Democratic Database

ข้อมูล และ บทความ สำหรับ นักประชาธิปไตย

 

 หาสาระอ่าน หาทวีวุฒิอ่าน

บทความ & ข้อมูล แนะนำโดย ทวีวุฒิ
 

     

  

เว็บนี้สำหรับ "ปัญญา" ของนักประชาธิปไตย                       

"ปั­ญหาที่ให­่ที่สุดอีกมุมคือ วิกฤตของปัญญ­­าชนไทย มีปั­ญหาตั้งแต่ จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ นิด้า เป็นยุคที่อับจนทางปัญญ­­า เพราะไม่มีคำตอบต่ออนาคตในความใหม่ทางการเมืองไทยที่กำลังเผชิ­ญ เหลือแต่กลับบ้านไปแล้วสวดมนต์อย่างเดียว จตุคามราคาก็เริ่มตกอีกแล้ว" สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

                                

ความเป็น "มนุษย์" คือจุดเริ่มต้น ของ "ประชาธิปไตย"

"สิ่งที่พันธมิตรทำคือการสร้าง Political Sentiment (อารมณ์ทางการเมือง) เป็นการเมืองของความดีความชั่ว คือพยายามจะบอกว่าทักษิณเลวอย่างไร แล้วก็โดยที่ทุกคนเข้าใจว่าสิ่งที่พันธมิตรทำ คือความถูกต้องและความดี โดยที่คุณให้ร้ายเหยื่อของคุณเอง เหยื่อของคุณก็คือรัฐบาลทักษิณ โดยที่คุณไม่ได้ให้ข้อมูลหรือความรู้แก่สังคมในเรื่องนั้นๆ คุณมีประเด็นมากมายที่คุณพูดถึง แต่ปั­หาคือเราไม่เคยเห็น Fact หรือข้อเท็จจริงในสิ่งเหล่านั้นว่ามันคืออะไร และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือคุณทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสิน คุณเป็นผู้พิพากษาของสังคมต่อรัฐบาลทักษิณ ผ่าน Sentiment คุณบอกว่าระบอบทักษิณมันเลว เป็นทรราช เป็นอะไรต่างๆ ผมคิดว่าทั้งหมดนี้เป็น Judgment ที่คุณให้" อาจารย์ ท่านหนึ่งกล่าว

 

     

  "มือใคร "จะ" ชักใยอยู่เบื้องหลัง"

เปรมาธิปไตย ถือ "กำเนิด"

      

แผนลึก  แนวร่วม ทหารออกโรง ยึดอำนาจ = เปรมาธิปไตย

       

นักต่อสู้ อีกนักต่อสู้ อีกหลายๆนักต่อสู้ = เปรมาธิปไตย สั่นคลอน

        

จับกุม เข้าคุก บิดเบือนความยุติธรรม จับไม่สิ้นสุด = คุมไม่อยู่              

          

ดาวกระจาย รวมศูนย์ ดาวกระจาก รวมศูนย์ = คนเป็นแสน ประท้วง

    

สื่อบิดเบือน บิดเบือน บิดเบือน รธน ปี 50 ผ่าน = เปรมาธิปไตย หยั่งราก

     

  "มือใคร "จะ" ชักใยอยู่เบื้องหลัง"

 

บทความกลุ่มที่ 1: "นักประชาธิปไตยหลงทาง"

  • นักประชาธิปไตย ไล่ ธีรยุทธ ออกจาก มธ
  • สมาพันนิสิต "ตัดหางปล่อยวัด" ผู้นำเก่า คือ สุริยใส กตะสิลา
  • ประวัติ สุริยใส ผู้กล้าออกมา "ด่า Economist" ว่าไม่เข้าใจ ประชาธิปไตย
  • สุริยใส คนที่รักประชาธิปไตยมาก จนไม่ไป "ออกเสียง" เลือกตั้ง
Exclusive Background

                                          

 

ทักษิณพูดเรื่องการเรียนรู้ "ทั้งชีวิต" 

