มองในด้านดีว่าถ้าคนไทยผ่านภาวะอลหม่านทางความคิดช่วงนี้ไปได้ ก็อาจเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า "สมานฉันท์" และ "ประชาธิปไตย" ยิ่งกว่าที่พูดกันอยู่
นั่นหมายถึงถ้าคนไทยยอมที่จะเรียนรู้ผ่านภาคปฏิบัติว่า ในโลกประชาธิปไตยนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกคนจะคิด พูด ทำ เหมือนกัน ด้วยเหตุผลว่าเพื่อความสงบเรียบร้อยของชาติ
ลักษณะเช่นนี้ ซึ่งปรากฏชัดตามเว็บบอร์ดสาธารณะและบล็อกต่างๆ กำลังพัฒนาเป็นวัฒนธรรมแห่งความเกลียดชังในสังคมไทยอย่างช้าๆ โดยคนจำนวนมากไม่ทันรู้ตัวหรือไม่?
................
หมายเหตุ: ผู้เขียนปรับปรุงแก้ไขจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 6 ก.ค. 50
ในการอธิบายเรื่องกระบวนการใน 14 ตุลา มีชุดความคิดหรือวาทกรรมอยู่หลายชุดด้วยกัน ชุดหนึ่งคือ วาทกรรมเรื่องชาตินิยม ซึ่งก็แยกได้อีกเป็น 2 ชุด ที่ไม่เหมือนกัน
แนวคิดต่อมาที่เริ่มพูดกันมากในช่วงนั้น คือ แนวคิดแบบราชานิยม จะเป็นการกล่าวโทษการทำงานที่ไม่เสร็จสิ้นของคณะราษฎร์ ว่าทำให้เกิดเผด็จการทหาร
เมื่อมาถึงปัจจุบัน จากชุดความคิดต่างๆ ใน 14 ตุลา ที่กล่าวมา เราคิดว่าเราเหลืออะไรบ้าง คือเราเหลือเสรีภาพอยู่เล็กๆ น้อย ๆ ที่จะแสวงความเป็นธรรม และตั้งคำถามกับทุนนิยม เพราะปัจจุบันเราเองก็ถูกครอบงำด้วยระบบที่เป็นทุนนิยมอย่างเต็มที่
การต่อสู้ของพี่น้องชาวมุสลิม ได้ท้าทายทุกๆ ปริมณฑลของทุนนิยม เพราะปฏิเสธ Globalization ที่มาจากระบบทุนนิยม แต่ที่รับไม่ได้ในแง่ของการต่อสู้มีเพียงอย่างเดียว คือ การใช้ความรุนแรงหรือการก่อการร้าย ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องพูดในปัจจุบัน
นอกจากนี้ที่ภาคใต้ยังมีคำที่น่าสนใจว่า สร้างเชื้อชาติ ศาสนา และมาตุภูมิ ซึ่ง เชื้อชาติ คือ มลายู ศาสนา คืออิสลาม มาตุภูมิ คือ ปัตตานีดารุสซาลาม เป็นวาทกรรมที่สำคัญมาก และไม่เข้ากับที่รัฐอธิบายเรื่อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ส่วนชุดความคิดเรื่องการประนีประนอมที่มีอย่าง สมานฉันท์ ต้องทำ 2 เรื่อง แต่ยังทำไม่ได้ คือเรื่องความยุติธรรม และเรื่องความจริง
เรื่องความยุติธรรมมีความจำเป็นมาก เนื่องจากยังสร้างความเป็นธรรมให้พื้นที่ไม่ได้เลยซักกรณีเดียว และอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ
จรัล ดิษฐาอภิชัย : คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ความยุติธรรมก็เป็นเรื่องสำคัญ ตัวอย่างที่ตันหยงลิมอ เมื่อนาวิกฯ 2 คนตาย ชาวบ้านที่ตายไปก่อนหน้านั้นก็ไม่พูดถึงอีก นี่เป็นแค่ความยุติธรรมเรื่องข่าว ยังไม่รวมเรื่องอื่น ถ้าใช้ภาษาเรียกว่า สามานย์ ข่าวที่เกี่ยวกับการยิงในภาคใต้ตอนนี้ไม่ว่ากรณีใด ก็วิเคราะห์ว่าเป็นการยิงกันเองมาเรื่อยๆ จนทำให้ตอนนี้หาความจริงไม่ได้แล้ว
พิภพ ธงไชย : ที่ปรึกษา ครป.
แม้ว่าคนของรัฐบางส่วนจะเข้าใจก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นเอกภาพ และนอกจากนี้ยังกลับมีการปิดกั้นสื่อเพื่อปิดบังความจริงเหมือนเหตุการณ์ 14 ตุลา ยิ่งแสดงว่าภาครัฐไม่ใช้บทเรียนจาก 14 ตุลาเลย
ในเรื่องอิสลามต้องแยกผู้ก่อการร้ายออกจากชาวมุสลิมให้ชัดเจน แต่รัฐแยกไม่ได้ จึงทำให้สาธารณะแยกไม่ได้ ตอนนี้ทำให้ชาวพุทธแยกไม่ได้ด้วย จนเกิดแนวคิด พุทธนิยมหรือชาตินิยม และตกอยู่ในกรอบแนวคิดของรัฐ หากปล่อยต่อไปต่อไปอาจทำให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกับ 6 ตุลา โดยที่ไม่ใช่เกิดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เหมือนในอดีต แต่อาจเป็นที่หมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งในภาคใต้
เมื่อมีการปิดกันการเรียนรู้ดังกล่าวแล้ว ศักยภาพในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยก็ลดลง สันติวิธี เองก็ถูกตั้งคำถามและมีการถกเถียงกัน เป็นผลมาจากการที่สังคมไทยไม่เข้าใจ สุดท้ายก็ถูกรัฐทำให้เข้าใจไปว่า สันติวิธี เป็นลัทธิยอมจำนน ศักยภาพที่ด้อยลงดังกล่าวทำให้ความคิดเรื่อง ความดี ความจริง ความงาม ก็ด้อยลงไปด้วย
วรวิทย์ บารู: นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
คน 14 ตุลาในรัฐบาลหลายคนที่รู้จักก็มีส่วนต่อการประท้วงใหญ่ 45 วันที่ปัตตานี เมื่อปลาย พ.ศ.2518 ซึ่งน่าจะมีความเข้าใจ แต่ตอนนี้กลับมีปัญหาเรื่องความเข้าใจ และนายกฯก็ควรเข้าใจ เรื่องโครงสร้างของสังคมหรือประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อน
ใน 3 จังหวัดภาคใต้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนมุสลิมมาปกครอง แต่จะต้องยึดเอาความดีเป็นหลัก เพราะในอัลกุรอานก็ระบุให้มุ่งในเรื่องความดี แต่เมื่อรัฐใช้วิธีการที่ไม่ดีเหมือนที่หลายคนบอกว่าล่าสังหารหรืออะไรต่างๆ ก็ไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาให้สำเร็จได้ ในมุมกลับกันในทรรศนะอิสลามคือความชั่วร้าย
มาพูดกันเรื่องรักใคร่วีรชน เรื่องประชาธิปไตยตลอด ทั้งๆ ที่สังคมมันไปไหนแล้ว มันไม่สนใจประชาธิปไตยแล้ว นี่คือความจริง และคนที่บิดเบือนประชาธิปไตยก็คือคน 14 ตุลา ที่ไปนั่งอยู่ในรัฐบาลทั้งนั้น
