ในที่สุด ก็มาถึงตอนสุดท้ายของการตีแผ่เรื่องราวอีกด้านหนึ่งของ สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำจิตวิญญาณพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเนื้อหาในหนังสือ "อีกด้านหนึ่งของสนธิ" ที่บรรทัดทองคัดลอก มาให้กับท่านผู้อ่านได้รับรู้กันในตอนสุดท้ายนี้ เป็นชื่อตอน "ล้มระรื่น มิใช่ ล้มละลาย" ซึ่งอยู่ในหนังสือ"ล้มแล้วรวย อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 2"
ตอน "ล้มระรื่น มิใช่ ล้มละลาย" ผู้เขียน ได้กระชากหน้ากาก สนธิ ลิ้มทองกุลโดยอรรถาธิบายพฤติกรรมอาชญากรเศรษฐกิจ ที่มาในคราบการปล้นของโจรเสื้อนอก ปล้นบริษัทของตัวเอง โดยโยนภาระความรับผิดชอบตกไปอยู่ที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยต้องเสียหายขาดทุนยับเยินจากการกระทำของสนธิ
นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้อธิบาย ถึงหมากกลที่เหนือชั้นของสนธิ ประกาศต่อสาธารณะชนว่าเป็นบุคคลล้มละลายด้วยมูลหนี้ 151 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริง เขามีภาระหนี้ที่เขาก่อมากมายนับหมื่นล้านบาทกับความอหังการขยายอาณาจักร เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จนเดอะเนชั่น ทนดูพฤติกรรมที่สนธิก่อไว้ไม่ไหวต้องออกมาตีแผ่ความสามานย์ของโจรเสื้อนอก ที่ชื่อสนธิ ลิ้มทองกุล
ในตอน "ล้มระรื่น มิใช่ ล้มละลาย" ที่บรรทัดทองคัดลอกมานี้ ช่างมีเนื้อหาที่เหมาะเจาะกับชื่อของหนังสือเป็นที่สุด "ล้มแล้วรวย อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 2"
เอาหล่ะครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลากันท่านผู้อ่าน เตรียมล้อมวงกันเข้ามา และถ้าเป็นไปได้ช่วยกันกวักมือเรียกพรรคพวกเพื่อนฝูงมา แล้วเรามารับรู้เรื่องราวของ สนธิ ลิ้มทองกุล ร่วมกันในเนื้อหาด้านล่างกันเลยดีกว่า
////////////////////////////////////////////////////////////////
ล้มระรื่น มิใช่ ล้มละลาย
ท่ามกลางความเลวร้ายอันเป็นผลพวงของวิกฤตที่เศรษฐกิจไทย ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2540 ได้ก่อคุณูปการอย่างใหญ่หลวงประการหนึ่งขึ้นในวงการธุรกิจไทย นั่นคือ ทำให้ได้รู้เห็นว่าวิธีการปล้นของโจรเสื้อนอก หรือ อาชญากรเศรษฐกิจ ทำกันอย่างไร และได้นำมาสู่การสร้างมาตรการป้องกันการปล้นของโจรเสื้อนอก ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้
วันที่ 11 มีนาคม 2543 หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ บ้างพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง บ้างพาดหัวข่าวหน้าธุรกิจ เหมือนกับราวกับนัดกันไว้
"ศาลสั่ง สนธิ ล้มละลาย"
เป็นข่าวที่ดังเกรียวกราวที่สุดของวงการหนังสือพิมพ์ ในห้วงปีนั้น เนื่องจากความเป็นคนดังที่มีทั้งคนรัก และคนชัง ของสนธิ และความที่สนธิ เป็นกรณีตัวอย่างทั้งด้านบวก และด้านลบ หลายต่อหลายเรื่องให้กับคนในวงการหนังสือพิมพ์ ทำให้ข่าวชิ้นนี้ได้รับความสนใจหยิบยกขึ้นมานำเสนอต่อประชาชน จากเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการเดียวกัน มากเป็นพิเศษ
นัยว่าข่าวนี้ถูกเพื่อนๆ ในวงการนำเสนอทั้งด้วยความรัก ความชัง และความหมั่นไส้ ที่มีต่อสนธิ ลิ้มทองกุล
เนื้อหาของข่าวดังกล่าว มีอยู่ว่า .....
"ศาลล้มละลายกลางได้มีคำพิพากษากรณีธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ที่ 1 และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ลูกหนี้ที่ 2 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 โดยขอให้ศาลสั่งให้ลูกหนี้ทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย
ทั้งนี้ โจทก์ฟ้องว่า ลูกหนี้ที่ 1 ออกหุ้นกู้ประเภทมีหลักประกันทีเอ็มจี และขายหุ้นกู้ตามใบหุ้นลงวันที่ 20 เมษายน 2538 จำนวน 150,000 หุ้น เป็นเงิน 150,000,000 บาท ให้กับบริษัทเงินทุนหลัก ทรัพย์ นครหลวงเครดิต จำกัด ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 19 เมษายน 2540 โดยลูกหนี้ที่ 1 ยอมจ่ายดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์บวกหนึ่ง
ต่อมาโจทก์ซื้อหุ้นกู้จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นครหลวงเครดิต จำกัด โดยสลักหลังโอนหุ้นกู้ของลูกหนี้ที่ 1 ให้กับโจทก์ ทำให้โจทก์รับไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ต่างๆ และเพื่อเป็นหลักประกันหนี้ ลูกหนี้ที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระของลูกหนี้ที่ 1 โดยยินยอมรับผิดชอบร่วมกัน
ภายหลังหุ้นกู้ดังกล่าวครบกำหนดไถ่ถอน ลูกหนี้ที่ 1 ไม่ไถ่ถอน แม้ทวงถามก็เพิกเฉย โจทก์จึงไปทวงถามลูกหนี้ที่ 2 ก็ยังเพิกเฉย ลูกหนี้ทั้งสองจึงเป็นหนี้โจทก์อยู่ 151,063,013.69 บาท การกระทำของลูกหนี้ทั้งสองเป็นการแสดงพฤติการณ์ให้เห็นชัดเจนว่า เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้ ต้องสันนิษฐานตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย
ศาลเห็นว่า เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันของลูกหนี้ที่ 1 กล่าวคือ เป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเหนือหลักทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 ในทางจำนำตามมาตรา 6 เมื่อปรากฏว่า เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฟ้องลูกหนี้ที่ 1 เป็นคดีล้มละลาย โดยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 10 (2) คือมิได้กล่าวมาในฟ้องว่า เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ยินยอมสละหลักทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 ที่เป็นหลักประกันให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักทรัพย์ประกันดังกล่าวมาในฟ้อง คำฟ้องของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับลูกหนี้ที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎ หมาย แม้ลูกหนี้ที่ 1 จะไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นมาพิจารณาได้เอง
ส่วนลูกหนี้ที่ 2 ต้องข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่า เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และตามลูกหนี้ที่ 2 ได้ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าลูกหนี้ที่ 2 แสดงให้เห็นว่าได้พยายามขวนขวายชำระหนี้ให้โจทก์แต่ประการใด กรณีนี้จึงไม่อาจฟังได้ว่า ลูกหนี้ที่ 2 ไม่สมควรเป็นบุคคลล้มละลายแต่อย่างใด
ศาลจึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด ให้ลูกหนี้ที่ 2 ชดใช้ค่าธรรมเนียมแทนเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ สำหรับค่าทนายความ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้กำหนดให้ตามที่เห็นสมควร
พิพากษายกฟ้องของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เฉพาะ บริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ที่ 1 ให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนลูกหนี้ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 2 พันบาท"
คำพิพากษานี้ หากพิจารณาเพียงชั้นเดียว ก็จะเชื่อโดยสุจริตใจว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เจ็บปวดกับการต้องเป็นบุคคลล้มละลาย แต่หากมองมากกว่าหนึ่งชั้น ก็จะต้องถือว่าสนธิ โชคดีมาก ที่เขาล้มละลายด้วยมูลหนี้เพียง 151 ล้านบาทเศษ ทั้งๆ ที่เขาเป็นผู้ที่ก่อหนี้มากมายนับหมื่นล้านบาท กับการลงทุนสร้างอาณาจักร เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
หาคนเชื่อได้น้อยมากว่าสนธิ เจ็บปวดจริงๆ กับการถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายในวันนั้น เหมือนๆ กับที่สนธิ ก็ไม่เชื่อว่า พร สิทธิอำนวย เจ้านายเก่าของเขา เจ็บปวดจริงๆ กับการล่มสลายของอาณาจักร PSA ในอดีตเมื่อครั้งที่เขายังฟูเฟื่องในฐานะขุนพลคนหนึ่งของตึกดำ
หากแต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าสนธิ ยินดีอย่างยิ่งกับการเป็นบุคคลล้มละลาย ด้วยมูลหนี้เพียง 151 ล้านบาทเศษ ในขณะที่เขาก่อหนี้ไว้มากกว่ามูลหนี้จำนวนนี้นับร้อยเท่า และไม่มีใครบอกได้ว่าสนธิ นำเงินได้จากการก่อหนี้ไปลงทุนในธุรกิจจริงๆ หรือนำไปใช้เพื่อความสุขสบายในชีวิตของตนเอง
คำสั่งศาลให้เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่อความเป็นอยู่และการดำเนินชีวิตของสนธิ ทั้งด้านชีวิตส่วนตัว และการดำเนินธุรกิจ
สนธิ ยังคงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ในคฤหาสน์ 4 หลังงาม ในรั้ว "พีเค วิลล่า" บนถนนสุโขทัย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่จัดตั้งรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา และเป็นสวรรค์ชั้นเจ็ดสำหรับเขากับสาวงาม ที่หาซื้อได้ด้วยเงินตรา ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
นอกเหนือจากคำสั่งศาลให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว สนธิ ลิ้มทองกุล ยังมีคดีติดตัว และเป็นคดีเศรษฐกิจที่เข้าข่ายการฉ้อโกงบริษัทมหาชน หรือ ฉ้อโกงประชาชน ที่เรียกกันว่าเป็นอาชญากรเศรษฐกิจ จากกรณีที่ถูกกลต. กล่าวโทษว่ากระทำการทุจริต ปลอมมติผู้ถือหุ้น บริษัท แมเนเจอร์มีเดียกุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MGR ไปค้ำประกันเงินกู้ให้แก่ เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งข่าวนี้ถูกตีแผ่ไปทั่วโลก โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ ที่รายงานว่า ...
ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ได้เข้าแจ้งความต่อกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ(สศก.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม เพื่อกล่าวโทษให้ดำเนินคดี 4 อดีตกรรมการ บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป(MGR) ได้แก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสุรเดช มุขยางกูร น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และน.ส.ยุพิน จันทนา กรณีร่วมกันปลอมเอกสารประกอบการทำสัญญาในนามของ MGR เพื่อค้ำประกันเงินกู้ 1,078 ล้านบาท ให้กับบริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ป(TMG) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MGR โดยที่คณะกรรมการ MGR ไม่ได้รับทราบ จนทำให้ MGR เสียหายอย่างมากในเวลาต่อมา
ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากกรณีมีผู้ร้องเรียนก.ล.ต. เมื่อเดือนพฤษภาคม 2542 ว่า บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจิเนียริ่ง(IEC)ไม่เปิดเผยข้อมูลการค้ำประกันการกู้ยืมเงินให้แก่ TMG ซึ่งก.ล.ต.ได้ตรวจ สอบพบเป็นจริงและกล่าวโทษอดีตผู้บริหาร IEC ไปแล้ว แต่ระหว่างการตรวจสอบกรณี IEC นั่นเองก็พบหลักฐานที่ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้แก่ TMG ว่า มี MGR ร่วมค้ำประกันเงินกู้ 1,078 ล้านบาทนี้ด้วยเช่นกัน และต่อมา TMG ได้ผิดนัดชำระหนี้ ส่งผลให้ MGR ต้องรับภาระเป็นผู้ชำระหนี้แทนถึง 259 ล้านบาท
จากการตรวจสอบสัญญาที่ MGR ค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวรวม 6 ฉบับ ระหว่าง 30 เมษายน 2539 ถึง 31 มีนาคม 2540 พบมีการลงนามโดยบุคคลทั้ง 4 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของ MGR โดยคณะกรรมการ MGR ไม่ได้รับทราบด้วย และไม่ได้เปิดเผยให้ถูกต้องในงบการเงินของ MGR จึงเป็นการกระทำผิดพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตราด้วยกัน ด้วยเป็นการกระทำโดยทุจริต ใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายไปแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น จนเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR รวมทั้งการปลอมสำเนารายงานประชุมคณะกรรมการ MGR เพื่อลวงให้กรุงไทยหลงเชื่อ และการไม่เปิดเผยข้อมูลการค้ำประกันเงินกู้ ทำให้ผู้ลงทุนได้ข้อมูลไม่ครบถ้วนตามความจริงจนเสียหายต่อการตัดสินใจลงทุน
หนังสือพิมพ์กระแสหุ้น ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กรณีดังกล่าวนี้ เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 307 และ 311 แห่งพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลอาญากฎหมายอาญา กรณีการกระทำดังกล่าวของบุคคลทั้ง 4 ราย เป็นการกระทำทุจริตโดยใช้อำนาจที่ตนได้รับมอบหมายแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR โดยตรง
ทั้งนี้ กรณีความผิดทั้ง 3 ข้อดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000 -1,000,000 บาท
พฤติกรรมของสนธิ ที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีโดยกลต. นั้น หากกล่าวภาษาชาวบ้าน กล่าวกันง่ายๆ ก็คือ การปล้นบริษัทตัวเอง นั่นเอง เพราะสนธิ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MGR แต่กลับเอา MGE ไปค้ำประกันเงินก็ให้กับเอ็มกรุ๊ป จนเป็นเหตุให้ MGR ต้องรับผิดชอบภาระหนี้ที่เอ็มกรุ๊ป ก่อไว้มากกว่า 1,000 ล้านบาท และเป็นเหตุให้ MGR และผู้ถือหุ้นรายย่อยของ MGR ต้องเสียหาย ขาดทุนย่อยยับจากการกระทำของสนธิ ในครั้งกระนั้น
ทั้งๆ ที่เป็นบุคคลล้มละลาย และเป็นผู้ต้องหาคดีเศรษฐกิจ เป็นผู้ต้องหาคนสำคัญของ กลต. แต่ สนธิ ไม่ได้มีทีท่าเดือดร้อนกับชะตาชีวิตของเขา และไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเองอีก
สนธิยังทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่เคยหยุดแม้แต่วันเดียว และมีความสุขสบายในการทำธุรกิจมากขึ้นอีกด้วย กับการที่ไม่ต้องรับภาระและความรับผิดชอบใดๆ ในทางกฎหมาย เนื่องจากสถานะบุคคลล้มละลายของเขานั่นเอง
ช่วงแรกของการทำธุรกิจในนามของบุคคลล้มละลาย สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้ตัวแทนหรือโนมินีหลายคน ซึ่งในจำนวนนั้น มี จิตตนารถ ลิ้มทองกุล ลูกชายของเขา และ พชร สมุทวนิช ลูกชายของ ชัยอนันต์ สมุทวนิช ผู้บังคับการโรงเรียนวชิราวุธ ไปเปิดบริษัทเล็กๆ ที่ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อ แต่ยังคงทำธุรกิจเกี่ยวกับสื่อสารมวลชน เช่นเดิม เช่น บริษัทเวิล์ดไวด์มีเดีย จำกัด ทำธุรกิจสื่อโทรทัศน์ รายการก่อนจะถึงจันทร์ รายการเมืองไทยรายวัน เมืองไทยรายสัปดาห์ และรายการวิทยุ คลื่นเอฟเอ็ม 97.5 เวปไซต์ manager.co.th
สื่อใหม่ๆ เหล่านี้ เป็นกลไกลทางธุรกิจที่สำคัญของสนธิ ลิ้มทองกุล ในการทำรายได้จากการเวลาและพื้นที่โฆษณาให้กับหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ที่ถูกจัดให้มาเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของสนธิ และผูกปีเป็นขาประจำกันชนิดที่สื่ออื่นๆ ได้แต่มองตาปริบๆ
การทำธุรกิจภายใต้ชื่อบุคคลอื่นของสนธิ เป็นที่สนใจใคร่รู้ของเพื่อนๆ ในวงการว่าการกลับมารอบนี้ เขาจะไปได้สักกี่น้ำ และจากความสนใจก็กลายมาเป็นการจ้องมองเพื่อตรวจสอบว่าสนธิ กำไต๋ อะไรไว้ในมือ จึงกล้าลงทุนมากมาย ขยายกิจการไปทุกด้าน เปิดแนวรบทุกทิศ ทั้ง วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เวปไซต์ และดาวเทียม ซึ่งคาดการณ์กันว่าสนธิ ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนไม่น้อยกว่าหลักพันล้านบาท กับการบุกเบิกกิจการใหม่ๆ เหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักสำหรับบุคคลที่อยู่ในภาวะล้มละลาย
แต่สนธิ ในวันนั้นไม่ได้มีสภาพเหมือนบุคคลล้มละลายแต่อย่างใด เขาสามารถหาเงินมาลงทุนได้ หาเงินไปล่าซื้อตัวคนเก่ง คนดีๆ จากทุกค่าย ทุกสำนักข่าวมารวมตัวกันอยู่ในอาณาจักรของเขา อย่างที่ทุกคนได้แต่ยืนมองด้วยความประหลาดใจ
ไม่มีใครรู้ว่าสนธิ มีอยู่ในมือ หรือ ซ่อนไว้ในบัญชีของใครเท่าไร และทำไมทางการจึงตรวจไม่พบทรัพย์สินเหล่านี้
เดอะเนชั่น เป็นสื่อมวลชนรายแรกที่ตรวจสอบสนธิอย่างเข้มข้น ด้วยการทำสกู๊ป 4 ตอนรวดเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของการลดหนี้กว่า 6 พันล้าน ให้หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และเอ็มกรุ๊ป ซึ่งเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสถาบันการเงินของรัฐ โดยบรรณาธิการเนชั่นยืนยันเป็นการเสนอข่าวตามปกติ ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง
หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ในหน้าเศรษฐกิจ ฉบับวันอังคารที่ 9 เมษายน 2544 รายงานว่า เจ้าหนี้ของบริษัท เอ็ม กรุ๊ป อาจยอมตัดยอดหนี้ 70% จากทั้งหมด 6,070 ล้านบาท ตามแผนปรับโครงสร้างของบริษัทในไตรมาส 3 ของปีนี้
บริษัทเอ็ม กรุ๊ป ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ประสบปัญหาทางการเงินตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540
เดอะเนชั่น อ้างแหล่งข่าวในกลุ่มเจ้าหนี้ เปิดเผยว่า เจ้าหนี้รายใหญ่ของบริษัทเอ็ม กรุ๊ป เช่น บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ธนาคารกรุงไทย และธนาคารกสิกรไทย ลงความเห็นร่วมกันว่า บริษัทดังกล่าวไม่สามารถหารายได้เพียงพอชำระหนี้ที่มีอยู่ และจะเชิญผู้ลงทุนภายนอกจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับเอ็ม กรุ๊ปและซื้ออาคารสำนักงานของบริษัท
"เราเชื่อว่าการปรับลดยอดหนี้ จะเป็นทางออกที่ดีกว่าการขายหลักทรัพย์ที่จำนองไว้ การขายหลักทรัพย์ที่จำนองไว้จะสามารถชำระหนี้ได้เพียง 5-10% ของมูลค่าหนี้ทั้งหมด ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้จะช่วยให้เจ้าหนี้ได้รับเงินคืน 20-30%"
นอกจากนี้บรรดาเจ้าหนี้เตรียมจะให้หนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของเอ็ม กรุ๊ป ที่รับประกันเงินกู้ของบริษัท ชำระหนี้บางส่วน แต่แหล่งข่าวไม่ได้เปิดเผยชื่อของผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือจำนวนเงินกู้ที่ต้องชำระคืน
ทั้งนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในเอ็ม กรุ๊ป ซึ่งถือหุ้น 44.82% ยังคงถูกจัดเป็นบุคคลล้มละลายภายใต้กฎหมายล้มละลาย และจะพ้นสถานะดังกล่าวในวันที่ 18 มีนาคม 2546
เดอะเอ็ม กรุ๊ป เป็นบริษัทแม่ที่มีบริษัทในเครือจำนวนมาก รวมทั้ง ผู้จัดการ มีเดีย กรุ๊ป(MGR) ที่พิมพ์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เดิมมีหนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส และเอเชีย อิงค์ รวมทั้งบริการออนไลน์ และการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และการสื่อสารดาวเทียม
เอ็มจีอาร์ และบริษัทในเครือส่วนใหญ่ของเอ็ม กรุ๊ป ซึ่งรวมถึง อีสเทิร์น พรินต์ติง(EPCO) ปรับโครงสร้างหนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วในช่วงปี 2543-2544
อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างหนี้เอ็ม กรุ๊ป ดำเนินการล่าช้ากว่าบริษัทในเครืออื่นๆหนึ่งในบรรดาเจ้าหนี้รายใหญ่ กล่าวว่า สถานะทางการเงินที่มีปัญหาของบริษัททำให้ประกอบธุรกรรมได้น้อยไม่เพียงพอสร้างรายได้ ส่วนรายได้ที่จับต้องได้เพียงอย่างเดียวของเอ็ม กรุ๊ปคือ เงินที่ได้จากบริษัทในเครือ
เดอะเนชั่น อ้างนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ทิสโก้ ให้ความเห็นว่า รายงานแสดงสถานะทางการเงินของ MGR และEPCO ยังคงมียอดขาดทุนสุทธิและยอดขาดทุนสะสมสูงขึ้นเมื่อเทียบกับบริษัทสำนักพิมพ์อื่นๆ MGR รายงานว่ายอดรายได้เพิ่มขึ้น 12.5% และมีกำไรในปี 2544 แต่ยังไม่สามารถตัดยอดหนี้และยอดขาดทุนสะสมได้
เมื่อปลายปี 2543 เอ็ม กรุ๊ปรายงานยอดขาดทุนสุทธิ 329.9 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากยอดขาดทุนปี 2542 เป็นจำนวน 162 ล้านบาท
และในปี 2544 เมื่อรัฐบาลใหม่เข้าบริหารประเทศ ฐานะการเงินของMGR ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากได้รับสัญญาทำรายการโทรทัศน์ ได้แก่ รายการ"ก่อนจะถึงวันจันทร์"และรายการข่าวและสัมภาษณ์"เมืองไทยรายวัน"
ทั้งสองรายการออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ของภาครัฐและได้รับสปอนเซอร์จากกิจการของรัฐ หรือบริษัทที่เคยเป็นกิจการของรัฐ เช่นธนาคารกรุงไทย ปตท. และ การบินไทย ฯลฯ
MGRยังได้รับสิทธิจัดรายการวิทยุทางคลื่นเอฟเอ็ม 99.5 ซึ่งมีรายได้จากโฆษณาของรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง
ในตอนท้าย เดอะเนชั่น ยังได้บอกว่า นี่คือ 1 ใน 4 ตอน ที่จะตีพิมพ์เกี่ยวข้องกับเครือเอ็มกรุ๊ป ในยุครัฐบาลภายใต้การนำของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
นายพนา จันทรวิโรจน์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น บอกว่า การนำเสนอรายงานดัง กล่าว เป็นการนำเสนอข่าวปรับโครงสร้างตามปกติธรรมดา เหมือนกับการเขียนรายงานทั่วไป ไม่ได้เป็นประเด็นที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นพิเศษ และก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ก็เคยเสนอเรื่องดังกล่าว แต่ไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก ดังนั้น ทางเดอะเนชั่นจึงได้ติดตามหาข้อมูลเพิ่มเติมมานำเสนอ ซึ่งได้ข้อมูลที่คืบหน้าพอสมควร โดยแบ่งเนื้อหานำเสนอทั้งหมด 4 ตอน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ คอลัมน์ "ป้อมพระสุเมรุ" ในเว็บไซต์ www.manager.co.th ที่เขียนโดย รุ่งอรุณ สุริยามณี ได้เขียนถึงความขัดแย้งในกลุ่มเนชั่น ทำให้ผู้บริหารของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น นำเรื่องการปรับโครงสร้างของเอ็ม กรุ๊ป มานำเสนอบ้าง
