Democratic Database

ข้อมูล และ บทความ สำหรับ นักประชาธิปไตย

บทความพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ :ความชั่วร้ายของวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’

ในการเคลื่อนไหวของแนวร่วมกลุ่มจารีตนิยม-ราชการ ปัญญาชนขวาจัด และปัญญาชนตีสองหน้า เพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 อาวุธทางการเมืองที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของพวกเขาคือ วาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ ซึ่งถูกใช้มาตั้งแต่เริ่มต้นก่อกระแส ไปจนถึงรัฐประหาร 19 กันยายน แล้วก็ยังถูกใช้ต่อมาอีกเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐประหาร

คำว่า ‘ระบอบทักษิณ’ ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยนักวิชาการรัฐศาสตร์-คอลัมนิสต์ที่เป็นพวกขวาจัด อิงแอบอยู่กับสถาบันจารีตประเพณีมาต่อต้านประชาธิปไตย ปฏิเสธทุนนิยม และต่อต้านโลกาภิวัฒน์ วาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ เป็นการจงใจผสมปนเปทางความคิดด้วยการจับเอาระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ 2540 ตลอดจนสถาบันการเมืองประชาธิปไตยทั้งหมด มาผูกติดกับตัวบุคคลนักการเมือง แล้วตั้งฉายาแบบเหมารวมว่า ‘ระบอบทักษิณ’ ชูขึ้นเป็นเป้าโจมตี บิดเบือน ใส่ร้าย โดยมิเพียงทำลายตัวบุคคล แต่มุ่งโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยและฉีกรัฐธรรมนูญทั้งหมด แล้วโยนบาปไปให้นักการเมือง ปกปิดความจริงที่ว่า พวกจารีตนิยมนั่นแหละที่เป็นปัจจัยขัดขวางประชาธิปไตยมาทุกยุคสมัย

 ผู้ประดิษฐ์และใช้วาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ อ้างว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ได้มีนักการเมืองชนะเลือกตั้งเข้ามาเกาะกุมระบบการเมือง แล้วใช้อำนาจไปทำลายประชาธิปไตย ละเมิดรัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชน แทรกแซงองค์กรอิสระ ทำให้กลไกตรวจสอบถ่วงดุลไม่ทำงาน รวมถึงการซื้อเสียงหลอกลวงประชาชน และนโยบายเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จที่กอบโกยประโยชน์เข้าสู่พวกตน ผลก็คือ แม้จะยังมีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง แต่ทั้งหมดก็ถูกนักการเมืองครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จ

 ฉะนั้น ทั้งประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ‘ได้ถูกทำลาย’ หรือ ‘ถูกรัฐประหารโดยทักษิณ’ ไปนานแล้วก่อนวันที่ 19 กันยายน ระบอบการเมืองที่ว่านี้แหละ ที่เรียกว่า ‘ระบอบทักษิณ’

 ตรรกะ ‘ระบอบทักษิณ’ ดังกล่าว ได้แพร่กระจายดุจเนื้องอกมะเร็งร้ายไปสู่นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักเคลื่อนไหวองค์กรพัฒนาเอกชน ราษฎรอาวุโส สมาชิกวุฒิสภาปีกขวาจัด สื่อสารมวลชน และนักการเมืองพรรคฝ่ายค้าน คำว่า ‘ระบอบทักษิณ’ ถูกใช้เป็นคำด่าทอเพื่อปลุกอารมณ์เกลียดชังคลุ้มคลั่งอย่างไร้เหตุผลในหมู่มวลชนจำนวนหนึ่ง ก่อเป็นการประท้วง ยั่วยุ สร้างความรุนแรงให้เป็นวิกฤตการเมือง ทั้งหมดเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ทีละขั้นตอนโดยพวกจารีตนิยม กระทั่งสำเร็จเป็นรัฐประหาร 19 กันยายนตามต้องการ

 เป้าหมายทางการเมืองตั้งแต่ต้นของแนวร่วมจารีตนิยม-ราชการ และปัญญาชนขวาจัดคือ ต้องการโค่นล้มประชาธิปไตยและฉีกรัฐธรรมนูญ แต่เพื่อปกปิดเป้าประสงค์ที่แท้จริง พวกเขาจึงต้องใช้กุศโลบายเอาตัวบุคคลนักการเมืองมาเป็นเปลือกห่อหุ้มปิดบังระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ 2540 ไว้ แล้วเรียกเหมารวมว่า ‘ระบอบทักษิณ’ จากนั้นก็โจมตี ใส่ไคล้ บิดเบือน ป้ายสี ด้วยข้อมูลเท็จต่างๆ นานา ผสมกับการปลุกอารมณ์คลั่งชาติอย่างสุดขั้ว ทำให้นักการเมืองที่ถูกใช้ห่อหุ้มรัฐธรรมนูญอยู่นั้นกลายเป็น ‘อภิทรราชและมหาอสุรกายจากนรก’ ‘จอมขายชาติ’ และ ‘พวกจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์’

 จากนั้น ก็ชูคำขวัญ ‘โค่นล้มระบอบทักษิณ’ ซึ่งเนื้อแท้คือการเรียกร้องให้โค่นล้มระบอบประชาธิปไตยและฉีกรัฐธรรมนูญนั่นเอง และนี่เป็นความชั่วร้ายประการหนึ่งของวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ เพราะมันอำพรางเป้าประสงค์ที่แท้จริงที่ต้องการทำลาย ด้วยการเบี่ยงเบนความสนใจจากระบบการเมืองและรัฐธรรมนูญไปที่ตัวบุคคลนักการเมือง ทำให้ผู้คนหลงเข้าใจว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการ ‘ขับไล่ทักษิณและทำลายเครือข่ายระบอบทักษิณ’ ไม่ใช่การโค่นล้มประชาธิปไตยและฉีกรัฐธรรมนูญ นับเป็นอุบายที่ได้ผล สามารถหลอกใช้ปัญญาชนส่วนหนึ่งที่อ่อนหัดได้ เพราะคนพวกนี้คิดว่า ตนต้องการประชาธิปไตย แต่เกลียดชังนักการเมืองทุจริต พอได้ยินคำขวัญ “โค่นล้มระบอบทักษิณ” ก็พากันตื่นเต้น ตะลีตะลานวิ่งตามด้วยกลัวว่าจะ ‘ตกขบวน’ กระโดดเข้าร่วมขับไล่ทักษิณกันอย่างคึกคัก โดยเชื่ออย่างไร้เดียงสาว่า พวกตนกำลัง ‘ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยการขับไล่นักการเมืองทุจริต และจะโค่นล้มทักษิณลงได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อรัฐธรรมนูญ’

 แต่หารู้ไม่ว่า การโค่นล้ม ‘ระบอบทักษิณ’ ก็คือการโค่นล้มประชาธิปไตย ฉีกรัฐธรรมนูญ และรื้อฟื้นระบอบเผด็จการอำนาจนิยมแบบเปิดเผยของพวกจารีตนิยมขึ้นมาอีกครั้ง

 วาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ ยังถูกใช้เป็นตรรกะที่สร้างความถูกต้องชอบธรรมให้กับรัฐประหาร เพราะในเมื่อระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ 2540 ได้ถูกละเมิดหรือทำลายไปก่อนแล้วโดยทักษิณ และในเมื่อ ‘ระบอบทักษิณ’ เป็นเผด็จการทรราชย์ของนักการเมืองที่ทุจริตและขายชาติ รัฐประหาร 19 กันยายนจึงไม่ใช่การโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยและฉีกรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการ ‘โค่นล้มระบอบทักษิณที่เป็นเผด็จการและทุจริต’ รัฐประหาร 19 กันยายนจึงมี ‘ลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนรัฐประหารทั้งปวงในอดีต’ ไม่ใช่ ‘รัฐประหารที่เลว’ หากแต่เป็นรัฐประหารที่ ‘จำเป็นและเลี่ยงไม่ได้’ เพื่อโค่นล้มเผด็จการของนักการเมืองและเพื่อ ‘ปฏิรูปการเมือง’ นำมาซึ่งการเมืองที่ขาวสะอาดบริสุทธิ์และปราศนักการเมืองชั่วอีกต่อไป

 และนี่คือตรรกะเลวร้ายที่บรรดาปัญญาชนขวาจัด ปัญญาชนเดือนตุลา รวมถึงนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย องค์กรพัฒนาเอกชน ราษฎรอาวุโส ล้วนใช้เป็นเหตุผลดาหน้ากันออกมาสนับสนุนรัฐประหารกันอย่างครึกครื้นและไร้ยางอาย แม้แต่พวกปัญญาชนตีสองหน้า โดยเฉพาะนักวิชาการอาวุโสบางคนด้านประวัติศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ก็ยังใช้ตรรกะดังกล่าวมาแก้ตัวว่า “ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร แต่ถึงอย่างไร รัฐประหารยังเลวน้อยกว่าระบอบทักษิณ”

อัปลักษณ์ทางตรรกะมาถึงจุดสูงสุดในปัจจุบัน เมื่อเราได้เห็นบทความ คอลัมน์หนังสือพิมพ์ และการเสวนาอภิปรายของคอลัมนิสต์ นักวิชาการ และราษฎรอาวุโส ที่ทำตัวเป็นทนายแก้ต่างให้กับเผด็จการ พากันสาธยายว่า บัดนี้ ได้เกิดปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดขึ้นในการเมืองไทยแล้วคือ ระบอบรัฐประหารของคณะทหารที่มีปืนอยู่ในมือและปกครองด้วยประกาศ คำสั่งและกฎอัยการศึกในขณะนี้ กลับ ‘สุภาพอ่อนโยน’ ไม่เป็นเผด็จการ คุมระบบราชการไม่ได้ และไม่สามารถใช้อำนาจรุนแรงเด็ดขาดได้เท่ากับ ‘ระบอบทักษิณ’ ที่เป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จได้ทั้งๆ ที่มีรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระต่างๆ มากมาย นี่แหละคือข้อพิสูจน์ว่า กลุ่มทุนการเมืองนั้นแยบยลและเลวร้ายเพียงใดเพราะ ‘สามารถเป็นเผด็จการได้ด้วยการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย’ ฉะนั้น ระบอบรัฐประหาร 19 กันยายนจึง ‘ไม่เป็นเผด็จการ’ หากแต่เป็น ‘ประชาธิปไตยปฏิรูป’ หรืออย่างมากก็เป็นแค่ ‘เผด็จการครึ่งใบ’

คนที่อ้างว่า ‘รัฐประหารเลวน้อยกว่าระบอบทักษิณ’ ก็เพื่อผัดหน้าทาแป้ง ปกปิดใบหน้าปีศาจของระบอบเผด็จการทหาร คนพวกนี้มีทัศนะ แนวคิด และมาตรฐานประชาธิปไตยที่บิดเบือนกลับตาลปัตรอย่างแท้จริง เพราะภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลไทยรักไทยเป็นเวลา 5 ปี แม้จะไม่ใช่ช่วงเวลาที่เป็นประชาธิปไตยในมาตรฐานสูงเท่าประเทศที่เจริญแล้ว แต่ก็พอจะถือได้ว่า ‘เป็นประชาธิปไตยค่อนข้างมาก’ สำหรับการเมืองไทยตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา อันเนื่องมาจากคุณลักษณะที่ก้าวหน้าของรัฐธรรมนูญ 2540 จริงอยู่ว่า ผู้นำรัฐบาลและนักการเมืองฝ่ายบริหารมีอำนาจมาก คุมรัฐสภาผ่านการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากที่เหนียวแน่น มีอิทธิพลสูงต่อองค์กรอิสระผ่านวุฒิสภา ทั้งดำเนินมาตรการบางอย่างที่หมิ่นเหม่ต่อประชาธิปไตย (เช่น สงครามปราบยาเสพติด) แต่สถาบันการเมืองประชาธิปไตยส่วนใหญ่ก็ยังคงทำงานต่อไปได้ และยังสามารถทำการตรวจสอบถ่วงดุลได้ระดับหนึ่ง รวมทั้งยังมีพรรคฝ่ายค้าน สื่อมวลชนอิสระ ตลอดจนสถาบันตุลาการที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจของรัฐบาล

 แต่การยอมรับว่า ‘สถาบันการเมืองประชาธิปไตยถูกกระทบกระเทือนและหมิ่นเหม่’ นั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการสรุปว่า ‘รัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองประชาธิปไตยถูกทำลายไปแล้ว’ เราจึงได้เห็นสื่อสารมวลชนทุกแขนง แม้แต่สื่อของรัฐเอง ต่างรุมโจมตีรัฐบาลไทยรักไทยได้ต่อเนื่องยาวนาน มีการชุมนุมประท้วงที่ล่วงละเมิดกฎหมายและสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นมากที่สุด ทั้งยั่วยุด่าทอ และท้าทายให้เกิดความรุนแรงที่ยืดเยื้อยาวนาน โดยที่รัฐบาลไทยรักไทยตกเป็นฝ่ายรับและไม่สามารถตอบโต้อะไรได้เลย นี่ละหรือ ‘ระบอบทักษิณ’ ที่เป็นเผด็จการทรราชเบ็ดเสร็จจากขุมนรก!

 วาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ ยังบิดเบือนเนื้อแท้ของระบบการเมืองไทยก่อน 19 กันยายนให้เป็นระบบการเมืองที่นักการเมืองและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งที่ความจริงแล้ว แม้แต่ระบอบรัฐธรรมนูญ 2540 ในท้ายสุด ก็ยังเป็นเพียงเปลือกนอกของระบอบอำนาจนิยมแฝงเร้นของพวกจารีตนิยมที่ยึดกุมอำนาจรัฐจริงมาตั้งแต่รัฐประหาร16 กันยายน 2500 โดยมีเปลือกนอกสลับกันเป็นช่วงๆ ระหว่างเผด็จการทหารกับการเมืองแบบเลือกตั้งเท่านั้น เพียงแต่ว่า ในช่วง 4 ปีแรกของรัฐบาลไทยรักไทย อำนาจของพวกจารีตนิยมได้แฝงเร้นมากขึ้นและปล่อยให้รัฐธรรมนูญ 2540 ได้แสดงผลสะเทือนทางประชาธิปไตยออกมาได้ระดับหนึ่ง แต่ในที่สุด พวกจารีตนิยมก็ทนไม่ได้ ต้องกระโดดออกมาในที่โล่งแจ้งอีกครั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ด้วยการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและฉีกเปลือกที่เป็นรัฐธรรมนูญ 2540 ทิ้ง

 ข้อนี้เห็นได้จากความจริงที่ว่า รัฐบาลไทยรักไทยได้เริ่มสูญเสียอำนาจจริงไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2549 เมื่อกลุ่มจารีตนิยมเคลื่อนไหวอย่างลับๆ โดยด้านหนึ่ง ก็สนับสนุนการชุมนุมประท้วงขับไล่บนท้องถนน และให้พรรคฝ่ายค้านคว่ำบาตรการเลือกตั้ง สร้างเป็นสถานการณ์วิกฤตนอกสภา แต่ในอีกด้านหนึ่ง ในระบบการเมืองและราชการ ก็เข้าแทรกแซงหน่วยงานรัฐบาล ทหารตำรวจ องค์กรอิสระ สื่อมวลชนของรัฐ ไปจนถึงสถาบันตุลาการ ทำให้รัฐบาลไทยรักไทยเป็นอัมพาตและตายไปทีละส่วน

 รัฐประหาร 19 กันยายนเป็นเพียงการตัดสายใยชีวิตการเมืองอันบอบบางที่เหลืออยู่เป็นเส้นสุดท้ายของรัฐบาลไทยรักไทยเท่านั้น ความชั่วร้ายของวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ ก็คือ มันปิดบังความจริงที่ว่า แท้จริงแล้ว ภายใต้ร่มเงาแห่งอำนาจแฝงเร้นของกลุ่มจารีตนิยมตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมา รัฐบาลจากการเลือกตั้งทุกชุดล้วนอ่อนแออย่างยิ่ง แม้แต่รัฐบาลไทยรักไทยซึ่งเข้มแข็งยิ่งกว่ารัฐบาลเลือกตั้งในอดีตด้วยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ 2540 ในท้ายสุด ก็ยังอ่อนแอและไร้พลังโดยสิ้นเชิงในการต่อกรกับอำนาจจารีตนิยม

 เนื้อแท้ของวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ ยังมีนัยว่า ระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ 2540 นั่นแหละที่เป็นต้นเหตุรากเหง้าของพฤติกรรมชั่วร้ายของนักการเมือง ผู้ประดิษฐ์และใช้วาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ จึงเป็นพวกต่อต้านประชาธิปไตยและการเมืองแบบเลือกตั้ง โดยมองว่า ประชาธิปไตยไม่ว่าที่ไหนในโลก แม้แต่ในประเทศที่เจริญแล้ว ล้วนเลวทรามทั้งสิ้น คือผลิตแต่นักการเมืองเลวๆ ขึ้นสู่อำนาจทั้งนั้น เพราะมองไปทางไหน ประเทศใด ก็เห็นแต่นักการเมืองในลักษณะดังกล่าว

 พวกนิยมวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ จึงมีลักษณะร่วมกันคือ เกลียดชังต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกลียดชังตะวันตก ประณามระบบการเมืองประชาธิปไตยในประเทศเหล่านั้นว่า ‘จอมปลอม เป็น ‘ประชาธิปไตยสามานย์’ คนพวกนี้เชื่อในลัทธิชนชั้นผู้นำและระบอบอภิสิทธิ์ชน เชื่อว่า การเมืองต้อง ‘ให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง’ และ ‘ผู้นำต้องมีคุณธรรมจริยธรรม’ ซึ่งเอาเข้าจริงก็ล้วนคลุมเครือ เป็นอัตวิสัย และจอมปลอม เพราะในท้ายสุด ‘คนดี มีคุณธรรมจริยธรรม’ ที่สมควรมีอำนาจปกครองในความคิดของพวกเขาก็คือ พวกเขาเองนั่นแหละที่มีทั้งชาติ วงศ์ตระกูล ทรัพย์ ภูมิปัญญา การศึกษา และ ‘คุณธรรมจริยธรรม’ เพียบพร้อม และมีจำนวนคนน้อยนิดบนสุดยอดปิรามิดของสังคม

 พวกนิยมวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ ปฏิเสธแนวคิดที่ว่า ในเมื่อผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นนำจากตระกูลสูงส่งเพียงใด เป็นสกุลผู้ดีสืบเนื่องมานับร้อยปี หรือสามัญชนและนักการเมืองทั่วไป ทุกชาติทุกภาษาทั่วโลก ล้วนเป็นมนุษย์ธรรมดาที่เห็นแก่ประโยชน์ตนกันทั้งนั้น ล้วนชอบใช้อำนาจ ไม่ชอบถูกตรวจสอบ ไม่ชอบข้อจำกัดทางกฎหมาย มักเล่นพรรคเล่นพวก และมีแนวโน้มทุจริตถ้ามีโอกาส 

