ทั้งของ ปตท.และ กฟผ.แทบทั้งสิ้น

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า กิจการไฟฟ้าทั้งหมดจึงเป็นการดำเนินการที่ร่วมกันผูกขาดอย่างไม่มีการแข่งขัน  ทำให้การคิดต้นทุนค่าไฟฟ้าเป็นเพียงเรื่องของการส่งผ่านต้นทุนต่างๆ ที่สะสมมาตั้งแต่ต้นบวกด้วยต้นทุนของตนพร้อมกำไรที่ต้องการแล้วส่งต่อให้หน่วยงานสุดท้าย นั่นหมายความว่าภาระและความเสี่ยงต่างๆเหล่านี้จึงตกอยู่ที่ผู้ใช้ไฟฟ้าในที่สุด

 นอกจากนี้ยังพบว่าภายใต้ราคาที่ประกันกำไรอยู่แล้วในห่วงโซ่การผูกขาดทั้งก๊าซธรรมชาติและระบบไฟฟ้าของประเทศไทย โดยต้นทุนที่เกิดจากค่าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติและน้ำมันกว่า 40% ได้ปรากฏอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากผู้บริโภคนั่นเอง

กล่าวคือ ประมาณ 42.9% ของเงินค่าไฟฟ้าที่ผู้บริโภคจ่าย จะเข้ากระเป๋าของ ปตท. และอีกประมาณ 30% จะเป็นรายได้ของ กฟผ. ส่วนแบ่งที่น้อยที่สุดก็คือผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยที่มีอยู่ประปรายในประเทศไทย แต่ร้อยทั้งร้อยประชาชนคือผู้ที่ถูกขูดรีดขูดเนื้อและไม่เคยได้รับส่วนแบ่งอันใดนอกจากภาระที่ตกทอดมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

 กว่า กฟผ.จะเอาไฟฟ้าจะมาถึงหัวกะไดบ้าน

 สำหรับกิจการไฟฟ้านั้น แม้ว่า ปตท.จะยังไม่ถึงกับผูกขาด100% แต่กิจการทั้งหมดอยู่ในมือของการไฟฟ้าทั้ง 3 ของไทย นั่นคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (บริษัท กฟผ.จำกัด (มหาชน)) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) โดยปัจจุบันได้ส่งกระแสไฟฟ้าครอบคลุมไปถึงผู้บริโภคแบบทุกหัวบันไดบ้าน

 ที่ผ่านมา กฟผ. ได้ดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ เพื่อผลิตไฟฟ้า ทั้งการนำเชื้อเพลิงมาปั่นเป็นไฟฟ้า โดย กฟผ.เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเองประมาณ 60% และส่วนที่รับซื้อจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรวมถึงการนำเข้าจากต่างประเทศ ประมาณ 40% และ กฟผ.ยังรับผิดชอบกระบวนการขนส่งไฟฟ้าด้วย ส่วนการจำหน่ายและค้าปลีกไฟฟ้ารวมถึงค่าบริการต่างๆ นั้นจะเป็นหน้าที่ของ กฟภ.และ กฟน.

 

 

 

ทั้งนี้ จากกการศึกษาของกลุ่มพลังไท อธิบายให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายในการลงทุน ดำเนินการ และค่าเชื้อเพลิงต่างๆ กฟผ.สามารถส่งผ่านไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าได้ โดยเกณฑ์ของ กฟผ.ได้กำหนดไว้ว่าจะต้องมีกำไรไม่ต่ำกว่า 25% ของงบลงทุนที่ใช้ขยายระบบ  ถึงแม้ กฟผ.จะผลิตไฟฟ้าเองเพียง 60% แต่ กฟผ.ก็ผูกขาดการจัดหาไฟฟ้าในระดับส่ง หรือเป็นผู้ซื้อรายเดียว (Single หรือ Monopsony Buyer) เช่นเดียวกับ ปตท.ที่ผูกขาดก๊าซธรรมชาติ ดังนั้นการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนจะมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารองรับในลักษณะคล้ายกับสัญญา Take-or-pay ของก๊าซธรรมชาติ ที่มีการประกันปริมาณการรับซื้อ และส่งผ่านความเสี่ยงต่างๆ ไปยังผู้บริโภค อาทิ อัตราแลกเปลี่ยน เงินเฟ้อ ราคาเชื้อเพลิง

 

 

 

สำหรับการส่งไฟฟ้าของ กฟผ.นั้น ใช้หลักเกณฑ์ทางการเงิน คือ  Self-financing ratio (SFR) และ Debt service coverage ratio (DSCR) เป็นเกณฑ์ เพื่อให้ กฟผ.มีรายได้เพียงพอในการลงทุนขยายกิจการ และชำระหนี้  ส่วนการจำหน่ายและค้าปลีกไฟฟ้า ดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟน. และ กฟภ.) โดยมีหลักการคิดค่าไฟในส่วนนี้ คล้ายคลึงกับกิจการของ กฟผ.