หลังจากที่รายงานให้รัฐบาลทราบเรื่องตากใบและเรื่องภาคใต้ทั้งหมด คุณสมัครออกมาด่าผมว่าไม่ใช่คนไทย ไม่ใช่ลูกคุณชาติชายเสียอีก โกหกกันซึ่งๆ หน้า ถ้าใส่ร้ายป้ายสีกันขนาดนี้ แล้วยังอนุญาตให้เกิดขึ้น อสมท.จะอยู่ได้อย่างไร
ทว่าเมื่อต้องจัดการกับเรื่องที่ดินในภูเก็ต ทุกอย่างก็ล้มละลาย เพราะเกี่ยวข้องกับคนในพรรคซึ่งเป็นเศรษฐี ดังนั้นสิ่งที่คุณชวนพยายามทำก็พังพินาศไปหมด ผมก็อภิปรายเรื่องนี้ในสภาอย่างเต็มที่ แต่จากการวิพากษ์วิจารณ์คุณชวน ก็มีส่วนที่สนับให้คุณทักษิณขึ้นมาเป็นนายกฯ และหลายคนก็สนับสนุน รวมทั้งผมด้วย เพราะคุณทักษิณแสดงตัวเอง ที่กล้าแก้ไขหรือตัดสินใจ
พื้นฐานคือเราไม่มีความเท่าเทียมกันในด้านสังคม การศึกษา นอกจากนี้การพัฒนาของลัทธิทุนนิยมสากล หรือโลกาภิวัตน์ก็ทำให้ศีลธรรม และวัฒนธรรมเสื่อมลง
การยกเลิกสิทธิความเป็นคนไทยในภาคเหนือ 1,000 กว่าคน ก็เป็นสัญญาณแรกที่บอกว่ารัฐบาลนี้และคุณทักษิณไม่ปกติ รัฐที่คลั่งชาติโดยไม่แยแสเชื้อชาติ หรือไม่แยแสทางสังคม ผมคิดว่ามันหลุดออกมาเต็มรูปแบบในรัฐบาลนี้ โดยกล่าวหาคนอื่นทั่วไปหมดว่าไม่ใช่คนไทย แต่ถามหน่อยว่าใครไปไหว้ทวดที่เมืองจีน ผมอยากจะรู้?
14 ตุลา ต้องเริ่มทำกันใหม่ ในโฉมหน้าศักดินาไทย ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ต้องเพิ่มเติมบทปักษ์ใต้ ลาว ชนกลุ่มเหนือ หรือต่างๆ ว่ามีส่วนในการเสริมสร้างรัฐไทยอย่างไร และกลุ่มเหล่านั้นเติบโตขึ้นได้อย่างไร
14 ตุลา ไม่มีการปฏิวัติอย่างต่อเนื่อง คือไม่ปฏิวัติทางด้านความคิด ทางด้านวัฒนธรรม เด็กส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าประชาธิปไตยคืออะไร เราก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องไปแก้ปัญหานั้นมาก สิ่งที่ตามมาคือ 3 จังหวัดภาคใต้กลายเป็นเหมือนไม่มีตัวมีตน เพราะไม่เคยอนุญาตให้ชาวมุสลิมแสดงวันสำคัญที่สุดของเขา ซึ่งก็คือ วันของดารุสซาลามปัตตานี
เหตุการณ์เหล่านี้เกือบทุกคนอธิบายว่าเริ่มต้นมาจากการที่เจ้าหน้าที่ชอบไปอุ้ม หรือไปทรมานคนในพื้นที่ เป็นจำนวนมาก และในทันทีที่ประกาศอัยการศึกหลังการหายไปของปืน 400 กระบอก ก็ทำให้ภาคใต้กลายเป็นเหมือนประเทศที่ถูกเข้าไปยึดครองมากกว่าการเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย
หรือจากเดิมที่เคยมี ศอ.บต.ที่สามารถทำให้ความกดดันของสังคมได้มีช่องทางระบายออกมาบ้าง ก็โดนยกเลิก และผูกขาดโดยเอาตำรวจของตัวเองเข้าไปยึดครองพื้นที่เพียงเจ้าเดียว ซึ่งต้องการเพียงการปราบปราม เพื่อเอาปืน 400 กระบอกกลับคืนมาให้ได้ทุกวิถีทาง
การยกเลิก ศอ.บต. ก็คือการยกเลิก กอ.รมน.ในภาคใต้ด้วย หน่วยงานนี้มีเส้นสายเป็นพันคน กลับถูกยกเลิกงบประมาณ จึงทำให้ข้อมูลในภาคใต้หายไปอย่างสิ้นเชิง มวลชนก็หายไปด้วย เหลือเพียงการใช้ความรุนแรงวิธีเดียว วิธีคิดแบบนี้เป็นวิธีคิดที่ดึกดำบรรพ์ที่สุด และเกือบจะป่าเถื่อนที่สุดก็ได้ การลงโทษลงทัณฑ์ทั้งชุมชนนี้มีปรัชญาอันเดียวคือ ทำให้มันเข็ด ทั้งนี้ คนในภาคใต้มีความแตกต่างกับคนในภาคอื่นๆ เมื่อญาติพี่น้องถูกฆ่า วันรุ่งขึ้นเขาก็จับปืนยิงเลย
ขณะนี้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยต้องเป็นจำเลยของสหประชาชาติ เพราะเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนสูงที่สุดในภูมิภาค มีข้อกล่าวหาถึง 20 กว่าข้อ และส่งคนไปอธิบายกับสหประชาชาติไม่รู้เรื่อง จนสหประชาชาติต้องให้ออกจากห้องและให้ทำหนังสืออธิบายไปเป็นลายลักษณ์อักษร โดยให้เวลา 10 วัน
เรื่องตากใบเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ตรรกะของสหประชาชาติชัดเจน คือความรุนแรงอาจจะนำไปสู่สถานการณ์ที่ปาเลสไตน์ สหประชาชาติก็ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นจึงเรียกรัฐไทยไปอธิบาย
กับมาเลเซีย เราไม่เคยอยู่ในสถานการณ์ที่ทะเลาะกับมาเลเซียรุนแรงถึงขั้นโต้แย้งกันคำต่อค
แบบตอนนี้ และมาเลเซียก็พยายามประนีประนอมมากที่สุด
14 ตุลา น่าจะเป็นวันที่มาเสนอแนะต่อกันและกันว่าควรจะพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้สวยงาม ให้ดีเด่น ให้ก้าวหน้าและเป็นสากลมากกว่านี้ได้อย่างไร คือควรเป็นการสร้างภูมิภาคนิยม มีดนตรี ศิลปะในรูปแบบที่หลากหลาย แทนที่จะมานั่งประณามในเรื่องฆ่าคนแล้วไม่ติดคุกแบบในวันนี้ รวมทั้งผมกลับต้องมาพูดเรื่องนี้ด้วย ตอนนี้มันเหมือนกับการถอยหลังไปแล้ว
ขอบอกว่าผิดหวังต่อรัฐบาลนี้โดยเฉพาะตั้งแต่เรื่องตากใบและความไม่เป็นธรรมหลังจากนั้นมา ในสายตาของผม มันทำให้ความดีของรัฐบาลทักษิณที่เคยมีในสายตานั้นหายไปหมดเลย
กป.อพช.อิสาน ร่วมกับ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) องค์กรสิทธิมนุษยชนและคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ จัดเวทีบทบาทภาคประชาชนกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยหลักสันติวิธีและสมานฉันท์เมื่อวันที่ 4-5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยเชิญ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นผู้บรรยาย ซึ่งมีรายละเอียดคำบรรยาย ดังนี้
แนวทางของการสมานฉันท์นั้น ถ้าใช้วิถีทางของสันติวิธีย่อมแก้ไขความขัดแย้งได้ในทุกๆ ทางอย่างได้ผล อนึ่งพึงตราไว้ว่าความขัดแย้งในโลกนี้ย่อมแก้ไขได้โดย 3 วิธีการ คือ