 ฉะนั้น จุดประสงค์ของการเมืองจึงไม่ใช่เป็นเรื่อง ‘ให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง’ แต่เป็นการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ รวมถึงระบบกฎหมาย องค์กรอิสระ ตลอดจนสถาบันและประเพณีปฏิบัติทางประชาธิปไตยต่าง ๆ ตามหลักการตรวจสอบและถ่วงดุล เพื่อเป็นกรอบจำกัดและกดดันให้ผู้ปกครองและนักการเมืองมีพฤติกรรมการใช้อำนาจไปในแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้มากที่สุด

 เราจะเห็นความบิดเบี้ยวของวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ ได้ชัดเจนเมื่อนำตรรกะเดียวกันไปใช้ในต่างประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกา เราก็จะได้วาทกรรม ‘ระบอบบุชง เพราะจอร์จ ดับเบิลยู บุช เป็นประธานาธิบดีที่ถูกกล่าวหาว่า ละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด ทั้งให้ดักฟังโทรศัพท์ชาวอเมริกันโดยศาลไม่รับรอง กักขังผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายที่อ่าวกวนตานาโมนานนับปีโดยไม่ตั้งข้อกล่าวหา และมีข่าวพัวพันกับนักลอบบี้ที่ทุจริต ส่วนรองประธานาธิบดิกเชนีย์ก็ถูกกล่าวหาว่า ทุจริตมาตั้งแต่ชนะเลือกตั้งสมัยแรก แม้ว่าพรรคเดโมแครตจะชนะเลือกตั้งได้เสียงข้างมากในสภา ก็ยังทำอะไรบุชไม่ได้ ฉะนั้น ทางออก ‘ที่เลียงไม่ได้’ ก็คือ ต้องให้กองทัพสหรัฐฯ ออกมาก่อรัฐประหารขับไล่บุชและฉีกรัฐธรรมนูญ!? ส่วนในอังกฤษ เราก็จะมี “ระบอบแบลร์” เพราะโทนี่ แบลร์ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ออกกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายที่ถูกหาว่า ละเมิดสิทธิมนุษยชนคนอังกฤษ ใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทน นำประเทศเข้าสู่สงครามอิรักโดยไม่ฟังเสียงประชามตินอกสภา ในขณะที่ภริยาก็เคยถูกกล่าวหาว่า รับประโยชน์ที่ไม่ชอบธรรม ส่วนพรรคฝ่ายค้านก็ไร้น้ำยาเพราะพรรคแรงงานของนายแบลร์มีเสียงข้างมาก ‘เป็นเผด็จการรัฐสภา’ ฉะนั้น ทางออกคือ ต้องเรียกร้องขอ ‘นายกฯมาตรา จากพระราชินีอลิซาเบ็ธ หรือให้ฝ่ายทหารออกมาทำรัฐประหาร!?

 แต่ความชั่วร้ายประการสำคัญที่สุดของวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ คือ มันเบี่ยงเป้าบิดประเด็นไปจากต้นเหตุปัญหาที่แท้จริงของการเมืองไทย โดยจับเอานักการเมือง รัฐธรรมนูญ 2540 และสถาบันประชาธิปไตยทั้งหมด มาผสมปนเปกันเข้าแล้วขึงพืดขึ้นบนตะแลงแกง ให้เป็นเป้าของการด่าทอ ทุบทรมาน โบยตี ฟันแทงต่างๆ ด้วยความเคียดแค้นเกลียดชัง ให้ผู้คนเข้าใจว่า นี่แหละคือต้นเหตุแห่งความฉิบหายทางการเมืองตลอดหลายปีมานี้ ทั้งที่ต้นเหตุปัญหาที่แท้จริงของการเมืองไทยคือ พวกจารีตนิยม ซึ่งผูกขาดแกนในอำนาจรัฐมายาวนานตั้งแต่ปี 2500 ถึงปัจจุบัน เป็นรากเหง้าของรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดหลายสิบปีมานี้ และเป็นอำนาจแฝงเร้นที่ขัดขวาง กัดเซาะ และบ่อนทำลายประชาธิปไตย ทำให้รัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองประชาธิปไตยอ่อนแอ ขี้โรค ไม่พัฒนา และถูกทำลายได้ง่ายตลอดมา

 

 

บทความพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: ชนชั้นล่างในเมืองและชนบทคือทัพหลวงของประชาธิปไตย

การเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ฉีกรัฐธรรมนูญ และก่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นผลงานของแนวร่วมอำนาจนิยมขวาจัด ที่มีกลุ่มจารีตนิยมเป็นผู้บงการตั้งแต่ต้นจนจบ มีกลไกราชการ-ทหารเป็นแขนขา และมีปัญญาชนในเมือง ประกอบด้วยนักวิชาการ ครู อาจารย์ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ราษฎรอาวุโส นักเคลื่อนไหวองค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชนหนังสือพิมพ์ ทำตัวเป็น “คนงานหามเสลี่ยงให้เผด็จการนั่ง” ช่วยสร้างวิกฤตปั่นป่วนให้เป็นเงื่อนไขรัฐประหาร

ในด้านตรงข้าม คือกลุ่มทุนใหม่ที่มีรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเป็นตัวแทน ได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นกลางในเมืองบางส่วน และที่สำคัญคือ ได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากประชาชนชั้นล่างในเมืองและชนบททั่วประเทศ ได้แก่ ชุมชนแออัด แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบธุรกิจชุมชน เป็นต้น เพราะได้รับประโยชน์จากนโยบายประชานิยมซึ่งโอนย้ายงบประมาณและทรัพยากรจำนวนมหาศาลจากในเมืองไปสู่ชนชั้นล่างในเมืองและชนบททั่วประเทศลงไปถึงระดับล่างอย่างค่อนข้างทั่วถึง

ประชาชนชั้นล่างในเมืองและชนบทมีวิถีชีวิตอยู่ในระดับต่ำสุดของสังคม ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์นำหน้าชื่อ ไม่มีปากมีเสียง ตลอดประวัติศาสตร์ จากฐานะไพร่และทาสในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็น “ราษฎร” ในยุคหลัง 2475 ถึงปัจจุบัน ถูกปกครองในระบอบอำนาจนิยมที่มีเนื้อในเป็นอำนาจรัฐผูกขาดของกลุ่มจารีตนิยม-ราชการ ซึ่งบางช่วงก็เป็นเผด็จการทหารเต็มรูป และบางช่วงก็มีเปลือกนอกเป็นระบบเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง มีสภาและรัฐบาลพลเรือน แต่ปราศจากอำนาจจริง ไม่ว่ายุคสมัยใด ประชาชนชั้นล่างไม่เคยมีสิทธิ์มีเสียงทางการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ได้รับดอกผลโดยตรงจากการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ที่ยกระดับขึ้นบ้างก็เป็นเศษเหลือจากผู้ปกครองและชนชั้นกลางในเมือง

ชีวิตของประชาชนชั้นล่างมีลักษณะ “จนและเจ็บ” วนเวียนอยู่กับการทำมาหากินที่ยากเข็ญ แสวงหาช่องทางอาชีพถูกกฎหมายทุกประเภทเท่าที่จะคิดได้ หารายได้พอยังชีพ อาชีพที่ต้องใช้ทุนเป็นสิ่งยากยิ่งเพราะไม่มีช่องทางการกู้เงินในระบบ สถาบันการเงินไม่ต้อนรับ อาชีพหลักมีทั้งขายแรงงานรับจ้างรายวัน รับจ้างเบ็ดเตล็ดรายได้ไม่แน่นอน เช่าหรือผ่อนปัจจัยทุน เช่น แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือทำการค้าขนาดจิ๋วด้วยเงินทุนน้อยนิด แต่ละวันได้เงินเข้าบ้านสักร้อยสองร้อยบาท บางครอบครัวจำยอมให้ลูกผู้หญิงทำอาชีพอบายมุขเพื่อจุนเจือการศึกษาของพี่น้อง รักษาการเจ็บป่วยของพ่อแม่ และซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิต การใช้จ่ายประจำวันต้องกระเบียดกระเสียร ข้าวแกงจานละ 15 บาทกับ 20 บาทคือความแตกต่างสำคัญ การพักผ่อนบันเทิงในชีวิตคือ วิทยุโทรทัศน์ราคาถูก ๆ ในบ้าน การฉลองทำบุญในโอกาสสำคัญของครอบครัว เครือญาติ และเพื่อนบ้าน งานเทศกาล รวมทั้งหวยใต้ดินและการพนันเบ็ดเตล็ดเพื่อหลีกเลี่ยงความจำเจ ในหลายพื้นยังมีปัญหาสังคมที่เป็นอันตรายต่อสมาชิกในครอบครัว ทั้งยาเสพติดข้างบ้าน บ่อนพนันผิดกฎหมาย อาชญากรรมลักขโมยจี้ปล้นในชุมชน แล้วยังเผชิญการข่มเหงรังแกจากอิทธิพลเถื่อนและเจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่น

ปัญหาร้ายแรงในชีวิตคือ ความเจ็บป่วยซึ่งคนจนมักจะอดทนไม่รักษาและฝืนทำกินไปก่อน กระทั่งเจ็บหนักเสียแล้วจึงจำใจพึ่งโรงพยาบาลของรัฐในระบบคนไข้อนาถาที่อัดแน่น ขาดแคลน ทุกข์ทรมาน และไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างสิ้นเชิง หรือต้องพึ่งคลินิกแพทย์ซึ่งหลายแห่งก็ตั้งหน้าสูบเลือดขูดเนื้อ นอกจากนี้ ยังอาจมีปัญหาขัดแย้งกับอิทธิพลและเจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่น ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตในครอบครัว และส่วนใหญ่จำต้องแก้ปัญหาด้วยเงินก้อนใหญ่ ทั้งหมดนี้ ทำให้ “การกู้หนี้นอกระบบ” เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนชั้นล่าง ซึ่งนอกจากจะกู้เพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพแล้ว บางครั้งก็ต้องกู้มาจุนเจือการศึกษาของบุตรหลาน รวมทั้งใช้เงินก้อนรักษาการเจ็บป่วยของคนในครอบครัวและแก้ปัญหาความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐและอิทธิพลเถื่อนดังกล่าว

ประชาชนชั้นล่างมีความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์กับกลุ่มอิทธิพลและนักการเมืองท้องถิ่นก็เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนและครอบครัว เป็นอำนาจช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกันเอง หรือระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอิทธิพล ในยามฉุกเฉิน ก็เป็นแหล่งกู้ยืมหรืออนุเคราะห์ทางการเงิน เช่น เจ็บป่วย ลูกเข้าโรงเรียน งานบวช งานแต่ง งานศพ ประชาชนชาวบ้านจึงมักจะมีความสัมพันธ์ที่ผูกพันยาวนานกับผู้มีอิทธิพลและนักการเมืองในพื้นที่ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่รัฐไม่สามารถให้บริการขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึงเป็นธรรม และเป็นผลจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองชีวิตทรัพย์สินของพวกเขาได้ แล้วยังกลับเป็นภัยคุกคามประชาชนเสียเอง การเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อคนชั้นล่างเสมอมา เป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ที่พวกเขามีต่อนักการเมืองในพื้นที่ และเป็นการเสริมหลักประกันที่มีอยู่น้อยนิดในชีวิตอันยากเข็ญของพวกเขา

ชีวิตของประชาชนชั้นล่างเป็นความลึกลับที่ชนชั้นกลางในเมืองไม่สามารถเข้าใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญญาชน อาจารย์ นักวิชาการ ข้าราชการ ไปถึงราษฎรอาวุโสและองค์กรพัฒนาเอกชนที่อ้างตัวเสมอมาว่า “เข้าใจชาวบ้าน” และสมอ้างเป็น “ตัวแทนชาวบ้าน” คนพวกนี้ใช้ชีวิตพรั่งพร้อมไปด้วยความสุขสบาย การศึกษาถึงมหาวิทยาลัยและต่างประเทศ อาศัยทุนการศึกษาและเงินภาษีของประชาชน มีอาชีพตำแหน่งงานมั่นคง เจ็บป่วยมีเงินรักษา มีสวัสดิการในหน่วยงาน มีเงินซื้อบ้าน รถยนต์ สิ่งอำนวยความสะดวกและความบันเทิงทุกชนิด มีแหล่งเงินกู้ในระบบมากมายให้เลือก ไม่มีปัญหายาเสพติดใกล้บ้าน ไม่ต้องกลัวอิทธิพลอำนาจเถื่อน เจ้าหน้าที่รัฐไม่มายุ่งเกี่ยวรังแก ไม่ต้องพึ่งพานักการเมือง ผลก็คือ ชนชั้นกลางในเมืองนั่นแหละที่มักไม่สนใจการเลือกตั้งและประชาธิปไตย กระทั่งรังเกียจการเลือกตั้งและนักการเมืองว่า “ทุจริต”

 ในยามที่มีการเลือกตั้ง ประชาชนชั้นล่างก็จะเลือกนักการเมืองเหล่านี้เข้าไปในสภาและรัฐบาลซึ่งมักจะมีปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ประชาชนชั้นล่างก็จะถูกกล่าวหาจากปัญญาชนในเมืองทุกครั้งว่า “เห็นแก่เงิน ขายสิทธิ์ขายเสียงให้นักการเมืองเข้ามาทุจริตทำลายชาติ” ทั้งที่สาเหตุรากฐานที่แท้จริงคือการผูกขาดอำนาจรัฐโดยกลุ่มจารีตนิยม-ราชการที่รวมศูนย์โภคทรัพย์ความร่ำรวยและความสะดวกสบายทุกชนิดเอาไว้ที่พวกตนกลุ่มเล็ก ๆ ในเมืองหลวง โดยมีชนชั้นกลางในเมืองได้รับเศษผลประโยชน์ ไม่แบ่งปันทรัพยากรความมั่งคั่งไปสู่ประชาชนชั้นล่าง ไม่พัฒนาบริการของรัฐให้ทั่วถึงเป็นธรรม ทั้งระบบราชการที่ทุจริต ข้าราชการสมคบกับกลุ่มทุนเก่าและกลุ่มทุนภูธร ทั้งหมดนี้กดทับอยู่บนความทุกข์ยากของประชาชนชั้นล่างทั่วประเทศตลอดมา

ชนชั้นล่างเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญเมื่อรัฐธรรมนูญปี 2540 ทำให้มีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่เข้มแข็ง ชนะเลือกตั้งเข้ามาสู่รัฐสภาและจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็ง สามารถดำเนินนโยบายที่มีทิศทางเป็นเอกภาพได้ พวกเขาเลือกพรรคไทยรักไทยเข้าสู่สภาและเป็นแกนกลางของรัฐบาลในต้นปี 2544 เพราะว่านักการเมืองท้องถิ่นจำนวนมากที่พวกเขาผูกพันอยู่ได้ย้ายเข้าพรรคไทยรักไทย อีกทั้งพวกเขาต้องการทดสอบพรรคไทยรักไทยซึ่งหาเสียงเลือกตั้งด้วยนโยบายประชานิยมว่า จะนำประโยชน์ดังกล่าวมาให้พวกเขาได้จริงหรือไม่

 ชนชั้นล่างในเมืองและชนบทจึงเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากระบอบประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญ 2540 และจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ที่สำคัญที่สุดคือ โครงการสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) ทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากการพึ่งพาคลินิกแพทย์และระบบคนไข้อนาถาของโรงพยาบาลรัฐ ได้เข้าถึงทรัพยากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพเป็นครั้งแรก ได้รับการรักษาเอาใจใส่เยี่ยงเพื่อนมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรี พวกเขายังเริ่มมีช่องทางเข้าถึงปัจจัยทุนและเงินกู้ในระบบผ่านการพักหนี้เกษตรกร ธนาคารประชาชน กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง การแปลงทรัพย์สินเป็นทุน แท็กซี่เอื้ออาทร บ้านเอื้ออาทร ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โอนหนี้นอกระบบเป็นหนี้ในระบบ เป็นต้น ทำให้พวกเขาเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปปลดหนี้นอกระบบหรือเป็นทุนประกอบอาชีพ ขยายโอกาสสร้างรายได้ เพียงแค่ให้การรักษาพยาบาลและเงินกู้ในระบบสองประการนี้ก็ทำให้คนชั้นล่างสามารถลดเลิกการพึ่งพาหนี้นอกระบบได้ มีเงินเหลือไปประกอบอาชีพหรือใช้จ่ายจำเป็นในด้านอื่น ชนชั้นล่างยังได้รับประโยชน์จากนโยบายประชานิยมด้านสังคม เช่น โครงการเอสเอ็มแอลให้สิ่งปลูกสร้างถาวรในหมู่บ้าน การลดอิทธิพลในพื้นที่ ปราบปรามยาเสพติด ให้มีหวยบนดินผนวกกับโครงการหนึ่งทุนหนึ่งอำเภอให้โอกาสลูกชาวบ้านชนบทได้ไปเรียนถึงต่างประเทศ เป็นต้น

 แต่โครงการประชานิยมกลับเป็นที่เกลียดชังโดยชนชั้นปกครองและชนชั้นกลางในเมือง โดยเฉพาะพวกนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ราษฎรอาวุโส และองค์กรพัฒนาเอกชน พวกเขาด่าทอโครงการประชานิยมว่า “กระตุ้นลัทธิทุนนิยม-บริโภคนิยม” ในหมู่ประชาชน “มอมเมาซื้อเสียงจากชาวบ้าน” “ก่อหนี้ให้ชาวบ้านตกเป็นทาสที่พึ่งพารัฐบาลตลอดไป” คนพวกนี้ดูถูกดูแคลนคนชั้นล่างด้วยการวาดภาพว่า ชาวบ้านกู้เงินไปใช้จ่ายบริโภคฟุ่มเฟือย กินใช้ตะกรุมตะกรามจนหมดตัว ส่วนคนที่เอาเงินไปลงทุนประกอบอาชีพ ก็โง่เง่าไร้ความสามารถจนขาดทุนสิ้นเนื้อประดาตัว สุดท้ายมีแต่หนี้สินท่วมหัว ในสายตาของผู้ปกครองและปัญญาชนชั้นกลางในเมืองกลุ่มนี้ ประชาชนชั้นล่างถึงอย่างไรก็เป็นพวกโง่ อ่อนแอและไร้ความสามารถอยู่วันยังค่ำ สิ่งที่คนชั้นล่างควรทำไม่ใช่การดิ้นรนต่อสู้ด้วยตนเอง แต่เป็นชะเง้อ “รอคอยหยาดฝนชุ่มฉ่ำอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัย” เท่านั้นพอ