สกู๊ปตอนที่ 2 ของ เดอะเนชั่น หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ระบุว่า อาณาจักรทางธุรกิจของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้โอกาสต่อลมหายใจอีกครั้ง โดยเบนเข็มจากสิ่งพิมพ์เป็นวงการโทรทัศน์ ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคไทยรักไทย ทำให้นายสนธิ ได้สัญญาผลิตรายการสถานการณ์ข่าวทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ได้แก่ รายการ ก่อนจะถึงวันจันทร์ และเมืองไทยรายวัน
รายการก่อนจะถึงวันจันทร์ได้รับสปอนเซอร์จากรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง เช่น ธนาคารกรุงไทย การบินไทย และการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เป็นต้น และรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ยังให้สปอนเซอร์รายการเมืองไทยรายวันด้วย รายการนี้ผลิตโดยบริษัท ไลฟ์ ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งเป็นอีกบริษัทหนึ่งของนายสนธิ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของเอ็ม กรุ๊ป เป็นเจ้าของ
เดอะเนชั่น อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดนายสนธิ เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงไทยปล่อยเงินกู้ให้กับไลฟ์ ไทยแลนด์ จำกัด ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ทั้งสองรายการจำนวน 40 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)ยังได้สัญญาจัดรายการวิทยุนาน 3 ชั่วโมง ทางสถานีวิทยุคลื่น 99.5 โดยมีธนาคารกรุงไทย การบินไทย และปตท. เป็นสปอนเซอร์
การลงทุนผลิตรายการทางโทรทัศน์มีขึ้น แม้ว่าสองปีที่แล้วเอ็ม กรุ๊ป ปลดพนักงานเกือบ 1,000 คน ในบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้พิมพ์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน
ในปี 2540 เอ็ม กรุ๊ปเผชิญ วิกฤติเศรษฐกิจ มีหนี้สินรวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยเฉพาะเอ็มกรุ๊ป มีหนี้ 6,000 ล้านบาท, แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป 4,700 ล้านบาท และโรงพิมพ์ตะวันออก 2,300 ล้านบาท
ขณะที่หนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส ขาดทุน 24 ล้านเหรียญสหรัฐ และเอ็ม กรุ๊ป ต้องรับประกันหนี้เงินกู้ 1,200 ล้านบาท ที่ธนาคารกรุงไทย อนุมัติให้บริษัท อินเตอร์แนชั่นแนล เอ็นจิเนียริงพีแอลซี(ไออีซี) ซึ่งนายสนธิ ซื้อกิจการไว้
เมื่อมองถึงภาระหนี้สินจำนวนมหาศาลและโอกาสสร้างกำไรยากมาก การอนุมัติสปอนเซอร์จากรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ จึงก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเอ็ม กรุ๊ป กับรัฐบาล รวมทั้งทำให้พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มตรวจสอบความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างนายสนธิ กับนักการเมืองและนักธุรกิจชั้นนำบางคน ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟื้นคืนชีพทางธุรกิจของนายสนธิหรือไม่
ปรากฏการณ์แมลงวันตอมแมลงวัน สื่อตรวจสอบสื่อที่เดอะเนชั่น เปิดเกมขึ้นนั้นได้รับการตอบรับอย่างชื่นชมจากนางอรุณีประภา หอมเศรษฐี คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ว่า เป็นเรื่องปกติที่สื่อจะนำเสนอเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องทางธุรกิจและข้อมูลที่สามารถเสนอเป็นข่าวได้ แต่ไม่ทราบว่า การเสนอข่าวดังกล่าวมีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ อย่างไร ซึ่งต้องยอมรับว่า การตัดสินใจของรัฐที่จะดำเนินการอะไรสักอย่าง จะมีทั้งกลุ่มที่ได้และเสียประโยชน์ เพียงแต่การปรับโครงสร้างครั้งนี้ เป็นกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสื่อ
"การที่สื่อตรวจสอบกันเองเป็นเรื่องดี เพราะคนที่ได้ประโยชน์คือ ประชาชน ประชาชนก็อยาก จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสื่อ สื่อมีความโปร่งใสแค่ไหน เพราะคนที่จะรู้เบื้องหลังเบื้องลึกก็จะมีเพียงคนที่อยู่ในวงการสื่อสารมวลชนเท่านั้น แมลงวันตอมแมลงวันบ้างก็ดี หากไม่ตอมกันเลยก็คงไม่ต้องตั้งสภาการหนังสือพิมพ์ฯขึ้นมา กลายเป็นสภามาเฟียไป"
สกู๊ปตอนสุดท้ายของ เดอะเนชั่น เป็นตอนที่สำคัญและมีทีเด็ดที่ทุกคนในวงการต้องตกตะลึง เมื่อเดอะเนชั่น เปิดเผยถึงวิธีการที่นายสนธิ ขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และเป็นเจ้าของผ่านการถือหุ้นในบริษัทโฮลดิ้ง ซึ่งล้วนจดทะเบียนในเกาะบริติช เวอร์จิน
เดอะเนชั่น ระบุว่านายสนธิ เริ่มขยายธุรกิจสิ่งพิมพ์ โดยเริ่มจากซื้อกิจการนิตยสารเอเชีย อิงค์ในฮ่องกงนิตยสารบัซในแคลิฟอร์เนีย และเปิดตัวหนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส ในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังขยายการลงทุนในด้านอื่นๆ เช่น กิจการดาวเทียมในลาว โรงแรมในมณฑลยูนานของจีน และโรงงาน ผลิตปูนซีเมนต์ในเวียดนาม เป็นต้น
การขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วทำให้หลายคนสงสัยว่า เขาหาเงินทุนจำนวนมากได้อย่างไร นายสนธิ เริ่มจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท แมนเนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ในฮ่องกงเมื่อปี 2533 หลังจากนั้นกิจการก็เริ่มขยายขอบเขตกว้างขวาง สามารถตั้งบริษัทใหม่ 4 แห่งภายในไม่กี่ปี และจนถึงปี 2538 นายสนธิ มีบริษัทจดทะเบียนในฮ่องกงนับสิบแห่ง
นายสนธิ แผ่ขยายกิจการที่มีเครือข่ายซับซ้อนเพื่อทำให้มีอำนาจควบคุมทางอ้อมมากที่สุด เท่าที่จะทำได้ โดยใช้วิธีการถือหุ้นไขว้ นายสนธิ จะถือหุ้นโดยตรงในแต่ละบริษัทเพียงเล็กน้อย แต่จะมีอำนาจควบคุมจากการเป็นเจ้าของบริษัทโฮลดิ้ง ที่ซื้อหุ้นในบริษัทอื่นในเครือ และบริษัทโฮลดิ้งเหล่านี้รวมทั้งเอ็ม กรุ๊ป จดทะเบียนก่อตั้งที่เกาะบริติช เวอร์จิน
การดำเนินกิจการของหนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด นายสนธิและผู้บริหารเอ็ม กรุ๊ป หลายคนถือหุ้นในหนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส จำนวนเล็กน้อย แต่บริษัท แมนเนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ถือหุ้นใหญ่ในเอเชีย ไทม์ส และเอ็ม กรุ๊ป ก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในแมนเนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล
โครงสร้างดังกล่าวทำให้เสียภาษีน้อยลง และป้องกันการเกิดปัญหาทางการเงินได้มากขึ้น เจ้าหนี้และพนักงานของเอเชีย ไทม์ส ทราบภายหลังว่า โครงสร้างนี้เอื้อประโยชน์ให้นายสนธิ ไม่ต้องรับผิด ชอบเมื่อหนังสือพิมพ์ประสบปัญหาและต้องปิดตัวลง
และในปี 2539 นายสนธิ เริ่มประสบปัญหาทางการเงิน ธุรกิจในต่างประเทศก็ล้มพับแต่ไม่รุนแรงนัก กิจการดาวเทียมในลาวก็ล้มเลิกไป ขายนิตยสารเอเชีย อิงค์ให้พนักงานและผู้ร่วมลงทุนต่างชาติซื้อบริษัทเอเชียน แอดเวอร์ไทซิงและมาร์เก็ตติงไว้
นายสนธิ แสดงจุดยืนแข็งกร้าวเกี่ยวกับหนี้ต่างประเทศ และโน้มน้าวให้ลูกหนี้คนไทยทั้งหลายหยุดชำระหนี้ต่างประเทศ และขณะที่เจ้าหนี้ในหลายประเทศยื่นฟ้องเพื่อเรียกเงินคืน ทรัพย์สินในต่างประเทศบางส่วนของนายสนธิ ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการล่มสลายของอาณาจักรธุรกิจของเขา
บริษัทที่จดทะเบียนในฮ่องกงบางแห่งที่นายสนธิ เป็นผู้อำนวยการยังคงดำเนินกิจการและแม้หนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส ปิดไปแล้ว เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ยังคงเผยแพร่ข่าวสารตามปกติ
ทั้งนี้ สำหรับเกาะ บริติช เวอร์จิน ได้ถูกกล่าวขานกันไปทั่วโลกว่าเป็นแหล่งใหญ่ของการฟอกเงิน
สกู๊ปตอนที่ 4 ของเดอะเนชั่น จบลงด้วยการไม่ปรักปรำ ใส่ร้ายสนธิ ลิ้มทองกุล หากแต่ให้ประชาชนผู้อ่าน พิจารณากันเองว่าสนธิ เป็นนักธุรกิจประเภทใด และมีกระบวนการภายใต้อำนาจรัฐ โอบอุ้มช่วยเหลือเขาอยู่จริงหรือไม่
ผู้อ่านสกู๊ปทั้ง 4 ตอนของเดอะเนชั่น ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า การเกิดขึ้นของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือ จุดเปลี่ยนที่สำคัญของสนธิ ลิ้มทองกุล และเป็นเหมือนการปลุกผีที่ตายไปแล้ว ให้กลับคืนชีพ เป็นผีดิบ มาสูบเลือดสูบเนื้อสูบทรัพย์สินของประเทศ อีกครั้งหนึ่ง
จากการตรวจสอบเอกสารการซื้อขายเวลา และพื้นที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ หน่วยงานของรัฐ ที่ทำสัญญากับกิจการใหม่ๆ ของสนธิ พบว่ามีรายการจัดซื้อรายการหนึ่งที่น่าสนใจ และคงไม่เกินเลยไปนัก หากจะบอกว่าสัญญาฉบับนี้ มี สนธิ เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ และกล้าทำ
เช่นเดียวกับสัญญาซื้อโฆษณาของ ปตท. ที่ทำกับ 11 News 1 ด้วยงบประมาณ 60 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่า 11 News 1 จัดตั้งขึ้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และสัญญาการรับชำระหนี้ของธนาคารกรุงไทย ที่ให้สิทธิพิเศษแก่สนธิ ด้วยการรับชำระหนี้ด้วยหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ แทนการใช้เงิน ที่ได้เปิดเผยไปแล้ว ในอีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 1
สัญญาที่ตรวจสอบพบฉบับนี้ ก็เป็นของธนาคารกรุงไทย เช่นเดียวกัน เป็นสัญญาที่ธนาคารกรุงไทย ทำกับบริษัทเวิลด์ไวด์มีเดีย จำกัด ให้มีการปรับเปลี่ยนสัญญาการซื้อสื่อโฆษณา ในรายการสภาท่าพระอาทิตย์ เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2547 เป็นการโฆษณาบนเวปไซต์ manager.co.th แทน รวมมูลค่า 3,465,000.00 บาท ซึ่งหมายความว่า เฉพาะเวปไซต์ manager.co.th มีรายได้จากการขายแบนเนอร์โฆษณาให้แก่ธนาคากรุงไทย เดือนละ 1,155,000 บาท ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นเวปไซต์ที่ทำรายได้สูงที่สุดในประเทศไทย หรืออาจจะในโลกด้วยซ้ำ และธนาคารกรุงไทย ก็น่าจะเป็นลูกค้าแบนเนอร์ รายใหญ่ที่สุดเท่าที่เวปไซต์ manager.co.th เปิดมาจนถึงทุกวันนี้
สัญญาฉบับดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 ระหว่างธนาคารกรุงไทย จำกัด กับ บริษัทเวิล์ดไวด์มีเดีย จำกัด ซึ่ง ข้อ 2 ของสัญญาดังกล่าวระบุว่า
2. ชดเชยโฆษณาที่ไม่ได้ออกอากาศในรายการ "สภาท่าพระอาทิตย์" เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2547 ดังนี้
2.1 โฆษณาบน WEBSITE : manager.co.th ในลักษณะ Banner 3 ขนาด คือ ขนาด A1 = 468x60 pixels , A2 = 173x350 pixels และ A3 = 173x95 pixels ดังนี้
- หน้าแรก (Homepage ) ลง Banner ขนาด A1 , A2 และ A3 เฉลี่ยเดือนละ 1,500,000 IMP รวมเป็น 4,500,000 IMP มูลค่ารวม 2,700,000 บาท
- หน้าหมวด (ธุรกิจ) ลง Banner ขนาด A1 เดือนละ 310,000 IMP รวมเป็น 930,000 IMP มูลค่ารวม 465,000 บาท
- หน้าข่าว ลง Banner ขนาด A2 เดือนละ 250,000 IMP รวมเป็น 750,000 IMP มูลค่ารวม 300,000 บาท
- ไม่คิดค่าใช้จ่ายในการออกแบบและสร้าง Banner ขนาดละ 1 แบบ มูลค่ารวม 75,000 บาท
นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งของการทำธุรกิจที่ได้รับการโอบอุ้มด้วยดีจากอำนาจรัฐ ในวันที่ความ สัมพันธ์ระหว่างสนธิ กับรัฐบาล ยังดีเยี่ยม
ไม่เพียงแต่ ธนาคารกรุงไทยเท่านั้น ความมีน้ำใจไมตรีแบบนี้ ยังมีจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่เข้าไปสนับสนุนเวปไซต์ manager.co.th เป็นเงินถึง 1,100,000 บาท โดยได้รับสิทธิประโยชน์เป็น Banner ขนาด A1 และ A2 ที่หน้าแรก และขนาด A1 ที่หน้าหุ้น เป็นเวลา 9 สัปดาห์ หรือประมาณ วันละ 17,460 บาท ซึ่งเป็นราคาที่หอมหวนยิ่งสำหรับเจ้าของธุรกิจเวปไซต์ทุกคน แต่มีเพียงสนธิ คนเดียวเท่านั้นที่ทำได้เช่นนี้
การกลับคืนสู่วงการธุรกิจสื่อของสนธิ ด้วยสถานภาพบุคคลล้มละลาย ไม่ได้ยากลำบากเหมือนบุคคลล้มละลายทั่วไป เขาได้รับการตอบรับอย่างดีจากรัฐวิสาหกิจทุกแห่งที่ไปเยือน และไม่เคยผิดหวังกับการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องที่ยื่นไป ไม่ว่าจะเป็นรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกรุงไทย รายเดียว ถึงปีละ 38,000,000 บาท
แม้จะเป็นบุคคลล้มละลาย สนธิ ยังคงใช้ชีวิตอย่างมีสีสันไม่เปลี่ยนแปลงจากยุคสมัยที่เป็นเศรษฐีมีทรัพย์สินนับหมื่นล้านบาท ไปไหนมาไหนด้วยรถยนต์คันหรู มีบริวารล้อมหน้าล้อมหลัง กินดื่มในโรงแรมชั้นหนึ่ง และซื้อหาความสุขบนเตียง ด้วยเงินทองส่วนที่เก็บไว้ หรือพูดให้ชัดก็คือ ที่ได้ผ่องถ่ายไว้ (ผ่องถ่ายออกจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหลาย)
