Democratic Database

ข้อมูล และ บทความ สำหรับ นักประชาธิปไตย

ตอนที่ ๑ แค้นของคนชื่อเปรม

 

ตอนที่ ๑ แค้นของคนชื่อเปรม

โดย อาคม ซิดนี่ย์

๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๙

ถ้าหากจะบอกว่ารัฐบาลทักษิณมีอันจะต้องพังครืนลงด้วยฝีมือของนายสนธิ ลิ้มทองกุล นั้น ก็คงเป็นการให้ราคาค่างวดคนอย่างนายสนธิมากเกินไป แต่หากบนความเป็นจริงกว่าหนึ่งปีนับตั้งแต่มีปรากฏการนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสามารถสร้างความหนักใจให้กับรัฐบาลทักษิณได้อย่างยาวนานจนเหลือเชื่อ แต่ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้ย่อมมีเหตุและปัจจัยหนุนส่งด้วยกันทั้งสิ้น ลำพังนายสนธิคนเดียวคงไม่มีความกล้าหาญชาญชัยที่จะลุกขึ้นมาต่อกรกับคนระดับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร อย่างแน่นอน ถ้าหากไม่มีคนให้ท้ายหรือสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และแน่นอนที่สุดคนที่จะสนับสนุนในการนี้ได้จะต้องเป็นคนที่นายสนธิประเมินแล้วว่าสามารถปกป้องคุ้มครองให้พ้นภัยได้ หรืออย่างน้อยอิทธิพลและบารมีต้องไม่เป็นรอง พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งขณะนี้ทุกคนก็คงจะทราบดีแล้วว่าบุคคลที่ผมกำลังกล่าวถึงอยู่นี้จะเป็นใครไม่ได้นอกจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

พล.อ.เปรม ก้าวขึ้นมามีอำนาจเมื่อสามสิบปีที่ผ่านมาด้วยความกังขาของคนทุกวงการ แม้วงการทหารเองก็ยังมีการตรวจสอบความเป็นมาของเส้นทางสู่อำนาจในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกก่อนที่จะทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรมมาแรงแซงโค้งแบบชนิดที่นายทหารดังยุคสมัยนั้นต้องหลีกทางให้แทบไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.เสริม ณ นคร พล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หรือแม้แต่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรี ก็ยังต้องยอมก้าวลงจากตำแหน่งเพื่อเปิดทางให้ พล.อ.เปรม เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน

การเป็นผู้นำบนตำแหน่งสูงสุดของ พล.อ.เปรม ก็ใช่ว่าจะมีความราบรื่นเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ ในทางตรงกันข้ามกับมีปัญหาอุปสรรคจนส่งผลให้เกิดการรัฐประหารถึงสองครั้ง แต่ไม่สำเร็จ จึงกลายเป็น กบฏ เมษายน ๒๕๒๔ โดย พ.อ.มนูญ รูปขจร และการก่อความไม่สงบ ๙ กันยายน ๒๕๒๘ ซึ่งเป็นการก่อการโดยคนเดิมคือ พ.อ.มนูญ เจ้าเก่า เพียงแต่ครั้งนี้มีน้องชาย น.ท.มนัส รูปขจร เข้าร่วมด้วย (คนเดียวกันกับ พล.อ.อ.มนัส หรือที่ พล.อ.สนธิ เรียกพี่นัส ให้ลงมาจากนครสวรรค์ เพื่อช่วยดูแลกรมอากาศโยธิน ในการทำปฏิวัติ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา)

ยุค พล.อ.เปรม เป็นผู้นำ มีเหตุการณ์รุนแรงไม่เพียงมีการก่อการกบฏเท่านั้น หากแต่ยังมีการลอบสังหารอีกหลายหน ทำให้เกิดอาการเครียดถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อเลยทีเดียว สมเด็จพระเทพรัตนสุดาสยามบรมราชกุมารีได้อันเชิญกระเช้าดอกไม้พระราชทานจากสมเด็จพระบรมราชินีนาถไปเยี่ยมถึงบ้านสี่เสา ในเวลาเดียวกันก็มีกระเช้าดอกไม้พระราชทานจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกุฏราชกุมาร เท่านั้นยังไม่พอ พล.ท.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษได้นำผู้ใต้บังคับบัญชาแต่งชุดทหาร สวมหมวกไบเลย์สีแดง ๔๐๐ นายตบเท้าเข้าให้กำลังใจ อันเป็นการสยบการเคลื่อนไหวของฝ่าย พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก โดยสิ้นเชิง

ด้านบริหารราชการแผ่นดินบนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรมเข้าดำรงตำแหน่งหลายครั้งหลายหนโดยไม่ผ่านการเลือกตั้งและไม่เคยยินยอมให้มีการอภิปรายตัวเองอย่างเด็ดขาดนอกจากอภิปรายเป็นรายบุคคล เมื่อไรก็ตามที่ฝ่ายค้านประกาศจะอภิปรายทั้งคณะ เมื่อนั้นพล.อ.เปรมก็จะประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ และสุดท้ายพรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งก็จะไปเชิญให้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตลอดเวลากว่า ๘ ปี จนกระทั่งเกิดมีกลุ่มนักวิชาการประกาศรวมตัวกันคัดค้านการเข้าดำรงตำแหน่งนายกฯ ภายใต้ชื่อ “กลุ่มนักวิชาการ ๙๙” นำโดย ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทรวานิช จึงเป็นการอวสานตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.เปรม

พอพ้นจากตำแหน่งผู้นำรัฐบาล พล.อ.เปรมก็ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีและประธานองคมนตรีตามลำดับ และถึงแม้จะหลุดพ้นจากฝ่ายบริหารแล้ว แต่บนความเป็นจริง พล.อ.เปรมก็ยังดูแลกำกับงานด้านความมั่นคงอยู่แม้กระทั่งทุกวันนี้ ดังนั้นฤดูโยกย้ายประจำปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งสามเหล่าทัพ แม้จะผ่านชั้นตอนของการจัดโผซึ่งตามระบบ ผบ.เหล่าทัพจะเป็นผู้จัดทำแล้วส่งขึ้น ผบ.สูงสุด, ปลัดกระทรวงกลาโหมแล้วผ่านไปรัฐมนตรีกลาโหม ตามลำดับสุดท้ายนายกรัฐมนตรีจะต้องลงนามเห็นชอบซึ่งถือว่าสิ้นสุดและสมบูรณ์แล้ว แต่สำหรับเมืองไทยยังต้องผ่านประธานองคมนตรีเห็นชอบและถ้าหากไม่เป็นที่สบอารมณ์ก็อย่าได้หวังว่าโผในปีนั้นจะคลอดได้อย่างที่เคยปรากฏมาแล้ว ดังนั้นถ้าหากจะให้เข้าใจการเมืองไทยแล้วละก็ ต้องเข้าใจว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอันเป็นตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหารนั้น ที่จริงแล้วยังมีสูงขึ้นไปอีกคือนายกรัฐมนโท นักข่าวเคยสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อคราวแต่งตั้งโยกย้ายเมื่อปีที่แล้วว่า “แน่ใจไหมว่าโผทหารจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง” คำตอบที่ได้รับคือ “นายกรัฐมนตรีเซ็นไปแล้วใครจะเปลี่ยน” จึงเป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ของพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะโผถูกดองจนสุดท้ายต้องเปลี่ยนโผทหารอากาศให้ พล.อ.อ.ชลิต ผุกผาสุข ขึ้นแทน พล.อ.อ.ธเรศ บุญศรี

ปรากฏการกระทบกระทั่งระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณและประธานองคมนตรี ไม่ว่าจะเป็นการดัน พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ จากผู้บัญชาการทหารบกขึ้นไปบนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดโดยไม่ผ่าน พล.อ.เปรม ในครั้งนั้น ได้สร้างความโกรธแค้นให้กับ พล.อ.เปรม เป็นอย่างยิ่ง เพราะนับตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นต้นมา ไม่ปรากฏว่ามีรัฐบาลไหนที่กล้าลูบคมด้วยการนำโผทหารขึ้นทูลเกล้าฯ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจาก พล.อ.เปรม ดังนั้นสัมพันธภาพของรัฐบาลทักษิณกับประธานองคมนตรีในครั้งนี้ซึ่งเกิดเป็นรอยร้าวชนิดบาดลึก รอวันแค้นที่ต้องชำระ ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เคยมีผู้สันทัดกรณีตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเอาคืนเพื่อหวังดิสเครดิตรัฐบาลทักษิณ โดยมีพรรคการเมืองเก่าแก่ให้ความร่วมมืออย่างลับๆ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการโค่นล้ม ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณก็คงทราบดี ดังนั้นการลงพื้นที่จึงเป็นไปด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ก่อนที่จะยุติการลงพื้นที่ในที่สุด ด้วยเกรงอุบัติเหตุจากการต่อสู้แบบดำน้ำ จึงมีข่าวสะพัดว่ามีการตั้งค่าหัวให้เด็ดชีพ พ.ต.ท.ทักษิณ

เกมเอาคืนด้วยวิธีการดังกล่าวข้างต้นหวังผลสองด้านคือ เด็ดชีพแบบดำน้ำให้เป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายหากสามารถฆ่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ถึงจุดนั้น ก็จะเป็นหน้าที่ของผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญออกมายุติปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันเป็นการแสดงถึงบารมีที่สามารถทำให้รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ แต่การไม่เป็นไปอย่างที่คิดไว้ เพราะต้องไม่ลืมว่าปัญหาชายแดนภาคใต้นั้นมีมานานแล้ว เมือไรที่รัฐบาลมีความเข้มแข็ง ภาคใต้ก็เกิดความร่มเย็น แต่ถ้าหากการเมืองอ่อนแออันสืบเนื่องจากมีความขัดแย้ง ปัญหารุนแรงก็กลับมาให้รัฐบาลต้องกุมขมับอีก และยิ่งมีการแอบสนับสนุนในทางลับ ก็เปรียบเสมือนเตะชิ้นหมูไปเข้าปากหมานั่นเอง ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจในกรณีที่ผู้มีบารมีนอกจากไม่สามารถแสดงบารมีได้อย่างที่คิดไว้แล้ว แถมยังเกือบเอาชีวิตไปทิ้งอีกต่างหาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้ซึ่งอยู่บนตำแหน่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลด้านความมั่นคง จึงต้องหลุดพ้นจากวงจรอำนาจด้วยประการฉะนี้

เมื่อไม่สามารถโค่นล้มรัฐบาลทักษิณด้วยปัญหาความรุนแรงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีหรือที่คนอย่าง พล.อ.เปรมจะยุติความแค้นที่ต้องชำระ จึงหันมาสนับสนุนให้มีการโค่นล้มแบบดาวกระจาย โดยผ่านไปในหลายช่องทางแบบร่วมด้วยช่วยกัน ทั้งสถาบันการศึกษาต่างๆ และเครือข่ายของสื่อมวลชน เริ่มจาก “รายการเมืองไทยรายสัปดาห์” ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเปิดประเด็นเรื่องลูกแกะหลงทาง เป็นการเปิดประเด็นอย่างจงใจที่จะให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่เกลียดชังของคนทั่วไปที่ไม่จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังเป็นการหยิบยื่นความตายให้เหมือนเมื่อครั้ง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร เคยกล่าวโทษหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าเคยดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยา

ประเด็นลูกแกะหลงทางทำให้รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของนายสนธิถูกแบน แต่ก็มีรายการร่วมด้วยช่วยอุ้ม จาก ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทรวานิช ผู้อำนวยการโรงเรียนวิชราวุธ ส่วนทางด้านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ได้รับความอนุเคราะห์จาก ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี ด้วยการเปิดห้องประชุมให้จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรได้ จากนั้นก็เกิดมีขบวนการนักวิชาการออกมาร่วมสนับสนุนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มคนที่ออกมาโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร นั้น ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับบุคคลผู้ได้ชื่อว่ารับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาททั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่เที่ยวไปปลุกระดมตามสถาบันต่างๆ และโรงเรียนทั้งสามเหล่าทัพ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาและนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งสามารถรวบรวมกลุ่มก้วนนักวิชาการและคณาจารย์โดยผ่านทาง ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทรวานิช ผู้อำนวยการ รร.วิชราวุธ ซึ่งเป็นผู้รวบรวมรายชื่อบุคคลชั้นสูงยื่นถวายฏีกาขอนายกฯพระราชทาน อีกทั้งนายชัยอนันต์ยังมีลูกชายที่ทำงานเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงอยู่ในกลุ่มหนังสือพิมพ์ผู้จัดการของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

นอกจากนี้แล้วยังมีกลุ่มขาประจำอันประกอบด้วยกลุ่มนักวิชาการที่ผันตัวเองไปเป็นนักจัดรายการแล้วถูกแบนอย่าง ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ตลอดจนพวกที่เป็นนักวิชาการอยากดังที่ต้องการให้ตัวเองเป็นข่าว แต่ถูกเรียกเหมารวมว่าขาประจำอย่างเช่น นายธีรยุทธ บุญมี นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ และอาจารย์ตุ้งติ้งเสรี วงค์มณฑา ตลอดจนนายไชยยันต์ ไชยพร อาจารย์ฉีกบัตร เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นกลุ่มก๊วนผูกกันเป็นเครือข่ายกับกลุ่มบุคคลที่ได้ชื่อว่ารับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท

 

ตอนที่ ๒ เปรมาธิปไตย

โดย อาคม ซิดนีย์

๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๙

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นต้นมา ประเทศไทยหรือดินแดนสยามแห่งนี้ก็ดูเหมือนไม่เคยว่างเว้นจากการช่วงชิงอำนาจระหว่างกลุ่มทหารด้วยกันสลับกับการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน นับรวมได้ ๒๔ ครั้ง ในจำนวนทั้งหมดนี้มีอยู่เพียง ๒ ครั้งที่เรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติ นั่นก็คือ ปฏิวัติ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิไตย และปฏิวัติ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเผด็จการทหารมาสู่ระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง นอกนั้นเป็นการทำรัฐประหารสลับกับกบฎและการก่อความไม่สงบ

๗๔ ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง ความเป็นประชาธิปไตยไม่เคยมีความมั่งคงในดินแดนแห่งนี้ ล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทยดูเหมือนจะมีอยู่เพียงครั้งเดียวคือ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ส่วน ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ผมถือว่าเป็นการเอาคืนหลังจากสูญเสียอำนาจของกลุ่มขุนนางเก่าที่ต้องการรื้อฟื้นระบอบอมาตยาธิปไตย หรือที่เรียกกันว่าพรรคข้าราชการ ส่วนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ผมจะไม่ขอออกความเห็นเพราะนั่นเป็นการเรียกร้องที่ไร้สาระว่า “นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง” แต่บนความเป็นจริงเป็นการต่อสู้ช่วงชิงเพื่อลบรอยแค้นระหว่างนายทหาร จปร.๗ ซึ่งมี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และ จปร.๕ ที่มี พล.อ.สุจินดา คราประยูร แล้วก็มี จปร.๑ นำโดย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เข้าร่วมแจมแบบหมาหวงก้าง สุดท้ายลงเอยด้วยประชาชนมีอันจะต้องไปตายแทนบนความขัดแย้งของนายทหาร ๓ รุ่นดังกล่าว

การล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เจตนาต้องการเปลี่ยนแปลงให้เหมือนกับนานาอารยประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่เนื่องจากมีการชิงไหวชิงพริบเพื่อครอบครองอำนาจโดยเด็ดขาดจากนายทหารสองกลุ่ม จึงมีการแบ่งขั้วและซ่องสุมกำลังเพื่อจัดการอีกฝ่ายจนกลายมาเป็นระบอบเผด็จการ โดยมีจุดเริ่มต้นที่จอมพล ป.พิบูลสงครามต่อเนื่องมายุคจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ และสืบทอดต่อมายังจอมพลถนอม กิติขจร ก่อนที่จะถูกนักศึกษาประชาชนโค่นล้มเมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ อันเป็นการอวสานยุคเผด็จการทหาร

เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ผมคนหนึ่งที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ต้นจนจบ การต่อสู้ในครั้งนี้มีผู้คนโดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาบาดเจ็บและล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ผู้ที่ตายได้ชื่อว่าวีรชนเป็นการตอบแทน มีหลายคนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น สุดท้ายได้ดิบได้ดีเป็นเสนาบดีก็หลายคน ส่วนที่แยกย้ายกันไปทำมาหากินสร้างครอบครัวโดยที่ไม่กล่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็มีกระจายไปอยู่ทั่วประเทศและต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นไปตามครรลองแห่งธรรมชาติ ถือเป็นเรื่องปรกติ คนรุ่นนี้จะมีอายุประมาณ ๕๐ ปีขึ้นไป

ส่วนที่ไม่ปรกติคือกลุ่มคนที่เป็นแกนนำในการต่อสู้ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ซึ่งบัดนี้หลายคนเป็นนักวิชาการและอาจารย์ตามสถาบันต่างๆ กลับทำหลงลืมออกมาช่วยต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แถมยังกวักมือและเปิดทางให้มีการยึดอำนาจ อันเป็นการกระทำที่ผมยอมรับไม่ได้ เพราะผมถือว่าเป็นการหักหลังพวกวีรชนที่อุตส่าห์ต่อสู้จนแม้อุทิศชีวิตให้กับความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งผมจะยังไม่ลงในรายละเอียดในตอนนี้ แต่ขอสัญญาว่าคนพวกนี้จะต้องได้รับการชำระอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นนายธีรยุทธ บุญมี นายสังษิต(แซ่โล้ว) พิริยะรังสรรค์ และอีกหลายคนที่ช่วยกันเคลื่อนไหวในการล้มล้างรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

เผด็จการจอมพล ป.พิบูลสงครามได้เข่นฆ่ากวาดล้างผู้คนเป็นจำนวนมาก แต่นั่นส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองที่อยู่ซีกนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งมีนายถวิล อดุล นายทองอิทนร์ ภูริพัฒน์ นายจำลอง ดาวเรือง และ ดร.ทองเปลว ชลภูมิ เป็นต้น ส่วนจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ก็มีวิธีกวาดล้างอีกรูปแบบหนึ่งที่น่ากลัวกว่าความตาย นั่นคือ จับขังลืมโดยไม่ผ่านขบวนการยุติธรรม จอมพลแต่ละท่านมีอิทธิพลบารมีมากล้นที่จะทำอะไรได้ตามที่ใจปรารถนา นั่นเป็นเพราะว่าแต่ละท่านอยู่บนตำแหน่งที่กุมอำนาจมาอย่างยาวนาน

จอมพล ป.พิบูลสงคราม ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรกเมื่อปี ๒๔๘๑ จวบจนกระทั่งถูกจอมพลสฤษดิ์ ทำการรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๐๐ เป็นเวลาเกือบยี่สิบปีที่อยู่บนอำนาจ (มีช่วงที่ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ) จอมพลสฤษดิ์ ขึ้นเถลิงอำนาจจริงๆ เมื่อปี ๒๕๐๑ จวบจนถึงแก่อสัญกรรม เมื่อปี ๒๕๐๖ จากนั้นจึงถึงคิวจอมพลถนอม จนกระทั่งถูกโค่นล้มจากพลังนักศึกษาและประชาชนเมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ท่านผู้อ่านคงจะได้เห็นแล้วว่าการที่บุคคลอยู่บนตำแหน่งที่ทรงอำนาจมายาวนานนั้นสามารถบ่มเพาะอิทธิพลบารมีได้อย่างสุดประมาณ

เมืองไทยมีบุคคลหนึ่งที่ทุกคนมองข้าม แม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ประเมินผิด คนนั้นก็คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทุกคนมองเพียงว่าถึงบุคคลผู้นี้เคยเป็นนายกรัฐมนตรีและควบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกมาก่อน แต่นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อนานมาแล้ว โดยที่ไม่มีใครเฉลียวใจว่าขิงแก่อย่าง พล.อ.เปรม นั้นถึงแม้ลงจากตำแหน่งที่มีอำนาจก็จริงอยู่ แต่พลันก็เข้ารับตำแหน่งที่มีบารมีสูงมาทดแทนในทันใด นั่นก็คือตำแหน่งองคมนตรี และไม่นานหลังจากนั้นก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

ตำแหน่งรัฐบุรุษอันเป็นตำแหน่งนายกรัฐมนโทแห่งประเทศไทยที่ทุกคนมองข้าม เพราะความเป็นรัฐบุรุษของพล.อ.เปรม จึงได้มีการก่อตั้งมูลนิธิรัฐบุรุษขึ้นมาเพื่อเสริมอำนาจบารมี ด้วยการกวาดต้อนผู้บัญชาการเหล่าทัพที่เพิ่งเกษียณมาช่วยงาน ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมนะครับว่าการที่จะเสนอใครขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพคนใหม่นั้นก็ต้องผ่านการคัดเลือกจากผู้บัญชาการคนเก่าที่กำลังจะเกษียณ ที่เรียกกันว่าจัดทำโผโยกย้ายนั่นแหละ ดังนั้นบุญคุณระหว่างผู้บัญชาการทั้งใหม่และเก่าซึ่งยังคงมีความผูกพันธ์กันอยู่ จึงอย่าได้แปลกใจเลยว่าแหล่งข้อมูลทางทหาร พล.อ.เปรม เอามาจากที่ไหน

ในอดีตที่ผ่านมา เรามีกลุ่มขุนนางรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นกุมอำนาจฝ่ายบริหาร โดยมีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมารองรับ จนมีการเรียกขานกันว่า พรรคข้าราชการหรือระบอบ “อมาตยาธิปไตย” แต่พลันที่เกิดการรัฐประหารขึ้นเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ที่ผ่านมานี้ และมีการรวบรวมข้าราชการที่เกษียณเข้าร่วมเป็นคณะรัฐมนตรี โดยมีคนเข้าใจว่าระบอบอมาตยาธิปไตยนั้นได้หวนกลับ แต่ส่วนตัวผมกลับมีความเห็นว่า มีสิ่งบ่งบอกว่ามันน่ากลัวกว่านั้นหลายเท่าตัว นั่นก็คือระบอบ “เปรมธิปไตย” เพราะเป็นการกินรวบอันเกิดจากการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่คนๆ เดียว นอกนั้นล้วนแต่เป็นร่างทรงที่ต้องทำตามคำบัญชา แม้คณะปฏิรูปฯ ก็ไม่อยู่เหนือกฏเกณฑ์ที่ว่ามานี้ ดังจะเห็นได้จากความไม่เป็นเอกเทศในการปฏิบัติงานต้องคอยหันรีหันขวางโยนกันไปมาระหว่างรัฐบาลสุรยุทธ์และ คมช. อันมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้า ซึ่งดูไปแล้วผิดกับคณะรัฐประหารคณะอื่นๆที่ผ่านมาที่มีหน้าที่ดูแลและคุ้มครองรัฐบาล แต่กับคณะของ พล.อ.สนธิ กลับเป็นไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม ต้องอยู่ในความดูแลของรัฐบาลที่มี พล.อ.สุรยุทธ เป็นนายใหญ่ตามคำเรียกขานของบิ๊ก คมช. ผมไม่ได้หลงไหลคลั่งไคล้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถึงกับต้องลงทุนเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมา เพราะคุณทักษิณไม่ได้เป็นผู้กำหนดวิถีชีวิตของผมให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือเลวลง หากแต่ผมทนดูไม่ได้กับวิธีการอันต่ำช้าเลวทรามในการโค่นล้ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบุรุษ แต่กลับตาขาวทำตัวเป็นอีแอบ เที่ยวบ่อนเซาะให้เกิดความเกลียดชังในตัวผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามกฎกติกาภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอย่างปราศจากคุณธรรม

การพูดขยายความจากเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ จากเรื่องเท็จก็พยายามป่าวร้องกระพือให้เป็นเรื่องจริงด้วยความจงใจแบบร่วมด้วยช่วยกัน โดยมีจุดมุ่งหมายในการโค่นล้มให้สมอารมณ์แค้น โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของประเทศชาติ ผมในฐานะเคยร่วมเรียกร้องและต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตย ผมย่อมต้องไม่ยินยอมพร้อมใจในการกระทำของกลุ่มบุคคลที่อยู่ภายใต้ระบอบเปรมาธิปไตยอย่างแน่นอน

ถ้าหาก พล.อ.เปรม ส่องกระจกดูเงาตัวเองสักหน่อย คงจะได้เห็นภาพของตัวเองก็ไม่ต่างไปจากผู้นำคนอื่นๆ ที่มีการเอาพรรคพวกตัวเองเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญอย่างเช่น พล.อ.ประจวบ สุนทรางกุล เป็นต้น และก็ด้วยเหตุที่เล่นพรรคเล่นพวกนี่แหละนำพาไปสู่การทำรัฐประหารแต่ไม่สำเร็จถึงสองครั้งสองครา ตลอดจนมีการลอบสังหารอีกต่างหาก แถมยังมีนักศึกษาสติเฟื่องกระโดดเข้าชกดั้งจมูกที่สนามกีฬาหัวหมากด้วยความหมั่นไส้ นอกจากนี้แล้ว พล.อ.เปรมยังถนัดในการบริหารด้วยวิธีแยกแล้วปกครอง ส่งผลให้สถาบันทหารแตกร้าวจนยากประสานจวบจนทุกวันนี้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ พล.อ.พิจิตร กุลวานิช ก็เป็นคู่แคนดิเดท จนไม่มองหน้ากันถึงทุกวันนี้ ศึกสายเลือดระหว่าง จปร.๗ และ ๕ ก็เกิดในยุคเปรมนี่แหละ ยังมีอีกคู่คือ บิ๊กเต้ พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล และบิ๊กอู๊ด พล.อ.อ.วรนาจ อภิจารี ก็มีการพลิกโผเปลี่ยนจาก พล.อ.อ.เกษตร ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรอง ผบ.ทอ. จ่อคิวขึ้นเป็น ผบ.ทอ. มาเป็น พล.อ.อ.วรนาจ ที่อยู่บนตำแหน่ง เสธ.ทอ. ส่งผลให้ทุ่งดอนเมืองร้อนระอุในบัดดล

ความสับสนจนบานปลายไปสู่ความขัดแย้งของคนทั้งประเทศก็เกิดจากการกล่าวร้ายให้เท็จจนเป็นที่กังขาของคนทั่วไปทำให้เกิดการแบ่งขั่ว โดยฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าเป็นจริงด้วยการให้เครดิต เนื่องเพราะเห็นว่าอยู่บนตำแหน่งประธานองคมนตรี ส่วนอีกฝ่ายไม่เชื่อเพราะผลงานที่ผ่านมาของรัฐบาลทักษิณนั้นเห็นเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ แต่เนื่องจากรัฐบาลถูกโจมตีมายาวนาน จนสัดส่วนของคนที่เชื่อว่าเป็นจริงดังที่กล่าวหามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยรัฐเองก็ไม่ได้ชี้แจงเท่าที่ควร อันเนื่องจากมวลสมาชิกซีกรัฐบาลส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากเปลืองตัว อย่างไรก็ตามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยครั้งนี้ กลุ่มคนที่อยู่ภายใต้การปกครองในระบอบเปรมาธิปไตยกลับโยนความผิดให้เป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เพียงผู้เดียว

ในที่นี้ผมจะยังไม่พูดถึงในรายละเอียด เพราะใกล้หมดหน้ากระดาษสำหรับบทความชิ้นนี้ คงต้องยกยอดไปว่ากันในตอนต่อไป แต่ก่อนจากกันในวันนี้ใคร่อยากชี้แจงให้ท่านผู้อ่านได้ประจักษ์ในความเป็นจริงสักเรื่องหนึ่ง อันเป็นข้อมูลเกี่ยวกับ พล.อ.เปรม ตามที่ท่านได้เรียกร้องให้ผู้คนอย่าไหว้คนที่มีเงินหรืออย่าไปนับถือคนรวยนั้น แต่บนความเป็นจริงนั้น พล.อ.เปรม เวลานี้ก็มีฐานะร่ำรวยเกินกว่าที่คนๆ หนึ่ง ซึ่งรับราชการมาตลอดชั่วอายุจะพึงมี เอากันแค่เศษเงินที่บำรุงบำเรอหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ทั้งที่เป็นนักมวยและนักร้อง เฉพาะรายของหนุ่มเสกได้ข่าวว่ารายเดียวหมดไปนับร้อยล้าน เรื่องจริงอย่างนี้ปิดมิดหรือ พี่-น้อง ดังนั้นจึงอย่าได้ไว้วางใจผู้คนอันสืบเนื่องจากเห็นว่ามีตำแหน่งใหญ่โต พร้อมกันนี้สังคมควรที่จะต้องช่วยกันประนามและยุติที่จะยกย่องนับถือคนอย่าง พล.อ.เปรม ถึงจะถูกต้อง

 

 

 

 

ตอนที่ ๓ พระมหาอุปราชเปรม

โดย อาคม ซิดนีย์

ดังที่ได้กล่าวในฉบับที่แล้วตอน “แค้นของคนชื่อเปรม” ว่าแกนนำที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณตัวจริงเสียงจริงนั้นไม่ใช่นายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวขบวนกลุ่มพันธมิตรฯ หรือนักวิชาการ หากแต่เป็นกลุ่มคนที่รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท อันประกอบด้วย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และ ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวานิช

พล.อ.เปรม อาศัยตำแหน่งประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ สร้างบารมีให้กับตัวเองตลอดระยะเวลาอันยาวนาน และด้วยบารมีสะสมนี่แหละที่ทำให้ พล.อ.เปรม สามารถชี้เป็นชี้ตายได้ในเกือบทุกเรื่อง ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมนะครับว่าประเทศไทยนั้นเป็นสังคมที่ยังยึดติดอยู่กับลัทธิเกื้อหนุนและการที่จะเกื้อหนุนใครต่อใครได้ มันก็ต้องมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนให้กับผู้ที่อ่อนด้อยกว่าสามารถเข้าถูกช่องทาง เส้นแบ่งที่ว่านั่นก็คือชนชั้นโดยมียศและศักดิ์เป็นตัวกำหนด

สำหรับทหารและตำรวจนั้นเป็นที่รับรู้กันไปทั่วแล้วละครับว่า พล.อ. เปรม มีอิทธิพลสูงพอที่จะกำหนดตัวบุคคลให้ไปอยู่ในตำแหน่งใดก็ได้ในกองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนั้นจึงอย่าได้สงสัยเลยครับว่าเหตุใดวันสำคัญๆ เช่นวันปีใหม่หรือสงกรานต์และวันเกิดของ พล.อ.เปรม จึงปรากฏมีบุคคลมากหน้าหลายตาจากวงการต่างๆ ไปอวยพรกันอย่างคับคั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารและตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ต้องการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง ดังนั้นเป้าในการไปจึงอยู่ที่ยศอย่างเป็นด้านหลัก

ส่วนคำว่าศักดิ์ อันหมายถึงฐานะนั้น ก็มีความสำคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องยศ เนื่องจากเป็นเส้นแบ่งระหว่างชนชั้นให้มีความชัดเจนในส่วนของพลเรือน ทั้งนี้ต้องรวมถึงสมณศักดิ์ในหมู่สงฆ์ ตลอดจนซีระดับต่างๆ ถ้าหากท่านผู้อ่านได้สังเกตดูในแวดวงนักวิชาการและอาจารย์ตามสถาบันต่างๆ ก็จะเห็นปรากฏการหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลง นั่นก็คือตำแหน่งศาสตราจารย์ อันเป็นตำแหน่งพระราชทานเช่นเดียวกับยศของทหาร-ตำรวจและสมณศักดิ์ทางฝ่ายสงฆ์ ซึ่งเป็นที่หมายปองของพวกนักวิชาการและ บรรดาคณาจารย์ทั้งหลาย ตอนนี้ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วนะครับว่าเหตุใดทางสถาบันต่างๆ ถึงได้มุ่งมั่นที่จะเชิญ พล.อ.เปรม ไปปาฐกถาอย่างเอาเป็นเอาตาย

การที่สามารถเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลในเกือบทุกสาขาอาชีพนี้เอง ทำให้ผู้คนเข้าหาเพิ่มจำนวนมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นก็คือการประจบเอาใจเพื่อให้ได้เป็นคนใกล้ชิด ซึ่งเป็นที่มาของคำว่าลูกป๋า จึงอย่าได้แปลกใจเลยว่าคนไม่เคยและไม่อยากมีเมียอย่าง พล.อ.เปรม ทำไมถึงมีลูกมากมายขยายออกไปสู่ทุกวงการ วิถีชีวิตที่มีแต่คนคอยแย่งกันเอาใจจนเกิดความเคยชิน จากที่เคยเป็นขุนนางหน้าบางที่ไม่ยอมให้เปิดอภิปรายในสมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี มาเป็นคนที่ใครแตะต้องไม่ได้ (untouchable man) แม้วิพากษ์วิจารณ์ก็เป็นเรื่องต้องห้ามและด้วยที่ใครก็มิอาจจะขัดใจได้นี้เอง นานวันเข้าก็เลยกลายเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเอง เริ่มไม่เห็นความสำคัญของกฏหมายบ้านเมืองด้วยหลงผิดคิดว่าตัวเองเป็น “พระมหาอุปราช”

ตำแหน่งองคมนตรีนั้นมีกฏหมายชัดเจนระบุไว้ว่า บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนี้ได้ต้องห้ามยุ่งเกี่ยวกับการบ้านการเมืองและต้องวางตัวเป็นกลางอย่างที่สุดและต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง แต่ พล.อ.เปรม เป็นถึงประธานองคมนตรีกลับไม่แยแสสนใจ ด้วยการออกเดินสายรณรงค์ให้ผู้คนเกลียด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เท่านั้นยังไม่พอยังอาศัยสิทธิแห่งความเป็นทหารเก่าสวมเครื่องแบบชุดทหารเต็มยศไปปลุกระดมทหารถึงโรงเรียนการทัพทั้งสามเหล่าให้กระด้างกระเดื่องและสนับสนุนไม่ให้ทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่เป็นนักการเมืองด้วยเหตุผลที่ว่า “รัฐบาลเป็นเพียงจ๊อกกี้ มาแล้วก็ไปไม่ใช่เจ้าของม้า” โดยไม่คำนึงถึงหลักรัฐศาสตร์ที่ว่าด้วยการปกครอง ทำให้มีนายทหารกลุ่มหนึ่งแยกตัวเป็นอิสระไม่ยอมอยู่ภายใต้การปกครองตามกฎระเบียบของกระทรวงกลาโหม อันเป็นหน่วยงานต้นสังกัด และเลือกที่จะอาศัยบารมี พล.อ.เปรม ด้วยกันเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษรัฐบาล จนทำให้การบริหารราชการแผ่นดินในส่วนของกระทรวงกลาโหมไม่อาจทำได้ด้วยความราบรื่น พล.อ.เปรม เป็นทหารมาก่อนย่อมต้องทราบดีว่าการขัดคำสั่งสำหรับทหารนั้นถือว่าเป็นโทษที่ร้ายแรงที่สุด ถ้าเป็นภาวะสงครามผู้บังคับบัญชามีอำนาจถึงขั้นยิงทิ้งได้โดยปราศจากความผิด

นอกจากนี้แล้ว พล.อ.เปรม ยังใช้บารมีบนตำแหน่งประธานองคมนตรีแทรงแซงอำนาจตุลาการ ด้วยการให้ตัดสินลงโทษรุนแรงสามกกต.ที่มาจากกระบวนการสรรหาตามวิถีทางประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฏหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ และด้วยสาเหตุแห่งการแทรกแซงนี้เองที่ปรากฏหลักฐานเป็นเทปคำสนธนาที่ พล.อ.เปรม สั่งการให้ศาลดำเนินตามที่ต้องการแบบชนิดคำต่อคำอันเป็นที่มาของ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเข้ามาแทรกแซงการทำงาน” และกลายมาเป็นเงื่อนไขของการปฏิวัติ อันเป็นคนละเรื่องกับที่ พล.อ.สนธิ เปิดเผยว่าจะมีการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มผู้ขับไล่และกลุ่มสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะนั่นเป็นเพียงเหตุผลประกอบส่วนหนึ่งเท่านั้น

 การทำรัฐประหารนั้นต้องยอมรับว่ามีการวางแผนมานานแล้ว แต่ก็เป็นไปอย่างชนิดที่เรียกว่ากล้าๆ กลัวๆ อันเนื่องจากบารมีของผู้นำแห่งกองทัพอย่าง พล.อ.สนธิ นั้นยังมีไม่ถึง อีกทั้งเพื่อนร่วมรุ่น ตท.๑๐ ของ พ.ต.ท.ทักษิณต่างเติบโตขึ้นมาคุมกำลังหลักเป็นส่วนใหญ่ในกองทัพ ดังนั้น พล.อ.เปรมจึงต้องเหนื่อยกับการเดินสายเป็นเวลายาวนาน การทำให้ทหารแตกแยกก็เป็นอีกกลยุทธหนึ่ง เพราะอย่างที่เคยกล่าวมาแล้วว่า พล.อ.เปรม มีความชำนาญเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของการแยกแล้วปกครอง ความรอบคอบก็เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งของ พล.อเปรม ดังนั้นจึงไม่ลืมที่จะดึงทหารแก่ถึงแม้จะหมดเขี้ยวเล็บแล้วแต่ยังมีพิษสงอยู่อย่าง พ.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มาเป็นพันธมิตรด้วยการมอบหมายงานให้ช่วยดูแลงานมูลนิธิรัฐบุรุษอันเป็นไม้ตาย

การปลด ผบ.กองพัน ถึง ๑๒๙ กองพันของ พล.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น จปร.๒๑ คนหนึ่งของ พ.ต.ท.ทักษิณ อันเป็นการบ่งบอกถึงแผนแยกแล้วปกครองบรรลุผล สอดรับกับการประกาศตัวเป็นทหารของในหลวงแบบหมูไม่กลัวน้ำร้อนอย่าง พล.ท.สพรั่ง กัลยาณมิตร ทำให้แผนการทำรัฐประหารมีความมั่นใจขึ้น และบังเอิญมีปัญหาขัดแย้งเรื่องตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่ระหว่าง พล.อ.ศิริชัย ธัญศิริ ปลัดกระทรวงกลาโหมและ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศารานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จนทำให้มีนายทหารตบเท้าเข้าร้องเรียน พล.อ.เปรม จึงเป็นภาวะสุกงอมที่เกิดความมั่นใจในการทำรัฐประหาร และ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ก็ชิงลงมือปฏิบัติการทำรัฐประหารในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณมีเหตุบังเอิญไปราชการที่ต่างประเทศ ภาพ พล.อ.เปรม นำคณะรัฐประหารภายใต้ชื่อ “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกลางดึกของคืนวันที่ ๑๙ สิงหาคมที่ผ่านมานี้ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า พล.อ.เปรมประธานองคมนตรีไม่ได้อยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหาร

ยังมีบุคคลที่มีบทบาทสำคัญที่ร่วมขบวนการโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้ชื่อว่ารับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทอีกอย่างน้อย ๒ คน ที่สมควรต้องกล่าวถึงนั่นก็คือ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และ ศ.ดร.ชัยอนันท์ สมุทวานิช กล่าวสำหรับ ดร.สุเมธ นั้น ได้เป็นบุคคลที่มีชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีเงามาช้านานแล้ว และโดยที่ ดร.สุเมธ ได้ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา อันเป็นมูลนิธิที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงก่อตั้งขึ้นโดยมีพระราชประสงค์คือ

๑. เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริ

๒. เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสงเคราะห์และช่วยเหลือประชาชน ในด้านเศรษฐกิจและสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและให้สามารถช่วยตัวเองและพึ่งตนเองได้

๓. ดำเนินการอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติเป็นส่วนรวม

๔. ร่วมมือกับส่วนราชการและองค์กรการกุศลอื่นๆเพื่อสาธารณประโยชน์หรือดำเนินการเพื่อเน้นในการสนับสนุนสาธารณประโยชน์ โดยไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องการเมือง

นอกจากตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาและ ดร.สุเมธ ยังดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังนั้นอย่าได้แปลกใจเลยว่า ทำไม ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงอนุญาติเป็นพิเศษให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ใช้ห้องประชุมจัดทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร แล้วก็ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมบรรดาคณาจารย์จึงออกมาร่วมขับไล่ไม่เอา พ.ต.ท.ทักษิณ ดร.สุเมธเคยให้สัมภาษณ์อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มพันธมิตรและบ่อยครั้งมีการกล่าวพาดพิงถึงรัฐบาลทักษิณในลักษณะให้เป็นที่เกลียดชัง โดยไม่สนใจวัตถุประสงค์ข้อที่ ๔ ของการก่อตั้งมูลนิธิชัยพัฒนาที่ว่า “ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมือง”

 สำหรับ ศ.ดร.ชัยอนันท์ สมุทวานิช ก็เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนวชิราวุธ และเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าโรงเรียนแห่งนี้เป็นสถานศึกษาของบุตรหลานบุคคลชั้นสูงในวงการต่างๆ ดังนั้นจึงไม่เป็นการยากที่ ดร.ชัยอนันท์ ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียน จะไปล่าลายเซ็นต์กับบุคคลชั้นสูงเพื่อถวายฏีกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้แล้ว ดร.ชัยอนันท์ ยังมีบุตรชายที่ทำงานเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในสำนักหนังสือพิมพ์ผู้จัดการของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วผมก็อดเป็นห่วงต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทยไม่ได้ และในฐานะที่ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดังเช่นเดียวกับพี่น้องชาวไทยทุกคน ผมจึงไม่ยินยอมพร้อมใจให้บุคคลหรือคณะบุคคลใดก็ตามทำการจวบจ้วงล่วงเกินละเมิดให้เป็นที่ระคายเบื้องพระยุคลบาท เพื่อเป็นการทดแทนคุณแผ่นดินอันมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเปี่ยมด้วยทศพิศราชธรรมทรงเป็นประมุข ผมจึงขอให้พี่น้องชาวไทยทุกคน ได้โปรดช่วยกันตรวจสอบพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลที่รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทดังกล่าวมาแล้วข้างต้นว่ามีความถูกต้องเหมาะสมหรือไม่อย่างไร

 

 