“โลกยุคใหม่เราต้องการคนซึ่งจบหรือไม่จบอะไรก็ได้ แต่ชีวิตต้องรักการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้ตลอดชีวิต นั่นคือสิ่งที่สำคัญ คนที่จบแล้วไม่เรียนกับคนที่ไม่จบแล้วเรียนไม่เลิก ผมยังเลือกคนที่ไม่จบแต่เรียนตลอดชีวิตมากกว่าคนที่จบแล้วไม่เรียนต่อ แล้วสำคัญตัวผิดคิดว่าตัวเองรู้มากแล้ว และไปครอบงำความคิดของคนอื่นนั้นอันตรายยิ่งกว่าใดๆทั้งสิ้น ซึ่งผมอยากจะเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่สร้างบรรยากาศแห่ง การใฝ่รู้ใฝ่เรียนให้กับคนไทยทั้งชาติ”

 อินเตอร์เน็ต เป็นโลกของความรู้แหล่งหนึ่ง แต่ทำไมอินเตอร์เน็ตจึงมีปัญหากับเยาวชนไทย ในระดับที่สูงกว่าระดับของเยาวชนในต่างประเทศ ก็เพราะเราสอนเยาวชนของเราไม่ให้ใฝ่เรียนรู้ บังคับให้เขาท่องจำ เขาจึงไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่รักการอ่าน อินเตอร์เน็ตเป็นสังคมที่ต้องรักการอ่าน จึงจะเกิดประโยชน์ ถ้าสังคมไม่รักการอ่าน สังคมรักความสนุก คงจะไม่มีใครไปห้ามไม่ให้สิ่งที่ไม่ดีมาอยู่ในอินเตอร์เน็ตได้ทั้งหมด แต่แน่นอนว่าตัวเลือกของคนขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของคนเหล่านั้นที่สั่งสมมา ถ้าสั่งสมวัฒนธรรมที่ผิดก็จะนำไปสู่สิ่งที่ผิด

 นี่คือสิ่งที่ผู้ใหญ่ในวันนี้ต้องตระหนักและเสียสละ โดยต้องเริ่มต้นจากตัวเราเองก่อน ด้วยการปรับตัวเราเองให้เป็นคนใฝ่รู้ใฝ่เรียน แล้วจึงจะถ่ายทอดความใฝ่รู้ใฝ่เรียนนี้ไปให้เด็กได้ แต่ถ้าผู้ใหญ่ไม่ใฝ่รู้ใฝ่เรียนเสียเองแล้ว อย่าหวังว่าจะถ่ายทอดความใฝ่รู้ใฝ่เรียนให้กับเด็กได้ ผมจะพูดถึงเรื่องห้องสมุด ห้องสมุดนั้นเป็นสิ่งที่ถ้าคนไม่รักการอ่าน มีห้องสมุดเท่าไรก็ไม่อ่าน เป็นเหมือนไก่กับไข่ มีห้องสมุดก่อนจึงจะรักการอ่าน หรือรักการอ่านก่อนแล้วจึงมีห้องสมุด ไม่ต้องเถียงกัน เพราะถ้าเถียงกันเมื่อไรก็ไม่จบ ในที่นี้ไม่มีใครตอบได้ว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ต้องไม่เถียงกัน ไก่มีหน้าที่ฟักไข่ก็ฟักต่อไปเรื่อยๆ ไข่มีหน้าที่เปลี่ยนเป็นไก่ก็เปลี่ยนเป็นไก่ มันก็จะมีทั้งไก่และไข่ตลอดไป นั่นคือเราจะต้องพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ให้เด็กเป็นคนรักการอ่าน ปรับปรุงหลักสูตร เพื่อให้หลักสูตรนั้นเป็นหลักสูตรที่เกิดความเข้าใจมากกว่าการท่องจำ

