Democratic Database

ข้อมูล และ บทความ สำหรับ นักประชาธิปไตย

วัฒนธรรมความเกลียดชัง

ถึงบัดนี้น่าจะเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ความคิดของผู้คนในสังคมไทยเกี่ยวกับกรณีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แบ่งออกเป็นสองฝ่าย (สองฝ่ายใหญ่ๆ เพราะคนจำนวนมากที่ต้านรัฐประหารมิได้นิยมชมชอบรัฐบาลทักษิณ แต่ต้านเพราะเชื่อในหลักการประชาธิปไตย ไม่เชื่อ "วาทกรรม" ที่ว่า รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จำเป็นต้องเกิดขึ้น และไม่เชื่อ"วาทกรรม" ที่ว่าด้วยความจำเป็นของ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ) ต่างฝ่ายก็ต่างมีเหตุผลตลอดจนความเชื่อมั่นของตนซึ่งยากจะโน้มน้าวให้เปลี่ยนมาเชื่ออีกฝ่าย

มองในด้านดีว่าถ้าคนไทยผ่านภาวะอลหม่านทางความคิดช่วงนี้ไปได้ ก็อาจเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า "สมานฉันท์"  และ "ประชาธิปไตย" ยิ่งกว่าที่พูดกันอยู่

นั่นหมายถึงถ้าคนไทยยอมที่จะเรียนรู้ผ่านภาคปฏิบัติว่า ในโลกประชาธิปไตยนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกคนจะคิด พูด ทำ เหมือนกัน ด้วยเหตุผลว่าเพื่อความสงบเรียบร้อยของชาติ

 ที่เป็นไปได้คือยอมรับด้วยความเข้าใจว่ามีความคิดแตกต่างจากเราดำรงอยู่จริง ดังนั้น เราจึงสมควรยินยอมให้พื้นที่แก่ผู้แตกต่างจากเรา

 จะต่างคนต่างอยู่เพราะถ้าพูดกันแล้วอดหมั่นไส้กันไม่ได้ หรือดีขึ้นมาอีก คือ อยู่ร่วมกันแล้วถ้อยทีถ้อยแลกเปลี่ยนความเห็นกันไปอย่างเปิดใจกว้าง เพื่อมองเห็นความดีและความน่ารักของอีกฝ่ายเหมือนที่มองเห็นความดีและความน่ารักของตัวเราเองบ้าง - ก็ได้ทั้งนั้น

 แต่ไม่ค่อยมีใครทำ

 ซึ่งอาจเพราะอึดอัดขัดข้องที่ไม่ได้ลับฝีปาก ด่า กระทบกระเทียบ หรือประชดประเทียดเสียดสีฝ่ายตรงข้ามที่เราเกลียด ยิ่งด่ายิ่งมัน ยิ่งมีเสียงเชียร์ยิ่งสนุก ยิ่งมีจินตนาการรุนแรงในเชิงเข่นฆ่าทำลายฝ่ายตรงข้ามอย่างเป็นจริงเป็นจัง

 เคยนึกสงสัยว่าวัฒนธรรมความเกลียดชังฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรงถึงขั้นจับคนคิดต่างแบ่งขั้วพวกฉันหรือพวกมัน ที่เกิดขึ้นและวิวัฒนาการไปท่ามกลางการต่อสู้ทางการเมืองของคนไทยนั้น นอกจากในด้านของฝ่ายถือครองอำนาจที่เชี่ยวชำนาญการใช้กลยุทธทุกรูปแบบเพื่อโค่นล้มขั้วอำนาจฝ่ายตรงข้าม ดังปรากฏในประวัติศาสตร์โบราณจนถึงประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เช่น ในกรณีของรัฐบุรุษนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกสร้างภาพเป็นปีศาจร้ายของประเทศ (และในขณะนั้น ก็มีคนเชื่อ)

 บางที ในภาคประชาชน การต่อสู้ของบรรดาเหล่าชาว ‘เดือนตุลา' ซึ่งยังคงเป็นทั้งชื่อเรียกที่ให้ความรู้สึกประทับใจและกระอักกระอ่วนใจ ก็อาจนำไปสู่ความเชื่อปลายปิดว่าวิธีต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมนั้นมีเพียงประการเดียว คือปลุกกระแสพลังประชาชนโค่นล้ม ‘มัน' ด้วยอารมณ์โกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชังอย่างถึงที่สุด

 กรณีนี้ รวมถึงท่วงทำนองในการคิด พูด เขียน ที่เต็มไปด้วยท่าทีกระแนะกระแหน ประชดประชัน ชี้นิ้วด่าประจานอีกฝ่าย ปลุกระดมความโกรธเกลียดเคียดแค้นอีกฝ่าย ฯลฯ เป็นต้น

 รวมถึงคำถามที่มีต่อบรรดานักเคลื่อนไหวทางการเมืองแถวหน้า เช่น เหวง โตจิราการ และจรัล ดิษฐาอภิชัย ในเชิงผิดหวังอย่างยิ่งว่าคนเหล่านั้น "เปลี่ยนไป" ราวกับเคยรู้จักคนเหล่านั้นเป็นอย่างดี

 น่าสนใจว่าข้อเขียนในลักษณะดังกล่าวปรากฎให้เห็นโดยทั่วไป คล้ายเป็นความรู้สึกร่วมและการแสดงออกร่วม ในท่วงทำนองเดียวกับนักเขียนและกวีฝ่ายซ้ายรุ่นโบราณ เช่น ที่จิตร ภูมิศักดิ์ เขียนถึงคนทำหนังสือพิมพ์ซึ่งตามความเห็นของเขาได้ "ทรยศ" ต่ออุดมการณ์

 คำถามและความผิดหวังที่แสดงออกมานั้นไม่ต้องการคำตอบ เพราะผู้เขียนข้อความแต่ละคนได้ตอบไปแล้วในข้อความของตนว่า บุคคลที่ตนเขียนถึง "ทรยศ" อย่างแน่นอน เพราะ "เปลี่ยนไป" ด้วยท่าทีเยาะเย้ยหรือดูแคลน (คนทำผิดจากเราคือคนเลวและคนเลวสมควรถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ฆ่าให้ตายฯลฯ หรือเปล่า?) เช่น อายแทนลูกหลาน สมองเสื่อม (สะท้อนทัศนคติว่าผู้ป่วยทางสมอง "ต่ำ"กว่า หรือมีความเป็นมนุษย์น้อยกว่า?) สมควรตายได้แล้ว ฯลฯ เป็นต้น

 เมื่อมองย้อนกลับไปในกาลเวลา มีคำถามว่า แต่ละคนที่เรียกตัวเองว่าคนเดือนตุลาหรือร่วมขบวนการเดือนตุลาคม (ในเชิงประทับใจมากกว่ากระอักกระอ่วนใจ เป็นด้านของความภาคภูมิใจว่าคือส่วนหนึ่งในเหตุการณ์ที่ "ยิ่งใหญ่" ไม่มากก็น้อย และทำให้เยาวชนรุ่นหลังจำนวนไม่น้อยกล่าวว่าฟังแล้ว "อึดอัด") ซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาล (หรืออาจกล่าวได้ว่า ทุกคนที่เติบโตในช่วงทศวรรษ 1970 ต่างเป็นคนเดือนตุลา) รู้จักกันและกันอย่างใกล้ชิดสนิทสนมถึงขนาดกล่าวได้ว่า เขาคนนั้นหรือเธอคนนั้น เปลี่ยนไป จริงหรือ

 หรือทั้งหมดเป็นเพียง "ความคิดของเรา" ซึ่งเกิดจาก "ความเชื่อของเรา" ว่า เมื่อเคยร่วมขบวนต่อสู้รัฐบาลเผด็จการเดียวกันด้วยอุดมการณ์ร่วมแบบหลวมๆ ภายใต้คำขวัญ เพื่อ "ประชาธิปไตย" และ "เพื่อสังคมที่ดีขึ้น" เขาหรือเธอย่อมคิดเหมือนเราตลอดกาล แต่เขาหรือเธอผู้เปลี่ยนแปลงไปในสายตาของเรา ก็อาจกำลังคิดถึงเราในแบบเดียวกัน

 ขณะที่เราไม่เข้าใจว่า เขาหรือเธอ หลงผิดไปได้อย่างไร จึงถือเอานักเลือกตั้งและประชาชนกลุ่มคนรักทักษิณเป็นพวก หรือ หลงผิดไปได้อย่างไรว่า ควร "ยืมมือ" กลุ่มรักทักษิณ

 เขาหรือเธอที่ถูกผลักไปอยู่คนละฝั่งด้วยความเกลียดชัง ก็อาจกำลังคิดในทำนองเดียวกันว่า เขาหรือเธอ หลงผิดไปได้อย่างไรว่า ควร "ยืมมือ" กระบวนการเสื้อเหลืองที่มีนายสนธิ ลิ้มทองกุล แสดงบทบาทเป็นผู้นำ ซึ่งทำให้เรื่องราวล่วงเลยไปถึงคำว่า "นายกรัฐมนตรีพระราชทาน" และ "รัฐประหาร"

 หลงผิดไปได้อย่างไรว่า การยอมรับรัฐประหาร คือการก้าวสู่วิถีทางประชาธิปไตย

 ความผิดพลาดและความเลวร้ายของการยืมมือกลุ่มรักทักษิณกับการยืมมือรัฐประหาร ต่างกันอย่างไรหรือ

 ความหมายของ "ประชาธิปไตย" และ "เพื่อสังคมที่ดีขึ้น" ในความคิดของแต่ละคนซึ่งมีที่มาแตกต่างกัน ย่อมมากกว่าเพียง "คำ" ที่เขียน

 การ "รู้จัก" คนคนหนึ่ง ย่อมมีรายละเอียดมากกว่า "มอง" จากภายนอกแล้วอนุมาน หรือได้พูดคุยด้วยหรือได้ร่วมงานด้วยเพียงระยะหนึ่ง

 เช่นเดียวกัน การ "ตัดสิน" คนคนหนึ่ง ย่อมต้องการรายละเอียดมากกว่า "มอง" จากภายนอกแล้วบอกว่าเขาหรือเธอ "เลว" เพราะเขาทำต่างจากที่เราทำ

 เหตุผลของเขาเป็นของเขา ประสบการณ์ของเขาเป็นของเขา

 การต่อสู้รัฐบาลเผด็จการอาจมีเพียงวิธีเดียวในทศวรรษ 1970 แต่ในยุคสหัสวรรษใหม่นี้ มีวิธีเดียวจริงหรือ จริงหรือว่าถ้าไม่ก่อรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 จะไม่สามารถขับไล่รัฐบาลทุนเผด็จการได้เลย จริงหรือว่าถ้าไม่ก่อรัฐประหาร ประชาชนไทยจะยิ่งแตกแยกแบ่งขั้ว

 รัฐประหารเป็นทางออกของปัญหาทุนนิยมเผด็จการหรือ

 เป็นความจริงว่าการกระทำและพฤติกรรมของคนบางคน ซึ่งไม่จำต้องเจาะจงเฉพาะกรณีทักษิณ มีเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้ประชาชนเกิดความโกรธเกลียดเคียดแค้น แต่ก็เป็นความจริงเช่นกันว่า ผู้คนที่ได้รับการปลุกเร้าทางอารมณ์ (ทุกประเภท) เป็นประจำสม่ำเสมอ ย่อมมีความคิดความเชื่อที่เอนเอียงไปทางอารมณ์ที่ได้รับการปลุกเร้า ปลูกฝัง ส่งเสริม และ สนับสนุน จนอาจกลายเป็นหูปิดตาปิด ฟังแต่ไม่ได้ยินเสียงอื่น มองแต่ไม่เห็นคนอื่น

 ในยุคเทคโนโลยีไร้สายอย่างปัจจุบัน การปลุกเร้าผ่านสื่อเกิดขึ้นได้ง่าย ทั้งเราสื่อไป เขาสื่อมา โดยไม่มีการทัดทานตรวจสอบหรือมีน้อย หรือมีแต่คนคิดต่างถูกกีดกันด้วยท่าทีปฏิเสธแบบรังเกียจจากคนคิดเหมือนกันทั้งกลุ่ม ย่อมเป็นหนทางให้อคติของกลุ่มยิ่งฝังลึก และท่าทีที่แสดงออกเพื่อ ‘ปกป้อง' พื้นที่ทางความคิดของกลุ่มตลอดจนกีดกันคนอื่นที่คิดต่าง ยิ่งก้าวร้าวรุนแรง

ลักษณะเช่นนี้ ซึ่งปรากฏชัดตามเว็บบอร์ดสาธารณะและบล็อกต่างๆ กำลังพัฒนาเป็นวัฒนธรรมแห่งความเกลียดชังในสังคมไทยอย่างช้าๆ โดยคนจำนวนมากไม่ทันรู้ตัวหรือไม่? 

