คำว่า ระบอบทักษิณ ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยนักวิชาการรัฐศาสตร์-คอลัมนิสต์ที่เป็นพวกขวาจัด อิงแอบอยู่กับสถาบันจารีตประเพณีมาต่อต้านประชาธิปไตย ปฏิเสธทุนนิยม และต่อต้านโลกาภิวัฒน์ วาทกรรม ระบอบทักษิณ เป็นการจงใจผสมปนเปทางความคิดด้วยการจับเอาระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ 2540 ตลอดจนสถาบันการเมืองประชาธิปไตยทั้งหมด มาผูกติดกับตัวบุคคลนักการเมือง แล้วตั้งฉายาแบบเหมารวมว่า ระบอบทักษิณ ชูขึ้นเป็นเป้าโจมตี บิดเบือน ใส่ร้าย โดยมิเพียงทำลายตัวบุคคล แต่มุ่งโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยและฉีกรัฐธรรมนูญทั้งหมด แล้วโยนบาปไปให้นักการเมือง ปกปิดความจริงที่ว่า พวกจารีตนิยมนั่นแหละที่เป็นปัจจัยขัดขวางประชาธิปไตยมาทุกยุคสมัย
อัปลักษณ์ทางตรรกะมาถึงจุดสูงสุดในปัจจุบัน เมื่อเราได้เห็นบทความ คอลัมน์หนังสือพิมพ์ และการเสวนาอภิปรายของคอลัมนิสต์ นักวิชาการ และราษฎรอาวุโส ที่ทำตัวเป็นทนายแก้ต่างให้กับเผด็จการ พากันสาธยายว่า บัดนี้ ได้เกิดปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดขึ้นในการเมืองไทยแล้วคือ ระบอบรัฐประหารของคณะทหารที่มีปืนอยู่ในมือและปกครองด้วยประกาศ คำสั่งและกฎอัยการศึกในขณะนี้ กลับ สุภาพอ่อนโยน ไม่เป็นเผด็จการ คุมระบบราชการไม่ได้ และไม่สามารถใช้อำนาจรุนแรงเด็ดขาดได้เท่ากับ ระบอบทักษิณ ที่เป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จได้ทั้งๆ ที่มีรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระต่างๆ มากมาย นี่แหละคือข้อพิสูจน์ว่า กลุ่มทุนการเมืองนั้นแยบยลและเลวร้ายเพียงใดเพราะ สามารถเป็นเผด็จการได้ด้วยการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ฉะนั้น ระบอบรัฐประหาร 19 กันยายนจึง ไม่เป็นเผด็จการ หากแต่เป็น ประชาธิปไตยปฏิรูป หรืออย่างมากก็เป็นแค่ เผด็จการครึ่งใบ
คนที่อ้างว่า รัฐประหารเลวน้อยกว่าระบอบทักษิณ ก็เพื่อผัดหน้าทาแป้ง ปกปิดใบหน้าปีศาจของระบอบเผด็จการทหาร คนพวกนี้มีทัศนะ แนวคิด และมาตรฐานประชาธิปไตยที่บิดเบือนกลับตาลปัตรอย่างแท้จริง เพราะภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลไทยรักไทยเป็นเวลา 5 ปี แม้จะไม่ใช่ช่วงเวลาที่เป็นประชาธิปไตยในมาตรฐานสูงเท่าประเทศที่เจริญแล้ว แต่ก็พอจะถือได้ว่า เป็นประชาธิปไตยค่อนข้างมาก สำหรับการเมืองไทยตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา อันเนื่องมาจากคุณลักษณะที่ก้าวหน้าของรัฐธรรมนูญ 2540 จริงอยู่ว่า ผู้นำรัฐบาลและนักการเมืองฝ่ายบริหารมีอำนาจมาก คุมรัฐสภาผ่านการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากที่เหนียวแน่น มีอิทธิพลสูงต่อองค์กรอิสระผ่านวุฒิสภา ทั้งดำเนินมาตรการบางอย่างที่หมิ่นเหม่ต่อประชาธิปไตย (เช่น สงครามปราบยาเสพติด) แต่สถาบันการเมืองประชาธิปไตยส่วนใหญ่ก็ยังคงทำงานต่อไปได้ และยังสามารถทำการตรวจสอบถ่วงดุลได้ระดับหนึ่ง รวมทั้งยังมีพรรคฝ่ายค้าน สื่อมวลชนอิสระ ตลอดจนสถาบันตุลาการที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจของรัฐบาล
ในด้านตรงข้าม คือกลุ่มทุนใหม่ที่มีรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเป็นตัวแทน ได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นกลางในเมืองบางส่วน และที่สำคัญคือ ได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากประชาชนชั้นล่างในเมืองและชนบททั่วประเทศ ได้แก่ ชุมชนแออัด แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบธุรกิจชุมชน เป็นต้น เพราะได้รับประโยชน์จากนโยบายประชานิยมซึ่งโอนย้ายงบประมาณและทรัพยากรจำนวนมหาศาลจากในเมืองไปสู่ชนชั้นล่างในเมืองและชนบททั่วประเทศลงไปถึงระดับล่างอย่างค่อนข้างทั่วถึง
ประชาชนชั้นล่างในเมืองและชนบทมีวิถีชีวิตอยู่ในระดับต่ำสุดของสังคม ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์นำหน้าชื่อ ไม่มีปากมีเสียง ตลอดประวัติศาสตร์ จากฐานะไพร่และทาสในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็น ราษฎร ในยุคหลัง 2475 ถึงปัจจุบัน ถูกปกครองในระบอบอำนาจนิยมที่มีเนื้อในเป็นอำนาจรัฐผูกขาดของกลุ่มจารีตนิยม-ราชการ ซึ่งบางช่วงก็เป็นเผด็จการทหารเต็มรูป และบางช่วงก็มีเปลือกนอกเป็นระบบเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง มีสภาและรัฐบาลพลเรือน แต่ปราศจากอำนาจจริง ไม่ว่ายุคสมัยใด ประชาชนชั้นล่างไม่เคยมีสิทธิ์มีเสียงทางการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ได้รับดอกผลโดยตรงจากการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ที่ยกระดับขึ้นบ้างก็เป็นเศษเหลือจากผู้ปกครองและชนชั้นกลางในเมือง
ชีวิตของประชาชนชั้นล่างมีลักษณะ จนและเจ็บ วนเวียนอยู่กับการทำมาหากินที่ยากเข็ญ แสวงหาช่องทางอาชีพถูกกฎหมายทุกประเภทเท่าที่จะคิดได้ หารายได้พอยังชีพ อาชีพที่ต้องใช้ทุนเป็นสิ่งยากยิ่งเพราะไม่มีช่องทางการกู้เงินในระบบ สถาบันการเงินไม่ต้อนรับ อาชีพหลักมีทั้งขายแรงงานรับจ้างรายวัน รับจ้างเบ็ดเตล็ดรายได้ไม่แน่นอน เช่าหรือผ่อนปัจจัยทุน เช่น แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือทำการค้าขนาดจิ๋วด้วยเงินทุนน้อยนิด แต่ละวันได้เงินเข้าบ้านสักร้อยสองร้อยบาท บางครอบครัวจำยอมให้ลูกผู้หญิงทำอาชีพอบายมุขเพื่อจุนเจือการศึกษาของพี่น้อง รักษาการเจ็บป่วยของพ่อแม่ และซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิต การใช้จ่ายประจำวันต้องกระเบียดกระเสียร ข้าวแกงจานละ 15 บาทกับ 20 บาทคือความแตกต่างสำคัญ การพักผ่อนบันเทิงในชีวิตคือ วิทยุโทรทัศน์ราคาถูก ๆ ในบ้าน การฉลองทำบุญในโอกาสสำคัญของครอบครัว เครือญาติ และเพื่อนบ้าน งานเทศกาล รวมทั้งหวยใต้ดินและการพนันเบ็ดเตล็ดเพื่อหลีกเลี่ยงความจำเจ ในหลายพื้นยังมีปัญหาสังคมที่เป็นอันตรายต่อสมาชิกในครอบครัว ทั้งยาเสพติดข้างบ้าน บ่อนพนันผิดกฎหมาย อาชญากรรมลักขโมยจี้ปล้นในชุมชน แล้วยังเผชิญการข่มเหงรังแกจากอิทธิพลเถื่อนและเจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่น