ปัญญาชนพวกนี้ไม่มีวันยอมรับว่า ประชาชนชั้นล่างก็มีสติปัญญาความสามารถ คิดวางแผนชั่งน้ำหนักที่เป็นเหตุเป็นผลได้ไม่น้อยกว่าคนที่มีการศึกษาในเมือง เพียงแต่สิ่งที่พวกเขาขาดคือ โอกาสเข้าถึงทรัพยากรและทุน ปัญญาชนพวกนี้อ้างด้านเดียวว่า นโยบายประชานิยมทำให้หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้นมากมาย แต่พวกเขาจงใจละเลยด้านคู่กันที่เป็นสาระสำคัญคือ การเพิ่มขึ้นของด้านทรัพย์สิน ซึ่งผู้กู้ใช้ประกอบอาชีพสร้างรายได้ เกิดเป็นกระแสเงินสด สะท้อนถึงความสามารถในการหารายได้และแบกรับภาระหนี้ของชาวบ้าน ข้อนี้เห็นได้จากข้อมูลซึ่งแสดงว่า ทั้งธนาคารประชาชนและกองทุนหมู่บ้านส่วนใหญ่มีหนี้เสียน้อยมาก เพียงร้อยละ 2-3 ของยอดเงินกู้รวมเท่านั้น ซึ่งยังต่ำกว่าสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในเมืองเสียอีก ปัญญาชนเหล่านี้แกล้งทำเป็นลืมไปว่า แม้แต่ในหมู่พวกเขาเองก็ต้องมีหนี้สินเพื่อจุนเจือบ้าน รถยนต์ การศึกษาของบุตร สิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิต และการประกอบธุรกิจของพวกเขาเอง

นโยบายประชานิยมทำให้ประชาชนชั้นล่างในเมืองและชนบทเข้าใจว่า ประโยชน์ที่ได้รับทั้งหมดนี้มากับระบอบประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญ 2540 นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขารับรู้ว่า “ประชาธิปไตยนั้นกินได้และเห็นหัวคนจน” ประชาธิปไตยทำให้พวกเขามีโอกาสทำกิน มีเงินทุน มีอาชีพ ปลดหนี้ มีแพทย์พยาบาลและยารักษาโรค ลดหรือปลอดยาเสพติดและอิทธิพลเถื่อน พวกเขาจึงเกิดการตื่นตัวทางประชาธิปไตยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน กลายเป็นฐานพลังอันเข้มแข็งสนับสนุนผู้นำพรรคไทยรักไทย ปกป้องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ 2540

 ความนิยมของประชาชนชั้นล่างจำนวนมากที่มีต่อผู้นำพรรคไทยรักไทยได้ถูกเยาะเย้ยว่า “งมงายยึดติดตัวบุคคล” โดยไม่เข้าใจว่า คำว่า “รักทักษิณ” ไม่ได้หมายถึง “รักตัวบุคคลทักษิณ ชินวัตร” แต่หมายถึง รักประชาธิปไตย รักรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ให้อำนาจพวกเขาตัดสินใจเลือกคนที่จะนำประโยชน์ต่าง ๆ ที่พวกเขาต้องการและความเจริญก้าวหน้าของประเทศมาให้ โดยไม่ต้อง “รอเทวดามาโปรด” อีกต่อไป

พลังสนับสนุนผู้นำพรรคไทยรักไทยแสดงออกชัดในการเลือกตั้งต้นปี 2548 ด้วยคะแนนท่วมท้นถึง 19 ล้านเสียง ซึ่งได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับกลุ่มจารีตนิยม-ราชการ-ทุนเก่า-ปัญญาชนขวาจัด ซึ่งสูญเสียประโยชน์ อำนาจ และสถานภาพจากนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและประชานิยมมาตลอด ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ แม้จะมีขบวนการปลุกปั่นบิดเบือนข้อมูล รุมโจมตีจากปัญญาชนและสื่อทุกชนิดรอบด้านตลอดช่วงปี 2548-49 แต่ผู้นำพรรคไทยรักไทยก็ยังคงได้การสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากประชาชนชั้นล่างทั่วประเทศและชนะการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ได้ถึง 16 ล้านเสียง รวมถึงครึ่งหนึ่งของกรุงเทพฯ พวกอำนาจนิยมขวาจัดจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลไทยรักไทย

 รัฐประหาร 19 กันยายนมีลักษณะเช่นเดียวกับรัฐประหาร 16 กันยายน 2500 และ 6 ตุลาคม 2519 คือ เป็นการกระทำของกลุ่มจารีตนิยมโดยตรงเพื่อโค่นล้มพลังการเมืองที่เห็นว่า “เป็นภัย” ต่อตน (จอมพล ป.พิบูลสงครามและส่วนที่เหลือของคณะราษฎรเมื่อ 16 กันยายน 2500 นิสิตนักศึกษาฝ่ายซ้ายเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 และผู้นำพรรคไทยรักไทยเมื่อ 19 กันยายน 2549) เป็นรัฐประหารเพื่อฟื้นหรือเสริมความเข้มแข็งให้กับอำนาจรัฐผูกขาดของกลุ่มจารีตนิยม มีการก่อตัวยาวนาน เดินแผนเป็นขั้นตอน ปล่อยข่าวลือ สร้างเรื่องเท็จ ขยายเรื่องเกินจริง ปลุกกระแสคลั่งชาติ ปั้นข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ให้เป็นความขัดแย้งระหว่างสถาบันกษัตริย์กับฝ่ายตรงข้าม สร้างกลุ่มมวลชนที่คลุ้มคลั่งเกลียดชังอย่างสุดขั้วออกมาเคลื่อนไหวสร้างวิกฤต เป็นเงื่อนไขรัฐประหารในที่สุด

 แต่รัฐประหาร 19 กันยายน ก็มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างคือ เกิดขึ้นท่ามกลางการตื่นตัวทางประชาธิปไตยอย่างสูงและความยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ 2540 อย่างแรงกล้าในหมู่ประชาชนชั้นล่างและชั้นกลางจำนวนมาก ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ต้นปี 2549 จนถึงรัฐประหารทุกขั้นตอนเกี่ยวพันถึงสถาบันจารีตประเพณีอย่างชัดแจ้ง รัฐประหารครั้งนี้จึงมีผลสะเทือนทางการเมืองที่แตกต่างจากในอดีตทุกครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่ประชาชนชั้นล่างรู้สึกต่อต้านรัฐประหารอย่างชัดเจนและเข้าใจว่า ได้ถูกปล้นชิงสิทธิ เสรีภาพ และอำนาจอธิปไตยไป พวกเขาโกรธเคืองเมื่อคณะรัฐประหารใช้กำลังอาวุธเข้าควบคุมพื้นที่และการสัญจรของประชาชน และยิ่งโกรธเคืองเมื่อรัฐบาลจากรัฐประหารตั้งหน้าบั่นทอนและทำลายนโยบายประชานิยมอย่างต่อเนื่อง ทำให้พวกเขายิ่งตระหนักชัดว่า รัฐประหารครั้งนี้ก็เพื่อแย่งชิงเอาผลประโยชน์ที่พวกตนเพิ่งได้มาตลอด 5 ปีนี้คืนไป

ชนชั้นปกครองอาจได้กระทำความผิดพลาดครั้งสำคัญที่สุดไปแล้วเมื่อวันที่ 19 กันยายน โดยประเมินพลังอำนาจทางจิตวิญญาณของพวกตนสูงเกินไป ประชาชนชั้นล่างและชั้นกลางจำนวนหนึ่งได้ “ตื่นจากฝันในเทพนิยาย” รู้แจ้งว่า แท้จริงแล้ว อะไรคือปัจจัยขัดขวางประชาธิปไตยและเป็นรากเหง้าของรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดหลายสิบปีมานี้ ผู้ปกครองกำลังบีบให้ประชาชนชั้นล่างและชั้นกลางต้องตัดสินใจเลือกที่เจ็บปวดและอันตรายที่สุดคือ การเลือกระหว่างระบอบอำนาจนิยมที่เป็นอำนาจรัฐผูกขาดของกลุ่มจารีตนิยม-ราชการและมีเปลือกนอกหุ้มห่อเป็น “ประชาธิปไตยแบบไทย” ในด้านหนึ่ง กับระบอบประชาธิปไตยมหาชนที่ปวงชนชาวไทยเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และเป็นผู้ใช้อำนาจนั้นด้วยตนเองในอีกด้านหนึ่ง เป็นการตัดสินใจเลือกระหว่างการยอมเป็น “ราษฎร” ที่อยู่ “ข้างใต้ผงฝุ่นใต้ฝ่าเท้า” ของผู้ปกครอง กับการลุกขึ้นยืนหยัด ประกาศตนเป็น “พลเมือง” ที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อันเท่าเทียม มีสิทธิ เสรีภาพ เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและใช้อำนาจนั้นด้วยตนเอง

ประชาชนชั้นล่างในเมืองและชนบทกำลังครุกรุ่นไปด้วยความโกรธ พวกเขามีจำนวนนับสิบล้านคนทั่วประเทศ มีการจัดตั้งผ่านเครือข่ายธรรมชาติในชุมชนและองค์กรท้องถิ่นต่าง ๆ เป็นกองทัพหลวงแห่งประชาธิปไตยที่รอวันยาตราทัพ มีเป้าหมายชัดเจนคือ เรียกร้องประชาธิปไตย ทวงอำนาจอธิปไตย เอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับคืนมา ให้มีการเลือกตั้งโดยทันที วันนี้ ประชาชนชั้นล่างในเมืองและชนบทเปรียบเสมือนฟางแห้งกองสุมกระจายอยู่ทั่วประเทศ รอเพียงเกิดประกายไฟและลมพายุ โหมกระพือให้เป็นไฟป่าไหม้ลามทุ่งเท่านั้น!

 

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ : มายาคติของ ‘ปัญญาชนตีสองหน้า’

เราได้เห็นแล้วว่า ปัญญาชนชั้นกลางกลุ่มใหญ่อันประกอบด้วย นักวิชาการ อาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้นำสหภาพแรงงาน นักเคลื่อนไหวองค์กรพัฒนาเอกชน ราษฎรอาวุโส ‘ผู้ดี’ รวมถึงอดีตคนเดือนตุลา ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครองจารีตนิยม-ราชการ เป็น ‘ปัญญาชนขุนนางใหม่’ ที่ร่วมมือกันก่อรัฐประหาร 19 กันยายน ปัญญาชนส่วนนี้ไม่ใช่พลังประชาธิปไตย แต่เป็นพลังอำนาจนิยม เราเรียกว่า ปัญญาชนขวาจัด

ยังมีปัญญาชนชั้นกลางอีกส่วนหนึ่งซึ่งมีบทบาทร่วมกับปัญญาชนขวาจัดในการขับไล่รัฐบาลไทยรักไทย พวกนี้สารภาพว่า ทันทีที่ได้ยินข่าวรัฐประหาร ก็รู้สึกโล่งอก ดีใจว่า วิกฤตการณ์จบสิ้นลงเสียที ขณะเดียวกันก็แก้ตัวว่า ‘ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร แต่ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ควรหันมาร่วมมือกันปฏิรูปการเมือง ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เกิดประชาธิปไตยและป้องกันการกลับมาของนักการเมืองโกงดีกว่า’ ทั้งที่ข้อแก้ตัวดังกล่าวมีตรรกะเดียวกันกับกรณีเจ้าของบ้านถูกโจรปล้นเผาบ้านไปแล้วก็บอกกับตัวเองว่า ‘ไม่เห็นด้วยกับการปล้นเผาบ้าน แต่ก็ได้เป็นไปแล้ว จึงควรหันมาร่วมมือกับโจร สร้างบ้านขึ้นมาใหม่ดีกว่า’

ปัญญาชนส่วนนี้ทำตัวเป็น ‘คนดีในสองโลก’ คือในโลกของชนชั้นปกครอง พวกเขาต่อต้าน ‘ระบอบทักษิณและนักการเมืองคดโกง’ แต่ในโลกของผู้ถูกปกครอง พวกเขาเรียกร้อง ‘สิทธิ เสรีภาพ ประชาธิปไตย’ คนพวกนี้อยากได้รางวัลการแสดงยอดเยี่ยมจากทั้งสองค่าย เราเรียกว่า ‘พวกปัญญาชนตีสองหน้า’

การวิเคราะห์จะแสดงให้เห็นว่า ในกรณี 19 กันยายน คนพวกนี้ถ้าไม่ใช่ไร้เดียงสาทางการเมืองอย่างสุดกู่ ก็เป็นพวกอำนาจนิยมเช่นเดียวกับปัญญาชนขวาจัด จะต่างกันก็เพียงว่า คนพวกนี้เป็นพวกอำนาจนิยมอีแอบเท่านั้น

 ปัญญาชนตีสองหน้ามีความเชื่อเหมือนปัญญาชนขวาจัดคือ ‘คุณธรรมนำประชาธิปไตย’ นักการเมืองต้องมีจริยธรรมสูงส่ง เสียสละ ไม่เห็นแก่ประโยชน์ตน ซื่อสัตย์สุจริต รัฐธรรมนูญต้องร่างเพื่อให้ ‘คนที่ขาวสะอาด’ เข้ามาสู่การเมือง คนพวกนี้ไม่เข้าใจว่า นักการเมืองทั่วโลกทุกชาติภาษาก็เหมือนกันหมดคือ ‘เห็นแก่ประโยชน์ตน’ หลักการของประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐจึงไม่ใช่ ‘ให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง’ แต่เป็นการใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายมาตีกรอบพฤติกรรมของนักการเมือง วางแรงจูงใจทางกฎหมายและมาตรการสังคมกำกับให้นักการเมืองมีพฤติกรรมและการกระทำที่ทุจริตน้อยที่สุดและประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด

 พวกปัญญาชนตีสองหน้าเชื่อและหมกมุ่นในวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ ไม่แพ้ปัญญาชนขวาจัด เห็นว่า ผู้นำรัฐบาลไทยรักไทยเป็นมหาอสุรกายจากนรก ขึ้นมาครอบงำระบบการเมืองและเศรษฐกิจอย่างเบ็ดเสร็จจนไม่มีทางออก ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญถูกทำลายเหลือแต่สัญลักษณ์ การเลือกตั้งและวิถีทางประชาธิปไตยปกติจึงไม่ใช่ทางเลือก ปัญญาชนกลุ่มนี้จึงเข้าเป็นแนวร่วมกับพวกปัญญาชนขวาจัด ปฏิเสธการเลือกตั้ง เคลื่อนไหวประท้วงขับไล่ผู้นำรัฐบาล คนพวกนี้แสร้งไม่เข้าใจว่า วาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ นั้น เนื้อแท้คือมุ่งฉีกรัฐธรรมนูญ ทำลายประชาธิปไตย และสถาปนาระบอบอำนาจนิยม

แม้กลุ่มปัญญาชนขวาจัดจะได้แสดงสีสันที่เป็นอำนาจนิยมออกมาอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มการเคลื่อนไหวต้นปี 2549 ด้วยการเรียกร้องมาตรา 7 และให้มีรัฐประหาร แต่พวกปัญญาชนตีสองหน้าก็ยังหลับหูหลับตาเป็นแนวร่วมขับไล่รัฐบาลอย่างเสมอต้นเสมอปลาย โดยแก้ตัวว่า ‘ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 7 และรัฐประหาร แต่ต้องแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างไว้ก่อน’ ซึ่งก็คือ เชื่อว่า ระหว่างภัยรัฐประหารกับ ‘ภัยระบอบทักษิณ’ นั้น อย่างหลังอันตรายกว่า

พวกนี้เข้าข่ายไร้เดียงสาทางการเมืองหากเชื่อว่า พวกตนสามารถโค่นล้ม ‘ระบอบทักษิณ’ ลงโดยที่ยังรักษารัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยเอาไว้ได้ ซึ่งก็คือ เชื่อว่า พวกตนมีพลังอันเกรียงไกรที่จะสร้างความปั่นป่วนและวิกฤตจนไล่รัฐบาลออกไปได้สำเร็จโดยที่สามารถยันภัยรัฐประหารเอาไว้ได้ในขณะเดียวกัน ปัญญาชนตีสองหน้าไม่เข้าใจว่า ประชาธิปไตยไม่ได้ลอยอยู่ในสุญญากาศ หากแต่ต้องมีพลังชนชั้นหลักในสังคมสนับสนุน และก่อน 19 กันยายน พลังที่ต้องการรักษารัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยไว้เพื่อผลประโยชน์ตนก็คือ รัฐบาลไทยรักไทยของกลุ่มทุนใหม่และพลังชนชั้นล่างในเมืองและชนบท แต่พวกเขาทำเป็นไม่เห็นและยังเลือกที่จะร่วมมือกับปัญญาชนขวาจัดเพื่อขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

คนพวกนี้เข้าข่ายเป็นพวกอำนาจนิยมอีแอบหากประเมินว่า ‘ระบอบทักษิณ’ ที่ยังมีรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง หลักนิติรัฐ และสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน (ที่แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่ก็ยังไม่ถูกทำลาย) มีอันตรายและเลวร้ายยิ่งกว่ารัฐประหารที่ปกครองด้วยคำสั่ง ประกาศ ธรรมนูญการปกครอง และกฎอัยการศึก

ความเป็นอำนาจนิยมอีแอบของคนกลุ่มนี้ยังแสดงออกผ่านคำขวัญ ‘ไม่เอาทักษิณ ไม่เอารัฐประหาญ’ ซึ่งก็คือ ให้มีประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง แต่ถ้าทักษิณชนะเลือกตั้ง พวกตนก็จะออกมาขับไล่ทักษิณ ตรรกะดังกล่าวเป็นผลพวงของวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ ที่เชื่อว่า รัฐบาลไทยรักไทยชนะเลือกตั้งด้วยการ ‘ซื้อเสียง’ ผ่านนโยบายประชานิยมที่มอมเมาและกระตุ้นความอยากบริโภคของประชาชนชั้นล่าง จึงเป็นเสียงข้างมากที่ ‘ไม่มีความชอบธรรม’

เอาเข้าจริง ปัญญาชนตีสองหน้ากำลังพูดว่า ‘มีประชาธิปไตย มีเลือกตั้งก็ดี แต่ต้องเลือกเฉพาะคนที่พวกฉันเห็นด้วยเท่านั้นนะ ถ้าเลือกคนอื่น ก็คือเอ็งโง่’ นี่คืออัตตาธิปไตยของปัญญาชน ซึ่งไม่ต่างอะไรเลยจากผู้ปกครองจารีตนิยม-ราชการ และปัญญาชนขวาจัด