 

 

 

 

 

................

 

หมายเหตุ: ผู้เขียนปรับปรุงแก้ไขจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 6 ก.ค. 50

รายงานเสวนา : บทเรียน14 ตุลา กับการแก้ปัญหาภาคใต้

วันที่ 14 ตุลาคม 2516 หรือเมื่อ 32 ปีที่แล้ว สังคมไทยได้มีโอกาสสัมผัสกับพลังของประชาชนที่มีพลวัตรในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองการปกครองได้เป็นครั้งแรก อำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จที่มีทั้งกองกำลังและอาวุธอยู่ในมือ รวมทั้งปกครองประชาชนอย่างกดขี่อย่างต่อเนื่องกันมาตลอด 16 ปี กลับถูกสั่นคลอนโดยการรวมตัวกันของประชาชนที่ส่วนมากมีเพียงมือเปล่าได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 เรื่องราวในวันนั้นคล้ายกับกลายตำนานหรือเรื่องที่เล่าขานนอกบทเรียนที่สืบต่อกันมาในหมู่ปัญญาชนจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง ทุกๆ ปีจะมีการจัดงานเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ปีนี้ก็เช่นเดียวกัน งานรำลึกถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา ได้จัดขึ้นที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ริมถนนราชดำเนิน ท่ามกลางความสนใจของประชาชนทั่วไป

 แต่ในขณะเดียวกัน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตอนนี้ก็กำลังร้อนระอุไปด้วยอำนาจที่ไม่เป็นธรรมบางอย่าง ในบางครั้งมีการใช้ความรุนแรงกันในพื้นที่ โดยความรุนแรงส่วนหนึ่งนั้นก็มาจากฝ่ายรัฐบาลเอง จนทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า อำนาจที่รัฐบาลใช้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังกลายเป็นอำนาจลักษณะเดียวกับที่เคยใช้กับประชาชนก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา เมื่อ 32 ปีก่อนหรือไม่

 คำถามนี้จึงทำให้สังคมเริ่มกลับมาทบทวนถึงบทเรียนของ 14 ตุลา อีกครั้ง ที่งานรำลึกถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา ปีนี้

 สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี : สื่อมวลชน

 เหตุการณ์ 14 ตุลา ควรจะเป็นสิ่งที่เล่าต่อๆ กันไป ผมมอง 14 ตุลา ผ่านการศึกษา หรือคำบอกเล่าเท่านั้น ไม่ได้มองจากบรรยากาศ เพราะไม่ได้ร่วมในเหตุการณ์ตอนนั้น

ในการอธิบายเรื่องกระบวนการใน 14 ตุลา มีชุดความคิดหรือวาทกรรมอยู่หลายชุดด้วยกัน ชุดหนึ่งคือ วาทกรรมเรื่องชาตินิยม ซึ่งก็แยกได้อีกเป็น 2 ชุด ที่ไม่เหมือนกัน

 ชุดแรกเป็นชาตินิยมของขบวนการนักศึกษาประชาชน คือคิดเกี่ยวกับการต่อต้านการครอบงำของสหรัฐฯในเวลานั้น ประชาธิปไตยในทรรศนะของกลุ่มนี้ก็คือการต่อต้านเผด็จการทหารและทำให้เกิดการลุกขึ้น ส่วนชาตินิยมอีกชุดเป็นของฝ่ายรัฐบาลซึ่งจะคิดเกี่ยวกับการต่อต้านคอมมิวนิสต์ เพราะในยุคนั้นเป็นเรื่องใหม่มาก

แนวคิดต่อมาที่เริ่มพูดกันมากในช่วงนั้น คือ แนวคิดแบบราชานิยม จะเป็นการกล่าวโทษการทำงานที่ไม่เสร็จสิ้นของคณะราษฎร์ ว่าทำให้เกิดเผด็จการทหาร

 ส่วนชุดความคิดสุดท้าย คือ วาทกรรมว่าด้วยสังคมนิยม เป็นการอธิบายถึงความไม่เป็นธรรมในเชิงเศรษฐกิจและการต่อต้านระบบทุนนิยม

 ต้องยอมรับ ว่า14 ตุลา จบลงด้วยความรุนแรง มีคนเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง แต่ชัยชนะของประชาชนคือ การนำไปสู่การเปิดกว้างทางการเมืองที่มากขึ้น มีการอนุญาตให้คนที่อยู่นอกองคาพยพทางการเมือง หรืออยู่นอกกระบวนการทำมาหากินทางเศรษฐกิจได้เข้าไปมีสิทธิ์มีเสียงในสังคมมากขึ้น ส่วนเศรษฐกิจก็พัฒนาไปในทางที่เอนเอียงไปหาทุนนิยมมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีการถกเถียงกันว่า ทิศทางเศรษฐกิจในเวลานั้นสมควรหรือไม่ที่จะเป็นทุนนิยม

เมื่อมาถึงปัจจุบัน จากชุดความคิดต่างๆ ใน 14 ตุลา ที่กล่าวมา เราคิดว่าเราเหลืออะไรบ้าง  คือเราเหลือเสรีภาพอยู่เล็กๆ น้อย ๆ ที่จะแสวงความเป็นธรรม และตั้งคำถามกับทุนนิยม เพราะปัจจุบันเราเองก็ถูกครอบงำด้วยระบบที่เป็นทุนนิยมอย่างเต็มที่

 แต่ปัญหาที่กำลังท้าทายในเวลานี้คือ แนวคิดว่าจะต่อสู้ในระบบทุนนิยมแบบนี้อย่างไร โดยเลิกพูดถึงสังคมนิยมไปได้ เพราะสังคมนิยมที่ยังเหลือให้เห็นอยู่ในลักษณะรัฐในอุดมคติในปัจจุบัน ก็เป็นเพียงส่วนขยายของเผด็จการเท่านั้น แต่กลุ่มใหญ่ที่สำคัญและน่าสนใจที่ขึ้นมาท้าทายระบบทุนนิยม ณ เวลานี้ ก็คือ กระบวนการต่อสู้ของพี่น้องชาวมุสลิม

การต่อสู้ของพี่น้องชาวมุสลิม ได้ท้าทายทุกๆ ปริมณฑลของทุนนิยม เพราะปฏิเสธ Globalization ที่มาจากระบบทุนนิยม แต่ที่รับไม่ได้ในแง่ของการต่อสู้มีเพียงอย่างเดียว คือ การใช้ความรุนแรงหรือการก่อการร้าย ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องพูดในปัจจุบัน

 ปัญหาทางภาคใต้ในปัจจุบัน คือการท้าทายระบอบทุนนิยมแบบ ‘ทักษิณ’  ซึ่งเข้าใจว่า ‘ทักษิณ’ กลัวยิ่งกว่ากระบวนการต่อสู้ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะมีชุดความคิดที่แตกต่างและท้าทายทุกอย่าง

 ความรุนแรงในภาคใต้ มีเนื้อหาทางการเมืองอยู่ คือในขณะที่ไม่มีใครออกมาเขียนแถลงการณ์หรืออ้างความรับผิดชอบ แต่ก็กลับมีชื่อขบวนการต่างๆ ที่สื่อมวลชนเสนออกมา ซึ่งหากเชื่อคำอ้างนั้นมากๆ จะกลายเป็นสูตรสำเร็จที่ทำให้เจ้าหน้าที่อ้าง ผลที่ตามมาคือจะหาความจริงไม่พบ โดยจะโยนไปให้องค์กรเหล่านั้น หากพยายามหาขบวนการเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่อันตรายมาก

 สาส์นที่อ่านพบจากความรุนแรงอีกอย่าง คือมีคนจำนวนหนึ่งพยายามจะหาวิถีชีวิตของตัวเอง ที่ไม่เหมือนและต่อต้านการครอบงำแบบทุนนิยม และต้องการอยู่ในวิถีชีวิตแบบมลายูมุสลิม

 เหตุการณ์ที่กรือเซะ ให้ถ้อยแถลงชัดเจนในจุดนี้ มีเอกสารชิ้นหนึ่งที่ได้จากศพผู้เสียชีวิตพูดว่า หากเราปฏิวัติได้สำเร็จ ผู้ที่จะเป็นผู้ปกครอง คือผู้ที่สืบเชื้อสายชาวมลายูที่เป็นมุสลิม

 ส่วนจากเหตุการณ์ตันหยงลิมอ ก็มีสาส์นที่อ่านพบ คือมีความชัดเจนมากที่พยายามจะควบคุมการสื่อสาร  อาจอธิบายได้ว่าสื่อไทยไม่มีราคาพอที่ชาวบ้านจะไว้วางใจ แต่อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ มีความพยายามที่จะกำหนดทิศทางของข่าวสารและชุดความจริงที่แตกต่างจากของรัฐบาล ดังนั้นการต่อสู้ของประชาชนในจังหวัดภาคใต้อาจไปไกลกว่าที่รัฐบาลไทยคิดเสียอีก

นอกจากนี้ที่ภาคใต้ยังมีคำที่น่าสนใจว่า “สร้างเชื้อชาติ ศาสนา และมาตุภูมิ”  ซึ่ง เชื้อชาติ คือ มลายู ศาสนา คืออิสลาม มาตุภูมิ คือ ปัตตานีดารุสซาลาม เป็นวาทกรรมที่สำคัญมาก และไม่เข้ากับที่รัฐอธิบายเรื่อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

 นอกจากนี้ รัฐยังได้เสนอวิถีการพัฒนาจากทุนนิยมซึ่งเข้ากับสภาพปัจจุบัน แต่ในพื้นที่กลับต่อต้านอย่างมาก เช่น ยูบีซี หรือการโปรยนกกระดาษ นกในทรรศนะของของชาวมุสลิม คือสัญลักษณ์ของความหายนะ มีคนท้วงติงมาก แต่ที่นราธิวาสก็สร้างอนุสาวรีย์นกเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความล่มจมและหายนะ รัฐอ่านสารเหล่านี้ค่อนข้างบกพร่องและไม่ครอบคลุม

 คำอธิบายบางอย่างก็เป็นไปในลักษณะแบ่งแยกและปกครอง ซึ่งตกค้างทางความคิดมาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น เช่น การแบ่งโซนสี หรือการใช้ศัพท์บางอย่าง เช่น โจร ผู้หลงผิด หรืออื่นๆ

ส่วนชุดความคิดเรื่องการประนีประนอมที่มีอย่าง สมานฉันท์ ต้องทำ 2 เรื่อง แต่ยังทำไม่ได้ คือเรื่องความยุติธรรม และเรื่องความจริง

เรื่องความยุติธรรมมีความจำเป็นมาก  เนื่องจากยังสร้างความเป็นธรรมให้พื้นที่ไม่ได้เลยซักกรณีเดียว และอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ

 ส่วนเรื่องความจริง มีหลายอย่างในภาคใต้ที่เราไม่ทราบ ทั้ง ตากใบ กรือเซะ  หรือสะบ้าย้อย มีความหมายมาก ถ้าทำความจริงให้ทั้งหมดปรากฏไม่ได้ ชาวบ้านจะติดใจและมีคำอธิบายเป็นของตัวเองในทุกๆ กรณี