2. ก่อสร้างสันติภาพขึ้น (
1. ทำสันติภาพให้เกิดขึ้น หมายความว่า สกัดกั้นไม่ให้ผู้คนโจมตีกันและกัน แม้เกิดการรบราฆ่าฟันกันขึ้นแล้วก็หาทางให้ยุติเสียได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง
2. ก่อสร้างสันติภาพขึ้น หมายถึงแผนการระยะยาวที่ก่อสร้างให้เกิดชุมชนและสมาคมที่รักความสงบ โดยมีหลักการที่จะอยู่ร่วมกัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน หรืออย่างน้อยก็ไม่เข้าไปก้าวก่ายกับอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น
3. รักษาสันติภาพเอาไว้ หมายความว่า ยุติความขัดแย้ง ความรุนแรง บางครั้งก็อย่างฉับพลันจนบางทีกลายเป็นข่าวพาดหัวเอาเลย ที่จริงกรณีนี้ก็เหมือนกับการดับไฟ จริงอยู่มันเป็นความจำเป็นที่จะต้องดับไฟแห่งความขัดแย้ง ความรุนแรงเพื่อรักษาสันติภาพเอาไว้ แต่ว่ามันจะดีกว่านี้มากหากเราสามารถป้องกันไม่ให้อัคคีภัยเกิดขึ้น ฉะนั้นการก่อสร้างหรือสร้างสรรค์ให้เกิดสันติภาพจึงจำเป็นยิ่งนัก
ขอขยายความตรงนี้สักเล็กน้อยว่า เมื่อเริ่มรัฐบาลทักษิณครั้งแรกนั้นนายกรัฐมนตรียังรับฟังถ้อยคำของข้าพเจ้าซึ่งเตือนเขาไปว่า การวางท่อแก๊สที่สงขลาไปมาเลเซียนั้นเป็นผลงานของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีความไม่ชอบมาพากลอยู่มากหากรัฐบาลใหม่ยกเลิกโครงการนี้เสียได้ นั่นจะเป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลม หากขืนสนับสนุนโครงการนี้ต่อไปโดยไม่ปรึกษาหารือกับราษฎรอย่างจริงจัง การวางท่อแก๊สที่ว่านี้จะก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงยิ่ง ๆ ขึ้น โดยที่นี่จะเลวร้ายกว่ากรณีการวางท่อแก๊สจากพม่ามากาญจนบุรีเสียอีก โดยเราต้องไม่ลืมว่าการรวมตัวกันของชนชั้นกลางทางกาญจนบุรีนั้น จะถือได้ว่าเป็นการสร้างฐานมวลชนที่ขยายออกไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักรก็ว่าได้ น่าเสียดายที่ชนชั้นปกครอง ไม่เข้าใจประเด็นที่ว่านี้ เพราะนี่ดูจะเป็นคำตอบในทางประชาธิปไตยที่อยู่นอกกรอบของรัฐสภาอย่างน่าสนใจยิ่งนัก
ที่กล่าวมานี้จำต้องเข้าใจว่า ความขัดแย้งและความรุนแรงนั้นโยงไปถึงโครงสร้างทางสังคมที่ปราศจากความยุติธรรมด้วยเสมอไป ฉะนั้นการสร้างสรรค์สันติภาพจึงจำเป็นต้องตีเป้าไปที่โครงสร้างทางสังคมอันรุนแรงเสมอไป โดยต้องใช้วิธีการต่างๆ กำจัดความยากไร้และให้การศึกษานอกรูปแบบที่เป็นอยู่ในระบบ กล่าวคือต้องสามารถให้การเรียนการสอนชนิดที่ให้ทุกคนมีความภูมิใจในศักดิ์ศรีของเขา ให้เขาพึ่งตนเองได้ ไม่ใช่ให้เขาสยบยอมอยู่กับอำนาจรัฐ หรือนายจ้าง และที่สำคัญคือการสร้างรากฐานทางประชาธิปไตยที่มวลชนโดยเฉพาะกับคนปลายอ้อปลายแขมให้เขาสามารถรวมตัวกันได้อย่างมีพลังในทางอหิงสาแต่มีสามัคคีธรรมเป็นแกนกลาง และพื้นฐานในการสร้างสรรค์สันติภาพที่แท้ จำต้องรวมการปฏิรูปที่ดินด้วย เสมอไป จะให้เศรษฐีจำนวนน้อยมีที่ดินมากมายมหาศาล ในขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีที่ทำกินอย่างเพียงพอนั้น นั่นก็คือต้นตอของความขัดแย้งและความรุนแรงทางโครงสร้างอย่างไม่ต้องสงสัย
หลายคนคงทราบแล้วว่าที่ดินในกรุงเทพ ฯ นั้นประมาณ 30 % เป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สิน ฯ คนปัจจุบันก็มีความเชื่อในเรื่องโลกาภิวัตน์ โดยพร้อมที่จะไล่ที่ ไม่เฉพาะคนยากคนจนหากรวมถึงชนชั้นกลางซึ่งเช่าอาคารพาณิชย์ของสำนักงานทรัพย์สิน ฯ ให้ขนย้ายออกไปเป็นบริเวณกว้างขึ้นทุกที ทั้งนี้ต้องการจะสร้างอาคารขึ้นใหม่อย่างทันสมัยสูงหลาย ๆ ชั้น เพื่อจะได้เงินมาอย่างมากมาย แม้ว่านั่นจะเป็นการรับใช้คนรวยจำนวนน้อยจนถึงบรรษัทข้ามชาติบนความยากไร้ของราษฎรตาดำ ๆ จำนวนหมื่นจำนวนแสน เขาก็ไม่ใยไพ แล้วนี่ไม่เป็นการสร้างความขัดแย้ง ความรุนแรงที่กระทบกระเทือนไปยังสถาบันพระมหากษัตริย์ดอกหรือ
ท่านนัทฮันท์ ซึ่งเป็นพระเวียดนามและเป็นผู้ที่คิดคำขึ้นใหม่ในเรื่อง พุทธศาสนากับสังคม ( Engaged Buddhism) ท่านกล่าวว่า การที่จะป้องกันไม่ให้เกิดสงครามหรือไม่เกิดความรุนแรงในอนาคต เราต้องเริ่มแต่เดี๋ยวนี้ เมื่อเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงขึ้นแล้วการจะแก้ไข เยียวยาอย่างใดก็อาจจะล่าช้าไปเสียแล้ว ถ้าเราและลูก ๆ ของเราเริ่มปฏิบัติอหิงสธรรมในชีวิตประจำวันก็เท่ากับเราเริ่มปลูกพืชพรรณทางสันติและทางสมานฉันท์ในจิตใจของเรา นั่นจะช่วยให้เราสามารถสถาปนาสันติที่แท้ขึ้นมาได้ และโดยวิธีนี้นี่แหละ ที่เราสามารถจะป้องกันความขัดแย้งรุนแรง แม้กระทั่งการสงครามในอนาคตขึ้นได้
ถ้าเราไม่เห็นด้วยกับพระองค์ท่าน ก็ขอให้ดูได้จากประวัติศาสตร์โลก ว่า การปฏิวัติใหญ่ไม่ว่าจะที่รัสเซีย จีน เวียดนาม หรือกัมพูชา ที่เป็นไปด้วยความรุนแรงนั้น ได้ผลในทางสร้างสันติภาพอย่างแท้จริงหรือไม่
