Democratic Database

ข้อมูล และ บทความ สำหรับ นักประชาธิปไตย

ไฮโซ ด่า คนจน ว่าโง่

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลย...ที่วลี ‘คนชั้นล่าง-ไม่มีการศึกษา-อิจฉาคนรวย’ หลุดออกมาจากปากของคนที่มีฐานะเป็น ‘ไฮโซ’ ตามการอุปโลกน์ของสื่อและแวดวงสังคม (1)

เพราะถึงแม้ว่าในทางทฤษฎี ประเทศไทยของเราจะอยู่ภายใต้ ‘ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข’ แต่ในทางปฏิบัติ ‘ระบบอุปถัมภ์’ และการเรียงลำดับขั้นของผู้คนตาม ‘ฐานะสังคม’ หยั่งรากลึกเสียจนใครๆ หลายคนเห็นว่า ‘สิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียม’ ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมกับ ประชาธิปไตยแบบไทยๆ

 เราจึงยังคงพายเรืออยู่ในอ่างใบเดิมมานานหลายสิบปี เพื่อที่จะรับรู้ว่า คนบางกลุ่ม ได้รับการยอมรับให้มีอำนาจ ‘เหนือกว่า’ คนอีกเป็นจำนวนมากเสมอ

 ที่น่าแปลกใจก็คือว่า...ทำไมปฏิกิริยาของสังคมที่ตอบรับกับการหลุดปากเผย ‘ชุดความคิด’ ที่ ‘ไฮโซ’ คนหนึ่ง มีต่อ ‘คนชั้นล่าง’ จึงได้เกรี้ยวกราดและสุดโต่งขนาดนั้น

 คอลัมนิสต์จากบางสื่อตั้งฉายา ‘ไฮโซตีนผี’ และ ‘คุณพ่อปากคัน’ ให้กับพ่อลูกตระกูลปัจฉิมสวัสดิ์ ในขณะที่ชาวเน็ตอีกเป็นจำนวนมาก ตั้งคำถามถึงความ ‘สูง-ต่ำ’ ของระดับทางจิตใจ พร้อมกล่าวว่า ‘ศักดิ์ศรีของความเป็นคน’ ไม่ได้วัดกันด้วยชนชั้น, การศึกษา หรือว่าฐานะทางสังคม

 การที่คนส่วนใหญ่เป็นเดือดเป็นแค้น เมื่อได้ยินคำว่า ‘คนชั้นล่าง-ไร้การศึกษา’ ซึ่งเป็นเพียง ‘อคติ’ ส่วนบุคคลของนายกัณฑ์เอนก ปัจฉิมสวัสดิ์ เป็นเพราะสังคมของเรา ‘ตื่นตัว’ และ ‘สนับสนุน’ เรื่อง ‘ความเท่าเทียมกัน’ ของบุคคลอย่างนั้นหรือ?

 ถ้าคนไทยตื่นตัวเรื่องสิทธิ-เสรีภาพ และความเท่าเทียมกันจริงๆ เราจะหาเหตุผลชุดไหนมาอธิบายเรื่องการต่อต้านชาวบ้านที่มาเคลื่อนไหวเรื่องเขื่อนปากมูลที่ทำเนียบเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา?

 เพราะอะไรสื่อกระแสหลักจึงลงข่าวการสลายผู้ชุมนุมเขื่อนปากมูลเพียงข่าวเล็กๆ สั้นๆ ราวกับไม่เห็นว่าเรื่องนี้มีความสลักสำคัญ?

 เพราะอะไรเจ้าหน้าที่รัฐจึงเอ่ยปากกับผู้ชุมนุมอย่างหน้าตาเฉยว่า “18 ปีสู้กันมายังไม่จบ จะให้จบคืนนี้ได้อย่างไร พรุ่งนี้ มะรืนนี้ยังมี ก็ต้องค่อยๆ คุยกันไป” (2)

 เหมือนอย่างที่คนส่วนใหญ่ ไม่รู้สึกเดือดร้อน หรือเห็นว่าการกระทำของฝ่ายรัฐเป็น การละเมิด ‘ศักดิ์ศรีความเป็นคน’ ของชาวบ้านปากมูล ที่เรียกร้องให้มีการเปิดเขื่อน เพียงเพื่อพวกเขาจะได้เลี้ยงชีพและดำเนินชีวิตต่อไปตามวิถีดั้งเดิมของตัวเอง...

 หรือในกรณีที่คนงานบริษัท ‘ไทยศิลป์อาคเนย์ อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต’ จำกัด รวมแล้ว 5 พันกว่าคน ถูกเลิกจ้างกะทันหัน จนบรรดาคนงานต้องชุมนุมกันเรียกร้องความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ และหาข้อตกลงร่วมกันจนได้ความว่าจะมีการเปิดโรงงานให้คนงานกลับไปทำงานอีกครั้ง (3)

 เพราะอะไรกระแสความเห็นอกเห็นใจหรือการแสดงความคิดเห็นในเหตุการณ์ 2 อย่างหลังถึงได้เงียบงันและแทบจะปราศจาก ‘เสียงตอบรับ’ จากสังคมส่วนใหญ่...

 หรือบางทีมันเป็นเพราะว่า...เราขัดแย้งและแตกต่างกันมาตั้งนานแล้ว แต่เรามักปฏิเสธและมองข้ามความจริงที่เป็นอยู่ด้วยการวางเฉยกับสิ่งที่เป็นปัญหาระดับโครงสร้างจริงๆ

 ด้วยเหตุนี้ เราจึงเชื่ออย่างไม่เคยตั้งคำถาม เวลาที่สื่อใหญ่ๆ บอกกับเราว่า ‘คนจนที่มาชุมนุมส่วนใหญ่ ถ้าไม่ ‘ถูกหลอก’ ก็มักจะ ‘รับเงินมา’ โดยที่คนเหล่านั้นหาได้มี ‘อุดมการณ์’ หรือ ‘เจตนา’ ที่คิดคำนึงถึงส่วนรวมแต่อย่างใด’

 เช่นเดียวกับที่ ‘ชนชั้นกลาง’ บางส่วน ถูกกรอกหูโดยคนบางกลุ่มว่าพวกเขาคือ ‘ผู้มีบุญคุณ’ ต่อชนชั้นล่าง ในฐานะผู้เสียภาษีเพื่อเอาเงินไป ‘ปลดหนี้’ ให้รากหญ้า

 บางทีชนชั้นกลางผู้มีบุญคุณอาจลืมไปว่า ผลิตผลที่บริโภคอุปโภคอยู่ทุกวันนี้ มาจากการทำงานของ ‘คนชั้นล่าง’ ที่เหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาดเพื่อแลกกับค่าแรงขั้นต่ำ (ที่ไม่ค่อยจะเป็นธรรม) รวมถึงสวัสดิการที่กะพร่องกะแพร่ง เพื่อรองรับความต้องการดื่ม-กิน-ใช้ ของคนทุกชนชั้น...

 ภาพของ ‘คนชั้นล่าง’ ที่ออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นม็อบปากมูล ม็อบเหมืองแร่โปแตซ ม็อบหินกรูด-บ่อนอก ม็อบไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หรือแม้กระทั่ง ‘ม็อบไข่แม้ว’ ที่บางสื่อตั้งฉายาให้อย่างไม่ต้องคำนึงถึงคำว่าจรรยาบรรณ ถูกฉายให้เห็นเพียงแง่มุมเดียว คือภาพของ ‘คนจน-ไร้การศึกษา’ ที่ไม่เข้าใจเรื่องการพัฒนา ถูกเสี้ยมมาโดยเอ็นจีโอ และทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินเพียงจำนวนน้อยนิด หรือไม่ก็ถูก ‘แปะฉลาก’ ว่าพวกเขาออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปากท้องของตัวเอง โดยไม่เคยคิดคำนึงถึง ‘ส่วนรวม’

 ตรรกะเดียวที่คนในสังคมกำลังใช้เป็นมาตรวัดการกระทำของ ‘ชาวบ้าน’ ต่างกันกับสิ่งที่นายกัณฑ์เอนกคิดและพูดออกมาดังๆ ตรงไหน?

 ในเมื่อทุกวันนี้ ใครหลายคนก็กำลัง ‘ตัดสิน’ คนที่คิดต่างจากเราและบังเอิญมีฐานะทางสังคมต่ำกว่าว่าเป็นผู้ไม่มีการศึกษา และเป็นแค่ ‘เครื่องมือที่ถูกคนบางกลุ่มหลอกใช้’ ไปเรียบร้อยแล้ว

 เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นคนที่เท่าเทียม, เรื่องการตัดสินคนจากเหตุผลและการกระทำแทนที่จะวัดกันแค่ฐานะหรือการศึกษา รวมถึงการยืนยันว่าคนที่ขาดโอกาสทางสังคมก็เป็น คนมีความคิด ได้ กลายสภาพไปเป็นเพียงลมปากที่ผ่านเลย...ไม่ค่อยจะเคยเห็นใครหยิบประเด็นเหล่านี้มาใช้เป็นหลักในการถกเถียงกันอย่างมีเหตุผลกับคนที่เห็นต่างสักเท่าไหร่…

 ถ้าเราไม่เคยยอมรับหรือมองว่าชาวบ้านที่มาเคลื่อนไหวมีเหตุผลอันชอบธรรม เราจะมีสิทธิ์อะไรไปชี้นิ้วด่า ‘คนรวย’ บางคนที่เผลอแสดงอาการ ‘เหยียดชนชั้น’ ออกอากาศว่าเป็นคนจิตใจต่ำ?

 เป็นไปได้ไหมว่า แทนที่จะวุ่นวายกับการประณามคนอื่น...บางทีสังคมของเราน่าจะหันกลับมาตรวจสอบตัวเองบ้าง...

 เผื่อว่าเราจะมองเห็นโครงสร้างที่บิดเบี้ยวชัดเจนขึ้น

 

 

 

 

 

สัมภาษณ์พิเศษ : คาใจม็อบสนธิ ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ไขข้อข้องใจ

พลพรรคไทยรักไทยดาหน้าออกมาชี้ว่า ‘ม็อบสนธิ’ กระแสตกลงไปแล้ว แต่ใครก็ตามที่ได้ไปพบเห็นด้วยตาของตนในวันศุกร์ที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา ย่อมจะรู้ว่า จำนวนผู้คนที่มาร่วมม็อบในวันนั้น มิได้ลดน้อยลงไปตามกระแสที่ตกเท่าใดนัก แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ และอาจไม่มีนัยสำคัญเพราะจุดเปลี่ยนที่มีนัยสำคัญได้เกิดขึ้นแล้ว

ท่ามกลางข้อสงสัยและข้อเคลือบแคลงต่างๆ ที่มีกับม็อบสนธิ ‘ประชาไท’ ได้รับความกรุณาจาก ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนไขข้อข้องใจ ครอบคลุมประเด็น ประโยชน์ที่สังคมไทยได้จากม็อบสนธิ การตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ และแน่นอนรวมถึงประเด็น ‘พระราชอำนาจ

ม็อบสนธิมีคุณูปการกับสังคมไทยอย่างไร

ผมคิดว่าม็อบสนธิได้สร้างบรรยากาศ ซึ่งที่จริงมันมีอยู่แต่อาจจะไม่รุนแรงพอ แต่ม็อบสนธิทำให้บรรยากาศความกลัวที่เราสร้างให้ตัวเองหายไปแยะเลย

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาคนไทยสร้างความกลัวให้ตัวเอง ไม่ใช่กลัวรัฐบาลอย่างเดียวนะ ผมว่ากลัวทุกอย่าง เช่นกรณีเลือกตั้งครั้งสุดท้ายที่ผ่านมานี่ หลายคนพูดว่ามันมีการทุจริตอย่างโจ่งครึ่มมากๆ รวมทั้งพรรคฝ่ายค้านเอง แต่พรรคฝ่ายค้านไม่กล้าขยับทำอะไรเลย เพราะคะแนนเสียงที่ท่วมท้น และเราทุกคนสร้างความกลัว กลัวนั่นกลัวนี่ไปหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆ จากม็อบสนธิก็คือ ช่วยลดความกลัวที่เราสร้างให้ตัวเองลงไปได้มากๆ

 สะท้อนว่า คะแนนนิยมของคุณทักษิณลดลงด้วย

จะมีม็อบสนธิหรือไม่มีก็แล้วแต่ คะแนนนิยมของคุณทักษิณมันก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะมันตั้งอยู่บนความโป้ปดมดเท็จ แต่ถ้าคุณยังกลัวอยู่คุณก็ไม่กล้าที่จะลุกมาบอกว่า ไอ้นี่มันโกหกกู นี่คือคุณูปการที่สำคัญของม็อบสนธิ เพราะมันโจ่งแจ้ง มันท้าทายชนิดที่พวกมึงก็แหยง ทำอะไรเขาไม่ได้ เอาอึไปขว้างเขาหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ก็ทำเขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือ ลดบรรยากาศความกลัว

ผมยอมนับว่า กลุ่ม ส.ว.ก็ทำ แต่มันไม่ได้ผลเท่าครั้งนี้ เพราะคุณเป็น ส.ว.นี่หว่า คุณก็พูดได้ แต่พวกนี้มันไม่ใช่

 ถ้าเช่นนั้นประเด็นอย่างการคุกคามสื่อนี่คืบหรือก้าวหน้าในสังคมไทยไหม คนจะตระหนักมากขึ้นไหม

แน่นอน คือถ้าทุกคนกลัว ผมเอาขี้ไปขว้าง เอาระเบิดไปวางในสำนักพิมพ์คุณ ก็ได้แต่เป็นข่าวเฉยๆ ทุกคนก็รู้สึกอึดๆ อัด แต่บัดนี้ทุกคนรู้สึกไม่แฟร์แล้ว พอสำนักพิมพ์โดนปาขี้ คนที่เดือดร้อนไม่ใช่คุณสนธินะ ใครขว้างก็แล้วแต่เถอะ แต่คนที่เดือดร้อนที่สุดคือรัฐบาล คือคู่อริ นี่ก็เหมือนกัน พอบรรยากาศความกลัวมันเริ่มลดลง ผมว่าทุกอย่างมันจะเริ่มเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น เพราะเราจะเริ่มวินิจฉัยสิ่งต่างๆ โดยปราศจากความกลัวมาครอบงำ ‘ความไม่กลัวมึง’ นี่จึงสำคัญ และผมว่าความกลัวนี่เป็นแรงกดที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมา เพราะสื่อเองหรือเราเองก็ยังหน้าซีด และจะหวังให้องค์กรอิสระทั้งหลายหน้าไม่ซีดตามได้อย่างไร ทุกคนก็หน้าซีดหมด แต่ต่อจากนี้ประชาชนหน้ามีสีเลือดขึ้น และน่าจะทำให้องค์กรอิสระทั้งหลาย รวมถึงศาลด้วย น่าจะมีหน้าที่มีสีสันขึ้นมาได้บ้าง แน่นอนคนของเขาที่อยู่ในองค์กรอิสระก็มี แต่คนที่เป็นกลางจริงๆ ก็มีเหมือนกัน แต่ครั้งหนึ่งคนเหล่านี้หน้าซีด เพราะคนอื่นซีดหมด แล้วจะไม่ให้เขาซีดได้อย่างไร

 อะไรที่ทำให้คนพ้นจากความกลัวกันแน่ เพราะประเด็นอย่างพระราชอำนาจใช่ไหม หรือเพราะคนกลัวว่าสื่อจะถูกคุกคาม

ผมว่า ศัตรูของคุณทักษิณ ไปเชื่อมโยงเรื่องราวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และที่ผ่านมาคุณทักษิณแก้ตรงนี้ไม่ได้ ด้วยเหตุใดผมก็ไม่ทราบ จะเชื่อมจริงหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่คุณทักษิณแก้ตรงนี้ไม่ได้ เมื่อแก้ไม่ได้ คนก็รู้สึกว่ายังมีอีกอำนาจหนึ่งที่ตัวเองพึ่งพาได้ ทำให้ตัวไม่ต้องกลัวได้ แล้วออกมาก็สบายใจ เพราะอย่างนั้นการที่คุณสนธิเลือกที่จะเอาการเคลื่อนไหวไปพาดพิง ไปเชื่อมโยงกับอำนาจอีกอำนาจหนึ่งนี่มีส่วนไหม จึงต้องตอบว่ามี

แล้วจะอธิบายอย่างไรที่เราเห็นฝ่ายซ้ายในอดีต ที่ปฏิเสธการนำสถาบันมาพาดพิง ก็ไปร่วมม็อบด้วย

 อ้าว ผมว่าแนวร่วมครั้งนี้เป็นแนวร่วมหลากหลายมากนะ คนที่อยากจะให้เชิดชูพระราชอำนาจให้เต็มที่นี่ก็กลุ่มหนึ่ง แนวร่วมที่เห็นเป็นโอกาสก็อีกกลุ่มหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมไม่เชื่อหรอกว่า คนเป็นแสนที่ไปร่วมในม็อบสนธิมีความคิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์เหมือนกันหมด มีความหลากหลายมาก

เราเห็นเด็กรุ่นใหม่ๆ หันมาตื่นตัวเรื่องการเมือง มาถามว่าพฤษภาทมิฬคืออะไร 14 ตุลาคืออะไร จากกรณีคุณสนธิอันนี้มันบอกอะไรที่ส่อว่าสังคมไทยจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่

ยังครับยัง ถามว่ากี่เปอร์เซ็นต์ที่เรียกว่า ‘คนรุ่นใหม่’ จะถึง 20 เปอร์เซ็นต์ไหม เอาละเดิมอาจจะมีสัก 2% พอมาเพิ่มเป็น 10% คุณอาจจะเห็นมันแปลกแล้ว แต่เราต้องเข้าใจประการหนึ่งนะว่า ในวิถีชีวิตของสังคมสมัยใหม่แบบนี้ การบริโภคมันดึงให้เราหลุดออกไปจากความสนใจคนอื่นๆ นี่คือของปกติที่เกิดขึ้นทั่วๆ ไป

แต่ในวิถีชีวิตตรงนี้จะมีคนจำนวนหนึ่ง จะ 10 หรือ 20% ที่รู้สึกว่า มันเป็นชีวิตที่อ้างว้างเกินไป และให้ความหมายกับชีวิตตนเองไม่ได้ ในทุกสังคมจะพบว่าคนรุ่นใหม่จะหันมาอีกด้านตรงข้ามกับวิถีชีวิตเดิมคือการบริโภคทั้งหลาย บางพวกอาจจะกลับไปเป็นฮิบปี้ใหม่ บางพวกอาจจะไปสร้างคอมมูน บางพวกอาจจะไปร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมือง บางพวกอาจจะไปเป็นเอ็นจีโอ อันนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา ผมไม่คิดว่า จะเกิดปรากฏการณ์ที่เป็นการพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ผมว่าไม่ใช่

เป็นแต่เพียงว่า นี่เป็นครั้งหนึ่งที่อาจจะทำให้เกิดการละทิ้งวิถีชีวิตแบบบริโภค มันได้ความหมายใหม่ทันที โดยไม่ต้องแสวงหา คุณเข้าร่วมกับสนธินี่คุณไม่ต้องแสวงหานะ ในขณะที่วัยรุ่นในสมัยหนึ่งหากเกิดคำถามว่า ชีวิตแบบบริโภคไม่ใช่สิ่งที่ชีวิตต้องการนี่ คุณต้องออกไปแสวงหานะ มีวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยที่เข้าไปทำงานเอ็นจีโอ 3-4 ปีแล้วพบว่าไม่ใช่ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ชีวิตต้องการ แต่นั่นแปลว่าคุณต้องเสียชีวิตไป 3-4 ปีถูกไหม แต่อันนี้ไม่ต้องเลย เพียงคุณเดินเข้าไปสวนลุม คุณได้ความหมายใหม่ในชีวิตใหม่ทันที

 เป็นเรื่องสื่อดิจิตอลด้วย

ก่อนหน้าม็อบคุณสนธิก็มีการให้ความหมายใหม่กับชีวิต แม้แต่ในราชดำเนิน ในพันทิป ก็มีการให้ความหมายใหม่อยู่ตลอดเวลา เพียงแต่จำนวนมันน้อย คือการแสวงหาความหมายใหม่ในชีวิตนี่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันต้องเจ็บปวดนะ แต่ถ้าเราเข้าไปร่วมในขบวนการที่มันมีอยู่แล้วนี่มันไม่ต้องเจ็บปวดเลย คุณรับมาเลย ความหมายใหม่

ในแง่หนึ่งในช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 ก็ทำนองเดียวกัน เพราะจะบอกว่าคนที่เข้าร่วมใน 14 ตุลา ไปจนถึง 6 ตุลา ทุกคนเข้าป่าหมดหรือ ไม่ใช่ (ลากเสียง) ในที่สุดทุกคนก็กลับไปหาพ่อแม่ กลับไปมีครอบครัว ไปเรียนต่อ กลับไปมีชีวิตใหม่ ไปเรียนเมืองนอก และก็กลับมามีชีวิตใหม่อีกชีวิตหนึ่ง แต่ในช่วงนั้นอย่าลืมว่าคุณได้เข้าไปหาความหมายใหม่ในชีวิตแบบง่ายๆ เลย แทนที่คุณจะกลับบ้าน คุณก็ไปนั่งที่ลานโพธิ์ แม่งได้ความหมายใหม่เลย ไม่ต้องแสวงหา ไม่ต้องเจ็บปวดกับอะไรเลย ผมว่าม็อบสนธินี่ก็ทำนองเดียวกัน

มันก็เป็นการแสวงหาแบบสำเร็จรูป

 เออ! ใช่ สำเร็จรูป แล้วนี่ก็เป็นของปกติ ไม่ใช่ว่ามนุษย์เลวร้ายอะไรนะ มนุษย์ก็เป็นแค่นี้แหละ บางทีเราไม่พอใจกับความหมายเดิม พอมีความหมายใหม่ที่ได้มาง่ายๆ ก็อาจจะรับไป ก็ไม่แปลกอะไร และจะพูดว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการแสวงหาก็ได้ เพราะวันหนึ่งคนที่เคยไปร่วมอยู่ในม็อบ อาจจะได้หันหลังไปดู แล้วพบว่า เฮ้ย ไปร่วมกับสนธิได้ไงวะ อย่างนี้ก็เป็นได้ ไม่แปลกอะไร

ทำไมต้องเป็นสนธิ ไม่เป็นภาคประชาชน หรือไม่เป็นสุริยใส กตะศิลา

 สุริยใส จะใช้ประเด็นพระราชอำนาจไหม เอ้า สำหรับผมนะ ไม่ต้องรวมมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน หรือถ้าให้เดาจะรวมมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนด้วยก็ได้ เอาเป็นว่าสำหรับผมคนเดียว ผมรับหนังสือคุณประมวล รุจนเสรี ไม่ได้ ผมว่าเลอะเทอะ  มันผิด (เน้นเสียง) พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่มีพระราชอำนาจ นอกจากบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากนั้นไม่ใช่ แน่นอนถ้าคุณพูดในเชิงรัฐศาสตร์ มีอำนาจทางวัฒนธรรมไหม ชัวร์ มี แต่อำนาจทางวัฒนธรรมเป็นอำนาจที่น่ากลัวนะคุณ คุณใช้ได้โดยที่ยากมากที่จะกำหนดหรือจำกัดอำนาจนั้น หลวงตาบัวอย่างนี้ อีกหน่อยจะตั้งพระสังฆราช จะต้องไปถามหลวงตาบัวก่อนหรือ จะเอาไหมอย่างนั้นน่ะ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลวงตาบัวมีอำนาจ มีสิ อำนาจทางวัฒนธรรม เหมือนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศไทยย่อมมีอำนาจทางวัฒนธรรมแน่ๆ

การเคลื่อนไหวของม็อบสนธิครั้งนี้ จะนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมที่ขยายอำนาจของสถาบันหรือไม่

 ฉิบหายเลย (หัวเราะ) ผมบอกได้แต่เพียงว่า ผมจะชวนมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนมาสู้ตายเรื่องนี้ (หัวเราะ)

และพระราชอำนาจแบบนี้มันไม่ได้ถ่ายทอดถึงคนรุ่นหลังๆ ได้ตลอดกาล

อันนี้นี่แหละที่สำคัญที่สุด เพราะสิ่งที่คุณประมวลพูดทั้งหมดว่า เป็นคุณสมบัติอันประเสริฐของสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ที่จริงไม่ใช่ แต่เป็นคุณสมบัติของบุคคลต่างหาก

มันจะนำไปสู่ความรุนแรงไหม

ผมได้แต่หวังว่า ไม่ ที่หวังอย่างนั้น เพราะความรุนแรงในประเทศไทยนี่ไม่ใช่ใช้กันได้พร่ำเพรื่อนะ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ถ้าที่ปัตตานีนี่มีอีกกลุ่มหนึ่งที่ตัดสินใจใช้ความรุนแรง และอยู่พ้นออกไปจากอำนาจรัฐ ในกรุงเทพฯนี่ยังไม่เกิดเลยนะ 14 ตุลานี่ เดินขบวนได้เป็นแสนๆคน แต่ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ตัดสินใจใช้ความรุนแรง มันก็ไม่เกิดความรุนแรงขึ้น ถูกไหม เพราะอย่างนั้นความรุนแรงในกรุงเทพฯไม่เคยเกิดขึ้นโดยเสรี แต่มันเกิดขึ้นโดยมีใครใช้มันทุกที

ถ้ามองในรูปนี้ ในกรุงเทพฯเวลานี้ ถามว่ากลุ่มต่างๆ มีกำลังจะใช้ความรุนแรงได้ไหม มี มีอีกหลายกลุ่มที่มีกำลังและสามารถตัดสินใจใช้ความรุนแรงได้ แต่ปัญหาคือว่า เมื่อใช้ความรุนแรงแล้วจะยุติความรุนแรงตรงนั้นได้อย่างไร ผมหวังว่าเขาจะฉลาดพอที่จะเห็นว่า ‘ฉิบหายกูหยุดไม่ได้เหมือนกันวะ’

 เพราะฉะนั้น ความรุนแรงเป็นแค่เครื่องมือ คนเราพอใช้เครื่องมือปั๊บ และวางมันลงเมื่อได้สิ่งที่ตนต้องการมา แต่เครื่องมือกลายมาครอบอยู่บนกบาลเราตลอดชีวิต นี่ไม่มีใครเอาทั้งนั้นแหละ ก็หวังว่าเขาจะฉลาดพอที่จะรู้ว่า มันใช้ไม่ได้ เช่นจะยึดอำนาจ แล้วไง เขาก็ต้องคิดต่อไปด้วยว่า ยึดแล้วยังไง หรือบีบให้คุณทักษิณลง แล้วยังไงต่อไปหากไม่ฉีกรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าบอกว่า เอ้า ฉีกเป็นฉีก ฉีกเลย แล้วยังไงต่ออีก นี่ยุ่งฉิบหาย เพราะอย่างนั้นจึงคิดว่าทุกคนน่าจะฉลาดพอ กลุ่มคนที่มีปัญญาจะใช้ความรุนแรงได้คงจะคิดออกว่า ยังตอบโจทย์ต่อไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นจนถึงนาทีนี้จึงคิดว่า ความรุนแรงไม่น่าจะเกิด

แล้วภาคประชาชนจะอาศัยจังหวะนี้อย่างไรในการคืบไปข้างหน้า

 การที่คุณมีฝ่ายบริหารที่อ่อนแอลง ไม่ว่าจะด้วยเหตุอันใด ก็เป็นโอกาสอันดีหากคุณคิดว่าอะไรดี อะไรถูก อะไรที่จะต้องเปิดพื้นที่สาธารณะเพิ่มขึ้น ก็เปิดขึ้นมาเลย โดยเฉพาะประชาชนในระดับล่าง คือในเวลานี้ ถ้าสมัชชาคนจนสามารถมาได้เท่ากับสมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผมไม่เชื่อว่าคราวนี้รัฐบาลจะอุ้มได้ หรืออุ้มแล้วคนชั้นกลางในกรุงเทพจะยอมให้อุ้ม

สัมภาษณ์พิเศษ รศ.ดร.ปาริชาติ สถาปิตานนท์ : ‘ไฟใต้’ กับ ‘ความชินชา’

นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายกองพันทหารพัฒนาที่ 4 อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 เป็นต้นมา เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ประเดประดังมาให้สังคมได้รับรู้อย่างต่อเนื่อง จนอาจจะบอกได้ว่า ข่าวความรุนแรงในภาคใต้ได้ครอบครองพื้นที่สื่อเกือบทุกวันในทุกแขนงไปแล้ว

 จากสถิติตั้งแต่ พ.ศ.2544-2547 ที่รวบรวมโดย ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี พบว่าตลอดช่วง 4 ปีมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นถึง 2,115 ครั้ง หรือเฉลี่ยปีละ 528.75 ครั้ง ซึ่งสูงมากหากเทียบกับสถิติความรุนแรงในช่วงที่มีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) หรือตลอดช่วง 8 ปีตั้งแต่ พ.ศ.2536 – 2543 พบว่ามีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นเพียง 468 ครั้ง หรือเฉลี่ยปีละ 58.5 ครั้ง

 ว่ากันเฉพาะปีนี้ (2548) ที่ยังไม่ทันครบปี ก็มีเหตุการณ์รุนแรงปาเข้าไปกว่า 500 ครั้งแล้ว

 เรื่องเหล่านี้คือสิ่งที่สังคมได้รับรู้อย่างต่อเนื่อง ส่วนรัฐบาลเองก็ป้อนวิธีการแก้ไขอย่างต่อเนื่องตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชนิดรายวันเช่นกัน

 น่าสนใจว่าการรับรู้ในความรุนแรงและการแก้ปัญหาที่ถี่บ่อยแบบรายวันนี้ จะนำไปสู่ ‘ความชินชา’ ต่อความรุนแรงหรือไม่ และ ‘ความชินชา’ ดังกล่าว จะมีผลทางจิตวิทยาต่อผุ้คนในสังคมโดยรวม หรือจะนำไปสู่การแสดงออกทางพฤติกรรมร่วมของคนในสังคมอย่างไรต่อไปหรือไม่

 ด้วยความสงสัยนี้ ‘ประชาไท’ จึงถือโอกาสเข้าไปขอความรู้จาก รศ.ดร.ปาริชาติ สถาปิตานนท์ นักวิชาการจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้อธิบายเรื่องนี้ตามหลักทฤษฎีสื่อสารมวลชนและด้านจิตวิทยา และหลายคำตอบก็อาจจะชวนให้เราได้ฉุกคิด เพื่อตระหนักในความอ่อนไหวที่ซ่อนอยู่ในความชินชาต่อปัญหาความรุนแรงตลอดช่วงที่ผ่านมาและที่จะเกิดต่อจากนี้มากขึ้น

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดภาคใต้จะมีผลต่อพฤติกรรมมวลชนอย่างไรไหม

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นดังกล่าวไม่ใช่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นแบบธรรมดา แต่เป็นความรุนแรงที่เผยแพร่ผ่านสื่อ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมต้องสร้างภาพของความรุนแรงให้ทุกฝ่ายเห็นและรู้สึกถึงความน่ากลัว น่าสยดสยองของแต่ละเหตุการณ์

 ความรู้สึกที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับในสถานการณ์ภาคใต้เท่านั้น แต่หมายถึงทุกสถานการณ์ เช่น วันนี้มีรถชน ข่าวรถชนถูกหยิบยกขึ้นไปที่หน้า 1 เขียนบรรยายสภาพให้เห็นเหตุการณ์ว่าเป็นอย่างไร เล่าเหมือนให้เห็นของจริง คนที่อ่านก็ย่อมจะสะพรึงกลัว

 นี่เฉพาะหนังสือพิมพ์ ถ้าเป็นโทรทัศน์ โดยธรรมชาติจะต้องหามุมหรือจุดที่สามารถสะท้อนสาระ เนื้อหาที่จะสื่อให้ได้มากที่สุด ดังนั้น มันจึงเป็นความรุนแรงที่สามารถจะขยายให้เห็นถึงความรุนแรงนั้นได้มากยิ่งขึ้น แล้วจะขยายต่อไปด้วยปากต่อปาก

 เทคโนลียีสมัยใหม่ที่ก้าวหน้ามากขึ้นก็มีส่วนในการสื่อและขยายต่อ เช่น มีกล้องดิจิตอล ก็สามารถเป็นผู้สื่อข่าวได้ โดยไม่ต้องไปคอยหนังสือพิมพ์ชื่อหลัก ชื่อดัง โทรทัศน์ วิทยุ หรือสื่อหลักอีกต่อไป และสามารถที่จะเอาเรื่องส่งเข้าเว็บ หรือส่งไปที่ไหนต่อไหนได้

 ปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร ในเชิงของข้อมูลข่าวสาร เราควบคุมข้อมูลข่าวสารไม่ได้เลย และสิ่งที่น่ากลัวตามมาคือ เราจะไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร ข้อมูลอะไรเป็นข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน แล้วเราก็ไม่สามารถคอนโทรลต่อไปได้ว่า อะไรคือแหล่งข้อมูล

 ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าให้เรากลับไปสู่ยุคเก่าที่สามารถ ปิด หรือคอนโทรลสื่อทุกอย่าง เพียงแต่เราต้องปรับเข้าสู่ยุคใหม่ที่ต้องทำความเข้าใจกับธรรมชาติของสื่อให้มากขึ้น ทำความเข้าใจกับธรรมชาติของตัวสถานการณ์ให้มากขึ้น แล้วสนใจบทบาทและวิธีการให้ข้อมูลของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้มากขึ้น

 ผู้ก่อความไม่สงบเขาหวังผลอะไรจากสื่อในฐานะที่เป็นเครื่องมือสะท้อนภาพความรุนแรง

 หากมองจุดนี้แล้ววิเคราะห์ในเชิงทฤษฎี อย่าว่าแต่เหตุการณ์ที่ภาคใต้เลย สมัยที่มีเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมต่างๆ เกิดขึ้นใหม่ๆ ในประเทศอื่น ลักษณะของการก่อวินาศกรรมทั้งหลายมักมีเรื่องของสัญญะเข้ามาเกี่ยวข้อง

การใช้สัญลักษณ์ คือไม่ได้คิดจะทำอะไรที่ไหนก็ทำ แต่จะทำอะไรที่สะท้อนให้เห็นถึงความหมายหรือความสำคัญของพื้นที่นั้นด้วย อย่างกรณีที่ชัดมากคือ กรณี 911 จุดที่เป็นการใช้สัญลักษณ์ มีตั้งแต่การเลือกใช้เครื่องบิน ซึ่งเครื่องบินมีตั้งหลายชาติ แต่ต้องเลือกเป็นเครื่องบินของสหรัฐอเมริกา เป็นสายการบินที่คนอเมริกันเดินทาง เพราะมันสะเทือนได้แรงกว่า แล้วปกติคนอเมริกาเดินทางด้วยเครื่องบินมากกว่าพาหนะอื่นๆ อยู่แล้ว พอเครื่องบินถูกจี้ มันจึงสะเทือนความรู้สึกมาก

 สะเทือนอันที่ 2 คือ เครื่องบินถูกจี้ไปชนตึก 2 ตึก ที่เป็นหัวใจทางการค้า กับหัวใจทางการทหาร จึงต้องยอมรับว่า สัญลักษณ์มีผลต่อการตัดสินใจ ผลคือการจู่โจมหัวใจทางการทหารมีความหมายว่าความมั่นคงไม่มี ส่วนการจู่โจมหัวใจทางการค้ามันเกี่ยวข้องโดยตรงกับประชาชน และชนลำเดียวไม่พอเอากี่ลำไปชน

 ตรงนี้มันเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ธรรมชาติของข่าวว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์เครื่องบินชนตึกแล้ว อันดับแรกข่าวทั้งหมดจะต้องพุ่งความสนใจไปที่นั่น โดยเฉพาะนิวยอร์กเป็นศูนย์กลางของพวกสื่อต่างๆ อยู่แล้ว ฉะนั้นจึงต้องรายงานแบบถ่ายภาพเหตุการณ์สด

 เขาเข้าใจธรรมชาติของสื่อดีมาก และสื่อสารให้โดยไม่ต้องหาหลักฐานหรือรอการพิสูจน์ต่างๆ ว่าใครเป็นใคร ใครทำ เป็นอุบัติเหตุหรือไม่ การชนซ้ำอีกลำก็เพื่อให้เห็นว่า นี่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดา เป็นการก่อการร้ายแน่นอน เป็นการจงใจแน่นอน

 แต่สิ่งที่ต้องชมอเมริกาในช่วงนั้นก็คือ การปรับตัวที่ค่อนข้างเร็ว จนแทบไม่เห็นข่าวคราวของเพนตากอน ที่เป็นหัวใจทางด้านการทหารหรือด้านความมั่นคง มีภาพที่ออกมาจากเวิร์ลเทรดบ้าง แต่เราจะไม่เห็นภาพคนแขนขาด ขาขาด สภาพศพที่ติดตามซากปรักหักพัง ภาพที่เห็นจะเป็นภาพที่ให้ขวัญให้กำลังใจคนอย่างมาก เพื่อทำให้เห็นว่า อเมริกายังอยู่ได้ สังคมยังอยู่ได้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นคง นี่ก็เป็นสัญลักษณ์อีกอย่างที่เขาสู้กัน

 การสู้กันในเชิงสัญลักษณ์นี้จะโยงมาในมิติจิตวิทยาและในเชิงที่จะเอาชนะใจมวลชน

 แม้กระทั่งในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด หากตามดูภาพยนตร์ที่ผลิตขึ้นหลังจากเหตุการณ์ 911 ที่นำเสนอเกี่ยวกับ สหรัฐฯหรือนิวยอร์ก ก็พยายามที่จะนำเสนอในแง่ Positive มีความร่วมมือกันในการผลิตหนังเพื่อที่จะทำให้ขวัญและกำลังใจกลับมา เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ความคิดของคนไปคิดว่ามันแย่ มันก็จะแย่

 การต่อสู้ในเชิงสัญญะแบบนี้ มีในกรณีเหตุการณ์ในภาคใต้ของเราด้วย?