จรัล ดิษฐาอภิชัย : คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

 ขอฟันธงว่า บทเรียน 14 ตุลา ส่วนใหญ่ใช้กับการแก้ไขปัญหาในภาคใต้ไม่ได้ เพราะบทเรียน 14 ตุลา เป็นบทเรียนของการต่อสู้

 ทั้งนี้ บทเรียนจาก 14 ตุลา บทเรียนแรก คือ พลังประชาชนสำคัญที่สุด ส่วนจะใช้ในภาคใต้ได้หรือไม่นั้น ขึ้นกับการตีความ

 บทเรียนที่สอง คือ คนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยจิตใจที่กล้าหาญ แม้มือเปล่าก็ชนะอำนาจเผด็จการทหารหรืออำนาจใหญ่ที่ต่อเนื่องมา 16 ปี

 บทเรียนที่สาม มีผู้ใหญ่บางคนไปเจรจากับจอมพลถนอม จอมพลประภาส เพื่อไม่ให้มีการปราบแต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะทางนั้นระบุว่าพวกที่มารวมตัว คือ คอมมิวนิสต์  อันนี้พอเป็นบทเรียนให้รัฐบาลใช้ได้บ้าง ว่า เหตุที่ใช้สันติวิธีไม่ได้ผล เพราะรัฐบาลมองการเคลื่อนไหวหรือการต่อสู้ของคนกลุ่มนี้ เป็นอีกแบบหนึ่ง

 กล่าวโดยสรุป คือ บทเรียนของ 14 ตุลา ใช้ไม่ได้ ในสมัยก่อนมีความคิดหรือกลไกสันติวิธีที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้ง เพราะมีผู้อาวุโสในหมู่บ้านคอยแก้ปัญหา แต่ปัจจุบันระบบกลไกดังกล่าวถูกแทนที่ด้วยระบบกลไกที่เป็นการเมือง ทำให้รัฐแทบจะไม่มีกลไกในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง หรือที่มีอยู่ก็ไม่ดีพอ

 ในแง่สังคมก็มีความพยายามไปรับฟังปัญหากันมาก ซึ่งอาจจะสำเร็จในระยะยาวก็ได้ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ผลเพราะคนในพื้นที่ไม่เชื่อไม่ไว้ใจ

 ในขณะที่ถ้ามีความเชื่อเรื่องสิทธิมนุษยชนก็จะต้องไม่มีการใช้ความรุนแรง แต่คณะกรรมการสิทธิฯเมื่อลงไปภาคใต้ก็ยอมรับว่าทำอะไรไม่ได้มาก เพราะสถานการณ์ยกระดับขึ้นเรื่อยๆ ความโกรธ ความเคียดแค้นในพื้นที่มันก็โตพอที่หล่อเลี้ยงตัวเองได้ จนไม่ต้องอาศัยเหตุอะไรแล้ว

 ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิฯ เคยเสนอแนะการแก้ปัญหาภาคใต้ที่แทบไม่ต้องใช้เงินเลย คือการเรื่องการเคารพในเรื่องสิทธิความเป็นมนุษย์ของพี่น้องมุสลิม ซึ่งพูดได้ง่ายแต่ทำได้ยากมาก พอเสนอไปก็ไม่มีน้ำหนัก ตอนนี้เลยบานปลาย จนใช้เงินไปหมื่นกว่าล้านแล้ว แต่ยังไม่มีแนวโน้มจะคลี่คลาย ปัญหาก็เพิ่มขึ้น ถ้ารัฐและสังคมเคารพสิทธิฯของพี่น้องภาคใต้ก็จะแก้ปัญหาได้เยอะโดยแทบไม่ต้องใช้เงิน

 ต่อมา รัฐต้องยึดหลักนิติธรรมหรือหลักกฎหมายในการแก้ปัญหา คือจับให้ถูกฝาถูกตัว แม้ว่าจะมีการปรับได้ดีขึ้นหลังจากเหตุการณ์ตากใบ แต่ก็ยังไม่ดีพอที่จะทำให้สถานการณ์คลี่คลาย  เห็นด้วยกับความคิดว่าการรู้ความจริง จะทำให้เกิดความสมานฉันท์ได้ แต่เรื่องนี้ทำยากที่สุด เพราะในพื้นที่สู้รบ ไม่ว่าในสังคมไหน หรือยุคไหน จะหาคนพูดความจริงยากมาก ในภาคใต้ก็เช่นกัน

 ตัวอย่างจาก เหตุการณ์ตันหยงลิมอ ความจริงก็ยังมี 2 แบบ ฝ่ายรัฐบอกว่าชาวบ้านรู้จักนาวิกโยธินทั้งสองนายเป็นอย่างดี และข่าวก็เปิดเผยไปทั่ว แต่ความจริงที่ฝ่ายชาวบ้านบอกคือไม่รู้จักนาวิกโยธินทั้งสองนาย ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือทำให้คนทุกฝ่ายพูดความจริงให้ได้ 

ความยุติธรรมก็เป็นเรื่องสำคัญ ตัวอย่างที่ตันหยงลิมอ เมื่อนาวิกฯ 2 คนตาย ชาวบ้านที่ตายไปก่อนหน้านั้นก็ไม่พูดถึงอีก นี่เป็นแค่ความยุติธรรมเรื่องข่าว ยังไม่รวมเรื่องอื่น ถ้าใช้ภาษาเรียกว่า สามานย์  ข่าวที่เกี่ยวกับการยิงในภาคใต้ตอนนี้ไม่ว่ากรณีใด ก็วิเคราะห์ว่าเป็นการยิงกันเองมาเรื่อยๆ จนทำให้ตอนนี้หาความจริงไม่ได้แล้ว

พิภพ ธงไชย : ที่ปรึกษา ครป.

 เรื่อง 14 ตุลา ต้องแยกระหว่างบทเรียนกับรูปแบบ รูปแบบ 14 ตุลา ไม่ใช่รูปแบบเดียวกับรูปแบบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคใต้ แต่บทเรียนต้องแยก คือแล้วแต่ว่าใครจะเรียนอะไร การที่เหตุการณ์ภาคใต้ขยายไปมากขึ้นก็เพราะภาครัฐไม่ได้ใช้บทเรียนของ 14 ตุลา

 ‘ทักษิณ’ ไม่ได้ใช้บทเรียนของการต่อสู้ทางประวัติศาสต์ภาคประชาชน ทั้ง 14 ตุลา 6 ตุลา และพฤษภาเลย เหตุเพราะไม่เคยมีประสบการณ์ และไม่เคยเข้าร่วม รวมทั้งไม่เข้าใจเรื่องการเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน

แม้ว่าคนของรัฐบางส่วนจะเข้าใจก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นเอกภาพ และนอกจากนี้ยังกลับมีการปิดกั้นสื่อเพื่อปิดบังความจริงเหมือนเหตุการณ์ 14 ตุลา ยิ่งแสดงว่าภาครัฐไม่ใช้บทเรียนจาก 14 ตุลาเลย

ในเรื่องอิสลามต้องแยกผู้ก่อการร้ายออกจากชาวมุสลิมให้ชัดเจน แต่รัฐแยกไม่ได้ จึงทำให้สาธารณะแยกไม่ได้ ตอนนี้ทำให้ชาวพุทธแยกไม่ได้ด้วย จนเกิดแนวคิด พุทธนิยมหรือชาตินิยม และตกอยู่ในกรอบแนวคิดของรัฐ หากปล่อยต่อไปต่อไปอาจทำให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกับ 6 ตุลา โดยที่ไม่ใช่เกิดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เหมือนในอดีต แต่อาจเป็นที่หมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งในภาคใต้

 ส่วนเหตุที่คนไทยไม่ใช้บทเรียนจาก 14 ตุลา เพราะ มีการตัดตอนไม่ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้เรื่องนี้ และรัฐก็จงใจ คือไม่ต้องการให้คนไทยได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์2475  เหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 หรือประวัติศาสตร์กระบวนการสันติภาพ มีการขวางกั้นการเรียนรู้ประวัติศาสตร์การเคลื่อนตัวในพัฒนาการประชาธิปไตยของไทย โดยไม่ให้อยู่ในบทเรียนที่คนรุ่นใหม่ต้องเรียน ดังนั้น จึงเกิดประวัติศาสตร์ที่ซ้ำซากในเรื่องการปฏิบัติที่ผิดพลาดต่อประชาชนที่ลุกขึ้นสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรม

เมื่อมีการปิดกันการเรียนรู้ดังกล่าวแล้ว ศักยภาพในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยก็ลดลง  ‘สันติวิธี’ เองก็ถูกตั้งคำถามและมีการถกเถียงกัน เป็นผลมาจากการที่สังคมไทยไม่เข้าใจ สุดท้ายก็ถูกรัฐทำให้เข้าใจไปว่า สันติวิธี เป็นลัทธิยอมจำนน  ศักยภาพที่ด้อยลงดังกล่าวทำให้ความคิดเรื่อง ความดี ความจริง ความงาม ก็ด้อยลงไปด้วย

 ความจริง ในสังคมไทยกำลังถูกปิดกั้น คือสื่อโดนปิดกั้นจนต้องรวมตัวกันเองเพื่อตั้งโต๊ะข่าวสันติภาพขึ้น แต่ก็ไม่กล้าใช้ชื่อนี้จึงตั้งชื่อว่า ‘ศูนย์ข่าวอิศรา’ ศูนย์ข่าวนี้ตั้งขึ้นเพื่อเอาความจริงที่เกิดขึ้นในภาคใต้อีกด้านออกมา

 ความงาม ก็คือ ความงามบนความหลากหลายทั้งในวัฒนธรรมหรือเชื้อชาติ แต่คนไทยไม่เข้าใจ และไม่ยอมรับว่า คนใน 3 จังหวัดภาคใต้ เป็นมุสลิมเชื้อสายมลายู แต่คนใน 3 จังหวัดภาคใต้ก็ไม่กล้ายอมรับ เหมือนกับเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ที่คนจีนไม่กล้าพูดว่าตัวเองมีเชื้อสายจีน และอายที่จะเรียกตัวเองว่า เจ๊ก

 เรื่องความงามบนความหลากหลายนี้เป็นประเด็นใหญ่ของสังคมไทย ซึ่งถ้าไม่เข้าใจจะมีความขัดแย้ง เพราะคนไทยมีหลายเชื้อชาติ ความผิดพลาดนี้มีมาตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่เปลี่ยนชื่อจากสยามเป็นไทย เพราะทำให้เชื้อชาติไทเด่นขึ้นมา ขณะที่เชื้อชาติอื่นก็เกิดความสงสัยว่าตัวเองเป็นไทยหรือเปล่า คือเดิมคำว่า สยาม หมายถึง คนหลายเชื้อชาติ หลายภาษาปนกันอยู่ นักวิชาการเองก็บอกว่าประเทศไทยมีกลุ่มภาษาถึง 64 ภาษา

 ส่วนความดี มีความชัดเจนว่าคนไทยก็กำลังละเลยความดี คนไทยปัจจุบันไม่ต้องการนายกฯที่เป็นคนดี แต่ยกย่องคนเก่งให้มาจัดการกับบ้านเมือง

 ศักยภาพอีกเรื่องในการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี คือ สังคมไทยในปัจจุบันยังอยู่ในช่วงรอยต่อของการต่อสู้ระหว่างศักดินากับประชาธิปไตย ดังนั้นเวลาสร้างความคิดว่าด้วยวัฒนธรรมประชาธิปไตยขึ้น ก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ ดังที่คณะกรรมการสิทธิฯ ถูกมองว่าเป็นตัวร้าย เพราะสิทธิมนุษยชนไม่ใช่วัฒนธรรมของระบบศักดินา และต่อไปหากไม่ระวัง คือไม่ยอมรับและศึกษาความแตกต่าง การต่อสู้ระหว่างวัฒนธรรมอิสลามกับวัฒนธรรมพุทธก็อาจจะเกิดขึ้น