การสร้างสรรค์วัฒนธรรมแห่งสันติ เราต้องเริ่มด้วยการสร้างสรรค์สังคมให้ยุติธรรม และให้สิทธิในทางเท่าเทียมกันแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า การเอาคำว่า สันติภาพ ไปใช้เป็นเครื่งมือเพื่อปราบปรามผู้คนโดยอ้างว่าเพื่อความมั่นคงในชาติ นั่นคือวิธีการอันเลวร้าย ดังจะเห็นได้ว่านโยบายของรัฐบาลทักษิณ ที่ภาคใต้ก็ดี และที่อื่น ๆ ก็ดี รวมทั้งการขจัดยาบ้า ยาม้า ล้วนเป็นเรื่องที่ปราศจากสันติในทุก ๆ ทาง แล้วสันติภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร วิธีการเช่นนี้ไม่ได้มีแต่รัฐบาลทักษิณ มีขึ้นกับรัฐบาลบุช และ รัฐบาลแบลร์ ผลก็คือทั้งสองประเทศนี้มีการขยายตัวยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที ดังที่ทางเมืองไทย ความรุนแรงก็จะขยายตัวไปยิ่ง ๆ ขึ้น นอกเหนือไปจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง
การสร้างสันติภาพย่อมเป็นกระบวนการที่จะก่อให้เกิดข้อตกลงระหว่างสองฝ่ายที่ขัดแย้งกัน ประเด็นสำคัญก็คือ การใช้วิธีสังสรรค์สนทนาซึ่งกันและกัน และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ การเปิดใจกว้างรับฟังอีกฝ่ายหนึ่ง กล่าวกันว่าเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งเป็นบุคลาธิษฐานแห่งพระกรุณาคุณของพระพุทธเจ้านั้น ท่านรับฟังคนทุกข์ยาก ทุกหนแห่งรวมทั้งสัตว์นรกด้วย เราควรเอาอย่างพระองค์ท่าน เพราะในโลกปัจจุบันสิ่งที่เรียกว่าการสนทนาวิสาสะนั้นมักจะเป็นการพูดของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่รับฟังอีกฝ่ายหนึ่งอย่างจริงจังเลย แล้วจะเป็นผลสำเร็จได้อย่างไรในเรื่องความขัดแย้ง
การสมานฉันท์เป็นกุญแจอันสำคัญในการสร้างสรรค์สันติภาพ และผู้ที่สามารถสร้างสรรค์สันติภาพได้ ย่อมสามารถก่อให้เกิดขึ้นได้ซึ่งวัฒนธรรมแห่งความสัตย์ แห่งการให้อภัย และความร่วมมือซึ่งกันและกันนั้นแล
การสร้างสันติภาวะนั้น เป็นงานที่ไม่รู้จักจบ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะทอดหุ่ยเสีย มีใครคนหนึ่งอธิบายว่า การสร้างสันติภาวะนั้นก็เหมือนกับคนที่แลเห็นว่าน้ำแห้งบ่อ เราจะหาน้ำที่ไหนอีกไม่ได้ นอกจากต้องไต่ขึ้นภูเขาไปช้อนเอาหิมะลงมาเทลงบ่อครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้บ่อมีน้ำ นี้ฉันใด การสร้างสันติภาวะก็ต้องใช้ขันติธรรมฉันนั้น
การรักษาสันติภาพนั้นมีปัญหายิ่งกว่านี้ บางครั้งมีการรักษาสันติด้วยความปรารถนาดีโดยเฉพาะแม่ทัพนายกอง ซึ่งพร้อมจะรักษาสันติภาพด้วยความรุนแรง แม้จะได้ผลบ้างในระยะสั้นแต่ในระยะยาวแล้วไร้ผล
อย่างจริงจัง การแก้ไขความขัดแย้งรุนแรงในระยะยาวต้องแก้ไขที่เหตุแห่งความรุนแรง และการแก้ไขก็ต้องไม่ทำให้เกิดความรุนแรงใด ๆ ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อหลังสงครามที่อ่าวเปอร์เชียนั้นสหรัฐต้องการลงโทษอิรัค เพราะถือว่าผู้นำประเทศนั้นเป็นคนโหดเหี้ยมและรุนแรงด้วยการกล่าวหาอย่างปราศจากข้อเท็จจริงว่าประเทศนั้นมีอาวุธนิวเคลียร์ที่จะทำลายล้างโลกได้ จึงเสนอ สหประชาชาติให้ทุกประเทศร่วมกัน ไม่ส่งยาและอาหารที่จำเป็นไปให้อิรัค ผลก็คือประชาชน โดยเฉพาะคนยากจน คนแก่และเด็ก ๆ ต้องตายไปเป็นจำนวนมาก ยิ่งกว่าโดนระเบิดในสงครามเสียอีก
การแก้ปัญหาความขัดแย้งใด ๆ ในทางฝ่ายพระพุทธศาสนานั้นท่านแนะนำให้ใช้ความเมตตากรุณาเป็นหลัก พวกเควกเกอร์แม้ไม่ใช่พุทธศาสนิก แต่ก็ใช้หลักอหิงสธรรมในการแก้ไขข้อขัดแย้งและความรุนแรงเสมออย่างไม่เข้าข้างรัฐบาลของตัวเองเลยถ้าเห็นรัฐบาลเป็นฝ่ายผิด เช่นพวกเควกเกอร์ นำยาจากสหรัฐไปส่งให้เวียดนามเหนือ ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐเห็นว่าเป็นการเข้าข้างฝ่ายศัตรู ยังเมื่อก่อนที่สหรัฐจะไปทิ้งระเบิดในอิรัค เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไม่แต่พวกเควกเกอร์เท่านั้นหากรวมถึงพุทธศาสนิกเพื่อสันติภาพชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยก็เข้าไปอยู่ในอิรัคเพื่อพร้อมจะรับกรรมร่วมกับชาวอิรัค เมื่อสหรัฐจะทิ้งระเบิดลงไปในอิรัค
การวิจัยที่เสนอในที่ประชุมทำให้เห็นว่า แท้จริงแล้วความขัดแย้งในสังคมไทยไม่ได้เป็นเรื่องจำกัดเฉพาะใน 3 จังหวัดภาคใต้เพียงพื้นที่เดียว แต่มีอยู่ในทุกระดับ หรือในทุกพื้นที่ และหากขาดการจัดการที่ดี หรือจัดการด้วยความไม่เข้าใจ ความขัดแย้งในทุกระดับทุกพื้นที่นั้น ก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรงเหมือนใน 3 จังหวัดภาคใต้ได้เช่นกัน
การประชุมในปีนี้ได้แบ่งการรายงานผลการวิจัยเพื่อนำไปสู่ สังคมสมานฉันท์ ไว้ 5 ประเด็นคือ ความสมานฉันท์บนความแตกต่างทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ ความสมานฉันท์ภายใต้ความเหลื่อมล้ำในสังคม การดูแลปัญหาความขัดแย้งในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การประสานความขัดแย้งในด้านแรงงานไทย และระบบค่านิยมของคนไทยกับการสร้างสังคมสมานฉันท์
ทั้งนี้ ในแต่ละประเด็นมีการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ และมีประโยชน์ในการสร้างองค์ความรู้แก่สังคมอย่างยิ่ง ประชาไท จึงจะนำข้อมูลจากการรายงานการวิจัยของ TDRI ในปีนี้มาเสนอเป็นระยะๆ เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และสมานฉันท์ ก่อนที่ปัญหาต่างๆ จะบานปลายและนำไปสู่ความขัดแย้งและรุนแรงในพื้นที่อื่นๆ มากกว่าที่เป็นอยู่
พูดอย่างง่ายที่สุดคือ ต้องมองเห็นคนเป็นคน ต้องเห็นว่าคนทั้งหลายที่มาประกอบกันเป็นชาติหรือประเทศไม่ว่าจะเป็นรากหญ้าหรือต้นไม้ใหญ่ก็มีความสำคัญทั้งหมด
ดร.