 ตรงนี้ไม่อยากวิจารณ์ แต่ที่จะต้องถามอันดับแรกก็คือ เราแม่นหรือเปล่าว่า สถานการณ์คืออะไร สภาพปัญหาเป็นอย่างไร คนแต่ละกลุ่มที่มีภาระหน้าที่ในการรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา ได้ข้อมูลชุดเดียวกันหรือไม่ เพราะว่าถ้าฐานข้อมูลหรือมีชุดข้อมูลที่ต่างกันก็นำไปสู่การดีไซน์หรือการออกแบบโครงการแก้ไขปัญหา หรือมีนโยบายที่ต่างกันไป

 แต่ส่วนตัวเองจะไม่กล้าแตะว่า เราควรจะทำอะไร แบบไหน อย่างไร เพราะถือว่าไม่ได้รับข้อมูลจากทุกฝ่ายทุกด้านพอที่จะตอบให้เห็นระบบ หรือเห็นองค์ประกอบที่มันเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน

เหตุดังกล่าวอาจเป็นเพราะหลายคนเห็นว่า เป็นเรื่องของความมั่นคง เป็นเรื่องของข้อมูลความลับ แต่ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งก็กำลังช่วยเรื่องความมั่นคงด้วยเช่นกัน ถามว่าข้อมูลเหล่านั้นมันมีส่งต่อถึงกันมากน้อยแค่ไหนที่จะให้เราเห็นภาพ แล้วจะช่วยกันให้ทุกฝ่ายเห็นปัญหา

 แต่การแก้ปัญหาต้องไม่ใช่แก้แบบรายวัน หรือแก้แบบ อยากจะทำอะไรพูดผ่านสื่อก่อน ทดสอบกระแสก่อน แล้วก็เอากลับไปแก้ไข อย่างนี้มันอันตราย

อย่างกรณีข่าวย้ายคนอีสานลง 3 จังหวัดภาคใต้ที่ออกมา แล้วบอกว่าเป็นการเสนอไอเดีย เป็นแนวคิดอพยพ เดี๋ยวพรุ่งนี้แนวคิดใหม่ก็ออกมาอีก มะรืนนี้ก็มาอีกแล้ว เราไม่รู้ว่าเขาตั้งใจโยนหินถามทางหรือเปล่า หรือเขาตั้งใจจะเอาแนวคิดนี้จริง แต่ถามว่า แนวคิดเดิมล่ะ ทำไปถึงไหน มีอะไรที่ปรากฏผลออกมาเป็นรูปธรรมบ้าง คือไม่ใช่ว่าอยากจะคิดอะไรก็คิด

 อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ ทั้งแนวคิดวันนี้ แนวคิดในอดีต มาจากหลักฐานอะไรที่ทำให้ตัดสินใจเลือกใช้แนวคิดนี้ ใครได้ ใครเสีย เคยมีการคิดอย่างครบวงจรและรอบคอบหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ยอมรับว่าไม่รู้เลย

 แต่ถ้าในฐานะที่เป็นผู้บริโภคสื่อจะเห็นว่ามาอีกแล้ว แนวคิดใหม่ๆ เดี๋ยวก็ออกมา เราจะเห็นว่าปีสองปีนี้ มีกี่แนวคิดแล้วล่ะที่ออกมา

 สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันจะนำมาสู่ความชินชาของสังคมหรือไม่ และจะส่งผลอย่างไรต่อไป

 การตอบในเรื่องว่าคนชินกับความรุนแรง หรือคนชินกับนโยบายต่างๆ ที่ออกมาหรือไม่นั้น คงไม่สามารถตอบได้ เพราะว่าต้องผ่านการศึกษาอย่างจริงจังเป็นระบบ (Research Base) ตอนนี้ก็ยังไม่มีแม้แต่การสำรวจเบื้องต้นว่าคนคิดอย่างไร คนชินชาหรือไม่ คนที่ใกล้กลับไกล ปัญหาก็คิดต่างกัน หรือระยะเวลาของสถานการณ์ก็มีส่วน เวลาผ่านไปแค่เดือนหรือสองเดือน คนก็รู้สึกต่อประเด็นปัญหาต่างกัน

เมื่อตอนลงพื้นที่ 3 จังหวัดช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้เข้าไปที่จังหวัดปัตตานี จะมีทีมคนในพื้นที่ดูแล และให้พาไปดูที่ต่างๆ เขาก็พาไปดูบิ๊กซี ที่วันก่อนเพิ่งโดนระเบิดไป พาไปอีกจุดก็เคยเกิดระเบิดไป มันทำให้เรามีคำถามว่า เขาชินกับเรื่องเหล่านี้แล้วหรือ แล้วต่อมาเขาก็ปรับปรุงสร้างตึกใหม่ ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็อันตราย

 หรือเขาอาจจะเห็นว่าเราลงไปเพื่อที่จะทำวิจัย หรือทำงานที่เกี่ยวข้อง เขาเลยถือโอกาสมาเล่าเรื่องนี้ให้เราฟัง ดังนั้น ปัญหาความรู้สึกถึงความชินชาจึงเป็นเรื่องที่ตอบยาก

ในทางทฤษฎี ถ้าอยู่ไกลแล้วได้ยินข่าวเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แน่นอนว่ามันจะเกิดความชินชา มันเริ่มจะดูเป็นสิ่งที่ดูธรรมดา หากอธิบายในเชิงทฤษฎีคือ เมื่อได้สารซ้ำๆๆๆ ก็จะรู้สึก อีกแล้วๆๆๆ ก็จะเป็นอย่างนี้

เท่าที่พยายามมองความชินชาตรงนี้ เราก็ไม่อยากเห็นการแก้ไขปัญหาที่มาจากภาครัฐเท่านั้น แต่อยากได้ยินเสียงของประชาชน คนที่อยู่ในพื้นที่ คนที่เคยอยู่ในพื้นที่ และคนที่เป็นญาติพี่น้อง ว่าเขาคิดอย่างไร เขาอยากเห็นแนวทางการจัดการอย่างไร หรือเขาจะทำอะไรได้บ้าง ณ วันนี้

 ไม่ใช่ได้ยินแต่ข่าวว่าทางการจะทำอะไร ได้ยินข่าวว่าเกิดอะไรขึ้น คนตายมากน้อยแค่ไหน วันนี้มีระเบิดกี่จุด ซึ่งตรงนี้อาจจะทำให้คนที่อยู่ในวงนอกชินชาจากสถานการณ์ แต่คนที่อยู่วงในเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา

 ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างกรณีกระโดดตึก วันนี้มีคนกระโดดตึกที่จุฬาฯ คนจุฬาก็ตื่นตกใจ คนใกล้ชิดตกใจ พรุ่งนี้มีกระโดดตึกที่เอแบ็ค มะรืนมีกระโดดตึกที่รามฯ มะเรื่องมีกระโดดตึกที่อื่นๆ กระโดดไปสิบครั้ง ยี่สิบครั้ง คนก็จะชินชากับการกระโดดตึก ยกเว้นว่าคุณเป็นคนที่เผชิญปัญหานั้นด้วยตัวเอง ในทางจิตวิทยาจะบอกว่า เมื่อคิดอะไรไม่ออกแล้วไปอ่านหรือดูข่าวที่บรรยายไว้แบบนี้ อย่างนี้ แล้วรู้คนนี้เขาเกิดอารมณ์ความรู้สึกคิดมากแล้วกระโดดตึกลงไป ไม่แน่ว่าสำหรับคนที่กำลังอยู่ในสภาวะแบบเดียวกัน อาจจะจำลองว่านี่คือต้นแบบ แล้วก็เอาบ้างเมื่อหาทางออกไม่ได้

 โดยสรุปก็คือ คนที่อยู่วงนอก ความชินชาจะเกิดขึ้นได้ง่าย ถ้าได้ยินความชินชาซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่คนในอาจจะรู้สึกเป็นต้นแบบที่จะกระทำอะไรเหล่านั้นต่อไป

ความชินชาเหล่านี้มีอันตรายแค่ไหน

ความชินชาก็คืออันตราย เพราะเมื่อมองเป็นเรื่องปกติก็อาจจะไม่สนใจ (Ignore) อาจจะไม่ให้ความใส่ใจ การที่ไม่ให้ความใส่ใจก็คือสิ่งน่ากลัว เพราะอาจทำให้ปิดกั้นตัวเองที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องนั้น

แล้วทำให้เขาเองไม่อยู่ในจุดสำคัญที่จะถ่ายทอดเสียงของเขาหรือความคิดของเขาออกมาว่า อะไรคือแนวทางที่เป็นประโยชน์ ตรงนี้จะเงียบไป

แน่นอนคนที่เป็น Active Citizen หรือคนที่ตื่นตัวกับปัญหาบ้านเมืองสักหน่อยเขายังคงเกาะต่อแน่ แต่เขาจะมีช่องทางที่จะถ่ายทอดเสียงของเขามาได้หรือ เมื่อคนรู้สึกชินชา

ในกรณีของ 3 จังหวัด ทิศทางจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า

 ก็จะเห็นข่าวเสียงของคนในสถานการณ์ออกมาบ้าง แต่อยู่ที่ผู้สื่อข่าวจะสื่อมามุมไหน ไปสัมภาษณ์ใคร ไปถามใครแบบไหนอย่างไร เพื่อให้แสดงทัศนะออกมาซึ่งก็จะเห็นในลักษณะนี้บ้าง แต่บางคนอาจจะไม่กล้าพูด

การสร้างสถานการณ์ของผู้ก่อการร้ายในภาคใต้ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่นั้น เขาต้องการสื่อสารอะไร หากมองในเชิงทฤษฎีของสื่อมวลชน

 หากมองในทางสัญลักษณ์จะเห็นว่า เขาพยายามสื่อสิ่งที่เรียกว่า ทำไปแล้วจะสร้างความหวั่นไหวในเชิงอารมณ์ ความรู้สึก อย่างกรณีที่เขาเลือกเผาวัดที่ปัตตานี และทำร้ายพระ หรือการเผาโรงเรียน อันนี้เป็นการที่จะสื่อในเชิงสัญลักษณ์ว่า ต้องแก้ไขปัญหาตรงนี้ให้ดี

เขาเลือกที่จะทำร้ายเจ้าหน้าที่ก็สื่อออกมา เขาเลือกที่จะทำร้ายประชาชนเขาก็สื่อออกมา ว่าไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่นะ คนทั่วๆ ไปด้วย หรือบางทีก็ทำร้ายคนที่สังคมให้การยอมรับ เช่น เมื่อปีที่แล้วก็เข้าถึงตัวผู้พิพากษา คือทุกอย่างจะเป็นในเชิงสัญลักษณ์

แล้วถ้าจะสื่อแบบโต้กลับไปในเชิงสัญลักษณ์บ้างควรจะต้องทำอย่างไร

อันนี้พูดยาก คิดว่าทางการไทยคงต้องประสานความร่วมมือไปกับหลายฝ่ายและควรต้องรีบชัดเจนขึ้นมากกว่านี้ ควรต้องสรุปว่า อะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูดผ่านสื่อ คืออย่าขอให้สื่อมาร่วมมืออย่างเดียวเท่านั้น แต่ควรจะต้องจัดลำดับความสำคัญเรื่องที่ควรไม่ควรพูดด้วย

 แนวคิดที่มันเกิดขึ้นมาใหม่ๆ ไวๆ มันทำให้คนไม่มั่นใจ คือไม่มั่นใจว่าตกลงจะใช้นโยบายอะไร ชัดเจนในเชิงนโยบายจริงหรือไม่ หรือว่ามีการวิเคราะห์ข้อมูลได้ชัดแค่ไหน คือข้อเท็จจริง (Fact) ยังไม่ออก แต่ ฟัลลิ่ง หรืออารมณ์ ความรู้สึก ออกไปเยอะมาก

 ตอนนี้ในการสื่อสารมีวอร์รูมกี่กลุ่มก็ไม่รู้ มีโฆษกของกี่กลุ่มก็ไม่รู้ เมื่อวันก่อนยังมีการแซวกันว่า สมานฉันท์ สมานเธอ ทำให้รู้ว่ามีทีมแก้สองกลุ่ม ทั้งสองกลุ่มคงประสานกันไม่ได้ ถึงได้มีการสื่อความหมาย บางอย่างออกมาสู่สังคม ตรงนี้เราไม่อยากเห็น เพราะอยากเห็นสังคมที่สามัคคีกัน

ถ้าให้มองว่าอะไรที่ขาดหายไป และจำเป็นที่จะต้องแก้ไขในระยะยาว อันนี้ไม่มองแค่เรื่อง 3 จังหวัด แต่จะมองไปถึงเรื่องสัมพันธภาพระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัว

แต่ที่น่ากลัวกว่าก็คือ เรื่องสัมพันธภาพระหว่างคนไทยกับคนไทยด้วยกัน เราขาดความเข้าใจในเรื่อง Inter Culture Sensitivity หรือเรื่องของความเข้าใจในเชิงความอ่อนไหวระหว่างวัฒนธรรม

คนคิดว่าไทยเป็นไทย ไทยมีวัฒนธรรมเดียว ในความจริง ถามว่าใช่หรือไม่ เรามีไทยที่เป็นไทยพุทธ เรามีไทยมุสลิม ไทยคริสต์ ไทยที่เป็นฮินดู ไทยที่เป็นมอญ ไทยที่เป็นจีน ไทยอีสาน เรามีความหลากหลาย

แต่ในอดีตสมัยหนึ่ง เราสามารถที่จะทำให้มันเป็น Unity แต่ยุคนี้มันไม่ใช่ ยุคนี้เป็นยุคที่กำลังเรียกร้องให้เห็นและเข้าใจอัตลักษณ์และความแตกต่างในเชิงวัฒนธรรม

 ไม่ใช่แค่ไม่ยอมรับอย่างเดียว แต่ที่น่ากลัวมากเลยก็คือเรื่องของการดูถูกคนที่ต่างจากเรา หรือต่างจากสิ่งที่เราคิดว่าเป็นมาตรฐาน อย่างเช่น เสียงคนที่บ้านเหน่อ เราหัวเราะ เสียงคนอีสานเราหัวเราะ การหัวเราะเหล่านี้คือการสะท้อนสิ่งที่เรียกว่า ความไร้เดียงสาในเรื่องเหล่านี้

เรื่องเหล่านี้จะไปจุดประกายอะไร วันนี้ พรุ่งนี้ อาจจะยังดีกันอยู่ เรามีเรื่องล้อเลียนชาวเขา เราก็จะเห็นชาวเขาโวยขึ้นมาเป็นระยะ บางทีลาวโวยบ้าง พม่าโวยบ้าง บางทีเขมรโวยบ้าง รอบนี้เป็นรอบของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รอบนี้เป็นรอบของมาเลเซียที่โวยบ้าง อันนี้เป็นประเด็นที่น่าจะต้องคุยกันนอกเหนือจากเรื่องการก่อการร้ายที่เราพยายามที่จะแก้ไข

 เพราะไม่อย่างนั้น เราก็จะไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นมา ณ จุดต่างๆ และไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ที่คนสะท้อนออกมาในเรื่องความหลากหลาย

 สังคมอเมริกาเมื่อ10 ปีก่อน เขาจะเก่งในเรื่องนี้มาก เขาจะบอกเลยว่า ไม่ว่าจะมาจากไหน ต้องเคารพความหลากหลายตรงจุดนี้ให้ได้ แล้วก็บังคับเลยว่า ในระดับขั้นปริญญาตรี จะต้องเรียนวิชาที่เรียกว่า การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม วัฒนธรรมตรงนี้ไม่ใช่ว่าต้องข้ามชาติ ข้ามประเทศ แต่เป็นในประเทศเดียวกัน

คือยอมรับและเข้าใจว่า พวกนี้เป็นอินเดียนแดง พวกนี้เป็นอเมริกันสายยิว พวกนี้เป็นอเมริกันอพยพมาจากยุโรป พวกนี้เป็นอเมริกันเชื้อสายเอเชียน เขาจะต้องเข้าใจกัน และไม่ทำให้เกิดการดูถูกกัน เพราะอาจจะเกิดปัญหาประทุขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ คิดว่าตรงนี้เป็นระยะยาวที่สำคัญมากที่เรายังไม่ให้ความสำคัญ

 ปัญหานี้เป็นเรื่องของรากฐานความคิดที่มาจากการกล่อมเกลา การหล่อหลอม ลองคิดดูว่า ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษฏ์ ธนะรัชต์ เราจะมีเพลงปลุกใจ หรือไม่ว่าอะไรก็ตามที่บอกว่าไทยเดียวกัน มันหล่อหลอมให้รวมเป็นหนึ่ง แต่ว่าโลกมันเปลี่ยน โลกวันนี้กับโลกเมื่อ 40 ปีที่แล้วมันคนละโลกกัน โลกวันนี้คือโลกที่สังคมพยายามขยายเอกลักษณ์ อัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มย่อยๆ ขึ้นมา

เพราะฉะนั้นจะไปทำเหมือนในลักษณะเมื่อ 40 ปีที่แล้วไม่ได้ ซึ่งเชื่อได้ว่าท่านเองก็ไม่ได้วางแผนให้ยาวมาถึงปัจจุบัน

อีกสิ่งที่คิดว่าอันตรายคือ เราเป็นสังคมที่เรียกว่าต่างฝ่ายต่างเรียกร้องบนจุดยืนของตัวเอง มากกว่าจะดูจุดยืนของกันและกัน เพื่อที่จะประสานให้ไปได้ด้วยกัน ในมุมการสื่อสารต้องคิดว่า ผู้รับสารไม่ได้มีเฉพาะคนกลุ่มใหญ่ๆ ไม่ใช่ว่าจะต้องทำอะไรให้คนเมืองดู หรือทำอะไรให้ได้รสนิยมคนกรุงเทพฯ แต่ยังมีพื้นที่อื่นๆ อีกเยอะ

อย่างเพลงๆ หนึ่งที่ออกมาก่อนหน้านี้ มีภาพสวยดูดี เพลงไพเราะ เด็กที่อยู่ในสังคมเมืองหรือในภาคอื่นเดินทางลงไปที่ภาคใต้แล้วก็มีการทำกิจกรรมกัน กลับมาก็ส่งข่าวถึงกัน แล้วก็มีภาพระเบิด ซึ่งก่อนทำควรจะต้องเทสต์ก่อนว่า คนในพื้นที่เขาคิดอะไร เขายอมรับภาพระเบิดอะไรเหล่านี้ได้แค่ไหน ภาพระเบิดต่างๆมันแรงไปหรือเปล่า คือไม่ใช่ใช้อารมณ์ ความเป็นสุนทรีย์ ความเป็นครีเอทีฟอย่างเดียว มันเป็นเรื่อง เซนซิทีฟ มันจำเป็นต้องมีการการศึกษาทดสอบก่อน

 แน่นอนว่าที่กล่าวมานี้ ไม่ได้เรียกร้องให้มีการควบคุม แต่ต้องเข้าใจ ยอมรับความหลากหลายและจุดยืนของกันละกัน เพื่อที่จะหาจุดที่มาร่วมกันให้ได้ และหากมีการควบคุมมากขึ้นเท่าไหร่ การเสียดสีและการปะทะกันก็ยิ่งมากเท่านั้น

สัมภาษณ์ฉลาด วรฉัตร: ไม่เคารพรัฐธรรมนูญแล้วจะแก้ไปทำไม

ท่ามกลางกระแสแก้รัฐธรรมนูญที่อยู่ภาวะยุบหนอพองหนอเนื่องจากไม่ปรากฏว่าใครจะเป็น ‘หัวหอก’ นำทัพแก้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นระบบจริงจัง ไม่เพียงแต่พูดกันคนละทีสองที คนละมาตราสองมาตรา คนหนึ่งที่ ‘ประชาไท’ นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ถามไถ่เขาเลยสักน้อยทั้งๆ ที่เขาเป็นผู้เริ่มต้นเรียกร้องให้มีการแก้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2534 ชนิดยอมเอาชีวิตเข้าแลกเมื่อปี 2535 กระทั่งเกิดกระแสแก้รัฐธรรมนูญรักษาทุกโรค และสังคมไทยได้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาในที่สุด

 ร.ต.ฉลาด วรฉัตร ผู้อดข้าวอดน้ำอยู่หลายสิบวันเพื่อ ‘รัฐธรรมนูญของประชาชน’ กลับมาตอบคำถามคาใจให้กับประชาไทว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่เขาแลกมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตพร้อมๆ กับประชาชนบนถนนราชดำเนินเรือนแสนนั้น บัดนี้ ถึงคราวที่จะต้องยกร่างกันใหม่อีกแล้วหรือไร

 ในฐานะที่คุณฉลาดเป็นผู้เริ่มต้นเรียกร้องเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2534 จนกระทั่งเราได้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มา ในสภาวะการเมืองขณะนี้ คุณฉลาดมองว่าเราจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีส่วนที่ดีอยู่มาก และรูปแบบของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประชาธิปไตยพอสมควร แต่ในทางปฏิบัติแล้วก็น่าเสียใจเพราะว่าคนที่เข้ามาเป็นผู้ปฏิบัติคือ คนที่เป็น ส.ส. ส.ว. และองค์กรอิสระทั้งหลาย ไม่เคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่เลย ฉะนั้นเวลามันคุมสถานการณ์อะไรไม่ได้แล้ว มันก็เป็นอย่างนี้ ฝ่ายบริหารเข้าควบคุมทุกอย่าง ส.ส. ก็ไม่มีจิตวิญญาณเลย แล้ว ส.ว. ก็ยังขายอุดมการณ์ไปบางส่วน และองค์กรอิสระก็ถูกเทคโอเวอร์ได้หมด แม้แต่ กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ก็ไม่เคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วเราจะทำอย่างไร

ถ้าจะแก้ก็ต้องแก้โดยมีพื้นฐาน ไม่ใช่คิดจะแก้เพื่ออุดช่องตรงนั้นตรงนี้ นั่นมันเพื่อผลประโยชน์ของผู้ที่เสียผลประโยชน์

 พื้นฐานที่ต้องมีในการแก้รัฐธรรมนูญคืออะไร

 ต้องมีจิตวิญญาณประชาธิปไตย ถ้าเป็นประชาธิปไตยจริง อำนาจต้องมาจากประชาชน

 ผมก็ยังนอนคิดนั่งคิดว่า แผ่นดินไทยตกเป็นต่างชาติไปแล้ว คุณดูหุ้นวันนี้ แล้วคุณดูความน่าเศร้าใจของคนที่ไม่มีความรักชาติกันเลยแล้วจะทำอย่างไร คนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนกันอย่างเดียว หลีกเลี่ยงกฎหมายรัฐธรรมนูญ หลีกเลี่ยงกฎหมายบ้านเมือง แล้วบ้านเมืองจะไม่ลุกเป็นไฟได้อย่างไร ในเมื่อคนที่ออกกฎหมายไม่เคารพกฎหมาย มาเล่นปาหี่หลอกชาวบ้าน ทำไม่ไม่มีใครแจ้งความดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรีเลย

 คุณต้องทำให้ประชาชนไทยเข้าใจรัฐธรรมนูญ นี่ขนาดครูยังไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญเลย แล้วจะทำอย่างไร นายกฯ จะโอนครูไปสังกัด อบต. ครูก็ยังลุกขึ้นมาต่อต้าน แต่ในขณะเดียวกัน ตัวนายกฯ ก็ทำผิดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะที่จริงแล้ว เขาต้องโอนผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการส่วนกลางทั้งหมดไปอยู่ท้องถิ่น แต่นี่จะไปโอนเฉพาะครู แต่นายอำเภอกับผู้ว่าฯ ก็ยังมีอยู่ นี่ก็ผิดรัฐธรรมนูญด้วย แล้วเอางบประมาณแผ่นดินไปละลายแม่น้ำกันโดยไม่ผ่านสภาท้องถิ่น มันมีกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 285 (http://www.kodmhai.com/m1/m1-282-290.html)

 

มีอยู่แล้วและบังคับอยู่ชัดๆ แต่เขาก็สามารถละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยที่รัฐสภาก็ไม่ได้สนใจไยดี ดูสิว่าไม่มี ส.ส. คนไหนมีจิตวิญญาณสักคน ไม่น่าเชื่อ แล้วถ้าคุณไม่เคยเคารพรัฐธรรมนูญ คุณจะแก้ไปทำไม

 คุณฉลาดคิดว่าไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ

ถ้าอยากจะแก้ก็ต้องแก้ แต่ต้องใช้เวลา คุณต้องมีคนกลุ่มหนึ่งตั้งใจ มาถกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ คุณจะทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายของประชาชนที่เอามาบังคับใช้ให้ข้าราชการและนักการเมืองปฏิบัติตาม เพื่อที่จะไม่ไปล่วงล้ำต่อประชาชน ประชาชนจะต้องรู้เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ และประชาชนจะต้องมีสิทธิในการลงประชามติรับหรือไม่รับกฎหมายฉบับนี้

 แล้วใครจะเป็นเจ้าภาพ หรือต้องมีเจ้าภาพหรือไม่

ใช่ ต้องมีเจ้าภาพ แต่เจ้าภาพนั้นไม่จำเป็นต้องอาศัย ส.ว. หรือ ส.ส. อะไรเลย ใครก็ได้ที่มีความเสียสละ และต้องตอบให้ได้ว่า แก้รัฐธรรมนูญแล้วประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร เท่าที่ผมฟังมา คนที่บอกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญแต่ละมาตราที่พูดกัน ไม่เห็นจะมีผลประโยชน์ของประชาชนเลย

ผมอยากให้ร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วมีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ร่างมาแล้วข้าราชการไม่เคยนำมาปฏิบัติ ไม่เคยสนใจ ไม่เคยอ่านด้วยซ้ำไป ยังมาเที่ยวคุกคามสื่ออะไรต่ออะไร เมื่อรัฐธรรมนูญไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ คนทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ต้องรับผิด แล้วคุณจะไปแก้รัฐธรรมนูญทำไม ผมก็ไม่เข้าใจ เมื่อไม่มีใครเคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญมันก็คือกระดาษเท่านั้นเอง

คุณมองว่าข้อเรียกร้องขณะนี้ไม่ได้ก่อประโยชน์ให้กับประชาชนในวงกว้างหรือ

มีประโยชน์ แต่ไม่ใช่ว่าจะมากดดันให้ถวายคืนพระราชอำนาจ มันผิดหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย เราเรียกร้องกันมา เอาชีวิตเข้าแลก ซึ่งหมายถึงว่า เราต้องการให้อำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของประชาชน สถาบันกษัตริย์เป็นที่เคารพบูชาของปวงชนชาวไทยทุกคนทุกหมู่เหล่า และพระองค์ท่านอยู่เหนือสิ่งอื่นใด เพราฉะนั้นเมื่อเราพูดเรื่องการเมือง มันก็คือการเมืองซึ่งถ้าเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย เราก็ต้องให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

 เราต้องวิ่งเข้าหามวลชนให้ได้สัก 30 ล้านคนจากจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง 40 ล้านคน ให้คน 30 ล้านคนนั้นรู้ว่า อำนาจเป็นของประชาชน แต้ถ้าเราทำเล็กๆ น้อยๆ ด้วยกำลังคนแค่แสนหรือ 2 แสน พลังนี้ไม่ถาวรหรอก รวมคน 30 ล้านคนนี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันนะครับ แต่ถ้าเราไม่สามารถรวมกันได้เราก็พูดกันไปเท่านั้นแหละ เป็นเรื่องตลกโปกฮากันไป คนพวกนั้นเขาก็ไม่ได้อุทธรณ์ร้อนฎีกาอะไร คนพวกนี้หน้าเขาทน เขาทนได้ทุกบาป

 ดูตัวอย่างอินเดียสิ คนจนสู้กันจนชิน ชูกระทั่งกลายเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจ แต่ของเราไม่มีทางแล้วนะ เวลานี้คนไทยก้มหัวให้คนต่างชาติได้อย่างไม่น่าเชื่อ เขาคุมธนาคาร คุมสื่อ คุมภาคการเกษตร คุมโทรคมนาคม คุมเทคโนโลยี คุมไฟฟ้า ประปาต่อไป ผมอยากจะพูดว่าเหลือเชื่อจริงๆ ที่น้ำใจคนไทยกระทำต่อกันได้ขนาดนี้ การกระทำของเขานั้นสมควรจะถูกลงโทษ แต่คุณคิดดูสิ ถ้าผมไปแจ้งตำรวจจับนายกรัฐมนตรีตอนนี้ ตำรวจก็อาจจะไม่ให้ความร่วมมือ เขาก็ต้องรักษาตำแหน่งแห่งที่ของเขา คุณคิดดูสิว่ามันน่าว้าเหว่ไหม

 ผมอยากจะบอกว่า ถ้าคุณปล่อยให้พวกข้าราชการหรือนักการเมืองเขียนรัฐธรรมนูญ เขาก็ต้องเขียนให้เข้าข้างตัวเอง

 คุณเสนอให้ปฏิรูปการเมืองและประชาธิปไตยโดยยึดประชาชนเป็นหลัก แล้วบรรยากาศของสังคมไทยขณะนี้เอื้อให้เกิดการปฏิรูปลักษณะนั้นไหม

มีสิทธิ แต่ไม่มีคนทำ ผมดูบรรยากาศแล้วไม่มีคนทำ มีแต่คนพูด คือเราอย่าไปสับสนอะไรเลย เพราะบรรยากาศมันไม่เหมือนเก่า เอาว่าถ้าเราเรียกร้อง...ผมต้องเป็นคนพูดด้วยซ้ำไปว่า การเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จริงๆ มันไม่ใช่ฉบับประชาชน มันเป็นคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ก็โอเค คุณก็ต้องพัฒนากันต่อไป แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ มาเลิกฉบับนี้ทิ้ง แล้วมาร่างกันใหม่ ทำอย่างนี้มันไม่มีวันจบ

