เรื่องของผมมัน ไม่ยาว...................จาก การเริ่มต้น ก้าวน้อยๆ หลังจบ MBA มาจากสหรัฐ ที่ทำข่าวไม่เป็น แต่ใจรัก มาเป็น นักข่าวอาวุโส Bangkok Post มาเป็น นักข่าวสายธนาคารชาติ Asia Times ในเครือ ผู้จัดการ มาเป็น หัวหน้า กอง บก Business Day มาเป็น คอลลั่มน์นิส สายความมั่นคง กรุงเทพธุรกิจ และสุดท้าย เป็น หัวหน้า กอง บก นิติยสาร Chief Information Officer Forum จากวันพวกนั้น ล่าสุด ก็ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ โดย นายกทักษิณ ของไทย ใน หนังสือขายดี ที่แปลเป็น 6 ภาษาแล้ว คือ Thaksin: 24 Hours After the Coup ว่าเป็น "คนแรก" ที่เตือนเขา ว่าจะมีปฏิวัติ ยึดอำนาจเขา ที่เขาเห็น ผ่านการเขียน ของผม............ก็มีอยู่แค่นี้ นอกจากว่า ที่ "ข่าวสด" เขียนด่าผม ว่าเพราะ สิ่งที่ผมเขียน ไปปรากฏอยู่ทั่วไปหมด ตามกระดานกระทู้ คงเป็นเพราะผม "ตกงานจนเวลาว่างมาก" ก็ด่าได้แสบจริงๆ แต่จริงๆแล้ว คนอื่นเขาชอบเลยเอาไปลงกันครับ ส่วนเวลาทำเว็บพวกนี้ น้องทันคนทันข่าวเขาทำหมด ครับ

รายงานสุดกระชับ ในหน้า Site Map
มุมหัวกระทิ
ต้องแก้ไข รัฐธรรมนูญ 2550
วสันต์ ลิมป์เฉลิม

มุมสร้างสรรค์และคืนมูลค่าแก่ผู้อ่าน
การจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management
ไทยตกขอบ องค์ความรู้โลก?
องค์ความรู้โลก รุดไปข้างหน้าตลอดเวลา!
ถ้า เปรียบไทยคือองค์กรหนึ่ง ท่านคิดว่าระบบจัดการ องค์ความรู้ หรือ KM "ดี" หรือ "เลว" เช่นไร ในเมื่อแม้แต่ ความรู้พื้นฐานด้านการปกครองที่ดี คือด้วยประชาธิปไตย ยังไม่ได้การยอมรับ จากคนระดับสูง ในสังคม คือพวกอำมาตรย์
ทักษิณผ่านกฏหมายที่มุ่งมั่นที่จะเพิ่มองค์ ความรู้ให้แก่ไทย แบบแผน วิธีปฏิบัติ โดยเฉพาะมาตรา 11 ได้กำหนดเป็นหลักการว่าส่วนราชการต้องมีหน้าที่ในการพัฒนาความรู้ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งสร้างความมีส่วนร่วมในหมู่ราชการให้ เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน
เป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นจากการค้นพบว่าองค์กรต้องสูญเสียความรู้ไปพร้อมๆ กับการที่บุคลากรลาออกหรือเกษียณ อายุราชการ อันส่งผลกระทบต่อการดำเนินการขององค์กรเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจากแนวคิดที่มุ่งพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้มาก แต่เพียงอย่างเดียวจึงเปลี่ยนไป และมีคำถามต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้องค์กรได้เรียนรู้ด้วย ดังนั้น การบริหารจัดการความรู้จึงสัมพันธ์กับเรื่อง องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) เป็นอย่างยิ่ง หากองค์กรจะพัฒนาตนเองให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ก็จำเป็นจะต้องบริหารจัดการความรู้ภายในองค์กรให้เป็นระบบเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรเรียนรู้ได้จริงและต่อเนื่อง หากองค์กรใดมีการจัดการความรู้โดยไม่มีการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นภายในองค์กร ก็นับเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม
การบริหารจัดการความรู้ มีความซับซ้อนมากกว่าการพัฒนาบุคลากรด้วยการฝึกอบรม เพราะเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการต่อภายหลังจากที่บุคลากรมีความรู้ความชำนาญแล้ว องค์กรจะทำอย่างไรให้บุคลากรเหล่านั้นยินดีถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่น และในขั้นตอนสุดท้าย องค์กรจะต้องหาเทคนิคการจัดเก็บความรู้เฉพาะไว้กับองค์กรอย่างมีระบบเพื่อที่จะนำออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในสหรัฐอเมริกายังคงแข่งขันกันหาวิธีบริหารจัดการความรู้ที่เหมาะสมกับตนเอง เพื่อให้อยู่ในโลกของการแข่งขันได้สำหรับประเทศไทยนั้นคงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้บริหารที่จะหายุทธวิธีในการดึงความรู้ออกมาจากตัวบุคคล และการกระตุ้นให้บุคลากรถ่ายทอดความรู้ให้เพื่อนร่วมงาน ซึ่งการถ่ายทอดความรู้บางประเภทนั้น การฝึกอบรมอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด อุปสรรคที่มักพบอยู่เสมอของการบริหารจัดการความรู้คือพฤติกรรม "การหวงความรู้" และวัฒนธรรม
"การไม่ยอมรับในตัวบุคคล" หากองค์กรสามารถกำจัดจุดอ่อนทั้งสองอย่างนี้ได ้การบริหารจัดการความรู้ก็มิใช่เรื่องยากจนเกินไป สืบเนื่องจากการปฏิรูประบบราชการครั้ง สำคัญที่ผ่านมาเมื่อเดือนตุลาคม 2545 ได้มีการวางกรอบแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินไว้อย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึงการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 เป็นเรื่องของการกำหนดขอบเขต แบบแผน วิธีปฏิบัติ โดยเฉพาะมาตรา 11 ได้กำหนดเป็นหลักการว่าส่วนราชการต้องมีหน้าที่ในการพัฒนาความรู้เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งสร้างความมีส่วนร่วมในหมู่ราชการให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน
มุมมองน่าคิด "ครูที่ดี ทำให้การเรียนรู้ สนุก สำหรับนักเรียน เพราะสิ่งสำคัญ คือการสอนให้นักเรียน รัก การหาความรู้ไปทั้งชีวิต" กล่าว ทักษิณ ในวันครู เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ไทย ที่มีนายกไทย หลุดพ้นจากกรอบ ที่สั้งสอนกันทุกสมัย ให้ เป็น "คนดี มีศิลธรรม" 12 "คนดี และ มีศิลธรรม" ที่ "ไม่เชื่อ" ในประชาธิปไตย แต่ สนับสนุน ระบอบอำมาตรย์ เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา? ทวีวุฒิ วิพากษ์ “ปรัชญา” 10/4/08 
ข่าวการศึกษา

