Democratic Database

ข้อมูล และ บทความ สำหรับ นักประชาธิปไตย

รายงานพิเศษ : สื่อบนตลาดหุ้น ‘เสรี’ ที่ไม่ต้องเสี่ยง เพราะไม่มี

จุดจบแห่งแกรมมี่-มติชน อาจจะลงเอยด้วยวิวาห์อันหวานชื่น หรืออาจจะเป็นเพียงฉากรักอันขมขื่น ระหว่าง นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย (มหาชน) กับ นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) อย่างที่ใครหลายคนตั้งข้อสังเกตแตกต่างกันไปตามแต่ละสำนักคิด

แต่ที่แน่ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีการซื้อหุ้น บมจ.มติชน หรือ บมจ. โพสต์ พับลิชชิง ก็เปรียบเสมือนตำราเรียนเล่มใหญ่ ที่จะชี้นำการดำรงชีวิตสำหรับสื่อมวลชนรุ่นใหม่ภายใต้กระแสธารแห่งเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

 ในขณะที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาแสดงการต่อต้านการเข้าซื้อหุ้นมติชนของแกรมมี่ แต่ในอีกมุมหนึ่งของสังคมก็มีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งออกมาตั้งคำถามในทำนองที่ว่า “เมื่อไม่อยากให้ใครมาซื้อหุ้น แล้วเอาเข้าตลาดหุ้นทำไม” คำถามเหล่านี้ปรากฏอยู่บนเว็บบอร์ด และวงสนทนาประสาชาวบ้านทั่วๆ ไปซึ่งพบได้ไม่ยากนัก รวมทั้งนายกรัฐมนตรีของไทย

 หากถามถึงความผิดตามกติกาตลาดหลักทรัพย์ นายชาลี จันทนยิ่งยง ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นอีกผู้หนึ่งที่ออกมาบอกว่า “การเทคโอเวอร์แบบไม่เป็นมิตรในกรณีนี้ไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้าย แต่ไม่ได้เกิดบ่อยครั้งนักสำหรับวัฒนธรรมของไทย”

 และบางคนยังถึงขนาดออกมาระบุว่า พฤติกรรมของแกรมมี่ และมติชน อาจเป็นไปตาม “ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด” คือเป็นความจงใจของผู้บริหารทั้ง 2 ฝ่ายที่จะปั่นราคาหุ้น ซึ่งทำกันบ่อยในต่างประเทศ ผู้ที่ออกมาเสนอแนวคิดนี้ก็คือ นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานบริหารเครือโอเรียนเต็ล มาร์ท กรุ๊ป จำกัด ประเทศอังกฤษ ขาประจำอีกคนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

 ไม่ว่าใครจะผิดหรือถูกประการใดคงไมใช่หน้าที่ที่จะเข้าไปตัดสิน แต่ต้องยอมรับว่าการนำธุรกิจสื่อเข้าตลาดหุ้น เป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะถูกครอบงำจากนายทุนใหญ่ ซึ่ง ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันทน์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เคยให้สัมภาษณ์ ว่า

 “การนำสื่อสิ่งพิมพ์เข้าตลาดหุ้น โดยโครงสร้างเป็นเรื่องล่อแหลมต่อการถูกครอบงำ เพราะใครเป็นเจ้าของก็ได้” เพราะพื้นที่ของตลาดหุ้นเป็นพื้นที่สำหรับการลงทุน วัดผลสำเร็จกันด้วยกำไร

 ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน และนักวิชาการในประเทศไทย ต้องออกมาหาทางป้องกันการครอบงำสื่อทั้งจากอำนาจทุน และอำนาจการเมือง โดยหยิบยกกรณีของมติชน-โพสต์ ขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาเพื่อร่างกฎหมายคุ้มครองสื่อ

 นักวิชาการอย่าง ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.บรรเจิด สิงคะเนติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาเสนอให้มีการร่างกฎหมายคุ้มครองสื่อ โดยศึกษาตัวบทกฎหมายจากต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา เช่น การออกกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพสำหรับลูกจ้างในองค์กรสื่อ กฎหมายที่แยกอำนาจผู้ถือหุ้นออกจากกัน ระหว่างฝ่ายผู้บริหาร กับฝ่ายวิชาชีพเพื่อไม่ให้มีอิทธิพลต่อกัน การก่อตั้งสหภาพแรงงานของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน เป็นต้น

ผศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ออกมาเสนอว่า ควรมีการตั้งสหภาพเพื่อรักษาความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ และต้องสื่อต้องสร้างพันธมิตรทางการเงิน

การหยิบยกตัวบทกฎหมายของยุโรป และสหรัฐอเมริกา ขึ้นมาเป็นตัวอย่างในการออกกฎหมายคุ้มครองสื่อไม่ว่าจะเป็นกรณีการถือหุ้นข้ามสื่อ หรือเพื่อปกป้องการถูกครอบงำจากอำนาจรัฐ หรือทุน อาจจะเป็นทางออกหนึ่งที่เหมาะสำหรับการดูแลสื่อที่นำตนเองไปผูกโยงอยู่ในตลาดหลักทรัพย์

 แต่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า การร่างกฎหมายให้ครอบคลุม ปกป้องการดำเนินงานของสื่อให้เป็นอิสระจะได้ผลหรือไม่ เพราะเมื่อย้อนไปดูประเทศต้นแบบของกฎหมายที่นักวิชาการพูดถึง ไม่ว่าจะในยุโรปหรืออเมริกากลับพบว่า ในประเทศเหล่านั้นก็มีการยึดครองสื่อ หรือมีการถือหุ้นข้ามสื่ออย่างมากมาย จนทำให้ธุรกิจสื่อสารมวลชน กระจุกตัว (concentration) อยู่ในมือของนักธุรกิจเพียงไม่กี่กลุ่ม

 ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันทน์ ให้ข้อมูลไว้ว่า จริงอยู่ที่อเมริกาเคยมีกฎหมายห้ามถือครองหุ้นสื่อข้ามประเภท เพราะเกรงว่าจะส่งผลต่อการครอบงำทัศนคติของคนในสังคม แต่หลังจากปี 1996 อเมริกาก็มีกฎหมายฉบับใหม่ที่เรียกว่า Telecommunacation Act เหมือนกับพระราชบัญญัติโทรคมนาคมในประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องของคลื่นความถี่วิทยุ กฎหมายนี้ทำให้เกิดการครอบครองกิจการข้ามสื่อได้ โดยเฉพาะสื่อที่ใช้คลื่นความถี่ในการส่งสัญญาณ หลังจากนั้นเป็นต้นมาจึงมีการควบรวมกิจการเยอะมากในอเมริกา ซึ่งมันเป็นเรื่องของกระแสโลก