ประเด็นต่อมาคือเรื่องของความจริงเกี่ยวกับทรัพยากร กับนโยบายการพัฒนาไม่อยู่บนพื้นฐานของความจริง
ยกตัวอย่างปัญหาน้ำในภาคตะวันออก ขณะนี้สรุปได้ตรงกันว่า น้ำที่มีอยู่ในตอนนี้ก็ไม่เพียงพอต่ออุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้ว ควรต้องลดกำลังผลิตลงด้วย แต่กลับยังเชิญชวนให้มีการลงทุนเพิ่ม หมายความว่ารัฐบาลไม่บอกความจริงกับประชาชนหรือนักลงทุน
ชาวบ้านจึงมานั่งคุยกันเพื่อหาสาเหตุ จนทำให้ 3 ปีที่ผ่านมานี้ ไม่พบปัญหาน้ำเสียเหมือนก่อนหน้านี้ ชาวบ้านพบว่า น้ำเสียนั้นจะอยู่ส่วนก้นและมีน้ำเสียจากโรงงานคอยสมทบ น้ำจึงมีมลภาวะ หลังการพูดคุยเห็นปัญหาร่วมกัน จึงทำไม้กั้นส่วนตะกอนที่สกปรกไว้ และจัดตั้งชาวบ้านร่วมกันเฝ้าระวังตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมไม่ให้ปล่อยน้ำเสียผสมโรงลงมาได้อีก
เรื่องเหล่านี้ก็สมานฉันท์กันได้โดยไม่ทะเลาะกัน และเจ้าหน้าที่ก็ไม่ลำบากในการแก้ปัญหา เรื่องเล็กๆแบบนี้สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ถ้ามีความพยายาม มีความตั้งใจ และทุกฝ่ายร่วมกันทำ
นาย
ต่อไปข้างหน้าความขัดแย้งจะมีมากขึ้น ทุกคนแก่งแย่งที่ดินทำกิน แย่งน้ำกัน และจะเกิดความรุนแรงตามมา ดังนั้นต้องทำให้สมานฉันท์เป็นวาระแห่งชาติ ต้องเอาเรื่องชุมชนมาพูดกัน เช่น คนที่รับผิดชอบของ TDRI กรณีกลไกของรัฐ กลไกของสังคม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง เพราะการแก้ปัญหาตรงนี้รัฐต้องเข้าใจและรู้ปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอย่างที่เกิดขึ้นแล้วใน 3 จังหวัดภาคใต้ เรื่องนี้ต้องนับหนึ่งกันใหม่ TDRI ควรรับเรื่องนี้เพื่อเป็นเจ้าภาพในการเสนอรัฐบาลให้เป็นเรื่องเป็นราว
ถ้าเรามาพูดกันแบบนี้ พอถึงเวลาเลือกตั้งก็แพ้เขาทุกที เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า การเมืองเป็นเรื่องใหญ่เพราะว่าเราเลือกใครไป เขาก็จะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ
นายแพทย์
ในฐานที่เป็นหมอ ก็จะมองไปที่การป้องกันสถานการณ์ เข้าใจว่า ถ้าเราจะเริ่มจากการสร้าง และอยากจะสร้างค่านิยมสมานฉันท์ เราก็ต้องเชื่อมเรื่องค่านิยมไปสู่นโยบายสาธารณะเพื่อเป็นการสร้างกลไก ความเชื่อมั่นนี้จะทำให้เกิดการแก้ปัญหาความขัดแย้งเฉพาะหน้า แล้วจะวางรากฐานต่อไปได้
การสร้างค่านิยมต้องเริ่มอย่างที่ระบบ ไม่ใช่เริ่มที่ปัจเจก เพราะตรงนั้นไม่ช่วยแก้ปัญหาและยังมีความรุนแรงต่อไปได้
ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
ชาวบ้านมักบอกว่า นักวิชาการใช้ศัพท์พูดไม่รู้เรื่อง นักวิชาการก็ต้องปรับตัวตรงนี้ การสื่อสารกับวัยรุ่นก็เช่นกัน เพราะเขาก็มีศัพท์แปลกๆ ที่เราอาจจะไม่เข้าใจ แต่เขาเข้าใจกัน
การประชุมในครั้งนี้ หลายคนพูดถึงการขยายผล คิดว่าเราต้องร่วมมือกันทั้งจากกลุ่มที่ร่วมจัด เช่น นักวิชาการ หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคประชาชน รวมทั้งหน่วยงานที่ไม่ได้ร่วมจัดแต่มีบทบาทสูง เช่น สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การจัดการร่วมจากความหลากหลายนี้จะเป็นโอกาสแห่งความเรียนรู้อย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่ดีที่วิชาการจะได้สื่อกับสังคมได้รู้เรื่อง การมีนิสิตนักศึกษาสนใจก็เป็นสิ่งสำคัญในการสื่อสาร
นาย
เรื่องกระบวนการเรียนรู้ที่อาศัยความแตกต่างที่มีในทุกพื้นที่มาทำให้เกิดพลังสร้างสรรค์และมีพลัง เป็นกุญแจที่ฝากใครไม่ได้ ทุกคนต้องช่วยกันทำอย่างมีส่วนร่วม ถ้าเอาการเรียนรู้เป็นที่ตั้ง จะแปรความแตกต่างนั้นเป็นความสร้างสรรค์ได้
เกษียร เตชะพีระ : ความอิจฉาเป็นบ่อเกิดแห่งความเสมอภาค
เขาให้คำจำกัดความชนชั้นกลางแบบไม่ค่อยน่าไว้วางใจเท่าไหร่ พร้อมพูดถึงความรักชาติด้วยอาการอิหลักอิเหลื่ออย่างยิ่ง แต่ในภาวะไม่เอาทักษิณ และภาพของการชุมชุมวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา ทำให้ ประชาไท อดนึกถึงเขาไม่ได้
น่าคิดมากเลยว่า ประเด็นที่ถูกชูในการเคลื่อนไหวก็เป็นเรื่องการขายชาติ กู้ชาติ พรรคประชาธิปัตย์ก็มีคำ ทุจริต ผิดกฎหมาย ขายชาติ ตั้งเสียคล้องจองสวยหรู แต่ที่มันพรางอยู่ข้างในก็คือ มันยังตกลงกันไม่เรียบร้อยเลยนะเรื่องชาติ มันยังเอารัดเอาเปรียบกันเองอย่างมาก
คุณก็มีสิทธินะ ถึงแม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับแนวทางบางอย่างของคุณสนธิ แต่ว่าที่เขาทำก็ยังไม่เห็นมีอะไรผิดรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ที่ผมรู้สึกว่าน่าวิตกคือ ทั้งสองฝ่ายกำลังกระทำการผิดพลาดทางยุทธวิธี
อาจารย์อาจจะเซนซิทีฟเกินไป คนขับแท็กซี่ หรือแม่ค้าขายของก็อาจจะบอกว่า อิจฉาเกินไป เขาให้อภัยได้ และมีคนจำนวนมากที่ให้อภัยท่าทีดูถูกคนอื่นของนายกฯ ได้
อยู่กับคุณทักษิณนานๆ ไปก็เคยชินได้นะ
โอ อันนี้ประชาชนเองก็มีความสร้างสรรค์กว่าผมเยอะนะ ผมเองก็ไม่รู้หรอก แต่ว่าการชุมนุมโดยตัวมันเองก็ทำไม่ได้ทุกวัน ก็คงต้องหารูปแบบที่เหมาะกับสถานการณ์ต่างๆ และการชุมนุมที่เป็นจุดสุดยอดนั้นบ่อยไปก็ไม่ดี แล้วก็น่าจะมีรายการอื่นๆ ไม่ใช่แค่สนธิ-สโรชา ให้มีความหลากหลาย
แต่ถ้าทำอย่างนั้นกระบวนการต้องใช้เวลานาน
จากคุณ : ขุนอิน
ถ้ายึดตามความคิดเห็นของอาจารย์เจิมศักดิ์ที่เขียนจดหมายถึงอาจารย์ป๋วย ดังต่อไปนี้