ตอนที่ ๔ จิ๋วตายน้ำตื้น

โดย อาคม ซิดนีย์

๑๗ ธันวาคม 2549

เมืองไทยนอกจากจะมีผู้มากบารมีนอกรัฐธรรมนูญอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดังที่ได้นำเสนอในบทความเรื่อง "พระมหาอุปราชเปรม" แล้ว ยังมีกลุ่มอภิสิทธิชนรวมตัวกันเป็นฝูงใหญ่ (ขอย้ำว่าฝูงใหญ่) ที่ผมตั้งใจจะเขียนถึงในหัวข้อเรื่องว่า "สารพัดวิชามาร" ดังที่ได้รับปากเอาไว้ แต่เนื่องจากการเมืองไทยในขณะนี้มีความพลิกผันและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากจนแทบไม่อาจกระพริบตา ดังนั้นผมจึงขออนุญาตเขียนเรื่องที่เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบันก่อน และสารพัดวิชามารที่ป่วนเมืองภายใต้ระบอบเปรมาธิปไตย ซึ่งเป็นกลุ่มอภิสิทธิชนอันประกอบด้วยเฒ่าหัวเกรียน นักวิชาการปากมอมและนักฆ่าแห่งตระกูลลิ้ม โดยจะนำเสนอในโอกาสต่อไป

ฉายา "ขงเบ้งแห่งกองทัพ" ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือบิ๊กจิ๋ว หรือ พ่อใหญ่ไม่ใช่ได้มาโดยบังเอิญ หากแต่เกิดจากความปราดเปรื่องในเรื่องการวางแผน เพราะเติบโตมาจากสายยุทธการจนกระทั่งเสธ.ทหารบก ย่อมเป็นเครื่องรับประกันได้เป็นอย่างดี ส่วนบนเส้นทางการเมืองก็มีประวัติอันยาวนานกว่ายี่สิบปี ตั้งแต่เมื่อครั้งยังสวมเครื่องแบบทหารยศพันเอก ก็เป็นมือทำงานด้านการเมืองให้กับพล.อ.เปรม ดังนั้นกลยุทธและกระบวนท่าการเคลื่อนไหวในแต่ละก้าวจึงเต็มไปด้วยลูกเด็ดเผ็ดมัน แพรวพราวเป็นอย่างยิ่งในการหลอกล่อให้คู่ต่อสู้หลงทาง ก็เลยทำให้กลุ่มก๊วนต่างๆ เข็ดขยาด การร่วมงานกับบิ๊กจิ๋วทุกคนจึงดำเนินไปด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง และผู้ที่รู้ซึ้งเป็นอย่างดีคงไม่มีใครเกิน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อย่างแน่นอน

บิ๊กจิ๋วหรือขงเบ้งแห่งกองทัพผู้นี้ ที่เคยทำให้ชีวิตราชการทหารของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ หรือบิ๊กแอ้ด ประสพกับความเหนื่อยยากมาหลายครั้งหลายหน ขอกล่าวสำหรับเส้นทางเดินของบิ๊กแอ้ดนั้น มีจุดเริ่มต้นโดยเลือกเหล่าทหารราบ อันเป็นการเดินตามรอยพ่อพโยม จุลานนท์ แล้วก็เติบโตมาในหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษที่มี พล.ท.สุนทร คงสมพงษ์ เป็นผู้บัญชาการหน่วยฯ ช่วงนี้เองที่บิ๊กแอ้ดมีความจำเป็นที่ต้องเดินออกนอกหน่วยไปเป็น ท.ส.พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในขณะที่ครองยศพันเอกและกำลังคั่วนายพล จึงทำให้ต้องคิดหนักและกังวลว่าจะไม่ได้กลับหน่วยเดิมที่เจริญเติบโตมา แต่เมื่อบิ๊กจ๊อดรับประกันว่า "แอ้ดไปอยู่กับป๋าเปรมสักพักแล้วพี่จะขอตัวกลับมาอยู่กับพวกเราอีก" จึงทำให้ความกังวลของบิ๊กแอ้ดผ่อนคลายลงทันที

บิ๊กแอ้ดได้กลับคืนหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษตามสัญญาสุภาพบุรุษชายชาติทหารยี่ห้อบิ๊กจ๊อดและก็เติบโตมาจนเป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษแห่งนี้ และแทนที่จะได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ช่วยบัญชาการทหารบกเหมือนรุ่นพี่อย่าง พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ แต่กลับโดนย้ายไปดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ ๒ แทน แล้วก็ขยับขึ้นไปครองยศพลเอกในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ นับได้ว่าห้วงแห่งความเจ็บปวดที่สุดในชีวิตราชการทหาร ถึงกลับทำให้มีความคิดที่จะลาออก แต่ก็ได้รับการทัดทานจากผู้ยิ่งใหญ่แห่งบ้านสี่เสา บิ๊กแอ้ดจึงใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการศึกษาธรรมและฝึกสมาธิ

จวบจนกระทั่งฟ้าเปลี่ยนสี พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่เรียกว่าชวน ๒ นายชวน หลีกภัย จะต้องเข้ารายงานตัวต่อ พล.อ.เปรม แห่งสำนักสี่เสาเพื่อรับคำบัญชาตามธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นนโยบายแห่งพรรค ดังนั้นจึงอย่าได้แปลกใจที่นายชวน ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในเวลานั้น จะออกมาประกาศเสียงดังฟังชัดในฤดูโยกย้ายในปีนั้นว่า รัฐบาลจะไม่ยุ่งกับเรื่องโผทหารและจะไม่มีการล้วงลูกอย่างเด็ดขาด แต่จะขอเพียงตำแหน่งเดียวคือ "ผู้บัญชาการทหารบก" โดยกำหนดว่าจะต้องเป็น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ที่ทำให้ พล.อ.สำเภา ชูศรี เพื่อนร่วมรุ่น จปร.๑๒ ซึ่งอยู่บนตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบกผู้จ่อคิวเป็นเต็งหนึ่งอยู่ในเวลานั้นต้องอกหักชนิดกระอักเป็นโลหิต

พลันที่บิ๊กแอ้ดก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ.ได้สำเร็จในยุคของพรรคประชาธิปัตย์นี่แหละ ส่งผลให้พี่จิ๋วต้องออกมาฟาดงวงฟาดงาว่า "ทำไมต้องรีบร้อนแต่งตั้งให้บิ๊กแอ้ด ทั้งที่ยังอยู่ในราชการอีกตั้งห้าปี" อันเป็นการแสดงให้เห็นความรักและเอ็นดูต่อนายทหารจปร.รุ่นน้องผู้นี้ได้เป็นอย่างดี

การกลับมาผงาดในกองทัพบกของบิ๊กแอ้ดในปี ๒๕๔๑ นั้นไม่ได้มีความมุ่งหวังอยู่เพียงแค่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเท่านั้น หากเป้าหมายที่แม้จริงได้มีการตั้งไว้ที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเลยทีเดียว (ดังที่ผมได้เคยฟันธงในบทความเรื่อง "บิ๊กแอ้ดไม่ได้หยุดอยู่แค่ ผบ.ทบ." ที่ลงตีพิมพ์ในนครซิดนีย์) ทั้งนี้เนื่องจากความฟอนเฟะทางการเมืองอันเกิดจากฝีมือของบรรดานักเลือกตั้งทั้งหลายที่ผลัดกันเข้ามากอบโกยแบบชนิดที่เรียกว่าสมบัติผลัดกันชม โดยมีจุดเริ่มต้นที่พล.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา และสุดท้ายก็มาพังทลายเอายุครัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐ หรือที่เรียกกันว่าวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง

รัฐบาลชวน ๒ นี้ที่นายชวนหยิบยื่นชีวิตใหม่ให้กับ พล.อ.สุรยุทธ์ ดังนั้นผลต่างตอบแทนนั่นก็คือ รัฐบาลนายชวนสามารถอยู่รอดปลอดภัยจนเกือบจะครบเทอม ทั้งที่มีปัญหาความขัดแย้งของสองขุนพลเศรษฐกิจ อันเป็นจุดขายของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมี ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นหัวหน้าทีมที่เรียกว่า "ดรีมทีม" ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีดูแลด้านเศรษฐกิจและควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์ กับนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ความขัดแย้งทั้งคู่ทำให้เป็นที่มาของคำว่า "เกาเหลา" ซึ่งนายชวนก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขหรือจัดการได้ตลอดห้วงเวลาที่อยู่บนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้เศรษฐกิจที่ย่ำแย่อันมีผลมาจากวิกฤติการณ์ปี ๒๕๔๐ ที่นอกจากไม่ได้รับการแก้ไขแล้ว ยังทำให้มีสภาวะน่าเป็นห่วงมากยิ่งขึ้น ส่วนผลงานที่เข้าตาประชาชน ก็มีอยู่บ้างโดย พล.ตสนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคฯในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ตำรวจปล่อยหมากัดม๊อบ และการปราบโต๊ะรับแทงม้าเถื่อนอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยการใช้นายทหารจปร.๑๒ อันเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับบิ๊กแอ้ดที่มีนามว่าเสือดิ่งหรือ พล.ท.บุญยัง บูชา ทำหน้าที่แทนตำรวจในการกวาดล้าง เพราะนั่นถือเป็นหม้อข้าวและรายได้หลักของพล.ต.สนั่น เป็นเหตุให้ผู้คนเริ่มถามหา "พี่หาร" จึงอย่าได้แปลกใจเลยว่าเหตุใดนายชวนและพรรคประชาธิปัตย์จึงมีอันต้องเหี่ยวเฉาจวบจนกระทั่งทุกวันนี้

นายชวน หลีกภัย ประกาศยุบสภาก่อนที่รัฐบาลจะหมดวาระ ด้วยมั่นใจในความได้เปรียบในการเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่อย่างว่าการเมืองในช่วงนี้ นับได้ว่าเป็นที่น่าเบื่อหน่ายของประชาชนทุกหมู่เหล่า ซึ่งพล.อ.เปรมก็ทราบดีและมีแผนที่จะล้มกระดานหากการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นมีปัญหาความไม่่เรียบร้อยและไม่สงบอันเกิดจากการช่วงชิงของบรรดานักเลือกตั้ง แต่พลันที่นโยบาย "คิดใหม่ ทำใหม่" ของอัศวินคลื่นลูกที่สามที่ได้ชื่อว่า "ตาดูดาวเท้าติดดิน" แห่งพรรคไทยรักไทย ได้ใช้กลยุทธที่เหนือชั้นในการรวบรวมส.ส.ระดับแม่เหล็กได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลในการเลือกตั้งในครั้งนั้นชนะแบบฟ้าถลิ่มดินทลาย ชนิดที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องจารึก ถึงแม้จะมีเสียงก่นด่าว่ามีการใช้เงินเป็นจำนวนมากในการซื้อตัว ส.ส.ที่รู้กันในหมู่คอการเมืองว่า "ดูด" จากดูดส.ส.เป็นรายบุคคลก็พัฒนามาเป็นดูดทั้งพรรคอย่างเช่นความหวังใหม่ เป็นต้น

แม้ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้ง แต่พรรคฝ่ายค้านซึ่งเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ กลับไม่ยอมรับความพ่ายแพ้โดยกล่าวหาว่ามีการใช้เงินซื้อเสียง บ้างก็ออกมาแก้เกี้ยวว่าแพ้เพราะอำนาจเงิน และก็ไม่ลดความพยายามที่จะล้มทักษิณให้ลงจนได้ในกรณีซุกหุ้น แต่อย่างว่าเหมือนสวรรค์มีตา ประชาไม่ได้กินแกลบ บุคคลจากทุกวงการกลับส่งเสียงเชียร์อย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ได้นัดหมาย และพร้อมใจกันที่จะไม่นำเอาเรื่องความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาเป็นตัวตั้ง ทั้งนี้เป็นเพราะยังขยาดกับภาพการบริหารงานที่ผ่านมาของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคความหวังใหม่ ดังนั้นทุกคนจึงไม่รีรอที่จะให้โอกาสสำหรับทางเลือกใหม่ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักได้แสดงฝีมือ เมื่อเป็นเช่นนี้ แผนการล้มกระดานของสี่เสาจึงมีอันจะต้องติดเบรค แต่ก็ยังมีความหวังว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อาจต้องสะดุดเท้าตัวเอง แล้วคงมีชะตากรรมไม่แตกต่างไปจากนายบรรหารและ พล.อ.ชวลิต อันสืบเนื่องจากการช่วงชิงตำแหน่งของกลุ่มก๊วนที่มารวมตัวกันอยู่ในพรรคไทยรักไทย โดยเฉพาะกลุ่มวังน้ำเย็นของนายเสนาะ เทียนทอง ผู้ได้ชื่อว่านักปั้น "นายกรัฐมนตรี"

พล.อ.สุรยุทธ์ มีอันจะต้องประสพภาวะโรคหืดกำเริบ เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เลือกเอา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มาดูแลความมั่งคง โดยมอบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพร้อมกับให้อำนาจในการดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้อีกต่างหาก อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรู้เท่าทันเกมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีต่อ พล.อ.เปรม เป็นอย่างดี

ผมจะขอทวนความจำให้ท่านผู้อ่านเพื่อประกอบเป็นข้อมูลว่า "บิ๊กแอ้ดไม่ได้หยุดอยู่แค่ ผบ.ทบ." ที่ผมเคยนำเสนอไปเมื่อปี ๒๕๔๑ นั้น ว่าผมไม่ได้นั่งเทียนเขียนและการที่ผมมีอันจะต้องกลับมาเขียนถึงอีกในวันนี้ ก็ไม่ได้เขียนขึ้นจากการมีอคติ หรือสืบเนื่องจากผมถือข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ หากแต่เป็นการนำเสนอข้อมูลความจริงที่เกิดขึ้นโดยท่านผู้อ่านไม่ทันได้สังเกต จึงอยากชี้ให้เห็นเป็นมุมมองจากประสบการณ์

ถ้าหากท่านผู้อ่านทบทวนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกของ พล.อ.สุรยุทธ์ให้ดี ก็จะพบว่าในเวลาเดียวกันนั้น เพื่อนร่วมรุ่น จปร.๑๒ ต่างก็ทะยานขึ้นมากุมตำแหน่งสำคัญไม่ใช่เพียงแค่แม่ทัพภาคเท่านั้น หากแต่มีหัวขบวนโดยเริ่มตั้งแต่ พล.อ.ธวัช เกตุอังกูร ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.สำเภา ชูศรี เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยที่ พล.อ.สุรยุทธ์ ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก การขึ้นครองบนตำแหน่งส่วนหัวของกองทัพพร้อมกันของนายทหารรุ่นเดียวกันย่อมแสดงให้เห็นถึงนัยบางประการ ดังนั้นจึงมีการเคลื่อนไหวในด้านการทหารที่เป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาล ซึ่งในเวลานั้นนายกฯทักษิณให้ความสำคัญกับพม่าว่าเป็นมิตรประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ควรมีความขัดแย้ง (ท่านผู้อ่านบางคนอย่าเพิ่งแย้งนะครับว่าผมไม่กล่าวถึง ผลประโยชน์ด้านสื่อสารดาวเทียม เพราะเป็นคนละประเด็นที่ผมกำลังนำเสนอ) ในขณะที่กองทัพกลับมีการประเมินว่าพม่าเป็นศัตรูที่สำคัญในขณะนั้น ดังนั้นจึงอย่าได้แปลกใจที่ พล.อ.สุรยุทธ์จะเกี่ยวก้อย พล.ท.วัฒนชัย ฉายเหมือนวงค์ เพื่อนร่วมรุ่น จปร ๑๒ แม่ทัพภาค ๓ ทำการซ้อมรบอยู่ แถบชายแดนใกล้พม่าจนเป็นที่มาของคำว่า "อย่าโอเวร์รีแอค" แต่ก็มีการสวนหมัดว่านั่นเป็นหน้าที่ของทหารที่จะต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการฝึกซ้อมจึงยังคงมีอยู่จนกระทั่งคืนวันหนึ่งมีกำลังพลเคลื่อนย้ายออกสู่ถนน อันเป็นเหตุทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณมีอันผวาถึงกับต้องยกหูโทรศัพท์ถาม พล.อ.สรยุทธ์ กลางดึกว่า "คุณจะปฏิวัติผมหรือ"

จาก "คุณจะปฏิวัติผมหรือ" นำไปสู่ข่าวลือว่าจะมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในเวลาต่อมา ข่าวลือดังกล่าวทำให้เกิดความตึงเครียดพอสมควรสำหรับวงการเมืองในเวลานั้นจน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมต้องออกมาดับกระแสด้วยการให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่มีการย้าย พล.อ.สุรยุทธ์ อย่างเด็ดขาดโดยให้เหตุผลว่า "พล.อ.สุรยุทธ์ ท่านเป็นนายทหารที่มีความสามารถสูง แล้วก็เหลือเวลาราชการอีกเพียง ๑ ปี ถ้าย้ายขึ้นไปเป็นผู้บัญชาการสูงสุดก็แทบไม่มีเวลาได้เรียนรู้งานก็ต้องเกษียณ ผมว่าให้ท่านอยู่ที่เก่า สามารถทำประโยชน์ให้กองทัพได้มากกว่า" เมื่อเป็นเช่นนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ จึงสบายใจและคลายกังวลจากข่าวลือ แต่คลายได้เพียง ๕ วันหลังจากนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ ก็มีอันต้องหลุดพ้นจากวงโคจรกองทัพบกไปอยู่บนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแบบชนิดเรียบร้อยโรงเรียนจิ๋ว

อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ถึงความเป็นตัวตนของบิ๊กจิ๋ว เนื่องจากเติบโตมาสายยุทธการจนกระทั่งเป็นเสธทหารบก จึงบ่มเพาะประสพการณ์ด้านวางแผนโดยมีกลยุทธที่ทำให้คู่ต่อสู้หลงทาง จึงไม่แปลกที่นายทหารรุ่นน้องอย่างบิ๊กแอ้ดนอกจากต้องจดจำไว้เป็นบทเรียนแล้ว ยังจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในทุกครั้งที่จำเป็นต้องร่วมงานกับพี่จิ๋ว ดังนั้นแผนการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยา ยนที่ผ่านมา ขิงแก่อย่างพล.อ.เปรมจึงมีความรอบคอบเป็นอย่างสูงที่จะหนีบพล.อ.ชวลิตให้มายืนอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยการเอาตำแหน่งประธานมูลนิธิรัฐบุรุษเข้าล่อ

ผมได้รับการบอกเล่าจากคนวงในว่าก่อนที่ พล.อ.เปรม จะตัดสินใจดึงจิ๋วให้มาร่วมงานใหญ่ในครั้งนี้มีเสียงทัดทานจากนายทหารรุ่นใหม่ซึ่งให้ข้อมูลกับ พล.อ.เปรมว่า บิ๊กจิ๋วเป็นบุคคลไม่น่าเชื่อถือในทุกวงการ ไม่น่าเชื่อถือชนิดที่ตำนานเด็กเลี้ยงแกะ ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นจิ๋วเลี้ยงแพะ "ผมทราบดี ใครบอกว่าผมจะให้จิ๋วเข้ามาร่วมงาน ผมต้องการให้เขาเป็นแค่เรือให้กับพวกเรา" ดังนั้นจึงอย่าได้แปลกใจที่เมื่อทำการยึดอำนาจเสร็จเรียบร้อยแล้วไม่เพียงมีรายการถีบหัวเรือที่ชื่อจิ๋วทิ้งเท่านั้น หากแต่ยังมีรายการหักหาญน้ำใจด้วยการให้ หมอประสพ รัตนากร ลงจากตำแหน่งประธานมูลนิธิรัฐบุรุษ แล้วแทนที่จะยกให้บิ๊กจิ๋วตามสัญญา แต่ขิงแก่เปรมกลับมอบตำแหน่งประธานมูลนิธิรัฐบุรุษให้ พล.อ.สุรยุทธ์ อันเป็นการตบหน้ากันอย่างแรง และถือเป็นการล้างแค้นเอาคืนให้กับลูกแอ้ดอีกด้วย

ดังนั้นรายการสอนน้องผ่านสื่อของบิ๊กจิ๋วจึงเกิดขึ้นอย่างไม่อ้อมค้อม จนกลายเป็นที่มาของ "ผายลมใยต้องถอดกางเกง" แล้วอย่าได้แปลกใจว่าทำไมบิ๊กจิ๋วจึงต้องเดินทางไปประเทศจีนอย่างเปิดเผยแบบชนิดให้รู้กันว่า การเสียรู้ของบิ๊กจิ๋วในครั้งนี้จะต้องมีรายการเอาคืนอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้ และก็คงจะเพิ่มความหนักใจให้ขิงแก่อย่างเปรมและลิ่วล้อที่อยู่ภายใต้ระบอบเปรมาธิปไตยอย่างไม่ต้องสงสัย แล้วเมื่อไรก็ตามที่บิ๋กจิ๋วไสช้างออกมา พวกใต้น้ำทั้งหลายก็คงจะโผล่ขึ้นเหนือน้ำ แล้วถึงเวลานั้นก็ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ห้อยบารมีเปรมขึ้นมากร่างแต่ละคนคงมีจุดจบที่ทุลักลุเลไม่แพ้กัน ผมว่าเวลานี้จิ๋วคนดีคงระลึกได้แล้วว่าควรจะดำเนินการอย่างไรในช่วงสุดท้ายของชีวิต และอย่าเดินผิดทางให้เป็นปลาตายน้ำตื้นอีก ที่สำคัญอย่าพริ้วเรื่องนี้ให้กลายเป็นปาหี่การเมืองเหมือนที่เคยทำ "เพื่อลบล้างคำว่า จิ๋วเลี้ยงแพะ" เพราะหมดเวลาแล้วสำหรับคนชื่อจิ๋วจริงๆ

บทสรุป

ท่านผู้อ่านคงได้เห็นแล้วนะครับว่าแผนล้มกระดานนั้นมีมายาวนานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตอนพล.อ.สุรยุทธ์เข้าดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกนั้น มีการไหว้ครูอันเป็นการส่งสัญญาณด้วยการลาออกจากตำแหน่งวุฒิสมาชิกโดยให้เหตุผลว่าจะขอเป็นทหารอาชีพไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เท่านั้นยังไม่พอยังให้หญิงติ๋มภรรยาสุดที่รักลาออกจากราชการทหาร ทั้งๆ ที่กำลังคั่วยศพลตรี อีกทั้งยังได้เห็นธาตุแท้ของพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นพรรคเก่าแก่ที่สุดที่ยังมีภาพรับใช้ทหารอย่างชัดเจน และยังทำตัวอยู่ภายใต้ระบอบเปรมาธิปไตยอย่างคงเส้นคงวาดังในอดีต จึงอย่าได้สงสัยว่าพอสิ้นเสียงระฆังอันเป็นสัญญาณเริ่มต้นในการล้มล้างพ.ต.ท.ทักษิณดังขึ้น นายอภิสิทธิ์จึงได้บ่ายหน้ามุ่งสู่สำนักพระอาทิตย์ไปให้กำลังใจนายสนธิ ลื้มทองกุล เป็นรายแรก ดังนั้นภาพพระมหาอุปราชเปรม พรรคประชาธิปัตย์ และนายสนธิ ตลอดจนพวกนักวิชาการที่ออกมาร่วมประสานเสียงทักก..ษิณออกไป จึงไม่อาจแยกออกจากกันได้ด้วยประการฉะนี้

ตอนที่ ๕ ยุทธการเราพร้อมแล้ว

โดย อาคม ซิดนีย์

๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๙

จากบทความที่ผมนำเสนอไปแล้วอันประกอบด้วย

๑. แค้นของคนชื่อเปรม

๒. เปรมาธิปไตย

๓. พระมหาอุปราชเปรม

๔. จิ๋วตายน้ำตื้น

 บทความทั้ง ๔ เรื่องข้างต้นมีประเด็นสำคัญและความเกี่ยวเนื่องในเรื่องของอำนาจจากอดีตถึงปัจจุบันซึ่งพอแยกเป็นประเด็นที่ชี้ให้เห็นในการนำเสนอมีดังนี้

๑. กรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ อันเป็นการโค่นล้มระบอบเผด็จการจอมพลถนอม โดยกลุ่มนักศึกษาปัญญาชนในนาม “ศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย”

๒. เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็นการทวงคืนอำนาจของกลุ่มข้าราชการที่ผมเรียกว่าพรรคข้าราชการหรืออมาตยาธิปไตย โดยมีการวางแผนอย่างเป็นระบบภายหลังจากการสูญเสียอำนาจ

๓. พฤษภาทมิฬ เป็นการช่วงชิงอำนาจอันเกิดจากความขัดแย้งของนายทหาร จปร.รุ่น ๑, ๕ และ ๗ โดยอาศัยการตายของประชาชนไปเป็นเครื่องมือในการประกาศศักดาแห่งบารมีเปรม อันเป็นการแจ้งเกิดของระบอบเปรมาธิปไตย ที่ผมบอกว่าน่ากลัวว่าระบอบเผด็จการในอดีต

๔. เหตุที่เกิดความวุ่นวายขึ้นในประเทศ เกิดจากกลุ่มบุคคลรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท โดยมีพรรคการเมืองเก่าแก่และสื่อมวลชนบางกลุ่มให้ความร่วมมือ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การโค่นล้มทักษิณเพื่อตอกย้ำให้เห็นอำนาจเบ็ดเสร็จและเด็ดขาดว่า “อำนาจและบารมีของข้า ใครอย่าแตะ” ซึ่งผมเรียกว่า “พระมหาอุปราชเปรม” ที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีอันจะต้องพลัดถิ่นอยู่ในเวลานี้

สำหรับบทความเรื่อง “ยุทธการเราพร้อมแล้ว” ผมต้องการชี้ให้เห็นเหตุการณ์ทั้งสี่ นับตั้งแต่กรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ มาสู่เหตุการณ์ ท๊ากก..สินออกไป มีส่วนเกี่ยวเนื่องกันจนแยกไม่ออก เพราะทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นล้วนเกิดจากกลุ่มผู้ได้ชื่อว่าบุคคลผู้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาททั้งสิ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจและไม่เป็นการทำให้สับสน ผมจึงจะแยกเหตุการณ์ให้ท่านผู้อ่านได้ทบทวนความจำ เพื่อให้เห็นความเกี่ยวโยงกันอย่างชัดเจนดังนี้

 กรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นการต่อสู้เพียงครั้งเดียวที่เรียกได้ว่าเกิดจาก “พลังบริสุทธิ์” การถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการมายาวนาน ทำให้เกิดสภาวะแห่งความกลัวปกคลุมไปทั่วถึงทุกชีวิตในสังคมไทยจนกลายเป็นพลังความเก็บกด การห้ามชุมนุม พูด เขียน และวิจารณ์ทางการเมืองนั้นยังพอที่จะยอมรับกันได้ แต่ที่มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพด้วยการออกกฏหมาย ซ่องสุมโจรหรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าซ่องโจรนั้น บุคคลที่มีอายุ ๕๐ ปีขึ้นไปคงรู้ซึ้งได้เป็นอย่างดี

 กฏหมายซ่องโจรนั้นออกมาให้เป็นเครื่องมือหากินของตำรวจโดยเฉพาะ เพียงแค่ตั้งวงเหล้ากัน ๔-๕ คน ท่านผู้อ่านก็มีสิทธิโดนจับและถูกยัดเยียดข้อหาซ่องโจรหรืออื่นใด ตามแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะหยิบยื่นให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทุกๆ อาทิตย์จะมีวันที่ทุกคนไม่ยอมออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น นั่นก็คือ “วันระดมพล” อันเป็นวันที่ตำรวจออกตรวจหรืออีกนัยหนึ่งก็คือวันออกหากินนั่นเอง จึงอย่าได้แปลกใจที่มีนักโทษข้อหาซ่องโจรเต็มคุกอยู่นับหมื่นคน

ถ้าหากเราจะยกกรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ขึ้นมาพิจารณา อาจจะหมิ่นเหม่ต่อการวิพากษ์วิจารณ์จนอาจหาข้อสรุปไม่ได้ ในที่นี้ผมจะนำเสนอในมุมมองของผมอันเป็นความคิดเห็นส่วนตัวจากประสพการณ์จริง ซึ่งผมเป็นคนหนึ่งที่เข้าไปร่วมอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น โดยจะขอกล่าวถึงจุดเริ่มต้นอันเป็นที่มานั้นว่า เกิดจากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกกลางทุ่งนาบางเลน จังหวัดนครปฐม ซากสัตว์ป่านาๆ ชนิดและอาวุธสงครามที่ใช้ในการล่าสัตว์ตกกระจายไปเกลื่อนทุ่ง อันเป็นหลักฐานให้ขยายผลไปสู่การล่าสัตว์ทุ่งใหญ่นเรศวรของคณะนายทหารและตำรวจ

รัฐบาลจอมพลถนอมออกมาปกป้องด้วยการบอกว่า คณะนายทหารไม่ได้เข้าไปล่าสัตว์ หากแต่ไปราชการลับเพื่อให้การอารักขาแก่นายพลเนวิน ประธานสภาปฏิวัติของพม่าที่เดินทางมาเยือนไทยในเวลานั้นพอดี อันเป็นเสมือนหนึ่งดูแคลนปัญญาของประชาชนว่าเป็นพวกคนกินแกลบ จึงได้เกิดมีการเคลื่อนไหวโดยเริ่มจากนักศึกษาปัญญาชนในรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วยการพิมพ์ข้อความลอยๆ ลงบนหนังสือชมรมคนรุ่นใหม่ชื่อ มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีคำตอบว่า “สภาสัตว์ป่าแห่งทุ่งใหญ่ฯ มีมติต่ออายุสัตว์ป่าอีก ๑ ปี เนื่องจากสภานการณ์ภายในและภายนอกเป็นที่ไม่น่าไว้วางใจ” อันเป็นการแทงถูกกลางใจดำของจอมพลถนอมอย่างพอดิบพอดี เพราะมีการต่ออายุราชการในปีนั้นพอดี

ผลของการออกหนังสือดังกล่าวเป็นเหตุให้ ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ สั่งลบชื่อนักศึกษาต้นคิดในเรื่องนี้ออกถึง ๙ คน ส่งผลให้เกิดการรวมตัวกันประท้วงคำสั่งของ ดร.ศักดิ์ จากนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหงและเหตุแห่งการประท้วงในครั้งนี้ ทำให้ศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยยื่นมือเข้าสนับสนุน จึงมีปรากฏการณ์นักศึกษาจากทุกสถาบันเข้าร่วมประท้วงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ ๒๑-๒๒ มิถุนายน ๒๕๑๖ จำนวนนับหมื่นคนในเวลาอันรวดเร็ว ดร.ศักดิ์ ไม่อาจทนอยู่ภายใต้ความกดดันจึงได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี และทางมหาวิทยาลัยรามคำแหงมีมติให้รับนักศึกษาทั้ง ๙ กลับเข้าศึกษาต่อซึ่งเหตุการณ์ควรถือได้ว่าสิ้นสุด แต่การกลับไม่เป็นเช่นนั้น

เนื่องจากเกิดมีปรากฏการณ์รุกคืบในเวลาต่อมา แต่ในครั้งนี้บทบาทในการเคลื่อนไหวเปลี่ยนมาเป็นศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยซึ่งนำโดยนายธีรยุทธ บุญมี โดยมีกลุ่มอาจารย์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เข้าร่วมและให้การสนับสนุนอย่างเปิดเผยในการก่อตั้ง “กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” และได้ประกาศตัวด้วยการนัดสื่อมวลชนแถลงการณ์ เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๑๖ เพื่อแจ้งวัตถุประสงค์ในการดำเนินการ อันเป็นเหตุการณ์ที่ห่างจากกรณีนักศึกษารามฯประท้วงหลายเดือน

ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ว่าไม่ได้ร่วมสนับสนุนในการโค่นล้มทักษิณ การเปิดประตูให้นายสนธิ ลิ้มทองกุลได้เข้าไปตะแบงท๊าก..ษิณออกไป โดยมีบรรดาคณาจารย์เข้าร่วม ดังที่ผมได้บอกว่าล้วนเป็นกลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์กับบุคคลรับใช้ใกล้ชิดเบื้องยุคลบาท อันหมายถึง ดร.สุเมธ ตัณติเวชกุล ผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วก็เลยทำให้ผมต้องย้อนมองอดีตทำให้ผมพบว่า อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ นั้นมีชื่อว่า ศ.อาจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งองคมนตรีตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ และเป็นผู้มีบทบาทเป็นอย่างสูงในการอนุญาติให้ใช้สถานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลจอมพลถนอม แล้วหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ท่านก็ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีไปรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับองคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

เหตุการณ์ล่มสลายของระบอบเผด็จการทหารที่ไม่มีใครเคยคาดคิดว่าเป็นไปได้ ดังนั้นการโค่นล้มจึงไม่ได้มีการวางแผนมารองรับ จึงทำให้ประเทศชาติเกิดปัญหาความไม่เป็นระเบียบ ประชาธิปไตยเบ่งบานจนมีกลุ่มคนที่เพลินกับเสรีภาพ ที่เพิ่งได้มาใหม่กันอย่างที่เรียกว่าเกินขอบเขต ทหารตำรวจไม่กล้าแต่งเครื่องแบบออกปฏิบัติหน้าที่ บ้านเมืองขาดทั้งระเบียบและวินัย จึงกลายเป็นจุดอ่อนของกลุ่มอำนาจเก่าที่ผมเรียกว่า พรรคข้าราชการหรือ อมาตยาธิปไตย สามารถวางแผนทวงคืนอำนาจได้ ภายใต้นโยบายขวาพิฆาตซ้าย โดยใช้ยุทธการ“ฆ่ามดต้องใช้มดฆ่าหรือฆ่าปลวกก็ต้องปลวกฆ่า” พูดให้เข้าใจง่ายๆ นั่นก็คือ แผนปลุกให้มีการฆ่ากันเองในหมู่นิสิตนักศึกษา ดังนั้นการดึงนักศึกษาอาชีวะให้ออกมายืนอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับศูนย์นิสิตฯจึงเกิดขึ้น โดยมีการแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนให้เป็นฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย

พล.ต.สุดสาย หัสดิน รองผู้อำนวยการ กอ.รมน หรือที่รู้จักกันในนามเจ้าพ่อกระทิงแดงนั้นได้ใช้งบประมาณราชการลับในการสนับสนุนในการฝึกซ้อมการสู้รบตลอดจนการใช้อาวุธให้กับกลุ่มนักศึกษาอาชีวะ โดยมีการเสนอยศร้อยตรีทหารเข้าล่อหัวโจกที่เป็นแกนนำบางคน และถึงกับลงทุนให้ลูกชายสืบสาย หัสดิน ร่วมกับ เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ(ผู้พันตึ๋ง) สมศักดิ์ ขวัญมงคล เป็นหัวหน้ากลุ่มปฏิบัติการเลยทีเดียว

ในขณะที่การฝึกซ้อมเป็นไปอย่างจริงจัง พล.อ.สายหยุด เกิดผล เสนาธิการ กอ.รมน และ พล.อ.วัลลพ โรจนวิสุทธิ์ เจ้ากรมข่าวทหาร ก็ได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงก่อตั้งกลุ่มนวพลขึ้นมารองรับอย่างเร่งรีบ และนวพลคนสำคัญที่เป็นสมาชิกหมายเลข ๑ อันมีรหัสสมาชิก เลขที่ ๐๐๑ นั้นมีชื่อว่า พล.ท.สำราญ แพทย์กุล อดีตแม่ทัพภาคที่ ๓ ซึ่งก็ดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรีอยู่ในเวลานั้น และได้เป็นผู้ที่ออกมาเรียกร้องให้เห็นความสำคัญเกี่ยวกับความรักชาติว่า “ชาติจะอยู่รอดได้เพราะวัดกับวัง”

ด้วยความสำคัญแห่งวัดและวังนี่เอง จึงปรากฏมีพระนักเทศน์ชื่อดังนาม กิติวุฒิโฑ ร่วมเป็นสมาชิกนวพลในอันดับต้นๆ และทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์อย่างมีประสิทธิภาพให้อย่างไม่ได้ตั้งใจในกรณี “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” ที่ท่านเทศน์ในวันหนึ่งซึ่งทำให้เกิดความสะท้านสะเทือน ไม่เพียงแต่ในวงการสงฆ์ด้วยกันเท่านั้น แม้ต่างชาติต่างศาสนาที่ไม่ได้เป็นคนไทยหากได้ยินก็ยังต้องขนลุกขนพอง ท่านผู้อ่านโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ต้องอ่านชนิดคำต่อคำดังนี้ครับ

 

 

“ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ใครก็ตามที่คิดทำลายชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์นั้น ถือว่าเป็นมาร มิใช่มนุษย์ การฆ่ามารจึงไม่บาป หากแต่เป็นภาระหน้าที่ของคนไทยจะต้องทำ การฆ่า ถ้าเป็นการฆ่าเพื่อชาติ แม้จะได้บาปจากการฆ่า แต่ก็ได้บุญจากการป้องกันชาติให้พ้นจากศัตรู ถ้าจะเปรียบให้เข้าใจง่ายขึ้นนั้น การฆ่าคอมมิวนิสต์ก็เหมือนการฆ่าปลาตักบาตรถวายพระนั่นเอง”

กลุ่มนวพลตั้งขึ้นเมื่อนเดือนตุลาคม ๒๕๑๗ และได้มีการอธิบายจากกลุ่มผู้ก่อตั้งว่าต้องการให้มีความหมายว่าเป็นกลุ่มพลังใหม่ โดยเลือกใช้คำนว (นะวะ) ซึ่งแปลว่า ๙ อันหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวราชการที่ ๙ ดังนั้นการสื่อความหมายจึงแปลได้ความว่า พลหรือพลังใหม่ในพระเจ้าอยู่หัวของพวกเรานั่นเอง ส่วนจุดประสงค์หลักในการต่อตั้งกลุ่มนวพลนั้นก็เพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยมีนโยบายให้เป็นกลุ่มข้าราชการในระดับท้องถิ่นเป็นแรงขับเคลื่อนดำเนินการ โดยมีเป้าหมายในการหาสมาชิกอยู่ที่กลุ่มนักธุรกิจอย่างเป็นด้านหลัก ดังนั้นจึงไม่อาจปฎิเสธได้ว่า มีการวางแผนล่วงหน้าที่จะยัดเยียดข้อหาคอมมิวนิสต์ให้แก่นิสิตนักศึกษาแบบเหมารวมจากรัฐด้วยความจงใจมาก่อน

จึงอย่าได้แปลกใจที่ผลพวงในการก่อตั้งกลุ่มนวพลนั้น สามารถฉุดบทบาทของลูกเสือชาวบ้านให้ขึ้นมาโดดเด่นและกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับกลุ่มนวพลจนแยกกันไม่ออก ลูกเสือชาวบ้านก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๑๔ โดยมีจุดประสงค์ในการส่งข่าวสารและแจ้งเบาะแสข้อมูลที่เกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ให้กับทางราชการ เพราะลูกเสือชาวบ้านในเวลานั้นมีการกระจายออกสู่คนทุกอาชีพ ทุกศาสนา และทุกชนชั้น รวมกันทั้งประเทศมีอยู่หลายล้านคน แต่ละคนจะถูกปลูกฝั่งให้ยึดมั่นอยู่กับชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ให้ยึดถือคอมมิวนิสต์เป็นศัตรูตัวร้ายในการทำลายชาติ ที่ต้องช่วยกันกวาดล้างให้สิ้นซาก ลูกเสือชาวบ้านดำเนินงานผ่านหน่วยงานระดับท้องถิ่นสังกัดกระทรวงมหาดไทย ประชาชนที่ได้เข้าร่วมการเข้าค่ายฝึกอบรมจะได้รับผ้าพันคอสีแดงเป็นสัญลักษณ์

ในปี ๒๕๑๙ ลูกเสือชาวบ้านมีความคึกคักเป็นอย่างยิ่งในกลุ่มบุคคลชั้นสูงและกลุ่มบุคคลผู้มีอันจะกินอันเนื่องจากมีการปลุกระดมในลักษณะกึ่งข่มขู่ให้เห็นถึงภัยคอมมิวนิสต์ว่าหากปล่อยให้เข้ายึดครองประเทศได้จะถึงคราวสูญทรัพย์สิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน และดูเหมือนจะไม่มีรุ่นไหนโด่งดังเกินรุ่นเจ้าจอมมารดาฯ ที่ตั้งค่ายฝึกอบรมที่สวนลุมพินี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชดำเนินไปพระราชทานธงลูกเสือชาวบ้านและผ้าพันคอ ดังนั้นเหตุการณ์เมื่อ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่มีการปลุกกระแสว่าศูนย์นิสิตฯเป็นคอมมิวนิสต์และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ ในกรณีนักศึกษาแสดงละคอนล้อการเมืองโดยหยิบยกกรณีพนักงานการไฟฟ้าสองคนถูกฆ่าแขวนคอ แต่ภาพได้ถูกแต่งเติมให้ดูเหมือนพระบรมโอรสาธิราชฯ และมีการตีพิมพ์ออกสู่สาธารณะ จากหนังสือพิมพ์ดาวสยามและบางกอกโพสท์ และได้ถูกนำไปตอกย้ำผ่านทางวิทยุยานเกราะ จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมกลุ่มลูกเสือชาวบ้านจึงไม่รีรอที่จะกระโจนเข้าร่วมกับกลุ่มกระทิงแดงและกลุ่มนวพลเข้ากวาดล้างด้วยวิธีรุนแรงอย่างกระหายด้วยความแค้น

ส่วนกรณีพฤษภาทมิฬนั้น เป็นเรื่องของการเรียกร้องที่นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง โดยมีคนหัวเกรียน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และกลุ่มคนหัวโล้นจากสันติอโศกเป็นแกนนำ ที่ผมเห็นเป็นเรื่องไร้สาระและเคยปฎิเสธที่จะไม่ขอวิจารณ์ แต่ถ้าจะไม่พูดถึงเสียเลยทีเดียวก็จะทำให้บทความชิ้นนี้ขาดความสมบูรณ์ ดังนั้นผมจึงขอกล่าวในส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับบทความเรื่องนี้เท่านั้น ซึ่งเรื่องก็มีจุดเริ่มต้นมาจากการช่วงชิงอำนาจนั่นแหละ โดยที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ร่วมมือกับนายทหารจปร.รุ่น ๕ ที่มี พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นแกนนำโค่นล้มอำนาจกลุ่มนายทหารจปร.รุ่น ๗ เนื่องจากไม่มั่นใจในการที่จะได้ทยานขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ดังนั้น พล.อ.ชวลิต จึงใช้กลยุทธแบ่งกันกินด้วยการประกาศชัดเจนว่าจะขออยู่ในตำแหน่งเพียงสองปี แล้วก็จะสละเก้าอี้ให้พล.อ.สุจินดาได้นั่งต่อ ทั้งนี้เพื่อสกัดกั้น พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ ที่มีกลุ่มนายทหารจปร.รุ่น ๗ ที่มี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นแกนนำให้การสนับสนุน และเมื่อเกิดรายการนัดแล้วใยไม่มา จึงทำให้นายทหารรุ่น ๗ มีอันต้องโดนปลดออกจากราชการหลายคน จึงกลายเป็นรอยแค้นที่รอวันชำระ ส่วน พล.อ.พิจิตร เองก็โดนไปหลายเด้งจนแทบหมดสภาพความเป็นคนด้วยเหตุใยไม่มา

พล.อ.ชวลิต ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. สมใจนึก และนาทีระทึกใจก็มาถึงเมื่อเวลาผ่านพ้นไปสองปี ถึงทีที่จะต้องส่งมอบเก้าอี้ตัวใหญ่ให้กับ พล.อ.สุจินดา ตามสัญญา พล.อ.เปรม ก็ออกมาให้สติว่า “ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกนั้นได้มาง่ายนักหรือ” นายพลคนซื่อที่ว่านอนสอนง่ายอย่างจิ๋วจึงมีความจำเป็นที่ต้องอยู่ต่อไปอีกหนึ่งปี ครั้นพอครบอีกปี พล.อ.ชวลิต ก็เลยดำน้ำอ้างว่าผู้ใหญ่ขอให้อยู่เพื่อรับใช้ชาติต่ออีกหนึ่งปีหลังจากย่องเข้าพบเปรม ก็อย่างที่ผมเคยเรียนกับท่านผู้อ่านไปแล้วว่าฝีมือแยกแล้วปกครองไม่มีผู้ใดในแผ่นดินที่มีความเหนือชั้นไปกว่าคนที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบุรุษของผมคนนี้ ดังนั้นปรากฎการข้างบนฉุดข้างล่างดันจึงตามมา สุดท้าย พล.อ.ชวลิต ก็ไม่อาจยื้ออยู่บนตำแหน่งได้อีกต่อไป จำต้องไปรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ จงใจเอาเข้าล่อเพื่อให้ออกจากถ้ำ และก็เป็นตำแหน่งที่ พล.อ.ชวลิต มีอันจะต้องบอบช้ำที่สุด อันเกิดจากฝีมือคุณชายสุขุมพันธ์ประสานกับ เหลิมดาวเทียม ในกรณีตู้ทองเคลื่อนที่ของหญิงหลุยส์ พร้อมกับไล่ให้ พล.อ.ชวลิต ไปปัดกวาดบ้านตัวเองก่อน

การรุมยำ พล.อ.ชวลิต ได้รับการปกป้องจากฝ่ายทหารแบบชนิดตาต่อตา ทั้ง พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ด้วยการประกาศกร้าวว่า พล.อ.ชวลิตเป็นสัญลักษณ์ของกองทัพ การที่ฝ่ายการเมืองย่ำยี พล.อ.ชวลิต ก็เหมือนย่ำยีกองทัพ การกระทบกระทั่งทางการเมืองบานปลายจนกลายเป็นเงื่อนไขแห่งการปฎิวัติ และในที่สุดก็มีการยึดอำนาจโดยรสช.

