ซัด ป๋า เล่นผิดบท ระวังคนเชื่อเป็นหัวขบวน อำมาตยาธิปไตย พิมพ์บทความนี้
กรณีที่พล.อ.ปฐมพงษ์ เก ษรศุกร์ ประธานที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด แต่งเครื่องแบบเต็มยศขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ซึ่งเป็นเวทีที่มีจุดยืนในการต่อต้านการทำงานของรัฐบาลอย่างชัดแจ้ง และพล.อ.ปฐมพงษ์ ระบุว่าได้ทำหนังสือถึงผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพ ประธานองคมนตรี หรือแม้กระทั่งแกนนำพันธมิตรฯ
และ อ้างว่า ได้ทำเอกสาร กห.0301(สน.ปธ.คปษ.ฯ)/124 จากประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด ถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เรื่องการรักษาอธิปไตยเหนือดินแดน กรณีปราสาทพระวิหาร โดยในเอกสารได้มีการลงลายมือชื่อของ พล.อ.เปรม ในเอกสารดังกล่าวในที่ 21 มิ.ย. 51 เขียนข้อความว่า เป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอย่างหนึ่ง ลงลายเซ็น พล.อ.เปรม
ทำ ให้เกิดเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้งว่าการทำหนังสือถึงประธานองคมนตรี มิใช่ในนาม พล.อ.เปรม เป็นการส่วนตัว มีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะตำแหน่งประธานองคมนตรี มีการกำหนดกรอบบทบาทหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน อีกทั้งเรื่องดังกล่าวยังสุ่มเสี่ยงต่อการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เสี่ยงต่อการกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงยังเสมือนเป็นการรับรองบทบาทของเวทีพันธมิตรฯ อีกด้วย นั้น
รศ.ดร.ศิลป์ ราศี นักวิชาการมหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าว ถึงกรณีดังกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เหมาะด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรกคือ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ กระทำการผิดวินัยทหาร เพราะการทำเรื่องขอร้องประการใดก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับประเทศเช่นนี้ต้อง เรียนไปยังผู้บังคับบัญชา นั่นก็คือ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไม่ใช่เรียนมายังประธานองคมนตรีเช่นนี้
ประการ ที่สองกรณีที่มีการอ้างว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอย่างหนึ่งของประธาน องคมนตรีนั้น ตนไม่เชื่อว่าประธานองคมนตรีจะไม่ทราบว่าปราสาทเขาพระวิหารเป็นสมบัติของ ประเทศกัมพูชาตามคำสั่งศาลโลก ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้พยายามกระทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาดินแดนของไทยอย่างสุด กำลังแล้ว
นอก จากนี้ยังสามารถมองได้ว่าเป็นการพยายามปลุกปั่นสร้างกระแสอะไรต่อไปอีกหรือ ไม่ เพราะขณะนี้สถานการณ์แบ่งออกเป็น 2 ขั้วทางการเมือง ดังนั้นการที่กล่าวหรือให้ความสนับสนุนคำขอร้องของพล.อ.ปฐมพงษ์ จะเป็นการตอกลิ่มทางความคิดของประชาชนว่า ประธานองคมนตรีเป็นบุคคลสำคัญที่ขับเคลื่อนระบอบอำมาตยาธิปไตย ทั้งๆ ที่มีตำแหน่งเป็นถึงประธานองคมนตรีแต่กลับลงมายุ่งเกี่ยวทางการเมือง
