Democratic Database

ข้อมูล และ บทความ สำหรับ นักประชาธิปไตย

กลุ่มชนเผ่า เรียกร้องสิทธิ

ก.ย. 50 วันสุดท้ายของงานมหกรรมชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย มีการสรุปยุทธศาสตร์และข้อเสนอของขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนขบวนของภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของกลุ่มชนเผ่า

 

นายกิตติศักดิ์ รัตนกระจ่างศรี ภาคีสากลชนเผ่าพื้นเมืองในป่าเขตร้อน เสนอว่า น่าจะมีเวทีพูดคุยในระดับนานาชาติ โดยควรมีการหาข้อมูล ติดตาม และให้ความสำคัญมากขึ้น ซึ่งในเวทีระดับโลก สหประชาชาติก็มีเวทีถาวรชนเผ่าพื้นเมือง ที่จัดตั้งในปี 2543 อันเป็นกลไกที่ชนเผ่าทั่วโลกสามารถเข้าไปเสนอประเด็นปัญหาและเรียนรู้กับพี่น้องชนเผ่าทั่วโลก แต่บางครั้ง ปัญหาบางอย่างไม่สามารถถูกแก้ได้ในระดับพื้นที่ นายกิตติศักดิ์จึงเสนอว่า จะต้องหาพันธมิตรในระดับนานาชาติด้วย

 

ดร.ประสิทธิ์ ลีปรีชา กลุ่มศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา เสนอว่า ที่หลายคนสะท้อนว่าภาครัฐไม่สนใจหรือไม่ใส่ใจนั้น คิดว่าไม่ใช่ เพราะรัฐมีหลายหน่วยงาน และหลายหน่วยงานก็ให้การสนับสนุน เช่นงานมหกรรมชนเผ่าพื้นเมืองในครั้งนี้

 

ในประเด็นปัญหาชนเผ่านั้น มีปัญหาอะไรบ้าง เช่น วัฒนธรรม วิถีชีวิต องค์ความรู้ต่างๆ ของชนเผ่าเพื่อนำเข้าระบบการศึกษา เรื่องสิทธิ เรื่องการเข้าถึงสื่อ การเชื่อมกับเวทีสากล และสิทธิเด็กและสตรี เวทีระดับชุมชน ระดับชาติ และระดับนานาชาติ เราจะเชื่อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเราได้อย่างไร และการรวมการจัดตั้งกลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเรา และเราเชื่อมกับหน่วยงานเหล่านี้ได้มากน้อย ขนาดไหน

 

นายประเสริฐ ตระการศุภกร เครือข่ายภูมิปัญญาพื้นบ้านและกลุ่ม ชาติพันธุ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ปัญหาของทุกกลุ่มคือ ชาวไทยภูเขาเป็นเหยื่อของมายาคติ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้เกิดความร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ประเด็นเหล่านี้ คิดว่าทางรัฐเป็นผู้เริ่มต้น หรือเป็นผู้มัดปม ดังนั้นทางรัฐจะต้องเป็นผู้เริ่มแก้ปมเอง และสร้างกระบวนการในทัศนคติที่เป็นด้านบวกให้กับสาธารณชน ดังนั้นเราจะทำอย่างไรให้เป็นวาระแห่งชาติกับคำนิยามใหม่ และทำอย่างไรให้เครือข่ายมีความเป็นหนึ่งเดียว โดยเฉพาะการผลักดันในแต่ละประเด็น สิ่งแรกนั้น คือการสร้างภาพทัศนคติที่ดีต่อชาวเขาให้กับสาธารณชน

 

อ.ชูพินิจ เกษมณี สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย(ศวท.) เสนอว่า ในการพูดถึงระดับนานาชาตินั้น คิดว่ามีเอกสารมากมายที่เอื้อประโยชน์แก่ชนเผ่าพื้นเมือง แต่ปัญหาคือเป็นภาษาต่างประเทศ ดังนั้นหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่ารัฐหรือเอกชนที่ทำงานกับชนเผ่าต้องมีหน้าที่ในการจัดแปลเอกสารและเอื้อกระบวนการเข้าถึงข้อมูลแก่ชนเผ่าพื้นเมืองอย่างแท้จริง ซึ่งโดยหลักการแล้วเป็นหน้าที่ของรัฐที่ลงภาคีต่อสหประชาชาติ แต่ยังไม่มีการดำเนินการ