ท่านพุทธทาสได้พูดเอาไว้ว่า ความรู้ทั้งโลกนั้นเปรียบเสมือนจำนวนใบไม้ที่มีอยู่ทั้งป่า นับเท่าไรก็ไม่ถ้วน มีจำนวนมาก  แต่ความรู้ที่ใช้เป็นหลักในการดำรงชีวิตนั้นเปรียบเทียบ ได้กับจำนวนใบไม้เพียงกำมือเดียวเท่านั้น หลักมีแค่นั้น ถ้าเราไม่สอนหลักแล้วพยายามเอาใบไม้ทั้งป่ามาให้เด็กนับ ผลสุดท้ายเมื่อเด็กนับแล้ว ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่ถ้าสอนให้เด็กรู้ว่านี่เป็นใบไม้ประเภทไหน เป็นป่าประเภทไหน เมื่อเด็กรู้หลักแล้ว เด็กก็สามารถที่จะนำไปใช้ต่อได้ การสร้างเด็กรุ่นใหม่ เราต้องทำคู่ขนานเหมือนไก่กับไข่ เราต้องให้ไข่ฟักเป็นไก่ เราต้องให้ไก่ออกไข่ต่อไป แล้วมันจะไปคู่กัน และในที่สุดก็จะมีทั้งไก่และไข่ตลอดไป นั่นคือระบบส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาความรู้ที่ต้องให้มีการเรียนรู้ ต้องมีข้อมูล ซึ่งต้องทำไปพร้อมๆกัน

 มีคำที่ท่านพุทธทาสได้เขียนไว้ในหนังสือของท่านคำหนึ่งว่า ถ้าจะให้ท่านสร้างพระนั้นท่านทำไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ท่านสร้างหนังสือ สร้างตัวหนังสือแล้ว ท่านเลือกที่จะสร้างตัวหนังสือดีกว่า เพราะมันให้ปัญญาคน และพระนั้นมีมากแล้ว นั่นคือหนังสือของท่านพุทธทาส หนังสือทุกเล่มมีคุณค่า แต่อ่านแล้วอย่าเชื่อทั้งหมด พระพุทธเจ้าทรงพูดถึงกาลามสูตร อย่าไปเชื่อเพราะปราชญ์พูด อย่าไปเชื่อเพราะคนนั้นคนนี้พูด แต่ต้องเชื่อจากการเรียนรู้ ถ้าเราไปหลงเชื่อตามเขาง่ายๆ เราก็จะไม่รู้จริง ถ้าอยากจะรู้จริงก็ต้องอ่านหนังสือหลายๆเล่ม หลายเล่มเป็นเรื่องดี หนังสือทุกเล่มมีความดีของตัวเองอยู่ แต่ว่าต้องอ่านมากๆแล้วเราจะรู้ และต้องคอยตรวจสอบแม้กระทั่งสิ่งที่เราเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นศาสตร์ที่ถูกต้อง เมื่อวิวัฒนาการเปลี่ยนไป สิ่งที่เคยถูกต้องในอดีต ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องถูกต้องในอนาคต”

 เรียบเรียงจากปาฐกถาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

วันที่ 19 มีนาคม 2546

    

มุมสร้างสรรค์และคืนมูลค่าแก่ผู้อ่าน

ว่าด้วย ทำไม ? "คนกรุงเทพส่วนให­่ถึงเลือกเผด็จการ"