 ดังนั้น การแก้ปัญหาภาคใต้ต้องเข้าใจอิสลาม เข้าใจพระคัมภีร์ ทั้งนี้ วัฒนธรรมพุทธศาสนา และวัฒนธรรมมุสลิมที่เคยอยู่ด้วยกันอย่างสงบมาช้านาน แต่ทันทีที่มีรัฐส่วนกลางเข้าไปจัดการปัญหาก็เกิดขึ้น

 รัฐต้องมีกลไกเครื่องมือมากำกับในการแก้ปัญหา ซึ่งกลไกดังกล่าวมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ไม่นำมาใช้ และในขณะนี้กลไกตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวกำลังถูกทำลายไปโดยการไม่ออกกฎหมายตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้ว และรัฐบาลทักษิณก็พยายามทำลายกลไกตัวนี้อีกจนเกือบหมด

 การแก้เรื่องภาคใต้ จะต้องทำให้สังคมไทยเข้าใจประวัติศาสตร์ ทั้งปัตตานี เชียงใหม่ อีสาน เพราะจุดอ่อนของสังคมไทย คือ เรียนประวัติศาสตร์ของตระกูลเดียว สถาบันเดียว กลุ่มเดียว แต่ไม่เรียนประวัติศาสตร์ของตระกูลในท้องถิ่น หรือกลุ่มในท้องถิ่น

 ประเด็นสุดท้าย คือ ความแตกต่างในทิศทางการพัฒนา รัฐบาลกลางคิดว่าระบบทุนนิยมเท่านั้นที่จะทำให้คนมีความสุข แต่มุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ปฏิเสธ เพราะการปฏิบัติตามศาสนาอิสลามนั้นเป็นความสุขอยู่แล้ว ตรงนี้เป็นความไม่เข้าใจที่พยายามยัดเยียดการพัฒนาแบบทุนนิยมลงไปใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วรวิทย์ บารู: นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

 การที่ 14 ตุลา มีผลต่อประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง ก็มีส่วนสรรสร้างสังคมในภาคใต้ได้บ้าง ถ้าผู้นำมีความเข้าใจ แต่ถ้าจะเอากระบวนการต่อสู้มาใช้คงไม่ใช่

คน 14 ตุลาในรัฐบาลหลายคนที่รู้จักก็มีส่วนต่อการประท้วงใหญ่ 45 วันที่ปัตตานี เมื่อปลาย พ.ศ.2518  ซึ่งน่าจะมีความเข้าใจ แต่ตอนนี้กลับมีปัญหาเรื่องความเข้าใจ และนายกฯก็ควรเข้าใจ เรื่องโครงสร้างของสังคมหรือประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อน

 โครงสร้างสังคมของพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ก็คือ  80 เปอร์เซ็นต์ เป็นมลายูมุสลิม แต่กลับเอาคนพื้นที่อื่นมาปกครองโดยขาดความเข้าใจ ยกตัวอย่างได้จาก กรณีสตูลที่ผู้ว่าราชการจังหวัดคนแรกก็สืบเชื้อสายมาจากอดีตเจ้าเมืองสตูล จึงทำให้ไม่มีปัญหา ไม่เหมือนกับปัตตานี ที่เจ้าเมืองคนสุดท้าย พอออกมาจากการถูกควบคุมตัวที่พิษณุโลก ต้องหนีไปตายที่กลันตัน ประเทศมาเลเซีย

 ถ้ากระบวนการ 14 ตุลา สร้างการเลือกตั้งขึ้นมา คนใน 3 จังหวัดก็เคยผ่านประสบการณ์แบบเดียวกันมาแล้ว คือ กรณี ตาย 4 ไม่ตาย 1 เมื่อปลาย พ.ศ.2518 จนเกิดเหตุการณ์ทวงความเป็นธรรมตามมา โดยคู่กรณี คือ นาวิกโยธิน

 จากครั้งนั้นการต่อสู้ก็มีมาเรื่อยๆ จนเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เมื่อเกิดองค์กรที่ร่วมมือกันระหว่างภาคประชาชนกับราชการขึ้น องค์กรที่พอจะยกตัวอย่างได้คือ ศอ.บต. เพราะมีความสำเร็จ

 หน่วยงานดังกล่าวสำเร็จเพราะสามารถสร้างกระบวนการที่สืบหาข้อเท็จจริงในพื้นที่ได้ในทันที เช่น การทำลายลองกอง ชาวบ้านสามารถที่จะแจ้ง ศอ.บต.ได้เลย และสามารถรู้ตัวคนทำได้ในวันเดียว องค์กรแบบนี้เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ถ้าไม่รู้ว่าใครทำอย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ก็คิดว่าอีกนานกว่าจะแก้ปัญหาได้ และยืนยันได้เลยว่า ความรุนแรงไม่สามารถจะสถาปนาสันติสุขได้เลยใน 3 จังหวัด เพราะประสบการณ์การใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาที่ผ่านมาไม่เคยสำเร็จ

 เราแก้ปัญหาโดยกล่าวหาบางกลุ่มว่าอยู่เบื้องหลัง ทั้งๆ ที่กลุ่มเหล่านี้เคยสรรสร้างความปรองดอง ความสันติ และแก้ไขปัญหา ในสมัยที่ยังมี ศอ.บต. เช่น กลุ่มผู้นำศาสนา ทั้งพุทธและมุสลิม กลุ่มนี้เป็นกรรมการใน ศอ.บต.

 กลุ่มนักธุรกิจถูกกล่าวหาเรื่องยาเสพติดซึ่งเกี่ยวข้องในเรื่องการแยกดินแดน แต่กลุ่มนี้ก็เป็นกรรมการที่ปรึกษาใน ศอ.บต.เหมือนกัน

 กลุ่มต่อมาคือนักการเมือง ทั้งท้องถิ่นและระดับชาติซึ่งเคยเป็นกรรมการ ศอ.บต. ก็โดนรัฐบอกว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย

ใน 3 จังหวัดภาคใต้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนมุสลิมมาปกครอง แต่จะต้องยึดเอาความดีเป็นหลัก เพราะในอัลกุรอานก็ระบุให้มุ่งในเรื่องความดี แต่เมื่อรัฐใช้วิธีการที่ไม่ดีเหมือนที่หลายคนบอกว่าล่าสังหารหรืออะไรต่างๆ ก็ไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาให้สำเร็จได้ ในมุมกลับกันในทรรศนะอิสลามคือความชั่วร้าย

 อีกเรื่อง คือ สันติวิธีใน 3 จังหวัดภาคใต้ คือกล่าวถึงการยอมจำนนที่มีนัยยะ ว่าจะยอมให้พวกเชื้อชาติ ศาสนาที่ต่างไปไม่ได้ เพราฉะนั้นผู้ที่นิยมอำนาจจะระแวง เพราะยังไม่เข้าใจเรื่องความต่างที่ปกครองอยู่ หลายคนมองว่ารัฐบาลนี้เก่งเฉพาะการเลือกตั้งแต่บริหารไม่เก่งเลย ยังพูดกันเสียด้วยซ้ำว่า ไม่เคยมีรัฐบาลใดที่ไม่เข้าใจใน 3 จังหวัดเท่ากับในรัฐบาลนี้

 อีกอย่างที่ควรจะรู้คือเรื่องพลวัตรของสังคมที่เป็นมลายูมุสลิม และเรื่องโลกของวัฒนธรรมมลายู ซึ่งต้องเข้าใจว่าไม่มีทางเข้าหาสู่ศูนย์กลางได้ ยิ่งทำก็ยิ่งหมุนลงไปทางใต้ เพราะศูนย์กลางวัฒนธรรมมลายูอยู่ทางมาเลเซีย อินโดนีเซีย ดังนั้นรูปแบบการพลวัตรทางสังคมจะดูตามซีก มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน ต้องใจกว้างและเข้าใจพอจึงจะนำภาคใต้ได้ได้

 ไกรศัก ชุณหะวัณ : ประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา

มาพูดกันเรื่องรักใคร่วีรชน เรื่องประชาธิปไตยตลอด  ทั้งๆ ที่สังคมมันไปไหนแล้ว มันไม่สนใจประชาธิปไตยแล้ว นี่คือความจริง และคนที่บิดเบือนประชาธิปไตยก็คือคน 14 ตุลา ที่ไปนั่งอยู่ในรัฐบาลทั้งนั้น

หลังจากที่รายงานให้รัฐบาลทราบเรื่องตากใบและเรื่องภาคใต้ทั้งหมด คุณสมัครออกมาด่าผมว่าไม่ใช่คนไทย ไม่ใช่ลูกคุณชาติชายเสียอีก โกหกกันซึ่งๆ หน้า ถ้าใส่ร้ายป้ายสีกันขนาดนี้ แล้วยังอนุญาตให้เกิดขึ้น  อสมท.จะอยู่ได้อย่างไร

 อสมท. คือ สัญลักษณ์ของปฏิกิริยาที่อื้อฉาว ใส่ร้ายป้ายสีประชาชน จนโดนเผามาแล้วสองครั้ง เป็นสัญลักษณ์อำนาจของวัฒนธรรมเผด็จการ และเหมือนว่าตั้งแต่ คุณทักษิณ เข้ามามีอำนาจ ประชาธิปไตยก็ดูจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปมาก เหมือนกับเรากำลังย้อนยุค คือกำลังเป็นยุคขวาครองเมือง

 ในสมัยรัฐบาลคุณชวน สิ่งที่อึดอัดมากที่สุด คือความอนุรักษ์นิยม ไม่กล้าคิด ไม่กล้าแก้ปัญหา เอะอะก็ขั้นตอน ครรลอง แต่สิ่งที่คุณชวนพยายามทำคือการปฏิรูปที่ดิน เพราะเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุด อย่างในภาคเหนือก็เป็นของนายทุนอย่างเบ็ดเสร็จไปหมดแล้ว แต่ท่านกลับกล้าตัดสินใจทำ

ทว่าเมื่อต้องจัดการกับเรื่องที่ดินในภูเก็ต ทุกอย่างก็ล้มละลาย เพราะเกี่ยวข้องกับคนในพรรคซึ่งเป็นเศรษฐี ดังนั้นสิ่งที่คุณชวนพยายามทำก็พังพินาศไปหมด ผมก็อภิปรายเรื่องนี้ในสภาอย่างเต็มที่ แต่จากการวิพากษ์วิจารณ์คุณชวน ก็มีส่วนที่สนับให้คุณทักษิณขึ้นมาเป็นนายกฯ และหลายคนก็สนับสนุน รวมทั้งผมด้วย เพราะคุณทักษิณแสดงตัวเอง ที่กล้าแก้ไขหรือตัดสินใจ

 ปีแรก ทูตยุโรปเกือบทุกคนพอใจมาก โดยบอกว่าเป็นยุคแรกที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้า เพราะมีนโยบายที่ชัดเจนพอที่จะแปรประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีการบริการสังคม มีการประกันชีวิต มีการบริการสาธารณะสุข และการปฏิรูปการศึกษา

 แต่มาถึงวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือ 3,000 ศพ ในเรื่องการปราบยาเสพติด ส่วนในภาคใต้ที่กรือเซะวันเดียวตายไป 108 คน ทีมฟุตบอลสะบ้าย้อยทั้งทีมโดนยิงหัวหมดเลย ลากกันเข้าไปยิงกันในคาราโอเกะ

 ความรุนแรงนี้มันระเบิดออกมาได้อย่างไร ผมเลยกลับมาคิดว่า สังคมไทยมันป่วยมาตลอด แต่พอมีคนป่วยเป็นผู้นำ คนบ้ามันเลยออกมาอาละวาดกันหมด ผมคิดว่าคุณทักษิณไม่ปกติแล้วที่อนุญาตให้เหตุการณ์มันรุนแรงขึ้น ตราบใดที่คุณทักษิณยังเป็นนายกฯก็มองไม่เห็นลู่ทางว่ามันจะดีขึ้นได้อย่างไร เพราะไม่เคยได้ยินว่าคุณทักษิณจะออกมายอมรับว่าทำผิดไปแล้ว

พื้นฐานคือเราไม่มีความเท่าเทียมกันในด้านสังคม การศึกษา นอกจากนี้การพัฒนาของลัทธิทุนนิยมสากล หรือโลกาภิวัตน์ก็ทำให้ศีลธรรม และวัฒนธรรมเสื่อมลง

 สิ่งที่ไม่เคยสร้างเลยจากเหตุการณ์ 14 ตุลามาจนถึงวันนี้ คือการสร้างศีลธรรมประชาธิปไตยที่เคารพในชนชั้นและเชื้อชาติ คือเมื่อมีความแตกต่างทางชนชั้นอย่างมากในตอนนี้แล้วจะให้ไปเคารพกันทางเชื้อชาติได้อย่างไร

การยกเลิกสิทธิความเป็นคนไทยในภาคเหนือ 1,000 กว่าคน ก็เป็นสัญญาณแรกที่บอกว่ารัฐบาลนี้และคุณทักษิณไม่ปกติ รัฐที่คลั่งชาติโดยไม่แยแสเชื้อชาติ หรือไม่แยแสทางสังคม ผมคิดว่ามันหลุดออกมาเต็มรูปแบบในรัฐบาลนี้ โดยกล่าวหาคนอื่นทั่วไปหมดว่าไม่ใช่คนไทย แต่ถามหน่อยว่าใครไปไหว้ทวดที่เมืองจีน ผมอยากจะรู้?