 

 

 

ด้วยโครงสร้างและกระบวนการดังกล่าว ทำให้ในที่สุดค่าไฟฟ้าที่ตกถึงผู้บริโภคจึงเป็นตัวเลขที่ดูสวยงามสำหรับ กฟผ. โดยมีสัดส่วนของเงินค่าไฟฟ้าที่ตกเข้ากระเป๋า ปตท. เกือบครึ่งหนึ่งของค่าไฟฟ้าทั้งหมด

 

 

 

ค่าไฟฟ้าถูก แต่ต้องจ่ายแพง

 

สำหรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทยในปัจจุบัน ประกอบด้วย อัตราค่าไฟฟ้าฐาน ซึ่งเป็นอัตราคงที่โดยมีการทบทวนเป็นระยะๆ และค่าตัวประกอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือที่นิยมเรียกกันว่าค่าเอฟที ซึ่งเป็นสิ่งที่พูดถึงกันหนาหูว่าจะทำให้ค่าไฟฟ้าถีบตัวสูงขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะจะกระทบกับผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่อยู่ในระดับครัวเรือนคือประมาณ 73%(น้อยกว่า 150 หน่วยต่อเดือน)

 

จากเว็บไซต์ของ กฟผ. อธิบายไว้ว่า อัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือที่เรียกกันสั้นๆว่าค่าFt เดิมหมายถึง Fuel Adjustment Charge หรือการปรับค่าไฟฟ้าตามราคาเชื้อเพลิง ที่มีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ปัจจุบันกำหนดให้มีความหมายกว้างขึ้น คือ Energy Adjustment Charge เพื่อให้ครอบคลุมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต การจัดส่ง และการจำหน่ายไฟฟ้า ตัว t (subscript) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลา

 

โดยค่าเอฟทีเป็นค่าไฟฟ้าผันแปรที่ปรับทุกๆ 4 เดือนตามต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง โดยผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาค่าเอฟทีคือ คณะอนุกรรมการกำกับสูตรอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ ซึ่งคิดคำนวณจากต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของการไฟฟ้าทั้งกระบวนการ ค่าเอฟทีจึงเท่ากับการผลักความเสี่ยงต่างๆ ไปยังผู้บริโภค ทั้งภาระจากการลงทุนเกิน ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน  อัตราเงินเฟ้อที่ต่างไปจากที่คาดการณ์  เป็นต้น

 

 

 

องค์ประกอบของค่าเอฟที ในปัจจุบัน มีดังนี้ Ft = FAC + FX + NF + MR + DC +AF ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง และค่าซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน / ต่างประเทศ (FAC) ผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อเฉพาะส่วนที่ไม่ใช่ค่าเชื้อเพลิง/ซื้อไฟฟ้า (Non – Fuel cost  ; NF) รายได้ที่เปลี่ยนแปลงไปของการไฟฟ้า (MR) ผลกระทบจากยอดขายที่ไม่เป็นไปตามคาดการณ์ (DC) และค่าสะสมที่เกิดจากการตรึงค่าเอฟที(AF) (ค่าเอฟทีที่เรียกเก็บไม่เป็นไปตามที่คำนวณ)

 

 

 

จากเอกสารของสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค(สอบ.) ระบุว่า ปัจจุบันค่าเฉลี่ยอัตราค่าไฟฟ้าฐานอยู่ที่ 2.25 บาท/หน่วย และค่าเอฟทีขายปลีกอยู่ที่ 0.4683 บาท/หน่วย นอกจากนี้ผู้ใช้ไฟฟ้ายังต้องชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อีก 7% จากตัวเลขดังกล่าว โดยกลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคตได้ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นสัดส่วนของค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนให้ชัดเจนขึ้น โดยนำส่วนประกอบค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านที่ใช้ไฟฟ้า 59 หน่วย/เดือนมาแสดง ซึ่งค่าเฉลี่ยดังกล่าวเป็นของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านขนาดเล็ก จำนวน 9.33 ล้านราย จากทั้งหมดประมาณ 14 ล้านราย จะพบว่าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 186.30 บาท โดยจะเป็นค่าพลังงานไฟฟ้าประมาณ 106.48 บาท (57%) ค่าบริการรายเดือน 40.00 บาท (21%)  ค่าเอฟที 27.63 บาท (15%) และค่า VAT 7% เป็นเงิน 12.19 บาท

 

 

 