ประธาน องคมนตรีเป็นผู้ใหญ่ การยุ่งเกี่ยวทางการเมือง อาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดและไม่สบายใจกับการแสดงออกเช่นนี้ นอกจากนี้หากประธานองคมนตรีมีความจงรักภักดีในสถาบัน และบ้านเมืองจริง การที่กลุ่มพันธมิตรฯ พูดพาดพิงเบื้องสูงอยู่เสมอๆ ผมยังไม่เคยเห็นท่านออกมาปกป้องเลยสักครั้ง ดังนั้นการจะทำอะไรท่านต้องว่างตัวเป็นกลาง ไม่ต้องเกี่ยวข้องเลย ไม่เช่นนั้นประชาชนจะคิดได้ว่าท่านคือคนสำคัญในระบอบอำมาตยาธิปไตยจริงๆ
ด้าน ดร.สุธาชัย ยิ้ม ประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ส่วนตัวแล้วตนมองว่าประธานองคมนตรี หรือองคมนตรีก็คือคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่ผู้วิเศษ สามารถออกความคิดเห็นได้ แต่ก็ควรเป็นในทางที่ถูกที่ควร โดยควรหันหน้ามาร่วมมือกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และควรร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่าง สันติวิธี และให้เกิดความราบรื่น
ทั้ง นี้เรื่องปราสาทเขาพระวิหารที่ประเทศกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกกับ องค์การยูเนสโกนั้น อันที่จริงแล้วไม่มีปัญหาอะไรมากเลย แต่กลุ่มพันธมิตรฯ นำมาเป็นเครื่องมือในการโจมตีทำให้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียด
ดังนั้น หากประธานองคมนตรี จะทำการช่วยเหลือประเทศชาติจริง ก็ควรจะทำการตักเตือน พล.อ.ปฐมพงษ์ และ กลุ่มพันธมิตรฯ ว่าให้ยุติการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งจนอาจจะนำไปสู่สงครามดีกว่า ซึ่งทางกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ก็ได้มีการออกแถลงการณ์คัดค้านความรุนแรงในการแก้ปัญหาระหว่างประเทศแล้ว
ทางด้านนายวิภูแถลง พัฒน ภูมิไท แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ระบุว่า กรณีที่ประธานองคมนตรีลงลายมือกำกับคำขอของพล.อ.ปฐมพงษ์ว่า เป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอย่างหนึ่ง เป็นการไม่เหมาะไม่ควรอย่างยิ่งใน 3 ประการคือ ประการแรก ประธานองคมนตรีไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะแสดงความคิดเห็นอะไร แม้หากจะอ้างว่าเป็นสิทธิทางการแสดงความคิดเห็นก็ตาม
ประการต่อมา ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อคณะองคมนตรีว่า มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ไม่มีหน้าที่มอบคำปรึกษาให้ผู้อื่น ชี้ให้เห็นว่าอาจเป็นการกระทำที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท
ส่วน ประการสุดท้าย พล.อ.ปฐมพงษ์ เป็นบุคคลที่กระทำไม่ถูกต้องตามกาลเทศะ และไม่มีวินัยทางการทหารโดยการไม่เคารพผู้บังคับบัญชา เนื่องจากเรื่องที่เรียนไปยังประธานองคมนตรีคือ การรักษาอธิปไตยเหนือดินแดน กรณีประสาทพระวิหารนั้น ทำให้เกิดความคลางแคลงว่าแท้ที่จริงแล้ว นายทหารท่านนี้อยู่ใต้บังคับบัญชาใครกันแน่ นี่ไม่ใช่หน้าที่ของประธานองคมนตรี ดังนั้นจะเห็นได้ว่า นี่คืออำนาจนอกรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน จนทำให้เกิดความวิปริตที่มีความต้องการอะไรก็ไปทำเรื่องขอกับประธานองคมนตรี
