แต่ที่แน่ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีการซื้อหุ้น บมจ.มติชน หรือ บมจ. โพสต์ พับลิชชิง ก็เปรียบเสมือนตำราเรียนเล่มใหญ่ ที่จะชี้นำการดำรงชีวิตสำหรับสื่อมวลชนรุ่นใหม่ภายใต้กระแสธารแห่งเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
ผศ.ดร.
การหยิบยกตัวบทกฎหมายของยุโรป และสหรัฐอเมริกา ขึ้นมาเป็นตัวอย่างในการออกกฎหมายคุ้มครองสื่อไม่ว่าจะเป็นกรณีการถือหุ้นข้ามสื่อ หรือเพื่อปกป้องการถูกครอบงำจากอำนาจรัฐ หรือทุน อาจจะเป็นทางออกหนึ่งที่เหมาะสำหรับการดูแลสื่อที่นำตนเองไปผูกโยงอยู่ในตลาดหลักทรัพย์
ทางออกของสื่อยุคใหม่ : สื่อทางเลือก
แม้ทางออกของสื่อมวลชนไทยวันนี้อาจจะดูว่ามีให้เลือกอยู่ 2 ทาง ระหว่างการนำตนเองเข้าสู่ระบบทุนนิยม แล้วร่างกรอบกฎหมายคุ้มครอง กับการผลักดันให้สื่อเข้าไปอยู่ในมือของประชาชนเพื่อให้พวกเขาร่วมกันต่อสู้กับสื่อที่มีแบรนด์ กระแสหลัก แต่สิ่งเหล่านี้มันอยู่ที่ว่าตัวของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเองให้นิยามคำว่า สื่อ เป็นของ ใคร ระหว่าง สื่อ ของ สื่อ หรือ สื่อ ของ ประชาชน ระหว่างเสรีภาพของสื่อ กับ เสรีภาพของประชาชน ตัวสื่อมวลชนเองจะเลือกนิยามคำเหล่านี้ว่าอย่างไร
ทราบมาว่า แฮมเบอร์เกอร์ เป็นนิตยสารแนวบันเทิงสมัยใหม่ ที่กำลังฮอตฮิตในหมู่คนวัยรุ่นหนุ่มสาว ไม่เน้นเนื้อหาการเมือง การเศรษฐกิจ
เขาถามว่า : ถ้าช่วงนี้ สื่อมวลชนไม่ถูกแทรกแซง ไม่ถูกเซ็นเซอร์ ไม่ถูกกดดัน ไม่ถูกครอบงำ ไม่ถูกปิดรายการต่างๆ สมมติว่า มีรายการ มองต่างมุม เกิดขึ้น อาจารย์
คำถามของนักข่าวผู้นี้ สะท้อนคำถามให้คิดตามหลายอย่าง...
คุยกับนิตยสารบันเทิง ก็เลยได้คิดอะไรที่มันบันเทิงใจบ้าง
หน้า 1 จาก 2
ความล้มเหลวของสื่อ
บทความของ ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวของ เดอะ เนชั่น ชิ้นนี้ ได้รับการปฏิเสธจากบรรณาธิการของตนเพื่อตีพิมพ์
ในเดอะ เนชั่น ประชาไท จึงได้นำมาเผยแพร่ ในฉบับแปลภาษาไทยโดยเจ้าตัวเอง
วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2549
ที่มา : www.weekendcorner.com
ถึง แม้สาธารณชนจำนวนมากโดยเฉพาะคนชั้นกลาง และชนชั้นนำเก่า จะขานรับการปฏิวัติยึดอำนาจโดยการใช้กำลังเมื่อ
คืนวันอังคาร (19 ก.ย.49) อย่างอบอุ่น แต่ก็ไม่มีหลักประกันอันใดว่า การทำรัฐประหารจะไม่สร้างปัญหามากกว่าแก้
ผู้นำรัฐประหารอ้างว่า ต้องการแก้ปัญหา ระบอบทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกกล่าวหาว่า โกงกินและรวบอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ
เปลี่ยนแปลงรัฐไทยเป็นรัฐตำรวจ แต่การแก้ปัญหาด้วยกระบอกปืนและรถถัง ย่อมเป็นการกระทำผิดซ้ำซ้อนที่น่าจะสร้าง
ปัญหามากขึ้น
ใน คืนวันอังคารที่ 19 กันยายน สังคมไทยได้ถูกผลักโดยกระบอกปืน จากสภาพสังคมที่กำลังกลายเป็นรัฐตำรวจที่ปกครอง
โดยกลุ่มธุรกิจการเมือง อย่างเบ็ดเสร็จภายใต้ระบอบทักษิณ ไปสู่สภาพการกลายเป็น รัฐทหาร ที่มีการบังคับผู้คนด้วยปาก
กระบอกปืนและรถถัง
ถึง แม้กลุ่มผู้นำรัฐประหารจะนำเอาคำว่า ประชาธิปไตย มาประกอบชื่อของกลุ่มตน โดยเรียกชื่อตนเองว่า คณะปฏิรูป
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ย่อมเห็นได้ว่า การกระทำรัฐประหารนั้น มิ
มีทางที่จะเป็นประชาธิปไตยได้ เพราะพวกเขาเลือกใช้วิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในการที่จะแก้ปัญหาประเทศ ให้เป็น