 ส่วน ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ส.ว.สุพรรณบุรี ผู้มีบทบาทสำคัญในการยกร่างกฎหมายหลายมาตราที่เกี่ยวกับการคุ้มครองเสรีภาพสื่อในรัฐะรรมนูญ ก็เคยยกตัวอย่างกลุ่มธุรกิจสื่อสารมวลชนขนาดใหญ่ของโลกไว้ 4 กลุ่ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป ไม่ว่าจะเป็น กลุ่ม Disney Capital Cities ในประเทศสหรัฐอเมริกา, กลุ่ม AOL TIME WARNER (อเมริกา), กลุ่ม Rupert Merdoch (ออสเตรเลีย) , กลุ่ม บาร์เทิล มานน์ (เยอรมัน)  ซึ่งกลุ่มธุรกิจเหล่านี้มีเครื่องมือสื่อสารทั้งสถานีโทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ อินเตอร์เน็ต ทั้งในประเทศของตนเอง และประเทศอื่นๆ ทั้งในอเมริกา ยุโรป และเอเชีย

 ด้วยข้อมูลเหล่านี้ ทำให้ไม่แน่ใจว่า การหยิบยกตัวอย่างกฎหมายของสหรัฐอเมริกา และยุโรป ขึ้นมาเป็นต้นแบบในการร่างกฎหมายคุ้มครองการทำงานของสื่อมวลชนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการห้ามถือครองหุ้นข้ามสื่อ หรือการสร้างจริยธรรมในตลาดหลักทรัพย์ จะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด

 เพราะดูเหมือนว่าประเทศต้นแบบเองก็ไม่สามารถที่จะยุติสิ่งเหล่านี้ได้

 ประเด็นนี้เองที่ทำให้เห็นว่าการนำสื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็คือ “กระบวนการทำให้ (สื่อ) เป็นสินค้า (commodification) เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงสิ่งของที่มีมูลค่าในการใช้สอย (use-value) ไปสู่สิ่งของใหม่ที่มีมูลค่าในการแลกเปลี่ยน (exchange-value) ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของการผลิตในระบบทุนนิยมเพื่อนำไปสู่การสร้างมูลค่าส่วนเกิน (surplus-value) สำหรับการสะสมทุน”

 “เมื่อสื่อสารมวลชนเป็นภาคเศรษฐกิจหนึ่งในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดำเนินการทางเศรษฐกิจให้เป็นไปตามตรรกะของทุน และมรรควิธีของระบบทุนนิยม ยิ่งไปกว่านั้น การที่สื่อเป็นสถาบันย่อยที่มีอิทธิพลสูงของระบบทุนนิยมทั้งหมด สถาบันสื่อจึงจำเป็นต้องทำหน้าที่ธำรงรักษาการดำรงอยู่ของระบบทุนนิยม ดังนั้นการคาดหวังว่าสื่อจะทำตามความต้องการของประชาชนโดยส่วนใหญ่จึงดูจะเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน” (รศ.ดร.กนกศักดิ์ แก้วเทพ : เศรษฐศาสตร์การเมืองของสื่อสารมวลชน)

ทางออกของสื่อยุคใหม่ : สื่อทางเลือก

 ขณะที่นักวิชาการและสื่อมวลชนกลุ่มหนึ่งเห็นว่า การร่างกฎหมายเป็นทางออกในการป้องกันการครอบงำสื่อ แต่นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งก็มีข้อเสนอเกี่ยวกับทางเลือกที่สื่อจะสามารถดำรงตนให้อยู่บนความเสรีได้โดยที่ไม่ต้องนำตัวเองเข้าไปอยู่ภายในระบบ หรือเป็นสื่อภาคประชาชน ก่อตั้งโดยประชาชน ภายใต้แนวคิด สื่อพลเมือง (Citizen’s Media)

 - นสพ.ฮันเกียวเร สื่อของประชาชนเกาหลี

 หนังสือพิมพ์ฮันเกียวเร เกิดขึ้นหลังจากที่ประชาชนเกาหลี 10 ล้านคนปฏิวัติขับไล่ประธานาธิบดีซุนดูวอน ได้สำเร็จ ในปี 1987 จึงได้มีการเรียกร้องสื่อเสรีขึ้น โดยมีสมาชิกร่วมก่อตั้ง 3,344 ราย ทั้งที่เป็นนักศึกษา ศิลปิน และนักการเมือง

 ปี ค.ศ.1980 มีการระดมเงินจากประชาชนได้ 5,000 ล้านวอล (125 ล้านบาท ในขณะนั้น) ตั้งเป็นกองทุน ก่อตั้งหนังสือพิมพ์อิสระภายใต้ชื่อ ‘ฮันเกียวเร’ โดยจำหน่ายในราคาเล่มละ 100 วอล (10 สลึง หรือ 2.50 บาท) มียอดจำหน่าย 500,000 ฉบับ ค.ศ.1988 นักศึกษา ปัญญาชน สนใจเข้าร่วมงานกับหนังสือพิมพ์ ฮันเกียวเร จำนวนมาก แม้รายได้จะน้อย

 ปัจจุบัน หนังสือพิมพ์ฮันเกียวเร มีสมาชิกถือหุ้น 65,000 คน ดำรงความเป็นอิสระจากกลุ่มทุนธุรกิจ และการเมือง มีการก่อตั้งสหภาพแรงงานของหนังสือพิมพ์ฮันเกียวเร ซึ่งถือว่าเป็นสหภาพแรงงานที่แข็งแกร่งมากในประเทศเกาหลี (ใต้) ในกองบรรณาธิการมีความเป็นอิสระ เนื่องจากจะใช้ระบบเลือกตั้งผู้บริหาร คณะกรรมการผู้จัดการใหญ่ รวมถึงเลือกตั้งบรรณาธิการ ซึ่งจะมีวาระ 2 ปี

 - Oh My News ข่าวของ “ฉัน” คนเกาหลี

 Oh My News หนังสือพิมพ์ออนไลน์ในประเทศเกาหลี ก่อตั้งขึ้นภายใต้แนวคิดเรื่องสื่อพลเมือง (Citizen’s Media) คือให้ประชาชนมีบทบาทเป็นเจ้าของ เป็นผู้อ่าน เป็นผู้เขียน หากชื่นชอบงานเขียนของใครก็สามารถสนับสนุนเงิน หรือสามารถที่จะเขียนส่งเข้าไปเองก็ได้ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูได้ใน www.ohmynews.com ส่วนใหญ่เนื้อหาจะเป็นภาษาเกาหลี แต่มีบางส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษ และนับว่าเป็นสื่อทางเลือกอีกรูปแบบหนึ่งภายใต้สังคมโลกาภิวัตน์

แม้ทางออกของสื่อมวลชนไทยวันนี้อาจจะดูว่ามีให้เลือกอยู่ 2 ทาง ระหว่างการนำตนเองเข้าสู่ระบบทุนนิยม แล้วร่างกรอบกฎหมายคุ้มครอง กับการผลักดันให้สื่อเข้าไปอยู่ในมือของประชาชนเพื่อให้พวกเขาร่วมกันต่อสู้กับสื่อที่มีแบรนด์ กระแสหลัก แต่สิ่งเหล่านี้มันอยู่ที่ว่าตัวของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเองให้นิยามคำว่า “สื่อ” เป็นของ “ใคร” ระหว่าง “สื่อ” ของ “สื่อ” หรือ “สื่อ” ของ “ประชาชน”  ระหว่างเสรีภาพของสื่อ กับ เสรีภาพของประชาชน ตัวสื่อมวลชนเองจะเลือกนิยามคำเหล่านี้ว่าอย่างไร

บทความจาก ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง : ถ้ามี ‘มองต่างมุม’ ในยุคทักษิณ

แรกๆ ก็แปลกใจ เมื่อนิตยสารแฮมเบอร์เกอร์ (HAMBURGER) มาขอสัมภาษณ์.. 