จะเห็นได้ว่า ค่าไฟฟ้าในครัวเรือนมีสัดส่วนของค่าบริการ ค่าเอฟทีและอื่นๆ เป็นครึ่งต่อครึ่งของค่าพลังงานไฟฟ้าเลยทีเดียว ซึ่งตัวเลขที่ปรากฏในบิลค่าไฟฟ้าทั้งหมดนี้จะเป็นทั้งส่วนกำไรของ กฟผ.และยังรวมถึงการส่งผ่านกำไรให้ ปตท.อีกด้วย โดยตัวเลขดังกล่าวได้ผ่านการบวกกำไรและหักลบต้นทุนทั้งหมดมาแล้ว และในที่สุดได้เดินทางมาอยู่ในมือของประชาชนนั่นเอง

 

 

 

เอฟที เรื่องเล็ก ROIC สิ เรื่องใหญ่

 

นอกจากนี้ ข่าวการปรับค่าเอฟทีใหม่ที่จะนำไปรวมกับค่าไฟฟ้าฐานนั้น แม้จะกระทบกระเทือนผู้บริโภคอยู่บ้างแต่ก็ยังไม่หนักหนาสาหัสนัก เพราะตัวเลขดังกล่าวจะไม่แน่นอนและแปรผันตามสภาวการณ์ แต่ที่น่าวิตกกังวลยิ่งกว่าก็คือ ประเด็นที่สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค(สอบ.) ได้ตีแผ่ว่า มติครม.เมื่อ 30 สิงหาคม 2548 ที่กำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การกำหนดค่าไฟฟ้าจากเดิมนั้น เป็นเรื่องที่น่ากังวลมากกว่า

 

 

 

หลักเกณฑ์การกำหนดค่าไฟฟ้าจากเดิมที่อ้างอิงความจำเป็นของการไฟฟ้าในการลงทุนขยายระบบและชำระหนี้นั้น ได้เปลี่ยนเป็นการใช้เกณฑ์ประกันผลตอบแทนการลงทุน (Return on Invested Capilet: ROIC) แทน ซึ่งการใช้เกณฑ์นี้มีนัยสำคัญต่อการเกลี่ยรายได้ระหว่าง 3 การไฟฟ้า และส่งผลถึงค่าไฟฟ้าโดยตรงด้วย ทาง สอบ.เชื่อว่าเกณฑ์ดังกล่าวมีความไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภคแต่เอื้อประโยชน์ต่อการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของ กฟผ.

 

 

 

ปัจจุบัน หากคำนวณค่า ROIC ของ กฟผ.นั้นจะตกอยู่ที่ร้อย 9.17 ในขณะที่ กฟน.และ กฟภ.อยู่ที่ 4.37 และ 2.41 ตามลำดับ ตัวเลขดังกล่าวมีความแตกต่างกันอยู่มากเนื่องจาก โครงสร้างค่าไฟฟ้าขายส่งในปัจจุบันได้กำหนดราคาไว้สูงกว่าที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว

 

 

 

ทั้งนี้ นางสายรุ้ง ทองปลอน ผู้จัดการ สอบ. กล่าวว่า การเกลี่ยรายได้ของทั้ง 3 การไฟฟ้า จะเป็นไปตามที่ที่ปรึกษาการกระจายหุ้นของ กฟผ.ซึ่งแนะนำว่าควรมี ROIC อย่างน้อยร้อยละ  8.7 เป็นเวลา 3 ปี นั่นจะทำให้อีก 2 การไฟฟ้าต้องรับภาระหากไม่ขึ้นค่าไฟฟ้า ซึ่งในที่สุดแล้วผลเสียหายจะตกอยู่ที่ผู้บริโภคอีกทอดหนึ่งอย่างแน่นอน  ขณะที่การศึกษาของกระทรวงพลังงาน พบว่า ในต่างประเทศนั้นโดยเฉลี่ยแล้วค่า ROIC จะอยู่ที่ประมาณ 4.2 เท่านั้น ส่วนการตั้งตัวเลขที่สูงขึ้นนี้ยังมีข้อกังขาว่าจะเป็นการเอาใจนักลงทุนหรือไม่

 

 

 

สถานการณ์การเกลี่ยรายได้ดังกล่าว เริ่มส่งสัญญาณการคุกคามผู้บริโภค ทั้งๆ ที่ผู้บริโภคเองกำลังประสบกับค่าเอฟทีที่สูงขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติอยู่แล้ว จากการศึกษาของนางชื่นชม สง่าราศี กรีเซน กลุ่มพลังไท พบว่าการคำนวณค่าเอฟทีในปัจจุบันจะทำให้ค่าไฟจะสูงขึ้น 30,000 ล้านบาท/ปี หรือประมาณ 25 สต./หน่วย โดยที่กำไรส่วนใหญ่เข้ากระเป๋า ปตท.