ปัญหาร้ายแรงในชีวิตคือ ความเจ็บป่วยซึ่งคนจนมักจะอดทนไม่รักษาและฝืนทำกินไปก่อน กระทั่งเจ็บหนักเสียแล้วจึงจำใจพึ่งโรงพยาบาลของรัฐในระบบคนไข้อนาถาที่อัดแน่น ขาดแคลน ทุกข์ทรมาน และไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างสิ้นเชิง หรือต้องพึ่งคลินิกแพทย์ซึ่งหลายแห่งก็ตั้งหน้าสูบเลือดขูดเนื้อ นอกจากนี้ ยังอาจมีปัญหาขัดแย้งกับอิทธิพลและเจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่น ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตในครอบครัว และส่วนใหญ่จำต้องแก้ปัญหาด้วยเงินก้อนใหญ่ ทั้งหมดนี้ ทำให้ การกู้หนี้นอกระบบ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนชั้นล่าง ซึ่งนอกจากจะกู้เพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพแล้ว บางครั้งก็ต้องกู้มาจุนเจือการศึกษาของบุตรหลาน รวมทั้งใช้เงินก้อนรักษาการเจ็บป่วยของคนในครอบครัวและแก้ปัญหาความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐและอิทธิพลเถื่อนดังกล่าว
ประชาชนชั้นล่างมีความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์กับกลุ่มอิทธิพลและนักการเมืองท้องถิ่นก็เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนและครอบครัว เป็นอำนาจช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกันเอง หรือระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอิทธิพล ในยามฉุกเฉิน ก็เป็นแหล่งกู้ยืมหรืออนุเคราะห์ทางการเงิน เช่น เจ็บป่วย ลูกเข้าโรงเรียน งานบวช งานแต่ง งานศพ ประชาชนชาวบ้านจึงมักจะมีความสัมพันธ์ที่ผูกพันยาวนานกับผู้มีอิทธิพลและนักการเมืองในพื้นที่ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่รัฐไม่สามารถให้บริการขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึงเป็นธรรม และเป็นผลจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองชีวิตทรัพย์สินของพวกเขาได้ แล้วยังกลับเป็นภัยคุกคามประชาชนเสียเอง การเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อคนชั้นล่างเสมอมา เป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ที่พวกเขามีต่อนักการเมืองในพื้นที่ และเป็นการเสริมหลักประกันที่มีอยู่น้อยนิดในชีวิตอันยากเข็ญของพวกเขา