ทราบมาว่า ‘แฮมเบอร์เกอร์’ เป็นนิตยสารแนวบันเทิงสมัยใหม่ ที่กำลังฮอตฮิตในหมู่คนวัยรุ่นหนุ่มสาว ไม่เน้นเนื้อหาการเมือง การเศรษฐกิจ 

 แต่คำถามของคนหนุ่มผู้สัมภาษณ์ กลับทำให้คนแก่กว่าอย่างผมคิดได้คิดอะไรหลายอย่าง...

เขาถามว่า  : “ถ้าช่วงนี้ สื่อมวลชนไม่ถูกแทรกแซง ไม่ถูกเซ็นเซอร์ ไม่ถูกกดดัน ไม่ถูกครอบงำ ไม่ถูกปิดรายการต่างๆ  สมมติว่า มีรายการ ‘มองต่างมุม’ เกิดขึ้น  อาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง  จะเชิญใครมาออกรายการ

 ‘มองต่างมุม’ เป็นรายการโทรทัศน์สาระ แบบ ‘ถามสด’ ที่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมตั้งประเด็นคำถาม พูดกันอย่างตรงไปตรงมา เป็น ‘ตลาดความคิดเสรี เวทีประชาชน’  

คำถามของนักข่าวผู้นี้  สะท้อนคำถามให้คิดตามหลายอย่าง...

 เขาถาม   เพราะรู้สึกว่า ตอนนี้สื่อมวลชนไม่มีอิสรเสรีภาพ ถูกแทรกแซง เซ็นเซอร์ กดดัน ครอบงำ?

 เขาถาม   เพราะอยากรู้ว่า คนที่เคยจัดรายการวิทยุโทรทัศน์มามากกว่าสิบปี คิดอะไรกับบ้านเมืองในช่วงนี้  และถ้าจะนำเสนอสาระให้ครบทุกมุม ควรจะเชิญใคร จึงจะน่าสนใจ?

 เขาถาม   เพราะอยากรู้ว่า ในสภาวะบ้านเมืองยามนี้ ประชาชนจะอยากฟังใคร?   ผมตอบไปว่า

 ‘มองต่างมุม’ นัดที่ 1  จะเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มาพบกับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน  และอาจจะเติมความเข้มลึกของรายการโดยคุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี และประธาน กอส.

 ทำไมหรือ...  เพราะยุคนี้ ประชาชนคงจะเบื่อ หน่าย เอือม ระอา ที่จะฟังความข้างเดียว ฟังใครพูดคนเดียว กรอกหูทุกเช้าวันเสาร์  ได้ฟังมาตลอดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คิดอย่างไร มองอย่างไร เห็นอย่างไร ควรทำอย่างไร     และได้รับฟังแต่เฉพาะว่าอะไรดี-ไม่ดี- เฉพาะในมุมมองของทักษิณ

 ประชาชนคงอยากจะได้ฟังความคิดเห็นในมุมมองที่รอบด้าน มุมมองของผู้นำฝ่ายค้าน ผู้ติดตามตรวจสอบรัฐบาล  เพราะจะได้รู้ ได้เห็น และได้มองในอีกมุมหนึ่ง ซึ่งจะได้มองเห็นจุดบกพร่อง จุดอ่อน หรือจุดที่ต้องระมัดระวังในการกระทำของฝ่ายบริหาร 

 อย่าลืมว่า  ฝ่ายค้านไม่มีอำนาจเท่าฝ่ายบริหาร เป็นฝ่ายตรวจสอบ  เขาจึงต้องใช้สติปัญญามากกว่าคนที่ใช้อำนาจ ต้องรู้ทันคนที่ใช้อำนาจ  การได้ฟังมุมมองของฝ่ายตรวจสอบจึงทำให้รู้รอบ รู้ทัน จะได้ไม่ถูกต้ม!

 นอกจากนี้  ประชาชนคงอยากจะชั่งน้ำหนักความคิด  อยากเห็นมุมมองของคุณอานันท์ ปันยารชุน ผู้มีคุณวุฒิ ประสบการณ์ ทั้งในแวดวงราชการชั้นสูง วงการธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศ  ทั้งปัจจุบันยังทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมืองอยู่ในฐานะประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ 

 ตอบไปแล้ว  นักข่าวหนุ่มก็แสดงออกด้วยการพยักหน้า  พอใจ

 ‘มองต่างมุม’ นัดที่ 2  จะเชิญคุณสมัคร สุนทรเวช กับคุณดุสิต ศิริวรรณ มาพบกับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล และคุณสุทธิชัย หยุ่น

 ทำไมหรือ... เพราะคนดูจะได้ไม่ต้องฟังคนปากดี พ่นน้ำลายฝอยออกจอ ออกอากาศอยู่ข้างเดียว ประชาชนคงอยากรับฟังมุมมองอื่น โดยเฉพาะมุมมองของคุณสนธิ กับ คุณสุทธิชัย ซึ่งได้รับการยอมรับว่า เป็นสื่อมวลชนที่มีมุมมองความคิดเฉียบคม รู้ลึก รู้ทันยุค ทันเหตุการณ์ มีสติปัญญา มีฝีปาก เพียงแต่ไม่ปากดี ไม่ปากหอยปากปู

 ตอบไปแล้ว  เห็นนักข่าวหนุ่มซี๊ดปาก อยากดู

 ‘มองต่างมุม’ นัดที่ 3 จะเชิญนายหญิง มาพบกับเจ๊ใหญ่  และเติมด้วยเจ๊แดง ระเบียบจัด

 ทำไมหรือ... เพราะคนดูจะได้รู้ว่าเบื้องลึกเบื้องหลังในความยิ่งใหญ่ของชาย ว่าเป็นฝีไม้ลายมือของหญิงใด ผู้คอยพยุงอยู่   คนจะได้เข้าใจเบื้องหลังอำนาจอิทธิพลของจริงในวัฒนธรรมสังคมไทย

 จะได้รู้กันไปเลยว่า ใครกันแน่คือผู้กำกับ ใครกันแน่ที่เข้าถึงกว่ากัน มีอิทธิพลกว่ากัน น่าเชื่อกว่ากัน  ใครน่าพึงใจ น่าไว้ใจกว่ากัน

 พอบอกไปแล้ว  เห็นนักข่าวหัวเราะชอบใจ

 ‘มองต่างมุม’ นัดที่ 4 จะเชิญคุณวิษณุ เครืองาม กับคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาพบกับคุณสัก กอแสงเรือง กับอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี

 ทำไมหรือ... ประชาชนคงอยากรู้ว่า อะไรคือหลักการ อะไรคือหลักกู 

 ใครคือคนที่รักษาจุดยืนบนหลักการ  ใครคือคนที่ถูกกล่าวหาว่าแผ่นเสียงตกร่อง แล้วใครคือคนที่ไม่มีหลักการแน่นอน เช่าได้ เปลี่ยนจุดยืนได้ เปลี่ยนแผ่นเสียงได้ตามใจนาย!