 

รัฐต้องพัฒนากรอบนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยอย่างแท้จริงและมีกระบวนการขานรับ รวมถึงมีกระบวนการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน เนื่องจากการประกาศปีทศวรรษสากลระยะที่ 2 เป็นการประกาศโดยภาคีใหญ่ ซึ่งประเทศไทยก็ลงมติด้วย ดังนั้นประเทศไทยเองก็ต้องทำตาม

การระดมทุน ต้องเรียกร้องให้รัฐและองค์กรระหว่างประเทศให้การสนับสนุนให้พี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองในการทำกิจกรรม เช่น ประเทศไทยมีรายได้มหาศาลจากการท่องเที่ยว และส่วนใหญ่เกิดการวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมือง ดังนั้น รัฐควรจัดสรรอย่างน้อย 5% ของรายได้เป็นกองทุนให้แก่ชนเผ่าพื้นเมือง เป็นต้น

 

 จากนั้นก่อนปิดงานพ่อหลวงจอนิ โอ่โดเชา ประธานกรรมการจัดงานฯ ได้เป็นตัวแทนพี่น้องชนเผ่า อ่านคำประกาศเจตนารมณ์เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เนื่องในปีทศวรรษสากลของชนเผ่าพื้นเมืองโลก ระยะที่ 2 อันเป็นการประกาศจัดตั้ง “เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” เพื่อขับเคลื่อนประเด็นสิทธิชนเผ่าจากนี้ต่อไป ..

 

 คำประกาศเจตนารมณ์

 

เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เนื่องในปีทศวรรษสากลของชนเผ่าพื้นเมืองโลก ระยะที่ 2

 

ตามที่องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้ปี 2548 – 2557 เป็นปีทศวรรษสากลของชนเผ่าพื้นเมืองระยะที่ 2 เพื่อรณรงค์ให้ประเทศภาคีสมาชิก รวมทั้งประเทศไทยได้กำหนดแผนนโยบายและกิจกรรมการณรงค์ เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อชนเผ่าพื้นเมืองในแต่ละประเทศ ตามปฏิญญาสากลระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม, อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก, อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ และอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพนั้น

 

คณะกรรมการจัดงานมหกรรมชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย อันประกอบด้วยเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย องค์กรพัฒนาเอกชนและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องได้จัดให้มีโครงการจัดงาน “มหกรรมชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” ขึ้นในระหว่างวันที่ 5 – 11 กันยายน 2550 ณ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั้น พวกเราขอประกาศเจตนารมณ์ เนื่องในโอกาสดังกล่าวดังนี้

 

1. เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทย กำหนดแผนเพื่อรองรับปฏิบัติตามเงื่อนไขปฏิญญาสากลและอนุสัญญาดังกล่าวขั้นต้น โดยเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และเร่งศึกษาเพื่อลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการปกป้องแรงงานข้ามชาติและครอบครัว (ปี ค.ศ.1990) ปฏิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติ (การจ้างงานและประกอบอาชีพ ปี ค.ศ. 1958) โดยเร่งด่วน ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 82 ที่บัญญัติไว้ว่า “รัฐต้องส่งเสริมสัมพันธไมตรี และความร่วมมือกับนานาประเทศ และพึงถือหลักในการปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค ตลอดจนต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี รวมทั้งตามพันธกรณีที่ได้กระทำไว้กับนานาประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ”

 

2. เราขอเรียกร้องต่อองค์การสหประชาชาติ ได้ดำเนินการสร้างกลไก เพื่อตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลกและในประเทศไทย รวมทั้งตรวจสอบนโยบายเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดิน ที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน การอพยพโยกย้ายออกจากถิ่นฐานเดิม การจำกัดสิทธิการพัฒนาและการเข้าถึงบริการของรัฐ การกดขี่แรงงาน และกรณีอื่นอย่างเป็นรูปธรรม และเร่งผลักดันให้ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ที่ยังไม่ลงนาม เร่งลงนามใน “อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง” โดยเร็ว

 