 

 

 

โดยเฉพาะในช่วงที่น้ำมันราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นทุกวันนี้ ทำให้ก๊าซธรรมชาติของ ปตท.พลอยฟ้าพลอยฝนดีดตัวสูงขึ้นตามไปด้วย และในเมื่อ กฟผ.จำเป็นต้องใช้ก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้า จึงทำให้กำไรไหลเข้า ปตท.อย่างสูงลิบ ดังจะเห็นจากกำไรสุทธิในครึ่งแรกของปี 2548 ที่สูงถึง 44,351 ล้านบาท

 

 

 

จากการวิเคราะห์ตัวเลขดังกล่าวของกองบรรณาธิการไทยโพสต์ เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ชี้ว่าหากกำไรของ ปตท.ในครึ่งหลังเท่ากับครึ่งปีแรกปี 2548 จะสามารถนำมาลดค่าเอฟที (จากปัจจุบัน 0.4683 บาท/หน่วย) ให้เหลือเป็น 0 บาท/หน่วย ได้ถึง 9.5 เดือน โดยที่ผู้บริโภคจะไม่ต้องรับภาระค่าเอฟทีอันหนักอึ้งแต่อย่างใด

 

 

 

บทเรียนราคาแพง ที่สังคมไม่เคยเรียนรู้

 

สำหรับกำหนดการที่จะนำ กฟผ.เข้าสู่ตลาดหุ้นนั้น ล่าสุดมีข่าวว่านำเริ่มกระจายหุ้นในสิ้นเดือนพฤศจิกายนปีนี้ หากย้อนกลับไปมองภาพของ ปตท.จะพบว่าเป็นการก้าวตามกันของรัฐวิสาหกิจทั้งสองของไทยที่มุ่งสร้างกำไรอย่างมหาศาลนั่นเอง

 

 

 

ดังจะพบว่า ภายหลังจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย แปรรูปเป็น บมจ.โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 20,000 ล้านบาท ได้ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันแรกเมื่อ 6 ธันวาคม 2544 โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แต่ปัจจุบันพบว่ากระทรวงการคลังถือหุ้น 48.55% เท่านั้น

 

 

 

นางชื่นชม อธิบายว่า นับแต่แปรรูป ปตท.มีกำไรจำนวน 190,284 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ควรตกเป็นของรัฐทั้งหมดแต่ก็ต้องแบ่งให้เอกชนกึ่งหนึ่ง ซึ่งผลประโยชน์เข้ากระเป๋าเอกชนรวมแล้วกว่า  251,000 ล้านบาท โดยอยู่ในรูปของเงินปันผลที่จ่ายให้นักลงทุนจำนวนกว่า 17,000 ล้านบาท และราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นจาก 35 เป็น 208 บาท/หุ้น (3 มีนาคม 2548) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 234,000 ล้านบาท จากตัวเลขดังกล่าวแสดงว่า หลังจากที่ปตท.แปรรูปเพียง 3 ปี มีกำไรพุ่งสูงขึ้นถึง 5 เท่าตัว เมื่อเทียบกับปีก่อนแปรรูป (ปี 2543)

 

 

 

บทเรียนของการเฟื่องฟูของ ปตท.นั้น ดูเหมือนจะเป็นของหวานที่นักลงทุนต่างต้องการ โดยไม่มีเศษขนมตกถึงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศแม้แต่น้อย แต่กลับยิ่งสร้างความเดือดร้อนโดยไม่เหลือช่องทางสำหรับการต่อสู้เรียกร้องแม้แต่น้อย

 

 

 

เส้นทางสายเดิม แต่อันตรายกว่าเดิม

 

หลังจากที่ ปตท.กระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้พลังงานไฟฟ้าซึ่งส่วนใหญ่ผลิตมาจากก๊าซธรรมชาติอ่าวไทย ตกอยู่ในกำมือของนักธุรกิจที่ถือหุ้นของ ปตท. ขณะที่ผลกำไรส่วนใหญ่ของ ปตท.นั้น เกิดขึ้นจากธุรกิจซื้อขายระหว่าง กฟผ. ซึ่งวันนี้ถือว่าโชคดีที่ กฟผ.ยังมีรัฐดูแล และรับผิดชอบต่อความเสียหายหากประชาชนเดือดร้อนหรือได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้น

 

 

 

“โดยปกติแล้วรัฐวิสาหกิจจะต้องดูดซับความยากลำบากของประชาชน ซึ่งความจริงแล้วรัฐวิสาหกิจก็สามารถแปรรูปเป็นบริษัทได้ แต่รัฐจะต้องถือหุ้น 100% เพื่อที่จะสามารถกำหนดนโยบายผ่านบริษัทเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนเอาไว้ แต่ถ้าเข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อไรก็เท่ากับเปิดช่องให้มีคนเข้ามาเทคโอเวอร์ และรัฐก็จะทำอะไรไม่ได้เพราะอ้างว่าเป็นบริษัท” นางสาวรสนา โตสิตระกูล เลขาธิการมูลนิธิสุขภาพไทย กล่าว

