Democratic Database

ข้อมูล และ บทความ สำหรับ นักประชาธิปไตย

ตอนที่ ๑ แค้นของคนชื่อเปรม

 

ตอนที่ ๑ แค้นของคนชื่อเปรม

โดย อาคม ซิดนี่ย์

๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๙

ถ้าหากจะบอกว่ารัฐบาลทักษิณมีอันจะต้องพังครืนลงด้วยฝีมือของนายสนธิ ลิ้มทองกุล นั้น ก็คงเป็นการให้ราคาค่างวดคนอย่างนายสนธิมากเกินไป แต่หากบนความเป็นจริงกว่าหนึ่งปีนับตั้งแต่มีปรากฏการนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสามารถสร้างความหนักใจให้กับรัฐบาลทักษิณได้อย่างยาวนานจนเหลือเชื่อ แต่ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้ย่อมมีเหตุและปัจจัยหนุนส่งด้วยกันทั้งสิ้น ลำพังนายสนธิคนเดียวคงไม่มีความกล้าหาญชาญชัยที่จะลุกขึ้นมาต่อกรกับคนระดับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร อย่างแน่นอน ถ้าหากไม่มีคนให้ท้ายหรือสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และแน่นอนที่สุดคนที่จะสนับสนุนในการนี้ได้จะต้องเป็นคนที่นายสนธิประเมินแล้วว่าสามารถปกป้องคุ้มครองให้พ้นภัยได้ หรืออย่างน้อยอิทธิพลและบารมีต้องไม่เป็นรอง พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งขณะนี้ทุกคนก็คงจะทราบดีแล้วว่าบุคคลที่ผมกำลังกล่าวถึงอยู่นี้จะเป็นใครไม่ได้นอกจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

พล.อ.เปรม ก้าวขึ้นมามีอำนาจเมื่อสามสิบปีที่ผ่านมาด้วยความกังขาของคนทุกวงการ แม้วงการทหารเองก็ยังมีการตรวจสอบความเป็นมาของเส้นทางสู่อำนาจในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกก่อนที่จะทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรมมาแรงแซงโค้งแบบชนิดที่นายทหารดังยุคสมัยนั้นต้องหลีกทางให้แทบไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.เสริม ณ นคร พล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หรือแม้แต่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรี ก็ยังต้องยอมก้าวลงจากตำแหน่งเพื่อเปิดทางให้ พล.อ.เปรม เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน

การเป็นผู้นำบนตำแหน่งสูงสุดของ พล.อ.เปรม ก็ใช่ว่าจะมีความราบรื่นเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ ในทางตรงกันข้ามกับมีปัญหาอุปสรรคจนส่งผลให้เกิดการรัฐประหารถึงสองครั้ง แต่ไม่สำเร็จ จึงกลายเป็น กบฏ เมษายน ๒๕๒๔ โดย พ.อ.มนูญ รูปขจร และการก่อความไม่สงบ ๙ กันยายน ๒๕๒๘ ซึ่งเป็นการก่อการโดยคนเดิมคือ พ.อ.มนูญ เจ้าเก่า เพียงแต่ครั้งนี้มีน้องชาย น.ท.มนัส รูปขจร เข้าร่วมด้วย (คนเดียวกันกับ พล.อ.อ.มนัส หรือที่ พล.อ.สนธิ เรียกพี่นัส ให้ลงมาจากนครสวรรค์ เพื่อช่วยดูแลกรมอากาศโยธิน ในการทำปฏิวัติ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา)

ยุค พล.อ.เปรม เป็นผู้นำ มีเหตุการณ์รุนแรงไม่เพียงมีการก่อการกบฏเท่านั้น หากแต่ยังมีการลอบสังหารอีกหลายหน ทำให้เกิดอาการเครียดถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อเลยทีเดียว สมเด็จพระเทพรัตนสุดาสยามบรมราชกุมารีได้อันเชิญกระเช้าดอกไม้พระราชทานจากสมเด็จพระบรมราชินีนาถไปเยี่ยมถึงบ้านสี่เสา ในเวลาเดียวกันก็มีกระเช้าดอกไม้พระราชทานจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกุฏราชกุมาร เท่านั้นยังไม่พอ พล.ท.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษได้นำผู้ใต้บังคับบัญชาแต่งชุดทหาร สวมหมวกไบเลย์สีแดง ๔๐๐ นายตบเท้าเข้าให้กำลังใจ อันเป็นการสยบการเคลื่อนไหวของฝ่าย พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก โดยสิ้นเชิง

ด้านบริหารราชการแผ่นดินบนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรมเข้าดำรงตำแหน่งหลายครั้งหลายหนโดยไม่ผ่านการเลือกตั้งและไม่เคยยินยอมให้มีการอภิปรายตัวเองอย่างเด็ดขาดนอกจากอภิปรายเป็นรายบุคคล เมื่อไรก็ตามที่ฝ่ายค้านประกาศจะอภิปรายทั้งคณะ เมื่อนั้นพล.อ.เปรมก็จะประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ และสุดท้ายพรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งก็จะไปเชิญให้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตลอดเวลากว่า ๘ ปี จนกระทั่งเกิดมีกลุ่มนักวิชาการประกาศรวมตัวกันคัดค้านการเข้าดำรงตำแหน่งนายกฯ ภายใต้ชื่อ “กลุ่มนักวิชาการ ๙๙” นำโดย ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทรวานิช จึงเป็นการอวสานตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.เปรม

พอพ้นจากตำแหน่งผู้นำรัฐบาล พล.อ.เปรมก็ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีและประธานองคมนตรีตามลำดับ และถึงแม้จะหลุดพ้นจากฝ่ายบริหารแล้ว แต่บนความเป็นจริง พล.อ.เปรมก็ยังดูแลกำกับงานด้านความมั่นคงอยู่แม้กระทั่งทุกวันนี้ ดังนั้นฤดูโยกย้ายประจำปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งสามเหล่าทัพ แม้จะผ่านชั้นตอนของการจัดโผซึ่งตามระบบ ผบ.เหล่าทัพจะเป็นผู้จัดทำแล้วส่งขึ้น ผบ.สูงสุด, ปลัดกระทรวงกลาโหมแล้วผ่านไปรัฐมนตรีกลาโหม ตามลำดับสุดท้ายนายกรัฐมนตรีจะต้องลงนามเห็นชอบซึ่งถือว่าสิ้นสุดและสมบูรณ์แล้ว แต่สำหรับเมืองไทยยังต้องผ่านประธานองคมนตรีเห็นชอบและถ้าหากไม่เป็นที่สบอารมณ์ก็อย่าได้หวังว่าโผในปีนั้นจะคลอดได้อย่างที่เคยปรากฏมาแล้ว ดังนั้นถ้าหากจะให้เข้าใจการเมืองไทยแล้วละก็ ต้องเข้าใจว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอันเป็นตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหารนั้น ที่จริงแล้วยังมีสูงขึ้นไปอีกคือนายกรัฐมนโท นักข่าวเคยสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อคราวแต่งตั้งโยกย้ายเมื่อปีที่แล้วว่า “แน่ใจไหมว่าโผทหารจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง” คำตอบที่ได้รับคือ “นายกรัฐมนตรีเซ็นไปแล้วใครจะเปลี่ยน” จึงเป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ของพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะโผถูกดองจนสุดท้ายต้องเปลี่ยนโผทหารอากาศให้ พล.อ.อ.ชลิต ผุกผาสุข ขึ้นแทน พล.อ.อ.ธเรศ บุญศรี

ปรากฏการกระทบกระทั่งระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณและประธานองคมนตรี ไม่ว่าจะเป็นการดัน พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ จากผู้บัญชาการทหารบกขึ้นไปบนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดโดยไม่ผ่าน พล.อ.เปรม ในครั้งนั้น ได้สร้างความโกรธแค้นให้กับ พล.อ.เปรม เป็นอย่างยิ่ง เพราะนับตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นต้นมา ไม่ปรากฏว่ามีรัฐบาลไหนที่กล้าลูบคมด้วยการนำโผทหารขึ้นทูลเกล้าฯ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจาก พล.อ.เปรม ดังนั้นสัมพันธภาพของรัฐบาลทักษิณกับประธานองคมนตรีในครั้งนี้ซึ่งเกิดเป็นรอยร้าวชนิดบาดลึก รอวันแค้นที่ต้องชำระ ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เคยมีผู้สันทัดกรณีตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเอาคืนเพื่อหวังดิสเครดิตรัฐบาลทักษิณ โดยมีพรรคการเมืองเก่าแก่ให้ความร่วมมืออย่างลับๆ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการโค่นล้ม ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณก็คงทราบดี ดังนั้นการลงพื้นที่จึงเป็นไปด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ก่อนที่จะยุติการลงพื้นที่ในที่สุด ด้วยเกรงอุบัติเหตุจากการต่อสู้แบบดำน้ำ จึงมีข่าวสะพัดว่ามีการตั้งค่าหัวให้เด็ดชีพ พ.ต.ท.ทักษิณ

เกมเอาคืนด้วยวิธีการดังกล่าวข้างต้นหวังผลสองด้านคือ เด็ดชีพแบบดำน้ำให้เป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายหากสามารถฆ่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ถึงจุดนั้น ก็จะเป็นหน้าที่ของผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญออกมายุติปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันเป็นการแสดงถึงบารมีที่สามารถทำให้รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ แต่การไม่เป็นไปอย่างที่คิดไว้ เพราะต้องไม่ลืมว่าปัญหาชายแดนภาคใต้นั้นมีมานานแล้ว เมือไรที่รัฐบาลมีความเข้มแข็ง ภาคใต้ก็เกิดความร่มเย็น แต่ถ้าหากการเมืองอ่อนแออันสืบเนื่องจากมีความขัดแย้ง ปัญหารุนแรงก็กลับมาให้รัฐบาลต้องกุมขมับอีก และยิ่งมีการแอบสนับสนุนในทางลับ ก็เปรียบเสมือนเตะชิ้นหมูไปเข้าปากหมานั่นเอง ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจในกรณีที่ผู้มีบารมีนอกจากไม่สามารถแสดงบารมีได้อย่างที่คิดไว้แล้ว แถมยังเกือบเอาชีวิตไปทิ้งอีกต่างหาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้ซึ่งอยู่บนตำแหน่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลด้านความมั่นคง จึงต้องหลุดพ้นจากวงจรอำนาจด้วยประการฉะนี้

เมื่อไม่สามารถโค่นล้มรัฐบาลทักษิณด้วยปัญหาความรุนแรงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีหรือที่คนอย่าง พล.อ.เปรมจะยุติความแค้นที่ต้องชำระ จึงหันมาสนับสนุนให้มีการโค่นล้มแบบดาวกระจาย โดยผ่านไปในหลายช่องทางแบบร่วมด้วยช่วยกัน ทั้งสถาบันการศึกษาต่างๆ และเครือข่ายของสื่อมวลชน เริ่มจาก “รายการเมืองไทยรายสัปดาห์” ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเปิดประเด็นเรื่องลูกแกะหลงทาง เป็นการเปิดประเด็นอย่างจงใจที่จะให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่เกลียดชังของคนทั่วไปที่ไม่จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังเป็นการหยิบยื่นความตายให้เหมือนเมื่อครั้ง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร เคยกล่าวโทษหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าเคยดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยา

ประเด็นลูกแกะหลงทางทำให้รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของนายสนธิถูกแบน แต่ก็มีรายการร่วมด้วยช่วยอุ้ม จาก ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทรวานิช ผู้อำนวยการโรงเรียนวิชราวุธ ส่วนทางด้านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ได้รับความอนุเคราะห์จาก ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี ด้วยการเปิดห้องประชุมให้จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรได้ จากนั้นก็เกิดมีขบวนการนักวิชาการออกมาร่วมสนับสนุนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มคนที่ออกมาโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร นั้น ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับบุคคลผู้ได้ชื่อว่ารับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาททั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่เที่ยวไปปลุกระดมตามสถาบันต่างๆ และโรงเรียนทั้งสามเหล่าทัพ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาและนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งสามารถรวบรวมกลุ่มก้วนนักวิชาการและคณาจารย์โดยผ่านทาง ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทรวานิช ผู้อำนวยการ รร.วิชราวุธ ซึ่งเป็นผู้รวบรวมรายชื่อบุคคลชั้นสูงยื่นถวายฏีกาขอนายกฯพระราชทาน อีกทั้งนายชัยอนันต์ยังมีลูกชายที่ทำงานเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงอยู่ในกลุ่มหนังสือพิมพ์ผู้จัดการของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

นอกจากนี้แล้วยังมีกลุ่มขาประจำอันประกอบด้วยกลุ่มนักวิชาการที่ผันตัวเองไปเป็นนักจัดรายการแล้วถูกแบนอย่าง ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ตลอดจนพวกที่เป็นนักวิชาการอยากดังที่ต้องการให้ตัวเองเป็นข่าว แต่ถูกเรียกเหมารวมว่าขาประจำอย่างเช่น นายธีรยุทธ บุญมี นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ และอาจารย์ตุ้งติ้งเสรี วงค์มณฑา ตลอดจนนายไชยยันต์ ไชยพร อาจารย์ฉีกบัตร เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นกลุ่มก๊วนผูกกันเป็นเครือข่ายกับกลุ่มบุคคลที่ได้ชื่อว่ารับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท

 

ตอนที่ ๒ เปรมาธิปไตย

โดย อาคม ซิดนีย์

๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๙

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นต้นมา ประเทศไทยหรือดินแดนสยามแห่งนี้ก็ดูเหมือนไม่เคยว่างเว้นจากการช่วงชิงอำนาจระหว่างกลุ่มทหารด้วยกันสลับกับการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน นับรวมได้ ๒๔ ครั้ง ในจำนวนทั้งหมดนี้มีอยู่เพียง ๒ ครั้งที่เรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติ นั่นก็คือ ปฏิวัติ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิไตย และปฏิวัติ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเผด็จการทหารมาสู่ระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง นอกนั้นเป็นการทำรัฐประหารสลับกับกบฎและการก่อความไม่สงบ

๗๔ ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง ความเป็นประชาธิปไตยไม่เคยมีความมั่งคงในดินแดนแห่งนี้ ล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทยดูเหมือนจะมีอยู่เพียงครั้งเดียวคือ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ส่วน ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ผมถือว่าเป็นการเอาคืนหลังจากสูญเสียอำนาจของกลุ่มขุนนางเก่าที่ต้องการรื้อฟื้นระบอบอมาตยาธิปไตย หรือที่เรียกกันว่าพรรคข้าราชการ ส่วนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ผมจะไม่ขอออกความเห็นเพราะนั่นเป็นการเรียกร้องที่ไร้สาระว่า “นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง” แต่บนความเป็นจริงเป็นการต่อสู้ช่วงชิงเพื่อลบรอยแค้นระหว่างนายทหาร จปร.๗ ซึ่งมี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และ จปร.๕ ที่มี พล.อ.สุจินดา คราประยูร แล้วก็มี จปร.๑ นำโดย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เข้าร่วมแจมแบบหมาหวงก้าง สุดท้ายลงเอยด้วยประชาชนมีอันจะต้องไปตายแทนบนความขัดแย้งของนายทหาร ๓ รุ่นดังกล่าว