 ตอบไปแล้ว  นักข่าวหนุ่มเบือนหน้า อาย

 ‘มองต่างมุม’ นัดที่ 5 จะมองต่างมุมในลักษณะ ‘ตามหาแก่นธรรม’ โดยเชิญคุณวิษณุ เครืองาม  กับพระระดับสมเด็จ มาพบกับพระคุณเจ้าหลวงตาบัว กับนายทองก้อน  

 เพื่อว่าคนดูจะได้รู้แจ้งเห็นจริง  อะไรคือแก่น อะไรคือเปลือก อย่างไหนตกนรก อย่างไหนขึ้นสวรรค์

 ‘เทวทัต’ เป็นอย่างไร  อย่างไหนเรียกเมตตา หรือใครเมตตาใคร  รวมไปถึงว่า  พุทธจักรกับอาณาจักร จะสัมพันธ์กันอย่างไร?

 บอกไปแล้ว เห็นนักข่าวหนุ่มเหงื่อแตก.. รีบลากลับไป  (ฮา)

คุยกับนิตยสารบันเทิง ก็เลยได้คิดอะไรที่มันบันเทิงใจบ้าง

 ขอบคุณคำถามดีๆ ที่ช่วยให้ได้คิดฝันอะไรเพลินๆ ได้นึกหวังถึงวันคืนที่บ้านเมืองของเราจะมีสื่อเสรี สื่อสาระ เพื่อประชาธิปไตย และเพื่อการเรียนรู้ของคนไทยทั้งประเทศ 

นักข่าวเนชั่น "แฉ"

 

หน้า 1 จาก 2

ความล้มเหลวของสื่อ

บทความของ ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวของ ‘เดอะ เนชั่น’ ชิ้นนี้ ได้รับการปฏิเสธจากบรรณาธิการของตนเพื่อตีพิมพ์

ใน‘เดอะ เนชั่น’ ประชาไท จึงได้นำมาเผยแพร่ ในฉบับแปลภาษาไทยโดยเจ้าตัวเอง

วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2549

ที่มา : www.weekendcorner.com

ถึง แม้สาธารณชนจำนวนมากโดยเฉพาะคนชั้นกลาง และชนชั้นนำเก่า จะขานรับการปฏิวัติยึดอำนาจโดยการใช้กำลังเมื่อ

คืนวันอังคาร (19 ก.ย.49) อย่างอบอุ่น แต่ก็ไม่มีหลักประกันอันใดว่า การทำรัฐประหารจะไม่สร้างปัญหามากกว่าแก้

ผู้นำรัฐประหารอ้างว่า ต้องการแก้ปัญหา ‘ระบอบทักษิณ ชินวัตร’ ซึ่งถูกกล่าวหาว่า โกงกินและรวบอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ

เปลี่ยนแปลงรัฐไทยเป็นรัฐตำรวจ แต่การแก้ปัญหาด้วยกระบอกปืนและรถถัง ย่อมเป็นการกระทำผิดซ้ำซ้อนที่น่าจะสร้าง

ปัญหามากขึ้น

ใน คืนวันอังคารที่ 19 กันยายน สังคมไทยได้ถูกผลักโดยกระบอกปืน จากสภาพสังคมที่กำลังกลายเป็นรัฐตำรวจที่ปกครอง

โดยกลุ่มธุรกิจการเมือง อย่างเบ็ดเสร็จภายใต้ระบอบทักษิณ ไปสู่สภาพการกลายเป็น ‘รัฐทหาร’ ที่มีการบังคับผู้คนด้วยปาก

กระบอกปืนและรถถัง

ถึง แม้กลุ่มผู้นำรัฐประหารจะนำเอาคำว่า ‘ประชาธิปไตย’ มาประกอบชื่อของกลุ่มตน โดยเรียกชื่อตนเองว่า ‘คณะปฏิรูป

การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ แต่ย่อมเห็นได้ว่า การกระทำรัฐประหารนั้น มิ

มีทางที่จะเป็นประชาธิปไตยได้ เพราะพวกเขาเลือกใช้วิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในการที่จะแก้ปัญหาประเทศ ให้เป็น

ประชาธิปไตย

ณ วันนี้ สถานะสังคมไทยนั้น ชัดเจนแล้วว่า เป็นสังคมประชาธิปไตยที่ล้มเหลว (failed democracy) เพราะว่าสังคมส่วน

ใหญ่รวมทั้งสื่อส่วนใหญ่ ยอมรับและเชื่อว่า นี่คือการแก้ปัญหาทางเดียวที่ทำได้

สื่อไทยเกือบทั้งหมด นอกจากมิได้พยายามปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนเองแล้ว พวกเขากลับยอมรับ หรือแม้กระทั่งเห็นดี

หรือสนับสนุนผู้กระทำการนอกกฎหมาย ล้มล้างรัฐธรรมนูญด้วยกระบอกปืน พวกเขากำลังเล่นบทบาทสร้างความชอบ

ธรรมให้กับกลุ่มปฏิวัติผู้กระทำการนอก กฎหมายโดยการ

ใช้กำลังล้มล้างรัฐธรรมนูญและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ถือว่าเป็นความล้มเหลวของสื่อมวลชนไทยโดยรวมครั้งสำคัญ

ในประวัติศาสตร์ เพราะพวกเขาเหล่านั้นเกลียดชังทักษิณเสียจนเชื่อว่า ทำอย่างไรก็ได้ ขอให้ทักษิณออกไปก็พอ

มิหนำซ้ำพวกเขา ซึ่งรวมถึงนักหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ กำลังสวมบทบาทสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มปฏิวัติทั้งทางตรง

และทางอ้อม โดยบอกกับสาธารณชนว่า การกระทำรัฐประหารนั้น นอกจากเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ยังเป็นสิ่งที่ควรแก่

การยอมรับและยกย่องว่าดีงาม

เพราะ ฉะนั้น คืนวันอังคารที่เกิดการยึดอำนาจ สื่อไทยได้ถูกผลักจากการอยู่ในสภาพที่ถูกคุกคามโดยรัฐธุรกิจ-ตำรวจของ

ทักษิณโดยวิธีการแยบยลต่างๆ ไปสู่การถูกควบคุมโดยกระบอกปืนของทหารที่ยึดอำนาจและกำลังทำให้สังคมไทย

กลายเป็นสังคมที่ผู้มีอาวุธและอำนาจไม่ต้องฟังเสียงอันแตกต่าง ดังเห็นได้จากคำสั่งของคณะปฏิรูปฯที่ควบคุมโทรทัศน์

อินเตอร์เนท การแสดงความเห็นทางเวบบอร์ด และปิดวิทยุชุมชนที่พวกเขาเชื่อว่า สนับสนุนนายทักษิณผู้เป็นทรราช ข่าว