ช่วงนี้เป็นช่วงแห่งความระแวงอันมีเป้าหมายอยู่ที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่ง พล.อ.ชวลิต หมายมั่นที่จะไขว่คว้ามาให้จงได้ แต่พลันที่เฒ่าสารพัดพิษอย่าง หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ แห่งซอยสวนพลูออกมาให้ความเห็นว่าโหงวเฮ้ง พล.อ.สุจินดา ดูดีมีราศีกว่า พล.อ.ชวลิต ส่งผลให้ความระแวงที่มีอยู่ก่อนแล้วกลายเป็นความกดดันที่ต้องออกมาตีลูกกันว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง และเมื่อ พล.อ.สุจินดา ตระบัดสัตย์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขบวนการต่อต้านจึงเกิดขึ้น ดังที่ผมเคยบอกว่าเป็นการต่อสู้ที่ไร้สาระ เพราะจริงๆแล้วเป็นการช่วงชิงอำนาจของสองผู้ยิ่งใหญ่แห่ง จปร.รุ่น ๑ และรุ่น ๕ โดยมีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเดิมพันส่วน จปร.รุ่น ๗ ก็สบโอกาสที่จะล้างแค้นหลังจากที่ได้รอคอยมานานแต่มีประชาชนไปตายแทน และผู้ที่ได้ไปเต็มๆ ก็หนีไม่พ้น รัฐบุรุษเปรม จอมสร้างภาพนั่นเอง

ที่ผมบอกว่าจอมสร้างภาพนั้น ซึ่งความจริงแล้วผมน่าที่จะใช้คำว่าจอมอำมหิตมากกว่า ทั้งนี้ผมไม่ได้ใส่ร้ายอันเกิดจากความเกลียดชังโดยปราศจากเหตุผล เพราะในเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานในขณะนั้นถ้าหาก พล.อ.เปรม มีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาแล้ว เหตุใดจึงปล่อยให้เรื่องมันบานปลายจนเป็นเหตุให้เกิดการตายหมู่แล้วจึงลงมาหย่าศึก นั่นไม่เป็นเพราะต้องการอวดศักดานุภาพในความเป็นคนที่มากด้วยบารมีดอกหรือ และเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็มีที่มาจากแผนแยกแล้วปกครองในระบอบเปรมาธิปไตยอย่างไม่อาจปฎิเสธได้

ส่วนกรณีท๊ากษิณออกไป ผมคงไม่ต้องนำเสนอในที่นี้ ให้ท่านผู้ที่ต้องการทราบรายละเอียดไปติดตามอ่านจากบาทความเรื่อง ความแค้นของคนชื่อเปรม เปรมาธิปไตย และพระมหาอุปราชเปรม

 บทสรุป

ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่าเหตุการณ์ต่อสู้ที่ผ่านมาและที่กำลังเป็นอยู่ในเวลานี้ ล้วนมีสาเหตุมาจากคนได้ชื่อว่ารับใช้ใกล้ชิดฯ จะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจผมไม่อาจทราบได้ แต่จากประเด็นที่ผมได้เขียนและชี้ให้เห็นนั้น ไม่อาจปฏิเสธหรือกล่าวหาว่าข้อมูลที่ผมนำเสนอเป็นเรื่องโคมลอย และในฐานะที่ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของปวงชนชาวไทย ผมจึงได้มีการเรียกร้องให้ช่วยกันตรวจสอบพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ และที่ทำให้ผมหมดความอดทนจนต้องมานั่งเขียนร่ายยาวอยู่ขณะนี้ นั่นก็คือการทำปฏิวัติหรือรัฐประหารนั้นทุกคนย่อมทราบดีอยู่แก่ใจแล้วว่าเป็นความผิดฐานกบฏซึ่งกฏหมายเขียนไว้ชัดเจนว่ามีโทษถึงประหารชีวิต แล้วเหตุใดผู้ก่อการรัฐประหารที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้า จึงบังอาจใช้ชื่อว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมาหกษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

การใช้กำลังเข้ายึดอำนาจนั้น บนความเป็นจริงแล้วจะใช้คำว่าในระบอบประชาธิปไตยนั้น ผมก็ยอมรับไม่ได้อยู่แล้ว ยังมีการต่อคำพ่วงท้ายว่า “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ด้วยความจงใจที่จะให้เข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ทรงยินยอมพร้อมพระทัยกระนั้นหรือ เพราะแม้แต่มีการถวายฏีกาขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯของเรายังมีกระแสพระราชดำรัสว่า “ไม่เป็นประชาธิปไตย มันมั่ว”

เมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงขอประกาศผ่านบทความของผมนี้ บอกกันตรงๆโดยไม่อ้อมค้อมถึงกลุ่มทหารนอกลู่ที่อยู่ภายใต้การปกครองในระบอบเปรมาธิปไตยที่ทำการยึดอำนาจแล้ว ยังหน้าด้านทวงบุญคุณกับคนไทยทั้งประเทศว่า “เสี่ยงทำเพื่อชาติด้วยความเสียสละ” ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องให้มันเกิด เพราะพวกเราพร้อมแล้ว

อาคม ซิดนี่ย์

ตอนที่ ๖ เปรมาธิปไตย ตอน ลัทธิมอมเมาสังคม

โดย อาคม ซิดนี่ย์

๑๖ มกราคม ๒๕๕๐

 

ก่อนที่ผมจะนำเสนอบทความชิ้นนี้ ผมคงต้องขออนุญาตเชิญชวนท่านผู้อ่านมาทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับกระแสพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้พสกนิกรในเรื่องเกี่ยวกับความพอเพียง เพื่อให้เข้าใจไปในทิศทางที่ถูกต้องเสียก่อนแล้วเราค่อยมาชี้ประเด็นเกี่ยวกับ "ลัทธิมอมเมาสังคม" ของระบบเปรมาธิปไตยที่ขัดต่อกระแสพระราชดำรัส ให้เห็นภาพชัดเจนเป็นอันดับต่อไป ผมจำได้ว่ากระแสพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้พสกนิกร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐ ในเรื่องความพอเพียงนั้น มีความสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจในปีนั้น ที่ทำให้พระองค์ทรงห่วงใยต่อความทุกข์ยากของประชาชนที่ประสพอยู่ในเวลานั้น ซึ่งท่านผู้อ่านคงจำได้ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินที่ถูกปิดถึงกว่าห้าสิบแห่ง และบริษัทห้างร้านตลอดจนโรงงานต่างๆ ได้ทยอยกันปิดตัวเองเป็นจำนวนมาก ซึ่งพันกันเป็นลูกโซ่กับเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจ ส่วนธุรกิจที่พออยู่รอดกับวิกฤติการณ์ในครั้งนั้น ก็ต้องพยายามกันอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช ที่จะประคับประคองให้รอดพ้นจากวิกฤติ มาตรการหนึ่งที่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในเวลานั้นก็คือ การปลดและลดคนงาน จึงส่งผลให้มีคนตกงานมากมายมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ข่าวการฆ่าตัวตายมีให้ได้เห็นไม่เว้นในแต่ละวัน วิกฤติการณ์ครั้งนั้นไม่เพียงมีผลกระทบต่อธุรกิจภาคเอกชนเท่านั้น หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล ก็มีความเดือดร้อนไม่แพ้กัน

ผมจำได้ว่าสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาท ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ชมรมแม่บ้านร่วมกับมูลนิธิจัดทำอาหารเลี้ยงประชาชนเพื่อบรรเทาทุกข์ ยังความทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ จนเป็นที่กล่าวขานกันในหมู่ประชาชนว่า "อาหารพระราชทานจากครัวหลวง" เมื่อไรก็ตามที่ประชาชนในแผ่นดินมีความทุกข์ยาก ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ฝนแล้งหรือน้ำท่วม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีฯ ของเรา ก็จะทรงเป็นทุกข์ด้วยในทุกครั้ง แล้วพระองค์ท่านก็จะทรงหาหนทางมาช่วยบรรเทาทุกข์ให้เสมอมา ดังนั้นกระแสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปีนั้น จึงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ประชาชนคนไทยได้ตระหนักถึงการใช้จ่ายไม่ให้ฟุ่มเฟือย และรู้จักบริหารจัดการในเรื่องการจับจ่ายใช้สอยให้มีความสอดคล้องเพียงพอกับรายได้ที่มี กระแสพระราชดำรัสความพอเพียง ได้มีการกล่าวถึงกันอย่างกว้างขวางไม่แพ้ "รู้รักสามัคคี" และได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายในหมู่นักวิชาการ แล้วกลายมาเป็นคำยอดนิยมที่รู้จักของคนทั่วไปว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" แต่บนความเป็นจริงแล้วคำจำกัดความของคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ไม่อาจสรุปได้เป็นที่ชัดเจน

วันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ ในปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้มีพระมหากรุณาธิคุณอธิบายเพิ่มเติมว่า "พอเพียง หมายถึง พอมีพอกิน" "พอมีพอกิน ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมี พอมีพอกิน ก็ใช้ได้ ยิ่งให้ทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี" "ประเทศไทยสมัยก่อนนี้ พอมีพอกิน มาสมัยนี้อิสระ ไม่มีพอมีพอกิน จึงจะต้องเป็นนโยบายที่จะทำให้เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อที่จะให้ทุกคนพอเพียงได้ พอเพียงนี้ก็หมายความว่ามีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ" (ข้อมูลจากวารสารมูลนิธิชัย พัฒนา “เศรษฐกิจพอเพียง”)

แต่แล้วประชาชนก็มีอันจะต้องไขว่เขวและสันสน เมื่อมีกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่านักวิชาการที่อยู่ภายใต้ระบอบเปรมาธิปไตยออกมาเคลื่อนไหวชูหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นนโยบายแห่งรัฐ เพื่อต่อต้านนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจให้ทันสมัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยผ่านไปยัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ออกมาเปิดประเด็น "ลูกแกะหลงทาง" และกลายมาเป็นเงื่อนไขพิฆาต พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยการกล่าวหาว่า ไม่ตอบสนองกระแสพระราชดำรัส การโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ในกรณีประกอบพิธีทำบุญประเทศในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ด้วยข้อกล่าวหาร้ายแรงถึงขนาดตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร แม้ในเวลาต่อมาได้ รับการชี้แจงและได้รับการยืนยันในความถูกต้องจากกองงานพระราชพิธี แต่ทุกวันนี้ดูเหมือนนายสนธิยังไม่ยอมเลิกรา ในแต่ละเรื่องที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นำมาเป็นประเด็นกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ล้วนเป็นข้อกล่าวหาที่ฉกาจฉกรรจ์และอ่อนไหวในความรู้สึกของสังคมคนไทยทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชสองพระองค์นั้น โดยความเป็นจริงแล้วเป็นเหตุสืบเนื่องจาก สมเด็จพระญาญสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาปริณายก ทรงพระประชวร จึงได้มีการแต่งตั้งคณะผู้ปฎิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชขึ้นมา โดยมีสมเด็จพระพุทฒาจารย์วัดสระเกศเป็นประธาน ก็เท่านั้นเอง ไม่ใช่การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชสองพระองค์อย่างที่นายสนธิจงใจที่จะกล่าวหา

ท่านผู้อ่านคงจำได้นะครับว่า กรณีแต่งตั้งสมเด็จพระพุทฒาจารย์เป็นประธานคณะปฎิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชนั้น ได้ถูกหลวงตามหาบัวต่อต้านและคัดค้านถึงกับให้นายทองก้อนศิษย์เอกทำหนังสือถวายฎีกาให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปลดออกจากตำแหน่งเลยทีเดียว จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมนายสนธิจึงต้องเอาเป็นเอาตายกับเรื่องนี้ นั่นก็เป็นเพราะว่านายสนธิ ต้องการอาศัยบารมีหลวงตามหาบัวขึ้นมาต่อกรกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยเอาวัดป่าบ้านตาดเป็นเวทีสู้รบ เพื่อขยายผลเรียกร้องความเห็นใจ ว่ากำลังถูกอำนาจรัฐคุกคามเอาชีวิตให้เห็นเป็นเรื่องสมจริงยิ่งขึ้น

 การโจมตีรัฐบาลด้วยข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินความจริงจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เด็ดขาด ถ้าไม่ได้รับไฟเขียวจากบุคคลที่มากด้วยบารมี จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมกลุ่มนักวิชาการจึงออกมาช่วยประสานเสียงได้อย่างพอดิบพอดีหากไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า ดังนั้นข้อกล่าวหาจึงมีเพิ่มมากขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน การหลีกเลี่ยงเสียภาษี ตลอดจนโครงการต่างๆ ในรัฐบาลทักษิณมีการกล่าวหากันว่าทุจริต จนเป็นที่มาของคำว่าโครตรานุวัตรหรือโกงทั้งโคตร และถูกนายสนธิ แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวบรวมมาโจมตีจนกระทั่งทุกวันนี้ รวมหลายสิบข้อหาแบบครบวงจรว่าเป็นคนขายชาติ ทำลายศาสนา ล้มล้างพระมหากษัตริย์ การที่ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน รับลูกเอาข้อมูลเก่าที่นายสนธิโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ มาเล่น ต่อด้วยการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า “พวกเราทุกคนที่รับราชการหรือทำธุรกิจใดก็ตาม แม้คนขายก๋วยเตี๋ยวชามละสามสิบบาทยังต้องเสียภาษีให้รัฐ ผมเป็นข้าราชการรับเงินเดือน ๑๒ เดือนต้องเสียภาษีให้รัฐประมาณหนึ่งเดือน แต่คนขายหุ้น ๗๕,๐๐๐ ล้าน จะต้องควรเสียภาษีหรือไม่ ผมถือว่าเป็นเหมือนกับการเลี่ยงภาษีอย่างชัดเจน ซึ่งผู้นำสูงสุดทางการเมืองของประเทศไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้แล้วยังมีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ข้อกล่าวหาอีก ๘๐ เรื่องที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไม่ได้ชี้แจงข้อกล่าวหารวมทั้งการประกอบพิธีทำบุญประเทศในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม นอกจากนี้ระบบการตรวจสอบทางการเมืองโดยสภาผู้แทนก็ไม่สามารถดำเนินการได้ องค์กรอิสระทั้งหลายก็ตกอยู่ใต้อิทธิพลของรัฐบาล" (มติชนสุดสัปดาห์ฉบับที่ ๑๓๗๕ หน้า๒๙)

ข้อมูลเก่าที่ไม่สามารถเอาผิดได้ในแง่มุมของกฎหมายแต่ถูกนำมาตอกย้ำซ้ำซากเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง เป็นการส่อเจตนาให้เห็นอย่างชัดเจนว่า "เมื่อกฎหมายเอาผิดไม่ได้ ก็ต้องยัดเยียดความผิดในด้านจริยธรรมเพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจำเลยต่อสังคมให้จงได้" เพียงเพื่อทำลายให้พ้นเส้นทางการเมือง กรณีมีพระบัญชาปลดสมเด็จพระพุทฒาจารย์วัดสระเกศมาเป็นสมเด็จพระมหาธีรจารย์วัดชนะสงคราม เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๙ แล้วได้ถูกปฎิเสธจาก พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ และ คุณหญิงทิพวดี เมษสวรรค์ พร้อมกับให้ความเห็นว่าเป็นพระบัญชาปลอม แต่ก็ได้รับการสวนหมัดทันควันจาก พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ที่ออกมายืนยันว่าเป็นพระบัญชาที่ถูกต้องของจริง สร้างความสับสนให้กับผู้คนทั่วทั้งประเทศแต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลที่จะดำเนินการให้เป็นที่กระจ่างก็เป็นอีกประเด็นที่ชี้ให้เห็นว่ากฎหมายไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญในการบริหารบ้านเมืองในปัจจุบัน เพราะถูกปกครองด้วยระบอบเปรมาธิปไตยที่ใช้หลักจริยธรรมแทนกฎหมายบ้านเมือง

 การไม่บังคับใช้กฎหมายด้วยการยึดหลักคุณธรรมและจริยธรรมที่ไม่มีมาตรฐานกำหนดผิดถูกที่แน่ชัดตามระบอบเปรมาธิปไตย ย่อมเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายที่เป็นพลพรรคของตัวเองได้เป็นอย่างดี อย่างเช่น กรณีความที่ฟ้องร้องนายสนธิในความผิดเรื่องหมิ่นเบื้องสูง ที่ได้รับการถอนฟ้องด้วยข้ออ้างเพื่อความสมานฉันท์ ในขณะเดียวกันกลับมีการขุดคุ้ยความผิดในข้อหาเดียวกันนี้เพื่อดำเนินคดีในทางอาญากับ พ.ต.ท.ทักษิณ และที่ร้ายไปกว่านั้น ในเวลานี้ได้มีการคุกคามและข่มขู่สื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์หรือทีวี ไม่ให้เสนอภาพและข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ และอดีตนักการเมือง แต่ในเวลาเดียวกัน รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของนายสนธิกลับมีข้อยกเว้นและมีเสรีภาพในการเสนอข่าวชนิดเกินขอบเขตอย่างเห็นได้ชัด นายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เพียงแต่ได้รับการยกเว้นในการเสนอข่าวเท่านั้น แม้การวิพากณ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศที่เต็มไปด้วยถ้อยคำที่ก้าวร้าวรุนแรงและหยาบคายก็ได้รับการยกเว้น ก็เลยทำให้ภาพความเป็นอภิสิทธิชนของนายสนธิดูเด่นเป็นสง่าไม่ต่างจากภาพของรัฐบุรุษ ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้นายสนธิสามารถจาบจ้วงหรือโจมตีใครก็ตามที่ตัวเองไม่ชอบโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่เว้นแม้รัฐมนตรีร่วมรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ อย่าง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายนิตย์ พิบูลย์สงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายวิจิตร ศรีสะอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรววงศึกษาธิการ และใช่เพียงเท่านี้ฝ่ายความมั่นคงในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติที่ร่วมทำการรัฐประหารอย่าง พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ที่ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม และเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคง ตลอดจน พล.ต.อ.โกวิทย์ วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและรองคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ต่างล้วนถูกก่นด่าขับไล่แบบสาดเสียเทเสียมาแล้วทั้งสิ้น นั่นก็ไม่ใช่เพราะผู้มีบารมีอยู่เบื้องหลังดอกหรือ นายสนธิถึงได้มีอิทธิพลพอที่จะทำสิ่งดังกล่าวอีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากฎหมาย ไม่มีผลบังคับใช้แล้วสำหรับบางคนในประเทศไทย

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นอกจากอาศัยความเป็นนักสร้างภาพมอมเมาสังคมในสิ่งที่ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้ดังเช่นเรื่องจริยธรรมและคุณธรรมดังกล่าวแล้ว ยังมีความพยายามที่จะกระพือโหมให้สังคมเชื่อถือและกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็นโดยไม่คำนึงถึงเหตุผลและหลักความเป็นจริง นั่นก็คือ ประเทศชาติเป็นของศักดิสิทธิ์ ทั้งนี้เพื่อประกอบเหตุผลในการสาปแช่งบุคคลที่ตัวเองไม่ชอบว่าเป็นผู้ทรยศต่อแผ่นดินจนมีอันต้องเป็นไปอย่างกรณีที่เกิดขึ้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในเวลานี้

 นอกจากนี้แล้วสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพสักการะ อันเกิดจากพระราชกรณียกิจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำเนินมาอย่างยาวนาน เพื่อความผาสุขของปวงชนชาวไทย จนเป็นที่ประจักษ์และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณปรากฎไปสู่ทั่วทุกมุมโลก แทนที่จะถ่ายทอดให้ลูกหลานได้เห็นซึ้งถึงพระเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ กลับถูกจำกัดความให้เป็นสิ่งศักดิสิทธิ์ที่ห้ามละเมิดห้ามวิจารณ์ จึงทำให้กลายเป็นความเกรงกลัวเมื่อนึกถึงองค์พระประมุข ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาต่ออาณาประชาราษฎร์ เพื่อเป็นการยืนยันว่าบทความทั้งหมดที่นำเสนอมานี้ ไม่ได้เขียนขึ้นด้วยความมีอคติ หรือมีความเกลียดชังเปรมเป็นการส่วนตัว แต่หากเขียนขึ้นด้วยความรู้สึกที่อยากเห็นความถูกต้องและเป็นธรรมในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ดังนั้นผมจึงขออัญเชิญกระแสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ มาให้ท่านผู้อ่านได้ร่วมกันพิจารณาในความบางตอนดังต่อไปนี้

"ในระบอบรัฐธรรมนูญที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระเจ้าอยู่หัวผิดไม่ได้ เขาพูดอย่างนั้น The King can do no wrong เหมือนท่านองคมนตรีชอบพูดว่าต้องอ้างภาษาอังกฤษ แต่เวลา The King บอกว่า The King can do no wrong ก็เป็นสิ่งที่ wrong แล้วผิดแล้ว ไม่ควรพูดอย่างนั้น ความจริงเวลาอ่านตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญภาษาอังกฤษมีตำราอ้างอยู่เสมอ แล้วคนที่เรียนภาษาอังกฤษเรียนกฎหมายอังกฤษก็ต้องอ้างเสมอเรื่อง The king can do no wrong และนักกฎหมายแถวนี้ก็พยักหน้าว่าใช่ ความจริง The King can do no wrong เป็นการดูถูก The King อย่างมากเพราะว่า The King ทำไมจะ do no wrong ไม่ได้ แสดงให้เห็นว่า เขาถือว่า The King ไม่ใช่คน จริงๆ อยากให้วิจารณ์เพราะว่าเราทำอะไรก็ต้องรู้ว่าเค้าเห็นดีหรือไม่ดี ถ้าไม่พูด ก็หาว่า ทำดีแล้ว แต่แท้จริงที่พูดที่ออกข่าวให้สัมภาษณ์บอกว่าอย่าไปวิจารณ์ The King ต้องบอกว่าอย่าไปวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว เพราะว่าไม่ควร ในรัฐธรรมนูญก็มีอยู่ว่าละเมิดไม่ได้ นักกฎหมายก็พยักหน้าอีกแล้วว่าถูกต้องว่าไม่ควรจะวิจารณ์ วิจารณ์ไม่ได้ ละเมิด ไม่ได้ แต่ว่าถ้าพูดว่าพระเจ้าอยู่หัวทำถูก ไม่ใช่ละเมิด เป็นการพูดภาษาอังกฤษ approve approve พระเจ้าอยู่หัวเห็นชอบด้วย แต่ไม่มีใครมาเห็นว่า พระเจ้าอยู่หัวพูดดีพูดถูก แต่ว่าความจริงก็ต้องวิจารณ์บ้างเหมือนกัน และก็ไม่กลัวว่าถ้าใครจะมาวิจารณ์ว่า ทำไมไม่ดีตรงนั้น ตรงนั้น จะได้รู้ เพราะว่าถ้าบอกว่า พระเจ้าอยู่หัวไปวิจารณ์ท่านไม่ได้ ก็หมายความว่า พระเจ้าอยู่หัวไม่ใช่คน ไม่วิจารณ์"

การบิดเบือนกระแสพระราชดำรัสของกลุ่มคนที่อยู่ภายใต้อิทธิพลในระบอบเปรมาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นกระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับความพอเพียงก็ดี หรือการมอมเมาให้ สังคมหลงและงมงายเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น ทำให้เกิดความเกรงกลัวอย่างไม่มีเหตุผลนี่เอง จึงปรากฎมีผู้คนเริ่มมานั่งรอกราบไหว้พล.อ.เปรม อยู่ข้างทางเหมือนรอรับเสด็จด้วยความเข้าใจผิด

 

 

ตอนที่ ๗ เปรมข้อต่อธุรกิจ-การเมือง-เบื้องสูง

โดยอาคม ซิดนี่ย์

๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในเวลานี้ ผมมีความเชื่ออยู่ลึกๆ ว่ามันเกิดขึ้นจากสาเหตุเพียงสองประการคือ ช่วงชิงทวงคืนอำนาจและรักษาผลประโยชน์ จากบทความที่ผมได้นำเสนอไปแล้วทั้ง ๖ ตอน ท่านผู้อ่านคงจะได้เห็นภาพแห่งการช่วงชิงทวงคืนอำนาจของบุรุษที่มีนามว่าเปรมชัดเจนพอสมควร แต่ถ้าพูดถึงผลประโยชน์ท่านผู้อ่านอาจมีคำถามทันทีว่า เปรมมีผลประโยชน์อะไรในเมื่อไม่ได้เป็นพ่อค้าหรือนักธุรกิจ

ก็คงต้องบอกว่าดังที่ผมได้เคยเขียนอธิบายไว้แล้วในบทความเรื่อง “พระมหาอุปราชเปรม” ว่า เพราะความที่เป็นคนมากด้วยบารมีจึงทำให้สามารถชี้เป็นชี้ตายใด้ในเกือบทุกเรื่อง ด้วยสาเหตุนี้เองจึงทำให้มีผู้คนเข้าหาเพื่ออาศัยบารมีเกือบจะทุกวงการ เปรมก็เลยเป็นขวัญใจของคนเกือบทุกสาขาอาชีพ แล้วกลายมาเป็นศูนย์กลางหรือตัวแทนของกลุ่มทุนเก่าที่ผูกขาดความมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลมาโดยตลอดทุกยุคสมัย

สายสัมพันธ์ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์กับตระกูลโสภณพานิชมีจุดเริ่มต้นจากความใจถึงของนายชาตรี โสภณพนิช ที่กล้าดันนายห้างชิน พ่อบังเกิดเกล้าของตัวเองให้หลุดพ้นวงจรทุกตำแหน่งในธนาคารกรุงเทพ พร้อมกับปลดนายบุญชู โรจนเสถียร กรรมการผู้จัดการใหญ่ แล้วดันนายอำนวย วีรวรรณ ขึ้นนั่งเก้าอี้เบอร์หนึ่งแทนนายบุญชู ปฎิบัติการของนายชาตรีครั้งนี้ ถูกเรียกขานว่าเป็นการปฎิวัติภายใน ที่รู้จักกันทั่วไปในสมัยนั้นว่า “รีเอ็นจิน” ทั้งนี้เพื่อเป็นการเคลียร์ปัญหากินใจกับเปรม

ภายหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ การเมืองไทยก็ไม่มีความเป็นเอกภาพเพราะขาดผู้นำ มีการช่วงชิงอำนาจในหมู่นักการเมือง รัฐบาลทุกรัฐบาลมีอายุสั้นอันมีสาเหตุมาจากการแก่งแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล นักธุรกิจและนายธนาคารไม่สามารถกำหนดทิศทางเศรษฐกิจได้ จึงเป็นธรรมดาที่นักธุรกิจใหญ่และนายธนาคารต้องออกโรงเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง และกลุ่มที่โดดเด่นที่สุดในเวลานั้นคงไม่มีใครเกินธนาคารกรุงเทพที่ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกรุงเทพ เข้าไปมีบทบาทในวงการเมืองชนิดคลุกวงใน ไม่ว่าจะเป็นนายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ หรือนายบุญชู โรจนเสถียร และนายอำนวย วีรวรรณ และพรรคที่ได้รับอานิสงส์จากนายธนาคารที่คิดเล่นการเมืองก็คือ “กิจสังคม” ที่มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค

พรรคกิจสังคมดูเด่นเป็นสง่า โตแบบก้าวกระโดดด้วยเงินอัดฉีดจากกลุ่มนายธนาคารกรุงเทพจึงทำให้พรรคคู่แข่งหมดราคา แม้พรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ก็ดูด้อยไปทันตา เปรมเข้ามาสู่วงการเมืองก็ช่วงนี้แหละ และอยู่ในความอุปการะของพรรคกิจสังคมโดยมี หม่อมคึกฤทธิ์ ฉายาเฒ่าสารพัดพิษเป็นผู้ดูแลอุ้มชู และเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๒๓ มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี จึงมีกลุ่มนายธนาคารที่มีชื่อนายบุญชู โรจนเสถียร เป็นรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลงานด้านเศรษฐกิจ นายอำนวย วีรวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายตามใจ ขำภโต (กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย เข้ามาด้วยแรงผลักดันของนายบุญชู) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพาณิชย์

 คณะรัฐมนตรีชุด ที่ ๔๓ ชุดนี้ที่มีเปรมเป็นนายกรัฐมนตรีและกลุ่มนายธนาคารดูแลงานด้านเศรษฐกิจมีผลงานประทับใจที่ทำให้ประชาชนคนไทยต้องจดจำไปจนตาย เนื่องเพราะต้องเข้าแถวรอคิวซื้อข้าวสารและน้ำตาลตามที่รัฐกำหนดให้ซื้อ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๒๔ ชื่อนายตามใจจึงหลุดหายไป และการปรับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีอีกระลอกเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ ชื่อนายบุญชูจึงหลุดพ้นไปพร้อมกับนายอำนวย ที่เป็นเช่นนี้ก็สืบเนื่องจากนายบุญชู โรจนเสถียร กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงเทพ ได้ร่วมมือกับนายตามใจ ขำภโต กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทยระดมเงิน กักตุนสินค้าทั้งสองไว้เก็งกำไรนั่นเอง และด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่นายชาตรีต้องตัดสินใจปฎิวัติภายในเพื่อเคลียร์ปัญหา กับเปรมดังได้กล่าวไว้ข้างต้น

เมื่อปัญหากินใจได้รับการแก้ไข ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเปรมก็ยังได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกรุงเทพอย่างมั่นคง จะเห็นได้ว่าภายหลังการประกาศลดค่าเงินบาท นายห้างชินก็ยังได้มาออกรายการทีวีรับประกันความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ อันเป็นการค้ำยันเสถียรภาพรัฐบาลเปรมให้หลุดพ้นการโจมตีจากพล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก นับแต่นั้นเป็นต้นมา เปรมก็แทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลโสภณพานิช เข้าออกธนาคารกรุงเทพเสมือนกับเป็นบ้านที่สอง กิจกรรมสำคัญๆ หรือนิทรรศการของธนาคารกรุงเทพ เปรมเข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอไม่เคยขาด แม้กระทั่งมูลนิธิรัฐบุรุษของเปรมก็พลอยเป็นธุระของธนาคารกรุงเทพไปด้วย จนแทบจะเรียกได้ว่าสายสัมพันธ์ ของตระกูลโสภณพานิชกับติณสูลานนท์ได้หล่อหลอมเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอย่าได้สงสัยว่า กลุ่มลูกค้าวีไอพีธนาคารกรุงเทพระดับเกรดเอ ที่ถือครองธุรกิจขนาดใหญ่ของเมืองไทย จึงพลอยผูกติดชิดใกล้เปรมผู้มากบารมีไปด้วย

เมื่อผู้มากด้วยบารมีมีสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับกลุ่มผู้มั่งมีด้วยวิธีการถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนี้นานเข้าก็เลยกลายเป็นอิทธิพลที่สามารถกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและกำกับรัฐบาลได้ในทุกยุคทุกสมัยอย่างที่เห็น ผมเขียนมาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านบางคนอาจมีคำถามว่ากลุ่มนักธุรกิจที่เป็นถึงลูกค้าระดับวีไอพีซึ่งไม่ได้ทำธุรกิจผิดกฎหมาย (แต่ส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงภาษี) เหตุใดจึงต้องพึ่งพาอิทธิพลผู้มากบารมี ตรงนี้แหละที่ผมคิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณเองก็คงคิดไม่ถึงเช่นกัน จึงได้ชะล่าใจจนถูกล้มอย่างไม่เป็นท่า

พรรคประชาธิปัตย์ผมเคยพูดถึงและชี้ให้ท่านผู้อ่านได้เห็นแล้วว่า มีพฤติกรรมรับใช้เปรมในหลายๆ เรื่องไม่ว่าจะแอบให้ความร่วมมือในการสนับสนุนให้เกิดปัญหารุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ หรือในการแต่งตั้งพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่หลุดพ้นวงจรห้าเสือทหารบกไปอยู่ในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ ให้กลับมาผงาดเป็นผู้บัญชาการทหารบก หรือแม้แต่การร่วมมือโค่นล้มรัฐบาลทักษิณโดยนายอภิสิทธิ์มุ่งหน้าไปให้การสนับสนุนนายสนธิเป็นคนแรก ตลอดจนกลุ่มก๊วนที่ให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ โดยให้ท่านผู้อ่านมองเข้าไปในพรรคนี้ก็จะเห็นว่าใครเป็นใคร วันนี้จึงสมควรแก่เวลาที่ผมจะได้นำมาเฉลยเพื่อให้ได้เห็นกันชัดๆ สักสองสามตระกูลตามแต่เนื้อที่จะอำนวย

 

เมื่อครั้งที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาเปิดศึกกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใหม่ๆ นั้น ท่านผู้อ่านคงได้สังเกตเห็นแล้วว่า นอกจากนายอภิสิทธิ์จะแสดงตัวอย่างเปิดเผยด้วยการมุ่งหน้าไปให้กำลังใจนายสนธิที่สำนักพิมพ์ผู้จัดการที่ถนนพระอาทิตย์แล้ว ยังมีอีกคนที่ติดตามไปเชียร์อย่างออกนอกหน้าในทุกนัดของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรที่สวนลุม จนกระทั่งมีการเดินขบวนจากสวนลุมไปลานพระบรมรูปทรงม้าจนเกิดเหตุบุกทำเนียบรัฐบาล ซึ่งบุคคลผู้นี้นอกจากจะเป็นสมาชิกคนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ยังดำรงตำแหน่งเป็นถึงรองหัวหน้าพรรคอีกด้วย ซึ่งผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่านต้องรู้จักเป็นอย่างดี บุคคลผู้นี้คือดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช น้องสาวต่างมารดาคุณชาตรีนายใหญ่แห่งธนาคารกรุงเทพผู้ใกล้ชิดเปรม ซึ่งผมคงไม่ต้องกล่าวถึงแล้วเพราะมีความชัดเจนที่จะชี้ให้ได้เห็นว่าเป็นหนึ่งในข้อต่อ

ส่วนอีกหนึ่งข้อต่อที่อยากกล่าวถึงคือ นายกรณ์ จาติกวนิช ที่ครอบครัวล่ำซำออกมาปฎิเสธที่จะนับญาติด้วย แต่ผมเชื่อว่าเป็นการปฎิเสธด้วยเหตุผลทางธุรกิจ นายกรณ์เป็นสมาชิกคนสำคัญอีกคนหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่เพียงแต่ดำรงตำแหน่งเป็นรองโฆษกพรรคฯเท่านั้น หากแต่เป็นมันสมองที่ร่วมทีมงานด้านเศรษฐกิจ ข้อมูลของพรรคประชาธิปัตย์ที่ต่อกรกับพรรคไทยรักไทยในเรื่องของเศรษฐกิจก็มาจากคนๆ นี้ แต่นายกรณ์คนนี้สำหรับผมถือว่าเป็นแค่ตัวแทนของตระกูลจาติกวนิชเท่านั้นเอง ผู้ที่มีบทบาทตัวจริงต้องมองเข้าไปในบริษัทล๊อกซเลย์ที่มีคุณหญิงชัชนี จาติกวนิช ผู้ที่นั่งอยู่บนตำแหน่งประธานบริษัท

คุณหญิงชัชนี จาติกวนิช ถ้าผมจำไม่ผิด (น่าที่จะไม่ผิด) เดิมชื่อชัชวาล ล่ำซำ สมัยก่อนการตั้งชื่อไม่ได้มีการแยกว่าชื่อใดควรจะเป็นชื่อของชายหรือหญิง ขอให้มีความหมายเป็นที่ถูกใจเป็นตัวกำหนด จนกระทั่งยุคจอมพลแปลก พิบูลย์สงครามนี่แหละจึงมีการบังคับให้แยกชัดเจนในเรื่องของชื่อระหว่างชายกับหญิง คุณหญิงชัชนี แต่งงานอยู่กินกับนายเกษม จาติกวนิช ซึ่งมีคุณพ่อเป็นถึงอธิบดีกรมตำรวจ (สมัยที่ยังไม่เปลี่ยนเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) และเป็นเพื่อนนักเรียนนอกของพี่ชายคุณหญิงชัชนี จบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ ประวัติการทำงานเติบโตมาจากการไฟฟ้า จนกระทั่งดำรง ๕ ตำแหน่งผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิต

นายเกษมเป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้านพลังงาน เพราะตลอดชีวิตคลุกคลีอยู่กับการไฟฟ้าที่ต้องเดินทางหาแหล่งพลังงานทั่วประเทศ ส่วนคุณหญิงชัชนีหลังจากแต่งงานก็แยกตัวออกจากครอบครัวล่ำซำ โดยมีจุดเริ่มต้นชีวิตด้วยการเปิดบริษัทสั่งตระเกียงเจ้าพายุ และผูกขาดในการขายไส้ตะเกียง แล้วมีการไฟฟ้านี่แหละที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ การค้ามีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตามกาลเวลา ธุรกิจเจริญเติบโตมาควบคู่กับความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของนายเกษมผู้เป็นสามี จนกลายมาเป็นบริษัทล๊อกซเล่ย์ที่ผูกขาดขายเครื่องปั่นไฟ จนกระทั่งสุดท้าย บนตำแหน่งผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตของนายเกษม จาติกวนิช การไฟฟ้าฝ่ายผลิตจึงได้กลายเป็นหน่วยขึ้นตรงต่อบริษัทล๊อกซเลย์ที่รัฐบาลไหนก็ตามห้ามแตะ และการที่พ.ต.ท.ทักษิณต้องการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิต จึงไม่ผิดกับการแหย่รังแตนนั่นเอง (ท่านผู้อ่านต้องการรู้มากกว่านี้คงต้องค้นหากันเอาเอง เพราะผมมีเนื้อที่จำกัดและถ้าหากต้องการรู้สายสัมพันธ์ของตระกูลนี้ก็มีให้ได้เห็นในงานวิวาห์ ขิม-ฝนในหนังสือพิมพ์แนวหน้าของประสงค์ สุ่นศิริ)

ถ้าหากพูดถึงกลุ่มบุคคลที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับเปรมผู้มากด้วยบารมีก็คงต้องไม่ละเลยที่จะต้องกล่าวถึงท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ซึ่งเคยถูกจอมโจรหน้าหยกนามวันชัย แซ่จิว ปล้นเงียบบนตึกโรงแรมดุสิตธานี ก็เป็นอีกตระกูลหนึ่ง ที่มีความสัมพันธ์พิเศษกับเปรมไม่แพ้ตระกูลใดๆ ในประเทศไทย และถ้าจะให้ได้ภาพที่ชัดเจนก็คงต้องย้อนอดีตของโรงแรมดุสิตธานีให้ท่านผู้อ่านได้เห็นถึงที่มาที่ไปจนเป็นตำนานโรงแรมการเมืองแห่งนี้ โรงแรมดุสิตธานีก่อตั้งและเปิดบริการเมื่อปี ๒๕๑๓ ได้ชื่อว่าเป็นโรมแรมสุดหรูและโด่งดังที่สุดแห่งยุคในเวลานั้น จนกระทั่งหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ อันเป็นช่วงที่ประชาธิปไตยเบ่งบานสุดขีด ก็ปรากฎมีชื่อนายเทอดภูมิ ใจดี หัวหน้าแผนกทำความสะอาดเครื่องใช้ในการทำอาหารและเครื่องดื่ม (Steward) ซึ่งเป็นหัวหน้าสหภาพแรงงานโรงแรมและเป็นนักเคลื่อนไหวชนิดแส่ไปสิบทิศ ที่ไหนมีการประท้วงคุณแส่คนนี้จะต้องไปร่วมกับเขาทุกงาน