การล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เจตนาต้องการเปลี่ยนแปลงให้เหมือนกับนานาอารยประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่เนื่องจากมีการชิงไหวชิงพริบเพื่อครอบครองอำนาจโดยเด็ดขาดจากนายทหารสองกลุ่ม จึงมีการแบ่งขั้วและซ่องสุมกำลังเพื่อจัดการอีกฝ่ายจนกลายมาเป็นระบอบเผด็จการ โดยมีจุดเริ่มต้นที่จอมพล ป.พิบูลสงครามต่อเนื่องมายุคจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ และสืบทอดต่อมายังจอมพลถนอม กิติขจร ก่อนที่จะถูกนักศึกษาประชาชนโค่นล้มเมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ อันเป็นการอวสานยุคเผด็จการทหาร

เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ผมคนหนึ่งที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ต้นจนจบ การต่อสู้ในครั้งนี้มีผู้คนโดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาบาดเจ็บและล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ผู้ที่ตายได้ชื่อว่าวีรชนเป็นการตอบแทน มีหลายคนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น สุดท้ายได้ดิบได้ดีเป็นเสนาบดีก็หลายคน ส่วนที่แยกย้ายกันไปทำมาหากินสร้างครอบครัวโดยที่ไม่กล่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็มีกระจายไปอยู่ทั่วประเทศและต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นไปตามครรลองแห่งธรรมชาติ ถือเป็นเรื่องปรกติ คนรุ่นนี้จะมีอายุประมาณ ๕๐ ปีขึ้นไป

ส่วนที่ไม่ปรกติคือกลุ่มคนที่เป็นแกนนำในการต่อสู้ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ซึ่งบัดนี้หลายคนเป็นนักวิชาการและอาจารย์ตามสถาบันต่างๆ กลับทำหลงลืมออกมาช่วยต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แถมยังกวักมือและเปิดทางให้มีการยึดอำนาจ อันเป็นการกระทำที่ผมยอมรับไม่ได้ เพราะผมถือว่าเป็นการหักหลังพวกวีรชนที่อุตส่าห์ต่อสู้จนแม้อุทิศชีวิตให้กับความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งผมจะยังไม่ลงในรายละเอียดในตอนนี้ แต่ขอสัญญาว่าคนพวกนี้จะต้องได้รับการชำระอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นนายธีรยุทธ บุญมี นายสังษิต(แซ่โล้ว) พิริยะรังสรรค์ และอีกหลายคนที่ช่วยกันเคลื่อนไหวในการล้มล้างรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

เผด็จการจอมพล ป.พิบูลสงครามได้เข่นฆ่ากวาดล้างผู้คนเป็นจำนวนมาก แต่นั่นส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองที่อยู่ซีกนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งมีนายถวิล อดุล นายทองอิทนร์ ภูริพัฒน์ นายจำลอง ดาวเรือง และ ดร.ทองเปลว ชลภูมิ เป็นต้น ส่วนจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ก็มีวิธีกวาดล้างอีกรูปแบบหนึ่งที่น่ากลัวกว่าความตาย นั่นคือ จับขังลืมโดยไม่ผ่านขบวนการยุติธรรม จอมพลแต่ละท่านมีอิทธิพลบารมีมากล้นที่จะทำอะไรได้ตามที่ใจปรารถนา นั่นเป็นเพราะว่าแต่ละท่านอยู่บนตำแหน่งที่กุมอำนาจมาอย่างยาวนาน

จอมพล ป.พิบูลสงคราม ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรกเมื่อปี ๒๔๘๑ จวบจนกระทั่งถูกจอมพลสฤษดิ์ ทำการรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๐๐ เป็นเวลาเกือบยี่สิบปีที่อยู่บนอำนาจ (มีช่วงที่ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ) จอมพลสฤษดิ์ ขึ้นเถลิงอำนาจจริงๆ เมื่อปี ๒๕๐๑ จวบจนถึงแก่อสัญกรรม เมื่อปี ๒๕๐๖ จากนั้นจึงถึงคิวจอมพลถนอม จนกระทั่งถูกโค่นล้มจากพลังนักศึกษาและประชาชนเมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ท่านผู้อ่านคงจะได้เห็นแล้วว่าการที่บุคคลอยู่บนตำแหน่งที่ทรงอำนาจมายาวนานนั้นสามารถบ่มเพาะอิทธิพลบารมีได้อย่างสุดประมาณ

เมืองไทยมีบุคคลหนึ่งที่ทุกคนมองข้าม แม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ประเมินผิด คนนั้นก็คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทุกคนมองเพียงว่าถึงบุคคลผู้นี้เคยเป็นนายกรัฐมนตรีและควบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกมาก่อน แต่นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อนานมาแล้ว โดยที่ไม่มีใครเฉลียวใจว่าขิงแก่อย่าง พล.อ.เปรม นั้นถึงแม้ลงจากตำแหน่งที่มีอำนาจก็จริงอยู่ แต่พลันก็เข้ารับตำแหน่งที่มีบารมีสูงมาทดแทนในทันใด นั่นก็คือตำแหน่งองคมนตรี และไม่นานหลังจากนั้นก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

ตำแหน่งรัฐบุรุษอันเป็นตำแหน่งนายกรัฐมนโทแห่งประเทศไทยที่ทุกคนมองข้าม เพราะความเป็นรัฐบุรุษของพล.อ.เปรม จึงได้มีการก่อตั้งมูลนิธิรัฐบุรุษขึ้นมาเพื่อเสริมอำนาจบารมี ด้วยการกวาดต้อนผู้บัญชาการเหล่าทัพที่เพิ่งเกษียณมาช่วยงาน ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมนะครับว่าการที่จะเสนอใครขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพคนใหม่นั้นก็ต้องผ่านการคัดเลือกจากผู้บัญชาการคนเก่าที่กำลังจะเกษียณ ที่เรียกกันว่าจัดทำโผโยกย้ายนั่นแหละ ดังนั้นบุญคุณระหว่างผู้บัญชาการทั้งใหม่และเก่าซึ่งยังคงมีความผูกพันธ์กันอยู่ จึงอย่าได้แปลกใจเลยว่าแหล่งข้อมูลทางทหาร พล.อ.เปรม เอามาจากที่ไหน

ในอดีตที่ผ่านมา เรามีกลุ่มขุนนางรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นกุมอำนาจฝ่ายบริหาร โดยมีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมารองรับ จนมีการเรียกขานกันว่า พรรคข้าราชการหรือระบอบ “อมาตยาธิปไตย” แต่พลันที่เกิดการรัฐประหารขึ้นเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ที่ผ่านมานี้ และมีการรวบรวมข้าราชการที่เกษียณเข้าร่วมเป็นคณะรัฐมนตรี โดยมีคนเข้าใจว่าระบอบอมาตยาธิปไตยนั้นได้หวนกลับ แต่ส่วนตัวผมกลับมีความเห็นว่า มีสิ่งบ่งบอกว่ามันน่ากลัวกว่านั้นหลายเท่าตัว นั่นก็คือระบอบ “เปรมธิปไตย” เพราะเป็นการกินรวบอันเกิดจากการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่คนๆ เดียว นอกนั้นล้วนแต่เป็นร่างทรงที่ต้องทำตามคำบัญชา แม้คณะปฏิรูปฯ ก็ไม่อยู่เหนือกฏเกณฑ์ที่ว่ามานี้ ดังจะเห็นได้จากความไม่เป็นเอกเทศในการปฏิบัติงานต้องคอยหันรีหันขวางโยนกันไปมาระหว่างรัฐบาลสุรยุทธ์และ คมช. อันมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้า ซึ่งดูไปแล้วผิดกับคณะรัฐประหารคณะอื่นๆที่ผ่านมาที่มีหน้าที่ดูแลและคุ้มครองรัฐบาล แต่กับคณะของ พล.อ.สนธิ กลับเป็นไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม ต้องอยู่ในความดูแลของรัฐบาลที่มี พล.อ.สุรยุทธ เป็นนายใหญ่ตามคำเรียกขานของบิ๊ก คมช. ผมไม่ได้หลงไหลคลั่งไคล้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถึงกับต้องลงทุนเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมา เพราะคุณทักษิณไม่ได้เป็นผู้กำหนดวิถีชีวิตของผมให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือเลวลง หากแต่ผมทนดูไม่ได้กับวิธีการอันต่ำช้าเลวทรามในการโค่นล้ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบุรุษ แต่กลับตาขาวทำตัวเป็นอีแอบ เที่ยวบ่อนเซาะให้เกิดความเกลียดชังในตัวผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามกฎกติกาภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอย่างปราศจากคุณธรรม

การพูดขยายความจากเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ จากเรื่องเท็จก็พยายามป่าวร้องกระพือให้เป็นเรื่องจริงด้วยความจงใจแบบร่วมด้วยช่วยกัน โดยมีจุดมุ่งหมายในการโค่นล้มให้สมอารมณ์แค้น โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของประเทศชาติ ผมในฐานะเคยร่วมเรียกร้องและต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตย ผมย่อมต้องไม่ยินยอมพร้อมใจในการกระทำของกลุ่มบุคคลที่อยู่ภายใต้ระบอบเปรมาธิปไตยอย่างแน่นอน

ถ้าหาก พล.อ.เปรม ส่องกระจกดูเงาตัวเองสักหน่อย คงจะได้เห็นภาพของตัวเองก็ไม่ต่างไปจากผู้นำคนอื่นๆ ที่มีการเอาพรรคพวกตัวเองเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญอย่างเช่น พล.อ.ประจวบ สุนทรางกุล เป็นต้น และก็ด้วยเหตุที่เล่นพรรคเล่นพวกนี่แหละนำพาไปสู่การทำรัฐประหารแต่ไม่สำเร็จถึงสองครั้งสองครา ตลอดจนมีการลอบสังหารอีกต่างหาก แถมยังมีนักศึกษาสติเฟื่องกระโดดเข้าชกดั้งจมูกที่สนามกีฬาหัวหมากด้วยความหมั่นไส้ นอกจากนี้แล้ว พล.อ.เปรมยังถนัดในการบริหารด้วยวิธีแยกแล้วปกครอง ส่งผลให้สถาบันทหารแตกร้าวจนยากประสานจวบจนทุกวันนี้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ พล.อ.พิจิตร กุลวานิช ก็เป็นคู่แคนดิเดท จนไม่มองหน้ากันถึงทุกวันนี้ ศึกสายเลือดระหว่าง จปร.๗ และ ๕ ก็เกิดในยุคเปรมนี่แหละ ยังมีอีกคู่คือ บิ๊กเต้ พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล และบิ๊กอู๊ด พล.อ.อ.วรนาจ อภิจารี ก็มีการพลิกโผเปลี่ยนจาก พล.อ.อ.เกษตร ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรอง ผบ.ทอ. จ่อคิวขึ้นเป็น ผบ.ทอ. มาเป็น พล.อ.อ.วรนาจ ที่อยู่บนตำแหน่ง เสธ.ทอ. ส่งผลให้ทุ่งดอนเมืองร้อนระอุในบัดดล

ความสับสนจนบานปลายไปสู่ความขัดแย้งของคนทั้งประเทศก็เกิดจากการกล่าวร้ายให้เท็จจนเป็นที่กังขาของคนทั่วไปทำให้เกิดการแบ่งขั่ว โดยฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าเป็นจริงด้วยการให้เครดิต เนื่องเพราะเห็นว่าอยู่บนตำแหน่งประธานองคมนตรี ส่วนอีกฝ่ายไม่เชื่อเพราะผลงานที่ผ่านมาของรัฐบาลทักษิณนั้นเห็นเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ แต่เนื่องจากรัฐบาลถูกโจมตีมายาวนาน จนสัดส่วนของคนที่เชื่อว่าเป็นจริงดังที่กล่าวหามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยรัฐเองก็ไม่ได้ชี้แจงเท่าที่ควร อันเนื่องจากมวลสมาชิกซีกรัฐบาลส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากเปลืองตัว อย่างไรก็ตามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยครั้งนี้ กลุ่มคนที่อยู่ภายใต้การปกครองในระบอบเปรมาธิปไตยกลับโยนความผิดให้เป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เพียงผู้เดียว

ในที่นี้ผมจะยังไม่พูดถึงในรายละเอียด เพราะใกล้หมดหน้ากระดาษสำหรับบทความชิ้นนี้ คงต้องยกยอดไปว่ากันในตอนต่อไป แต่ก่อนจากกันในวันนี้ใคร่อยากชี้แจงให้ท่านผู้อ่านได้ประจักษ์ในความเป็นจริงสักเรื่องหนึ่ง อันเป็นข้อมูลเกี่ยวกับ พล.อ.เปรม ตามที่ท่านได้เรียกร้องให้ผู้คนอย่าไหว้คนที่มีเงินหรืออย่าไปนับถือคนรวยนั้น แต่บนความเป็นจริงนั้น พล.อ.เปรม เวลานี้ก็มีฐานะร่ำรวยเกินกว่าที่คนๆ หนึ่ง ซึ่งรับราชการมาตลอดชั่วอายุจะพึงมี เอากันแค่เศษเงินที่บำรุงบำเรอหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ทั้งที่เป็นนักมวยและนักร้อง เฉพาะรายของหนุ่มเสกได้ข่าวว่ารายเดียวหมดไปนับร้อยล้าน เรื่องจริงอย่างนี้ปิดมิดหรือ พี่-น้อง ดังนั้นจึงอย่าได้ไว้วางใจผู้คนอันสืบเนื่องจากเห็นว่ามีตำแหน่งใหญ่โต พร้อมกันนี้สังคมควรที่จะต้องช่วยกันประนามและยุติที่จะยกย่องนับถือคนอย่าง พล.อ.เปรม ถึงจะถูกต้อง

 

 

 

 

ตอนที่ ๓ พระมหาอุปราชเปรม

โดย อาคม ซิดนีย์

ดังที่ได้กล่าวในฉบับที่แล้วตอน “แค้นของคนชื่อเปรม” ว่าแกนนำที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณตัวจริงเสียงจริงนั้นไม่ใช่นายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวขบวนกลุ่มพันธมิตรฯ หรือนักวิชาการ หากแต่เป็นกลุ่มคนที่รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท อันประกอบด้วย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และ ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวานิช

พล.อ.เปรม อาศัยตำแหน่งประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ สร้างบารมีให้กับตัวเองตลอดระยะเวลาอันยาวนาน และด้วยบารมีสะสมนี่แหละที่ทำให้ พล.อ.เปรม สามารถชี้เป็นชี้ตายได้ในเกือบทุกเรื่อง ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมนะครับว่าประเทศไทยนั้นเป็นสังคมที่ยังยึดติดอยู่กับลัทธิเกื้อหนุนและการที่จะเกื้อหนุนใครต่อใครได้ มันก็ต้องมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนให้กับผู้ที่อ่อนด้อยกว่าสามารถเข้าถูกช่องทาง เส้นแบ่งที่ว่านั่นก็คือชนชั้นโดยมียศและศักดิ์เป็นตัวกำหนด

สำหรับทหารและตำรวจนั้นเป็นที่รับรู้กันไปทั่วแล้วละครับว่า พล.อ. เปรม มีอิทธิพลสูงพอที่จะกำหนดตัวบุคคลให้ไปอยู่ในตำแหน่งใดก็ได้ในกองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนั้นจึงอย่าได้สงสัยเลยครับว่าเหตุใดวันสำคัญๆ เช่นวันปีใหม่หรือสงกรานต์และวันเกิดของ พล.อ.เปรม จึงปรากฏมีบุคคลมากหน้าหลายตาจากวงการต่างๆ ไปอวยพรกันอย่างคับคั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารและตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ต้องการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง ดังนั้นเป้าในการไปจึงอยู่ที่ยศอย่างเป็นด้านหลัก

ส่วนคำว่าศักดิ์ อันหมายถึงฐานะนั้น ก็มีความสำคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องยศ เนื่องจากเป็นเส้นแบ่งระหว่างชนชั้นให้มีความชัดเจนในส่วนของพลเรือน ทั้งนี้ต้องรวมถึงสมณศักดิ์ในหมู่สงฆ์ ตลอดจนซีระดับต่างๆ ถ้าหากท่านผู้อ่านได้สังเกตดูในแวดวงนักวิชาการและอาจารย์ตามสถาบันต่างๆ ก็จะเห็นปรากฏการหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลง นั่นก็คือตำแหน่งศาสตราจารย์ อันเป็นตำแหน่งพระราชทานเช่นเดียวกับยศของทหาร-ตำรวจและสมณศักดิ์ทางฝ่ายสงฆ์ ซึ่งเป็นที่หมายปองของพวกนักวิชาการและ บรรดาคณาจารย์ทั้งหลาย ตอนนี้ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วนะครับว่าเหตุใดทางสถาบันต่างๆ ถึงได้มุ่งมั่นที่จะเชิญ พล.อ.เปรม ไปปาฐกถาอย่างเอาเป็นเอาตาย

การที่สามารถเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลในเกือบทุกสาขาอาชีพนี้เอง ทำให้ผู้คนเข้าหาเพิ่มจำนวนมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นก็คือการประจบเอาใจเพื่อให้ได้เป็นคนใกล้ชิด ซึ่งเป็นที่มาของคำว่าลูกป๋า จึงอย่าได้แปลกใจเลยว่าคนไม่เคยและไม่อยากมีเมียอย่าง พล.อ.เปรม ทำไมถึงมีลูกมากมายขยายออกไปสู่ทุกวงการ วิถีชีวิตที่มีแต่คนคอยแย่งกันเอาใจจนเกิดความเคยชิน จากที่เคยเป็นขุนนางหน้าบางที่ไม่ยอมให้เปิดอภิปรายในสมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี มาเป็นคนที่ใครแตะต้องไม่ได้ (untouchable man) แม้วิพากษ์วิจารณ์ก็เป็นเรื่องต้องห้ามและด้วยที่ใครก็มิอาจจะขัดใจได้นี้เอง นานวันเข้าก็เลยกลายเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเอง เริ่มไม่เห็นความสำคัญของกฏหมายบ้านเมืองด้วยหลงผิดคิดว่าตัวเองเป็น “พระมหาอุปราช”

ตำแหน่งองคมนตรีนั้นมีกฏหมายชัดเจนระบุไว้ว่า บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนี้ได้ต้องห้ามยุ่งเกี่ยวกับการบ้านการเมืองและต้องวางตัวเป็นกลางอย่างที่สุดและต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง แต่ พล.อ.เปรม เป็นถึงประธานองคมนตรีกลับไม่แยแสสนใจ ด้วยการออกเดินสายรณรงค์ให้ผู้คนเกลียด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เท่านั้นยังไม่พอยังอาศัยสิทธิแห่งความเป็นทหารเก่าสวมเครื่องแบบชุดทหารเต็มยศไปปลุกระดมทหารถึงโรงเรียนการทัพทั้งสามเหล่าให้กระด้างกระเดื่องและสนับสนุนไม่ให้ทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่เป็นนักการเมืองด้วยเหตุผลที่ว่า “รัฐบาลเป็นเพียงจ๊อกกี้ มาแล้วก็ไปไม่ใช่เจ้าของม้า” โดยไม่คำนึงถึงหลักรัฐศาสตร์ที่ว่าด้วยการปกครอง ทำให้มีนายทหารกลุ่มหนึ่งแยกตัวเป็นอิสระไม่ยอมอยู่ภายใต้การปกครองตามกฎระเบียบของกระทรวงกลาโหม อันเป็นหน่วยงานต้นสังกัด และเลือกที่จะอาศัยบารมี พล.อ.เปรม ด้วยกันเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษรัฐบาล จนทำให้การบริหารราชการแผ่นดินในส่วนของกระทรวงกลาโหมไม่อาจทำได้ด้วยความราบรื่น พล.อ.เปรม เป็นทหารมาก่อนย่อมต้องทราบดีว่าการขัดคำสั่งสำหรับทหารนั้นถือว่าเป็นโทษที่ร้ายแรงที่สุด ถ้าเป็นภาวะสงครามผู้บังคับบัญชามีอำนาจถึงขั้นยิงทิ้งได้โดยปราศจากความผิด

นอกจากนี้แล้ว พล.อ.เปรม ยังใช้บารมีบนตำแหน่งประธานองคมนตรีแทรงแซงอำนาจตุลาการ ด้วยการให้ตัดสินลงโทษรุนแรงสามกกต.ที่มาจากกระบวนการสรรหาตามวิถีทางประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฏหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ และด้วยสาเหตุแห่งการแทรกแซงนี้เองที่ปรากฏหลักฐานเป็นเทปคำสนธนาที่ พล.อ.เปรม สั่งการให้ศาลดำเนินตามที่ต้องการแบบชนิดคำต่อคำอันเป็นที่มาของ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเข้ามาแทรกแซงการทำงาน” และกลายมาเป็นเงื่อนไขของการปฏิวัติ อันเป็นคนละเรื่องกับที่ พล.อ.สนธิ เปิดเผยว่าจะมีการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มผู้ขับไล่และกลุ่มสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะนั่นเป็นเพียงเหตุผลประกอบส่วนหนึ่งเท่านั้น

 การทำรัฐประหารนั้นต้องยอมรับว่ามีการวางแผนมานานแล้ว แต่ก็เป็นไปอย่างชนิดที่เรียกว่ากล้าๆ กลัวๆ อันเนื่องจากบารมีของผู้นำแห่งกองทัพอย่าง พล.อ.สนธิ นั้นยังมีไม่ถึง อีกทั้งเพื่อนร่วมรุ่น ตท.๑๐ ของ พ.ต.ท.ทักษิณต่างเติบโตขึ้นมาคุมกำลังหลักเป็นส่วนใหญ่ในกองทัพ ดังนั้น พล.อ.เปรมจึงต้องเหนื่อยกับการเดินสายเป็นเวลายาวนาน การทำให้ทหารแตกแยกก็เป็นอีกกลยุทธหนึ่ง เพราะอย่างที่เคยกล่าวมาแล้วว่า พล.อ.เปรม มีความชำนาญเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของการแยกแล้วปกครอง ความรอบคอบก็เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งของ พล.อเปรม ดังนั้นจึงไม่ลืมที่จะดึงทหารแก่ถึงแม้จะหมดเขี้ยวเล็บแล้วแต่ยังมีพิษสงอยู่อย่าง พ.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มาเป็นพันธมิตรด้วยการมอบหมายงานให้ช่วยดูแลงานมูลนิธิรัฐบุรุษอันเป็นไม้ตาย

การปลด ผบ.กองพัน ถึง ๑๒๙ กองพันของ พล.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น จปร.๒๑ คนหนึ่งของ พ.ต.ท.ทักษิณ อันเป็นการบ่งบอกถึงแผนแยกแล้วปกครองบรรลุผล สอดรับกับการประกาศตัวเป็นทหารของในหลวงแบบหมูไม่กลัวน้ำร้อนอย่าง พล.ท.สพรั่ง กัลยาณมิตร ทำให้แผนการทำรัฐประหารมีความมั่นใจขึ้น และบังเอิญมีปัญหาขัดแย้งเรื่องตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่ระหว่าง พล.อ.ศิริชัย ธัญศิริ ปลัดกระทรวงกลาโหมและ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศารานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จนทำให้มีนายทหารตบเท้าเข้าร้องเรียน พล.อ.เปรม จึงเป็นภาวะสุกงอมที่เกิดความมั่นใจในการทำรัฐประหาร และ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ก็ชิงลงมือปฏิบัติการทำรัฐประหารในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณมีเหตุบังเอิญไปราชการที่ต่างประเทศ ภาพ พล.อ.เปรม นำคณะรัฐประหารภายใต้ชื่อ “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกลางดึกของคืนวันที่ ๑๙ สิงหาคมที่ผ่านมานี้ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า พล.อ.เปรมประธานองคมนตรีไม่ได้อยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหาร

ยังมีบุคคลที่มีบทบาทสำคัญที่ร่วมขบวนการโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้ชื่อว่ารับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทอีกอย่างน้อย ๒ คน ที่สมควรต้องกล่าวถึงนั่นก็คือ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และ ศ.ดร.ชัยอนันท์ สมุทวานิช กล่าวสำหรับ ดร.สุเมธ นั้น ได้เป็นบุคคลที่มีชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีเงามาช้านานแล้ว และโดยที่ ดร.สุเมธ ได้ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา อันเป็นมูลนิธิที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงก่อตั้งขึ้นโดยมีพระราชประสงค์คือ

๑. เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริ

๒. เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสงเคราะห์และช่วยเหลือประชาชน ในด้านเศรษฐกิจและสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและให้สามารถช่วยตัวเองและพึ่งตนเองได้

๓. ดำเนินการอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติเป็นส่วนรวม

๔. ร่วมมือกับส่วนราชการและองค์กรการกุศลอื่นๆเพื่อสาธารณประโยชน์หรือดำเนินการเพื่อเน้นในการสนับสนุนสาธารณประโยชน์ โดยไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องการเมือง

นอกจากตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาและ ดร.สุเมธ ยังดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังนั้นอย่าได้แปลกใจเลยว่า ทำไม ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงอนุญาติเป็นพิเศษให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ใช้ห้องประชุมจัดทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร แล้วก็ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมบรรดาคณาจารย์จึงออกมาร่วมขับไล่ไม่เอา พ.ต.ท.ทักษิณ ดร.สุเมธเคยให้สัมภาษณ์อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มพันธมิตรและบ่อยครั้งมีการกล่าวพาดพิงถึงรัฐบาลทักษิณในลักษณะให้เป็นที่เกลียดชัง โดยไม่สนใจวัตถุประสงค์ข้อที่ ๔ ของการก่อตั้งมูลนิธิชัยพัฒนาที่ว่า “ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมือง”

 สำหรับ ศ.ดร.ชัยอนันท์ สมุทวานิช ก็เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนวชิราวุธ และเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าโรงเรียนแห่งนี้เป็นสถานศึกษาของบุตรหลานบุคคลชั้นสูงในวงการต่างๆ ดังนั้นจึงไม่เป็นการยากที่ ดร.ชัยอนันท์ ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียน จะไปล่าลายเซ็นต์กับบุคคลชั้นสูงเพื่อถวายฏีกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้แล้ว ดร.ชัยอนันท์ ยังมีบุตรชายที่ทำงานเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในสำนักหนังสือพิมพ์ผู้จัดการของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วผมก็อดเป็นห่วงต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทยไม่ได้ และในฐานะที่ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดังเช่นเดียวกับพี่น้องชาวไทยทุกคน ผมจึงไม่ยินยอมพร้อมใจให้บุคคลหรือคณะบุคคลใดก็ตามทำการจวบจ้วงล่วงเกินละเมิดให้เป็นที่ระคายเบื้องพระยุคลบาท เพื่อเป็นการทดแทนคุณแผ่นดินอันมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเปี่ยมด้วยทศพิศราชธรรมทรงเป็นประมุข ผมจึงขอให้พี่น้องชาวไทยทุกคน ได้โปรดช่วยกันตรวจสอบพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลที่รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทดังกล่าวมาแล้วข้างต้นว่ามีความถูกต้องเหมาะสมหรือไม่อย่างไร

 

 

ตอนที่ ๔ จิ๋วตายน้ำตื้น

โดย อาคม ซิดนีย์

๑๗ ธันวาคม 2549

เมืองไทยนอกจากจะมีผู้มากบารมีนอกรัฐธรรมนูญอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดังที่ได้นำเสนอในบทความเรื่อง "พระมหาอุปราชเปรม" แล้ว ยังมีกลุ่มอภิสิทธิชนรวมตัวกันเป็นฝูงใหญ่ (ขอย้ำว่าฝูงใหญ่) ที่ผมตั้งใจจะเขียนถึงในหัวข้อเรื่องว่า "สารพัดวิชามาร" ดังที่ได้รับปากเอาไว้ แต่เนื่องจากการเมืองไทยในขณะนี้มีความพลิกผันและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากจนแทบไม่อาจกระพริบตา ดังนั้นผมจึงขออนุญาตเขียนเรื่องที่เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบันก่อน และสารพัดวิชามารที่ป่วนเมืองภายใต้ระบอบเปรมาธิปไตย ซึ่งเป็นกลุ่มอภิสิทธิชนอันประกอบด้วยเฒ่าหัวเกรียน นักวิชาการปากมอมและนักฆ่าแห่งตระกูลลิ้ม โดยจะนำเสนอในโอกาสต่อไป

ฉายา "ขงเบ้งแห่งกองทัพ" ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือบิ๊กจิ๋ว หรือ พ่อใหญ่ไม่ใช่ได้มาโดยบังเอิญ หากแต่เกิดจากความปราดเปรื่องในเรื่องการวางแผน เพราะเติบโตมาจากสายยุทธการจนกระทั่งเสธ.ทหารบก ย่อมเป็นเครื่องรับประกันได้เป็นอย่างดี ส่วนบนเส้นทางการเมืองก็มีประวัติอันยาวนานกว่ายี่สิบปี ตั้งแต่เมื่อครั้งยังสวมเครื่องแบบทหารยศพันเอก ก็เป็นมือทำงานด้านการเมืองให้กับพล.อ.เปรม ดังนั้นกลยุทธและกระบวนท่าการเคลื่อนไหวในแต่ละก้าวจึงเต็มไปด้วยลูกเด็ดเผ็ดมัน แพรวพราวเป็นอย่างยิ่งในการหลอกล่อให้คู่ต่อสู้หลงทาง ก็เลยทำให้กลุ่มก๊วนต่างๆ เข็ดขยาด การร่วมงานกับบิ๊กจิ๋วทุกคนจึงดำเนินไปด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง และผู้ที่รู้ซึ้งเป็นอย่างดีคงไม่มีใครเกิน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อย่างแน่นอน