 ใจผมนั้น เพียงคน 10 กว่าคนมาร่างๆ แล้วก็มาถามประชาชนก็ได้ ถ้าคุณร่างแล้วประชาชนได้ประโยชน์เขาก็ย่อมจะสนใจ แต่ที่จะมาแก้ว่าต้องจบการศึกษาเท่านั้นเท่านี้ผมไม่เห็นด้วยหรอก มันปลีกย่อยเหลือเกิน

 หลักใหญ่จริงๆ อยู่ที่ว่า ทำอย่างไรถึงจะมีองค์กรมาควบคุมการใช้รัฐธรรมนูญของรัฐฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ คุณอย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เขียนควบคุมเฉพาะฝ่ายบริหารนะครับ ตุลาการก็มีปัญหา ฝ่ายนิติบัญญัติก็มีปัญหา ออกกฎหมายมาทำให้คนเจ็บปวดชอกช้ำ รัฐธรรมนูญของระบอบประชาธิปไตยต้องมีการแยกอำนาจ คานอำนาจ กระจายอำนาจ

 คุณต้องปลุกชาวไทยให้ตื่นขึ้นมาด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะร่างรัฐธรรมนูญ หรือตั้งพรรคการเมืองภาคประชาชนอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งคุณจะไปหวังความคิดเขา 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้นะครับ แต่คุณต้องให้ข้อมูลและทำให้ประชาชนเชื่อในพลัง และให้เขาสำนึกกลับมาว่า ท่านต้องสำนึกรับผิดชอบบ้านเมืองเพื่อลูกหลาน มีทางเดียวครับ เราต้องปลุกระดมให้คนไทยเกิดความรักชาติ

 คุณทักษิณก็บอกว่ารักชาติ ความรักชาติของคุณฉลาดต่างกับความรักชาติของคุณทักษิณอย่างไร

 มันคนละเรื่องนะ ผมพูดถึงความรักชาติ หมายถึงความรับผิดชอบต่อชาติ เราจะเห็นว่าคนที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งคราวที่แล้ว 19 ล้านเสียงเลือกเขาเข้าไปและเขาก็อ้างตลอด แล้วเขาโกงชาติโกงแผ่นดินอย่างไร คุณก็ยังไปชื่นชมเขา เพราะคุณยังไม่เข้าใจและไม่ได้ตามข่าวสารเต็มที่ รัฐธรรมนูญนั้นต้องเรียนมาตั้งแต่เด็กๆ และเมื่อรัฐธรรมนูญเข้าที่แล้วก็จะต้องศักดิ์สิทธิ์ ใครทำผิดต้องมีโทษ

 ขณะนี้รัฐธรรมนูญไทยยังไม่เข้าที่

 ไม่ใช่ไม่เข้าที่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีส่วนที่ยังไม่ได้แยกอำนาจชัดเจน และมีการบัญญัติที่ละเอียดเกินไปและมีช่องว่าง ผมยกตัวอย่างมาตรา 131 ที่บัญญัติว่าการเลือกตั้ง ส.ว. ให้มีการเลือกวันเดียวทั่วราชอาณาจักร กกต. ก็กำหนดให้มีการเลือกตั้งในต่างประเทศด้วย แล้วก็ยังให้เลือกตั้งล่วงหน้าด้วย

 แล้ว กกต.ไม่ได้มีอำนาจในการไปให้ใบแดงใบเหลืองเขานะ จะผิดจะถูกอยู่ที่ศาล แต่กลายเป็น กกต.5 คนมาตัดสินเอง ไปกันใหญ่

 คุณฉลาดมองการเรียกร้องแก้รัฐธรรมนูญที่คุณสนธิกำลังทำอยู่เป็นอย่างไร

 บอกคุณสนธิเขาสิว่าเรียกร้องรัฐธรรมนูญน่ะ คุณก็รวมคนทั่วประเทศเลย แล้วผมมี 3 แนวทางให้เลือกคือทางแรก แก้ไขรัฐธรรมนูญ ทางที่ 2 ตั้งพรรคการเมืองของประชาชน และทางที่ 3 ตั้งบริษัทมหาชน มหาชนจริงๆ นะให้ประชาชนเป็นผู้ถือหุ้น ลงขันกันเอาไว้ซื้อกิจการต่าง ๆ ทั้ง 3 แนวทางคุณต้องรวมคนให้ได้ 30 ล้านคน ถ้ารวมคนได้ไม่ถึง 30 ล้านไม่ใช่ของจริง คุณต้องมีตัวแทนของคนทุกหมู่บ้าน

 สำหรับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญนั้น คุณต้องมีตุ๊กตา ไม่ใช่ไปถามประชาชนที่ละข้อ ๆ

 แล้วประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างไร

 ประชาชนมีส่วนเสนอร่างรัฐธรรมนูญของฝ่ายประชาชนเอง ในขณะเดียวกันก็อาจจะมีร่างฯ ของส.ส. ร่างฯ ของ ส.ว. จากนั้นก็ต้องเผยแพร่ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นการเผยแพร่ผ่านอินเตอร์เน็ตเพื่อให้ประชาชนสามารถแก้ไขหรือตั้งกระทู้ถามได้สะดวก ถือเป็นวาระแรก จากนั้นก็ให้ประชาชนลงมติ เป็นวาระสอง มีการแก้ไขอะไรบ้าง แล้วจากนั้นวาระ 3 ก็รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น จากนั้นก็ยื่นให้สภา ถ้าสภาไม่เอาตามประชาชน เขาเจ๊งแน่ เพราะประชาชนที่เรารวบรวมได้ต้องไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคนซึ่งมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง

 ที่เราเป็นกันอย่างนี้ เพราะเราอยู่ในสภาวะที่ไม่ค่อยรู้เรื่องรัฐธรรมนูญ แม่แต่คนในสภาก็ไม่ยอมอ่าน ผมคิดว่า เราเกิดวิกฤติทางปัญญา มีแต่คนที่อยากเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. แต่ไม่มีคนอยากทำงาน

 คุณฉลาดประเมินสถานการณ์วันที่ 4 ก.พ. จะถึงนี้ที่คุณสนธิประกาศจะนำการชุมนุมว่าอย่างไร

ต้องระวังความรุนแรงซึ่งมักจะเกิดเพราะคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งถ้าเกิดความรุนแรงขึ้นก็จะเข้าล็อกฝ่ายผู้มีอำนาจ ถูกจับตั้งข้อหาแน่นอน แต่ถ้าไปถวายฎีกาแล้วนำประชาชนไปถวายฎีกาอย่างสันติวิธีก็ทำได้ แต่เรื่องที่จะให้เขาลาออกเขาก็คงไม่ลาออก ถ้าจะให้เขายุบสภา เขาก็คงไม่ยุบ

 ถ้าเรื่องทั้งหมดที่คุณสนธิพูดมากว่า 40 เรื่องเป็นความจริง คุณสนธิควรจะระดมคนไปแจ้งจับนายกทักษิณ แจ้งจับทั่วราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้งบประมาณ เรื่องทุจริตสนามบินหนองงูเห่า

 แต่ผมอยากเห็นการรวมมวลชนฟ้องนายกรัฐมนตรีทั่วราชอาณาจักร ถ้าตำรวจไม่รับแจ้งความก็ฟ้องตำรวจ

 ส่วนเรื่องถวายคืนพระราชอำนาจนั้น เรายกสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือหัวนะครับ ถ้าไปถวายอำนาจคืนให้พระองค์ท่าน พระองค์ท่านจะรับอย่างไร อำนาจนี้เป็นของประชาชนเขาต่อสู้กันมา แม้การใช้รัฐธรรมนูญกระท่อนกระท่อนก็ตามซึ่งผมโทษระบบการศึกษาไม่เคยทำให้คนตระหนักรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญได้เลย ถ้าจะให้โทษ ผมก็โทษพวกด็อกเตอร์ทั้งหลายที่ไม่ทำให้ความรู้กระจายออกไป

 อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าถ้าใช้ความรุนแรงก็เข้าล็อกเขา แต่ถ้าใช้ความสงบก็ถวายฎีกาไป แล้วจากนั้นสนธิก็จัดรายการต่อไปในฐานะสื่อมวลชน แต่ถ้าจะคิดเรื่องการล้างแค้นก็ไม่ใช่วิสัยของการต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตย ผมเองไม่เคยมองใครเป็นศัตรูกับผมเลยแม้สักคนเดียว

 เราต้องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและเพื่อปวงชนชาวไทย ถ้าใครจะทำรุนแรงตอบโต้ก็เป็นเรื่องของเผด็จการ ผมคิดว่าสันติวิธีจะชนะได้

 

 

 

ชัยอนันต์ สมุทวณิช กับ ชีวิตที่เลือกแล้ว

ชัยอนันต์ สมุทวณิช มีคอลัมน์อยู่ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ใช้ชื่อคอลัมน์ ว่า “ชีวิตที่เลือกได้” เป็นคอลัมน์

ที่เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ทุกคน ทุกองค์กร ด้วยลีลาและสำบัดสำนวนแบบนักวิชาการ “ปีศาจคาบคัมภีร์” นั่นคือ

เจตนาดีแต่ประสงค์ร้าย

อันที่จริง ถ้าพูดจากันตามประสาซื่อ แบบลูกทุ่งๆ ไม่ต้องมีเล่ห์ ไม่ต้องแฝงเหลี่ยม ชัยอนันต์ น่าจะตั้งชื่อ

คอลัมน์ของตัวเองว่า “ชีวิตที่เลือกแล้ว” ไม่ใช่ “ชีวิตที่เลือกได้” ซึ่งทำให้ผู้อ่านที่ตามไม่ทัน สับสนว่า ชีวิตที่เลือกได้

คือ เลือกอะไรได้บ้าง และใครเป็นคนเลือก ระหว่างผู้เขียน อย่างชัยอนันต์ กับ ผู้อ่านคอลัมน์

เหตุที่บอกว่า ชัยอนันต์ น่าจะตั้งชื่อคอลัมน์ว่า “ชีวิตที่เลือกแล้ว” ก็เพราะชัยอนันต์ ได้เลือกที่จะใช้ชีวิต เป็นข้ารับ

ใช้ผู้ซื่อสัตย์ของสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้มีพระคุณต่อตระกูลสมุทวณิช อย่างล้นเหลือ ทั้งพ่อ ทั้งลูก ได้เลือกที่จะฝากชีวิต

และปากท้อง ไว้กับนายเงินผู้มีอุปการคุณผู้นี้แล้ว

จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะได้เห็นชัยอนันต์ สมุทวณิช และ พชร สมุทวณิช สองพ่อลูก ยืนเคียงข้างสนธิ ลิ้มทอง

กุล ในทุกสถานการณ์ และทั้งพูด ทั้งเขียนหนังสือ ให้ผู้ฟัง ผู้อ่านทั่วไป เข้าใจได้ว่า สนธิ เป็นบุคคลที่มีคุณประโยชน์

มหาศาลต่อประเทศชาติและแผ่นดินไทย เป็นบุคคลที่มีดวงตาเห็นธรรม เป็นคนแรก และเป็นผู้กล้าแห่งแผ่นดิน

สยามที่กล้าออกมาท้าตีท้าต่อยกับนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ต่อเนื่องมีนาคม และเมษายน ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่สนธิ เร่งโหมสรรพกำลังเพื่อล้มล้าง

นายกฯทักษิณ ให้ได้ในเร็ววัน ชัยอนันต์ นับเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อขบวนการสนธิ ลิ้มทองกุล ก่อนที่จะ

มาขยายตัวเป็นขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เร่งผลิตทั้งงานเขียน และขึ้นเวทีอภิปราย ร่วมวง

เสวนา สัมมนา ในสถาบันศึกษา และขยายความคิดในกลุ่มคนชั้นกลาง แวดวงวิชาการ แทบจะไม่เว้นแต่ละวัน เพื่อ

ปลุกระดมให้แวดวงปัญญาชน คนชั้นกลาง และนิสิตนักศึกษา ออกมาร่วมขบวนการขับไล่นายกฯทักษิณ อย่าง

ต่อเนื่อง

ชัยอนันต์ เป็นคนแรกที่เสนอให้มีการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 เป็นเครื่องมือกำจัดนายกฯทักษิณ ชินวัตร ด้วยการ

สร้างภาพให้เห็นว่า มีแต่พระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ เท่านั้นที่จะล้มล้างนายกฯทักษิณ ได้ โดยการ

พระราชทานนายกรัฐมนตรี และเขียนบทความในคอลัมน์ ชีวิตที่เลือกได้ เรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภา ส่วนหนึ่งที่มี

อคติกับนายกฯทักษิณ ร่วมกันเข้าชื่อถวายฎีกา ให้ทรงใช้พระราชอำนาจตามมาตรา 7 แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง

จากสมาชิกวุฒิสภา

เมื่อยืมมือผู้อื่นจุดกระแสถวายฎีกา ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี ไม่สำเร็จ ชัยอนันต์ จึงต้องลงมือเอง ด้วย

การเป็นตัวตั้งตัวตีเดินล่ารายชื่อบุคคลจากแวดวงต่างๆ อีก 94 คน รวมตัวเองอีก 1 ชื่อ เป็น 95 ชื่อ โดยอาศัย

สถานภาพ ผู้บังคับการโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เป็นเครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือ เนื่องจากตำแหน่งผู้บังคับการ

โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เป็นตำแหน่งที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง จึงมีการสร้างภาพว่าการเข้าชื่อถวาย

ฎีกาครั้งนี้ มี “นัยยะสำคัญ” บางประการ ที่ไม่สามารถพูดได้

ชัยอนันต์ สมุทวณิช กับ ชีวิตที่เลือกแล้ว

- 2 -

หลังจากยื่นหนังสือทูลเกล้าถวายฎีกา ขอให้ทรงใช้พระราชอำนาจ ตามมาตรา 7 แล้ว ชัยอนันต์ ก็ใช้หนังสือ

ทูลเกล้าถวายฎีกาฉบับนั้น เป็นเครื่องมือแพร่กระจายข่าว และสร้างข่าวอีกมากมาย และสร้างกระแสให้สังคม

เรียกร้องการแก้ไขปัญหาการเมือง โดยอาศัยพระราชอำนาจ ตามมาตรา 7 โดยมีสนธิ ลิ้มทองกุล และขบวนการ

พันธมิตรฯ กระโดดรับลูกที่ชัยอนันต์ ส่งมาให้ แล้วก็เร่งโหมสร้างกระแสอย่างหนักทุกคืนวัน

จนทำให้เกิดความเชื่อผิดๆ ความเข้าใจผิดๆ การเรียกร้องผิดๆ และการคาดหวังแบบผิดๆ ต่อพระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัว เสมือนหนึ่งการกดดันให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พระราชอำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

ทั้งๆ ที่ขัดรัฐธรรมนูญ

กว่า กระแสที่ชัยอนันต์ สร้างขึ้นมา และสนธิ เร่งโหมให้ปกคลุมไปทั่วประเทศไทย จะสงบลงได้ กว่าที่ประชาชน

คนไทย จะได้สติกลับคืนมา และเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าข้อเสนอ ข้อเรียกร้องของชัยอนันต์ เป็นการทำให้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เดือดร้อน เพราะเป็นการเรียกร้องให้พระองค์ท่านปฏิบัติในสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

และเป็นวิธีการที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ก็ต้องอาศัย พระบารมี และพระมหากรุณาธิคุณของ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงชี้แนะ เตือนสติคนไทยทั้งประเทศ ว่า

“….อย่าไปคอยที่จะให้ขอนายกฯพระราชทาน เพราะขอนายกฯ พระราชทาน ไม่ได้เป็นการปกครอง แบบ

ประชาธิปไตย ข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนมาก ที่เอะอะอะไรก็ขอพระราชทานนายกฯ พระราชทาน ซึ่งไม่ใช่การ

ปกครองแบบประชาธิปไตย ถ้าไปอ้างมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ เป็นการอ้างที่ผิด มันอ้างไม่ได้ มาตรา 7 มี 2 บรรทัด

ว่า อะไรที่ไม่มี ในรัฐธรรมนูญ ก็ให้ปฏิบัติตามประเพณี หรือตามที่เคยทำมา ไม่มี เขาอยากจะได้นายกฯ พระราชทาน

เป็นต้น จะขอนายกฯ พระราชทาน ไม่ใช่เป็นเรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นการปกครองแบบ ขอโทษ พูด

แบบมั่ว แบบไม่ ไม่ ไม่มีเหตุมีผล…”

ชัดยิ่งกว่าชัด ว่า ชัยอนันต์ สมุทวณิช ผู้จุดประกาย มาตรา 7 ขึ้นในสังคมไทย และ สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้

โหมกระแส มาตรา 7 ให้แพร่สะพัดไปทั่วประเทศ คือ บุคคลหนึ่ง ที่ทำให้พระเจ้าอยู่หัว ต้องทรงมีพระราชดำรัสว่า

เดือดร้อน จนถึงกับต้องมีรับสั่งออกมาด้วยพระองค์เอง ให้คนไทยทุกคนได้ยินพร้อมๆ กัน และเพื่อเตือนสติคน

ไทยทุกคนที่หลงเชื่อชัยอนันต์ และสนธิ ให้หยุดคิดเรื่องนายกฯพระราชทาน

ลำพัง สนธิ ลิ้มทองกุล ที่มีอคติ มีจิตคิดมุ่งร้ายต่อนายกฯทักษิณ ปลุกระดมผู้คนทั่วบ้านทั่วเมืองให้

เข้าใจผิด เรื่องมาตรา 7 และพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ก็เข้าใจ

ได้ว่า คนอย่างสนธิ นั้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่จะล้มทักษิณ เข่าทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะอ้างฟ้า อ้างดิน เป็นเครื่องมือ

ของตัวเอง

แต่ ชัยอนันต์ นี่สิ ได้รับการยกย่องให้เป็นปราชญ์ราชบัณฑิต ได้รับความเชื่อถือในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน

รัฐศาสตร์ มีลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมือง ที่สำคัญได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้บังคับการ

โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นกรณีเฉพาะ ไม่เหมือนตำแหน่งราชการอื่นๆ ซึ่งนับเป็นพระ

มหากรุณาธิคุณต่อ ชัยอนันต์ และครอบครัว อย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย ให้ทำงานสำคัญ

ชัยอนันต์ กลับไม่ได้สำนึกและตระหนักถึงสถานภาพเหล่านี้แม้แต่น้อย ตั้งแต่วันแรกที่สร้างความเข้าใจ

ผิดให้แก่สังคม จนถึงวันนี้ที่ทรงมีพระราชดำรัสว่า “ทรงเดือดร้อน”

เกือบ 10 ปีที่ชัยอนันต์ เป็นผู้บังคับการโรงเรียนวชิราวุธ ข่าวคราวการพัฒนาโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย

และความสำเร็จ การบรรลุวัตถุประสงค์ทางการศึกษา ของนักเรียนวชิราวุธ มีให้พบเห็นน้อยมาก เมื่อเทียบกับการ

ชัยอนันต์ สมุทวณิช กับ ชีวิตที่เลือกแล้ว

- 3 -

เคลื่อนไหวทางการเมืองของชัยอนันต์ ทั้งการทำงานรับใช้รัฐบาล ในวันที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ยังได้ประโยชน์จากรัฐบาล

ทักษิณ และ การทำงานรับใช้สนธิ ลิ้มทองกุล ในวันที่ สนธิ คิดล้มล้างรัฐบาลทักษิณ

ชัยอนันต์ กระตือรือร้นอย่างยิ่งกับการทำงานรับใช้สนธิ ลิ้มทองกุล จนกล่าวได้ว่าชัยอนันต์ เลือกที่จะรับ

ใช้นายเงินอย่างสนธิ ในฐานะคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดรายวัน ในฐานะนักวิชาการที่ยืนข้างสนธิ มากกว่าที่จะ

ถวายในฐานะผู้บังคับการโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย และในฐานะราชบัณฑิต ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้า

ฯ แต่งตั้ง

จริงเท็จอย่างไรกับข้อสังเกตนี้ ต้องสอบถามคนทั่วไปว่า รู้จัก ชัยอนันต์ สมุทวณิช ในบทบาทอย่างไร

บ้าง จะมีสักกี่มากน้อยที่ตอบว่า เป็นผู้บังคับการโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ก่อนที่จะคิดถึงบทบาททางการเมืองใน

ฐานะผู้เสนอให้ทรงใช้พระราชอำนาจตามมาตรา 7 ในฐานะคอลัมน์ และนักวิชาการ เครือผู้จัดการ

เป็นคำถามที่ชวนให้คิดว่า โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ได้ประโยชน์จากผู้บังคับการโรงเรียนที่ชื่อชัย

อนันต์ สมุทวณิช มากกว่าหรือน้อยกว่า ประโยชน์ที่ชัยอนันต์ สมุทวณิช ได้รับจากการเป็นผู้บังคับการโรงเรียน

วชิราวุธวิทยาลัย

ต้องย้อนคิดไปอีกขั้นหนึ่งด้วยว่า ข้อเสนอ ข้อแนะนำ ในฐานะราชบัณฑิตอย่างชัยอนันต์ ได้ทำให้ให้

สังคมเข้าใจผิดๆ สร้างองค์ความรู้ผิดๆ ทฤษฎีผิดๆ ให้แก่สังคมประชาธิปไตยของประเทศไทย อย่างไรบ้าง ดังเช่น

กรณี การสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับ มาตรา 7 ซึ่ง เป็นเรื่องที่ผิด และ มั่ว จนทำให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง

เดือดร้อน

ไม่มีความรับผิดชอบใดๆ ออกมาจาก ชัยอนันต์ สมุทวณิช ที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง

เดือดร้อน ด้วยข้อเสนอ ข้อเรียกร้อง “แบบมั่วๆ” ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

ตรงกันข้าม ชัยอนันต์ กลับสร้างกระแสใหญ่ให้คนไทยเข้าใจผิดอีกเป็นครั้งที่สอง ว่าด้วยกรณี ปฏิญญา

ฟินแลนด์ ด้วยกลยุทธ์ แยกสถาบันกษัตริย์ ออกจากรัฐบาล สร้างความหวาดระแวงให้สถาบันกษัตริย์ และ

ประชาชน ไม่ไว้วางใจรัฐบาลพรรคไทยรักไทย เพียงเพราะต้องการกำจัด ทักษิณ ชินวัตร

“..เราน่าคิดคือว่า 5 ปีที่ผ่านมา เราไม่ค่อยเห็นการสร้างพรรคไทยรักไทยมากกว่าสร้างตัว พ.ต.ท.

ทักษิณเอง โดยเฉพาะถ้ามีประชาชนกลุ่มหนึ่งมาต่อต้านเราจะเห็นชัดเจนว่า จะมีการสร้างประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง

ไม่ได้สนับสนุนพรรคไทยรักไทยแต่สนับสนุนบุคคลคนเดียวโดยตรง

เพราะฉะนั้นความสำนึกใหม่อันนี้ผมคิดว่า จะเป็นเรื่องที่เราน่าจะนำไปโยงด้วยว่า สิ่งที่เราเห็นว่า

อีกหน่อยถ้าทำอย่างนี้ไปได้ สถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนคงจะต้องห่างออกไป ที่เรียก ว่าเป็นเพียง

สัญลักษณ์ หมายความว่าพระมหากษัตริย์มีบทบาทในแง่ของพิธีการเท่านั้น แต่นอกนั้นบทบาทอื่นๆ ที่จะมาสัมผัส

กับประชาชนจะไม่มี..”

เป็นสำนึกใหม่ของชัยอนันต์ ที่มีต่อ ทักษิณ ชินวัตร และนำเสนอต่อสังคม เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ในการอภิปรายร่วมกับสนธิ ลิ้มทองกุล และ ปราโมทย์ นาครทรรพ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสำนึกที่

ร้ายแรงยิ่งกว่าการสร้างกระแสเรียกร้องให้ทรงใช้พระราช อำนาจ กำจัดศัตรูทางการเมืองของตนเอง โดยอ้างมาตรา

7 แห่งรัฐธรรมนูญเสียอีก เพราะสำนึกใหม่ของชัยอนันต์ กำลังปลุกระดม และสร้างกระแสให้ประชาชนคนไทย

เกลียดชัง ทักษิณ ชินวัตร เหมือนกับที่ ครั้งหนึ่งทางการไทย เคยใช้ยุทธวิธีกำจัดพรรคคอมมิวนิสต์ ด้วยการปลุกระดม

และสร้างกระแสให้คนไทยเกลียดชังพรรคคอมมิวนิสต์ ด้วยเหตุว่าพรรคคอมมิวนิสต์ จะล้มล้างสถาบันพระ มหา

ชัยอนันต์ สมุทวณิช กับ ชีวิตที่เลือกแล้ว

- 4 -

กษัตริย์ จนนำไปสู่การเข่นฆ่ากันเองของคนไทยจำนวนมาก และนักการเมืองจำนวนมากถูกกำจัดด้วยข้อหา ฝักใฝ่

พรรคคอมมิวนิสต์

เป็นสำนึกที่เคลือบแฝงไว้ด้วยเจตนาร้ายของชัยอนันต์ โดยแท้

อย่า ว่าแต่คนไทยเลย แม้แต่คนต่างชาติ ก็ยังไม่เชื่อว่าจะมีใครสักคนในโลกนี้ ที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์แยก

ห่างออกจากประชาชนชาวไทย ได้ หากจะมีก็คงเป็น ราชบัณฑิต อย่างชัยอนันต์ สมุทวณิช นักวิชาการค่ายผู้จัดการ

อย่างปราโมทย์ นาครทรรพ และสนธิ ลิ้มทองกุล นายจ้างของทั้ง 2 คน นั่นเอง เพราะเป็นผู้สร้างสำนึกใหม่ หรือ

ทฤษฎีใหม่นี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง

สถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่คู่กับประเทศไทย และคนไทย มากว่า 700 ปี เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย

ที่ไม่มีผู้ใดอาจหาญคิดล้มล้าง หรือลดทอนความสำคัญ แม้แต่คิด ก็ไม่ควรจะมี เว้นเสียแต่ผู้มากด้วยอคติ และมี

วาระซ่อนเร้นแอบแฝงอยู่ในใจ คิดจะใช้สถาบันพระ มหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายของตนเอง

ย้อนกลับคิดอีกมุมมองหนึ่ง การที่มีรัฐบาลสักคณะหนึ่ง ที่เข้ามาทำงานบริหารประเทศ อย่างไม่รู้จัก

เหน็ดเหนื่อย เพื่อให้คนไทยกินดีอยู่ดี และพัฒนาประเทศไทย ให้ก้าวหน้า น่าจะเป็นผลดีกับประชาชนและประเทศ

ไทยโดยรวม มิใช่หรือ และการที่รัฐบาลทำงานหนัก เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง น่าจะเป็นการถวายงานรับใช้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสถาบันพระมหากษัตริย์ มิให้ต้องทรงตรากตรำพระวรกาย มิใช่หรือ

ฤาว่า ชัยอนันต์ ต้องการเห็นรัฐบาล ทำงานแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ทำงานไม่จริงจัง จนกระทั่งประชาชนได้รับ

ความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า จนทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องทรงลงมาแก้ไขด้วยพระองค์เอง ต้อง

ทรงตรากตรำงานหนักตลอดไป เช่นนั้นหรือ เช่นการแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพ การแก้ปัญหาน้ำท่วม การแก้ไข

ปัญหาชลประทาน ที่ต้องอาศัยโครงการพระราชดำริ จำนวนมาก มาแก้ไข

การที่มีรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ แล้วสามารถลดพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว

ลงได้ น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วมิใช่หรือ

ต้องไม่ลืมว่าประชาชนที่ออกมาสนับสนุนนายกฯทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย นั้น มีเหตุมาจาก

การที่เขาได้รับประโยชน์ที่ไม่เคยได้จากรัฐบาลก่อนๆ แต่คงไม่มีใครสักคนในประชาชนที่สนับสนุนนายกฯทักษิณ

ชินวัตร ที่คิดหรือมีสำนึกว่า เมื่อมีนายกฯทักษิณ แล้ว ตนเอง จะห่างออกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็คงมีแต่

จินตนาการด้านชั่วร้ายของชัยอนันต์ เท่านั้น ที่จะคิดเรื่องนี้ได้

คนไทยทุกคน ล้วนแต่ต้องการเข้าใกล้สถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะการมีโอกาสได้เข้าเฝ้า ถือเป็น

มงคลสูงสุดของชีวิต

อันที่จริง นายกฯทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่คนแรกที่ถูกข้อกล่าวหานี้ !!!

ย้อน กลับไปไม่นานนัก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็เคยถูกข้อกล่าวหานี้เช่นกัน แนวคิดเรื่องสภาเปรซิเดียม

ถูกสร้างให้ติดตัว พล.อ.ชวลิต ทั้งๆ ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญมาแล้ว คือ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ผู้

บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเป็นกำลังสำคัญในการปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ

ไทย เพราะศัตรูของพล.อ.ชวลิต ต้อง การล้มล้างและสกัดกั้นการมีอำนาจทางการเมืองของพล.อ.ชวลิต ทุก

วิถีทาง

ชัยอนันต์ สมุทวณิช กับ ชีวิตที่เลือกแล้ว

- 5 -

ย้อนหลังกลับไปในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย ยิ่งน่าสนใจ

นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษ อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ก็ถูกข้อกล่าวหาคิด

ล้มล้าง ลดทอนความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งๆที่นายปรีดี ทำงานถวายรับใช้ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดชีวิต

นายป๋วย อึ้งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นปูชนียบุคคลทางการเมืองและ

เศรษฐกิจของประเทศไทย ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหา ว่าฝักใฝ่พรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีอุดมการณ์ล้มล้างสถาบัน

พระมหากษัตริย์

สังเกตได้ว่าทั้ง 3 คนที่ถูกข้อกล่าวหานี้ รวมนายกฯทักษิณ พ่วงไปด้วยอีก 1 คน จัดเป็นบุคคลชั้นนำของ

ประเทศ ที่มีความเฉลียวฉลาด วิสัยทัศน์กว้างไกล ทำงานหนัก เป็นที่นิยม ชื่นชอบของประชาชนทั่วประเทศ

สังเกตได้อีกประการหนึ่งว่า ข้อกล่าวหาลักษณะนี้ จะเกิดจากนักวิชาการ นักการเมือง และบุคคลบางคน

ที่เสียประโยชน์ทางการเมือง สูญเสียสถานะทางสังคม เพราะบทบาทของตนเองถูกลดลงจากการทำงานหนักของ

รัฐบาล

กรณีการกำจัด นายปรีดี พนมยงค์ ให้พ้นจากการเมืองไทย ยังเป็นวีรกรรมที่กล่าวขานกันไม่รู้จบสำหรับ

พรรคประชาธิปัตย์ จวบจนปัจจุบันนี้

สถานการณ์ในขณะนี้ พิสูจน์ชัดเจนว่า สนธิ ลิ้มทองกุล และ ชัยอนันต์ สมุทวณิช คือ ผู้เสียประโยชน์ทาง

ธุรกิจ สูญเสียสถานะทางสังคม และยังมีพรรคการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ที่สูญเสียประโยชน์ทางการเมือง

จากการดำรงอยู่ของ ทักษิณ ชินวัตร

บทบาทและพฤติกรรมของชัยอนันต์ ในขณะนี้ ได้บ่งชี้ให้เห็นแล้วว่า ชัยอนันต์ ได้เลือกแล้วที่จะใช้ชีวิต

เป็นข้ารับใช้ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อการดำรงอยู่อย่างยิ่งใหญ่ของสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ต้องหาคดี

หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และเคยถูกศาลสั่งจำคุกในฐานะผู้เผยแพร่ข้อความไม่บังควรในหนังสือพิมพ์ผู้ จัดการ

มาแล้วก่อนหน้านี้

แต่กับบทบาทและหน้าที่ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ชัยอนันต์ ก็ได้เลือกแล้วที่จะ

ใช้เป็นเพียงเครื่องมือและฐานภาพสร้างความน่าเชื่อถือ ให้กับตนเอง ในยามที่ทำงานรับใช้สนธิ ลิ้มทองกุล เท่านั้น

หาได้คิดที่จะทำงานสนองพระเดชพระคุณ ให้สมกับที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย แต่อย่างใดไม่ เพราะวันนี้ในสมอง

ของชัยอนันต์ มีแต่ความคิดกำจัดทักษิณ ชินวัตร ไม่มีที่ว่างพอสำหรับโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย

นี่คือ ชีวิตที่เลือกแล้วของ ชัยอนันต์ สมุทวณิช ข้ารับใช้ผู้ภักดีและซื่อสัตย์ของ

สนธิ ลิ้มทองกุล

ค ว า ม จ ง รั ก ภั ก ดี แ บ บ ส น ธิ ลิ้ ม ท อ ง กุ ล

 

เจ้าของข้อเขียน : Mr. Papa - [28 พ.ค. 49 23:34:03]

ที่มา : www.pantip.com

อาวุธ ประการสำคัญที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้หมายประหัตประหาร ไล่ล่าทักษิณ ชินวัตร มาอย่าง

ยาวนานและต่อเนื่อง เกือบ 1 ปีเต็ม ก็คือ “ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” ที่สนธิ

อวดอ้างว่าเขามีมากกว่า ทักษิณ ชินวัตร

สนธิ ใช้ “ความจงรักภักดี” เป็นอาวุธ และ ประกาศจุดยืนแห่งชีวิตว่า จะทำทุกอย่างเพื่อกำจัดทักษิณ ชิน

วัตร ออกไปจากการเมืองไทย และประเทศไทย ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดอีก เพื่อปกป้องในหลวง และสถาบัน

พระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งกล่าวหาว่า ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ไม่จงรักภักดี และ ไม่เคารพพระมหากษัตริย์

แต่ทว่า พฤติกรรมที่สำแดงออกถึงความจงรักภักดีของสนธิ ลิ้มทองกุล ในห้วงเวลา 8-9 เดือนที่ผ่านมา

ซึ่งสนธิ ก่อให้เกิดวิกฤต และความแตกแยกครั้งใหญ่ในประเทศไทย ปลุกระดมให้ประชาชนคนไทย

แตกแยก ขัดแย้งกันเอง จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงต้องระงับเหตุด้วยพระองค์เอง ก่อนที่

จะบานปลาย และประชาชนบางส่วนจะหลงผิด ไปมากกว่านี้ เป็นพฤติกรรมของผู้จงรักภักดีที่น่าศึกษา

อย่างยิ่ง แต่สมควรจะกระทำตามหรือไม่ เป็นเรื่องที่ทุกคนพึงใช้วิจารณญาณของตนเอง เพราะขึ้นอยู่กับ

มโนสำนึก และสำนึกใฝ่ดี ใฝ่ต่ำของแต่ละคนว่ามีมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร

เริ่มจาก....

1. ขายเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” เพื่อเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้กับทักษิณ ชินวัตร ที่บังอาจถอด

รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ออกจากช่อง 9 อ.ส.ม.ท. แหล่งข่าวจากโรงงานผลิตเสื้อ “เราจะสู้

เพื่อในหลวง” เปิดเผยว่าสนธิ สั่งผลิตเสื้อจากหลายโรงงาน แต่รวมกันแล้วไม่น้อยกว่า 1 ล้าน

ตัว ราคาต้นทุนแขนสั้น 40 บาท แขนยาว 60 บาท ราคาขายแขนสั้น 150 บาท แขนยาว 200

บาท ประมาณการกันว่ารายได้จากการขายเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” ไม่น่าจะน้อยกว่า

200 ล้านบาท ขณะนี้เงินจำนวนนี้ ไปนอนอยู่ในธนาคารแห่งหนึ่งในฮ่องกงแล้ว

สนธิ ผลิตเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” ออกมาขาย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ การแตก

ความสามัคคีของคนในชาติ ทั้งๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ให้คน

ไทยรู้รักสามัคคี และไม่เผชิญหน้ากัน นี่เป็นการอ้างความจงรักภักดีที่น่าประหลาดใจ

แต่ที่น่าประหลาดกว่านี้ก็คือ รายได้จากการขายเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” มีการทักท้วง

กันมากว่า มีการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ผลิตสินค้าออกจำหน่าย เข้าข่ายหลอกหลวงผู้

ซื้อ ว่าเป็นการสมทบทุน “สู้เพื่อในหลวง” แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการทำธุรกิจ หาเงินเข้ากระเป๋า

ตัวเอง ทั้งไม่ได้ขอพระบรมราชานุญาต ทั้งไม่ได้นำเงินทูลเกล้าถวายฯ ทั้งไม่ได้ตอบคำถาม

ประชาชนว่าเงินที่ได้มานำไปใช้จ่ายอย่างไร จากการแอบอ้างสถาบัน

บางคนเปรียบกับเสื้อคุณทองแดง ที่มีการผลิตขึ้นมาขายโดยหน่วยงานบางหน่วยงาน ยังต้องขอ

พระบรมราชานุญาต และรายได้ที่เกิดขึ้น ก็นำขึ้นทูลเกล้าถวาย แต่สนธิ กลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อ

คำถาม คำทักท้วง และคำทวงถาม เรื่องเงินที่ได้จากการขายเสื้อ เหมือนกับว่าไม่ได้ยินอะไร

ทั้งนั้น เพราะเงินอุดหู

2. เปิดประเด็นโจมตี ทักษิณ ชินวัตร ไม่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยการทำตัวเสมอ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรณีทำบุญประเทศไทย ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

หรือ วัดพระแก้ว ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด และหลงเชื่อว่า นายกฯทักษิณ บังอาจทำตัวเสมอ

พระเจ้าอยู่หัว ทั้งๆที่เป็นการกล่าวหาใส่ร้าย โดยปราศจากข้อเท็จจริง และเป็นการกล่าวหาโดย

ที่ไม่รู้ระเบียบประเพณี หรือรู้แล้วแต่แสร้างทำเป็นไม่รู้ ปิดบังข้อมูลที่เป็นจริงไว้ นำเสนอข้อมูลที่

เป็นเท็จ เพื่อให้ประชาชนคนไทย เกลียดชังเข้าใจผิด ต่อนายกฯทักษิณ

การแสร้งโง่และโกหกของสนธิ ในเรื่องนี้ ทำให้เดือดร้อนกันไปหมด และในที่สุดต้องเดือดร้อน

ไปถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากที่สำนักราชเลขาธิการ และสำนักพระราชวัง จัดทำ

ค ว า ม จ ง รั ก ภั ก ดี แ บ บ ส น ธิ ลิ้ ม ท อ ง กุ ล

หน้า 2 จาก 4

หนังสือชี้แจงแล้ว แต่สนธิ ก็ยังคงนำเสนอข้อมูลเท็จ ที่คิดขึ้นมาเอง จินตนาการเอง ไม่ยอมรับ

ฟังคำชี้แจงของสำนักพระราชวัง กระทั่งความเข้าใจผิดของประชาชนที่มีต่อนายกฯทักษิณ

ลุกลามไปจนทั่วประเทศ

สุด ท้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4

ธันวาคม 2548 ว่า “ไม่ผิด” จึงทำให้ประชาชนคลายความคลางแคลงใจต่อนายกฯทักษิณ ลง

ได้ แต่สนธิหาได้นำพาต่อพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ ทำเหมือนไม่ได้ยิน

ไม่รู้ไม่ชี้กับพระราชดำรัส ไม่ทุกข์ ไม่ร้อนกับ ข้อกล่าวหาของตัวเอง ที่ใส่ร้ายผู้อื่น จนทำให้เกิด

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ลุกลามขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ

ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีคำชี้แจงจากสนธิ แม้แต่คำเดียวว่าเอาข้อมูลจากไหนมากล่าวหาให้ร้าย

นายกฯทักษิณ มีแต่การสร้าวงประเด็นใหม่ๆ เพื่อขยายความบาดหมางใจ ความไม่พอใจใน

หัวใจประชาชนที่มีต่อนายกฯทักษิณ ให้เพิ่มขึ้นอีก

3. การชุมนุมใหญ่ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 และการอ่านคำถวายฎีกาให้ทรงใช้พระอำนาจแก้ไข

ปัญหา ซึ่งมีตอนจบของคำถวายฎีกา ว่า

“ปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอกราบบังคมทูลถวายฎีกาต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เพื่อทรง

พระกรุณาปัดเป่าทุกข์ยากของอาณาประชาราษฎร์ อันเกิดจากน้ำมือของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

นายกรัฐมนตรี สุดแท้แต่พระองค์จะทรงพระกรุณาวินิจฉัย

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายชีวิตด้วยความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละออง ธุลีพระบาท ผู้ทรง

เป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทยทั้งชาติ และขอปฏิญาณตนว่าจะต่อสู้เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา

พระมหากษัตริย์ พิทักษ์รักษาสิทธิผลประโยชน์ของคนไทยทั้งชาติ เพื่อมิให้อธรรมอ้าง

ความชอบธรรมแสวงหาผลประโยชน์ จนกว่าชีวิตจะหาไม่”

สนธิ ทำให้ทุกคนที่ร่วมชุมนุมลานพระบรมรูปทรงม้า และผู้ที่ชมการถ่ายทอดเหตุการณ์ทาง

โทรทัศน์ ต้องตกตะลึงกับลีลาการอ่านคำถวายฎีกาด้วยท่าทางที่ไม่มีใครเคยพบเคยเห็นมา ก่อน

กล่าวคือ มีทั้ง ชี้นิ้ว ชี้หน้า ชี้กราด เท้าเอว ตะโกน ซึ่งเป็นอาการที่คนไทยทั่วไปไม่ใช้ และรับ

ไม่ได้กับการถวายฎีกา ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์มากมายถึง

ความไม่เหมาะสมของสนธิ ที่กระทำต่อเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อ

พิจารณาท้ายหนังสือถวายฎีกา กลับปรากฏว่ามีชื่อผู้ถวายฎีกา เพียง 2 คน คือ นายสนธิ ลิ้มทอง

กุล และ นางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ แต่กลับประกาศว่าเป็นฎีกาของประชาชนคนไทยทั้งชาติ

ทั้งแผ่นดินไม่พอใจและได้ รับความเดือดร้อนจากการทำงานของนายกฯทักษิณ ชินวัตร

หลังจากการถวายฎีกา ที่หน้าบ้านพักพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และ หน้าประตูพระบรมมหาราช

วัง เสร็จสิ้นลง นักวิชาการ และประชาชนจำนวนมาก เสนอให้มีการสลายตัว และยุติการชุมนุม

ชั่วคราว เพื่อรอพระบรมราชวินิจฉัย

แต่สนธิ กลับไม่สนใจที่จะรอพระบรมราชวินิจฉัย กำหนดวันชุมนุมขับไล่รัฐบาต่อทันที เพราะ

เห็นว่ากระแสกำลังขึ้น ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การถวายฎีกาของคนไทย ที่จะมีการ

ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อกดดันให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ทางใดทางหนึ่ง

ไม่ว่าจะมีผู้คัดค้าน ทัดทานอย่างไร สนธิ ก็ไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟัง และเดินหน้าต่อ จนทำให้เกิด

คำถามขึ้นมากมายว่าสนธิ ถวายฎีกาเพื่ออะไร ต้องการใช้การถวายเป็นฎีกา เป็นเครื่องมือสร้าง

ข่าว และปลุกระดมมวลชน เพื่อให้เกิดสัญลักษณ์การเผชิญหน้าระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์

กับ รัฐบาล แค่นั้นใช่หรือไม่ แท้จริงแล้วสนธิ ไม่ได้สนใจผลของการถวายฎีกาเลยแม้แต่

น้อย จะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยหรือไม่ สนธิ ก็ไม่รู้สึกทุกข์ร้อน ขอแค่เพียงได้ถวายเป็น

สัญลักษณ์ของการเปิดฉากต่อสู้ยกใหม่กับทักษิณ ชินวัตร ก็เพียงพอแล้ว

แต่ที่น่าสนใจก็คือ นับแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 ที่ได้มีการถวายฎีกาไป สนธิ ก็ไม่เคยกล่าว

อ้างถึงฎีกานั้นอีกเลย และไม่สนใจติดตามด้วยว่าทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยอย่างไร หรือไม่ ทำ

เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

นึกอยากจะยื่นก็ยื่น นึกอยากจะเลิกก็เลิก ทำราวกับว่าการถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระ

เจ้าอยู่หัว มีค่าเสมอเพียงการส่งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันให้ผู้อ่านทั่วไป นึกอยากส่งก็ส่ง นึก

อยากจะเลิกส่งก็เลิก นี่คือพฤติกรรมของผู้จงรักภักดีแบบสนธิ ลิ้มทองกุล

ค ว า ม จ ง รั ก ภั ก ดี แ บ บ ส น ธิ ลิ้ ม ท อ ง กุ ล

หน้า 3 จาก 4

4. การสร้างกระแสเรียกร้องให้ทรงใช้พระราชอำนาจตามมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อเผด็จศึก

ทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ให้ได้ ทั้งๆ ที่การคัดค้าน ทัดทาน ทักท้วงจาก

นักวิชาการจำนวนมาก ว่าเป็นการไม่สมควรที่จะสร้างกระแส กดดัน เรียกร้องให้ใช้พระราช

อำนาจ เพราะไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ แต่ สนธิ ลิ้ม

ทองกุล ก็เพิกเฉยกับเสียงคัดค้านทุกเสียง และเดินหน้าต่อ ปลุกระดมประชาชน ให้เข้าชื่อ ให้

ร่วมส่งเสียง ให้ทรงใช้พระราชอำนาจตามมาตรา 7 เพื่อโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคน

ใหม่

การเรียกร้องนายกรัฐมนตรี พระราชทาน ดังกระหึ่มไปทั่วฟ้าเมืองไทย เพราะสนธิ ชักนำให้

ประชาชนเข้าใจผิด ว่าเป็นสิ่งที่ถูก และเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงทำอะไรก็

ได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ให้อำนาจมากมาย กว่าประชาชนทั่วประเทศจะรู้ว่าการเดิน

ตามสนธิ เป็นสิ่งที่ผิด ขัดรัฐธรรมนูญ มิหนำซ้ำ ยังก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อพระมหากษัตริย์

อีกด้วย ก็ต่อเมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส ว่าการเรียกร้องมาตรา 7 เป็น

การทำให้พระองค์ท่านทรงเดือดร้อน และไม่เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย ท่านจะไม่

พระราชทานนายกรัฐมนตรี นั่นล่ะ ประชาชนจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าเดินผิดทางมายาวไกลมาก

แต่สนธิ ก็ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวกับพระราชดำรัส และความเดือดร้อนของพระบาทสมเด็จพระ

เจ้าอยู่หัว และยังไม่ทันที่พระราชดำรัสจะถูกตีพิมพ์เป็นตัวหนังสือ เผยแพร่ต่อประชาชน

ทั่วไป สนธิ ให้สัมภาษณ์สวนทางพระราดำรัส ทันที ซึ่งคัดลอกมาจากเวปไซต์ผู้จัดการออนไลน์

ดังนี้

“ผู้สื่อข่าวถามว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตรัสว่า มาตรา 7 เรื่องการ ขอนายกฯ

พระราชทานไม่สามารถใช้ได้ นายสนธิ กล่าวว่า “มาตรา 7 พระองค์ท่านก็บอกว่าพระองค์ท่านใช้

ยาก เพราะพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ แต่พระองค์ท่านก็ไม่ได้ บอกว่าพระองค์ท่านจะไม่

ใช้

เมื่อถามต่อว่า แต่กระแสพระราชดำรัสของพระองค์ท่านไม่ต้องการที่จะทำเกินหน้าที่ นายสนธิ

กล่าวว่า ถูกต้อง แต่ว่า ต้องมีคนรับสนองพระบรมราชโองการ ก็แสดงว่าถ้ามีคนรับสนองพระบรม

ราชโองการ พระองค์ก็พร้อมจะใช้

ต่อข้อถามถึงข้อเรียกร้องที่กลุ่มพันธมิตรเรียกร้องนายกฯพระราชทานจะเดิน หน้าต่อหรือ

เปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ นายสนธิ กล่าวว่า “เราก็เดินเหมือนเดิม เพราะเราก็ ยังยืนยันว่าการ

ต่อสู้ครั้งนี้เรายืนหยัดเพราะการเลือกตั้งไม่เป็น ประชาธิปไตย เราก็อยากรู้เหมือนว่าการเลือกตั้ง

ครั้งนี้จะโมฆะหรือเปล่า

เมื่อถามว่า จะทบทวนบทบาทการชูเรื่องมาตรา7 หรือไม่ นายสนธิ กล่าวว่า “เรายังรวมอยู่ใน

ทุกบทบาท เพราะตนคิดว่าถ้ามีคนรับสนองพระบรมราชโองการก็ชูได้ ทำไมจะชูไม่ได้”

ก่อนจะจบท้ายการสัมภาษณ์ว่า

" มันแข็งกร้าวตรงไหน และตนก็เห็นด้วยว่าที่จะให้ทุกอย่างอยู่ในระบอบรัฐสภา แต่ถ้า นายกฯ

และรัฐบาลชุดนี้ลาออกก็ใช้มาตรา 7 ได้ เพราะมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ"

ก็อย่างนี้ล่ะ ถ้อยคำวาจา และการแสดงออกของผู้จงรักภักดีอย่างสนธิ ลิ้มทองกุล

5. การสร้างกระแสปฏิญญาฟินแลนด์ ให้ประชาชนหลงเชื่อและเข้าใจผิดว่า นายกฯทักษิณ วาง

แผนการที่จะแยกสถาบันพระมหากษัตริย์ ออกจากประชาชน ลดบาทบาทและอำนาจของพระ

มหากษัตริย์ ด้วยการปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ และเชื่อมโยงให้เป็นแผนการร้ายของนายกฯ

ทักษิณ ชินวัตร และคณะผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย จำนวนหนึ่ง ที่ไปวางแผนการกันไกลถึง

ประเทศฟินแลนด์ ตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดที่ผูกโยงปะติดปะต่อกันขึ้นมานี้ เป็นการ

จินตนาการของสนธิ ลิ้มทองกุล ชัยอนันต์ สมุทรวณิช ปราโมทย์ นาครทรรพ ซึ่ง สองคน

หลังเป็นลูกจ้าง เขียนบทความแลกเงินค่าคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการของสนธิ ลิ้มทองกุล

นั่นเอง แล้วก็ยังมี โสภณ สุภาพงษ์ อีกคนหนึ่ง ที่ร่วมกันจินตนาการสร้างแผนร้ายนี้ขึ้นมา แล้ว

ก็โยนว่าเป็นความคิดของนายกฯทักษิณ ชินวัตร

กระแสปฏิญญาฟินแลนด์ ไม่ต่างจากกระแสพรรคคอมมิวนิสต์ ในอดีต คือมีการกล่าวหา

นักการเมืองกลุ่มหนึ่งจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ จนนำไปสู่การต่อสู้ และการทำลายล้าง

กันทางการเมืองอย่างรุนแรง

พฤติกรรม ของสนธิ ในเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ ไม่แตกต่างจากเรื่องกรณีทำบุญประเทศไทย ใน

ค ว า ม จ ง รั ก ภั ก ดี แ บ บ ส น ธิ ลิ้ ม ท อ ง กุ ล

หน้า 4 จาก 4

พระอุโบสถวัดพระแก้ว แต่เพิ่มความเข้มข้น และระดับความเกลียดชังคนชื่อทักษิณ ชินวัตร ใน

หัวใจของคนไทย ให้สูงขึ้นหลายเท่าตัว

แต่น่าเสียดายที่พฤติกรรมของสนธิ และ พวกพ้อง ลูกน้องค่ายผู้จัดการ ทำกันมาแล้วหลายครั้ง

หลายหน ถูกจับได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าเป็นความเท็จ ไม่ใช่ความจริง กรณีปฏิญญาฟินแลนด์ จึง

ปลุกไม่ขึ้น เพราะสื่อมวลชนส่วนใหญ่ไม่เล่นด้วย เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อ และผู้กล่าวหาก็

ไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ยืนยันคำพูดของตัวเอง ว่าเป็นเรื่องจริง

นี่ก็คือ พฤติกรรมของผู้จงรักภักดีของ สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้จงรักภักดี ที่ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์

เป็นเครื่องมือทางการเมืองของตัวเองมาโดยตลอด และ ใช้ ความจงรักภักดีต่อสถาบัน

พระมหากษัตริย์ ของคนไทย เป็นเหยื่อ เป็นเครื่องมือในการจุดประเด็น โหมไฟไล่นายกฯทักษิณ

ชินวัตร มาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังไม่สำเร็จ

การสร้างกระแสปฏิญญาฟินแลนด์ ขึ้นมา ก็เป็นอีกครั้งของการจุดกระแสและโหมไฟไล่นายกฯ

ทักษิณ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่กุเรื่องไม่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ หากแต่เกินเลยไปถึงขั้น

คิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ กันเลยทีเดียว

เมื่อ ประมวลการพัฒนาทางความคิดของสนธิ ลิ้มทองกุล จากวันเริ่มต้นต่อสู้กับทักษิณ ชิน

วัตร จนถึงวันนี้ จึงไม่อาจสรุปเป็นอื่นได้ นอกจากว่า

“สนธิ กำลังใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือหาประโยชน์ให้แก่ตัวเอง และเป็นอาวุธ

ประหัตประหารศัตรูของตนเอง โดยหามีความจงรักภักดีอย่าแท้จริงไม่”

ความจงรักภักดีแบบสนธิ ลิ้มทองกุล จึงเป็นความจงรักภักดีจอมปลอม ที่ต้องเร่งกำจัดให้สิ้น

ซากจากแผ่นดินไทย ก่อนที่ประเทศไทยจะลุกเป็นไฟเพราะบุคคลผู้นี้

คนตุลา แบ่งฝ่ายเมื่อมาถึงทักษิณ

บทสัมภาษณ์ เกรียงกมล เลาหะไพโรจน์

 

อดีต เลขาธิการ ศูนย์กลางนิสิตฯในช่วง พ.ศ.2518

 

โดย หนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ ฉบับแทบลอยด์

 

27 สิงหาคม 2549

 

เกรียงกมล เลาหะไพโรจน์

 

"เราไม่ได้ถูกฝึกให้เป็นนักประชาธิปไตย ถูกฝึกให้เป็นนักต่อสู้ที่ยึดอุดมการณ์แบบ

 

เดียวเท่านั้น และเป็นสัจธรรมอีกต่างหาก ลองคิดดีๆ ว่าเราถูกฝึกอะไรกันบ้างตอน

 

เด็กๆ ขอให้ช่วยกันคิดด้วย มิตรสหายทั้งหลายแหล่"

 

"คนเดือนตุลาบางคนก็ไม่เชื่อ แต่พอมีใครเป่าเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ ก็มีอาการนิ่ง

 

เสียแล้วก็ผิวปากตาม บางคนก็เอาพัดพัดตามไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องเศร้าใจที่สุด

 

ผมมิได้กลัวแม้แต่นิดเดียวว่าตัวเองจะต้องตกระกำลำบากเพราะปฏิญญา

 

ฟินแลนด์

 

แต่ผมเศร้าใจว่า โห..เป็นกันได้ขนาดนี้เหรอ"

 

ความขัดแย้งระหว่างคนเดือนตุลาที่อยู่ในรัฐบาลทักษิณ และที่อยู่ในฝ่ายไล่ทักษิณ ปะทุ

 

ขึ้นมาอย่างร้อนแรงเมื่อ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ออกมากล่าว

 

อย่างสะเทือนใจถึงวิธีการที่เพื่อนพ้องน้องพี่ผู้เคยเจ็บปวดจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ด้วยกัน

 

นำมาใช้ ซึ่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นการปลุกความเกลียดชัง สร้างความแตกแยก

 

เหมือน 30 ปีก่อนไม่ผิดเพี้ยน

 

แน่นอน นั่นทำให้เกิดการตอบโต้กลับจากคนเดือนตุลาในฝ่ายไล่ทักษิณ ถึงการที่คนเดือนตุลาใน

 

รัฐบาลยังค้ำจุนอำนาจ "ทรราช" ซึ่งใช้ความรุนแรงเข้าตอบโต้ และมีการปลุกความเกลียดชัง

 

เช่นกันจากกระบอกเสียงอย่าง สมัคร สุนทรเวช, ดุสิต ศิริวรรณ ผู้มีส่วนในความเจ็บปวดฝังใจ

 

เมื่อ 6 ตุลา

 

ความขัดแย้งระหว่าง 2 ฝ่ายที่ต่างก็มีบทบาทสำคัญอยู่ใน 2 ขั้ว คงไม่จบง่ายและคง

 

ต้องวิพากษ์แห่งวิพากษ์กันอีกหลายยก

 

ยกนี้ขอเริ่มด้วย "คนในรัฐบาล" อย่างเกรียงกมล เลาหะไพโรจน์ ก่อน แม้ที่จริงอดีตเลขาศูนย์นิสิต

 

ฯ ปี 2518 จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ไม่เคยมีตำแหน่งใดๆ และปัจจุบันก็

 

"ว่างงาน" เพียงไปมาหาสู่กับเพื่อนบางคน เช่น จาตุรนต ์ฉายแสง แต่ในฐานะคนที่เข้าไปช่วย

 

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ตอนแรกๆ เกรียงกมลก็ไม่สามารถสลัดภาพคนเดือน

 

ตุลาในรัฐบาลออกไปได้

 

บอกก่อนว่าบทสนทนานี้เป็นเรื่องส่วนตั๊วส่วนตัว ที่เกรียงกมลขอถ่ายทอดไปถึงคนเดือนตุลา

 

ด้วยกันโดยเฉพาะ แบบคนที่กล้าท้าทายมาตลอด 30 ปี กระทั่งเจ้าตัวบอกว่ายินดีให้จุดธูปด่า 10

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 3 -

 

ครั้ง แต่กรุณาอ่านแล้วคิดว่าจริงหรือไม่ที่ 30 ปีผ่านไป จนอายุ 50 กันแล้ว คนเดือนตุลาบางส่วน

 

ยังไม่โต ยังจมกับอดีต ยังติดอยู่กับวิธีคิดแบบนักปฏิวัติ ทั้งที่การปฏิวัติล่มสลายไปแล้ว

 

แล้วสุดท้ายก็เอาวิธีคิดทัศนะเดิมๆ มาใช้ในการไล่ทักษิณ?

 

เพื่อนที่เป็นคนดี..............

 

เพิ่งออกทีวีกับสุวิทย์ วัดหนู ในรายการถึงลูกถึงคนและเนชั่นทีวี อย่างที่ไม่ได้ขัดแย้งกันส่วนตัว

 

"โดยส่วนตัวสุวิทย์ เรารู้จักกันมานาน ประมาณช่วงปี 2518 หรือปลาย 2517 ก็ถือว่าเกิน

 

30 ปี สุวิทย์เป็นคนดี และไม่ใช่ผมพูดคนเดียว ทุกคนก็รู้จัก เขาไม่เปลี่ยนแปลง เป็นคนที่มีชีวิต

 

เรียบๆ ง่ายๆ และเขาก็รักชาวบ้าน ทำงานกับชาวบ้าน เกิน 20 ปีมาแล้วหลังจากป่าแตก ฉะนั้น

 

พื้นฐานที่เรารู้จัก ผมไม่มีความสงสัยอะไรในความสะอาดความบริสุทธิ์ของสุวิทย์ แต่แน่นอนละ

 

มันก็มีความเห็นแตกต่างซึ่งเป็นธรรมดา ไม่ใช่แค่เรื่องรัฐบาลทักษิณหรืออะไรหรอก เรื่องทิศทาง

 

การพัฒนาประเทศเราอาจจะต่างกันบ้าง ทัศนคติในงานมวลชนอาจจะต่างกันบ้าง เหมือนกันก็

 

เยอะ ธรรมดา คนที่มาช่วยงานรัฐมนตรีจาตุรนต์ก็ยังมีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นความ

 

แตกต่างที่เรามีกับสุวิทย์ไม่ใช่เรื่องใหญ่ สิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่คือว่าสุวิทย์สะอาด เพราะฉะนั้นพอ

 

เขาเชิญให้มาเจอกับสุวิทย์ในรายโทรทัศน์ ผมก็ไม่มีปัญหาอะไรและก็รู้สึกง่ายที่จะคุยด้วย คุย

 

แบบสบายๆ และไม่คิดว่ามีอะไรต้องหักล้างกัน เพราะว่าผู้ฟังเขามีวิจารณญาณเอง และมันก็เป็น

 

เรื่องพรรคพวก หักล้างกันมันก็เหนื่อย ไม่จำเป็นต้องทำ"

 

บอกว่าเขายอมรับหลายคนที่อยู่ในขบวนการไล่ทักษิณ ว่าเป็นคนสะอาดเหมือนสุวิทย์

 

"เพื่อนเก่าๆ ต้องถือว่าคนส่วนใหญ่เขาบริสุทธิ์ใจนะ อย่างพี่เปี๊ยกนี่ไม่ต้องพูดถึง รู้จักมานานแล้ว

 

ภรรยาผมร่วมงานกับพี่เปี๊ยก 20 กว่าปีที่แล้ว ผมก็รู้จักพี่เปี๊ยก พี่เปี๊ยกทำงานหมู่บ้านเด็ก

 

ภรรยาผมเคยทำงานมูลนิธิเด็กมา ฉะนั้นไม่มีข้อสงสัย ไม่มีความรู้สึกคลางแคลงใจอะไร และ

 

ต้องบอกด้วยว่าในหมู่คนที่เคลื่อนไหวและทำอะไรกันมา ผมไม่ได้รู้สึกกับคนอื่นๆ มากๆ เท่าพี่

 

เปี๊ยกกับสุวิทย์นะ บางคนมันก็ไม่เท่าหรอก ก็เหมือนบางคนที่อาจจะบอกว่ารักสุวิทย์รักพี่เปี๊ยก

 

เชื่อถือ แต่เขาอาจจะไม่เชื่อถือเกรียงกมลเท่าก็ได้ การให้ค่าขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน

 

ความใกล้ชิดได้รู้ได้เห็น"

 

"คนที่เขาไล่นายกฯ ทักษิณหรือคนที่ไม่พอใจ เอาในขอบเขตของคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นภาค

 

ประชาชนก็แล้วกัน ในส่วนนี้ผมคิดว่าส่วนใหญ่เขาเชื่อเขาเห็นด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผมว่าเริ่มต้น

 

เขาไม่ได้ไล่ทักษิณนะ ปีแรกรัฐบาลทักษิณเขาเห็นว่าน่าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ ทิศทางของการ

 

พัฒนาประเทศน่าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่รัฐบาลเห็นต่างจากเขา มันก็สั่งสมมาเรื่อยๆ ซึ่งตรงนี้

 

ถ้ามองลึกๆ เราจะเห็นว่ากรอบความคิดภาคประชาชนหรือ NGO เขามีกรอบความคิดที่แน่นอน

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 4 -

 

หนึ่ง ซึ่งเขาก็มีสิทธิ์ที่จะเชื่อของเขา แต่กรอบอันนี้มันคงจะไม่ตรงกับกรอบของคนที่ทำงาน

 

เศรษฐกิจของรัฐบาล และอาจจะไม่ตรงกับกรอบของนักเศรษฐศาสตร์สายหลักในประเทศนี้ด้วย

 

ซ้ำไป ซึ่งนี่เป็นเรื่องใหญ่กว่าไล่ทักษิณออกไปหรือไม่ออกไป และมันสะสมมาจนถึงที่เขาเห็นว่า

 

ถ้าปล่อยให้เคลื่อนตัวไปแบบนี้มันจะทำให้ประชาชนลำบาก เขาคิดอย่างนั้น ขณะที่คนที่ทำงาน

 

ของรัฐบาลหรือนักเศรษฐศาสตร์สายหลักเห็นว่า ท่ามกลางโลกแบบนี้ต้องรีบยกระดับสังคมให้

 

ก้าวไปให้ทัน ไม่อย่างนั้นจะยิ่งแพ้ ซึ่งตรงนี้ผมเห็นว่ารัฐบาลบกพร่อง-ตรงไหน รัฐบาลจะต้องจัด

 

ให้มีการพูดคุยกันใน floor ใหญ่เลย นักวิชาการ นักคิดภาคประชาชน นักวิชาการภาครัฐ มาคุย

 

ว่าประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 เราจะจัดการให้สังคมไทยเคลื่อนไปอย่างไร ซึ่งไม่เคยจัด ตรงนี้

 

เราตำหนิรัฐบาลได้ อันนี้เป็นจุดบกพร่อง ซึ่งฝากไว้เลยว่าใครจะเป็นรัฐบาลต้องทำอัน

 

นี้ ไม่อย่างนั้นจะเผชิญปัญหาเดียวกัน ใครมาเป็นรัฐบาลจะคุยกันได้แป๊บเดียว สักพักก็จะขัดกัน

 

แล้ว"

 

"โอ.เค.ทีนี้ผ่านไป 5-6 ปีมันก็อึดอัด เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาคิดมันเคลื่อนไม่ออก ทิศทางมันไป

 

ในทางที่เขาไม่เห็นด้วย มันก็ทนไม่ไหว คุณสุวิทย์น่ารักมาก ตรงไปตรงมามาก และก็พูดอะไร

 

อย่างยุติธรรม คนอย่างนี้ต้องเอามาคุย และเขาจะแบปัญหาประชาชนที่เขารับรู้มา ถ้าจะไปอย่างนี้

 

ประชาชนเขาจะไปได้อย่างไร พี่น้องของเขาจะเคลื่อนตัวไปได้หรือไม่ หรือจะเป็นเหยื่อของระบบ

 

ทุนนิยม ผมคิดว่าไม่เพียงแต่รัฐบาล ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นตัวจักรสำคัญต้องลงมาอภิปราย

 

ด้วย และต้องเสนอให้เห็นจะจะ มันไปได้หรือไม่ได้อย่างไร ทำตรงนี้แล้วเงื่อนไขมันจะจบ จะเบาไป

 

เยอะ"

 

แต่รัฐบาลมีอำนาจมาก แล้วก็ไม่ฟังความคิดเห็น

 

"รัฐบาลมีอำนาจมากจริงเพราะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ดร.ทักษิณเป็นคนที่เคลื่อนเร็วบวกกับเสียง

 

ข้างมากด้วย มันก็เลยดูเป็นภาพที่แรง ส่วนเรื่องการฟังไม่ฟัง ผมคิดว่าวันนี้คนที่อยู่ในรัฐบาล

 

รวมทั้งท่านนายกฯ น่าจะต้องเข้าใจได้แล้วว่าจะเคลื่อนตัวไปอย่างไรก็ตามแต่ ต้องจัดให้มีการฟัง

 

และโต้แย้งกันด้วยว่าใช่-ไม่ใช่อย่างไร"

 

ตอนนี้มันเลยจุดนั้นมาแล้ว

 

"เฉพาะหน้าหรือ 5-6 เดือนที่ผ่านมา มันเลยจุดนั้นไปแล้ว แต่ผมยังเชื่อว่าลึกๆ ผู้ใหญ่ในภาค

 

ประชาชนยังอยากให้เกิด สมมติหลังเลือกตั้งพรรคไหนชนะ ผมอยากให้เกิดขึ้น ไม่แน่อาจจะเจอ

 

สูตรที่ดีสำหรับสังคมไทย"

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 5 -

 