ผมไม่ทราบว่าด้วยสาเหตุแห่งความวุ่นวายอันเกิดจากพนักงานของโรงแรมที่ชื่อนายเทอด ใจดี คนนี้หรือเปล่าที่ทำให้นายสมพจน์ ปิยะอุย น้องชายท่านผู้หญิงชนัตถ์ ต้องตกกระไดพลอยโจนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง และนายสมพจน์ก็เลือกที่จะเล่นการเมืองด้วยวิธีโตทางลัด โดยเป็นนายทุนสนับสนุนด้านการเงินตลอดจนอาหารเครื่องดื่ม (เรียกว่าเต็มที่เลยทีเดียว)ในการปฎิวัติเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๒๐ แต่ไม่สำเร็จจึงได้ชื่อว่าเป็นกบฎ นายสมพจน์ก็เลยต้องดำดินหายหน้าหายตาไปจากวงการ

จนกระทั่งวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๒๔ กลุ่มนายทหารจปร. ๗ ที่รู้จักกันในนามยังเติร์กสนับสนุนพล.อ.สันต์ จิตปฎิมา ทำการยึดอำนาจรัฐบาลเปรม (ความจริงรู้กัน แต่เปรมไม่ได้รายงานเบื้องบน เรื่องนี้มีหลายคนเข้าใจผิดหากมีโอกาสคงต้องนำเสนอท่านผู้อ่าน) พลันก็มีชื่อนายสมพจน์ เข้าไปเกี่ยวข้องอีก การครั้งนี้ล้มเหลวเช่นเคย นายสมพจน์ก็เลยต้องดำน้ำต่อ (นายสมพจน์เป็นกบฎที่ไม่เคยถูกดำเนินคดี ในขณะที่พล.อ.ฉลาดถูกประหารชีวิต และเสธ.หนั่นต้องติดคุก บารมีเปรมหรือไม่คงต้องคิดกันเอาเอง)

การที่นายสมพจน์สนิทชิดเชื้อกับกลุ่มยังเติร์กและให้การสนับสนุนด้วยการเป็นนายทุนก่อการรัฐประหารหลายครั้งหลายหนก็มีทั้งผลดีและร้ายในเวลาเดียวกัน ผลดีนั้นก็คือ เมื่อเกิดมีโครงการรถไฟลอยฟ้าในยุคสมัยของพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็มีการดูแลกันเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้เสียทรรศนียภาพของโรงแรมดุสิตธานี โดยมีการกำหนดให้จุดที่เป็นสถานีพักรถอยู่ด้านทางฝั่งสวนลุมตรงข้ามกับโรงแรมดุสิตฯถึงกับมีโครงการจะย้ายพระรูป ร.๖ เลยทีเดียว แต่ครั้นเวลาผ่านไปถึงคราวที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๔๐ ท่านผู้หญิงชนัถต์ ก็ต้องออกมาหลั่งน้ำตาอยู่หน้าจอทีวีให้เป็นที่สมเพช อันมีเหตุมาจากมีการเปลี่ยนแปลงให้สถานีพักรถไฟลอยฟ้าย้ายไปอยู่หน้าโรงแรมดุสิตธานี เหตุการณ์ครั้งนี้ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางจน ในที่สุดก็หนีไม่พ้นคนมากด้วยบารมีอย่างเปรมที่ต้องเข้ามาซับน้ำตาให้ท่านผู้หญิง ด้วยการนำเรื่องขึ้นเพ็ดทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ปัญหาใหญ่ในครั้งนั้นของท่านผู้หญิงชนัตถ์ไม่เพียงได้รับการแก้ไขเท่านั้น กลุ่มนักธุรกิจที่ใกล้ชิดผูกติดเปรมกลุ่มดังกล่าวข้างต้นยังได้พร้อมใจกันออกมาเคลื่อนไหวขับไล่พล.อ.ชวลิต หรือที่รู้จักกันในนาม “ม๊อบสีลม” สุดท้ายพล.อ.ชวลิตก็ไม่อาจที่จะทนอยู่ได้ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นกับตระกูลปิยะอุย กลายมาเป็นโอกาสอย่างชนิดไม่คาดฝันเมื่อมีบุคคลชั้นสูงเข้ามาร่วมถือหุ้นกิจการในเครือโรงแรมดุสิตธานี ก็เลยทำให้มีกลุ่มไฮโซและนักธุรกิจชื่อดังเฮโลเข้าร่วมทุนซื้อหุ้นกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมทุกกิจการในเครือของดุสิตธานีจึงมีคำพ่วงท้ายว่า “รอยัลปริ๊นเซส” จึงอย่าได้สงสัยว่าทำไมประธานบริษัทจึงมีชื่อว่านายชาตรี โสภณพานิช

ความสัมพันธ์ระหว่างเปรมและธนาคารกรุงเทพในลักษณะของการถ้อยทีถ้อยอาศัยที่มีมาอย่างยาวนาน แม้ปัจจุบันสำหรับคนรุ่นใหม่ก็ยังสามารถมองเห็นได้ในความเป็นเปรม เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงต้องจำได้เมื่อครั้งที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล เดินขบวนไปบ้านสี่เสาเพื่อยื่นถวายฎีกาขอนายกฯพระราชทานให้เปรมนั้น เปรมได้ให้พล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีป ออกมารับแทน โดยที่ตัวเองหลบไปจิบน้ำชาอยู่บนตึกธนาคารกรุงเทพ และพอโค่นล้มรัฐบาลทักษิณได้สำเร็จ ก็ไม่ลืมใช้บริการของธนาคารกรุงเทพอย่างคงเส้นคงวา ด้วยการให้นายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกรุงเทพมาดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นอกจากนี้ยังมีการโอนหนี้สินที่ผูกพันอันเกิดจากนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้วไปอยู่ในความดูแลของธนาคารกรุงเทพ และเชื่อว่ายังจะต้องมีการถ่ายโอนในอีกหลายๆ เรื่องที่เป็นประโยชน์ โดยเปลี่ยนมือไปอยู่ในกลุ่มนักธุรกิจที่มีเปรมเป็นตัวแทนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมและจริยธรรม “เปรมข้อต่อธุรกิจ-การเมือง-เบื้องสูง” จึงมีที่มาด้วยประการฉะนี้

เรื่องราวของเปรมคงมีให้ผมเขียนได้อีกมากมาย แต่เหตุการณ์ปัจจุบันมีหลายเรื่องที่ต้องติดตามชนิดห้ามกระพริบตา และผมเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดถึงเวลาสุกงอมแล้ว การนองเลือดคงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การโฆษณาชวนเชื่อด้วยการใส่ร้ายป้ายสี การตอกย้ำซ้ำซากด้วยการยัดเยียดในข้อหาหมิ่นพระบรมฯให้ทักษิณ การกล่าวหาว่าแต่งตั้งสังฆราชสองพระองค์และในอีกหลายๆ เรื่องตลอดจนขบวนการเสื้อเหลือง เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับแผนปลุกระดมในเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่ตอกย้ำความสำคัญของวัดกับวัง (หาอ่านได้ในบทความเรื่องยุทธการเราพร้อมแล้ว) ก็มีการชูประเด็นหมิ่นและใส่ร้ายป้ายสีตลอดจนปลุกขวัญที่ว่า “ฆ่าคอมมิวนิสไม่บาป” โดยมีขบวนการผ้าพันคอสีแดง หรือที่รู้จักกันในนามลูกเสือชาวบ้านร่วมกับกลุ่มกระทิงแดงและนวพล เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ล้มตายอย่างโหดร้ายและทารุณ ผมจึงขอบอกพี่-น้องคนไทยทุกคนด้วยความปรารถนาดี ณ ที่นี้ว่า มันเป็นแผนที่ถูกกำหนดขึ้นจากตำราเล่มเดียวกัน เตือนกันล่วงหน้าบอกกันชัดเจนอย่างนี้แล้วหากยังมีคนถูกหลอกใช้ให้ไปตายอีกก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ถือเป็นเวรกรรมก็แล้วกัน

 ฉบับหน้าผมไม่สามารถกำหนดเรื่องได้ คงต้องว่ากันไปตามสถานการณ์ 

 

Sponsors

ว่าด้วยกรณี เปรม-สมัคร, ปริญญา, ธีรยุทธ และปัญหาทาง

 

ว่าด้วยกรณี เปรม-สมัคร, ปริญญา, ธีรยุทธ และปัญหาทาง

ประวัติศาสตร์ของ "องคมนตรี"

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ที่มา

กระทู้: จิ๊กซอว์ อีกตัว...อยู่นี่เอง

เจ้าของกระทู้ : funbird

www.pantip.com

[ 30 มิ.ย. 49 03:33:51 ]

ว่าด้วยกรณี เปรม-สมัคร, ปริญญา, ธีรยุทธ และปัญหาทางประวัติศาสตร์ของ "องคมนตรี"

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

- 2 -

ใคร ที่ตามข่าวสมัครวิจารณ์เปรม (และข่าวต่อเนื่อง) ในขณะนี้ น่าที่อดจะรู้สึกถึง irony1

บางอย่างไม่ได้ ไม่เพียงกรณีสมัครกับเปรมโดยตรง ซึ่งผมกำลังจะพูดถึง แต่รวมถึงข่าวต่อเนื่อง เช่น

ทหารบางคนเป็นฝ่ายเสนอให้ปลดรายการสมัครออกจากช่อง 5 เสียเอง หลังจากกลุ่มที่เรียกว่า "ภาค

ประชาชน" พยายามเสนอแบบเดียวกันนี้หลายครั้ง ผมเชื่อว่า หลายคนคงคิดว่า ที่สมัคร "กินดีหมี"

(คำของปริญญา) มาวิจารณ์เปรมครั้งนี้ เพราะความที่ "หลุด" คือ มัวแต่คิดจะปกป้องรัฐบาล เลย "ด่า

แหลก" ต่อทุกคนที่มีท่าทีเชิงวิจารณ์รัฐบาลไม่ว่าจะโดยอ้อมอย่างไร (ในกรณีนี้คือเปรม) แต่ผมเชื่อว่า

มีคำอธิบายเรื่องนี้มากกว่านั้น (เรื่องปกป้องรัฐบาลคงเป็นคำอธิบายหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด) นั่นคือ ผม

ขอเสนอว่า ท่าทีของสมัคร มีส่วนเกิดจากการที่สมัครมี "ความทรงจำทางประวัติศาสตร์" บางอย่าง

เกี่ยวกับเปรมอยู่ ซึ่งเป็นความทรงจำที่แม่นยำกว่าหลายๆคน สิ่งที่หลายคนอาจจะไม่ตระหนัก (จำ

ไม่ได้ ไม่ได้จำ) คือ สมัยที่เปรมเป็นนายกฯนั้น สมัครเป็นฝ่ายค้านคนหนึ่ง และเป็นคนที่ออกมาวิจารณ์

เปรมแรงๆเสมอ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่สมัยนั้นเป็นความสัมพันธ์ที่ bitter2 ไม่น้อย ผมคิดว่า ท่าที

ของสมัครต่อเปรมคราวนี้ นอกจากเรื่องเฉพาะหน้าขณะนี้แล้ว ยังน่าจะเป็นผลมาจากการที่สมัคร

"มอง" เปรม ในลักษณะที่ต่างจากคนอื่นในขณะนี้ คือ ไม่ได้ "รู้สึก" ถึง "aura3" ของเปรม มากเท่ากับ

คนอื่นๆ อันเนื่องมาจาก "ประวัติศาสตร์" ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่เมื่อ 20 ปีก่อนด้วย ในแง่นี้ ผม

เสนอว่า เป็นที่น่าสนใจที่จะดูข่าวเรื่องสมัครนี้คู่กับอีกข่าวหนึ่ง ที่คนของทักษิณคนหนึ่ง (ผมจำไม่ได้

เสียแล้วว่าใคร) ออกมาพูดเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำนองเปรียบเทียบทักษิณกับเปรมว่า สมัยเปรมเป็น

นายกฯถูกโจมตีอย่างหนัก ตอนหลังกลายมาเป็นที่ยกย่องอย่างในปัจจุบัน นัยยะคือ คนที่โจมตีทักษิณ

มากๆตอนนี้ ในอนาคตจึงจะเข้าใจความดีของทักษิณ อะไรประมาณนั้น (ผมเสียดายที่ไม่ได้ save ข่าว

นี้ไว้ เมื่อครู่พยายาม search หาเท่าไร ก็หาไม่พบ) สำหรับผม ด้านที่เป็น irony มากที่สุดของกรณี

สมัคร-เปรมนี้ (หรือข่าวที่เพิ่งพูดถึง) คือ สมัครมีความทรงจำทางประวัติศาสตร์ ดีกว่าฝ่าย "ภาค

ประชาชน" (ปริญญา, ธีรยุทธ)!

ผมเองเป็นคนที่ "ความจำยาว" คนหนึ่ง จึงขอทบทวนความจำทางประวัติศาสตร์บางอย่าง

เกี่ยวกับเปรมในที่นี้ (ขณะนี้มีนิสิต ป.โทประวัติศาสตร์จุฬาท่านหนึ่ง กำลังเริ่มทำ วพ.เกี่ยวกับยุค

เปรม ผมได้แต่หวังว่า จะเป็นงานที่ช่วยสนับสนุนให้ความทรงจำของหลายคนต่อยุคนั้นดีขึ้นบ้าง)

1 การเหน็บแนม. การเย้ยหยัน

2 ขมขื่น . ดุเดือด

3 รัศมี,กลด

ว่าด้วยกรณี เปรม-สมัคร, ปริญญา, ธีรยุทธ และปัญหาทางประวัติศาสตร์ของ "องคมนตรี"

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

- 3 -

เปรมขึ้นสู่อำนาจได้ด้วยการ (พูดตามภาษาการเมือง) "หักหลัง" เกรียงศักดิ์ ซึ่ง "ดัน"

เปรมขึ้นมาอย่างกระทันหัน จากแม่ทัพภาคมาเป็น ผช.ทบ. แล้วเป็น ผบ.ทบ. โดย "เด้ง" เสริม ณ นคร

ผบ.ทบ.ขณะนั้น ไปเป็น ผบ.สูงสุด, แต่ในระหว่างเกิดวิกฤติทางการเมืองต้นปี 2523 เปรมก็หันไป

ร่วมมือกับ "ยังเติร์ก" บีบเกรียงศักดิ์ ลาออกกลางสภา (เดิมตั้งใจจะยุบสภา) ไม่กี่เดือนหลังเป็นนายกฯ

เปรมอายุครบ 60 ก็มี "หน้าม้า" ออกมาทำการรณรงค์ขอให้ต่ออายุราชการเปรม นับเป็นผู้นำทหาร/

นายกฯ คนแรก หลัง ถนอม-ประภาส ที่ทำเช่นนั้น ทำให้เกิดการประท้วงอย่างกว้างขวาง ทั้ง

ขบวนการนักศึกษาในขณะนั้น และพรรคประชาธิปัตย์ (รูปแบบรณรงค์ของพวก "หน้าม้า" เปรมตอน

นั้น ก็ไม่ต่างกับที่บรรดาพวกทำให้ทักษิณตอนนี้นัก เพียงแต่ตอนนั้นไม่มีสื่อสาร digital ที่สำคัญจึงใช้

การ "เขียนไปรษณีย์บัตร") กลุ่มที่ต่อต้านก็ทำการวิพากษ์ต่อต้านอย่างแรงมาก ถึงขนาดว่า ในที่สุด

แล้ว ต้องใช้ "อำนาจ" อันใหญ่หลวง มา "เบรก" การเคลื่อนไหวคัดค้านนั้น ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม

"ข้อมูลใหม่" (คำนี้มาจากการที่ จู่ๆพรรคประชาธิปัตย์ก็ประกาศหยุดการเคลื่อนไหวคัดค้าน โดยให้

เหตุผลว่า "ได้รับข้อมูลใหม่" หลังจากนั้นไม่นาน มีใบปลิวแจกทั่วกรุงเทพ เล่าว่า "ข้อมูลใหม่" ดัง

กล่าวคืออะไร) จนกลายเป็นเรื่อง "ฮือฮา" มาก สรุปว่า เปรมได้ต่ออายุราชการ หลังจากนั้น

ตลอดเวลา 8 ปี ที่เปรมเป็นนายกฯ แม้ว่าในช่วงแรกๆ จะสามารถ "ดึง" นักวิชาการชื่อดังไปทำงานให้

(ที่ดังที่สุดคือ ชัยอนันต์ กับ เสน่ห์ นั่นเอง ผมยังจำการสนทนาเรื่องนี้กับอ.ชาญวิทย์ในคืนวันหนึ่ง - ผม

กับอ.อานันท์ กาจนพันธ์ ติดรถอ.ชาญวิทย์ไปนอนค้างบ้านอ.ชาญวิทย์ หลังเบียร์หลายขวด (พวกเขา

ไม่ใช่ผม) - ที่ชาญวิทย์พูดเรื่องนี้ เพราะตอนนั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก การที่ปัญญาชน "ทวนกระแส" จะ

ทำงานให้รัฐบาล ชาญวิทย์ ยืนยันในความเคารพต่อเสน่ห์ว่า แม้จะทำงานให้รัฐบาล แต่ไม่ได้ "ขาย"

(เขาก็ไม่ขาย") ในระหว่างที่เสน่ห์เป็นที่ปรึกษาให้เปรม ได้ผลิตงานวิจัยชุดหนึ่ง ชื่อ "ชนบทไทย" เรื่อง

นี้เป็น landmark เกี่ยวกับ "ชนบทนิยม" ในหมู่ปัญญาชนไทย ซึ่งงานของ ยุกติ "ตกหล่น" ไป) แต่

"ระบอบเปรม" เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และถูกโจมตีจากวงการเมืองทั้งในและนอกรัฐบาล ที่สำคัญ

คือ รัฐประหารที่ไม่สำเร็จ 2 ครั้ง (ไม่นับ การเกือบๆจะรัฐประหารอีกหลายครั้ง) ในช่วงท้ายๆ (หลายปี

ไม่ใช่เฉพาะ 1-2 ปี) ของ "ระบอบเปรม" เรียกได้ว่า แทบไม่มีใครอยากเอาเปรมเป็นผู้นำอีก แต่ปัจจัย

สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เขาอยู่ในตำแหน่งได้นาน คือ เป็นที่เข้าใจกันว่า เขาได้รับการไว้วางพระราช

หฤทัย ซึ่งหลายครั้ง ได้ save เขาไว้ในลักษณะ intervention ตรงๆ ไม่เพียงกรณีกบฏ 1-3 เมษา (ซึ่ง

Royal Family อพยพไปอยู่โคราช ซึ่งเป็นศูนย์กลางต่อต้านกบฏ และถ้าผมจำไม่ผิด (น่าจะไม่ผิด) จาก

การบอกเล่าของอาทิตย์ กำลังเอก เอง ซึ่งเป็นกำลังหลักในการปราบกบฏ ในปาฐกถาที่มีชื่อเสียงมาก

เล่าว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงโทรศัพท์ไปยังบ้านสี่เสา ขณะที่ฝ่าย "ยังเติร์ก" กำลังจะจับตัวเปรม

เป็นประกันอยู่แล้ว และทรงรับสั่งว่า ถ้าไม่ให้เปรมออกมา ท่านจะทรงเสด็จฯไปรับเอง ปาฐกถานี้ มี

ว่าด้วยกรณี เปรม-สมัคร, ปริญญา, ธีรยุทธ และปัญหาทางประวัติศาสตร์ของ "องคมนตรี"

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

- 4 -

การตีพิมพ์ในนิตยสารที่ชัชรินทร์ เป็น บ.ก.) แต่ยังรวมถึงวิกฤติในช่วงหลังจากนั้นอีกหลายครั้ง

โดยเฉพาะ เมื่ออาทิตย์ เริ่มเป็นใหญ่ขึ้นมาถึงขั้นอันตรายต่ออำนาจเปรม ดูเหมือน ครั้งหนึ่ง สมเด็จ

พระบรมฯถึงกับทรงขับรถจากสนามบินไปส่งเปรม (ที่กลับจากเชียงใหม่) ถึงบ้านสี่เสา และสมเด็จ

พระนางเจ้าฯทรงแสดงพระกรุณาฯให้เปรมร่วมเดินชมสวนดอกไม้ร่วมกับ พระองค์ (ที่เชียงใหม่) และ

มีพระราชดำรัสเกียวกับการที่ผู้นำที่ดีต้องมีความอ่อนโยนด้วย นัยยะคือ เปรมดีกว่าอาทิตย์ ซึ่งมีสไตล์

โผงผางไม่อ่อนโยน ฯลฯ) แต่ intervention เหล่านี้ ไม่ได้ทำให้เปรมกลายเป็นที่นิยมในหมู่คนที่สนใจ

การเมืองขณะนั้นไปได้ บรรดา นสพ.ถึงกับตั้ง "ฉายา" เขาว่า "เตมีย์ใบ้" เพราะชอบทำตัว "ลอย" อยู่

เหนือความขัดแย้ง ถามอะไรก็ไม่ตอบ คือไม่ยอมออกมาแสดงความรับผิดชอบใดๆทางการเมือง เช่น

ถ้ามีปัญหา ขึ้นราคาน้ำมัน ค่าครองชีพแพง ฯลฯ ก็โยนให้เป็นเรื่องของรัฐมนตรี (ซึ่งสังกัดพรรค

การเมือง ตัวเขาเองไม่สังกัด) เป็นผู้รับผิดชอบ (รับการถูกด่าไป) แทน บางครั้งนักการเมืองและนสพ.

ถึงกับท้าให้เปรมลงเลือกตั้ง เพื่อพิสูจน์ว่า ประชาชนต้องการเขาจริงๆ (สมัยนั้น discourse ของ

ปัญญาชนไทย ยังไม่มีด้านที่ anti "เลือกตั้งธิปไตย" อย่างสมัยนี้) ครั้งหนึ่ง ผมจำได้ว่า เปรม "บ่น"

อย่างที่ชอบทำเสมอๆว่า ไม่อยากเป็นนายกฯอีกต่อไป ฯลฯ Bangkok Post ไปพาดหัวตัวโตว่า "then

quit, PM told" (อาจจะเป็นสมัครด้วยซ้ำที่เป็นคนให้สัมภาษณ์ให้เปรม "ออกไปสิ ถ้าเบื่อน่ะ" แต่จำได้

ว่า มีคนจำนวนมากที่เสนอเช่นนี้ รวมทั้งพวกที่อาจเรียกว่าเป็น "ภาคประชาชน" ของสมัยนั้นด้วย)

เมื่อหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ที่เล่ามาเหล่านี้ กระแสเข้าหาเปรมพร้อมการด่าทักษิณใน

ปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องชวนให้รู้สึกถึง irony อย่างยิ่ง ไม่เพียงสมัคร (ถ้าทฤษฎีผมถูก) แต่คนของทักษิณที่

ผมพูดถึง มี "ความจำทางประวัติศาสตร์" ดีกว่า พวก "ภาคประชาชน" ที่ชอบอ้าง "ประวัติศาสตร์"

(14 ตุลา, 6 ตุลา)

ผมนึกขึ้นได้อย่าง หนึ่งว่า ตอนที่เปรม กำลังเป็นที่ถูกโจมตีนั้น ปริญญาเองคงเด็กเกินกว่า

จะมีความจำเช่นกัน เพราะปริญญาน่าจะอายุประมาณ 10 กว่าขวบเท่านั้น นี่ต้องนับเป็นความ

ล้มเหลวอย่างมากของการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในหมู่ "ภาคประชาชน" .... (ไหนๆก็พูดเรื่องนี้ ขอพูด

อีกนิดหน่อย เมื่อ 2-3 ปีก่อน ผมเคยฟัง สุริยะใส อภิปรายเรื่อง 6 ตุลา เขาพูดทำนองวิจารณ์คนไทยไม่

เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ฯลฯ แต่เห็นได้ชัดว่า เวลาเจ้าตัวพูดเรื่อง 6 ตุลาเองนี่ แทบไม่มีความรู้อะไรแสดง

ให้เห็นเลย นอกจากคำประเภท "คำขวัญ" เล็กๆน้อยๆเท่านั้น... ผมฟัง "ผู้นำ" ของ "ภาคประชาชน"

ท่านนี้ทีไร นึกถึงนักการเมืองประเภทที่ถูกเรียกกันว่า นักเลือกตั้ง ทุกที รู้สึก "มาด" คล้ายกันมาก)

ที่ปริญญา ไม่มีความจำเรื่องเปรมโดยตรง อาจจะพอเข้าใจได้ แต่ในฐานะนักกฎหมาย คำ

ให้สัมภาษณ์ถึงเปรมอย่างที่ปริญญาทำ นับเป็นเรื่องน่าผิดหวังและน่าเศร้าอย่างยิ่ง

ว่าด้วยกรณี เปรม-สมัคร, ปริญญา, ธีรยุทธ และปัญหาทางประวัติศาสตร์ของ "องคมนตรี"

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

- 5 -

ในฐานะนัก กฎหมาย ปริญญาควรตระหนักว่า ระบบ "องคมนตรี" อย่างที่มีในประเทศ

ไทย ขัดกับหลักการกฎหมายของประชาธิปไตยสากล เพราะในระบอบประชาธิปไตย ผู้ที่ทำหน้าที่ "ที่

ปรึกษา" ของกษัตริย์คือคณะรัฐมนตรีนั่นเอง กษัตริย์ไม่มีความจำเป็นต้องมี "คณะที่ปรึกษา" หรือมี

"กลไก" การทำงานแยกต่างหาก เพราะถือว่า พระมหากษัตริย์ทำอะไรไม่ได้ และต้องไม่ทำอะไร

เพราะตามหลักการประชาธิปไตย ("อำนาจทางปกครองมาจากประชาชน")ถ้าทำอะไรได้ คือมี

"อำนาจทางการปกครอง" ก็แปลว่าต้องมี "การให้ตรวจสอบได้" ควบคู่กันไปด้วย (power and

accountability4 ชื่อบทความของ หยุด แสงอุทัย ที่ผมเคยโพสต์ก่อนหน้านี้) กษัตริย์ในระบอบ

ประชาธิปไตยสากลนั้น ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน การได้รับการ

เลือกตั้ง หมายความว่า มี accountability คือสามารถถูกวิจารณ์ได้ ตรวจสอบได้ ไม่เลือกก็ได้ หรือ เลือก

ให้ออกได้ แต่สถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับ accountability เหล่านี้โดยธรรมชาติของสถาบัน

(เปลี่ยนโดยสันตติวงศ์ ไม่ใช่โดย popular vote) ดังนั้น ในระบอบประชาธิปไตย เมื่อไม่มี

accountability ก็ต้องไม่มี power ด้วย แต่ประเทศไทย ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ทำให้

พระมหากษัตริย์ทรงทำอะไรได้หลายอย่าง โดยมี power แต่ไม่ต้องมี accountability ซึ่งพลอยทำให้

เกิด "กลไก" บางอย่างในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์เอง (องคมนตรี, สำนักงานทรัพย์สินฯ)

แยกต่างหากจากคณะรัฐมนตรี แต่ถึงกระนั้น ระบบกฎหมาย ซึ่งอย่างน้อยก็ยังยอมรับความเป็นรัฐ

"หลังสมบูรณาญาสิทธิราช" post absolutism โดยพื้นฐานหลายประการ ก็ยังไม่ถึงกับมีบทบัญญัติ

ปกป้องกลไกที่ล้อมรอบพระมหากษัตริย์เหล่านั้นแบบ ที่มีกับองค์พระมหากษัตริย์และราชวงศ์บาง

พระองค์ ซึ่งได้รับการปกป้องไว้ โดยการคงกฎหมายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชบางอย่างไว้ และโดย

การเขียนรัฐธรรมนูญบางมาตรา (รธม. มาตรา 8 และ ป.อาญา มาตรา 112 ในปัจจุบัน) ดังนั้นในแง่

กฎหมาย "กลไก" ที่ล้อมรอบพระมหากษัตริย์เหล่านี้ หาได้มี power without accountability ตามไป

ด้วย แต่อย่างใด เช่น องคมนตรีไม่ได้ถูก protect ไว้ด้วย ป.อาญา 112 เป็นต้น

คำให้สัมภาษณ์ของ "นักกฎหมาย" อย่างปริญญา จึงเป็นเรื่องเศร้า ด้วยการอ้างว่าสมัครไม่

ควรวิจารณ์องคมนตรีเพราะเป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ ราวกับว่า กฎหมายที่ Protect กษัตริย์

"ขยาย" มาถึงองคมนตรีด้วย (แต่นี่คือความจริงที่กำลังเกิดขึ้นมากขึ้นทุกที ด้วยการให้ความเห็นของ

"นักกฎหมาย" อย่างปริญญา นี่แหละ)

4

Accountable ซึ่งต้องรายงานหรืออธิบาย , ซึ่งรับผิดชอบ , สามารถอธิบายได้

ว่าด้วยกรณี เปรม-สมัคร, ปริญญา, ธีรยุทธ และปัญหาทางประวัติศาสตร์ของ "องคมนตรี"

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

- 6 -

ระบบ "องคมนตรี" เกิดขึ้นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ 2492 ซึ่งพวกนิยมเจ้าร่างขึ้น และต้อง

ถือว่าเป็น ความพ่ายแพ้ของอุดมการณ์แบบ "คณะราษฎร 2475" อันเป็นผลต่อมาจากการแตกสลาย

ของ "คณะราษฎร" ระหว่าง ปรีดี กับ พิบูล ในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลก (ในปี 2490 พวกนิยม

เจ้าโดยการร่วมมือยินยอมของคณะทหาร ได้สร้างองค์กร "อภิรัฐมนตรี" ขึ้นมา ในรัฐธรรมนูญ "ใต้ตุ่ม"

แต่ได้เลิกไปในรัฐธรรมนูญ 2492) ต้องมองว่า การปรากฏตัวของ "องคมนตรี" เป็นหนึ่งในความสำเร็จ

ของพวกนิยมเจ้าที่ "พลิกกลับทางประวัติศาสตร์" verdict ("คำตัดสิน") ของ 2475 เช่นเดียวกับ อีก

กรณีหนึ่งคือเรื่องสำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่งผมกำลังเขียนอยู่

อย่าง ไรก็ตาม แม้ว่า การเกิดขึ้นขององคมนตรี ต้องถือเป็นชัยชนะของพวกนิยมเจ้า ที่

สร้างกลไกเฉพาะให้กับกษัตริย์นอกจากคณะรัฐมนตรี (และจากนี้ - เช่นเดียวกับกรณีสำนักงาน

ทรัพย์สินฯ - ก็แยกให้กษัตริย์เป็นอิสระจากการควบคุมขององค์กรที่เป็น "ตัวแทนประชาชน"

กลายเป็น "สถาบัน" อิสระขึ้นมาได้) แต่ตลอดเวลากว่า 50 ปี จนถึงช่วงทศวรรษ 2540 นี้เอง ต้องจัด

ว่า องคมนตรี พยายามรักษา ลักษณะของการอยู่ "เบื้องหลัง" (ให้คำแนะนำ โดยไม่ออกหน้า) แม้แต่

องคมนตรีที่มีบทบาทมากอย่าง Prince รังสิต และ ธานี ก็ไม่ได้ออกหน้ามาโดยตรง อาจกล่าวได้ว่า

เพิ่งสมัยเปรมเป็นประธานองคมนตรีนี้เอง นอกจากมีตึกที่ทำการใหญ่โตกลางเมืองแล้ว ที่องคมนตรี

ได้ออกมามีบทบาทอย่างมาก ไม่เพียงในแง่การแสดงความเห็น (เช่นกรณีเปรมขณะนี้) แต่ที่สำคัญ

รวมถึงการ "screen" (พิจารณาก่อน) เรื่องต่างๆที่ถวายไปยังพระมหากษัตริย์ (เช่น กม.ต่างๆ หรือ

กรณีอย่าง "คุณหญิงจารุวรรณ") นี่เป็นพัฒนาใหม่ที่สำคัญและชวนให้คิดอย่างยิ่ง ในความเห็นของผม

ในฐานะนักกฎหมาย ปริญญาสมควรจะรู้ดีว่า สภาวะเช่นนี้ raise ปัญหาทางกฎหมาย

(การเมือง) ที่สำคัญมากๆ เพราะ ดังที่กล่าวแล้ว องคมนตรี ไม่ได้ถูก protect ด้วยกฎหมายที่ใช้

protect กษัตริย์และราชวงศ์บางองค์ ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ปัญหาในเชิง

accountability จะให้ทำอย่างไร? (นอกจากตัวอย่างที่เพิ่งพูดไปในย่อหน้าที่แล้ว ขอให้ลองนึกกรณี

พิจิตรให้สัมภาษณ์สนับสนุนโทษประหารชีวิต เมื่อไม่กี่ปีก่อน ถ้าเป็นคนในวงการเมืองที่มี

accountability การแสดงความเห็นเช่นนี้ย่อมสามารถถูกวิจารณ์ได้) หรือปริญญาและคนอื่นๆ จะเริ่ม

สร้างระบบกฎหมายและประเพณีที่ "ขยาย" สถานะ power without accountability ของ

พระมหากษัตริย์และราชวงศ์บางองค์ไปสู่ "กลไก" อื่นๆที่ล้อมรอบด้วย? ในฐานะนักกฎหมาย ปริญญา

สมควรจะตระหนักว่า วิธีคิดหรือทิศทางการพัฒนาแบบนี้เป็นเรื่องอันตรายเพียงไร จะให้ขยายถึงใคร

บ้าง? ทุกคนที่เป็นองคมนตรี? ทุกคนที่ร่วมใน "โครงการตามพระราชดำริ" เป็นต้น?

ว่าด้วยกรณี เปรม-สมัคร, ปริญญา, ธีรยุทธ และปัญหาทางประวัติศาสตร์ของ "องคมนตรี"

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

- 7 -

เรื่องต่อมาคือจดหมายเปิดผนึกถึงสนนท.

"ผมขอเสนอ ให้ สนนท.ถอนตัวออกจาก "พันธมิตรประชาธิปไตย" ทันที ไม่ว่าจังหวะก้าว

ต่อไปของ "พันธมิตร" จะเป็นอย่างไร ไม่ว่าการชุมนุมจะยังคง "เดินหน้าต่อไป" หรือยกเลิก หรือชุมนุม

เพียงคืนเดียว ฯลฯ เพราะสิ่งที่ "พันธมิตร" กำหนดไป ตั้งแต่ก่อนการประกาศยุบสภา (แสดงออกใน

"แถลงการณ์ฯ ฉบับที่ 2") เป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้ง

ด้วยเหตุผล 3 ประการ ดังนี้

"ประการแรก การประกาศความคิดชี้นำว่า "ไม่ชนะ ไม่เลิก" เป็นความคิดที่อันตรายและ

เขลาอย่างยิ่ง การต่อสู้ทางการเมืองไม่ใช่เกมที่ "ผู้ชนะ" ได้ถ้วยหรือเงินไป การรณรงค์ที่ไม่สำเร็จในแง่

ข้อเสนอจึงสามารถถือได้ว่าเป็นการรณรงค์ที่มีคุณ ค่าได้ ("ชนะ" ในความหมายอีกแบบหนึ่ง)

""ไม่เลิก จนกว่าจะชนะ"? "ไม่เลิก" แม้แต่ว่าหากเกิดสถานการณ์ที่จะเป็นอันตรายต่อผู้

ร่วมชุมนุม ต่อประชาชนวงกว้าง และต่อประชาธิปไตย? "ไม่เลิก" แม้ว่าจะนำไปสู่สถานการณ์ให้กลุ่ม

อำนาจอื่นฉวยโอกาสเอาประโยชน์?

"... คำขวัญนี้ โดยเฉพาะในการตีความของกลุ่มสนธิ-จำลอง เป็นการคิดที่อันตราย ที่

นำไปสู่ความคิด "ชัยชนะไม่ว่าด้วยราคาอะไร" (victory at any price) ผมเชื่อว่าคนเหล่านี้พร้อมจะทำ

สิ่งที่เป็นผลร้ายต่อผู้ร่วมชุมนุม ต่อประชาธิปไตย เพียงเพื่อให้ข้อเรียกร้องของตนเป็นจริง (เหตุผล

ประการที่สอง ที่กำลังจะกล่าวถึงข้างล่าง ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ในการชุมนุมวันที่ 4 ที่สนธิเรียกร้องให้

ทหารออกมาจัดการกับทักษิณ ก็เช่นกัน คือ ขอให้ "ชนะ" วิธีการอย่างไรก็ได้ ไม่เช่นนั้น "ไม่เลิก")

" หลังเหตุการณ์พฤษภา 35 เมื่อมีเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับการตัดสินใจของกลุ่มจำลองที่นำ

ขบวนเคลื่อนออก ไปจากสนามหลวงในคืนวันที่ 16 โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากนักศึกษาปัญญาชนที่

ร่วมนำขบวนขณะนั้น หลังเหตุการณ์ได้มีผู้จัดสัมมนาวงเล็กๆ ครั้งหนึ่ง (ปาจารยสารเป็นเจ้าภาพ)

โดยมี ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และครูประทีป อึ้งทรงธรรม เข้าร่วมด้วย ทั้ง 2 คนนี้เป็นผู้สนับสนุนการ

เคลื่อนขบวนของจำลองอย่างเต็มที่

"เมื่อถูก ตั้งคำถามเชิงวิจารณ์มากๆ ครูประทีปได้พูดประโยคหนึ่ง ซึ่งผมยังจำได้ดี ทำนอง

นี้ "ดิฉันเป็นคนเกิดในสลัม โตในสลัม ประสบการณ์ชีวิตของดิฉันทำให้ดิฉันเป็นคนที่ถ้าไม่สำเร็จแล้ว

ว่าด้วยกรณี เปรม-สมัคร, ปริญญา, ธีรยุทธ และปัญหาทางประวัติศาสตร์ของ "องคมนตรี"

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

- 8 -

ไม่ทำ ถ้าทำต้องทำให้สำเร็จให้ได้" แม้จะเป็นการแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่น่านับถือในแง่การดำเนิน

ชีวิต แต่ในแง่การเมืองผมเห็นว่าเป็นวิธีคิดที่น่ากลัว

"ประการที่สอง ใน "แถลงการณ์ฯ ฉบับที่ 2" กลุ่ม "พันธมิตร" เรียกร้องให้มีการตั้งนายกฯ

พระราชทานอย่างเปิดเผย (แม้จะยังไม่กล้าใช้คำนี้ตรงๆ) นี่เป็นสิ่งที่ผิดอย่างมาก มากพอจะให้ถอน

ตัวออกมา

"ก่อนการเข้าร่วม กับกลุ่มสนธิ ตัวแทนสนนท.และครป. ประกาศว่า ไม่เห็นด้วยกับการ

เรียกร้องให้ "คืนพระราชอำนาจ" แต่ข้อเสนอที่ให้ตั้งนายกฯ พระราชทานนี้ในทางเป็นจริงก็คือการ

"คืนพระราชอำนาจ" นั่นเอง คำว่า "นิติประเพณี" ที่ใช้ใน "แถลงการณ์ฯ ฉบับที่ 2" นั้น เป็น "คำแฝง"

ที่กลุ่มสนธิใช้มานาน หมายถึง "พระราชอำนาจ" นั่นเอง (ดูหนังสือของประมวล รุจนเสรี) นี่เป็นข้อ

เรียกร้องที่ผิด และยังเป็นการ "ผิดคำพูด" ที่ สนนท.เคยประกาศไว้เองด้วย

"ที่สำคัญความคิดนี้ขัดแย้งอย่างลึกซึ้งต่อประชาธิปไตย ต่อเจตนารมณ์ 2475, 14 ตุลา, 6

ตุลา ซึ่งขบวนการนักศึกษาเป็นผู้รับมรดกสืบทอด

" ประการสุดท้าย ในกลุ่มผู้ตัดสินใจสูงสุดของการชุมนุมวันที่ 26 (และหลังจากนั้น?)