นายทุนยุโรปส่วนที่สะสมทุนไว้ได้มหาศาลจึงเป็นนายทุนยิ่งให­่ที่สุดซึ่งเรียกว่า  “จักรวรรดินิยม”  นั้นได้แผ่อำนาจไปยังอเมริกา  ­ี่ปุ่น  แล้วก่อให้เกิดนายทุนจักรวรรดินิยมอเมริกันและ­ี่ปุ่นขึ้น  พวกนายทุนมหาศาลเหล่านี้ได้แผ่อำนาจเข้ามาในประเทศด้วย พัฒนาซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย รัชกาลที่  ๕  ได้ทรงประกาศยกเลิกการปกครองทาส  แต่การปกครองแบบศักดินายังมีอยู่  ชนชาวไทยปัจจุบันจึงมีฐานะและวิธีครองชีพต่าง ๆ กันมากมายหลายชนชั้นวรรณะตามวิธีศักดินาและวิธีนายทุนสมัยใหม่  เราเห็นได้แก่นัยน์ตาของเขาเองว่า  ภายในปวงชนปัจจุบันนี้มีคนไร้สมบัติต้องเป็นลูกจ้างของนายทุน  ชาวนา ชาวประมง  ชาวสวน  ชาวไร่  ช่างฝีมือ  ผู้ทำมาหากินโดยแรงงานของตนเอง  บุคคลส่วนมากดังกล่าวแล้วอัตคัดขัดสน  ส่วนน้อยมีรายได้พอทำพอกิน  มีชนผู้มีทุนน้อยรายได้พอทำพอกิน  มีคนชั้นกลางรายได้ปานกลางพอมีเหลือเก็บสะสมได้  มีนายทุนรายได้ค่อนข้างมาก มีนายทุนให­่มหาศาลรายได้มากมายล้นเหลือเนื่องจากอาศัยทุนมหาศาลสมัยใหม่และรับช่วงทุนมหาศาลศักดินา เราอาจจัดชนจำพวกปลีกย่อยต่าง ๆ ภายในปวงชนไทยตามจำนวนส่วนข้างน้อย และส่วนข้างมากเป็น  ๒ ประเภทให­่ ๆ

ก.”อภิสิทธิ์ชน”  คือชนจำนวนส่วนข้างน้อยที่สุดของปวงชนได้แก่  นายทุนยิ่งให­่มหาศาล  เนื่องจากสะสมทุนสมัยใหม่และรับช่วงสมบัติศักดินา  มีฐานะดีที่สุดยิ่งกว่าคนจำนวนมากในชาติ  อภิสิทธิ์ชนหมายความรวมถึงสมุนที่ต้องการรักษาอำนาจและสิทธิของอภิสิทธิ์ชนไว้

ข.”สามั­ชน”  คือชนจำนวนส่วนมากที่สุดของปวงชน  ประกอบด้วยชนทุกฐานะและอาชีพที่ไม่ใช่ประเภทอภิสิทธิ์ชน

 

     

        

                        

บทความกลุ่มที่ 2: เห็น คนรวย พอแล้ว "มาดูรากห­ญ้ากันบ้าง"

  • ชนเผ่าเรียกร้องสิทธิ
  • ชาวบ้านไม่ได้โง่ดักดาน
  • กรณีตัวอย่าง มุกดาหาร แดนกลางๆ ไม่รับ รธน
  • ศาสนาทุนนิยม และ แรงงานโรงงาน
  • เอ็นจีโอ มองคนจนไม่รับ รธน
  • คนอีสานประท้วงสื่อกทม
  • นโยบาย มัก กลบ สิ่งที่รากห­้าต้องการ
  • คนสามจังหวัดใต้กับความไม่สงบ
  • คนไทยไปปัจเจกนิยม
  • มายาคติ ที่ใช้ด่าทุกภาค
Exclusive Report

 

 

 

 

 

 

 

มุมสร้างสรรค์และคืนมูลค่าแก่ผู้อ่าน

ว่าด้วย คนดี คนเลว คนเก่ง และประชาธิปไตย 

ปั­ญหาเรื่องคุณธรรมเฉพาะตัวบุคคลขึ้นมาเป็นเป้าหมายในการโจมตีทางการเมืองในประเทศอื่นๆ เขาก็มี มันก็มี แต่ในท้ายที่สุดแล้ว เขาตัดสินกันที่ศักยภาพและความสามารถในการทำงาน ในการปกครองและผลงาน กรณีของคลินตันกับลูวินสกี้ ผมคิดว่ามันเป็น Debate ในเชิงจริยศาสตร์ที่ให­่ที่สุดเกี่ยวกับตัวผู้นำทางการเมือง และถูก Orchestra โดยสื่อ และ พรรคริพับลิกัน แต่ในท้ายที่สุดแล้ว คลินตันก็ได้รับการยอมรับและรับรอง และที่เขาได้รับการยอมรับและรับรองไม่ใช่เพราะว่าทุกคนละเลยต่อปั­หาจริยศาสตร์หรือคุณธรรมความดี ทุกคนเขารับรองว่า นี่คือผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ผู้นำที่สร้างผลงาน แล้วกติกาตามครรลองประชาธิปไตยยอมรับสิ่งนี้