 ธาตุแท้ที่เป็นอำนาจนิยมอีแอบของปัญญาชนตีสองหน้ายังแสดงออกผ่านวาทกรรมและภาษาที่ใช้ในบทความและเสวนาน้ำท่วมทุ่งของพวกเขา ซึ่งเต็มไปด้วยการเหยียดหยามและด่าทอนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งอย่างหยาบคาย แต่สุภาพอ่อนโยน อ่อนน้อม อ้อมค้อม ระมัดระวังเมื่อกล่าวถึงผู้ปกครองและพวกจารีตนิยม-ราชการ ซึ่งสะท้อนทัศนะเดียวกันกับปัญญาชนขวาจัดคือ นักการเมืองมีแต่สกปรกคดโกงน่ารังเกียจ ส่วนพวกผู้ดี ราชการ และปัญญาชนนั้นมีคุณธรรมจริยธรรม ซื่อสัตย์สุจริต น่ากราบไหว้

 ด้วยวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ ของพวกปัญญาชนตีสองหน้าและการเป็นแนวร่วมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลมาแต่ต้น โดยทำเป็นไม่เห็นสีสันอำนาจนิยมของปัญญาชนขวาจัดและภัยรัฐประหาร พวกเขาจึงมีส่วนรับผิดชอบต่อรัฐประหาร 19 กันยายนอย่างเต็มที่ การที่พวกเขาออกมาทำหน้าไร้เดียงสาประกาศว่า ‘ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร’ จึงเป็นการแก้เกี้ยว ไม่ให้ตัวเองแปดเปื้อนมลทินอำนาจนิยมมากเกินไป โดยนึกว่า ใคร ๆ  เขาล้วนมีความจำสั้นหมด

 ภายหลัง 19 กันยายน ปัญญาชนตีสองหน้าก็ยังคงแสดงความเป็นอำนาจนิยมอีแอบอย่างต่อเนื่องผ่านท่าทีที่มีต่ออำนาจรัฐประหารอีกด้วย แม้หน้าฉากจะบอกว่า ‘ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร’ แต่กลับยอมรับหน้าตาเฉยว่า ‘รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกฉีกไปแล้ว มาช่วยกันร่างฉบับใหม่ดีกว่า’ ซึ่งก็เป็นสิ่งเดียวกับที่คณะรัฐประหารต้องการนั่นเอง กิจกรรมสุดโปรดที่คนพวกนี้ทำกันอย่างคึกคักในขณะนี้จึงเป็นการตั้งเวทีสัมมนาอภิปราย แสดงความเห็น รวบรวมข้อคิดในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อนำเสนอต่อผู้มีอำนาจ ในข้อนี้ พวกเขาคงต้องไร้เดียงสาอย่างสุดบรรยายด้วยหากเชื่อว่า จะสามารถมีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อทิศทางและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญใหม่ที่ร่างขึ้นภายใต้อำนาจรัฐประหาร

 ข้อนี้ยังพิสูจน์ว่า ปัญญาชนตีสองหน้ามีธาตุแท้เป็นอำนาจนิยมอีแอบที่สนับสนุนรัฐประหารด้วย การที่พวกเขาไม่ปฏิเสธรัฐประหาร แต่สนับสนุนให้ ‘ปฏิรูปการเมืองและร่างรัฐธรรมนูญใหม่’ สะท้อนว่า พวกนี้ยังคงเชื่อว่า ปัญหาหลักไม่ใช่รัฐประหารและระบอบอำนาจนิยม ไม่ใช่การเข้ามารวบและสืบทอดอำนาจโดยกลุ่มจารีตนิยม-ราชการ แต่เป็นนักการเมืองคดโคงที่มาจากการเลือกตั้ง ภารกิจสำคัญจึงเป็น ‘ปฏิรูปการเมืองเพื่อป้องกันนักการเมืองโกงกลับมา’ ไม่ใช่การขจัดอำนาจนิยมของราชการ พวกเขาเห็นพวกจารีตนิยม-ราชการเป็นกัลยาณมิตรมิตรที่อาจเข้าไปพูดคุยและผลักดันให้ร่าง ‘รัฐธรรมนูญที่ดี’ ออกมาได้ แต่เห็นนักการเมืองเลือกตั้งเป็นศัตรูและเห็นประชาชนชั้นล่างส่วนข้างมากของประเทศที่ลงคะแนนสนับสนุนนักการเมืองว่า ‘ถูกมอมเมาด้วยประชานิยม เป็นเครื่องมือนักการเมือง และไม่มีวันเป็นพลังประชาธิปไตย’

 ปัญญาชนตีสองหน้าไม่เข้าใจว่า ความขัดแย้งหลักในวันนี้ไม่ใช่ระหว่าง ‘ระบอบประชาธิปไตย’ กับ ‘นักการเมืองโกง’ แต่เป็นการต่อสู้ทางชนชั้นและการต่อสู้สองแนวทางอันแหลมคมระหว่างระบอบอำนาจนิยมแฝงเร้นของพันธมิตรจารีตนิยม-ราชการ-ปัญญาชนขวาจัดและกลุ่มทุนเก่าด้านหนึ่ง กับ ‘ระบอบประชาธิปไตยมหาชน’ ของพันธมิตรประชาชนชั้นล่างในเมืองและชนบท-ปัญญาชนประชาธิปไตยและกลุ่มทุนใหม่ในอีกด้านหนึ่ง

 การที่ปัญญาชนตีสองหน้าในวันนี้ยังเสนอว่า ‘ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร แต่เห็นด้วยให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อลงโทษนักการเมือง’ จึงสะท้อนความเป็นนักประชาธิปไตยจอมปลอมของพวกเขาได้อย่างหมดเปลือก

 ความจอมปลอมของคนพวกนี้ยังเห็นได้ชัดจากการที่พวกเขาประณามหยามเหยียดนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งว่า ‘ไม่ใช่ตัวแทนประชาชนเพราะโกงและซื้อเสียง’ แต่กลับสมอ้าง เรียกตัวเองอย่างสนิทใจว่า เป็น ‘ตัวแทนภาคประชาชน’ และความคิดเห็นของตนเป็น ‘ความเห็นของประชาชน’ ทั้ง ๆ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้เรื่องและไม่เคยแต่งตั้งคนพวกนี้ให้เป็น ‘ตัวแทน’ แต่อย่างใด ไม่ว่าในทางใด

 ปัญญาชนตีสองหน้าจึงมีเนื้อแท้ที่เหมือนปัญญาชนขวาจัดมากกว่าที่เห็นจากภายนอก เพราะพวกเขามีลักษณะสำคัญร่วมกันคือ มีสถานะเป็นพวก ‘ขุนนางใหม่’ ในระบบสังคมการเมืองไทยปัจจุบันเช่นเดียวกัน ในทางการเมือง พวกเขาจึงหวาดระแวงการเมืองแบบเลือกตั้งและเกลียดชังนักการเมือง ในทางเศรษฐกิจ พวกเขาปฏิเสธทุนนิยมโลกาภิวัฒน์

 แต่คนพวกนี้อาจเป็นอันตรายยิ่งกว่าปัญญาชนขวาจัด เพราะเป็นพวกที่คอยปล่อยม่านควัน สร้างความสับสน อ้างตัวเป็นทั้ง ‘ฝ่ายจริยธรรม’ และ ‘ฝ่ายประชาชน’ ยกตนสูงส่งเหนือผู้อื่น โทษทุกคนรอบตัว เริ่มด้วยการโทษทักษิณ โทษประชาชนที่เลือกทักษิณ โทษความขาดแคลนในชนบทที่ทำให้ประชาชนเลือกทักษิณ โทษนักการเมืองโกง โทษรัฐธรรมนูญ หาว่าทั้งหมดนี้ทำให้เกิดรัฐประหาร จากนั้นก็โทษคนที่ต้านรัฐประหารและต้านรัฐธรรมนูญใหม่ว่า ‘ขัดขวางการปฏิรูปการเมือง’ แต่คนพวกนี้ไม่เคยโทษตัวเองเลยว่า เป็นตัวการสำคัญอย่างให้อภัยไม่ได้ที่นำมาซึ่งรัฐประหาร 19 กันยายน

 

 

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ : มายาคติ ‘ประชาธิปไตย’ ของปัญญาชนชั้นกลางไทย

คืนวันที่ 19 กันยายน 2549 พลันเสียงประกาศ “โปรดฟังอีกครั้ง ...” ปัญญาชนชั้นกลางไทยกลุ่มใหญ่ต่างไชโยโห่ร้องว่า “เราชนะแล้ว” “ระบอบทักษิณพังทลายแล้ว” ปัญญาชนกลุ่มนี้ประกอบด้วยนักวิชาการ อาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัย นักเคลื่อนไหวองค์กรพัฒนาเอกชน ผู้นำสหภาพแรงงาน ราษฎรอาวุโส “ผู้ดี” แม้แต่ “คนเดือนตุลา” ที่อดีตเคยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

วันที่ 19 กันยายนเป็นหินลองทองที่พิสูจน์ว่า ใครและชนชั้นใดต้องการประชาธิปไตย และใคร ชนชั้นใดที่เป็น “พวกอำนาจนิยม” ณ วันนี้ ปัญญาชนชั้นกลางกลุ่มใหญ่ได้กลายเป็นพวกขวาจัด สนับสนุนและชื่นชมรัฐประหารที่สถาปนา “ระบอบปฏิรูป” แล้วต่างก็แย่งกันวิ่งเข้าไปขอส่วนแบ่ง ทั้งยศ ตำแหน่ง และเงินกันอย่างครึกครื้น

ทั้งหมดนี้ได้ก่อให้เกิดการถกเถียงในกลุ่มปัญญาชนส่วนที่คัดค้านรัฐประหารว่า เกิดอะไรขึ้นกับปัญญาชนชั้นกลางไทยส่วนมาก? พวกเขาน่าที่จะเป็น “กองหน้าประชาธิปไตย” ไม่ใช่ “พวกหามเสลี่ยงอำนาจนิยม” คำอธิบายก็มี เช่น “คนพวกนี้หลงผิด” “ถูกอารมณ์เกลียดชังทักษิณเข้าครอบงำจนหน้ามืด” “สร้างวาทกรรมระบอบทักษิณขึ้นมาหลอกตัวเองจนหลงเชื่อหัวปักหัวปำ” แต่คำตอบเหล่านี้เน้นไปที่อัตวิสัยตัวบุคคลเท่านั้น โดยไม่ได้ตอบว่า เหตุใดพวกเขาจึง “แห่แหนไปเป็นพวกอำนาจนิยมขวาจัดอย่างพร้อมเพรียงกันหมด”

 คำตอบคือ ปัญญาชนชั้นกลางส่วนนี้ปัจจุบันได้เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครองจารีตนิยม-ขุนนางไปแล้ว พวกเขาไม่เคยเป็นฐานพลังและกองหน้าประชาธิปไตยที่แท้จริงในสังคมไทย แม้บางคนเคยมีส่วนร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเมื่อตุลาคม 2516 และพฤษภาคม 2535 ก็ตาม สิ่งที่คนพวกนี้ใฝ่ฝันต้องการมาตลอดยุคสมัยคือ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครอง ให้ชนชั้นจารีตนิยม-ขุนนางขยายสมาชิกภาพความเป็น “อภิสิทธิ์ชน” มาให้พวกตน

 ปัญญาชนชั้นกลางเป็นดอกผลของการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมและการศึกษาในยุค 2500-2516 ซึ่งเป็นเผด็จการทหารด้วยอำนาจรัฐที่ผูกขาดในวงแคบของชนชั้นจารีตนิยม-ขุนนาง การต่อสู้เพื่อ “ประชาธิปไตย” ของปัญญาชนชั้นกลางก็คือ ยุติการผูกขาดอำนาจในหมู่ขุนนางราชการและให้ขยายขอบข่ายอำนาจนั้นมาสู่ “คนนอก” แม้พวกเขาจะประสบความสำเร็จในเดือนตุลาคม 2516 แต่ดอกผลก็ถูกปล้นชิงกลับคืนไปในเดือนตุลาคม 2519 ปัญญาชนชั้นกลางเหล่านี้ยังคงดิ้นรนต่อสู้เรียกร้อง “ประชาธิปไตย” ของพวกตนมาตลอดยุค 2520 ซึ่งการเมืองเป็นระบอบอำนาจนิยมแฝงเร้นที่ชนชั้นจารีตนิยม-ขุนนางกุมอำนาจรัฐจริง แต่มีเปลือกนอกเป็น “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ที่มีการเลือกตั้งและมีพรรคการเมืองกับรัฐบาลที่อ่อนแอ

 ปัญญาชนชั้นกลางกลุ่มนี้สนับสนุนหรือไม่คัดค้านรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 เพราะพวกเขาเองมีทั้งผลประโยชน์และจิตวิทยาร่วมกับชนชั้นจารีตนิยม-ขุนนางที่รังเกียจนักการเมืองที่เลือกตั้งโดยชนชั้นล่างทั่วประเทศ แต่พวกเขาคัดค้านนายกรัฐมนตรีจากการแต่งตั้งในเดือนพฤษภาคม 2535 ก็เพราะนั่นเป็นสัญญาณที่แสดงว่า ชนชั้นจารีตนิยม-ขุนนางยังคงต้องการผูกขาดอำนาจไว้ในกลุ่มเล็กแคบของตนเหมือนเดิมด้วยการย้อนยุคการเมืองไปถึงปี 2523

 ชนชั้นจารีตนิยม-ขุนนางจึงสรุปบทเรียนได้ว่า ต้องเจียดสมาชิกภาพในอำนาจไปให้ปัญญาชนชั้นกลางเพื่อให้เป็นพันธมิตรและ “คนหามเสลี่ยง” แก่พวกตน ปัญญาชนชั้นกลางจึงเป็นผู้ที่ได้เสพดอกผลแห่ง “ชัยชนะ” ของเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 สถานะการเมืองสังคมได้ยกสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนับแต่นั้น พวกเขาคอยชะเง้อ ชูสองมือ ร้องขอยศ ตำแหน่ง และผลประโยชน์จากผู้ปกครอง ได้เข้าไปอยู่ในกลไกอำนาจทั้งในระบบราชการและองค์กรการเมืองผ่านสถานะของตนในมหาวิทยาลัยและองค์กรพัฒนาเอกชน สมอ้างเป็น “ตัวแทนภาคประชาชน” แต่แท้จริงเป็นพวก “ขุนนางใหม่” ในระบอบอำนาจนิยมแฝงเร้น

ปัญญาชนชั้นกลางกลุ่มนี้ต่อต้านรัฐบาลไทยรักไทยของกลุ่มทุนใหม่เพราะฐานพลังชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบทกับนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ของกลุ่มทุนใหม่นั้นเป็นภัยคุกคามต่อชนชั้นจารีตนิยม-ขุนนางและต่อสถานะ “ขุนนางใหม่” ของพวกตน นี่คือสาเหตุที่พวกเขาสร้างแล้วก็ดูดซับวาทกรรม “ระบอบทักษิณ” เข้าไปได้ง่าย รวดเร็ว ปลุกปั่นขึ้นเป็นอารมณ์เกลียดชังสุดขั้ว ร่วมกับชนชั้นจารีตนิยม-ขุนนางก่อตัวขึ้นเป็นแนวร่วมอำนาจนิยม เพื่อโค่นล้มรัฐบาลไทยรักไทยและฉีกรัฐธรรมนูญ

คนพวกนี้พูดได้ถูกต้องที่ว่า รัฐประหาร 19 กันยายนแตกต่างจากรัฐประหารทั้งปวงในอดีตแต่ไม่ใช่เพราะนี่เป็น “รัฐประหารที่ดี” หรือ “รัฐประหารเพื่อปฏิรูปการเมืองประชาธิปไตย” ตามที่คนพวกนี้อ้าง หากแต่เป็นรัฐประหารครั้งแรกที่ปัญญาชนขุนนางใหม่มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ตั้งแต่เริ่มต้นก่อวิกฤตการเมืองกลางปี 2548 จนถึงวันที่ 19 กันยายน 2549 และก็ได้รับส่วนแบ่งกันถ้วนหน้า เราจึงได้เห็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติและองค์กรการเมืองต่าง ๆ ภายหลังรัฐประหารที่เต็มไปด้วยนักวิชาการ อาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัย นักกฎหมาย ผู้นำองค์กรพัฒนาเอกชน “ตัวแทนภาคประชาชน” และคนเดือนตุลาเข้าไปนั่งกันอย่างภาคภูมิใจ

วันที่ 19 กันยายนจึงเป็นรัฐประหารร่วมของพันธมิตรจารีตนิยม-ราชการ-ปัญญาชนขุนนางใหม่เพื่อสถาปนาสิ่งที่บางคนเรียกว่า “ประชาธิปไตยภูมิปัญญาไทย” แต่เนื้อแท้เป็นระบอบอภิสิทธิ์ชน ที่สำคัญคือ นี่อาจเป็นรัฐประหารร่วมครั้งสุดท้ายของพวกเขาด้วยเมื่อ “ระบอบประชาธิปไตยมหาชน” มาถึง

ทั้งหมดนี้ เรายังไม่ได้กล่าวถึงปัญญาชนชั้นกลางอีกส่วนหนึ่งซึ่งในคืนวันที่ 19 กันยายน ได้แสดงอาการรู้สึกว่า “โล่งอก” “วิกฤตการณ์ได้จบสิ้นลงเสียที” และ “ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร แต่ก็เป็นไปแล้ว มาช่วยกอบกู้บ้านเมืองกันดีกว่า” เรายังต้องอธิบายธาตุแท้และอาการป่วยของปัญญาชนกลุ่มนี้ในโอกาสต่อไป

 

 

บทความพิชิต : ระบอบประชาธิปไตยของปวงประชามหาชน

นับแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา สถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจได้เลวร้ายลงเป็นลำดับ และปัจจุบัน กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่วิกฤตอย่างรวดเร็ว การสัประยุทธ์ครั้งใหญ่ระหว่างระบอบเผด็จการอำนาจนิยมของกลุ่มจารีตนิยม-ราชการด้านหนึ่ง กับขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของปวงประชามหาชนในอีกด้านหนึ่งกำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ

รัฐประหาร 19 กันยายน เป็นข้อพิสูจน์อีกครั้งหนึ่งว่า การเมืองไทยนับแต่รัฐประหาร 16 กันยายน 2500 เป็นต้นมามีเนื้อในที่เป็นระบอบอำนาจนิยมของกลุ่มจารีตนิยม-ราชการซึ่งผูกขาดครอบงำการใช้อำนาจรัฐผ่านแกนในของกองทัพและระบบราชการ แต่มีเปลือกนอกเป็นการสลับกันไปมาระหว่างระบอบเผด็จการทหารแบบโจ่งแจ้งกับระบอบรัฐธรรมนูญที่มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองและรัฐบาลที่อ่อนแอ มีนายกรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนหุ่นเชิดของกลุ่มจารีตนิยม ส่วนในทางเศรษฐกิจ ก็เป็นระบบทุนนิยมขุนนางที่พวกจารีตนิยมและพันธมิตรทุนเก่าของพวกเขาผูกขาดครอบงำเศรษฐกิจ อยู่บนโภคทรัพย์จำนวนมหาศาลที่สร้างโดยหยาดเหงื่อแรงงานชีวิตของปวงประชาชนมหาชนชั้นล่างในเมืองและชนบท