บิ๊กจิ๋วหรือขงเบ้งแห่งกองทัพผู้นี้ ที่เคยทำให้ชีวิตราชการทหารของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ หรือบิ๊กแอ้ด ประสพกับความเหนื่อยยากมาหลายครั้งหลายหน ขอกล่าวสำหรับเส้นทางเดินของบิ๊กแอ้ดนั้น มีจุดเริ่มต้นโดยเลือกเหล่าทหารราบ อันเป็นการเดินตามรอยพ่อพโยม จุลานนท์ แล้วก็เติบโตมาในหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษที่มี พล.ท.สุนทร คงสมพงษ์ เป็นผู้บัญชาการหน่วยฯ ช่วงนี้เองที่บิ๊กแอ้ดมีความจำเป็นที่ต้องเดินออกนอกหน่วยไปเป็น ท.ส.พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในขณะที่ครองยศพันเอกและกำลังคั่วนายพล จึงทำให้ต้องคิดหนักและกังวลว่าจะไม่ได้กลับหน่วยเดิมที่เจริญเติบโตมา แต่เมื่อบิ๊กจ๊อดรับประกันว่า "แอ้ดไปอยู่กับป๋าเปรมสักพักแล้วพี่จะขอตัวกลับมาอยู่กับพวกเราอีก" จึงทำให้ความกังวลของบิ๊กแอ้ดผ่อนคลายลงทันที

บิ๊กแอ้ดได้กลับคืนหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษตามสัญญาสุภาพบุรุษชายชาติทหารยี่ห้อบิ๊กจ๊อดและก็เติบโตมาจนเป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษแห่งนี้ และแทนที่จะได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ช่วยบัญชาการทหารบกเหมือนรุ่นพี่อย่าง พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ แต่กลับโดนย้ายไปดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ ๒ แทน แล้วก็ขยับขึ้นไปครองยศพลเอกในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ นับได้ว่าห้วงแห่งความเจ็บปวดที่สุดในชีวิตราชการทหาร ถึงกลับทำให้มีความคิดที่จะลาออก แต่ก็ได้รับการทัดทานจากผู้ยิ่งใหญ่แห่งบ้านสี่เสา บิ๊กแอ้ดจึงใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการศึกษาธรรมและฝึกสมาธิ

จวบจนกระทั่งฟ้าเปลี่ยนสี พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่เรียกว่าชวน ๒ นายชวน หลีกภัย จะต้องเข้ารายงานตัวต่อ พล.อ.เปรม แห่งสำนักสี่เสาเพื่อรับคำบัญชาตามธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นนโยบายแห่งพรรค ดังนั้นจึงอย่าได้แปลกใจที่นายชวน ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในเวลานั้น จะออกมาประกาศเสียงดังฟังชัดในฤดูโยกย้ายในปีนั้นว่า รัฐบาลจะไม่ยุ่งกับเรื่องโผทหารและจะไม่มีการล้วงลูกอย่างเด็ดขาด แต่จะขอเพียงตำแหน่งเดียวคือ "ผู้บัญชาการทหารบก" โดยกำหนดว่าจะต้องเป็น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ที่ทำให้ พล.อ.สำเภา ชูศรี เพื่อนร่วมรุ่น จปร.๑๒ ซึ่งอยู่บนตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบกผู้จ่อคิวเป็นเต็งหนึ่งอยู่ในเวลานั้นต้องอกหักชนิดกระอักเป็นโลหิต

พลันที่บิ๊กแอ้ดก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ.ได้สำเร็จในยุคของพรรคประชาธิปัตย์นี่แหละ ส่งผลให้พี่จิ๋วต้องออกมาฟาดงวงฟาดงาว่า "ทำไมต้องรีบร้อนแต่งตั้งให้บิ๊กแอ้ด ทั้งที่ยังอยู่ในราชการอีกตั้งห้าปี" อันเป็นการแสดงให้เห็นความรักและเอ็นดูต่อนายทหารจปร.รุ่นน้องผู้นี้ได้เป็นอย่างดี

การกลับมาผงาดในกองทัพบกของบิ๊กแอ้ดในปี ๒๕๔๑ นั้นไม่ได้มีความมุ่งหวังอยู่เพียงแค่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเท่านั้น หากเป้าหมายที่แม้จริงได้มีการตั้งไว้ที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเลยทีเดียว (ดังที่ผมได้เคยฟันธงในบทความเรื่อง "บิ๊กแอ้ดไม่ได้หยุดอยู่แค่ ผบ.ทบ." ที่ลงตีพิมพ์ในนครซิดนีย์) ทั้งนี้เนื่องจากความฟอนเฟะทางการเมืองอันเกิดจากฝีมือของบรรดานักเลือกตั้งทั้งหลายที่ผลัดกันเข้ามากอบโกยแบบชนิดที่เรียกว่าสมบัติผลัดกันชม โดยมีจุดเริ่มต้นที่พล.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา และสุดท้ายก็มาพังทลายเอายุครัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐ หรือที่เรียกกันว่าวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง

รัฐบาลชวน ๒ นี้ที่นายชวนหยิบยื่นชีวิตใหม่ให้กับ พล.อ.สุรยุทธ์ ดังนั้นผลต่างตอบแทนนั่นก็คือ รัฐบาลนายชวนสามารถอยู่รอดปลอดภัยจนเกือบจะครบเทอม ทั้งที่มีปัญหาความขัดแย้งของสองขุนพลเศรษฐกิจ อันเป็นจุดขายของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมี ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นหัวหน้าทีมที่เรียกว่า "ดรีมทีม" ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีดูแลด้านเศรษฐกิจและควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์ กับนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ความขัดแย้งทั้งคู่ทำให้เป็นที่มาของคำว่า "เกาเหลา" ซึ่งนายชวนก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขหรือจัดการได้ตลอดห้วงเวลาที่อยู่บนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้เศรษฐกิจที่ย่ำแย่อันมีผลมาจากวิกฤติการณ์ปี ๒๕๔๐ ที่นอกจากไม่ได้รับการแก้ไขแล้ว ยังทำให้มีสภาวะน่าเป็นห่วงมากยิ่งขึ้น ส่วนผลงานที่เข้าตาประชาชน ก็มีอยู่บ้างโดย พล.ตสนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคฯในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ตำรวจปล่อยหมากัดม๊อบ และการปราบโต๊ะรับแทงม้าเถื่อนอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยการใช้นายทหารจปร.๑๒ อันเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับบิ๊กแอ้ดที่มีนามว่าเสือดิ่งหรือ พล.ท.บุญยัง บูชา ทำหน้าที่แทนตำรวจในการกวาดล้าง เพราะนั่นถือเป็นหม้อข้าวและรายได้หลักของพล.ต.สนั่น เป็นเหตุให้ผู้คนเริ่มถามหา "พี่หาร" จึงอย่าได้แปลกใจเลยว่าเหตุใดนายชวนและพรรคประชาธิปัตย์จึงมีอันต้องเหี่ยวเฉาจวบจนกระทั่งทุกวันนี้

นายชวน หลีกภัย ประกาศยุบสภาก่อนที่รัฐบาลจะหมดวาระ ด้วยมั่นใจในความได้เปรียบในการเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่อย่างว่าการเมืองในช่วงนี้ นับได้ว่าเป็นที่น่าเบื่อหน่ายของประชาชนทุกหมู่เหล่า ซึ่งพล.อ.เปรมก็ทราบดีและมีแผนที่จะล้มกระดานหากการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นมีปัญหาความไม่่เรียบร้อยและไม่สงบอันเกิดจากการช่วงชิงของบรรดานักเลือกตั้ง แต่พลันที่นโยบาย "คิดใหม่ ทำใหม่" ของอัศวินคลื่นลูกที่สามที่ได้ชื่อว่า "ตาดูดาวเท้าติดดิน" แห่งพรรคไทยรักไทย ได้ใช้กลยุทธที่เหนือชั้นในการรวบรวมส.ส.ระดับแม่เหล็กได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลในการเลือกตั้งในครั้งนั้นชนะแบบฟ้าถลิ่มดินทลาย ชนิดที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องจารึก ถึงแม้จะมีเสียงก่นด่าว่ามีการใช้เงินเป็นจำนวนมากในการซื้อตัว ส.ส.ที่รู้กันในหมู่คอการเมืองว่า "ดูด" จากดูดส.ส.เป็นรายบุคคลก็พัฒนามาเป็นดูดทั้งพรรคอย่างเช่นความหวังใหม่ เป็นต้น

แม้ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้ง แต่พรรคฝ่ายค้านซึ่งเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ กลับไม่ยอมรับความพ่ายแพ้โดยกล่าวหาว่ามีการใช้เงินซื้อเสียง บ้างก็ออกมาแก้เกี้ยวว่าแพ้เพราะอำนาจเงิน และก็ไม่ลดความพยายามที่จะล้มทักษิณให้ลงจนได้ในกรณีซุกหุ้น แต่อย่างว่าเหมือนสวรรค์มีตา ประชาไม่ได้กินแกลบ บุคคลจากทุกวงการกลับส่งเสียงเชียร์อย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ได้นัดหมาย และพร้อมใจกันที่จะไม่นำเอาเรื่องความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาเป็นตัวตั้ง ทั้งนี้เป็นเพราะยังขยาดกับภาพการบริหารงานที่ผ่านมาของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคความหวังใหม่ ดังนั้นทุกคนจึงไม่รีรอที่จะให้โอกาสสำหรับทางเลือกใหม่ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักได้แสดงฝีมือ เมื่อเป็นเช่นนี้ แผนการล้มกระดานของสี่เสาจึงมีอันจะต้องติดเบรค แต่ก็ยังมีความหวังว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อาจต้องสะดุดเท้าตัวเอง แล้วคงมีชะตากรรมไม่แตกต่างไปจากนายบรรหารและ พล.อ.ชวลิต อันสืบเนื่องจากการช่วงชิงตำแหน่งของกลุ่มก๊วนที่มารวมตัวกันอยู่ในพรรคไทยรักไทย โดยเฉพาะกลุ่มวังน้ำเย็นของนายเสนาะ เทียนทอง ผู้ได้ชื่อว่านักปั้น "นายกรัฐมนตรี"

พล.อ.สุรยุทธ์ มีอันจะต้องประสพภาวะโรคหืดกำเริบ เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เลือกเอา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มาดูแลความมั่งคง โดยมอบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพร้อมกับให้อำนาจในการดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้อีกต่างหาก อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรู้เท่าทันเกมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีต่อ พล.อ.เปรม เป็นอย่างดี

ผมจะขอทวนความจำให้ท่านผู้อ่านเพื่อประกอบเป็นข้อมูลว่า "บิ๊กแอ้ดไม่ได้หยุดอยู่แค่ ผบ.ทบ." ที่ผมเคยนำเสนอไปเมื่อปี ๒๕๔๑ นั้น ว่าผมไม่ได้นั่งเทียนเขียนและการที่ผมมีอันจะต้องกลับมาเขียนถึงอีกในวันนี้ ก็ไม่ได้เขียนขึ้นจากการมีอคติ หรือสืบเนื่องจากผมถือข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ หากแต่เป็นการนำเสนอข้อมูลความจริงที่เกิดขึ้นโดยท่านผู้อ่านไม่ทันได้สังเกต จึงอยากชี้ให้เห็นเป็นมุมมองจากประสบการณ์

ถ้าหากท่านผู้อ่านทบทวนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกของ พล.อ.สุรยุทธ์ให้ดี ก็จะพบว่าในเวลาเดียวกันนั้น เพื่อนร่วมรุ่น จปร.๑๒ ต่างก็ทะยานขึ้นมากุมตำแหน่งสำคัญไม่ใช่เพียงแค่แม่ทัพภาคเท่านั้น หากแต่มีหัวขบวนโดยเริ่มตั้งแต่ พล.อ.ธวัช เกตุอังกูร ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.สำเภา ชูศรี เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยที่ พล.อ.สุรยุทธ์ ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก การขึ้นครองบนตำแหน่งส่วนหัวของกองทัพพร้อมกันของนายทหารรุ่นเดียวกันย่อมแสดงให้เห็นถึงนัยบางประการ ดังนั้นจึงมีการเคลื่อนไหวในด้านการทหารที่เป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาล ซึ่งในเวลานั้นนายกฯทักษิณให้ความสำคัญกับพม่าว่าเป็นมิตรประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ควรมีความขัดแย้ง (ท่านผู้อ่านบางคนอย่าเพิ่งแย้งนะครับว่าผมไม่กล่าวถึง ผลประโยชน์ด้านสื่อสารดาวเทียม เพราะเป็นคนละประเด็นที่ผมกำลังนำเสนอ) ในขณะที่กองทัพกลับมีการประเมินว่าพม่าเป็นศัตรูที่สำคัญในขณะนั้น ดังนั้นจึงอย่าได้แปลกใจที่ พล.อ.สุรยุทธ์จะเกี่ยวก้อย พล.ท.วัฒนชัย ฉายเหมือนวงค์ เพื่อนร่วมรุ่น จปร ๑๒ แม่ทัพภาค ๓ ทำการซ้อมรบอยู่ แถบชายแดนใกล้พม่าจนเป็นที่มาของคำว่า "อย่าโอเวร์รีแอค" แต่ก็มีการสวนหมัดว่านั่นเป็นหน้าที่ของทหารที่จะต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการฝึกซ้อมจึงยังคงมีอยู่จนกระทั่งคืนวันหนึ่งมีกำลังพลเคลื่อนย้ายออกสู่ถนน อันเป็นเหตุทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณมีอันผวาถึงกับต้องยกหูโทรศัพท์ถาม พล.อ.สรยุทธ์ กลางดึกว่า "คุณจะปฏิวัติผมหรือ"

