เพราะถึงแม้ว่าในทางทฤษฎี ประเทศไทยของเราจะอยู่ภายใต้ ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่ในทางปฏิบัติ ระบบอุปถัมภ์ และการเรียงลำดับขั้นของผู้คนตาม ฐานะสังคม หยั่งรากลึกเสียจนใครๆ หลายคนเห็นว่า สิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียม ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมกับ ประชาธิปไตยแบบไทยๆ
ท่ามกลางข้อสงสัยและข้อเคลือบแคลงต่างๆ ที่มีกับม็อบสนธิ ประชาไท ได้รับความกรุณาจาก ศ.
ม็อบสนธิมีคุณูปการกับสังคมไทยอย่างไร
ผมคิดว่าม็อบสนธิได้สร้างบรรยากาศ ซึ่งที่จริงมันมีอยู่แต่อาจจะไม่รุนแรงพอ แต่ม็อบสนธิทำให้บรรยากาศความกลัวที่เราสร้างให้ตัวเองหายไปแยะเลย
ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาคนไทยสร้างความกลัวให้ตัวเอง ไม่ใช่กลัวรัฐบาลอย่างเดียวนะ ผมว่ากลัวทุกอย่าง เช่นกรณีเลือกตั้งครั้งสุดท้ายที่ผ่านมานี่ หลายคนพูดว่ามันมีการทุจริตอย่างโจ่งครึ่มมากๆ รวมทั้งพรรคฝ่ายค้านเอง แต่พรรคฝ่ายค้านไม่กล้าขยับทำอะไรเลย เพราะคะแนนเสียงที่ท่วมท้น และเราทุกคนสร้างความกลัว กลัวนั่นกลัวนี่ไปหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆ จากม็อบสนธิก็คือ ช่วยลดความกลัวที่เราสร้างให้ตัวเองลงไปได้มากๆ
จะมีม็อบสนธิหรือไม่มีก็แล้วแต่ คะแนนนิยมของคุณทักษิณมันก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะมันตั้งอยู่บนความโป้ปดมดเท็จ แต่ถ้าคุณยังกลัวอยู่คุณก็ไม่กล้าที่จะลุกมาบอกว่า ไอ้นี่มันโกหกกู นี่คือคุณูปการที่สำคัญของม็อบสนธิ เพราะมันโจ่งแจ้ง มันท้าทายชนิดที่พวกมึงก็แหยง ทำอะไรเขาไม่ได้ เอาอึไปขว้างเขาหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ก็ทำเขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือ ลดบรรยากาศความกลัว
ผมยอมนับว่า กลุ่ม ส.ว.ก็ทำ แต่มันไม่ได้ผลเท่าครั้งนี้ เพราะคุณเป็น ส.ว.นี่หว่า คุณก็พูดได้ แต่พวกนี้มันไม่ใช่
แน่นอน คือถ้าทุกคนกลัว ผมเอาขี้ไปขว้าง เอาระเบิดไปวางในสำนักพิมพ์คุณ ก็ได้แต่เป็นข่าวเฉยๆ ทุกคนก็รู้สึกอึดๆ อัด แต่บัดนี้ทุกคนรู้สึกไม่แฟร์แล้ว พอสำนักพิมพ์โดนปาขี้ คนที่เดือดร้อนไม่ใช่คุณสนธินะ ใครขว้างก็แล้วแต่เถอะ แต่คนที่เดือดร้อนที่สุดคือรัฐบาล คือคู่อริ นี่ก็เหมือนกัน พอบรรยากาศความกลัวมันเริ่มลดลง ผมว่าทุกอย่างมันจะเริ่มเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น เพราะเราจะเริ่มวินิจฉัยสิ่งต่างๆ โดยปราศจากความกลัวมาครอบงำ ความไม่กลัวมึง นี่จึงสำคัญ และผมว่าความกลัวนี่เป็นแรงกดที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมา เพราะสื่อเองหรือเราเองก็ยังหน้าซีด และจะหวังให้องค์กรอิสระทั้งหลายหน้าไม่ซีดตามได้อย่างไร ทุกคนก็หน้าซีดหมด แต่ต่อจากนี้ประชาชนหน้ามีสีเลือดขึ้น และน่าจะทำให้องค์กรอิสระทั้งหลาย รวมถึงศาลด้วย น่าจะมีหน้าที่มีสีสันขึ้นมาได้บ้าง แน่นอนคนของเขาที่อยู่ในองค์กรอิสระก็มี แต่คนที่เป็นกลางจริงๆ ก็มีเหมือนกัน แต่ครั้งหนึ่งคนเหล่านี้หน้าซีด เพราะคนอื่นซีดหมด แล้วจะไม่ให้เขาซีดได้อย่างไร