นี่ เป็นความวิปริตทางปัญญาของผู้หลักผู้ใหญ่ในแผ่นดิน ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นว่านี่เป็นอำนาจนอกรัฐธรรมนูญอย่างที่ทุกคน ทราบกัน อยากจะทำอะไรก็ไปขอองคมนตรี ซึ่งอันที่จริงไม่เกี่ยวข้องเลย หากต้องการจะช่วยจริงๆ ประธานองคมนตรีควรที่จะตักเตือน พล.อ.ปฐมพงษ์ ให้อยู่ในกรอบ และเลิกทำตัวผิดวินัยทหารเช่นนี้เสียที เพราะหลายครั้งแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่นำกองทหารไปรับ นายสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่สนามบินสุวรรณภูมิ แล้วก็เรื่องเขาพระวิหาร รวมทั้งเรื่องที่ขอผ่านมายังประธานองคมนตรี ทำให้เกิดความสับสนว่าใครกันแน่เป็นผู้บังคับบัญชาตัวจริง นายวิภูแถลง กล่าว
รศ.ประสิทธิ์ ปิ วาวัฒนพานิช อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ตามหลักแล้วประธานองคมนตรีไม่ควรยุ่งเกี่ยวทางการเมือง ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าไม่เหมาะสม เพราะหากพิจารณาตามรัฐธรรมนูญแล้ว ประธานองคมนตรีไม่มีอำนาจสั่งการหรืออนุมัติดังคำร้องที่พล.อ.ปฐมพงษ์ ทำเรื่องมา ทั้งนี้ประธานองคมนตรีก็ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาโดยตรง เหมือน หวังเป็นการดึงผู้ใหญ่ลงมาเป็นแบ็กอัพให้กับตนเอง นอกจากนี้ประธานองคมนตรีมีหน้าที่ถวายคำปรึกษาแก่พระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น ไม่ควรกระทำอย่างอื่น
ส่วนกรณีที่มีการเขียนกำกับท้ายเอกสารคำร้องว่า เป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอย่างหนึ่งนั้น รศ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า ประธานองคมนตรีต้องแสดงความเป็นกลางทางการเมือง และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ทั้งนี้การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในช่วงที่มีการแตกแยกเป็นสองฝ่าย ชัดเจนขนาดนี้ เป็นเรื่องที่น่ากังวล ประธานองคมนตรีควรทีจะระมัดระวังตัว เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่ายังคงมีความยุ่งเกี่ยวทางการเมือง
ส่วน ตัว ผมคิดว่าไม่ควรยุ่งอีกแล้ว ประธานองคมนตรีและคณะ มีหน้าที่ถวายคำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ว่ามีอำนาจอนุมัติ หรือสั่งการตามคำขอของทหารคนไหน ให้เรื่องเป็นไปตามหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาโดยตรงดีที่สุด ไม่ใช่ลงมาเกี่ยวข้องทางการเมือง ซึ่งหากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจะลงมายุ่งเกี่ยวทางการเมืองจริง คุณต้องยอมรับคำวิจารณ์ได้นะ ไม่ใช่ว่าพอเอาเข้าจริงๆ บอกแตะไม่ได้ มันไม่ใช่ เพราะการเมืองเป็นเรื่องสกปรก มีส่วนได้ส่วนเสีย อย่างนี้แล้วหากมองในระยะยาวไม่ดี คนจะไม่ให้ความเคารพในที่สุด ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยดีกว่า รศ.ประสิทธิ์ กล่าว
ที่มา: เรียบเรียงจากหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์