จากต่างประเทศทางโทรทัศน์ เช่นบีบีซี และซีเอ็นเอ็น ก็ถูกปิดกั้นใน 3 วันแรก โดยที่ทางสถานียูบีซีที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดถูก

บังคับให้ทำตาม

ทุก คนคงทราบดีว่า ทักษิณนั้นถือว่า สื่อใดก็ตามที่วิจารณ์พรรคไทยรักไทยและรัฐบาลไทยรักไทยนั้นไม่ต่างจากศัตรู และ

พยายามคุกคาม แทรกแซง ทำลายในทุกวิถีทาง มาวันนี้พวกผู้นำทหารและแม้กระทั่งนักข่าวและบรรณาธิการจำนวนไม่

น้อยกลับมี ความคิดมิต่างจากทักษิณ โดยเชื่อว่า ไม่ควรมีการวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มทหารที่ยึดอำนาจ เมื่อใดก็ตามที่นักข่าว

และบรรณาธิการเริ่มคิดเหมือนทหารหรือทักษิณในแง่ของการยอมรับความเห็นต่าง ไม่ได้ มันย่อมเป็นดรรชนีชี้ให้เห็นถึง

สภาพสังคมไทยที่เป็นสังคม ‘ประชาธิปไตยล้มเหลว’ พวกคนเหล่านี้เชื่อว่าสาธารณชนนั้นขาดซึ่งวุฒิภาวะในการคิด

ตัดสินใจด้วยตน เอง จึงพยายามปิดกั้นความคิดเห็นต่าง ไม่ยอมรับการถกเถียงอย่างเปิดเผยและเสรีในที่สาธารณะ

หน้า 2 จาก 2

ความล้มเหลวของสื่อ

ดูเหมือนสื่อ (และแม้แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนไทยจำนวนไม่น้อย) กำลังให้เวลาฮันนีมูนกับกลุ่มเผด็จการทหารที่ยึดอำนาจ ซึ่ง

ถือได้ว่าเป็นการยอมรับความไม่ชอบธรรมของผู้ที่ใช้กำลังอาวุธเข้า ตัดสินปัญหา

สำหรับสื่อแล้ว นี่ถือได้ว่าเป็นการกระทำอัตวิบาตกรรมทางวิชาชีพ ในขณะที่ประชาคมโลกกำลังตกตะลึงถึงความอ่อนด้อย

ทางวัฒนธรรมประชาธิปไตยของ คนไทย สื่อได้เลือกที่จะแปลงตนเองกลายเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มทหารนอกกฎหมาย และ

ถึงแม้ว่าเรามิอาจจะรู้ได้ว่า การควบคุมสื่ออย่างไร้ความชอบธรรมจะมีมากขึ้นหรือดำรงอยู่อีกต่อไปนานเพียง ใด แต่

ผลกระทบต่อคนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีผลไปในทางการปลูกฝังความเชื่อ ที่ว่า การใช้อำนาจและกำลังอาวุธในการ

แก้ปัญหาเป็นวิธีที่เลิศสุดในการหาทางออกของ สังคมกำลังเกิดขึ้นแล้ว

หนทางจากนี้ไป ย่อมนำไปสู่สังคมที่ศิโรราบต่อผู้ใดก็ตามที่มีกำลังมากกว่าอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

สื่อสนับสนุนเผด็จการ

 

- 1 -

บทความโดย ประวิตร โรจนพฤกษ์

ประชาไท

วันที่ : 21/12/2549

หนังสือพิมพ์ไทยในปัจจุบัน กำลังยืนอยู่บนทางแพร่งที่สำคัญทางการเมืองหลังจากเกิดเหตุ

รัฐประหารยึดอำนาจวันที่ 19 กันยายน สื่อต่างชาติเองก็ตกตะลึงกับจุดยืนสื่อไทยที่ส่วนใหญ่

สนับสนุนหรือไม่ก็เห็นใจคณะผู้ก่อการอยู่ลึกๆ

เกิดอะไรขึ้นกับหนังสือพิมพ์ที่เรียกตนเองว่า ก้าวหน้าฉบับต่างๆ ทั้งภาษาไทยและเทศ ทำไมพวกเขาเหล่านั้น

ที่ทำหน้าที่สื่อและมักถูกมองว่า เป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์จรรโลงไว้ซึ่งความเป็นประชาธิปไตยในเมืองไทย

กลับมาเขียนเชียร์ให้ความชอบธรรมแก่คณะรัฐประหาร

คงไม่ต้องเท้าความกันให้มาก ว่ากลุ่มชนชั้นกลางและอภิสิทธิ์ชนเก่านั้นได้ออกมาต่อต้านการละเมิดสิทธิและ

ทำลายระบอบประชาธิปไตยโดยอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร และพรรคพวก

ทักษิณและพวกนั้นถูกกล่าวหา (อย่างค่อนข้างจะน่าเชื่อถือมาก) ว่ากระทำการละเมิดกฎหมาย ทำลาย

กฎเกณฑ์บ้านเมืองสารพัด จนกระทั่งกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้นายกฯลาออกขยายตัวมากขึ้นทุกที แต่ใน

ขณะเดียวกันคนยากคนจนในชนบทจำนวนมากยังคงพอใจกับโครงการประชานิยมสารพัดรูปแบบ

ในประเทศที่คน 60 เปอร์เซนต์ของสังคมเป็นคนจน คนชนบทนั้น การที่หนังสือพิมพ์ไทยไม่ใส่ใจ

เสนอความเห็น ความรู้สึกของเขาต่อการกระทำรัฐประหาร ย่อมมิต่างจากการปฏิเสธความมีตัวตน

ของคนส่วนใหญ่ในสังคม

หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่เสนอว่า การกระทำรัฐประหารเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือแม้กระทั่งถึงกับสรุปว่า เป็น

สิ่งที่ดีต่ออนาคตประชาธิปไตยไทย

มิหนำซ้ำสื่อสิ่งพิมพ์เหล่านี้ยังช่วยสร้างความเชื่อที่คลาดเคลื่อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนการทำ

รัฐประหาร ในขณะที่พวกเขามิได้สนใจสัมภาษณ์คนชนบททั่วไปอย่างลึกซึ้งแต่อย่างใด

อีกประการหนึ่ง คือการที่สมาคมองค์กรวิชาชีพสื่อ กระปรี้กระเปร่ากับการคัดสรรเสนอตัวแทนของพวกตน (ซึ่ง

ส่วนใหญ่เป็นเพียงตัวแทนของกลุ่มผู้มีอำนาจในองค์กรสื่อ เช่น บรรณาธิการ หรือเจ้าของสื่อ) เพื่อเข้าไปร่วม

เป็นสมาชิกทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมัชชาประชาชนแห่งชาติ ซึ่งองค์กรเหล่านั้นเสมือนหนึ่ง

เป็นเพียงเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับคณะรัฐประหาร โดยพวกเขาอ้างว่า จะเข้าไปช่วยต่อสู้คุ้มครอง