สภาพที่สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นอยู่ จึงไม่อาจเรียกได้ว่าอยู่ในสถานการณ์ "ล้มละลาย" หากแต่น่าจะเป็น "ล้มระรื่น" มากกว่า
เพราะล้มแล้วก็ระรื่นได้ ดังเดิม บางทีอาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำไป
////////////////////////////////////////////////////////////////
เป็นอย่างไรกันบ้านครับ กับเรื่องราวด้านมืดของสนธิ ลิ้มทองกุล ในหนังสือ "อีกด้านหนึ่งของสนธิ" เล่มที่ 1 และเล่มที่ 2 ที่บรรทัดทอง ทนหลังขดหลังแข็งนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๊อ จิ้มพิมพ์คอมพิวเตอร์ ให้กับท่านผู้อ่านได้รับรู้กันทั้ง 5 ตอน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาในเล่มที่ 1 "อีกด้านหนึ่งของสนธิ" ในตอน "Return on สนธิ" ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับการล้มลุกคลุกคลานของอาณาจักรในเครือ เดอะ เอ็ม กรุ๊ป ของกลุ่มผู้จัดการ ก่อนที่จะกลับมายืนอยู่ในระดับแถวหน้าของกลุ่มผู้จัดการ หรือหัวข้อเรื่อง "สนธิ ON AIR - Manager ON Lie" ที่อธิบายเรื่องราวการเข้ามาทำธุรกิจสื่อทางโทรทัศน์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล และหัวข้อเรื่อง "แค้นสั่งฟ้า" ที่อธิบายเรื่องราวของปมปัญหาหนี้สินของสนธิ ลิ้มทองกุล แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จนนำไปสู่การชำระแค้น
ส่วนในเนื้อหาเล่มที่ 2 "ล้มแล้วรวย" ตอน "ฝันล่ม อาณาจักรสลาย โมกุลดับชีพ" ที่อธิบายเรื่องราวของคนที่ทะเยอทะยานจนเกินพอดี อย่างสนธิ ลิ้มทองกุล จนท้ายที่สุดต้องพังพาบลง เพราะความทะยานอยาก และตอนสุดท้าย "ล้มระรื่น มิใช่ ล้มละลาย" ที่ท่านเพิ่งอ่านจบไปเมื่อสักครู่
ที่บรรทัดทอง นำเนื้อหาจากหนังสืออีกด้านหนึ่งของสนธิทั้งเล่ม 1 และเล่ม 2 มาเผยแพร่ให้กับท่านผู้อ่าน เพื่อจะได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมือง และวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมานั้น ล้วนแต่เกิดจากกรณี "น้ำผึ้งหยดเดียว" จากความเห็นแก่ตัวของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ทะเยอทะยาน คิดการใหญ่เกินกำลัง
แต่พอธุรกิจต้องพังพาบลง กับออกมาร้องแรกแหกกระเชอ เอะอะโวยวายกล่าวหา คนโน้นคนนี้ โดยเฉพาะกับรัฐบาลไทยรักไทย และนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่ยอมยื่นมือเข้าด้วยช่วยเหลือ ปล่อยให้เขาต้องเผชิญกับความโหดร้ายของปัญหาหนี้สินจำนวนมหาศาล และกลายเป็นที่มา "แค้นสั่งฟ้า" ปลุกระดมมวลชนเพื่อโค่นพ.ต.ท.ทักษิณ โดย "อ้างฟ้า อิงแผ่นดิน" หลอกประชาชนว่า "เราจะสู้เพื่อในหลวง" บ้าง "กู้ชาติ" บ้าง โดยเชื้อเชิญคณะทหาร ออกมาทำการปฏิวัติรัฐประหาร จนส่งผลสูญเสียต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง และทำให้ประชาชนต้องตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ
บรรทัดทอง ได้ลิ้มรสชาติกับการ "กู้ชาติ" ของสนธิ ลิ้มทองกุล ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาแล้ว ขอบอกตามตรงว่า รสชาติมันปะแล่ม ปะแล่ม ยังไงบอกไม่ถูก มันไม่หวานอม แต่จำทนต้องขมกลืน รู้สึกอดอยาก เพราะที่ริมฝีปากมันแห้งแกร็ก จนแทบจะไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ ก็เพราะสนธิ นี่แหละครับ
แล้วท่านผู้อ่านหล่ะครับ...? มีความชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกันบ้างไหมครับกับความสำเร็จในการกู้ชาติของสนธิ ลิ้มทองกุล
“…นายกฯทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา…”
ไม่ใช่คำกล่าวหรือคำเชียร์ของบริวารลิ่วล้อของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ที่ยืนอยู่รายล้อ เพื่อรอเศษเนื้อ หรือเศษ
อำนาจ ในไทยรักไทย หรือชินคอร์ปที่เราเคยได้ยินจนชินหูหากแต่เป็นคำกล่าวด้วยสีหน้า ท่าทางและแววตาที่
จริงจังเป็นอย่างยิ่งของสนธิ ลิ้มทองกุล ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2546 ในครั้งหนึ่ง
และถูกย้ำเป็นครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ที่ออกอากาศทาง
สถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. เช่นเดียวกัน เป็นรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ที่มีผู้ดำเนินรายการนาม สนธิ ลิ้ม
ทองกุล นักวิเคราะห์ผู้เปี่ยมด้วยมุมมองลึกซึ้งในทุกๆ กรณีปัญหาของไทยและของโลก และ สโรชา พรอุดมศักดิ์
พิธีกรสาว ซึ่งสมควรอย่างยิ่งกับรางวัล นักชง ยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษ ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงสุด
เป็นสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กำลังออกอาการเกรี้ยวกราดต่อการดำรงอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท. ทักษิณ
ชินวัตร เป็นสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กำลังปลุกระดมประชาชนนับหมื่น นับแสนเพื่อโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชิน
วัตร
เป็นสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ไม่มีความจำเป็นต้องพูดจาเยี่ยงนั้นแม้แต่คิดก็ไม่พึงคิด เพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่
เคยช่วยเหลือ ไม่เคยมีบุญคุณ ตรงกันข้ามยังติดหนี้บุญคุณทางธุรกิจแก่เขาอีกมากมายมหาศาล
เป็นสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กำลังพิพากษาว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ใช้ไม่ได้ และ พ ต ท ทักษิณ ชินวัตร เป็น
นายกรัฐมนตรี ที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 4-
ระยะเวลาเพียงสองปีเศษ ทำให้ สนธิ ลิ้มทองกุล นักหนังสือพิมพ์ผู้เจนจบกับทุกกลยุทธ์ทางการเมือง ประหนึ่ง
เป็นผู้หยั่งรู้ทุกสรรพสิ่งในแวดลงอำนาจรัฐ เสมือนเกมที่เล่นอยู่บนฝ่ามือตัวเอง เปลี่ยนแปลงได้ถึงเพียงนี้ ย่อม
ไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาจากดีที่สุด รักที่สุด ชอบที่สุด เชียร์ที่สุด กลายเป็นเลวร้ายที่สุด เกลียดที่สุด
ชิงชังที่สุด และต้องกำจัดให้ได้ในที่สุด
อารมณ์ และอาการเยี่ยงนี้ ไม่อาจ ปฏิเสธได้เลยว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ต้องประสบกับภาวะผิดหวังอย่างรุ่นแรงที่สุด
ต่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ผิดหวังรุนแรงชนิดที่มิอาจจะอภัยต่อกันได้ มีเพียงเส้นทางเดียวที่ต้องกระทำ คือการ
ฆ่า ให้พ้นจากเส้นทางของตนเอง ไม่แปลกที่ผู้คนซึ่งอยู่ห่างไกลจากปริมณฑลของ เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
จะเข้าใจว่าสนธิ ผิดหวัง พ.ต.ท. ทักษิณ ที่สำแดงธาตุแท้ของตนเองออกมาว่า ที่จริงแล้ว เขาก็ไม่แตกต่างจาก
นักการเมืองทั่วไป ที่ใช้อำนาจเป็นประโยชน์กับพวกพ้อง ญาติมิตรและไม่จริงใจกับประชาชน เพราะ 10 ครั้งของ
เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร สนธิพร่ำพูดและตอกย้ำเช่นนี้จริงๆ
แต่ทว่า ผู้คนในแวดวงหนังสือพิมพ์ที่รู้จัก สนธิดี รวมไปถึงผู้คนที่เคยเฉียดใกล้ปริมณฑลเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด
(มหาชน) ต่างคาดเดาว่าความผิดหวังรุนแรงที่บังเกิดขึ้น เป็นเพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช้อำนาจที่มีอยู่ใน
มือ โอบอุ้ม ช่วยเหลือ สนธิมากเท่าที่ควร หรือมากเท่าที่สนธิคาดหวัง มิหนำซ้ำยังมีทีท่าเฉยเมยต่อความ
ยากลำบากของสนธิ ที่ประสบอยู่ตรงหน้า
ร่ำลือกันว่าความคาดหวังที่สนธิลิ้มทองกุล มีต่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และต้องผิดหวังนั้นหากคำนวณเป็น
มูลค่าทางธุรกิจแล้วมีจำนวนไม่น้อยกว่าหลักสามถึงสี่ร้อยล้านบาทซึ่งอาจจะเป็นเงินไม่มากนักสำหรับ พ.ต.ท.
ทักษิณ ในวันนี้ และสำหรับสนธิ ในวันวานแห่งอดีตที่รุ่งเรือง แต่เป็นจำนวนไม่น้อยเลยสำหรับคนที่เพิ่งพ้นสภาพ
บุคคลล้มละลายอย่างสนธิ ในวันนี้
ร่ำลือกันว่า จากความผิดหวังที่เกิดขึ้น ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นความโกรธ และความแค้นตามลำดับ แต่กระนั้นก็
ตาม ยังมีความเชื่อของผู้คนที่รู้จักสนธิดีว่า ความโกรธและความแค้นของสนธิที่มีต่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ยังคงสามารถ
ที่จะเคลียร์กันได้ ตามประสานักธุรกิจด้วยกัน แต่อาจจะต้องมีราคาแพงถึงหลักพันล้านบาท เลยทีเดียว ซึ่งขึ้นอยู่
กับว่าจำนวนหัวของผู้ที่มาชุมนุมกันอยู่ในสวนลุมพินี ทุกเย็นวันศุกร์
ยิ่งมีจำนวนหัวมาก ราคาเคลียร์ก็ยิ่งสูง แต่หากมีจำนวนหัวไม่มากตามที่ประกาศไว้ราคาเคลียร์ก็อาจจะ
ต้องมาตกลงกันใหม่
ควรทราบด้วยว่า นอกเหนือจากสถานภาพนักหนังสือพิมพ์แล้ว สนธิ ลิ้มทองกุล มีคุณลักษณ์ที่ชัดเจนประการ
หนึ่ง คือความเป็นนักธุรกิจ ที่ยึดมั่นในปรัชญา การทำกำไรสูงสุดกับสิ่งที่ได้ลงทุนไป และไม่มีอะไรในโลกนี้ได้มา
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 5-
ฟรี
นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่สนธิ ต้องการ 5 แสนคน ในเย็นวันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม 2548
นี่อาจจะเป็นราคาต้นทุนของการระดมพลังมวลชน และผลประกอบการที่อาจจะได้รับที่มิอาจประเมินได้ แต่
แน่นอนถ้าหากการเจรจาทางธุรกิจบรรลุผล ย่อมมีผู้จ่ายและผู้รับ และมีผลกำไรเกิดขึ้นตามปรัชญาการทำงานของ
นักธุรกิจที่ต้องได้กำไรสูงสุด
เรื่องทำนองนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในเมืองไทยที่มากด้วยกลเกมของผู้เล่นที่ช่ำชองประสบการณ์ โดยมีประชาชนเป็น
เบี้ยด้วยความสมัครใจ และด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
แต่ไม่ว่าจะด้วยสมัครใจ เต็มใจ จำใจ หรือจนใจก็ตาม สิ่งที่เราพึงครุ่นคิดและใคร่ครวญให้จงหนักก็คือ เป็นไปได้
หรือ ที่คนคนหนึ่งซึ่งมีมันสมองอันปราดเปรื่องและสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ มีข้อมูล ข้อเท็จจริงอยู่เต็มสองมือ มี
สำนึกถูกผิด อยู่เต็มหัวใจ มีสำนึกแห่งคุณธรรมดีชั่ว อยู่ทั่วทุกอณูของร่างกาย จะตกอยู่ใต้ภวังค์แห่งมนต์เสน่ห์ของ
คนอีกคนหนึ่งมาอย่างยาวนานถึง 3 ปี ชนิดโงหัวไม่ขึ้น จนถึงกับยกย่องให้เป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศ
ไทยเคยมีมา จะกลับกลายเป็นคนคนหนึ่งที่รังเกียจ ชิงชัง นายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดของตัวเอง ถึงขนาดต้องโค่นล้ม
และขับไล่ให้พ้นจากแผ่นดินไทย
หากอาการที่เกิดขึ้นกับ สนธิ ลิ้มทองกุล ในวันนี้ มิได้มีผลประโยชน์ส่วนตนมาเคลือบแคลงหรือแอบแฝง ก็ต้อง
บอกว่า สนธิ ลิ้มทองกุล กำลังตกอยู่ในสภาวะต่อมคุณธรรมอักเสบอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน เพราะโกหกตัวเอง
และผู้คนมาตลอด 3 ปีเต็มของการจัดทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ เนื่องเพราะจริงๆ แล้ว “นายกฯ ทักษิณไม่ใช่
นายกรัฐมนตรีดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา” ในทัศนะของสนธิตามที่ได้พร่ำพูด พร่ำบอกกับผู้ชมรายการ
เมืองไทยรายสัปดาห์เรื่อยมา
ที่พูดไปทั้งหมดเป็นเพียงการโกหกไปในแต่ละสัปดาห์ เพื่อแสวงหาการรักษาและดำรงอยู่ ของตนเท่านั้นเอง
แต่ด้วยมันสมองและสติปัญญาระดับสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ซึ่งสถาปนาตัวเองเป็น “โมกุลแห่งวงการ
สื่อสารมวลชนของเอเชีย” เป็นผู้บริหารธุรกิจระดับหมื่นล้านบาท เคยเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่สื่อตะวันตก ให้ความ
สนใจมากที่สุด เคยเป็นผู้จัดการรัฐบาล เคยผ่านวันอันแสนสุข ผ่านคืนที่อมทุกข์มาแล้วหลายช่วงในชีวิต รวยที่สุด
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 6-
ก็เคยมี จนที่สุดก็เคยเป็น จึงมิอาจเชื่อได้ว่า ทั้งหมดที่สำแดงออกมานั้น เป็นเพราะ “ต่อมคุณธรรมอักเสบ” เพียง
สาเหตุเดียว หากแต่จะต้องมีสาเหตุที่สำคัญอย่างยิ่งยวด
แต่จะเป็นสิ่งใดนั้น มีแต่สนธิ ลิ้มทองกุล เท่านั้นที่จะตอบได้ว่า…
มันคืออะไร? และราคาเท่าไร?