ผมว่า ศัตรูของคุณทักษิณ ไปเชื่อมโยงเรื่องราวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และที่ผ่านมาคุณทักษิณแก้ตรงนี้ไม่ได้ ด้วยเหตุใดผมก็ไม่ทราบ จะเชื่อมจริงหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่คุณทักษิณแก้ตรงนี้ไม่ได้ เมื่อแก้ไม่ได้ คนก็รู้สึกว่ายังมีอีกอำนาจหนึ่งที่ตัวเองพึ่งพาได้ ทำให้ตัวไม่ต้องกลัวได้ แล้วออกมาก็สบายใจ เพราะอย่างนั้นการที่คุณสนธิเลือกที่จะเอาการเคลื่อนไหวไปพาดพิง ไปเชื่อมโยงกับอำนาจอีกอำนาจหนึ่งนี่มีส่วนไหม จึงต้องตอบว่ามี
แล้วจะอธิบายอย่างไรที่เราเห็นฝ่ายซ้ายในอดีต ที่ปฏิเสธการนำสถาบันมาพาดพิง ก็ไปร่วมม็อบด้วย
เราเห็นเด็กรุ่นใหม่ๆ หันมาตื่นตัวเรื่องการเมือง มาถามว่าพฤษภาทมิฬคืออะไร 14 ตุลาคืออะไร จากกรณีคุณสนธิอันนี้มันบอกอะไรที่ส่อว่าสังคมไทยจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่
ยังครับยัง ถามว่ากี่เปอร์เซ็นต์ที่เรียกว่า คนรุ่นใหม่ จะถึง 20 เปอร์เซ็นต์ไหม เอาละเดิมอาจจะมีสัก 2% พอมาเพิ่มเป็น 10% คุณอาจจะเห็นมันแปลกแล้ว แต่เราต้องเข้าใจประการหนึ่งนะว่า ในวิถีชีวิตของสังคมสมัยใหม่แบบนี้ การบริโภคมันดึงให้เราหลุดออกไปจากความสนใจคนอื่นๆ นี่คือของปกติที่เกิดขึ้นทั่วๆ ไป
แต่ในวิถีชีวิตตรงนี้จะมีคนจำนวนหนึ่ง จะ 10 หรือ 20% ที่รู้สึกว่า มันเป็นชีวิตที่อ้างว้างเกินไป และให้ความหมายกับชีวิตตนเองไม่ได้ ในทุกสังคมจะพบว่าคนรุ่นใหม่จะหันมาอีกด้านตรงข้ามกับวิถีชีวิตเดิมคือการบริโภคทั้งหลาย บางพวกอาจจะกลับไปเป็นฮิบปี้ใหม่ บางพวกอาจจะไปสร้างคอมมูน บางพวกอาจจะไปร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมือง บางพวกอาจจะไปเป็นเอ็นจีโอ อันนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา ผมไม่คิดว่า จะเกิดปรากฏการณ์ที่เป็นการพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ผมว่าไม่ใช่
เป็นแต่เพียงว่า นี่เป็นครั้งหนึ่งที่อาจจะทำให้เกิดการละทิ้งวิถีชีวิตแบบบริโภค มันได้ความหมายใหม่ทันที โดยไม่ต้องแสวงหา คุณเข้าร่วมกับสนธินี่คุณไม่ต้องแสวงหานะ ในขณะที่วัยรุ่นในสมัยหนึ่งหากเกิดคำถามว่า ชีวิตแบบบริโภคไม่ใช่สิ่งที่ชีวิตต้องการนี่ คุณต้องออกไปแสวงหานะ มีวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยที่เข้าไปทำงานเอ็นจีโอ 3-4 ปีแล้วพบว่าไม่ใช่ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ชีวิตต้องการ แต่นั่นแปลว่าคุณต้องเสียชีวิตไป 3-4 ปีถูกไหม แต่อันนี้ไม่ต้องเลย เพียงคุณเดินเข้าไปสวนลุม คุณได้ความหมายใหม่ในชีวิตใหม่ทันที
ก่อนหน้าม็อบคุณสนธิก็มีการให้ความหมายใหม่กับชีวิต แม้แต่ในราชดำเนิน ในพันทิป ก็มีการให้ความหมายใหม่อยู่ตลอดเวลา เพียงแต่จำนวนมันน้อย คือการแสวงหาความหมายใหม่ในชีวิตนี่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันต้องเจ็บปวดนะ แต่ถ้าเราเข้าไปร่วมในขบวนการที่มันมีอยู่แล้วนี่มันไม่ต้องเจ็บปวดเลย คุณ
ในแง่หนึ่งในช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 ก็ทำนองเดียวกัน เพราะจะบอกว่าคนที่เข้าร่วมใน 14 ตุลา ไปจนถึง 6 ตุลา ทุกคนเข้าป่าหมดหรือ ไม่ใช่ (ลากเสียง) ในที่สุดทุกคนก็กลับไปหาพ่อแม่ กลับไปมีครอบครัว ไปเรียนต่อ กลับไปมีชีวิตใหม่ ไปเรียนเมืองนอก และก็กลับมามีชีวิตใหม่อีกชีวิตหนึ่ง แต่ในช่วงนั้นอย่าลืมว่าคุณได้เข้าไปหาความหมายใหม่ในชีวิตแบบง่ายๆ เลย แทนที่คุณจะกลับบ้าน คุณก็ไปนั่งที่ลานโพธิ์ แม่งได้ความหมายใหม่เลย ไม่ต้องแสวงหา ไม่ต้องเจ็บปวดกับอะไรเลย ผมว่าม็อบสนธินี่ก็ทำนองเดียวกัน
มันก็เป็นการแสวงหาแบบสำเร็จรูป
ทำไมต้องเป็นสนธิ ไม่เป็นภาคประชาชน หรือไม่เป็นสุริยใส กตะศิลา
การเคลื่อนไหวของม็อบสนธิครั้งนี้ จะนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมที่ขยายอำนาจของสถาบันหรือไม่
และพระราชอำนาจแบบนี้มันไม่ได้ถ่ายทอดถึงคนรุ่นหลังๆ ได้ตลอดกาล
อันนี้นี่แหละที่สำคัญที่สุด เพราะสิ่งที่คุณประมวลพูดทั้งหมดว่า เป็นคุณสมบัติอันประเสริฐของสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ที่จริงไม่ใช่ แต่เป็นคุณสมบัติของบุคคลต่างหาก
มันจะนำไปสู่ความรุนแรงไหม
ผมได้แต่หวังว่า ไม่ ที่หวังอย่างนั้น เพราะความรุนแรงในประเทศไทยนี่ไม่ใช่ใช้กันได้พร่ำเพรื่อนะ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ถ้าที่ปัตตานีนี่มีอีกกลุ่มหนึ่งที่ตัดสินใจใช้ความรุนแรง และอยู่พ้นออกไปจากอำนาจรัฐ ในกรุงเทพฯนี่ยังไม่เกิดเลยนะ 14 ตุลานี่ เดินขบวนได้เป็นแสนๆคน แต่ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ตัดสินใจใช้ความรุนแรง มันก็ไม่เกิดความรุนแรงขึ้น ถูกไหม เพราะอย่างนั้นความรุนแรงในกรุงเทพฯไม่เคยเกิดขึ้นโดยเสรี แต่มันเกิดขึ้นโดยมีใครใช้มันทุกที
ถ้ามองในรูปนี้ ในกรุงเทพฯเวลานี้ ถามว่ากลุ่มต่างๆ มีกำลังจะใช้ความรุนแรงได้ไหม มี มีอีกหลายกลุ่มที่มีกำลังและสามารถตัดสินใจใช้ความรุนแรงได้ แต่ปัญหาคือว่า เมื่อใช้ความรุนแรงแล้วจะยุติความรุนแรงตรงนั้นได้อย่างไร ผมหวังว่าเขาจะฉลาดพอที่จะเห็นว่า ฉิบหายกูหยุดไม่ได้เหมือนกันวะ
แล้วภาคประชาชนจะอาศัยจังหวะนี้อย่างไรในการคืบไปข้างหน้า
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดภาคใต้จะมีผลต่อพฤติกรรมมวลชนอย่างไรไหม
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นดังกล่าวไม่ใช่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นแบบธรรมดา แต่เป็นความรุนแรงที่เผยแพร่ผ่านสื่อ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมต้องสร้างภาพของความรุนแรงให้ทุกฝ่ายเห็นและรู้สึกถึงความน่ากลัว น่าสยดสยองของแต่ละเหตุการณ์
การใช้สัญลักษณ์ คือไม่ได้คิดจะทำอะไรที่ไหนก็ทำ แต่จะทำอะไรที่สะท้อนให้เห็นถึงความหมายหรือความสำคัญของพื้นที่นั้นด้วย อย่างกรณีที่ชัดมากคือ กรณี 911 จุดที่เป็นการใช้สัญลักษณ์ มีตั้งแต่การเลือกใช้เครื่องบิน ซึ่งเครื่องบินมีตั้งหลายชาติ แต่ต้องเลือกเป็นเครื่องบินของสหรัฐอเมริกา เป็นสายการบินที่คนอเมริกันเดินทาง เพราะมันสะเทือนได้แรงกว่า แล้วปกติคนอเมริกาเดินทางด้วยเครื่องบินมากกว่าพาหนะอื่นๆ อยู่แล้ว พอเครื่องบินถูกจี้ มันจึงสะเทือนความรู้สึกมาก
เหตุดังกล่าวอาจเป็นเพราะหลายคนเห็นว่า เป็นเรื่องของความมั่นคง เป็นเรื่องของข้อมูลความลับ แต่ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งก็กำลังช่วยเรื่องความมั่นคงด้วยเช่นกัน ถามว่าข้อมูลเหล่านั้นมันมีส่งต่อถึงกันมากน้อยแค่ไหนที่จะให้เราเห็นภาพ แล้วจะช่วยกันให้ทุกฝ่ายเห็นปัญหา
อย่างกรณีข่าวย้ายคนอีสานลง 3 จังหวัดภาคใต้ที่ออกมา แล้วบอกว่าเป็นการเสนอไอเดีย เป็นแนวคิดอพยพ เดี๋ยวพรุ่งนี้แนวคิดใหม่ก็ออกมาอีก มะรืนนี้ก็มาอีกแล้ว เราไม่รู้ว่าเขาตั้งใจโยนหินถามทางหรือเปล่า หรือเขาตั้งใจจะเอาแนวคิดนี้จริง แต่ถามว่า แนวคิดเดิมล่ะ ทำไปถึงไหน มีอะไรที่ปรากฏผลออกมาเป็นรูปธรรมบ้าง คือไม่ใช่ว่าอยากจะคิดอะไรก็คิด
เมื่อตอนลงพื้นที่ 3 จังหวัดช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้เข้าไปที่จังหวัดปัตตานี จะมีทีมคนในพื้นที่ดูแล และให้พาไปดูที่ต่างๆ เขาก็พาไปดูบิ๊กซี ที่วันก่อนเพิ่งโดนระเบิดไป พาไปอีกจุดก็เคยเกิดระเบิดไป มันทำให้เรามีคำถามว่า เขาชินกับเรื่องเหล่านี้แล้วหรือ แล้วต่อมาเขาก็ปรับปรุงสร้างตึกใหม่ ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็อันตราย
ในทางทฤษฎี ถ้าอยู่ไกลแล้วได้ยินข่าวเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แน่นอนว่ามันจะเกิดความชินชา มันเริ่มจะดูเป็นสิ่งที่ดูธรรมดา หากอธิบายในเชิงทฤษฎีคือ เมื่อได้สารซ้ำๆๆๆ ก็จะรู้สึก อีกแล้วๆๆๆ ก็จะเป็นอย่างนี้
เท่าที่พยายามมองความชินชาตรงนี้ เราก็ไม่อยากเห็นการแก้ไขปัญหาที่มาจากภาครัฐเท่านั้น แต่อยากได้ยินเสียงของประชาชน คนที่อยู่ในพื้นที่ คนที่เคยอยู่ในพื้นที่ และคนที่เป็นญาติพี่น้อง ว่าเขาคิดอย่างไร เขาอยากเห็นแนวทางการจัดการอย่างไร หรือเขาจะทำอะไรได้บ้าง ณ วันนี้
ความชินชาเหล่านี้มีอันตรายแค่ไหน
ความชินชาก็คืออันตราย เพราะเมื่อมองเป็นเรื่องปกติก็อาจจะไม่สนใจ (Ignore) อาจจะไม่ให้ความใส่ใจ การที่ไม่ให้ความใส่ใจก็คือสิ่งน่ากลัว เพราะอาจทำให้ปิดกั้นตัวเองที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องนั้น
แล้วทำให้เขาเองไม่อยู่ในจุดสำคัญที่จะถ่ายทอดเสียงของเขาหรือความคิดของเขาออกมาว่า อะไรคือแนวทางที่เป็นประโยชน์ ตรงนี้จะเงียบไป
แน่นอนคนที่เป็น Active Citizen หรือคนที่ตื่นตัวกับปัญหาบ้านเมืองสักหน่อยเขายังคงเกาะต่อแน่ แต่เขาจะมีช่องทางที่จะถ่ายทอดเสียงของเขามาได้หรือ เมื่อคนรู้สึกชินชา
ในกรณีของ 3 จังหวัด ทิศทางจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า
การสร้างสถานการณ์ของผู้ก่อการร้ายในภาคใต้ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่นั้น เขาต้องการสื่อสารอะไร หากมองในเชิงทฤษฎีของสื่อมวลชน
เขาเลือกที่จะทำร้ายเจ้าหน้าที่ก็สื่อออกมา เขาเลือกที่จะทำร้ายประชาชนเขาก็สื่อออกมา ว่าไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่นะ คนทั่วๆ ไปด้วย หรือบางทีก็ทำร้ายคนที่สังคมให้การยอมรับ เช่น เมื่อปีที่แล้วก็เข้าถึงตัวผู้พิพากษา คือทุกอย่างจะเป็นในเชิงสัญลักษณ์
แล้วถ้าจะสื่อแบบโต้กลับไปในเชิงสัญลักษณ์บ้างควรจะต้องทำอย่างไร
อันนี้พูดยาก คิดว่าทางการไทยคงต้องประสานความร่วมมือไปกับหลายฝ่ายและควรต้องรีบชัดเจนขึ้นมากกว่านี้ ควรต้องสรุปว่า อะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูดผ่านสื่อ คืออย่าขอให้สื่อมาร่วมมืออย่างเดียวเท่านั้น แต่ควรจะต้องจัดลำดับความสำคัญเรื่องที่ควรไม่ควรพูดด้วย
ถ้าให้มองว่าอะไรที่ขาดหายไป และจำเป็นที่จะต้องแก้ไขในระยะยาว อันนี้ไม่มองแค่เรื่อง 3 จังหวัด แต่จะมองไปถึงเรื่องสัมพันธภาพระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัว
แต่ที่น่ากลัวกว่าก็คือ เรื่องสัมพันธภาพระหว่างคนไทยกับคนไทยด้วยกัน เราขาดความเข้าใจในเรื่อง Inter Culture Sensitivity หรือเรื่องของความเข้าใจในเชิงความอ่อนไหวระหว่างวัฒนธรรม
คนคิดว่าไทยเป็นไทย ไทยมีวัฒนธรรมเดียว ในความจริง ถามว่าใช่หรือไม่ เรามีไทยที่เป็นไทยพุทธ เรามีไทยมุสลิม ไทยคริสต์ ไทยที่เป็นฮินดู ไทยที่เป็นมอญ ไทยที่เป็นจีน ไทยอีสาน เรามีความหลากหลาย
แต่ในอดีตสมัยหนึ่ง เราสามารถที่จะทำให้มันเป็น Unity แต่ยุคนี้มันไม่ใช่ ยุคนี้เป็นยุคที่กำลังเรียกร้องให้เห็นและเข้าใจอัตลักษณ์และความแตกต่างในเชิงวัฒนธรรม
เรื่องเหล่านี้จะไปจุดประกายอะไร วันนี้ พรุ่งนี้ อาจจะยังดีกันอยู่ เรามีเรื่องล้อเลียนชาวเขา เราก็จะเห็นชาวเขาโวยขึ้นมาเป็นระยะ บางทีลาวโวยบ้าง พม่าโวยบ้าง บางทีเขมรโวยบ้าง รอบนี้เป็นรอบของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รอบนี้เป็นรอบของมาเลเซียที่โวยบ้าง อันนี้เป็นประเด็นที่น่าจะต้องคุยกันนอกเหนือจากเรื่องการก่อการร้ายที่เราพยายามที่จะแก้ไข
คือยอมรับและเข้าใจว่า พวกนี้เป็นอินเดียนแดง พวกนี้เป็นอเมริกันสายยิว พวกนี้เป็นอเมริกันอพยพมาจากยุโรป พวกนี้เป็นอเมริกันเชื้อสายเอเชียน เขาจะต้องเข้าใจกัน และไม่ทำให้เกิดการดูถูกกัน เพราะอาจจะเกิดปัญหาประทุขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ คิดว่าตรงนี้เป็นระยะยาวที่สำคัญมากที่เรายังไม่ให้ความสำคัญ
เพราะฉะนั้นจะไปทำเหมือนในลักษณะเมื่อ 40 ปีที่แล้วไม่ได้ ซึ่งเชื่อได้ว่าท่านเองก็ไม่ได้วางแผนให้ยาวมาถึงปัจจุบัน
อีกสิ่งที่คิดว่าอันตรายคือ เราเป็นสังคมที่เรียกว่าต่างฝ่ายต่างเรียกร้องบนจุดยืนของตัวเอง มากกว่าจะดูจุดยืนของกันและกัน เพื่อที่จะประสานให้ไปได้ด้วยกัน ในมุมการสื่อสารต้องคิดว่า ผู้รับสารไม่ได้มีเฉพาะคนกลุ่มใหญ่ๆ ไม่ใช่ว่าจะต้องทำอะไรให้คนเมืองดู หรือทำอะไรให้ได้รสนิยมคนกรุงเทพฯ แต่ยังมีพื้นที่อื่นๆ อีกเยอะ
อย่างเพลงๆ หนึ่งที่ออกมาก่อนหน้านี้ มีภาพสวยดูดี เพลงไพเราะ เด็กที่อยู่ในสังคมเมืองหรือในภาคอื่นเดินทางลงไปที่ภาคใต้แล้วก็มีการทำกิจกรรมกัน กลับมาก็ส่งข่าวถึงกัน แล้วก็มีภาพระเบิด ซึ่งก่อนทำควรจะต้องเทสต์ก่อนว่า คนในพื้นที่เขาคิดอะไร เขายอมรับภาพระเบิดอะไรเหล่านี้ได้แค่ไหน ภาพระเบิดต่างๆมันแรงไปหรือเปล่า คือไม่ใช่ใช้อารมณ์ ความเป็นสุนทรีย์ ความเป็นครีเอทีฟอย่างเดียว มันเป็นเรื่อง เซนซิทีฟ มันจำเป็นต้องมีการการศึกษาทดสอบก่อน
รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีส่วนที่ดีอยู่มาก และรูปแบบของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประชาธิปไตยพอสมควร แต่ในทางปฏิบัติแล้วก็น่าเสียใจเพราะว่าคนที่เข้ามาเป็นผู้ปฏิบัติคือ คนที่เป็น ส.ส. ส.ว. และองค์กรอิสระทั้งหลาย ไม่เคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่เลย ฉะนั้นเวลามันคุมสถานการณ์อะไรไม่ได้แล้ว มันก็เป็นอย่างนี้ ฝ่ายบริหารเข้าควบคุมทุกอย่าง ส.ส. ก็ไม่มีจิตวิญญาณเลย แล้ว ส.ว. ก็ยังขายอุดมการณ์ไปบางส่วน และองค์กรอิสระก็ถูกเทคโอเวอร์ได้หมด แม้แต่ กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ก็ไม่เคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วเราจะทำอย่างไร
ถ้าจะแก้ก็ต้องแก้โดยมีพื้นฐาน ไม่ใช่คิดจะแก้เพื่ออุดช่องตรงนั้นตรงนี้ นั่นมันเพื่อผลประโยชน์ของผู้ที่เสียผลประโยชน์
มีอยู่แล้วและบังคับอยู่ชัดๆ แต่เขาก็สามารถละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยที่รัฐสภาก็ไม่ได้สนใจไยดี ดูสิว่าไม่มี ส.ส. คนไหนมีจิตวิญญาณสักคน ไม่น่าเชื่อ แล้วถ้าคุณไม่เคยเคารพรัฐธรรมนูญ คุณจะแก้ไปทำไม
ถ้าอยากจะแก้ก็ต้องแก้ แต่ต้องใช้เวลา คุณต้องมีคนกลุ่มหนึ่งตั้งใจ มาถกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ คุณจะทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายของประชาชนที่เอามาบังคับใช้ให้ข้าราชการและนักการเมืองปฏิบัติตาม เพื่อที่จะไม่ไปล่วงล้ำต่อประชาชน ประชาชนจะต้องรู้เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ และประชาชนจะต้องมีสิทธิในการลงประชามติรับหรือไม่รับกฎหมายฉบับนี้
ใช่ ต้องมีเจ้าภาพ แต่เจ้าภาพนั้นไม่จำเป็นต้องอาศัย ส.ว. หรือ ส.ส. อะไรเลย ใครก็ได้ที่มีความเสียสละ และต้องตอบให้ได้ว่า แก้รัฐธรรมนูญแล้วประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร เท่าที่ผมฟังมา คนที่บอกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญแต่ละมาตราที่พูดกัน ไม่เห็นจะมีผลประโยชน์ของประชาชนเลย
ผมอยากให้ร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วมีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ร่างมาแล้วข้าราชการไม่เคยนำมาปฏิบัติ ไม่เคยสนใจ ไม่เคยอ่านด้วยซ้ำไป ยังมาเที่ยวคุกคามสื่ออะไรต่ออะไร เมื่อรัฐธรรมนูญไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ คนทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ต้องรับผิด แล้วคุณจะไปแก้รัฐธรรมนูญทำไม ผมก็ไม่เข้าใจ เมื่อไม่มีใครเคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญมันก็คือกระดาษเท่านั้นเอง
คุณมองว่าข้อเรียกร้องขณะนี้ไม่ได้ก่อประโยชน์ให้กับประชาชนในวงกว้างหรือ
มีประโยชน์ แต่ไม่ใช่ว่าจะมากดดันให้ถวายคืนพระราชอำนาจ มันผิดหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย เราเรียกร้องกันมา เอาชีวิตเข้าแลก ซึ่งหมายถึงว่า เราต้องการให้อำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของประชาชน สถาบันกษัตริย์เป็นที่เคารพบูชาของปวงชนชาวไทยทุกคนทุกหมู่เหล่า และพระองค์ท่านอยู่เหนือสิ่งอื่นใด เพราฉะนั้นเมื่อเราพูดเรื่องการเมือง มันก็คือการเมืองซึ่งถ้าเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย เราก็ต้องให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
มีสิทธิ แต่ไม่มีคนทำ ผมดูบรรยากาศแล้วไม่มีคนทำ มีแต่คนพูด คือเราอย่าไปสับสนอะไรเลย เพราะบรรยากาศมันไม่เหมือนเก่า เอาว่าถ้าเราเรียกร้อง...ผมต้องเป็นคนพูดด้วยซ้ำไปว่า การเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จริงๆ มันไม่ใช่ฉบับประชาชน มันเป็นคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ก็โอเค คุณก็ต้องพัฒนากันต่อไป แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ มาเลิกฉบับนี้ทิ้ง แล้วมาร่างกันใหม่ ทำอย่างนี้มันไม่มีวันจบ
ต้องระวังความรุนแรงซึ่งมักจะเกิดเพราะคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งถ้าเกิดความรุนแรงขึ้นก็จะเข้าล็อกฝ่ายผู้มีอำนาจ ถูกจับตั้งข้อหาแน่นอน แต่ถ้าไปถวายฎีกาแล้วนำประชาชนไปถวายฎีกาอย่างสันติวิธีก็ทำได้ แต่เรื่องที่จะให้เขาลาออกเขาก็คงไม่ลาออก ถ้าจะให้เขายุบสภา เขาก็คงไม่ยุบ
ที่เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ทุกคน ทุกองค์กร ด้วยลีลาและสำบัดสำนวนแบบนักวิชาการ ปีศาจคาบคัมภีร์ นั่นคือ
เจตนาดีแต่ประสงค์ร้าย
อันที่จริง ถ้าพูดจากันตามประสาซื่อ แบบลูกทุ่งๆ ไม่ต้องมีเล่ห์ ไม่ต้องแฝงเหลี่ยม ชัยอนันต์ น่าจะตั้งชื่อ
คอลัมน์ของตัวเองว่า ชีวิตที่เลือกแล้ว ไม่ใช่ ชีวิตที่เลือกได้ ซึ่งทำให้ผู้อ่านที่ตามไม่ทัน สับสนว่า ชีวิตที่เลือกได้
คือ เลือกอะไรได้บ้าง และใครเป็นคนเลือก ระหว่างผู้เขียน อย่างชัยอนันต์ กับ ผู้อ่านคอลัมน์
เหตุที่บอกว่า ชัยอนันต์ น่าจะตั้งชื่อคอลัมน์ว่า ชีวิตที่เลือกแล้ว ก็เพราะชัยอนันต์ ได้เลือกที่จะใช้ชีวิต เป็นข้ารับ
ใช้ผู้ซื่อสัตย์ของสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้มีพระคุณต่อตระกูลสมุทวณิช อย่างล้นเหลือ ทั้งพ่อ ทั้งลูก ได้เลือกที่จะฝากชีวิต
และปากท้อง ไว้กับนายเงินผู้มีอุปการคุณผู้นี้แล้ว
จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะได้เห็นชัยอนันต์ สมุทวณิช และ พชร สมุทวณิช สองพ่อลูก ยืนเคียงข้างสนธิ ลิ้มทอง
กุล ในทุกสถานการณ์ และทั้งพูด ทั้งเขียนหนังสือ ให้ผู้ฟัง ผู้อ่านทั่วไป เข้าใจได้ว่า สนธิ เป็นบุคคลที่มีคุณประโยชน์
มหาศาลต่อประเทศชาติและแผ่นดินไทย เป็นบุคคลที่มีดวงตาเห็นธรรม เป็นคนแรก และเป็นผู้กล้าแห่งแผ่นดิน
สยามที่กล้าออกมาท้าตีท้าต่อยกับนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร
ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ต่อเนื่องมีนาคม และเมษายน ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่สนธิ เร่งโหมสรรพกำลังเพื่อล้มล้าง
นายกฯทักษิณ ให้ได้ในเร็ววัน ชัยอนันต์ นับเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อขบวนการสนธิ ลิ้มทองกุล ก่อนที่จะ
มาขยายตัวเป็นขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เร่งผลิตทั้งงานเขียน และขึ้นเวทีอภิปราย ร่วมวง
เสวนา สัมมนา ในสถาบันศึกษา และขยายความคิดในกลุ่มคนชั้นกลาง แวดวงวิชาการ แทบจะไม่เว้นแต่ละวัน เพื่อ
ปลุกระดมให้แวดวงปัญญาชน คนชั้นกลาง และนิสิตนักศึกษา ออกมาร่วมขบวนการขับไล่นายกฯทักษิณ อย่าง
ต่อเนื่อง
ชัยอนันต์ เป็นคนแรกที่เสนอให้มีการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 เป็นเครื่องมือกำจัดนายกฯทักษิณ ชินวัตร ด้วยการ
สร้างภาพให้เห็นว่า มีแต่พระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ เท่านั้นที่จะล้มล้างนายกฯทักษิณ ได้ โดยการ
พระราชทานนายกรัฐมนตรี และเขียนบทความในคอลัมน์ ชีวิตที่เลือกได้ เรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภา ส่วนหนึ่งที่มี
อคติกับนายกฯทักษิณ ร่วมกันเข้าชื่อถวายฎีกา ให้ทรงใช้พระราชอำนาจตามมาตรา 7 แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง
จากสมาชิกวุฒิสภา
เมื่อยืมมือผู้อื่นจุดกระแสถวายฎีกา ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี ไม่สำเร็จ ชัยอนันต์ จึงต้องลงมือเอง ด้วย
การเป็นตัวตั้งตัวตีเดินล่ารายชื่อบุคคลจากแวดวงต่างๆ อีก 94 คน รวมตัวเองอีก 1 ชื่อ เป็น 95 ชื่อ โดยอาศัย
สถานภาพ ผู้บังคับการโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เป็นเครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือ เนื่องจากตำแหน่งผู้บังคับการ
โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เป็นตำแหน่งที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง จึงมีการสร้างภาพว่าการเข้าชื่อถวาย
ฎีกาครั้งนี้ มี นัยยะสำคัญ บางประการ ที่ไม่สามารถพูดได้
ชัยอนันต์ สมุทวณิช กับ ชีวิตที่เลือกแล้ว
- 2 -
หลังจากยื่นหนังสือทูลเกล้าถวายฎีกา ขอให้ทรงใช้พระราชอำนาจ ตามมาตรา 7 แล้ว ชัยอนันต์ ก็ใช้หนังสือ
ทูลเกล้าถวายฎีกาฉบับนั้น เป็นเครื่องมือแพร่กระจายข่าว และสร้างข่าวอีกมากมาย และสร้างกระแสให้สังคม
เรียกร้องการแก้ไขปัญหาการเมือง โดยอาศัยพระราชอำนาจ ตามมาตรา 7 โดยมีสนธิ ลิ้มทองกุล และขบวนการ