14 ตุลา ต้องเริ่มทำกันใหม่ ในโฉมหน้าศักดินาไทย ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ต้องเพิ่มเติมบทปักษ์ใต้ ลาว ชนกลุ่มเหนือ หรือต่างๆ ว่ามีส่วนในการเสริมสร้างรัฐไทยอย่างไร และกลุ่มเหล่านั้นเติบโตขึ้นได้อย่างไร

14 ตุลา ไม่มีการปฏิวัติอย่างต่อเนื่อง คือไม่ปฏิวัติทางด้านความคิด ทางด้านวัฒนธรรม เด็กส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าประชาธิปไตยคืออะไร เราก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องไปแก้ปัญหานั้นมาก สิ่งที่ตามมาคือ 3 จังหวัดภาคใต้กลายเป็นเหมือนไม่มีตัวมีตน เพราะไม่เคยอนุญาตให้ชาวมุสลิมแสดงวันสำคัญที่สุดของเขา ซึ่งก็คือ วันของดารุสซาลามปัตตานี

 ดารุสซาลาม แปลว่า บ้านแห่งสันติภาพ ซึ่งแทนที่จะให้เขาเฉลิมฉลองวันนี้กันในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เขาภาคภูมิใจ เพราะเป็นวัฒนธรรมสำคัญที่ครอบคลุมถึง 3 ประเทศ ควรยกให้เป็นวันสำคัญของประเทศชาติด้วย แต่เรากลับไปให้เขามีงานฉลองของเจ้าแม่กอเนี๊ยะ ซึ่งเป็นคนจีนที่มี 3 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นของประชากรใน3 จังหวัดภาคใต้

 ในอดีตเจ้าแม่กอเนี๊ยะสร้างศาลเจ้าไว้เล็กๆ แต่ปัจจุบันไปเสริมศาลให้ใหญ่จนล้ำไปในพื้นที่มัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในภาคใต้ และศักดิ์สิทธ์ที่สุดของชาวมุสลิมมลายูซึ่งรวมถึงชาวมาเลเซียด้วย แต่คนมุสลิมก็ไม่กล้าที่จะพูดเรื่องนี้ด้วยซ้ำ เป็นเรื่องการกดขี่ทางวัฒนธรรมที่สำคัญมาก

 สาเหตุที่คุณทักษิณมีนโยบายในเรื่องเกี่ยวกับภาคใต้ลักษณะนี้ ก็คือแนวคิดการสะสมทุนเมื่อผ่านไปตามกาลเวลาทุนยิ่งมากก็ยิ่งมีความเสี่ยงมาก ตั้งแต่เรื่องโทรคมนาคม โรงพยาบาล อสังหาริมทรัพย์ โฆษณา และอีกเรื่อยๆ เมื่อยิ่งมีมากศัตรูก็ยิ่งมาก ยิ่งผูกขาดโดยอำนาจก็ยิ่งมีคนกลัวซึ่ง เขาจะเก็บข้อมูลนี้ไว้หมด การเก็บข้อมูลดังกล่าวจะทำให้ตัวเขาเองหวาดกลัวไปด้วย พอยิ่งหวาดกลัวยิ่งต้องใช้อำนาจเพื่อรักษาอำนาจต่อไป ซึ่งก็จะหลุดจากการเป็นรัฐบุรุษไปเลย

 การบกพร่องเกิดอย่างกะทันหันและคาดไม่ถึง คือเมื่อ 2 ปีกว่าๆ มาแล้ว มีช่วงหนึ่งที่ตำรวจโดนยิงตายเยอะมาก เป็นปัญหาที่อยู่ดีๆ ก็โผล่ขึ้นมาเป็นนั่นปัญหาแรก

 ปัญหาที่ 2 เป็นปัญหาที่ทำให้ความรุนแรงระเบิดออกมา และต่อมากลายเป็นความรุนแรงที่คาดไม่ถึงอย่างต่อเนื่อง นั่นก็คือการหายไปของปืน 400 กระบอก

เหตุการณ์เหล่านี้เกือบทุกคนอธิบายว่าเริ่มต้นมาจากการที่เจ้าหน้าที่ชอบไปอุ้ม หรือไปทรมานคนในพื้นที่ เป็นจำนวนมาก และในทันทีที่ประกาศอัยการศึกหลังการหายไปของปืน 400 กระบอก ก็ทำให้ภาคใต้กลายเป็นเหมือนประเทศที่ถูกเข้าไปยึดครองมากกว่าการเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย

หรือจากเดิมที่เคยมี ศอ.บต.ที่สามารถทำให้ความกดดันของสังคมได้มีช่องทางระบายออกมาบ้าง ก็โดนยกเลิก และผูกขาดโดยเอาตำรวจของตัวเองเข้าไปยึดครองพื้นที่เพียงเจ้าเดียว ซึ่งต้องการเพียงการปราบปราม เพื่อเอาปืน 400 กระบอกกลับคืนมาให้ได้ทุกวิถีทาง

การยกเลิก ศอ.บต. ก็คือการยกเลิก กอ.รมน.ในภาคใต้ด้วย หน่วยงานนี้มีเส้นสายเป็นพันคน กลับถูกยกเลิกงบประมาณ จึงทำให้ข้อมูลในภาคใต้หายไปอย่างสิ้นเชิง มวลชนก็หายไปด้วย เหลือเพียงการใช้ความรุนแรงวิธีเดียว วิธีคิดแบบนี้เป็นวิธีคิดที่ดึกดำบรรพ์ที่สุด และเกือบจะป่าเถื่อนที่สุดก็ได้ การลงโทษลงทัณฑ์ทั้งชุมชนนี้มีปรัชญาอันเดียวคือ ทำให้มันเข็ด ทั้งนี้ คนในภาคใต้มีความแตกต่างกับคนในภาคอื่นๆ เมื่อญาติพี่น้องถูกฆ่า วันรุ่งขึ้นเขาก็จับปืนยิงเลย

 ยังมีข้อมูลอีกประการที่ได้มาจากตำรวจที่บอกกับผม คือ คนที่ยิงเขาในช่วงแรกเป็นคนจากสายทหาร ซึ่งที่เทรนไว้เกือบ 4,000 คน ยิงแม่นมาก แต่ปัจจุบันเหตุการณ์ไปไกลยิ่งกว่านั้นแล้ว

ขณะนี้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยต้องเป็นจำเลยของสหประชาชาติ เพราะเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนสูงที่สุดในภูมิภาค มีข้อกล่าวหาถึง 20 กว่าข้อ และส่งคนไปอธิบายกับสหประชาชาติไม่รู้เรื่อง จนสหประชาชาติต้องให้ออกจากห้องและให้ทำหนังสืออธิบายไปเป็นลายลักษณ์อักษร โดยให้เวลา 10 วัน

เรื่องตากใบเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ตรรกะของสหประชาชาติชัดเจน คือความรุนแรงอาจจะนำไปสู่สถานการณ์ที่ปาเลสไตน์ สหประชาชาติก็ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นจึงเรียกรัฐไทยไปอธิบาย

กับมาเลเซีย เราไม่เคยอยู่ในสถานการณ์ที่ทะเลาะกับมาเลเซียรุนแรงถึงขั้นโต้แย้งกันคำต่อค 

แบบตอนนี้ และมาเลเซียก็พยายามประนีประนอมมากที่สุด

 และครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่นโยบายของรัฐบาลกดดันจนทำให้มีผู้ลี้ภัยไปมาเลเซีย 131 คน กลายเป็นเรื่องเสียหน้าเหลือเกินของคุณทักษิณ

 ความยุติธรรมในภาคใต้เป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญ เช่น กรณีตากใบ แทบไม่มีการสอบสวนเจ้าหน้าที่ คือ สอบสวนแค่เรื่องผิดวินัยแล้วกลับเลื่อนขั้น ทั้งที่การกระทำในเหตุการณกใบเป็นเรื่องที่บาดใจชาวมุสลิมมาก

 ผมคิดว่ารัฐบาลที่ชั่วร้ายที่สุด คือรัฐบาลเมื่อ 6 ตุลา ที่เอาประชาชนมาฆ่า มาแขวนที่สนามหลวง แต่ก็ไม่มีใครติดคุก เหตุการณ์พฤษภายิงกันเป็นเป็ด 70 กว่าคน ก็ไม่มีใครติดคุก เหตุการณ์ตากใบ กรือเซะ และสะบ้าย้อย ก็ไม่มีคนติดคุก ลักษณะนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย เรากำลังอยู่ในความฝัน เพราะไม่มีความยุติธรรมในกระบวนทางกฎหมายแล้ว ต่อไปจะให้ประชาชนเชื่อในกระบวนการยุติธรรมแบบนี้ได้อย่างไร

14 ตุลา น่าจะเป็นวันที่มาเสนอแนะต่อกันและกันว่าควรจะพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้สวยงาม ให้ดีเด่น ให้ก้าวหน้าและเป็นสากลมากกว่านี้ได้อย่างไร คือควรเป็นการสร้างภูมิภาคนิยม มีดนตรี ศิลปะในรูปแบบที่หลากหลาย แทนที่จะมานั่งประณามในเรื่องฆ่าคนแล้วไม่ติดคุกแบบในวันนี้ รวมทั้งผมกลับต้องมาพูดเรื่องนี้ด้วย ตอนนี้มันเหมือนกับการถอยหลังไปแล้ว 

ขอบอกว่าผิดหวังต่อรัฐบาลนี้โดยเฉพาะตั้งแต่เรื่องตากใบและความไม่เป็นธรรมหลังจากนั้นมา ในสายตาของผม มันทำให้ความดีของรัฐบาลทักษิณที่เคยมีในสายตานั้นหายไปหมดเลย

 

 

แนวทางของการสมานฉันท์ฉบับ ‘สุลักษณ์ ศิวรักษ์’

กป.อพช.อิสาน ร่วมกับ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) องค์กรสิทธิมนุษยชนและคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ จัดเวทีบทบาทภาคประชาชนกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยหลักสันติวิธีและสมานฉันท์เมื่อวันที่ 4-5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยเชิญ ‘สุลักษณ์ ศิวรักษ์’ เป็นผู้บรรยาย ซึ่งมีรายละเอียดคำบรรยาย ดังนี้