และการเจรจาทางธุรกิจ โดยมีประชาชนที่มาชุมนุมกันในสวนลุมพินีเป็นราคาและมีอำนาจรัฐเป็นเดิมพัน หรือ
ตัวชี้วัดว่าเกมนี้ใครจะกำไร ใครจะขาดทุน จะลงเอยด้วยตัวเลขสิบหลักอย่างที่นักการเมืองระดับวงในและ
นักหนังสือพิมพ์ระดับผู้ใหญ่ร่ำลือกันจริงหรือไม่
เหล่าเบี้ยทั้งหลายอย่างพวกเรา ต้องติดตามกันดูต่อไป…
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 7-
CHAPTER 2
"หลังจากพังพาบไปกับพิษไข้ต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเคยประกาศความยิ่งใหญ่ของชนชาติผิว
เหลือง ให้นักธุรกิจสื่อในซีกโลกตะวันตกได้ประจักษ์ในความสามารถเหมือนกับครั้งหนึ่งในอดีตกาลที่ เจงกีสข่าน
ได้ยกพลบุกตะลุยไปจนถึงยุโรป ก่อนจะสิ้นชีพ เพราะความทะเยอทะยานที่เกินกำลังของตัวเอง"
“โมกุลแห่งสื่อของเอชีย” อย่างสนธิ ลิ้มทองกุล ก็มีสภาพไม่แตกต่างจากจักรพรรดิเจงกีส ข่าน คือต้องถึงกาล
ดับชีพในโลกธุรกิจ ด้วยสภาพหนี้สินล้นพ้นตัวหลายหมื่นล้านบาท อาณาจักร เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่เสก
เป่าขึ้นมาด้วยลมปากและปลายลิ้น ก็ล่มสลายพังครืนลงมาจนยากจะรับมือไหว เมื่อหมดสิ้นหนทางที่จะต้านพิษไข้
ต้มยำกุ้งได้ และไม่อายทานพายุเศรษฐกิจที่พัดผ่านประเทศไทยไปได้ สนธิ ลิ้มทองกุล ได้ประกาศทฤษฎี “ไม่มี
ไม่หนี ไม่จ่าย” พร้อมกับประกาศตนเป็นลูกหลาน (นอกรีต) พระเจ้าตาก ด้วยการ “ชักดาบ” เจ้าหนี้ทุกรายประดามี
กระบวนท่าของสนธิ บังเกิดผลสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทุกระดับ ทั้งในประเทศแลต่างประเทศ เนื่องจากมีนักธุรกิจ
จำนวนมาก ยึดสนธิเป็นแบบอย่างในการต่อสู้กับเจ้าหนี้ด้วยทฤษฎี 3 ไม่ ส่งผลให้ประเทศไทย กลายเป็นลูกหนี้ที่
เจ้าหนี้ต่างชาติเข็ดขยาดไปตามๆ กัน กล่าวกันว่าเฉพาะบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีหนี้สินมากกว่า 2
หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นภาระที่มากเกินกว่าสนธิจะเยียวยาได้ จึงต้องปล่อยให้เจ้าหนี้เข้ามาจัดการแบ่งสันปันส่วนหนี้
ที่สนธิ สร้างเอาไว้ ในขณะที่สนธิก็หมดสภาพที่จะยื้อยุดฉุดกระชากหนี้กับเจ้าหนี้ทั้งหลายจนต้องยอมรับสภาพ
บุคคลล้มละลายในวันหนึ่ง เมื่อธนาคารนครหลวงไทย ฟ้องให้ชำระหนี้จำนวน 151 ล้านบาท สนธิไม่สามารถชำระ
หนี้ได้ ธนาคารนครหลวงไทย ก็ดำเนินการในชั้นศาลให้ศาลสั่งสนธิเป็นบุคคลล้มละลาย
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 8-
ถึงแม้จะตกอยู่ในสภาพบุคคลล้มละลาย แต่สนธิก็คงมีบทบาทในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ในฐานะที่ปรึกษา
บริษัทแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และการดำเนินชีวิตของสนธิ ก็ยังคงเป็นไปอย่างมีสีสัน ไม่แตกต่าง
จากก่อนจะเป็นบุคคลล้มละลายมากนัก นักการเมือง นักวิชาการจำนวนมากยังคงแวะเวียนไปหา ไปขอความเห็น
ต่างๆ อยู่เป็นประจำ ไม่เพียงเท่านั้น สนธิยังอยู่เบื้องหลังการขยายกิจการของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เพื่อทำธุรกิจ
สื่อเว็บไซต์และสื่อโทรทัศน์ ในนามผู้จัดการด้วยเงินทุนหลายร้อยล้านบาท ถึงแม้จะอยู่เบื้องหลังและรั้งตำแหน่ง
เพียงที่ปรึกษาบริษัท แต่ก็ไม่อาจจะปกปิดสถานภาพที่แท้จริงของตัวเองต่อสายตาของนักลงทุน และเพื่อนพ้อง
น้องพี่ในวงการสื่อมวลชนได้ เนื่องจากการเดินหมากทางธุรกิจของสนธิ เป็นหมากที่ดุดัน กว้านซื้อตัวบุคลากรมือดี
จากค่ายต่างๆ เข้ามาอยู่ในคอกของตัวเอง อย่างไม่พรั่นพรึงต่อราคาที่มีการเสนอเข้ามา ขุนพลข่าวมือดีจาก
โทรทัศน์ทั้ง 6 ช่อง ถูกอำนาจเงินดูดเข้าไปอยู่ใต้ชายคาบ้านเจ้าพระยา และบ้านพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นป้อมค่ายหลัก
ของสนธิในการหวนคืนกลับมาสู่สังเวียนธุรกิจสื่อสารมวลชนอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการลงทุนหลายร้อยล้านบาท เพื่อ
สร้างอาณาจักรใหม่ ที่มีเว็บไซต์ manager.co.th และโทรทัศน์ 11 news 1 เป็นหัวหอกหลักนี้เอง จึงทำให้
เกิดข้อสงสัยขึ้นในวงการธุรกิจ และวงการสื่อมวลชนในประเทศว่าแท้จริงแล้วสนธิ ไม่ได้บาดเจ็บจากพิษไข้ต้มยำ
กุ้งจริง ไม่ได้ล้มจริงตามที่เป็นข่าวจริงอยู่บริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ล้มไปแล้ว แต่สนธิยังคงยืนได้อย่าง
ผ่าเผย ซึ่งพฤติกรรมดั่งนี้ไม่อาจเรียกเป็นอื่นได้ นอกจากการล้มบนฟูก กล่าวคือ บริษัทเจ๊ง แต่สนธิไม่ได้เจ๊งตาม
ไปด้วย เพราะความชาญฉลาดในการทำธุรกิจ และความเจนจัดในการใช้บริษัท และตลาดหลักทรัพย์ให้เกิด
ประโยชน์สูงสุดต่อตนเอง เชื่อกันว่าสนธิได้ใช้กระบวนท่าดูดเงินบริษัทมหาชนเข้าไปอยู่ในเซฟของตัวเองจำนวน
มหาศาล หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 สนธิได้หลบลี้หนีหน้าออกจากวงการธุรกิจนานพอสมควร ก่อนจะ
กลับมาปรากฏในวงการหนังสือพิมพ์อีกครั้ง ในนามของพายัพ วนาสุวรรณ ที่ทำให้มิตรรักอย่าง ธารินทร์
นินมานเหมินทร์ ต้องจดจำไปอีกนานด้วยลีลาการเปลือยธารินทร์อย่างเจ็บแสบ เพียงเพราะนาย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น มีท่าทีเมินเฉยต่อความเดือดร้อนของสนธิที่กำลังซมพิษไข้ต้มยำกุ้ง
ชนิดที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด สนธิใช้ข้อมูลวงในที่เคยคลุกคลีตีโมงอยู่กับสองพี่น้อง “นิมมานเหมินทร์”
คือธารินทร์และศิรินทร์ มาย้อนถล่มธารินทร์อย่างรุนแรงหนักหน่วง กระทั่งภาพลักษณ์ขุนคลังไร้เทียมทาน
ของธารินทร์ที่ประชาชนฝากความหวัง ต้องเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว และกลายเป็นขุนคลังไร้ราคา โดยเฉพาะเรื่องการ
ขายทรัพย์สินของปรส. ให้แก่บรรษัทข้ามชาติ ในราคาถูกๆ แบบเลหลัง ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่มี
นายธารินทร์ เป็นผู้รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ และเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้รับ
ความเชื่อถือจากประชาชน กระทั่งเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาล และทำให้เกิดวิกฤติศรัทธาในที่สุด ต้อง
ยอมรับว่าสนธิเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีวิธีการนำเสนอข้อมูลที่ยากให้เข้าใจง่ายได้เก่งที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งนับเป็นเสน่ห์
ที่ทำให้ผู้คนติดตามงานของเขาเป็นจำนวนมากหลายคนตกอยู่ใต้มนต์ของตัวหนังสือที่สนธิ ร่ายให้ฟังชนิตที่ไม่
อยากคิดอะไรเองอีกแล้ว พากันหลงเชื่อคล้ายตามตรรกะแบบสนธิไปได้ง่ายๆ มีการสืบสาวราวเรื่องกันในเวลา
ต่อมาว่า เหตุที่สนธิในนามของพายัพ วนาสุวรรณ ตั้งหน้าตั้งตาไล่ถล่มธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ และรัฐบาลพรรค
ประชาธิปัตย์ชนิดที่ไม่เห็นแก่คุณธรรมน้ำมิตรแต่เก่าก่อนซึ่งเคยกินอยู่หลับนอนมาด้วยกัน ก็คือ
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 9-
กรณีที่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2542 มีผู้ร้องเรียนต่อ ก.ล.ต. หรือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด
หลักทรัพย์ ว่าบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลเอนจิเนียริ่ง จำดัด (มหาชน) หรือ IEC ปกปิดข้อมูลการค้ำประกัน
เงินกู้ให้แก่บริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,078 ล้านบาท และจากการตรวจสอบของ
ก.ล.ต. พบว่าการกู้เงินรายนี้ของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีบริษัทเดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ปจำกัด
(มหาชน) หรือ MGR ร่วมเป็นผู้ค้ำประกันด้วย
ทั้งนี้จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่าสัญญกู้ยืมเงินที่เดอะเอ็มกรุ๊ป กู้จากธนาคารกรุงไทย และสัญญาค้ำ
ประกันเงินกู้ของ MGR นั้น ลงนามโดยคน 4 คนได้แก่
1. สนธิ ลิ้มทองกุล
2. สุรเดช มุขยางกูร
3. เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และ
4. ยุพิน จันทนา ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
แต่เรื่องนี้กรรมการของ MGR ไม่ได้รับทราบ และไม่ได้มีการเปิดเผยในงบการเงินของ MGR ซึ่งเป็นความผิดตาม
พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากคนทั้ง 4 ได้กระทำ
ทุจริตโดยใช้อำนาจที่ตนได้รับมอบหมายแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่
ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR โดยตรง รวมทั้งในการทำสัญญาประกันดังกล่าว บุคคลทั้ง 4 ได้ร่วมกันปลอม
สำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการ MGR เพื่อลวงให้ธนาคารกรุงไทยหลงเชื่อว่าคณะกรรมการ MGR ได้มีมติ
ให้ทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าวในนาม MGR การกระทำดังกล่าวเป็นการลวงให้ผู้อื่นหลงผิดจนก่อให้เกิดภาระและ
ความเสียหายแก่ผู้ถือหุ้นของ MGR และ MGR ด้วย นอกจากนี้บุคคลทั้ง 4 รายได้ร่วมกระทำผิดจนก่อให้เกิดความ
เสียหายแก่ MGR โดยตรงแล้ว บุคคลดังกล่าวยังไม่ได้ดำเนินการให้ MGR เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับภาระค้ำประกัน
เงินกู้ยืมให้แก่ เดอะเอ็มกรุ๊ปในงบการเงินของ MGR ที่ต้องส่งให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้
ลงทุนได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน ไม่ตรงกับความเป็นจริง และไม่เป็นปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้ลงทุนขาดข้อมูลสำคัญที่เป็น
ประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุน จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. ดังกล่าว จึงนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดีกับสนธิ
และพวกรวม 4 คน ต่อกองบังคับการตำรวจคดีเศรษฐกิจ กรณีรว่มกันปลอมเอกสารประกอบการทำสัญญาในนาม
ของ MGR เพื่อค้ำประกันเงินกู้ 1,078 ล้านบาทให้กับเดอะเอ็มกรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MGR โดย
คณะกรรมการ MGR ไม่ได้ทราบ จนทำให้ MGR เสียหายอย่างมากในเวลาต่อมา ข้อกล่าวหาของ ก.ล.ต. ที่มีต่อ
สนธิกับพวก หากพูดกันภาษาชาวบ้าน หรือภาษาข่าวก็คือ อาชญกรเศรษฐกิจ หรือ โจรเสื้อนอก นั่นเอง ซึ่งข้อ
กล่าวหานี้ ได้ รับการยืนยันว่าเป็นความจริงจากนาย
เอนจิเนียริ่ง จำกัด (ไออีซี) ในฐานะประธานคณะทำงาน ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีบริษัทไออีซี ค้ำประกันเงินกู้ให้
บริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ปจำกัด ที่เปิดเผยว่า ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตามคำสั่งของสำนักงานคณะกรรมการ
กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสรุปว่า การค้ำประกันเงินกู้
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 10-
ให้บริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป กับธนาคารกรุงไทยจำกัดระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2540
มูลค่า 1,198 ล้านบาท เป็นการดำเนินงานโดยการรู้เห็นของนาย
อีซี เพียงผู้เดียว
“คณะกรรมการมีการสอบถามนายสุรเดช ได้รับชี้แจงว่า บริษัทไออีซีค้ำประกันเงินกู้ของบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป
ติดต่อกันหลายครั้งตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2539 ทั้งที่การยืมของเดอะเอ็มกรุ๊ป มูลค่า 1,198 ล้านบาท มีการวาง
หลักประกันเป็นที่ดินและใบหุ้นมูลค่ารวมประมาณ 1,632 ล้านบาท แต่ธนาคารกรุงไทยต้องการให้มีการค้ำประกัน
เพื่อความมั่นในในเงินกู้ บริษัทจึงเข้าค้ำประกันร่วมกับนาย
นายพีรศักดิ์กล่าว สำหรับสาเหตุของการเข้าค้ำประกันเงินกู้ ได้รับการชี้แจงจากนายสุรเดชว่า บริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป
ติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านทางนายสุรเดช และตัดสินใจเข้าค้ำประกัน เนื่องจากเห็นว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อ
ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของไออีซี เพราะมูลค่าหลักประกันที่เดอะเอ็มกรุ๊ป มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน
ไออีซี ซึ่งเคยให้ความช่วยเหลือด้านธุรกิจมาตลอดตามธรรมเนียมปฏิบัติของบริษัทในเครือเดียวกัน โดยในช่วงที่
ไออีซีจำเป็นต้องหาเงินทุนก็จะได้รับความช่วยเหลือจากเดอะเอ็มกรุ๊ปจึงตัดสินใจด้วยความสุจริตลงนามเข้าค้ำ
ประกันเงินกู้
กล่าวกันว่ากรณีของไออีซีนี้ ทำให้สนธิ ลิ้มทองกุล เสียหายอย่างหนัก ทั้งทางเครดิต และหาแหล่งเงิน ที่
จะเข้ามากอบกู้อาณาจักรเดอะเอ็มกรุ๊ป จึงเป็นเหตุให้เกิดรายการ “แค้นสั่งฟ้า” ขึ้น บนหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
รายวัน แล้วในที่สุดก็ฟาดไปที่ก้านคอ ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ จนแทบสลบ หลังจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
สูญสิ้นอำนาจ เนื่องจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งตั้งแต่ต้นปี 2544 ให้กับพรรคไทยรักไทย ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร
อย่างชนิดหมดรูปมวย สนธิในฐานะนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่ง ซึ่งไม่น่าจะได้รับผลบวกหรือผลลบอะไรมากนักกับการ
เลือกตั้งที่เพิ่งจบลงไป กลับออกอาการดีอกดีใจอย่างเห็นได้ชัด อาการดีอกดีใจกับชัยชนะของพรรคไทยรักไทย
และพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการอธิบายในเวลาต่อมาไม่นานนัก เมื่อบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าดำรง
ตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาลล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่คุ้นเคยใกล้ชิด และเคยอยู่ใต้ร่มเงาของสนธิ ในอาณาจักร
เดอะเอ็มกรุ๊ปจำกัด (มหาชน) มาแล้ว อาทิ
• สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตกรรมการบริษัทเดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ปจำกัด (มหาชน)
• ทะนง พิทยะ เพื่อนรักผู้ทราบซึ้งบุญคุณสนธิ ไม่เสื่อมคลาย
• พันธ์ศักดิ์ วิญญรัตน์ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เอเชียไทม์
• กนก อภิรดี อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัทเดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ปจำกัด (มหาชน)
ไม่เว้นแม้แต่ ชัยอนันต์ สมุทวณิช ประธานมูลนิธิไชย้ง ลิ้มทองกุล (มารดาสนธิ) ซึ่งเข้ามา เป็นมือไม้ให้กับ
พ.ต.ท. ทักษิณ ในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายประชานิยม ให้กับรัฐบาลไทยรักไทยการดำรง
ตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล ของบุคคลที่เคยทำงานให้กับสนธิ ทำให้เกิดภาพซ้อนขึ้นมาทันทีว่า ระหว่าง พ.ต.ท.