ม.เที่ยงคืนออกแถลงการณ์ห่วงนำชาตินิยมเป็นเครื่องมือ พิมพ์บทความนี้
เวลา 12.30 น. วานนี้ (21 ก. ค.) ที่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ คณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงนำโดย รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล และ รศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ออกแถลงการณ์เรื่อง เขาพระวิหารกับความรุนแรงในสังคมไทยและความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา
ม.เที่ยงคืนแถลงการณ์ห่วงนำชาตินิยมเป็นเครื่องมือ
โดย ในแถลงการณ์ ระบุว่า กรณีเขาพระวิหารได้นำมาซึ่งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั้งภายใน สังคมไทยและความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ดูเหมือนว่าความขัดแย้งนี้อาจแปรไปสู่ความรุนแรงได้อย่างไม่ยาก แน่นอนว่าข้อถกเถียงเรื่องเขาพระวิหารมีอีกหลายประเด็นที่จำเป็นต้องได้รับ การแก้ไข แต่การแก้ไขก็ยากที่จะเสร็จสิ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน เนื่องด้วยความสลับซับซ้อนและเป็นปัญหาที่สะสมสืบเนื่องมายาวนาน คำถามที่สังคมไทยควรช่วยกันขบคิดก็คือ เราทั้งหมดจะเผชิญหน้ากับปัญหานี้อย่างไร
ใน เบื้องต้น จำเป็นต้องตระหนักว่าสาเหตุของการปะทุขึ้นของปัญหาความขัดแย้งในกรณีปราสาท เขาพระวิหารในคราวนี้เป็นผลมาจากปัญหาการเมืองภายในของสังคมไทยที่มีการใช้ ประเด็นชาตินิยมมาปลุกเร้าเพื่อให้เกิดความเกลียดชังต่อรัฐบาลและคนไทยด้วย กัน ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ประเด็นนี้ก็ได้ขยายออกไปเป็นปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น ผู้ที่ได้ประโยชน์ที่แท้จริงจึงอาจไม่ใช่สังคมส่วนรวม หากเป็นบุคคลบางกลุ่มที่ฉวยใช้ความคิดชาตินิยมมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อแสวงหาประโยชน์ให้กับตนเอง สังคมจึงต้องระมัดระวังอย่างมากต่อความขัดแย้งที่ได้ก่อตัวขึ้น
มหาวิทยาลัย เที่ยงคืนขอเรียกร้องให้สังคมไทยให้ใช้สติปัญญาและความรู้ในการพิจารณาปัญหา ดังกล่าวเพื่อลดความขัดแย้งภายในสังคมไทย และเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาด้วยสันติ วิธีซึ่งจะช่วยนำทั้งสองประเทศกลับมาสู่ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แทนการใช้ความรุนแรงภายใต้การปลุกเร้ากระแสชาตินิยมอย่างบ้าคลั่งจากบุคคล บางกลุ่ม ซึ่งมีแต่จะทำให้ความขัดแย้งขยายตัวออกไปกว้างขวางและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนมีข้อเสนอเพื่อเป็นทางออกในกรณีเฉพาะหน้า ดังต่อไปนี้
ประการแรก รัฐบาลไทยควรเปิดการเจรจากับรัฐบาลกัมพูชาถึงปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ด้วยกระบวนการ ขั้นตอน ที่ดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเปิดให้สังคมไทยและกัมพูชาสามารถตรวจสอบและเข้า ถึงการทำข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่าการกระทำทั้งหมดของรัฐบาลทั้งสองประเทศ ปราศจากเบื้องหลังหรือการแสวงหาประโยชน์ใดๆ ตามที่มีการกล่าวอ้างกันอยู่ในปัจจุบัน