รัฐประหาร 19 กันยายนจึงมีลักษณะเช่นเดียวกับรัฐประหารของพวกจารีตนิยม-กองทัพในอดีต คือเป็นการฉีกเปลือกนอกที่เป็นระบอบรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งซึ่ง “ไม่สะดวก” ออกไป และเผยให้เห็นเนื้อในที่เป็นระบอบอำนาจนิยมของกลุ่มจารีตนิยม-ราชการออกมาอย่างโจ่งแจ้งอีกครั้ง แต่รัฐประหาร 19 กันยายนก็มีลักษณะที่แตกต่างไปจากอดีต เพราะรัฐประหารครั้งนี้มีเนื้อหาสาระพิเศษคือ เป็นการโค่นล้มนายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็งและเป็นนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนชั้นกลางและชั้นล่างทั่วประเทศ รวมทั้งเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ที่มีลักษณะแตกต่างจากรัฐธรรมนูญในอดีต เพราะเป็นเงื่อนไขให้มีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ มีรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่มั่นคง สามารถดำเนินนโยบายบริหารประเทศที่เป็นอิสระจากกลุ่มจารีตนิยมได้ชั่วขณะ

 ในสายตาของพวกจารีตนิยม ความผิดของผู้นำไทยรักไทยคือ การปฏิรูประบบเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ลงทุนโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ เปิดเสรีการค้าการลงทุน เสริมสร้างศักยภาพและความสามารถในการผลิตและแข่งขันของไทย มุ่งยกระดับเศรษฐกิจไทยจากการผลิตที่เน้นแรงงาน ไปสู่การผลิตที่เน้นฝีมือและความรู้ แปรเศรษฐกิจสังคมไทยให้ทันสมัย แต่ทั้งหมดนี้เป็นทิศทางที่ทำให้กลุ่มจารีตนิยม-ราชการและทุนเก่าต้องสูญเสียผลประโยชน์และอำนาจผูกขาดที่พวกเขาได้ครอบงำเศรษฐกิจไทยมานับร้อยปี

 แต่ความผิดบาปขั้นมหันตโทษของผู้นำไทยรักไทยกลับเป็นการดำเนินมาตรการประชานิยมหลายสิบโครงการ โอนย้ายทรัพยากรจำนวนมหาศาลจากส่วนกลางไปสู่ประชาชนชั้นล่างที่เป็นคนจนในเมืองและชนบททั่วประเทศ ให้ประชาชนชั้นล่างได้เข้าถึงโอกาส อาชีพ เงินทุน และสวัสดิการพยาบาลเป็นครั้งแรกในชั่วชีวิตของพวกเขา สร้างความนิยมในตัวผู้นำรัฐบาลอย่างกว้างขวางและไม่เคยปรากฏมาก่อน ชัยชนะเลือกตั้ง 19 ล้านเสียงเมื่อต้นปี 2548 และ 16 ล้านเสียงเมื่อเดือนเมษายน 2549 ของผู้นำไทยรักไทยได้สร้างความตระหนกสุดขีดให้กับกลุ่มจารีตนิยม เพราะประชาชนชั้นล่างผู้ยากจนนับสิบล้านคนทั่วประเทศนั้น แต่ไหนแต่ไรมาก็คือฐานพลังการเมืองที่สำคัญที่สุดของกลุ่มจารีตนิยมที่พวกเขาเพียรสร้างและรักษาเอาไว้ตลอดมา ความนิยมของประชาชนชั้นกลางและชั้นล่างทั่วประเทศที่มีต่อผู้นำไทยรักไทยนี้แหละที่ถูกมองว่า เป็นภัยอันตรายสำคัญต่อสถานะและอำนาจของพวกจารีตนิยม

 รัฐประหาร 19 กันยายนมีลักษณะเฉพาะเช่นเดียวกับรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 คือ เป็นรัฐประหารที่พวกจารีตนิยมได้ยอมลงทุนฉีกหน้ากาก “นักบุญ” ของตนเองทิ้งและเผยโฉมหน้าอัปลักษณ์ที่เป็นเผด็จการอำนาจนิยมออกมาอย่างโจ่งแจ้งไม่ปิดบังอีกต่อไป แต่ในขณะที่รัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 เป็นเพียงการปราบปรามเข่นฆ่านิสิตนักศึกษาฝ่ายซ้ายจำนวนน้อยในเมือง และมิได้มีผลสะเทือนในแง่การเมืองของชนชั้นโดยตรงและชัดเจน รัฐประหาร 19 กันยายนกลับมีผลสะเทือนลึกซึ้งอย่างยิ่งเพราะเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางชนชั้นอันแหลมคมและกว้างขวางทั่วประเทศระหว่างกลุ่มจารีตนิยม-ราชการ-ทุนเก่า-ปัญญาชนขวาจัดด้านหนึ่ง กับกลุ่มทุนใหม่-ปัญญาประชาธิปไตย-ชนชั้นล่างในเมืองและชนบทในอีกด้านหนึ่ง เป็นรัฐประหารท่ามกลางความขัดแย้งที่ประชาชนชั้นกลางในเมืองและชนชั้นล่างทั่วประเทศกำลังมีการตื่นตัวทางประชาธิปไตยและทางการเมืองในระดับสูง

 รัฐประหาร 19 กันยายนทำให้ประชาชนจำนวนมากได้เห็น “โฉมหน้าที่แท้จริง” ของพวกจารีตนิยมเป็นครั้งแรก ผลก็คือ ผู้คนเกิดอาการ “ตื่นจากฝันในเทพนิยาย” เป็น “โรคตาสว่าง” และเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า อะไรคืออุปสรรคขัดขวางที่สำคัญที่สุดของประชาธิปไตยตลอดหลายสิบปีมานี้

 แต่พวกจารีตนิยมไม่เข้าใจว่า ช่วง 15 ปีนับแต่รัฐประหารของ รสช.เป็นต้นมา สังคมไทยและประชาชนไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ในทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยได้พัฒนาก้าวหน้าไปผูกพันกับระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ในสากลอย่างแยกไม่ออกทั้งในด้านการค้า การลงทุน วัฒนธรรม และเทคโนโลยี ในด้านการเมือง ประชาชนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชนชั้นล่างในเมืองและชนบท ได้เกิดการตื่นตัวทางประชาธิปไตยอย่างสูงอันเป็นผลสะเทือนจากรัฐธรรมนูญ 2540

 รัฐบาลทหารจึงได้กระทำการผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่าในนโยบายเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากไม่มีความเข้าใจในความเกี่ยวเนื่องระหว่างเศรษฐกิจไทยกับเศรษฐกิจโลกและในพัฒนาการล่าสุดของระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ เป้าหมายของพวกจารีตนิยมคือ กระชากให้ระบบเศรษฐกิจไทยเดินถอยหลัง ปฏิเสธการแข่งขันและการเปิดเสรีการค้าการลงทุน ต่อต้านโลกาภิวัตน์ แช่แข็งระบบเศรษฐกิจไทยให้หยุดนิ่งจมปลักอยู่กับระบบทุนนิยมขุนนางที่พวกจารีตนิยมและกลุ่มทุนเก่ามีอำนาจผูกขาดครอบงำไปตลอดกาล สกัดและเบียดขับกลุ่มทุนใหม่ ให้ประชาชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบทเป็นเพียงข้าไพร่บริวารผู้ผลิตมูลค่า แรงงานและทรัพยากร ที่ถูกสูบขึ้นไปเป็นโภคทรัพย์อันมหาศาลของกลุ่มจารีตนิยม-ทุนเก่าปีแล้วปีเล่าต่อไปไม่สิ้นสุด

พวกเขาชูแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ให้เป็นนโยบายการบริหารประเทศอย่างทั่วด้าน แต่กลับไม่สามารถอรรถาธิบายความหมายได้อย่างชัดเจน สร้างความสับสนให้แก่ภาคธุรกิจไทยและต่างชาติที่สงสัยว่า นี่อาจเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธโลกาภิวัตน์ พวกเขาเพิ่มงบประมาณกลาโหมปี 2550 จาก 8 หมื่นล้านบาทไปเป็นกว่าแสนล้านบาท เพิ่มถึงกว่า 30% ซึ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์ หว่านโปรยเม็ดเงินงบประมาณสารพัดรายการให้กับคณะรัฐประหารและแต่งตั้งนายทหารรวมทั้งสมุนที่เป็นพวกปัญญาชนขวาจัดเข้ามาเสวยผลประโยชน์ในรัฐวิสาหกิจอย่างอิ่มหมีพีมัน สร้างความโกรธแค้นชิงชังทั่วไปในหมู่ประชาชน

 พวกเขาประกาศใช้มาตรการกันสำรอง 30% ต่อเงินทุนไหลเข้า สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดให้กับตลาดทุนและทำลายความเชื่อถือของนักลงทุนไทย-ต่างชาติที่มีต่อธนาคารแห่งประเทศจนหมดสิ้น อีกทั้งไม่สามารถแก้ปัญหาการเก็งกำไรที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าจนเป็นอันตรายต่อการส่งออกไทยตามที่อ้าง พวกเขาผลักดันการแก้ไข พรบ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กำหนดนิยามใหม่ในการเป็น “ธุรกิจไทย” จงใจใช้กฎหมายย้อนหลังเล่นงานนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย บังคับให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติในธุรกิจบัญชีหนึ่งและบัญชีสองต้องขายหุ้นให้คนไทยภายในสองปี ในอีกด้านหนึ่ง ก็ประกาศ “บังคับยึดสิทธิบัตร” ยารักษาโรคเอดส์และโรคหัวใจของบริษัทยาต่างชาติในประเทศไทยโดยไม่เจรจาหรือเตือนล่วงหน้า อันเป็นการผิดขั้นตอนปฏิบัติตามกฎหมายสากล อีกทั้งยังผลักดัน พรบ.การประกอบธุรกิจค้าปลีก ซึ่งให้อำนาจหน่วยราชการแบบเบ็ดเสร็จที่จะเข้ามาแทรกแซงธุรกิจค้าปลีกได้ เจาะจงที่จะใช้อำนาจรัฐไปเล่นงานย้อนหลังทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในธุรกิจค้าปลีก ทั้งหมดนี้ก็คือ การกลั่นแกล้งยึดทรัพย์นักลงทุนต่างชาติในประเทศไทยเพื่อสนองประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนเก่า สร้างความโกรธแค้นอย่างกว้างขวางในหมู่นักลงทุนต่างชาติ พวกเขาจึงพากันระงับแผนการลงทุนใหม่ทั้งหมดในขณะที่การลงทุนที่มีอยู่เดิมก็ไม่มีการขยายตัวหรือกระทั่งย้ายฐานออกไปยังประเทศอื่น

 ในทางการเมือง พวกเขาดำเนินมาตรการ “ล้างแค้น” รัฐบาลไทยรักไทยด้วยการไล่รื้อนโยบายและมาตรการประชานิยม ตัดลดเงินงบประมาณ เปลี่ยนชื่อ บั่นทอน และทยอยยกเลิกบรรดาโครงการที่เป็นผลประโยชน์ของชนชั้นล่างในเมืองและชนบท ทั้งหวยบนดิน โครงการสุขภาพถ้วนหน้า หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ บ้านเอื้ออาทร ทุนการศึกษาหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน เป็นต้น ใส่ร้ายป้ายสีบิดเบือนความบกพร่องเสียหายของสนามบินสุวรรณภูมิ แต่งตั้งศัตรูทางการเมืองของพรรคไทยรักไทยเข้ามาเป็นฝูง ตั้งหน้า “สอบสวนเอาผิดคดีทุจริต” เจาะจงเฉพาะผู้นำและนักการเมืองในรัฐบาลไทยรักไทย กดดันให้มีการยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิ์ทางการเมืองผู้บริหารพรรค 5 ปี ส่งกำลังทหารเข้าไปในชุมชนแออัดในเมืองและหมู่บ้านชนบท ควบคุมข่มขู่มวลชนมิให้เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิทางการเมือง ตลอดจนยังคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึกในอีกครึ่งประเทศ ในขณะที่การฆ่าฟันและความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ยิ่งแผ่ขยายรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้ กระทั่งเกิดวินาศกรรมคืนวันสิ้นปีทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งหมดนี้ประกอบกับความขัดแย้งกันเองภายในรัฐบาลและในหมู่คณะรัฐประหาร เป็นผลทำลายความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ การลงทุนและการใช้จ่ายบริโภคของประชาชนหยุดชะงัก เศรษฐกิจตกต่ำ

 แต่เป้าประสงค์ที่แท้จริงของรัฐประหาร 19 กันยายนนั้นอยู่ที่การร่างรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างเปลือกนอกที่เป็นระบอบรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งขึ้นมาใหม่ ปกปิดเนื้อในอำนาจรัฐที่ยังคงเป็นระบอบอำนาจนิยมของพวกจารีตนิยม-ราชการ เปลือกหุ้มนี้ต้องเป็น “ประชาธิปไตยแบบไทย” ที่มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองขนาดเล็ก มีรัฐบาลที่อ่อนแอไร้อำนาจ และมีนายกรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนหุ่นเชิดที่ไว้ใจได้ของพวกจารีตนิยม ซึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการนี้จะต้องไม่มี “ข้อผิดพลาด” ของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ปล่อยให้มีพรรคการเมืองใหญ่ที่เข้มแข็งและมีรัฐบาลกับนายกรัฐมนตรีที่มั่นคง สามารถใช้อำนาจบริหารที่เป็นอิสระจากพวกจารีตนิยมได้ในระดับหนึ่งนั่นเอง

 ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ต้นปี 2549 เป็นการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างกลุ่มจารีตนิยม-ราชการ ทุนเก่าและปัญญาชนขวาจัดด้านหนึ่ง กับกลุ่มทุนใหม่ ปัญญาชนประชาธิปไตยและชนชั้นล่างในเมืองและชนบทในอีกด้านหนึ่ง และก็เป็นการต่อสู้สองแนวทางระหว่างระบอบอำนาจนิยมและระบบทุนนิยมขุนนางอันล้าหลังของพวกจารีตนิยม-ทุนเก่าด้านหนึ่ง กับระบอบประชาธิปไตยมหาชนและแนวทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่ก้าวหน้าในอีกด้านหนึ่ง

 รัฐประหาร 19 กันยายนได้ทำให้การต่อสู้ทางชนชั้นและการต่อสู้สองแนวทางดังกล่าวยกระดับขึ้นสู่ขั้นตอนใหม่ จากก่อน 19 กันยายน ที่กลุ่มจารีตนิยม-ราชการเป็นฝ่ายรุก และฝ่ายประชาธิปไตยเป็นฝ่ายรับ มาสู่ปัจจุบัน ที่กลุ่มจารีตนิยม-ราชการเป็นฝ่ายรับ และฝ่ายประชาธิปไตยกลับมาเป็นฝ่ายรุก การเคลื่อนไหวต่อสู้ของฝ่ายประชาชนมีลักษณะมวลชน มีความหลากหลายทั้งรูปแบบ การจัดตั้ง วิธีการและเครื่องมือ มีการเคลื่อนไหวทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นความขัดแย้งที่แหลมคมและไม่อาจประนีประนอมกันได้อีกต่อไป ที่จะนำไปสู่การแตกหักทางชนชั้นและทางแนวทางในที่สุด

 การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของปวงประชามหาชนในครั้งนี้มีความหมายแตกต่างสำคัญจากการต่อสู้เมื่อ 14 ตุลาคม 2516 และพฤษภาคม 2535 เพราะแม้ในครั้งนี้ เป้าหมายเฉพาะหน้าจะยังคงเป็นการขจัดอำนาจ “เผด็จการทหาร” ออกไป เอาประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญกลับคืน แต่คราวนี้ แม้ภารกิจขจัดเผด็จการทหารจะเสร็จสิ้น การต่อสู้จะก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ไปเป็นการขจัดรากเหง้าที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังรัฐประหารและเผด็จการทหาร เป็นอิทธิพลบ่อนทำลายการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยมาทุกยุคสมัย เพื่อขจัดต้นตอของอำนาจนิยมและเผด็จการในสังคมไทยอย่างเด็ดขาด และให้ดอกผลประชาธิปไตยที่ได้มามีความยั่งยืนสถาพร

เป้าหมายเฉพาะหน้าของการต่อสู้คือ คว่ำบาตรการร่างรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ นำเอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาและให้มีการเลือกตั้งโดยทันที ส่วนเป้าหมายระยะยาวคือ ให้มีมาตรการลิดรอนกลไกและอำนาจของกลุ่มนอกรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปรัฐธรรมนูญ 2540 ขจัดอำนาจแฝงเร้นออกไปอย่างสิ้นเชิง ก้าวไปสู่ระบอบประชาธิปไตยมหาชนที่ซึ่ง “ปวงชนชาวไทยเป็นทั้งเจ้าของอำนาจอธิปไตยและผู้ใช้อำนาจนั้นด้วยตนเอง”

 

บทความ พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ : ฉันทามติ ‘จารีตนิยม’ ของปัญญาชนเดือนตุลา

เราได้วิเคราะห์ไปแล้วว่า ปัญญาชนชั้นกลางที่เข้าร่วมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ฉีกรัฐธรรมนูญ และนำมาซึ่งรัฐประหาร 19 กันยายนนั้น มีทั้งพวกขวาจัดที่มีส่วนร่วมในการก่อรัฐประหารทั้งทางตรงและทางอ้อมแล้วก็ร่วมส่วนแบ่งอำนาจอย่างเปิดเผย และก็มีพวกตีสองหน้าซึ่งอ้างว่า ‘ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร’ แต่แอบสมยอมกับรัฐประหาร ยอมรับการฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 สนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ภายใต้อำนาจรัฐประหาร

คำถามคือ ‘ปัญญาชนเดือนตุลา’ อยู่ตรงไหน?