จาก "คุณจะปฏิวัติผมหรือ" นำไปสู่ข่าวลือว่าจะมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในเวลาต่อมา ข่าวลือดังกล่าวทำให้เกิดความตึงเครียดพอสมควรสำหรับวงการเมืองในเวลานั้นจน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมต้องออกมาดับกระแสด้วยการให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่มีการย้าย พล.อ.สุรยุทธ์ อย่างเด็ดขาดโดยให้เหตุผลว่า "พล.อ.สุรยุทธ์ ท่านเป็นนายทหารที่มีความสามารถสูง แล้วก็เหลือเวลาราชการอีกเพียง ๑ ปี ถ้าย้ายขึ้นไปเป็นผู้บัญชาการสูงสุดก็แทบไม่มีเวลาได้เรียนรู้งานก็ต้องเกษียณ ผมว่าให้ท่านอยู่ที่เก่า สามารถทำประโยชน์ให้กองทัพได้มากกว่า" เมื่อเป็นเช่นนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ จึงสบายใจและคลายกังวลจากข่าวลือ แต่คลายได้เพียง ๕ วันหลังจากนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ ก็มีอันต้องหลุดพ้นจากวงโคจรกองทัพบกไปอยู่บนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแบบชนิดเรียบร้อยโรงเรียนจิ๋ว

อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ถึงความเป็นตัวตนของบิ๊กจิ๋ว เนื่องจากเติบโตมาสายยุทธการจนกระทั่งเป็นเสธทหารบก จึงบ่มเพาะประสพการณ์ด้านวางแผนโดยมีกลยุทธที่ทำให้คู่ต่อสู้หลงทาง จึงไม่แปลกที่นายทหารรุ่นน้องอย่างบิ๊กแอ้ดนอกจากต้องจดจำไว้เป็นบทเรียนแล้ว ยังจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในทุกครั้งที่จำเป็นต้องร่วมงานกับพี่จิ๋ว ดังนั้นแผนการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยา ยนที่ผ่านมา ขิงแก่อย่างพล.อ.เปรมจึงมีความรอบคอบเป็นอย่างสูงที่จะหนีบพล.อ.ชวลิตให้มายืนอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยการเอาตำแหน่งประธานมูลนิธิรัฐบุรุษเข้าล่อ

ผมได้รับการบอกเล่าจากคนวงในว่าก่อนที่ พล.อ.เปรม จะตัดสินใจดึงจิ๋วให้มาร่วมงานใหญ่ในครั้งนี้มีเสียงทัดทานจากนายทหารรุ่นใหม่ซึ่งให้ข้อมูลกับ พล.อ.เปรมว่า บิ๊กจิ๋วเป็นบุคคลไม่น่าเชื่อถือในทุกวงการ ไม่น่าเชื่อถือชนิดที่ตำนานเด็กเลี้ยงแกะ ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นจิ๋วเลี้ยงแพะ "ผมทราบดี ใครบอกว่าผมจะให้จิ๋วเข้ามาร่วมงาน ผมต้องการให้เขาเป็นแค่เรือให้กับพวกเรา" ดังนั้นจึงอย่าได้แปลกใจที่เมื่อทำการยึดอำนาจเสร็จเรียบร้อยแล้วไม่เพียงมีรายการถีบหัวเรือที่ชื่อจิ๋วทิ้งเท่านั้น หากแต่ยังมีรายการหักหาญน้ำใจด้วยการให้ หมอประสพ รัตนากร ลงจากตำแหน่งประธานมูลนิธิรัฐบุรุษ แล้วแทนที่จะยกให้บิ๊กจิ๋วตามสัญญา แต่ขิงแก่เปรมกลับมอบตำแหน่งประธานมูลนิธิรัฐบุรุษให้ พล.อ.สุรยุทธ์ อันเป็นการตบหน้ากันอย่างแรง และถือเป็นการล้างแค้นเอาคืนให้กับลูกแอ้ดอีกด้วย

ดังนั้นรายการสอนน้องผ่านสื่อของบิ๊กจิ๋วจึงเกิดขึ้นอย่างไม่อ้อมค้อม จนกลายเป็นที่มาของ "ผายลมใยต้องถอดกางเกง" แล้วอย่าได้แปลกใจว่าทำไมบิ๊กจิ๋วจึงต้องเดินทางไปประเทศจีนอย่างเปิดเผยแบบชนิดให้รู้กันว่า การเสียรู้ของบิ๊กจิ๋วในครั้งนี้จะต้องมีรายการเอาคืนอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้ และก็คงจะเพิ่มความหนักใจให้ขิงแก่อย่างเปรมและลิ่วล้อที่อยู่ภายใต้ระบอบเปรมาธิปไตยอย่างไม่ต้องสงสัย แล้วเมื่อไรก็ตามที่บิ๋กจิ๋วไสช้างออกมา พวกใต้น้ำทั้งหลายก็คงจะโผล่ขึ้นเหนือน้ำ แล้วถึงเวลานั้นก็ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ห้อยบารมีเปรมขึ้นมากร่างแต่ละคนคงมีจุดจบที่ทุลักลุเลไม่แพ้กัน ผมว่าเวลานี้จิ๋วคนดีคงระลึกได้แล้วว่าควรจะดำเนินการอย่างไรในช่วงสุดท้ายของชีวิต และอย่าเดินผิดทางให้เป็นปลาตายน้ำตื้นอีก ที่สำคัญอย่าพริ้วเรื่องนี้ให้กลายเป็นปาหี่การเมืองเหมือนที่เคยทำ "เพื่อลบล้างคำว่า จิ๋วเลี้ยงแพะ" เพราะหมดเวลาแล้วสำหรับคนชื่อจิ๋วจริงๆ

บทสรุป

ท่านผู้อ่านคงได้เห็นแล้วนะครับว่าแผนล้มกระดานนั้นมีมายาวนานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตอนพล.อ.สุรยุทธ์เข้าดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกนั้น มีการไหว้ครูอันเป็นการส่งสัญญาณด้วยการลาออกจากตำแหน่งวุฒิสมาชิกโดยให้เหตุผลว่าจะขอเป็นทหารอาชีพไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เท่านั้นยังไม่พอยังให้หญิงติ๋มภรรยาสุดที่รักลาออกจากราชการทหาร ทั้งๆ ที่กำลังคั่วยศพลตรี อีกทั้งยังได้เห็นธาตุแท้ของพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นพรรคเก่าแก่ที่สุดที่ยังมีภาพรับใช้ทหารอย่างชัดเจน และยังทำตัวอยู่ภายใต้ระบอบเปรมาธิปไตยอย่างคงเส้นคงวาดังในอดีต จึงอย่าได้สงสัยว่าพอสิ้นเสียงระฆังอันเป็นสัญญาณเริ่มต้นในการล้มล้างพ.ต.ท.ทักษิณดังขึ้น นายอภิสิทธิ์จึงได้บ่ายหน้ามุ่งสู่สำนักพระอาทิตย์ไปให้กำลังใจนายสนธิ ลื้มทองกุล เป็นรายแรก ดังนั้นภาพพระมหาอุปราชเปรม พรรคประชาธิปัตย์ และนายสนธิ ตลอดจนพวกนักวิชาการที่ออกมาร่วมประสานเสียงทักก..ษิณออกไป จึงไม่อาจแยกออกจากกันได้ด้วยประการฉะนี้

ตอนที่ ๕ ยุทธการเราพร้อมแล้ว

โดย อาคม ซิดนีย์

๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๙

จากบทความที่ผมนำเสนอไปแล้วอันประกอบด้วย

๑. แค้นของคนชื่อเปรม

๒. เปรมาธิปไตย

๓. พระมหาอุปราชเปรม

๔. จิ๋วตายน้ำตื้น

 บทความทั้ง ๔ เรื่องข้างต้นมีประเด็นสำคัญและความเกี่ยวเนื่องในเรื่องของอำนาจจากอดีตถึงปัจจุบันซึ่งพอแยกเป็นประเด็นที่ชี้ให้เห็นในการนำเสนอมีดังนี้

๑. กรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ อันเป็นการโค่นล้มระบอบเผด็จการจอมพลถนอม โดยกลุ่มนักศึกษาปัญญาชนในนาม “ศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย”

๒. เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็นการทวงคืนอำนาจของกลุ่มข้าราชการที่ผมเรียกว่าพรรคข้าราชการหรืออมาตยาธิปไตย โดยมีการวางแผนอย่างเป็นระบบภายหลังจากการสูญเสียอำนาจ

๓. พฤษภาทมิฬ เป็นการช่วงชิงอำนาจอันเกิดจากความขัดแย้งของนายทหาร จปร.รุ่น ๑, ๕ และ ๗ โดยอาศัยการตายของประชาชนไปเป็นเครื่องมือในการประกาศศักดาแห่งบารมีเปรม อันเป็นการแจ้งเกิดของระบอบเปรมาธิปไตย ที่ผมบอกว่าน่ากลัวว่าระบอบเผด็จการในอดีต

๔. เหตุที่เกิดความวุ่นวายขึ้นในประเทศ เกิดจากกลุ่มบุคคลรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท โดยมีพรรคการเมืองเก่าแก่และสื่อมวลชนบางกลุ่มให้ความร่วมมือ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การโค่นล้มทักษิณเพื่อตอกย้ำให้เห็นอำนาจเบ็ดเสร็จและเด็ดขาดว่า “อำนาจและบารมีของข้า ใครอย่าแตะ” ซึ่งผมเรียกว่า “พระมหาอุปราชเปรม” ที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีอันจะต้องพลัดถิ่นอยู่ในเวลานี้

สำหรับบทความเรื่อง “ยุทธการเราพร้อมแล้ว” ผมต้องการชี้ให้เห็นเหตุการณ์ทั้งสี่ นับตั้งแต่กรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ มาสู่เหตุการณ์ ท๊ากก..สินออกไป มีส่วนเกี่ยวเนื่องกันจนแยกไม่ออก เพราะทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นล้วนเกิดจากกลุ่มผู้ได้ชื่อว่าบุคคลผู้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาททั้งสิ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจและไม่เป็นการทำให้สับสน ผมจึงจะแยกเหตุการณ์ให้ท่านผู้อ่านได้ทบทวนความจำ เพื่อให้เห็นความเกี่ยวโยงกันอย่างชัดเจนดังนี้

 กรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นการต่อสู้เพียงครั้งเดียวที่เรียกได้ว่าเกิดจาก “พลังบริสุทธิ์” การถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการมายาวนาน ทำให้เกิดสภาวะแห่งความกลัวปกคลุมไปทั่วถึงทุกชีวิตในสังคมไทยจนกลายเป็นพลังความเก็บกด การห้ามชุมนุม พูด เขียน และวิจารณ์ทางการเมืองนั้นยังพอที่จะยอมรับกันได้ แต่ที่มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพด้วยการออกกฏหมาย ซ่องสุมโจรหรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าซ่องโจรนั้น บุคคลที่มีอายุ ๕๐ ปีขึ้นไปคงรู้ซึ้งได้เป็นอย่างดี

 กฏหมายซ่องโจรนั้นออกมาให้เป็นเครื่องมือหากินของตำรวจโดยเฉพาะ เพียงแค่ตั้งวงเหล้ากัน ๔-๕ คน ท่านผู้อ่านก็มีสิทธิโดนจับและถูกยัดเยียดข้อหาซ่องโจรหรืออื่นใด ตามแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะหยิบยื่นให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทุกๆ อาทิตย์จะมีวันที่ทุกคนไม่ยอมออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น นั่นก็คือ “วันระดมพล” อันเป็นวันที่ตำรวจออกตรวจหรืออีกนัยหนึ่งก็คือวันออกหากินนั่นเอง จึงอย่าได้แปลกใจที่มีนักโทษข้อหาซ่องโจรเต็มคุกอยู่นับหมื่นคน

ถ้าหากเราจะยกกรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ขึ้นมาพิจารณา อาจจะหมิ่นเหม่ต่อการวิพากษ์วิจารณ์จนอาจหาข้อสรุปไม่ได้ ในที่นี้ผมจะนำเสนอในมุมมองของผมอันเป็นความคิดเห็นส่วนตัวจากประสพการณ์จริง ซึ่งผมเป็นคนหนึ่งที่เข้าไปร่วมอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น โดยจะขอกล่าวถึงจุดเริ่มต้นอันเป็นที่มานั้นว่า เกิดจากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกกลางทุ่งนาบางเลน จังหวัดนครปฐม ซากสัตว์ป่านาๆ ชนิดและอาวุธสงครามที่ใช้ในการล่าสัตว์ตกกระจายไปเกลื่อนทุ่ง อันเป็นหลักฐานให้ขยายผลไปสู่การล่าสัตว์ทุ่งใหญ่นเรศวรของคณะนายทหารและตำรวจ

รัฐบาลจอมพลถนอมออกมาปกป้องด้วยการบอกว่า คณะนายทหารไม่ได้เข้าไปล่าสัตว์ หากแต่ไปราชการลับเพื่อให้การอารักขาแก่นายพลเนวิน ประธานสภาปฏิวัติของพม่าที่เดินทางมาเยือนไทยในเวลานั้นพอดี อันเป็นเสมือนหนึ่งดูแคลนปัญญาของประชาชนว่าเป็นพวกคนกินแกลบ จึงได้เกิดมีการเคลื่อนไหวโดยเริ่มจากนักศึกษาปัญญาชนในรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วยการพิมพ์ข้อความลอยๆ ลงบนหนังสือชมรมคนรุ่นใหม่ชื่อ มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีคำตอบว่า “สภาสัตว์ป่าแห่งทุ่งใหญ่ฯ มีมติต่ออายุสัตว์ป่าอีก ๑ ปี เนื่องจากสภานการณ์ภายในและภายนอกเป็นที่ไม่น่าไว้วางใจ” อันเป็นการแทงถูกกลางใจดำของจอมพลถนอมอย่างพอดิบพอดี เพราะมีการต่ออายุราชการในปีนั้นพอดี

ผลของการออกหนังสือดังกล่าวเป็นเหตุให้ ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ สั่งลบชื่อนักศึกษาต้นคิดในเรื่องนี้ออกถึง ๙ คน ส่งผลให้เกิดการรวมตัวกันประท้วงคำสั่งของ ดร.ศักดิ์ จากนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหงและเหตุแห่งการประท้วงในครั้งนี้ ทำให้ศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยยื่นมือเข้าสนับสนุน จึงมีปรากฏการณ์นักศึกษาจากทุกสถาบันเข้าร่วมประท้วงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ ๒๑-๒๒ มิถุนายน ๒๕๑๖ จำนวนนับหมื่นคนในเวลาอันรวดเร็ว ดร.ศักดิ์ ไม่อาจทนอยู่ภายใต้ความกดดันจึงได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี และทางมหาวิทยาลัยรามคำแหงมีมติให้รับนักศึกษาทั้ง ๙ กลับเข้าศึกษาต่อซึ่งเหตุการณ์ควรถือได้ว่าสิ้นสุด แต่การกลับไม่เป็นเช่นนั้น

เนื่องจากเกิดมีปรากฏการณ์รุกคืบในเวลาต่อมา แต่ในครั้งนี้บทบาทในการเคลื่อนไหวเปลี่ยนมาเป็นศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยซึ่งนำโดยนายธีรยุทธ บุญมี โดยมีกลุ่มอาจารย์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เข้าร่วมและให้การสนับสนุนอย่างเปิดเผยในการก่อตั้ง “กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” และได้ประกาศตัวด้วยการนัดสื่อมวลชนแถลงการณ์ เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๑๖ เพื่อแจ้งวัตถุประสงค์ในการดำเนินการ อันเป็นเหตุการณ์ที่ห่างจากกรณีนักศึกษารามฯประท้วงหลายเดือน

ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ว่าไม่ได้ร่วมสนับสนุนในการโค่นล้มทักษิณ การเปิดประตูให้นายสนธิ ลิ้มทองกุลได้เข้าไปตะแบงท๊าก..ษิณออกไป โดยมีบรรดาคณาจารย์เข้าร่วม ดังที่ผมได้บอกว่าล้วนเป็นกลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์กับบุคคลรับใช้ใกล้ชิดเบื้องยุคลบาท อันหมายถึง ดร.สุเมธ ตัณติเวชกุล ผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วก็เลยทำให้ผมต้องย้อนมองอดีตทำให้ผมพบว่า อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ นั้นมีชื่อว่า ศ.อาจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งองคมนตรีตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ และเป็นผู้มีบทบาทเป็นอย่างสูงในการอนุญาติให้ใช้สถานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลจอมพลถนอม แล้วหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ท่านก็ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีไปรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับองคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

เหตุการณ์ล่มสลายของระบอบเผด็จการทหารที่ไม่มีใครเคยคาดคิดว่าเป็นไปได้ ดังนั้นการโค่นล้มจึงไม่ได้มีการวางแผนมารองรับ จึงทำให้ประเทศชาติเกิดปัญหาความไม่เป็นระเบียบ ประชาธิปไตยเบ่งบานจนมีกลุ่มคนที่เพลินกับเสรีภาพ ที่เพิ่งได้มาใหม่กันอย่างที่เรียกว่าเกินขอบเขต ทหารตำรวจไม่กล้าแต่งเครื่องแบบออกปฏิบัติหน้าที่ บ้านเมืองขาดทั้งระเบียบและวินัย จึงกลายเป็นจุดอ่อนของกลุ่มอำนาจเก่าที่ผมเรียกว่า พรรคข้าราชการหรือ อมาตยาธิปไตย สามารถวางแผนทวงคืนอำนาจได้ ภายใต้นโยบายขวาพิฆาตซ้าย โดยใช้ยุทธการ“ฆ่ามดต้องใช้มดฆ่าหรือฆ่าปลวกก็ต้องปลวกฆ่า” พูดให้เข้าใจง่ายๆ นั่นก็คือ แผนปลุกให้มีการฆ่ากันเองในหมู่นิสิตนักศึกษา ดังนั้นการดึงนักศึกษาอาชีวะให้ออกมายืนอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับศูนย์นิสิตฯจึงเกิดขึ้น โดยมีการแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนให้เป็นฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย

พล.ต.สุดสาย หัสดิน รองผู้อำนวยการ กอ.รมน หรือที่รู้จักกันในนามเจ้าพ่อกระทิงแดงนั้นได้ใช้งบประมาณราชการลับในการสนับสนุนในการฝึกซ้อมการสู้รบตลอดจนการใช้อาวุธให้กับกลุ่มนักศึกษาอาชีวะ โดยมีการเสนอยศร้อยตรีทหารเข้าล่อหัวโจกที่เป็นแกนนำบางคน และถึงกับลงทุนให้ลูกชายสืบสาย หัสดิน ร่วมกับ เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ(ผู้พันตึ๋ง) สมศักดิ์ ขวัญมงคล เป็นหัวหน้ากลุ่มปฏิบัติการเลยทีเดียว

ในขณะที่การฝึกซ้อมเป็นไปอย่างจริงจัง พล.อ.สายหยุด เกิดผล เสนาธิการ กอ.รมน และ พล.อ.วัลลพ โรจนวิสุทธิ์ เจ้ากรมข่าวทหาร ก็ได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงก่อตั้งกลุ่มนวพลขึ้นมารองรับอย่างเร่งรีบ และนวพลคนสำคัญที่เป็นสมาชิกหมายเลข ๑ อันมีรหัสสมาชิก เลขที่ ๐๐๑ นั้นมีชื่อว่า พล.ท.สำราญ แพทย์กุล อดีตแม่ทัพภาคที่ ๓ ซึ่งก็ดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรีอยู่ในเวลานั้น และได้เป็นผู้ที่ออกมาเรียกร้องให้เห็นความสำคัญเกี่ยวกับความรักชาติว่า “ชาติจะอยู่รอดได้เพราะวัดกับวัง”

ด้วยความสำคัญแห่งวัดและวังนี่เอง จึงปรากฏมีพระนักเทศน์ชื่อดังนาม กิติวุฒิโฑ ร่วมเป็นสมาชิกนวพลในอันดับต้นๆ และทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์อย่างมีประสิทธิภาพให้อย่างไม่ได้ตั้งใจในกรณี “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” ที่ท่านเทศน์ในวันหนึ่งซึ่งทำให้เกิดความสะท้านสะเทือน ไม่เพียงแต่ในวงการสงฆ์ด้วยกันเท่านั้น แม้ต่างชาติต่างศาสนาที่ไม่ได้เป็นคนไทยหากได้ยินก็ยังต้องขนลุกขนพอง ท่านผู้อ่านโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ต้องอ่านชนิดคำต่อคำดังนี้ครับ

 

 

“ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ใครก็ตามที่คิดทำลายชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์นั้น ถือว่าเป็นมาร มิใช่มนุษย์ การฆ่ามารจึงไม่บาป หากแต่เป็นภาระหน้าที่ของคนไทยจะต้องทำ การฆ่า ถ้าเป็นการฆ่าเพื่อชาติ แม้จะได้บาปจากการฆ่า แต่ก็ได้บุญจากการป้องกันชาติให้พ้นจากศัตรู ถ้าจะเปรียบให้เข้าใจง่ายขึ้นนั้น การฆ่าคอมมิวนิสต์ก็เหมือนการฆ่าปลาตักบาตรถวายพระนั่นเอง”

กลุ่มนวพลตั้งขึ้นเมื่อนเดือนตุลาคม ๒๕๑๗ และได้มีการอธิบายจากกลุ่มผู้ก่อตั้งว่าต้องการให้มีความหมายว่าเป็นกลุ่มพลังใหม่ โดยเลือกใช้คำนว (นะวะ) ซึ่งแปลว่า ๙ อันหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวราชการที่ ๙ ดังนั้นการสื่อความหมายจึงแปลได้ความว่า พลหรือพลังใหม่ในพระเจ้าอยู่หัวของพวกเรานั่นเอง ส่วนจุดประสงค์หลักในการต่อตั้งกลุ่มนวพลนั้นก็เพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยมีนโยบายให้เป็นกลุ่มข้าราชการในระดับท้องถิ่นเป็นแรงขับเคลื่อนดำเนินการ โดยมีเป้าหมายในการหาสมาชิกอยู่ที่กลุ่มนักธุรกิจอย่างเป็นด้านหลัก ดังนั้นจึงไม่อาจปฎิเสธได้ว่า มีการวางแผนล่วงหน้าที่จะยัดเยียดข้อหาคอมมิวนิสต์ให้แก่นิสิตนักศึกษาแบบเหมารวมจากรัฐด้วยความจงใจมาก่อน

จึงอย่าได้แปลกใจที่ผลพวงในการก่อตั้งกลุ่มนวพลนั้น สามารถฉุดบทบาทของลูกเสือชาวบ้านให้ขึ้นมาโดดเด่นและกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับกลุ่มนวพลจนแยกกันไม่ออก ลูกเสือชาวบ้านก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๑๔ โดยมีจุดประสงค์ในการส่งข่าวสารและแจ้งเบาะแสข้อมูลที่เกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ให้กับทางราชการ เพราะลูกเสือชาวบ้านในเวลานั้นมีการกระจายออกสู่คนทุกอาชีพ ทุกศาสนา และทุกชนชั้น รวมกันทั้งประเทศมีอยู่หลายล้านคน แต่ละคนจะถูกปลูกฝั่งให้ยึดมั่นอยู่กับชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ให้ยึดถือคอมมิวนิสต์เป็นศัตรูตัวร้ายในการทำลายชาติ ที่ต้องช่วยกันกวาดล้างให้สิ้นซาก ลูกเสือชาวบ้านดำเนินงานผ่านหน่วยงานระดับท้องถิ่นสังกัดกระทรวงมหาดไทย ประชาชนที่ได้เข้าร่วมการเข้าค่ายฝึกอบรมจะได้รับผ้าพันคอสีแดงเป็นสัญลักษณ์

ในปี ๒๕๑๙ ลูกเสือชาวบ้านมีความคึกคักเป็นอย่างยิ่งในกลุ่มบุคคลชั้นสูงและกลุ่มบุคคลผู้มีอันจะกินอันเนื่องจากมีการปลุกระดมในลักษณะกึ่งข่มขู่ให้เห็นถึงภัยคอมมิวนิสต์ว่าหากปล่อยให้เข้ายึดครองประเทศได้จะถึงคราวสูญทรัพย์สิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน และดูเหมือนจะไม่มีรุ่นไหนโด่งดังเกินรุ่นเจ้าจอมมารดาฯ ที่ตั้งค่ายฝึกอบรมที่สวนลุมพินี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชดำเนินไปพระราชทานธงลูกเสือชาวบ้านและผ้าพันคอ ดังนั้นเหตุการณ์เมื่อ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่มีการปลุกกระแสว่าศูนย์นิสิตฯเป็นคอมมิวนิสต์และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ ในกรณีนักศึกษาแสดงละคอนล้อการเมืองโดยหยิบยกกรณีพนักงานการไฟฟ้าสองคนถูกฆ่าแขวนคอ แต่ภาพได้ถูกแต่งเติมให้ดูเหมือนพระบรมโอรสาธิราชฯ และมีการตีพิมพ์ออกสู่สาธารณะ จากหนังสือพิมพ์ดาวสยามและบางกอกโพสท์ และได้ถูกนำไปตอกย้ำผ่านทางวิทยุยานเกราะ จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมกลุ่มลูกเสือชาวบ้านจึงไม่รีรอที่จะกระโจนเข้าร่วมกับกลุ่มกระทิงแดงและกลุ่มนวพลเข้ากวาดล้างด้วยวิธีรุนแรงอย่างกระหายด้วยความแค้น

ส่วนกรณีพฤษภาทมิฬนั้น เป็นเรื่องของการเรียกร้องที่นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง โดยมีคนหัวเกรียน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และกลุ่มคนหัวโล้นจากสันติอโศกเป็นแกนนำ ที่ผมเห็นเป็นเรื่องไร้สาระและเคยปฎิเสธที่จะไม่ขอวิจารณ์ แต่ถ้าจะไม่พูดถึงเสียเลยทีเดียวก็จะทำให้บทความชิ้นนี้ขาดความสมบูรณ์ ดังนั้นผมจึงขอกล่าวในส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับบทความเรื่องนี้เท่านั้น ซึ่งเรื่องก็มีจุดเริ่มต้นมาจากการช่วงชิงอำนาจนั่นแหละ โดยที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ร่วมมือกับนายทหารจปร.รุ่น ๕ ที่มี พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นแกนนำโค่นล้มอำนาจกลุ่มนายทหารจปร.รุ่น ๗ เนื่องจากไม่มั่นใจในการที่จะได้ทยานขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ดังนั้น พล.อ.ชวลิต จึงใช้กลยุทธแบ่งกันกินด้วยการประกาศชัดเจนว่าจะขออยู่ในตำแหน่งเพียงสองปี แล้วก็จะสละเก้าอี้ให้พล.อ.สุจินดาได้นั่งต่อ ทั้งนี้เพื่อสกัดกั้น พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ ที่มีกลุ่มนายทหารจปร.รุ่น ๗ ที่มี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นแกนนำให้การสนับสนุน และเมื่อเกิดรายการนัดแล้วใยไม่มา จึงทำให้นายทหารรุ่น ๗ มีอันต้องโดนปลดออกจากราชการหลายคน จึงกลายเป็นรอยแค้นที่รอวันชำระ ส่วน พล.อ.พิจิตร เองก็โดนไปหลายเด้งจนแทบหมดสภาพความเป็นคนด้วยเหตุใยไม่มา

พล.อ.ชวลิต ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. สมใจนึก และนาทีระทึกใจก็มาถึงเมื่อเวลาผ่านพ้นไปสองปี ถึงทีที่จะต้องส่งมอบเก้าอี้ตัวใหญ่ให้กับ พล.อ.สุจินดา ตามสัญญา พล.อ.เปรม ก็ออกมาให้สติว่า “ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกนั้นได้มาง่ายนักหรือ” นายพลคนซื่อที่ว่านอนสอนง่ายอย่างจิ๋วจึงมีความจำเป็นที่ต้องอยู่ต่อไปอีกหนึ่งปี ครั้นพอครบอีกปี พล.อ.ชวลิต ก็เลยดำน้ำอ้างว่าผู้ใหญ่ขอให้อยู่เพื่อรับใช้ชาติต่ออีกหนึ่งปีหลังจากย่องเข้าพบเปรม ก็อย่างที่ผมเคยเรียนกับท่านผู้อ่านไปแล้วว่าฝีมือแยกแล้วปกครองไม่มีผู้ใดในแผ่นดินที่มีความเหนือชั้นไปกว่าคนที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบุรุษของผมคนนี้ ดังนั้นปรากฎการข้างบนฉุดข้างล่างดันจึงตามมา สุดท้าย พล.อ.ชวลิต ก็ไม่อาจยื้ออยู่บนตำแหน่งได้อีกต่อไป จำต้องไปรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ จงใจเอาเข้าล่อเพื่อให้ออกจากถ้ำ และก็เป็นตำแหน่งที่ พล.อ.ชวลิต มีอันจะต้องบอบช้ำที่สุด อันเกิดจากฝีมือคุณชายสุขุมพันธ์ประสานกับ เหลิมดาวเทียม ในกรณีตู้ทองเคลื่อนที่ของหญิงหลุยส์ พร้อมกับไล่ให้ พล.อ.ชวลิต ไปปัดกวาดบ้านตัวเองก่อน

การรุมยำ พล.อ.ชวลิต ได้รับการปกป้องจากฝ่ายทหารแบบชนิดตาต่อตา ทั้ง พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ด้วยการประกาศกร้าวว่า พล.อ.ชวลิตเป็นสัญลักษณ์ของกองทัพ การที่ฝ่ายการเมืองย่ำยี พล.อ.ชวลิต ก็เหมือนย่ำยีกองทัพ การกระทบกระทั่งทางการเมืองบานปลายจนกลายเป็นเงื่อนไขแห่งการปฎิวัติ และในที่สุดก็มีการยึดอำนาจโดยรสช.