Burning Hot Issue
ละครน้ำเน่าคือข่าว ข่าวคือละครน้ำเน่า
พบสื่อเสนอข่าวการเมืองเป็นละคร สนุกแต่ยังอาจไม่มีสาระเท่าที่ควร [3 ธ.ค. 50 - 04:34]
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (2 ธ.ค.) โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม หรือ มีเดียมอนิเตอร์ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการ สร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดแถลงผลการสัมมนาปฏิบัติการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อ รอบการศึกษาที่ 15 ในประเด็น “ความเป็นละครในข่าวการเมืองไทย” โดยมีอาจารย์ และนักศึกษาจาก 8 สถาบัน เข้าร่วม
นางเอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการมีเดียมอนิเตอร์ กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของการจัดสัมมนาครั้งนี้ เพื่อศึกษาภาพรวมของการรายงานข่าวการเมืองโดยเน้นศึกษาค้นหา “ความเป็นละคร” ในเนื้อหาและวิธีการนำเสนอข่าวการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้งทางสื่อโทรทัศน์ฟรีทีวี ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของอาจารย์ และ นักศึกษา ด้านนิเทศศาสตร์ รัฐศาสตร์ เพื่อศึกษาภาพรวมของการรายงานข่าวการเมืองโดยเน้นศึกษาค้นหา “ความเป็นละคร” ในเนื้อหาและวิธีการนำเสนอข่าวการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้งทางสื่อโทรทัศน์ฟรีทีวี โดยมุ่งหวังให้กิจกรรมนี้ตลอดจนข้อค้นพบจากการศึกษา ได้มีส่วนสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของคุณภาพการนำเสนอข่าวการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้งของสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ให้เป็นไปเพื่อสร้างประโยชน์ต่อประชาชนที่ควรได้รับข้อมูลข่าวสารที่ให้ประโยชน์ต่อการตัดสินใจที่ดีในทางการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทั้งนี้ สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการประกอบด้วย มหาวิทยาลัยมหิดล เกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม รามคำแหง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช และจุฬาฯ (อ่านต่อ)
ไขปริศนา “ตุลา”
โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ
25 กุมภา 08