แนวทางของการสมานฉันท์นั้น ถ้าใช้วิถีทางของสันติวิธีย่อมแก้ไขความขัดแย้งได้ในทุกๆ ทางอย่างได้ผล  อนึ่งพึงตราไว้ว่าความขัดแย้งในโลกนี้ย่อมแก้ไขได้โดย 3 วิธีการ  คือ

 1. ทำสันติภาพให้เกิดขึ้น  ( Peace Making )

2. ก่อสร้างสันติภาพขึ้น    ( Peace Building )

 3. รักษาสันติภาพเอาไว้   ( Peace  Keeping )

 

1.  ทำสันติภาพให้เกิดขึ้น  หมายความว่า สกัดกั้นไม่ให้ผู้คนโจมตีกันและกัน  แม้เกิดการรบราฆ่าฟันกันขึ้นแล้วก็หาทางให้ยุติเสียได้  ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง

2. ก่อสร้างสันติภาพขึ้น  หมายถึงแผนการระยะยาวที่ก่อสร้างให้เกิดชุมชนและสมาคมที่รักความสงบ  โดยมีหลักการที่จะอยู่ร่วมกัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน หรืออย่างน้อยก็ไม่เข้าไปก้าวก่ายกับอีกฝ่ายหนึ่ง  เช่น

 แม้จะต่างศาสนากัน ต่างเชื้อชาติ ต่างภาษาและวัฒนธรรมกันก็อยู่ร่วมกันได้ โดยยึดความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง และต้องเปิดโอกาสให้ต่างชุมชนได้มีโอกาสในการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรีเสมอกัน

3. รักษาสันติภาพเอาไว้  หมายความว่า ยุติความขัดแย้ง ความรุนแรง บางครั้งก็อย่างฉับพลันจนบางทีกลายเป็นข่าวพาดหัวเอาเลย  ที่จริงกรณีนี้ก็เหมือนกับการดับไฟ  จริงอยู่มันเป็นความจำเป็นที่จะต้องดับไฟแห่งความขัดแย้ง ความรุนแรงเพื่อรักษาสันติภาพเอาไว้  แต่ว่ามันจะดีกว่านี้มากหากเราสามารถป้องกันไม่ให้อัคคีภัยเกิดขึ้น ฉะนั้นการก่อสร้างหรือสร้างสรรค์ให้เกิดสันติภาพจึงจำเป็นยิ่งนัก

ขอขยายความตรงนี้สักเล็กน้อยว่า เมื่อเริ่มรัฐบาลทักษิณครั้งแรกนั้นนายกรัฐมนตรียังรับฟังถ้อยคำของข้าพเจ้าซึ่งเตือนเขาไปว่า การวางท่อแก๊สที่สงขลาไปมาเลเซียนั้นเป็นผลงานของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีความไม่ชอบมาพากลอยู่มากหากรัฐบาลใหม่ยกเลิกโครงการนี้เสียได้ นั่นจะเป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลม หากขืนสนับสนุนโครงการนี้ต่อไปโดยไม่ปรึกษาหารือกับราษฎรอย่างจริงจัง การวางท่อแก๊สที่ว่านี้จะก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงยิ่ง ๆ ขึ้น  โดยที่นี่จะเลวร้ายกว่ากรณีการวางท่อแก๊สจากพม่ามากาญจนบุรีเสียอีก  โดยเราต้องไม่ลืมว่าการรวมตัวกันของชนชั้นกลางทางกาญจนบุรีนั้น จะถือได้ว่าเป็นการสร้างฐานมวลชนที่ขยายออกไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักรก็ว่าได้  น่าเสียดายที่ชนชั้นปกครอง ไม่เข้าใจประเด็นที่ว่านี้  เพราะนี่ดูจะเป็นคำตอบในทางประชาธิปไตยที่อยู่นอกกรอบของรัฐสภาอย่างน่าสนใจยิ่งนัก

 ยิ่งกรณีของพี่น้องชาวมุสลิมทางสงขลาด้วยแล้วจะโยงใยไปยังมุสลิมนอกประเทศที่อาจ เป็นกระบวนการที่จะเป็นหนามยอกอกรัฐบาลไทยอย่างเจ็บแสบเกินกว่าจะสำนึกได้  โดยที่ไม่จำต้องโยงกรณีนี้ไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางปัตตานีและนราธิวาสก็เป็นได้

ที่กล่าวมานี้จำต้องเข้าใจว่า ความขัดแย้งและความรุนแรงนั้นโยงไปถึงโครงสร้างทางสังคมที่ปราศจากความยุติธรรมด้วยเสมอไป  ฉะนั้นการสร้างสรรค์สันติภาพจึงจำเป็นต้องตีเป้าไปที่โครงสร้างทางสังคมอันรุนแรงเสมอไป  โดยต้องใช้วิธีการต่างๆ กำจัดความยากไร้และให้การศึกษานอกรูปแบบที่เป็นอยู่ในระบบ  กล่าวคือต้องสามารถให้การเรียนการสอนชนิดที่ให้ทุกคนมีความภูมิใจในศักดิ์ศรีของเขา  ให้เขาพึ่งตนเองได้ ไม่ใช่ให้เขาสยบยอมอยู่กับอำนาจรัฐ หรือนายจ้าง และที่สำคัญคือการสร้างรากฐานทางประชาธิปไตยที่มวลชนโดยเฉพาะกับคนปลายอ้อปลายแขมให้เขาสามารถรวมตัวกันได้อย่างมีพลังในทางอหิงสาแต่มีสามัคคีธรรมเป็นแกนกลาง  และพื้นฐานในการสร้างสรรค์สันติภาพที่แท้ จำต้องรวมการปฏิรูปที่ดินด้วย เสมอไป จะให้เศรษฐีจำนวนน้อยมีที่ดินมากมายมหาศาล ในขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีที่ทำกินอย่างเพียงพอนั้น นั่นก็คือต้นตอของความขัดแย้งและความรุนแรงทางโครงสร้างอย่างไม่ต้องสงสัย

หลายคนคงทราบแล้วว่าที่ดินในกรุงเทพ ฯ นั้นประมาณ 30 % เป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  และผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สิน ฯ คนปัจจุบันก็มีความเชื่อในเรื่องโลกาภิวัตน์ โดยพร้อมที่จะไล่ที่ ไม่เฉพาะคนยากคนจนหากรวมถึงชนชั้นกลางซึ่งเช่าอาคารพาณิชย์ของสำนักงานทรัพย์สิน ฯ ให้ขนย้ายออกไปเป็นบริเวณกว้างขึ้นทุกที  ทั้งนี้ต้องการจะสร้างอาคารขึ้นใหม่อย่างทันสมัยสูงหลาย ๆ ชั้น เพื่อจะได้เงินมาอย่างมากมาย  แม้ว่านั่นจะเป็นการรับใช้คนรวยจำนวนน้อยจนถึงบรรษัทข้ามชาติบนความยากไร้ของราษฎรตาดำ ๆ จำนวนหมื่นจำนวนแสน เขาก็ไม่ใยไพ  แล้วนี่ไม่เป็นการสร้างความขัดแย้ง ความรุนแรงที่กระทบกระเทือนไปยังสถาบันพระมหากษัตริย์ดอกหรือ

 ใช่แต่เท่านั้น ราชเลขาธิการก็เป็นประธานของบริษัทผาแดง ซึ่งมีธุรกิจการค้ากับบรรษัทข้ามชาติ  รวมถึงการสร้างเสพสมคบกับรัฐบาลเผด็จการทหาร พม่าอีกด้วย  และบุคคลเช่นนี้จะรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทอย่างสะอาดและบริสุทธิ์ได้อย่างไร  นี่เป็นประเด็นที่ฝากไว้ให้พิจารณากัน  โดยเฉพาะในช่วงนี้ออกจะเป็นแฟชั่นที่ใคร ๆ ก็ออกมาประกาศว่า ‘รักในหลวง’  แต่ถ้าเผื่อว่าความรักที่แท้นั้นไม่รวมถึงการกล้าพูดความจริง กล้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างมุ่งที่ทักษะเป็นพื้นฐาน  ความรักดังกล่าวอาจเป็นเครื่องมือให้คนเหล่านั้นโหนตัวขึ้นไปยังองค์พระมหากษัตริย์ หรือดึงเอาสถาบันกษัตริย์มาให้โสมมแปดเปื้อนเหมือนพวกเขาก็ได้  ทั้งนี้ข้าพเจ้าจะไม่เอ่ยชื่อถึงบุคคลใด ไม่ว่า สนธิ  ลิ้มทองกุล  หรือคนอื่นใดก็ตาม

ท่านนัทฮันท์ ซึ่งเป็นพระเวียดนามและเป็นผู้ที่คิดคำขึ้นใหม่ในเรื่อง พุทธศาสนากับสังคม ( Engaged Buddhism) ท่านกล่าวว่า  “การที่จะป้องกันไม่ให้เกิดสงครามหรือไม่เกิดความรุนแรงในอนาคต  เราต้องเริ่มแต่เดี๋ยวนี้  เมื่อเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงขึ้นแล้วการจะแก้ไข เยียวยาอย่างใดก็อาจจะล่าช้าไปเสียแล้ว  ถ้าเราและลูก ๆ ของเราเริ่มปฏิบัติอหิงสธรรมในชีวิตประจำวันก็เท่ากับเราเริ่มปลูกพืชพรรณทางสันติและทางสมานฉันท์ในจิตใจของเรา  นั่นจะช่วยให้เราสามารถสถาปนาสันติที่แท้ขึ้นมาได้  และโดยวิธีนี้นี่แหละ ที่เราสามารถจะป้องกันความขัดแย้งรุนแรง  แม้กระทั่งการสงครามในอนาคตขึ้นได้“

 ทะไล ลามะ แห่งธิเบต ก็รับสั่งว่า “สันติภาพในโลกจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง  ก็เมื่อเราแต่ละคนสร้างสันติภาวะขึ้นได้ภายในใจของเราเองก่อน  แม้นี่จะเป็นเรื่องที่ยากเย็นประการใดก็ตาม แต่ก็เป็นหนทางเดียวที่สันติภาวะจะเกิดขึ้นได้ในโลก“

ถ้าเราไม่เห็นด้วยกับพระองค์ท่าน ก็ขอให้ดูได้จากประวัติศาสตร์โลก  ว่า การปฏิวัติใหญ่ไม่ว่าจะที่รัสเซีย  จีน  เวียดนาม  หรือกัมพูชา ที่เป็นไปด้วยความรุนแรงนั้น ได้ผลในทางสร้างสันติภาพอย่างแท้จริงหรือไม่

 ถ้าทักษิณ  ชินวัตร เข้าใจในข้อความที่กล่าวมานี้ เขาคงไม่หลับตาดำเนินนโยบายที่ใช้แต่ความรุนแรง  อย่างโกหก มดเท็จ  และการใช้เงินหว่านซื้อทุกอย่างเพื่อสะกดสื่อสารมวลชนไว้ในอำนาจและพร้อมที่จะขายบ้านขายเมือง รวมทั้งประชาราษฎร เพื่อเพิ่มทรัพย์ของเขาและพวกของเขาอย่างหาขอบเขตไม่ได้เอาเลย  คนอย่างนี้นี่แลที่เป็นต้นตออย่างสำคัญอันหนึ่งในการสร้างความขัดแย้งและความรุนแรง  ไม่แต่ทางจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้นหากแทบทุกแห่งหน ไม่เพียงแต่ภายในราชอาณาจักร  การที่เขาเดินตามก้นจีนและสหรัฐอย่างเซื่อง ๆ นั้น นับว่าน่าสมเพชเวทนายิ่งนัก  อย่างการที่เขาออกมาปฏิเสธว่าไม่มีคุกของสหรัฐอยู่ในประเทศไทยนั้นก็เป็นมุสาวาทคำโต ๆ อย่างไม่มีความละอายใจเอาเลย  ที่หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์อ้างข้อมูลคุกลับในไทยนั้น สื่อมวลชนไทยเพิ่งเอามาขยายความต่อ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้เอง  หากข้าพเจ้ารู้ข้อมูลดังกล่าวก่อนหน้านั้นเป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์มาแล้วด้วยซ้ำ