ปัญญาชนเดือนตุลาหมายถึงกลุ่มปัญญาชนที่มีส่วนร่วมและได้รับผลสะเทือนจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเริ่มต้นด้วยความคิดทางการเมืองที่หลากหลาย เป็นแนวร่วมปัญญาชนที่มีทั้งกลุ่มฝ่ายขวานิยมเจ้า พวกเสรีนิยม ไปจนถึงฝ่ายซ้ายสังคมนิยม เพื่อขับไล่เผด็จการทหารในเวลานั้น แต่ในที่สุด กลุ่มฝ่ายซ้ายก็เข้ากุมการนำขบวนการนักศึกษาไว้ได้ กระทั่งเกิดการสังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 ปัจจุบัน ปัญญาชนรุ่นนั้นมีกระจายอยู่ทุกวงการ ทั้งครู อาจารย์ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ข้าราชการระดับสูง นักการเมือง สื่อมวลชน แต่จากจุดเริ่มต้นความคิดที่หลากหลายเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ในวันนี้ พวกเขาได้บรรลุถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันในทางอุดมการณ์การเมืองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จนบางคนเรียกว่า เป็น ‘ยุคแห่งฉันทามติ’ ของปัญญาชนไทย

การเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘ฉันทามติ’ ทำให้ดูคล้ายว่า มีประเด็นหรือจุดร่วมบางอย่างที่ปัญญาชนกลุ่มต่างๆ ได้ค่อยๆ เคลื่อนเข้าหากัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ ปัญญาชนฝ่ายขวานิยมเจ้าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางความคิดอย่างมีนัยสำคัญ หากแต่ปัญญาชนเสรีนิยมและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญญาชนฝ่ายซ้ายต่างหากที่ได้เคลื่อนย้ายจุดยืนของตนไปทางขวา นับแต่เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 จนถึงวันนี้ พวกเขามีอุดมการณ์และผลประโยชน์เหมือนกับปัญญาชนฝ่ายขวาอย่างแนบแน่น ซึ่งก็คือ อุดมการณ์จารีตนิยมและอำนาจนิยม

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล วิเคราะห์ไว้อย่างแหลมคมในบทความเรื่อง ‘ชัยชนะของปัญญาชน 14 ตุลา’ โดยเรียกฉันทามติดังกล่าวว่า เป็น ‘จิตวิญญาณแห่งยุคสมัย’ ของปัญญาชนไทยปัจจุบัน ซึ่งสรุปได้เป็นสามประเด็นใหญ่

 ประเด็นแรกซึ่งสำคัญที่สุดคือ ‘การคืนดีกับสถาบันกษัตริย์’ ซึ่งมีทั้งทำอย่างเปิดเผยและอย่างอ้อมๆ ผลพลอยได้จากประเด็นนี้คือ ‘การคืนดีกับทหาร’ โดยมองว่า ทั้งสถาบันกษัตริย์และทหารไม่ใช่ ‘ประเด็นหลัก’ ของสังคมการเมืองไทยอีกต่อไป

 ประเด็นที่สองคือ การปฏิเสธการเมืองแบบเลือกตั้ง ข้อนี้ ปัญญาชนฝ่ายซ้ายปฏิเสธมานานแล้วในทางทฤษฎีการเมือง แต่ความแตกต่างในปัจจุบันคือ เป็นการปฏิเสธที่มีนัยเชิง ‘ดีชั่ว’ เข้าไปด้วยว่า การเลือกตั้งและนักการเมืองนั้น ‘เลว สกปรก อัปรีย์’

 ประเด็นที่สามคือการหันมาเน้นหรือเชิดชู ‘ชาวบ้านนิยม’ ‘ท้องถิ่น ชุมชน’ ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ กระทั่งลัทธิชาตินิยม เน้น ‘ความเป็นไทย’ ‘แบบไทยๆ’

 สรุปคือ ‘จิตสำนึกปัญญาชน’ ดังกล่าวประกอบด้วย กษัตริย์นิยม อำนาจนิยม และชาตินิยม ซึ่งด้านตรงข้ามของเหรียญเดียวกันก็คือ เป็นอนุรักษ์นิยม ปฏิเสธประชาธิปไตย และคลั่งชาติ คลั่งความเป็นไทย

 แต่คำถามคือ ปัญญาชนกลุ่มใหญ่นี้ได้เคลื่อนตัวไปทางขวาสุดได้อย่างไร? และสามประเด็นดังกล่าวเกี่ยวโยงกันทางตรรกะและอุดมการณ์อย่างไร?

 คำตอบคือ ทั้งสามประเด็นมีจุดกำเนิดทางตรรกะและอุดมการณ์หนึ่งเดียวคือ ‘ปฏิเสธทุนนิยมและต่อต้านโลกาภิวัฒน์’ ซึ่งเป็นนำไปสู่ประเด็นที่สอง (ปฏิเสธการเมืองแบบเลือกตั้ง) และประเด็นที่สาม (ชาตินิยม ชาวบ้านนิยม) แต่ทั้งสองประเด็นนี้ต้องอาศัยประเด็นแรก (กษัตริย์นิยม) เพื่อให้เป็นพลังทางการเมืองที่เป็นจริง

 ในเมื่อพวกเขาปฏิเสธทุนนิยมและต่อต้านโลกาภิวัฒน์ พวกเขาจึงต่อต้านชนชั้นนายทุนที่สนับสนุนและใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์ ซึ่งก็คือกลุ่มทุนใหม่ พวกเขาปฏิเสธประชาธิปไตยและการเมืองแบบเลือกตั้งเพราะเป็นระบบการเมืองที่เอื้อให้กลุ่มทุนใหม่ใช้อำนาจทางเศรษฐกิจและฐานเสียงสนับสนุนจากชนชั้นล่างในเมืองและชนบท เข้ามาสู่อำนาจแล้วดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจไทยไปตามแนวทางทุนนิยมโลกาภิวัฒน์

 ในเมื่อพวกเขาปฏิเสธทุนนิยมและต่อต้านโลกาภิวัฒน์ รวมถึงความคิดเสรีนิยมที่มากับโลกาภิวัฒน์ พวกเขาก็ต้องเสนอทางเลือกอื่น ซึ่งก็คือ ในทางอุดมการณ์ ชูธงลัทธิชาตินิยม ความเป็นไทย ภูมิปัญญาไทย ในทางเศรษฐกิจก็เสนอแนวทางเศรษฐกิจชุมชน-พอเพียงเป็นทางออกที่ไม่เอาทุนนิยม ไม่เอาโลกาภิวัฒน์

แต่ทั้งพลังทุนนิยมและโลกาภิวัฒน์ กระแสความคิดเสรีนิยม และกลุ่มทุนใหม่นั้นทรงพลังใหญ่หลวงนัก ปัญญาชนพวกนี้จึงหันไปสนับสนุนพลังในสังคมไทยที่เป็นอนุรักษ์นิยมและอำนาจนิยมที่มีอุดมการณ์เหมือนกับพวกตนคือ ปฏิเสธทุนนิยม ไม่เอาโลกาภิวัฒน์ คัดค้านประชาธิปไตยกับการเลือกตั้ง และเป็นศัตรูกับกลุ่มทุนใหม่ ซึ่งพลังอนุรักษ์นิยม-อำนาจนิยมที่พวกเขาเข้าไปเกาะอาศัยก็คือ กลุ่มจารีตนิยม-ราชการ นัยหนึ่ง พวกเขาไปสนับสนุนอำนาจนิยมของกลุ่มจารีตนิยม-ราชการเพื่อต่อต้านกลุ่มทุนใหม่และทุนโลกาภิวัฒน์ โดยใช้ ‘ชาวบ้าน’ ‘ชุมชน’ ‘ประชาชน’ เป็นข้ออ้าง

 ปัญญาชนเดือนตุลาจึงเข้าร่วมและสนับสนุนการเคลื่อนไหวประท้วงขับไล่รัฐบาลไทยรักไทยมาตั้งแต่ต้น บางคนเรียกร้องอย่างเปิดเผยให้มีรัฐประหาร และเมื่อได้เกิดขึ้นแล้ว พวกเขาบางส่วนที่กลายเป็นขวาจัดก็เข้าไปทำงานรับใช้อำนาจรัฐประหารในองค์กรการเมืองต่างๆ ขณะที่อีกบางส่วนยังคงแก้เกี้ยวว่า ‘ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร’ แต่กลับสนับสนุนให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่และ ‘ปฏิรูปการเมือง’ ภายใต้อำนาจรัฐประหารต่อไป

 ส่วนพวกที่เป็นนักวิชาการหรืออดีตนักวิชาการก็กำลังขะมักเขม้นเสนอแนวคิดทฤษฎีใหม่ขึ้นมาผัดหน้าทาแป้ง สร้างความชอบธรรมให้กับการฟื้นระบอบจารีต-อำนาจนิยมด้วยการตั้งชื่อให้ว่า ‘ประชาธิปไตยแบบไทย’ ‘ประชาธิปไตยภูมิปัญญาไทย’ ‘ประชาธิปไตยสามส่วน (สมดุลระหว่างสถาบันประเพณี-อภิชนคนเมือง-ประชาชนชั้นล่าง)’ ‘ประชาธิปไตยจากเนื้อดินไทย’ เป็นต้น ซึ่งเป็นระบอบการเมืองที่อาจมีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง มีรัฐสภา พรรคการเมือง และรัฐบาลพลเรือน แต่มีเนื้อในที่อำนาจรัฐถูกกุมไว้อย่างเด็ดขาดเหนียวแน่นโดยกลุ่มจารีตนิยม-ราชการ-ทุนเก่า ใช้อำนาจบงการรัฐบาล ระบบราชการ และระบบการเมืองอย่างทั่วถึง ดำเนินนโยบายผูกขาดทั้งเศรษฐกิจการเมืองภายในกลุ่มจารีตนิยม-ราชการ-กลุ่มทุนเก่าตลอดไป

 นอกจากจะสวามิภักดิ์ต่อจารีตนิยมและอำนาจนิยมแล้ว ปัญญาชนเดือนตุลากลุ่มนี้ยังโบกธงชาตินิยมกันอย่างคึกคัก ลักษณะเด่นของบางคนในกลุ่มนี้คือ เกลียดชัง ‘ต่างชาติ’ โดยเฉพาะต่างชาติตะวันตก ทั้งค่านิยม ความเชื่อ กระแสความคิด วิถีชีวิต วัฒนธรรม และระบอบการเมือง คนพวกนี้อุปโลกน์ตนเองขึ้นเป็นนักต่อสู้ผู้พิทักษ์ ‘ความเป็นไทย’ ‘ภูมิปัญญาไทย’ ‘ชุมชนชนบท ชาวบ้านไทย’

 พวกที่เป็นนักวิชาการก็ผูกขาดความเป็นผู้รู้ใน ‘วัฒนธรรมไทย’ ‘ประวัติศาสตร์ไทย’ ‘ภูมิปัญญาไทย’ ยิ่งบางคนที่เป็นนักประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา กระทั่งเศรษฐศาสตร์ ยิ่งโอ้อวดตนมาก ดูถูกดูแคลนคนอื่นว่า ไม่รู้ไม่เข้าใจความเป็นไทยเท่ากับพวกตน มิเพียงเกลียดชังนักวิชาการต่างชาติที่บังอาจมาวิเคราะห์สังคมการเมืองไทยเท่านั้น แม้แต่นักวิชาการไทยด้วยกันที่เห็นแตกต่างก็ยังถูกด่าทอว่า ‘ตามก้นฝรั่ง’ ‘หมกมุ่นในทฤษฎีตะวันตก’ ‘ไม่เข้าใจคนไทยและวัฒนธรรม’ ‘ประชาธิปไตยฝรั่ง’ ‘ประชาธิปไตยเฟ้อ’ คนพวกนี้ ทั้งที่เป็นนักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนจึงเอาแต่โอ้อวดว่า พวกตนเท่านั้นที่เข้าถึง ‘ภูมิปัญญาท้องถิ่น’ เข้าใจ ‘ชาวบ้าน’ รู้จัก ‘ชุมชนไทย’ ลึกซึ้งยิ่งกว่าใครทั้งหมด บางคนที่เป็นนักเคลื่อนไหวถึงกับอ้างตัวเป็น ‘ตัวแทนภาคประชาชน’ เป็น ‘ปากเสียงต่อสู้เพื่อชาวบ้านและชุมชน’

 แต่ถ้าเราพิจารณาดูทัศนะของคนพวกนี้เมื่อพูดถึง ‘ชาวบ้าน’ แล้วจะพบว่า เขาเหล่านี้ก็เป็นเพียงพวกหอคอยงาช้างที่ไม่ได้เข้าใจ ‘ชาวบ้าน’ อะไรเลย แท้จริง มีทัศนะที่เหยียดหยามชาวบ้าน โดยเห็นได้จากท่าทีของพวกเขาที่คัดค้านมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลและภาคธุรกิจที่เข้าไปถึงชาวบ้าน เช่น คัดค้านการแปลงเอกสารสิทธิ์ที่ดินให้เป็นโฉนดเต็มรูปเพราะ ‘ชาวบ้านจะขายที่ดินให้นายทุน แล้วใช้จ่ายเงินที่ได้จนหมดตัว’ คัดค้านระบบที่เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรภายใต้สัญญากับบริษัทเอกชนว่า ‘เป็นสัญญาทาสที่ทุนผูกมัดขูดรีดเกษตรกร’ และยิ่งเห็นชัดในกรณีนโยบาย ‘ประชานิยม’ ของรัฐบาลไทยรักไทย ซึ่งคนพวกนี้ตั้งหน้าด่าทอมาเป็นแรมปีว่า ‘ประชานิยมเทียม’ ‘กระตุ้นทุนนิยม-บริโภคนิยมในหมู่ชาวบ้าน’ ภาพที่คนพวกนี้วาดไว้คือ ชาวบ้านได้รับเงินจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล แล้วก็ใช้เงินนั้นไปบริโภคฟุ่มเฟือยกันอย่างหน้ามืดตะกรุมตะกราม จนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว ‘ติดกับดักเสพย์ติดประชานิยม’ ที่หวังพึ่งรัฐบาลตลอดไป

 นี่เป็นทัศนะที่ดูถูกชาวบ้านอย่างยิ่งว่า ‘คิดสั้น คิดไม่เป็น’ ไม่มองอนาคต ไม่รู้จักใช้ที่ดินและเงินที่ได้มาไปวางแผน ลงทุนการผลิต ประกอบอาชีพ ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของตนและครอบครัวให้ดีขึ้น เหล่านี้เป็นทัศนะเหยียดหยามชาวบ้านที่มีอยู่ทั่วไปในหมู่นักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนที่อ้างตัวเสมอมาว่า ‘เข้าใจชาวบ้านและเข้าถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น’ แต่แท้จริงแล้วเป็นทัศนะที่ไม่แตกต่างไปจากพวกชนชั้นปกครองที่ดูถูกดูแคลนชาวบ้านว่า ‘คิดไม่เป็น โง่เง่า ไร้การศึกษา ไม่รู้จักผลประโยชน์ตนเอง ต้องให้คนอื่นที่มีการศึกษาและสถานะสังคมสูงกว่ามาตัดสินใจแทน’ เอาเข้าจริง นักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนพวกนี้ก็มอง ‘ชุมชนและชาวบ้าน’ ด้วยการ ‘สวมแว่นตาสีน้ำเงิน’ เช่นเดียวกับพวกจารีตนิยม และนี่ก็คือพื้นฐานตรรกะที่พวกเขาใช้ปฏิเสธการเลือกตั้ง โดยอ้างว่า เสียงข้างมากนั้น ‘ขาดความชอบธรรม’ เพราะส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่โง่และถูกซื้อเสียงด้วยประชานิยม

 คนพวกนี้ยังชูคำขวัญ ‘เป็นอิสระจากรัฐและทุน’ ซึ่งก็คือ ให้ชุมชนชาวบ้านพึ่งตัวเองในระบบเศรษฐกิจชุมชน-พอเพียงที่เกี่ยวพันกับระบบตลาด ระบบทุน และระบบรัฐราชการน้อยที่สุด แต่ความจริงแล้ว คำขวัญนี้มีลักษณะหลอกลวงอย่างที่สุด ด้วยชุมชนที่ว่านั้นไม่อาจอยู่ได้ในสุญญากาศ เพราะการเมืองที่ไม่เอาประชาธิปไตยและการเลือกตั้งกับเศรษฐกิจที่ไม่เอาทุนนิยมและโลกาภิวัฒน์นั้นจะอยู่ได้ก็ต้องพึ่งพาระบอบจารีตนิยม-ราชการที่เป็นอำนาจนิยมและถอยหลังเข้าคลองเป็นเกราะคุ้มกันเท่านั้น

 เนื้อแท้ทางการเมืองของคนพวกนี้ที่เป็นนักวิชาการยังแสดงออกผ่านงานเขียนของพวกเขาซึ่งเต็มไปด้วยการด่าทอนักการเมือง ปฏิเสธและดูถูกการตัดสินใจของคนส่วนข้างมากในการเลือกตั้ง แต่กลับสุภาพอ่อนน้อม หมอบคลานและพินอบพิเทาต่อพวกจารีตนิยม-ราชการ คอลัมน์หนังสือพิมพ์และบทความทางวิชาการบางชิ้นของคนพวกนี้อ้าง ‘พระราชดำรัส’ ไปจนถึงข้อคิด ปาฐกถา สุนทรพจน์ของปัญญาชนอนุรักษ์นิยมเพื่อมาสนับสนุนแนวคิดและข้อถกเถียงของตน ซึ่งไม่ได้แตกต่างไปจากหนังสือและบทความที่ผลิตเผยแพร่โดยหน่วยราชการ

 ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเครื่องบ่งชี้ที่ดีว่า ปัญญาชนเดือนตุลาถึงวันนี้ได้เดินทางมาไกลขนาดไหน! คนพวกนี้จะเรียกตัวเองว่าเป็นอะไรก็ได้ แต่ที่แน่นอนคือ พวกเขาไม่ใช่ ‘นักประชาธิปไตย’

 เมื่อเราได้ชำแหละธาตุแท้ของพวกขวาจัด ฉีกหน้ากากของพวกตีสองหน้า เปิดโปงความล้มละลายทางอุดมการณ์ของ ‘ปัญญาชนเดือนตุลา’ ไปแล้ว คำถามต่อไปคือ จากนี้ ใครเล่าที่จะต่อสู้และนำมาซึ่ง ‘ระบอบประชาธิปไตยมหาชน’ ที่ปฏิเสธอำนาจจารีตนิยม-ราชการ?