ประการที่สอง ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีหลายประเด็นในกรณีพื้นที่เขาพระวิหารซึ่งอาจมีความยุ่งยาก ต่อการเจรจาระหว่างสองประเทศ อันเป็นผลมาจากแรงกดดันจากการเมืองภายในของแต่ละประเทศ ทำให้มีข้อจำกัดอย่างมากหากปล่อยให้การแก้ไขมาจากการริเริ่มของประเทศไทย หรือกัมพูชา และเป็นไปได้ยากหากจะหวังให้การแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นจากความสมัครใจของทั้งสอง ประเทศ จึงจำเป็นจะต้องให้มีองค์กรจากภายนอกหรือมีกระบวนการที่เปิดให้ฝ่ายอื่นๆ ได้เข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหา บทบาทของอาเซียนหรือการตั้งอนุญาโตตุลาการน่าจะเป็นทางเลือกในการแก้ไขความ ขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้
ประการที่สาม นอกจากการดำเนินการในระดับของรัฐบาลดังที่กล่าวมาแล้ว ภาคประชาสังคมก็สามารถมีบทบาทอย่างสำคัญต่อการผลักดันและสนับสนุนให้ปัญหา ที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขด้วยความรู้และความยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคประชาสังคมจากทั้งสองประเทศหรือในส่วนอื่นก็ควรร่วมมือ กันเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจต่อปัญหาที่กว้างขวางขึ้น อันจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมมีสายตาที่กว้างไกลมากขึ้น เช่น การจัดการพื้นที่ร่วมกันบนฐานของการคำนึงถึงเงื่อนไขทางสังคมและวัฒนธรรม มากกว่าผลประโยชน์แคบๆ ของรัฐที่ตั้งอยู่บนความหวาดระแวงทั้งจากประชาชนของแต่ละประเทศและความหวาด ระแวงกันระหว่างประเทศทั้งสองเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
การเจรจา 3 ระดับเยียวยาความขัดแย้ง
หลังการอ่านแถลงการณ์ รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวว่า ควรมีการเจรจา 3 ระดับ ระดับที่ 1 คือระดับรัฐบาลกับรัฐบาล ระดับที่ 2 ระดับอาเซียนหรืออนุญาโตตุลาการ ระดับที่ 3 คือองค์กรภาคประชาชนซึ่งล่วนแต่ได้รับความทุกข์จากโลกาภิวัฒน์ทั้งสิ้น
ระดับที่ 1 มีความเป็นไปได้แต่มีข้อตกลงที่จะเป็นฉันทามติได้ไหม คงจะยากเพราะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ต่อผลประโยชน์ ระดับที่ 2 เป็น ระดับอาเซียนเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่ทุกประเทศในภูมิภาคของเรา ทุกประเทศที่อยู่ในภูมิภาคนี้ต้องการการให้เกิดความสงบเพื่อที่จะค้าขายกัน ได้ แรงหนุนของอาเซียนเพื่อคำนึงถึงผลประโยชน์ในอนาคตของเศรษฐกิจมีความเป็นไป ได้ นอกจากนั้นยังเสนอเรื่องอนุญาโตตุลาการคือประเทศที่สามที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ และไม่ได้อ้างอิงผลประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ระดับที่ 3 คือระดับองค์กรภาคประชาชนกับองค์กรภาคประชาชน แต่ไม่ใช่ฝูงชนที่มีอารมณ์กับฝูงชนที่มีอารมณ์
หวังอาเซียนทำให้สงบ ลดอาการคลั่งชาติ มุ่งสู่การค้าขาย