ตอนแรกเริ่มรัฐบาลก็หวังกันว่า คนเดือนตุลาในรัฐบาลจะเป็นตัวกลางประสาน แต่

 

ไม่สามารถทำได้

 

"ตรงนี้พวกนักกิจกรรมเก่าที่มาอยู่ในรัฐบาลพูดได้อย่างเดียวว่า สิ่งที่เพื่อนฝูงตั้งความหวังไว้ต้อง

 

ถือว่าไม่ผิดนะ และถือว่าควรจะตั้งความหวังด้วย เป็นสิทธิ์ที่จะคาดหวัง ส่วนคนที่อยู่ เมื่อมาจน

 

ขณะนี้ ในเรื่องนี้ต้องยอมรับว่ายังทำไม่ได้ดี ผมรับผิดกับเพื่อน-ไม่เป็นไร เพียงแต่ว่าผม

 

อาจจะโชคดี ผมมีบทบาทน้อยมาก ถึงเพื่อนฝูงจะมองว่ามีบทบาทเยอะ แต่ไม่เป็นไร ผมก็รับ

 

เพราะว่ามันก็ยังอบอุ่น มันรู้สึกว่าเพื่อฝูงยังหวังกับเรา แต่จริงๆ แล้วทำไม่ได้มากเพราะผมไม่มี

 

ตำแหน่งแห่งที่ที่สำคัญ"

 

มันหลายเรื่องไม่ใช่เศรษฐกิจอย่างเดียว ความเป็นประชาธิปไตย ทำให้คนข้างนอกรับไม่ได้

 

ความรู้สึกเขาคือฝากความหวังไม่ได้

 

"ผมเข้าใจ ผมคิดว่าไม่ต้องทำอย่างอื่น น้อมรับคำวิจารณ์ก็แล้วกัน อย่าเสียเวลาไปแก้เลย ซึ่ง

 

จริงๆ แล้วเพื่อนหลายคนที่อยู่ในรัฐบาลก็พยายามทำกัน แต่คำว่ารัฐและกลไกรัฐมันใหญ่มากนะ

 

สมมติมีข้าราชชั้นผู้น้อยไปปฏิบัติไม่ดีต่อผู้นำการชุมนุมประท้วงเพื่อสิทธิของชุมชน เรื่องเกิดใน

 

หมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่ง จะมีชั้นผู้น้อยบางคนไปเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล พวกเราไม่รู้หรอก ผู้ว่าฯ

 

จังหวัดนั้นก็ไม่รู้ ยกเว้นกรณีใหญ่ๆ อาจจะได้รับรายงานช้า แต่คนตัวเล็กๆ ที่ได้รับผลกระทบเป็น

 

ผู้นำตรงนั้น รู้สึกว่าอำเภอก็รู้หมดแล้วว่านาย ก. นาย ข.เป็นผู้นำชาวบ้าน เคยถูกคนนั้นขู่ แต่มัน

 

เป็นไปไม่ได้เลยที่ตรงนี้จะรู้ เราก็ต้องโดนไปด้วย ก็เป็นธรรมดา"

 

อย่างไรก็ดี เกรียงกมลย้อนให้ฟังว่าการแก้ปัญหาที่ไม่สำเร็จและเกิดการกระทบกระทั่งกัน ส่วนหนึ่ง

 

ก็มาจากภาคประชาชนด้วย

 

"อยากฟังใจจริงๆ ของผมไหม ถ้าผมพูดเรื่องรูปธรรมก็จะทำให้โกรธกัน คนบางคนในส่วนที่

 

เรียกว่าภาคประชาชน ผมมีตัวอย่างพอสมควร ตั้งรัฐบาลใหม่ๆ กรรมกรไทยเกรียงมีการชุมนุม

 

จะไปที่บ้านนายกฯ ผมได้รับแจ้งจากหมอพรหมินทร์ ตอน 11 โมง ผมก็ไป กรรมกรนั่งรถบัสมา

 

น่าจะถึงบ่าย 4 ผมไปเที่ยงกว่า ไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยว เพิ่งจะมีตำรวจชั้นผู้น้อยตั้งเต็นท์ 3-4 คน ผม

 

เป็นนักเคลื่อนไหวจึงไปดูก่อนว่าจะมีอะไรและจะป้องกันอย่างไร ประมาณอีกชั่วโมงผมรู้สึกว่า

 

น่าจะหาพยาน บังเอิญเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พี่จรัล ดิษฐาภิชัย ซึ่งผมรู้จักมา

 

ตั้งแต่ปี 2514 ผมรักเคารพเขามาก ผมบอกพี่จรัล กรรมกรไทยเกรียงจะมาบ้านนายกฯ นะพี่ มา

 

ช่วยดูหน่อย พี่จรัลก็อธิบายให้ฟังว่า เรื่องนี้ลำบากเพราะในทางกฎหมายกรรมกรคงสู้เขาไม่ได้"

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 6 -

 

"ผมจะเอ่ยชื่อคน เขาจะชี้แจงมาก็ได้ เพราะเป็นเรื่องเสียหายร้ายแรงต่อฝ่ายประชาชน ผู้นำ

 

กรรมกรชื่อสมยศ ผมจำนามสกุลไม่ได้ เด็กกรุงเทพฯ ขาวๆ แต่พูดแค่นี้เอ็นจีโอต้องรู้จัก พี่จรัลก็

 

มา เรา 3 คนมาคุยกัน ผมบอกสมยศทั้งหมดเป็นแบบนี้นะ เขาก็รู้อยู่แล้วในทางกฎหมายสู้ไม่ได้

 

เขาบอกจะเข้าไปบ้านนายกฯ ผมบอกตำรวจไม่ให้ไปถึงแน่นอน ตำรวจจะบล็อกไว้เพราะมัน

 

อันตราย เขาก็บอกเข้าใจ ไปถึงแค่ไหนก็แค่นั้น แล้วจะยื่นหนังสือ ขอให้หมอพรหมินทร์มารับ

 

หนังสือ"

 

"ที่ผมตกลงกับคุณสมยศคือยื่นหนังสือ และมากกว่านั้นอีก ผมบอกผู้ประกอบการขนาดใหญ่เขามี

 

จุดอ่อนในทางกฎหมายทั้งนั้น ผมจะพยายามขอร้อง ตอนนั้นมีข้อเรียกร้องให้รับกรรมกรกลับเข้า

 

ไปทั้งหมด แล้วก็มีเรื่องเงินค่าชดเชย ผมจะขอให้ฝ่ายกระทรวงการคลังบอกให้ภาคเอกชนผ่อน

 

หนักผ่อนเบาได้ ซึ่งผมคิดว่าทำได้ พี่จรัลเห็นด้วย สมยศเห็นด้วย สมยศพูด 2 ครั้ง พี่เอาตามนี้

 

ครับ"

 

"หลังจากรับปาก พอขบวนเคลื่อนจากจรัญสนิทวงศ์ไป เพิ่งเข้าซอยผมก็ขอซ้อนท้ายตำรวจเข้าไป

 

ดูข้างใน ก็เจอจริงๆ ว่าเขาบล็อกเอาไว้ เป็นตำรวจโรงพักต่างๆ และมีกำลัง 191 ปรากฏว่า 191

 

ตั้งแถว 2 ชั้น มีแผงเหล็ก

 

"พอขบวนเริ่มเคลื่อน นายตำรวจซึ่งผมไม่รู้จักว่าเป็นใคร น่าจะไม่ต่ำกว่าชั้น พ.ต.อ.บอกว่า

 

อันตรายนะครับ อย่าปล่อยให้เข้าไปเลย ที่จริงเขาจะไม่ให้เข้ามาในซอยนั้น ผมบอกเราตกลงกัน

 

แล้ว เขาจะไปอยู่ในจุดที่เรากั้น มีปราศรัยร้องเพลงก็ไม่เป็นไร แล้วหมอพรหมินทร์จะมารับ

 

หนังสือในตอนเย็น ปรากฏเดินไปถึงแผงกั้น ที่มานี่ใช้รถปิกอัพคันหนึ่งแล้วก็ยืนปราศรัย ซึ่งก็เป็น

 

เรื่องปกติของการชุมนุม จนกระทั่งมีน้องผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเคลื่อนไหวกรรมกร เป็นที่รู้จักกันอยู่

 

ขึ้นไปปราศรัย คว้าไมค์แล้วชี้ไปที่ตำรวจที่กั้นว่าเปิดให้เราเข้า เราจะเข้าไป-กรรมกรเขาไม่ลุก

 

ทันทีนะ เพราะกรรมกรไทยเกรียงส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอายุมาก บางคนยังมายืนคุยกับผม

 

ทบทวนเรื่องสมัยที่ผมเคยไปทำงานกรรมกรที่พระประแดง ยังจำประวัติศาสตร์กันได้ เป็น

 

กรรมกรเก่ามาก น้องคนนี้ขึ้นไปพูดไมโครโฟนครู่ใหญ่ๆ คนถึงลุกขึ้น ผมตกใจมากก็เข้าไป

 

หา เอ่ยชื่อเขา บอกว่าคุณไม่ใช่เป็นกรรมกรนะ คุณอย่าทำอย่างนี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นคุณรับผิดชอบ

 

ได้หรือเปล่า คุณเอาไมค์ให้คนอื่นพูด เขาไม่สนใจเลย พูดต่อ ผมไปเดินหาตัวนายสมยศ ผมไม่

 

เจอหน้าเลย อยากให้เขามาเคลียร์ปัญหานี้ต่อเอ็นจีโอทั้งหมด"

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 7 -

 

"พอพังรั้วเหล็กไปได้ผมตกใจมาก ผมปีนกำแพงบ้านข้างๆ เข้าไปห้ามตรงกลางวงนั่นแหละ ผม

 

โกรธมากที่ทำแบบนี้ ห้ามไม่อยู่วุ่นวายไปหมด แก๊สพริกไทยมันก็แสบพอสมควร ด่ากันไปว่ากันไป

 

ท่านดำรงศักดิ์ นิลคูหา ที่ต่อมาเป็น ผบช.น. ท่านก็มาบอกทำกับผมแย่มาก เขาบีบอวัยวะเพศ

 

ผม ผมไม่เห็นหรอกเพราะมันชุลมุนมาก ก็มีคนเจ็บ หลังจากนั้นผมเซ็งมากเลย"

 

บอกว่าสาเหตุที่กรรมกรพังเข้าไปได้ ก็เพราะตัวเขาเองไปขอร้องตำรวจ ให้ถอนกำลัง 191

 

ออกไปก่อน เอาไปอยู่ในซอยไม่ให้มายืนตรงรั้วเหล็ก ให้มีแต่ตำรวจโรงพัก เพราะภาพที่ออกมาจะ

 

ไม่เหมาะ นั่นยิ่งทำให้เซ็งหน

 

"หลังจากเกิดเรื่องแล้วเขายังชุมนุมต่อ แต่เริ่มสงบลง ด่ารัฐบาลปราบปรามประชาชน น้องๆ

 

ของเรามาเลย บางคนขย่ม ใช้คำว่าชนชั้นปกครองปราบปรามประชาชน ทั้งหมดทำเหมือนสมัย

 

30 ปีที่แล้ว แต่ว่าทำในศตวรรษที่ 21 ผมยืนดูผมพยักหน้า-เอากันอย่างนี้เหรอ ลูกหมอ

 

พรหมินทร์วันนั้นมีอุบัติเหตุขาหัก หมอพรหมินทร์ต้องมารับข้อเรียกร้องแล้วกลับไปพาลูกไป

 

โรงพยาบาล ถัดมาอีกวันบทความกรุงเทพธุรกิจเขียนถึงผมเหมือนอยู่ในเหตุการณ์ และผมก็

 

เขียนตอบกลับไป สรุปคือตั้งแต่วันนั้นผมเริ่มถูก-ไม่ใช่ใครหรอก เพื่อนพ้องน้องพี่ทั้งนั้น-ใช้คำ

 

ว่าจัดการปราบปราม นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง"

 

"อีกตัวอย่างชัดๆ ตอนม็อบท่อก๊าซ พี่จรัลบอกว่าเขาจะเคลื่อนตัวออกมาจากที่จะนะ เขาจะเคลื่อน

 

มา เจ.บี.หาดใหญ่ พี่จรัลแกคาดการณ์อะไรได้เยอะเพราะเคลื่อนไหวมานาน สักบ่าย 3 ไม่รู้จะไป

 

ตั้งสถานีที่ไหน ก็ไปตั้งที่อีสานไทเฮาที่สถานีรถไฟ กับเพื่อน 3-4 คน นั่งโทร.เบรกกัน ให้ระวังกัน

 

สักทุ่มกว่าพอตีกันผมก็เลิกโทร.แล้ว แม่-ตีกันจนได้ หลังจากนั้นก็ไปพูดกันในเอ็นจีโอนี่แหละว่า

 

ผมกับอ้วน (ภูมิธรรม) อยู่โรงแรม เจ.บี.บัญชาการ บังเอิญโชคดีที่มีพยาน นี่มันหลายครั้งมากที่

 

เข้าหูผม"

 

"อีกครั้งหนึ่งก็ได้ ผู้ว่าฯ สมัครเอาเทศกิจมาเคลียร์ปากมูล รัฐมนตรีจาตุรนต์ตอนนั้นอยู่สำนัก

 

นายกฯ ผมโทร.ไปบอกว่าอย่าเข้าทำเนียบฯ เลย เทศกิจเต็มไปหมด จาตุรนต์ก็เครียดมาก พอบ่าย

 

โมงก็โทร.มานัดกินข้าวที่ปริ๊นเซส ไปนั่งห้องอาหารญี่ปุ่น 2 คน เกิดอาการเซ็ง ก็นั่งคุยกัน อีก

 

หลายวันมีคนมาบอกผม เขาพูดว่าพี่เกรียงหลังจากเคลียร์ม็อบปากมูลแล้วก็ไปเจอสมัครที่

 

โรงแรมปริ๊นเซส ผมก็นึกไม่ออก เลยถามคนขับรถจาตุรนต์ เฮ้ย วันนั้นสมัครไปหรือเปล่า สักพัก

 

เขาบอกว่าเออจริง สมัครเขามา"

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 8 -

 

30 ปีที่ไม่เปลี่ยน?

 

"คุณถามผมว่าแรกๆ ก็ดี ทำไมตอนหลังความพยายามมันแผ่วไป บางทีมันมากไป สำหรับผม

 

นะ คือผมเป็นคนที่โชคดีและโชคไม่ดี คือว่าผมทำสิ่งที่ดีๆ บ้างไม่ได้มากนัก สมัยเป็นนักศึกษาก็

 

ไปลือว่าเป็นวีรชนไปเลย ปี 2518 เป็นเลขาฯ ศูนย์นิสิตฯ ก็ไม่ได้ทำมากขนาดนั้น แต่บางอย่างผม

 

ทำผิดหรือทำไม่ดีบ้าง น้อยก็ลือไปมาก หรือบางทีไม่ได้ทำก็เอาไปลือ ถ้าหากว่าไม่ชอบ ซึ่งผมไม่

 

อยากได้สิ่งที่ไม่พอดี"

 

"ทั้งหมดที่เล่ามาต้องแยกว่า ผมก็ยังมีทัศนะหลายอย่างต่างจากพวกเราในงานเอ็นจีโอนะ แต่

 

ความแตกต่างไม่ใช่ประเด็น หน้าที่ผมคือปกป้องพวกเขา ผลักดันให้ความคิดพวกเขามาอยู่บน

 

เวทีอยู่บนโต๊ะ แต่ผมอาจจะผิดก็ได้ ความคิดเขาอาจจะถูกก็ได้"

 

กรณีไทยเกรียงที่ยกมา คล้ายๆ กับการไล่ทักษิณในตอนนี้ใช่ไหม เกรียงกมลยังไม่ตอบคำถามนี้

 

แต่ขอย้อนไปวิเคราะห์ความคิดของคนเดือนตุลาในอดีต

 

"ย้อนกลับไปทบทวนเรื่องเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ว่าเด็กหนุ่มสาวในตอนนั้นได้มีการเคลื่อนไหวทางสังคม

 

อย่างไร แล้วเด็กนักเรียนชั้นประถมและมัธยมต้นเมื่อ 30 ปีที่แล้วที่เห็นพี่ๆ มหาวิทยาลัยกำลังทำ

 

ได้รับอะไรไปด้วย ซึ่งคนพวกนี้ปัจจุบันอายุ 40 เศษๆ อยู่ในทุกวงการ"

 

"การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนฝ่ายก้าวหน้าจำนวนไม่น้อยหรือส่วนที่แหลมๆ ของการเป็น

 

ฝ่ายก้าวหน้า ถูกชี้นำหรือคิดตามแนวการเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบบปฏิวัติ แนวชี้นำอยู่ใน

 

ขณะนั้นก็คือต้องดำเนินการปฏิวัติด้วยกำลังอาวุธ การต่อสู้ทางรัฐสภาไม่ใช่การต่อสู้ที่ถูกต้อง มี

 

แต่ใช้ชนบทล้อมเมืองจึงจะถูกต้อง ความคิดใดๆ ก็ตามที่ทำให้ความเชื่อนี้เขวหรืออ่อนแอต้อง

 

วิพากษ์ให้ตก เพราะอาจจะเป็นความคิดของลัทธิแก้ หรือพวกเบี่ยงเบนแนวทาง การต่อสู้ใน

 

เมืองทำเพื่อสนับสนุนการต่อสู้ทางอาวุธ ใช้เงื่อนไขทุกอย่างเพื่อสนับสนุนการต่อสู้ด้วย

 

อาวุธ เพราะฉะนั้นเยาวชนคนหนุ่มสาวคนใดก็ตามทีที่ได้รับความคิดแบบนี้ จะถือการต่อสู้ทั้งปวง

 

เป็นเพียงเครื่องมือปลุกระดมคนให้เห็นธาตุแท้ของชนชั้นปกครอง ซึ่งมีเพียง 2 อย่างเท่านั้น คือ

 

หลอกลวงและปราบปราม ไม่มีแบบที่ 3 และเด็กในวัยนั้นได้ปฏิบัติกันแบบนี้ๆ"

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 9 -

 

"วันนี้บางคนอายุ 50 กว่ายังมีความเชื่อความคิดคล้ายๆ กันอยู่ ลองเช็กดูดีๆ เพียงแต่ว่าไม่มี

 

พรรคคอมมิวนิสต์แล้ว แต่ยังแกะไม่ออก แต่ไม่เป็นไรถ้าบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่แกล้งเป็นนะ แกล้งเป็น

 

ผมไม่คุยด้วย มีแกล้งเป็นหลายคน ทั้งมีตำแหน่งเป็นนักการเมืองก็มี ผมสงสารคนที่เป็นจริงๆ ว่า

 

เชื่อง่าย ไปตรวจสอบกันเอง ไปดูแลกันเอง วันนี้เกรียงกมลเอาใจช่วย แม้ไม่ได้อยู่ในหมู่พวก

 

ท่านแล้ว แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่คิด เพราะเหนื่อยมาก อยู่กับพวกท่านผมเหนื่อยมาก ผมจะ

 

ช่วยคนที่บริสุทธิ์ วันนี้ใครที่ลำบากถูกรังแกผมยังช่วยเหมือนเดิม แต่ขอให้สะอาดและบริสุทธิ์ คิด

 

ไม่เหมือนกันไม่เป็นไร"

 

หมายถึงว่า 30 ปีที่ผ่านมา พวกเราไม่มีจุดหมาย แต่ก็ยังต่อต้านทุนนิยมกันสุดขีด

 

"ถ้าพูดอย่างนั้นมันเหมือนไปว่าเขาหนักเกินไป แต่ที่ผมพูดเพราะต้องการให้เห็นว่า 30 ปีที่แล้วเรา

 

ไปไกลมาก คนหนุ่มสาวทิ้งบ้านทิ้งครอบครัว ทิ้งอนาคต ปฏิบัติมากๆ มันติด มันฝังมันเชื่อ เขาชวน

 

กันไปทำความดีและงดงามในความรู้สึกเขา มันติดได้ และวันนี้จน 30 ปีผ่านไป ยังไม่มีใครเสนอ

 

ทฤษฎีใหม่มาแทน ถ้าเป็นสิ่งดีๆ จริงเขาก็คงรับ คนเดือนตุลาที่ว่ากันอาจจะออกจากทักษิณหมดก็

 

ได้ แต่ตอนนี้มันไม่มี และมันเป็นแบบนี้ทั้งโลก ที่บ้านยายผม ผมกลับไปบ้านยาย ไม่มีควายแล้ว

 

คนที่เคยทำนาตอนนี้เป็นผู้รับเหมา พนักงานเทศบาล ช่างฝีมือ นี่คือชาวนากลาง-ล่าง ถ้าทำนาก็

 

จ้างรถไถมาไถ แค่หว่านเอง เสร็จแล้วก็ไปรับเหมาก่อสร้างต่อ พ่นยาฆ่าแมลง พอเกี่ยวก็มีรถมา

 

รับจ้างเกี่ยว สังคมเปลี่ยนไปมาก"

 

พวกเราหลายคนยังติดความคิดแบบเดิมๆ ไม่เอาทุนนิยม ไม่เอารัฐบาล ทั้งที่บางคนเป็นนักธุรกิจ

 

ขับเบนซ์ แต่ความคิดยังแบบเดิม อย่างนั้นใช่ไหม

 

"เหมือนเดิมจริงหรือเปล่า" เกรียงกมลยิ้ม

 

ยังมีความคิดแบบเดิม ปฏิเสธอำนาจรัฐ? "ปฏิเสธจริงหรือเปล่า คุณปฏิเสธรัฐมีปัญญาทำธุรกิจเป็น

 

ร้อยๆ ล้านได้หรือ บางรายรวยเป็นพันล้านเลย ที่อยู่เบื้องหลังพันธมิตรฯ ซ้ายจริงๆ หรือเปล่า ผม

 

ถามนิดเดียว"

 

"ถ้าไม่เป็นซ้ายก็ต้องบอกเพื่อนๆ ว่าไม่ได้เป็นแล้ว ขอเป็นคนซึ่งรักความเป็นธรรมธรรมดา อย่าไป

 

แสดงตัวซ้ายหลอกเพื่อน ผมไม่ได้เป็นซ้ายแล้ววันนี้ ผมไม่ใช่ซ้ายในแบบเดิมแล้ว แต่ผมก็มีใจ

 

อยากจะทำอะไรดีๆ คนซึ่งเขาอยู่ทางขวาก็บอกเกรียงกมลเหมือนซ้าย แล้วแต่เขา แต่ผมคิดว่าผม

 

ไม่ได้เป็นซ้าย เพราะซ้ายที่เรารู้จักมันมีนิยามที่แน่นอน เพราะฉะนั้นที่ไปคลุกกันอยู่ ผมว่าก็มีซ้าย

 

อยู่เยอะนะ แต่ว่าที่ไม่เหมือนเดิมก็มีพอสมควร"

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 10 -

 

"การคัดค้านทักษิณรอบนี้เป็นแกงโฮะ คือรวมสารพัดอย่าง ไปคลี่ดูว่าบนถนนราช

 

ดำเนินมีกี่แบบกี่อย่างเต็มไปหมด และในเชิงความคิดทางการเมืองก็ขัดแย้งกันมากๆ

 

เชิงอุดมการณ์ทางสังคมก็ไม่เหมือนกันเลย แต่ไปรวมกันเพื่อจะไล่ทักษิณ คงจะ

 

เหมือนกันอย่างเดียวคือไม่อยากให้ทักษิณอยู่"

 

"ทำไปเถิด อยากจะทำอะไรก็ทำ เป็นสิทธิ์ที่จะทำ เพียงแต่อย่าละเมิดกฎหมาย และเรื่องใหญ่สุด

 

ก็คือต้องระมัดระวังอย่าให้เกิดความรุนแรง เพราะสังคมไทยพอเกิดความรุนแรงจะ

 

ไม่เรียนรู้อะไรเลย บางทีความรุนแรงมากๆ อาจจะทำให้ทักษิณกระเด็นไปเลยก็ได้ ถามว่า

 

ทักษิณนี่-เอาละเขาก็มีค่าในตัวเขาเอง มีค่าต่อครอบครัวเขา แต่ในแง่การเปลี่ยนแปลงทาง

 

สังคม ทักษิณคนเดียวไม่ได้มีค่ามากพอถึงขนาดทำให้เกิดความรุนแรง มันไม่คุ้มเลย ผมถึง

 

เสนอว่าจัดอภิปรายใหญ่เลย ทักษิณอยู่แล้วเสียหายอย่างไร ทำไมถึงต้องไปเท่านั้น หาคนมา

 

อภิปรายฝ่ายละ 2 คนก็ได้ เพราะจริงๆ ยังไม่ได้พูดอะไรกันชัดเจนสักเท่าไหร่เลย แต่มีความรู้สึก

 

เกิดขึ้นกว้างขวาง มาดูว่ามันมีเรื่องอะไรบ้าง และจัดการเรื่องนั้นอย่างไร หรือสรุปแล้วว่าไม่เอา

 

ทักษิณแล้ว"

 

"ต้องถามว่าทำไมถึงมีคำว่าไม่เอาทักษิณ ก็เพราะว่าทักษิณอยู่ และทักษิณอยู่ได้อย่างไร มาจาก

 

ไหน เดิมเขาเป็นคนธรรมดาไม่ใช่เหรอ ทักษิณมาตั้งพรรคการเมือง ใช้เงื่อนไขกติการัฐธรรมนูญ

 

ซึ่งพวกเรานี่แหละธงเขียวโบกกันทั้งประเทศเลย แล้วเราก็บอกทำให้ได้ประโยชน์ ครอบงำแบบ

 

นั้นๆ เพราะฉะนั้นถ้าจะไม่เอาเขา อย่าให้เขาเป็นนายกฯ อย่าให้เขาได้รับการเลือกตั้ง คุณก็ไป

 

รณรงค์ทั้งประเทศเลย เอาให้แพ้โหวตเลย"

 

เขารู้ว่าทำไม่ได้ "เพราะโหวตยังไงทักษิณก็ชนะอยู่"

 

คนต่างจังหวัดก็เอาทักษิณอยู่ดี "สมมติว่าเชื่อตามเขา ก็ต้องถามกลับไปว่าเราจะเอา

 

ประชาธิปไตยไหม ประชาธิปไตยไม่มีทางเลือกอื่นเลยนะ ต้องมาลงคะแนนเสียงกัน วันนี้คล้ายๆ

 

กับรู้แล้วว่าถ้าหย่อนบัตรทักษิณอาจจะชนะ ต้องบอกว่าการรณรงค์ไม่เอาทักษิณคราวนี้ไม่ใช่

 

การรณรงค์ธรรมดานะ ต้องพูดตรงๆ เลยว่า เกิน 6 เดือนมาแล้วหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ

 

ไม่เอาทักษิณ ข่าวทีวี-ข่าววิทยุก็เล่นตามสื่อหนังสือพิมพ์ เกิน 6 เดือน ถ้าบอกว่าโหวต

 

ก็ยังชนะ ต้องตั้งคำถามกลับว่าทั้งหมดนี้เราจะเข้าใจอย่างไร และถามว่าคนที่จะโหวตให้

 

ทักษิณทั้งในเมืองและต่างจังหวัด ถามว่าเขารู้ไหม เขาเปิดวิทยุก็ได้ยิน ทีวีก็ดู เขาก็รับรู้เหมือน

 

คนที่ไม่เอาทักษิณ แต่เขาก็ยังเอาอยู่ คงไม่ได้หมายความว่าคนพวกนั้นโง่หมดนะ

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 11 -

 

“ผมว่าถ้าถามใจหนังสือพิมพ์วันนี้-เหนื่อยเหลือเกิน ทำไมล้มยากนัก ต้องถามกลับ

 

ว่าที่บ่นว่าเหนื่อยเหลือเกิน และไม่ไปสักทีเพราะอะไร ทำไมที่ผ่านมาทำง่ายและคราวนี้ทำยาก

 

ทำไมประชาชนส่วนใหญ่ยังเอาอยู่ ชาวไร่ชาวนา พ่อค้าในกรุงเทพฯ คนชั้นกลาง เขาคิด

 

ประโยชน์ของเขาทั้งนั้นแหละว่า เขาเลือกใครเขาจะได้อะไร ใครบอกว่าซื้อเสียง ลองกำ

 

เงิน 100 ล้านลงไปภาคใต้ ถ้าไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ได้สัก 3-4 เขต ผมจุดธูปกราบ

 

เลย ซื้อไม่ได้เพราะเขารู้สึกว่าเขาผูกพัน เขายังพอใจที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์อยู่ และลองกำเงิน

 

ไปเท่าๆ กันลองไปสู้ในเขตแข็งๆ ของภาคเหนือ อีสาน ของไทยรักไทย ซื้อได้ไหม"

 

ย้ำอีกว่าทั้งที่ กกต.ก็มาจากศาล แต่ยังกลัวเลือกตั้งแพ้ทักษิณ

 

"ตลกมากตรงที่มีอยู่ 42 คน ให้ที่ประชุมศาลฎีกาเลือกเหลือ 10 คน ต้องถือว่า 10 คนนี้เป็นคนที่ที่

 

ประชุมศาลฎีกาพอใจที่สุดแล้ว แล้วยังบอกว่าจะมีการล็อกโผ ถ้าคิดกันว่าใน 5 คนที่ได้รับ

 

เลือกตั้งมีการใช้เงินซื้อวุฒิฯ แล้วเขาจะทำงานต่อได้อย่างไร อันนี้ต้องคิดดีๆ ว่าเรากำลังทำอะไร

 

กันอยู่ คิดถึงลูกหลานตัวเองด้วย เด็กจะได้เรียนรู้อะไร"

 

"สมมติว่าได้ 5 ท่านที่ทรงคุณธรรมอย่างยิ่งมา ผมถามไปยังคอการเมืองทั้งหลาย มี ส.ส.คน

 

ไหนในประเทศไทยบ้างในการเลือกตั้งที่ผ่านมา หรือ 5-6 ครั้งที่ผ่านมา มีใครใช้เงินไม่ถึงล้าน

 

แล้วเป็นผู้แทนบ้าง เพราะฉะนั้นมันจะมีคนแข่งกัน 3-4 คนที่ใช้คนละ 7-8 ล้าน บางเขตเกิน 50

 

ล้าน กกต.ผู้ทรงคุณธรรมทั้ง 5 ท่านได้ตัดสินว่าคนที่ใช้ 18 ล้านชนะ ก็ต้องไปรับรองว่าเลือกตั้ง

 

โดยชอบ คนแพ้ที่ใช้ 20 ล้านบอกว่าเขาใช้เยอะกว่าเขายังแพ้เลย มันจะใช้เท่าไหร่ ไปร้องเรียน

 

แล้วก็ไม่ให้ใบแดง คุณคิดว่าใครเสียหาย"

 

"เวลาจะผลักดันอะไร ต้องคิดต่อๆ ไปนะ ลึกๆ แล้วเกรียงกมลดูถูกเพื่อนรุ่นเดียวกันหลายคนที่

 

ออกมาให้สัมภาษณ์ มาขึ้นเวที บอกได้เลยว่าผมดูถูก-หลายคนมาก เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะ

 

เกิด เขาเก่งกว่าผม เขาคิดได้ลึกกว่าผมมาก อยู่ในระบบเลือกตั้งมาด้วย หลายๆ คนก็ยังไปขึ้นเวที

 

ไปปราศรัย พูดจ้อเหมือนระบบบริสุทธิ์หมด อย่าพูดอะไรให้มันเกินเลยความเป็นจริง

 

การเคลื่อนตัวของศาลรอบนี้น่าเป็นห่วงมาก ศาลท่านบริสุทธิ์ใจ แต่ท่านได้ก้าวเข้ามาอย่างที่ ดร.

 

ธงชัย วินิจกูล บอกว่าศาลได้ก้าวมาในขอบเขตที่ศาลขาดประสบการณ์ การเมืองเขาแย่งชิงอำนาจ

 

กัน เปรอะกับเปื้อนสู้กัน เทาแก่กับเทาดำสู้กัน มีเทาอ่อนอยู่บ้าง แล้วจะต้องไปบอกว่าอันนี้ขาว

 

มันไม่มีขาวเลยในการเลือกตั้ง เป็นที่รู้กันหมด นี่คือความเป็นจริงประเทศไทย"

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 12 -

 

จำแนกประเภท.............