ประชาธิปไตย
ณ วันนี้ สถานะสังคมไทยนั้น ชัดเจนแล้วว่า เป็นสังคมประชาธิปไตยที่ล้มเหลว (failed democracy) เพราะว่าสังคมส่วน
ใหญ่รวมทั้งสื่อส่วนใหญ่ ยอมรับและเชื่อว่า นี่คือการแก้ปัญหาทางเดียวที่ทำได้
สื่อไทยเกือบทั้งหมด นอกจากมิได้พยายามปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนเองแล้ว พวกเขากลับยอมรับ หรือแม้กระทั่งเห็นดี
หรือสนับสนุนผู้กระทำการนอกกฎหมาย ล้มล้างรัฐธรรมนูญด้วยกระบอกปืน พวกเขากำลังเล่นบทบาทสร้างความชอบ
ธรรมให้กับกลุ่มปฏิวัติผู้กระทำการนอก กฎหมายโดยการ
ใช้กำลังล้มล้างรัฐธรรมนูญและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ถือว่าเป็นความล้มเหลวของสื่อมวลชนไทยโดยรวมครั้งสำคัญ
ในประวัติศาสตร์ เพราะพวกเขาเหล่านั้นเกลียดชังทักษิณเสียจนเชื่อว่า ทำอย่างไรก็ได้ ขอให้ทักษิณออกไปก็พอ
มิหนำซ้ำพวกเขา ซึ่งรวมถึงนักหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ กำลังสวมบทบาทสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มปฏิวัติทั้งทางตรง
และทางอ้อม โดยบอกกับสาธารณชนว่า การกระทำรัฐประหารนั้น นอกจากเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ยังเป็นสิ่งที่ควรแก่
การยอมรับและยกย่องว่าดีงาม
เพราะ ฉะนั้น คืนวันอังคารที่เกิดการยึดอำนาจ สื่อไทยได้ถูกผลักจากการอยู่ในสภาพที่ถูกคุกคามโดยรัฐธุรกิจ-ตำรวจของ
ทักษิณโดยวิธีการแยบยลต่างๆ ไปสู่การถูกควบคุมโดยกระบอกปืนของทหารที่ยึดอำนาจและกำลังทำให้สังคมไทย
กลายเป็นสังคมที่ผู้มีอาวุธและอำนาจไม่ต้องฟังเสียงอันแตกต่าง ดังเห็นได้จากคำสั่งของคณะปฏิรูปฯที่ควบคุมโทรทัศน์
อินเตอร์เนท การแสดงความเห็นทางเวบบอร์ด และปิดวิทยุชุมชนที่พวกเขาเชื่อว่า สนับสนุนนาย
จากต่างประเทศทางโทรทัศน์ เช่นบีบีซี และซีเอ็นเอ็น ก็ถูกปิดกั้นใน 3 วันแรก โดยที่ทางสถานียูบีซีที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดถูก
บังคับให้ทำตาม
ทุก คนคงทราบดีว่า ทักษิณนั้นถือว่า สื่อใดก็ตามที่วิจารณ์พรรคไทยรักไทยและรัฐบาลไทยรักไทยนั้นไม่ต่างจากศัตรู และ
พยายามคุกคาม แทรกแซง ทำลายในทุกวิถีทาง มาวันนี้พวกผู้นำทหารและแม้กระทั่งนักข่าวและบรรณาธิการจำนวนไม่
น้อยกลับมี ความคิดมิต่างจากทักษิณ โดยเชื่อว่า ไม่ควรมีการวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มทหารที่ยึดอำนาจ เมื่อใดก็ตามที่นักข่าว
และบรรณาธิการเริ่มคิดเหมือนทหารหรือทักษิณในแง่ของการยอมรับความเห็นต่าง ไม่ได้ มันย่อมเป็นดรรชนีชี้ให้เห็นถึง
สภาพสังคมไทยที่เป็นสังคม ประชาธิปไตยล้มเหลว พวกคนเหล่านี้เชื่อว่าสาธารณชนนั้นขาดซึ่งวุฒิภาวะในการคิด
ตัดสินใจด้วยตน เอง จึงพยายามปิดกั้นความคิดเห็นต่าง ไม่ยอมรับการถกเถียงอย่างเปิดเผยและเสรีในที่สาธารณะ
หน้า 2 จาก 2
ความล้มเหลวของสื่อ
ดูเหมือนสื่อ (และแม้แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนไทยจำนวนไม่น้อย) กำลังให้เวลาฮันนีมูนกับกลุ่มเผด็จการทหารที่ยึดอำนาจ ซึ่ง
ถือได้ว่าเป็นการยอมรับความไม่ชอบธรรมของผู้ที่ใช้กำลังอาวุธเข้า ตัดสินปัญหา
สำหรับสื่อแล้ว นี่ถือได้ว่าเป็นการกระทำอัตวิบาตกรรมทางวิชาชีพ ในขณะที่ประชาคมโลกกำลังตกตะลึงถึงความอ่อนด้อย
ทางวัฒนธรรมประชาธิปไตยของ คนไทย สื่อได้เลือกที่จะแปลงตนเองกลายเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มทหารนอกกฎหมาย และ