 

 

 

ด้านนางสาวสายรุ้ง เห็นว่า ตอนนี้ทั้ง 3 การไฟฟ้ายังเกลี่ยรายได้ไม่เสร็จ ซึ่งเป็นเรื่องของการรักษาผลประโยชน์ของการไฟฟ้า แต่สำหรับการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนกลับยังไม่เคยพูดถึง ที่สำคัญก็คือยังไม่ตั้งองค์กรกำกับกิจการไฟฟ้าขึ้นมา ส่วนโครงสร้างค่าไฟฟ้าก็ยังไม่ได้สร้างมั่นใจแก่ประชาชนแต่อย่างใด จึงเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากสำหรับการที่ กฟผ.จะเข้าสู่ตลาดหุ้นในตอนนี้

 

 

 

สำหรับสิ่งที่น่ากลัวที่กำลังเกิดขึ้น อย่างที่นางชื่นชม กลุ่มพลังไท กล่าวอย่างไม่ค่อยชื่นชมนักกับวิธีการของ กฟผ.ว่า “การแปรรูป กฟผ.เท่ากับการขายผ้าเอาหน้ารอดเป็นเรื่องของการทำตามใบสั่งเท่านั้น ขณะที่รายละเอียดต่างๆ ยังคงซุกซ่อนไว้ ซึ่งสถานการณ์แบบนี้จะทำให้ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม”

 

 

 

0          0          0

 

 

 

ผลกำไรของ ปตท.ภายหลังการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ นับเป็นสิ่งที่เย้ายวนใจนักลงทุนอย่างดี ขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนที่ย่ำแย่ต่อการขูดรีดเงินจากประชาชนไปอย่างโหดร้ายด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ กฟผ.กำลังลอกบทเรียนราคาแพงนี้อยู่

 

 

 

วันนี้ กฟผ.กำลังมุ่งหน้าเดินทางเส้นเดียวกับปตท.อย่างรีบเร่ง โดยมีคนไทยเป็นผู้ค้ำประกันความเสี่ยงทั้งหมดอยู่เบื้องหลัง แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับคนไทย เมื่อวิถีทางนี้ยังไม่มีอะไรพร้อมสำหรับรองรับความเสี่ยงของประชาชน

 

 

 

 

 

 

ธาตุแท้ทุนนิยม ไม่เคยปราณีต่อสุขภาพ

สังคมโลกในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ระบบทุนนิยมเต็มตัว   โดยเนื้อแท้ของระบบทุนนิยมคือกำไรสูงสุด  โดยไม่ต้องคำนึงถึงมนุษยธรรมมากนัก   เห็นมนุษย์เป็นเพียงแรงงานเหมือนเครื่องจักร  ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนระบบการผลิตให้เกิดกำไรสูงสุด   ปล่อยมลพิษของเสียโดยไม่มีการบำบัดอย่างเพียงพอเพื่อลดต้นทุน    กอบโกยกำไรไว้กับคนกลุ่มเล็กๆที่เป็นเจ้าของทุน  โดยให้เหตุผลที่ฟังดูดีว่า  เพื่อนำทุนที่ได้นั้นไปขยายกิจการต่อไป  เศรษฐกิจจะได้พัฒนา 

อย่างไรก็ตาม   สำหรับพัฒนาการของระบบทุนนิยมในท่ามกลางการต่อสู้ทางความคิดกับระบอบคอมมิวนิสต์นั้น   ก็มีพัฒนาการแห่งความหวังขึ้นมาบ้าง  เพื่อสร้างความรู้สึกที่เป็นธรรมแก่พนักงาน  เช่นระบบการประกันสังคม  ระบบความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน  ระบบการผลิตที่ใช้เครื่องจักรทดแทนคนในจุดที่มีอันตรายสูง  หรือระบบค่าจ้างที่เป็นธรรมมากขึ้นเป็นต้น    แต่อย่างไรก็ตามกำไรสูงสุดก็ยังเป็นเป้าหมายอยู่ดี

ต้นเดือนตุลาคม 2548 นี้  สังคมไทยได้เห็นสัจธรรมของระบบทุนนิยมอีกครั้งที่ว่า  กำไรสูงสุดคือเป้าหมาย  สุขภาวะของสังคมหรือชุมชนไม่ใช่เรื่องที่ต้องใส่ใจ   นั่นก็คือปรากฏการณ์ที่ร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลเว่น  ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมการบริโภคยาสูบที่ห้ามการวางแผงโชว์บุหรี่ในร้าน  โดยกฏหมายอนุญาตให้ติดป้ายว่า “ที่นี่มีบุหรี่ขาย ” เท่านั้น  ซึ่งร้านค้าส่วนใหญ่ต่างก็ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างไม่มีปัญหา  ยกเว้นทุนรายใหญ่แห่งเจริญโภคภัณฑ์  เซเว่นอีเลเว่น  ที่ใช้กลยุทธหัวหมอ  ไม่ยอมเอาบุหรี่ลงจากแผง  โดยอ้างว่ากำลังรอการตีความจากกฤษฎีกา  แสดงให้เห็นถึง “ ธาตุแท้ของทุนนิยม  ที่ต้องการกำไรสูงสุด  โดยไม่คำนึงถึงสุขภาวะของผู้คนในสังคม   เห็นเงินเป็นพระเจ้า  โดยไม่ใส่ใจการร่วมสร้างสังคมที่ดีงาม ”