ปั­ญหาของสังคมไทยไม่ได้อยู่ที่ปั­หาว่าดีหรือเลว แต่ปั­หาของสังคมไทยคือการมีผู้นำที่มีประสิทธิภาพหรือมีความสามารถที่จะกำหนดทิศทางของสังคมอย่างที่ทุกคนต้องการและสามารถที่จะพัฒนาให้ทัดเทียมกับชาติอื่นได้ ผมคิดว่าทุกวันนี้ในแง่ของการพัฒนาของเรานั้นเราล้าหลังชาติอื่นๆ ในระบอบประชาธิปไตยเราก็ล้าหลังตรงที่เราไม่วางครรลองของประชาธิปไตยให้เป็นพื้นฐานของสังคม

ต้องแยกการเมืองดี-เลวหรือเทพ-มารให้ออก แล้วทำให้กติกาของประชาธิปไตยมันเกิดขึ้นบนพื้นฐานของนโยบาย พื้นฐานของการตรวจสอบ และพื้นฐานที่คนในสังคมสามารถที่จะกำหนดทิศทางและเป้าหมายของสังคมได้ด้วยตนเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งอำนาจใดๆ ที่อยู่นอกเหนือรัฐธรรมนู­ การเมืองแบบแบ่งดี-เลวนั้น คุณไม่สามารถที่จะวางพื้นฐานครรลองประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง นี่คือจุดยืนของผม เพราะปั­ญหาไม่ได้อยู่ที่คุณมาตรวจสอบว่าคนนี้ดีหรือเลว ดีหรือเลวเป็นเงื่อนไขส่วนบุคคลที่คนเหล่านั้นมี แต่เงื่อนไขของสังคมประชาธิปไตยคือเงื่อนไขของประสิทธิภาพการทำงานและประสิทธิภาพในการนำพาสังคม กล่าวนักวิชาการ

     

บทความกลุ่มที่ 3:  คนแปลกหน้าในข่าว

  • ไฮโซ ด่าคนจน
  • รักในหลวง ฉบับสนธิ ลิ้มทองกุล
  • ฉลาด
  • ไฟใต้กับความชินชา
  • นิธิ และ พันธมิตร
  • ชัยอนันท์ ในมาดนัดเขียน
  • คนตุลาแบ่งแยกเรื่องทักษิณ
  • องคมนตรี ตัวปั­หาทางประวัติศาสตร์
Strangers in the News

 

มุมสร้างสรรค์และคืนมูลค่าแก่ผู้อ่าน

ว่าด้วย  คุณธรรมในประชาธิปไตย

การมองการเมืองแบบขาวดำหรือโลกทัศน์ดีเลว ไม่สะท้อนว่าสังคมไทยมีระดับศีลธรรมสูงหรือต่ำ ไม่ได้สะท้อนอะไรเลย ผมคิดว่าปั­หาศีลธรรมในสังคมไทยคือการมีข้อบังคับมากกว่าหลักปฏิบัติ มีข้อบังคับห้ามโน่นห้ามนี่ตลอดเวลา สิ่งที่น่าสนใจคือเวลาที่คนไทยสอนศีลธรรมหรือสอนเนื้อหาทางศาสนา คุณเน้นศีลมากกว่าธรรม เวลาที่คุณห้าม นั่นหมายความว่า อะไรที่ไม่ถูกห้าม คุณก็ทำไป คุณทำได้ ในขณะที่ธรรม ในความหมายของแนวทางปฏิบัติ กลับไม่ได้ถูกสอน ไม่ได้บ่มเพาะให้กับสังคม