 

พูดถึงหมอมิ้งที่ออกมาแสดงความสะเทือนใจว่าเพื่อนพ้องน้องพี่กำลังปลุกความเกลียดชัง

 

"ผมเห็นในทีวีแว้บหนึ่ง ผมไม่ได้ยินทั้งหมด ผมสะเทือนใจไหม ไม่ถึงขนาดนั้น แต่ผมมีความรู้สึก

 

ว่า-เฮ้ย เราน่าจะเข้าใจอะไรที่มันตรงกับสิ่งที่มันเป็น และช่วยกันผลักดัน คุณอยู่ข้างนอกรัฐบาล

 

คุณทำเต็มที่เลย ผลักมาโดนพวกผมบ้างไม่ว่ากัน แต่ขอให้แม่นและพยายามทำให้ได้ดีๆ แต่ว่า

 

ผลักสะเปะสะปะ จนไม่รู้ว่าข้างหน้าที่คุณผลักไป มีคนเขาพยายามลากเข้าไปหาด้วย ซึ่งเป็นอะไร

 

ก็ไม่รู้และอันตรายต่อสังคมด้วย ขอให้ดูหน่อย"

 

"ผมไปอภิปรายที่อนุสรณ์สถานเมื่อหลายเดือนที่แล้วตอนที่ราชดำเนินยังชุมนุมอยู่ มีผู้

 

อภิปราย 2 คน ผมกับหมอเหวง ผมพูดว่าใจแข็งๆ หน่อย ภาคประชาชนแยกมาตั้งเวทีต่างหาก

 

เลย รู้ไหมว่าพื้นฐานของกำลังในถนนราชดำเนิน พื้นฐานที่แข็งแรงที่สุดคือภาคประชาชนที่ร้อย

 

กันทั่วประเทศ คุณใจแข็งๆ แล้วสื่อเขาจะเห็น และสนับสนุนเวทีนี้ ผลปรากฏว่าไม่ทำ ทุกอย่างก็

 

เดินไปเหมือนเดิม ก่อนหน้านี้ก็ไปกันแบบละล้าละลัง จริงๆ แล้ว หัวๆ ประชุมกันเขาไม่ได้มี

 

จุดยืนเหมือนกันสักหน่อย แต่ประชุมกันเพื่อให้ทักษิณออกไป ซึ่งมันลงทุนเยอะเกินไป ผมพูดแล้ว

 

ว่านายกฯ ทักษิณเขาคงมีค่าสำหรับตัวเขาเอง ครอบครัวเขา แต่เขาไม่มีค่ามากขนาดลงทุนกันใน

 

สังคมแบบนี้ เพื่อให้เขาออกไป ไม่คุ้มเลย"

 

"และก็กลัวทักษิณจะทำแบบนั้นแบบนี้ ทำได้ที่ไหน ทรราชอะไร ไทยโพสต์พาดหัวมาเป็นปี

 

ทรราชตัวจริงขอโทษที-แค่ประชุมกอง บก.ว่าจะพาดหัว มันเก็บหนังสือหมด ล็อกตัวที่บ้าน

 

นิยามคำว่าทรราชเสียหายมากในการใช้ในประเทศไทย (หัวเราะ) เป็นเรื่องตลกที่สุดสำหรับ

 

ประเทศไทย นิยามทรราช ที่ราชดำเนินคนที่พูดคำว่าทรราชเป็นเรื่องจิตวิทยา คนคิดเขามีสำนัก

 

เขาอยู่ เขาโยนไป คนที่รับก็ขยายออกไปจุดนั้นจุดนี้ ปัญหาคือว่า-เฮ้ย อดีตนักต่อสู้เมื่อ 30 ปีซึ่ง

 

รู้จักคำนิยามพวกนี้ทุกอย่าง เดินเข้าไป รับกันทั้งหมด และเคลื่อนกันไปๆ ขอโทษนะ น่าอายมาก

 

น่าอายที่ 30 ปีที่แล้วเคยคิดอะไรได้เยอะ ผ่านไป 30 ปีนอกจากไม่ได้คิดอะไรได้มากขึ้น บางอย่าง

 

ถอยหลังด้วย แต่ทั้งหมดนี่ผมยังรักกันอยู่นะ และพร้อมจะช่วยเหลือสนับสนุน รักเหมือนเดิม"

 

ที่จริงคนเดือนตุลาหรือว่าฝ่ายซ้ายเก่าที่อยู่ในขบวนการไล่ทักษิณ ก็รู้ว่าสิ่งที่ฝ่ายอื่นในพันธมิตรฯ

 

นำเสนอนั้นไม่ถูกต้อง แต่เฉย บางคนก็ยังเสนอสิ่งที่ผิดหลักการเสียเองด้วย พวกนี้เป็นพวกไร้

 

เดียงสาหรืออคติ

 

"ในขบวนที่ไล่ทักษิณนะ ในหมู่พวกเรา ความจริงมันมีหลายแบบ คนที่ผมให้ความเคารพมากคือ

 

กลุ่มพี่เปี๊ยก สุวิทย์ แต่ก็มีอีกพวกซึ่งผมคิดว่าเป็นพวกระบำรำฟ้อน ลมเพลมพัด เดี๋ยวก็อยู่กับ

 

รัฐบาลนี้ เดี๋ยวก็อยู่รัฐบาลนั้น เดี๋ยวก็อยู่กับนักการเมืองคนนั้นคนนี้ ซึ่งผมเข้าใจไม่ได้หรอกว่า

 

เกลียดทักษิณอะไรมากมาย"

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 13 -

 

"พวกที่สามเป็นพวกที่สะอาดเหมือนพวกพี่เปี๊ยก สุวิทย์ แต่โรแมนติกมาก พวกนี้ใน

 

งานวันที่ 1 ธ.ค. งานเขตงานต่างๆ ยังสวมหมวกดาวแดงร้องเพลงปฏิวัติสนุกสนาน และก็เป็นพวก

 

ที่เกลียดทุกอย่างที่เรียกว่านายทุน เกลียดจริงไม่จริงอีกเรื่องนะ คงพอจะนึกภาพเห็นหน้าคนบาง

 

คนได้ ซึ่งก็เป็นคนดีทั้งนั้นและยังเจอกันอยู่ พวกนี้ก็ไปเฮโลเต็มราชดำเนินเหมือนกัน ถ้ามี

 

ประชาชนที่ไหนและประชาชนโจมตีรัฐบาลหรือต่อสู้กับผู้ปกครอง พวกนี้ก็จะไป และก็จะฝ่าย

 

ต่อต้านแบบน่ารัก บางทีก็บุกไปได้จนถึงหน้าขบวนและก็ไปตะโกนกับตำรวจได้อย่างจริงจัง

 

เหมือนกัน อันนี้เป็นผลผลิตของขบวนการเดือนตุลา เพราะฉะนั้นพูดเรื่องคนตุลาต้องพูดให้หมด

 

มีตั้งหลายแบบหลายอย่าง"

 

พวกที่ 2 นี่มีความพัวพันทางการเมือง มีเบื้องหลัง

 

"มีบ้างไม่มีบ้าง เป็นบางคราว เขาอาจจะโต้ว่าเกรียงกมลคุณก็พัวพันทางการเมือง โอเคไม่เป็นไร

 

จะไม่ปฏิเสธ หมอมิ้งนี่เต็มๆ ไม่ต้องปฏิเสธ ก็ให้เพื่อนวินิจฉัยเราเอาก็แล้วกัน ไม่ว่า"

 

อย่างสังศิต ประพันธ์ "เอาเถอะ"

 

"จริงๆ แล้วมันเกิน 3 แบบด้วยซ้ำ แบบที่มีมากและมีเยอะ น่าที่จะเข้าใจเขา และน่าที่จะไปเสวนา

 

กับเขามากๆ เลย คือแบบของเครือข่ายประชาชนที่เขาทำงานชนบท อันนี้น่าเห็นใจมาก เขาอยู่กับ

 

ปัญหาของชาวบ้านจริงๆ เขาไม่ชอบใจกลไกรัฐ พวกนี้จะเป็นแบบที่ 4 เหนื่อยและสะอาด ซึ่งเขาก็

 

เป็นเครือข่ายเดียวกับพวกสุวิทย์"

 

นักวิชาการ ส.ว. ตอนแรกดูเหมือนบริสุทธิ์ใจ "นักวิชาการปฏิญญาฟินแลนด์หรือเปล่า" ขัดขึ้นแล้ว

 

หัวเราะ ประเภทตุลาการภิวัตน์ หรือหลายๆ คน ที่ดูเหมือนจะสู้มากๆ แล้วไม่ชนะสักทีก็เลยคิด

 

ว่าจะทำทุกวิธีให้ชนะ

 

"สู้มากๆ แล้วทักษิณก็ไม่แพ้สักที เอายังไงก็เอากัน ตุลาการภิวัตน์ ทุกวิถีทาง ต้องถามกลับว่า สู้

 

เพื่อใคร สู้เพื่ออะไร ที่สู้ต้องสู้ให้ประชาชนได้ประโยชน์ เพื่อยกระดับความรับรู้สังคม ในความคิด

 

ผมการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นผลปลายสุดท้าย สิ่งที่มีค่าที่สุดคือการยกระดับความเข้าใจ

 

ความคิด จิตสำนึกของประชาชน อันที่สองยกระดับความสามารถประชาขนในการจัดตั้ง สร้าง

 

องค์กรที่แข็งแรงไว้ปกป้องผลประโยชน์ ยิ่งมีเวลานานเท่าไหร่ในการให้การศึกษาประชาชน มี

 

เวลานานเท่าไหร่ในการจัดตั้งประชาชนยิ่งดี แต่นี่เอาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยการ

 

สลับพรรคการเมืองมาเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด เอาการให้การศึกษาประชาชนไว้ท้ายสุด ลืม

 

การจัดตั้ง เพราะไม่เคยพูดเรื่องการจัดตั้งเลย มีแต่รวมกลุ่มคนแล้วไปชี้หน้าทักษิณว่า

 

ออกไปๆ"

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 14 -

 

"โทษที ขออนุญาตโม้ว่าฝีไม้ลายมือคนพวกนี้ ทั้งให้การศึกษาประชาชน จัดตั้งประชาชน ต่ำชั้น

 

ห่างไกลเกรียงกมลมาก ผมตั้งคำถามกลับว่านี่คือความก้าวหน้าหรือ คนก้าวหน้าต้องคิดให้

 

การศึกษาประชาชน นี่เฮโลกันไปถนนราชดำเนิน ร้องเพลงสิงคโปร์โตก-หยาบคายที่สุด คน

 

ก้าวหน้าอะไรไปชูคำขวัญแบบนั้น ไปร้องเพลงแบบนั้น คนก้าวหน้าจะต้องตั้งคำถามว่านี่คือการ

 

ชุมนุมที่นำโดยใครกันแน่ แต่ไม่เคยสงสัยเลย เป็นเดือนๆ ขอโทษทีนะเครือข่ายภาคประชาชน

 

เกือบทุกสาขา ไปกันเยอะมาก"

 

"ฝากถามว่าเกรียงกมลหรืออดีตสหายสัก จ.น่าน ถามว่าก้าวหน้าตรงไหนบอกมาซิ บนเวทีนี้มี

 

ความก้าวหน้าอะไร ตั้งแต่คำขวัญ ทุกๆ เรื่องไล่มา และต้องถามว่าได้เคยคิดเคลื่อนไหวอย่าง

 

ก้าวหน้าไหม ที่บอกไป ได้ให้การศึกษาประชาชนแค่ไหน ยกระดับความสามารถในการคิด

 

วิเคราะห์ให้เท่าทันระบบที่เอาเปรียบเขาหรือไม่ พวกนี้เอาหลังมาไว้หน้า และไม่ได้ทำสิ่งที่เป็น

 

พื้นฐานเลย ในสายตาผมพวกนี้ไม่ใช่คนก้าวหน้าและไม่ใช่การเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้า ผมถึง

 

บอกว่าเพื่อนที่ดีเหล่านั้นมีหลายแบบ ผมยังถือว่าเป็นเพื่อนที่ดี ผมให้เกียรติ ไม่มี

 

เหตุผลที่จะบอกว่าเขาไม่ดีเพราะเขาดี แต่ดีกับความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และงาน

 

ที่ผลิตออกมานั้น ต่างกันนะ"

 

"วันสองวันนี้ยังได้ยินว่าถ้ามีการรัฐประหารเขาจะเอาเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์มาเป็นเหตุผลในการ

 

รัฐประหาร ผมไม่คิดว่าจะมี และก็ทำไม่ได้ด้วย อย่าไปเสียเวลาคิด ไม่มีทหารคนไหนจะมาทำ

 

รัฐประหาร เพราะเขารู้ว่าเขาจะเสียหาย ประเทศชาติก็เสียหาย แต่เนื่องจากข่าวนี้แสดงว่า

 

ปฏิญญาฟินแลนด์ยังไม่จบใช่ไหม อยากถามนักวิชาการที่ออกมาพูดเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์หรือ

 

ใครที่ออกมาพูดผ่านสื่อ แจ้งความจำนงไปที่ไทยโพสต์ ผมอยากจะเชิญมาขึ้นเวทีอภิปราย ออก

 

ทีวีด้วย เชื่อนักเชื่อหนาว่าเป็นปฏิญญาที่ไม่ดี มาออกกับผม เพราะผมไปเที่ยว และผมไม่ได้ทำ

 

อะไรเลย เป็นการไปเที่ยวที่มีหม่อมหลวงไปอีก 2 คน คนหนึ่งยศ พล.ต.ต. อีกคนหนึ่งมีพี่สาว

 

ทำงานในวัง พี่ชายเป็นทหารราชองครักษ์ มันไร้สาระมาก มีความลับอย่างเดียวที่ไม่อยากพูดคือ

 

ดื่มเบียร์กันเกือบทุกวัน เพราะว่าไปเที่ยว"

 

"เอาไปพูดเป็นคุ้งเป็นแคว และเป็นดอกเตอร์ตั้งแต่ผมยังขาสั้น ใช้ไม่ได้ อย่างน้อยสองคนนี้ เป็น

 

คนที่ใช้ไม่ได้ ผมเจอก็จะไม่ไหว้และไม่เรียกอาจารย์ด้วย ผมเข้าปี 1 ปี 2514 คนหนึ่งเป็น

 

ดอกเตอร์มาแล้วหลายปี อีกคนเพิ่งจบใหม่ ผมรู้จักมา 35 ปี และเคารพนับถือตลอด สมัยพรรค

 

พลังใหม่ผมก็ไปช่วย ยุค อ.คึกฤทธิ์เป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ สองคนนี้ก็อยู่ในกรรมการ

 

ร่างรัฐธรรมนูญเผยแพร่ประชาธิปไตย

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 15 -

 

ผมก็เป็นลูกศิษย์ช่วยงานอยู่ อำนวยชัย (ปฏิพัทธ์เผ่าพงศ์) ที่ไปฟินแลนด์ด้วยกันก็ทำงานด้วย 2

 

ใน 4 ปฏิญญาฟินแลนด์ก็อยู่ด้วยกันในนั้น แล้ววันดีคืนดีทำแบบนี้"

 

"สรุปคือว่าเพื่อให้ทักษิณไปให้ได้ อะไรจะเกิดก็ช่างมันแล้ว เฮ้ย-ไม่ได้นะ ไม่ต้องคนก้าวหน้า

 

หรอก อาจารย์สองคนนี้ก็ไม่ใช่คนก้าวหน้า แต่แค่นี้ก็ไม่มีความเป็นนักวิชาการแล้ว และมิได้มี

 

ความรับผิดชอบใดๆ ต่อสังคมเลย ส่วนอดีตคนก้าวหน้านั้นไม่ใช่คนก้าวหน้า โดยเนื้อมันไม่ใช่แล้ว

 

แต่มันยังมีคนดีอยู่ มันคิดอย่างนี้ก็ต้องบอกว่าเฮ้ยไม่ใช่นะ"

 

เรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ คนเดือนตุลาด้วยกันก็คงไม่เชื่อ แต่ก็เฉย คิดว่าเออ ก็ดี

 

ทักษิณจะได้ไปเร็ว รวมถึงการปลุกผีคอมมิวนิสต์ทั้งที่ตัวเองก็รู้ว่าไม่จริง แต่เงียบ

 

"สิ่งที่เป็นอยู่เป็นแบบนี้ ที่ผ่านมา 3 เดือนเป็นแบบนี้เลย คนที่เคยเรียกตัวเองว่าฝ่ายก้าวหน้า

 

หรือบางส่วนเป็นคนรุ่นเดียวกับพวกผม เรียกว่าคนเดือนตุลา บางคนก็ไม่เชื่อ แต่พอมีใครเป่า

 

เรื่องนี้ ก็มีอาการนิ่งเสียแล้วก็ผิวปากตาม บางคนก็เอาพัดพัดตามไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องเศร้าใจ

 

ที่สุด ผมมิได้กลัวแม้แต่นิดเดียวว่าตัวเองจะต้องตกระกำลำบากเพราะปฏิญญาฟินแลนด์ แต่ผม

 

เศร้าใจว่า โห เป็นกันได้ขนาดนี้เหรอ เกลียดทักษิณขนาดเรื่องที่ล้าหลัง เรื่องที่ไม่เข้าท่า ป้าย

 

สี ก็ยังโบ้ยให้เป็นเรื่องไปได้เรื่อยๆ

 

จัดตั้งคนหนึ่งเป็นจัดตั้งในกรุงเทพฯ และหลังป่าแตกแล้วยังทำตัวเป็นจัดตั้งอยู่ เอ่ยชื่อก็

 

เป็นที่รู้จัก เดี๋ยวนี้ยังคุมคนฝ่ายก้าวหน้าเต็มไปหมด พูดกับใครต่อใครว่าปฏิญญา

 

ฟินแลนด์จริงนะ เฮ้ยคอมมิวนิสต์อะไร ตลก ผมนี่เป็นแค่สมาชิก สยท. สมาชิกพรรค

 

คอมมิวนิสต์ยังไม่เคยเป็นเลย" (จัดตั้งหมายถึงสหายนำของพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต

 

สยท.เป็นองค์กรของ พคท. มีระดับรองกว่าสมาชิกพรรค)

 

"ถ้าใช้คำเบาที่สุดนะ กับความคิดที่ว่าอะไรก็ได้ให้ทักษิณออกไป อย่างเบาที่สุดที่จะต่อว่าคนนั้น

 

คือเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองนักเคลื่อนไหวทางสังคมที่มักง่าย ซึ่งอันนี้เบาที่สุดแล้ว

 

นะ ถ้าไกลไปกว่านั้นก็เป็นพวกที่ล้าหลังมาก สิ่งที่คิดว่าทำแล้วก้าวหน้า เป็นสิ่งที่ล้าหลัง และเป็น

 

อันตรายต่อระบบคิดระบบความเข้าใจของประชาชนมาก"

 

"กลับบ้านไปเอาไทยโพสต์ฉบับนี้ไปอ่านเลย และไปคิดนิดหนึ่ง จะด่าเกรียงกมล จุดธูปด่าก่อนสัก

 

10 รอบก็ได้ พอด่าเสร็จแล้วบอกว่าเอาละวะกูขออ่านเกรียงกมลอีกสักทีหนึ่ง ว่ามันมีอะไรที่กู

 

ต้องคิดบ้าง ต่อหน้ากระจกที่มองตัวเองในกระจก กูขอคิดจริงๆ สักที หลังจากกูด่ามึงมาหลายปี

 

แล้ว และก็ด่าไปอีก 10 รอบแล้ว ให้จุดธูปด่าอีก 10 รอบเลยแต่ขอให้ไปอ่านแล้วคิดสักนิดหนึ่ง ว่า

 

เฮ้ย มันไปกินดีหมีมาจากไหนวะ มันดีเด่มาจากไหนมากล่าวหาพวกเราที่ทำงานให้ประชาชน

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 16 -

 

มันกล่าวหาร้ายแรงว่าเราล้าหลัง เราทำสิ่งซึ่งกลับหัวกลับหางกัน เราไม่เคยทำสิ่งที่เป็นหลัก ผม

 

ไม่ว่าหรอก หรือถ้าจะนั่งคุยกับผมก็ได้ ในคนที่ผมกล่าวถึงทุกประเภท นัดคุยกับผมได้เลย และไป

 

ในที่ที่คนฟังมากๆ ยิ่งดี ถ้าเป็นรายการทีวีสดยิ่งชอบเพราะไม่ต้องตัดต่อ สดๆ เลยชอบที่สุด และจะ

 

ได้เกิดความรับรู้ต่อสังคม"

 

วันที่ออกทีวี เขาพูดให้เครดิตสุวิทย์, พิภพ ว่าสะอาดกว่าคนเดือนตุลาในรัฐบาลบางคนอีก

 

"แน่นอน แต่ต้องอธิบายนะ ต้องพูดอย่างนี้ว่าคนที่เขาทำงานเพื่อสังคมและเขาตั้งใจทำ สุวิทย์ วัด

 

หนู พิภพ ธงไชย ใครต่อใครอีกหลายๆ คน ไปทำงานให้ประชาชน ทำแล้วพวกข้าราชการที่

 

เกี่ยวข้องเขาก็ไม่ชอบหน้า และเขาก็ไม่ใช่ว่ากินเงินเดือนเป็นแสนเป็นล้านที่ไหน เราเห็น ผม

 

ไม่ได้ให้เครดิตทุกคนนะ ผมเลือกให้ และผมก็พูดในทีวีวันนั้น ในแง่เขาเป็นคนที่สะอาด และ

 

สะอาดกว่าเพื่อนคนเดือนตุลาหลายๆ คนที่อยู่ในรัฐบาล ทำไมถึงพูดคำนั้น สะอาดกว่าผมด้วย

 

แม้ผมไม่มีตำแหน่งก็สะอาดกว่าผม คือจะบอกว่าผมมาช่วยงานรัฐบาลแล้วผมสะอาดเท่าสุวิทย์

 

สะอาดเท่าพี่พิภพนี่เราอาย เราไม่ได้สกปรกอะไรหรอก แต่เขาสะอาดกว่าเรา เหมือนกับวันนี้ถ้า

 

ยังมีป่าอยู่ สหายสุวิทย์ สหายพิภพ อยู่แนวหน้า เทียบกับพวกไปทำงานแนวร่วมชั้นสูง ก็ไม่ต้อง

 

ไปจิบไวน์ เพราะพวกแนวร่วมชั้นสูงจะจิบไวน์ อยู่ห้องแอร์ บางทีก็เผลอไปที่อโคจรบ้าง เพื่อให้

 

สมกับคนทำงานแนวร่วมชั้นสูง เราบอกเฮ้ยเขาสะอาดกว่าสหายตรงนั้น ธรรมดา พวกผมอยู่

 

นี่ไม่มีทางสะอาดกว่าเอ็นจีโอหรอก แต่เราไม่สกปรก เพียงแต่ว่าหลายปีมา

 

นี้ เพื่อนเราที่อยู่ข้างนอกทำให้พวกเราล้าไปมาก ทำให้พวกเรามีกำลังใจน้อยลงไป

 

เยอะมาก จนไม่ค่อยมีแรงที่จะทำอะไรสักเท่าไหร่แล้ว"

 

เป็นเพราะไม่ได้รับความเข้าใจ เป็นเพราะเขาอคติกับการเมือง กับอำนาจรัฐ อย่างนั้นใช่ไหม

 

"ตั้งแต่ครั้งแรกเลย ปีแรกของทักษิณเลย ที่บ้านนายกฯ กรรมกรไทยเกรียง ไล่มาเรื่อย ผมไล่ให้ฟัง

 

แค่ 3 เรื่อง ความจริงมีมากกว่านั้นอีก มีข้อกล่าวหาเกรียงกมลเป็นตัวจัดการทำลาย

 

ม็อบ ตลก ผมจะบอกให้ มีการชุมนุมเพียงครั้งเดียวที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ที่ผมดำเนินการ เพราะ

 

ผมรับไม่ได้เลย ก็คือการชุมนุมของกลุ่มคนที่เรียกว่าม็อบสวนส้มปทุมธานี"

 

"เขาอ้างว่าต้นส้มตายมาจากโรงไฟฟ้าวังน้อย พวกผมไปดูโรงไฟฟ้าวังน้อย ไปดูสถานที่ เชิญ

 

นักวิชาการจากกระทรวงเกษตรฯ ไปคุยกับคนทำสวนส้มด้วย สิ่งที่พบคือดินบริเวณนั้นเป็นดิน

 

เหนียวที่มีความหนาแน่นสูง มันไม่เหมาะอยู่แล้วที่จะปลูกส้ม ตัวส้มมันก็เป็นโรคอะไรสักอย่าง

 

หนึ่ง ซึ่งทุกฝ่ายยอมรับหมด เจ้าของสวนส้มรายใหญ่รายย่อย สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะโรงไฟฟ้า

 

วังน้อย ผู้มาชุมนุมไม่มีเจ้าของสวนส้มรายใหญ่เลย มีรายเล็กๆ มากันแบบจริงจังบ้าง อายๆ บ้าง

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 17 -

 

แต่มีข้อเรียกร้องเต็มไปหมด ต้องได้ค่าชดเชย กลุ่มคนที่มา วันแรกผมไปโรงไฟฟ้าวังน้อย ไปกับ

 

เพื่อนสองคน อยู่บนไมโครโฟนพูด โอ้โหข่มขู่จะฆ่าเลย เขาคงไม่ฆ่าจริงแต่ข่มขู่หยาบคายมาก

 

ผมอยู่กับการชุมนุมมวลชนมานาน บนเวทีไม่มีนักเคลื่อนไหวพวกเราเลย อันที่สอง ก้าวร้าว เอา

 

เรื่อง หลังจากนั้นก็มีรายงานว่าเบื้องหลังมีใครบ้าง อย่าไปเอ่ยชื่อเลย บางทีความจำเป็นที่จะต้อง

 

เลี้ยงคนมันก็ต้องเปิดทางให้คนได้ค่าตอบแทนจากรัฐ"

 

"ตอนสุดท้ายก็ได้เงินไปจริงๆ แต่สิ่งที่ผมบอกว่ามีครั้งเดียวที่ผมดำเนินการกับการชุมนุม คือเขามา

 

ชุมนุมหน้าทำเนียบฯ เทส้มระเกะระกะหมด และก้าวร้าวมาก ตีรวน ผมออกไปดู ตำรวจปราบ

 

จลาจลก็มีแผงกั้นเหล็ก รถก็ติดวุ่นวายไปหมด มันต้องใช้วิธีแบบพิเศษ ผมเลยไปบอกตำรวจ

 

ถอนออกให้หมดเลย ไม่ต้องยุ่ง ปล่อยเขา ให้เขาปิดทำเนียบฯ อยู่อย่างนั้นแหละ พอเอาแผงเหล็ก

 

ออก รถวิ่งมาก็เจอส้มกอง รถแท็กซี่ รถเมล์ เขาก็ต่อว่า เถียงกันไปเถียงกันมา วุ่นวายมาก

 

เกือบจะตีกัน ในที่สุดเขาก็เลิกไปเอง

 

อันนี้ค่อนข้างจะเหี้ยมนะที่ผมทำ คือผมดูแล้วมันแย่มาก

 

นี่คือที่ผมดำเนินการอันเดียว นอกนั้นผมไม่เคยทำ แต่พูดถึงผมมากมายไปไกลมาก"

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 18 -

 

ฝากให้โกรธ...............

 

ในหมู่คนที่ไล่ทักษิณ ก็มีคนเดือนตุลาหลายคนเป็นตัวเดินเกมอย่างเช่นเรื่องจัดตั้งคนไปด่านายกฯ

 

"อ.สังศิตใช่ไหม ท่านแสดงตัวเต็มที่เลย ออกทีวีด้วย-เรามีมาตรการหลายอย่าง เป็นการรวมกัน

 

โดยไม่มีใครเป็นประธาน-เป็นการจัดตั้งที่แปลกที่สุด"

 

ยังมีคนตุลาที่อยู่ข้างสนธิ ที่เดินๆ เกมอยู่ทุกวันนี้ จะบอกคนพวกนี้ยังไง

 

"ผมก็กลับไปตรงที่พูดไปก่อนหน้านี้ เราไม่เอาทักษิณใช่ไหม อยากให้ทักษิณออกไปใช่

 

ไหม เหตุผลของเขาถูกผิดไม่ต้องว่ากัน เอาเป็นว่าเขาอยากให้ทักษิณออกไปใช่ไหม หาวิธีให้

 

ออกไปใช่ไหม ผมก็แนะนำกลางโทรทัศน์ช่อง 9 วันก่อนว่า ก็ไปสร้างเครือข่ายเพื่อให้การศึกษา

 

ประชาชนสิ ว่าทักษิณผิดถูก ดีไม่ดีอย่างไร ถ้าเราเป็นฝ่ายก้าวหน้า อ.สังศิตเป็นฝ่ายก้าวหน้า

 

ไม่ใช่เหรอ เศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์นี่ ผมรู้จักตั้งแต่ปี 2515 แล้ว เดี๋ยวนี้ทุกคนยังคิดว่าเป็น

 

ฝ่ายก้าวหน้า เพราะฉะนั้นต้องทำ สร้างเครือข่ายให้การศึกษาประชาชน เสียดายความรู้

 

ต่างๆ เพราะฝ่ายก้าวหน้าก็อยากให้ประชาชนยกระดับความคิดและไปสู่การจัดตั้ง ประชาชนจะ

 

ได้แข็งแรง แต่สิ่งที่ไปทำมันตรงกันข้าม

 

ผมถามว่าเปล่งคำขวัญว่า ทักษิณออกไปๆ คนพูดได้เข้าใจอะไรไหม คนฟังได้รับรู้อะไรไหม ก็คือ

 

โกรธเกลียด ไม่ได้อะไรสักอย่าง นักเรียนอนุบาล ป.5 ป.6 พ่อแม่บอกทักษิณออกไปๆ เด็กก็ไม่

 

รู้อะไร ตรงกันข้ามถ้าจัดอภิปรายให้ความรู้ เขาไม่เห็นด้วยเขาก็อภิปราย เด็กก็ยังรู้พ่อแม่ไปฟัง

 

อภิปราย พ่อแม่จะไปไหน ไปไล่ทักษิณกับไปฟังอภิปราย เป็นพ่อแม่คนละชั้นนะ"

 

"ซ้ำอีกทีว่าเกรียงกมลดูถูกมาก ให้โกรธด้วย กลัวว่าคนพวกนี้จะสร้างให้เกิดความรุนแรง ความ

 

เสียหาย และไม่ได้อะไรเลย คนที่อาลัยอาวรณ์ทักษิณก็คือคนที่รักเขา เครือญาติเขา คนที่ยังเชื่อ

 

เขาในทางนโยบาย ถ้าเขาจะต้องไป แต่ว่าคนในสังคมใหญ่ทั้งหมด ได้อะไร ต่อต้านทักษิณนาน

 

มากนี่ได้อะไรบ้าง ได้บ้างนะไม่ใช่ว่าไม่ได้ ไปพูดอย่างนี้เดี๋ยวหาว่าว่าเขา แต่สิ่งที่ได้มาเยอะคือ

 

อารมณ์ความเกลียดชัง ซึ่งมันไม่ควรจะได้ อยากได้เหตุผลได้ความเข้าใจมากๆ เพราะอารมณ์

 

มากๆ ก็ได้ความรู้น้อย

 

แต่ที่เขาทำกันทั้งหมด ดอกเตอร์เต็มไปหมด เขาสร้างอารมณ์ความเกลียดชัง"

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 19 -

 

"ถ้าเป็นผมจะไม่ให้ลูกผมไปเรียนหนังสือที่พวกนี้สอน เพราะว่าพวกคุณไม่ qaulified

 

เป็นดอกเตอร์หัวหน้าภาควิชาปกครองฉีกบัตรเลือกตั้ง ตลกที่สุด

 

ด้วยความเคารพในฐานะที่ผมเรียนกฎหมาย ผมยังมีความคิดเห็นว่าในทางกฎหมายน่าจะตีความ

 

ค้นคว้าคำพิพากษาว่าฉีกบัตรเลือกตั้งไม่ผิด ซึ่งอาจจะถูกแล้วในทางกฎหมายก็ได้ หรืออาจจะมี

 

การแก้ไขในอนาคตโดยคำพิพากษาที่สูงกว่านี้ก็ได้ ผมไม่แน่ใจนะว่าการฉีกบัตรเลือกตั้ง โดยเชิญ

 

สื่อมวลชนมา และนำไปฉีกทั้งประเทศ เป็นการกระทำที่ถูกกฎหมาย"

 

"สมมติว่าศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคไทยรักไทย สมมติเล่นๆ ฐานคะแนนของเขารับไม่ได้กับสิ่งที่

 

เกิดขึ้น 10 กว่าล้าน ฉีกบ้าง มันเป็นประชาธิปไตยเหมือนกันเพราะมันไม่ผิดใช่ไหม ผมถามสิว่า

 

อาจารย์หัวหน้าภาควิชาปกครองคนนี้จะอธิบายอย่างไร แกก็ต้องบอกว่ามีสิทธิฉีก พูดได้ไหม ไม่

 

ผิดมั้งมันฉีก 10 กว่าล้านคน อันนี้น่าคิดนะครับ"

 

"ผมถึงพูดก่อนหน้านี้นานแล้วว่าพวกคนเดือนตุลาเพื่อนเราทำอะไรไม่คิด ไม่ดูผลข้างหน้าจะเป็น

 

อะไร และไปผลักดันเกิดกระแสสังคม สื่อมวลชนตอบรับ ดันไปดันมาจนองค์กรสถาบันบางอย่าง

 

เคลื่อนตัวไปตามข้อเรียกร้อง แล้วก็ไปทำในสิ่งที่จะตอบอนาคตไม่ได้ นี่คือความเสียหายมาก ที่

 

ได้เกิดแล้ว และโชคดีมากนะ พวกที่ชูข้อเรียกร้อง แหมชอบกันหมดเลย มาตรา 7 ทั้งพรรค

 

การเมือง เครือข่าย พี่น้องเราทั้งหลายแหล่ เดือนตุลา พฤศจิกา เอากันทั้ง 12 เดือนเลย หมอ

 

เกือบทั้งประเทศ โชคดีมากที่ในหลวงท่านบอกว่าใช้ไม่ได้ มั่ว"

 

ถ้าหันไปมองในมุมของฝ่ายที่ไล่ เขาอาจรู้สึกอึดอัดมากว่าทำอะไรไม่ได้ ทักษิณไม่เป็น

 

ประชาธิปไตยแต่ก็สู้ในการเลือกตั้งไม่ได้ เมื่อไม่มีทางออกทำอย่างไรให้ทักษิณไปแล้วค่อยว่ากัน

 

ใหม่

 

"ให้ผมวิจารณ์นะ เขายังไม่ได้พยายามทำอะไรที่จริงๆ จังๆ ที่จะสู้กับทักษิณ เขาเคยพยายามที่จะ

 

จัดตั้งกลุ่มเพื่อไปแลกเปลี่ยนเรื่องสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าระบอบทักษิณ กับกลุ่มอาชีพต่างๆ ในสังคม

 

สักกี่ครั้ง ทำสักกี่ครั้งลองนับใหผ้ มดูซิ ถ้าสิ่งที่เขาเรียกว่าระบอบทักษิณไม่ดีจริงและไม่ดี

 

มากๆ ใครฟังก็ต้องพยักหน้าตาม อันที่หนึ่งคือเขายังไม่ได้พยายามทำแบบวิธีที่หนึ่ง

 