ถึงแม้ว่าเรามิอาจจะรู้ได้ว่า การควบคุมสื่ออย่างไร้ความชอบธรรมจะมีมากขึ้นหรือดำรงอยู่อีกต่อไปนานเพียง ใด แต่
ผลกระทบต่อคนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีผลไปในทางการปลูกฝังความเชื่อ ที่ว่า การใช้อำนาจและกำลังอาวุธในการ
แก้ปัญหาเป็นวิธีที่เลิศสุดในการหาทางออกของ สังคมกำลังเกิดขึ้นแล้ว
หนทางจากนี้ไป ย่อมนำไปสู่สังคมที่ศิโรราบต่อผู้ใดก็ตามที่มีกำลังมากกว่าอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
- 1 -
บทความโดย ประวิตร โรจนพฤกษ์
ประชาไท
วันที่ : 21/12/2549
หนังสือพิมพ์ไทยในปัจจุบัน กำลังยืนอยู่บนทางแพร่งที่สำคัญทางการเมืองหลังจากเกิดเหตุ
รัฐประหารยึดอำนาจวันที่ 19 กันยายน สื่อต่างชาติเองก็ตกตะลึงกับจุดยืนสื่อไทยที่ส่วนใหญ่
สนับสนุนหรือไม่ก็เห็นใจคณะผู้ก่อการอยู่ลึกๆ
เกิดอะไรขึ้นกับหนังสือพิมพ์ที่เรียกตนเองว่า ก้าวหน้าฉบับต่างๆ ทั้งภาษาไทยและเทศ ทำไมพวกเขาเหล่านั้น
ที่ทำหน้าที่สื่อและมักถูกมองว่า เป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์จรรโลงไว้ซึ่งความเป็นประชาธิปไตยในเมืองไทย
กลับมาเขียนเชียร์ให้ความชอบธรรมแก่คณะรัฐประหาร
คงไม่ต้องเท้าความกันให้มาก ว่ากลุ่มชนชั้นกลางและอภิสิทธิ์ชนเก่านั้นได้ออกมาต่อต้านการละเมิดสิทธิและ
ทำลายระบอบประชาธิปไตยโดยอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร และพรรคพวก
ทักษิณและพวกนั้นถูกกล่าวหา (อย่างค่อนข้างจะน่าเชื่อถือมาก) ว่ากระทำการละเมิดกฎหมาย ทำลาย
กฎเกณฑ์บ้านเมืองสารพัด จนกระทั่งกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้นายกฯลาออกขยายตัวมากขึ้นทุกที แต่ใน
ขณะเดียวกันคนยากคนจนในชนบทจำนวนมากยังคงพอใจกับโครงการประชานิยมสารพัดรูปแบบ
ในประเทศที่คน 60 เปอร์เซนต์ของสังคมเป็นคนจน คนชนบทนั้น การที่หนังสือพิมพ์ไทยไม่ใส่ใจ
เสนอความเห็น ความรู้สึกของเขาต่อการกระทำรัฐประหาร ย่อมมิต่างจากการปฏิเสธความมีตัวตน
ของคนส่วนใหญ่ในสังคม
หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่เสนอว่า การกระทำรัฐประหารเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือแม้กระทั่งถึงกับสรุปว่า เป็น
สิ่งที่ดีต่ออนาคตประชาธิปไตยไทย
มิหนำซ้ำสื่อสิ่งพิมพ์เหล่านี้ยังช่วยสร้างความเชื่อที่คลาดเคลื่อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนการทำ
รัฐประหาร ในขณะที่พวกเขามิได้สนใจสัมภาษณ์คนชนบททั่วไปอย่างลึกซึ้งแต่อย่างใด
อีกประการหนึ่ง คือการที่สมาคมองค์กรวิชาชีพสื่อ กระปรี้กระเปร่ากับการคัดสรรเสนอตัวแทนของพวกตน (ซึ่ง
ส่วนใหญ่เป็นเพียงตัวแทนของกลุ่มผู้มีอำนาจในองค์กรสื่อ เช่น บรรณาธิการ หรือเจ้าของสื่อ) เพื่อเข้าไปร่วม
เป็นสมาชิกทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมัชชาประชาชนแห่งชาติ ซึ่งองค์กรเหล่านั้นเสมือนหนึ่ง
เป็นเพียงเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับคณะรัฐประหาร โดยพวกเขาอ้างว่า จะเข้าไปช่วยต่อสู้คุ้มครอง
สิทธิเสรีภาพสื่อและอื่นๆ
บทบาทเหล่านี้ชี้ให้เห็นชัดว่า หนังสือพิมพ์ไทยในปัจจุบันเป็นตัวแทนของชนชั้นกลางและชนชั้นนำมากกว่าคน
ส่วนใหญ่ในประเทศ เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า หนังสือพิมพ์ "คุณภาพ" ที่เคยต่อสู้มาหลาย
ทศวรรษเพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย จนกระทั่งชนชั้นกลางมีเสรีภาพมีสิทธิมากในปัจจุบัน มิได้คิดที่จะ
ขยายบทบาทการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยของคนส่วนใหญ่ในประเทศ พวกเขามิสามารถเรียก
ตนเอง ว่าเป็นพลังแห่งประชาธิปไตยต่อไปได้ หากพวกเขาสนใจเพียงแค่ผลประโยชน์ของชนชั้นกลางและชน
ชั้นนำ (ซึ่งก็คือชนชั้นของพวกเขาเอง)
มิหนำซ้ำการที่พวกเขาออกมาสนับสนุนคณะรัฐประหารและรัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหารทั้งทางตรงและ
ทางอ้อมชี้ให้เห็นว่า พวกเขากำลังจะกลายเป็นพลังแห่งการต่อต้านประชาธิปไตยไปด้วยซ้ำ เพราะอ่านดู
หนังสือพิมพ์หลายฉบับก็มักจะพบข้อความทำนองว่า สังคมนี้คงเหมาะที่จะมีการปกครองโดยระบบอุปถัมภ์โดย
ชนชั้นนำที่อ้างว่ามีคุณธรรมอยู่ทั่วไป และคนส่วนใหญ่ที่ไร้การศึกษา น่าจะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ตามและผู้ถูก
ปกครองก็เพียงพอ เพราะพวกเขาได้พิสูจน์แล้วว่า พวกเขาได้ตัดสินใจผิดในการเลือกนายทักษิณซ้ำแล้วซ้ำ
อีก
- 2 -
หากทว่าสังคมนี้จะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไรในเมื่อความเห็นของคนส่วนใหญ่ได้รับการปฏิเสธ เพิกเฉย
หรือแม้กระทั่งดูถูกจากสื่อที่เรียกตนเองว่ามีคุณภาพและเชิดชูประชาธิปไตย
จึงไม่เป็นที่แปลกใจที่ว่า ทำไมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีคนพยายามผลักดัน คิดค้นสื่อทางเลือกที่ให้พื้นที่กับ
ชาวบ้านและคนส่วนใหญ่มากขึ้น ซึ่งประสบความสำเร็จมากน้อยต่างกันไป แต่คำถามที่สำคัญยังคงอยู่ที่
หนังสือพิมพ์กระแสหลักที่อ้างว่ามีคุณภาพ พวกเขาจะปิดหู ปิดตา ไม่รับรู้ และสร้างความเป็นชายขอบให้แก่
คนส่วนใหญ่ของประเทศต่อไปอีกนานแค่ไหน
แน่นอนพวกเขาสามารถพยายามคิดแทนคนที่เหลือในสังคมต่อไปได้ แต่นั่นก็หมายถึงความเสี่ยงต่อการเกิด
การปะทะกันในสังคม เนื่องจากความไม่เท่าเทียม การขาดซึ่งเวทีถกเถียงแลกเปลี่ยน และการขาดความเป็น
ประชาธิปไตยอย่างแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต
บทความนี้แปลจากบทความภาษาอังกฤษของผู้เขียนที่นำเสนอ ณ การประชุมสิทธิมนุษยชนประจำปี
ครั้งที่ 2 ฯ เมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 26-27 ตุลาคม 2549
- 1 -
โดย 02869ONEMAN
จาก www.mydcode.com
วันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2549
คนชนะก็อวยยศให้กับแม่ทัพนายกองไพร่ราบทหารเลวกันตามธรรมเนียม
ผมก็ขอแสดงความยินดี กับอรหันต์ทองคำในแวดวงสื่อมวลชน ที่เป็นกำลังหลักในการโค่นล้มจมนาวา
รัฐบาลประชาชนของคุณทักษิณจนเรียบร้อย
บำเหน็จรางวัลในตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ใต้เงาเผด็จการทหาร ที่ได้รับมาเที่ยวนี้ก็เลย
ถ้วนหน้ากันไป
ใครเป็นใครหน้าตาเป็นไง ไปดูกันด้านล่าง ขอให้ได้รับความปรารถนาดีจากป๋าและลูกป๋านะครับ
กำแหง ภริตานนท์
ผลงานเด่น-เจ้าของคอลัมน์ปลายนิ้วนายกำแหง ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่มีบทบาทจิกตีทักษิณอย่างเอา
การเอางาน ปัจจุบันอายุ 63 ปี พื้นเพเป็นคนหลังสวน จ.ชุมพร แน่นอนว่าเป็นคนใต้เช่นเดียวกับป๋า
(สเปคนี้สำคัญมาก)พ้นจากรั้วแม่โดม ก็ตบเท้าเข้าสู่ยุทธจักรหนังสือพิมพ์ ตั้งแต่ปี 2509 ด้วยการเป็น
ผู้สื่อข่าวการเมือง น.ส.พ.ไทยรัฐ, หน.ข่าวการเมืองสยามรายวัน ,บรรณาธิการน.ส.พ.เสียงใหม่ บก.น.ส.