การสร้างสรรค์วัฒนธรรมแห่งสันติ เราต้องเริ่มด้วยการสร้างสรรค์สังคมให้ยุติธรรม  และให้สิทธิในทางเท่าเทียมกันแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า  การเอาคำว่า สันติภาพ ไปใช้เป็นเครื่งมือเพื่อปราบปรามผู้คนโดยอ้างว่าเพื่อความมั่นคงในชาติ นั่นคือวิธีการอันเลวร้าย  ดังจะเห็นได้ว่านโยบายของรัฐบาลทักษิณ ที่ภาคใต้ก็ดี และที่อื่น ๆ ก็ดี  รวมทั้งการขจัดยาบ้า  ยาม้า ล้วนเป็นเรื่องที่ปราศจากสันติในทุก ๆ ทาง แล้วสันติภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร  วิธีการเช่นนี้ไม่ได้มีแต่รัฐบาลทักษิณ  มีขึ้นกับรัฐบาลบุช และ รัฐบาลแบลร์  ผลก็คือทั้งสองประเทศนี้มีการขยายตัวยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที ดังที่ทางเมืองไทย ความรุนแรงก็จะขยายตัวไปยิ่ง ๆ ขึ้น  นอกเหนือไปจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง

การสร้างสันติภาพย่อมเป็นกระบวนการที่จะก่อให้เกิดข้อตกลงระหว่างสองฝ่ายที่ขัดแย้งกัน  ประเด็นสำคัญก็คือ การใช้วิธีสังสรรค์สนทนาซึ่งกันและกัน และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ  การเปิดใจกว้างรับฟังอีกฝ่ายหนึ่ง  กล่าวกันว่าเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งเป็นบุคลาธิษฐานแห่งพระกรุณาคุณของพระพุทธเจ้านั้น  ท่านรับฟังคนทุกข์ยาก ทุกหนแห่งรวมทั้งสัตว์นรกด้วย เราควรเอาอย่างพระองค์ท่าน  เพราะในโลกปัจจุบันสิ่งที่เรียกว่าการสนทนาวิสาสะนั้นมักจะเป็นการพูดของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่รับฟังอีกฝ่ายหนึ่งอย่างจริงจังเลย  แล้วจะเป็นผลสำเร็จได้อย่างไรในเรื่องความขัดแย้ง

 จำเพาะการตั้งใจรับฟังอย่างแท้จริงเท่านั้นที่การสนทนาวิสาสะจึงจะเป็นไปอย่างได้ผล  และเราจะรับฟังอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างใจกว้าง  รวมทั้งรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์และคำด่าทอของอีกฝ่ายอย่างไม่หวั่นไหว ก็ต่อเมื่อเราสามารถก่อให้เกิดเมล็ดพืชพรรณภายในใจเราให้ได้ก่อน  โดยที่เราไม่ด่วนตัดสินลงไปง่าย ๆว่าอะไรผิดอะไรถูก  อะไรดีอะไรชั่ว ต่อเมื่อการสนทนาวิสาสะเป็นไปอย่างไว้ใจซึ่งกันและกัน อย่างตัดอคติออกเสียได้ อย่างยอมรับความผิดพลาดจากอดีต และแก้ไขข้อบกพร่องนั้น ๆ อย่างเต็มใจ  พร้อมกับมีอารมณ์ขันอย่างหัวเราะเยาะตัวเองได้ด้วย  นี่น่าจะเป็นหนทางแห่งการสมานฉันท์อันประเสริฐ

การสมานฉันท์เป็นกุญแจอันสำคัญในการสร้างสรรค์สันติภาพ และผู้ที่สามารถสร้างสรรค์สันติภาพได้ ย่อมสามารถก่อให้เกิดขึ้นได้ซึ่งวัฒนธรรมแห่งความสัตย์  แห่งการให้อภัย และความร่วมมือซึ่งกันและกันนั้นแล

 การสมานฉันท์จึงเป็นไปในทางที่สร้างสันติขึ้นจากความขัดแย้งและความรุนแรง

 วัฒนธรรมแห่งการสมานฉันท์คือความหวังที่ดีที่สุด  ที่จะช่วยเยียวยาความอยุติธรรมในอดีตให้จางหายไป  เพื่อก่อให้เกิดความแปรเปลี่ยนทั้งในทางปัจเจคบุคคลและสังคมให้งอกงาม  กล่าวคือทั้งสองฝ่ายย่อมพร้อมที่จะให้อภัยซึ่งกันและกัน  ยอมรับอดีตพร้อมกับการพร้อมที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสำหรับอนาคต

 ทางสามจังหวัดภาคใต้นั้นคนไทยสยามที่เป็นชนชั้นปกครอง ยอมรับไหมว่าเราเคยไปแย่งดินแดนเขามา  เรากดขี่ข่มเหงเขาด้วยประการต่าง ๆ  เราแลไม่เห็นศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนมลายู และภาษา  ศาสนา  และวัฒนธรรมของเขา  ถ้าแก้ประเด็นที่กล่าวมานี้ไม่ได้  ย่อมไม่มีทางที่จะก่อให้เกิดการสมานฉันท์ขึ้นได้  แต่ถ้ามองจากอดีตก็จะเห็นได้ชัดว่าการสมานฉันท์ทาง 3 - 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้เคยเกิดขึ้นแล้วในสมัยที่ไทยสยามเป็นประชาธิปไตยที่เนื้อหาสาระ ในสมัยของนายปรีดี  พนมยงค์  ถึงกับมีการวางแผนให้แต่ละภูมิภาคมีสิทธิในการปกครองตนเอง อย่างลดความก้าวก่ายจากอธิปไตยส่วนกลางลงไป  ดังอาจใช้คำภาษาอังกฤษได้ว่า  ให้เป็น

 AUTONOMY  ไม่แต่เฉพาะทาง 3 - 4 จังหวัดภาคใต้เท่านั้น หากรวมถึงทางภาคอีสานด้วย  ครั้นเมื่อเกิดรัฐประหาร เมื่อปี 2490  ขึ้น รัฐไทยได้กลายเป็นเผด็จการยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที โดยยอมตามก้นสหรัฐอเมริกาอย่างปราศจากศักดิ์ศรีเอาเลย ถ้าแก้ประเด็นนี้ไม่ตก ก็แก้ปัญหาความขัดแย้งรุนแรงตามวิถีทางสมานฉันท์ไม่ได้

การสร้างสันติภาวะนั้น เป็นงานที่ไม่รู้จักจบ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะทอดหุ่ยเสีย  มีใครคนหนึ่งอธิบายว่า การสร้างสันติภาวะนั้นก็เหมือนกับคนที่แลเห็นว่าน้ำแห้งบ่อ เราจะหาน้ำที่ไหนอีกไม่ได้  นอกจากต้องไต่ขึ้นภูเขาไปช้อนเอาหิมะลงมาเทลงบ่อครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้บ่อมีน้ำ  นี้ฉันใด  การสร้างสันติภาวะก็ต้องใช้ขันติธรรมฉันนั้น

การรักษาสันติภาพนั้นมีปัญหายิ่งกว่านี้ บางครั้งมีการรักษาสันติด้วยความปรารถนาดีโดยเฉพาะแม่ทัพนายกอง ซึ่งพร้อมจะรักษาสันติภาพด้วยความรุนแรง  แม้จะได้ผลบ้างในระยะสั้นแต่ในระยะยาวแล้วไร้ผล

อย่างจริงจัง  การแก้ไขความขัดแย้งรุนแรงในระยะยาวต้องแก้ไขที่เหตุแห่งความรุนแรง  และการแก้ไขก็ต้องไม่ทำให้เกิดความรุนแรงใด ๆ ทั้งสิ้น  ยกตัวอย่างเช่น เมื่อหลังสงครามที่อ่าวเปอร์เชียนั้นสหรัฐต้องการลงโทษอิรัค เพราะถือว่าผู้นำประเทศนั้นเป็นคนโหดเหี้ยมและรุนแรงด้วยการกล่าวหาอย่างปราศจากข้อเท็จจริงว่าประเทศนั้นมีอาวุธนิวเคลียร์ที่จะทำลายล้างโลกได้  จึงเสนอ สหประชาชาติให้ทุกประเทศร่วมกัน ไม่ส่งยาและอาหารที่จำเป็นไปให้อิรัค  ผลก็คือประชาชน โดยเฉพาะคนยากจน  คนแก่และเด็ก ๆ ต้องตายไปเป็นจำนวนมาก ยิ่งกว่าโดนระเบิดในสงครามเสียอีก

การแก้ปัญหาความขัดแย้งใด ๆ ในทางฝ่ายพระพุทธศาสนานั้นท่านแนะนำให้ใช้ความเมตตากรุณาเป็นหลัก  พวกเควกเกอร์แม้ไม่ใช่พุทธศาสนิก แต่ก็ใช้หลักอหิงสธรรมในการแก้ไขข้อขัดแย้งและความรุนแรงเสมออย่างไม่เข้าข้างรัฐบาลของตัวเองเลยถ้าเห็นรัฐบาลเป็นฝ่ายผิด  เช่นพวกเควกเกอร์ นำยาจากสหรัฐไปส่งให้เวียดนามเหนือ  ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐเห็นว่าเป็นการเข้าข้างฝ่ายศัตรู  ยังเมื่อก่อนที่สหรัฐจะไปทิ้งระเบิดในอิรัค เมื่อเร็ว ๆ นี้  ไม่แต่พวกเควกเกอร์เท่านั้นหากรวมถึงพุทธศาสนิกเพื่อสันติภาพชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยก็เข้าไปอยู่ในอิรัคเพื่อพร้อมจะรับกรรมร่วมกับชาวอิรัค เมื่อสหรัฐจะทิ้งระเบิดลงไปในอิรัค 

 ที่ว่ามานี้เป็นเพียงบางตัวอย่างที่พวกเราควรจะรับรู้กันในหมู่ประชาชนคนไทย  ยังกรณีที่นางอองซานซูจี ถูกทรมานทรกรรมต่าง ๆ ในพม่า เธอก็ต่อสู้ด้วยอหิงสธรรมและสมาธิภาวนาอย่างน่าสนใจยิ่ง  เป็นที่น่าเสียใจที่รัฐบาลพม่าไม่พร้อมที่จะเจรจาหาทางสมานฉันท์กับเธอ เอาเลย  และถ้ารัฐบาลไทยไม่เลวร้ายเช่นรัฐบาลทักษิณ  ใครก็อาจช่วยให้เกิดสมานฉันท์ขึ้นได้ในพม่า  ถ้ารัฐบาลประชาธิปัตย์อยู่ในอำนาจต่อมาอีกเพียงหนึ่งสมัย รัฐบาลไทยก็อาจใช้อหิงสธรรมและประชาธิปไตยนำบางประเทศในอาเซียนและสหภาพยุโรปให้เกิดการสมานฉันท์ขึ้นได้  หรือแม้แต่อาจทำให้รัฐบาลทหารพม่าปลาสนาการไปเลยก็ได้  อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นจุดเด่นจุดเดียวของพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้

 แม้การสร้างวัฒนธรรมแห่งสันติภาพจะสำคัญเพียงใด  แต่การป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงทางโครงสร้างนั้นดีกว่า  แต่อย่างไรก็ตามเราจำต้องเผชิญกับความขัดแย้งและรุนแรงด้วยความคิดสร้างสรรค์อย่างสันติวิธีเสมอไป  สังคมและประเทศชาติหมดทรัพยากรไปมากกับอาวุธยุทโธปกรณ์และความรุนแรง  ถ้าเราใช้ทรัพยากรไปในทางสันติภาพและอหิงสวิธี  ผลได้จะเป็นไปในทางสร้างสรรค์อย่างเหลือคณานับ  และนี้แลจะเป็นวุฒิภาวะที่สำคัญสำหรับสังคมไทยสยาม