3. เราประกาศว่า เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามประการข้างต้น สามารถปฏิบัติได้จริง เราประกาศจัดตั้ง “เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” เพื่อรณรงค์ ประสานงาน ติดตามตรวจสอบและผลักดันให้ชนเผ่าพื้นเมืองได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และความเป็นธรรมในการดำรงชีพและรักษาวิถีความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมที่เท่าเทียม สืบไป

 

ด้วยจิตสมานฉันท์และศรัทธาในทุกชีวิต วัฒนธรรม ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ชาติ ทุกเผ่าพันธุ์

 

ประกาศโดย เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย

 

ณ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันอังคารที่ 11 กันยายน 2550

 

 โดยชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย

 

เครือข่ายชนเผ่าลั๊วะ

 

เครือข่ายชนเผ่าปกาเกอะญอ

 

เครือข่ายชนเผ่าม้ง

 

เครือข่ายชนเผ่าเมี่ยน

 

เครือข่ายชนเผ่าลาหู่

 

เครือข่ายชนเผ่าลีซู

 

เครือข่ายชนเผ่าอาข่า

 

เครือข่ายชนเผ่าปะหล่อง

 

เครือข่ายชนเผ่าคะฉิ่น

 

เครือข่ายชนเผ่าไทยทรงดำ

 

เครือข่ายชนเผ่าชอง

 

เครือข่ายชนเผ่าไทลื้อ

 

เครือข่ายชนเผ่ายอง

 

เครือข่ายชนเผ่าไทใหญ่

ชาวบ้านไม่โง่ดักดาน

 

สัมภาษณ์ เจษฎา โชติกิจภิวาท (กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ) "ชาวบ้านไม่ได้โง่ ดักดาน และถูกซื้อ"  

การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ที่ผ่านมา มีหลายกลุ่มที่รักประชาธิปไตย-คัดค้านรัฐประหาร ออกมารณรงค์ให้ประชาชนออกมาโหวต “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ว่าเราไม่ต้องการรัฐประหาร หนึ่งในหลายๆ กลุ่มที่ทำงานอย่างขยันขันแข็งและต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือ คือ กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ (ปรส.) ซึ่งผู้ปฏิบัติงานของกลุ่มนี้เป็นบุคคลที่ทำงานสนับสนุนเรื่องสิทธิและความเป็นธรรมด้านต่างๆ ให้กับคนยากคนจน เกษตรกร คนจนในเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ใช้แรงงาน และนักศึกษาภาคเหนือมาเป็นเวลานานพอควร

 

ประชาไทจะนำท่านผู้อ่านไปพูดคุยกับ เจษฎา โชติกิจภิวาทย์ หนึ่งในผู้ปฏิบัติงานของกลุ่ม เกี่ยวกับผลการลงประชามติที่ผ่านมา และก้าวต่อไปของประชาชนในการต่อสู้กับระบอบเผด็จการ

+ประเด็นเรื่องปัญหาประชาชนคนจน คนชายขอบกับเรื่องการคัดค้านรัฐประหารเกี่ยวกันอย่างไร แล้วมวลชนคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ?

 ก่อนอื่นขอย้ำว่า ปัญหาของประชาชนคนจน ไม่ว่าเกษตรกรรายย่อย, ประมงพื้นบ้าน, กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ นั้น คิดว่า รัฐไทย ไม่ว่าพรรคการเมืองใดของนายทุนหรือระบบราชการที่มีทหารครองอำนาจรัฐก็ตาม ล้วนมีความจงใจออกนโยบาย กฎหมาย มติ ครม.มาตรการต่างๆ ที่จะยึดปล้นทรัพยากรธรรมชาติจากของชุมชนส่วนรวมมามอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ของนายทุน เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสินค้าและจงใจทำให้ประชาชนคนจนเหล่านั้นกลายสภาพเป็นเพียงแรงงานรับจ้าง เป็นกรรมกรที่มีแรงงานเป็นสินค้า มีนโยบายส่งเสริมนายทุนไม่ว่าต่างชาติหรือนายทุนในประเทศ เพื่อให้แรงงานราคาถูกไม่มีหลักประกันด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ไม่ส่งเสริมการรวมตัวของคนงานในรูปแบบสหภาพแรงงาน แม้จะมีกฎหมายรองรับก็ตามแต่ ซึ่งเป็นไปตามการเคลื่อนตัวของระบบทุนนิยมไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ตาม แม้ว่าจะอ้างความพอเพียง พึ่งตนเองก็ตาม