 

ความขัดแย้งในสังคมไทย

- 1 -

 

ข้อเขียนของ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

 

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ที่มา: กระทู้จากคุณ: เท้าติดดิน

 

www.pantip.com

 

วันอังคารที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2549

 

ความ ขัดแย้งครั้งใหญ่ในสังคมไทยขณะนี้ นอกจากจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างรัฐบาล ที่ต้องการ

 

ปฏิรูปสังคมไทย ตามแนวทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์ กับกลุ่มแนวร่วมต่อต้านโลกาภิวัตน์แล้ว ยังมี

 

มิติทางชนชั้นอันแหลมคมคือ เป็นการต่อสู้ครั้งสำคัญระหว่างชนชั้นล่างในเมืองและชนบทที่

 

สนับสนุนผู้นำ รัฐบาล และระบอบประชาธิปไตยกับชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมือง ที่ต้องการ

 

ขับไล่ผู้นำรัฐบาลและฉีกรัฐธรรมนูญ

 

ชนชั้นล่างในเมืองและ ชนบทประกอบด้วย ประชาชนระดับรากหญ้าที่ตั้งแต่เกิดจนตายมีชีวิต

 

ยากจน ลำบากยากแค้น ไม่แน่นอน ไม่มีการศึกษา ขาดเงินทุน มีแต่หนี้สินและโรคภัยไข้เจ็บ

 

- 2 -

 

ยาเสพติดในละแวกบ้าน อิทธิพลเถื่อนในพื้นที่ การข่มเหงรังแกของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่เคยได้รับการ

 

เหลียวแลจากผู้ใด ไม่มีปากมีเสียง ถูกละเลยผ่านพ้นรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย

 

พวกเขามีข้อ ได้เปรียบเพียงประการเดียวคือ มีจำนวนคนมากนับสิบล้านคนทั่วประเทศ และ

 

ระบบการเมืองที่พอจะเปิดโอกาสให้พวกเขาได้มีปากมีเสียงบ้างก็คือ ระบอบประชาธิปไตย

 

เพราะเป็นระบอบที่ทุกคนมี "หนึ่งเสียงเท่ากัน" ไม่ว่ายากดีมีจน การศึกษาสูงหรือต่ำ และยังเป็น

 

ระบบเดียวที่ทำให้พวกเขา พอจะส่งอิทธิพลไปยังนักการเมืองได้บ้าง

 

พวกเขาสนับสนุนผู้นำรัฐบาล อย่างเข้มแข็ง ก็เพราะนี่เป็นรัฐบาลแรกที่หยิบยื่นผลประโยชน์

 

รูปธรรมเฉพาะหน้า ให้กับพวกเขาได้จริง ผ่านโครงการประชานิยมต่างๆ เช่น หนึ่งตำบลหนึ่ง

 

ผลิตภัณฑ์ พักชำระหนี้ กองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค บ้านเอื้ออาทร หมู่บ้านเอสเอ็มแอล

 

ขจัดปัญหายาเสพติด ลดอิทธิพลเถื่อนในพื้นที่ แปลงหนี้นอกระบบเป็นหนี้ในระบบ ฯลฯ

 

ชนชั้น นำและชนชั้นกลางในเมืองไม่เคยเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เพราะพวกเขาไม่ต้องเผชิญกับปัญหา

 

สารพัดที่ชนชั้นล่าง ต้องประสบตลอดชีวิต ชนชั้นกลางมีเงิน การศึกษา ตำแหน่งงาน บ้าน รถยนต์

 

มีช่องทางเข้าถึงเงินทุนและเงินกู้ในระบบ เจ็บป่วยก็มีเงินรักษา ไม่มีปัญหายาเสพติดในละแวกบ้าน

 

ไม่เคยถูกเจ้าหน้าที่รัฐและอำนาจเถื่อนรังแก ไม่ต้องพึ่งรัฐบาลและนักการเมืองท้องถิ่น พวกเขาจึง

 

มองชนชั้นล่างอย่างดูถูกดูแคลน ว่า "ถูกซื้อ" โดยรัฐบาล

 

พวก เขาต้องการโค่นล้มผู้นำรัฐบาลและเรียกร้อง "รัฐบาลพระราชทาน" ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งก็

 

เพราะในระยะ 5 ปีมานี้ พวกเขาได้สูญเสีย "สวรรค์ของอภิสิทธิ์ชน" ของตนไปเรื่อยๆ

 

กลุ่มทุนเก่าที่ผูกขาดระบบ เศรษฐกิจไทยมาหลายสิบปี กำลังสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจไปอย่าง

 

รวดเร็ว เพราะการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนของรัฐบาล พวกเขาจึงต้องโค่นล้มรัฐบาล เพื่อ

 

ยุตินโยบายดังกล่าว และฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยถอยหลังไปสู่ระบบทุนนิยมอุปถัมภ์ดังเดิม

 

ผู้ นำแรงงานรัฐวิสาหกิจต้องการขับไล่รัฐบาล เพราะสูญเสียประโยชน์และสถานภาพ จากการ

 

แปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ ให้เป็นบริษัทมหาชน

 

องค์กรพัฒนาเอกชนที่ต่อต้านทุนนิยมต้องการโค่นล้มรัฐบาล เพราะปฏิเสธการพัฒนาเศรษฐกิจให้

 

ทันสมัย ปฏิเสธการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ ต้องการฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยถอยหลังไปเป็น

 

- 3 -

 

สังคมเกษตรกรรม หมู่บ้านบุพกาลตามลัทธิชุมชนอนาธิปไตยของพวกตน

 

ข้าราชการ เทคโนแครตไม่ต้องการรัฐบาลและรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะทำให้พวกเขาสูญเสีย

 

อำนาจ เกียรติภูมิและสถานภาพ จากเดิมที่เป็นผู้บริหารประเทศตัวจริงและมีอิทธิพลเหนือ

 

รัฐมนตรีนักการเมือง แต่วันนี้ พวกเขาเป็นเพียงคนรับคำสั่งของนักการเมือง

 

กลุ่ม ก๊วนการเมืองต้องการฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะทำให้พวกตนไม่มีอำนาจต่อรอง ต้องผูกติดกับ

 

ระบบพรรค ไม่สามารถข่มขู่รัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีให้แบ่งปันผลประโยชน์แก่พวกตนได้

 

เหมือนในอดีต

 

นัก วิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ราษฎรอาวุโสแม้จะเกลียดชังความไม่โปร่งใสในทรัพย์สินของ

 

ผู้นำรัฐบาล แต่ภูมิหลังคือ พวกเขาเป็นอนุรักษนิยม ไม่ต้องการโลกาภิวัตน์ แล้วยังสูญเสีย

 

สถานภาพและความน่าเชื่อถือตลอด 5 ปีมานี้ เพราะรัฐบาลไทยรักไทยเป็นรัฐบาลที่ไม่สนใจ

 

นักวิชาการและอาจารย์มหาวิทยาลัย ไม่ให้คุณค่าความสำคัญแก่ราษฎรอาวุโส อีกทั้งยังคอย

 

กล่าวตอบโต้รุนแรงอยู่เสมอ

 

นักวิชาการและราษฎรอาวุโส เหล่านี้ปากพูดว่า "ต้องการประชาธิปไตย" แต่วันนี้ กำลังเรียกร้อง

 

"รัฐบาลพระราชทาน" ให้ฉีกรัฐธรรมนูญ เอาระบบจารีตนิยมเข้ามากุมอำนาจรัฐ บางคนเรียกร้อง

 

อย่างเปิดเผยให้ฝ่ายทหารก่อรัฐประหารยึดอำนาจ เอาเผด็จการทหารกลับคืนมา ทั้งหมดนี้ เพื่อ

 

โค่นล้มผู้นำรัฐบาลเพียงคนเดียว ที่น่าสังเวชคือ นักวิชาการเหล่านี้บางคนปากอ้างมาตลอดชีวิต

 

ว่า เป็นทายาททางคุณธรรมของนายป๋วย อึ๊งภากรณ์

 

แม้แต่อดีตฝ่ายซ้ายและนัก ต่อสู้กับเผด็จการทหารในอดีต มาวันนี้กลับขึ้นเวทีร้องเพลงเพื่อชีวิต

 

วิงวอนร้องขอ "รัฐบาลพระราชทาน" ให้ฉีกรัฐธรรมนูญ ฟื้นระบอบจารีตนิยม

 

แม้ เฉพาะหน้าจะเป็นประเด็นความไม่โปร่งใสของผู้นำรัฐบาล แต่พื้นฐานความขัดแย้งคือ

 

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ และผู้นำรัฐบาลทำให้ชนชั้นนำและชนชั้นกลางในเมืองสูญเสียประโยชน์และ

 

สถานภาพ อภิสิทธิ์ ทำให้ชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบทได้มีสิทธิมีเสียงทัดเทียมกัน

 

แม้ คำขวัญเบื้องหน้าคือ "กู้ชาติ" "ปฏิรูปการเมือง" และชื่อกลุ่มลงท้ายด้วยคำว่า "เพื่อ

 

ประชาธิปไตย" แต่เนื้อแท้คือ ต้องการฉีกรัฐธรรมนูญและทำลายระบอบประชาธิปไตย ที่แบ่ง

 

- 4 -

 

อำนาจให้กับชนชั้นล่างมากเกินไป และเปิดช่องให้มีการปฏิรูปทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ฉะนั้น วาระ

 

ของพวกเขาจึงเป็นปฏิกิริยาและถอยหลังเข้าคลอง

 

สิ่งที่ชนชั้นนำ และชนชั้นกลางในเมืองต้องการไม่ใช่ประชาธิปไตย ที่ "หนึ่งคนหนึ่งเสียงเท่ากัน"

 

แต่เป็นระบอบคณาธิปไตยที่ชนชั้นนำ และชนชั้นกลางในเมืองมีอำนาจอภิสิทธิ์ และมีเสียงเหนือ

 

ชนชั้นล่าง เป็นระบอบที่คนส่วนน้อยในเมืองจำนวนหนึ่งมีเสียงเหนือกว่า สามารถ "สั่ง" และขับไล่

 

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญด้วยคะแนนเสียงข้างมากของ ประชาชนชั้นล่างนับ

 

สิบล้านคนได้

 

ประชาธิปไตยไทย จึงไม่มีวันเป็น "ประชาธิปไตย" ไปได้ เป็นได้แค่คณาธิปไตยจารีตนิยม

 

หาก เปรียบประวัติศาสตร์เป็นเหมือนละครโรงใหญ่ ก็เป็นละครที่มีความสลับซับซ้อน แยกถูกผิด

 

ไม่ชัด เต็มไปด้วยตัวละครที่มีบุคลิกก้ำกึ่งดีเลว ดูไม่ออกว่า ใครเป็นพระเอกนางเอก ใครเป็น

 

ผู้ร้าย บางครั้งประวัติศาสตร์ก็เลือกตัวละครที่ดูเหมือนเป็นผู้ร้าย หรือคนชั่วมาเป็นผู้ผลักดัน

 

จุดประสงค์หลักของเรื่อง ให้สำเร็จได้ในตอนจบ พร้อมด้วยผู้คนที่ล้มตายคณานับ

 

ประวัติศาสตร์ไม่ใช่ละครไทยน้ำเน่าใน ทีวีตอนหัวค่ำ ซึ่งแยกถูกผิดขาวดำชัดเจน มีฝ่ายความดี

 

ของพระเอกนางเอกที่ขาวสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่อง กับฝ่ายความชั่วของผู้ร้ายนางอิจฉาที่เลวทราม

 

สุดขั้ว คนดูละครรู้ได้ทันทีตั้งแต่ต้นว่า ใครดีใครชั่ว และมั่นใจได้ว่า ความดีจะชนะความชั่ว

 

แต่ผู้คนก็อดไม่ได้ที่จะเอาจินตนาการละครไทยไป ยัดใส่ประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นเรื่องสองขั้ว

 

ขาวสู้กับดำ ความดีสู้กับความชั่ว ธรรมะสู้กับอธรรม

 

ความขัดแย้งทางการเมืองใน หลายเดือนมานี้ ได้ถูกนักเคลื่อนไหวมวลชน นักวิชาการ องค์กร

 

พัฒนาเอกชน สมาชิกวุฒิสภา กระพือให้เข้าใจว่า เป็นการต่อสู้ระหว่างผู้นำรัฐบาลที่เป็นเผด็จการ

 

ทุจริตคอร์รัปชัน ขายชาติ กับขบวนการมวลชนที่รักเอกราช รักชาติ รักประชาธิปไตย กระทั่งเอา

 

เหตุการณ์ในวันนี้ไปเทียบกับกรณี 14 ตุลาคม 2516 และพฤษภาคม 2535

 

แต่ การเมืองไทยไม่ใช่ละครน้ำเน่าที่ความดีสู้กับความชั่ว หากเป็นการต่อสู้สองแนวทางที่ชี้ขาด

 

ว่า สังคมไทยจะเดินไปทางไหน ไปสู่แนวทางทุนนิยมพัฒนาแล้วภายใต้ระบอบโลกาภิวัตน์ หรือ

 

- 5 -

 

จะถอยหลังไปเป็นทุนนิยมล้าหลัง ด้อยพัฒนาทางการผลิต เทคโนโลยี และคุณภาพมนุษย์

 

เหมือนเดิม เป็นการปะทะกันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้านโลกาภิวัตน์

 

แม้ฝ่ายต่อ ต้านรัฐบาลจะชูประเด็นเฉพาะหน้าเรื่องทุจริตคอร์รัปชันและ "จริยธรรม" ของผู้นำ

 

รัฐบาล แต่เบื้องหลังคือ การต่อต้านนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมในแนวทางทุนนิยมทั้งชุดของ

 

ผู้นำรัฐบาล ได้แก่ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ การเปิดเสรีการค้าและการลงทุนผ่านองค์การการค้า

 

โลกและเอฟทีเอ การปฏิรูปกฎหมายให้มีการแข่งขันทางธุรกิจทั้งภายในประเทศและจาก

 

ต่างประเทศ การปฏิรูปการศึกษา นโยบายประชานิยมที่หว่านเม็ดเงินหลายแสนล้านบาทลงสู่

 

ระดับรากหญ้า กระตุ้นทั้งการบริโภค การลงทุน และการประกอบธุรกิจในระดับล่าง

 

ผู้นำ รัฐบาลคนปัจจุบันเป็นตัวอย่างของขีดจำกัดทางประวัติศาสตร์ เพราะแม้ว่าผู้นำจะมี

 

วิสัยทัศน์ที่ค่อนข้างชัดเจน และเจตจำนงทางการเมืองที่จะผลักดันสังคมไทยไปในแนวทางทุน

 

นิยมโลกาภิวัตน์ แต่ผู้นำก็เติบโตมาด้วยธุรกิจผูกขาดและไม่โปร่งใส เข้าสู่อำนาจด้วยธนกิจการ

 

เมือง ยึดติดระบบเครือญาติคนใกล้ชิด และจำต้องร่วมมือกับกลุ่มการเมืองในพรรคที่ทุจริต

 

เนื้อแท้ที่ต่อ ต้านโลกาภิวัตน์ของกลุ่มพันธมิตรเห็นได้จาก "วาทกรรม" ของพวกเขาที่ผูกโยง

 

นิยามของ "ทุจริตคอร์รัปชัน" เข้ากับ "การขายชาติ" ซึ่งหมายถึง การเปิดเสรีการค้าการลงทุน

 

การทำเอฟทีเอ และการแก้กฎหมายเปิดประตูให้ทุนต่างชาติเข้ามามีบทบาทแข่งขันในเศรษฐกิจ

 

ไทย มากขึ้น

 

แม้แต่องค์ประกอบของพันธมิตรก็เป็นแนวร่วมของกลุ่มทุนเก่า ที่สูญเสียประโยชน์จากนโยบาย

 

ของรัฐบาล ผู้นำแรงงานรัฐวิสาหกิจ กลุ่มครูบางส่วน นักการเมืองฝ่ายค้าน องค์กรพัฒนาเอกชน

 

ที่ต่อต้านทุนนิยม นักวิชาการบางกลุ่ม ทั้งหมดร้องตะโกนแสดงความ "รักชาติ" คัดค้าน "การขาย

 

ชาติ" กันอย่างสุดเสียง

 

กลุ่มคนเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่ม เดียวกับที่เคยเคลื่อนไหวกรณีพฤษภาคม 2535 และปัจจุบันก็

 

ยังคงจมอยู่ใน "วาทกรรม" ดั้งเดิม สร้างจินตนาการรวมหมู่ว่า พวกตนเป็นขบวนการรักชาติ

 

ประชาธิปไตยที่กำลังเคลื่อนไหวโค่นล้ม "เผด็จการทุนขายชาติ" เช่นเดียวกับเมื่อ 14 ปีก่อน ที่

 

เคลื่อนไหวโค่นล้ม "เผด็จการ รสช."

 

แต่เงื่อนไขประวัติศาสตร์นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้น เชิง การเคลื่อนไหวในวันนี้เป็นได้เพียง "ละคร

 

- 6 -

 

ลอกเลียนแบบ" ของเหตุการณ์พฤษภาคมเท่านั้น

 

ประการแรก รัฐบาลนี้และผู้นำเป็นผลพวงโดยตรงของรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง คือมา

 

จากการเลือกตั้ง ไม่ใช่เกิดจากอำนาจนอกสภาที่ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อสืบทอดอำนาจในกลุ่มตน

 

ประการที่สอง ผู้นำรัฐบาลยังคงได้รับความนิยมอย่างเข้มแข็งจากประชาชนในหัวเมืองและชนบท

 

โดยเฉพาะระดับรากหญ้าที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล

 

ประการ ที่สาม ความขัดแย้งใหญ่ในอดีตอยู่ที่คำถามว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปเป็น

 

ประเทศเสรีประชาธิปไตย หรือจะถอยหลังไปเป็นประเทศกึ่งเผด็จการกึ่งประชาธิปไตยต่อไป แต่

 

ความขัดแย้งใหญ่ในปัจจุบันคือ ประเทศไทยจะก้าวเดินไปบนหนทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์หรือจะ

 

ถอยหลังไปสู่เศรษฐกิจ ทุนนิยมด้อยพัฒนาในอดีต

 

ประการที่สี่ การเคลื่อนไหวในวันนี้ ไม่ใช่พลังมวลชนประชาธิปไตยเป็นกำลังหลัก แต่เป็นการ

 

ผสมผเสของกลุ่มมวลชน เข้ากับนายทุนหนังสือพิมพ์ที่ทุจริตและไม่ได้ประโยชน์จากรัฐบาล รวม

 

กับบรรดากลุ่มการเมืองและธุรกิจนอกสภาที่เสียประโยชน์ ใช้วิธีการทุกอย่างที่อยู่นอกเหนือ

 

รัฐธรรมนูญเพื่อ "แก้แค้น" ด้วยการโค่นล้มรัฐบาล

 

ประการสุดท้าย ฝ่ายต่อต้านมีจุดร่วมประการเดียวคือ โค่นล้มผู้นำรัฐบาลด้วยวิธีการนอกสภา

 

และนอกรัฐธรรมนูญ ไม่มีวิสัยทัศน์ถึงอนาคตของเศรษฐกิจการเมืองไทย บางส่วนชูคำขวัญ

 

"ปฏิรูปการเมืองรอบสอง" ที่คลุมเครือและส่อแววย้อนยุคไปสู่การเมืองที่รัฐบาลอ่อนแอ แต่

 

กลุ่มก๊วนการเมืองเข้มแข็งในอดีต

 

ส่วนในด้านเศรษฐกิจ ก็มีเพียงอารมณ์คลั่งชาติที่เกลียดกลัวทุนต่างชาติและต่อต้านเปลี่ยนแปลง

 