"คุณทักษิณเข้าใจการเมืองระบอบประชาธิปไตยเพียงการเลือกตั้งให้ได้ตัวแทน ได้เสียงข้าง
มาก
บริหารจัดการกับการลงมติ และเมื่อได้จำนวนเสียงจำนวนที่นั่งก็จะได้อ้างว่า มีความชอบ
ธรรม จะบริหารจัดการเพื่อใคร อย่างไรก็ได้
หาเข้าใจไม่ว่า การเมืองของไทยเป็นประชาธิปไตยระบบผสม ที่หยั่งรากลึกมานาน มี 3
อำนาจควบคู่ผสมผสาน คือ
1) สถาบันกษัตริย์ผู้มีบารมีสูงยิ่ง
2) สถาบันอภิชนหรือสามัญชนผู้มีบารมี (Aristocracy) และ
3) สถาบันรัฐสภาจากการเลือกตั้ง
จึงรวมเรียกว่า ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" มันเป็นความจริงที่ขมขื่นที่พวก Aristocrats1 คิดอยู่เสมอ แต่ที่ผ่านมาคนพวกนี้ก็ยังหลอกลวงตัวเองและสังคม
ด้วยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่อ้างว่าทำเพื่อประชาชนคนไทยทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น
"มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายเท่าเทียมกันชายและหญิงมี
สิทธิเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความ แตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิดเชื้อชาติ ภาษา เพศ
อายุ สภาพทางกาย หรือสุขภาพ
สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคมความ เชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการ
คนชั้นสูง,ขุนนาง,ผู้นิยมระบอบการปกครองแบบคณาธิปไตยเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้"
แต่ ที่ผ่านมาหลังจากนายกทักษิณซึ่งคบหากับพวก aristocrats และมีผลประโยชน์ร่วมกันมาก่อน มาถึงจุดหนึ่ง
ก็เอาใจออกห่าง และหันมาทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนตามวาระแห่งชาติของพรรคไทยรักไทย ซึ่งทำให้
งบประมาณนั้นถูกผ่องถ่ายไปที่การพัฒนาประชาชนทั้งในรูปของการให้ บริการสาธารณสุข ตาม มาตรา 52 ที่
ระบุว่า
"บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกัน ในการรับบริการทาง สาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการ
รักษาพยาบาล จากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ตามที่ กฎหมายบัญญัติ"
การช่วยเหลือ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโดยรัฐบาล ทรท.ยังใช้งบประมาณมากในโครงการอื่น ๆ เช่น
กองทุนหมู่บ้าน โครงการเอื้ออาทรต่าง ๆ โครงการOTOP SML ฯลฯซึ่งแน่นอนทำให้เม็ดเงินนั้นถูกใช้ในงานด้าน
อื่นถูกจำกัด และทำให้ผลประโยชน์ที่ควรจะตกถึงกลุ่ม Aristocrats อย่างทั่วถึงเหมือนในอดีตนั้นหมดไป
โดยเฉพาะกลุ่มที่กุมอำนาจเกี่ยวโยงกับระบบการจัดสรรงบประมาณและตำแหน่งระดับ สูงทางราชการ
ความขัดแย้งที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ จึงเห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่เม็ดเงินงบประมาณและการ
จัดสรร ตำแหน่งระดับสูงในระบบราชการนั้นไม่เป็นไปตามที่คนบางกลุ่มพอใจ กลุ่มผลประโยชน์นี้เป็นกลุ่ม
อำนาจหลักที่ต่อต้านรัฐบาลในขณะนี้
แน่ นอน ยังมีกลุ่มบุคคลที่ต่อต้านรัฐบาลด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่มีประโยชน์แอบแฝง แต่ผมเชื่อว่า
คนกลุ่มนี้ก็ยังยึดหลักประชาธิปไตย ไม่ได้ต่อต้านแบบเอาเป็นเอาตายจนถึงขั้นยอมฉีกรัฐธรรมนูญ
เพื่อให้ได้มาซึ่ง ชัยชนะ คนกลุ่มนี้น่าจะมีความคิดเหมือนผมที่ต้องการให้มีการปรับปรุง
รัฐธรรมนูญบาง มาตราที่บกพร่อง โดยทำภายใต้กรอบของกฎหมายคือผ่านรัฐสภา
สิ่ง ที่ทำให้ผมระอาใจคือ พวก Aristocrats นั้นอ้างประชาชน อ้างสิทธิ์ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยเหมารวมว่า
เป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ แต่พอสถานการณ์ชัดเจนขึ้นอย่างทุกวันนี้ เลยจำเป็นต้องออกมาพูดความ
ในใจดั่งที่เขียนในจดหมายถึงอาจารย์ป๋วย ว่าประชาชนคนไทยนั้นมีสองกลุ่มที่มีสิทธิ์ไม่เท่าเทียมกันคือกลุ่มผู้มี
บารมีและกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ใช้อำนาจผ่านรัฐสภาจากการเลือกตั้ง
ไม่แปลกใจที่ทำไมการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งต่าง ๆ บางครั้งต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้มีบารมีบางคนก่อน
การจัดสรรงบประมาณและการออกนโยบายหรือกฎหมายใด ๆ บางเรื่องก็ต้องได้รับการกลั่นกรองจากผู้มีบารมี
บางคนก่อน
กลุ่มคนพวกนี้พยายามอิงแอบตัวเองกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และบางครั้งพยายามแยกประชาชนออกจาก
พระมหากษัตริย์ เห็นได้ชัดหลายครั้งและล่าสุดคือการที่มีการพูดว่าทหารเป็นทหารของสถาบัน ชาติ ศาสน์
กษัตริย์ ไม่ใช่ทหารของรัฐบาล ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลเป็นตัวแทนของประชาชนซึ่งประกอบเป็นสถาบันชาตินั่นเอง
การ ทรยศต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศก็คือการทรยศต่อชาติ การอ้างสถาบันชาติโดยที่คิดว่าชาติคือ
พื้นดินที่มีรั้วรอบขอบชิดรวมเป็นรูป ขวานทองนั้นโดยไม่ใช้ความสำคัญกับคนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และการอ้าง
ชาติโดยจัดแบ่งชนชั้นประชาชนเป็นกลุ่มที่มีบารมีและกลุ่มที่ไม่มี บารมีก็ไม่ใช่วิธีคิดตามหลักประชาธิปไตยตาม
รัฐธรรมนูญมาตรา 30 และอีกหลายมาตราที่ให้ความสำคัญกับสิทธิ์ เสรีภาพ และหน้าที่เท่าเทียมกันทุกคน