 

ยิ่งปัจจุบันเดินแนวทางเสรีนิยมใหม่ เร่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่างๆ ทั้งการศึกษามหาวิทยาลัยให้เป็นแหล่งการค้าหากำไรของกลุ่มทุนมากกว่าเพื่อบริหารสังคมยิ่งชัดเจนขึ้น เพียงแต่การเติบโตของขบวนการภาคประชาชน มีการเคลื่อนไหวปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิพื้นฐาน ได้อย่างสันติวิธี จำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาชนต้องมีเสรีภาพ สังคมต้องมีประชาธิปไตย สื่อไม่ถูกปิดกั้นควบคุมไม่ว่าด้วยรูปแบบไหนก็ตาม

 

การคัดค้านระบอบทหาร รัฐประหาร จึงปฏิเสธมิได้สำหรับองค์กรภาคประชาชน องค์กรประชาชนที่ตื่นตัว เข้าใจประวัติศาสตร์สังคมเศรษฐกิจการเมือง สำนึกถึงฐานะประวัติศาสตร์ จึงต้องเคลื่อนไหว เพื่อเสรีภาพ ประชาธิปไตย ที่มิใช่เพื่อทักษิณ แต่เพื่อการเติบโตของภาคประชาชน เพื่อปกป้องอำนาจประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างเสรี

 

มีหลายคนอ้างว่า ประชาชนที่รับร่าง รธน.50 นั้น ไม่รู้ข้อมูล ทำนองโง่ ติดกับการถูกอุปถัมภ์ เป็นการดูถูกดูแคลน แท้ที่จริงแล้วประชาชนจำนวนมากเมื่อมีโอกาสฟังข้อมูล ทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทางภาคเหนือ เช่น เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ แนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ เครือข่ายสื่อ เครือข่ายคนจนเมือง สหภาพแรงงาน นักศึกษา พวกเขามีศักยภาพ ปลดปล่อยจากความคิดแบบอุปถัมภ์ ไม่ยึดติดตัวบุคคล แม้ว่าเขาอาจจะเคยเคลื่อนไหวร่วมกับนักพัฒนาองค์กรเอกชน นักวิชาการ สายที่รับร่าง รธน.แต่พวกเขากลับประกาศไม่รับร่าง รธน.ซึ่งสมาชิกสภานิติบัญญัติอย่างคุณเจิมศักดิ์ ผู้ที่รับใช้อำนาจ คมช.กลับตั้งใจที่จะไม่เข้าใจ และเวลาพูดถึงรัฐธรรมนูญ 50 ก็พูดเพียงบางส่วนพูดไม่หมดไม่เชื่อมโยง

 

แน่นอนว่า องค์กรประชาชนต้องเป็นอิสระจากพรรคทักษิณ ประชาธิปัตย์ มัชฌิมา รวมใจไทย รักชาติ พลังประชาชน และจากราชการ รวมทั้งพวก สส. สว. สนช. หรือเอ็นจีโอด้วย เพียงแต่บทเรียนที่ผ่านมาชี้ว่า ทั้งทักษิณ และรัฐบาลราชการที่มาจากรัฐประหารล้วนแล้วแต่มีนโยบายเพื่อนายทุนและระบบทุนนิยม ไม่ว่า แปรรูปรัฐวิสาหกิจ การศึกษา สาธารณูปโภค การทำจีเอ็มโอ เอฟทีเอ และอื่นๆ ตลอดทั้งไม่มีนโยบายเก็บภาษีก้าวหน้า ปฏิรูปที่ดิน สร้างสังคมสวัสดิการ และอื่นๆ

 