ทำไมไม่มีตัวแทน สนนท.เลย? มองในแง่การมี "ฐานที่แท้จริง" (เป็นตัวแทนของคนอื่นมากกว่าตัวเอง)

แม้จะรู้กันว่า สนนท.จะไม่ใช่องค์กรมวลชนจริงๆ

"อย่างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับคน อย่าง สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ หรือสมศักดิ์ โกศัยสุข หรือ

พิภพ ธงไชย ไม่สามารถพูดได้หรือว่า สนนท.ยังมี "ฐาน" ที่เป็นจริง หรือ "ความชอบธรรมในฐานะการ

เป็นตัวแทน" มากกว่าคนเหล่านั้น? (ไม่น้อยกว่าแน่นอน)

" เหตุที่ไม่มีตัวแทน สนนท.เพราะอะไร? ระบบอาวุโส? ในความเป็นจริง "แถลงการณ์ฯ

ฉบับที่ 2" ได้แสดงให้เห็นว่า "พันธมิตรประชาธิปไตย" ได้เป็นเพียง "ฉากบังหน้า" ให้กับกลุ่มสนธิ-

จำลอง เท่านั้น

"การเข้า ร่วมของ สนนท.เพียงแต่ "สร้างภาพ" ให้กับการเคลื่อนไหวของสนธิ-จำลอง ซึ่งมี

วาระ, เนื้อหา, และจุดมุ่งหมาย ที่แอนตี้ประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้งเท่านั้น

ตอนที่ ๙ พรรคจักรียุคเปรมหวลกลับ

โดยอาคม ซิดนี่ย์

๒๓  กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

ในบทความตอนที่ ๗ เรื่อง “เปรมข้อต่อธุรกิจ-การเมือง-เบื้องสูง” ผมได้กล่าวถึงกบฎเมษาฮาวาย ซึ่งข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้ยังมีผู้คนจำนวนมากที่ยังเข้าใจไม่ถูกต้อง วันนี้จึงสมควรแก่เวลาที่ผมจะต้องนำมาเปิดเผยให้เป็นที่กระจ่างชัดกันในโอกาสนี้เสียเลย

 ดังที่ผมได้นำเสนอไปแล้วว่าเปรมขึ้นสู่อำนาจได้ก็ด้วยอิทธิพลของกลุ่มนายทหารยังเติร์กหรือนายทหาร จปร. ๗ จนกระทั่งเข้าไปกุมอำนาจสูงสุดบนเส้นทางการเมืองบนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีพรรคกิจสังคมให้การสนับสนุน และมี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นผู้ดูแล จวบจนกระทั่งมีการกักตุนข้าวสารและน้ำตาลจนเป็นที่เดือดร้อนไปทั่วสังคมไทยด้วยฝีมือของนายบุญชู โรจนเสถียร ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นตัวแทนของธนาคารกรุงเทพ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เปรมมีความรู้สึกว่าเป็นการเสียรู้และเป็นหุ่นเชิดของนักการเมือง แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะเป็นคนหน้าใหม่ของวงการเมืองที่ยังขาดบารมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีพรรคการเมืองของตัวเองมาเป็นฐานรองรับ แต่มาตามคำเชื้อเชิญตามกระแสอิทธิพลทางทหาร

เปรมเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะที่ยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นกับเปรมจึงเป็นที่รับรู้ของคนในกองทัพซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่ใกล้ชิดและเปรมไว้ใจที่สุดในเวลานั้น และพล.อ.สันต์ จิตรปฏิมา รองผู้บัญชาการทหารบกเพื่อนรักเปรมที่จ่อคิวเป็นผบ.ทบ.คนต่อไป ก็ย่อมต้องมีความทุกข์ร้อนแทนเพื่อนด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย ท่านผู้อ่านควรทราบด้วยว่าพล.อ.สันต์ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มยังเติร์กให้ขึ้นเป็นผู้นำกองทัพต่อจากเปรม ในช่วงนี้จึงมีการร่วมด้วยช่วยคิดจากบรรดาขุนทหารในกองทัพในการแก้เกมจากการกระทำของพวกนักเลือกตั้ง พล.ต.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือบิ๊กจิ๋วที่ได้ชื่อว่าขงเบ้งแห่งกองทัพจึงได้ถูกเลือกขึ้นมาทำหน้าที่ในด้านที่เกี่ยวกับการเมืองหรือเป็นมือการเมืองให้เปรมนั่นเอง

 เมื่อตอนที่เกิดปัญหาใหม่ๆ เปรมมักจะมีคำปรารภให้เป็นที่น่าสงสารให้เหล่าบรรดาขุนทหารได้ยินอยู่เสมอว่า “ผมเสียรู้เขา ผมไม่เหมาะกับงานด้านการเมือง” เปรมนับได้ว่าเป็นนายทหารนักการเมืองหน้าบางที่มีคุณสมบัติขี้น้อยใจและเงียบขรึมไม่ตอบคำจนได้รับฉายา “ เตมีย์ใบ้ ” ในช่วงเวลาเดียวกันนี้จึงมีการเคลื่อนไหวปฏิการเชิงรุก เมื่อได้รับแรงสนับสนุนอันอบอุ่นจากกองทัพ ปฏิบัติการปลดนายตามใจ ขำภโต จึงเกิดขึ้นในวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๒๔ ติดตามมาด้วยการปลดนายบุญชู โรจนเสถียร และนายอำนวย วีรวรรณ เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ การปลดขุนพลมือทำงานด้านเศรษฐกิจพร้อมกันในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้เกิดผลกระทบทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคกิจสังคมที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเปรมอยู่ในเวลานั้น จนถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลในเวลาต่อมา

 ในขณะที่การเมืองกำลังร้อนระอุ ในฝ่ายของกองทัพกลับดูคึกคักเป็นอย่างยิ่ง จึงไม่แปลกที่การเคลื่อนไหวของกลุ่มนายทหารทุกย่างก้าวจะเป็นที่สนใจของคนในทุกวงการ ชื่อพล.อ.สันต์ จิตรปฏิมา ถูกนำเสนอให้เป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับควบคู่ไปกับกลุ่มยังเติร์ก และพล.ต.ชวลิตในฐานะผู้ประสานสิบทิศไม่เว้นในแต่ละวัน จนทำให้นายทหารสุภาพบุรุษที่ชื่อสันต์เป็นที่จับตามองของคนทั่วไป (ผมสมควรที่จะกล่าวด้วยว่าตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในปี ๒๕๒๔ นี้ควรต้องตกเป็นของพล.อ.สันต์ ถ้าหากพล.ต.อาทิตย์ไม่เสนอต่ออายุราชการให้พล.อ.เปรมในเดือนกันยายน ๒๕๒๓) ในขณะที่เปรมก็เริ่มแสดงอาการเบื่อหน่ายกับตำแหน่งผู้นำสูงสุดด้วยการบ่นให้ผู้คนได้ยินว่า “ผมไม่อยากเป็นนายกฯอีกต่อไป” โดยไม่มีใครเฉลียวใจว่านี่เป็นกุศโลบายในการเดินเกมเพื่อฆ่าพล.อ.สันต์และกลุ่มยังเติร์กที่ทรงอิทธิพลในเวลานั้น

 

 การคิดกำจัดเพื่อนเพื่อให้พ้นเส้นทางอำนาจของเปรม จึงได้ปรากฏเป็นละครฉากใหญ่ที่มีชื่อว่า “เมษาฮาวาย” โดยที่เปรมวางแผนไม่เพียงแต่จะแยบยลอย่างที่สุดเท่านั้น หากแต่ยังมีความเนียนเป็นพิเศษอีกด้วย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แสดงความประสงค์ว่าต้องการวางมือและถอยห่างจากวงการเมือง โดยกำหนดให้พล.อ.สันต์เข้ามาดูแลและรับผิดชอบบ้านเมืองแทนและช่องทางหนึ่งซึ่งเป็นช่องทางเดียวที่พล.อ.สันต์จะเข้ามาได้ก็ต้องเป็นการยึดอำนาจเท่านั้น กลุ่มยังเติร์กที่เป็นทหารห้าวแต่อ่อนพรรษาก็เลยตั้งกองเชียร์และสนับสนุนอย่างเต็มที่ด้วยการรับอาสาเพราะเชื่อว่ามีความพร้อม

เปรมไม่อาจปฏิเสธได้อย่างเด็ดขาดว่าไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวกับการยึดอำนาจในครั้งนี้ เพราะการวางแผน เปรมมีส่วนร่วมมาโดยตลอดตั้งแต่ต้น ดังนั้นในฐานะผู้ร่วมวางแผนเปรมจึงมีรายละเอียดในทุกขั้นตอน และเมื่อนายทหารทุกคนที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจในแผนปฏิบัติเป็นอย่างดีแล้วก็รอคอยเวลาและไฟเขียวจากเปรม แผนการยึดอำนาจอันเป็นความลับสุดยอดได้รับการถ่ายทอดมาให้นายทหารอีกกลุ่มซึ่งประกอบด้วยพล.ต.อาทิตย์ กำลังเอก รองแม่ทัพภาคที่ ๒ นายทหารคู่บารมีเปรมเป็นแกนนำ พล.ต.ชวลิต ยงใจยุทธ ทส.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.ต.พิจิตร กุลละวาณิชย์ ผู้บัญชาการกองพล.ที่ ๑ รักษาพระองค์ พ.อ.สุจินดา คราประยูร หัวหน้ากรมข่าวทหารบกโดยคนชื่อเปรม

แล้วในวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๒๔ อันเป็นวันสำคัญที่กำหนดให้เป็นวันปฏิบัติการยึดอำนาจ เปรมได้มาตามนัดหมายเพื่อที่จะทำความเข้าใจเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะลงมือปฏิบัติการโดยมอบหมายให้พล.อ.สันต์ เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร พ.อ.มนูญเป็นเลขาธิการฯดูแลกระเป๋าเงินระหว่างการประชุมเพื่อวางตัวและกำหนดเวลาตลอดจนหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละคนอยู่นั้นก็ปรากฏมีโทรศัพท์มาแจ้งว่าสมเด็จฯมีรับสั่งให้เปรมเข้าเฝ้าเป็นการด่วน อันเป็นปรากฏการณ์ที่ทุกคนไม่คาดฝัน ว่ากันว่าเมื่อเปรมมุ่งหน้าเข้าสู่วังสวนจิตรฯ แล้วก็กราบทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีฯเสด็จฯพร้อมด้วยองค์รัชทายาททุกพระองค์ขึ้นสู่กองทัพภาคที่ ๒ อันเป็นเขตอิทธิพลของเปรมที่มีพล.ต.อาทิตย์ กำลังเอก ทำหน้าที่ถวายการอารักขาในเรื่องความปลอดภัย

การหายไปของเปรมเป็นเวลานานย่อมต้องสร้างความวุ่นวายและโกลาหลให้กับกลุ่มที่จะลงมือยึดอำนาจในเวลานั้นอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะตามกำหนดการที่ได้ตกลงกันไว้นั้นงวดเข้ามาทุกที กำลังพลตามกรมกองต่างๆ มีการเตรียมพร้อมเต็มที่เพื่อรอคำสั่งและเมื่อถึงเวลาอันสำคัญเปรมก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะติดต่อกลับมา จึงจำเป็นที่กลุ่มผู้ปฏิบัติการต้องดำเนินการตามแผนการที่กำหนด (ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจด้วยว่าการปฏิบัติการอันเป็นการชี้เป็นชี้ตายนั้นเวลาเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องยึดถือในการปฏิบัติหน้าที่) ก็มีการเคลื่อนกำลังพลและรถถังออกจากกรมกองเพื่อเข้ายึดสถานที่สำคัญอันเป็นจุดยุทธศาสตร์ทั้งนี้เพื่อป้องกันการต่อต้าน (ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจอีกด้วยว่าการยึดอำนาจในทุกครั้งไม่ใช่ว่าทหารทุกนายจะเข้าร่วมหรือล่วงรู้ไปด้วยทุกกรมกอง ดังนั้นสิ่งที่คณะรัฐประหารกลัวที่สุดคือการปะทะกันด้วยความเข้าใจผิด)

ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น แผนปฏิบัติการของกลุ่มผู้ก่อการที่เปรมมีส่วนร่วมในการกำหนดได้ถูกถ่ายทอดไปยังนายทหารอีกกลุ่มที่เปรมสร้างขึ้นเพื่อคานอำนาจ ดังนั้นการเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ก่อการจึงสามารถทำการกวาดล้างได้อย่างมีประสิทธิภาพและยุติลงด้วยความง่ายดาย พล.อ.สันต์หนีตายไปอยู่พม่า พ.อ.มนูญหอบถุงเงินก้อนโตหายไปก่อนเวลาอันสมควร (จปร.๗ แตกคอกันก็ด้วยสาเหตุนี้ ดังนั้นการทำรัฐประหารครั้งต่อมาพ.อ.มนูญจึงต้องฉายเดี่ยวโดยไม่มีกลุ่มทหาร จปร.๗ ร่วมด้วย)

ภายหลังจากที่กลุ่มยังเติร์กถูกสลายอำนาจและอิทธิพลลงแล้ว กลุ่มทหารสร้างของเปรมก็ได้รับการปูนบำเหน็จ พล.ต.อาทิตย์ กำลังเอก ได้ขยับขึ้นครองยศพลโทในตำแหน่งแม่ทัพกาคที่ ๑ ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันก็ได้ทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกและครองยศพลเอก พล.ต.ชวลิต ยงใจยุทธ ขยับขึ้นครองยศพล.ท.ในตำแหน่งเจ้ากรมยุทธการทหารบก พล.ต.พิจิตร กุลละวาณิชย์ ผู้บัญชาการกองพลที่หนึ่งรักษาพระองค์กระโดดขึ้นครองยศพลโทในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ ๑ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนของรองแม่ทัพภาคตามระบอบเปรมาธิปไตย พ.อ.สุจินดา คราประยูรขึ้นครองยศพล.ต.ในตำแหน่งรองเจ้ากรมยุทธการทหารบก ท่านผู้อ่านต้องสังเกตด้วยว่าการขยับขึ้นดำรงตำแหน่งของพล.ท.ชวลิตและพล.ท.พิจิตรในครั้งนี้มีนัยสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งของสองนายพลจนเป็นที่มาของเหตุการณ์ยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๒๘ หรือกบฏนัดแล้วใยไม่มา

ถ้าหากจะพิจารณาให้ดีในกรณีเมษาฮาวายนั้น ผมมีความเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าเปรมมีความต้องการสลายอิทธิพลของกลุ่มยังเติร์กก็จริงอยู่หากแต่เป้าหมายหลักนั้นอยู่ที่มีความต้องการกำจัดพล.อ.สันต์ให้พ้นเส้นทางอำนาจมากกว่า ดังจะเห็นได้ว่าภายหลังเหตุการณ์ เปรมได้ออกกฏหมายนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มผู้ก่อการในทันทีโดยไม่ถือผิดเอาความใดๆ ทั้งสิ้น จึงทำให้กลุ่มยังเติร์กบางคนที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ (เพียงบางคน) มีโอกาสกลับเข้ารับราชการ แต่ในขณะเดียวกันก็มีการปล่อยข่าวว่าพล.อ.สันต์มักใหญ่ใฝ่สูงกลัวไม่ได้เป็นผบ.ทบ.ด้วยเกรงว่าจะมีการต่ออายุให้เปรมอีกและ ข่าวปล่อยที่ร้ายไปกว่านั้นนั่นก็คือ “สมเด็จฯไม่ทรงโปรด พล.อ.สันต์ ทำให้เปรมถูกสมเด็จฯล๊อคตัวขึ้นโคราชเพื่อให้การยึดอำนาจไม่ประสบผลสำเร็จ”

 เปรมทำตัวอยู่เหนือความขัดแย้งมาโดยตลอดด้วยวิธีการอันเหนือชั้น การไม่ยอมพูดทำตัวเงียบขรึม หรือการพูดไม่หมดปล่อยให้คลุมเครือ ตลอดจนการพูดอย่างหนึ่งแล้วเพ็ดทูลอีกอย่างหนึ่งโดยขาดความรับผิดชอบ เป็นวิชาตัวเบาประจำตระกูลติณ แห่งสำนักสูลานนท์ ที่คนชื่อเปรมได้ฝึกปรือมาตลอดชั่วชีวิต จนถึงขั้นที่เรียกได้ว่า “ไร้เทียมทาน” และยังคงใช้ได้ตราบเท่าทุกวันนี้ จึงอย่าได้แปลกใจในเหตุการณ์หลายเหตุการณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ตำนานเมษาฮาวาย” จึงมีคนพูดไปคนละทางแม้ในกลุ่มนายทหารที่เกี่ยวข้อง

ความข้างต้นที่ผมได้กล่าวมานี้หากจะเป็นประโยชน์บ้างในด้านข้อมูลสำหรับประวัติศาสตร์ ผมขออุทิศส่วนกุศลทั้งหมดนี้ให้กับพล.อ.สันต์ จิตปฏิมานายทหารสุภาพบุรุษ หรือคุณอาสันต์ของกลุ่มนายทหารที่มีความเคารพรักอย่างไม่เสื่อมคลาย และผมเขียนขึ้นด้วยแรงใจที่มีความเคารพอยู่เสมอ ผมคงทำหน้าที่ผมได้เพียงเท่านี้หลังจากรอคอยมาเป็นเวลายาวนานถึง ๒๖ ปี ขอให้คุณอาสันต์นอนหลับให้สบาย และจงมีแต่ความสุขในสัมปรายภพทุกๆ ภพด้วยเทอญ ด้วยรักและเคารพ 

 การที่เปรมสร้างภาพมาโดยตลอดจนทำให้คนเชื่อว่าเป็นคนที่มีคุณธรรมและจริยธรรม ด้วยแรงเชียร์ของกลุ่มนายทหารมักใหญ่ใฝ่สูง (ที่ผมเรียกว่าทหารโจร) ที่เรียกตัวเองว่าลูกป๋าทำให้ภาพเปรมดูสูงส่งจนดุจประหนึ่งขึ้นชั้นไปนั่งอยู่บนบัลลังค์สมมุติเทพที่ใครแตะต้องไม่ได้ วิจารณ์ก็ต้องห้ามอย่างที่นายสมัคร สุนทรเวชประสบ การออกกฏหมายนิรโทษกรรมให้กลุ่มยึดอำนาจในกรณีเมษาฮาวายก็ดี การออกมาปรามตำรวจและหน่วยรักษาความปลอดภัยไม่ให้ทำร้ายนักศึกษาสติเฟื่องที่กระโดดเข้าชกดั้งจมูกก็ดี ทำให้เปรมมีภาพของคนที่ไม่ถือสาหาความมีแต่ให้อภัย แต่นั่นเป็นเพราะคนหรือกลุ่มคนที่คิดทำร้ายเปรมนั้นไม่มีหรือหมดศักยภาพในการทำลายอำนาจเปรมนั่นเอง

ตัวตนที่แท้จริงของเปรมมาปรากฏชัดก็ในกรณีที่ทักษิณบังอาจย้ายฟ้าผ่าพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ขึ้นไปรอเกษียณบนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดโดยไม่ผ่านความเห็นของเปรมวเปรมก็เก็บเอาความแค้นมาล้างคืน ซึ่งไม่มีใครคิดถึงและแม้แต่พ.ต.ท.ทักษิณก็คงลืมไปแล้ว  การออกมาเปิดประเด็นคุณธรรมและจริยธรรม ตลอดจนอย่าไปนับถือคนรวยอย่าไปไหว้คนมีเงินนั้นเป็นเรื่องดีอย่างไม่ต้องสงสัย หากทุกคนหรือคนส่วนใหญ่สามารถปฏิบัติได้สังคมก็จะน่าอยู่ขึ้น แต่การออกมาสนับสนุนให้ทหารไม่ต้องรับฟังหรือทำตามคำสั่งของรัฐบาลนั้นเปรมไม่อาจปฏิเสธได้อย่างเด็ดขาดว่าเป็นการสร้างความแตกแยกและทำให้เกิดความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างแน่นอน

เปรมเป็นทหารมาตลอดชั่วชีวิต ผ่านมาทุกตำแหน่งที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งผู้นำสูงสุดของกองทัพบกในฐานะผู้บัญชาการทหารบก หรือตำแหน่งสูงสุดของเหล่าทัพในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปรมย่อมต้องรู้ว่ากองทัพนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการขับเคลื่อนในด้านความมั่นคงแห่งชาติ เปรมยังต้องเข้าใจด้วยว่าโดยระเบียบวินัยของทหารนั้น คำสั่งต้องถือเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด และยิ่งเปรมออกมาเรียกร้องให้ทหารเป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่เป็นของรัฐบาลหรือนักการเมืองนั้น เปรมจะอธิบายว่าอย่างไรเพราะตามระบอบประชาธิปไตยนั้น รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีหน้าที่ดูแลบริหารบ้านเมืองต่างพระเนตรพระกรรณ และที่สำคัญที่สุดเปรมต้องเข้าใจในระบบทหารด้วยว่ามันมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่าทหารมีหน้าที่รับใช้ชาติ แต่ทหารมหาดเล็กมีหน้าที่รับใช้พระองค์

 เปรมไม่เพียงแต่เคลื่อนไหวให้เกิดความสับสนและทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่คนไทยในชาติเท่านั้น หากแต่เปรมยังทำให้เกิดความสับสนในด้านการปกครองจนงานบริหารราชการแผ่นดินไม่อาจจะขับเคลื่อนต่อไปได้ เศรษฐกิจของชาติมีอันต้องพังไปในชั่วพริบตาตั้งแต่มีการทำรัฐประหาร ในด้านความมั่งคงก็ล้มเหลวล้มเหลว อันสืบเนื่องจากการที่มีเป้าหมายเพียงต้องการล้มล้างพ.ต.ท.ทักษิณไม่ให้มีโอกาสเข้ามาสู่เส้นทางการเมืองด้วยความขี้ขลาดโดยไม่สนใจในความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องชาวไทยในสามจังหวัดภาคใต้

เปรมปลุกกระแสความจงรักภักดีฯ ในขณะที่ตัวเองแอบสนับสนุนพวกกลุ่มนักวิชาการออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านและเรียกร้องนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ในเวลาเดียวกันก็แอบให้ท้ายวายร้ายอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาเปิดประเด็นกู้ชาติ เรารักในหลวง เราสู้เพื่อในหลวง เปรมย่ำยีเกียรติศักดิ์นายทหารหาญแห่งกองทัพว่าหมดสภาพในการปกป้ององค์พระมหากษัตริย์แล้ว ถึงได้ปลุกปั้นคนที่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำอย่างนายสนธิที่เป็นเพียงบุคคลล้มละลายให้ออกมาเคลื่อนไหวจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความคึกคะนอง เปรมเป็นถึงประธานองคมนตรีที่ต้องรู้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเป็นที่เคารพสักการะของคนไทยทั้งแผ่นดินที่ต้องอยู่สูงเหนือความขัดแย้ง และสถานะแห่งพระบรมมหากษัตริย์จำต้องอยู่สูงเกินกว่าใครก็ตามที่จะมาบังอาจมาแสดงความรักหรือความสงสารได้การชูประเด็น “เรารักในหลวง ท่านพ่อหลวงของเรา” คนพวกนี้แหละที่สมควรต้องได้รับโทษด้วยการตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีกระแสพระราชดำรัสว่า “นายกฯพระราชทานไม่เป็นประชาธิปไตย มันมั่ว” สามัญชนคนธรรมดาทั่วไปสามารถรับรู้ได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงสบายพระทัยที่มีการเคลื่อนไหวมาโดยตลอด ถ้าหากเปรมมีความจงรักภักดีดังที่กล่าวอ้าง การเคลื่อนไหวต่างๆ ต้องมีการยุติโดยปริยายและฉับพลันทันที (ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมว่าในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่รัฐบาลกำลังมีการจัดเตรียมงานพระราชพิธีขึ้นครองราช ๖๐ ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) แต่การหาเป็นเช่นนั้นไม่ การเคลื่อนไหวกลับเป็นไปในทิศทางที่รุนแรงและท้ายทายต่อการมีเหตุการณ์นองเลือดที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะในเวลานั้น จนมีคนจำนวนไม่น้อยที่อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการจัดงานพระราชพิธี

หลังงานพระราชพิธีผ่านไป เหตุการณ์มีความสงบอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่แล้วเปรมก็กลับมาทำการเคลื่อนไหวอีกในกรณีสามกกต.ด้วยการแทรกแซงอำนาจตุลาการให้ตัดสินโทษสถานหนักแก่เจ้าหน้าที่ทั้งสามที่มาจากการคัดสรรด้วยวิถีทางประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฏหมายสูงสุด จนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องออกมาเปิดเผยต่อหน้าข้าราชการระดับสูงว่า “มีผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหว” เท่านั้นเองขบวนการลูกป๋าและหมารับใช้จึงดาหน้าออกมาตอบโต้ด้วยความพร้อมเพรียงแบบหมูไม่กลัวน้ำร้อนชนิดตาต่อตา ไม่เพียงเท่านั้นขบวนการท้าก..ษิณออกไปที่มี “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (ความจริงต้องเรียกว่าทำลายประชาธิปไตย) ที่มีนายสนธิ ลิ้มทล เป็นแกนนำซึ่งมีการเตรียมตัวพร้อมอยู่แล้วเข้าสู่ขบวนการร่วมด้วยช่วยล้ม

 

นายสนธิกลับมาพร้อมกับพกความมั่นใจยิ่งกว่าเดิม เหมือนได้รับน้ำเลี้ยงและยาบำรุงใจที่ทำจากหัวใจหมีและดีมังกร จึงมีความกล้าหาญและบ้าบิ่นถึงกับประกาศว่า “ผมเป็นสมาชิกพรรคจักรี จักรีที่แปลว่าราชวงค์จักรี”  ในกรณีพรรคจักรีของนายสนธิทำให้เกิดคำถามหลายคำถามตามมาทันทีว่า ต้องการสื่อความหมายให้เป็นที่เข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์กระนั้นหรือ ? และหรือเปรมเป็นหัวหน้าพรรคจักรี โดยมีนายสนธิทำหน้าที่เลขาธิการพรรคแล้วทำการเคลื่อนไหวต่างตัวแทนให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องใหญ่ขนาดนี้รัฐบาลทักษิณจึงไม่รีรอที่จะดำเนินคดีตามกฏหมายในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่อำนาจของพ.ต.ท.ทักษิณถูกปล้นชิงและโค่นล้มลงก่อนที่คดีถึงที่สุด

ประเทศไทยต้องจารึกเป็นเกียรติประวัติให้กับพล.ต.อ.โกวิทย์ วัฒนะ ในฐานะนายตำรวจผู้มีความจงรักภักดีอย่างแท้จริง เพราะภายหลังจากคณะนายทหารโจรที่เป็นสมุนเปรมได้ทำการโค่นล้ม และปล้นชิงอำนาจจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ด้วยข้อหาไม่จงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์แล้ว คดีหมิ่นฯของนายสนธิไม่เพียงแต่ได้รับการถอนฟ้องอย่างเดียว บุคคลที่ปกป้องพระกียรติยศด้วยการดำเนินคดีกับนายสนธิในข้อหาหมิ่นฯด้วยความจงรักภักดี โดยไม่มีการดำน้ำปิดสำนวนหรือเก็บเข้าลิ้นชักตามกระแสกลุ่มอำนาจใหม่ ก็มีอันต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง ตามที่นายสนธิเรียกร้องต้องการ และใช่แต่เพียงเท่านี้ หากแต่วายร้ายขี้โกหกที่ล้มละลายอย่างนายสนธิ รัฐบาลโจรยังให้ความสำคัญถึงกับมอบหมายให้ทำหน้าที่ในการปฏิบัติการเชิงรุกตอบโต้พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยการเข้ายึดไทยทีวีช่อง ๑๑ อย่างไม่ยี่หระต่อความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ

การกล่าวร้ายป้ายสียัดเยียดข้อหาตั้งข้อรังเกียจทักษิณว่าเป็นคนที่ขาดคุณธรรมจริยธรรมขาดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารปกครองประเทศ เป็นระบอบทักษิณหรือทักษิโนมิก (ผมไม่แน่ใจว่าสะกดถูกหรือเปล่า เพราะหาไม่เจอในพจนานุกรม) มีแต่ฉ้อราษฎร์บังหลวงโกงกินและดูเหมือนจะมีชื่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รวมอยู่ด้วยในกรณีโกงกินกล้ายาง แต่เผลอแผล็บเดียวกลับมีการแต่งตั้งให้คนโกงกินอย่างนายสมคิดไปทำหน้าที่ทูตเศรษฐกิจเพื่อเรียกศรัทธานานาประเทศให้มีความเชื่อมั่นในการลงทุนในเมืองไทยโดยปราศจากความละอายแก่ใจ

พล.อ.สุรยุทธ์ประกาศว่าจะเป็นทหารอาชีพที่ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเด็ดขาดด้วยการลาออกจากตำแหน่งวุฒิสมาชิกตลอดจนประธานและกรรมการรัฐวิสาหกิจเมื่อตอนเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ในขณะเดียวกันก็แสดงตัวว่าเป็นนายทหารนักประชาธิปไตยด้วยการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ถ้าผมยังอยู่บนตำแหน่งนี้ทหารจะไม่มีการปฏิวัติเด็ดขาด แต่การที่พล.อ.สุรยุทธ ลาออกจากองคมนตรีที่รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยการยึดอำนาจ จึงทำให้เห็นชัดเจนว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างภาพที่เหลวไหลเชื่อถือไม่ได้ดังที่ฝรั่งเขาเรียกว่า  Bullshit นั่นเอง

 

 

ตอนที่ ๙ พรรคจักรียุคเปรมหวลกลับ

โดยอาคม ซิดนี่ย์

๒๓  กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

ในบทความตอนที่ ๗ เรื่อง “เปรมข้อต่อธุรกิจ-การเมือง-เบื้องสูง” ผมได้กล่าวถึงกบฎเมษาฮาวาย ซึ่งข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้ยังมีผู้คนจำนวนมากที่ยังเข้าใจไม่ถูกต้อง วันนี้จึงสมควรแก่เวลาที่ผมจะต้องนำมาเปิดเผยให้เป็นที่กระจ่างชัดกันในโอกาสนี้เสียเลย

 ดังที่ผมได้นำเสนอไปแล้วว่าเปรมขึ้นสู่อำนาจได้ก็ด้วยอิทธิพลของกลุ่มนายทหารยังเติร์กหรือนายทหาร จปร. ๗ จนกระทั่งเข้าไปกุมอำนาจสูงสุดบนเส้นทางการเมืองบนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีพรรคกิจสังคมให้การสนับสนุน และมี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นผู้ดูแล จวบจนกระทั่งมีการกักตุนข้าวสารและน้ำตาลจนเป็นที่เดือดร้อนไปทั่วสังคมไทยด้วยฝีมือของนายบุญชู โรจนเสถียร ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นตัวแทนของธนาคารกรุงเทพ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เปรมมีความรู้สึกว่าเป็นการเสียรู้และเป็นหุ่นเชิดของนักการเมือง แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะเป็นคนหน้าใหม่ของวงการเมืองที่ยังขาดบารมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีพรรคการเมืองของตัวเองมาเป็นฐานรองรับ แต่มาตามคำเชื้อเชิญตามกระแสอิทธิพลทางทหาร

เปรมเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะที่ยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นกับเปรมจึงเป็นที่รับรู้ของคนในกองทัพซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่ใกล้ชิดและเปรมไว้ใจที่สุดในเวลานั้น และพล.อ.สันต์ จิตรปฏิมา รองผู้บัญชาการทหารบกเพื่อนรักเปรมที่จ่อคิวเป็นผบ.ทบ.คนต่อไป ก็ย่อมต้องมีความทุกข์ร้อนแทนเพื่อนด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย ท่านผู้อ่านควรทราบด้วยว่าพล.อ.สันต์ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มยังเติร์กให้ขึ้นเป็นผู้นำกองทัพต่อจากเปรม ในช่วงนี้จึงมีการร่วมด้วยช่วยคิดจากบรรดาขุนทหารในกองทัพในการแก้เกมจากการกระทำของพวกนักเลือกตั้ง พล.ต.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือบิ๊กจิ๋วที่ได้ชื่อว่าขงเบ้งแห่งกองทัพจึงได้ถูกเลือกขึ้นมาทำหน้าที่ในด้านที่เกี่ยวกับการเมืองหรือเป็นมือการเมืองให้เปรมนั่นเอง

 เมื่อตอนที่เกิดปัญหาใหม่ๆ เปรมมักจะมีคำปรารภให้เป็นที่น่าสงสารให้เหล่าบรรดาขุนทหารได้ยินอยู่เสมอว่า “ผมเสียรู้เขา ผมไม่เหมาะกับงานด้านการเมือง” เปรมนับได้ว่าเป็นนายทหารนักการเมืองหน้าบางที่มีคุณสมบัติขี้น้อยใจและเงียบขรึมไม่ตอบคำจนได้รับฉายา “ เตมีย์ใบ้ ” ในช่วงเวลาเดียวกันนี้จึงมีการเคลื่อนไหวปฏิการเชิงรุก เมื่อได้รับแรงสนับสนุนอันอบอุ่นจากกองทัพ ปฏิบัติการปลดนายตามใจ ขำภโต จึงเกิดขึ้นในวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๒๔ ติดตามมาด้วยการปลดนายบุญชู โรจนเสถียร และนายอำนวย วีรวรรณ เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ การปลดขุนพลมือทำงานด้านเศรษฐกิจพร้อมกันในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้เกิดผลกระทบทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคกิจสังคมที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเปรมอยู่ในเวลานั้น จนถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลในเวลาต่อมา

 ในขณะที่การเมืองกำลังร้อนระอุ ในฝ่ายของกองทัพกลับดูคึกคักเป็นอย่างยิ่ง จึงไม่แปลกที่การเคลื่อนไหวของกลุ่มนายทหารทุกย่างก้าวจะเป็นที่สนใจของคนในทุกวงการ ชื่อพล.อ.สันต์ จิตรปฏิมา ถูกนำเสนอให้เป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับควบคู่ไปกับกลุ่มยังเติร์ก และพล.ต.ชวลิตในฐานะผู้ประสานสิบทิศไม่เว้นในแต่ละวัน จนทำให้นายทหารสุภาพบุรุษที่ชื่อสันต์เป็นที่จับตามองของคนทั่วไป (ผมสมควรที่จะกล่าวด้วยว่าตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในปี ๒๕๒๔ นี้ควรต้องตกเป็นของพล.อ.สันต์ ถ้าหากพล.ต.อาทิตย์ไม่เสนอต่ออายุราชการให้พล.อ.เปรมในเดือนกันยายน ๒๕๒๓) ในขณะที่เปรมก็เริ่มแสดงอาการเบื่อหน่ายกับตำแหน่งผู้นำสูงสุดด้วยการบ่นให้ผู้คนได้ยินว่า “ผมไม่อยากเป็นนายกฯอีกต่อไป” โดยไม่มีใครเฉลียวใจว่านี่เป็นกุศโลบายในการเดินเกมเพื่อฆ่าพล.อ.สันต์และกลุ่มยังเติร์กที่ทรงอิทธิพลในเวลานั้น

 

 การคิดกำจัดเพื่อนเพื่อให้พ้นเส้นทางอำนาจของเปรม จึงได้ปรากฏเป็นละครฉากใหญ่ที่มีชื่อว่า “เมษาฮาวาย” โดยที่เปรมวางแผนไม่เพียงแต่จะแยบยลอย่างที่สุดเท่านั้น หากแต่ยังมีความเนียนเป็นพิเศษอีกด้วย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แสดงความประสงค์ว่าต้องการวางมือและถอยห่างจากวงการเมือง โดยกำหนดให้พล.อ.สันต์เข้ามาดูแลและรับผิดชอบบ้านเมืองแทนและช่องทางหนึ่งซึ่งเป็นช่องทางเดียวที่พล.อ.สันต์จะเข้ามาได้ก็ต้องเป็นการยึดอำนาจเท่านั้น กลุ่มยังเติร์กที่เป็นทหารห้าวแต่อ่อนพรรษาก็เลยตั้งกองเชียร์และสนับสนุนอย่างเต็มที่ด้วยการรับอาสาเพราะเชื่อว่ามีความพร้อม

เปรมไม่อาจปฏิเสธได้อย่างเด็ดขาดว่าไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวกับการยึดอำนาจในครั้งนี้ เพราะการวางแผน เปรมมีส่วนร่วมมาโดยตลอดตั้งแต่ต้น ดังนั้นในฐานะผู้ร่วมวางแผนเปรมจึงมีรายละเอียดในทุกขั้นตอน และเมื่อนายทหารทุกคนที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจในแผนปฏิบัติเป็นอย่างดีแล้วก็รอคอยเวลาและไฟเขียวจากเปรม แผนการยึดอำนาจอันเป็นความลับสุดยอดได้รับการถ่ายทอดมาให้นายทหารอีกกลุ่มซึ่งประกอบด้วยพล.ต.อาทิตย์ กำลังเอก รองแม่ทัพภาคที่ ๒ นายทหารคู่บารมีเปรมเป็นแกนนำ พล.ต.ชวลิต ยงใจยุทธ ทส.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.ต.พิจิตร กุลละวาณิชย์ ผู้บัญชาการกองพล.ที่ ๑ รักษาพระองค์ พ.อ.สุจินดา คราประยูร หัวหน้ากรมข่าวทหารบกโดยคนชื่อเปรม

แล้วในวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๒๔ อันเป็นวันสำคัญที่กำหนดให้เป็นวันปฏิบัติการยึดอำนาจ เปรมได้มาตามนัดหมายเพื่อที่จะทำความเข้าใจเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะลงมือปฏิบัติการโดยมอบหมายให้พล.อ.สันต์ เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร พ.อ.มนูญเป็นเลขาธิการฯดูแลกระเป๋าเงินระหว่างการประชุมเพื่อวางตัวและกำหนดเวลาตลอดจนหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละคนอยู่นั้นก็ปรากฏมีโทรศัพท์มาแจ้งว่าสมเด็จฯมีรับสั่งให้เปรมเข้าเฝ้าเป็นการด่วน อันเป็นปรากฏการณ์ที่ทุกคนไม่คาดฝัน ว่ากันว่าเมื่อเปรมมุ่งหน้าเข้าสู่วังสวนจิตรฯ แล้วก็กราบทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีฯเสด็จฯพร้อมด้วยองค์รัชทายาททุกพระองค์ขึ้นสู่กองทัพภาคที่ ๒ อันเป็นเขตอิทธิพลของเปรมที่มีพล.ต.อาทิตย์ กำลังเอก ทำหน้าที่ถวายการอารักขาในเรื่องความปลอดภัย

การหายไปของเปรมเป็นเวลานานย่อมต้องสร้างความวุ่นวายและโกลาหลให้กับกลุ่มที่จะลงมือยึดอำนาจในเวลานั้นอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะตามกำหนดการที่ได้ตกลงกันไว้นั้นงวดเข้ามาทุกที กำลังพลตามกรมกองต่างๆ มีการเตรียมพร้อมเต็มที่เพื่อรอคำสั่งและเมื่อถึงเวลาอันสำคัญเปรมก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะติดต่อกลับมา จึงจำเป็นที่กลุ่มผู้ปฏิบัติการต้องดำเนินการตามแผนการที่กำหนด (ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจด้วยว่าการปฏิบัติการอันเป็นการชี้เป็นชี้ตายนั้นเวลาเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องยึดถือในการปฏิบัติหน้าที่) ก็มีการเคลื่อนกำลังพลและรถถังออกจากกรมกองเพื่อเข้ายึดสถานที่สำคัญอันเป็นจุดยุทธศาสตร์ทั้งนี้เพื่อป้องกันการต่อต้าน (ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจอีกด้วยว่าการยึดอำนาจในทุกครั้งไม่ใช่ว่าทหารทุกนายจะเข้าร่วมหรือล่วงรู้ไปด้วยทุกกรมกอง ดังนั้นสิ่งที่คณะรัฐประหารกลัวที่สุดคือการปะทะกันด้วยความเข้าใจผิด)

ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น แผนปฏิบัติการของกลุ่มผู้ก่อการที่เปรมมีส่วนร่วมในการกำหนดได้ถูกถ่ายทอดไปยังนายทหารอีกกลุ่มที่เปรมสร้างขึ้นเพื่อคานอำนาจ ดังนั้นการเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ก่อการจึงสามารถทำการกวาดล้างได้อย่างมีประสิทธิภาพและยุติลงด้วยความง่ายดาย พล.อ.สันต์หนีตายไปอยู่พม่า พ.อ.มนูญหอบถุงเงินก้อนโตหายไปก่อนเวลาอันสมควร (จปร.๗ แตกคอกันก็ด้วยสาเหตุนี้ ดังนั้นการทำรัฐประหารครั้งต่อมาพ.อ.มนูญจึงต้องฉายเดี่ยวโดยไม่มีกลุ่มทหาร จปร.๗ ร่วมด้วย)

ภายหลังจากที่กลุ่มยังเติร์กถูกสลายอำนาจและอิทธิพลลงแล้ว กลุ่มทหารสร้างของเปรมก็ได้รับการปูนบำเหน็จ พล.ต.อาทิตย์ กำลังเอก ได้ขยับขึ้นครองยศพลโทในตำแหน่งแม่ทัพกาคที่ ๑ ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันก็ได้ทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกและครองยศพลเอก พล.ต.ชวลิต ยงใจยุทธ ขยับขึ้นครองยศพล.ท.ในตำแหน่งเจ้ากรมยุทธการทหารบก พล.ต.พิจิตร กุลละวาณิชย์ ผู้บัญชาการกองพลที่หนึ่งรักษาพระองค์กระโดดขึ้นครองยศพลโทในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ ๑ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนของรองแม่ทัพภาคตามระบอบเปรมาธิปไตย พ.อ.สุจินดา คราประยูรขึ้นครองยศพล.ต.ในตำแหน่งรองเจ้ากรมยุทธการทหารบก ท่านผู้อ่านต้องสังเกตด้วยว่าการขยับขึ้นดำรงตำแหน่งของพล.ท.ชวลิตและพล.ท.พิจิตรในครั้งนี้มีนัยสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งของสองนายพลจนเป็นที่มาของเหตุการณ์ยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๒๘ หรือกบฏนัดแล้วใยไม่มา

ถ้าหากจะพิจารณาให้ดีในกรณีเมษาฮาวายนั้น ผมมีความเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าเปรมมีความต้องการสลายอิทธิพลของกลุ่มยังเติร์กก็จริงอยู่หากแต่เป้าหมายหลักนั้นอยู่ที่มีความต้องการกำจัดพล.อ.สันต์ให้พ้นเส้นทางอำนาจมากกว่า ดังจะเห็นได้ว่าภายหลังเหตุการณ์ เปรมได้ออกกฏหมายนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มผู้ก่อการในทันทีโดยไม่ถือผิดเอาความใดๆ ทั้งสิ้น จึงทำให้กลุ่มยังเติร์กบางคนที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ (เพียงบางคน) มีโอกาสกลับเข้ารับราชการ แต่ในขณะเดียวกันก็มีการปล่อยข่าวว่าพล.อ.สันต์มักใหญ่ใฝ่สูงกลัวไม่ได้เป็นผบ.ทบ.ด้วยเกรงว่าจะมีการต่ออายุให้เปรมอีกและ ข่าวปล่อยที่ร้ายไปกว่านั้นนั่นก็คือ “สมเด็จฯไม่ทรงโปรด พล.อ.สันต์ ทำให้เปรมถูกสมเด็จฯล๊อคตัวขึ้นโคราชเพื่อให้การยึดอำนาจไม่ประสบผลสำเร็จ”

 เปรมทำตัวอยู่เหนือความขัดแย้งมาโดยตลอดด้วยวิธีการอันเหนือชั้น การไม่ยอมพูดทำตัวเงียบขรึม หรือการพูดไม่หมดปล่อยให้คลุมเครือ ตลอดจนการพูดอย่างหนึ่งแล้วเพ็ดทูลอีกอย่างหนึ่งโดยขาดความรับผิดชอบ เป็นวิชาตัวเบาประจำตระกูลติณ แห่งสำนักสูลานนท์ ที่คนชื่อเปรมได้ฝึกปรือมาตลอดชั่วชีวิต จนถึงขั้นที่เรียกได้ว่า “ไร้เทียมทาน” และยังคงใช้ได้ตราบเท่าทุกวันนี้ จึงอย่าได้แปลกใจในเหตุการณ์หลายเหตุการณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ตำนานเมษาฮาวาย” จึงมีคนพูดไปคนละทางแม้ในกลุ่มนายทหารที่เกี่ยวข้อง