พ.ประชาธิปไตย หน.ข่าว น.ส.พ.ดาวสยาม หน.กองบก.เสียงปวงชน บก.ข่าวแนวหน้า หน.ข่าวการเมือง
เดลินิวส์ ผช.หน.กองบก.เดลินิวส์
ปัจจุบันเป็นรองบก.บริหารน.ส.พ.เดลินิวส์
เคยเป็นเลขาธิการสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย
ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กรรมการบริหารสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่ง
อาเซียน และกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ.
คำนูณ สิทธิสมาน
ผลงานเด่น-เป็นคอลัมนิสต์ชื่อดัง ในนามปากกา"เซี่ยงเส้าหลง"ในเครือผู้จัดการของสนธิ ลิ้มทองกุล
มีบทบาทสำคัญในการลากไส้ฝ่ายซ้ายเก่า(ก็ฝ่ายเดียวกับคำนูณในอดีตนะแหละ)ที่อยู่ซีกรัฐบาล เช่นหมอ
มิ้ง,ภูมิธรรมและมิตรสหายสายอีสานใต้ เพื่อดิสเครดิต และปิดกั้นการสนับสนุนจากมวลชนฝ่ายทักษิณ
เพราะคำนูณเป็นแอ็คทิวิสต์ฝ่ายซ้าย อดีตเลขาฯศูนย์มาก่อน จึงสันทัดงานเจาะทะลวงเข้าไปทำแนวร่วม
หลังแนวข้าศึก
ประวัติ-ด้วยความที่เป็นฝ่ายซ้ายมาก่อน เคยเป็นอดีตเลขาธิการศูนย์นิสิตฯ เคยมีบทบาทคัดค้านโจมตี
ศักดินา เผด็จการอำนาจนิยมมาก่อน
มาวันนี้เมื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสิ่งที่เคยด่าไว้มาก อาจทำให้คำนูณเข้าใจ สิ่งที่เขาเคยด่าเคยคิด
โค่นล้มไว้ได้ดีขึ้น ขอให้มีความสุขนะจ๊ะ
- 2 -
ชัยอนันต์ สมุทวณิช
ผลงานเด่น-ใครๆอาจรู้จักอาจารย์ชัยอนันต์ในฐานะนักวิชาการ แต่ผมว่าท่านเป็น"สื่อ"มากกว่า และเป็น
สื่อในแวดวงเครือข่ายของสนธิ ลิ้มทองกุลซะด้วย ผลงานเด่นล่าสุดคือล่ารายชื่อ 99 นักวิชาการ
และสตรีในสังคมชั้นสูงยื่นฎีกาให้ทักษิณลาออก
อดีตท่านเคยเป็นนักวิชาการที่โปรประชาธิปไตย และเคยร่วมลงนามในชื่อ 99 นักวิชาการภาคประชาชน
ขอรัฐธรรมนูญจากจอมพลถนอม ก่อนเกิดกรณี 14ตุลาฯ16
ท่านเคยตำหนิพวกศักดินาเผด็จการทหารอำนาจนิยมไว้มาก ก็คงจะต้องมาเผชิญชะตากรรมเดียวกับ
คำนูณ
นั่นก็คือได้จูบปากกับพวกโสโครกปฏิกูลที่ตัวเคยว่าเขาเลวเช็ดซะให้เข็ด
ก็ขอให้มีความสุขอีกคน
แถมสิน รัตนพันธ์
ผลงานเด่น-นักเขียนก๊อสซิปชื่อดังในนามลัดดา ซุบซิบ ซึ่งระยะหลังมาซุบซิบให้โลกระบือในเครือ
ผู้จัดการของสนธิ ลิ้มทองกุล (อีกแล้วครับทั่น)
ก่อนจะมาปักหลักล่าสุดที่โพสต์ทูเดย์ของสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ที่พักหลังมาปักหลักไล่ทักษิณอย่างเอา
การเอางาน นับแต่การรถไฟฯกับราชพัสดุจะขอขึ้นค่าเช่าห้างเซ็นทรัล
แถมสินเป็นคนปักษ์ใต้บ้านเดียวกับป๋า เพราะเป็นคนพัทลุง เป็นศิษย์เก่ารุ่นลมหวนรุ่นเดียวกับBJ-บิ๊กจิ๋ว
จึงมีอายุ 77 กะรัตในปีนี้ ถือว่าเข้าเทร็นด์ยุคคนชรามาแรง
ลัดดาคงจะได้ซุบซิบให้มันส์ระเบิดสภาท็อปบู๊ตก็คราวนี้
ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์
ผลงานเด่น -ติวเตอร์หมูเคยลงสมัครสารพัดอย่าง ทั้งส.ส.ก็แพ้ ส.ก.ก็พ่าย เหลือแต่ยังไม่สมัครนายกฯ
อบต. แต่มาได้คะแนนขึ้นที่1สว.กทม.เที่ยวล่าสุด ก็เพราะผลงานเด่นดังในฐานะคอลัมนิสต์ประจำหัว
เขียว แต่ค่ายผู้จัดการ(ของใครเนี่ย..?)