นอก จากนี้ รศ.สมเกียรติ ยังมองกลไกการแก้ปัญหาด้วยสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ว่าสื่อมวลชนส่วนใหญ่ที่เป็นกระแสหลักได้รุมตียูเอ็นไปแล้ว จึงเป็นไปได้ยากที่ประชาชนส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับความเป็นกลางของยูเอ็น ดังนั้นเสนอข้อเสนอใหม่ให้สังคมไทยได้ใช้สติใช้ทุกวิถีทางที่จะดึงความร่วม มือระหว่างกัน ในฐานะหุ้นส่วนประชาธิปไตย เราเพียงแค่เสนอในสิ่งที่เราคาดหวังว่าน่าจะเป็นผลดีในอนาคตของการอยู่ร่วม กัน
อีก สิ่งหนึ่งที่อยากเสนอคือในการเจราจาครั้งนี้ควรเจรจาปัญหาเรื่องเส้นเขตแดน ในแผนที่ รวมไปถึงพื้นที่ทับซ้อน รวมทั้งกรณีอื่นที่อาจถูกปลุกเร้าจากฝ่ายคลั่งชาติขึ้นมาทำให้บ้านเมืองของ ทั้งสองประเทศปั่นป่วนสหประชาชาติไม่เหมาะที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้หลังถูก โจมตีจากสื่อไปแล้วล่วงหน้า จึงเป็นหน้าที่ของอาเซียนที่ต้องการให้ทุกประเทศในแถบนี้มีความสงบเพื่อนำไป สู่บรรยา กาศการค้าขายในอนาคต
จี้พันธมิตร-ประชาธิปัตย์รับผิดชอบฐานปลุกคลั่งชาติ
รศ. สมชาย ปรีชาศิลปกุล กล่าวว่า ปัญหาขัดแย้งมาจากปัญหาการเมืองภายในสังคมไทยที่นำประเด็นคลั่งชาตินิยมมา ปลุกเร้าและสร้างความเกลียดชังต่อรัฐบาลและคนไทยด้วยกันจนลุกลามไปเป็นความ ขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยบุคคลบางกลุ่มที่ฉวยมาเป็นเครื่องมือ จึงอยากให้สังคมไทยระมัด ระวัง
กลุ่ม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและพรรคประชาธิปัตย์จะต้องรับผิดชอบในฐานะ เป็นส่วนหนึ่งการก่อให้เกิดปัญหาด้วยความพยายามปลุกกระแสคลั่งชาติ การจะคลี่คลายปัญหานี้ต้องอาศัยคนกลางมาเจรจาอย่างโปร่งใส ไม่ใช่การเจรจาแบบปิดลับบนโต๊ะอย่างที่กำลังทำในขณะนี้ผ่าน ผบ.สส.ของไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา เพราะจะยิ่งก่อให้เกิดข่าวลือเรื่องการแลกผลประโยชน์ต่างๆ ขึ้นอีกในประชาชนสองประเทศ นายสมชายกล่าว
วอนสังคมยุติรุนแรง สร้างประวัติศาสตร์ร่วมเพื่อนบ้านเพื่ออยู่ร่วมกัน
รศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลขณะนี้อยู่ที่การผลักให้กระแสชาตินิยมนำไปสู่ความรุนแรง เราต้องหยุดการใช้ความรุนแรงก่อน จะเห็นว่ามีการใช้ความรุนแรงในพื้นที่ทุกแห่งที่เช่นที่ จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ และที่อื่นๆ กลไกอำนาจรัฐจะต้องเข้มแข็งและตรงมากขึ้น
ใน กรณีที่ จ.เชียงราย ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ที่ไหนผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้บัญชาการตำรวจใน จังหวัดนั้นควรจะต้องถูกย้าย การคิดถึงการทำให้เกิดความเข้าใจเรื่องชาตินิยมอย่างกว้างขวางและถูกต้อง เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องตามมา เราไม่สามารถลบประวัติศาสตร์ชาตินิยมออกไปจากหัวคนไทยได้ภายใน 3 ชั่วโมงหรือ 3 วัน ต้องใช้กระบวนการที่ยาวนานและถ้าเราคิดไปถึงการที่อาเซียนมาช่วยกันได้เรา อาจจะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ประวัติศาสตร์ของการอยู่ร่วมกันของอุษาคเนย์จะ เป็นการแก้ปัญหาระยะยาว ถ้าเราเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ใช้กรณีความขัดแย้งเขาพระวิหารเป็นจุดเริ่มต้น เราอาเซียนเองอาจจะเห็นถึงแนวทางที่จะอยู่ร่วมกันขัดแย้งกันน้อยลง