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 11-
ทักษิณ ชินวัตร กับ สนธิ ลิ้มทองกุล ต้องมีความสัมพันธ์พิเศษระดับสูงสุด และมาตอกย้ำให้เห็นว่าภาพซ้อนที่เห็น
กันนั้น เป็นภาพที่ถูกต้อง ก็คือการเดินทางไปร่วมงานวันเกิดของสนธิ ถึงสำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการของ
พ.ต.ท. ซึ่งสร้างความฮือฮาให้แก่วงการสื่อสารมวลชนเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมองไปถึงการหวนกลับคืนสู่ธุรกิจ
สื่อสารมวลชนอย่างคึกคักของสนธิ และสื่อในเครือผู้จัดการก็ยิ่งมั่นใจได้ว่า รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐได้ทุ่ม
งบโฆษณาเข้าไปในสื่อเครือผู้จัดการของสนธิ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อาทิ ธนาคารกรุงไทย การบินไทย
การสื่อสารแห่งประเทศไทย ปตท. ฯลฯ โดยเฉพาะรายธนาคารกรุงไทย เจ้าหนี้รายใหญ่ของเดอะเอ็มกรุ๊ปและ
เดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป ถึงกับทำแผนลดหนี้ และปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับ ลูกหนี้รายนี้ด้วยการรับชำระหนี้
เป็นสื่อโฆษณาในสื่อเครือผู้จัดการทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์
และ เว็บไซต์ซึ่งนับว่าเป็นลูกหนี้ที่ได้รับการปฎิบัติเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากวิโรจน์ นวลแข กรรมการผู้จัดการใหญ่
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในขณะนั้น ก็คือ เพื่อนรักและผู้มีอุปการคุณรายใหญ่ของสนธิมาโดยตลอด
การหวนกลับคืนสู่วงการธุรกิจสื่อของสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเปรียบเสมือนการกลับคืนสู่รากเหง้าของตัวเอง
ของนักธุรกิจสื่อข้ามชาติ ที่พ่ายแพ้ย่อยยับกลับมา จึงต้องหลบเลียแผลในบ้านตัวเอง ถูกโจมตีอย่างหนักจากเจิม
ศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิกในช่อง 9 อ.ส.ม.ท. และช่อง 11 อยู่หลายรายการ แต่ต้องถูกเตะออกมา เพื่อเอาเวลาไป
ให้แก่สนธิเป็นผู้ดำเนินรายการแทน นอกเหนือจากการได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของ
รัฐในทุกสื่อของเครือผู้จัดการ จนแทบเก็บเงินเก็บทองกันไม่ทัน บริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ปก็ยังได้รับการพิจารณาปรับ
โครงสร้างหนี้ จากเจ้าหนี้ให้เป็นกรณีพิเศษอีกด้วย ตัวเลขการปรับลดหนี้ให้กับเดอะเอ็มกรุ๊ป ถึง 6 พันล้านบาท
เรียกได้ว่าในช่วงต้นของรัฐบาลไทยรักไทย สนธิในฐานะบุคคลล้มละลายและผู้ต้องหาของ ก.ล.ต. ได้รับการ
ปฏิบัติจากกลไกของรัฐ ในฐานะ “คนพิเศษ” จนเป็นที่ครหานินทาไปทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ก็ไม่อาจสะท้านความรู้สึก
ของสนธิ และอดีตผู้ร่วมงาน ที่ได้ดิบได้ดีมีอำนาจวาสนาในรัฐบาลอย่างเนืองแน่น พร้อมๆ กับความยิ่งใหญ่ของ
พรรคไทยรักไทย ก็คือการตื่นจากหลับของเครือผู้จัดการและสนธิ และออกก้าวเดินอย่างไม่สนใจคำทักท้วงของ
ใครหน้าไหน ทั้งสิ้น รายการวิทยุ 97.5 MHz ของ อ.ส.ม.ท. , รายการโทรทัศน์ก่อนจะถึงจันทร์, เมืองไทยรายวัน
ทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท. คือการเปิดเกมอุ่นเครื่องบนธุรกิจสื่ออีก ครั้งของสนธิ ก่อนจะเปิดเกมรุกอย่างจริงจังกับสถานี
ข่าว 11 News1 หรือ 11/1 ที่สนธิมีความหวังอย่างมากว่า เขาจะมาแทนที่สุทธิชัย หยุ่น และเครือผู้จัดการ จะมา
ทดแทนเนชั่นแชนเนลที่ถูกรุกไล่จนตกจากจอโทรทัศน์ ทั้งแบบฟรีทีวี และเคเบิลทีวี ด้วยความหวังอันยิ่งใหญ่
สนธิจึงเดินหน้าทำธุรกิจสื่ออีกครั้ง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะกล้บมาเป็นเบอร์หนึ่งของวงการอีกครั้งให้ได้ พร้อมๆ กับ
การเดินหน้าปก ป้องเป็นอาสาเป็นกองเชียร์ให้กับรัฐบาล และนายกฯทักษิณทุกเวที ทุกสถานที่ และทุกสื่อในเครือ
ผู้จัดการ ในรูปแบบที่เรียกว่า “นายกฯข้า ใครอย่าแตะ” ใครจะมาแตะต้องนายกฯทักษิณไม่ได้ สนธิจะใช้หน้า
หนังสือพิมพ์ที่เขามี รายการโทรทัศน์ที่เขาจัด และรายการวิทยุที่เขาพูด ตอบโต้แก้ต่างให้กับนายกฯทักษิณ โดย
ไม่สนใจว่าใครจะครหานินทาว่ากล่าวเขาถูกซื้อตัวแต่อย่างใด เนื่องเพราะการเกิดของ รัฐบาลไทยรักไทย และ
นายกฯทักษิณ ก็คืออนาคตที่สดใสของผู้จัดการ และสนธิในวันนั้นเช่นเดียวกัน
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 12-
CHAPTER 3
"การเป็นผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ เป็นความฝันอันสูงสุดอย่างหนึ่งในชีวิต ของสนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะนัก
สื่อสารมวลชน และในฐานะนักธุรกิจ การเป็นเจ้าของรายการโทรทัศน์ และการเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ เป็น
โอกาสอันสำคัญยิ่งใหญ่ในการจะสร้างรายได้มหาศาลให้กับตนเอง ทั้งเพื่อการล้างหนี้เก่า และสร้างหนี้รายได้
ใหม่"
สนธิสนใจที่จะทำธุรกิจสื่อโทรทัศน์มานานแล้ว และเคยได้รับการทาบทามให้เข้าร่วมประมูลสถานีโทรทัศน์ไอทีวี
มาแล้ว แต่เนื่องจากความไม่ลงตัวบางประการทำให้เขาไม่มีส่วนในการก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ไอทีวี แต่ก็เกือบจะได้
เป็นผู้บริหารไอทีวีหลังจากที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสำเร็จ
มีข่าวคราวมากมายที่ร่ำลือกันในวงการสื่อว่า สนธิจะยกทีมงานผู้จัดการเข้าไปบริหารไอทีวี เพื่อให้ไอทีวีเป็นเกราะ
ป้องกันภัยแก่รัฐบาลและนายกฯทักษิณ แต่จนแล้วจนรอด ข่าวก็คือข่าวไม่ได้เป็นความจริง เนื่องจากสนธิไม่พร้อม
ที่จะเป็นลูกน้องใคร จึงตัดสินใจสร้างอาณาจักรของตัวเอง ด้วยการตั้งสถานีข่าวโทรทัศน์ผลิตข่าวให้กับบริษัทอาร์
เอ็นที (RNT) ซึ่งได้รับสัญญาสัมปทานโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของกรมประชาสัมพันธ์ ในนาม 11/1 และเผยแพร่
ภาพทาง UBC9 ด้วย
ในขณะที่สนธิเริ่มฟอร์มทีมทำข่าวโทรทัศน์นั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่เนชั่นแชนเนลภายใต้การนำของสุทธิชัย หยุ่น ซึ่ง
ปักหลักอยู่ที่ UBC8 กำลังประสบปัญหาถูกแรงกดดันอย่างหนักจาก UBC เนื่องจากนำเสนอข่าวที่มีเนื้อหากระทบการ
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 13-
ดำเนินงานของรัฐบาลอย่างรุนแรง ซึ่ง UBC ในฐานะเคเบิลทีวีที่ได้รับสัมปทานจาก อ.ส.ม.ท. หน่วยงานของรัฐไม่
สบายใจกับท่าทีและข่าวของเนชั่นที่นับวันจะแรงขึ้นทุกวัน สุดท้ายจึงมีการเชิญเนชั่นแชนเนลออกจาก UBC8
ขณะที่เนชั่นแชนเนลต้องระหกระเหินไปหาบ้านใหม่อยู่ที่ TTV ก็มีข่าวปรากฎอยู่เนืองๆ ว่าสนธิกับทีมงานผู้จัดการ
จะได้รับเชิญเข้ามาทำข่าวแทนเนชั่น ซึ่งข่าวนี้มีการตอบรับจากการโยกย้ายเปลี่ยนที่ทำงานของขุนพลข่าวมือดี
จากทุกค่าย ทุกช่องเข้าไปรวมตัวกันที่บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ สำนักงานใหญ่ของสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่
ภายใต้การกุมบังเหียนของสนธิ ลิ้มทองกุล
หลังจากนั้นไม่นานนัก ข่าวลือที่ออกมาสะพัดในวงการก็เป็นความจริง เมื่อสนธิพร้อมทีมงานได้เข้าไปปักหลักที่ UBC9 ในนาม
ของ 11News1 ซึ่งทำให้ภาพของสนธิกับรัฐบาลมีความแนบแน่นกันมากเป็นพิเศษขึ้นไปอีก เนื่องจาก 11News1 ก็คือระบบ
โทรทัศน์ดาวเทียมช่อง 11 ที่เรียกกันว่า 11/1 นั่นเองหากไม่ได้รับการเห็นชอบจากกรมประชาสัมพันธ์และรัฐบาลย่อมไม่มีทาง
ที่จะเข้ามาทำงานนี้ได้
การเกิดของ 11News1 ส่งผลให้เนชั่นแชนเนลของสุทธิชัย หยุ่น ต้องซวนเซไปพักใหญ่ เนื่องจากถูกพลังดูดของ
สนธิ ดูดคนเก่ง คนมีฝีมือเข้าไปเกือบหมด
ผู้คร่ำหวอดในวงการข่าวโทรทัศน์ ประมาณการว่าการลงทุนของสนธิ ในการสร้าง 11News1 ขึ้นมานั้น น่าจะใช้เงิน
ลงทุนเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท เนื่องจากสนธิทุ่มเต็มที่สำหรับการกลับมาเกิดอีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องคน
ที่มีความสามารถ มีการเสนอเงินเดือนให้มากกว่าที่เดิม 2-3 เท่า เพื่อให้ได้ตัวมา ตามสไตล์นักลงทุนใจใหญ่
ก่อนที่จะเกิด 11 News1 นั้น สนธิได้อุ่นเครื่องและทดสอบตัวเองกับรายการโทรทัศน์ด้วยการทำรายการก่อนจะ
ถึงจันทร์ เป็นรายการสด ออกอากาศทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท. โดยมีแขกรับเชิญร่วมรายการคนแรก คือ พ.ต.ท.
ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ซึ่งเนื้อหารายการในวันนั้น เต็มไปด้วยน้ำใจไมตรีของเพื่อนรัก 2 คน ที่มานั่งจับเข่าสนทนากัน ด้วยท่าทีถ้อยทีถ้อย
อาศัย และเต็มไปด้วยรอยยิ้มเสียงหัวเราะ เมื่อมีการรำลึกความหลังของทั้งผู้ดำเนินรายการและผู้รับเชิญร่วม
รายการ
นอกจากรายการก่อนจะถึงจันทร์แล้ว รายการเมืองไทยรายวันที่ดำเนินรายการโดยสนธิซึ่งได้เวลาจากช่อง 9 อ.
ส.ม.ท. เป็นกรณีพิเศษ ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ก็เป็นรายการข่าวที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลได้เป็นอย่าง
ดี เฉกเช่นเดียวกับหน่วยงานโฆษณาการผลงานของรัฐบาล และหน่วยงานทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งต้อง
ยอมรับว่าสนธิทำได้ดีกว่ากรมประชาสัมพันธ์ ที่มีหน้าที่โดยตรงเสียอีก
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 14-
ไม่ใช่เพียงแค่รายการโทรทัศน์ สนธิยังมีวิทยุคลื่นวิทยุ 97.5 MHz ในมืออีก 1 คลื่น ซึ่งนับได้ว่าเป็นกลุ่มธุรกิจสื่อ ที่
มีเครือข่ายพร้อมสมบูรณ์ที่สุด ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และเว็บไซต์ และจัดได้ว่าสื่อในเครือข่ายผู้จัดการ
เป็นสื่อที่มีพลังมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง หลังจากกลุ่มเนชั่นต้องพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาของตัวเอง
อาจจะกล่าวได้ว่าทิศทางการเติบโตของกลุ่มเนชั่นกับกลุ่มผู้จัดการ ซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งทางตรงในธุรกิจสื่อ สวนทาง
กันอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือในวันที่เนชั่นอยู่ในภาวะขาลง ทอแสงเรื่อเรืองด้วยความอ่อนล้า กลุ่มผู้จัดการกลับมีอาการ
ขาขึ้นลำแสงจากป้อมค่ายบ้านพระอาทิตย์ เปล่งประกายจนยากที่ใครๆ จะขันแข่ง
มีการร่ำลือกันว่าวงการสื่อแบบผูกติดกับจินตนาการที่น่าฟังอีกประการหนึ่งก็คือ กลุ่มผู้จัดการคือผู้อยู่เบื้องหลังการ
จำกัดกลุ่มเนชั่น ออกไปจากจอโทรทัศน์ ในขณะที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุด ทาง UBC8 โดยมีข้อสันนิษฐานว่า
สนธิได้ร่วมมือกับผู้มีอำนาจบางคนในรัฐบาล วางแผนกดดันกลุ่มเนชั่น ด้วยการ”เล่น” หรือเสนอข่าว UBC ปล่อย
ให้เนชั่นแชนเนล มีโฆษณาแฝงอยู่เกือบทุกรายการ และหลายรายการของ UBC ก็มีโฆษณาแฝงดอยู่ด้วยเช่นกัน
ซึ่งเป็นการดำเนินรายการที่ขัดต่อกฎหมายขัดต่อสัญญาสัมปทานที่ได้รับจาก อ.ส.ม.ท.
ในระยะนั้นหนังสือพิมพ์ผู้จัดการนำเสนอข่าวโจมตี UBC อย่างเป็นระยะจนกระทั่ง UBC เอง เริ่มแน่ชัดในสัญญาณ
บางอย่างที่ถูกส่งผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และต้องตัดสินใจที่จะรักษาตัวรอด ด้วยการตัดเนชั่นแชนเนล
ออกไป และปิดช่อง UBC8 จนถึงวันนี้ ทั้งๆ ที่ การเข้ามาของแนเชั่นแชนเนลเป็นแม่เหล็กที่ดึงลูกค้ามาให้กับ UBC
จำนวนมาก
ผู้สันทัดกรณีบางคนวิเคราะห์ไปถึงขั้นที่ว่ามีการสมคบคิดกันว่าหากกำจัดสุทธิชัยและเนชั่นออกไป จากการับรู้ของ
ประชาชนได้จะมีรางวัลใหญ่ เป็นสิ่งตอบแทนนั่นจึงเป็นที่มาของคำตอบว่าอยู่ดๆ ทำไมสนธิจึงได้เป็นส่วนหนึ่งของ
11News1 โทรทัศน์ดาวเทียมของช่อง 11 และได้ไปอยู่ใน UBC9 เคเบิลทีวีสังกัด อ.ส.ม.ท.