"มาตรา 63 บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพี่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดย
วิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้
" มาตรา 64 บุคคลผู้เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่น ของรัฐ พนักงานส่วนท้องถิ่น และพนักงานหรือ
ลูกจ้างขององค์การของรัฐ ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับบุคคล ทั่วไปเว้นแต่ที่จำกัดใน
กฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัย อำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับ
การเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจรรยาบรรณ"
"มาตรา 65 บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่ง
มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ"
ที่ ผ่านมามีประชาชนกลุ่มหนึ่งนำโดยพวก Aristocrats ทั้งที่เปิดเผยตัวและไม่เปิดเผยตัว ต่อต้านและพยายาม
ขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงของประชาชนส่วน ใหญ่ของประเทศ โดยใช้เสรีภาพเกินขอบเขต รุก
ล้ำสิทธิ์พื้นฐานของคนอื่น และยังกระทำการให้เกิดความวุ่นวายเพื่อจะนำไปสู่การโค่นล้มรัฐธรรมนูญ (ที่พวก
เขาช่วยกันร่างขึ้นมาเอง)
ผมหวังว่าจะไม่ต้องเห็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจากทุกภาคทุกจังหวัด ต้องออกมาเรียกร้องสิทธิ์อันชอบ
ธรรมของตนตามมาตรา 65 นี้บ้าง
ปล.1 ผมขอฝากข้อเขียนนี้ให้อาจารย์เจิมศักดิ์ เป็นจดหมายแนบท้ายส่งไปให้อาจารย์ป๋วยด้วยครับ
ปล .2 จะพัฒนาชาติก็ต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการพัฒนาคน และการพัฒนาคนไทยให้เรียนรู้หลักการ
ประชาธิปไตยวิธีที่ดีที่สุดคือการให้ เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ๆ และให้มีโอกาสปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาดของตน
ด้วยตนเอง ผ่านการเลือกตั้ง
ผู้มีบารมีทั้งหลาย ที่มีความรู้ ความฉลาดควรส่งเสริมประชาธิปไตยด้วยการทำตนให้เป็นตัวอย่าง และเสียสละตน
ตามกำลังเพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องกับประชาชน
การที่ กลุ่ม aristocrats ปิดกั้นการเรียนรู้ของประชาชนด้วยการล้มการเลือกตั้งและฉีกรัฐธรรมนูญเท่า กับทำให้
เกิดการแตกแยกและประจันหน้ากัน ทำให้ประชาชนฝ่ายที่หนุนรัฐบาลไม่สามารถเรียนรู้หลักการที่ถูกต้องได้
ประชาชน คนไทยจะเรียนรู้ "การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" ได้นั้น ไม่ใช่หน้าที่
ของคนกลุ่มอีลีตชน(Elite)จะมาเป็นผู้กำหนดว่าเมื่อไหร่พร้อม เมื่อไหร่ไม่พร้อม และผมเชื่อว่าพวกคุณไม่มี
ความสามารถพอที่จะกำหนดได้ด้วย
และ ที่สำคัญถ้าท่านผู้มีบารมีทั้งหลายเห็นว่าประชาชนไม่พร้อม แล้วท่านร่างรัฐธรรมนูญ
ฉบับนี้ขึ้นมาทำไม? ทำไมไม่ร่างให้มีการกำหนดการได้มาของรัฐบาลโดยให้กลุ่ม
Aristocrats เป็นผู้กำหนดไปเลย
สัมภาษณ์ โดย : Miri Heatherwick
ท่านได้ตรัสว่า ในศตวรรษที่ 20 มีผู้คนต้องประสบกับความทุกข์ยากมากขึ้นเนื่องมาจากความรุนแรงยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาก่อน แต่ท่านยืนยันว่า ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ทวนกระแสธรรมชาติของมนุษย์. คุณจะเชื่อได้อย่างไร ในเมื่อพยานหลักฐานต่างๆดูเหมือนว่าจะเป็นไปในลักษณะที่ตรงกันข้าม ?
ในระดับเบื้องต้นหรือพื้นฐานของชีวิตธรรมชาติของมนุษย์ ต้องขึ้นอยู่กับความรัก. ความก้าวร้าวเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ แต่ไม่ใช่ส่วนที่มีอิทธิพลแต่อย่างใด. สิทธิที่มีมาตั้งแต่เกิดของชีวิตทารกทั้งหลาย คือความรู้สึกทราบซึ้งในความรักของคนอื่น และขานรับต่อความรู้สึกอ่อนโยนอันนั้น แม้ว่าความเฉลียวฉลาดจะไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมา, ทารกน้อยๆก็สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้โดยไม่ต้องมีสติปัญญา แต่หากว่าปราศจากความรักทารกจะไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้.
ตามความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เมื่อมารดาตั้งครรภ์ขึ้น ทารกจะเจริญเติบโตในครรภ์ของมารดา, ความรู้สึกสงบ สันติในใจของผู้เป็นแม่ ความรัก และความเมตตาของเธอเป็นเงื่อนไขที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับทารกที่อยู่ในครรภ์. ความโกรธและความเกลียด จะสร้างความปั่นป่วนในจิตใจของผู้เป็นแม่ และมันเป็นเรื่องที่เลวร้ายสำหรับทารกที่อยู่ในครรภ์ด้วย.
ในทำนองเดียวกัน ช่วงระหว่างไม่กี่สัปดาห์แรกหลังการถือกำเนิดขึ้นมาของทารก การสัมผัสทางกายด้วยความรักกับทารกเป็นเงื่อนไขที่สำคัญมากสำหรับพัฒนาการอันเหมาะสมต่อสมองของทารก. ในเรื่องเกี่ยวกับส่วนสูงของร่างกาย ก็ต้องการความรักของมนุษย์. อารมณ์ความรู้สึกต่างๆทางด้านบวกของมนุษย์ อย่างเช่น ความรัก, ความเมตากรุณา ไปด้วยกันอย่างดีกับพัฒนาการทางกายภาพของเรา. แต่จิตใจที่ปั่นป่วนร้อนรนจะไม่ไปด้วยกันกับการดำรงอยู่ที่ดี. ทารกเกือบจะเหมือนกันกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ไม่มีสติปัญญา, ไม่มีอุดมคติ, ไม่มีศรัทธาในศาสนา, ไม่มีสิ่งใดเลยเว้นแต่ความรู้สึกซาบซึ้งในความเอาใจใส่ของผู้เป็นมารดา และสามารถที่จะขานรับต่อสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไม่ต้องสงสัยและเป็นไปได้ด้วยดี.