 ปั­ญหาของสังคมไทยอย่างหนึ่งที่ผมกระอักกระอ่วนมากที่สุด ก็คือว่าเมื่อคุณพบปั­หาใดปั­หาหนึ่งก็ออกกฎข้อบังคับ สิ่งที่ตามมาคือ คนก็หาช่องว่างจากกฎข้อบังคับ ผมเชื่อว่าสังคมที่ดี หรือสังคมประชาธิปไตยนั้น Rule of Law หรือหลักนิติรัฐมีความสำคั­ แต่ Rule of law มันสร้างแนวทางในการปฏิบัติหรือแนวทางในการดำเนินชีวิตในสังคมให้มีความสงบสุขอย่างไรต่างหาก เมื่อสังคมไทย Abuse rule of law มอง Law ในแง่ของการบังคับใช้ ข้อห้าม ตัวอย่างที่เห็นชัดอย่างหนึ่งก็คือกรณีการแต่งกายชุดนักศึกษา ถ้าว่านักศึกษาแต่งชุดผิดระเบียบไหม เขาก็ไม่ผิด แต่ในการแต่งกายชุดนักศึกษา เขาอาจจะมีช่องว่างที่เขาจะแต่งกายในอีกลักษณะหนึ่งที่คุณไม่ต้องการแต่คุณทำอะไรได้ กล่าวนักวิชาการ


บทความกลุ่มที่ 4: สังคมไทย “ไร้สติและปั­­ญญา”

  • ความเกลียดชังในสังคมไทย
  • ประสบการณ์ 14 ตุลา ดับไฟใต้
  • สมานฉันท์ ในตา สุลักษณ์
  • TDRI สู่สังคมสมานฉันท์
  • ชนชั้นกลางเกลียดทักษิณ
  • ชนชั้นผู้นำไทย
  • ดาไล ลามะ แนะนำเมตาธรรม
Social Disorder

   

บทความกลุ่มที่ 5: เศรษฐกิจ “ไร้ทิศทาง"

  • หายนะจากการค้าเสรี
  • ไฟฟ้าราคาแพง
  • ฐาติแท้ทุนนิยม
  • “ทำอย่างไรถึงรวย” แค่คิดก็ผิด
  • Contract Farming ตัวอย่างในพม่า
  • ข้าวจีเอ็มโอ สะเทือนโลก
  • ขอแค่ประชาธิปไตยกินได้
  • FTA “อะไรแข่งไม่ได้แพ้”
  • Medical Tourist
  • FTA จุดเปลี่ยนสังคมไทย
  • ทุนทักษิณ
Zig Zaging Economy

 

มุมสร้างสรรค์และคืนมูลค่าแก่ผู้อ่าน

ว่าด้วย "ความสามัคคี และการทำลายล้าง อย่างต่อเนื่อง ในไทย"

ไม่มีบ้านเมืองใดสงบได้หากขาดความยุติธรรม และมีการตามล้างตามผลา­ฝ่ายตรงข้ามอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่กลับเรียกร้องความสามัคคีทั้งๆ ที่มือยังถือดาบไล่สังหารฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่หยุดยั้ง ความสามัคคี เป็นผลที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากความยุติธรรม เมื่อขาดความยุติธรรมในสังคม แต่พยายามเรียกร้องความสามัคคี เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามมา "ยอมสยบใต้แทบเท้าของตน" สิ่งนี้ไม่ใช่ความสามัคคีแต่เป็น สยบราบคาบแก้ว

สังคมสมัยใหม่ น้อยคนนักที่จะยอมสยบราบคาบให้แก่ฝ่ายตรงข้าม

 ดังนั้นผมจึงไม่เชื่อว่า "สังคมไทยจะเกิดความสามัคคีกันได้" หากไม่นำเอาความยุติธรรมกลับคืนมาสู่แผ่นดินก่อน ความยุติธรรมนั้นไม่ใช่สักแต่ปากพูด หรือการโฆษณาชวนเชื่อ แต่มันต้องให้ฝ่ายตรงข้าม ยอมรับอย่างยินยอมพร้อมใจว่า "เขาได้รับความยุติธรรมแล้ว" เพราะหากเขาคิดว่าเขาไม่ได้รับความยุติธรรม "ความยุติธรรมก็ยังไม่กลับคืนมาสู่แผ่นดิน" นี้ โดย คุณลูกชาวนาไทย