ทุกคนในสังคมต่างทราบดีว่า  บุหรี่คือต้นเหตุของโรคร้ายมากมาย  ไม่เฉพาะตัวผู้สูบบุหรี่เอง  แต่รวมถึงคนข้างเคียงโดยเฉพาะคนในครอบครัวด้วย  ที่เป็นเสมือนผู้สูบบุหรี่มือสองเพราะได้ควันบุหรี่ไปด้วย  ในครอบครัวที่พ่อสูบบุหรี่ในบ้าน  ลูกๆจะป่วยเป็นหวัดบ่อย  บ่อยครั้งที่เป็นหวัดจะหอบหืดหรือปอดบวมได้ง่าย  เป็นภัยใกล้ตัวที่ผู้ใหญ่มักมองข้ามไป

ในปัจจุบันจำนวนผู้สูบบุหรี่ในประเทศไทยมีจำนวนเกือบจะคงที่  นั่นหมายความว่าจำนวนผู้ที่เสียชีวิตที่สูบบุหรี่ด้วยกับจำนวนผู้สูบบุหรี่รายใหม่มีใกล้เคียงกัน  ทำอย่างไรให้จำนวนผู้สูบบุหรี่รายใหม่ลดลง  นี่คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้สังคมไทยปลอดบุหรี่  ทำให้สังคมไทยมีสุขภาวะของทางเดินหายใจที่สะอาดขึ้น

การรณรงค์ให้คนที่สูบบุหรี่แล้วเลิกสูบนั้นยากมาก  การป้องกันไม่ให้วัยรุ่นริลองสูบบุหรี่นั้นได้ผลกว่า  หากพ้นวัยรุ่นไปแล้ว  น้อยคนที่จะไปสูบบุหรี่ในวัยผู้ใหญ่  การห้ามการโฆษณาบุหรี่จึงมีความสำคัญมาก  เมื่อประเทศไทยมีการออกกฎหมายที่เข้มงวดในการห้ามการโฆษณาทุกรูปแบบ   บริษัทบุหรี่จึงหันมาใช้กลยุทธการโฆษณาบุหรี่ทางอ้อมด้วยการวางแผงโชว์บุหรี่ที่จุดจ่ายเงินในร้านสะดวกซื้อแทน  ซึ่งก็ได้ผลดีทีเดียว  ทุกคนที่จ่ายเงินย่อมเห็นแผงบุหรี่เต็มพื้นที่หลังเคาท์เตอร์จ่ายเงิน   วัยรุ่นซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของร้านสะดวกซื้อย่อมมีบ้างที่เสียท่าซื้อบุหรี่มาลองสูบจนกลายเป็นสิงห์อมควันในที่สุด

กฎหมายที่ห้ามการวางแผงโชว์บุหรี่ในร้านค้า  โดยให้มีเพียงป้ายติดว่าที่นี่มีบุหรี่จำหน่ายนั้น เป็นก้าวที่สำคัญของนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพในด้านการลดการสูบบุหรี่ของคนไทย   เรื่องง่ายๆคิดง่ายๆ  คนจบ ป. 4 ก็รู้ว่า  เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดีเพื่อสุขภาพคนไทย  เป็นเรื่องที่เราทุกคนควรชื่นชมรัฐบาล  และประณามร้านค้าที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องขอบคุณร้านเซเว่น อีเลเว่น  ที่ได้แสดงธาตุแท้ของทุนนิยมให้สังคมได้ประจักษ์อีกครั้งว่า  ทุนใหญ่ระดับชาตินั้นสนใจเพียงกำไรสูงสุดเท่านั้น  ไม่สนใจการร่วมสร้างสังคมที่มีสุขภาวะ  ธาตุแท้ทุนนิยมยังไม่เคยเปลี่ยนแปลง

 ฤาว่าวันนี้  ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนจะเลิกอุดหนุนร้านเซเว่น  อีเลเว่น  เพื่อร่วมสั่งสอนให้ทุนนิยมที่เห็นแก่ตัวสำนึกเสียบ้างว่า   สังคมไทยต้องการระบบทุนที่เอื้อต่อการร่วมสร้างสังคมที่ดีที่อยู่เย็นเป็นสุข