ทุกคนทราบว่า ทารกหรือเด็กๆซึ่งได้รับความรักจากพ่อแม่จะมีจิตใจและสติปัญญาที่แข็งแรงสมบูรณ์. อันนี้ย่อมส่งผลให้การศึกษาของพวกเขาดีขึ้นมาก. เมื่อเด็กคนนั้นโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ก็จะมีความรู้สึกไวและอ่อนไหวต่อความเจ็บปวดหรือความทุกข์ยากของคนอื่น และพบว่ามันง่ายมากที่จะพัฒนาไปสู่ความรู้สึกอันหนึ่งของการเป็นห่วงเป็นใยคนอื่น.
สิ่งดีๆที่เป็นเรื่องทางบวกมาจากความรักความเมตตา จากความรู้สึกอันหนึ่งของการเอาใจใส่และความรัก. คุณจะเป็นคนที่มีสุขภาพอนามัยที่ดีและมีจิตใจที่เป็นสุข. อันนี้เนื่องมาจากครอบครัวที่มีความสุขและชุมชนที่มีความสุข. เด็กที่ขาดเสียซึ่งความรัก จะเป็นเด็กที่ขี้อายและจิตใจไม่เป็นสุข. พัฒนาการทางร่างกายของพวกเขาก็จะได้รับผลกระทบด้วย. เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาจะพบว่ามันยากมากที่จะแสดงออกซึ่งความรักให้กับคนอื่นๆ. ในท้ายที่สุด อันนี้สามารถจะมีอิทธิพลส่งไปถึงสังคมโดยรวมได้. พื้นฐานธรรมชาติของมนุษย์มีความเชื่อมโยงกันบางอย่างกับความเป็นสัตว์สังคม ซึ่งต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม, คล้ายๆกับผึ้ง. การดำรงชีวิตอยู่ประเภทนี้เรียกร้องต้องการความรู้สึกอันหนึ่งของชุมชน ความรู้สึกรับผิดชอบ ความรู้สึกที่จะทำงานร่วมกัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน. อันนี้เป็นธรรมชาติ.
ความก้าวร้าวก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ด้วย แต่มันไม่ใช่ส่วนที่มีอิทธิพลสำคัญแต่อย่างใด. อหิงสา หรือการไม่ใช้ความรุนแรงได้รับการกล่าวว่าเป็นความรู้สึกของความเมตตา และความรู้สึกของการเป็นห่วงเป็นใย. ความเมตตาไม่ใช่ความรู้สึกอันหนึ่งของความสงสาร. ความเมตตาเป็นความรู้สึกที่แท้จริงอันหนึ่งของความรับผิดชอบและเคารพต่อสรรพชีวิต. ด้วยเหตุนี้ อารมณ์ความรู้สึกเกี่ยวกับความรักและความเมตตาเอาใจใส่จึงเป็นรากฐานเกี่ยวกับการอยู่รอดของมนุษย์. ด้วยเหตุดังนั้น อหิงสาหรือการไม่ใช้ความรุนแรงจึงไปด้วยกันอย่างดีกับธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์.
ในความสัมพันธ์ทางสังคมของเรา เรื่องของความรุนแรงมีผลทางด้านลบ. ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากว่าเราพัฒนาความไม่ลงรอยกันขึ้นมา ถ้าข้าพเจ้าใช้กำปั้นต่อยคุณหรือคุณใช้กำปั้นทุบข้าพเจ้า การกระทำเช่นนี้จะมีฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชนะและอีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นผู้แพ้. แต่คุณมีเพื่อนของคุณและญาติๆของคุณ. คนเหล่านี้พร้อมที่จะแก้แค้นให้. มาถึงตรงนี้ เนื่องจากการกระทำของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องเตรียมตัวที่จะเผชิญหน้ากับคนอีกสิบคน. ด้วยเหตุดังนั้น ในระดับของการปฏิบัติ ถ้าหากว่าคุณใช้ความรุนแรง ในช่วงเวลาสั้นๆคุณอาจได้รับชัยชนะคนอื่นๆ แต่ในระยะยาวมันจะมีผลในทางลบตามมา.
มองไปที่ประวัติศาสตร์ของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งดูซิ หลังจากที่ทหารเยอรมันต้องพ่ายแพ้สงคราม พวกเขาก็ได้พักรบ. แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว เมล็ดพันธุ์ดังกล่าวของสงครามโลกครั้งที่สองได้รับการบ่มเพาะขึ้นมา. ภายในดวงจิตของประชาชนชาวเยอรมันมัน เป็นความรู้สึกที่ว่า เราเป็นผู้พ่ายแพ้ และเราจะต้องไม่ลืมความพ่ายแพ้อันนี้.
โลกในทุกวันนี้เป็นโลกที่มีความเชื่อมโยงกันและกันและเป็นโลกที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน. ไม่เพียงแต่ประเทศหนึ่งต้องพึ่งพาอาศัยประเทศอื่นๆเท่านั้น แต่ทวีปต่างๆก็ต้องพึ่งพาอาศัยทวีปอื่นๆด้วย. ปัญหาใหม่ๆ อย่างเช่นปัญหาทางนิเวศวิทยาเป็นปัญหาทั้งโลก. ทั้งนี้เพราะเราต่างพึ่งพาอาศัยกันและกันอย่างมาก แนวความคิดเกี่ยวกับฉัน, เรา, ของเรา, และของคุณ, พวกเขา, ของพวกเขา, ไม่มีหรือไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไปแล้ว. การทำลายเพื่อนบ้านของคุณก็คือการทำลายตัวคุณเองด้วย. ปัจจุบันนี้โลกทั้งโลกมันเป็นเหมือนกับเรือนร่างเดียวกัน.
ความคิดเกี่ยวกับสงคราม มันเกิดขึ้นมาจากแนวความคิดที่ว่า มันยังคงมีเส้นที่ชัดเจนเส้นหนึ่งที่แบ่งแยกระหว่างพวกเขาและพวกเรา. ฝ่ายหนึ่งชนะ, ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้. แต่โลกซึ่งต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันนั้น เรื่องเช่นนี้มันเป็นไปไม่ได้. ทุกวันนี้ ผลประโยชน์ของพวกเขาก็คือผลประโยชน์ของพวกคุณ. ด้วยเหตุนี้ คุณจึงไม่สามารถที่จะมองข้ามหรือไม่เอาใจใส่ผลประโยชน์ของคนอื่นๆได้. คุณจะต้องรักษาผลประโยชน์ของคนอื่นเอาไว้ในใจ ขณะที่คุณพยายามที่จะแก้ปัญหาของคุณเอง. ในข้อเท็จจริง โดยปราศจากความร่วมมือของคนอื่น คุณจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้. ภายใต้สถานการณ์เหล่านั้น จะไม่มีที่ว่างสำหรับความรุนแรง. ในระดับปรัชญาและในระดับปฏิบัติการ ทั้งสองระดับนี้ การไม่ใช้ความรุนแรงหรืออหิงสาเป็นเพียงทางเลือกเดียวเท่านั้น. ความรุนแรงไม่มีคุณค่ายืนยงยาวนานอีกต่อไปแล้ว.