   

บทความกลุ่มที่ 6: การเมืองฆ่ากันด้วย “ใบมีดโกน”

  • พันธมิตรรับไม่ได้
  • แกนนำทรทลืมอดีต
  • ปชป และ นโยบาย
  • วิพากย์ ปชป
  • ทางเดินกบฏ เหมือนเดิม
  • ปรีดีอธิบายให้ฟังว่า ประชาธิปไตยคืออะไร

Dis-Functional Politics

 

คำคม จงจำไว้!

'สื่อมวลชน' แสดงบทบาทเป็นผู้กำหนดความเป็นไปในบ้านเมือง มากที่สุดในประวัติศาสตร์ทางการเมือง โดยมีบทบาทในการค้ำจุนสิ่งที่เป็นอยู่และสิ่งที่เป็นไป

 

บทความกลุ่มที่ 7:  สื่อสารมวลชน “เอนเอียง”

  • สื่อในตลาดหุ้น
  • มองต่างมุม ถ้ามียุคทักษิณ
  • นักข่าวเนชั่น “แฉ”
  • สื่อสนับสนุนเผด็จการ
  • สื่อคนไหนเลียทหาร
  • หนังสั้นในมือ NGO
Faulty Thai Press


มุมสร้างสรรค์และคืนมูลค่าแก่ผู้อ่าน

ชาวบ้าน "โง่ หรือ ฉลาด" กันแน่ 

และผมไม่ได้มองว่าชาวบ้านโง่เขลา หรือว่าไม่รู้ ไม่เข้าใจ อย่างที่คนส่วนหนึ่งบอกว่าชาวบ้านขาดการศึกษาไม่รู้ไม่เข้าใจ ผมคิดว่าชาวบ้านเข้าใจ โลกทัศนของชาวบ้านคือโลกทัศน์ที่เกี่ยวกับชีวิตที่เขาอยู่ ไม่ใช่เรา ขณะเดียวกันชาวบ้านก็มีเหตุผลที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเอง ทำไมล่ะ ถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา ถ้ามันไม่ดี วันหนึ่งเขาก็ไม่เลือก แต่ปัญหาก็คือว่า คุณสร้างทางเลือกให้คนเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหน สังคมไทยยังไม่ได้สร้างทางเลือกอันใดให้กับคนอื่นนอกจากสิ่งที่รัฐบาลทักษิณทำ ถ้ามองในแง่ของการเมืองเชิงนโยบายหรือการหาเสียงเชิงนโยบาย ผมยังไม่เห็นนโยบายอื่นที่มีทางเลือกให้กับคน นี่ไม่นับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นไปได้ยาก

ในขณะที่ชาวบ้านปกป้องประโยชน์ของตัวเองตามกลุ่มที่ตัวเองสังกัด ในขณะที่ชนชั้นกลางนั้น...ประเด็นปัญหาของการขับไล่ทักษิณนั้นมันอยู่ในกระบวนการที่เรียกว่า การทำให้เป็นสุนทรียะทางการเมือง คือมันเป็นเรื่องของ perception และไม่ได้อยู่บนเนื้อหาสาระพื้นฐาน การเมืองมันถูก dramatize ผ่าน sentiment ผมคิดว่าประเด็นเรื่องจริยธรรมหรือจริยศาสตร์ของผู้นำต่างๆ เหล่านี้ เรามันสร้างมันบนฐานของSentiment มากกว่าเนื้อหาทางจริยศาสตร์

 

บทความกลุ่มที่ 8: บทควาท อาจารย์พิชิต

  • ปั­­าชนตีสองหน้า
  • วาทกรรระบอบทักษิณ
  • กองทัพหลวงประชาธิปไตย
  • ประชาธิปไตยชนชั้นกลาง
  • ประชาธิปไตยของคนไทย
  • คนเดือนตุลา
  • ความขัดแย้งสังคมไทย
  • จารีตนิยม จากปลายปืน
Pichit Articles