ชีวิตของประชาชนชั้นล่างเป็นความลึกลับที่ชนชั้นกลางในเมืองไม่สามารถเข้าใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญญาชน อาจารย์ นักวิชาการ ข้าราชการ ไปถึงราษฎรอาวุโสและองค์กรพัฒนาเอกชนที่อ้างตัวเสมอมาว่า เข้าใจชาวบ้าน และสมอ้างเป็น ตัวแทนชาวบ้าน คนพวกนี้ใช้ชีวิตพรั่งพร้อมไปด้วยความสุขสบาย การศึกษาถึงมหาวิทยาลัยและต่างประเทศ อาศัยทุนการศึกษาและเงินภาษีของประชาชน มีอาชีพตำแหน่งงานมั่นคง เจ็บป่วยมีเงินรักษา มีสวัสดิการในหน่วยงาน มีเงินซื้อบ้าน รถยนต์ สิ่งอำนวยความสะดวกและความบันเทิงทุกชนิด มีแหล่งเงินกู้ในระบบมากมายให้เลือก ไม่มีปัญหายาเสพติดใกล้บ้าน ไม่ต้องกลัวอิทธิพลอำนาจเถื่อน เจ้าหน้าที่รัฐไม่มายุ่งเกี่ยวรังแก ไม่ต้องพึ่งพานักการเมือง ผลก็คือ ชนชั้นกลางในเมืองนั่นแหละที่มักไม่สนใจการเลือกตั้งและประชาธิปไตย กระทั่งรังเกียจการเลือกตั้งและนักการเมืองว่า ทุจริต
ชนชั้นล่างเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญเมื่อรัฐธรรมนูญปี 2540 ทำให้มีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่เข้มแข็ง ชนะเลือกตั้งเข้ามาสู่รัฐสภาและจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็ง สามารถดำเนินนโยบายที่มีทิศทางเป็นเอกภาพได้ พวกเขาเลือกพรรคไทยรักไทยเข้าสู่สภาและเป็นแกนกลางของรัฐบาลในต้นปี 2544 เพราะว่านักการเมืองท้องถิ่นจำนวนมากที่พวกเขาผูกพันอยู่ได้ย้ายเข้าพรรคไทยรักไทย อีกทั้งพวกเขาต้องการทดสอบพรรคไทยรักไทยซึ่งหาเสียงเลือกตั้งด้วยนโยบายประชานิยมว่า จะนำประโยชน์ดังกล่าวมาให้พวกเขาได้จริงหรือไม่
ปัญญาชนพวกนี้ไม่มีวันยอมรับว่า ประชาชนชั้นล่างก็มีสติปัญญาความสามารถ คิดวางแผนชั่งน้ำหนักที่เป็นเหตุเป็นผลได้ไม่น้อยกว่าคนที่มีการศึกษาในเมือง เพียงแต่สิ่งที่พวกเขาขาดคือ โอกาสเข้าถึงทรัพยากรและทุน ปัญญาชนพวกนี้อ้างด้านเดียวว่า นโยบายประชานิยมทำให้หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้นมากมาย แต่พวกเขาจงใจละเลยด้านคู่กันที่เป็นสาระสำคัญคือ การเพิ่มขึ้นของด้านทรัพย์สิน ซึ่งผู้กู้ใช้ประกอบอาชีพสร้างรายได้ เกิดเป็นกระแสเงินสด สะท้อนถึงความสามารถในการหารายได้และแบกรับภาระหนี้ของชาวบ้าน ข้อนี้เห็นได้จากข้อมูลซึ่งแสดงว่า ทั้งธนาคารประชาชนและกองทุนหมู่บ้านส่วนใหญ่มีหนี้เสียน้อยมาก เพียงร้อยละ 2-3 ของยอดเงินกู้รวมเท่านั้น ซึ่งยังต่ำกว่าสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในเมืองเสียอีก ปัญญาชนเหล่านี้แกล้งทำเป็นลืมไปว่า แม้แต่ในหมู่พวกเขาเองก็ต้องมีหนี้สินเพื่อจุนเจือบ้าน รถยนต์ การศึกษาของบุตร สิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิต และการประกอบธุรกิจของพวกเขาเอง
นโยบายประชานิยมทำให้ประชาชนชั้นล่างในเมืองและชนบทเข้าใจว่า ประโยชน์ที่ได้รับทั้งหมดนี้มากับระบอบประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญ 2540 นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขารับรู้ว่า ประชาธิปไตยนั้นกินได้และเห็นหัวคนจน ประชาธิปไตยทำให้พวกเขามีโอกาสทำกิน มีเงินทุน มีอาชีพ ปลดหนี้ มีแพทย์พยาบาลและยารักษาโรค ลดหรือปลอดยาเสพติดและอิทธิพลเถื่อน พวกเขาจึงเกิดการตื่นตัวทางประชาธิปไตยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน กลายเป็นฐานพลังอันเข้มแข็งสนับสนุนผู้นำพรรคไทยรักไทย ปกป้องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ 2540