สมเกียรติชี้เขาพระวิหารเป็นบทละครพันธมิตร
รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า เขาพระวิหารเป็นบทละครท้ายๆ ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก่อนหน้านี้ต้องสาวไปถึงว่าประเด็นที่อยากจะล้มรัฐบาล มันเคลื่อนมาเรื่อยๆ มันจุดติดยิ่งกว่าการใส่เสื้อเหลือง ก็คือประเด็นชาตินิยม
สื่อควรทำอะไร? ในทัศนคติของเราสื่อควรไขให้เห็นความทับซ้อนของปัญหาใครที่ได้ประโยชน์จากกระแสชาตินิยมเหล่านี้บ้าง? ใครที่จะได้ประโยชน์จากการล้มรัฐบาลประชาชน แล้วประชาชนเสียอะไรบ้างกับ 4,000 ล้าน ที่ไปหย่อนบัตรเลือกตั้งพรรคพลังประชาชนขึ้นมา ปัญหาเหล่านี้ทั้งหมดเหมือนขนมชั้นมันทับซ้อนกันจนกระทั้งถึงชั้นบนที่สุด ที่เรามองกันวันนี้
ฉะนั้นถ้าเราจะไปถามว่ารัฐบาลควรตอบโต้หรือไม่? เรากำลังพูดถึงผิวบนของปัญหานี้ทั้งหมด ตัวละครที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีแค่พันธมิตรฯกับพรรคประประชาธิปัตย์ หรือ พรรคพลังประชาชน วันที่เราเสนอข่าวความขัดแย้งไปเรื่อยๆ ไม่ได้นำไปสู่ทางออกของปัญหาของสังคมไทย ถ้ามีสติควรสืบสาวต้นตอของปัญหาขนมชั้นจะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ดีขึ้นสังคม ของเราจะยั่งยืนกว่านี้
ขวาไทย
บทบรรณาธิการฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2551
คล้ายกับว่าการเคลื่อนไหวของขบวนการ ภาคประชาชน ในนาม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ แนวร่วม จะขับเคลื่อนผลักดันสังคมการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่พลันเมื่อพิจารณาทั้งเนื้อหาและท่วงทำนองจนครบถ้วนแล้ว ก็ประจักษ์ชัดว่าพวกเขากำลังบ่อนเซาะทำลายประชาธิปไตยอย่างถึงราก
คล้าย กับว่าการเคลื่อนไหวโจมตีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในกรณีบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ล้อมปราบ 6 ตุลาคม 2519 จะนำไปสู่การชำระสะสางประวัติศาสตร์บาดแผลที่เรื้อรังมากว่า 3 ทศวรรษ แต่พลันเมื่อพลพรรคพันธมิตรฯ พากันปิดตาอีกข้าง บอดใบ้ต่อเครือข่ายฆาตกร 6 ตุลาฯ ที่ร่วมสังฆกรรมกันอยู่ ซ้ำยังฉวยใช้อุดมการณ์ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์มาทำลายล้างศัตรูทางการเมืองของตน อย่างบ้าคลั่ง บรรยากาศแบบขวาพิฆาตซ้ายก็พัดหวนคืนมา คลอเคลียไปกับเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ เราสู้
คล้ายกับว่าข้อเสนอ การเมืองใหม่ ของกลุ่มพันธมิตรฯ จะชี้ทิศนำทางให้การเมืองไทยข้ามพ้นข้อจำกัดของประชาธิปไตยตัวแทนแบบเสรีนิยม แต่พลันที่พวกเขาเปลือยความคิดออกมา การเมืองขวาใหม่ ก็ปรากฏให้เห็นแจ่มชัดอยู่เบื้องหน้า