บทเรียนที่ผ่านมาบอกกับองค์กรประชาชนว่า การต่อสู้กับระบบราชการที่มีกฎอัยการศึก อำนาจนิยมแบบเก่านั้น ได้ปิดพื้นที่ให้แคบลงสำหรับภาคประชาชน การออกกฎหมายต่างๆ มีลักษณะงุบงิบภายในหมู่อำมาตอภิสิทธิ์ชน ไม่เปิดเผย ไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ภาคประชาชนไม่มีโอกาสคััดค้านได้อย่างเสรีในยุคที่เสรีภาพหดหาย ยิ่งสื่อมวลชนจำนวนมากเชียร์ชอบระบอบทหาร ยิ่งซ้ำเติมในการปิดพื้นที่ภาคประชาชนมากขึ้นด้วย และมีกฎหมายหลายฉบับถูกบิดเบือนบิดเบี้ยวไป เช่น พรบ.ป่าชุมชน พรบ.รัฐวิสาหกิจ พรบ.คุ้มครองสุขภาพ สิ่งแวดล้อมคนงาน กฎหมายควบคุมสื่อ 70 ฉบับ และอื่นๆ รวมทั้ง พรบ.ความมั่นคงฯ ที่จะสร้างรัฐทหารขึ้นถ้าผ่าน สนช.และมีบางคนที่ใกล้ชิด องค์กรประชาชนไม่น้อย คาดหวังว่าเมื่อไล่ทักษิณแล้วฟ้าจะสีทอง แต่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่ใช่เลย

 

 

+ช่วยวิเคราะห์ผลคะแนนของเสียงที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในช่วงการลงประชามติที่ผ่านมา ว่ามันสะท้อนอะไรบ้าง ?

 

มันชี้ให้เห็นว่าสังคมมันเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น หลังจากบทบาททหารเพิ่มขึ้นมาอีกครั้งหลังจากในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา และทางรัฐก็พยายามใช้กลไกมหาดไทย กลไกราชการ กลไกทหาร สสร. เข้าไปโฆษณาต่างๆ เพื่อให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ มันไม่ง่ายแล้ว ในสังคมที่พัฒนาประชาธิปไตยมาพอสมควร และกลไกที่สำคัญ สังคมที่มีการเลือกตั้ง กลไกของนักการเมืองกลไกของพรรคการเมืองมันจะมีบทบาทมากขึ้น พร้อมๆ กับจุดเด่นของไทยรักไทย ก็คือบทบาททางด้านนโยบาย อาจจะเป็นสิ่งที่ชาวบ้านจับต้องได้ตอนนี้ ชาวบ้านไม่ได้โง่ ไม่ได้ดักดาน ไม่ได้ถูกซื้ออย่างกับปัญญาชนคนชั้นกลางในเมืองกรุงกล่าวประณามกัน มันจะสะท้อนแบบนั้นไม่ได้แล้ว ชาวบ้านเขาก็มีสิทธิ์เลือก แล้วก็สำนึกแห่งความเป็นประชาธิปไตยมันมีสูงมากขึ้นด้วย แล้วว่าอย่างน้อยผู้แทนก็ต้องมาจากการเลือกตั้ง จะมาใช้อำนาจแบบเจ้าขุนมูลนายแบบเดิม คำสั่งจากระดับบนลงมา อย่างนี้ใช้ไม่ได้แล้ว สังคมมันไปไกลแล้ว อย่างที่เห็นชัดๆ ในภาคอีสานและภาคเหนือ

+มีหลายคนที่ออกมาพูดว่าเสียงที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมามีความสัมพันธ์กับพรรคไทยรักไทยเดิม คิดว่าอย่างไร ?

 ผมไม่รู้ข้อมูลมากนัก เพียงแต่รู้ว่ากลไกรัฐพยายามไม่ให้รับร่าง แต่ว่ากระแสไม่รับร่างก็มี โดยเฉพาะตอนท้ายๆ ที่กลุ่มไม่รับร่างมีโอกาสออกทีวี ออกวิทยุ ออกอะไรต่างๆ ทำให้ชาวบ้านได้รับข้อมูล ได้รู้ถึงการวิเคราะห์ของกลุ่มไม่เห็นด้วยมากขึ้น ในการคิดต่อ ในการตัดสินใจ แต่ก็น่าเสียดายที่มีเวลามันสั้นมาก และผมก็มีโอกาสได้จัดเวทีฝ่ายรับร่างและฝ่ายไม่รับร่างเป็นการดีเบตภายในองค์กร เห็นชัดเลยหลังจากชาวบ้านฟังข้อมูล น้ำหนักเสียงคือการไม่รับร่างสูง คือถ้ามีการเปิดเผยข้อมูลจริงๆ ตามหลักการจริงๆ ตามหลักสากลจริงๆ ได้ฟังข้อมูลทั้งสองส่วน ชาวบ้านฟังข้อมูล ฟังเหตุฟังผล มีเหตุมีผล แล้วเขาก็พร้อมจะตัดสินใจ