พลังสนับสนุนผู้นำพรรคไทยรักไทยแสดงออกชัดในการเลือกตั้งต้นปี 2548 ด้วยคะแนนท่วมท้นถึง 19 ล้านเสียง ซึ่งได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับกลุ่มจารีตนิยม-ราชการ-ทุนเก่า-ปัญญาชนขวาจัด ซึ่งสูญเสียประโยชน์ อำนาจ และสถานภาพจากนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและประชานิยมมาตลอด ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ แม้จะมีขบวนการปลุกปั่นบิดเบือนข้อมูล รุมโจมตีจากปัญญาชนและสื่อทุกชนิดรอบด้านตลอดช่วงปี 2548-49 แต่ผู้นำพรรคไทยรักไทยก็ยังคงได้การสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากประชาชนชั้นล่างทั่วประเทศและชนะการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ได้ถึง 16 ล้านเสียง รวมถึงครึ่งหนึ่งของกรุงเทพฯ พวกอำนาจนิยมขวาจัดจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลไทยรักไทย
ชนชั้นปกครองอาจได้กระทำความผิดพลาดครั้งสำคัญที่สุดไปแล้วเมื่อวันที่ 19 กันยายน โดยประเมินพลังอำนาจทางจิตวิญญาณของพวกตนสูงเกินไป ประชาชนชั้นล่างและชั้นกลางจำนวนหนึ่งได้ ตื่นจากฝันในเทพนิยาย รู้แจ้งว่า แท้จริงแล้ว อะไรคือปัจจัยขัดขวางประชาธิปไตยและเป็นรากเหง้าของรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดหลายสิบปีมานี้ ผู้ปกครองกำลังบีบให้ประชาชนชั้นล่างและชั้นกลางต้องตัดสินใจเลือกที่เจ็บปวดและอันตรายที่สุดคือ การเลือกระหว่างระบอบอำนาจนิยมที่เป็นอำนาจรัฐผูกขาดของกลุ่มจารีตนิยม-ราชการและมีเปลือกนอกหุ้มห่อเป็น ประชาธิปไตยแบบไทย ในด้านหนึ่ง กับระบอบประชาธิปไตยมหาชนที่ปวงชนชาวไทยเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และเป็นผู้ใช้อำนาจนั้นด้วยตนเองในอีกด้านหนึ่ง เป็นการตัดสินใจเลือกระหว่างการยอมเป็น ราษฎร ที่อยู่ ข้างใต้ผงฝุ่นใต้ฝ่าเท้า ของผู้ปกครอง กับการลุกขึ้นยืนหยัด ประกาศตนเป็น พลเมือง ที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อันเท่าเทียม มีสิทธิ เสรีภาพ เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและใช้อำนาจนั้นด้วยตนเอง
ประชาชนชั้นล่างในเมืองและชนบทกำลังครุกรุ่นไปด้วยความโกรธ พวกเขามีจำนวนนับสิบล้านคนทั่วประเทศ มีการจัดตั้งผ่านเครือข่ายธรรมชาติในชุมชนและองค์กรท้องถิ่นต่าง ๆ เป็นกองทัพหลวงแห่งประชาธิปไตยที่รอวันยาตราทัพ มีเป้าหมายชัดเจนคือ เรียกร้องประชาธิปไตย ทวงอำนาจอธิปไตย เอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับคืนมา ให้มีการเลือกตั้งโดยทันที วันนี้ ประชาชนชั้นล่างในเมืองและชนบทเปรียบเสมือนฟางแห้งกองสุมกระจายอยู่ทั่วประเทศ รอเพียงเกิดประกายไฟและลมพายุ โหมกระพือให้เป็นไฟป่าไหม้ลามทุ่งเท่านั้น!