การได้เข้าไปอยู่ในสององค์กรสื่อสารของประเทศพร้อมๆ กันเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และไมใช่ว่า
บุคคลธรรมสามัญทั่วไปจะมีโอกาสเช่นนี้
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 15-
แต่ทว่า…วันเวลาแห่งความสุขไม่ยืนยาวนัก
ในขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินหน้าไปได้ด้วยดี ทั้งรายการเมืองไทยรายวันและสถานีข่าวโทรทัศน์ 11News1 ก็
ปรากฎเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับอนาคตของสนธิและคณะอีกครั้ง เมื่อช่อง 9 มีการปรับผังรายการ ขอลดเวลาเมืองไทย
รายวันเป็นเมืองไทยรายสัปดาห์ จากที่ออกอากาศสัปดาห์ละ 5 วัน เหลือเพียง 1 วัน รายได้ที่เคยได้สัปดาห์ละ 5
วัน ก็เหลือเพียงสัปดาห์ละ 1 วัน เนื่องจากต้องสร้างเรตติ้งให้แก่ช่อง 9 และเห็นว่าจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนรายการ
สาระบันเทิงอื่นๆ มากขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่าช่อง 9 จำเป็นต้องปรับตัวเอง เพื่อเตรียมการเข้าจดทะเบียนในตลาด
หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันนั้นเอง การดำเนินรายการข่าวสถานีโทรทัศน์ 11News1 ที่ออกอากาศอยู่ทาง UBC9 ก็
ประสบปัญหาขึ้นมา เนื่องจากมีการจับได้ไล่ทันว่า สถานีข่าวโทรทัศน์ 11News1 ใช้วิธีการอันแยบยลในการทำ
ธุรกิจสถานีข่าว โดยใช้ช่องว่างของกฎหมายหาโฆษณาเข้าสู่สถานีได้จำนวนมหาศาล ทั้งๆ ที่ UBC ซึ่งเป็นผู้
ถ่ายทอดสัญญาณ และเรียกร้องที่จะขอให้มีโฆษณามานานแล้ว ก็ยังไม่สามารถมีโฆษณาได้
วิธีการอันแยบยลในการหารายได้จากโฆษณาของ 11News1 ที่กุมบังเหียนโดยสนธิ ก็คือการใช้ช่องโหว่ของ
กฎหมาย ที่ไม่ได้ห้ามโทรทัศน์ดาวเทียมของกรมประชาสัมพันธ์โฆษณา สนธิจึงใช้วิธีการสร้างสถานีข่าว
11News1 บนโทรทัศน์ดาวเทียม ซึ่งสามารถหาโฆษณามาสนับสนุนการดำเนินงานได้ จากนั้นก็เจรจาให้ UBC
ถ่ายทอดสัญญาณของ 11News1 ซึ่งเท่ากับลูกค้าของ UBC ที่มีอยู่ประมาณ 4 แสนรายในกรุงเทพฯ จะสามารถ
รับชมรายการของ 11News1 ได้ ซึ่งกลยุทธ์นี้เองที่นำไปสู่การสร้างธุรกิจการขายโฆษณาในรายการของ
11News1
จากการตรวจสอบรายการซื้อสื่อโฆษณาของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) พบว่าได้มีการทำสัญญาลงโฆษณาใน
11News1 เป็นเงินถึง 60 ล้านบาท ในเวลาเพียง 1 ปี ซึ่งอาจจะดูไม่มากนัก เมื่อเทียบกับการลงโฆษณาโดยรวม
ของปตท. แต่สำหรับสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ 1 ช่อง ที่ยังไม่รู้ว่าจะดูอย่างได้อย่างไร ดูได้สักกี่วัน ปตท. ถึงกับ
สัญญาทุ่มงบประมาณไปสนับสนุนมากถึง 60 ล้านบาท ย่อมพิสูจน์ได้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ไมใช่ “ธรรมดา” ใน
วงการนี้
แต่วิธีการอันแสนแยบยลที่สนธิ นำมาใช้กับ 11News1 นั้น ทำได้ไม่นานนัก ก็ถูก UBC ถอดสัญญาณไม่ให้ใช้
UBC9 เป็นเครื่องมือในการแสวงหารายได้ที่ไม่เป็นธรรมกับ UBC อีกต่อไป
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 16-
การถูก UBC ตัดสัญญาณภาพ ด้วยเหตุผลทางธุรกิจของ UBC ในฐานะเจ้าของช่องสัญญาณ เป็นเหตุให้ช่องทาง
หารายได้จากการโฆษณาของสถานีข่าว 11News1 ได้รับผลกระทบอยางหนัก เนื่องจากเมื่อไม่ได้เผยแพร่หรือ
ออกอากาศทาง UBC ก็เท่ากับว่าลูกค้าในตลาดกรุงเทพฯ หดหายไปในทันที ถึงแม้ว่าจะยังออกอากาศได้ใน
ต่างจังหวัด แต่ก็เป็นตลาดที่มีกำลังซื้อไม่มากนัก เช่น ปตท. ซึ่งทำสัญญาสนับสนุนงบโฆษณาไว้ 60 ล้านบาท ก็
บอกเลิกสัญญาณเช่นกัน หลังจากที่จ่ายเงินไปประมาณ 10 ล้านบาท
สนธิพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ 11News1 ได้กลับคืนขึ้นไปอยู่บน UBC9 และเฝ้าอดทนรอให้ความฝันของเขา
กลับมาเป็นจริงอีกครั้งหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอดฝันของสนธิ ก็ไม่อาจบรรลุเป็นจริงได้ เนื่องจาก UBC ไม่เชื่อม
สัญญาณ 11News1 ไม่ว่าจะโดยกรณีใดก็ตาม
ว่ากันว่ามีการเจรจากันหลายครั้งทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะ ระหว่างสนธิกับบุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจใน UBC และ อ.
ส.ม.ท. เจ้าของสัมปทาน แต่การเจรจาทุกครั้งก็มีคำตอบเพียงแค่ “รอ” ซึ่งไม่สามารถให้ความกระจ่างแก่สนธิได้
เมื่อมั่นใจว่าหมดหวังอย่างสิ้นเชิงแล้ว 11News1 ไม่มีโอกาสกลับขึ้นไปอยู่บน UBC9 ได้อีก การบันทึกบัญชีเพื่อรอ
วันชำระในวันข้างหน้าจึงบังเกิดขึ้น และผู้ถูกบันทึกลงไปในบัญชีอันดับหนึ่งก็คือ นาย
นายกรัฐมนตรีผู้กำกับดูแล กรมประชาสัมพันธ์ และอ.ส.ม.ท. และแน่นอนว่าย่อมปรากฎชื่อนายกฯทักษิณ ชิน
วัตร อยู่ในนั้น ในฐานะไม่ให้ความช่วยเหลือ
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 17-
CHAPTER 4
"ถึงแม้ว่าในเวลาต่อมารองนายกฯวิษณุ จะชี้แจงว่าด้วยเหตุผลทางข้อกฎหมายและด้วยข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ
ของ UBC ทาง UBC จึงต้องยกเลิกการถ่ายทอดสัญญาณของ 11News1 ตลอดไป”
แต่เหตุผลนั้นดูเหมือนว่าจะไม่มีเหตุผลสำหรับสนธิและเครือข่ายผู้จัดการ แต่สนธิก็ยังคง “รอ” ด้วยความอดทน
ต่อไป เพียงแต่ว่าการ “รอ” ในครั้งหลังนี้เปลี่ยนไปจากเดิม เป็นการ “รอ” เพื่อชำระบัญชีแค้น
เนื่องจากสนธิเข้าใจ และเชื่อมั่นอย่างมีอคติว่า เภทภัยทางธุรกิจที่เกิดขึ้นกับเขามีที่มาจากการที่
นายกรัฐมนตรีไม่สนับสนุน ไม่ช่วยเหลือ มิหนำซ้ำยังคิดไปเองอีกว่านายกฯทักษิณเป็นคนสั่งให้กระทำต่อเขา
เพราะเชื่อข้อมูลของบริวารคนใกล้ชิด ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายกฯทักษิณเลย แต่เป็นเรื่องของ
UBC ว่าเขาจะถ่ายทอดสัญญาณของ 11News1 หรือไม่ ในฐานะเอกชนด้วยกัน และอาจจะเกี่ยวไปถึง อ.ส.ม.ท.
ในฐานะเจ้าของสัมปทาน หรือหากจะสืบสาวราวเรื่องหาต้นตอคนสั่ง ก็คงจะหยุดเพียง ผู้อำนายการ อ.ส.ม.ท. และ
รองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแล อ.ส.ม.ท. เท่านั้นเอง
แต่สนธิไม่เชื่อเช่นนี้ กลับมั่นใจว่าการกระทำกับคนระดับตนเอง เพียงแค่ผู้อำนาจการ อ.ส.ม.ท. หรือรอง
นายกรัฐมนตรีอย่าง วิษณุ เครืองาม ไม่กล้าลงมือแน่นอน หากไม่ได้รับไฟเขียวจากนายกฯทักษิณ
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 18-
............................ต้นรักที่เคยปลูกร่วมกันได้กลายเป็นต้นพันธุ์ความแค้นในวันนั้นเอง……………………………
จริงเท็จอย่างไรไม่มีใครยืนยันได้ว่าสนธิ คิดถูกหรือผิด แต่สำหรับสนธิเขามั่นใจว่า เขาไม่ได้รับความเป็น
ธรรม และถูกกลั่นแกล้ง
เมื่อทางที่เคยเปิด ถูกปิดลงโอกาสจะหวนกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ทั้งในฐานะสื่อสารมวลชนมืออาชีพ และนักธุรกิจ
สื่อสารมวลชนก็ดับวูบลงทันที แต่กระนั้นก็ตาม สนธิไม่ได้ลดละความพยายามที่จะปั้นฝันของตัวเองต่อไป โดย
เลือกแนวทางที่จะสร้างสถานีข่าวโทรทัศน์ดาวเทียมขึ้นมาใหม่ ในหนาม ASTV และได้เข้าไปเจรจาให้เครือข่าย
เคเบิลทีวีต่างจังหวัดถ่ายทอดสัญญาณให้ประชาชนได้รับชม ซึ่งเป็นการสู้แบบไม่มีทางเลือกของสนธิ
อย่างไรก็ตาม อ.ส.ม.ท. ยังเปิดช่องให้สนธิ ได้หายใจด้วยการให้สนธิได้ทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทุกคืนวัน
ศุกร์อย่างต่อเนื่อง และต้องใช้ความอดทนอย่างสูงต่อการทำรายการในระยะหลังของสนธิ ซึ่งมักจะพาดพิงไปถึง
บุคคลที่สามให้เป็นที่น่าหวาดเสียวจะถูกฟ้องของผู้บริหาร อ.ส.ม.ท. เป็นประจำ และแน่นอนว่าการพูดชื่นชมมีถี่
ในช่วงต้นของการดำเนินรายการ ก็เริ่มจากหายไป และแปรเปลี่ยนมาเป็นการโจมตี อภิปรายไม่ไว้วางใจการทำงาน
ของรัฐบาล และรัฐมนตรีบางคนในบางเรื่องอีกด้วย
จุดแตกหักระหว่างสนธิกับช่อง 9 ก็คือ การออกมาตำหนินายกรัฐมนตรีว่ากระทำการอันไม่บังควร มีพฤติกรรม
ไม่เหมาะสมและบริหารประเทศชาติโดยไม่เคารพเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่เคยมีผู้ดำเนินรายการคนใด
เคยพูดเช่นนี้มาก่อนทางสถานีโทรทัศน์ เนื่องจากเป็นข้อความที่ล่อแหลม และทำให้เกิดการแตกแยกในแผ่นดินได้
หากว่ามีการนำไปขยายผล อ.ส.ม.ท. จึงสั่งถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกจากผังรายการของช่อง 9 เมื่อ
วันที่ 15 กันยายน 2548 อันเป็นการยุติการดำเนินธุรกิจของสนธิบนสื่อของรัฐอย่างบริบูรณ์ ทั้งโทรทัศน์และวิทยุ
ซึ่งถูก อ.ส.ม.ท. เรียกคลื่นคืนไปตามนโยบายการบริหารงานของ อ.ส.ม.ท. ตั้งแต่ 1 มกราคม 2548 เป็นต้นมา
มีการตั้งคำถามกันค่อนข้างมากว่าเกิดอะไรขึ้นกับสนธิ ทำไมวันเวลาแห่งความยิ่งใหญ่รอบนี้ช่างสั้นนัก ทั้งๆ ที่มี
เพื่อนเป็นนายกรัฐมนตรี และมีผู้คนที่เคยอยู่ใต้อาณัติบัญชา ดำรงตำแหน่งบุคคลสำคัญในรัฐบาลมากมาย
คำเฉลยที่ไม่อาจหาใครยืนยันได้ว่าจริงเท็จมีอยู่กี่ส่วนก็คือ
เพราะความต้องการอันไม่จำกัด และความทะเยอทะยานอยากที่จะกลับมา ในอัตราเร่งจนไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไป
ช่วยเหลือ เนื่องจากเสี่ยงต่อหน้าที่การงานเป็นอย่างยิ่ง จึงก่อให้เกิดความไม่พอใจและกลายเป็นความบาดหมาง
พัฒนาเป็นความโกรธและความแค้น ที่มีต่อกันในที่สุด
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 19-
เมื่อสภาพการณ์เปลี่ยนแปลงในทางลบเช่นนี้ แนวทางที่อีกฝ่ายหนึ่งจำต้องเลือกดำเนินและกระทำก็คือ การไม่
ปล่อยให้ใครมาใช้สื่อของรัฐ จัดรายการด่ารัฐบาล เพราะเป็นการละเมิดกติกาที่ยากจะยอมรับได้ และทุกยุคทุกสมัย
ก็จะดำเนินการเช่นนี้
หากสนธิจะลองมองย้อนกลับไป ก็จะพบว่าการเข้ามาแผ่อิทธิพลบารมีของตนเองในช่อง 9 นั้น มีเสียง
ร้องโอดครวญจาก เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เจ้าของหลายรายการในช่อง 9 ในนามบริษัทว๊อชด็อก ว่าต้องถูก
ยกออกจากผังรายการช่อง 9 ก็เพราะการเข้ามาของสนธิ ซึ่งในวันนั้นสนธิได้กล่าวฝากไปยังเจิมศักดิ์ว่า
“มีแต่หมาเท่านั้นที่ร้อง เสือไม่เคยร้อง”
ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยรายสัปดาห์ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับ 11News1 จึงเป็นรายการบ่มเพาะ
ความแค้นในหัวใจของสนธิที่รอวันชำระ แต่คราวนี้เขาไม่สามารถรอได้นาน เพราะแหล่งทุนที่เคยส่งปัจจัยมาให้
เริ่มทยอยปิดเก๊ะ ไม่ให้เขาเข้ามาหยิบมาใช้ได้ตามใจชอบอีกแล้ว และนำมาสู่การสะสาง “แค้นสั่งฟ้า” ภาคสอง
ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจะได้เล่าสู่กันฟังต่อไป
เว็บไซต์แมนเนเจอร์ออนไลน์
แต่ก่อนที่จะไปถึงรายการ “แค้นสั่งฟ้า” ภาคสอง ต้องไม่ละเลยที่จะพูดถึงปรากฎการณ์หนึ่งที่สนธิ ก่อให้เกิด
คุณูปการแก่วงการข้อมูลข่าวสารของประเทศไทย ก็คือเว็บไซต์แมนเนเจอร์ออนไลน์ หรือ www.manager.co.th
ซึ่งก่อให้เกิดความตื่นตัวกับนักท่องโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะในแวดวงนักข่าว ผู้อยู่ในวิชาชีพสื่อสารมวลชน
เว็บไซต์ manager.co.th ได้รับความนิยมสูงสุดกว่าทุกเว็บข่าว เนื่องจากความฉับไวของข่าวที่นำเสนอ มีความ
หลากหลายแง่มุมที่น่าอ่าน น่าติดตาม
แต่เชื่อหรือไม่ การบุกตะลุยธุรกิจของเว็บไซต์ manager.co.th กลับมิได้ครองใจแฟนๆ ที่เข้าไปติดตามอ่านข่าว
ทุกวัน ด้วยข่าวสาระที่นำเสนอ ในรูปลักษณ์เดียวกับสื่ออื่นๆ ของเครือผู้จัดการ หากแตกเป็นข่าวคาวโลกีย์ ที่
เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาดุจดั่งนิยายโดย “ซ้อเจ็ด” คอลัมนสต์ชื่อดังของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และเว็บไซต์ผู้จัดการ
ซึ่งเป็นบุคคลที่กลุ่มดาราศิลปิน นักร้อง ต้องการพบตัวเป็นอย่างยิ่งถึงกับมีการตั้งค่าหัว ให้กับใครก็ได้ ที่สามารถ
กระชากหน้ากาก “ซ้อเจ็ด” ออกมาได้
ข่าวคาวโลกีย์ที่ซ้อเจ็ดนำเสนอใน manager.co.th หากเปรียบเทียบกับข่าวฆาตกรรม ข่าวฆ่าข่มขืนที่
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐนำเสนออยู่เป็นประจำแล้วล่ะก็ ต้องถือว่าไทยรัฐยังห่างชั้นมากนัก เนื่องเพราะข้อมูลข่าวคาว
โลกีย์ นิยายบนเตียง ใต้เตียง ในรถ และกลางแจ้งที่ซ้อเจ็ดนำมารายงานให้กับผู้อ่าน ผู้ชมเว็บไซต์
manager.co.th ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่นั่งเทียนขึ้นมาทั้งสิ้น ด้วยวิธีการนำเสนอแบบเรื่องเล่า ว่าดาราคนไหนไป
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 20-
“เอา” กับคนไหนมาบ้าง แต่ไม่กล้าเปิดเผยชื่อ ใช้วิธีหลบเลี่ยงไปมาด้วยการบอกรูปพรรณสัณฐานของดาราที่
กล่าวถึง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในวงการดารานักร้อง และสื่อมวลชนด้วยกัน
วิธีการเช่นนี้ สร้างความเสียหายให้แก่ดารานักร้องที่ถูกกล่าวถึงอย่างมาก และเดือดร้อนกันไปทั่วหน้า แรกๆ ก็ไม่มี
ใครถือสา เพราะเห็นว่าเขียนแบบนั่งเทียน แต่ในระยะหลัง มีการเฉลยชื่อจริงของดาราที่เขียนถึงในเว็บไซต์ด้วย
เพื่อให้คอลัมน์ของซ้อเจ็ดเป็นที่ฮือฮา ฮิตติดลมบนมากขึ้นไปอีก แต่ไม่ได้คำนึงถึงสิทธิและความเสียหายของดารา
ที่ถูกกล่าวถึงแม้แต่น้อย
ซ้อเจ็ดจึงเป็นคอลัมนีสต์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเว็บไชต์ผู้จัดการหรือ manager.co.th ได้มากกว่าเซี่ยง
เส้าหลงหรือพายัพ วนาสุวรรณ และถือว่าเป็นผู้มีคุณูปการต่อเว็บไซต์ manager.co.th อย่างยิ่ง
ด้วยลีลาการเขียนชนิดดิบ เถื่อน ถ่อย ที่ก่อร่างสร้างเว็บไซต์ manager.co.th ขึ้นมาตามนโยบายสนธิ ที่เน้นการ
สร้างเรตติ้งเพื่อเรียกลูกค้าโฆษณา โดยมิได้คำนึงถึงศีลธรรม และความเดือดร้อนของบุคคลอื่นที่ถูกเขียนถึง
พาดพิงถึงแม้แต่น้อย
ทุกวันนี้ซ้อเจ็ดก็ยังคงอยู่สุขสบายดีในผู้จัดการ และได้ดิบได้ดีจากการเขียนเรื่องราวแบบนี้ ด้วยการรับตำแหน่ง
บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในเครือผู้จัดการ
เชื่อไหมว่า ด้วยลีลาการเขียนที่บ่งบอกสันดานและสัญชาตญาณดิบแบบนี้ล่ะ ที่ทำให้ manager.co.th
ได้รับการสนับสนุนจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ไปถึง 1,100,000 บาท ด้วยการโฆษณาแบนเนอร์
อัตรา 48,000 บาทต่อสัปดาห์หรือวันละ 6,857 บาท
นี่ไงล่ะ! แหล่งที่มาของรายได้ที่สนธิ เอามาเลี้ยงดูและขับเคลื่อนเว็บไซต์ manager.co.th
นี่ไงล่ะ! พฤติกรรมของสนธิ ที่ประกาศเป็นผู้อาสานำประชาชนสร้างสังคมใหม่โดยใช้ธรรมนำหน้า
นี่ไงล่ะ! พฤติกรรมของสนธิ ที่ประณามการนำเสนอข่าวคาวโลกีย์ของไทยรัฐแต่คนในบ้านของตัวเอง กลับทำในสิ่ง
ที่เลวร้ายยิ่งหลายร้อยพันเท่า
แบบนี้หากจะเรียกว่าใช้ธรรมบังหน้า น่าจะใกล้เคียงกว่าธรรมนำหน้า กระมังท่านโมกุล
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 21-
เกือบลืมไป สื่อคุณภาพที่มีสาระอีกเล่มในเครือผู้จัดการ ที่ต้องเอามาเชียร์กันให้เห็นว่า การทำธุรกิจค่ายนี้คิดกัน
อย่างไร ก็คือนิตยสาร CAMPUS นิตยสารที่สนับสนุนค่านิยมเสื้อรัดกระโปรงสั้นของนักศึกษาอย่างเปิดเผย เรียกว่า
เอานักศึกษาสาวๆ และชุดนักศึกษามาเป็นสินค้าให้ได้ชมกันอย่างเปิดเผย
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 22-
CHAPTER 5
ด้วยปรัชญาการทำธุรกิจสื่อสารมวลชนของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กำหนดบทบาทและหน้าที่อันชัดเจนของสื่อว่า
“ต้องรับใช้ทุน” และสื่อต้องทำหน้าที่แสวงหารายได้มาให้คุ้มค่ากับการลงทุน สื่อจึงจะยืนอยู่ได้ สื่อในทัศนะของ
สนธิ จึงเสมอเพียงสินค้าทั่วๆ ไป เท่านั้น มิได้มีความหมายพิเศษดังเช่นสื่อในมุมมองของนักวิชาการ และนัก
วิชาชีพคนอื่นๆ
ด้วยวิธีคิดแบบนี้ จึงไม่แปลกอะไร กับการปรากฎอยู่บนเว็บไซต์ manager.co.th ของคอลัมน์ซ้อเจ็ดอย่าง
ยาวนาน เพราะเว็บไซต์ manager.co.th ก็มีหน้าที่ต้องรับใช้ทุน และแสวงหาผลประโยชน์ หารายได้มาเลี้ยงดู
ตัวเอง และซ้อเจ็ดก็ต้องทำหน้าที่รับใช้ทุนเช่นเดียวกัน ประจวบเหมาะกับซ้อเจ็ดนี่ล่ะที่เป็นนางกวักเรียกแฟนๆ เข้า
มาเยี่ยมเว็บไซต์ manager.co.th อย่างล้นหลาม จึงเป็นจุดขายที่สำคัญของเว็บไซต์ นั่นหมายความว่าสปอนเซอร์
ส่วนหนึ่งเข้ามาถึงสนธิก็เพราะซ้อเจ็ดนี่เอง
แน่นอนว่าทุนทีกำลังอ้างถึงอยู่ในขณะนี้ก็คือ “ผู้ลงทุน” นั่นเอง ซึ่งโดยนิตินัยแล้ว สื่อในเครือผู้จัดการ ก็ย่อมต้อง
รับใช้บริษัทไทยเดย์ดอทคอมและเดอะแมนเนเจอร์กรุ๊ปจำกัด แต่ในทางพฤตินัยแล้ว พูดกันให้ชัดถ้อยชัดคำและ
ชัดเจนในเจตนารมณ์ ก็ต้องบอกว่าสื่อในเครือผู้จัดการ ก็ต้องมีหน้าที่รับใช้สนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะผู้ลงทุน ใน
ฐานะผู้ที่ไปกู้เงินมาหลายร้อยหลายพันล้านบาท เพื่อประกอบธุรกิจชนิดนี้
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 23-
ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรอีกเช่นกัน หากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้ ที่เราจะได้เห็นการนำเสนอข้อมูลด้านเดียวของ
ข่าวสารที่ปรากฎอยู่บนสื่อในเครือผู้จัดการทุกเล่ม ทุกคลื่น และทุกรายการที่นำเสนอต่อสาธารณะ
อีกทั้งไม่จำเป็นต้องคาดเดาให้ยุ่งยากว่าการนำเสนอข้อมูลด้านเดียวของสื่อเครือผู้จัดการ เป็นข้อมูลด้านใด และมี
เจตนารมณ์ชนิดใด จึงต้องทำเช่นนี้
ก็แม้แต่คำเตือนที่ทรงคุณค่ายิ่งของ พล.อ.
ห่วงใยขององคมนตรี ซึ่งก็คือผู้แทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการปลุกปั่น
กระแสของสนธิ ที่ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือ ตามสำนวนของเปลวสีเงิน แห่งไทยโพสต์ที่สะบัด
ปากกาสใส่ว่า “กำลังโหนกำแพงสู่เป้าหวังของตัวเอง” ซึ่งได้รับการนำเสนอเผยแพร่ ทางสื่อสารมวลชนทุก
ประเภท ทุกรายการและทุกสังกัด กลับไม่ได้รับการนำเสนอให้ประชาชนได้รับทราบจากสนธิ และสื่อในเครือ
ผู้จัดการแม้แต่คำเดียว
“คงไม่ใช่กองทัพอย่างเดียว ในส่วนที่เป็นองคมนตรีเห็นว่า มีการอ้างอิงสถาบันจากหลายๆ ฝ่าย เป็นการกระทำที่
ไม่เหมาะไม่ควร เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันสูงสุดที่ไม่ควรอ้างอิง และเกี่ยวข้องกับทางการเมือง
เมื่อเป็นสถาบันที่เรายกย่อง ศรัทธา เป็นสถาบันที่เราเคารพนับถือ ก็ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง
การเมืองก็ควรจะแก้ด้วยการเมือง”
ข้อความที่เต็มไปด้วยความไม่สบายใจและห่วงใยจากองคมนตรี พล.อ.
สื่ออย่างสนธิ สื่อเครือผู้จัดการ จะนำเสนอหรืออย่างไร คงอาจจะเป็นเพราะว่า ขณะนี้สื่อในผู้จัดการ สื่อในสังกัด
สนธิ ลิ้มทองกุลมิได้มีหน้าที่ที่ต้องนำข้อเท็จริงใดๆ หากแต่มีหน้าที่ต้องรับใช้ทุน รับใช้เงินที่สนธินำมาฟาดหัวและ
จ่ายแจก รับใช้สนธิที่กำลังมีความพยาบาท อาฆาตมาดร้ายต่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่ทำงานตามที่สนธิ
ต้องการถามว่าระหว่าง พล.อ.
อาชีพ หรือสื่อวิชาชีพที่ไม่มีเจตนาซ่อนเร้น ควรจะรายงานคำพูดของใครก่อน ด้วยเหตุใด และคำพูดของใครมี
คุณค่าสำหรับประชาชนมากกว่ากัน ถามว่าระหว่างคำพูดที่เต็มไปด้วยความห่วงใยต่อบ้านเมือง และสถาบันกษัตริย์
ขององคมนตรี กับคำพูดที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ความแค้น การปลุกระดม เพื่อประโยชน์แห่งธุรกิจของตนเอง โดย
อ้างสถาบันกษัตริย์ และประเทศชาติบังหน้า ของนักธุรกิจคนหนึ่ง ที่มุ่งแสวงหากำไรจากการลงทุนเป็นลำดับแรก
ของความคิด ด้วยหัวใจของสื่อมืออาชีพ หรือสื่อวิชาชีพที่ไม่มีจิตเจตนาซ่อนเร้น ควรจะเสนอคำพูดของใครให้
ประชาชนได้รับทราบก่อน และคำพูดของใครมีหน้าหนัก มีสาระมากกว่ากัน และคำพูดของใครมีคุณค่าแก่
ประเทศชาติ และภักดีต่อสถาบันกษัตริย์มากกว่ากัน
เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพียงเพราะว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ใช่ทุนที่สื่อเครือผู้จัดการต้องรับใช้ สนธิต่างหากเล่าคือทุนที่สื่อ
เครือผู้จัดการต้องรับใช้ หรือสนธิ ลิ้มทองกุล จะถาม พล.อ.
ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ
www.tltus.com
- 24-
“ใครจงรักภักดีต่อสถาบันกษั