 

เปิดแฟ้มงานวิจัยล่าสุด TDRI : ‘สู่สังคมสมานฉันท์’

การประชุมของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ (TDRI) ประจำปี 2548 ที่จบลงไปเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มุ่งประเด็นไปสู่การสร้าง ‘สังคมสมานฉันท์’ ซึ่งแตกต่างจากปีก่อนๆ ที่เน้นไปทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งนี้อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภาคใต้ เพราะกรณีดังกล่าวได้กระตุ้นให้สังคมฉุกคิดถึงปัญหาที่มาจากความแตกต่างหลากหลายมากขึ้น

การวิจัยที่เสนอในที่ประชุมทำให้เห็นว่า แท้จริงแล้วความขัดแย้งในสังคมไทยไม่ได้เป็นเรื่องจำกัดเฉพาะใน 3 จังหวัดภาคใต้เพียงพื้นที่เดียว แต่มีอยู่ในทุกระดับ หรือในทุกพื้นที่ และหากขาดการจัดการที่ดี หรือจัดการด้วยความไม่เข้าใจ ความขัดแย้งในทุกระดับทุกพื้นที่นั้น ก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรงเหมือนใน 3 จังหวัดภาคใต้ได้เช่นกัน

การประชุมในปีนี้ได้แบ่งการรายงานผลการวิจัยเพื่อนำไปสู่ ‘สังคมสมานฉันท์’ ไว้ 5 ประเด็นคือ ความสมานฉันท์บนความแตกต่างทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ ความสมานฉันท์ภายใต้ความเหลื่อมล้ำในสังคม การดูแลปัญหาความขัดแย้งในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การประสานความขัดแย้งในด้านแรงงานไทย และระบบค่านิยมของคนไทยกับการสร้างสังคมสมานฉันท์

ทั้งนี้ ในแต่ละประเด็นมีการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ และมีประโยชน์ในการสร้างองค์ความรู้แก่สังคมอย่างยิ่ง ‘ประชาไท’ จึงจะนำข้อมูลจากการรายงานการวิจัยของ TDRI ในปีนี้มาเสนอเป็นระยะๆ เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และสมานฉันท์ ก่อนที่ปัญหาต่างๆ จะบานปลายและนำไปสู่ความขัดแย้งและรุนแรงในพื้นที่อื่นๆ มากกว่าที่เป็นอยู่

 ส่วนในเบื้องต้นนี้ ‘ประชาไท’ จะขอนำการอภิปรายสรุปการประชุม มานำเสนอเป็นอันดับแรก เพื่อให้เห็นภาพรวมของการวิจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้

 รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์   คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จากการประชุมครั้งนี้ พอจะเห็นปัญหา 3 ประการ ประการแรกคืออะไรบางอย่างกำลังหายไป ประการที่สองจะทำให้สิ่งที่หายไปนี้กลับมาได้อย่างไร และประการสุดท้ายคือทำไมการสมานฉันท์จึงทำได้ยาก

 สิ่งที่หายไปก็คือ ประวัติศาสตร์หายไป วัฒนธรรมของผู้คนหายไป สิทธิของเขาหายไป สิ่งที่หายไปนี้พูดโดยรวมก็คือ เขารู้สึกว่า เสียงของเขาหายไป

 ปัญหาที่สองก็คือจะทำให้เสียงกลับคืนมาได้อย่างไร อย่างในรัฐสภาจะเห็นว่า ใช้ภาษาพูดกันภาษาเดียว ทั้งๆ ภาษาที่คนในสังคมพูดมีหลายภาษา เหตุผลที่ภาษาอื่นหายไป เป็นมุมมองที่สำคัญ เพราะภาษาอื่นถูกมองว่าไม่มีความสำคัญหรือขาดอำนาจที่จะพูด การไม่มีเสียงเป็นสิ่งสำคัญ เวลาเราพูดถึงประชาพิจารณ์นั้นมันเป็นเทคนิคหนึ่ง แต่ประชาพิจารณ์นั้นขาดความเข้าใจ และคนที่อยู่ในพื้นที่ยังรู้สึกว่าเสียงของเขาหายไป และจะทำอย่างไรให้คืนมา

พูดอย่างง่ายที่สุดคือ ต้องมองเห็นคนเป็นคน ต้องเห็นว่าคนทั้งหลายที่มาประกอบกันเป็นชาติหรือประเทศไม่ว่าจะเป็นรากหญ้าหรือต้นไม้ใหญ่ก็มีความสำคัญทั้งหมด

 ประการสุดท้ายคือ ทำไมสมานฉันท์จึงทำได้ยาก ยิ่งในปัจจุบันยิ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากขึ้น เพราะสมานฉันท์ถูกบดบังด้วยความรุนแรง เวลาเราพูดถึงรัฐมันมีสองหน้า มีทั้งหน้าตำรวจและหน้าทหาร ยิ่งในสภาพที่มีความรุนแรง เส้นแบ่งระหว่างคนดี คนไม่ดี เส้นแบ่งระหว่างคนไทยหรือไม่ใช่คนไทย เส้นแบ่งระหว่างการมีหรือไม่มีศีลธรรมที่ชัดเจน บางทีมันอาจจะมีอำนาจที่ทำให้มองเห็นเป็นศัตรูกันมากขึ้น จนมองไม่เห็นคนอื่นๆ ในครอบครัวเดียวกัน

 ดังนั้นการสมานฉันท์จึงจำเป็น เพราะความรุนแรงทำให้เกิดผลทำให้เราไม่เห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เราไม่เห็นผลที่เกิดขึ้นกับเหยื่อ และที่สำคัญคือความรุนแรงทำลายทางเลือกอื่นซึ่งสมานฉันท์พยายามทำให้เกิด

ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ วิทยาลัยการจัดการทางสังคม

 ในมุมทรัพยากร การที่จะไปสู่สังคมสมานฉันท์ได้ เราต้องเปลี่ยนมุมมองด้านทรัพยากร ถ้ายังมองทรัพยากรในแนวปัจจุบัน เชื่อว่าถึงมีทรัพยากรเท่าไหร่ก็ไม่พอ ต้องมองว่าตอนนี้เป็นปัญหาด้านองค์ความรู้ ต้องมองทรัพยากรเป็นความหลากหลายทางชีวภาพและความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรม เพราะถ้ามองลักษณะนี้ การใช้ทรัพยากรจะมีความระมัดระวังมากขึ้น

ประเด็นต่อมาคือเรื่องของความจริงเกี่ยวกับทรัพยากร กับนโยบายการพัฒนาไม่อยู่บนพื้นฐานของความจริง

ยกตัวอย่างปัญหาน้ำในภาคตะวันออก ขณะนี้สรุปได้ตรงกันว่า น้ำที่มีอยู่ในตอนนี้ก็ไม่เพียงพอต่ออุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้ว ควรต้องลดกำลังผลิตลงด้วย แต่กลับยังเชิญชวนให้มีการลงทุนเพิ่ม หมายความว่ารัฐบาลไม่บอกความจริงกับประชาชนหรือนักลงทุน

 รัฐคาดหวังกับการลงทุนและความเจริญเติบโตสูงมาก แต่ถ้าเราไม่มองความจริง สิ่งที่เราลงทุนในวันนี้อาจจะยุติในวันพรุ่งนี้ ไม่มีใครปฏิเสธอุตสาหกรรม ไม่มีใครปฏิเสธทุน แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความพอดี

 นอกจากนี้ต้องสนใจการเมืองท้องถิ่น กรณีที่พี่น้องชาวสุพรรณ ชาวเชียงใหม่ ที่ยาตราลงมากรุงเทพฯ ชัดเจนว่าบางกรณีมีกลไกที่ทำให้ชาวบ้านได้รวมตัวกัน เป็นกลุ่มเล็กๆ หรือเป็นองค์กรเล็ก กลไกเล็กๆ นี้ถ้ากระจายอยู่ทั่วไปก็น่าจะมีประโยชน์ ดังนั้นความสมานฉันท์ที่เรามีอยู่เดิมนี้ ถ้าเราสร้างได้ มันก็จะขยับขยายไปตามกลไกและหน้าที่

 แต่สิ่งที่กังวลหรือกรณีที่กังวลตอนนี้คือ ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชนที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการร่วม ตรงนี้องค์กรภาคประชาชนสู้มา 15 ปี เพื่อเรียกร้องการดูแลรักษาป่าของประชาชน แต่ร่างดังกล่าวกลับเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญ ในส่วนการตั้งพื้นที่อนุรักษ์พิเศษที่ปิดกั้นสิทธิชุมชนซึ่งเป็นผู้รักษาป่ามานมนานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษของเขา

 มูลเหตุดังกล่าวมาจากการมีกลุ่มที่คอยจินตนาการว่า ชาวบ้านทำลายป่าตลอดเวลา หากมีกระบวนการอย่างนี้ต่อไปจะมีเหตุการณ์ไม่ต่างกับที่เกิดในภาคใต้ คือชาวบ้านไม่รู้ แต่ถูกกระทำ กฎหมายนี้น่าจะเป็นกฎหมายฉบับแรกในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมาย และได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการบริหารจัดการทรัพยากร

 สุดท้าย การที่จะสร้างสมานฉันท์ได้ต้องสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน เช่น กรณีของปลากระชังที่จังหวัดปราจีนบุรี ชาวบ้านเคยมีเรื่องขัดแย้งกันด้วยการปล่อยน้ำทำให้ปลากระชังตายเพราะรับน้ำสกปรก แต่ถ้าไม่ปล่อย เกษตรกรอื่นๆ ก็ทำการเกษตรไม่ได้ เพราะอยู่ปลายน้ำไม่มีน้ำ จนมีการร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยราชการก็เดือดร้อนไปด้วย เพราะถูกพาดพิงตามหน้าหนังสือพิมพ์ นอกจากนี้โรงงานอุตสาหกรรมได้ผสมโรงปล่อยน้ำเสียลงมาอีก หลายๆ ฝ่ายจึงเดือดร้อนทั่วกันกันหมด

ชาวบ้านจึงมานั่งคุยกันเพื่อหาสาเหตุ จนทำให้ 3 ปีที่ผ่านมานี้ ไม่พบปัญหาน้ำเสียเหมือนก่อนหน้านี้ ชาวบ้านพบว่า น้ำเสียนั้นจะอยู่ส่วนก้นและมีน้ำเสียจากโรงงานคอยสมทบ น้ำจึงมีมลภาวะ หลังการพูดคุยเห็นปัญหาร่วมกัน จึงทำไม้กั้นส่วนตะกอนที่สกปรกไว้ และจัดตั้งชาวบ้านร่วมกันเฝ้าระวังตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมไม่ให้ปล่อยน้ำเสียผสมโรงลงมาได้อีก

เรื่องเหล่านี้ก็สมานฉันท์กันได้โดยไม่ทะเลาะกัน และเจ้าหน้าที่ก็ไม่ลำบากในการแก้ปัญหา เรื่องเล็กๆแบบนี้สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ถ้ามีความพยายาม มีความตั้งใจ และทุกฝ่ายร่วมกันทำ

นายไสว พราหมณี ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงานและสวัสดิการสังคม สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

ต่อไปข้างหน้าความขัดแย้งจะมีมากขึ้น ทุกคนแก่งแย่งที่ดินทำกิน แย่งน้ำกัน และจะเกิดความรุนแรงตามมา ดังนั้นต้องทำให้สมานฉันท์เป็นวาระแห่งชาติ ต้องเอาเรื่องชุมชนมาพูดกัน เช่น คนที่รับผิดชอบของ TDRI กรณีกลไกของรัฐ กลไกของสังคม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง เพราะการแก้ปัญหาตรงนี้รัฐต้องเข้าใจและรู้ปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอย่างที่เกิดขึ้นแล้วใน 3