ยังมีปัญญาชนชั้นกลางอีกส่วนหนึ่งซึ่งมีบทบาทร่วมกับปัญญาชนขวาจัดในการขับไล่รัฐบาลไทยรักไทย พวกนี้สารภาพว่า ทันทีที่ได้ยินข่าวรัฐประหาร ก็รู้สึกโล่งอก ดีใจว่า วิกฤตการณ์จบสิ้นลงเสียที ขณะเดียวกันก็แก้ตัวว่า ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร แต่ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ควรหันมาร่วมมือกันปฏิรูปการเมือง ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เกิดประชาธิปไตยและป้องกันการกลับมาของนักการเมืองโกงดีกว่า ทั้งที่ข้อแก้ตัวดังกล่าวมีตรรกะเดียวกันกับกรณีเจ้าของบ้านถูกโจรปล้นเผาบ้านไปแล้วก็บอกกับตัวเองว่า ไม่เห็นด้วยกับการปล้นเผาบ้าน แต่ก็ได้เป็นไปแล้ว จึงควรหันมาร่วมมือกับโจร สร้างบ้านขึ้นมาใหม่ดีกว่า
ปัญญาชนส่วนนี้ทำตัวเป็น คนดีในสองโลก คือในโลกของชนชั้นปกครอง พวกเขาต่อต้าน ระบอบทักษิณและนักการเมืองคดโกง แต่ในโลกของผู้ถูกปกครอง พวกเขาเรียกร้อง สิทธิ เสรีภาพ ประชาธิปไตย คนพวกนี้อยากได้รางวัลการแสดงยอดเยี่ยมจากทั้งสองค่าย เราเรียกว่า พวกปัญญาชนตีสองหน้า
การวิเคราะห์จะแสดงให้เห็นว่า ในกรณี 19 กันยายน คนพวกนี้ถ้าไม่ใช่ไร้เดียงสาทางการเมืองอย่างสุดกู่ ก็เป็นพวกอำนาจนิยมเช่นเดียวกับปัญญาชนขวาจัด จะต่างกันก็เพียงว่า คนพวกนี้เป็นพวกอำนาจนิยมอีแอบเท่านั้น
แม้กลุ่มปัญญาชนขวาจัดจะได้แสดงสีสันที่เป็นอำนาจนิยมออกมาอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มการเคลื่อนไหวต้นปี 2549 ด้วยการเรียกร้องมาตรา 7 และให้มีรัฐประหาร แต่พวกปัญญาชนตีสองหน้าก็ยังหลับหูหลับตาเป็นแนวร่วมขับไล่รัฐบาลอย่างเสมอต้นเสมอปลาย โดยแก้ตัวว่า ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 7 และรัฐประหาร แต่ต้องแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างไว้ก่อน ซึ่งก็คือ เชื่อว่า ระหว่างภัยรัฐประหารกับ ภัยระบอบทักษิณ นั้น อย่างหลังอันตรายกว่า
พวกนี้เข้าข่ายไร้เดียงสาทางการเมืองหากเชื่อว่า พวกตนสามารถโค่นล้ม ระบอบทักษิณ ลงโดยที่ยังรักษารัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยเอาไว้ได้ ซึ่งก็คือ เชื่อว่า พวกตนมีพลังอันเกรียงไกรที่จะสร้างความปั่นป่วนและวิกฤตจนไล่รัฐบาลออกไปได้สำเร็จโดยที่สามารถยันภัยรัฐประหารเอาไว้ได้ในขณะเดียวกัน ปัญญาชนตีสองหน้าไม่เข้าใจว่า ประชาธิปไตยไม่ได้ลอยอยู่ในสุญญากาศ หากแต่ต้องมีพลังชนชั้นหลักในสังคมสนับสนุน และก่อน 19 กันยายน พลังที่ต้องการรักษารัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยไว้เพื่อผลประโยชน์ตนก็คือ รัฐบาลไทยรักไทยของกลุ่มทุนใหม่และพลังชนชั้นล่างในเมืองและชนบท แต่พวกเขาทำเป็นไม่เห็นและยังเลือกที่จะร่วมมือกับปัญญาชนขวาจัดเพื่อขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
คนพวกนี้เข้าข่ายเป็นพวกอำนาจนิยมอีแอบหากประเมินว่า ระบอบทักษิณ ที่ยังมีรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง หลักนิติรัฐ และสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน (ที่แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่ก็ยังไม่ถูกทำลาย) มีอันตรายและเลวร้ายยิ่งกว่ารัฐประหารที่ปกครองด้วยคำสั่ง ประกาศ ธรรมนูญการปกครอง และกฎอัยการศึก