ช่วงนี้เป็นช่วงแห่งความระแวงอันมีเป้าหมายอยู่ที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่ง พล.อ.ชวลิต หมายมั่นที่จะไขว่คว้ามาให้จงได้ แต่พลันที่เฒ่าสารพัดพิษอย่าง หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ แห่งซอยสวนพลูออกมาให้ความเห็นว่าโหงวเฮ้ง พล.อ.สุจินดา ดูดีมีราศีกว่า พล.อ.ชวลิต ส่งผลให้ความระแวงที่มีอยู่ก่อนแล้วกลายเป็นความกดดันที่ต้องออกมาตีลูกกันว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง และเมื่อ พล.อ.สุจินดา ตระบัดสัตย์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขบวนการต่อต้านจึงเกิดขึ้น ดังที่ผมเคยบอกว่าเป็นการต่อสู้ที่ไร้สาระ เพราะจริงๆแล้วเป็นการช่วงชิงอำนาจของสองผู้ยิ่งใหญ่แห่ง จปร.รุ่น ๑ และรุ่น ๕ โดยมีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเดิมพันส่วน จปร.รุ่น ๗ ก็สบโอกาสที่จะล้างแค้นหลังจากที่ได้รอคอยมานานแต่มีประชาชนไปตายแทน และผู้ที่ได้ไปเต็มๆ ก็หนีไม่พ้น รัฐบุรุษเปรม จอมสร้างภาพนั่นเอง

ที่ผมบอกว่าจอมสร้างภาพนั้น ซึ่งความจริงแล้วผมน่าที่จะใช้คำว่าจอมอำมหิตมากกว่า ทั้งนี้ผมไม่ได้ใส่ร้ายอันเกิดจากความเกลียดชังโดยปราศจากเหตุผล เพราะในเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานในขณะนั้นถ้าหาก พล.อ.เปรม มีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาแล้ว เหตุใดจึงปล่อยให้เรื่องมันบานปลายจนเป็นเหตุให้เกิดการตายหมู่แล้วจึงลงมาหย่าศึก นั่นไม่เป็นเพราะต้องการอวดศักดานุภาพในความเป็นคนที่มากด้วยบารมีดอกหรือ และเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็มีที่มาจากแผนแยกแล้วปกครองในระบอบเปรมาธิปไตยอย่างไม่อาจปฎิเสธได้

ส่วนกรณีท๊ากษิณออกไป ผมคงไม่ต้องนำเสนอในที่นี้ ให้ท่านผู้ที่ต้องการทราบรายละเอียดไปติดตามอ่านจากบาทความเรื่อง ความแค้นของคนชื่อเปรม เปรมาธิปไตย และพระมหาอุปราชเปรม

 บทสรุป

ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่าเหตุการณ์ต่อสู้ที่ผ่านมาและที่กำลังเป็นอยู่ในเวลานี้ ล้วนมีสาเหตุมาจากคนได้ชื่อว่ารับใช้ใกล้ชิดฯ จะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจผมไม่อาจทราบได้ แต่จากประเด็นที่ผมได้เขียนและชี้ให้เห็นนั้น ไม่อาจปฏิเสธหรือกล่าวหาว่าข้อมูลที่ผมนำเสนอเป็นเรื่องโคมลอย และในฐานะที่ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของปวงชนชาวไทย ผมจึงได้มีการเรียกร้องให้ช่วยกันตรวจสอบพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ และที่ทำให้ผมหมดความอดทนจนต้องมานั่งเขียนร่ายยาวอยู่ขณะนี้ นั่นก็คือการทำปฏิวัติหรือรัฐประหารนั้นทุกคนย่อมทราบดีอยู่แก่ใจแล้วว่าเป็นความผิดฐานกบฏซึ่งกฏหมายเขียนไว้ชัดเจนว่ามีโทษถึงประหารชีวิต แล้วเหตุใดผู้ก่อการรัฐประหารที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้า จึงบังอาจใช้ชื่อว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมาหกษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

การใช้กำลังเข้ายึดอำนาจนั้น บนความเป็นจริงแล้วจะใช้คำว่าในระบอบประชาธิปไตยนั้น ผมก็ยอมรับไม่ได้อยู่แล้ว ยังมีการต่อคำพ่วงท้ายว่า “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ด้วยความจงใจที่จะให้เข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ทรงยินยอมพร้อมพระทัยกระนั้นหรือ เพราะแม้แต่มีการถวายฏีกาขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯของเรายังมีกระแสพระราชดำรัสว่า “ไม่เป็นประชาธิปไตย มันมั่ว”

เมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงขอประกาศผ่านบทความของผมนี้ บอกกันตรงๆโดยไม่อ้อมค้อมถึงกลุ่มทหารนอกลู่ที่อยู่ภายใต้การปกครองในระบอบเปรมาธิปไตยที่ทำการยึดอำนาจแล้ว ยังหน้าด้านทวงบุญคุณกับคนไทยทั้งประเทศว่า “เสี่ยงทำเพื่อชาติด้วยความเสียสละ” ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องให้มันเกิด เพราะพวกเราพร้อมแล้ว

อาคม ซิดนี่ย์

ตอนที่ ๖ เปรมาธิปไตย ตอน ลัทธิมอมเมาสังคม

โดย อาคม ซิดนี่ย์

๑๖ มกราคม ๒๕๕๐

 

ก่อนที่ผมจะนำเสนอบทความชิ้นนี้ ผมคงต้องขออนุญาตเชิญชวนท่านผู้อ่านมาทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับกระแสพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้พสกนิกรในเรื่องเกี่ยวกับความพอเพียง เพื่อให้เข้าใจไปในทิศทางที่ถูกต้องเสียก่อนแล้วเราค่อยมาชี้ประเด็นเกี่ยวกับ "ลัทธิมอมเมาสังคม" ของระบบเปรมาธิปไตยที่ขัดต่อกระแสพระราชดำรัส ให้เห็นภาพชัดเจนเป็นอันดับต่อไป ผมจำได้ว่ากระแสพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้พสกนิกร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐ ในเรื่องความพอเพียงนั้น มีความสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจในปีนั้น ที่ทำให้พระองค์ทรงห่วงใยต่อความทุกข์ยากของประชาชนที่ประสพอยู่ในเวลานั้น ซึ่งท่านผู้อ่านคงจำได้ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินที่ถูกปิดถึงกว่าห้าสิบแห่ง และบริษัทห้างร้านตลอดจนโรงงานต่างๆ ได้ทยอยกันปิดตัวเองเป็นจำนวนมาก ซึ่งพันกันเป็นลูกโซ่กับเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจ ส่วนธุรกิจที่พออยู่รอดกับวิกฤติการณ์ในครั้งนั้น ก็ต้องพยายามกันอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช ที่จะประคับประคองให้รอดพ้นจากวิกฤติ มาตรการหนึ่งที่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในเวลานั้นก็คือ การปลดและลดคนงาน จึงส่งผลให้มีคนตกงานมากมายมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ข่าวการฆ่าตัวตายมีให้ได้เห็นไม่เว้นในแต่ละวัน วิกฤติการณ์ครั้งนั้นไม่เพียงมีผลกระทบต่อธุรกิจภาคเอกชนเท่านั้น หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล ก็มีความเดือดร้อนไม่แพ้กัน

ผมจำได้ว่าสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาท ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ชมรมแม่บ้านร่วมกับมูลนิธิจัดทำอาหารเลี้ยงประชาชนเพื่อบรรเทาทุกข์ ยังความทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ จนเป็นที่กล่าวขานกันในหมู่ประชาชนว่า "อาหารพระราชทานจากครัวหลวง" เมื่อไรก็ตามที่ประชาชนในแผ่นดินมีความทุกข์ยาก ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ฝนแล้งหรือน้ำท่วม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีฯ ของเรา ก็จะทรงเป็นทุกข์ด้วยในทุกครั้ง แล้วพระองค์ท่านก็จะทรงหาหนทางมาช่วยบรรเทาทุกข์ให้เสมอมา ดังนั้นกระแสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปีนั้น จึงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ประชาชนคนไทยได้ตระหนักถึงการใช้จ่ายไม่ให้ฟุ่มเฟือย และรู้จักบริหารจัดการในเรื่องการจับจ่ายใช้สอยให้มีความสอดคล้องเพียงพอกับรายได้ที่มี กระแสพระราชดำรัสความพอเพียง ได้มีการกล่าวถึงกันอย่างกว้างขวางไม่แพ้ "รู้รักสามัคคี" และได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายในหมู่นักวิชาการ แล้วกลายมาเป็นคำยอดนิยมที่รู้จักของคนทั่วไปว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" แต่บนความเป็นจริงแล้วคำจำกัดความของคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ไม่อาจสรุปได้เป็นที่ชัดเจน

วันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ ในปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้มีพระมหากรุณาธิคุณอธิบายเพิ่มเติมว่า "พอเพียง หมายถึง พอมีพอกิน" "พอมีพอกิน ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมี พอมีพอกิน ก็ใช้ได้ ยิ่งให้ทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี" "ประเทศไทยสมัยก่อนนี้ พอมีพอกิน มาสมัยนี้อิสระ ไม่มีพอมีพอกิน จึงจะต้องเป็นนโยบายที่จะทำให้เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อที่จะให้ทุกคนพอเพียงได้ พอเพียงนี้ก็หมายความว่ามีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ" (ข้อมูลจากวารสารมูลนิธิชัย พัฒนา “เศรษฐกิจพอเพียง”)

แต่แล้วประชาชนก็มีอันจะต้องไขว่เขวและสันสน เมื่อมีกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่านักวิชาการที่อยู่ภายใต้ระบอบเปรมาธิปไตยออกมาเคลื่อนไหวชูหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นนโยบายแห่งรัฐ เพื่อต่อต้านนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจให้ทันสมัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยผ่านไปยัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ออกมาเปิดประเด็น "ลูกแกะหลงทาง" และกลายมาเป็นเงื่อนไขพิฆาต พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยการกล่าวหาว่า ไม่ตอบสนองกระแสพระราชดำรัส การโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ในกรณีประกอบพิธีทำบุญประเทศในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ด้วยข้อกล่าวหาร้ายแรงถึงขนาดตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร แม้ในเวลาต่อมาได้ รับการชี้แจงและได้รับการยืนยันในความถูกต้องจากกองงานพระราชพิธี แต่ทุกวันนี้ดูเหมือนนายสนธิยังไม่ยอมเลิกรา ในแต่ละเรื่องที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นำมาเป็นประเด็นกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ล้วนเป็นข้อกล่าวหาที่ฉกาจฉกรรจ์และอ่อนไหวในความรู้สึกของสังคมคนไทยทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชสองพระองค์นั้น โดยความเป็นจริงแล้วเป็นเหตุสืบเนื่องจาก สมเด็จพระญาญสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาปริณายก ทรงพระประชวร จึงได้มีการแต่งตั้งคณะผู้ปฎิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชขึ้นมา โดยมีสมเด็จพระพุทฒาจารย์วัดสระเกศเป็นประธาน ก็เท่านั้นเอง ไม่ใช่การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชสองพระองค์อย่างที่นายสนธิจงใจที่จะกล่าวหา

ท่านผู้อ่านคงจำได้นะครับว่า กรณีแต่งตั้งสมเด็จพระพุทฒาจารย์เป็นประธานคณะปฎิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชนั้น ได้ถูกหลวงตามหาบัวต่อต้านและคัดค้านถึงกับให้นายทองก้อนศิษย์เอกทำหนังสือถวายฎีกาให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปลดออกจากตำแหน่งเลยทีเดียว จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมนายสนธิจึงต้องเอาเป็นเอาตายกับเรื่องนี้ นั่นก็เป็นเพราะว่านายสนธิ ต้องการอาศัยบารมีหลวงตามหาบัวขึ้นมาต่อกรกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยเอาวัดป่าบ้านตาดเป็นเวทีสู้รบ เพื่อขยายผลเรียกร้องความเห็นใจ ว่ากำลังถูกอำนาจรัฐคุกคามเอาชีวิตให้เห็นเป็นเรื่องสมจริงยิ่งขึ้น

 การโจมตีรัฐบาลด้วยข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินความจริงจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เด็ดขาด ถ้าไม่ได้รับไฟเขียวจากบุคคลที่มากด้วยบารมี จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมกลุ่มนักวิชาการจึงออกมาช่วยประสานเสียงได้อย่างพอดิบพอดีหากไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า ดังนั้นข้อกล่าวหาจึงมีเพิ่มมากขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน การหลีกเลี่ยงเสียภาษี ตลอดจนโครงการต่างๆ ในรัฐบาลทักษิณมีการกล่าวหากันว่าทุจริต จนเป็นที่มาของคำว่าโครตรานุวัตรหรือโกงทั้งโคตร และถูกนายสนธิ แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวบรวมมาโจมตีจนกระทั่งทุกวันนี้ รวมหลายสิบข้อหาแบบครบวงจรว่าเป็นคนขายชาติ ทำลายศาสนา ล้มล้างพระมหากษัตริย์ การที่ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน รับลูกเอาข้อมูลเก่าที่นายสนธิโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ มาเล่น ต่อด้วยการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า “พวกเราทุกคนที่รับราชการหรือทำธุรกิจใดก็ตาม แม้คนขายก๋วยเตี๋ยวชามละสามสิบบาทยังต้องเสียภาษีให้รัฐ ผมเป็นข้าราชการรับเงินเดือน ๑๒ เดือนต้องเสียภาษีให้รัฐประมาณหนึ่งเดือน แต่คนขายหุ้น ๗๕,๐๐๐ ล้าน จะต้องควรเสียภาษีหรือไม่ ผมถือว่าเป็นเหมือนกับการเลี่ยงภาษีอย่างชัดเจน ซึ่งผู้นำสูงสุดทางการเมืองของประเทศไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้แล้วยังมีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ข้อกล่าวหาอีก ๘๐ เรื่องที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไม่ได้ชี้แจงข้อกล่าวหารวมทั้งการประกอบพิธีทำบุญประเทศในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม นอกจากนี้ระบบการตรวจสอบทางการเมืองโดยสภาผู้แทนก็ไม่สามารถดำเนินการได้ องค์กรอิสระทั้งหลายก็ตกอยู่ใต้อิทธิพลของรัฐบาล" (มติชนสุดสัปดาห์ฉบับที่ ๑๓๗๕ หน้า๒๙)