ความข้างต้นที่ผมได้กล่าวมานี้หากจะเป็นประโยชน์บ้างในด้านข้อมูลสำหรับประวัติศาสตร์ ผมขออุทิศส่วนกุศลทั้งหมดนี้ให้กับพล.อ.สันต์ จิตปฏิมานายทหารสุภาพบุรุษ หรือคุณอาสันต์ของกลุ่มนายทหารที่มีความเคารพรักอย่างไม่เสื่อมคลาย และผมเขียนขึ้นด้วยแรงใจที่มีความเคารพอยู่เสมอ ผมคงทำหน้าที่ผมได้เพียงเท่านี้หลังจากรอคอยมาเป็นเวลายาวนานถึง ๒๖ ปี ขอให้คุณอาสันต์นอนหลับให้สบาย และจงมีแต่ความสุขในสัมปรายภพทุกๆ ภพด้วยเทอญ ด้วยรักและเคารพ 

 การที่เปรมสร้างภาพมาโดยตลอดจนทำให้คนเชื่อว่าเป็นคนที่มีคุณธรรมและจริยธรรม ด้วยแรงเชียร์ของกลุ่มนายทหารมักใหญ่ใฝ่สูง (ที่ผมเรียกว่าทหารโจร) ที่เรียกตัวเองว่าลูกป๋าทำให้ภาพเปรมดูสูงส่งจนดุจประหนึ่งขึ้นชั้นไปนั่งอยู่บนบัลลังค์สมมุติเทพที่ใครแตะต้องไม่ได้ วิจารณ์ก็ต้องห้ามอย่างที่นายสมัคร สุนทรเวชประสบ การออกกฏหมายนิรโทษกรรมให้กลุ่มยึดอำนาจในกรณีเมษาฮาวายก็ดี การออกมาปรามตำรวจและหน่วยรักษาความปลอดภัยไม่ให้ทำร้ายนักศึกษาสติเฟื่องที่กระโดดเข้าชกดั้งจมูกก็ดี ทำให้เปรมมีภาพของคนที่ไม่ถือสาหาความมีแต่ให้อภัย แต่นั่นเป็นเพราะคนหรือกลุ่มคนที่คิดทำร้ายเปรมนั้นไม่มีหรือหมดศักยภาพในการทำลายอำนาจเปรมนั่นเอง

ตัวตนที่แท้จริงของเปรมมาปรากฏชัดก็ในกรณีที่ทักษิณบังอาจย้ายฟ้าผ่าพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ขึ้นไปรอเกษียณบนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดโดยไม่ผ่านความเห็นของเปรมวเปรมก็เก็บเอาความแค้นมาล้างคืน ซึ่งไม่มีใครคิดถึงและแม้แต่พ.ต.ท.ทักษิณก็คงลืมไปแล้ว  การออกมาเปิดประเด็นคุณธรรมและจริยธรรม ตลอดจนอย่าไปนับถือคนรวยอย่าไปไหว้คนมีเงินนั้นเป็นเรื่องดีอย่างไม่ต้องสงสัย หากทุกคนหรือคนส่วนใหญ่สามารถปฏิบัติได้สังคมก็จะน่าอยู่ขึ้น แต่การออกมาสนับสนุนให้ทหารไม่ต้องรับฟังหรือทำตามคำสั่งของรัฐบาลนั้นเปรมไม่อาจปฏิเสธได้อย่างเด็ดขาดว่าเป็นการสร้างความแตกแยกและทำให้เกิดความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างแน่นอน

เปรมเป็นทหารมาตลอดชั่วชีวิต ผ่านมาทุกตำแหน่งที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งผู้นำสูงสุดของกองทัพบกในฐานะผู้บัญชาการทหารบก หรือตำแหน่งสูงสุดของเหล่าทัพในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปรมย่อมต้องรู้ว่ากองทัพนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการขับเคลื่อนในด้านความมั่นคงแห่งชาติ เปรมยังต้องเข้าใจด้วยว่าโดยระเบียบวินัยของทหารนั้น คำสั่งต้องถือเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด และยิ่งเปรมออกมาเรียกร้องให้ทหารเป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่เป็นของรัฐบาลหรือนักการเมืองนั้น เปรมจะอธิบายว่าอย่างไรเพราะตามระบอบประชาธิปไตยนั้น รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีหน้าที่ดูแลบริหารบ้านเมืองต่างพระเนตรพระกรรณ และที่สำคัญที่สุดเปรมต้องเข้าใจในระบบทหารด้วยว่ามันมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่าทหารมีหน้าที่รับใช้ชาติ แต่ทหารมหาดเล็กมีหน้าที่รับใช้พระองค์

 เปรมไม่เพียงแต่เคลื่อนไหวให้เกิดความสับสนและทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่คนไทยในชาติเท่านั้น หากแต่เปรมยังทำให้เกิดความสับสนในด้านการปกครองจนงานบริหารราชการแผ่นดินไม่อาจจะขับเคลื่อนต่อไปได้ เศรษฐกิจของชาติมีอันต้องพังไปในชั่วพริบตาตั้งแต่มีการทำรัฐประหาร ในด้านความมั่งคงก็ล้มเหลวล้มเหลว อันสืบเนื่องจากการที่มีเป้าหมายเพียงต้องการล้มล้างพ.ต.ท.ทักษิณไม่ให้มีโอกาสเข้ามาสู่เส้นทางการเมืองด้วยความขี้ขลาดโดยไม่สนใจในความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องชาวไทยในสามจังหวัดภาคใต้

เปรมปลุกกระแสความจงรักภักดีฯ ในขณะที่ตัวเองแอบสนับสนุนพวกกลุ่มนักวิชาการออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านและเรียกร้องนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ในเวลาเดียวกันก็แอบให้ท้ายวายร้ายอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาเปิดประเด็นกู้ชาติ เรารักในหลวง เราสู้เพื่อในหลวง เปรมย่ำยีเกียรติศักดิ์นายทหารหาญแห่งกองทัพว่าหมดสภาพในการปกป้ององค์พระมหากษัตริย์แล้ว ถึงได้ปลุกปั้นคนที่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำอย่างนายสนธิที่เป็นเพียงบุคคลล้มละลายให้ออกมาเคลื่อนไหวจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความคึกคะนอง เปรมเป็นถึงประธานองคมนตรีที่ต้องรู้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเป็นที่เคารพสักการะของคนไทยทั้งแผ่นดินที่ต้องอยู่สูงเหนือความขัดแย้ง และสถานะแห่งพระบรมมหากษัตริย์จำต้องอยู่สูงเกินกว่าใครก็ตามที่จะมาบังอาจมาแสดงความรักหรือความสงสารได้การชูประเด็น “เรารักในหลวง ท่านพ่อหลวงของเรา” คนพวกนี้แหละที่สมควรต้องได้รับโทษด้วยการตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีกระแสพระราชดำรัสว่า “นายกฯพระราชทานไม่เป็นประชาธิปไตย มันมั่ว” สามัญชนคนธรรมดาทั่วไปสามารถรับรู้ได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงสบายพระทัยที่มีการเคลื่อนไหวมาโดยตลอด ถ้าหากเปรมมีความจงรักภักดีดังที่กล่าวอ้าง การเคลื่อนไหวต่างๆ ต้องมีการยุติโดยปริยายและฉับพลันทันที (ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมว่าในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่รัฐบาลกำลังมีการจัดเตรียมงานพระราชพิธีขึ้นครองราช ๖๐ ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) แต่การหาเป็นเช่นนั้นไม่ การเคลื่อนไหวกลับเป็นไปในทิศทางที่รุนแรงและท้ายทายต่อการมีเหตุการณ์นองเลือดที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะในเวลานั้น จนมีคนจำนวนไม่น้อยที่อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการจัดงานพระราชพิธี

หลังงานพระราชพิธีผ่านไป เหตุการณ์มีความสงบอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่แล้วเปรมก็กลับมาทำการเคลื่อนไหวอีกในกรณีสามกกต.ด้วยการแทรกแซงอำนาจตุลาการให้ตัดสินโทษสถานหนักแก่เจ้าหน้าที่ทั้งสามที่มาจากการคัดสรรด้วยวิถีทางประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฏหมายสูงสุด จนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องออกมาเปิดเผยต่อหน้าข้าราชการระดับสูงว่า “มีผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหว” เท่านั้นเองขบวนการลูกป๋าและหมารับใช้จึงดาหน้าออกมาตอบโต้ด้วยความพร้อมเพรียงแบบหมูไม่กลัวน้ำร้อนชนิดตาต่อตา ไม่เพียงเท่านั้นขบวนการท้าก..ษิณออกไปที่มี “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (ความจริงต้องเรียกว่าทำลายประชาธิปไตย) ที่มีนายสนธิ ลิ้มทล เป็นแกนนำซึ่งมีการเตรียมตัวพร้อมอยู่แล้วเข้าสู่ขบวนการร่วมด้วยช่วยล้ม

 

นายสนธิกลับมาพร้อมกับพกความมั่นใจยิ่งกว่าเดิม เหมือนได้รับน้ำเลี้ยงและยาบำรุงใจที่ทำจากหัวใจหมีและดีมังกร จึงมีความกล้าหาญและบ้าบิ่นถึงกับประกาศว่า “ผมเป็นสมาชิกพรรคจักรี จักรีที่แปลว่าราชวงค์จักรี”  ในกรณีพรรคจักรีของนายสนธิทำให้เกิดคำถามหลายคำถามตามมาทันทีว่า ต้องการสื่อความหมายให้เป็นที่เข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์กระนั้นหรือ ? และหรือเปรมเป็นหัวหน้าพรรคจักรี โดยมีนายสนธิทำหน้าที่เลขาธิการพรรคแล้วทำการเคลื่อนไหวต่างตัวแทนให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องใหญ่ขนาดนี้รัฐบาลทักษิณจึงไม่รีรอที่จะดำเนินคดีตามกฏหมายในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่อำนาจของพ.ต.ท.ทักษิณถูกปล้นชิงและโค่นล้มลงก่อนที่คดีถึงที่สุด

ประเทศไทยต้องจารึกเป็นเกียรติประวัติให้กับพล.ต.อ.โกวิทย์ วัฒนะ ในฐานะนายตำรวจผู้มีความจงรักภักดีอย่างแท้จริง เพราะภายหลังจากคณะนายทหารโจรที่เป็นสมุนเปรมได้ทำการโค่นล้ม และปล้นชิงอำนาจจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ด้วยข้อหาไม่จงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์แล้ว คดีหมิ่นฯของนายสนธิไม่เพียงแต่ได้รับการถอนฟ้องอย่างเดียว บุคคลที่ปกป้องพระกียรติยศด้วยการดำเนินคดีกับนายสนธิในข้อหาหมิ่นฯด้วยความจงรักภักดี โดยไม่มีการดำน้ำปิดสำนวนหรือเก็บเข้าลิ้นชักตามกระแสกลุ่มอำนาจใหม่ ก็มีอันต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง ตามที่นายสนธิเรียกร้องต้องการ และใช่แต่เพียงเท่านี้ หากแต่วายร้ายขี้โกหกที่ล้มละลายอย่างนายสนธิ รัฐบาลโจรยังให้ความสำคัญถึงกับมอบหมายให้ทำหน้าที่ในการปฏิบัติการเชิงรุกตอบโต้พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยการเข้ายึดไทยทีวีช่อง ๑๑ อย่างไม่ยี่หระต่อความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ

การกล่าวร้ายป้ายสียัดเยียดข้อหาตั้งข้อรังเกียจทักษิณว่าเป็นคนที่ขาดคุณธรรมจริยธรรมขาดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารปกครองประเทศ เป็นระบอบทักษิณหรือทักษิโนมิก (ผมไม่แน่ใจว่าสะกดถูกหรือเปล่า เพราะหาไม่เจอในพจนานุกรม) มีแต่ฉ้อราษฎร์บังหลวงโกงกินและดูเหมือนจะมีชื่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รวมอยู่ด้วยในกรณีโกงกินกล้ายาง แต่เผลอแผล็บเดียวกลับมีการแต่งตั้งให้คนโกงกินอย่างนายสมคิดไปทำหน้าที่ทูตเศรษฐกิจเพื่อเรียกศรัทธานานาประเทศให้มีความเชื่อมั่นในการลงทุนในเมืองไทยโดยปราศจากความละอายแก่ใจ

พล.อ.สุรยุทธ์ประกาศว่าจะเป็นทหารอาชีพที่ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเด็ดขาดด้วยการลาออกจากตำแหน่งวุฒิสมาชิกตลอดจนประธานและกรรมการรัฐวิสาหกิจเมื่อตอนเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ในขณะเดียวกันก็แสดงตัวว่าเป็นนายทหารนักประชาธิปไตยด้วยการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ถ้าผมยังอยู่บนตำแหน่งนี้ทหารจะไม่มีการปฏิวัติเด็ดขาด แต่การที่พล.อ.สุรยุทธ ลาออกจากองคมนตรีที่รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยการยึดอำนาจ จึงทำให้เห็นชัดเจนว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างภาพที่เหลวไหลเชื่อถือไม่ได้ดังที่ฝรั่งเขาเรียกว่า  Bullshit นั่นเอง

 

 

ตอนที่ ๑๐ สัตว์เศรษฐกิจสถิตเปรม

โดยอาคม ซิดนี่ย์

วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๐

ก่อนที่จะนำเสนอบทความเรื่องนี้ผมมีความจำเป็นต้องมารื้อฟื้นความจำท่านผู้อ่านถึงที่มาของคำว่า “สัตว์เศรษฐกิจ” เป็นการเรียกน้ำย่อย ด้วยผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะหลงลืมไปแล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่ที่มีอายุต่ำกว่าสี่สิบอาจจะไม่คุ้นหูเลยก็เป็นได้  เพราะเป็นเหตุการณ์เมื่อกว่ายี่สิบปีมาแล้วในยุคที่เปรมขึ้นสู่อำนาจบนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เปรมไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านการเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ พวกนายธนาคารขึ้นมากุมอำนาจดูแลด้านเศรษฐกิจและการคลังฉวยโอกาสระดมเงิน กักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไรดังที่ได้เสนอไปแล้วในบทความเรื่อง “เปรมข้อต่อธุรกิจ-การเมือง-เบื้องสูง”

ในยุคที่เปรมเรืองอำนาจนั้นนอกจากมีการเก็งกำไรด้วยการกักตุนสินค้าแล้ว ผู้ดูแลด้านเศรษฐกิจยังมีความจงใจปล่อยให้สถาบันการเงินและการคลังขาดวินัยจึงเป็นช่องทางหากินของกลุ่มบุคคลใกล้ชิดผู้มีอำนาจในเวลานั้นได้ตักตวงผลประโยชน์จนเกิดปัญหาการเงินนอกระบบและเป็นที่มาของวงแชร์ระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็นแชร์แม่ชม้อยหรือแชร์แม่นกแก้ว และแชร์ชาร์เตอร์ที่มีนายเอกยุทธ์ อัญชัญบุตร เป็นหัวเรือใหญ่จนได้สมญานามว่า “เจ้าพ่อแชร์ชาร์เตอร์” จวบกับดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารที่ให้ผลตอบแทนสูง ดอกเบี้ยเงินฝากประจำในเวลานั้นสูงถึง 12.5% ต่อปีส่วนลูกค้าชั้นดี 13.5%  จึงทำให้มีนายธนาคารที่ผันตัวเองมาเป็นนักธุรกิจที่เป็นลูกน้องมือขวาของนายบุญชู โรจนเสถียร นาม “พร(พอล) สิทธิอำนวย” (ลูกพี่ใหญ่นายสนธิ ลื้มทองกุล) นำเงินกู้จากต่างประเทศในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เข้ามาปล่อยกู้กินส่วนต่างของดอกเบี้ย นายพร สิทธิอำนวย เป็นผู้จัดการธนาคารกรุงเทพสาขาประเทศสหรัฐอเมริกาคนแรก จึงมีความกว้างขวางอยู่ในเครือข่ายวงการเงินจากต่างประเทศ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อมูลเรียกน้ำย่อยเพื่อให้ได้เห็นพฤติกรรมของกลุ่มคนที่ได้ชื่อว่า “สัตว์เศรษฐกิจ” ที่เกิดขึ้นในยุคเปรมเป็นใหญ่ ส่วนรายละเอียดผมคงต้องหาเวลาเขียนในโอกาสต่อไป

การโค่นล้มรัฐบาลทักษิณน่าจะมีจุดเริ่มต้นมาจากการเปิดฉากแบบจู่โจมจากนายเอกยุทธ์ อัญชัญบุตร อดีตเจ้าพ่อแชร์ชาร์เตอร์ด้วยการเปิดโปงเบื้องลึกความเคลื่อนไหวผิดปรกติของราคาใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (หุ้น) ธนาคารนครหลวงไทย (SCIB-C1) ในช่วงวันที่ 11 กับ 13 สิงหาคม โดยกล่าวหาว่ามีนักการเมืองในซีกรัฐบาล ที่มีชื่อย่อว่า ป. กับ ส. เข้าไปเกี่ยวพันด้วย (ปั่นหุ้น) ภายหลังการทิ้งบอมบ์ นายเอกยุทธ์ได้จูงมือนายประชัย เลื่ยวไพรัตน์ มุ่งหน้าไปหานายบัญญัติ บรรทัดฐาน (หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนั้น) พร้อมกับเสนอเงินช่วยเหลือให้พรรคสูงถึงหนึ่งพันล้าน จนเป็นที่วิพากษ์ วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง แม้นายบัญญัติจะได้อ้อมแอ้มอธิบายในเวลาต่อมาว่าทางพรรคเปิดกว้างเพราะปรกติก็มีการรับบริจาคทั่วไปอยู่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถที่จะลบล้างหรือปฏิเสธได้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในครั้งนี้

การเปิดประเด็นของนายเอกยุทธ์ มาปรากฏชัดเจนถึงที่มาที่ไปในเวทีชุมนุมมวลชนที่ท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๗ โดยใช้ชื่อว่า “คณะประชาชนเพื่อชาติและราชบัลลังก์” ภายใต้คำขวัญ “ประชาชนเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และสมบัติชาติ” บุคคลสำคัญที่ร่วมกลุ่มก๊วนในการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ประกอบด้วยน.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ และนายประพันธ์ คูณมี ทำหน้าที่มันสมอง นายอมรินทร์ คอมันตร์และนายเพียร ยงหนู เป็นแรงช่วยในการขับเคลื่อน ที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดคือนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ กระเป๋าเงินโดยมีเป้าหมายให้นายกรัฐมนตรีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งและ ขอพระราชทานรัฐบาลแห่งชาติ (ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงผู้อยู่เบื้องหลังอีกจำนวนหนึ่ง)

 ถ้าหากเราลองมาทำความรู้จักกับคนทั้งหกนี้ ท่านผู้อ่านก็จะพบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย แล้วก็ไม่เป็นการยากสำหรับในการสืบค้น เพราะประวัติของแต่ละคนมีความโชกโชนและมีศักยภาพพอที่จะป่วนสังคมให้เกิดความวุ่นวายได้ทุกคน ดังต่อไปนี้: -

๑. นายเอกยุทธ อัญชัญบุตร ผู้ต้องหาคดีแชร์ชาร์เตอร์เมื่อปี 2526 และหลบหนีการจับกุมเป็นเวลายี่สิบปีจนคดีหมดอายุความและเคยลักลอบเข้าเมืองไทยมาเป็นนายทุนให้การสนับสนุนในการยึดอำนาจในกรณี กบฏ ๙ กันยายน ๒๕๒๘ แต่ก็ไม่โดนข้อหากบฏและสาเหตุแห่งการยึดอำนาจยังเป็นที่คลุมเคลืออยู่จนกระทั่งทุกวันนี้

๒. น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขานุการพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์แนวหน้า แต่ได้ลาออกมาเพื่อทำการเคลื่อนไหว

๓. นายประพันธ์ คูณมี อาชีพทนายความอดีตแกนนำคนสำคัญของ สหพันธ์นักศึกษาเสรีที่เคยหนีไปอยู่ป่าจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธในเขตงาน ๑๖๙ (ภูเขียว ชัยภูมิ)

๔. นายอมรินทร์ คอมันตร์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของพ.อ.(พิเศษ)ถนัด คอมันตร์ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนักธุรกิจที่เคยก่อตั้งกลุ่ม“พันธมิตรกู้วิกฤติชาติ” เคลื่อนไหวให้มีการยกเลิกกฏหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจ ๑๑ ฉบับมาโดยตลอด

๕. นายเพียร ยงหนู ประธานสหภาพแรงงานการไฟฟ้านครหลวงและประธานเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นที่ใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางการเคลื่อนไหวมาอย่างยาวนาน

๖. นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตประธานกรรมการบริหารบริษัทอุตสาหกรรมปิโตเคมีเคิลไทยจำกัดมหาชน (TPI) ที่เป็นหนี้เอ็นพีแอลรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และยังมีกิจการโรงงานปูนที่มีชื่อว่า “ทีพีไอโพลีน” ที่ยังอยู่ในความครอบครองของตระกูลเลี่ยวไพรัตน์ จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมวันเปิดตัวถล่มทักษิณที่ท้องสนามหลวงนั้น ผู้ชุมนุมกว่าหนึ่งพันเป็นพนักงานที่มาจากทีพีไอโพลีน นายประชัยมีความแค้นรัฐบาลทักษิณอย่างฝังใจในกรณีที่ไม่ช่วยธุรกิจทีพีไอให้รอดพ้นจากการยึดครองจากเจ้าหนี้ต่างชาติ

จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นนี้ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงได้เห็นชัดเจนแล้วว่าใครเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหว เพราะในเวลานี้พวกเขาทั้งหลายก็ยังมีบทบาทในการบดขยี้ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวอยู่ และถ้าหากท่านผู้อ่านได้ติดตามบทความของผมมาโดยตลอดจะต้องรู้ว่าเขาผู้นั้นที่อยู่เบื้องหลังคือใครอย่างแน่นอน

การเปิดตัวของนายเอกยุทธไม่ประสบผลตามความต้องการของจอมบงการ เพราะภาพลักษณ์ความเป็นโจรนักต้มตุ๋นที่หลบหนีคดีความยังไม่ห่างหายไปจากความทรงจำของพี่น้องประชาชน จึงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางไปในทิศทางที่ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากวายร้ายแซ่ลิ้มที่มีฐานะเป็นบุคคลล้มละลายแห่งสำนักท่าพระอาทิตย์ที่มีนามว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสนธิไม่ได้พูดวิจารณ์ธรรมดาเหมือนชาวบ้านที่ทำกันในขณะนั้นหากแต่นายสนธิได้เปิดตำราไขปริศนาบริภาษจนสถานภาพความเป็นคนของนายเอกยุทธหมดสิ้นไม่มีชิ้นดี จนดูประหนึ่งว่านายสนธิเป็นองครักษ์พิทักษ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

 ผลงานการบริภาษนายเอกยุทธ์ของนักฆ่าแห่งตระกูลลิ้มเข้าตาผู้มากด้วยบารมี จึงได้ถูกบันทึกไว้เป็นข้อมูลในทำเนียบสี่เสาเพื่อรอคอยโอกาสใช้งาน ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมอย่างเด็ดขาดว่านายสนธิคนนี้ไม่เพียงแต่มีส่วนสนับสนุนรัฐบาลไทยรักไทยตั้งแต่เริ่มก่อตั้งใหม่ๆ เท่านั้น หากแต่ยังหยิบยื่นความช่วยเหลือให้อย่างออกนอกหน้าชนิดที่ว่า “ใครจะทำไม” ไม่ว่าจะเป็นนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ผู้มีความปราดเปรื่องด้านการตลาด หรือนายทนง พิทยะ ผู้ช่ำชองในด้านการเงิน--การคลังและนายพันศักดิ์ วิญญารัตน์ ที่เจนจัดในด้านการเมือง (เคยเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาบ้านพิษฯในสมัยพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ)  สามมือดีที่เคยช่วยงานอยู่ที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการสำนักท่าพระอาทิตย์ นายสนธิระดมให้มาร่วมทีมงานรัฐบาลทักษิณ

ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจอีกด้วยว่าคนอย่างนายสนธิมีความเป็นคนเจ้าเล่ห์มาโดยกำเนิดและมีคุณสมบัติกล้าได้ไม่กล้าเสีย ดังนั้นการช่วยเหลือของนายสนธิในทุกครั้งจะไม่เคยลืมในเรื่องผลการตอบแทน เมื่อเป็นเช่นนี้นายสนธิจึงมีความมั่นใจเป็นอย่างสูงว่าบนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของคุณทักษิณนั้นจะสามารถบันดาลในสิ่งที่นายสนธิต้องการทุกเรื่อง และเมื่อคิดได้ดังนี้นายสนธิจึงบ่ายหน้าไปหาคุณทักษิณเพื่อขอให้ช่วยในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ความต้องการของนายสนธิไม่เพียงแต่ทำให้คุณทักษิณมีอันต้องผงะ หากแต่เพื่อนรักของนายสนธิทั้งสามที่ถูกส่งมาร่วมรัฐบาลก็ยังต้องถอยห่างอีกด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้มีหรือจิ้งจอกเฒ่าแห่งบ้านสี่เสาที่เก่งเรื่องแยกแล้วปกครองอยู่แล้ว จะปล่อยโอกาสอันดียิ่งนี้ให้เลยผ่านไป บุรุษคาบไปป์นามน.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ จึงถูกกำหนดให้ทำหน้าที่เป็นสะพานทอดให้นายสนธิได้เข้าบ้านสี่เสา เพราะต่างก็มีสายสัมพันธ์ในฐานะคนในวงการสื่อด้วยกัน ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมนะครับว่าน.ต.ประสงค์อดีตเคยเป็นเลขนุการนายกรัฐมนตรีในยุคเปรม แล้วก็อยู่รับใช้ใกล้ชิดมาโดยตลอด และได้ลงทุนลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์แนวหน้า เพื่อมาทำการเคลื่อนไหวล้มล้างรัฐบาลทักษิณ แล้วก็เป็นคนที่ไม่ชอบคุณทักษิณเพราะ สืบเนื่องจากเข้ามาสู่เส้นทางการเมืองด้วยการประเดิมบนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโดยการชักนำของพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ในโควต้าของพรรคพลังธรรมอันเป็นตำแหน่งที่ น.ต. ประสงค์เคยนั่งอยู่ก่อน แล้วมีความขัดแย้งจนต้องแยกตัวออกมาจากพรรคพลังธรรม

การดึงตัวนายสนธิเข้าร่วมขบวนการเปรมาธิปไตยได้เป็นผลสำเร็จก่อนเวลาอันสมควรนั้น เปรมย่อมต้องดีใจอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะนั่นไม่เพียงได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการเท่า นั้น แต่เรื่องที่น่ายินดีกว่านั้นก็คือการได้ศัตรูของศัตรูมาเป็นมิตรอีกต่างหากที่ต้องถือว่าเป็นโชคสองชั้น โชคสองชั้นอันเนื่องจากคุณสมบัติเฉพาะตัวของนายสนธิมีความสามารถพิเศษในการโกหกหลอกลวงให้ผู้คนหลงเชื่อได้และการที่นายสนธิมีความสนิทสนมกับคุณทักษิณ ย่อมต้องมีข้อมูลเชิงลึกอะไรบางอย่าง โชคสองชั้นคือมีคนของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการอย่างน้อยสามคนที่มีบทบาทอยู่ในรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ คนหนึ่งมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ส่วนอีกสองเป็นรัฐมนตรีคนสำคัญที่มีหน้าที่ดูแลงานด้านเศรษฐกิจ แต่เป็นความโชคร้ายของนายสนธิที่บุคคลทั้งสามมีความรับผิดชอบสูงที่สำนึกในความสำคัญของประเทศชาติบ้านเมืองมากกว่าการให้ความร่วมมือกับนายสนธิ เพื่อระบายแค้นอันเป็นเรื่องส่วนตัว

นายสนธิออกมาเปิดประเด็นลูกแกะหลงทางในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์อันเป็นสัญญาณว่าพร้อมแล้วที่จะแตกหักกับคุณทักษิณ และดูเหมือนทุกอย่างจะมีการวางแผนมารองรับกันอย่างเป็นระบบด้วยความแนบเนียน เนียนชนิดที่เนื้อทองของแม่ละมุนต้องยอมหลีกทางชิดซ้ายให้ เพราะทันทีที่รายการนี้ถูกแบน ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เปิดประตูห้องประชุมให้นายสนธิได้เข้าไปตะเบ็งต่อและเปลี่ยนชื่อมาเป็นเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร รายการของนายสนธิได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วชนิดห้องประชุมธรรมศาสตร์ไม่สามารถรองรับจำนวนผู้คนที่ไปรับฟังการโจมตีรัฐบาลเพราะเป็นปรากฏการณ์ใหม่จนรายการนี้ต้องย้ายไปจัดที่สวนลุมในเวลาต่อมา

นายสนธิได้พัฒนารูปแบบของรายการมาเป็นพันธมิตรกู้ชาติ ด่ากราดคุณทักษิณและรัฐมนตรีร่วมคณะไม่ละเว้นแม้เพื่อนอย่างนายพันศักดิ์ วิญญูรัตน์และนายทนง พิทยะ ในฐานะที่ไม่ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลของรัฐบาลที่นายสนธิมีความต้องการนำมาเปิดโปงเพื่อล้มล้าง (แต่มีข้อยกเว้นให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) การโจมตีรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณยิ่งนานวันก็ยิ่งมีความร้อนแรงขึ้นตามลำดับ เพราะมีน.ต.ประสงค์ฉายาซีไอเอเมืองไทยเป็นผู้กำกับชั้นดีที่คอยช่วยป้อนข้อมูลและสังเกตุการณ์ให้กำลังใจอยู่ข้างเวทีเกือบทุกนัด โดยที่เจ้าหน้าที่แห่งรัฐไม่แสดงทีถ้าว่าจะดำเนินการเอาผิด นายสนธิก็เลยยิ่งมั่นใจในปลอกคอตัวเองถึงขั้นกล้าปลุกระดม“เรารักในหลวง เราสู้เพื่อในหลวง” จนกลายเป็นกระแสท๊าก…ษิณออกไปด้วยความสนุกสนาน

นายสนธิมักจะอ้างว่าเอาธรรมนำหน้าเป็นใบเบิกทางทุกครั้งเพื่อให้คนฟังเกิดความเลื่อมใสและดูน่าเชื่อถือ การปลุกกระแสให้ผู้คนเกลียดชังทักษิณ ด้วยการกล่าวร้ายป้ายสีว่า เป็นคนขายชาติทำลายศาสนาและคิดล้มล้างพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำรุนแรงก้าวร้าว หยาบคายและเต็มไปด้วยอารมณ์เพื่อให้ดูสมจริงยิ่งขึ้นว่าตัวเองเป็นคนจงรักภักดี ในแต่ละข้อกล่าวหาที่นายสนธิหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นโจมตีล้วนแต่เป็นเรื่องอ่อนไหวในความรู้สึกของคนไทยทุกคน จนบ่อยครั้งที่เกือบจะกลายเป็นสาเหตุแห่งความรุนแรงอันเกิดจากอารมณ์ร่วมของผู้ฟัง

นายสนธิอาจมีความสามารถหลอกลวงผู้คนได้ทั้งประเทศ แต่นายสนธิคงไม่อาจที่จะหลอกตัวเองได้อย่างแน่นอน ในอดีตเมื่อเกือบ ๓๐ ปีสมัยที่ติดตามนายพอล สิทธิอำนวย และเข้าสู่วงการสื่อใหม่ๆ นายสนธินับได้ว่าเป็นคนท่องราตรีตัวฉกาจคนหนึ่ง ในเวลานั้นโรงแรมเพรสซิเด้นท์ รีเจนท์ (เพรสซิเด้นท์ ฮอลิเดย์อินในปัจจุบัน) สี่แยกราชประสงค์เพิ่งปรับปรุงเสร็จใหม่ๆ เป็นแหล่งชุมนุมนักเที่ยวและคอกาแฟ นายสนธิก็เป็นลูกค้าประจำ (ของใคร) คนหนึ่งที่ต้องแวะไปทุกวัน และแน่นอนที่สุดในฐานะสื่อมวลชนนายสนธิต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากประชาสัมพันธ์ (PR) ของโรงแรมจนนับได้ว่าเป็นขาใหญ่ที่ใครๆ ก็ต้องเหลือบมอง

ความเป็นขาใหญ่ของนายสนธิจึงได้พัฒนามาเป็นขวัญใจเด็กเสริฟ นายสนธิมีบุคลิกของความเป็นตั้วเฮีย(พี่ใหญ่) มักจะแสดงตัวเป็นผู้รู้ในทุกเรื่องเช่นเดียวกับทุกวันนี้  จึงเป็นคนที่มีแฟนเยอะเพราะพูดคุยสนุก และจู่ๆ ในคืนวันหนึ่งนายสนธิก็เปิดตำนาน“เสี่ยโอ” ขึ้นมากลางวงสนทนาที่สามารถทำให้ผู้ร่วมวงสนทนาเกิดอาการหูผึ่งด้วยความอยากรู้ เพราะเสี่ยโอที่นายสนธิพูดถึงนั้นหมายถึง(เซ็นเซอร์) นอกจากนี้แล้วนายสนธิยังจาบจ้วงล่วงเกินถึงขั้นเปิดประเด็น(เซ็นเซอร์)ขี้เมาและ(เซ็นเซอร์)ทรงโปรดซิการ์อีกด้วย

พฤติกรรมของนายสนธิเมื่ออดีตที่ผมและอีกหลายๆ คนที่รับรู้ในเหตุการณ์คืนนั้น กับในปัจจุบันนี้ที่ออกมาเคลื่อนไหวด้วยการชูประเด็นความจงรักภักดี เรารักในหลวงเราสู้เพื่อในหลวงมาเข่นฆ่าทำลายล้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวด้วยความโหดเหี้ยมอำมหิตเพื่อความสะใจให้สมอารมณ์แค้นอย่างนี้ จะให้ผมสนิทใจเชื่อในความจงรักภักดีของนายสนธิได้อย่างไร ผมไม่อาจที่จะไปร้องทุกข์กล่าวโทษกับใครได้ เพราะดูเหมือนนายสนธิบัดนี้ได้กลายเป็นอภิสิทธิชนที่กฏหมายไม่สามารถเอาผิดได้  ผมจึงมีความจำเป็นที่ต้องนำเรื่องนี้มาฟ้องประชาชนโดยผ่านท่านผู้อ่าน อันเป็นหนทางเดียวซึ่งทำให้ผมต้องคิดหนักอยู่หลายวัน

ภายหลังเหตุการณ์โค่นล้มรัฐบาลทักษิณสิ้นสุดลง นายสนธิประกาศชัยชนะด้วยการ ทวงบุญคุณว่าหมดค่าใช้จ่ายไปสี่ร้อยล้านอันเป็นเงินของตระกูล ทำให้ผมมีความสงสัยว่าเมื่อนายสนธิเป็นบุคคลล้มละลาย แล้วเหตุใดในตระกูลคนแซ่ลิ้มคนนี้ยังมีเงินเหลือใช้ให้นำมาถลุงกับการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะเมื่อตอนที่ทำการเคลื่อนไหวอยู่นั้น มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เฒ่าหัวเกรียนจำลองออกมาโอดครวญเห็นใจนายสนธิด้วยปัญหาเรื่องเงิน จนมีการประกาศขอบริจาค จนทำให้นายสนธิต้องตีหน้าออกอาการขวยเขินต่อหน้าประชาชนหลายหมื่นคนที่มาฟังนายสนธิปราศรัย ผมจึงอยากให้มีการตรวจสอบที่มาของเงินก้อนนี้ว่ามีที่ไปที่มาอย่างไร เพราะดูไปคล้ายเป็นเงินนอกระบบที่มีการรวมหัวกันลงขันอย่างเป็นขบวนการเพื่อการโค่นล้มโดยตรง

 เหตุการณ์โค่นล้มผ่านไป ขบวนการโค่นล้มจำนวนหนึ่งที่เคยขึ้นเวทีโจมตีขับไล่คุณทักษิณได้ดิบได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มก๊วน“พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่มีนายสนธิเป็นแกนนำหลายคนได้รับเชิญไปอยู่บนตำแหน่ง ส.ว.อันทรงเกียรติ บางคนได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนองค์กรอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อเอาผิดคุณทักษิณและครอบครัว ที่หนักหนาสาหัสที่สุดที่ผมรับไม่ได้นั่นก็คือ บุรุษคาบไปป์ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ได้รับการแต่งตั้งให้อยู่บนตำแหน่งประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยวิถีทางระบอบเปรมาธิปไตย (ผมจะไม่มีวันยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้เด็ดขาด)

นายสนธิถือโอกาสแห่งชัยชนะนี้ทำการโค่นล้มบุคคลที่ตัวเองไม่ชื่นชอบไม่ว่าจะเป็นพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ หรือหม่อมอุ๋ย โดยเฉพาะหม่อมอุ๋ยหรือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล นั้น เป็นเป้าถูกโจมตีอันมีสาเหตุจากผลประโยชน์และต่างตอบแทนอันสืบเนื่องมาจากการขัดขวางการเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทยของนายวิโรจน์ นวลแข ซึ่งเป็นเพื่อนรักของนายสนธิ อันสืบเนื่องมาจากขัดขวางการซื้อหุ้นทีพีไอคืนจากปตท. ของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ที่เป็นผู้สนับสนุนการเงินให้กลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อโค่นล้มทักษิณ

นายสนธิปรับเปลี่ยนรายการเมืองไทยรายสัปดาห์มาเป็นยามเฝ้าแผ่นดิน (โจรปล้นแผ่น ดิน) เพื่อให้ดูขลังยิ่งขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะจากกระแสท้าก..ษิณออกไปได้สร้างชื่อให้นายสนธิจนกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงคนหนึ่งในสังคม ด้วยที่นายสนธิมีเชื้อสายเป็นคนจีน จึงกลายเป็นขวัญใจในหมู่มังกรที่หากินกับธุรกิจผิดกฏหมาย จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมนายสนธิจึงเป็นดารารับเชิญที่มีอันต้องไปเป็นแขกประจำแถวเยาวราช อันเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสิ่งผิดกฏหมาย ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจนะครับว่าธุรกิจนอกระบบเป็นเรื่องผิดกฏหมายดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องมีการจ่ายค่าคุ้มครองจากอดีตที่มีขบวนการอั่งยี่ที่ทำหน้าที่นี้เปลี่ยนมาเป็นขบวนการเสธ.มาเฟีย แต่เวลานี้บรรดาเสธ.ทั้งหลายต่างง่วนอยู่กับการปกป้องรักษาอำนาจ จึงเกิดมีขบวนการสวมรูป

นายสนธิจึงมีอันต้องไปเยาวราชไม่เว้นในแต่ละคืน ซึ่งนอกจากจะทำให้อิ่มท้องด้วยอาหารชั้นดีแล้วยังได้เงินกลับบ้านอย่างเป็นกอบเป็นกำ มันเป็นพฤติกรรมของโจรชัดๆ จะเป็นยามเฝ้าแผ่นดินได้อย่างไร “เลวทรามต่ำช้าสิ้นดี” (ขอดาบนั้นคืนสนองหน่อย) ผมมีกำหนดในใจว่าจะเขียนบทความเพียงสิบตอน แต่ดูเหมือนว่าจะจบไม่ลง เพราะเนื้อที่ส่วนใหญ่ได้ถูกใช้ไปกับวายร้ายแห่งตระกูลลิ้ม ก็เลยจำเป็นต้องขอเขียนต่ออีกหนึ่งตอน เพื่อให้เรื่องราวของเปรมมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 

 

ตอนที่ ๑๑ ถอดหน้ากากรัฐบุรุษเปรม

วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๐

 

บทความเรื่อง “สัตว์เศรษฐกิจสถิตเปรม” ผมได้รื้อฟื้นความจำของท่านผู้อ่านในเรื่องที่มาของคำว่า “สัตว์เศรษฐกิจ” เป็นการเรียกน้ำย่อย โดยไม่สามารถลงลึกในรายละเอียดได้ เพราะต้องใช้เวลามากในการนำเสนอและคงจะกลายเป็นเรื่องยาว ดังนั้นในฉบับนี้ผมจะขอเติมให้เต็มด้วยการเขียนถึงในบางประเด็นและบางเหตุการณ์ที่ผมเห็นว่า มีส่วนสำคัญในการเชื่อมต่อจากอดีตถึงปัจจุบันว่า ระบบสัตว์เศรษฐกิจยังคงสิงสถิตอยู่ในตัวเปรมอยู่จนแม้กระทั่งทุกวันนี้

 

การที่นายเอกยุทธ์ อัญชัญบุตร ออกมาเปิดประเด็นโจมตีพ.ต.ท.ทักษิณแบบจู่โจมนั้นท่านผู้อ่านต้องทราบด้วยว่า นายเอกยุทธ์ก็เป็นคนหนึ่งที่ร่ำรวยจากการนำเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากต่างประเทศเข้ามาปล่อยกู้กินกำไรส่วนต่างของดอกเบี้ยเฉกเช่นเดียวกับนายพอล สิทธิอำนวย ก่อนที่จะผันตัวเองมาเป็นเจ้าพ่อแชร์ชาร์เตอร์ตามกระแสในเวลานั้น เพราะมีกลุ่มคนหากินกับเงินนอกระบบและร่ำรวยอย่างชนิดเห็นทันตา แล้วกลุ่มคนที่เข้าร่วมขบวนการแชร์ในเวลานั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นคนในกองทัพนี่แหละที่ถือได้ว่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพอากาศที่เป็นลูกค้าแชร์ชั้นดีของแม่ชม้อย

 