ขึ้นบัญชีให้แฟนๆม็อบกู้ชาติ"ต้องเลือก"เพราะผลงานด่าทักษิณ ว่าการแปรรูปวิสาหกิจจะทำให้ไทยเป็น
อาร์เจนตินาภาค2เข้าตากรรมการ ที่ชื่อสนธิ ลิ้มฯจนเคยได้รับเกียรติขึ้นเวทีกู้ชาติมาแล้ว
แต่อย่างไรก็ตามมีคนนึงที่เรียกติวเตอร์หมูด้วยความให้เกียรติ เพราะขึ้นต้นด้วยคำว่า"ไอ้อสัดด"ทุกคำ
คือ"เจ๊เช็ง" ที่โดนติวเตอร์โกงเงิน เดือดร้อนจนต้องปล่อยเทปลับออกมาให้ฮือฮากันทั้งเมือง
(อยากรู้ว่าเป็นใครก็หาอ่านตามกระทู้เก่าๆก็แล้วกัน)
นาง
ผลงานเด่น-ในวงการสื่อมวลชนมี2เจ๊ผู้ยิ่งใหญ่ เจ๊แรกย่อมเป็นเจ๊ยุ หรือยุวดี ธัญสิริ ภริยาบิ๊กยักษ์ อีกเจ๊ก็
ย่อมเป็น"เจ๊หยัด"นี่แหละครับ
เจ๊เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากพรรคพวกให้เป็น ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติสมัยที่ 5 เมื่อเดือน
มีนาคมที่ผ่านมา และมีบทบาทเด่นๆ ด้วยการร่วมกับสภาทนายความเสนอนายกฯม.7มาแล้วด้วย
- 3 -
ปัจจุบันอายุ 74 ปี นับว่าเข้าเทร็นด์ยุคผู้ชรามาแรง เคยทำงานในตำแหน่งเป็นนักข่าวสายการเมือง
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ จนกระทั่งเกษียณอายุ
เคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ปี 2534-2535 และรองประธานสภาการ
หนังสือพิมพ์-แห่งชาติ สมัยที่ 1 และ 2 และสมัยที่ 4 ระหว่างปี 2541-2544 และปี 2547-2549
นาย
ผลงานเด่น-นอกจากเป็นเจ้าของสำนักธรรมนิติแล้ว ไพศาลยังโดดเด่น ในฐานะคอลัมนิสต์เจ้าของ
นามปากกา"สิริอัญญา"ในเครือผู้จัดการ(อีกแล้วนะเนี่ย)
และล่าสุดเป็นผู้เขียนประกาศๆโปรดฟังอีกครั้งหนึ่งให้กับคณะปฏิรูปซะด้วย โดยประกาศฉบับที่ขึงขัง
คึกคักนั้นมีสนธิใอเดียมา แต่ฉบับไหนที่อีรุมคลุมเครือนั้นBJเขาให้มา ก็เลยงงๆไปตามคนให้ไอเดีย ซะ
งั้น
ไพศาลเคยเป็นซ้ายเก่า เขียนด่าจักพรรดินิยม ศักดินานิยม อำนาจนิยม เผด็จการนิยมมามาก ตอนนี้เมื่อ
มาเป็นขวาใหม่ต้องเขียนประกาศคณะปฏิวัติ ก็เลยสำนวนบางทีติดจะซ้ายเก่าไปหน่อย ก็คงไม่เป็นไร
โปรดควังอีกครั้งหนึ่งนะจ๊ะตัวเอง
ภัทระ คำพิทักษ์
ผลงานเด่น-ปัจจุบันเป็นบก.ข่าวของค่ายโพสต์ทูเดย์ ที่มีบทบาท จิกตีรัฐบาลทักษิณอย่างเต็มเหนี่ยว
นอกจากนั้นยังเป็นนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ที่มีบทบาทโค่นล้มทักษิณอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู
รวมถึงยื่นฎีกาขอนายกฯม.7อีกด้วย
โดยไม่สนใจเลยว่านักข่าวต้องนำเสนอเป็นกลาง แต่ยุคนี้กลายมาเป็นกลุ่มพลังกดดันทางการเมืองแบบมี
conflict of interestหน้าตาเฉย ซะงั้น
แต่ในที่สุดก็ได้บำเหน็จเป็นรางวัลไป ว่าแต่สมาคมนักข่าวจะเสนอข่าวยังไงกันดีหละเนี่ย