 

 มุมสร้างสรรค์และคืนมูลค่าแก่ผู้อ่าน

 ว่าด้วย หลักการของประชาธิปไตย ที่คนไทยลืมกันไปหมดแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

หลักการของประชาธิปไตยนั้น ศ.ดร. สมบัติ ธำรงธั­วงศ์ ได้แบ่งออกเป็น 5 ประการ (ibid, หน้า 258 – 273) คือ

 1. หลักอำนาจอธิปไตยของปวงชน (Popular Sovereignty): ในหลักการข้อนี้จะเป็นเรื่องของการให้ความสำคั­กับอำนาจอธิปไตยที่จะต้องเป็นของประชาชน เพื่อให้การปกครองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง โดยประชาชนมีอำนาจในการเลือกผู้แทนที่จะเข้าไปปกครอง และรวมไปถึงอำนาจในการถอดถอนผู้แทนที่ตนเองเลือกเข้าอีกด้วย

2. หลักเสรีภาพ (Liberty): ในหลักการข้อนี้จะเป็นการให้ความสำคั­กับเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเสรีภาพเหล่านี้จะต้องมีการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดซึ่งกันและกัน อันจะนำไปสู่ความเสมอภาคของประชาชน

3. หลักความเสมอภาค (Equality): หลักการในข้อนี้ให้ความสำคั­กับความเสมอภาค ถึงแม้ว่ามนุษย์เราจะเกิดมามีความแตกต่างกัน แต่ความแตกต่างเหล่านี้เป็นเพียงความแตกต่างกันทางกายภาพ สำหรับความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตยนั้นจะให้ความสำคั­กับความเสมอภาคทางโอกาส ซึ่งหมายถึงประชาชนจะมีโอกาสที่เท่ากันในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา

4. หลักกฎหมาย (Rule of Law): หลักการในข้อนี้จะให้ความสำคั­กับการบั­­ัติกฎหมายที่คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน โดยมีความชอบธรรม บังคับใช้กับประชาชนอย่างยุติธรรมมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติว่าจะใช้กับบุคคลใดหรือชนชั้นใด

5. หลักเสียงข้างมาก (Majority Rules): ปัจจุบันประชากรของรัฐแต่ละรัฐนั้นมีจำนวนมาก ซึ่งคงเป็นการยากที่จะให้ทุกคนในรัฐมีความคิดเห็นเหมือนกัน ดังนั้นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยหลักการเสียงข้างมาก เพราะเสียงเอกฉันท์คงจะเป็นไปได้ยาก ส่วนการใช้เสียงข้างมากแค่ไหนเป็นเกณฑ์นั้นขึ้นอยู่กับความสำคั­ของปั­หา ถ้าสำคั­มากคงต้องใช้เสียงข้างมากที่มากกว่าครึ่งหนึ่ง อย่างก็ดีหลักการเสียงข้างมากนั้นก็ไม่อาจจะละเลยสิทธิของเสียงข้างน้อย (Minority Rights)ได้ ทั้งนี้จะต้องมีหลักประกันที่ให้ความคุ้มครองกับเสียงข้างน้อย เพื่อป้องให้ไม่ให้เสียงส่วนให­่กดขี่ข่มเหงเสียงส่วนน้อย

 

บทความกลุ่มที่ 9: อาคม ซิดนี้ ว่าด้วย เปรม

  • ประวัติเปรม
  • จุดจบเปรม
  • ถอดหน้ากากเปรม
  • เปรมหวนกลับ
  • ขบวนการเปรม
  • ข้อต่อธุรกิจเปรม
  • ลัทธิมอมเมาสังคม
  • เราพร้อมแล้ว
  • อุปราชเปรม
  • เปรมาธิปไตย
  • แค้นนี้ต้องช&#