 

ถ้าโดยตรรกะแล้ว เราก็เห็นว่าเหตุผลของฝ่ายรับ รธน.ซึ่งถึงที่สุดแล้วอำนาจอยู่ที่ศูนย์กลาง อยู่ที่ฝ่ายราชการ โดยที่ชาวบ้านไม่มีส่วนเชื่อมโยงไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในสิทธิของเขาเลย พอเขาฟังข้อมูล เขาก็ไม่เอา เพราะประสบการณ์ของเขาโดนราชการเอาเปรียบมาตลอดไม่ว่าจะเป็นเรื่องดินเรื่องป่า เรื่องเขื่อน และอื่นๆ การรวมศูนย์อำนาจ เขาโดนตลอด พอ รธน. จะนำพาเขาไปเจอแบบนี้อีก เขาก็ไม่เอา อันนี้เป็นกลุ่มที่ผมจัดนะ

+แสดงว่าชาวบ้านเบื่อระบบราชการ ?

 

ใช่ แต่ว่าพรรคการเมืองปัจจุบันไม่ใช่ทางออกทั้งหมด ผมพยายามจะเปรียบเทียบส่วนได้ส่วนเสีย การมีโอกาสต่อรองมากกว่า เช่นเรื่องเขื่อนปากมูน พอมีมติ ครม.ปั๊บ ทหารลงพื้นที่โครมครามๆ ชาวบ้านก็กลัวหรือว่ากังวล แต่พอเป็นนักการเมืองก็ต่อรอง แต่เป็นแบบราชการมันทำอะไรไม่ได้เลยเขาก็มีประสบการณ์ อย่างกรณีชาวบ้านปากมูน เขาก็ต่อรองเรื่องเขื่อน เรื่องค่าชดเชยได้ อันนี้เขาทำมาตลอดเป็นประสบการณ์ตรงของชีวิต แต่พอทหารขึ้นมามีอำนาจเขาเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้เลย เมื่อทหารมาเยี่ยมถึงหมู่บ้านับร้อยๆ คน ถ้าพูดง่ายๆ ให้ชาวบ้านไปเจอทหารกับเจอนักการเมือง เจอหัวคะแนน ชาวบ้านเลือกไปเจอหัวคะแนน ไปเจอนักการเมือง ชาวบ้านสบายใจกว่า มึงหลอกกู-กูหลอกมึง ก็ต่อรองกันไป ชาวบ้านก็มีบทเรียนของเขา การที่บอกว่าชาวบ้านโง่ ชาวบ้านถูกซื้อมันไม่จริง ผมว่าวิธีคิดแบบนี้ไม่ไหวแล้ว ปัญญาชนต่างๆ ที่ออกมาแล้วก็มีคนออกมาเปรียบเทียบว่า ถ้าคุณบอกว่าคนชั้นกลางในกรุงเทพฉลาด ทำไมคนอีสานมาออกเสียงมากกว่าคนกรุงเทพล่ะ คนกรุงเทพฉลาดกว่าหรือว่าไม่มีการตื่นตัวทางการเมืองประชาธิปไตยมากกว่ากันแน่

 +มองว่าคะแนนที่ไม่รับร่าง มีความสัมพันธ์กับไทยรักไทย ?