เพราะตำแหน่งมันนัวเนียกันไปหมด เป็นทั้งคนชงเอง ตบเอง กินเอง อิอิอิ
นาย
ผลงานเด่น-ไม่มีอะไรเด่นหรอก ด๊อกเตอร์ผมลอนแค่เป็นลูกป๋าเฉยๆ
(ป๋าเจ้าเก่านะ...ห้ามลบ ไม่ได้เสียดสีใคร)
นาย
ผลงานเด่น-"เสี่ยเอ๋"เป็นนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ย่อมเคลื่อนไหวเป็น
อันหนึ่งทิศทางเดียวกับสภาการหนังสือพิมพ์ของเจ๊ยุ และสมาคมนักข่าวฯของภัทระ คำพิทักษ์
เสี่ยเอ๋อยู่ในค่ายสำนักข่าว INN ซึ่งเลือดสีสะตอข้นคลั้ก ตั้งแต่หัวคือสนธยาลงมายังหาง
นักข่าวสนามล้วนแต่แหล็งใต้หมด อะไรๆที่เป็นทักษิณถิ่นใต้ย่อมดีหมด ยกเว้นคนชื่อทักษิณ
บรรยากาศสะตอสามัคคีนั้นในแวดวงสื่อมวลชนนับว่าธรรมดา ในเมื่อสนธิคนตรัง สุทธิชัยคนหาดใหญ่
สนธิยา หนูแก้ว INN คนคอน
กำแหงเดลินิวส์คนชุมพร บรรยากาศต่อนี้ไปจะได้หร๊อยจั่งหู๊ เพราะป๋าก็เป็นคนปักษ์ใต้
- 4 -
นาย
ผลงานเด่น-เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นสื่อที่เป็นกลาง
เที่ยงตรงมีจรรยาบรรณน่าชื่นชม
แต่มาโอนเอนไปในพักหลังๆภายหลังจากสงสัยว่าทักษิณให้อากู๋มาเทกโอเวอร์มติชนนี่แหละ เลยเข้าร่วม
ขบวนการล้มทักษิณกันเต็มลำ
นาย
ผลงานเด่น-ค่ายไทยรัฐไม่ได้มีบทบาทโค่นล้มรัฐบาลเด่นนัก ตอนแรกๆออกจะขวางทางสนธิ ลิ้มด้วยซ้ำ
ไป เพราะค่ายผู้จัดการเปิดฉากด่าซะเสียๆหายๆหาว่า เป็นกระดาษเปื้อนหมึกที่ไม่ยอมร่วมขบวนกับสนธิ
โค่นรัฐบาลทักษิณ
แต่หัวเขียวก็ย่อมเป็นหัวเขียววันยังค่ำ โค้งท้ายๆไทยรัฐโดดร่วมขบวนทันในนาทีสุดท้าย โดยเฉพาะการ
เปิดทางให้ชัย ราชวัตร ใช้เวทีผู้ใหญ่มากับบักจ่อยถล่มทักษิณซะมิดดิน
รางวัลก็เลยตกเป็นของลูกป๊ะกำพลด้วยประการฉะนี้
นาย
ผลงานเด่น-สำราญไม่เคยทำตัวเด่นเลยเมื่อเขาอยู่กับชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ แห่งค่ายมาตุภูมินานมากกว่า
10 ปี หรือในตอนที่มาอยู่ค่ายเนชั่นกับสุทธิชัย หรือกระทั่งตอนเป็นผู้ดำเนินรายการทางITV แต่หลังจาก
เขาตกงานจากITV ในสภาพไม่ต่างจาก"สุนัขแก่" แล้วสนธิ ลิ้มทองกุล รีบโดดเข้าโอบอุ้ม
และพาเข้ามาทำงานในเครือผู้จัดการ...นั่นแหละสำราญจึงพลิกไปเป็นอีกคน
โดดเด่นสุดก็คงจะเป็นบทบาทโฆษกเวทีกู้ชาติและโฆษกของม็อบพันธมิตร ทำให้สำราญขาดความ
สำราญไปร่วมปี จากชีวิตเพลย์บอยวงการสื่อ พลิกไปเป็นคนเอาการเอางานในม็อบ
แบบที่บอกกับใครต่อใครว่า "เราเป็นพนักงานบริษัทคุณสนธิ เขาใช้ให้ทำอะไรมันก็ต้องทำ.." แต่จริงๆ
เขาก็คง"อิน"กับบทนี้ไปด้วยแหละ
คุ้มค่าแล้วที่หนุ่มใหญ่จากปักษ์ใต้คนนี้(ปักษ์ใต้อีกแว้ว..) จะได้รับรางวัลเป็นเก้าอี้สภาท็อปบู๊ทอีก
ตำแหน่งหนึ่ง
แม้ว่าเขาเคยทำตัวเป็นซ้ายนิดๆต่อต้านคัดค้านเผด็จการทั้งเต็มใบ และครึ่งใบสมัยยุคที่เคยสนิทแน่น