เลยซึ่งทั้งหมดนี้เรียกว่ากระบวนการให้การศึกษาประชาชนชั้นชนต่างๆ ยังไม่ได้ทำ

 

จริงจังหรือเกือบไม่ได้ทำเลย เขาอยู่ในกลุ่มก้อนพวกเขาเอง ประชุมกันเอง คุยกันเอง ทำแต่

 

ยังทำไม่มาก ตรงนี้ต้องถามกลับด้วย ถ้าเขาบอกว่าทำมากแล้วยังไม่ได้ผล ยิ่งต้องถามว่าทำไม แต่

 

ผมเชื่อว่าเขายังทำไม่มากนะ"

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 20 -

 

"อันที่สองถ้าเขาสรุปว่าเขาทำแล้วจนไม่ไหวแล้ว เขาจึงต้องเอาแบบนี้ และอะไรจะเกิดหรือความ

 

เสียหายบ้างมันก็ชั่วคราว ฟื้นได้ อันนี้เป็นการสรุปทางความคิดความเข้าใจ ซึ่งผมใช้คำเบาที่สุด

 

ก็คือมักง่าย มากกว่านั้นคืออันตรายมากต่อสังคม ต่อความเสียหายและต่อความรับรู้ของ

 

ประชาชน อันตรายมากนะ นี่ถ้าผมเป็นขวาผมกล่าวหายิ่งกว่านี้อีก ผมก็มีสิทธิกล่าวหาได้ ลอง

 

คิดสิข้างหนึ่งคิดอย่างไร อีกข้างหนึ่งคิดอย่างไร เขามีสิทธิกล่าวหามากกว่านี้ได้เยอะแยะ และผม

 

บอกได้เลยนะถ้าคิดได้ง่ายๆ อย่างนี้ ไม่มีทางชนะ"

 

"ผมว่าเขารู้อยู่แล้วว่าไม่ชนะ จึงเป็นเรื่องที่จะอะไรก็ได้ คนเป็นดอกเตอร์ก็เลยมานั่งประชุมกัน ถ้า

 

อย่างนั้นก็ไปตะโกน ไปนั่นไปนี่ ทำไมสุดท้ายมาเลือกใช้วิธีที่เปราะบางที่สุด

 

เรากำลังจะพาสังคมไทยไปสู่เหตุผล หนักแน่นและใช้เหตุผล แต่พวกนี้กำลังดึงสังคมกลับ

 

ไปสู่การเผชิญหน้า และไปสู่ข้อสรุปว่าตราบใดที่คนคนนี้อยู่สังคมก็แตกแยก คนนี้แหละ

 

ทำให้สังคมแตกแยก เขาต้องการอันนี้และเขาสร้างมาปีกว่าแล้ว ต้นตอความแตกแยกของ

 

สังคมไทยคือทักษิณ คนแตกแยกทุกระดับ ผมจะบอกให้นะ นี่เป็นเรื่องที่สังคมไทยกำลังจะก้าว

 

ไปอีกขั้น ไม่ใช่ว่าทักษิณจะอยู่ได้หรืออยู่ไม่ได้ แต่ในทางความคิดมันถกเถียงกันกระทั่งผัว

 

เมีย พี่น้อง เถียงกันว่าใช่ไม่ใช่ เพราะอะไร ตรงนี้มองอีกแง่หนึ่งมันเป็นการถกเถียงกันทาง

 

ความคิดนะ ก็เป็นความก้าวหน้าอีกแบบหนึ่ง ไม่รู้ละ ผมกับแฟนผมก็เถียงกัน สารภาพเลย ไม่

 

แปลกหรอก เถียงกันตลอด บางทีขับรถไม่พูดกันเลยก็มี แต่เมื่อเถียงไปพักหนึ่งก็-เออ มันมีจุดที่

 

เราใกล้เคียงกัน หรือคล้ายๆ กัน บางจุดก็เหมือนกันได้ ไม่แปลก"

 

หมอมิ้งเรียกร้องไม่ให้คนตุลาใช้ความรุนแรง ถูกย้อนว่าอีกฝ่ายเตรียมคนมาซ้อมม็อบ และถูก

 

ย้อนเรื่องสมัคร ว่าทำไมคนเดือนตุลาในรัฐบาลยอมให้สมัครมาเป็นกระบอกเสียงทักษิณ

 

เกรียงกมลบอกว่าสิ่งที่ยืนยันได้ก็คือหมอมิ้งและคนเดือนตุลาในรัฐบาลไม่ได้มีส่วนไป

 

ทำอย่างนั้น

 

"หมอพรหมินทร์ไม่ทำเรื่องแบบนี้แน่นอน โดยพื้นฐานบุคลิกภาพนิสัยใจคอ หมอมิ้งเป็นคนที่ไม่

 

อยากได้ยินไม่อยากรับรู้ด้วยซ้ำไปว่ามีเรื่องแบบนี้ อย่าว่าแต่จัดไปเลย ไม่จัดแน่นอน และผมว่า

 

พวกเราหลายๆ คนที่อยู่ในรัฐบาลไม่มีใครอยากจะไปยุ่งเรื่องพวกนี้ ส่วนมันจะมีจริงแค่ไหนก็

 

ขอให้ตัดสินกันไป ผมไม่ปกป้องและก็ไม่ไปบอกว่าจริงไม่จริง ให้วินิจฉัยกันเอง แต่ว่าไม่สบาย

 

ใจและไม่ชอบที่มีเรื่องแบบนี้ เพราะมันไม่เป็นประโยชน์ ไม่ดีทั้งที่การไปตะโกนในสถานการณ์ที่

 

เปราะบาง และไม่ดีที่ไปชกต่อยเขา"

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 21 -

 

"คนมักคิดกันว่าเราวางแผนช่วยรัฐบาล

 

ถ้าผมช่วยรัฐบาลจริงๆ นะ ผมจะเอาทีวีรัฐบาลไปถ่ายถ้อยคำที่ตะโกนด่าว่า และตอนที่นายกฯ

 

ใช้ลิฟต์ขนของหนี และให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าอย่างนี้เป็นการใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย

 

โดยชอบหรือไม่

 

การเคลื่อนไหวของเกรียงกมลไม่ไปทำเรื่องพวกนี้หรอก

 

ถ้าทำนะ-นอนร้องไห้กันที่บ้านแล้วบอกให้ ถ้าฝีมือขนาดผมจะทำช่วยรัฐบาลนะ กับการ

 

เคลื่อนไหวที่ผมใช้คำว่าไม่ได้ความทั้งหลายแหล่ มักง่ายแบบนี้

 

ถ้าผมจะทำนะ นอนร้องไห้

 

จริงๆ อ่อนหัดมาก ตื้นเขินมาก หยาบมาก ไม่มีสีสันของการเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้า

 

แม้แต่น้อย"

 

มีคนย้อนว่าหมอมิ้งก็เอาม็อบมาที่จตุจักร เป็นคนจากเขตงานอีสานใต้

 

"ก็อาจเป็นไปได้ที่หมอพรหมินทร์จะรู้ แต่ถ้าผมจะปกป้องหมอพรหมินทร์นะ ผมจะมีคำถาม

 

กลับไปว่าเขามีสิทธิที่จะมาชุมนุมโดยสงบไหม

 

มันจะตลกมากที่สุดเลยที่บอกว่ารัฐบาลชุดนี้ใช้อำนาจ ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลปิดถนนราช

 

ดำเนิน ค้างคืนค้างวัน ปิดถนนหน้าทำเนียบฯ ฝ่ายหนุนรัฐบาล ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ได้เสียงข้าง

 

มากในรัฐสภา หาที่ได้นิดเดียว และไปอยู่ที่จตุจักร เรียกว่าอยู่ไกลปืนเที่ยงด้วย ทีวีไม่

 

ถ่ายทอดสดให้เลย นี่หรือทรราช นี่หรือรัฐบาลเผด็จการปิดหูปิดตาประชาชน ตลกมาก

 

และคนสนับสนุนรัฐบาลไปใช้วิธีอะไร วิทยุชุมชน แว้วๆๆ คนฟังเท่าไหร่

 

แต่ที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลเป็นคลื่นวิทยุธรรมดา ไปเปิดดูได้เลย 3 เดือนที่แล้ว-ทุกคลื่น ตั้งคำถาม

 

ให้ประชาชนหวาดระแวงรัฐบาล บางคนก็โจมตี ในนามของเสรีภาพสื่อมวลชน ส่วนตั้งคำถามแล้ว

 

ทำให้ประชาชนคิดได้หรือไม่อย่างไรขอให้เป็นเรื่องวงการสื่อมวลชนไปสรุปบทเรียนเอาเอง"

 

"สมัครต้องรับผิดชอบคำพูดของเขา ที่เขาหมิ่นประมาทใคร ถ้าบอกว่าสมัครออกมาพูด ทำไมไม่

 

ปิดสมัคร เฮ้ยแสดงว่าคนที่บอกว่าต้องเคารพสิทธิเสรีภาพ กำลังที่จะละเมิดด้วย ไม่ให้คุณใช้สิทธิ

 

ต่างๆ เหมือนอย่างที่พวกผมกำลังใช้อยู่ ผมกำลังใช้ด่ารัฐบาลทำไมคุณมาใช้มาเชียร์รัฐบาล-

 

ไม่ใช่ประชาธิปไตยนะ ผมถึงบอกว่าตลกมาก ลองคิดดีๆ คิดให้ละเอียดๆ สิ ต้องอย่างนี้

 

วิธีการคือว่าจัดรายการวิทยุสู้กับสมัคร เอาเทปสมัครมาเปิดและวิเคราะห์สมัครเลย สมัคร

 

พูดผิดอย่างนี้ๆ และจะชนะสมัคร แต่ไม่ใช่ไปปิด"

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 22 -

 

"นี่เป็นความเห็นปกติของเยาวชนนักศึกษาเมื่อ 30 ปีที่แล้วที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ

 

ไทย ที่ถือว่ารัฐบาลมี 2 ด้านเท่านั้นคือหลอกลวงปราบปราม และความคิดเห็นที่แตกต่างต้อง

 

วิพากษ์ให้ตก ผมถึงบอกว่าท่วงทำนองตอนนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย ถ้าเป็นประชาธิปไตยคนมัน

 

จะไม่ตัดสินใจไปสู้ด้วยอาวุธ เราไม่ได้ถูกฝึกให้เป็นนักประชาธิปไตยนะ ถูกฝึกให้เป็นนักต่อสู้ที่

 

ยึดอุดมการณ์แบบเดียวเท่านั้น และเป็นสัจธรรมอีกต่างหาก ลองคิดดีๆ ว่าเราถูกฝึกอะไรกันบ้าง

 

ตอนเด็กๆ ขอให้ช่วยกันคิดด้วย มิตรสหายทั้งหลายแหล่"

 

คนเดือนตุลาในม็อบย้อนว่าคนเดือนตุลาไปคบสมัครได้อย่างไร หรืออย่างน้อยก็น่าจะใช้พลังใน

 

รัฐบาลไม่ยอมให้สมัครพูด

 

"เอ้า คำถามนี้สนุกๆ ก็แล้วกันนะ ไม่ซีเรียส-ก่อนอื่นผมไม่ได้คบกับเขา ไม่เคยรู้จักไม่เคยพูดด้วย

 

แม้แต่คำเดียว เพราะไม่เคยเจอเขานั่นเอง และโดยส่วนตัวผมไม่ได้มีความรู้สึกจะต้องไปพูดคุย

 

อะไรกับเขา เจอกันผมก็คงไม่ต้องไปคุยด้วย ผมก็คงมีความหลังลึกๆ ที่ไม่ชอบเขามาเมื่อ 30 ปีที่

 

แล้วเหมือนกัน เพราะเขามีส่วนร่วมในการทำให้ขบวนการนักศึกษาเจ็บปวดเมื่อ 30 ปีที่แล้ว นี่

 

สำหรับผมนะ"

 

"คนเดือนตุลาในรัฐบาลก็ไม่มีใครไปคบกับเขาหรอก เขามีช่องทางเยอะแยะ สมัครเขาไม่มาคบ

 

กับพวกฝ่ายซ้ายในรัฐบาลทักษิณ เขามีมาตรฐานเขานะ คุณอย่าไปนึกว่าเขาคบด้วยนะ เขาเลือกที่

 

จะคบคนอื่นในรัฐบาลอีกเยอะแยะ"

 

"แต่กระนั้นก็ตามทีเมื่อมีคำถามว่าทำไมไปคบสมัครได้ ก็มีคำถามกลับไปว่าถ้าคนคิดว่าคน

 

เดือนตุลาคบกับสมัครในศตวรรษที่ 21

 

แต่ที่ราชดำเนินใครคบกันบ้าง ไปดูซิ

 

หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ไม่ใช่จับไมค์โจมตีนักศึกษาเหมือนสมัครเท่านั้นนะ เขาสวมหมวกปิดบัง

 

หน้า เข้าไปเดินในธรรมศาสตร์และปฏิบัติการด้วย เป็นความรู้ทั่วไป หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ

 

ปัจจุบันคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง

 

สมัยนั้นเขาทำหน้าที่นี้ ทำหน้าที่ปราบปรามโดยตรง จำได้ไหม พิภพ ธงไชย สุวิทย์ วัดหนู ต้อง

 

จำได้ อันนี้ไม่ว่ากัน เฮ้ยอย่างนั้นคนก็ไม่ต้องเปลี่ยนเลยเหรอ พล.ต.จำลองเมื่อ 30 ปีที่แล้ว

 

ปัจจุบันเขาเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิม ต้องใจกว้างเหมือนกัน แต่ไล่ไปอีกหลายๆ กลุ่ม หลายๆ

 

เครือข่ายพันธมิตรฯ เต็มไปหมด นักธุรกิจไซฟ่อนเงินเป็นหมื่นๆ ล้านก็มี อะไรๆ ก็มี เอ่ยมากๆ

 

เดี๋ยวเกรียงกมลเลยไม่มีมิตรเลยประเทศไทย ก็เห็นสนุกสนานเฮฮากันนี่ เคลื่อนไหวมีมติ

 

เหมือนๆ กันหมด ร้องเพลงสารพัดชนิดที่ราชดำเนิน เพลงปฏิวัติจนถึงเพลงที่เข้ากันไม่ได้กับ

 

เพลงปฏิวัติ นี่ถ้าจะมีการตั้งคำถามกลับนะ แต่ผมไม่เคย ขี้เกียจ ที่พูดมานี่คือไปคิดๆ กัน

 

ซะ คิดๆ กันซะบ้างมิตรสหายทั้งหลาย"

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 23 -

 

ท่าที……

 

เกรียงกมลผู้ซึ่งบอกว่าเดี๋ยวนี้ "ว่างงาน" แค่มาเตร็ดเตร่อยู่กับจาตุรนต์ ยังฝากย้ำอีกทีว่า ที่เข้าใจ

 

ว่าคนเดือนตุลาในรัฐบาลเป็นมือไม้สำคัญของทรราชนั้นเป็นความเข้าใจผิด (เพียงแต่เป็นคำกล่าว

 

ที่ค่อนข้างจะหยามกันพอสมควร)

 

"เพื่อนคนเดือนตุลาในรัฐบาลทักษิณ ถ้าหากว่าเป็นคนไม่ดีสักประมาณ 1 ใน 4 ของที่กล่าวหากัน

 

คนพวกนี้มีฝีไม้ลายมือพอจะทำให้กลับไปนอนร้องไห้อยู่ที่บ้านได้"

 

"ผมภาวนาว่าอย่าให้เป็นแบบพวกคนเดือนตุลาทำผิดที่ฝ่ายพันธมิตรฯ แล้วพวกคนเดือนตุลาใน

 

ฝ่ายรัฐบาลก็ทำผิดเหมือนกัน ผมภาวนาว่าอย่าให้มันเสมอกันเพราะต่างก็ทำผิดทั้งคู่ การทำผิดทั้ง

 

2 อย่างไม่เป็นผลดี ถ้าฝ่ายใดทำผิดก็ไปทบทวนตัวเองและแก้ไขให้ถูกซะ"

 

อันที่จริงเวลาปิดเทปสนทนากับคนเดือนตุลาในรัฐบาลหลายๆ คน ก็ไม่ได้มองว่าทักษิณทำถูกทุก

 

อย่าง ในวงกินข้าวก็วิจารณ์ (ด่า) กันเยอะ ทำไมไม่แสดงท่าทีส่วนนี้ออกมา

 

"ผมบอกได้เลยว่าคนที่อยู่ในรัฐบาลชุดนี้ไม่ต้องเดือนตุลา ตั้งแต่มกรา.ยันธันวา.นั่นแหละ เขาไม่

 

ต้องมาเห็นด้วยกับนายกฯ ทุกเรื่อง มันเป็นไปไม่ได้ และนายกฯ เขาก็ไม่ได้เห็นด้วยกับตัวเขาเอง

 

ทุกเรื่อง แต่ถามว่าที่ไม่เห็นด้วยกับนายกฯ ทำไมไม่แสดงออก ทำไมไม่ทำให้สังคมเห็น ต้องถามว่า

 

เฮ้ย วันนี้พวกเขา คนเดือนตุลาที่คุณว่า คุณกำลังพูดถึงคนที่ร่วมกันมาเมื่อ 30 ปีที่แล้ว วันนี้เขามี

 

หน้าที่การงานต่างกันไป เขาเป็นนักการเมืองนะ คนเดือนตุลาที่มาอยู่กับทักษิณไม่ได้เป็นสมาชิก

 

พรรคคอมมิวนิสต์เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เขาไม่ใช่ เขาเป็นนักการเมือง เราอยู่ข้างนอกเราหวังว่าเขาจะ

 

เป็นนักการเมืองที่ดีหรือดีมากกว่านักการเมืองคนอื่นๆ เขาจะผลักดันนั่นผลักดันนี่ แต่ไม่ใช่ว่าตั้ง

 

แล้วด่าเอาๆ"

 

"คุณเรียกร้องอะไร เขาเป็น ส.ส. 5 สมัย 6 สมัย เขามีภาระของเขา เขารับผิดชอบพื้นที่รับผิดชอบ

 

ประชาชนของเขา ถือเสียว่าเขาเป็นนักการเมืองธรรมดา เพียงแต่ว่าเคยเป็นเพื่อนคุณ คุณก็ตั้ง

 

ความหวัง ฝากเรื่องไปให้ช่วยผลักดัน ผลักดันได้ก็ดีไม่ได้ก็แล้วกันไป ทำสิ่งไม่ดีคุณก็จัดการซะ

 

วิพากษ์วิจารณ์ซะ เอาให้เต็มที่ไม่มีใครว่าหรอก อย่าไปโหยหวนผิดหวังกับคนในรัฐบาลอีกเลย

 

ตั้งหน้าตั้งตาทำงานยกระดับการคิดของประชาชนให้ดีเถอะ งานหลักคือการทำงานมวลชน ใช้

 

สติปัญญาคิดวิธีให้การศึกษาประชาชน จัดตั้งประชาชนให้แข็งแรง ไม่ใช่งานหลักมานั่งด่าคนที่

 

อยู่ในรัฐบาลทักษิณว่าเป็นตุลาชิน เป็นตุลาขายตัว คุณสังเกตดูสิว่างานหลักของราชดำเนินคืองาน

 

สร้างหรืองานด่า"

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 24 -

 

ยกตัวอย่างเรื่องภาคใต้ เกรียงกมลก็ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาล แม้แต่คนเดือนตุลา

 

ด้วยกันก็มาเรียกร้องให้ถอนตัวจากรัฐบาล

 

"ลองไปถามบุคคล 2-3 ท่านนะว่าเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และปีที่แล้ว หรือกระทั่งบัดนี้มีคนเดือนตุลาคน

 

ไหนที่เข้าใจปัญหาภาคใต้ได้ดีบ้าง ได้ถูกต้องถึงขนาดมาเรียกร้องให้คนเดือนตุลาในรัฐบาลออก

 

จากรัฐบาลในปัญหาภาคใต้ ไปถาม อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันต์ ไปถามพี่สุจิตต์ วงษ์เทศ ไปถาม อ.

 

ศรีศักร วัลลิโภดม ไปถาม 3 ท่านนี้ว่าเมื่อปีที่แล้วคนเดือนตุลา นักกิจกรรมบนราชดำเนินที่ด่า

 

พวกตุลาในรัฐบาล มีคนไหนบ้างที่เข้าใจปัญหาภาคใต้ได้ดี อาจจะมีบ้าง แต่ให้ 3 ท่านนี้ไปคิดดู"

 

"อะไรก็ได้ที่เกิดขึ้นเอามาไว้ด่าเพื่อน ด่าทักษิณ แค่นั้น ผมจะบอกให้นะ คนที่เข้าป่ามา ในวันที่เกิด

 

4 ม.ค.ใหม่ๆ เกิดผ่านมาแล้วถึงครึ่ง

 

ผมได้พบว่าคนที่เข้าป่าไป 90 เปอร์เซ็นต์ไม่เข้าใจปัญหาทางใต้ ไม่รู้ว่าปัญหานี้คือ

 

อะไรด้วย ตลก มาด่าพวกผม มาเรียกร้องให้พวกผมออกจากรัฐบาล รู้จักแต่ด่า

 

อย่างเดียว คนส่วนใหญ่ในหมู่เพื่อนเราที่ผมจะบอกให้ เขาดีและเงียบ มีเพื่อนเรา

 

จำนวนไม่มากนักหรอกที่ขยันมากและเปล่งคำขวัญด่าคนอื่นบ่อย ไปหาตัวมาสิ"

 

"ปัญหาภาคใต้ไม่ใช่ปัญหารัฐบาลทักษิณ การแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ต้องแก้ไขที่

 

ความเข้าใจของสังคมไทย รัฐบาลใหม่มาสังคมไทยทั้งสังคมยังไม่เข้าใจ ก็จะเกิดปัญหา

 

นี้เหมือนเดิม เพราะฉะนั้น เรื่องใหญ่คือต้องตกลงกันให้ได้ชัดเจน คนที่มีส่วนที่เกี่ยวข้องในรัฐ

 

ไทยจะเข้าใจปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้อย่างไร เมื่อเข้าใจก็ให้การศึกษาทางสังคมว่าเราจะเข้าใจ

 

แบบนี้และดำเนินการแบบนี้ ตราบเท่าที่ไม่เข้าใจ ทักษิณไปแล้วรัฐบาลมาอีกกี่รัฐบาลปัญหา

 

ภาคใต้ก็จะลุกลามขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และก็จะเป็นปัญหาใหญ่โตยิ่งขึ้นเรื่อยๆ"

 

แต่ตอนนั้นเขาก็ไม่เห็นด้วยกับนายกฯ เกรียงกมลหัวเราะว่าถ้าจะให้พูดอย่างนั้นก็พูดได้

 

"ผมบอกแล้วว่าเป็นปัญหาของสังคมไทย นายกฯ ก็ไม่เข้าใจ แต่ผมไม่แน่ใจว่านายกฯ เข้าใจ

 

นายกฯ จะทำได้สักเท่าไหร่ นายกฯ คนเดียวไปทำอะไร ลงไปประชุม 7 วัน 7 คืนเหรอแล้วสั่งการ

 

ผมถามว่ากลไกรัฐเข้าใจไหม สื่อมวลชนทั้งหมดเข้าใจหรือเปล่า ปัญหาภาคใต้ก่อนอื่นเป็นเรื่องที่

 

ต้องใจกว้างว่าคนที่เกิดบนผืนแผ่นดินทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ผมถึงพูดว่าไขกุญแจให้

 

ดี เปลี่ยนเนื้อเพลงชาติไทย จากประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประเทศไทยรวม

 

เลือดเนื้อหลายเชื้อชาติ"

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 25 -

 

รู้สึกอย่างไรที่เมื่อมีการแบ่งขั้วแล้วคนเดือนตุลาด้วยกันเรียกร้องให้เดินออกไปจากรัฐบาลทักษิณ

 

เสียเลย

 

"ผมเหนื่อยมากๆ ผมก็บอกว่าตามสบายเถอะเพื่อน เพราะว่าถ้าระดับการคิดของเพื่อนๆ มีอยู่แค่

 

นั้นก็ตามสบายเถอะเพื่อน เพราะสังคมไทยก็จะเคลื่อนไปข้างหน้าและก็จะทิ้งเพื่อนนะ เขาจะทิ้ง

 

เพื่อนไปในที่สุด ทุกคนก็จะต้องเดินหน้าไป 30 ปีแล้วต้องโตบ้าง ผมเหนื่อยมากๆ ก็ต้องบอกว่า

 

ตามสบายเถอะเพื่อน ผมก็จะต้องไปของผมแล้ว ไม่ไหวเหนื่อยตาย อะไรก็ไม่รู้"

 

ย้อนมาว่าคนเดือนตุลาในรัฐบาลก็ไม่เห็นด้วยกับทักษิณ และพยายามทำอะไร

 

บางอย่าง เช่นเคยเสนอให้ทักษิณเว้นวรรค

 

เกรียงกมลยอมรับว่าได้ข่าวว่ามีการเสนอแต่ไม่สามารถแตกหักได้อย่างนั้นหรือ

 

"เขาไม่ใช่นักปฏิวัติที่ไหนนะคนตุลาในรัฐบาล ไม่ใช่ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ใช่นักปฏิวัติ เป็นคน

 

อายุ 50 บวกลบ มีภาระหน้าที่มีเรื่องที่เขาต้องทำ เราอยู่ข้างนอกเรารู้สึกว่าเออมีคนรู้จัก เป็น

 

เพื่อน เป็นรัฐมนตรี เราอยากไปเสนอผลักดันอะไรให้เขาทำ น่าจะมีโอกาส ทำได้ก็ดี ทำไม่ได้เราก็

 

ถือว่าเป็นสิ่งที่เราผลักดันไม่ได้ เราก็อาจจะลดความเชื่อถือ สมมติว่าเขาไม่พยายามเราก็ต้องลด

 

ความนับถือลงไป แต่ถ้าเขาพยายามแล้วถ้าเรามีใจ เราก็ต้องไปถามว่าเพราะอะไร แต่ถ้าเราขี้

 

เกียจก็เฮ้ย ไม่ได้ความ รัฐมนตรีตุลาอะไร คราวที่แล้วไปเสนอไม่เห็นทำอะไรสักอย่าง ก็แล้วแต่"

 

"แต่เขาก็จะเดินหน้าต่อไปนะ เขายังต้องเป็นนักการเมืองกันต่อไป และก็มีเรื่องที่จะทำของเขา

 

ต่อไป เพราะเขาอาจจะคิดว่าถ้าไม่มาเล่นการเมืองเขาอาจจะทำอะไรไม่ได้เลยก็ได้ หรือทำได้

 

น้อยมาก เขาเป็นเขายังทำได้มากกว่า แต่จะทำได้หมดเหรอ พรรคการเมืองมันเป็นพรรค

 

อะไร พรรคนายทุน สังคมชนชั้นนายทุน พรรคทุนนิยม มี 1.5 ล้าน มาตั้งพรรคการเมืองเหรอ

 

ตลก เลือกตั้งคราวหน้าจะมีของตลกให้ดูด้วย ทำท่ากันดูดี แต่มันใช้เงินมหาศาล เพื่อนคุณเดือน

 

ตุลามีเงินคนละเป็นหมื่นๆ ล้านเหรอ"

 

แต่รัฐบาลทักษิณไม่เหมือนรัฐบาลอื่น เพราะสั่งสมความไม่พอใจมามาก ทั้งการแทรกแซงองค์กร

 

ต่างๆ ผลประโยชน์ ฯลฯ

 

"จะให้ผมนั่งวิจารณ์ทักษิณสักวันหนึ่ง ก็ไม่ถึง 1 ใน 100 ที่พวกคุณวิจารณ์กันมาทั้งปีหรอก มัน

 

ไม่ได้มีผลอะไรเลย (หัวเราะ)"

 

แต่ทำให้ถูกมองว่าคนเดือนตุลาในรัฐบาลเงียบแล้วก็เป็นเครื่องมือ

 

"ไอ้พวกนี้มันเกาะทักษิณ ติติงอะไรไม่ได้เลย อย่างนั้นใช่ไหม ค่อยๆ ดูไปก็ได้ แต่ที่ผ่านมาผมไม่

 

กลัวว่าใครจะเข้าใจผิด ผมกลับไปบ้านบางวัน วันนี้มีเรื่องไม่งามบ้าง ตัวเองก็ไม่อยากมอง

 

กระจก แต่หลายๆ วันผมก็มองกระจกส่องหน้ามองตาตัวเองในกระจก มันมาก ไม่ต้องหลบตา

 

วิพากษ์คนตุลา

 

- 26 -

 

ตัวเองในกระจก และก็ยังต้องสรุปอีกครั้งว่าเพื่อนๆ จำนวนมากที่อยู่เครือข่ายประชาชน สะอาด

 

กว่าเพื่อนที่มาอยู่ในพรรคการเมือง

 

เราต้องยอมรับ แต่ว่านอกจากสะอาดแล้วอย่างอื่นต้องมาพูดกันอีกเยอะ ว่าทำอะไรคิดผิดคิดถูก

 

อย่างไร เยอะมากนะ"

 

"เวลานี้พวกเราอดีตฝ่ายซ้ายทั้งหมดยอมรับสิ่งที่คนดีคนสะอาดคิดว่าเป็น

 

สิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งมันไม่แน่เสมอไป

 

ประธานเหมานำการปฏิวัติวัฒนธรรมปี 1959 และ 1966 คงไม่ได้

 

หวังอะไร ทรัพย์สินอะไรก็ไม่ต้องมีแล้ว แกสะอาดมากนะ แต่แกทำให้

 

พรรคคอมมิวนิสต์จีนในสมัยเติ้งเสี่ยวผิงสรุปว่าการปฏิวัติวัฒนธรรมทำให้

 

เสียหายมาก ผู้คนล้มตายเป็นสิบๆ ล้านคน เศรษฐกิจพังพินาศ สุดท้ายเขา

 

ก็ประเมินประธานเหมาว่าดี 70 เสีย 30 ทั้งที่ไม่มีใครสงสัยว่าไม่

 

สะอาด อันนี้ควรจะเป็นอุทาหรณ์

 

ผมถามว่าพลพตคอรัปชั่นอะไร พาคนไปตายประเทศชาติเสียหาย

 

ไม่ได้เงินสักบาท พลพตก็ดอกเตอร์นะ เพราะฉะนั้นไปคุยกันให้

 

ดีๆ เครือข่ายสหายทั้งหลาย เกรียงกมลบอกว่าความบริสุทธิ์สะอาดไม่

 

พอ ต้องมาตรวจสอบสิ่งที่คิดด้วย ต้องให้การศึกษาประชาชนกันให้ได้

 

จะบอกว่าขอด่าสักชั่วโมงและจากนั้นเราจะเข้าสู่คำถามของเกรียง

 

กมลก็ได้".__

Sponsors

ย้ำขอตัดขาด ครป. ภายใต้การนำ ''สุริยะใส'' สิ้นเชิง

 

ย้ำขอตัดขาด ครป. ภายใต้การนำ ''สุริยะใส'' สิ้นเชิง

 

สัมภาษณ์: ''ภัทรดนัย จงเกื้อ'' โฆษก สนนท. ย้ำขอตัดขาด ครป. ภายใต้การนำ ''สุริยะใส'' สิ้นเชิง

สัมภาษณ์โดย: ใต้หล้า

 

คำถามแรกคงเป็นเรื่องของคุณภัทรดนัย จงเกื้อนะครับว่า เรียนที่ไหน ชั้นปีอะไร ความเป็นมาก่อนจะเข้ามาร่วมกิจกรรมกับ สนนท. และมีบทบาทอะไรบ้างในสนนท.