ขบวนการหากินกับเงินนอกระบบซึ่งส่วนหนึ่งอันเป็นที่มาของคำว่าสัตว์เศรษฐกิจนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขของสาเหตุแห่งการยึดอำนาจตามคำกล่าวอ้างของกลุ่มผู้ก่อการที่นำโดยพ.อ.มนูญ รูปขจร และน.ท.มนัส รูปขจร ในกรณีกบฏ ๙ กันยายน ๒๕๒๘ ซึ่งเป็นเรื่องคลุมเครือและไม่เป็นที่กระจ่างจนกระทั่งทุกวันนี้ เพราะแม้แต่หนังสือ “วีรบุรุษสะพานมัฆวานฯ” ของพล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ก็มีเขียนบันทึกเรื่องนี้ไปในทางหนึ่ง ส่วนหนังสือ “รัฐบุรุษชื่อเปรม” มีรายละเอียดไปทางหนึ่ง แต่บันทึกของอาคม ซิดนี่ย์ เป็นไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจะขอนำเสนอดังต่อไปนี้ ความจริงสัตว์เศรษฐกิจนั้นมีต้นกำเนิดมาจากนายบุญชู โรจน์เสถียร แต่เนื่องจากท่านผู้นี้เพิ่งได้อำลาจากโลกนี้ไปแล้ว ผมจึงขออนุญาตงดเว้นที่จะกล่าวถึงเพราะจะเป็นการซ้ำเติมที่ไม่ยุติธรรมนัก อันอาจทำให้เพิ่มความโศกเศร้าแก่ครอบครัวซึ่งมิได้มีส่วนรู้เห็น

 

ธุรกิจการเงินนอกระบบในยุคเปรมเรืองอำนาจ นอกจากการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไรและแชร์ลูกโซ่แล้ว ยังเกิดมีปรากฏการณ์ของบ่อนการพนันที่เปิดกันแพร่หลายไม่เพียงแต่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลเท่านั้น หากตามจังหวัดต่างๆ ก็มีความคึกคักไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน และที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เด็ดขาดนั่นก็คือกิจการหวยปิงปอง ซึ่งสาหัสกว่าหวยใต้ดินเป็นสิบเท่า เนื่องจากไม่ต้องรอผลการออกรางวัลของกองสลากกินแบ่ง เพราะมีการออกหวยกันทุกสองชั่วโมง ด้วยการนำลูกปิงปองสิบลูกเขียนติดหมายเลข ๐-๙ แล้วใส่ภาชนะเจาะรูตรงกลางพอที่จะให้มือเข้าไปล้วงหยิบออกมาเป็นเลขรางวัล

 

ธุรกิจการพนันนี้ได้สร้างความร่ำรวยให้กับบรรดาตำรวจและมือปืนรับจ้างทวงหนี้กันอย่างทั่วหน้า ในส่วนของเจ้าพ่อนั้นไม่ต้องพูดถึงย่อมต้องมีผลประโยชน์มากเป็นเท่าทวีคูณด้วยการเก็บค่าคุ้มครองและมีการแย่งชิงความเป็นใหญ่ในหมู่เจ้าพ่อด้วยกัน ตำนานเสี่ยปุ้ยแห่งไนท์พลาซ่าจังหวัดเชียงใหม่ และเสี่ยเต็งโก้แห่งขอนแก่นก็ต้องจบชีวิตลง ด้วยเรื่องบ่อนและการค้ายาเสพติดให้กับเจ้าพ่อเมืองกรุงนามเฮียเหลาหรือนายแคล้ว ธนิกุล แล้วเจ้าพ่อเมืองกรุงก็มีอันต้องสังเวยชีวิตเรียบร้อยโรงเรียนรสช. จากนั้นตำนานทหารมาเฟียก็เข้ามาแทนที่ ทั้งหมดทั้งปวงก็เป็นผลพวงอันเกิดจากการบริหารของเปรมคนดีศรีสังคมนี่แหละ

 

 

 

ในปีพ.ศ.๒๕๒๖ ธุรกิจการเงินนอกระบบเริ่มออกอาการ เพราะถึงจุดอิ่มตัวและผู้คนเริ่มมีความสงสัยในเรื่องที่มาของเงินผลตอบแทนที่สูงถึง ๑๐ % ต่อเดือน จวบกับลูกแชร์ที่ลงทุนเล่นมาในช่วงต้นๆ เริ่มมีการถอนทุนคืน เมื่อผู้เล่นลดจำนวนน้อยลง ในขณะที่การถอนทุนเพิ่มจำนวนมากขึ้น ไม่นานวงแชร์ก็ล้มลงในที่สุด แชร์ชาร์เตอร์ของนายเอกยุทธ์ อัญชัญบุตร ก็อวสานในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่พื้นฐานของนายเอกยุทธ์เคยไปใช้ชีวิตศึกษาร่ำเรียนอยู่ที่เมืองนอก จึงทำให้มีช่องทางหลบหนีได้ไม่ยาก แต่ที่ไม่ชัดเจนและยังเป็นปริศนาคาใจก็คือนางชม้อย ทิพย์โส เจ้ามือแชร์ที่ใหญ่ที่สุดและนางนกแก้ว ทั้งคู่มีที่ไปที่มาอย่างไรยังไม่มีใครสามารถบอกได้แน่นอนว่าคือใครแม้กระทั่งทุกวันนี้

 

 

 

เมื่อวงแชร์ล้มครึนไม่เพียงส่งผลให้ลูกแชร์จำนวนมากไม่ได้เงินคืนซึ่งทำให้รัฐบาลต้องกุมขมับเท่านั้น หากแต่ภาพรวมของเศรษฐกิจในเวลานั้นก็มีผลกระทบรุนแรงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จวบจนกระทั่งปี ๒๕๒๗ ภาวะเศรษฐกิจก็เข้าสู่ขั้นวิกฤติที่ยากต่อการแก้ไข รัฐบาลเปรมจึงต้องใช้มาตราการแก้ไขด้วยการประกาศลดค่าเงินบาทเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๗ โดยนายสมหมาย ฮุนตระกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในเวลานั้น

 

 

 

การประกาศลดค่าเงินบาทส่งผลให้พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ซึ่งเป็นเสาหลักมาโดยตลอดในการค้ำบัลลังก์เปรมเกิดความไม่พอใจ และทำการเคลื่อนไหวในกลุ่มนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ด้วยการทำหนังสือในนามของกองทัพและมีผู้บัญชาการทั้งสามเหล่าทัพร่วมลงนามยื่นคำขาดให้เปรมปรับครม. พร้อมกับออกโทรทัศน์ในอาทิตย์ต่อมาซึ่งเป็นคืนวันลอยกระทงโจมตีรัฐบาลเปรมแบบหมูไม่กลัวน้ำร้อน พร้อมกับมีกระแสข่าวความไม่พอใจของบรรดาขุนทหารที่มีต่อเปรมจนถึงขั้นเตรียมการยึดอำนาจ ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมนะครับว่าในเวลานั้นนับได้ว่าพล.อ.อาทิตย์ เป็นนายทหารที่ทรงอิทธิพลสูงสุดในกองทัพที่อยู่บนตำแหน่งทั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบก แล้วบารมีขณะนั้นก็ขึ้นชั้นวัดรอยเท้าเปรมได้

 

ในขณะที่บารมีอาทิตย์กำลังเจิดจ้าในส่วนของเปรมก็เริ่มอ่อนแรง ท่านผู้อ่านต้องรู้ด้วยว่าการต่ออายุราชการของพล.อ.อาทิตย์นั้นเกิดขึ้นจากการเสนอของพล.ท.ชวลิตและพล.ท.พิจิตร จึงทำให้เปรมไม่แน่ใจในการเลือกฝ่าย แม้ทั้งสองจะเติบใหญ่ขึ้นมาจากสูตรยาและอาหารเสริมของเปรมก็ตาม อีกทั้งขณะนั้นยศและตำแหน่งตลอดจนบารมีทั้งคู่ยังห่างไกลเกินกว่าที่จะขึ้นมาแทนที่ พล.อ.อาทิตย์ได้ จึงทำให้เปรมไม่สามารถที่จะทำอะไรได้นอกจากเก็บอาการเพื่อรอคอยโอกาสและพยายามประคับประคองรัฐนาวาด้วยความระมัดระวัง อยู่ในสภาพทำได้แค่คอยคุมเชิง

 

ขอย้อนกลับมากล่าวถึงนายเอกยุทธ์ ภายหลังจากที่หลบหนีการจับกุมก็มีข่าวว่าไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ก่อนที่จะเข้าไปปักหลักอยู่ที่ประเทศเยอร์มัน และที่เยอร์มันนี่แหละที่ทำให้นายเอกยุทธ์มีโอกาสโคจรมาพบพ.อ.มณูญ รูปขจร นอนกอดถุงเงินไม่ยอมกลับประเทศไทยทั้งๆ ที่ “กบฏเมษาฮาวาย ๒๕๒๔” นั้นเปรมได้ออกกฏหมายนิรโทษกรรมให้ทุกคนภายหลังเหตุการณ์สงบ ทั้งนี้ก็สืบเนื่องจากเงินก้อนดังกล่าวพ.อ.มณูญ ยังไม่สามารถหาเหตุผลมาเคลียร์กับเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ร่วมเป็นร่วมตายได้โดยเฉพาะกลุ่มยังเติร์ก

 

พ.อ.มณูญได้รับสัญญาณติดต่อจากเฒ่าหัวเกรียนจำลอง ศรีเมือง ว่ามีงานสำคัญซึ่งเป็นความลับที่สุด ความลับที่สุดมาปรากฏผลเป็นรูปธรรมเมื่อเช้ามืดวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๒๕ โดยเริ่มจากนายยืนยง โอภากุล หรือแอ๊ด คาราบาว นำชาวคณะไปสวนอัมพร เพื่อเปิดการแสดงโดยมีการถ่ายทอดสดผ่านทางทีวีช่อง ๕ ช่อง ๗ และช่อง ๙ เพื่อดึงประชาชนมาร่วมสนับสนุนในการยึดอำนาจ ในขณะที่สองพี่น้องตระกูลรูปขจรแยกย้ายคุมกำลังเข้ายึดสถานที่สำคัญกองบัญชาการทหารสูงสุด กรมประชาสัมพันธ์ และองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย พร้อมกับประกาศผลสำเร็จและออกแถลงการณ์คณะปฏิวัติด้วยการระบุพล.อ.เสริม ณ นคร เป็นหัวหน้าคณะ โดยมีนายเอกยุทธ์รวมอยู่ในกลุ่มผู้ก่อการที่บก.คณะปฏิวัติ

 

การก่อการครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่พล.อ.อาทิตย์เดินทางไปยุโรปเพื่อดูงานด้านการโทรศัพท์ ซึ่งก็บังเอิญเหลือเกินที่เปรมก็กำลังจะไปขึ้นเครื่องเพื่อเยือนประเทศอินโดนีเซีย แต่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงหมายกำหนดการ เพียงแต่ได้มอบหมายให้พล.ท.ชวลิต รองเสธ.ทหารบกช่วยประสานงานเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ก่อนขึ้นเครื่อง ที่น่าสนใจที่สุดนั่นก็คือหลังเหตุการณ์สงบพล.ท.ชวลิตและพล.ท.พิจิตรเดินทางไปส่งพ.อ.มนูญและพรรคพวกถึงสนามบินดอนเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพล.ท.พิจิตรร่วมเดินทางไปถึงสนามบินสิงคโปร์

 

แม้การก่อการยึดอำนาจไม่ประสบผลสำเร็จ (ต้องไม่สำเร็จอยู่แล้วเพราะเป็นกบฏปาหี่) แต่ก็มีประเด็นที่น่าสนใจและตื่นเต้นไม่น้อยก็ตรงที่มีการเคลื่อนรถถังระดมยิงเข้าไปในอาคารของสถานีวิทยุกระจายเสียงกองพลที่หนึ่งรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นเขตรับผิดชอบของพล.ต.อิสระพงศ์ หนุนภักดี (จปร. ๕ คู่รักคู่แค้นจปร. ๗) และการระดมยิงเข้าไปกรมประมวลข่าวกลางในวังปารุสก์ฯ ส่งผลให้นายนีล เดวิสนักข่าวต่างชาติชาวออสเตรเลี่ยน และนายบิล แรตช ผู้สื่อข่าวชาวอเมริกันเสียชีวิต

 

ที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่แพ้กันนั่นก็คือการก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ได้ปรากฏมีรายชื่อบุคคลสำคัญที่เป็นอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่เข้าร่วมด้วยถึงสี่คนด้วยกันอันประกอบด้วย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.เสริม ณ นคร อดีตรองนายกรัฐมนตรี (หัวหน้าคณะปฏิวัติ) พล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและ พล.อ.กระแส อินทรัตน์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด แม้ในเวลาต่อมานายพลทั้งสี่จะรวมตัวเป็นคณะสี่เต่าทอง (The Beatles) ร่วมกันประสานเสียง “พวกเราไม่รู้เรื่อง” แต่ก็ยังอยู่ในความสงสัยของผู้คน สงสัยว่าเข้าไปเกี่ยวข้องได้อย่างไร แล้วทำไมเปรมจึงได้รีบออกกฏหมายนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มกบฏทุกคนรวมทั้ง พ.อ.มนูญ และ นายเอกยุทธ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น.ท.มนัส รูปขจร ยังสามารถกลับเข้ารับราชการจนครองยศถึงพลอากาศเอกที่ถูก พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน เชิญตัวมาจากลำปางเพื่อช่วยดูแลกรมอากาศโยธินไม่ให้ต่อต้านในการทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

 

ภายหลังเหตุการณ์กบฏ ๙ กันยายน ๒๕๒๘ ผ่านพ้นไปนายทหารสร้างที่เปรมเร่งให้ยาและอาหารเสริมได้รับการปูนบำเหน็จทั่วหน้า พล.ท.ชวลิตได้เลื่อนขึ้นครองยศพลเอกในตำแหน่งเสธ.ทบ. พล.ท.พิจิตรขึ้นครองยศพลเอกในตำแหน่งผู้ช่วยผบ.ทบ. พล.ท.สุจินดาเลื่อนจากผู้ช่วยเสธ.เป็นรองเสธ.ฝ่ายยุทธการทบ. เมื่อการจัดทัพลงตัวเป็นที่เรียบร้อย ภาพในกองทัพก็เริ่มชัดเจนเพราะอย่างน้อยที่สุดเด็กสร้างของเปรมก็เกาะกลุ่มติดอยู่ในห้าเสือของกองทัพถึงสองคน พล.อ.ชวลิตและพล.ท.สุจินดา ต่างแสดงว่าอยู่ข้างเปรมอย่างเหนียวแน่น นี่ยังไม่รวมถึงเพื่อนร่วมรุ่นจปร. ๑ ที่คุมกำลังหลักอย่างพล.ท.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการหน่วยสงครามพิเศษเพื่อนซี้และพล.ท.วันชัย เรืองตระกูล แม่ทัพภาคที่ ๔ นอกจากนี้ยังมีนายทหารเพื่อนร่วมรุ่นที่คุมกำลังและกำลังโด่งดังอยู่ในเวลานั้นของนายพลทั้งสองอีกจำนวนมาก

 

แม้กระนั้นก็ตามเปรมก็ยังไม่วางใจถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงมีปฏิบัติการลับชนิดสุดยอดด้วยการมอบหมายให้พล.อ.ชวลิตใช้อิทธิพลทางทหารเข้ายึดพรรคกิจสังคมโดยให้พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค ส่งผลให้นายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ แกนนำสำคัญของพรรคกิจสังคมร่วมมือกับพรรคฝ่ายค้านล้มพ.ร.บ.ขนส่งทางบกทำให้รัฐบาลต้องพ่ายแพ้ ส่งผลให้เปรมต้องยุบสภา และให้มีการเลือกตั้งใหม่ นายบุญเท่งได้กวาดต้อน ส.ส. ตบเท้าออกจากพรรค และได้ก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ชื่อพรรคสหประชาธิปไตยโดยมีข่าวว่าพล.อ.อาทิตย์อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเวลานั้นเปรมก็มีความพร้อมจึงไม่รีรอที่จะปลดฟ้าผ่าพล.อ.อาทิตย์ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๒๙ แล้วให้พล.อ.ชวลิตขึ้นนั่งแทน ส่งผลให้พรรคสหประชาธิปไตยมีอันต้องเฉาตายในทันที

 

ตอนนี้ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงได้เห็นภาพชัดเจนแล้วว่ากบฏ ๙ กันยายน ๒๕๒๘ ที่ผมเรียกว่ากบฏปาหี่ที่คลุมเครือนั้นไม่มีอะไรซับซ้อนเกินกว่าที่พวกเราจะเข้าใจได้ การที่เปรมไม่กล้าปลดพล.อ.อาทิตย์ในทันทีที่ออกมาโจมตีในกรณีลดค่าเงินบาทเมื่อปลายปี ๒๕๒๗ นั้นก็สืบเนื่องจากไม่แน่ใจในการเลือกฝ่ายของบรรดาขุนทหารนั่นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งก็คือเด็กสร้างของเปรมในเวลานั้นยังโตไม่ทัน แล้วก็ไม่ต้องแปลกใจแล้วนะครับว่าเหตุใดเปรมจึงด่วนออกกฏหมายนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มผู้ก่อการทุกคน เพราะการก่อการในครั้งนี้เปรมใช้ให้ทำเพื่อหยั่งกำลังพล.อ.อาทิตย์ แล้วก็ไม่ต้องสงสัยแล้วนะครับว่าเหตุใดการยึดอำนาจในการครั้งนี้จึงไม่มีเพื่อนร่วมรุ่นจปร. ๗ ของพ.อ.มนูญเข้าร่วมแม้แต่คนเดียว และดูเหมือนคนที่โชคร้ายที่สุดก็คงเป็นนายเอกยุทธ อัญชัญบุตร กระเป๋าเงินที่สนับสนุนการก่อการ เพราะถูกหลอกด้วยเชื่อว่าหากการยึดอำนาจเป็นผลสำเร็จจะได้อาศัยอิทธิพลแห่งอำนาจล้มคดีให้ได้ แล้วก็คงหายสงสัยนะครับว่าเหตุใดแอ๊ดคาราบาวจึงมีส่วนร่วมเอี่ยวกับการต่อต้านคุณทักษิณ ในกรณีต่อต้านโจมตีคุณหญิงสุดารัตน์ เรื่องวัคซีนไข้หวัดนก

 

ดังนั้นถ้าหากจะทำความเข้าใจกับคนชื่อเปรม ท่านผู้อ่านต้องรู้นะครับว่าคนอย่างเปรมมีความอดทนเป็นอย่างยิ่งกับการรอคอย เปรมนั้นรอได้เสมอ อันเช่นเดียวกับการรอคอยล้างแค้นเอาคืนพ.ต.ท.ทักษิณในกรณีที่ปลดพล.อ.สุรยุทธ์ การที่เปรมสามารถกำจัดผู้ทรงอิทธิพลได้ในแต่ละครั้ง ทำให้กลุ่มทุนที่เคยให้การสนับสนุนไหลเข้ามารวมศูนย์อยู่ที่เปรมแต่เพียงผู้เดียวแบบชนิดกินรวบ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมนักธุรกิจใหญ่และลูกค้าชั้นดีอันดับต้นๆ ของธนาคารกรุงเทพจึงห้อมล้อมอยู่รอบกายเปรม แล้วก็อย่าได้แปลกใจว่าทำไมเปรมจึงมีชื่อเป็นที่ปรึกษาอยู่ตามบริษัทต่างๆ มากมายจนนับไม่ถ้วน แล้วก็เงินเดือนที่ปรึกษาจากที่ต่างๆ รวมกันในแต่ละเดือนซึ่งเป็นเงินมหาศาลนานนับสิบปี เงินก้อนนี้จะเรียกได้ไหมว่าผลประโยชน์ทับซ้อน นี่ยังไม่นับรวมเงินบริจาคเข้ามูลนิธิรัฐบุรุษที่ก่อตั้งขึ้นมารองรับให้เป็นเงินคอร์รัปชั่นที่ถูกกฏหมาย (ฟอกเงิน) อีกต่างหาก แล้วเงินได้เหล่านี้เปรมได้ชำระภาษีอย่างถูกต้องกระนั้นหรือ

 

เงินที่เปรมได้รับในแต่ละเดือนไม่ต่างไปจากการเรียกค่าคุ้มครอง เพราะในแต่ละบริษัทที่มีชื่อเปรมเป็นที่ปรึกษาย่อมได้รับการยกเว้นในเรื่องของการตรวจสอบภาษีไม่มากก็น้อย ด้วยบารมีของเปรมจึงมีขีดความสามารถที่ขจัดปัดเป่าสารพัดปัญหาจากใหญ่ให้เล็กลงได้ทันตา “กลับบ้านเถอะลูก” ก็เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ที่เปรมใช้อยู่เป็นประจำแม้ทุกวันนี้ ด้วยคาถาบทนี้ต่อให้อธิบดีกรมสรรพกรมาตรวจสอบด้วยตนเองก็ต้องเดินตัวรีบกลับไป พฤติกรรมของเปรมที่ผมนำเสนอในอีกด้านที่กล่าวมาข้างต้นนั้นมีความแตกต่างกันกับภาพที่เราท่านได้เห็นกันอยู่เป็นประจำนั้น ก็สืบเนื่องจากหน้ากากรัฐบุรุษที่สวมใส่อยู่ ดังนั้นการที่เปรมออกมาเรียกร้องคุณธรรมและจริยธรรม จึงเป็นเรื่องโกหกเพราะมันแตกต่างกับตัวตนที่แท้จริงของเปรมราวขาวกับดำ

 

การเป็นที่ปรึกษาในธุรกิจต่างๆเหล่านี้อันเปรียบเสมือนหนึ่งเปรมเป็นตัวแทนของกลุ่มทุนผูกขาดนั่นเอง ดังนั้นเปรมจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ที่จะต้องออกมาปกป้องนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจให้ทันสมัยของรัฐบาลทักษิณ เนื่องจากนโยบายดังกล่าวส่งเสริมให้มีการแข่งขันทางการค้าเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อผู้บริโภคตามเงื่อนไขขององค์การค้าโลก (WTO) ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง แต่นโยบายนี้ทำให้กลุ่มทุนผูกขาดเสียผลประโยชน์ เพราะไม่สามารถกำหนดราคาได้ตามใจชอบอีกต่อไป จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมเปรมถึงต้องออกมาเอาเป็นเอาตายกับคุณทักษิณ โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของประเทศชาติ

 

 

 

 

เปรมสร้างฐานะจากเงินนอกระบบจนร่ำรวยพอที่จะเลี้ยงดูบรรดาทหารโจรเพื่อมาค้ำบัลลังก์แห่งอำนาจ และสามารถทำการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอันเป็นระบอบประชาธิปไตยได้สำเร็จด้วยวิธีการอันสกปรก สามารถยืนยันในตัวตนที่แท้จริงของเปรมได้เป็นอย่างดี ซึ่งเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงได้ประจักษ์ด้วยตัวเอง เพราะตลอดกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา เปรมให้การสนับสนุนกับทุกกลุ่มคนไม่เลือกหน้าขอเพียงมีเป้าหมายร่วมกันในการโค่นล้มทักษิณ โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลและความถูกต้อง ไม่สนใจแม้สถานะของตัวเองและข้อจำกัดตามกฏหมายว่ามีข้อห้ามอย่างไรในตำแหน่งองคมนตรี บนตำแหน่งประธานองคมนตรี เปรมกลับใช้บารมีในการแทรกแซงเข้าไปในทุกองค์กรอย่างเปิดเผย แม้แต่องค์กรตุลาการก็ไม่เว้น

 

การประกาศว่า “ผมพอแล้ว ขอให้พวกคุณทำกันต่อไป และผมอยากเห็นประชาธิปไตยเดินหน้า” เมื่อครั้งพล.อ.ชาติชายเดินทางไปเชิญเปรมกลับไปเป็นนายกฯ ก็เป็นโกหกคำโตของเปรมอีก ทั้งนี้เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคค้ำยันเปรมที่ซื่อสัตย์นั้น ในปีพ.ศ. ๒๕๓๑ เกิดปัญหาแตกแยกอันสืบเนื่องจากการเลือกหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค ซึ่งมีนายชวน หลีกภัย กับนายประจวบ ไชยสาส์น คู่ชิงบนตำแหน่งหัวหน้าพรรคและนายวีระ มุกสิกพงศ์ กับพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ในตำแหน่งเลขาธิการพรรค ผลปรากฏคู่ของนายวีระและนายประจวบแพ้ ทำให้นายวีระและส.ส.กว่าสามสิบคนที่รู้จักกันในนาม “กลุ่ม ๑๐ มกรา”ถอนสมอออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์แพ้ในการเลือกตั้งให้กับพรรคชาติไทย เปรมจึงไม่มั่นใจในฐานสนับสนุน จวบกับกระแสเรียกร้องไม่เอาเปรมจากกลุ่มนักวิชาการ ๙๙ นำโดย ดร.ชัยอนันท์ สมุทรวานิช

 

การดันทุรังออกมารับประกันความเป็นคนดีของพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันไปไม่รอด โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของประเทศชาติ และไม่สนใจในความรู้สึกของประชาชน ด้วยมุ่งจะเอาชนะในการทำลายล้างพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวให้สมอารมณ์แค้น เปรมทำทุกอย่างเพื่อสนองความต้องการของตัวเองโดยปราศจากความรับผิดชอบ นี่มันเป็นพฤติกรรมที่ทำลายชาติชัดๆ รัฐบุรุษเป็นเพียงหน้ากาก หากถอดออกมาเมื่อไหร่ก็จะกลายเป็นเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่สมควรถูกโค่นล้มให้สิ้นซาก  ถึงเวลาแล้วหรือยังพี่น้องร่วมชาติที่รักทุกคน

 

 

Sponsors

ตอนที่ ๑๒ อวสานคนชื่อเปรม

บทความทั้ง ๑๑ ตอนที่ผมนำเสนอไปแล้วเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงได้เห็นตัวตนของเปรมเป็นอย่างดีแล้วว่าธาตุแท้ความจริงของคนผู้นี้เป็นอย่างไร แต่ก็ยังมีใครบางคนกล่าวหาและโจมตีบทความที่ผมนำเสนอว่าเป็นเรื่องโคมลอยหรือรับอามิสสินจ้างจากกลุ่มอำนาจเก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความพยายามผูกโยงความบางตอนด้วยเจตนา เพื่อให้เข้าใจว่าบทความที่ผมนำเสนอเข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูงบ้าง หรือมีความแค้นส่วนตัวกับเปรมบ้าง ดังนั้นเพื่อเป็นการประเทืองปัญญาสำหรับใครบางคนที่ผมได้กล่าวถึงข้างต้น จะได้หูตาสว่างบ้าง ผมจึงขอนำบทความของอาจารย์หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ลงตีพิมพ์ในคอลัมน์ ซอยสวนพลูหนังสือพิมพ์รายวัน สยามรัฐ ฉบับประจำวันที่ ๑๑ มีนาคม  ๒๕๓๐  มาประกอบเป็นหลักฐานว่า พฤติกรรมของเปรมนั้นราชนิกูลผู้มีความจงรักภักดีอย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็มีความสงสัยและได้ตั้งคำถามไว้เมื่อ ๒๐ ปีที่ผ่านมาแล้วดังต่อไปนี้

“เรื่องประชาธิปไตยแบบไทยๆ นี้ ผมได้ยินพูดกันมาช้านานแล้วคนโน้นพูดบ้างคนนี้พูดบ้าง ฟังดูก็เห็นตรงกันแต่ศัพท์ที่ใช้เรียก ส่วนวิธีการที่อ้างว่าเป็นวิธีการแบบไทยๆ นั้น ไม่เห็นตรงกันสักราย เมื่อต่างคนต่างคิดในเรื่องเดียวกันนี้ ต่างคนต่างก็มีวิธีการของตนแตกต่างกันไป บ้าบ้าง บอบ้าง บิ่นบ้าง หาอะไรเป็นแก่นสารและเอาเป็นที่ยุติไม่ได้ เมื่อ คุณเปรมตื่นเต้นในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ อย่างนี้ ก็พอจะเข้าใจได้ว่า คุณเปรมเองก็ต้องการและมีวิธีการของระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ของตนเอง”

หมายถึง การเป็นนายกฯโดยไม่ต้องสมัครผู้แทนฯให้เหนื่อยกาย เหนื่อยใจ ใช่ไหม?

หมายถึงการที่เป็นนายกฯคนเดียวตลอดไปใช่ไหม?

หมายถึงนายกฯคนที่ชื่อเปรมนั้นไม่ต้องรับผิดในสิ่งใดและต่อใครใช่ไหม?

หมายถึงนายกฯคนที่ชื่อเปรมจะต้องอยู่เหนือคำวิพากษ์วิจารณ์ ใครแตะต้องไม่ได้ ใช่ไหม?

หมายถึง ความเป็นนายกฯนั้นมีแต่เสวยสุข ไม่มีทุกข์กับใคร ใช่ไหม?

ได้อยู่บ้านหลวง ใช้น้ำหลวง ไฟหลวง ใช่ไหม?

จะไปไหนก็ใช้รถหลวง เรือหลวง หรือหลวงออกค่าโดยสารเครื่องบินให้ยกโขยงกันไปเที่ยวต่างประเทศได้ ใช่ไหม?

 จะไปไหนก็มีคนมาเรียงรายคอยต้อนรับ บางแห่งถึงกับก้มลงกราบกับพื้นดิน ใช่ไหม?

“ความคิดเหล่านี้ก่อให้เกิดตัณหาอุปาทาน อันเป็นต้นเหตุของอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ โมหะ ทำให้เกิดความอยากเห็นความคิดของตนเป็นผลจริงจังขึ้นมา เพื่อทุกอย่างที่ตนปรารถนาจะให้เกิดขึ้นจะได้เกิดขึ้น”

จากอดีตที่ผ่านมาเปรมมีพฤติกรรมบิดเบือนกระแสพระราชดำรัสมาโดยตลอด (อ่านบทความตอนที่ ๖ “เปรมาธิปไตยลัทธิมอมเมาสังคม”) แม้ทุกวันนี้เปรมก็ไม่เคยคิดที่จะปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง มิหนำซ้ำยังมีพฤติกรรมที่ส่อให้เห็นชัดเจนว่าหนักข้อยิ่งขึ้นไปอีกนั่นก็คือ กล้าถึงขนาดก้าวล่วงอำนาจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยการสนับสนุนให้มีการปฏิวัติรัฐประหาร ทั้งๆที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้มีการเลือกตั้งเมื่อกลางเดือนตุลาคม ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา พร้อมกับมีพระราชหัตถ์เลขา โดยมีนายอาสา สารสินเป็นผู้อันเชิญถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตรนายกรัฐมนตรีเพื่อให้กกต.ชุดเดิมทำหน้าที่ว่า “ให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม” 

การที่เปรมนำคณะรัฐประหารเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกลางดึกภายหลังการยึดอำนาจ  ทั้งๆที่คณะแพทย์ที่ถวายการรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อรักษาพระอาการประชวร ได้ถวายคำแนะนำไม่ให้ทรงงานเป็นเวลาสามเดือน เปรมต้องมีมโนสำนึกว่าควรหรือไม่ที่จะเข้าเฝ้าในยามวิกาลเช่นนั้น นอกจากนี้แล้วเปรมต้องรู้ด้วยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวเคยมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีพระราชทานว่า ทำให้พระองค์ทรงเดือดร้อน ไม่เป็นประชาธิปไตย มันมั่ว อันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพระบรมมหากษัตริย์แห่งประเทศไทยมีพระราชประสงค์ที่จะสนับสนุนให้มีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย

ตำแหน่งประธานองคมนตรีอันเป็นตำแหน่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัยก็จริงอยู่ หากแต่ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจด้วยว่าตลอดช่วงระยะเวลาอันยาวนานกว่าหกสิบปีที่พระองค์ทรงครองราชสมบัติ พระองค์ก็ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรมที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตา ทรงมีพระกรุณาให้โอกาสกับกลุ่มบุคคลตลอดมาจนเป็นที่ซาบซึ้งอย่างหาที่สุดมิได้ ซึ่งเป็นที่รับรู้ของปวงชนชาวไทยทุกคน เปรมก็เป็นคนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้งให้เป็นองคมนตรีและรัฐบุรุษภายหลังจากถูกต่อต้านการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเป็นประธานองคมนตรีเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๑ อันเป็นการพระราชทานโอกาสให้ได้สร้างคุณงามความดีบนตำแหน่งประธานองคมนตรี

เปรมเริ่มมีบทบาทในการเคลื่อนไหวและแทรกแซงทางการเมืองและด้านการทหารอย่างเปิดเผยในกรณีโยกพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ กลับมาผงาดในส่วนหัวของกองทัพบกด้วยการขึ้นครองตำแหน่งผบ.ทบ.โดยผ่านไปทางนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอันเป็นร่างทรงของเปรมนั่นเอง ในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำรัฐบาลนับได้ว่าเป็นช่วงที่บรรดาลูกๆของเปรมในทุกสาขาอาชีพต่างเติบโตกันอย่างถ้วนหน้าแม้แต่นายพลากร สุวรรณรัตน์ ซึ่งอยู่สายการปกครองสังกัดกระทรวงกลาโหม หรือดร.เกษม วัฒนชัยซึ่งอยู่วงการศึกษา แต่ขอให้ได้ชื่อว่าลูกป๋า ต่างได้ดิบได้ดีกันทั่วหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายพลากรก้าวกระโดดแบบติดปีกบินกินตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย สุดท้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหาร ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งแร่และสิ่งผิดกฏหมายทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งแก๊สระหว่างชายแดนไทยและมาเลเชีย ถ้าหากท่านผู้อ่านจำได้ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เคยประกาศว่าแหล่งแก๊สดังกล่าวมีปริมาณมหาศาลมากพอที่จะเป็นเชิงพาณิชย์ จากวันนั้นถึงวันนี้เรายังมีปัญหาที่ยังไม่สามารถวางท่อแก๊สได้ อันเนื่องจากการต่อต้านทุกรูปแบบ ในขณะที่ทางฝั่งมาเลย์เขาสูบเอาไปขายจนกลายเป็นประเทศเศรษฐีไปแล้ว นั่นเป็นเพราะนักการเมืองและข้าราชการเลวๆไปรับเงินจากเขาแล้วก็เอาเศษเงินส่วนหนึ่งไปจ้างคนพื้นที่ให้ทำการเคลื่อนไหวต่อต้าน

พูดถึง ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมขออนุญาติเรียก ๕  จังหวัด) เพื่อให้เห็นเป็นภาพชัดเจน ผมสมควรกล่าวถึงกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหารที่ ๔๓ (พตท.๔๓) ที่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของกองทัพภาคที่ ๔ เช่นเดียวกันกับศอ.บต. พูดถึงในส่วนของพลเรือน บทบาทสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนต้องยกให้กลุ่มนักการเมืองที่สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ (เพราะเป็นพรรคที่มี ส.ส.ผูกขาดอยู่ในพื้นที่ภาคใต้) และดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น อันเนื่องจากผลประโยชน์มหาศาลนี่เองที่ทำให้มีการแก่งแย่งและช่วงชิงกันอย่างไม่มีกฏกติกา แต่ส่วนใหญ่ของชิ้นปลามันมักจะตกอยู่ในมือของนักการเมือง ทหารตำรวจทำได้ก็แค่เรียกค่าคุ้มครองสิ่งผิดกฏหมายและสถานบันเทิง จึงอย่าได้แปลกใจที่ทหารและตำรวจจะมีการกระทบกระทั่งกันอยู่เป็นประจำ เสธ.ทหารตบหน้าผู้กองตำรวจเพื่อแย่งชิงพื้นที่หากินก็มีให้ได้เห็นเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ

จวบจนกระทั่งเข้าสู่ยุคของพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล แล้วก็บังเอิญเป็นอย่างยิ่งที่ “คนดีไม่มีเสื่อม” อย่างร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์หรือฉายามือปราบสายเดี่ยวได้นั่งอยู่บนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  แล้วชูนโยบายจัดระเบียบสังคม และดูเหมือนจะเอาจริงกับสถานบันเทิงกับแหล่งอบายมุข ซึ่งภาคใต้ก็เป็นพื้นที่เป้าหมายอัน ดับต้นๆของนโยบายนี้ แล้ววิธีการทำงานของคุณปุระชัยก็มีรูปแบบที่แตกต่างไปจากผู้มีอำนาจคนอื่นๆคือ การสุ่มตรวจพื้นที่ในแต่ละครั้งจะเป็นไปอย่างเงียบๆไม่มีการบอกล่วงหน้าเพราะไม่นิยมให้มีการเกณฑ์ข้าราชการมาให้การต้อนรับ และต้องการที่จะเห็นสภาพความเป็นอยู่จริงที่ไม่มีการจัดฉาก  ด้วยวิธีดังกล่าวทำให้คุณปุระชัยได้เห็นในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการ

สิ่งที่คุณปุระชัยเห็นย่อมต้องเป็นที่รับรู้ของพ.ต.ท.ทักษิณด้วยอย่างไม่ต้องสงสัยจึงมีการเอาหน่วยข่าวแทรกลงไปในพื้นที่เพื่อขยายผล แล้วก็พบความจริงว่านอกจากขบวนการสารพัดส่วยและการเรียกค่าคุ้มครองแล้ว ยังมีขบวนการค้าอาวุธสงครามและมีการงาบงบราชการลับในส่วนของศอ.บต.เข้ากระเป๋าตัวเอง จวบกับหนูแดงหรือพล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ผบ.ตร.ในเวลานั้น ต้องการให้เป็นหน้าที่ของตำรวจในการดูแลด้านความสงบเรียบร้อย จึงได้มีการเสนอแนะให้คุณทักษิณลดความสำคัญของทหารด้วยการยืนยันว่ากลุ่มผู้ก่อการร้ายภาคใต้สูญพันธ์ไปหมดแล้ว ลำพังกำลังของตำรวจสามารถรับมือได้ในเขตพื้นที่

 เมื่อเป็นเช่นนี้พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตรในฐานะนายกรัฐมนตรีจึงไม่รีรอที่จะมีคำสั่งยุบศูนย์อำนวยการบริหาร ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)และกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหารที่ ๔๓ (พตท. ๔๓) อันเป็นการทุบเข้ากล่องดวงใจของทั้งเปรมและพรรคประชาธิปัตย์ตลอดจนทหารโจร เปรมไม่อาจปฏิเสธได้อย่างเด็ดขาดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเพราะทันทีที่ ศอ.บต.ถูกยุบ นายพลากร สุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการศอ.บต. ก็ได้รับการเสนอชื่อเป็นองคมนตรี  ทั้งๆที่ยังมีอายุราชการอยู่อีกหลายปี เช่นเดียวกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งเป็นองคมนตรีทันทีหลังเกษียณตลอดจน ดร.เกษม วัฒนชัย ในทันทีที่อำลาจากรัฐบาลทักษิณก็ได้รับการเสนอชื่อเป็นองคมนตรีเช่นกัน

 ปัญหาชายแดนภาคใต้ผมเคยเสนอไปแล้วในบทความ ตอนที่ ๑ “แค้นของคนชื่อเปรม”ว่ามีจุดเริ่มต้นจากการเอาคืนเพื่อหวังดิสเครดิตรัฐบาลทักษิณ  โดยมีพรรคการเมืองเก่าแก่ให้ความร่วมมืออย่างลับๆ ในที่นี้ผมจะไม่เขียนซ้ำ แต่จะชี้ให้เห็นว่าการโค่นล้มนายกฯทักษิณนั้นมีการวางแผนกันอย่างเป็นขบวนการมานานแล้วด้วยการส่งสัญญาณให้นายสนธิ ลิ้มทองกุลออกมาเปิดประเด็นโดยใช้เครือข่าย “แอ้มสนธิทีวี”  (ASTV) และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ แล้วนายพลากร สุวรรณรัตน์องคมนตรีก็ได้ทำหนังสือลาออกจากการเป็นนายกสมาคมศิษย์เก่าคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในทันที ทั้งนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงในการถูกวิพากวิจารณ์ เพราะในเวลาต่อมาก็ปรากฏมีอาจารย์ผมยาวหรืออาจารย์ฉีกบัตรนาม ดร.ไชยยันต์ ชัยพร จากคณะรัฐศาสตร์ออกมาทำการเคลื่อนไหว ควบคู่ไปกับบรรดาคณาจารย์อีกจำนวนหนึ่งทั้งจุฬาและธรรมศาสตร์

 การที่นายสนธิซึ่งสมัยหนึ่งเคยใกล้ชิดสนิทสนมกับพ.ต.ท.ทักษิณนำเอาข้อมูลดิบมาปรุงแต่งโจมตีย่อมต้องเป็นที่สนใจของผู้คนในตอนแรกเพราะเป็นเรื่องใหม่ แต่พอนานวันเข้ากระแสที่นิยมในตัวสนธิเริ่มลดน้อยถอยลง กับมีปรากฏการร่วมด้วยช่วยกัน อย่างเป็นขบวนการทั้งพรรคการเมือง นักวิชาการ และสื่อมวลชน ตลอดจนคนในกองทัพโดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารโจรอย่าง สพรั่ง กัลยาณมิตร ที่ปากก็พล่ามอยู่เสมอว่าเป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่กลับลดตัวไปทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้นายสนธิจาบจ้วงล่วงเกินในกรณีเป็นสมาชิกพรรคจักรี โดยที่บรรดาผู้ที่จงรักภักดีทั้งหลายต่างไม่มีใครคิดที่จะปกป้องพระเกียรติยศ

ผมคงไม่ต้องลงในรายละเอียดเพราะเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่มีใจเป็นกลางทุกท่านคงทราบเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นอย่างดีแล้ว แต่ในที่นี้ผมจะขอกล่าวถึงในสิ่งที่ยังไม่มีใครได้วิจารณ์และพูดถึงนั่นก็คือสถาบันตุลาการที่ทำหน้าที่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งในที่นี้ผมขออนุญาติเรียกว่าสั้นๆว่าศาลเพื่อความเข้าใจง่ายขึ้น ในฐานะผมเป็นคนไทยคนหนึ่งผมย่อมต้องเข้าใจเป็นอย่างดีครับว่าศาลอันเป็นสถาบันสูงสุด ที่ต้องให้ความเชื่อถือและเคารพ เพราะทำหน้าที่ต่างพระเนตรพระกรรณ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากแต่บุคลากรที่มาทำหน้าที่กระบวนการยุติธรรม ผมว่าถึงเวลาที่สมควรต้องได้รับการปฏิรูปและปรับปรุงครับ

 