ความเป็นอำนาจนิยมอีแอบของคนกลุ่มนี้ยังแสดงออกผ่านคำขวัญ ไม่เอาทักษิณ ไม่เอารัฐประหาญ ซึ่งก็คือ ให้มีประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง แต่ถ้าทักษิณชนะเลือกตั้ง พวกตนก็จะออกมาขับไล่ทักษิณ ตรรกะดังกล่าวเป็นผลพวงของวาทกรรม ระบอบทักษิณ ที่เชื่อว่า รัฐบาลไทยรักไทยชนะเลือกตั้งด้วยการ ซื้อเสียง ผ่านนโยบายประชานิยมที่มอมเมาและกระตุ้นความอยากบริโภคของประชาชนชั้นล่าง จึงเป็นเสียงข้างมากที่ ไม่มีความชอบธรรม
เอาเข้าจริง ปัญญาชนตีสองหน้ากำลังพูดว่า มีประชาธิปไตย มีเลือกตั้งก็ดี แต่ต้องเลือกเฉพาะคนที่พวกฉันเห็นด้วยเท่านั้นนะ ถ้าเลือกคนอื่น ก็คือเอ็งโง่ นี่คืออัตตาธิปไตยของปัญญาชน ซึ่งไม่ต่างอะไรเลยจากผู้ปกครองจารีตนิยม-ราชการ และปัญญาชนขวาจัด
วันที่ 19 กันยายนเป็นหินลองทองที่พิสูจน์ว่า ใครและชนชั้นใดต้องการประชาธิปไตย และใคร ชนชั้นใดที่เป็น พวกอำนาจนิยม ณ วันนี้ ปัญญาชนชั้นกลางกลุ่มใหญ่ได้กลายเป็นพวกขวาจัด สนับสนุนและชื่นชมรัฐประหารที่สถาปนา ระบอบปฏิรูป แล้วต่างก็แย่งกันวิ่งเข้าไปขอส่วนแบ่ง ทั้งยศ ตำแหน่ง และเงินกันอย่างครึกครื้น
ทั้งหมดนี้ได้ก่อให้เกิดการถกเถียงในกลุ่มปัญญาชนส่วนที่คัดค้านรัฐประหารว่า เกิดอะไรขึ้นกับปัญญาชนชั้นกลางไทยส่วนมาก? พวกเขาน่าที่จะเป็น กองหน้าประชาธิปไตย ไม่ใช่ พวกหามเสลี่ยงอำนาจนิยม คำอธิบายก็มี เช่น คนพวกนี้หลงผิด ถูกอารมณ์เกลียดชังทักษิณเข้าครอบงำจนหน้ามืด สร้างวาทกรรมระบอบทักษิณขึ้นมาหลอกตัวเองจนหลงเชื่อหัวปักหัวปำ แต่คำตอบเหล่านี้เน้นไปที่อัตวิสัยตัวบุคคลเท่านั้น โดยไม่ได้ตอบว่า เหตุใดพวกเขาจึง แห่แหนไปเป็นพวกอำนาจนิยมขวาจัดอย่างพร้อมเพรียงกันหมด
ปัญญาชนชั้นกลางกลุ่มนี้ต่อต้านรัฐบาลไทยรักไทยของกลุ่มทุนใหม่เพราะฐานพลังชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบทกับนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ของกลุ่มทุนใหม่นั้นเป็นภัยคุกคามต่อชนชั้นจารีตนิยม-ขุนนางและต่อสถานะ ขุนนางใหม่ ของพวกตน นี่คือสาเหตุที่พวกเขาสร้างแล้วก็ดูดซับวาทกรรม ระบอบทักษิณ เข้าไปได้ง่าย รวดเร็ว ปลุกปั่นขึ้นเป็นอารมณ์เกลียดชังสุดขั้ว ร่วมกับชนชั้นจารีตนิยม-ขุนนางก่อตัวขึ้นเป็นแนวร่วมอำนาจนิยม เพื่อโค่นล้มรัฐบาลไทยรักไทยและฉีกรัฐธรรมนูญ
คนพวกนี้พูดได้ถูกต้องที่ว่า รัฐประหาร 19 กันยายนแตกต่างจากรัฐประหารทั้งปวงในอดีตแต่ไม่ใช่เพราะนี่เป็น รัฐประหารที่ดี หรือ รัฐประหารเพื่อปฏิรูปการเมืองประชาธิปไตย ตามที่คนพวกนี้อ้าง หากแต่เป็นรัฐประหารครั้งแรกที่ปัญญาชนขุนนางใหม่มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ตั้งแต่เริ่มต้นก่อวิกฤตการเมืองกลางปี 2548 จนถึงวันที่ 19 กันยายน 2549 และก็ได้รับส่วนแบ่งกันถ้วนหน้า เราจึงได้เห็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติและองค์กรการเมืองต่าง ๆ ภายหลังรัฐประ