สิทธิเสรีภาพสื่อและอื่นๆ

บทบาทเหล่านี้ชี้ให้เห็นชัดว่า หนังสือพิมพ์ไทยในปัจจุบันเป็นตัวแทนของชนชั้นกลางและชนชั้นนำมากกว่าคน

ส่วนใหญ่ในประเทศ เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า หนังสือพิมพ์ "คุณภาพ" ที่เคยต่อสู้มาหลาย

ทศวรรษเพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย จนกระทั่งชนชั้นกลางมีเสรีภาพมีสิทธิมากในปัจจุบัน มิได้คิดที่จะ

ขยายบทบาทการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยของคนส่วนใหญ่ในประเทศ พวกเขามิสามารถเรียก

ตนเอง ว่าเป็นพลังแห่งประชาธิปไตยต่อไปได้ หากพวกเขาสนใจเพียงแค่ผลประโยชน์ของชนชั้นกลางและชน

ชั้นนำ (ซึ่งก็คือชนชั้นของพวกเขาเอง)

มิหนำซ้ำการที่พวกเขาออกมาสนับสนุนคณะรัฐประหารและรัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหารทั้งทางตรงและ

ทางอ้อมชี้ให้เห็นว่า พวกเขากำลังจะกลายเป็นพลังแห่งการต่อต้านประชาธิปไตยไปด้วยซ้ำ เพราะอ่านดู

หนังสือพิมพ์หลายฉบับก็มักจะพบข้อความทำนองว่า สังคมนี้คงเหมาะที่จะมีการปกครองโดยระบบอุปถัมภ์โดย

ชนชั้นนำที่อ้างว่ามีคุณธรรมอยู่ทั่วไป และคนส่วนใหญ่ที่ไร้การศึกษา น่าจะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ตามและผู้ถูก

ปกครองก็เพียงพอ เพราะพวกเขาได้พิสูจน์แล้วว่า พวกเขาได้ตัดสินใจผิดในการเลือกนายทักษิณซ้ำแล้วซ้ำ

อีก

- 2 -

หากทว่าสังคมนี้จะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไรในเมื่อความเห็นของคนส่วนใหญ่ได้รับการปฏิเสธ เพิกเฉย

หรือแม้กระทั่งดูถูกจากสื่อที่เรียกตนเองว่ามีคุณภาพและเชิดชูประชาธิปไตย

จึงไม่เป็นที่แปลกใจที่ว่า ทำไมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีคนพยายามผลักดัน คิดค้นสื่อทางเลือกที่ให้พื้นที่กับ

ชาวบ้านและคนส่วนใหญ่มากขึ้น ซึ่งประสบความสำเร็จมากน้อยต่างกันไป แต่คำถามที่สำคัญยังคงอยู่ที่

หนังสือพิมพ์กระแสหลักที่อ้างว่ามีคุณภาพ พวกเขาจะปิดหู ปิดตา ไม่รับรู้ และสร้างความเป็นชายขอบให้แก่

คนส่วนใหญ่ของประเทศต่อไปอีกนานแค่ไหน

แน่นอนพวกเขาสามารถพยายามคิดแทนคนที่เหลือในสังคมต่อไปได้ แต่นั่นก็หมายถึงความเสี่ยงต่อการเกิด

การปะทะกันในสังคม เนื่องจากความไม่เท่าเทียม การขาดซึ่งเวทีถกเถียงแลกเปลี่ยน และการขาดความเป็น

ประชาธิปไตยอย่างแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต

บทความนี้แปลจากบทความภาษาอังกฤษของผู้เขียนที่นำเสนอ ณ การประชุมสิทธิมนุษยชนประจำปี

ครั้งที่ 2 ฯ เมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 26-27 ตุลาคม 2549

สื่อคนไหน "เลีย" ทหาร

 

- 1 -

โดย 02869ONEMAN

จาก www.mydcode.com

วันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2549

คนชนะก็อวยยศให้กับแม่ทัพนายกองไพร่ราบทหารเลวกันตามธรรมเนียม

ผมก็ขอแสดงความยินดี กับอรหันต์ทองคำในแวดวงสื่อมวลชน ที่เป็นกำลังหลักในการโค่นล้มจมนาวา

รัฐบาลประชาชนของคุณทักษิณจนเรียบร้อย

บำเหน็จรางวัลในตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ใต้เงาเผด็จการทหาร ที่ได้รับมาเที่ยวนี้ก็เลย

ถ้วนหน้ากันไป

ใครเป็นใครหน้าตาเป็นไง ไปดูกันด้านล่าง ขอให้ได้รับความปรารถนาดีจากป๋าและลูกป๋านะครับ

กำแหง ภริตานนท์

ผลงานเด่น-เจ้าของคอลัมน์ปลายนิ้วนายกำแหง ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่มีบทบาทจิกตีทักษิณอย่างเอา

การเอางาน ปัจจุบันอายุ 63 ปี พื้นเพเป็นคนหลังสวน จ.ชุมพร แน่นอนว่าเป็นคนใต้เช่นเดียวกับป๋า

(สเปคนี้สำคัญมาก)พ้นจากรั้วแม่โดม ก็ตบเท้าเข้าสู่ยุทธจักรหนังสือพิมพ์ ตั้งแต่ปี 2509 ด้วยการเป็น

ผู้สื่อข่าวการเมือง น.ส.พ.ไทยรัฐ, หน.ข่าวการเมืองสยามรายวัน ,บรรณาธิการน.ส.พ.เสียงใหม่ บก.น.ส.

พ.ประชาธิปไตย หน.ข่าว น.ส.พ.ดาวสยาม หน.กองบก.เสียงปวงชน บก.ข่าวแนวหน้า หน.ข่าวการเมือง

เดลินิวส์ ผช.หน.กองบก.เดลินิวส์

ปัจจุบันเป็นรองบก.บริหารน.ส.พ.เดลินิวส์

เคยเป็นเลขาธิการสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย

ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กรรมการบริหารสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่ง

อาเซียน และกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ.