ด้าน หนึ่ง การเมืองขวาไทย ณ พ.ศ. 2551 ช่างทาบทับกับการเมืองของฝ่ายขวา ณ พ.ศ. 2519 ได้อย่างพอเหมาะพอดี ทั้งในแง่อุดมการณ์ชี้นำและอาวุธทางการเมือง ณ วันนี้เราจึงยังพบข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเกลื่อนกล่นไปทั่ว เราจึงยังได้ยินเพลงปลุกใจประเภท หนักแผ่นดิน อยู่ เนืองๆ เราจึงยังได้เห็นกระบวนการปลุกเร้ากระแสราชาชาตินิยมอย่างรุนแรง เราจึงยังได้เป็นประจักษ์พยานแก่การป่าวร้องให้ทหารหาญก้าวออกมาแทรกแซงการ เมืองเพื่อเป็นราชพลี
ทว่าอีกด้านหนึ่ง ในความเก่าย่อมมีความใหม่ มีพลวัต ไม่หยุดนิ่งตายตัว ซ้ำยังพลิกกลับหัวกลับหางเสียใหม่ในบางลักษณะ
พิจารณา เฉพาะปรากฏการณ์พื้นผิวที่ปรากฏต่อสาธารณชน จาก 2519 ถึง 2551 พลพรรคขวาไทยได้เคลื่อนย้ายศัตรูจากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ไปเป็นขบวนการ สาธารณรัฐ พวกเขามิได้สดุดีระบบทุนนิยมเป็นพระเจ้าแข่งกับเศรษฐกิจสังคมนิยมอีกต่อไป แล้ว พวกเขาผลิตวาทกรรม ทุนนิยมสามานย์ขึ้นมาพร้อมกับเชิดชูเศรษฐกิจพอเพียงให้สูงเด่น ลักษณะหน้าตาของผู้นำขบวนการฝ่ายขวาได้เปลี่ยนจากขุนศึกไปเป็นนักสื่อสารมวล ชนและนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนเสียแล้ว
พล พรรคขวาใหม่ยังคงแลเห็นประชาชนส่วนใหญ่ว่าโง่เง่า ไม่พร้อมที่จะเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ถูกนักการเมืองซื้อด้วยเงินบ้างหรือผลประโยชน์เฉพาะหน้าในรูปอื่นบ้าง แม้พวกเขาไม่วางใจในประชาชน แต่ขณะเดียวกันก็กลับเรียกร้องประชาธิปไตยทางตรงหรือกระบวนการมีส่วนร่วมทาง การเมือง บ่อยครั้งก็แอบแฝงทำลายหลักการประชาธิปไตยด้วยโวหารทางการเมืองที่ก้าวหน้า ชวนหลงใหล
ถึงที่สุด การเมืองใหม่ ของขวาไทย ณ พ.ศ. 2551 นั้น ย่อมไม่ใช่เค้าโครงทางการเมืองที่หันกลับไปหาของเก่า หากเป็นการเมืองประดิษฐ์ใหม่ในนาม ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งยังประกอบสร้างไม่แล้วเสร็จ อิหลักอิเหลื่อ และไม่แน่ว่าจะไปสิ้นสุดที่ใด
คำ ถามชวนคิดต่อมาก็คือว่า สิ่งใดเล่าเป็นเนื้อดินที่คอยหล่อเลี้ยงให้ขวาไทยดำรงต่อเนื่องมา เติบโต และวิวัฒนาการสืบไปในสังคมไทย เหตุใดสังคมการเมืองไทยยังคงอนุญาตให้กระแสความคิดฝ่ายขวาสามารถโลดแล่นได้ อย่างมีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะพรั่งพรูออกมาจากนักวิชาการชั้นนำ จากแกนนำภาคประชาชน จากราษฎรอาวุโส จากผู้นำกองทัพ จากสื่อมวลชน จากปัญญาชนสาธารณะ จากอดีตคอมมิวนิสต์ จากสถาบันจารีตและบริวาร
แน่ นอนว่า หนทางการสัประยุทธ์กับกระแสขวาใหม่ย่อมมิใช่การหลบเลี่ยงหรือปฏิเสธปัญหาของ ระบบเศรษฐกิจการเมืองที่พันธมิตรฯ และแนวร่วมหยิบยกขึ้นมาจุดชนวนการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดของระบบประชาธิปไตยตัวแทนแบบไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่ฉ้อฉลไม่เป็นธรรม
หาก ต้องเผชิญหน้าอย่างกล้าหาญ และเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองให้ถึงรากอย่างแท้จริง ตามเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย ตามพละกำลังที่เป็นจริง
ขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้การเคลื่อนไหวนั้นๆ กลับช่วยทำนุบำรุงเนื้อดินของ การเมืองของสัตว์พิเศษ ให้อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป