Democratic Database

ข้อมูล และ บทความ สำหรับ นักประชาธิปไตย

ไฮโซ ด่า คนจน ว่าโง่

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลย...ที่วลี ‘คนชั้นล่าง-ไม่มีการศึกษา-อิจฉาคนรวย’ หลุดออกมาจากปากของคนที่มีฐานะเป็น ‘ไฮโซ’ ตามการอุปโลกน์ของสื่อและแวดวงสังคม (1)

เพราะถึงแม้ว่าในทางทฤษฎี ประเทศไทยของเราจะอยู่ภายใต้ ‘ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข’ แต่ในทางปฏิบัติ ‘ระบบอุปถัมภ์’ และการเรียงลำดับขั้นของผู้คนตาม ‘ฐานะสังคม’ หยั่งรากลึกเสียจนใครๆ หลายคนเห็นว่า ‘สิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียม’ ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมกับ ประชาธิปไตยแบบไทยๆ

 เราจึงยังคงพายเรืออยู่ในอ่างใบเดิมมานานหลายสิบปี เพื่อที่จะรับรู้ว่า คนบางกลุ่ม ได้รับการยอมรับให้มีอำนาจ ‘เหนือกว่า’ คนอีกเป็นจำนวนมากเสมอ

 ที่น่าแปลกใจก็คือว่า...ทำไมปฏิกิริยาของสังคมที่ตอบรับกับการหลุดปากเผย ‘ชุดความคิด’ ที่ ‘ไฮโซ’ คนหนึ่ง มีต่อ ‘คนชั้นล่าง’ จึงได้เกรี้ยวกราดและสุดโต่งขนาดนั้น

 คอลัมนิสต์จากบางสื่อตั้งฉายา ‘ไฮโซตีนผี’ และ ‘คุณพ่อปากคัน’ ให้กับพ่อลูกตระกูลปัจฉิมสวัสดิ์ ในขณะที่ชาวเน็ตอีกเป็นจำนวนมาก ตั้งคำถามถึงความ ‘สูง-ต่ำ’ ของระดับทางจิตใจ พร้อมกล่าวว่า ‘ศักดิ์ศรีของความเป็นคน’ ไม่ได้วัดกันด้วยชนชั้น, การศึกษา หรือว่าฐานะทางสังคม

 การที่คนส่วนใหญ่เป็นเดือดเป็นแค้น เมื่อได้ยินคำว่า ‘คนชั้นล่าง-ไร้การศึกษา’ ซึ่งเป็นเพียง ‘อคติ’ ส่วนบุคคลของนายกัณฑ์เอนก ปัจฉิมสวัสดิ์ เป็นเพราะสังคมของเรา ‘ตื่นตัว’ และ ‘สนับสนุน’ เรื่อง ‘ความเท่าเทียมกัน’ ของบุคคลอย่างนั้นหรือ?

 ถ้าคนไทยตื่นตัวเรื่องสิทธิ-เสรีภาพ และความเท่าเทียมกันจริงๆ เราจะหาเหตุผลชุดไหนมาอธิบายเรื่องการต่อต้านชาวบ้านที่มาเคลื่อนไหวเรื่องเขื่อนปากมูลที่ทำเนียบเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา?

 เพราะอะไรสื่อกระแสหลักจึงลงข่าวการสลายผู้ชุมนุมเขื่อนปากมูลเพียงข่าวเล็กๆ สั้นๆ ราวกับไม่เห็นว่าเรื่องนี้มีความสลักสำคัญ?

 เพราะอะไรเจ้าหน้าที่รัฐจึงเอ่ยปากกับผู้ชุมนุมอย่างหน้าตาเฉยว่า “18 ปีสู้กันมายังไม่จบ จะให้จบคืนนี้ได้อย่างไร พรุ่งนี้ มะรืนนี้ยังมี ก็ต้องค่อยๆ คุยกันไป” (2)

 เหมือนอย่างที่คนส่วนใหญ่ ไม่รู้สึกเดือดร้อน หรือเห็นว่าการกระทำของฝ่ายรัฐเป็น การละเมิด ‘ศักดิ์ศรีความเป็นคน’ ของชาวบ้านปากมูล ที่เรียกร้องให้มีการเปิดเขื่อน เพียงเพื่อพวกเขาจะได้เลี้ยงชีพและดำเนินชีวิตต่อไปตามวิถีดั้งเดิมของตัวเอง...

 หรือในกรณีที่คนงานบริษัท ‘ไทยศิลป์อาคเนย์ อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต’ จำกัด รวมแล้ว 5 พันกว่าคน ถูกเลิกจ้างกะทันหัน จนบรรดาคนงานต้องชุมนุมกันเรียกร้องความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ และหาข้อตกลงร่วมกันจนได้ความว่าจะมีการเปิดโรงงานให้คนงานกลับไปทำงานอีกครั้ง (3)

 เพราะอะไรกระแสความเห็นอกเห็นใจหรือการแสดงความคิดเห็นในเหตุการณ์ 2 อย่างหลังถึงได้เงียบงันและแทบจะปราศจาก ‘เสียงตอบรับ’ จากสังคมส่วนใหญ่...

 หรือบางทีมันเป็นเพราะว่า...เราขัดแย้งและแตกต่างกันมาตั้งนานแล้ว แต่เรามักปฏิเสธและมองข้ามความจริงที่เป็นอยู่ด้วยการวางเฉยกับสิ่งที่เป็นปัญหาระดับโครงสร้างจริงๆ

 ด้วยเหตุนี้ เราจึงเชื่ออย่างไม่เคยตั้งคำถาม เวลาที่สื่อใหญ่ๆ บอกกับเราว่า ‘คนจนที่มาชุมนุมส่วนใหญ่ ถ้าไม่ ‘ถูกหลอก’ ก็มักจะ ‘รับเงินมา’ โดยที่คนเหล่านั้นหาได้มี ‘อุดมการณ์’ หรือ ‘เจตนา’ ที่คิดคำนึงถึงส่วนรวมแต่อย่างใด’

 เช่นเดียวกับที่ ‘ชนชั้นกลาง’ บางส่วน ถูกกรอกหูโดยคนบางกลุ่มว่าพวกเขาคือ ‘ผู้มีบุญคุณ’ ต่อชนชั้นล่าง ในฐานะผู้เสียภาษีเพื่อเอาเงินไป ‘ปลดหนี้’ ให้รากหญ้า

 บางทีชนชั้นกลางผู้มีบุญคุณอาจลืมไปว่า ผลิตผลที่บริโภคอุปโภคอยู่ทุกวันนี้ มาจากการทำงานของ ‘คนชั้นล่าง’ ที่เหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาดเพื่อแลกกับค่าแรงขั้นต่ำ (ที่ไม่ค่อยจะเป็นธรรม) รวมถึงสวัสดิการที่กะพร่องกะแพร่ง เพื่อรองรับความต้องการดื่ม-กิน-ใช้ ของคนทุกชนชั้น...

 ภาพของ ‘คนชั้นล่าง’ ที่ออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นม็อบปากมูล ม็อบเหมืองแร่โปแตซ ม็อบหินกรูด-บ่อนอก ม็อบไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หรือแม้กระทั่ง ‘ม็อบไข่แม้ว’ ที่บางสื่อตั้งฉายาให้อย่างไม่ต้องคำนึงถึงคำว่าจรรยาบรรณ ถูกฉายให้เห็นเพียงแง่มุมเดียว คือภาพของ ‘คนจน-ไร้การศึกษา’ ที่ไม่เข้าใจเรื่องการพัฒนา ถูกเสี้ยมมาโดยเอ็นจีโอ และทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินเพียงจำนวนน้อยนิด หรือไม่ก็ถูก ‘แปะฉลาก’ ว่าพวกเขาออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปากท้องของตัวเอง โดยไม่เคยคิดคำนึงถึง ‘ส่วนรวม’

 ตรรกะเดียวที่คนในสังคมกำลังใช้เป็นมาตรวัดการกระทำของ ‘ชาวบ้าน’ ต่างกันกับสิ่งที่นายกัณฑ์เอนกคิดและพูดออกมาดังๆ ตรงไหน?

 ในเมื่อทุกวันนี้ ใครหลายคนก็กำลัง ‘ตัดสิน’ คนที่คิดต่างจากเราและบังเอิญมีฐานะทางสังคมต่ำกว่าว่าเป็นผู้ไม่มีการศึกษา และเป็นแค่ ‘เครื่องมือที่ถูกคนบางกลุ่มหลอกใช้’ ไปเรียบร้อยแล้ว

 เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นคนที่เท่าเทียม, เรื่องการตัดสินคนจากเหตุผลและการกระทำแทนที่จะวัดกันแค่ฐานะหรือการศึกษา รวมถึงการยืนยันว่าคนที่ขาดโอกาสทางสังคมก็เป็น คนมีความคิด ได้ กลายสภาพไปเป็นเพียงลมปากที่ผ่านเลย...ไม่ค่อยจะเคยเห็นใครหยิบประเด็นเหล่านี้มาใช้เป็นหลักในการถกเถียงกันอย่างมีเหตุผลกับคนที่เห็นต่างสักเท่าไหร่…

 ถ้าเราไม่เคยยอมรับหรือมองว่าชาวบ้านที่มาเคลื่อนไหวมีเหตุผลอันชอบธรรม เราจะมีสิทธิ์อะไรไปชี้นิ้วด่า ‘คนรวย’ บางคนที่เผลอแสดงอาการ ‘เหยียดชนชั้น’ ออกอากาศว่าเป็นคนจิตใจต่ำ?

 เป็นไปได้ไหมว่า แทนที่จะวุ่นวายกับการประณามคนอื่น...บางทีสังคมของเราน่าจะหันกลับมาตรวจสอบตัวเองบ้าง...

 เผื่อว่าเราจะมองเห็นโครงสร้างที่บิดเบี้ยวชัดเจนขึ้น

 

 

 

 

 

สัมภาษณ์พิเศษ : คาใจม็อบสนธิ ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ไขข้อข้องใจ

พลพรรคไทยรักไทยดาหน้าออกมาชี้ว่า ‘ม็อบสนธิ’ กระแสตกลงไปแล้ว แต่ใครก็ตามที่ได้ไปพบเห็นด้วยตาของตนในวันศุกร์ที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา ย่อมจะรู้ว่า จำนวนผู้คนที่มาร่วมม็อบในวันนั้น มิได้ลดน้อยลงไปตามกระแสที่ตกเท่าใดนัก แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ และอาจไม่มีนัยสำคัญเพราะจุดเปลี่ยนที่มีนัยสำคัญได้เกิดขึ้นแล้ว

ท่ามกลางข้อสงสัยและข้อเคลือบแคลงต่างๆ ที่มีกับม็อบสนธิ ‘ประชาไท’ ได้รับความกรุณาจาก ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนไขข้อข้องใจ ครอบคลุมประเด็น ประโยชน์ที่สังคมไทยได้จากม็อบสนธิ การตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ และแน่นอนรวมถึงประเด็น ‘พระราชอำนาจ

ม็อบสนธิมีคุณูปการกับสังคมไทยอย่างไร

ผมคิดว่าม็อบสนธิได้สร้างบรรยากาศ ซึ่งที่จริงมันมีอยู่แต่อาจจะไม่รุนแรงพอ แต่ม็อบสนธิทำให้บรรยากาศความกลัวที่เราสร้างให้ตัวเองหายไปแยะเลย

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาคนไทยสร้างความกลัวให้ตัวเอง ไม่ใช่กลัวรัฐบาลอย่างเดียวนะ ผมว่ากลัวทุกอย่าง เช่นกรณีเลือกตั้งครั้งสุดท้ายที่ผ่านมานี่ หลายคนพูดว่ามันมีการทุจริตอย่างโจ่งครึ่มมากๆ รวมทั้งพรรคฝ่ายค้านเอง แต่พรรคฝ่ายค้านไม่กล้าขยับทำอะไรเลย เพราะคะแนนเสียงที่ท่วมท้น และเราทุกคนสร้างความกลัว กลัวนั่นกลัวนี่ไปหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆ จากม็อบสนธิก็คือ ช่วยลดความกลัวที่เราสร้างให้ตัวเองลงไปได้มากๆ

 สะท้อนว่า คะแนนนิยมของคุณทักษิณลดลงด้วย

จะมีม็อบสนธิหรือไม่มีก็แล้วแต่ คะแนนนิยมของคุณทักษิณมันก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะมันตั้งอยู่บนความโป้ปดมดเท็จ แต่ถ้าคุณยังกลัวอยู่คุณก็ไม่กล้าที่จะลุกมาบอกว่า ไอ้นี่มันโกหกกู นี่คือคุณูปการที่สำคัญของม็อบสนธิ เพราะมันโจ่งแจ้ง มันท้าทายชนิดที่พวกมึงก็แหยง ทำอะไรเขาไม่ได้ เอาอึไปขว้างเขาหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ก็ทำเขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือ ลดบรรยากาศความกลัว

ผมยอมนับว่า กลุ่ม ส.ว.ก็ทำ แต่มันไม่ได้ผลเท่าครั้งนี้ เพราะคุณเป็น ส.ว.นี่หว่า คุณก็พูดได้ แต่พวกนี้มันไม่ใช่

 ถ้าเช่นนั้นประเด็นอย่างการคุกคามสื่อนี่คืบหรือก้าวหน้าในสังคมไทยไหม คนจะตระหนักมากขึ้นไหม

แน่นอน คือถ้าทุกคนกลัว ผมเอาขี้ไปขว้าง เอาระเบิดไปวางในสำนักพิมพ์คุณ ก็ได้แต่เป็นข่าวเฉยๆ ทุกคนก็รู้สึกอึดๆ อัด แต่บัดนี้ทุกคนรู้สึกไม่แฟร์แล้ว พอสำนักพิมพ์โดนปาขี้ คนที่เดือดร้อนไม่ใช่คุณสนธินะ ใครขว้างก็แล้วแต่เถอะ แต่คนที่เดือดร้อนที่สุดคือรัฐบาล คือคู่อริ นี่ก็เหมือนกัน พอบรรยากาศความกลัวมันเริ่มลดลง ผมว่าทุกอย่างมันจะเริ่มเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น เพราะเราจะเริ่มวินิจฉัยสิ่งต่างๆ โดยปราศจากความกลัวมาครอบงำ ‘ความไม่กลัวมึง’ นี่จึงสำคัญ และผมว่าความกลัวนี่เป็นแรงกดที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมา เพราะสื่อเองหรือเราเองก็ยังหน้าซีด และจะหวังให้องค์กรอิสระทั้งหลายหน้าไม่ซีดตามได้อย่างไร ทุกคนก็หน้าซีดหมด แต่ต่อจากนี้ประชาชนหน้ามีสีเลือดขึ้น และน่าจะทำให้องค์กรอิสระทั้งหลาย รวมถึงศาลด้วย น่าจะมีหน้าที่มีสีสันขึ้นมาได้บ้าง แน่นอนคนของเขาที่อยู่ในองค์กรอิสระก็มี แต่คนที่เป็นกลางจริงๆ ก็มีเหมือนกัน แต่ครั้งหนึ่งคนเหล่านี้หน้าซีด เพราะคนอื่นซีดหมด แล้วจะไม่ให้เขาซีดได้อย่างไร

 อะไรที่ทำให้คนพ้นจากความกลัวกันแน่ เพราะประเด็นอย่างพระราชอำนาจใช่ไหม หรือเพราะคนกลัวว่าสื่อจะถูกคุกคาม

ผมว่า ศัตรูของคุณทักษิณ ไปเชื่อมโยงเรื่องราวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และที่ผ่านมาคุณทักษิณแก้ตรงนี้ไม่ได้ ด้วยเหตุใดผมก็ไม่ทราบ จะเชื่อมจริงหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่คุณทักษิณแก้ตรงนี้ไม่ได้ เมื่อแก้ไม่ได้ คนก็รู้สึกว่ายังมีอีกอำนาจหนึ่งที่ตัวเองพึ่งพาได้ ทำให้ตัวไม่ต้องกลัวได้ แล้วออกมาก็สบายใจ เพราะอย่างนั้นการที่คุณสนธิเลือกที่จะเอาการเคลื่อนไหวไปพาดพิง ไปเชื่อมโยงกับอำนาจอีกอำนาจหนึ่งนี่มีส่วนไหม จึงต้องตอบว่ามี

แล้วจะอธิบายอย่างไรที่เราเห็นฝ่ายซ้ายในอดีต ที่ปฏิเสธการนำสถาบันมาพาดพิง ก็ไปร่วมม็อบด้วย

 อ้าว ผมว่าแนวร่วมครั้งนี้เป็นแนวร่วมหลากหลายมากนะ คนที่อยากจะให้เชิดชูพระราชอำนาจให้เต็มที่นี่ก็กลุ่มหนึ่ง แนวร่วมที่เห็นเป็นโอกาสก็อีกกลุ่มหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมไม่เชื่อหรอกว่า คนเป็นแสนที่ไปร่วมในม็อบสนธิมีความคิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์เหมือนกันหมด มีความหลากหลายมาก

เราเห็นเด็กรุ่นใหม่ๆ หันมาตื่นตัวเรื่องการเมือง มาถามว่าพฤษภาทมิฬคืออะไร 14 ตุลาคืออะไร จากกรณีคุณสนธิอันนี้มันบอกอะไรที่ส่อว่าสังคมไทยจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่

ยังครับยัง ถามว่ากี่เปอร์เซ็นต์ที่เรียกว่า ‘คนรุ่นใหม่’ จะถึง 20 เปอร์เซ็นต์ไหม เอาละเดิมอาจจะมีสัก 2% พอมาเพิ่มเป็น 10% คุณอาจจะเห็นมันแปลกแล้ว แต่เราต้องเข้าใจประการหนึ่งนะว่า ในวิถีชีวิตของสังคมสมัยใหม่แบบนี้ การบริโภคมันดึงให้เราหลุดออกไปจากความสนใจคนอื่นๆ นี่คือของปกติที่เกิดขึ้นทั่วๆ ไป

แต่ในวิถีชีวิตตรงนี้จะมีคนจำนวนหนึ่ง จะ 10 หรือ 20% ที่รู้สึกว่า มันเป็นชีวิตที่อ้างว้างเกินไป และให้ความหมายกับชีวิตตนเองไม่ได้ ในทุกสังคมจะพบว่าคนรุ่นใหม่จะหันมาอีกด้านตรงข้ามกับวิถีชีวิตเดิมคือการบริโภคทั้งหลาย บางพวกอาจจะกลับไปเป็นฮิบปี้ใหม่ บางพวกอาจจะไปสร้างคอมมูน บางพวกอาจจะไปร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมือง บางพวกอาจจะไปเป็นเอ็นจีโอ อันนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา ผมไม่คิดว่า จะเกิดปรากฏการณ์ที่เป็นการพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ผมว่าไม่ใช่

เป็นแต่เพียงว่า นี่เป็นครั้งหนึ่งที่อาจจะทำให้เกิดการละทิ้งวิถีชีวิตแบบบริโภค มันได้ความหมายใหม่ทันที โดยไม่ต้องแสวงหา คุณเข้าร่วมกับสนธินี่คุณไม่ต้องแสวงหานะ ในขณะที่วัยรุ่นในสมัยหนึ่งหากเกิดคำถามว่า ชีวิตแบบบริโภคไม่ใช่สิ่งที่ชีวิตต้องการนี่ คุณต้องออกไปแสวงหานะ มีวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยที่เข้าไปทำงานเอ็นจีโอ 3-4 ปีแล้วพบว่าไม่ใช่ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ชีวิตต้องการ แต่นั่นแปลว่าคุณต้องเสียชีวิตไป 3-4 ปีถูกไหม แต่อันนี้ไม่ต้องเลย เพียงคุณเดินเข้าไปสวนลุม คุณได้ความหมายใหม่ในชีวิตใหม่ทันที

 เป็นเรื่องสื่อดิจิตอลด้วย

ก่อนหน้าม็อบคุณสนธิก็มีการให้ความหมายใหม่กับชีวิต แม้แต่ในราชดำเนิน ในพันทิป ก็มีการให้ความหมายใหม่อยู่ตลอดเวลา เพียงแต่จำนวนมันน้อย คือการแสวงหาความหมายใหม่ในชีวิตนี่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันต้องเจ็บปวดนะ แต่ถ้าเราเข้าไปร่วมในขบวนการที่มันมีอยู่แล้วนี่มันไม่ต้องเจ็บปวดเลย คุณรับมาเลย ความหมายใหม่

ในแง่หนึ่งในช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 ก็ทำนองเดียวกัน เพราะจะบอกว่าคนที่เข้าร่วมใน 14 ตุลา ไปจนถึง 6 ตุลา ทุกคนเข้าป่าหมดหรือ ไม่ใช่ (ลากเสียง) ในที่สุดทุกคนก็กลับไปหาพ่อแม่ กลับไปมีครอบครัว ไปเรียนต่อ กลับไปมีชีวิตใหม่ ไปเรียนเมืองนอก และก็กลับมามีชีวิตใหม่อีกชีวิตหนึ่ง แต่ในช่วงนั้นอย่าลืมว่าคุณได้เข้าไปหาความหมายใหม่ในชีวิตแบบง่ายๆ เลย แทนที่คุณจะกลับบ้าน คุณก็ไปนั่งที่ลานโพธิ์ แม่งได้ความหมายใหม่เลย ไม่ต้องแสวงหา ไม่ต้องเจ็บปวดกับอะไรเลย ผมว่าม็อบสนธินี่ก็ทำนองเดียวกัน

มันก็เป็นการแสวงหาแบบสำเร็จรูป

 เออ! ใช่ สำเร็จรูป แล้วนี่ก็เป็นของปกติ ไม่ใช่ว่ามนุษย์เลวร้ายอะไรนะ มนุษย์ก็เป็นแค่นี้แหละ บางทีเราไม่พอใจกับความหมายเดิม พอมีความหมายใหม่ที่ได้มาง่ายๆ ก็อาจจะรับไป ก็ไม่แปลกอะไร และจะพูดว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการแสวงหาก็ได้ เพราะวันหนึ่งคนที่เคยไปร่วมอยู่ในม็อบ อาจจะได้หันหลังไปดู แล้วพบว่า เฮ้ย ไปร่วมกับสนธิได้ไงวะ อย่างนี้ก็เป็นได้ ไม่แปลกอะไร

ทำไมต้องเป็นสนธิ ไม่เป็นภาคประชาชน หรือไม่เป็นสุริยใส กตะศิลา

 สุริยใส จะใช้ประเด็นพระราชอำนาจไหม เอ้า สำหรับผมนะ ไม่ต้องรวมมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน หรือถ้าให้เดาจะรวมมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนด้วยก็ได้ เอาเป็นว่าสำหรับผมคนเดียว ผมรับหนังสือคุณประมวล รุจนเสรี ไม่ได้ ผมว่าเลอะเทอะ  มันผิด (เน้นเสียง) พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่มีพระราชอำนาจ นอกจากบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากนั้นไม่ใช่ แน่นอนถ้าคุณพูดในเชิงรัฐศาสตร์ มีอำนาจทางวัฒนธรรมไหม ชัวร์ มี แต่อำนาจทางวัฒนธรรมเป็นอำนาจที่น่ากลัวนะคุณ คุณใช้ได้โดยที่ยากมากที่จะกำหนดหรือจำกัดอำนาจนั้น หลวงตาบัวอย่างนี้ อีกหน่อยจะตั้งพระสังฆราช จะต้องไปถามหลวงตาบัวก่อนหรือ จะเอาไหมอย่างนั้นน่ะ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลวงตาบัวมีอำนาจ มีสิ อำนาจทางวัฒนธรรม เหมือนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศไทยย่อมมีอำนาจทางวัฒนธรรมแน่ๆ

การเคลื่อนไหวของม็อบสนธิครั้งนี้ จะนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมที่ขยายอำนาจของสถาบันหรือไม่

 ฉิบหายเลย (หัวเราะ) ผมบอกได้แต่เพียงว่า ผมจะชวนมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนมาสู้ตายเรื่องนี้ (หัวเราะ)

และพระราชอำนาจแบบนี้มันไม่ได้ถ่ายทอดถึงคนรุ่นหลังๆ ได้ตลอดกาล

อันนี้นี่แหละที่สำคัญที่สุด เพราะสิ่งที่คุณประมวลพูดทั้งหมดว่า เป็นคุณสมบัติอันประเสริฐของสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ที่จริงไม่ใช่ แต่เป็นคุณสมบัติของบุคคลต่างหาก

มันจะนำไปสู่ความรุนแรงไหม

ผมได้แต่หวังว่า ไม่ ที่หวังอย่างนั้น เพราะความรุนแรงในประเทศไทยนี่ไม่ใช่ใช้กันได้พร่ำเพรื่อนะ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ถ้าที่ปัตตานีนี่มีอีกกลุ่มหนึ่งที่ตัดสินใจใช้ความรุนแรง และอยู่พ้นออกไปจากอำนาจรัฐ ในกรุงเทพฯนี่ยังไม่เกิดเลยนะ 14 ตุลานี่ เดินขบวนได้เป็นแสนๆคน แต่ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ตัดสินใจใช้ความรุนแรง มันก็ไม่เกิดความรุนแรงขึ้น ถูกไหม เพราะอย่างนั้นความรุนแรงในกรุงเทพฯไม่เคยเกิดขึ้นโดยเสรี แต่มันเกิดขึ้นโดยมีใครใช้มันทุกที

ถ้ามองในรูปนี้ ในกรุงเทพฯเวลานี้ ถามว่ากลุ่มต่างๆ มีกำลังจะใช้ความรุนแรงได้ไหม มี มีอีกหลายกลุ่มที่มีกำลังและสามารถตัดสินใจใช้ความรุนแรงได้ แต่ปัญหาคือว่า เมื่อใช้ความรุนแรงแล้วจะยุติความรุนแรงตรงนั้นได้อย่างไร ผมหวังว่าเขาจะฉลาดพอที่จะเห็นว่า ‘ฉิบหายกูหยุดไม่ได้เหมือนกันวะ’

 เพราะฉะนั้น ความรุนแรงเป็นแค่เครื่องมือ คนเราพอใช้เครื่องมือปั๊บ และวางมันลงเมื่อได้สิ่งที่ตนต้องการมา แต่เครื่องมือกลายมาครอบอยู่บนกบาลเราตลอดชีวิต นี่ไม่มีใครเอาทั้งนั้นแหละ ก็หวังว่าเขาจะฉลาดพอที่จะรู้ว่า มันใช้ไม่ได้ เช่นจะยึดอำนาจ แล้วไง เขาก็ต้องคิดต่อไปด้วยว่า ยึดแล้วยังไง หรือบีบให้คุณทักษิณลง แล้วยังไงต่อไปหากไม่ฉีกรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าบอกว่า เอ้า ฉีกเป็นฉีก ฉีกเลย แล้วยังไงต่ออีก นี่ยุ่งฉิบหาย เพราะอย่างนั้นจึงคิดว่าทุกคนน่าจะฉลาดพอ กลุ่มคนที่มีปัญญาจะใช้ความรุนแรงได้คงจะคิดออกว่า ยังตอบโจทย์ต่อไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นจนถึงนาทีนี้จึงคิดว่า ความรุนแรงไม่น่าจะเกิด

แล้วภาคประชาชนจะอาศัยจังหวะนี้อย่างไรในการคืบไปข้างหน้า

 การที่คุณมีฝ่ายบริหารที่อ่อนแอลง ไม่ว่าจะด้วยเหตุอันใด ก็เป็นโอกาสอันดีหากคุณคิดว่าอะไรดี อะไรถูก อะไรที่จะต้องเปิดพื้นที่สาธารณะเพิ่มขึ้น ก็เปิดขึ้นมาเลย โดยเฉพาะประชาชนในระดับล่าง คือในเวลานี้ ถ้าสมัชชาคนจนสามารถมาได้เท่ากับสมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผมไม่เชื่อว่าคราวนี้รัฐบาลจะอุ้มได้ หรืออุ้มแล้วคนชั้นกลางในกรุงเทพจะยอมให้อุ้ม

สัมภาษณ์พิเศษ รศ.ดร.ปาริชาติ สถาปิตานนท์ : ‘ไฟใต้’ กับ ‘ความชินชา’

นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายกองพันทหารพัฒนาที่ 4 อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 เป็นต้นมา เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ประเดประดังมาให้สังคมได้รับรู้อย่างต่อเนื่อง จนอาจจะบอกได้ว่า ข่าวความรุนแรงในภาคใต้ได้ครอบครองพื้นที่สื่อเกือบทุกวันในทุกแขนงไปแล้ว

 จากสถิติตั้งแต่ พ.ศ.2544-2547 ที่รวบรวมโดย ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี พบว่าตลอดช่วง 4 ปีมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นถึง 2,115 ครั้ง หรือเฉลี่ยปีละ 528.75 ครั้ง ซึ่งสูงมากหากเทียบกับสถิติความรุนแรงในช่วงที่มีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) หรือตลอดช่วง 8 ปีตั้งแต่ พ.ศ.2536 – 2543 พบว่ามีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นเพียง 468 ครั้ง หรือเฉลี่ยปีละ 58.5 ครั้ง

 ว่ากันเฉพาะปีนี้ (2548) ที่ยังไม่ทันครบปี ก็มีเหตุการณ์รุนแรงปาเข้าไปกว่า 500 ครั้งแล้ว

 เรื่องเหล่านี้คือสิ่งที่สังคมได้รับรู้อย่างต่อเนื่อง ส่วนรัฐบาลเองก็ป้อนวิธีการแก้ไขอย่างต่อเนื่องตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชนิดรายวันเช่นกัน

 น่าสนใจว่าการรับรู้ในความรุนแรงและการแก้ปัญหาที่ถี่บ่อยแบบรายวันนี้ จะนำไปสู่ ‘ความชินชา’ ต่อความรุนแรงหรือไม่ และ ‘ความชินชา’ ดังกล่าว จะมีผลทางจิตวิทยาต่อผุ้คนในสังคมโดยรวม หรือจะนำไปสู่การแสดงออกทางพฤติกรรมร่วมของคนในสังคมอย่างไรต่อไปหรือไม่

 ด้วยความสงสัยนี้ ‘ประชาไท’ จึงถือโอกาสเข้าไปขอความรู้จาก รศ.ดร.ปาริชาติ สถาปิตานนท์ นักวิชาการจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้อธิบายเรื่องนี้ตามหลักทฤษฎีสื่อสารมวลชนและด้านจิตวิทยา และหลายคำตอบก็อาจจะชวนให้เราได้ฉุกคิด เพื่อตระหนักในความอ่อนไหวที่ซ่อนอยู่ในความชินชาต่อปัญหาความรุนแรงตลอดช่วงที่ผ่านมาและที่จะเกิดต่อจากนี้มากขึ้น

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดภาคใต้จะมีผลต่อพฤติกรรมมวลชนอย่างไรไหม

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นดังกล่าวไม่ใช่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นแบบธรรมดา แต่เป็นความรุนแรงที่เผยแพร่ผ่านสื่อ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมต้องสร้างภาพของความรุนแรงให้ทุกฝ่ายเห็นและรู้สึกถึงความน่ากลัว น่าสยดสยองของแต่ละเหตุการณ์

 ความรู้สึกที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับในสถานการณ์ภาคใต้เท่านั้น แต่หมายถึงทุกสถานการณ์ เช่น วันนี้มีรถชน ข่าวรถชนถูกหยิบยกขึ้นไปที่หน้า 1 เขียนบรรยายสภาพให้เห็นเหตุการณ์ว่าเป็นอย่างไร เล่าเหมือนให้เห็นของจริง คนที่อ่านก็ย่อมจะสะพรึงกลัว

 นี่เฉพาะหนังสือพิมพ์ ถ้าเป็นโทรทัศน์ โดยธรรมชาติจะต้องหามุมหรือจุดที่สามารถสะท้อนสาระ เนื้อหาที่จะสื่อให้ได้มากที่สุด ดังนั้น มันจึงเป็นความรุนแรงที่สามารถจะขยายให้เห็นถึงความรุนแรงนั้นได้มากยิ่งขึ้น แล้วจะขยายต่อไปด้วยปากต่อปาก

 เทคโนลียีสมัยใหม่ที่ก้าวหน้ามากขึ้นก็มีส่วนในการสื่อและขยายต่อ เช่น มีกล้องดิจิตอล ก็สามารถเป็นผู้สื่อข่าวได้ โดยไม่ต้องไปคอยหนังสือพิมพ์ชื่อหลัก ชื่อดัง โทรทัศน์ วิทยุ หรือสื่อหลักอีกต่อไป และสามารถที่จะเอาเรื่องส่งเข้าเว็บ หรือส่งไปที่ไหนต่อไหนได้

 ปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร ในเชิงของข้อมูลข่าวสาร เราควบคุมข้อมูลข่าวสารไม่ได้เลย และสิ่งที่น่ากลัวตามมาคือ เราจะไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร ข้อมูลอะไรเป็นข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน แล้วเราก็ไม่สามารถคอนโทรลต่อไปได้ว่า อะไรคือแหล่งข้อมูล

 ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าให้เรากลับไปสู่ยุคเก่าที่สามารถ ปิด หรือคอนโทรลสื่อทุกอย่าง เพียงแต่เราต้องปรับเข้าสู่ยุคใหม่ที่ต้องทำความเข้าใจกับธรรมชาติของสื่อให้มากขึ้น ทำความเข้าใจกับธรรมชาติของตัวสถานการณ์ให้มากขึ้น แล้วสนใจบทบาทและวิธีการให้ข้อมูลของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้มากขึ้น

 ผู้ก่อความไม่สงบเขาหวังผลอะไรจากสื่อในฐานะที่เป็นเครื่องมือสะท้อนภาพความรุนแรง

 หากมองจุดนี้แล้ววิเคราะห์ในเชิงทฤษฎี อย่าว่าแต่เหตุการณ์ที่ภาคใต้เลย สมัยที่มีเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมต่างๆ เกิดขึ้นใหม่ๆ ในประเทศอื่น ลักษณะของการก่อวินาศกรรมทั้งหลายมักมีเรื่องของสัญญะเข้ามาเกี่ยวข้อง

การใช้สัญลักษณ์ คือไม่ได้คิดจะทำอะไรที่ไหนก็ทำ แต่จะทำอะไรที่สะท้อนให้เห็นถึงความหมายหรือความสำคัญของพื้นที่นั้นด้วย อย่างกรณีที่ชัดมากคือ กรณี 911 จุดที่เป็นการใช้สัญลักษณ์ มีตั้งแต่การเลือกใช้เครื่องบิน ซึ่งเครื่องบินมีตั้งหลายชาติ แต่ต้องเลือกเป็นเครื่องบินของสหรัฐอเมริกา เป็นสายการบินที่คนอเมริกันเดินทาง เพราะมันสะเทือนได้แรงกว่า แล้วปกติคนอเมริกาเดินทางด้วยเครื่องบินมากกว่าพาหนะอื่นๆ อยู่แล้ว พอเครื่องบินถูกจี้ มันจึงสะเทือนความรู้สึกมาก

 สะเทือนอันที่ 2 คือ เครื่องบินถูกจี้ไปชนตึก 2 ตึก ที่เป็นหัวใจทางการค้า กับหัวใจทางการทหาร จึงต้องยอมรับว่า สัญลักษณ์มีผลต่อการตัดสินใจ ผลคือการจู่โจมหัวใจทางการทหารมีความหมายว่าความมั่นคงไม่มี ส่วนการจู่โจมหัวใจทางการค้ามันเกี่ยวข้องโดยตรงกับประชาชน และชนลำเดียวไม่พอเอากี่ลำไปชน

 ตรงนี้มันเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ธรรมชาติของข่าวว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์เครื่องบินชนตึกแล้ว อันดับแรกข่าวทั้งหมดจะต้องพุ่งความสนใจไปที่นั่น โดยเฉพาะนิวยอร์กเป็นศูนย์กลางของพวกสื่อต่างๆ อยู่แล้ว ฉะนั้นจึงต้องรายงานแบบถ่ายภาพเหตุการณ์สด

 เขาเข้าใจธรรมชาติของสื่อดีมาก และสื่อสารให้โดยไม่ต้องหาหลักฐานหรือรอการพิสูจน์ต่างๆ ว่าใครเป็นใคร ใครทำ เป็นอุบัติเหตุหรือไม่ การชนซ้ำอีกลำก็เพื่อให้เห็นว่า นี่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดา เป็นการก่อการร้ายแน่นอน เป็นการจงใจแน่นอน

 แต่สิ่งที่ต้องชมอเมริกาในช่วงนั้นก็คือ การปรับตัวที่ค่อนข้างเร็ว จนแทบไม่เห็นข่าวคราวของเพนตากอน ที่เป็นหัวใจทางด้านการทหารหรือด้านความมั่นคง มีภาพที่ออกมาจากเวิร์ลเทรดบ้าง แต่เราจะไม่เห็นภาพคนแขนขาด ขาขาด สภาพศพที่ติดตามซากปรักหักพัง ภาพที่เห็นจะเป็นภาพที่ให้ขวัญให้กำลังใจคนอย่างมาก เพื่อทำให้เห็นว่า อเมริกายังอยู่ได้ สังคมยังอยู่ได้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นคง นี่ก็เป็นสัญลักษณ์อีกอย่างที่เขาสู้กัน

 การสู้กันในเชิงสัญลักษณ์นี้จะโยงมาในมิติจิตวิทยาและในเชิงที่จะเอาชนะใจมวลชน

 แม้กระทั่งในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด หากตามดูภาพยนตร์ที่ผลิตขึ้นหลังจากเหตุการณ์ 911 ที่นำเสนอเกี่ยวกับ สหรัฐฯหรือนิวยอร์ก ก็พยายามที่จะนำเสนอในแง่ Positive มีความร่วมมือกันในการผลิตหนังเพื่อที่จะทำให้ขวัญและกำลังใจกลับมา เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ความคิดของคนไปคิดว่ามันแย่ มันก็จะแย่

 การต่อสู้ในเชิงสัญญะแบบนี้ มีในกรณีเหตุการณ์ในภาคใต้ของเราด้วย?

 ตรงนี้ไม่อยากวิจารณ์ แต่ที่จะต้องถามอันดับแรกก็คือ เราแม่นหรือเปล่าว่า สถานการณ์คืออะไร สภาพปัญหาเป็นอย่างไร คนแต่ละกลุ่มที่มีภาระหน้าที่ในการรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา ได้ข้อมูลชุดเดียวกันหรือไม่ เพราะว่าถ้าฐานข้อมูลหรือมีชุดข้อมูลที่ต่างกันก็นำไปสู่การดีไซน์หรือการออกแบบโครงการแก้ไขปัญหา หรือมีนโยบายที่ต่างกันไป

 แต่ส่วนตัวเองจะไม่กล้าแตะว่า เราควรจะทำอะไร แบบไหน อย่างไร เพราะถือว่าไม่ได้รับข้อมูลจากทุกฝ่ายทุกด้านพอที่จะตอบให้เห็นระบบ หรือเห็นองค์ประกอบที่มันเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน

เหตุดังกล่าวอาจเป็นเพราะหลายคนเห็นว่า เป็นเรื่องของความมั่นคง เป็นเรื่องของข้อมูลความลับ แต่ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งก็กำลังช่วยเรื่องความมั่นคงด้วยเช่นกัน ถามว่าข้อมูลเหล่านั้นมันมีส่งต่อถึงกันมากน้อยแค่ไหนที่จะให้เราเห็นภาพ แล้วจะช่วยกันให้ทุกฝ่ายเห็นปัญหา

 แต่การแก้ปัญหาต้องไม่ใช่แก้แบบรายวัน หรือแก้แบบ อยากจะทำอะไรพูดผ่านสื่อก่อน ทดสอบกระแสก่อน แล้วก็เอากลับไปแก้ไข อย่างนี้มันอันตราย

อย่างกรณีข่าวย้ายคนอีสานลง 3 จังหวัดภาคใต้ที่ออกมา แล้วบอกว่าเป็นการเสนอไอเดีย เป็นแนวคิดอพยพ เดี๋ยวพรุ่งนี้แนวคิดใหม่ก็ออกมาอีก มะรืนนี้ก็มาอีกแล้ว เราไม่รู้ว่าเขาตั้งใจโยนหินถามทางหรือเปล่า หรือเขาตั้งใจจะเอาแนวคิดนี้จริง แต่ถามว่า แนวคิดเดิมล่ะ ทำไปถึงไหน มีอะไรที่ปรากฏผลออกมาเป็นรูปธรรมบ้าง คือไม่ใช่ว่าอยากจะคิดอะไรก็คิด

 อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ ทั้งแนวคิดวันนี้ แนวคิดในอดีต มาจากหลักฐานอะไรที่ทำให้ตัดสินใจเลือกใช้แนวคิดนี้ ใครได้ ใครเสีย เคยมีการคิดอย่างครบวงจรและรอบคอบหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ยอมรับว่าไม่รู้เลย

 แต่ถ้าในฐานะที่เป็นผู้บริโภคสื่อจะเห็นว่ามาอีกแล้ว แนวคิดใหม่ๆ เดี๋ยวก็ออกมา เราจะเห็นว่าปีสองปีนี้ มีกี่แนวคิดแล้วล่ะที่ออกมา

 สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันจะนำมาสู่ความชินชาของสังคมหรือไม่ และจะส่งผลอย่างไรต่อไป

 การตอบในเรื่องว่าคนชินกับความรุนแรง หรือคนชินกับนโยบายต่างๆ ที่ออกมาหรือไม่นั้น คงไม่สามารถตอบได้ เพราะว่าต้องผ่านการศึกษาอย่างจริงจังเป็นระบบ (Research Base) ตอนนี้ก็ยังไม่มีแม้แต่การสำรวจเบื้องต้นว่าคนคิดอย่างไร คนชินชาหรือไม่ คนที่ใกล้กลับไกล ปัญหาก็คิดต่างกัน หรือระยะเวลาของสถานการณ์ก็มีส่วน เวลาผ่านไปแค่เดือนหรือสองเดือน คนก็รู้สึกต่อประเด็นปัญหาต่างกัน

เมื่อตอนลงพื้นที่ 3 จังหวัดช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้เข้าไปที่จังหวัดปัตตานี จะมีทีมคนในพื้นที่ดูแล และให้พาไปดูที่ต่างๆ เขาก็พาไปดูบิ๊กซี ที่วันก่อนเพิ่งโดนระเบิดไป พาไปอีกจุดก็เคยเกิดระเบิดไป มันทำให้เรามีคำถามว่า เขาชินกับเรื่องเหล่านี้แล้วหรือ แล้วต่อมาเขาก็ปรับปรุงสร้างตึกใหม่ ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็อันตราย

 หรือเขาอาจจะเห็นว่าเราลงไปเพื่อที่จะทำวิจัย หรือทำงานที่เกี่ยวข้อง เขาเลยถือโอกาสมาเล่าเรื่องนี้ให้เราฟัง ดังนั้น ปัญหาความรู้สึกถึงความชินชาจึงเป็นเรื่องที่ตอบยาก

ในทางทฤษฎี ถ้าอยู่ไกลแล้วได้ยินข่าวเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แน่นอนว่ามันจะเกิดความชินชา มันเริ่มจะดูเป็นสิ่งที่ดูธรรมดา หากอธิบายในเชิงทฤษฎีคือ เมื่อได้สารซ้ำๆๆๆ ก็จะรู้สึก อีกแล้วๆๆๆ ก็จะเป็นอย่างนี้

เท่าที่พยายามมองความชินชาตรงนี้ เราก็ไม่อยากเห็นการแก้ไขปัญหาที่มาจากภาครัฐเท่านั้น แต่อยากได้ยินเสียงของประชาชน คนที่อยู่ในพื้นที่ คนที่เคยอยู่ในพื้นที่ และคนที่เป็นญาติพี่น้อง ว่าเขาคิดอย่างไร เขาอยากเห็นแนวทางการจัดการอย่างไร หรือเขาจะทำอะไรได้บ้าง ณ วันนี้

 ไม่ใช่ได้ยินแต่ข่าวว่าทางการจะทำอะไร ได้ยินข่าวว่าเกิดอะไรขึ้น คนตายมากน้อยแค่ไหน วันนี้มีระเบิดกี่จุด ซึ่งตรงนี้อาจจะทำให้คนที่อยู่ในวงนอกชินชาจากสถานการณ์ แต่คนที่อยู่วงในเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา

 ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างกรณีกระโดดตึก วันนี้มีคนกระโดดตึกที่จุฬาฯ คนจุฬาก็ตื่นตกใจ คนใกล้ชิดตกใจ พรุ่งนี้มีกระโดดตึกที่เอแบ็ค มะรืนมีกระโดดตึกที่รามฯ มะเรื่องมีกระโดดตึกที่อื่นๆ กระโดดไปสิบครั้ง ยี่สิบครั้ง คนก็จะชินชากับการกระโดดตึก ยกเว้นว่าคุณเป็นคนที่เผชิญปัญหานั้นด้วยตัวเอง ในทางจิตวิทยาจะบอกว่า เมื่อคิดอะไรไม่ออกแล้วไปอ่านหรือดูข่าวที่บรรยายไว้แบบนี้ อย่างนี้ แล้วรู้คนนี้เขาเกิดอารมณ์ความรู้สึกคิดมากแล้วกระโดดตึกลงไป ไม่แน่ว่าสำหรับคนที่กำลังอยู่ในสภาวะแบบเดียวกัน อาจจะจำลองว่านี่คือต้นแบบ แล้วก็เอาบ้างเมื่อหาทางออกไม่ได้

 โดยสรุปก็คือ คนที่อยู่วงนอก ความชินชาจะเกิดขึ้นได้ง่าย ถ้าได้ยินความชินชาซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่คนในอาจจะรู้สึกเป็นต้นแบบที่จะกระทำอะไรเหล่านั้นต่อไป

ความชินชาเหล่านี้มีอันตรายแค่ไหน

ความชินชาก็คืออันตราย เพราะเมื่อมองเป็นเรื่องปกติก็อาจจะไม่สนใจ (Ignore) อาจจะไม่ให้ความใส่ใจ การที่ไม่ให้ความใส่ใจก็คือสิ่งน่ากลัว เพราะอาจทำให้ปิดกั้นตัวเองที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องนั้น

แล้วทำให้เขาเองไม่อยู่ในจุดสำคัญที่จะถ่ายทอดเสียงของเขาหรือความคิดของเขาออกมาว่า อะไรคือแนวทางที่เป็นประโยชน์ ตรงนี้จะเงียบไป

แน่นอนคนที่เป็น Active Citizen หรือคนที่ตื่นตัวกับปัญหาบ้านเมืองสักหน่อยเขายังคงเกาะต่อแน่ แต่เขาจะมีช่องทางที่จะถ่ายทอดเสียงของเขามาได้หรือ เมื่อคนรู้สึกชินชา

ในกรณีของ 3 จังหวัด ทิศทางจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า

 ก็จะเห็นข่าวเสียงของคนในสถานการณ์ออกมาบ้าง แต่อยู่ที่ผู้สื่อข่าวจะสื่อมามุมไหน ไปสัมภาษณ์ใคร ไปถามใครแบบไหนอย่างไร เพื่อให้แสดงทัศนะออกมาซึ่งก็จะเห็นในลักษณะนี้บ้าง แต่บางคนอาจจะไม่กล้าพูด

การสร้างสถานการณ์ของผู้ก่อการร้ายในภาคใต้ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่นั้น เขาต้องการสื่อสารอะไร หากมองในเชิงทฤษฎีของสื่อมวลชน

 หากมองในทางสัญลักษณ์จะเห็นว่า เขาพยายามสื่อสิ่งที่เรียกว่า ทำไปแล้วจะสร้างความหวั่นไหวในเชิงอารมณ์ ความรู้สึก อย่างกรณีที่เขาเลือกเผาวัดที่ปัตตานี และทำร้ายพระ หรือการเผาโรงเรียน อันนี้เป็นการที่จะสื่อในเชิงสัญลักษณ์ว่า ต้องแก้ไขปัญหาตรงนี้ให้ดี

เขาเลือกที่จะทำร้ายเจ้าหน้าที่ก็สื่อออกมา เขาเลือกที่จะทำร้ายประชาชนเขาก็สื่อออกมา ว่าไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่นะ คนทั่วๆ ไปด้วย หรือบางทีก็ทำร้ายคนที่สังคมให้การยอมรับ เช่น เมื่อปีที่แล้วก็เข้าถึงตัวผู้พิพากษา คือทุกอย่างจะเป็นในเชิงสัญลักษณ์

แล้วถ้าจะสื่อแบบโต้กลับไปในเชิงสัญลักษณ์บ้างควรจะต้องทำอย่างไร

อันนี้พูดยาก คิดว่าทางการไทยคงต้องประสานความร่วมมือไปกับหลายฝ่ายและควรต้องรีบชัดเจนขึ้นมากกว่านี้ ควรต้องสรุปว่า อะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูดผ่านสื่อ คืออย่าขอให้สื่อมาร่วมมืออย่างเดียวเท่านั้น แต่ควรจะต้องจัดลำดับความสำคัญเรื่องที่ควรไม่ควรพูดด้วย

 แนวคิดที่มันเกิดขึ้นมาใหม่ๆ ไวๆ มันทำให้คนไม่มั่นใจ คือไม่มั่นใจว่าตกลงจะใช้นโยบายอะไร ชัดเจนในเชิงนโยบายจริงหรือไม่ หรือว่ามีการวิเคราะห์ข้อมูลได้ชัดแค่ไหน คือข้อเท็จจริง (Fact) ยังไม่ออก แต่ ฟัลลิ่ง หรืออารมณ์ ความรู้สึก ออกไปเยอะมาก

 ตอนนี้ในการสื่อสารมีวอร์รูมกี่กลุ่มก็ไม่รู้ มีโฆษกของกี่กลุ่มก็ไม่รู้ เมื่อวันก่อนยังมีการแซวกันว่า สมานฉันท์ สมานเธอ ทำให้รู้ว่ามีทีมแก้สองกลุ่ม ทั้งสองกลุ่มคงประสานกันไม่ได้ ถึงได้มีการสื่อความหมาย บางอย่างออกมาสู่สังคม ตรงนี้เราไม่อยากเห็น เพราะอยากเห็นสังคมที่สามัคคีกัน

ถ้าให้มองว่าอะไรที่ขาดหายไป และจำเป็นที่จะต้องแก้ไขในระยะยาว อันนี้ไม่มองแค่เรื่อง 3 จังหวัด แต่จะมองไปถึงเรื่องสัมพันธภาพระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัว

แต่ที่น่ากลัวกว่าก็คือ เรื่องสัมพันธภาพระหว่างคนไทยกับคนไทยด้วยกัน เราขาดความเข้าใจในเรื่อง Inter Culture Sensitivity หรือเรื่องของความเข้าใจในเชิงความอ่อนไหวระหว่างวัฒนธรรม

คนคิดว่าไทยเป็นไทย ไทยมีวัฒนธรรมเดียว ในความจริง ถามว่าใช่หรือไม่ เรามีไทยที่เป็นไทยพุทธ เรามีไทยมุสลิม ไทยคริสต์ ไทยที่เป็นฮินดู ไทยที่เป็นมอญ ไทยที่เป็นจีน ไทยอีสาน เรามีความหลากหลาย

แต่ในอดีตสมัยหนึ่ง เราสามารถที่จะทำให้มันเป็น Unity แต่ยุคนี้มันไม่ใช่ ยุคนี้เป็นยุคที่กำลังเรียกร้องให้เห็นและเข้าใจอัตลักษณ์และความแตกต่างในเชิงวัฒนธรรม

 ไม่ใช่แค่ไม่ยอมรับอย่างเดียว แต่ที่น่ากลัวมากเลยก็คือเรื่องของการดูถูกคนที่ต่างจากเรา หรือต่างจากสิ่งที่เราคิดว่าเป็นมาตรฐาน อย่างเช่น เสียงคนที่บ้านเหน่อ เราหัวเราะ เสียงคนอีสานเราหัวเราะ การหัวเราะเหล่านี้คือการสะท้อนสิ่งที่เรียกว่า ความไร้เดียงสาในเรื่องเหล่านี้

เรื่องเหล่านี้จะไปจุดประกายอะไร วันนี้ พรุ่งนี้ อาจจะยังดีกันอยู่ เรามีเรื่องล้อเลียนชาวเขา เราก็จะเห็นชาวเขาโวยขึ้นมาเป็นระยะ บางทีลาวโวยบ้าง พม่าโวยบ้าง บางทีเขมรโวยบ้าง รอบนี้เป็นรอบของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รอบนี้เป็นรอบของมาเลเซียที่โวยบ้าง อันนี้เป็นประเด็นที่น่าจะต้องคุยกันนอกเหนือจากเรื่องการก่อการร้ายที่เราพยายามที่จะแก้ไข

 เพราะไม่อย่างนั้น เราก็จะไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นมา ณ จุดต่างๆ และไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ที่คนสะท้อนออกมาในเรื่องความหลากหลาย

 สังคมอเมริกาเมื่อ10 ปีก่อน เขาจะเก่งในเรื่องนี้มาก เขาจะบอกเลยว่า ไม่ว่าจะมาจากไหน ต้องเคารพความหลากหลายตรงจุดนี้ให้ได้ แล้วก็บังคับเลยว่า ในระดับขั้นปริญญาตรี จะต้องเรียนวิชาที่เรียกว่า การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม วัฒนธรรมตรงนี้ไม่ใช่ว่าต้องข้ามชาติ ข้ามประเทศ แต่เป็นในประเทศเดียวกัน

คือยอมรับและเข้าใจว่า พวกนี้เป็นอินเดียนแดง พวกนี้เป็นอเมริกันสายยิว พวกนี้เป็นอเมริกันอพยพมาจากยุโรป พวกนี้เป็นอเมริกันเชื้อสายเอเชียน เขาจะต้องเข้าใจกัน และไม่ทำให้เกิดการดูถูกกัน เพราะอาจจะเกิดปัญหาประทุขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ คิดว่าตรงนี้เป็นระยะยาวที่สำคัญมากที่เรายังไม่ให้ความสำคัญ

 ปัญหานี้เป็นเรื่องของรากฐานความคิดที่มาจากการกล่อมเกลา การหล่อหลอม ลองคิดดูว่า ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษฏ์ ธนะรัชต์ เราจะมีเพลงปลุกใจ หรือไม่ว่าอะไรก็ตามที่บอกว่าไทยเดียวกัน มันหล่อหลอมให้รวมเป็นหนึ่ง แต่ว่าโลกมันเปลี่ยน โลกวันนี้กับโลกเมื่อ 40 ปีที่แล้วมันคนละโลกกัน โลกวันนี้คือโลกที่สังคมพยายามขยายเอกลักษณ์ อัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มย่อยๆ ขึ้นมา

เพราะฉะนั้นจะไปทำเหมือนในลักษณะเมื่อ 40 ปีที่แล้วไม่ได้ ซึ่งเชื่อได้ว่าท่านเองก็ไม่ได้วางแผนให้ยาวมาถึงปัจจุบัน

อีกสิ่งที่คิดว่าอันตรายคือ เราเป็นสังคมที่เรียกว่าต่างฝ่ายต่างเรียกร้องบนจุดยืนของตัวเอง มากกว่าจะดูจุดยืนของกันและกัน เพื่อที่จะประสานให้ไปได้ด้วยกัน ในมุมการสื่อสารต้องคิดว่า ผู้รับสารไม่ได้มีเฉพาะคนกลุ่มใหญ่ๆ ไม่ใช่ว่าจะต้องทำอะไรให้คนเมืองดู หรือทำอะไรให้ได้รสนิยมคนกรุงเทพฯ แต่ยังมีพื้นที่อื่นๆ อีกเยอะ

อย่างเพลงๆ หนึ่งที่ออกมาก่อนหน้านี้ มีภาพสวยดูดี เพลงไพเราะ เด็กที่อยู่ในสังคมเมืองหรือในภาคอื่นเดินทางลงไปที่ภาคใต้แล้วก็มีการทำกิจกรรมกัน กลับมาก็ส่งข่าวถึงกัน แล้วก็มีภาพระเบิด ซึ่งก่อนทำควรจะต้องเทสต์ก่อนว่า คนในพื้นที่เขาคิดอะไร เขายอมรับภาพระเบิดอะไรเหล่านี้ได้แค่ไหน ภาพระเบิดต่างๆมันแรงไปหรือเปล่า คือไม่ใช่ใช้อารมณ์ ความเป็นสุนทรีย์ ความเป็นครีเอทีฟอย่างเดียว มันเป็นเรื่อง เซนซิทีฟ มันจำเป็นต้องมีการการศึกษาทดสอบก่อน

 แน่นอนว่าที่กล่าวมานี้ ไม่ได้เรียกร้องให้มีการควบคุม แต่ต้องเข้าใจ ยอมรับความหลากหลายและจุดยืนของกันละกัน เพื่อที่จะหาจุดที่มาร่วมกันให้ได้ และหากมีการควบคุมมากขึ้นเท่าไหร่ การเสียดสีและการปะทะกันก็ยิ่งมากเท่านั้น

สัมภาษณ์ฉลาด วรฉัตร: ไม่เคารพรัฐธรรมนูญแล้วจะแก้ไปทำไม

ท่ามกลางกระแสแก้รัฐธรรมนูญที่อยู่ภาวะยุบหนอพองหนอเนื่องจากไม่ปรากฏว่าใครจะเป็น ‘หัวหอก’ นำทัพแก้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นระบบจริงจัง ไม่เพียงแต่พูดกันคนละทีสองที คนละมาตราสองมาตรา คนหนึ่งที่ ‘ประชาไท’ นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ถามไถ่เขาเลยสักน้อยทั้งๆ ที่เขาเป็นผู้เริ่มต้นเรียกร้องให้มีการแก้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2534 ชนิดยอมเอาชีวิตเข้าแลกเมื่อปี 2535 กระทั่งเกิดกระแสแก้รัฐธรรมนูญรักษาทุกโรค และสังคมไทยได้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาในที่สุด

 ร.ต.ฉลาด วรฉัตร ผู้อดข้าวอดน้ำอยู่หลายสิบวันเพื่อ ‘รัฐธรรมนูญของประชาชน’ กลับมาตอบคำถามคาใจให้กับประชาไทว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่เขาแลกมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตพร้อมๆ กับประชาชนบนถนนราชดำเนินเรือนแสนนั้น บัดนี้ ถึงคราวที่จะต้องยกร่างกันใหม่อีกแล้วหรือไร

 ในฐานะที่คุณฉลาดเป็นผู้เริ่มต้นเรียกร้องเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2534 จนกระทั่งเราได้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มา ในสภาวะการเมืองขณะนี้ คุณฉลาดมองว่าเราจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีส่วนที่ดีอยู่มาก และรูปแบบของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประชาธิปไตยพอสมควร แต่ในทางปฏิบัติแล้วก็น่าเสียใจเพราะว่าคนที่เข้ามาเป็นผู้ปฏิบัติคือ คนที่เป็น ส.ส. ส.ว. และองค์กรอิสระทั้งหลาย ไม่เคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่เลย ฉะนั้นเวลามันคุมสถานการณ์อะไรไม่ได้แล้ว มันก็เป็นอย่างนี้ ฝ่ายบริหารเข้าควบคุมทุกอย่าง ส.ส. ก็ไม่มีจิตวิญญาณเลย แล้ว ส.ว. ก็ยังขายอุดมการณ์ไปบางส่วน และองค์กรอิสระก็ถูกเทคโอเวอร์ได้หมด แม้แต่ กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ก็ไม่เคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วเราจะทำอย่างไร

ถ้าจะแก้ก็ต้องแก้โดยมีพื้นฐาน ไม่ใช่คิดจะแก้เพื่ออุดช่องตรงนั้นตรงนี้ นั่นมันเพื่อผลประโยชน์ของผู้ที่เสียผลประโยชน์

 พื้นฐานที่ต้องมีในการแก้รัฐธรรมนูญคืออะไร

 ต้องมีจิตวิญญาณประชาธิปไตย ถ้าเป็นประชาธิปไตยจริง อำนาจต้องมาจากประชาชน

 ผมก็ยังนอนคิดนั่งคิดว่า แผ่นดินไทยตกเป็นต่างชาติไปแล้ว คุณดูหุ้นวันนี้ แล้วคุณดูความน่าเศร้าใจของคนที่ไม่มีความรักชาติกันเลยแล้วจะทำอย่างไร คนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนกันอย่างเดียว หลีกเลี่ยงกฎหมายรัฐธรรมนูญ หลีกเลี่ยงกฎหมายบ้านเมือง แล้วบ้านเมืองจะไม่ลุกเป็นไฟได้อย่างไร ในเมื่อคนที่ออกกฎหมายไม่เคารพกฎหมาย มาเล่นปาหี่หลอกชาวบ้าน ทำไม่ไม่มีใครแจ้งความดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรีเลย

 คุณต้องทำให้ประชาชนไทยเข้าใจรัฐธรรมนูญ นี่ขนาดครูยังไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญเลย แล้วจะทำอย่างไร นายกฯ จะโอนครูไปสังกัด อบต. ครูก็ยังลุกขึ้นมาต่อต้าน แต่ในขณะเดียวกัน ตัวนายกฯ ก็ทำผิดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะที่จริงแล้ว เขาต้องโอนผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการส่วนกลางทั้งหมดไปอยู่ท้องถิ่น แต่นี่จะไปโอนเฉพาะครู แต่นายอำเภอกับผู้ว่าฯ ก็ยังมีอยู่ นี่ก็ผิดรัฐธรรมนูญด้วย แล้วเอางบประมาณแผ่นดินไปละลายแม่น้ำกันโดยไม่ผ่านสภาท้องถิ่น มันมีกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 285 (http://www.kodmhai.com/m1/m1-282-290.html)

 

มีอยู่แล้วและบังคับอยู่ชัดๆ แต่เขาก็สามารถละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยที่รัฐสภาก็ไม่ได้สนใจไยดี ดูสิว่าไม่มี ส.ส. คนไหนมีจิตวิญญาณสักคน ไม่น่าเชื่อ แล้วถ้าคุณไม่เคยเคารพรัฐธรรมนูญ คุณจะแก้ไปทำไม

 คุณฉลาดคิดว่าไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ

ถ้าอยากจะแก้ก็ต้องแก้ แต่ต้องใช้เวลา คุณต้องมีคนกลุ่มหนึ่งตั้งใจ มาถกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ คุณจะทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายของประชาชนที่เอามาบังคับใช้ให้ข้าราชการและนักการเมืองปฏิบัติตาม เพื่อที่จะไม่ไปล่วงล้ำต่อประชาชน ประชาชนจะต้องรู้เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ และประชาชนจะต้องมีสิทธิในการลงประชามติรับหรือไม่รับกฎหมายฉบับนี้

 แล้วใครจะเป็นเจ้าภาพ หรือต้องมีเจ้าภาพหรือไม่

ใช่ ต้องมีเจ้าภาพ แต่เจ้าภาพนั้นไม่จำเป็นต้องอาศัย ส.ว. หรือ ส.ส. อะไรเลย ใครก็ได้ที่มีความเสียสละ และต้องตอบให้ได้ว่า แก้รัฐธรรมนูญแล้วประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร เท่าที่ผมฟังมา คนที่บอกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญแต่ละมาตราที่พูดกัน ไม่เห็นจะมีผลประโยชน์ของประชาชนเลย

ผมอยากให้ร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วมีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ร่างมาแล้วข้าราชการไม่เคยนำมาปฏิบัติ ไม่เคยสนใจ ไม่เคยอ่านด้วยซ้ำไป ยังมาเที่ยวคุกคามสื่ออะไรต่ออะไร เมื่อรัฐธรรมนูญไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ คนทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ต้องรับผิด แล้วคุณจะไปแก้รัฐธรรมนูญทำไม ผมก็ไม่เข้าใจ เมื่อไม่มีใครเคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญมันก็คือกระดาษเท่านั้นเอง

คุณมองว่าข้อเรียกร้องขณะนี้ไม่ได้ก่อประโยชน์ให้กับประชาชนในวงกว้างหรือ

มีประโยชน์ แต่ไม่ใช่ว่าจะมากดดันให้ถวายคืนพระราชอำนาจ มันผิดหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย เราเรียกร้องกันมา เอาชีวิตเข้าแลก ซึ่งหมายถึงว่า เราต้องการให้อำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของประชาชน สถาบันกษัตริย์เป็นที่เคารพบูชาของปวงชนชาวไทยทุกคนทุกหมู่เหล่า และพระองค์ท่านอยู่เหนือสิ่งอื่นใด เพราฉะนั้นเมื่อเราพูดเรื่องการเมือง มันก็คือการเมืองซึ่งถ้าเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย เราก็ต้องให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

 เราต้องวิ่งเข้าหามวลชนให้ได้สัก 30 ล้านคนจากจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง 40 ล้านคน ให้คน 30 ล้านคนนั้นรู้ว่า อำนาจเป็นของประชาชน แต้ถ้าเราทำเล็กๆ น้อยๆ ด้วยกำลังคนแค่แสนหรือ 2 แสน พลังนี้ไม่ถาวรหรอก รวมคน 30 ล้านคนนี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันนะครับ แต่ถ้าเราไม่สามารถรวมกันได้เราก็พูดกันไปเท่านั้นแหละ เป็นเรื่องตลกโปกฮากันไป คนพวกนั้นเขาก็ไม่ได้อุทธรณ์ร้อนฎีกาอะไร คนพวกนี้หน้าเขาทน เขาทนได้ทุกบาป

 ดูตัวอย่างอินเดียสิ คนจนสู้กันจนชิน ชูกระทั่งกลายเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจ แต่ของเราไม่มีทางแล้วนะ เวลานี้คนไทยก้มหัวให้คนต่างชาติได้อย่างไม่น่าเชื่อ เขาคุมธนาคาร คุมสื่อ คุมภาคการเกษตร คุมโทรคมนาคม คุมเทคโนโลยี คุมไฟฟ้า ประปาต่อไป ผมอยากจะพูดว่าเหลือเชื่อจริงๆ ที่น้ำใจคนไทยกระทำต่อกันได้ขนาดนี้ การกระทำของเขานั้นสมควรจะถูกลงโทษ แต่คุณคิดดูสิ ถ้าผมไปแจ้งตำรวจจับนายกรัฐมนตรีตอนนี้ ตำรวจก็อาจจะไม่ให้ความร่วมมือ เขาก็ต้องรักษาตำแหน่งแห่งที่ของเขา คุณคิดดูสิว่ามันน่าว้าเหว่ไหม

 ผมอยากจะบอกว่า ถ้าคุณปล่อยให้พวกข้าราชการหรือนักการเมืองเขียนรัฐธรรมนูญ เขาก็ต้องเขียนให้เข้าข้างตัวเอง

 คุณเสนอให้ปฏิรูปการเมืองและประชาธิปไตยโดยยึดประชาชนเป็นหลัก แล้วบรรยากาศของสังคมไทยขณะนี้เอื้อให้เกิดการปฏิรูปลักษณะนั้นไหม

มีสิทธิ แต่ไม่มีคนทำ ผมดูบรรยากาศแล้วไม่มีคนทำ มีแต่คนพูด คือเราอย่าไปสับสนอะไรเลย เพราะบรรยากาศมันไม่เหมือนเก่า เอาว่าถ้าเราเรียกร้อง...ผมต้องเป็นคนพูดด้วยซ้ำไปว่า การเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จริงๆ มันไม่ใช่ฉบับประชาชน มันเป็นคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ก็โอเค คุณก็ต้องพัฒนากันต่อไป แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ มาเลิกฉบับนี้ทิ้ง แล้วมาร่างกันใหม่ ทำอย่างนี้มันไม่มีวันจบ

 ใจผมนั้น เพียงคน 10 กว่าคนมาร่างๆ แล้วก็มาถามประชาชนก็ได้ ถ้าคุณร่างแล้วประชาชนได้ประโยชน์เขาก็ย่อมจะสนใจ แต่ที่จะมาแก้ว่าต้องจบการศึกษาเท่านั้นเท่านี้ผมไม่เห็นด้วยหรอก มันปลีกย่อยเหลือเกิน

 หลักใหญ่จริงๆ อยู่ที่ว่า ทำอย่างไรถึงจะมีองค์กรมาควบคุมการใช้รัฐธรรมนูญของรัฐฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ คุณอย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เขียนควบคุมเฉพาะฝ่ายบริหารนะครับ ตุลาการก็มีปัญหา ฝ่ายนิติบัญญัติก็มีปัญหา ออกกฎหมายมาทำให้คนเจ็บปวดชอกช้ำ รัฐธรรมนูญของระบอบประชาธิปไตยต้องมีการแยกอำนาจ คานอำนาจ กระจายอำนาจ

 คุณต้องปลุกชาวไทยให้ตื่นขึ้นมาด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะร่างรัฐธรรมนูญ หรือตั้งพรรคการเมืองภาคประชาชนอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งคุณจะไปหวังความคิดเขา 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้นะครับ แต่คุณต้องให้ข้อมูลและทำให้ประชาชนเชื่อในพลัง และให้เขาสำนึกกลับมาว่า ท่านต้องสำนึกรับผิดชอบบ้านเมืองเพื่อลูกหลาน มีทางเดียวครับ เราต้องปลุกระดมให้คนไทยเกิดความรักชาติ

 คุณทักษิณก็บอกว่ารักชาติ ความรักชาติของคุณฉลาดต่างกับความรักชาติของคุณทักษิณอย่างไร

 มันคนละเรื่องนะ ผมพูดถึงความรักชาติ หมายถึงความรับผิดชอบต่อชาติ เราจะเห็นว่าคนที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งคราวที่แล้ว 19 ล้านเสียงเลือกเขาเข้าไปและเขาก็อ้างตลอด แล้วเขาโกงชาติโกงแผ่นดินอย่างไร คุณก็ยังไปชื่นชมเขา เพราะคุณยังไม่เข้าใจและไม่ได้ตามข่าวสารเต็มที่ รัฐธรรมนูญนั้นต้องเรียนมาตั้งแต่เด็กๆ และเมื่อรัฐธรรมนูญเข้าที่แล้วก็จะต้องศักดิ์สิทธิ์ ใครทำผิดต้องมีโทษ

 ขณะนี้รัฐธรรมนูญไทยยังไม่เข้าที่

 ไม่ใช่ไม่เข้าที่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีส่วนที่ยังไม่ได้แยกอำนาจชัดเจน และมีการบัญญัติที่ละเอียดเกินไปและมีช่องว่าง ผมยกตัวอย่างมาตรา 131 ที่บัญญัติว่าการเลือกตั้ง ส.ว. ให้มีการเลือกวันเดียวทั่วราชอาณาจักร กกต. ก็กำหนดให้มีการเลือกตั้งในต่างประเทศด้วย แล้วก็ยังให้เลือกตั้งล่วงหน้าด้วย

 แล้ว กกต.ไม่ได้มีอำนาจในการไปให้ใบแดงใบเหลืองเขานะ จะผิดจะถูกอยู่ที่ศาล แต่กลายเป็น กกต.5 คนมาตัดสินเอง ไปกันใหญ่

 คุณฉลาดมองการเรียกร้องแก้รัฐธรรมนูญที่คุณสนธิกำลังทำอยู่เป็นอย่างไร

 บอกคุณสนธิเขาสิว่าเรียกร้องรัฐธรรมนูญน่ะ คุณก็รวมคนทั่วประเทศเลย แล้วผมมี 3 แนวทางให้เลือกคือทางแรก แก้ไขรัฐธรรมนูญ ทางที่ 2 ตั้งพรรคการเมืองของประชาชน และทางที่ 3 ตั้งบริษัทมหาชน มหาชนจริงๆ นะให้ประชาชนเป็นผู้ถือหุ้น ลงขันกันเอาไว้ซื้อกิจการต่าง ๆ ทั้ง 3 แนวทางคุณต้องรวมคนให้ได้ 30 ล้านคน ถ้ารวมคนได้ไม่ถึง 30 ล้านไม่ใช่ของจริง คุณต้องมีตัวแทนของคนทุกหมู่บ้าน

 สำหรับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญนั้น คุณต้องมีตุ๊กตา ไม่ใช่ไปถามประชาชนที่ละข้อ ๆ

 แล้วประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างไร

 ประชาชนมีส่วนเสนอร่างรัฐธรรมนูญของฝ่ายประชาชนเอง ในขณะเดียวกันก็อาจจะมีร่างฯ ของส.ส. ร่างฯ ของ ส.ว. จากนั้นก็ต้องเผยแพร่ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นการเผยแพร่ผ่านอินเตอร์เน็ตเพื่อให้ประชาชนสามารถแก้ไขหรือตั้งกระทู้ถามได้สะดวก ถือเป็นวาระแรก จากนั้นก็ให้ประชาชนลงมติ เป็นวาระสอง มีการแก้ไขอะไรบ้าง แล้วจากนั้นวาระ 3 ก็รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น จากนั้นก็ยื่นให้สภา ถ้าสภาไม่เอาตามประชาชน เขาเจ๊งแน่ เพราะประชาชนที่เรารวบรวมได้ต้องไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคนซึ่งมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง

 ที่เราเป็นกันอย่างนี้ เพราะเราอยู่ในสภาวะที่ไม่ค่อยรู้เรื่องรัฐธรรมนูญ แม่แต่คนในสภาก็ไม่ยอมอ่าน ผมคิดว่า เราเกิดวิกฤติทางปัญญา มีแต่คนที่อยากเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. แต่ไม่มีคนอยากทำงาน

 คุณฉลาดประเมินสถานการณ์วันที่ 4 ก.พ. จะถึงนี้ที่คุณสนธิประกาศจะนำการชุมนุมว่าอย่างไร

ต้องระวังความรุนแรงซึ่งมักจะเกิดเพราะคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งถ้าเกิดความรุนแรงขึ้นก็จะเข้าล็อกฝ่ายผู้มีอำนาจ ถูกจับตั้งข้อหาแน่นอน แต่ถ้าไปถวายฎีกาแล้วนำประชาชนไปถวายฎีกาอย่างสันติวิธีก็ทำได้ แต่เรื่องที่จะให้เขาลาออกเขาก็คงไม่ลาออก ถ้าจะให้เขายุบสภา เขาก็คงไม่ยุบ

 ถ้าเรื่องทั้งหมดที่คุณสนธิพูดมากว่า 40 เรื่องเป็นความจริง คุณสนธิควรจะระดมคนไปแจ้งจับนายกทักษิณ แจ้งจับทั่วราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้งบประมาณ เรื่องทุจริตสนามบินหนองงูเห่า

 แต่ผมอยากเห็นการรวมมวลชนฟ้องนายกรัฐมนตรีทั่วราชอาณาจักร ถ้าตำรวจไม่รับแจ้งความก็ฟ้องตำรวจ

 ส่วนเรื่องถวายคืนพระราชอำนาจนั้น เรายกสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือหัวนะครับ ถ้าไปถวายอำนาจคืนให้พระองค์ท่าน พระองค์ท่านจะรับอย่างไร อำนาจนี้เป็นของประชาชนเขาต่อสู้กันมา แม้การใช้รัฐธรรมนูญกระท่อนกระท่อนก็ตามซึ่งผมโทษระบบการศึกษาไม่เคยทำให้คนตระหนักรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญได้เลย ถ้าจะให้โทษ ผมก็โทษพวกด็อกเตอร์ทั้งหลายที่ไม่ทำให้ความรู้กระจายออกไป

 อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าถ้าใช้ความรุนแรงก็เข้าล็อกเขา แต่ถ้าใช้ความสงบก็ถวายฎีกาไป แล้วจากนั้นสนธิก็จัดรายการต่อไปในฐานะสื่อมวลชน แต่ถ้าจะคิดเรื่องการล้างแค้นก็ไม่ใช่วิสัยของการต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตย ผมเองไม่เคยมองใครเป็นศัตรูกับผมเลยแม้สักคนเดียว

 เราต้องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและเพื่อปวงชนชาวไทย ถ้าใครจะทำรุนแรงตอบโต้ก็เป็นเรื่องของเผด็จการ ผมคิดว่าสันติวิธีจะชนะได้

 

 

 

ชัยอนันต์ สมุทวณิช กับ ชีวิตที่เลือกแล้ว

ชัยอนันต์ สมุทวณิช มีคอลัมน์อยู่ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ใช้ชื่อคอลัมน์ ว่า “ชีวิตที่เลือกได้” เป็นคอลัมน์

ที่เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ทุกคน ทุกองค์กร ด้วยลีลาและสำบัดสำนวนแบบนักวิชาการ “ปีศาจคาบคัมภีร์” นั่นคือ

เจตนาดีแต่ประสงค์ร้าย

อันที่จริง ถ้าพูดจากันตามประสาซื่อ แบบลูกทุ่งๆ ไม่ต้องมีเล่ห์ ไม่ต้องแฝงเหลี่ยม ชัยอนันต์ น่าจะตั้งชื่อ

คอลัมน์ของตัวเองว่า “ชีวิตที่เลือกแล้ว” ไม่ใช่ “ชีวิตที่เลือกได้” ซึ่งทำให้ผู้อ่านที่ตามไม่ทัน สับสนว่า ชีวิตที่เลือกได้

คือ เลือกอะไรได้บ้าง และใครเป็นคนเลือก ระหว่างผู้เขียน อย่างชัยอนันต์ กับ ผู้อ่านคอลัมน์

เหตุที่บอกว่า ชัยอนันต์ น่าจะตั้งชื่อคอลัมน์ว่า “ชีวิตที่เลือกแล้ว” ก็เพราะชัยอนันต์ ได้เลือกที่จะใช้ชีวิต เป็นข้ารับ

ใช้ผู้ซื่อสัตย์ของสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้มีพระคุณต่อตระกูลสมุทวณิช อย่างล้นเหลือ ทั้งพ่อ ทั้งลูก ได้เลือกที่จะฝากชีวิต

และปากท้อง ไว้กับนายเงินผู้มีอุปการคุณผู้นี้แล้ว

จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะได้เห็นชัยอนันต์ สมุทวณิช และ พชร สมุทวณิช สองพ่อลูก ยืนเคียงข้างสนธิ ลิ้มทอง

กุล ในทุกสถานการณ์ และทั้งพูด ทั้งเขียนหนังสือ ให้ผู้ฟัง ผู้อ่านทั่วไป เข้าใจได้ว่า สนธิ เป็นบุคคลที่มีคุณประโยชน์

มหาศาลต่อประเทศชาติและแผ่นดินไทย เป็นบุคคลที่มีดวงตาเห็นธรรม เป็นคนแรก และเป็นผู้กล้าแห่งแผ่นดิน

สยามที่กล้าออกมาท้าตีท้าต่อยกับนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ต่อเนื่องมีนาคม และเมษายน ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่สนธิ เร่งโหมสรรพกำลังเพื่อล้มล้าง

นายกฯทักษิณ ให้ได้ในเร็ววัน ชัยอนันต์ นับเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อขบวนการสนธิ ลิ้มทองกุล ก่อนที่จะ

มาขยายตัวเป็นขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เร่งผลิตทั้งงานเขียน และขึ้นเวทีอภิปราย ร่วมวง

เสวนา สัมมนา ในสถาบันศึกษา และขยายความคิดในกลุ่มคนชั้นกลาง แวดวงวิชาการ แทบจะไม่เว้นแต่ละวัน เพื่อ

ปลุกระดมให้แวดวงปัญญาชน คนชั้นกลาง และนิสิตนักศึกษา ออกมาร่วมขบวนการขับไล่นายกฯทักษิณ อย่าง

ต่อเนื่อง

ชัยอนันต์ เป็นคนแรกที่เสนอให้มีการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 เป็นเครื่องมือกำจัดนายกฯทักษิณ ชินวัตร ด้วยการ

สร้างภาพให้เห็นว่า มีแต่พระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ เท่านั้นที่จะล้มล้างนายกฯทักษิณ ได้ โดยการ

พระราชทานนายกรัฐมนตรี และเขียนบทความในคอลัมน์ ชีวิตที่เลือกได้ เรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภา ส่วนหนึ่งที่มี

อคติกับนายกฯทักษิณ ร่วมกันเข้าชื่อถวายฎีกา ให้ทรงใช้พระราชอำนาจตามมาตรา 7 แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง

จากสมาชิกวุฒิสภา

เมื่อยืมมือผู้อื่นจุดกระแสถวายฎีกา ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี ไม่สำเร็จ ชัยอนันต์ จึงต้องลงมือเอง ด้วย

การเป็นตัวตั้งตัวตีเดินล่ารายชื่อบุคคลจากแวดวงต่างๆ อีก 94 คน รวมตัวเองอีก 1 ชื่อ เป็น 95 ชื่อ โดยอาศัย

สถานภาพ ผู้บังคับการโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เป็นเครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือ เนื่องจากตำแหน่งผู้บังคับการ

โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เป็นตำแหน่งที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง จึงมีการสร้างภาพว่าการเข้าชื่อถวาย

ฎีกาครั้งนี้ มี “นัยยะสำคัญ” บางประการ ที่ไม่สามารถพูดได้

ชัยอนันต์ สมุทวณิช กับ ชีวิตที่เลือกแล้ว

- 2 -

หลังจากยื่นหนังสือทูลเกล้าถวายฎีกา ขอให้ทรงใช้พระราชอำนาจ ตามมาตรา 7 แล้ว ชัยอนันต์ ก็ใช้หนังสือ

ทูลเกล้าถวายฎีกาฉบับนั้น เป็นเครื่องมือแพร่กระจายข่าว และสร้างข่าวอีกมากมาย และสร้างกระแสให้สังคม

เรียกร้องการแก้ไขปัญหาการเมือง โดยอาศัยพระราชอำนาจ ตามมาตรา 7 โดยมีสนธิ ลิ้มทองกุล และขบวนการ