"ทำอย่างไรถึงจะรวย" คำถามสู่หายนะ : ปาฐกถาจากประเวศ วะสี

ประชาไทคัดสรร - ผู้จัดการออนไลน์ 5 พฤศจิกายน 2548 17:49 น. - ‘หมอประเวศ’ เตือนผู้นำประเทศที่ตั้งคำถาม “ทำอย่างไรถึงจะรวย” นำมาซึ่งหายนะ ทำให้คนตกอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่ขับเคลื่อนด้วยการกระตุ้นให้บริโภค จะถึงวันล่มสลาย ยกตัวอย่าง ‘พุทธเกษตรกรรม’ ชู ‘พระมหาชนก’ เป็นตัวอย่างสอนใจคนอยากแสวงโชคที่ ‘สุวรรณภูมิ’

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส บรรยายเรื่อง ‘พุทธศาสนากับเศรษฐกิจพอเพียง’ ที่ห้องประชุมใหญ่ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกว่า ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่มีผู้ควบคุมสื่อกระตุ้นปลุกระดมให้เกิดการบริโภค และเกิดความต้องการสะสมเงินทองไว้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติมีจำกัดและมีวันหมดไป โดยผู้นำประเทศในระบบทุนนิยมมักจะทำให้เกิดหายนะโดยตั้งคำถามว่า “ทำอย่างไรถึงจะรวย” ประชาชนที่คล้อยตามจึงยอมทำทุกวิถีทางทั้งทำลายป่า ค้าผู้หญิง ขายเด็ก ฉ้อโกง คอร์รัปชั่น โดยไม่สนใจศีลธรรม ทั้งที่การตั้งคำถามว่า “ทำความดีได้อย่างไร” อย่างที่มักถามกันในสมัยก่อนนั้น สามารถหาคำตอบได้ง่ายกว่า และไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อน

ศ.นพ.ประเวศ เสนอว่า ระบบเศรษฐกิจพอเพียงเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับพุทธศาสนา คือการดำเนินชีวิตพอเพียงอย่างผสมผสานบนทางสายกลาง เช่น การเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงหรือที่ตนเรียกว่า “พุทธเกษตรกรรม” จะใช้หลักทำทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก จะทำให้ผู้ปฏิบัติไม่ได้รับผลกระทบใดๆ แม้ระบบเศรษฐกิจจะล่มสลายลงในอนาคต และไม่จำเป็นต้องเครียดจากเศรษฐกิจที่บีบรัด

พร้อมกันนี้ ศ.นพ.ประเวศ ยกพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า “ขอให้เราพออยู่พอกิน และมีไมตรีจิตต่อกัน” รวมทั้งพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก ที่มีเรื่องราวของพ่อค้าที่พากันขึ้นเรือ หมายไปแสวงโชคที่เมือง ‘สุวรรณภูมิ’ แต่เมื่อเรือล่มกลางคัน พระมหาชนก ยังช่วยเหลือตนเอง และว่ายน้ำเข้าฝั่งโดยไม่ย่อท้

 ศ.นพ.ประเวศ กล่าวตอนท้ายว่า อย่างไรก็ตาม วันนี้นับว่าความสนใจธรรมะของคนไทยพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว มีอุปสงค์หรือความต้องการสอดแทรกสิ่งที่เกี่ยวกับธรรมะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสื่อในรูปแบบต่างๆ การท่องเที่ยวธรรมะ (ททธ.) เป็นต้น

การบรรยายพิเศษนี้ จัดโดยองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ร่วมกับยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ (ย.พ.ส.) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 และจะจัดเป็นประจำทุกเดือน ด้วยความตั้งใจให้มีการนำพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

 

 

 

‘คอนแทรค ฟาร์มิ่ง’ ไทย : กำไรจากหยาดเลือดชาวพม่า

เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีรายงานชื่อว่า ‘ทุ่งร้าง’ หรือ Deserted Field ออกมาจากองค์กรที่เข้าไปทำงานในดินแดนลึกลับอย่างประเทศพม่า - คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาและบรรเทาทุกข์รัฐฉาน (SRDC/ Shan Relief and Development Committee)

หน่วยงานนี้ได้เข้าไปแอบเก็บข้อมูลที่เมืองนาย ในรัฐฉานของพม่ามาตั้งแต่ปี 2546 จนประมวลออกมาเป็นภาพสะท้อนสถานการณ์ความล่มสลายและความทุกข์ยากของเกษตรกรเมืองนาย อันเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลทหารพม่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