คำนูณ สิทธิสมาน

ผลงานเด่น-เป็นคอลัมนิสต์ชื่อดัง ในนามปากกา"เซี่ยงเส้าหลง"ในเครือผู้จัดการของสนธิ ลิ้มทองกุล

มีบทบาทสำคัญในการลากไส้ฝ่ายซ้ายเก่า(ก็ฝ่ายเดียวกับคำนูณในอดีตนะแหละ)ที่อยู่ซีกรัฐบาล เช่นหมอ

มิ้ง,ภูมิธรรมและมิตรสหายสายอีสานใต้ เพื่อดิสเครดิต และปิดกั้นการสนับสนุนจากมวลชนฝ่ายทักษิณ

เพราะคำนูณเป็นแอ็คทิวิสต์ฝ่ายซ้าย อดีตเลขาฯศูนย์มาก่อน จึงสันทัดงานเจาะทะลวงเข้าไปทำแนวร่วม

หลังแนวข้าศึก

ประวัติ-ด้วยความที่เป็นฝ่ายซ้ายมาก่อน เคยเป็นอดีตเลขาธิการศูนย์นิสิตฯ เคยมีบทบาทคัดค้านโจมตี

ศักดินา เผด็จการอำนาจนิยมมาก่อน

มาวันนี้เมื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสิ่งที่เคยด่าไว้มาก อาจทำให้คำนูณเข้าใจ สิ่งที่เขาเคยด่าเคยคิด

โค่นล้มไว้ได้ดีขึ้น ขอให้มีความสุขนะจ๊ะ

- 2 -

ชัยอนันต์ สมุทวณิช

ผลงานเด่น-ใครๆอาจรู้จักอาจารย์ชัยอนันต์ในฐานะนักวิชาการ แต่ผมว่าท่านเป็น"สื่อ"มากกว่า และเป็น

สื่อในแวดวงเครือข่ายของสนธิ ลิ้มทองกุลซะด้วย ผลงานเด่นล่าสุดคือล่ารายชื่อ 99 นักวิชาการ

และสตรีในสังคมชั้นสูงยื่นฎีกาให้ทักษิณลาออก

อดีตท่านเคยเป็นนักวิชาการที่โปรประชาธิปไตย และเคยร่วมลงนามในชื่อ 99 นักวิชาการภาคประชาชน

ขอรัฐธรรมนูญจากจอมพลถนอม ก่อนเกิดกรณี 14ตุลาฯ16

ท่านเคยตำหนิพวกศักดินาเผด็จการทหารอำนาจนิยมไว้มาก ก็คงจะต้องมาเผชิญชะตากรรมเดียวกับ

คำนูณ

นั่นก็คือได้จูบปากกับพวกโสโครกปฏิกูลที่ตัวเคยว่าเขาเลวเช็ดซะให้เข็ด

ก็ขอให้มีความสุขอีกคน

แถมสิน รัตนพันธ์

ผลงานเด่น-นักเขียนก๊อสซิปชื่อดังในนามลัดดา ซุบซิบ ซึ่งระยะหลังมาซุบซิบให้โลกระบือในเครือ

ผู้จัดการของสนธิ ลิ้มทองกุล (อีกแล้วครับทั่น)

ก่อนจะมาปักหลักล่าสุดที่โพสต์ทูเดย์ของสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ที่พักหลังมาปักหลักไล่ทักษิณอย่างเอา

การเอางาน นับแต่การรถไฟฯกับราชพัสดุจะขอขึ้นค่าเช่าห้างเซ็นทรัล

แถมสินเป็นคนปักษ์ใต้บ้านเดียวกับป๋า เพราะเป็นคนพัทลุง เป็นศิษย์เก่ารุ่นลมหวนรุ่นเดียวกับBJ-บิ๊กจิ๋ว

จึงมีอายุ 77 กะรัตในปีนี้ ถือว่าเข้าเทร็นด์ยุคคนชรามาแรง

ลัดดาคงจะได้ซุบซิบให้มันส์ระเบิดสภาท็อปบู๊ตก็คราวนี้

ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์

ผลงานเด่น -ติวเตอร์หมูเคยลงสมัครสารพัดอย่าง ทั้งส.ส.ก็แพ้ ส.ก.ก็พ่าย เหลือแต่ยังไม่สมัครนายกฯ

อบต. แต่มาได้คะแนนขึ้นที่1สว.กทม.เที่ยวล่าสุด ก็เพราะผลงานเด่นดังในฐานะคอลัมนิสต์ประจำหัว

เขียว แต่ค่ายผู้จัดการ(ของใครเนี่ย..?)

ขึ้นบัญชีให้แฟนๆม็อบกู้ชาติ"ต้องเลือก"เพราะผลงานด่าทักษิณ ว่าการแปรรูปวิสาหกิจจะทำให้ไทยเป็น

อาร์เจนตินาภาค2เข้าตากรรมการ ที่ชื่อสนธิ ลิ้มฯจนเคยได้รับเกียรติขึ้นเวทีกู้ชาติมาแล้ว

แต่อย่างไรก็ตามมีคนนึงที่เรียกติวเตอร์หมูด้วยความให้เกียรติ เพราะขึ้นต้นด้วยคำว่า"ไอ้อสัดด"ทุกคำ

คือ"เจ๊เช็ง" ที่โดนติวเตอร์โกงเงิน เดือดร้อนจนต้องปล่อยเทปลับออกมาให้ฮือฮากันทั้งเมือง

(อยากรู้ว่าเป็นใครก็หาอ่านตามกระทู้เก่าๆก็แล้วกัน)

นางบัญญัติ ทัศนียะเวช

ผลงานเด่น-ในวงการสื่อมวลชนมี2เจ๊ผู้ยิ่งใหญ่ เจ๊แรกย่อมเป็นเจ๊ยุ หรือยุวดี ธัญสิริ ภริยาบิ๊กยักษ์ อีกเจ๊ก็

ย่อมเป็น"เจ๊หยัด"นี่แหละครับ

เจ๊เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากพรรคพวกให้เป็น ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติสมัยที่ 5 เมื่อเดือน

มีนาคมที่ผ่านมา และมีบทบาทเด่นๆ ด้วยการร่วมกับสภาทนายความเสนอนายกฯม.7มาแล้วด้วย

- 3 -

ปัจจุบันอายุ 74 ปี นับว่าเข้าเทร็นด์ยุคผู้ชรามาแรง เคยทำงานในตำแหน่งเป็นนักข่าวสายการเมือง

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ จนกระทั่งเกษียณอายุ

เคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ปี 2534-2535 และรองประธานสภาการ

หนังสือพิมพ์-แห่งชาติ สมัยที่ 1 และ 2 และสมัยที่ 4 ระหว่างปี 2541-2544 และปี 2547-2549

นายไพศาล พืชมงคล

ผลงานเด่น-นอกจากเป็นเจ้าของสำนักธรรมนิติแล้ว ไพศาลยังโดดเด่น ในฐานะคอลัมนิสต์เจ้าของ

นามปากกา"สิริอัญญา"ในเครือผู้จัดการ(อีกแล้วนะเนี่ย)

และล่าสุดเป็นผู้เขียนประกาศๆโปรดฟังอีกครั้งหนึ่งให้กับคณะปฏิรูปซะด้วย โดยประกาศฉบับที่ขึงขัง

คึกคักนั้นมีสนธิใอเดียมา แต่ฉบับไหนที่อีรุมคลุมเครือนั้นBJเขาให้มา ก็เลยงงๆไปตามคนให้ไอเดีย ซะ

งั้น

ไพศาลเคยเป็นซ้ายเก่า เขียนด่าจักพรรดินิยม ศักดินานิยม อำนาจนิยม เผด็จการนิยมมามาก ตอนนี้เมื่อ

มาเป็นขวาใหม่ต้องเขียนประกาศคณะปฏิวัติ ก็เลยสำนวนบางทีติดจะซ้ายเก่าไปหน่อย ก็คงไม่เป็นไร