ไม่มีข้อเสนอรูปธรรมที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมไทยให้พัฒนาก้าวหน้าและมีความ เป็นธรรม ในแง่

 

นี้ ฝ่ายต่อต้านจึงมีลักษณะถอยหลังเข้าคลอง

Sponsors

จารีตนิยม จากปลายปืน "รองเมือง"

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

คณะเศรษฐศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ที่มา: ประชาไท

 

15 มีนาคม 2550

 

นับแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา สถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจได้เลวร้ายลงเป็นลำดับ และปัจจุบัน กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่วิกฤตอย่างรวดเร็ว การสัประยุทธ์ครั้งให­่ระหว่างระบอบเผด็จการอำนาจนิยมของกลุ่มจารีตนิยม-ราชการด้านหนึ่ง กับขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของปวงประชามหาชนในอีกด้านหนึ่งกำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ

 

รัฐประหาร 19 กันยายน เป็นข้อพิสูจน์อีกครั้งหนึ่งว่า การเมืองไทยนับแต่รัฐประหาร 16 กันยายน 2500 เป็นต้นมามีเนื้อในที่เป็นระบอบอำนาจนิยมของกลุ่มจารีตนิยม-ราชการซึ่งผูกขาดครอบงำการใช้อำนาจรัฐผ่านแกนในของกองทัพและระบบราชการ แต่มีเปลือกนอกเป็นการสลับกันไปมาระหว่างระบอบเผด็จการทหารแบบโจ่งแจ้งกับระบอบรัฐธรรมนู­ที่มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองและรัฐบาลที่อ่อนแอ มีนายกรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนหุ่นเชิดของกลุ่มจารีตนิยม ส่วนในทางเศรษฐกิจ ก็เป็นระบบทุนนิยมขุนนางที่พวกจารีตนิยมและพันธมิตรทุนเก่าของพวกเขาผูกขาดครอบงำเศรษฐกิจ อยู่บนโภคทรัพย์จำนวนมหาศาลที่สร้างโดยหยาดเหงื่อแรงงานชีวิตของปวงประชาชนมหาชนชั้นล่างในเมืองและชนบท

 

รัฐประหาร 19 กันยายนจึงมีลักษณะเช่นเดียวกับรัฐประหารของพวกจารีตนิยม-กองทัพในอดีต คือเป็นการฉีกเปลือกนอกที่เป็นระบอบรัฐธรรมนู­และการเลือกตั้งซึ่ง “ไม่สะดวก” ออกไป และเผยให้เห็นเนื้อในที่เป็นระบอบอำนาจนิยมของกลุ่มจารีตนิยม-ราชการออกมาอย่างโจ่งแจ้งอีกครั้ง แต่รัฐประหาร 19 กันยายนก็มีลักษณะที่แตกต่างไปจากอดีต เพราะรัฐประหารครั้งนี้มีเนื้อหาสาระพิเศษคือ เป็นการโค่นล้มนายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็งและเป็นนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนชั้นกลางและชั้นล่างทั่วประเทศ รวมทั้งเป็นการฉีกรัฐธรรมนู­ 2540 ที่มีลักษณะแตกต่างจากรัฐธรรมนู­ในอดีต เพราะเป็นเงื่อนไขให้มีพรรคการเมืองขนาดให­่ มีรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่มั่นคง สามารถดำเนินนโยบายบริหารประเทศที่เป็นอิสระจากกลุ่มจารีตนิยมได้ชั่วขณะ

 

ในสายตาของพวกจารีตนิยม ความผิดของผู้นำไทยรักไทยคือ การปฏิรูประบบเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ลงทุนโครงการพื้นฐานขนาดให­่ เปิดเสรีการค้าการลงทุน เสริมสร้างศักยภาพและความสามารถในการผลิตและแข่งขันของไทย มุ่งยกระดับเศรษฐกิจไทยจากการผลิตที่เน้นแรงงาน ไปสู่การผลิตที่เน้นฝีมือและความรู้ แปรเศรษฐกิจสังคมไทยให้ทันสมัย แต่ทั้งหมดนี้เป็นทิศทางที่ทำให้กลุ่มจารีตนิยม-ราชการและทุนเก่าต้องสู­เสียผลประโยชน์และอำนาจผูกขาดที่พวกเขาได้ครอบงำเศรษฐกิจไทยมานับร้อยปี

 

แต่ความผิดบาปขั้นมหันตโทษของผู้นำไทยรักไทยกลับเป็นการดำเนินมาตรการประชานิยมหลายสิบโครงการ โอนย้ายทรัพยากรจำนวนมหาศาลจากส่วนกลางไปสู่ประชาชนชั้นล่างที่เป็นคนจนในเมืองและชนบททั่วประเทศ ให้ประชาชนชั้นล่างได้เข้าถึงโอกาส อาชีพ เงินทุน และสวัสดิการพยาบาลเป็นครั้งแรกในชั่วชีวิตของพวกเขา สร้างความนิยมในตัวผู้นำรัฐบาลอย่างกว้างขวางและไม่เคยปรากฏมาก่อน ชัยชนะเลือกตั้ง 19 ล้านเสียงเมื่อต้นปี 2548 และ 16 ล้านเสียงเมื่อเดือนเมษายน 2549 ของผู้นำไทยรักไทยได้สร้างความตระหนกสุดขีดให้กับกลุ่มจารีตนิยม เพราะประชาชนชั้นล่างผู้ยากจนนับสิบล้านคนทั่วประเทศนั้น แต่ไหนแต่ไรมาก็คือฐานพลังการเมืองที่สำคั­ที่สุดของกลุ่มจารีตนิยมที่พวกเขาเพียรสร้างและรักษาเอาไว้ตลอดมา ความนิยมของประชาชนชั้นกลางและชั้นล่างทั่วประเทศที่มีต่อผู้นำไทยรักไทยนี้แหละที่ถูกมองว่า เป็นภัยอันตรายสำคั­ต่อสถานะและอำนาจของพวกจารีตนิยม

 

รัฐประหาร 19 กันยายนมีลักษณะเฉพาะเช่นเดียวกับรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 คือ เป็นรัฐประหารที่พวกจารีตนิยมได้ยอมลงทุนฉีกหน้ากาก “นักบุ­” ของตนเองทิ้งและเผยโฉมหน้าอัปลักษณ์ที่เป็นเผด็จการอำนาจนิยมออกมาอย่างโจ่งแจ้งไม่ปิดบังอีกต่อไป แต่ในขณะที่รัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 เป็นเพียงการปราบปรามเข่นฆ่านิสิตนักศึกษาฝ่ายซ้ายจำนวนน้อยในเมือง และมิได้มีผลสะเทือนในแง่การเมืองของชนชั้นโดยตรงและชัดเจน รัฐประหาร 19 กันยายนกลับมีผลสะเทือนลึกซึ้งอย่างยิ่งเพราะเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางชนชั้นอันแหลมคมและกว้างขวางทั่วประเทศระหว่างกลุ่มจารีตนิยม-ราชการ-ทุนเก่า-ปั­­าชนขวาจัดด้านหนึ่ง กับกลุ่มทุนใหม่-ปั­­าประชาธิปไตย-ชนชั้นล่างในเมืองและชนบทในอีกด้านหนึ่ง เป็นรัฐประหารท่ามกลางความขัดแย้งที่ประชาชนชั้นกลางในเมืองและชนชั้นล่างทั่วประเทศกำลังมีการตื่นตัวทางประชาธิปไตยและทางการเมืองในระดับสูง

 

รัฐประหาร 19 กันยายนทำให้ประชาชนจำนวนมากได้เห็น “โฉมหน้าที่แท้จริง” ของพวกจารีตนิยมเป็นครั้งแรก ผลก็คือ ผู้คนเกิดอาการ “ตื่นจากฝันในเทพนิยาย” เป็น “โรคตาสว่าง” และเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า อะไรคืออุปสรรคขัดขวางที่สำคั­ที่สุดของประชาธิปไตยตลอดหลายสิบปีมานี้

 

แต่พวกจารีตนิยมไม่เข้าใจว่า ช่วง 15 ปีนับแต่รัฐประหารของ รสช.เป็นต้นมา สังคมไทยและประชาชนไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคั­ ในทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยได้พัฒนาก้าวหน้าไปผูกพันกับระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ในสากลอย่างแยกไม่ออกทั้งในด้านการค้า การลงทุน วัฒนธรรม และเทคโนโลยี ในด้านการเมือง ประชาชนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชนชั้นล่างในเมืองและชนบท ได้เกิดการตื่นตัวทางประชาธิปไตยอย่างสูงอันเป็นผลสะเทือนจากรัฐธรรมนู­ 2540

 

รัฐบาลทหารจึงได้กระทำการผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่าในนโยบายเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากไม่มีความเข้าใจในความเกี่ยวเนื่องระหว่างเศรษฐกิจไทยกับเศรษฐกิจโลกและในพัฒนาการล่าสุดของระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ เป้าหมายของพวกจารีตนิยมคือ กระชากให้ระบบเศรษฐกิจไทยเดินถอยหลัง ปฏิเสธการแข่งขันและการเปิดเสรีการค้าการลงทุน ต่อต้านโลกาภิวัตน์ แช่แข็งระบบเศรษฐกิจไทยให้หยุดนิ่งจมปลักอยู่กับระบบทุนนิยมขุนนางที่พวกจารีตนิยมและกลุ่มทุนเก่ามีอำนาจผูกขาดครอบงำไปตลอดกาล สกัดและเบียดขับกลุ่มทุนใหม่ ให้ประชาชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบทเป็นเพียงข้าไพร่บริวารผู้ผลิตมูลค่า แรงงานและทรัพยากร ที่ถูกสูบขึ้นไปเป็นโภคทรัพย์อันมหาศาลของกลุ่มจารีตนิยม-ทุนเก่าปีแล้วปีเล่าต่อไปไม่สิ้นสุด

 

พวกเขาชูแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ให้เป็นนโยบายการบริหารประเทศอย่างทั่วด้าน แต่กลับไม่สามารถอรรถาธิบายความหมายได้อย่างชัดเจน สร้างความสับสนให้แก่ภาคธุรกิจไทยและต่างชาติที่สงสัยว่า นี่อาจเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธโลกาภิวัตน์ พวกเขาเพิ่มงบประมาณกลาโหมปี 2550 จาก 8 หมื่นล้านบาทไปเป็นกว่าแสนล้านบาท เพิ่มถึงกว่า 30% ซึ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์ หว่านโปรยเม็ดเงินงบประมาณสารพัดรายการให้กับคณะรัฐประหารและแต่งตั้งนายทหารรวมทั้งสมุนที่เป็นพวกปั­­าชนขวาจัดเข้ามาเสวยผลประโยชน์ในรัฐวิสาหกิจอย่างอิ่มหมีพีมัน สร้างความโกรธแค้นชิงชังทั่วไปในหมู่ประชาชน

 

พวกเขาประกาศใช้มาตรการกันสำรอง 30% ต่อเงินทุนไหลเข้า สร้างความเสียหายครั้งให­่ที่สุดให้กับตลาดทุนและทำลายความเชื่อถือของนักลงทุนไทย-ต่างชาติที่มีต่อธนาคารแห่งประเทศจนหมดสิ้น อีกทั้งไม่สามารถแก้ปั­หาการเก็งกำไรที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าจนเป็นอันตรายต่อการส่งออกไทยตามที่อ้าง พวกเขาผลักดันการแก้ไข พรบ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กำหนดนิยามใหม่ในการเป็น “ธุรกิจไทย” จงใจใช้กฎหมายย้อนหลังเล่นงานนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย บังคับให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติในธุรกิจบั­ชีหนึ่งและบั­ชีสองต้องขายหุ้นให้คนไทยภายในสองปี ในอีกด้านหนึ่ง ก็ประกาศ “บังคับยึดสิทธิบัตร” ยารักษาโรคเอดส์และโรคหัวใจของบริษัทยาต่างชาติในประเทศไทยโดยไม่เจรจาหรือเตือนล่วงหน้า อันเป็นการผิดขั้นตอนปฏิบัติตามกฎหมายสากล อีกทั้งยังผลักดัน พรบ.การประกอบธุรกิจค้าปลีก ซึ่งให้อำนาจหน่วยราชการแบบเบ็ดเสร็จที่จะเข้ามาแทรกแซงธุรกิจค้าปลีกได้ เจาะจงที่จะใช้อำนาจรัฐไปเล่นงานย้อนหลังทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในธุรกิจค้าปลีก ทั้งหมดนี้ก็คือ การกลั่นแกล้งยึดทรัพย์นักลงทุนต่างชาติในประเทศไทยเพื่อสนองประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนเก่า สร้างความโกรธแค้นอย่างกว้างขวางในหมู่นักลงทุนต่างชาติ พวกเขาจึงพากันระงับแผนการลงทุนใหม่ทั้งหมดในขณะที่การลงทุนที่มีอยู่เดิมก็ไม่มีการขยายตัวหรือกระทั่งย้ายฐานออกไปยังประเทศอื่น

 

ในทางการเมือง พวกเขาดำเนินมาตรการ “ล้างแค้น” รัฐบาลไทยรักไทยด้วยการไล่รื้อนโยบายและมาตรการประชานิยม ตัดลดเงินงบประมาณ เปลี่ยนชื่อ บั่นทอน และทยอยยกเลิกบรรดาโครงการที่เป็นผลประโยชน์ของชนชั้นล่างในเมืองและชนบท ทั้งหวยบนดิน โครงการสุขภาพถ้วนหน้า หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ บ้านเอื้ออาทร ทุนการศึกษาหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน เป็นต้น ใส่ร้ายป้ายสีบิดเบือนความบกพร่องเสียหายของสนามบินสุวรรณภูมิ แต่งตั้งศัตรูทางการเมืองของพรรคไทยรักไทยเข้ามาเป็นฝูง ตั้งหน้า “สอบสวนเอาผิดคดีทุจริต” เจาะจงเฉพาะผู้นำและนักการเมืองในรัฐบาลไทยรักไทย กดดันให้มีการยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิ์ทางการเมืองผู้บริหารพรรค 5 ปี ส่งกำลังทหารเข้าไปในชุมชนแออัดในเมืองและหมู่บ้านชนบท ควบคุมข่มขู่มวลชนมิให้เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิทางการเมือง ตลอดจนยังคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึกในอีกครึ่งประเทศ ในขณะที่การฆ่าฟันและความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ยิ่งแผ่ขยายรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้ กระทั่งเกิดวินาศกรรมคืนวันสิ้นปีทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งหมดนี้ประกอบกับความขัดแย้งกันเองภายในรัฐบาลและในหมู่คณะรัฐประหาร เป็นผลทำลายความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ การลงทุนและการใช้จ่ายบริโภคของประชาชนหยุดชะงัก เศรษฐกิจตกต่ำ

 

แต่เป้าประสงค์ที่แท้จริงของรัฐประหาร 19 กันยายนนั้นอยู่ที่การร่างรัฐธรรมนู­เพื่อสร้างเปลือกนอกที่เป็นระบอบรัฐธรรมนู­และการเลือกตั้งขึ้นมาใหม่ ปกปิดเนื้อในอำนาจรัฐที่ยังคงเป็นระบอบอำนาจนิยมของพวกจารีตนิยม-ราชการ เปลือกหุ้มนี้ต้องเป็น “ประชาธิปไตยแบบไทย” ที่มีรัฐธรรมนู­ มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองขนาดเล็ก มีรัฐบาลที่อ่อนแอไร้อำนาจ และมีนายกรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนหุ่นเชิดที่ไว้ใจได้ของพวกจารีตนิยม ซึ่งก็คือ รัฐธรรมนู­ฉบับเผด็จการนี้จะต้องไม่มี “ข้อผิดพลาด” ของรัฐธรรมนู­ 2540 ที่ปล่อยให้มีพรรคการเมืองให­่ที่เข้มแข็งและมีรัฐบาลกับนายกรัฐมนตรีที่มั่นคง สามารถใช้อำนาจบริหารที่เป็นอิสระจากพวกจารีตนิยมได้ในระดับหนึ่งนั่นเอง

 

ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ต้นปี 2549 เป็นการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างกลุ่มจารีตนิยม-ราชการ ทุนเก่าและปั­­าชนขวาจัดด้านหนึ่ง กับกลุ่มทุนใหม่ ปั­­าชนประชาธิปไตยและชนชั้นล่างในเมืองและชนบทในอีกด้านหนึ่ง และก็เป็นการต่อสู้สองแนวทางระหว่างระบอบอำนาจนิยมและระบบทุนนิยมขุนนางอันล้าหลังของพวกจารีตนิยม-ทุนเก่าด้านหนึ่ง กับระบอบประชาธิปไตยมหาชนและแนวทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่ก้าวหน้าในอีกด้านหนึ่ง

 

รัฐประหาร 19 กันยายนได้ทำให้การต่อสู้ทางชนชั้นและการต่อสู้สองแนวทางดังกล่าวยกระดับขึ้นสู่ขั้นตอนใหม่ จากก่อน 19 กันยายน ที่กลุ่มจารีตนิยม-ราชการเป็นฝ่ายรุก และฝ่ายประชาธิปไตยเป็นฝ่ายรับ มาสู่ปัจจุบัน ที่กลุ่มจารีตนิยม-ราชการเป็นฝ่ายรับ และฝ่ายประชาธิปไตยกลับมาเป็นฝ่ายรุก การเคลื่อนไหวต่อสู้ของฝ่ายประชาชนมีลักษณะมวลชน มีความหลากหลายทั้งรูปแบบ การจัดตั้ง วิธีการและเครื่องมือ มีการเคลื่อนไหวทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นความขัดแย้งที่แหลมคมและไม่อาจประนีประนอมกันได้อีกต่อไป ที่จะนำไปสู่การแตกหักทางชนชั้นและทางแนวทางในที่สุด

 

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของปวงประชามหาชนในครั้งนี้มีความหมายแตกต่างสำคั­จากการต่อสู้เมื่อ 14 ตุลาคม 2516 และพฤษภาคม 2535 เพราะแม้ในครั้งนี้ เป้าหมายเฉพาะหน้าจะยังคงเป็นการขจัดอำนาจ “เผด็จการทหาร” ออกไป เอาประชาธิปไตยและรัฐธรรมนู­กลับคืน แต่คราวนี้ แม้ภารกิจขจัดเผด็จการทหารจะเสร็จสิ้น การต่อสู้จะก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ไปเป็นการขจัดรากเหง้าที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังรัฐประหารและเผด็จการทหาร เป็นอิทธิพลบ่อนทำลายการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยมาทุกยุคสมัย เพื่อขจัดต้นตอของอำนาจนิยมและเผด็จการในสังคมไทยอย่างเด็ดขาด และให้ดอกผลประชาธิปไตยที่ได้มามีความยั่งยืนสถาพร