กับชัชรินทร์ก็ตาม
คนอื่นๆในแวดวงสื่อ
*นางสุรางค์ เปรมปรีดิ์-เจ้าแม่ช่อง7
*นายประสาร มาลีนนท์-ช่อง3
*นายพิชัย วาสนาส่ง-ก็ธรรมดาของยุคผู้ชรามาแรง
ขอให้ทุกท่านมีความสุขในสภาท็อปบู๊ทจงทุกๆคน ขอให้เป็นสุขๆเถิด
อย่าได้มีเวรมีกรรมแก่กันและกันเลย จงเป็นสุขๆเถิด อย่าได้ทุกข์ใจทุกข์กายเลย
สาธุ
Catch Them If You Can? หนังสั้น อีกหนึ่งพลังขับเคลื่อนเอ็นจีโอ
เมื่อเพลงฮิตใกล้ชิดหนังสั้น สันติวัฒนธรรม ใต้ร่มเงาสมานฉันท์ ดี ดี ดี FILM in U ห้องเรียนชุมชนในสายตาคนรุ่นใหม่ เซ็กส์ที่ไม่เจ็บ แจ๋ว โพสสิทีฟ 108 วิธีบอกรัก กับ Sony Handy Cam นี่เป็นเพียงตัวอย่างคอนเซ็ปต์ของการจัดประกวดหนังสั้น ที่สะท้อนให้เห็นความเบ่งบานของกระแสการเล่าเรื่องด้วยภาพและเสียงในสังคมไทย สังคมแห่งความศิวิไลซ์บนพื้นฐานประเทศกำลังพัฒนา
บางโครงการถูกจัดขึ้นภายใต้การควบคุมของกลุ่มธุรกิจ บางโครงการถูกจัดขึ้นโดยหน่วยงานของรัฐ และปัจจุบันก็ยังมีอีกหลายโครงการที่จัดขึ้นด้วยความประสงค์ขององค์กรภาคประชาชน หรือที่เรียกกันติดปากว่า เอ็นจีโอ ซึ่งแน่นอนว่าวัตถุประสงค์ในการก่อร่างสร้างโครงการหนังสั้นของแต่ละองค์กรย่อมแตกต่างกันไปตามที่มาที่ไปหรือจุดกำเนิด และนี่เองที่ก่อให้เกิดความน่าสนใจว่า เหตุใดองค์กรต่างๆ ที่ดูเหมือนจะมีรูปแบบ พื้นที่การทำงานและจุดยืนที่แตกต่างกัน จึงเลือกที่จะหันมาหยิบฉวยหนังสั้นเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร
เสน่ห์ และความเป็นมาของหนังสั้น
หนังเป็นสื่อที่จะเข้าถึงคนได้ง่าย สามารถกำหนดแนวทางได้ เพราะฉะนั้นกลุ่มต่างๆ ที่ต้องการเผยแพร่แนวความคิดของตัวเองก็จะอาศัยหนัง เลยมีการจัดประกวดหนังกันขึ้นมา ยิ่งเป็นหนังสั้นที่ไม่ใช้เวลามากคนก็จะรับได้ง่ายขึ้น กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชั้นแนวหน้าของไทย กล่าวถึงเสน่ห์ของหนังสั้น ก่อนที่จะอธิบายถึงความเป็นมาของหนังสั้นในประเทศไทยว่า
ไกรศักดิ์ กาญจนเกรียงไกร นักศึกษาคณะศิลปกรรม ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยรังสิต คนรุ่นใหม่ที่ร่วมส่งหนังสั้นเข้าประกวดในโครงการหนังม่านรูด ครั้งที่2 (เซ็กส์ที่ไม่เจ็บ) กล่าวถึงสาเหตุที่ให้ความสนใจกับการประกวดหนังสั้นว่า ส่วนตัวผมสนใจเรื่องการทำหนังสั้นอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ก็เคยส่งหนังสั้นเข้าประกวดในโครงการเมาไม่ขับของ ส.ส.ส. (สำนักงานสร้างเสริมสุขภาพ) แล้วก็เคยได้รับรางวัลชนะเลิศของภาพยนตร์อมยิ้ม
ส่วนอนาคตหนังสั้นในกำมือขององค์กรภาคประชาชนจะเป็นเช่นไร คงต้องปล่อยให้ระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์