ผมเชื่อเหลือเกินว่า คงไม่ใช่เพียงผมคนเดียวที่มีความสงสัยในกระบวนการยุติธรรมในบ้านเรา หากแต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีความสงสัยดังเช่นเดียวกับผม  ที่เชื่อว่ามีการเลือกปฏิบัติ และใช้อำนาจเกินขอบเขตแห่งความพอดี ในกรณีที่มีคำพิพากษาอดีตสามกกต.อันประกอบด้วย พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีรชัย แนวบุญเนียน เพราะทั้งสามท่านเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มียศเป็นถึงพลตำรวจเอกท่านหนึ่ง  ส่วนอีกสองท่านเคยดำรงตำแหน่งสูงถึงอธิบดีและโดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้งสามท่านก็มาทำหน้าที่โดยผ่านกระบวนการสรรหาตามระบอบประชาธิปไตย แต่ได้ถูกพิพากษาลงโทษสถานหนักด้วยการตัดสินให้จำคุก ๔ ปี โดยไม่รอการลงอาญา  แถมไม่อนุญาติให้มีการประกัน และสิ่งที่ทำให้มีผู้คนสงสัยมากยิ่งขึ้น นั่นก็คือภายหลังการตัดสินมีการสำทับจากศาลว่าห้ามวิจารณ์ หากมีผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษในข้อหาหมิ่นศาล และที่สำคัญดูเหมือนจะมีการต่อรองในเรื่องการขอประกันตัว โดยตั้งข้อแม้ว่าจะต้องให้ลาออกจากตำแหน่งกกต.มาเป็นเงื่อนไข

ผมเชื่อครับว่าการพิจารณาคดีความในทุกครั้งศาลจะถือเอาพยานและหลักฐานเป็นสำคัญในการพิพากษาตัดสินความผิดด้วยถือหลักว่า “ปล่อยคนร้ายให้ลอยนวลสิบคน ดีกว่าตัดสินเอาผิดกับคนบริสุทธิ์เพียงคนเดียว” แต่บนความเป็นจริงก็มีหลายคดีที่ผ่านมาเป็นปัญหาที่คาใจสังคมคนไทยอยู่แม้ทุกวันนี้  เช่นในคดีเชอร์รี่แอน แม้มีการรื้อฟื้นคดีและพิสูจน์ได้ว่าผู้ต้องหาที่ถูกตัดสินจองจำเมื่ออดีตสิบปีที่ผ่านมาเป็นแพะ แล้วได้รับการจ่ายเงินค่าชดเชยจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ก็ปรากฏว่ากว่าจะคืนความชอบธรรมให้ผู้บริสุทธิ์ได้ นักโทษที่ถูกตัดสินจองจำก็มีอันต้องเสียชีวิต (ตายคาคุก) ส่วนที่ยังมีชีวิตรอดก็กลายเป็นบุคคลพิการและประสบกับปัญหาบ้านแตก แต่ที่แปลกก็คือเศรษฐีนีแห่งตระกูลฟงฟัด ( ชื่อดั่งเดิมเป็นจีนแคะ) หรือพัฒน์พงษ์ผู้บงการจึงลอยนวล นั่นไม่ใช่เพราะคนที่ได้รับการมอบหมายให้มาดูแลรักษาผลประโยชน์และทรัพย์สินของตระกูลนี้ในเวลานั้นมีชื่อว่า นายประมาณ ชันซื่อ อดีตประธานศาลฏีกาดอกหรือ คดีนี้จึงสาวไปไม่ถึงคนบงการ

นอกจากนี้แล้วยังมีการยกฟ้องคดี ร.ต.ดวงเฉลิม อยู่บำรุง ที่ยิงจ่ายิ้ม ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่แห่งรัฐถึงแก่ความตาย ที่ทำให้เป็นที่คาใจของคนทั้งประเทศ หรือถ้าจะให้ผมยกตัวอย่างชัดเจนซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ในกรณีที่ นายพชร ยุติธรรมดำรงกุล อัยการสูงสุดในเวลานั้น มีคำสั่งฟ้องคาราวานคนจนที่เดินขบวนไปประท้วงหนังสือพิมพ์คมชัดลึกที่ตึกเนชั่น จนเป็นที่วิพากวิจารณ์กันว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะในเวลาเดียยวกันนั้นก็มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนฯซึ่งมี นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นแกนนำ เหตุใดจึงไม่ถูกดำเนินคดี

 เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๐ รายการยามเฝ้าแผ่นดิน ครั้งที่ ๓๗ นายสนธิ สิ้มทองกุล ได้นำเอาประเด็นคำสั่งฟ้องคาราวานคนจนมาออกอากาศ โดยอ้างคำชี้แจงของ นายพชร ยุติธรรมดำรงกุล  ในกรณีพิจารณาสั่งฟ้องคาราวานคนจนว่า มีความแตกต่างกับกลุ่มพันธมิตรฯ เนื่องจากคาราวานคนจนมีเจตนาไปปิดกั้นอาคารคมชัดลึกในเครือเนชั่น ส่วนกลุ่มพันธมิตรฯเวลาเดินก็ไปปักหลักอยู่ที่สนามหลวง ก็ไปอยู่ที่บริเวณลานพระรูป ก็ไปอยู่ที่สพานมัฆวานฯ ไม่ได้ไปปิดกั้นสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง โดยไม่มีการกล่าวถึงกลุ่มพันธมิตรฯที่ไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลเพื่อไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีสามารถเข้าทำงานได้สะดวก และไม่กล่าวถึงการเคลื่อนขบวนไปปิดล้อมสำนักงานกกต.และให้กลุ่มนักศึกษาภายใต้การนำของน.ส.กชวรรณ ทำการตรวจค้นรถเข้า-ออกเพื่อหาตัว พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ แล้วก็ไม่พูดถึงการเคลื่อนขบวนไปปิดถนนสุขุมวิทโดยยึดเอาศูนย์การค้าพาราก้อนเป็นที่ปราศรัย ส่งผลให้ห้างร้านต่างๆของสถานที่แห่งนี้มีอันต้องปิดลงโดยปริยาย

 บทความทั้งสิบสองตอนที่ผมนำเสนอมาทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่าการโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น มีการวางแผนและทำกันอย่างเป็นขบวนการอันสืบเนื่องจากอำนาจและผลประโยชน์ โดยใช้วิธีการอันสกปรกที่ปราศจากมูลความจริง การกล่าวหาและยัดเยียดความผิดให้ครอบครัวชินวัตรทุกคนจนต้องตกเป็นจำเลยของสังคม โดยไม่สามารถพิสูจน์ความจริงให้เป็นที่ปรากฏด้วยหลักฐานพยาน ทั้งๆที่มีการแต่งตั้งกลุ่มบุคคลที่เคยเข้าร่วมต่อต้านคุณทักษิณมาทำหน้าที่ตรวจสอบ โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของสังคมคนทั่วไป จนกลายเป็นประเด็นที่ประชาชนที่รักความยุติธรรมต้องออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน และข้าราชการที่มีคุณธรรมจำนวนมากตัดสินใจยุติการให้ความร่วมมือ แทนที่จะรู้สำนึกในการกระทำที่เลวทรามต่ำช้า กลับลุแก่อำนาจบาตรใหญ่ทำการข่มขู่คุกคามด้วยกำลังและอาวุธ อันเป็นพฤติกรรมของโจรเท่านั้นที่จะทำได้

การประกาศว่าจะใช้มาตราการรุนแรงในการจัดการกับกลุ่มคนที่ต่อต้านเปรม ด้วยการรวบรวมรายชื่อเพื่อถวายฎีกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีการตั้งข้อหาว่าเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจนั้น และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของเปรมและกลุ่มทหารโจร ผมจึงมีความเห็นเพื่อเสนอพี่น้องประชาชนทุกคนช่วยร่วมกันพิจารณาดังนี้

๑. บนตำแหน่งประธานองคมนตรีตามกฏหมายจะต้องวางตัวเป็นกลางอย่างที่สุด และห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมือง แต่พฤติกรรมของเปรมตลอดเวลาที่ผ่านมานับได้ไหมว่าดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้กฏหมายบ้านเมือง

๒. เปรมไม่อาจปฏิเสธได้ว่าไม่รู้เรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับถวายการผ่าตัดเพื่อรักษาพระอาการประชวร โดยที่คณะแพทย์ได้ถวายคำแนะนำให้งดการทรงงานอย่างน้อยสามเดือน แล้วการที่เปรมและคณะรัฐประหารขอเข้าเฝ้าในยามวิกาลเช่นนั้นเป็นการสมควรหรือไม่อย่างไร

๓. ภาพถ่ายที่เปรมนำคณะรัฐประหารเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อกลางดึกของคืนวันที่๑๙ กันยายน ๒๕๔๙  เปรมไม่อาจปฏิเสธได้เด็ดขาดว่าไม่ได้มีส่วนสนับสนุนหรือเกี่ยวข้องกับการยึดอำนาจ และเปรมต้องรู้ด้วยว่าในขณะนั้นมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้มีการเลือกตั้งในวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๙ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีพระราชหัตถ์เลขาถึงสามอดีต กกต.ว่า “ให้การเลือกเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม” ซึ่งเป็นพระราชประสงค์ของพระองค์ที่ต้องการให้มีการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

๔. การเลือกเคลื่อนไหวของเปรมและคณะนายทหารโจรในปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครองราช ๖๐ ปีเมื่อปีที่ผ่านมาและในปีนี้เราก็จะต้องถือเป็นปีที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปีที่แล้วนั่นก็คือมีการจัดงานพระราชพิธีเฉลิมฉลองพระชนม์พรรษาครบรอบ ๘๐ ปี

 พฤติกรรมของเปรมข้างต้น เป็นการขัดต่อพระราชประสงค์และก้าวล่วงอำนาจหรือไม่ ขอให้พี่น้องร่วมชาติทุกคนได้โปรดช่วยกันหาคำตอบด้วย

ประวัติศาสตร์ของ "องคมนตรี"

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

- 2 -

ใคร ที่ตามข่าวสมัครวิจารณ์เปรม (และข่าวต่อเนื่อง) ในขณะนี้ น่าที่อดจะรู้สึกถึง irony1

บางอย่างไม่ได้ ไม่เพียงกรณีสมัครกับเปรมโดยตรง ซึ่งผมกำลังจะพูดถึง แต่รวมถึงข่าวต่อเนื่อง เช่น

ทหารบางคนเป็นฝ่ายเสนอให้ปลดรายการสมัครออกจากช่อง 5 เสียเอง หลังจากกลุ่มที่เรียกว่า "ภาค

ประชาชน" พยายามเสนอแบบเดียวกันนี้หลายครั้ง ผมเชื่อว่า หลายคนคงคิดว่า ที่สมัคร "กินดีหมี"

(คำของปริญญา) มาวิจารณ์เปรมครั้งนี้ เพราะความที่ "หลุด" คือ มัวแต่คิดจะปกป้องรัฐบาล เลย "ด่า

แหลก" ต่อทุกคนที่มีท่าทีเชิงวิจารณ์รัฐบาลไม่ว่าจะโดยอ้อมอย่างไร (ในกรณีนี้คือเปรม) แต่ผมเชื่อว่า

มีคำอธิบายเรื่องนี้มากกว่านั้น (เรื่องปกป้องรัฐบาลคงเป็นคำอธิบายหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด) นั่นคือ ผม

ขอเสนอว่า ท่าทีของสมัคร มีส่วนเกิดจากการที่สมัครมี "ความทรงจำทางประวัติศาสตร์" บางอย่าง

เกี่ยวกับเปรมอยู่ ซึ่งเป็นความทรงจำที่แม่นยำกว่าหลายๆคน สิ่งที่หลายคนอาจจะไม่ตระหนัก (จำ

ไม่ได้ ไม่ได้จำ) คือ สมัยที่เปรมเป็นนายกฯนั้น สมัครเป็นฝ่ายค้านคนหนึ่ง และเป็นคนที่ออกมาวิจารณ์

เปรมแรงๆเสมอ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่สมัยนั้นเป็นความสัมพันธ์ที่ bitter2 ไม่น้อย ผมคิดว่า ท่าที

ของสมัครต่อเปรมคราวนี้ นอกจากเรื่องเฉพาะหน้าขณะนี้แล้ว ยังน่าจะเป็นผลมาจากการที่สมัคร

"มอง" เปรม ในลักษณะที่ต่างจากคนอื่นในขณะนี้ คือ ไม่ได้ "รู้สึก" ถึง "aura3" ของเปรม มากเท่ากับ

คนอื่นๆ อันเนื่องมาจาก "ประวัติศาสตร์" ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่เมื่อ 20 ปีก่อนด้วย ในแง่นี้ ผม

เสนอว่า เป็นที่น่าสนใจที่จะดูข่าวเรื่องสมัครนี้คู่กับอีกข่าวหนึ่ง ที่คนของทักษิณคนหนึ่ง (ผมจำไม่ได้

เสียแล้วว่าใคร) ออกมาพูดเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำนองเปรียบเทียบทักษิณกับเปรมว่า สมัยเปรมเป็น

นายกฯถูกโจมตีอย่างหนัก ตอนหลังกลายมาเป็นที่ยกย่องอย่างในปัจจุบัน นัยยะคือ คนที่โจมตีทักษิณ

มากๆตอนนี้ ในอนาคตจึงจะเข้าใจความดีของทักษิณ อะไรประมาณนั้น (ผมเสียดายที่ไม่ได้ save ข่าว

นี้ไว้ เมื่อครู่พยายาม search หาเท่าไร ก็หาไม่พบ) สำหรับผม ด้านที่เป็น irony มากที่สุดของกรณี

สมัคร-เปรมนี้ (หรือข่าวที่เพิ่งพูดถึง) คือ สมัครมีความทรงจำทางประวัติศาสตร์ ดีกว่าฝ่าย "ภาค

ประชาชน" (ปริญญา, ธีรยุทธ)!

ผมเองเป็นคนที่ "ความจำยาว" คนหนึ่ง จึงขอทบทวนความจำทางประวัติศาสตร์บางอย่าง

เกี่ยวกับเปรมในที่นี้ (ขณะนี้มีนิสิต ป.โทประวัติศาสตร์จุฬาท่านหนึ่ง กำลังเริ่มทำ วพ.เกี่ยวกับยุค

เปรม ผมได้แต่หวังว่า จะเป็นงานที่ช่วยสนับสนุนให้ความทรงจำของหลายคนต่อยุคนั้นดีขึ้นบ้าง)

1 การเหน็บแนม. การเย้ยหยัน

2 ขมขื่น . ดุเดือด

3 รัศมี,กลด

ว่าด้วยกรณี เปรม-สมัคร, ปริญญา, ธีรยุทธ และปัญหาทางประวัติศาสตร์ของ "องคมนตรี"

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

- 3 -

เปรมขึ้นสู่อำนาจได้ด้วยการ (พูดตามภาษาการเมือง) "หักหลัง" เกรียงศักดิ์ ซึ่ง "ดัน"

เปรมขึ้นมาอย่างกระทันหัน จากแม่ทัพภาคมาเป็น ผช.ทบ. แล้วเป็น ผบ.ทบ. โดย "เด้ง" เสริม ณ นคร

ผบ.ทบ.ขณะนั้น ไปเป็น ผบ.สูงสุด, แต่ในระหว่างเกิดวิกฤติทางการเมืองต้นปี 2523 เปรมก็หันไป

ร่วมมือกับ "ยังเติร์ก" บีบเกรียงศักดิ์ ลาออกกลางสภา (เดิมตั้งใจจะยุบสภา) ไม่กี่เดือนหลังเป็นนายกฯ

เปรมอายุครบ 60 ก็มี "หน้าม้า" ออกมาทำการรณรงค์ขอให้ต่ออายุราชการเปรม นับเป็นผู้นำทหาร/

นายกฯ คนแรก หลัง ถนอม-ประภาส ที่ทำเช่นนั้น ทำให้เกิดการประท้วงอย่างกว้างขวาง ทั้ง

ขบวนการนักศึกษาในขณะนั้น และพรรคประชาธิปัตย์ (รูปแบบรณรงค์ของพวก "หน้าม้า" เปรมตอน

นั้น ก็ไม่ต่างกับที่บรรดาพวกทำให้ทักษิณตอนนี้นัก เพียงแต่ตอนนั้นไม่มีสื่อสาร digital ที่สำคัญจึงใช้

การ "เขียนไปรษณีย์บัตร") กลุ่มที่ต่อต้านก็ทำการวิพากษ์ต่อต้านอย่างแรงมาก ถึงขนาดว่า ในที่สุด

แล้ว ต้องใช้ "อำนาจ" อันใหญ่หลวง มา "เบรก" การเคลื่อนไหวคัดค้านนั้น ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม

"ข้อมูลใหม่" (คำนี้มาจากการที่ จู่ๆพรรคประชาธิปัตย์ก็ประกาศหยุดการเคลื่อนไหวคัดค้าน โดยให้

เหตุผลว่า "ได้รับข้อมูลใหม่" หลังจากนั้นไม่นาน มีใบปลิวแจกทั่วกรุงเทพ เล่าว่า "ข้อมูลใหม่" ดัง

กล่าวคืออะไร) จนกลายเป็นเรื่อง "ฮือฮา" มาก สรุปว่า เปรมได้ต่ออายุราชการ หลังจากนั้น

ตลอดเวลา 8 ปี ที่เปรมเป็นนายกฯ แม้ว่าในช่วงแรกๆ จะสามารถ "ดึง" นักวิชาการชื่อดังไปทำงานให้

(ที่ดังที่สุดคือ ชัยอนันต์ กับ เสน่ห์ นั่นเอง ผมยังจำการสนทนาเรื่องนี้กับอ.ชาญวิทย์ในคืนวันหนึ่ง - ผม

กับอ.อานันท์ กาจนพันธ์ ติดรถอ.ชาญวิทย์ไปนอนค้างบ้านอ.ชาญวิทย์ หลังเบียร์หลายขวด (พวกเขา

ไม่ใช่ผม) - ที่ชาญวิทย์พูดเรื่องนี้ เพราะตอนนั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก การที่ปัญญาชน "ทวนกระแส" จะ

ทำงานให้รัฐบาล ชาญวิทย์ ยืนยันในความเคารพต่อเสน่ห์ว่า แม้จะทำงานให้รัฐบาล แต่ไม่ได้ "ขาย"

(เขาก็ไม่ขาย") ในระหว่างที่เสน่ห์เป็นที่ปรึกษาให้เปรม ได้ผลิตงานวิจัยชุดหนึ่ง ชื่อ "ชนบทไทย" เรื่อง

นี้เป็น landmark เกี่ยวกับ "ชนบทนิยม" ในหมู่ปัญญาชนไทย ซึ่งงานของ ยุกติ "ตกหล่น" ไป) แต่

"ระบอบเปรม" เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และถูกโจมตีจากวงการเมืองทั้งในและนอกรัฐบาล ที่สำคัญ

คือ รัฐประหารที่ไม่สำเร็จ 2 ครั้ง (ไม่นับ การเกือบๆจะรัฐประหารอีกหลายครั้ง) ในช่วงท้ายๆ (หลายปี

ไม่ใช่เฉพาะ 1-2 ปี) ของ "ระบอบเปรม" เรียกได้ว่า แทบไม่มีใครอยากเอาเปรมเป็นผู้นำอีก แต่ปัจจัย

สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เขาอยู่ในตำแหน่งได้นาน คือ เป็นที่เข้าใจกันว่า เขาได้รับการไว้วางพระราช

หฤทัย ซึ่งหลายครั้ง ได้ save เขาไว้ในลักษณะ intervention ตรงๆ ไม่เพียงกรณีกบฏ 1-3 เมษา (ซึ่ง

Royal Family อพยพไปอยู่โคราช ซึ่งเป็นศูนย์กลางต่อต้านกบฏ และถ้าผมจำไม่ผิด (น่าจะไม่ผิด) จาก

การบอกเล่าของอาทิตย์ กำลังเอก เอง ซึ่งเป็นกำลังหลักในการปราบกบฏ ในปาฐกถาที่มีชื่อเสียงมาก

เล่าว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงโทรศัพท์ไปยังบ้านสี่เสา ขณะที่ฝ่าย "ยังเติร์ก" กำลังจะจับตัวเปรม

เป็นประกันอยู่แล้ว และทรงรับสั่งว่า ถ้าไม่ให้เปรมออกมา ท่านจะทรงเสด็จฯไปรับเอง ปาฐกถานี้ มี

ว่าด้วยกรณี เปรม-สมัคร, ปริญญา, ธีรยุทธ และปัญหาทางประวัติศาสตร์ของ "องคมนตรี"

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

- 4 -

การตีพิมพ์ในนิตยสารที่ชัชรินทร์ เป็น บ.ก.) แต่ยังรวมถึงวิกฤติในช่วงหลังจากนั้นอีกหลายครั้ง

โดยเฉพาะ เมื่ออาทิตย์ เริ่มเป็นใหญ่ขึ้นมาถึงขั้นอันตรายต่ออำนาจเปรม ดูเหมือน ครั้งหนึ่ง สมเด็จ

พระบรมฯถึงกับทรงขับรถจากสนามบินไปส่งเปรม (ที่กลับจากเชียงใหม่) ถึงบ้านสี่เสา และสมเด็จ

พระนางเจ้าฯทรงแสดงพระกรุณาฯให้เปรมร่วมเดินชมสวนดอกไม้ร่วมกับ พระองค์ (ที่เชียงใหม่) และ

มีพระราชดำรัสเกียวกับการที่ผู้นำที่ดีต้องมีความอ่อนโยนด้วย นัยยะคือ เปรมดีกว่าอาทิตย์ ซึ่งมีสไตล์

โผงผางไม่อ่อนโยน ฯลฯ) แต่ intervention เหล่านี้ ไม่ได้ทำให้เปรมกลายเป็นที่นิยมในหมู่คนที่สนใจ

การเมืองขณะนั้นไปได้ บรรดา นสพ.ถึงกับตั้ง "ฉายา" เขาว่า "เตมีย์ใบ้" เพราะชอบทำตัว "ลอย" อยู่

เหนือความขัดแย้ง ถามอะไรก็ไม่ตอบ คือไม่ยอมออกมาแสดงความรับผิดชอบใดๆทางการเมือง เช่น

ถ้ามีปัญหา ขึ้นราคาน้ำมัน ค่าครองชีพแพง ฯลฯ ก็โยนให้เป็นเรื่องของรัฐมนตรี (ซึ่งสังกัดพรรค

การเมือง ตัวเขาเองไม่สังกัด) เป็นผู้รับผิดชอบ (รับการถูกด่าไป) แทน บางครั้งนักการเมืองและนสพ.

ถึงกับท้าให้เปรมลงเลือกตั้ง เพื่อพิสูจน์ว่า ประชาชนต้องการเขาจริงๆ (สมัยนั้น discourse ของ

ปัญญาชนไทย ยังไม่มีด้านที่ anti "เลือกตั้งธิปไตย" อย่างสมัยนี้) ครั้งหนึ่ง ผมจำได้ว่า เปรม "บ่น"

อย่างที่ชอบทำเสมอๆว่า ไม่อยากเป็นนายกฯอีกต่อไป ฯลฯ Bangkok Post ไปพาดหัวตัวโตว่า "then

quit, PM told" (อาจจะเป็นสมัครด้วยซ้ำที่เป็นคนให้สัมภาษณ์ให้เปรม "ออกไปสิ ถ้าเบื่อน่ะ" แต่จำได้

ว่า มีคนจำนวนมากที่เสนอเช่นนี้ รวมทั้งพวกที่อาจเรียกว่าเป็น "ภาคประชาชน" ของสมัยนั้นด้วย)

เมื่อหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ที่เล่ามาเหล่านี้ กระแสเข้าหาเปรมพร้อมการด่าทักษิณใน

ปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องชวนให้รู้สึกถึง irony อย่างยิ่ง ไม่เพียงสมัคร (ถ้าทฤษฎีผมถูก) แต่คนของทักษิณที่

ผมพูดถึง มี "ความจำทางประวัติศาสตร์" ดีกว่า พวก "ภาคประชาชน" ที่ชอบอ้าง "ประวัติศาสตร์"

(14 ตุลา, 6 ตุลา)

ผมนึกขึ้นได้อย่าง หนึ่งว่า ตอนที่เปรม กำลังเป็นที่ถูกโจมตีนั้น ปริญญาเองคงเด็กเกินกว่า

จะมีความจำเช่นกัน เพราะปริญญาน่าจะอายุประมาณ 10 กว่าขวบเท่านั้น นี่ต้องนับเป็นความ

ล้มเหลวอย่างมากของการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในหมู่ "ภาคประชาชน" .... (ไหนๆก็พูดเรื่องนี้ ขอพูด

อีกนิดหน่อย เมื่อ 2-3 ปีก่อน ผมเคยฟัง สุริยะใส อภิปรายเรื่อง 6 ตุลา เขาพูดทำนองวิจารณ์คนไทยไม่

เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ฯลฯ แต่เห็นได้ชัดว่า เวลาเจ้าตัวพูดเรื่อง 6 ตุลาเองนี่ แทบไม่มีความรู้อะไรแสดง

ให้เห็นเลย นอกจากคำประเภท "คำขวัญ" เล็กๆน้อยๆเท่านั้น... ผมฟัง "ผู้นำ" ของ "ภาคประชาชน"

ท่านนี้ทีไร นึกถึงนักการเมืองประเภทที่ถูกเรียกกันว่า นักเลือกตั้ง ทุกที รู้สึก "มาด" คล้ายกันมาก)

ที่ปริญญา ไม่มีความจำเรื่องเปรมโดยตรง อาจจะพอเข้าใจได้ แต่ในฐานะนักกฎหมาย คำ

ให้สัมภาษณ์ถึงเปรมอย่างที่ปริญญาทำ นับเป็นเรื่องน่าผิดหวังและน่าเศร้าอย่างยิ่ง

ว่าด้วยกรณี เปรม-สมัคร, ปริญญา, ธีรยุทธ และปัญหาทางประวัติศาสตร์ของ "องคมนตรี"

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

- 5 -

ในฐานะนัก กฎหมาย ปริญญาควรตระหนักว่า ระบบ "องคมนตรี" อย่างที่มีในประเทศ

ไทย ขัดกับหลักการกฎหมายของประชาธิปไตยสากล เพราะในระบอบประชาธิปไตย ผู้ที่ทำหน้าที่ "ที่

ปรึกษา" ของกษัตริย์คือคณะรัฐมนตรีนั่นเอง กษัตริย์ไม่มีความจำเป็นต้องมี "คณะที่ปรึกษา" หรือมี

"กลไก" การทำงานแยกต่างหาก เพราะถือว่า พระมหากษัตริย์ทำอะไรไม่ได้ และต้องไม่ทำอะไร

เพราะตามหลักการประชาธิปไตย ("อำนาจทางปกครองมาจากประชาชน")ถ้าทำอะไรได้ คือมี

"อำนาจทางการปกครอง" ก็แปลว่าต้องมี "การให้ตรวจสอบได้" ควบคู่กันไปด้วย (power and

accountability4 ชื่อบทความของ หยุด แสงอุทัย ที่ผมเคยโพสต์ก่อนหน้านี้) กษัตริย์ในระบอบ

ประชาธิปไตยสากลนั้น ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน การได้รับการ

เลือกตั้ง หมายความว่า มี accountability คือสามารถถูกวิจารณ์ได้ ตรวจสอบได้ ไม่เลือกก็ได้ หรือ เลือก

ให้ออกได้ แต่สถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับ accountability เหล่านี้โดยธรรมชาติของสถาบัน

(เปลี่ยนโดยสันตติวงศ์ ไม่ใช่โดย popular vote) ดังนั้น ในระบอบประชาธิปไตย เมื่อไม่มี

accountability ก็ต้องไม่มี power ด้วย แต่ประเทศไทย ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ทำให้

พระมหากษัตริย์ทรงทำอะไรได้หลายอย่าง โดยมี power แต่ไม่ต้องมี accountability ซึ่งพลอยทำให้

เกิด "กลไก" บางอย่างในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์เอง (องคมนตรี, สำนักงานทรัพย์สินฯ)

แยกต่างหากจากคณะรัฐมนตรี แต่ถึงกระนั้น ระบบกฎหมาย ซึ่งอย่างน้อยก็ยังยอมรับความเป็นรัฐ

"หลังสมบูรณาญาสิทธิราช" post absolutism โดยพื้นฐานหลายประการ ก็ยังไม่ถึงกับมีบทบัญญัติ

ปกป้องกลไกที่ล้อมรอบพระมหากษัตริย์เหล่านั้นแบบ ที่มีกับองค์พระมหากษัตริย์และราชวงศ์บาง

พระองค์ ซึ่งได้รับการปกป้องไว้ โดยการคงกฎหมายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชบางอย่างไว้ และโดย

การเขียนรัฐธรรมนูญบางมาตรา (รธม. มาตรา 8 และ ป.อาญา มาตรา 112 ในปัจจุบัน) ดังนั้นในแง่

กฎหมาย "กลไก" ที่ล้อมรอบพระมหากษัตริย์เหล่านี้ หาได้มี power without accountability ตามไป

ด้วย แต่อย่างใด เช่น องคมนตรีไม่ได้ถูก protect ไว้ด้วย ป.อาญา 112 เป็นต้น

คำให้สัมภาษณ์ของ "นักกฎหมาย" อย่างปริญญา จึงเป็นเรื่องเศร้า ด้วยการอ้างว่าสมัครไม่

ควรวิจารณ์องคมนตรีเพราะเป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ ราวกับว่า กฎหมายที่ Protect กษัตริย์

"ขยาย" มาถึงองคมนตรีด้วย (แต่นี่คือความจริงที่กำลังเกิดขึ้นมากขึ้นทุกที ด้วยการให้ความเห็นของ

"นักกฎหมาย" อย่างปริญญา นี่แหละ)

4

Accountable ซึ่งต้องรายงานหรืออธิบาย , ซึ่งรับผิดชอบ , สามารถอธิบายได้

ว่าด้วยกรณี เปรม-สมัคร, ปริญญา, ธีรยุทธ และปัญหาทางประวัติศาสตร์ของ "องคมนตรี"

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

- 6 -

ระบบ "องคมนตรี" เกิดขึ้นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ 2492 ซึ่งพวกนิยมเจ้าร่างขึ้น และต้อง

ถือว่าเป็น ความพ่ายแพ้ของอุดมการณ์แบบ "คณะราษฎร 2475" อันเป็นผลต่อมาจากการแตกสลาย

ของ "คณะราษฎร" ระหว่าง ปรีดี กับ พิบูล ในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลก (ในปี 2490 พวกนิยม

เจ้าโดยการร่วมมือยินยอมของคณะทหาร ได้สร้างองค์กร "อภิรัฐมนตรี" ขึ้นมา ในรัฐธรรมนูญ "ใต้ตุ่ม"

แต่ได้เลิกไปในรัฐธรรมนูญ 2492) ต้องมองว่า การปรากฏตัวของ "องคมนตรี" เป็นหนึ่งในความสำเร็จ

ของพวกนิยมเจ้าที่ "พลิกกลับทางประวัติศาสตร์" verdict ("คำตัดสิน") ของ 2475 เช่นเดียวกับ อีก

กรณีหนึ่งคือเรื่องสำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่งผมกำลังเขียนอยู่

อย่าง ไรก็ตาม แม้ว่า การเกิดขึ้นขององคมนตรี ต้องถือเป็นชัยชนะของพวกนิยมเจ้า ที่

สร้างกลไกเฉพาะให้กับกษัตริย์นอกจากคณะรัฐมนตรี (และจากนี้ - เช่นเดียวกับกรณีสำนักงาน

ทรัพย์สินฯ - ก็แยกให้กษัตริย์เป็นอิสระจากการควบคุมขององค์กรที่เป็น "ตัวแทนประชาชน"

กลายเป็น "สถาบัน" อิสระขึ้นมาได้) แต่ตลอดเวลากว่า 50 ปี จนถึงช่วงทศวรรษ 2540 นี้เอง ต้องจัด

ว่า องคมนตรี พยายามรักษา ลักษณะของการอยู่ "เบื้องหลัง" (ให้คำแนะนำ โดยไม่ออกหน้า) แม้แต่

องคมนตรีที่มีบทบาทมากอย่าง Prince รังสิต และ ธานี ก็ไม่ได้ออกหน้ามาโดยตรง อาจกล่าวได้ว่า

เพิ่งสมัยเปรมเป็นประธานองคมนตรีนี้เอง นอกจากมีตึกที่ทำการใหญ่โตกลางเมืองแล้ว ที่องคมนตรี

ได้ออกมามีบทบาทอย่างมาก ไม่เพียงในแง่การแสดงความเห็น (เช่นกรณีเปรมขณะนี้) แต่ที่สำคัญ

รวมถึงการ "screen" (พิจารณาก่อน) เรื่องต่างๆที่ถวายไปยังพระมหากษัตริย์ (เช่น กม.ต่างๆ หรือ

กรณีอย่าง "คุณหญิงจารุวรรณ") นี่เป็นพัฒนาใหม่ที่สำคัญและชวนให้คิดอย่างยิ่ง ในความเห็นของผม

ในฐานะนักกฎหมาย ปริญญาสมควรจะรู้ดีว่า สภาวะเช่นนี้ raise ปัญหาทางกฎหมาย

(การเมือง) ที่สำคัญมากๆ เพราะ ดังที่กล่าวแล้ว องคมนตรี ไม่ได้ถูก protect ด้วยกฎหมายที่ใช้

protect กษัตริย์และราชวงศ์บางองค์ ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ปัญหาในเชิง

accountability จะให้ทำอย่างไร? (นอกจากตัวอย่างที่เพิ่งพูดไปในย่อหน้าที่แล้ว ขอให้ลองนึกกรณี

พิจิตรให้สัมภาษณ์สนับสนุนโทษประหารชีวิต เมื่อไม่กี่ปีก่อน ถ้าเป็นคนในวงการเมืองที่มี

accountability การแสดงความเห็นเช่นนี้ย่อมสามารถถูกวิจารณ์ได้) หรือปริญญาและคนอื่นๆ จะเริ่ม

สร้างระบบกฎหมายและประเพณีที่ "ขยาย" สถานะ power without accountability ของ

พระมหากษัตริย์และราชวงศ์บางองค์ไปสู่ "กลไก" อื่นๆที่ล้อมรอบด้วย? ในฐานะนักกฎหมาย ปริญญา

สมควรจะตระหนักว่า วิธีคิดหรือทิศทางการพัฒนาแบบนี้เป็นเรื่องอันตรายเพียงไร จะให้ขยายถึงใคร

บ้าง? ทุกคนที่เป็นองคมนตรี? ทุกคนที่ร่วมใน "โครงการตามพระราชดำริ" เป็นต้น?

ว่าด้วยกรณี เปรม-สมัคร, ปริญญา, ธีรยุทธ และปัญหาทางประวัติศาสตร์ของ "องคมนตรี"

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

- 7 -

เรื่องต่อมาคือจดหมายเปิดผนึกถึงสนนท.

"ผมขอเสนอ ให้ สนนท.ถอนตัวออกจาก "พันธมิตรประชาธิปไตย" ทันที ไม่ว่าจังหวะก้าว

ต่อไปของ "พันธมิตร" จะเป็นอย่างไร ไม่ว่าการชุมนุมจะยังคง "เดินหน้าต่อไป" หรือยกเลิก หรือชุมนุม

เพียงคืนเดียว ฯลฯ เพราะสิ่งที่ "พันธมิตร" กำหนดไป ตั้งแต่ก่อนการประกาศยุบสภา (แสดงออกใน

"แถลงการณ์ฯ ฉบับที่ 2") เป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้ง

ด้วยเหตุผล 3 ประการ ดังนี้

"ประการแรก การประกาศความคิดชี้นำว่า "ไม่ชนะ ไม่เลิก" เป็นความคิดที่อันตรายและ

เขลาอย่างยิ่ง การต่อสู้ทางการเมืองไม่ใช่เกมที่ "ผู้ชนะ" ได้ถ้วยหรือเงินไป การรณรงค์ที่ไม่สำเร็จในแง่

ข้อเสนอจึงสามารถถือได้ว่าเป็นการรณรงค์ที่มีคุณ ค่าได้ ("ชนะ" ในความหมายอีกแบบหนึ่ง)

""ไม่เลิก จนกว่าจะชนะ"? "ไม่เลิก" แม้แต่ว่าหากเกิดสถานการณ์ที่จะเป็นอันตรายต่อผู้

ร่วมชุมนุม ต่อประชาชนวงกว้าง และต่อประชาธิปไตย? "ไม่เลิก" แม้ว่าจะนำไปสู่สถานการณ์ให้กลุ่ม

อำนาจอื่นฉวยโอกาสเอาประโยชน์?

"... คำขวัญนี้ โดยเฉพาะในการตีความของกลุ่มสนธิ-จำลอง เป็นการคิดที่อันตราย ที่

นำไปสู่ความคิด "ชัยชนะไม่ว่าด้วยราคาอะไร" (victory at any price) ผมเชื่อว่าคนเหล่านี้พร้อมจะทำ

สิ่งที่เป็นผลร้ายต่อผู้ร่วมชุมนุม ต่อประชาธิปไตย เพียงเพื่อให้ข้อเรียกร้องของตนเป็นจริง (เหตุผล

ประการที่สอง ที่กำลังจะกล่าวถึงข้างล่าง ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ในการชุมนุมวันที่ 4 ที่สนธิเรียกร้องให้

ทหารออกมาจัดการกับทักษิณ ก็เช่นกัน คือ ขอให้ "ชนะ" วิธีการอย่างไรก็ได้ ไม่เช่นนั้น "ไม่เลิก")

" หลังเหตุการณ์พฤษภา 35 เมื่อมีเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับการตัดสินใจของกลุ่มจำลองที่นำ

ขบวนเคลื่อนออก ไปจากสนามหลวงในคืนวันที่ 16 โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากนักศึกษาปัญญาชนที่

ร่วมนำขบวนขณะนั้น หลังเหตุการณ์ได้มีผู้จัดสัมมนาวงเล็กๆ ครั้งหนึ่ง (ปาจารยสารเป็นเจ้าภาพ)

โดยมี ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และครูประทีป อึ้งทรงธรรม เข้าร่วมด้วย ทั้ง 2 คนนี้เป็นผู้สนับสนุนการ

เคลื่อนขบวนของจำลองอย่างเต็มที่

"เมื่อถูก ตั้งคำถามเชิงวิจารณ์มากๆ ครูประทีปได้พูดประโยคหนึ่ง ซึ่งผมยังจำได้ดี ทำนอง

นี้ "ดิฉันเป็นคนเกิดในสลัม โตในสลัม ประสบการณ์ชีวิตของดิฉันทำให้ดิฉันเป็นคนที่ถ้าไม่สำเร็จแล้ว

ว่าด้วยกรณี เปรม-สมัคร, ปริญญา, ธีรยุทธ และปัญหาทางประวัติศาสตร์ของ "องคมนตรี"

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

- 8 -

ไม่ทำ ถ้าทำต้องทำให้สำเร็จให้ได้" แม้จะเป็นการแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่น่านับถือในแง่การดำเนิน

ชีวิต แต่ในแง่การเมืองผมเห็นว่าเป็นวิธีคิดที่น่ากลัว

"ประการที่สอง ใน "แถลงการณ์ฯ ฉบับที่ 2" กลุ่ม "พันธมิตร" เรียกร้องให้มีการตั้งนายกฯ

พระราชทานอย่างเปิดเผย (แม้จะยังไม่กล้าใช้คำนี้ตรงๆ) นี่เป็นสิ่งที่ผิดอย่างมาก มากพอจะให้ถอน

ตัวออกมา

"ก่อนการเข้าร่วม กับกลุ่มสนธิ ตัวแทนสนนท.และครป. ประกาศว่า ไม่เห็นด้วยกับการ

เรียกร้องให้ "คืนพระราชอำนาจ" แต่ข้อเสนอที่ให้ตั้งนายกฯ พระราชทานนี้ในทางเป็นจริงก็คือการ

"คืนพระราชอำนาจ" นั่นเอง คำว่า "นิติประเพณี" ที่ใช้ใน "แถลงการณ์ฯ ฉบับที่ 2" นั้น เป็น "คำแฝง"

ที่กลุ่มสนธิใช้มานาน หมายถึง "พระราชอำนาจ" นั่นเอง (ดูหนังสือของประมวล รุจนเสรี) นี่เป็นข้อ

เรียกร้องที่ผิด และยังเป็นการ "ผิดคำพูด" ที่ สนนท.เคยประกาศไว้เองด้วย

"ที่สำคัญความคิดนี้ขัดแย้งอย่างลึกซึ้งต่อประชาธิปไตย ต่อเจตนารมณ์ 2475, 14 ตุลา, 6

ตุลา ซึ่งขบวนการนักศึกษาเป็นผู้รับมรดกสืบทอด

" ประการสุดท้าย ในกลุ่มผู้ตัดสินใจสูงสุดของการชุมนุมวันที่ 26 (และหลังจากนั้น?)

ทำไมไม่มีตัวแทน สนนท.เลย? มองในแง่การมี "ฐานที่แท้จริง" (เป็นตัวแทนของคนอื่นมากกว่าตัวเอง)

แม้จะรู้กันว่า สนนท.จะไม่ใช่องค์กรมวลชนจริงๆ

"อย่างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับคน อย่าง สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ หรือสมศักดิ์ โกศัยสุข หรือ

พิภพ ธงไชย ไม่สามารถพูดได้หรือว่า สนนท.ยังมี "ฐาน" ที่เป็นจริง หรือ "ความชอบธรรมในฐานะการ

เป็นตัวแทน" มากกว่าคนเหล่านั้น? (ไม่น้อยกว่าแน่นอน)

" เหตุที่ไม่มีตัวแทน สนนท.เพราะอะไร? ระบบอาวุโส? ในความเป็นจริง "แถลงการณ์ฯ

ฉบับที่ 2" ได้แสดงให้เห็นว่า "พันธมิตรประชาธิปไตย" ได้เป็นเพียง "ฉากบังหน้า" ให้กับกลุ่มสนธิ-

จำลอง เท่านั้น

"การเข้า ร่วมของ สนนท.เพียงแต่ "สร้างภาพ" ให้กับการเคลื่อนไหวของสนธิ-จำลอง ซึ่งมี

วาระ, เนื้อหา, และจุดมุ่งหมาย ที่แอนตี้ประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้งเท่านั้น