แม้ไม่ได้พูดถึงผลกระทบโดยตรงจากโครงการเกษตรพันธสัญญา หรือ Contract Farming ที่รัฐบาลไทยได้ร่วมมือกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน โดยลงนามกับรัฐบาลพม่าไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2548 เพื่อให้ปลูกพืชอาหารสัตว์ และพืชพลังงานเกือบ 10 ชนิดบนพื้นที่ราว 44 ล้านไร่มาป้อนฝั่งไทย แต่ข้อมูลทั้งหมดในรายงานฉบับนี้ก็ทำให้เราตระหนักได้ทันทีว่า โครงการนี้จะไม่สร้างประโยชน์แบบ win-win อย่างที่นายกฯ ทักษิณ หรือรัฐมนตรีเกษตรหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ โฆษณาไว้แน่นอน

หากแต่ผลประโยชน์ของ (บริษัท) ไทยอาจต้องแลกด้วยชีวิต เลือดเนื้อ ของคนเล็กคนน้อยจำนวนมากในอีกฝากฝั่งหนึ่ง.....

เมืองนาย อำเภอที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐฉาน เป็นพื้นที่ทำการศึกษาที่พอจะเข้าไปเก็บข้อมูลได้ แม้กองกำลังติดอาวุธหลายกลุ่มจะยึดครองพื้นที่ตามเขตเทือกเขาในเมืองนี้มานานหลายปี และรัฐบาลทหารก็ออกปราบปรามกลุ่มต่อต้านมากยิ่งขึ้น

“ผลการสำรวจ ได้จากการสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ทุกระดับชั้น และลงสำรวจพื้นที่ด้วยตัวเอง ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างมาก การสำรวจเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากต้องใช้ความระมัดระวัง หากทหารพม่าทราบข่าวก็หมายถึงชีวิต” นายแหลง หนึ่งในทีมสำรวจเคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว

พื้นที่แห่งนี้เคยอุดมสมบูรณ์ เป็นอู่ข้าวชั้นดีของผู้คน แต่ปัจจุบันนี้มีหมู่บ้านหลงเหลืออยู่เพียง 25 หมู่บ้าน จากที่เคยมีถึง 57 หมู่บ้านก่อนปี 2537 มีประชากรเหลืออยู่ประมาณ 25,000 คน ประกอบด้วยคนพม่า ฉาน ปะโอ ลีซู ลาหู่ โกก้าง และปะหล่อง ส่วนอีกราวร้อยละ 30 คาดว่าอพยพหนีข้ามมาฝั่งไทย ปล่อยให้พื้นที่เพาะปลูกอันอุดมกลายเป็นทุ่งร้างมากกว่า 25,000 ไร่

ที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่นี้ ‘ยากจน’ ไม่มีรายได้จากการเพาะปลูกมากนัก ทรัพย์สินของพวกเขาคือข้าวที่สะสมไว้ รวมทั้งปศุสัตว์ที่มีอยู่ แต่ผู้คนร้อยละ 90 ก็มีอาหารพอเพียง มีการค้าขายและแลกเปลี่ยนพืชผล-สิ่งของระหว่างคนเมืองและชาวบ้าน โดยที่การเดินทางเป็นไปอย่างเสรี

ปี 2537 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงไปในทางเลวร้าย เพราะรัฐบาลทหารพม่าจัดตั้งศูนย์รับซื้อข้าวเปลือกในเมืองนาย โดยให้ตำรวจ ทหาร เข้าไปติดประกาศคำสั่งเพื่อให้ชาวบ้านทุกคนปฏิบัติตาม

ชาวนาทุกคนถูกบังคับให้ต้องนำข้าวมาขายที่ศูนย์เป็นจำนวน 4 ถังต่อที่นาทุก 2.5 ไร่ที่พวกเขาเพาะปลูก โดยข้าว 1 ถังมีน้ำหนักประมาณ 21 กิโลกรัม แต่ลูกจ้างในศูนย์รับซื้อกลับเอาข้าวจากชาวนาไปถึง 24 กิโลกรัมต่อถัง

ส่วนรัฐบาลทหารจะจ่ายค่าข้าวให้ชาวบ้านเพียง 350 จ๊าต ต่อถัง ในขณะที่ราคาตลาดจะอยู่ที่ 1,250 จ๊าตต่อถัง อีกทั้งทางศูนย์ก็ไม่รับซื้อข้าวเปลือกคุณภาพต่ำ

หนี้สินที่ไม่ได้ก่อ

โชคร้ายกว่านั้น ไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับผู้ที่ผืนนาให้ผลผลิตช้าหรือแม้จะมีอุบัติเหตุอะไรก็ตาม หากไม่ส่งขายข้าวในเวลาที่กำหนด พวกเขาจะถูกจับตามระเบียบ ดังนั้น ชาวนาผู้โชคร้ายเหล่านี้จึงต้องยอมซื้อข้าวเปลือกจากคนอื่นในราคาตลาด เพื่อนำมาขายให้ศูนย์ในราคา 350 จ๊าต