โปรดควังอีกครั้งหนึ่งนะจ๊ะตัวเอง

ภัทระ คำพิทักษ์

ผลงานเด่น-ปัจจุบันเป็นบก.ข่าวของค่ายโพสต์ทูเดย์ ที่มีบทบาท จิกตีรัฐบาลทักษิณอย่างเต็มเหนี่ยว

นอกจากนั้นยังเป็นนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ที่มีบทบาทโค่นล้มทักษิณอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู

รวมถึงยื่นฎีกาขอนายกฯม.7อีกด้วย

โดยไม่สนใจเลยว่านักข่าวต้องนำเสนอเป็นกลาง แต่ยุคนี้กลายมาเป็นกลุ่มพลังกดดันทางการเมืองแบบมี

conflict of interestหน้าตาเฉย ซะงั้น

แต่ในที่สุดก็ได้บำเหน็จเป็นรางวัลไป ว่าแต่สมาคมนักข่าวจะเสนอข่าวยังไงกันดีหละเนี่ย

เพราะตำแหน่งมันนัวเนียกันไปหมด เป็นทั้งคนชงเอง ตบเอง กินเอง อิอิอิ

นายสมเกียรติ อ่อนวิมล

ผลงานเด่น-ไม่มีอะไรเด่นหรอก ด๊อกเตอร์ผมลอนแค่เป็นลูกป๋าเฉยๆ

(ป๋าเจ้าเก่านะ...ห้ามลบ ไม่ได้เสียดสีใคร)

นายสมชาย แสวงการ

ผลงานเด่น-"เสี่ยเอ๋"เป็นนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ย่อมเคลื่อนไหวเป็น

อันหนึ่งทิศทางเดียวกับสภาการหนังสือพิมพ์ของเจ๊ยุ และสมาคมนักข่าวฯของภัทระ คำพิทักษ์

เสี่ยเอ๋อยู่ในค่ายสำนักข่าว INN ซึ่งเลือดสีสะตอข้นคลั้ก ตั้งแต่หัวคือสนธยาลงมายังหาง

นักข่าวสนามล้วนแต่แหล็งใต้หมด อะไรๆที่เป็นทักษิณถิ่นใต้ย่อมดีหมด ยกเว้นคนชื่อทักษิณ

บรรยากาศสะตอสามัคคีนั้นในแวดวงสื่อมวลชนนับว่าธรรมดา ในเมื่อสนธิคนตรัง สุทธิชัยคนหาดใหญ่

สนธิยา หนูแก้ว INN คนคอน

กำแหงเดลินิวส์คนชุมพร บรรยากาศต่อนี้ไปจะได้หร๊อยจั่งหู๊ เพราะป๋าก็เป็นคนปักษ์ใต้

- 4 -

นายสมหมาย ปาริจฉัตต์

ผลงานเด่น-เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นสื่อที่เป็นกลาง

เที่ยงตรงมีจรรยาบรรณน่าชื่นชม

แต่มาโอนเอนไปในพักหลังๆภายหลังจากสงสัยว่าทักษิณให้อากู๋มาเทกโอเวอร์มติชนนี่แหละ เลยเข้าร่วม

ขบวนการล้มทักษิณกันเต็มลำ

นายสราวุธ วัชรพล

ผลงานเด่น-ค่ายไทยรัฐไม่ได้มีบทบาทโค่นล้มรัฐบาลเด่นนัก ตอนแรกๆออกจะขวางทางสนธิ ลิ้มด้วยซ้ำ

ไป เพราะค่ายผู้จัดการเปิดฉากด่าซะเสียๆหายๆหาว่า เป็นกระดาษเปื้อนหมึกที่ไม่ยอมร่วมขบวนกับสนธิ

โค่นรัฐบาลทักษิณ

แต่หัวเขียวก็ย่อมเป็นหัวเขียววันยังค่ำ โค้งท้ายๆไทยรัฐโดดร่วมขบวนทันในนาทีสุดท้าย โดยเฉพาะการ

เปิดทางให้ชัย ราชวัตร ใช้เวทีผู้ใหญ่มากับบักจ่อยถล่มทักษิณซะมิดดิน

รางวัลก็เลยตกเป็นของลูกป๊ะกำพลด้วยประการฉะนี้

นายสำราญ รอดเพชร

ผลงานเด่น-สำราญไม่เคยทำตัวเด่นเลยเมื่อเขาอยู่กับชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ แห่งค่ายมาตุภูมินานมากกว่า

10 ปี หรือในตอนที่มาอยู่ค่ายเนชั่นกับสุทธิชัย หรือกระทั่งตอนเป็นผู้ดำเนินรายการทางITV แต่หลังจาก

เขาตกงานจากITV ในสภาพไม่ต่างจาก"สุนัขแก่" แล้วสนธิ ลิ้มทองกุล รีบโดดเข้าโอบอุ้ม

และพาเข้ามาทำงานในเครือผู้จัดการ...นั่นแหละสำราญจึงพลิกไปเป็นอีกคน

โดดเด่นสุดก็คงจะเป็นบทบาทโฆษกเวทีกู้ชาติและโฆษกของม็อบพันธมิตร ทำให้สำราญขาดความ

สำราญไปร่วมปี จากชีวิตเพลย์บอยวงการสื่อ พลิกไปเป็นคนเอาการเอางานในม็อบ

แบบที่บอกกับใครต่อใครว่า "เราเป็นพนักงานบริษัทคุณสนธิ เขาใช้ให้ทำอะไรมันก็ต้องทำ.." แต่จริงๆ

เขาก็คง"อิน"กับบทนี้ไปด้วยแหละ

คุ้มค่าแล้วที่หนุ่มใหญ่จากปักษ์ใต้คนนี้(ปักษ์ใต้อีกแว้ว..) จะได้รับรางวัลเป็นเก้าอี้สภาท็อปบู๊ทอีก

ตำแหน่งหนึ่ง

แม้ว่าเขาเคยทำตัวเป็นซ้ายนิดๆต่อต้านคัดค้านเผด็จการทั้งเต็มใบ และครึ่งใบสมัยยุคที่เคยสนิทแน่น

กับชัชรินทร์ก็ตาม

คนอื่นๆในแวดวงสื่อ

*นางสุรางค์ เปรมปรีดิ์-เจ้าแม่ช่อง7

*นายประสาร มาลีนนท์-ช่อง3

*นายพิชัย วาสนาส่ง-ก็ธรรมดาของยุคผู้ชรามาแรง

ขอให้ทุกท่านมีความสุขในสภาท็อปบู๊ทจงทุกๆคน ขอให้เป็นสุขๆเถิด

อย่าได้มีเวรมีกรรมแก่กันและกันเลย จงเป็นสุขๆเถิด อย่าได้ทุกข์ใจทุกข์กายเลย

สาธุ

หนังสั้งในมือเอนจีโอ

 

Catch Them If You Can? ‘หนังสั้น’ อีกหนึ่งพลังขับเคลื่อนเอ็นจีโอ  

 

‘เมื่อเพลงฮิตใกล้ชิดหนังสั้น’  ‘สันติวัฒนธรรม’  ‘ใต้ร่มเงาสมานฉันท์’ ‘ดี ดี ดี’  ‘FILM in U’  ‘