ผมไม่ใช่ Marxist แต่เห็นด้วยกับเขาว่าชนชั้นปกครอง เช่นอำมาตร และ คนใช้แรงงาน ยังไงก็ตาม เป็นธรรมชาติ ที่จะต่อสู้กัน เพื่อแย่งปัจจัยต่างๆในการดำรงชีวิต ที่ผมหยุดตาม Marxist ก็ตรงที่เขาบอกว่า การต่อสู้นี้จะทำให้ ทุนนิยม ล้มสลาย สาเหตุก็เพราะ ทุนนิยม เป็นได้ทั้งเครื่องมือกดขี่ชนชั้นแรงงาน และก็ได้ทั้งเครื่องมือปลดเอกแรงงาน ถ้าไม่เชื่อ ลองดูในประเทศพัฒนาแล้ว ที่ใช้ระบบทุนนิยม ชนชั้นกลางมีมากมาย และช่องว่างรวยจนนั้น แคบลง แต่ผมเชื่อใน Schumpeterian ที่บอกว่า การต่อสู้นี้ ระหว่างสองชนชั้นนี้ ในที่สุดแล้ว ก็จะทำลาย ทุนนิยมลงจริง แต่ไม่ใช่เพราะการต่อสู้ แต่เป็นเพราะ จริยธรรม และ จรรยาบรรณ ของสังคมเสื่อมลง จนในที่สุด เหมือน “งูกินหาง” ที่เริ่มกัดกร่อนสังคม ที่สงบและสมานฉัน
ทางออกที่ Scumpeterian เสนอไว้ คือว่า ทุนนิยมนั้น จริงๆแล้ว “มีชีวิตอยู่ได้” เพราะ นวัตกรรม หรือ Innovation ที่ทำให้เศรษฐกิจ เดินไปข้างหน้า ได้เร็วพอที่จะตอบสนองความต้องการของทั้ง ชนชั้น ปกครองเช่นอำมาตร และ ชนชั้นแรงงาน แต่เวลาที่สังคมเสื่อมสลายลง ก็เช่นอย่างที่เห็นๆในไทยทุกวันนี้ ที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายออก เป็นค่ายๆ ที่ไปทำลายสิ่งที่ยึดเหนี่ยวสังคมไว้ เช่น ความมีใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้รู้ชนะ การยอมรับความจริง เสนอความจริง ความยุติธรรมของสังคม เช่นคือเห็นได้ชัดว่า นิติรัฐละนิติธรรมในไทยแทบไม่เหลืออีกแล้วทุกวันนี้
ปัญหาที่ Schumpeter เขียนไว้ คือเมื่อ สังคมย่อยยับ และต่อสู้กัน จริงๆแล้วมันเป็น “พลังของการทำลายล้าง” ซึ่งการทำลายล้างนี้ ก็ทำลาย “ความสามารถในการ Innovate หรือ สร้างนวัตกรรม” แน่นอนว่าคำว่า “นวตกรรม” จริงๆแล้ว ก็คือการพัฒนา แล้วการพัฒนา ก็คือการทำลายสิ่งเก่าๆดั้งเดิม และนี่ก็เป็นอีกสาเกตุหลักของ ปัญหาเดือนตุลา ในไทย เพราะสิ่งเก่าๆนั้น พวกเอียงขวามากๆ ไม่อยากให้พัฒนากัน ให้เข้ากับยุคสมัย แต่ต้องการเก็บไว้เหมือนเดิม ก็เช่นสถาบัน เพราะมันหล่อเลี้ยง “พลังขวาจัดเอาไว้”

คือเมื่อไม่พัฒนา และเปลี่ยนแปลง มันก็เสื่อมลง เช่นเห็นได้ชัดว่า องค์มนตรีแบบป๋า คนส่วนมากในประเทศเกลียดชังมาก นอกจากนี้ยังมีการแอบพูดคุยกันถึงอณาคตของสถาบันอีก และสถาบันก็ถูกโจมตีอยู่เนืองๆ
แต่การทำลายล้าง เท่าที่ Schumpeterian เขียนไว้ มีอยู่สองอย่างหลักๆ คือแรกเลย การทำลายล้าง ซึ่งผลคือ ไม่ได้นำมาซึ่งการพัฒนา หรือ Innovation และการทำลายล้าง โดย นวัตกรรม ที่นำ นวัตกรรม ใหม่มา “ป้อนเป็นอาหาร” ให้สังคม ก็คงจะเห็นได้ชัดว่า ไทยวิ่งวนไปวนมาแบบนี้ไม่รู้จะกี่รอบกันแล้ว คือ จาก ขวาไปซ้าย ไป ประชาธิปไตย ไปขวา ไปซ้&