ข้อมูลเก่าที่ไม่สามารถเอาผิดได้ในแง่มุมของกฎหมายแต่ถูกนำมาตอกย้ำซ้ำซากเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง เป็นการส่อเจตนาให้เห็นอย่างชัดเจนว่า "เมื่อกฎหมายเอาผิดไม่ได้ ก็ต้องยัดเยียดความผิดในด้านจริยธรรมเพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจำเลยต่อสังคมให้จงได้" เพียงเพื่อทำลายให้พ้นเส้นทางการเมือง กรณีมีพระบัญชาปลดสมเด็จพระพุทฒาจารย์วัดสระเกศมาเป็นสมเด็จพระมหาธีรจารย์วัดชนะสงคราม เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๙ แล้วได้ถูกปฎิเสธจาก พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ และ คุณหญิงทิพวดี เมษสวรรค์ พร้อมกับให้ความเห็นว่าเป็นพระบัญชาปลอม แต่ก็ได้รับการสวนหมัดทันควันจาก พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ที่ออกมายืนยันว่าเป็นพระบัญชาที่ถูกต้องของจริง สร้างความสับสนให้กับผู้คนทั่วทั้งประเทศแต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลที่จะดำเนินการให้เป็นที่กระจ่างก็เป็นอีกประเด็นที่ชี้ให้เห็นว่ากฎหมายไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญในการบริหารบ้านเมืองในปัจจุบัน เพราะถูกปกครองด้วยระบอบเปรมาธิปไตยที่ใช้หลักจริยธรรมแทนกฎหมายบ้านเมือง

 การไม่บังคับใช้กฎหมายด้วยการยึดหลักคุณธรรมและจริยธรรมที่ไม่มีมาตรฐานกำหนดผิดถูกที่แน่ชัดตามระบอบเปรมาธิปไตย ย่อมเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายที่เป็นพลพรรคของตัวเองได้เป็นอย่างดี อย่างเช่น กรณีความที่ฟ้องร้องนายสนธิในความผิดเรื่องหมิ่นเบื้องสูง ที่ได้รับการถอนฟ้องด้วยข้ออ้างเพื่อความสมานฉันท์ ในขณะเดียวกันกลับมีการขุดคุ้ยความผิดในข้อหาเดียวกันนี้เพื่อดำเนินคดีในทางอาญากับ พ.ต.ท.ทักษิณ และที่ร้ายไปกว่านั้น ในเวลานี้ได้มีการคุกคามและข่มขู่สื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์หรือทีวี ไม่ให้เสนอภาพและข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ และอดีตนักการเมือง แต่ในเวลาเดียวกัน รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของนายสนธิกลับมีข้อยกเว้นและมีเสรีภาพในการเสนอข่าวชนิดเกินขอบเขตอย่างเห็นได้ชัด นายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เพียงแต่ได้รับการยกเว้นในการเสนอข่าวเท่านั้น แม้การวิพากณ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศที่เต็มไปด้วยถ้อยคำที่ก้าวร้าวรุนแรงและหยาบคายก็ได้รับการยกเว้น ก็เลยทำให้ภาพความเป็นอภิสิทธิชนของนายสนธิดูเด่นเป็นสง่าไม่ต่างจากภาพของรัฐบุรุษ ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้นายสนธิสามารถจาบจ้วงหรือโจมตีใครก็ตามที่ตัวเองไม่ชอบโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่เว้นแม้รัฐมนตรีร่วมรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ อย่าง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายนิตย์ พิบูลย์สงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายวิจิตร ศรีสะอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรววงศึกษาธิการ และใช่เพียงเท่านี้ฝ่ายความมั่นคงในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติที่ร่วมทำการรัฐประหารอย่าง พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ที่ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม และเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคง ตลอดจน พล.ต.อ.โกวิทย์ วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและรองคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ต่างล้วนถูกก่นด่าขับไล่แบบสาดเสียเทเสียมาแล้วทั้งสิ้น นั่นก็ไม่ใช่เพราะผู้มีบารมีอยู่เบื้องหลังดอกหรือ นายสนธิถึงได้มีอิทธิพลพอที่จะทำสิ่งดังกล่าวอีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากฎหมาย ไม่มีผลบังคับใช้แล้วสำหรับบางคนในประเทศไทย

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นอกจากอาศัยความเป็นนักสร้างภาพมอมเมาสังคมในสิ่งที่ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้ดังเช่นเรื่องจริยธรรมและคุณธรรมดังกล่าวแล้ว ยังมีความพยายามที่จะกระพือโหมให้สังคมเชื่อถือและกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็นโดยไม่คำนึงถึงเหตุผลและหลักความเป็นจริง นั่นก็คือ ประเทศชาติเป็นของศักดิสิทธิ์ ทั้งนี้เพื่อประกอบเหตุผลในการสาปแช่งบุคคลที่ตัวเองไม่ชอบว่าเป็นผู้ทรยศต่อแผ่นดินจนมีอันต้องเป็นไปอย่างกรณีที่เกิดขึ้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในเวลานี้

 นอกจากนี้แล้วสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพสักการะ อันเกิดจากพระราชกรณียกิจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำเนินมาอย่างยาวนาน เพื่อความผาสุขของปวงชนชาวไทย จนเป็นที่ประจักษ์และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณปรากฎไปสู่ทั่วทุกมุมโลก แทนที่จะถ่ายทอดให้ลูกหลานได้เห็นซึ้งถึงพระเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ กลับถูกจำกัดความให้เป็นสิ่งศักดิสิทธิ์ที่ห้ามละเมิดห้ามวิจารณ์ จึงทำให้กลายเป็นความเกรงกลัวเมื่อนึกถึงองค์พระประมุข ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาต่ออาณาประชาราษฎร์ เพื่อเป็นการยืนยันว่าบทความทั้งหมดที่นำเสนอมานี้ ไม่ได้เขียนขึ้นด้วยความมีอคติ หรือมีความเกลียดชังเปรมเป็นการส่วนตัว แต่หากเขียนขึ้นด้วยความรู้สึกที่อยากเห็นความถูกต้องและเป็นธรรมในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ดังนั้นผมจึงขออัญเชิญกระแสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ มาให้ท่านผู้อ่านได้ร่วมกันพิจารณาในความบางตอนดังต่อไปนี้

"ในระบอบรัฐธรรมนูญที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระเจ้าอยู่หัวผิดไม่ได้ เขาพูดอย่างนั้น The King can do no wrong เหมือนท่านองคมนตรีชอบพูดว่าต้องอ้างภาษาอังกฤษ แต่เวลา The King บอกว่า The King can do no wrong ก็เป็นสิ่งที่ wrong แล้วผิดแล้ว ไม่ควรพูดอย่างนั้น ความจริงเวลาอ่านตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญภาษาอังกฤษมีตำราอ้างอยู่เสมอ แล้วคนที่เรียนภาษาอังกฤษเรียนกฎหมายอังกฤษก็ต้องอ้างเสมอเรื่อง The king can do no wrong และนักกฎหมายแถวนี้ก็พยักหน้าว่าใช่ ความจริง The King can do no wrong เป็นการดูถูก The King อย่างมากเพราะว่า The King ทำไมจะ do no wrong ไม่ได้ แสดงให้เห็นว่า เขาถือว่า The King ไม่ใช่คน จริงๆ อยากให้วิจารณ์เพราะว่าเราทำอะไรก็ต้องรู้ว่าเค้าเห็นดีหรือไม่ดี ถ้าไม่พูด ก็หาว่า ทำดีแล้ว แต่แท้จริงที่พูดที่ออกข่าวให้สัมภาษณ์บอกว่าอย่าไปวิจารณ์ The King ต้องบอกว่าอย่าไปวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว เพราะว่าไม่ควร ในรัฐธรรมนูญก็มีอยู่ว่าละเมิดไม่ได้ นักกฎหมายก็พยักหน้าอีกแล้วว่าถูกต้องว่าไม่ควรจะวิจารณ์ วิจารณ์ไม่ได้ ละเมิด ไม่ได้ แต่ว่าถ้าพูดว่าพระเจ้าอยู่หัวทำถูก ไม่ใช่ละเมิด เป็นการพูดภาษาอังกฤษ approve approve พระเจ้าอยู่หัวเห็นชอบด้วย แต่ไม่มีใครมาเห็นว่า พระเจ้าอยู่หัวพูดดีพูดถูก แต่ว่าความจริงก็ต้องวิจารณ์บ้างเหมือนกัน และก็ไม่กลัวว่าถ้าใครจะมาวิจารณ์ว่า ทำไมไม่ดีตรงนั้น ตรงนั้น จะได้รู้ เพราะว่าถ้าบอกว่า พระเจ้าอยู่หัวไปวิจารณ์ท่านไม่ได้ ก็หมายความว่า พระเจ้าอยู่หัวไม่ใช่คน ไม่วิจารณ์"

การบิดเบือนกระแสพระราชดำรัสของกลุ่มคนที่อยู่ภายใต้อิทธิพลในระบอบเปรมาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นกระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับความพอเพียงก็ดี หรือการมอมเมาให้ สังคมหลงและงมงายเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น ทำให้เกิดความเกรงกลัวอย่างไม่มีเหตุผลนี่เอง จึงปรากฎมีผู้คนเริ่มมานั่งรอกราบไหว้พล.อ.เปรม อยู่ข้างทางเหมือนรอรับเสด็จด้วยความเข้าใจผิด

 

 

ตอนที่ ๗ เปรมข้อต่อธุรกิจ-การเมือง-เบื้องสูง

โดยอาคม ซิดนี่ย์

๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในเวลานี้ ผมมีความเชื่ออยู่ลึกๆ ว่ามันเกิดขึ้นจากสาเหตุเพียงสองประการคือ ช่วงชิงทวงคืนอำนาจและรักษาผลประโยชน์ จากบทความที่ผมได้นำเสนอไปแล้วทั้ง ๖ ตอน ท่านผู้อ่านคงจะได้เห็นภาพแห่งการช่วงชิงทวงคืนอำนาจของบุรุษที่มีนามว่าเปรมชัดเจนพอสมควร แต่ถ้าพูดถึงผลประโยชน์ท่านผู้อ่านอาจมีคำถามทันทีว่า เปรมมีผลประโยชน์อะไรในเมื่อไม่ได้เป็นพ่อค้าหรือนักธุรกิจ

ก็คงต้องบอกว่าดังที่ผมได้เคยเขียนอธิบายไว้แล้วในบทความเรื่อง “พระมหาอุปราชเปรม” ว่า เพราะความที่เป็นคนมากด้วยบารมีจึงทำให้สามารถชี้เป็นชี้ตายใด้ในเกือบทุกเรื่อง ด้วยสาเหตุนี้เองจึงทำให้มีผู้คนเข้าหาเพื่ออาศัยบารมีเกือบจะทุกวงการ เปรมก็เลยเป็นขวัญใจของคนเกือบทุกสาขาอาชีพ แล้วกลายมาเป็นศูนย์กลางหรือตัวแทนของกลุ่มทุนเก่าที่ผูกขาดความมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลมาโดยตลอดทุกยุคสมัย

สายสัมพันธ์ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์กับตระกูลโสภณพานิชมีจุดเริ่มต้นจากความใจถึงของนายชาตรี โสภณพนิช ที่กล้าดันนายห้างชิน พ่อบังเกิดเกล้าของตัวเองให้หลุดพ้นวงจรทุกตำแหน่งในธนาคารกรุงเทพ พร้อมกับปลดนายบุญชู โรจนเสถียร กรรมการผู้จัดการใหญ่ แล้วดันนายอำนวย วีรวรรณ ขึ้นนั่งเก้าอี้เบอร์หนึ่งแทนนายบุญชู ปฎิบัติการของนายชาตรีครั้งนี้ ถูกเรียกขานว่าเป็นการปฎิวัติภายใน ที่รู้จักกันทั่วไปในสมัยนั้นว่า “รีเอ็นจิน” ทั้งนี้เพื่อเป็นการเคลียร์ปัญหากินใจกับเปรม

ภายหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ การเมืองไทยก็ไม่มีความเป็นเอกภาพเพราะขาดผู้นำ มีการช่วงชิงอำนาจในหมู่นักการเมือง รัฐบาลทุกรัฐบาลมีอายุสั้นอันมีสาเหตุมาจากการแก่งแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล นักธุรกิจและนายธนาคารไม่สามารถกำหนดทิศทางเศรษฐกิจได้ จึงเป็นธรรมดาที่นักธุรกิจใหญ่และนายธนาคารต้องออกโรงเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง และกลุ่มที่โดดเด่นที่สุดในเวลานั้นคงไม่มีใครเกินธนาคารกรุงเทพที่ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกรุงเทพ เข้าไปมีบทบาทในวงการเมืองชนิดคลุกวงใน ไม่ว่าจะเป็นนายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ หรือนายบุญชู โรจนเสถียร และนายอำนวย วีรวรรณ และพรรคที่ได้รับอานิสงส์จากนายธนาคารที่คิดเล่นการเมืองก็คือ “กิจสังคม” ที่มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค

พรรคกิจสังคมดูเด่นเป็นสง่า โตแบบก้าวกระโดดด้วยเงินอัดฉีดจากกลุ่มนายธนาคารกรุงเทพจึงทำให้พรรคคู่แข่งหมดราคา แม้พรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ก็ดูด้อยไปทันตา เปรมเข้ามาสู่วงการเมืองก็ช่วงนี้แหละ และอยู่ในความอุปการะของพรรคกิจสังคมโดยมี หม่อมคึกฤทธิ์ ฉายาเฒ่าสารพัดพิษเป็นผู้ดูแลอุ้มชู และเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๒๓ มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี จึงมีกลุ่มนายธนาคารที่มีชื่อนายบุญชู โรจนเสถียร เป็นรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลงานด้านเศรษฐกิจ นายอำนวย วีรวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายตามใจ ขำภโต (กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย เข้ามาด้วยแรงผลักดันของนายบุญชู) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพาณิชย์

 คณะรัฐมนตรีชุด ที่ ๔๓ ชุดนี้ที่มีเปรมเป็นนายกรัฐมนตรีและกลุ่มนายธนาคารดูแลงานด้านเศรษฐกิจมีผลงานประทับใจที่ทำให้ประชาชนคนไทยต้องจดจำไปจนตาย เนื่องเพราะต้องเข้าแถวรอคิวซื้อข้าวสารและน้ำตาลตามที่รัฐกำหนดให้ซื้อ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๒๔ ชื่อนายตามใจจึงหลุดหายไป และการปรับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีอีกระลอกเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ ชื่อนายบุญชูจึงหลุดพ้นไปพร้อมกับนายอำนวย ที่เป็นเช่นนี้ก็สืบเนื่องจากนายบุญชู โรจนเสถียร กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงเทพ ได้ร่วมมือกับนายตามใจ ขำภโต กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทยระดมเงิน กักตุนสินค้าทั้งสองไว้เก็งกำไรนั่นเอง และด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่นายชาตรีต้องตัดสินใจปฎิวัติภายในเพื่อเคลียร์ปัญหา กับเปรมดังได้กล่าวไว้ข้างต้น

เมื่อปัญหากินใจได้รับการแก้ไข ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเปรมก็ยังได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกรุงเทพอย่างมั่นคง จะเห็นได้ว่าภายหลังการประกาศลดค่าเงินบาท นายห้างชินก็ยังได้มาออกรายการทีวีรับประกันความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ อันเป็นการค้ำยันเสถียรภาพรัฐบาลเปรมให้หลุดพ้นการโจมตีจากพล.อ.