 

“ผมเคลื่อนไหวคัดค้านมหาวิทยาลัยออกนอกระบบจนโดนสถาบันปลด และมาทำงานให้สนนท.ในยุคที่ไม่มีเลขาธิการ เพราะเกรงกันว่าเดี๋ยวเลขาธิการจะหลุดไปนำเดี่ยวแบบที่ผ่านๆมาอีก”

ผมชื่อภัทรดนัย จงเกื้อ ( ชื่อเล่น เอก ครับ ) เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม 2528 ที่ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช จบการศึกษามัธยมต้นจากโรงเรียนปากพนัง เมื่อ 2543 เข้าศึกษามัธยมปลายที่โรงเรียนปากพนังต่อ ม.4 แต่ลาออกไปบรรพชา หลักจากลาสิกขา เข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช จบการศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ ( ปวช.) สาขาวิชาไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อ 2547 ปัจจุบันกำลังศึกษาปริญญาตรี หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต ภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมเครื่องต้นกำลัง สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมการทำความเย็นและการปรับอากาศ ( RAET )  วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ชั้นปีที่ 3

 ส่วนความเป็นมาก่อนที่จะเข้ามาร่วมกิจกรรมกับ สนนท. นั้น ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่าผมไม่ใช่เลขาธิการ สนนท. หรือกรรมการบริหาร สนนท. แต่อย่างใด เริ่มต้นรู้จัก สนนท.ตอนเข้าปี 1 ผมอยู่ ชมรมอนุรักษ์ พัฒนา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ( สจพ. ) พอดีปีนั้น 2548 เขามีประเด็นเรื่อง ม.นอกระบบกันนักศึกษาหลายๆ มหาวิทยาลัยเขาก็ออกมาเคลื่อนไหวรวมทั้ง สนนท. เอง

 

ครั้งหนึ่ง กชวรรณ (ชัยบุตร) เลขาธิการ สนนท. สมัยนั้นเขาเข้ามาประชุมกันที่ สจพ. ร่วมกับรุ่นพี่ที่ทำงานอยู่ ผมเองยังเป็นน้องชมรมก็เลยมีโอกาสเข้าไปนั่งฟังกับเข้าด้วย ประชุมเสร็จแล้วคืนนั้นผมก็ถามว่า สนนท. คืออะไรเหรอ รุ่นพี่ก็อธิบายให้ฟังในความรู้สึกตอนนั้นก็เฉยๆ นะ

 

รุ่งเช้าที่สถาบันเขาก็มีเวทีประมาณว่า อธิการบดีชี้แจงเรื่อง ม.นอกระบบ นักศึกษาเข้าฟังประมาณ 1,000 กว่าคนได้รวมข้างนอกห้องมีการฉาย มอนิเตอร์ก็ราวๆ 2,000 – 3,000 คนได้ เขามีไมค์ให้พูด ผมเลยขึ้นถามอธิการวันนั้นเลย

 

อาจาร์ยเขาคง งงๆ นะว่าเป็นใคร ตอนเป็นเด็กปี 1 นั้นคือจุดเริ่มต้นและปฐมบทในการต่อสู้ ขึ้นปี  2 ( 2549 ) ผมและทีมงานลงสมัครเข้ารับการเลือกตั้งบริหารองค์การนักศึกษา ซึ่งผลก็ปรากฏว่าได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเข้ามาบริหารองค์การนักศึกษาในสมัยนั้น ซึ่งกว่าจะได้มาก็มีการแข่งขันกันพอสมควรถึงขั้นฟ้องร้องตำรวจกันเลยทีเดียว และผมเข้าดำรงตำแหน่ง เลขานุการองค์การนักศึกษา(  ไม่ใช่ เลขาธิการ )

 

ซึ่งตอนแรกเองก็จะเป็นนายกด้วยซ้ำไป แต่ด้วยคิดว่าเรายังอยู่ปี 2 ให้รุ่นพี่ปี 3 เขาเป็นนายกดีกว่าตัวเองก็เลยมานั่งเป็นเลขาแทน ตอนนั้นก็เพิ่งรับการแต่งตั้งมาเมื่อวันที 22 กันยายน 2549 แต่เกิดการรัฐประหารผลัดเปลี่ยนรัฐบาลขึ้นมาเราคิดว่ายังไงๆก็คงไม่ออกนอกระบบแน่ๆ ที่ไหนได้ ศ.ดร. วิจิตร ศรีสอ้าน รมต. ศึกษาธิการ รีบออกอย่างเดียวเลยมีข่าวออกมาทีมงานที่ สจพ. และประธานสภานักศึกษา สจพ. เราก็เลยนัดประชุมกันเรื่องนี้ได้ข้อสรุปว่าเราจะออกมาคัดค้านเรื่องนี้กัน ซึ่งตอนนั้ผมเองก็เป็นแกนหลักในการทำงานอยู่

 

คืนหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนที่ ม.เกษตรศาสตร์ ทำงานอยู่ สนนท. บอกว่าให้ไปร่วมประชุมกันเรื่อง ม.นอกระบบ มีเพื่อนมาจากทั่วประเทศ ตอนเช้าเราก็เลยไปกันกับทีมงานอีก 2-3 คน เป็นครั้งแรกที่รู้จักคนทำงาน สนนท. ที่เกษตร นับจากนั้นเราก็ทำงานร่วมกับ สนนท.มาโดยตลอด ไปยืนหนังสือที่รัฐสภากับ สนช. ให้ประธานสภา มีชัย ฤชุพันธ์ บ้าง ชุมนุมหน้าสภาบ้าง ซึ่งตอนนั้นก็มีคนทำงานหลายมหาวิทยาลัยทั้ง จุฬา สจพ. ม.เกษตร  ม.บรูพา ม.มหิล ม. รามคำแหง มอ.ปัตตนี , สงขลา ม.ธรรมศาสตร์ และอีกหลายๆมหาวิทยาลัย เราก็เลยมีการประชุมจัดตั้ง เครือข่ายคัดค้านการแปรรูปการศึกษา ขึ้นมี 14 มหาวิทยาลัยเป็นสมาชิก และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย สนนท. เป็นแกนหลักในการทำงาน ซึ่งผมเองก็เข้ามาช่วยงาน สนนท. ก็ตอนนี้แหละ

 

หลังจากนั้นเราก็ไปชุมนุมกันที่รัฐสภาอีกครั้งและกลับมานัดกันชุมนุมในมหาวิทยาลัยพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 8 ธันวาคม 2549 ซึ่งที่ สจพ.เองมีนักศึกษาและบุคลากรออกมาคัดค้านราว 1,000 คนในวันนั้น ทำให้ผมเองและเพื่อนนักศึกษาทุกคนถูกกลั่นแกล้งโดนสั่งปลด 10 คน เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2549 ก็เลยมาช่วยงาน สนนท. เต็มตัว

 

ตอนนั้น สนนท. เองก็มีปัญหาเนื่องจากปี 2549 ไม่มีการเลือกเลขาธิการ สนนท.เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมาทำให้การบริหารจัดการขับเคลื่อนมีปัญหามาโดยตลอด ผมและเพื่อนจากเครือข่ายคัดค้านการแปรรูปการศึกษาเลยเข้ามาทำงาน สนนท. กัน

 

โดยบอกกันไว้ว่าเราจะเข้ามาช่วยงานและเตรียมงานสมัชชาใหญ่ สนนท.ประจำปี 2550 จนบัดนี้ผมและเพื่อนๆหลายๆคนกลายเป็น สนนท.ในสายตานักศึกษาและพี่ๆที่ทำงานต่างๆ ครั้งการประชุมเปิดงานแถลงข่าวในคราจัดรำลึก 15 ปี พฤษภา ที่ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ก็เลยมีมติให้ผมเป็นโฆษกและผู้ประสานงาน สนนท. ทำงานไปก่อนจนกว่าจะมีการ สมัชชา 2550 นี้

 

คำถามถัดไป เป็นเรื่องสถานะบทบาทของสนนท. ในปัจจุบันเห็นยังไม่มีเลขาธิการเหมือนกับรุ่นอื่นๆ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร และปัจจุบันสนนท. ยังถือได้ว่าเป็นองค์กรนำของนักศึกษาทั่วประเทศได้อย่างแต่ก่อนหรือไม่ หรือเป็นเพียงกลุ่มนักศึกษาเล็กๆ ที่ขาดการรองรับจากองค์การนักศึกษาทั่วประเทศ

 

“แทบทุกองค์กรไม่ใช่เฉพาะ สนนท. เองที่เปลี่ยน  ครป.ของคุณ สุริยะใส ก็ยังเปลี่ยนไปเป็นคนละขั้วเลย”

 

อย่างที่บอกไปแล้วว่าในโครงการ สมัชชา สนนท. 2549 มีนักศึกษาจากทั่วประเทศเข้าร่วมสมัชชา แต่ในที่ประชุมสมัชชา มีมติให้การทำงานในปี 2549 ไม่มีเลขาธิการ เนื่องด้วยกรณีปัญหาตัวอย่างหลายๆครั้ง ที่ เลขา สนนท. เกิดภาพนำเดี่ยวไม่สามารถทำงานร่วมกับองค์กรอื่นได้ และอีกหลายๆปัญหาที่โถมใส่ สนนท.ในขณะนั้นทำให้ไม่มีใครกล้าพอที่จะขึ้นมาสวมหัวโขนหัวนี้ได้

 สนนท.เกิดจากองค์กรนักศึกษาและกลุ่มนักศึกษาต้องการเห็นสังคมที่ดีงามและประชาธิปไตยตลอดทั้งขบวนการนักศึกษาที่ทำงานเป็นรูปธรรม หลัง เหตุการณ์ตุลา จึงก่อตั้ง สนนท.ขึ้นเมื่อ 2527 ด้วยจุดยืนที่ต้องการหนุนเสริมกิจกรรมและบทบาทนักศึกษาที่มีต่อสังคม และดำรงไว้ซึ่งระบบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นแล้วสุดท้ายหากว่าองค์กรนักศึกษาที่แปรเปลี่ยนจุดยืนหรือไม่สามารถที่จะร่วมกันได้ก็ออกกันไป

 

 

แต่ จุดยืนของ สนนท.จำเป็นที่จะต้องดำรงซึ่งเจตนารมณ์ของ สนนท.เองส่วนที่ถามว่าปัจจุบัน สนนท.ยังถือได้ว่าเป็นองค์กรนำของนักศึกษาทั่วประเทศได้อย่างแต่ก่อนหรือไม่ หรือเป็นเพียงกลุ่มนักศึกษาเล็กๆที่ขาดการรองรับจากองค์การนักศึกษาทั่วประเทศ องค์กรทุกองค์กรก็ต้องปรับเปลี่ยนเรียนรู้กันไปตามสภาพการณ์ เมื่อบริบทของสังคมเปลี่ยนไปหลายๆอย่างก็ไม่เหมือนเดิม แทบทุกองค์กรไม่ใช่เฉพาะ สนนท. เองที่เปลี่ยน  ครป.ของคุณ สุริยะใส ก็ยังเปลี่ยนไปเป็นคนละขั้วเลย แล้ว สนนท.เปลี่ยนอย่างไรล่ะ

 

 

 

เมื่อก่อน นักศึกษาคนไหนไม่สนใจการเมืองถือว่านักศึกษาคนนั้นเชยมาก ล้าสมัยมาก จึงไม่แปลกที่เมื่อก่อน สนนท.จะมีองค์กรสมาชิกเป็นองค์การนักศึกษาทั่วประเทศ แต่ปัจจุบันบริบทสังคมเปลี่ยน คนในสังคมถูกทำให้คิดว่าการเมืองเป็นเรื่องน้ำเน่า การโกงกิน เป็นเรื่องผลประโยชน์น่าเบื่อ และก็ไม่แปลกอีกเช่นกันที่นักศึกษาที่สนใจปัญหาสังคมและการเมืองจะน้อยลงทุกทีจะยังมีอยู่ก็แค่ชมรม กลุ่มกิจกรรมนักศึกษา หรือองค์การนักศึกษาสภานักศึกษาก็ยังมีอยู่  และก็ยังเป็นองค์กรฐานของ สนนท.อยู่อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็จะมี สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคเหนือ และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) และอีกหลายๆกลุ่มก็ยังทำงานกันอยู่ เพียงแต่ว่าภาพที่ออกมานั้นจะเป็นแค่นักศึกษาส่วนน้อยก็คือ ส่วนกลาง ( พื้นที่ กทม. ) ที่ทำงานกันภาพที่ปรากฏก็เห็นว่า สนนท. มีแค่หยิบมือเดียวในขณะที่มีสมาชิกอยู่ทั่วประเทศ 

 

 

 

ช่วงที่ผ่านมาสนนท. โดนตั้งข้อสงสัยมาก เกี่ยวกับบทบาทว่ามีบทบาทในเชิงสนับสนุนความเคลื่อนไหวของฝ่ายที่ไม่เป็นประชาธิปไตย สนับสนุนให้เกิดการรัฐประหาร เช่น สนนท.ยุคคุณกชวรรณ ชัยบุตร ที่ไปเคลื่อนไหวสนับสนุนพันธมิตรฯ ทั่งที่มีธงชัดเจนว่าไปเรียกร้องนายกฯ มาตรา 7 หรืออดีตเลขาสนนท. อย่างคุณสุริยะใส ตกศิลา ที่สนับสนุนการรัฐประหารและเผด็จการเต็มที่ สนนท.ยุคปัจจุบันเห็นว่าอย่างไร

 

“ในยุคที่กชวรรณเป็นเลขาฯสนนท. เมื่อพันธมิตรชูมาตรา7 ทางสนนท.ก็มีมติจะถอนตัว แต่พันธมิตรก็มาล็อบบี้กชวรรณเป็นการส่วนตัวไว้ แล้วเกิดรัฐประหารก่อน สนนท.ก็ถอนตัวไม่ทัน ทำให้เรากลายเป็น1ในกลุ่มที่ออกบัตรเชิญคณะรัฐประหารไป แต่ต่อไปนี้เราตัดขาดกับครป. หรือคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการรัฐประหารของสุริยะใสเด็ดขาดแล้ว”

 

 

 

ในอีกมุมหนึ่งท่ามกลางความเลวร้ายของการรัฐประหารเอง ก็ทำให้เราได้เห็นอะไรหลายๆอย่างจากการรัฐประหารครั้งนี้เป็นสเกล บ่งบอกถึงคำว่าประชาธิปไตยในหลายๆคนหลายๆองค์กรได้อย่างดี ยังแยก NGO นักวิชาการ พวก สส.หรือพรรคการเมืองไร้อุดมคติ องค์กรประชาธิปไตยแค่ลมปาก อย่าง ครป. ทำให้เราเห็นว่าคนพวกนี้สุดท้ายแล้วก็เป็นพวกไร้อุดมคติ เคลื่อนไหวทำงานเพื่อตัวเองก็แค่นั้น ประมาณว่าคุณรบกันผมไม่เกี่ยวขออยู่ตรงกลางใครชนะผมไปด้วย เฮด้วยคน ทำให้เราเห็นว่าแท้จริงแล้ว พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็คือบัตรเชิญในการรัฐประหารเท่านั้นเอง

 

 

 

ต้องบอกก่อนว่าข้อมูลนับจากนี้ไปเป็นเรื่องที่ผมและรุ่นพี่ทีทำงานรุ่นเดียวกับ กชวรรณเขาเล่าบอกมา เพราะผมยังไม่ได้เข้ามาทำงาน สนนท. ในตอนนั้น ก่อนหน้าที่ สนนท.จะเข้าร่วมกับ พันธมิตรฯ นั้น โดยจุดยืนของ พันธมิตรฯ ยังไม่มีการชู ม.7 เลย และสนนท.ก็ไม่คิดว่า พันธมิตรฯ จะชู ม.7 ด้วย เพราะได้คุยกันแล้วจึงตัดสินใจเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับพันธมิตรฯ ในขณะนั้น

 

 

 

หลังจากที่ พันธมิตรฯ ชู ม.7  ขึ้นมา สนนท.เองก็มีการประชุมกันและมีมติที่จะถอนตัวออกจากพันธมิตรฯและก็กำหนดวันเวลาแถลงข่าวเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะประชุมร่วมกับ พันธมิตรฯ นั้น เลขาธิการ สนนท.ในขณะนั้น คือ กชวรรณ ก็ได้รับการติดต่อและพูดคุยกับแกนนำพันธมิตรฯ บางคนเพื่อที่จะไม่ให้ สนนท.ออกไป เพื่อไม่ให้ภาพพันธมิตรฯ เสียรูปขบวน จนสุดท้ายเกิดการรัฐประหารเสียก่อนที่จะถอนตัวทัน

 

 

 

สนนท.จึงตกอยู่ภายใต้ชื่อผู้ที่เป็นเจ้าภาพออกบัตรเชิญการรัฐประหารครั้งนี้ร่วมกันกับ พันธมิตรฯ ไปโดยปริยาย

 

 

 

ส่วนเรื่องของคุณสุริยะใส นั้นเป็นเรื่องของบุคคลมากกว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ สนนท.ด้วยเลยจึงขอย้ำว่าจุดยืน สนนท.จะต้องดำรงเจตนารมย์ต่อไป ใครที่คิดว่าไม่ใช่ก็ต้องทยอยออกกันไปและเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่าง ครป. ( คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการรัฐประหาร) ของคุณสุริยะใส นั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้นกับ สนนท. และนับจากนี้เป็นต้นไป สนนท. จะไม่เข้าร่วมเกี่ยวข้องใดๆกับ ครป. อีกต่อไปซึ่งก็ถือว่าเป็นการสลัดคราบ ครป.ทิ้งไป เป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะเรามีองค์กรต่างๆที่พร้อมจะเข้ามาร่วมงานกับ สนนท. อีกเยอะหาก สนนท. ไม่ยุ่งเกี่ยวกับ ครป.ที่มีบทบาทในการรัฐประหารครั้งนี้

 

 

 

บทบาทภารกิจและกิจกรรมของสนนท. ในปัจจุบันมีอะไรบ้าง และมีแผนงานโครงงานอะไร ทั้งเร่งด่วนและแผนการรณรงค์ต่างๆ

 

“เรากำลังมีสมัชชาวันที่5-8ก.ค.นี้และก็จะมีเลขาธิการใหม่ มีคณะกรรมการชุดใหม่ แต่ช่วงนี้เราร่วมกับเครือข่าย 19 กันยาต่อต้านการรัฐประการ ไม่รับร่างรธน.ปี50”

 

 

 

ตอนนี้ขณะนี้ สนนท.กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายอยู่ จึงทำให้ภาพการทำงานที่ออกมาไม่ชัดเจนมากนัก แม้แต่ผมเองหรือเพื่อนนักศึกษาหลายๆคนก็ยังไม่ได้ผ่านกระบวนสมัชชา สนนท.มาก่อนจึงไม่ค่อยมีความชอบธรรมมากนัก หากจะพูดว่าตัวเองคือ สนนท.จึงต้องรอความชัดเจน ในการสมัชชาที่เกิดขึ้นในวันที่ 5 – 8 ก.ค.50 นี้ ตำแหน่งเลขาธิการและกรรมการบริหารก็จะชัดเจนมากขึ้น และตอนนี้ สนนท.ร่วมกับเครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร ในการต่อต้านไม่เอาการัฐประหารมาตั้งแต่ต้นและรณรงค์ในการไม่รับประชามติรับร่างรฐธรรมนูญ ฉบับ คมช. ที่เป็นรัฐธรรมนูญผเด็จการมาจากการรับประหาร หมกเม็ดซ่อนเร้น ลดอำนาจประชาชน เพิ่มอำนาจข้าราชการขุนนางนำสังคมไทยสู่ระบบอำมาตยาธิปไตย

 

 

 

สนนท. มีธงต่อสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันอย่างไรบ้าง และได้กำหนดท่าทีต่อความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุม นปก. อย่างไรบ้าง

 

ยุทธศาสตร์การทำงานและธงต่อสถานการณ์ตลอดทั้งท่าทีต่อ นปก. นั้นขอรอความชัดเจนหลังวันที่ 8 ก.ค.50 นี้

 

 

 

คงมีคนนำบทบาทของสนนท. ไปเปรียบเทียบกับบทบาทของนักศึกษาในอดีตอยู่มาก อยากให้สนนท.ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยครับ

 

“ก่อนยุค14ตุลาฯ ขบวนการนักศึกษาก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนัก แต่เพราะมีชนวนเหตุ จึงทำให้นักศึกษาตื่นตัวออกมามีบทบาทสูง”

 

 

 

อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่าองค์กรทุกองค์กรก็ต้องปรับเปลี่ยนเรียนรู้กันไปตามสภาพการณ์ เมื่อบริบทของสังคมเปลี่ยนไปหลายๆอย่างก็ไม่เหมือนเดิม แทบทุกองค์กรไม่ใช่เฉพาะ สนนท. เองที่เปลี่ยน  ครป.ของคุณ สุริยะใส ก็ยังเปลี่ยนไปเป็นคนละขั้วเลย แล้ว สนนท.เปลี่ยนอย่างไรล่ะเมื่อก่อน นักศึกษาคนไหนไม่สนใจการเมืองถือว่านักศึกษาคนนั้นเชยมากล้าสมัยมาก จึงไม่แปลกที่เมื่อก่อน สนนท.จะมีองค์กรสมาชิกเป็นองค์การนักศึกษาทั่วประเทศ แต่ปัจจุบันบริบทสังคมเปลี่ยน คนในสังคมถูกทำให้คิดว่าการเมืองเป็นเรื่องน้ำเน่า การโกงกิน เป็นเรื่องผลประโยชน์น่าเบื่อ และก็ไม่แปลกอีกเช่นกันที่นักศึกษาที่สนใจปัญหาสังคมและการเมืองจะน้อยลงทุกทีจะยังมีอยู่ก็แค่ชมรม กลุ่มกิจกรรมนักศึกษา หรือองค์การนักศึกษาสภานักศึกษาก็ยังมีอยู่   และก็ยังเป็นองค์กรฐานของ สนนท.อยู่

 

 

 

อีกอย่างขบวนการหรือเรื่องราวต่างๆนั้น ย่อมเป็นไปตามวัฏจักรมีขึ้นก็มีลง อย่างในยุค 14 ตุลา หรือ 6 ตุลา เองขบวนการนักศึกษาก่อนหน้านั้นก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมากมายเพียงแต่ว่ามันมีชนวนเหตุและประเด็นร่วมกันประชาชนและนักศึกษาจึงออกมามาก

 

 

 

ปัจจุบันนี้มีผู้ใช้ชื่อองค์กรนักศึกษาแปลกๆ หลายองค์กรไปเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมือง เช่นศูนย์กลางนักเรียนนักศึกษาแห่งประเทศไทย, สหพันธ์ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เป็นต้น สะท้อนว่าความเคลื่อนไหวของนักศึกษาไร้เอกภาพหรือไม่ และจะแก้ไขอย่างไร 

 

“ตอนนี้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงครอบงำกิจกรรมของนักศึกษา โดยชี้นำให้ออกมาเคลื่อนไหวรณรงค์รับร่างรัฐธรรมนูญ50 รัฐบาลต้องหยุดการแทรกแซงได้แล้ว”

 

 

 

เรื่องที่บอกว่าขบวนการนักศึกษาขาดเอกภาพนั้นผมเองก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ส่วนเรื่องที่บอกว่าปัจจุบันนี้มีผู้ใช้ชื่อองค์กรนักศึกษาแปลกๆหลายองค์กรไปเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมือง นั้นผมมองโลกในแง่ดีไว้ก่อนว่าเป็นเรื่องที่ดีน่ะจะได้เห็นว่าขบวนการนักศึกษายังไม่ตาย ก็ยังมีคนทำงานอยู่ถึงแม้จะอยู่ในหลายๆองค์ก็ตามที แต่หากองค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรที่ถูกจัดตั้งมาเพื่อการใด งานใดโดยเฉพาะแล้วล่ะก็ผมเห็นมาแล้วว่าองค์กรเหล่านี้จะอยู่ได้ไม่นาน ก็จะสลายหายสาบสูญกันไปเองหมดงานหมดหน้าที่ก็จะไปกัน มีงานมีหน้าที่ก็กลับมาอีกซึ่งไม่หน้ากังวลอะไรเลย

 

 

 

ส่วนเรื่องที่จะแก้ไขความเป็นเอกภาพของขบวนนักศึกษานั้น สิ่งแรกที่เป็นตัวการและปัญหาใหญ่ คือรัฐต้องหยุดแทรกแซงไม่ว่าจะเป็นองค์การนักศึกษาหรือสภานักศึกษาหรือแม้แต่ ชมรม ชุมนุม กลุ่มกิจกรรมต่างที่ทำงานในมหาวิทยาลัยอย่างที่เห็นกันอยู่ตอนนี้รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร เข้าไปชี้นำให้นักศึกษาออกมาร่วมรณรงค์ในการรับร่างรัฐธรรมนญถึงในสถานศึกษา

 

 

 

หรือแม้กระทั่งการจัดสรรงบประมาณพิเศษลงมาให้นักศึกษาทำกิจกรรมแล้วเข้ามาครอบงำ ควบคุมนี้ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นเพราะฉะนั้น วิธีแก้ปัญหาคือ รัฐหยุดเข้ามาแทรกแซงโดยเด็ดขาด ให้งบสนับสนุนนักศึกษาอย่างเพียงพอในการทำกิจกรรมต่อสังคมไม่มีเงื่อนไขพันธะผูกพันและให้สิทธินักศึกษาในการแสดงออกทางความคิด ทำกิจกรรมทางการเมืองไม่ปิดกั้นและจำกัด เพราะสิทธิที่มีอยู่นั้นไม่สามารถใช้ได้จริง

 

 

 

อยากทราบทิศทางและธงของสนนท. ต่ออดีตผู้นำนักศึกษาในอดีตที่เปลี่ยนมาสนับสนุนการทำรัฐประหาร และเผด็จการ เช่น คุณคำนูณ สิทธิสมาน อดีตเลขาฯ ศูนย์นิสิตฯ หรือ คุณประสาร มฤคพิทักษ์ เป็นต้น

 

“สนนท.ไม่ขอร่วมสังฆกรรมโดยเด็ดขาดกับอดีตผู้นำนักศึกษาที่เปลี่ยนไปมีบทบาทสนับสนุนเผด็จการ”

 

 

 

ในความเครพส่วนตัวแล้วในเรื่องของอดีตผู้นำนักศึกษาก็ยังเครพนับถือกันอยู่เหมือนเดิม แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเพียงแต่อดีตผู้นำนักศึกษายังหมายรวมถึงบุคคล คณะบุคคลหรือองค์กรต่างๆที่มีท่าทีไปสนับสนุนการรัฐประหารหรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการนี้แล้ว สนนท.เองก็ไม่สามารถที่ร่วมทำงานได้และไม่ขอสังฆกรรม ร่วมชะตากรรมใดๆกับบุคคลเหล่านี้เด็ดขาด

 

 

 

สนนท. กำหนดท่าทีต่อการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 และการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นอย่างไรบ้าง

 

“สนนท.มีจุดยืนให้นำรัฐธรรมนูญปี2540กลับมาใช้ และแก้ไขปรับปรุงบางมาตราภายหลังจัดการการเลือกตั้งแล้ว”

 

 

 

อย่างที่บอกไปตอนแรกว่า ตอนนี้  สนนท.ร่วมกับเครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร ในการต่อต้านไม่เอาการรัฐประหารมาตั้งแต่ต้นและรณรงค์ในการไม่รับประชามติรับร่างรฐธรรมนูญ ฉบับ คมช. ที่เป็นรัฐธรรมนูญผเด็จการมาจากการรัฐประหาร หมกเม็ดซ่อนเร้น ลดอำนาจประชาชน เพิ่มอำนาจข้าราชการขุนนางนำสังคมไทยสู่ระบบอำมาตยาธิปไตย

 

 

 

ส่วนเรื่องของการเลือกตั้งนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะถึงอย่างไรเสีย คมช. ก็ต้องหยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้ และสามารถจัดการเลือกตั้งได้แน่นอน และ สนนท. เรียกร้องให้มีการนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้และแก้ไขปรับปรุงบ้างมาตรา ภายหลังจากที่มีการเลือกตั้งแล้วและ สภามาจากการเลือกตั้ง หาก คมช.ไม่คิดสืบทอดอำนาจ

ว่าด้วยกรณี เปรม-สมัคร, ปริญญา, ธีรยุทธ และปัญหาทาง

 

ว่าด้วยกรณี เปรม-สมัคร, ปริญญา, ธีรยุทธ และปัญหาทาง

 

ประวัติศาสตร์ของ "องคมนตรี"

 

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

 

ใคร ที่ตามข่าวสมัครวิจารณ์เปรม (และข่าวต่อเนื่อง) ในขณะนี้ น่าที่อดจะรู้สึกถึง irony1

 

บางอย่างไม่ได้ ไม่เพียงกรณีสมัครกับเปรมโดยตรง ซึ่งผมกำลังจะพูดถึง แต่รวมถึงข่าวต่อเนื่อง เช่น

 

ทหารบางคนเป็นฝ่ายเสนอให้ปลดรายการสมัครออกจากช่อง 5 เสียเอง หลังจากกลุ่มที่เรียกว่า "ภาค

 

ประชาชน" พยายามเสนอแบบเดียวกันนี้หลายครั้ง ผมเชื่อว่า หลายคนคงคิดว่า ที่สมัคร "กินดีหมี"

 

(คำของปริญญา) มาวิจารณ์เปรมครั้งนี้ เพราะความที่ "หลุด" คือ มัวแต่คิดจะปกป้องรัฐบาล เลย "ด่า

 

แหลก" ต่อทุกคนที่มีท่าทีเชิงวิจารณ์รัฐบาลไม่ว่าจะโดยอ้อมอย่างไร (ในกรณีนี้คือเปรม) แต่ผมเชื่อว่ามีคำอธิบายเรื่องนี้มากกว่านั้น (เรื่องปกป้องรัฐบาลคงเป็นคำอธิบายหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด) นั่นคือ ผมขอเสนอว่า ท่าทีของสมัคร มีส่วนเกิดจากการที่สมัครมี "ความทรงจำทางประวัติศาสตร์" บางอย่างเกี่ยวกับเปรมอยู่ ซึ่งเป็นความทรงจำที่แม่นยำกวา่ หลายๆคน สิ่งที่หลายคนอาจจะไม่ตระหนัก (จำไม่ได้ ไม่ได้จำ) คือ สมัยที่เปรมเป็นนายกฯนั้น สมัครเป็นฝ่ายค้านคนหนึ่ง และเป็นคนที่ออกมาวิจารณ์เปรมแรงๆเสมอ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่สมัยนั้นเป็นความสัมพันธ์ที่ bitter2 ไม่น้อย ผมคิดว่า ท่าทีของสมัครต่อเปรมคราวนี้ นอกจากเรื่องเฉพาะหน้าขณะนี้แล้ว ยังน่าจะเป็นผลมาจากการที่สมัคร"มอง" เปรม ในลักษณะที่ต่างจากคนอื่นในขณะนี้ คือ ไม่ได้ "รู้สึก" ถึง "aura3" ของเปรม มากเท่ากับคนอื่นๆ อันเนื่องมาจาก "ประวัติศาสตร์" ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่เมื่อ 20 ปีก่อนด้วย

 

 

 

ในแง่นี้ ผมเสนอว่า เป็นที่น่าสนใจที่จะดูข่าวเรื่องสมัครนี้คู่กับอีกข่าวหนึ่ง ที่คนของทักษิณคนหนึ่ง (ผมจำไม่ได้เสียแล้วว่าใคร) ออกมาพูดเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำนองเปรียบเทียบทักษิณกับเปรมว่า สมัยเปรมเป็นนายกฯถูกโจมตีอย่างหนัก ตอนหลังกลายมาเป็นที่ยกย่องอย่างในปัจจุบัน นัยยะคือ คนที่โจมตีทักษิณ

 

 

 

มากๆตอนนี้ ในอนาคตจึงจะเข้าใจความดีของทักษิณ อะไรประมาณนั้น (ผมเสียดายที่ไม่ได้ save ข่าวนี้ไว้ เมื่อครู่พยายาม search หาเท่าไร ก็หาไม่พบ) สำหรับผม ด้านที่เป็น irony มากที่สุดของกรณีสมัคร-เปรมนี้ (หรือข่าวที่เพิ่งพูดถึง) คือ สมัครมีความทรงจำทางประวัติศาสตร์ ดีกว่าฝ่าย "ภาคประชาชน" (ปริญญา, ธีรยุทธ)!ผมเองเป็นคนที่ "ความจำยาว" คนหนึ่ง จึงขอทบทวนความจำทางประวัติศาสตร์บางอย่างเกี่ยวกับเปรมในที่นี้ (ขณะนี้มีนิสิต ป.โทประวัติศาสตร์จุฬาท่านหนึ่ง กำลังเริ่มทำ วพ.เกี่ยวกับยุคเปรม ผมได้แต่หวังว่า จะเป็นงานที่ช่วยสนับสนุนให้ความทรงจำของหลายคนต่อยุคนั้นดีขึ้นบ้าง)

 

1 การเหน็บแนม. การเย้ยหยัน

 

2 ขมขื่น . ดุเดือด

 

3 รัศมี,กลด

 

 

 

เปรมขึ้นสู่อำนาจได้ด้วยการ (พูดตามภาษาการเมือง) "หักหลัง" เกรียงศักดิ์ ซึ่ง "ดัน"

 

เปรมขึ้นมาอย่างกระทันหัน จากแม่ทัพภาคมาเป็น ผช.ทบ. แล้วเป็น ผบ.ทบ. โดย "เด้ง" เสริม ณ นครผบ.ทบ.ขณะนั้น ไปเป็น ผบ.สูงสุด, แต่ในระหว่างเกิดวิกฤติทางการเมืองต้นปี 2523 เปรมก็หันไปร่วมมือกับ "ยังเติร์ก" บีบเกรียงศักดิ์ ลาออกกลางสภา (เดิมตั้งใจจะยุบสภา) ไม่กี่เดือนหลังเป็นนายกฯเปรมอายุครบ 60 ก็มี "หน้าม้า" ออกมาทำการรณรงค์ขอให้ต่ออายุราชการเปรม นับเป็นผู้นำทหาร/

 

 

 

นายกฯ คนแรก หลัง ถนอม-ประภาส ที่ทำเช่นนั้น ทำให้เกิดการประท้วงอย่างกว้างขวาง ทั้ง

 

ขบวนการนักศึกษาในขณะนั้น และพรรคประชาธิปัตย์ (รูปแบบรณรงค์ของพวก "หน้าม้า" เปรมตอนนั้น ก็ไม่ต่างกับที่บรรดาพวกทำให้ทักษิณตอนนี้นัก เพียงแต่ตอนนั้นไม่มีสื่อสาร digital ที่สำคัญจึงใช้การ "เขียนไปรษณีย์บัตร") กลุ่มที่ต่อต้านก็ทำการวิพากษ์ต่อต้านอย่างแรงมาก ถึงขนาดว่า ในที่สุดแล้ว ต้องใช้ "อำนาจ" อันใหญ่หลวง มา "เบรก" การเคลื่อนไหวคัดค้านนั้น ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม"ข้อมูลใหม่" (คำนี้มาจากการที่ จู่ๆพรรคประชาธิปัตย์ก็ประกาศหยุดการเคลื่อนไหวคัดค้าน โดยให้เหตุผลว่า "ได้รับข้อมูลใหม่" หลังจากนั้นไม่นาน มีใบปลิวแจกทั่วกรุงเทพ เล่าว่า "ข้อมูลใหม่" ดังกล่าวคืออะไร) จนกลายเป็นเรื่อง "ฮือฮา" มาก สรุปว่า เปรมได้ต่ออายุราชการ หลังจากนั้นตลอดเวลา 8 ปี ที่เปรมเป็นนายกฯ แม้ว่าในช่วงแรกๆ จะสามารถ "ดึง" นักวิชาการชื่อดังไปทำงานให้(ที่ดังที่สุดคือ ชัยอนันต์ กับ เสน่ห์ นั่