 

ก็อาจจะมีความสัมพันธ์ด้วย แล้วมันผิดตรงไหนกัน ถ้าจะบอกว่าพรรคการเมืองเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่มันเป็นระบบประชาธิปไตย ระบบที่ประชาชนมีสิทธิมีเสรีภาพมีเสียง ที่สามารถต่อสู้ต่อรองได้โดยสันติวิธี เขาก็ต้องเลือกระบบไปทางพรรคการเมืองมากกว่าระบบทหาร แต่ว่ากลไกไทยรักไทยไปรณรงค์มากมายขนาดไหนผมไม่รู้นะ แต่เท่าที่ผมมีโอกาสได้คุย ชาวบ้านเขาชื่นชมระบบรัฐสภามากกว่า และก็ไม่แปลกที่เขาจะชอบไทยรักไทย เพราะไทยรักไทยยังให้อะไรกับเขาบ้าง เช่น การรักษาทุกโรค มีหลักประกันอะไรให้เขาบ้าง มันก็ไม่แปลกที่ชาวบ้านจะชอบ ระบบทหารมีไหมล่ะ มีแต่จัดการกับชาวบ้านปากมูน ออกกฎหมายไม่รู้ตอนนี้กี่ฉบับ กฎหมายป่าไม้ที่ดิน ที่จำกัดสิทธิชาวบ้าน ประมาณ 7-8 ฉบับ เหมือนกฎหมายด้านสื่อ กฎหมายแรงงานด้วย เป็นกฎหมายที่รวมศูนย์อำนาจให้ราชการหน่วยใดหน่วยหนึ่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากมายเลย จำกัดสิทธิชาวบ้าน เราก็รู้อยู่แล้วว่าพวก สนช.ก็เต็มไปด้วยข้าราชการ อำมาตยาธิปไตย พวกขุนนาง พอเข้าไปก็ออกกฎหมายโดยราชการเพื่อราชการ ชาวบ้านก็รับรู้เขาก็บอกว่าต้องหยุด เพราะมันไม่ชอบธรรม และก็อีกไม่กี่เดือนก็จะมีการเลือกตั้ง ควรปล่อยให้รัฐบาลใหม่ดีกว่า

 

ที่สำคัญ มันจะเป็นบทเรียนให้กับองค์กรประชาชนด้วย ในเรื่องกฎหมายต่างๆ ที่องค์กรประชาชนหลายองค์กรคิดง่ายๆ หรือถูกทำให้เชื่อว่าเมื่อไหร่ทักษิณไปแล้ว จะทำให้กฎหมายต่างๆ ที่มันลิดรอนสิทธิเสรีภาพ กฎหมาย นโยบายที่ไม่เป็นธรรมต่างๆ จะหายไป ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเอฟทีเอวอทช์ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ และอื่นๆ และเช่นเดียวกับสมัยก่อน เมื่อรัฐบาลจิ๋ว รัฐบาลชวน ไม่แก้ปัญหา ก็จะตกอยู่ในมายาคติ ทำนองเดียวกันว่า ต้องไล่รัฐบาลก่อนแล้วปัญหาจะได้รับการแก้ไข ซึ่งมันไม่ใช่

 

ถึงเวลาแล้วที่ต้องยกเครื่องกันภายในว่า การที่เราเชื่อแนวคิดแบบผู้นำง่ายๆ ไม่ได้ มีคนเตือนกันมาแล้วว่ามันจะหนักกว่าเก่า เราก็เห็นชัดว่าพอรัฐบาลชุดนี้ขึ้นมาก็หนักกว่าเก่าจริง และถ้าคนเรียนรู้ประวัติศาสตร์การเมือง เข้าใจเรืองเหล่านี้ก็น่าจะประเมินออกแล้วว่ามันเป็นจริง ผมคิดว่าองค์กรภาคประชาชน องค์กรเอ็นจีโอ เหล่านี้ต้องกลับมาทบทวนตรวจสอบบทบาทและก็ยกเครื่องกันภายในด้วย ถ้าตอนนี้ยังอิงแอบไปทางแนวคิดแบบเก่าก็ต้องถอนตัวออกมา ไม่ใช่ว่าไปเชื่อคนที่เขาตั้งตัวว่าเป็นองค์กรประชาชนแล้วก็เดินตามแนวทางแบบเดิม คือมันมีบทเรียนครั้งสำคัญด้วยนะ เป็นสิ่งที่ผมเป็นห่วงอยู่ ที่เดินตามการเคลื่อนไหวของ สนธิ ลิ้มทองกุล พันธมิตรประชาธิปไตย เราต้องเป็นอิสระด้วย ไม่ต้องเป็นนอมินีเขา ต้องถือว่าเขาเป็นแค่องค์กรหนึ่งที่สนับสนุนแนวทางรัฐประหารไม่ว่าจะแก้ตัวให้ดูดีก็ตาม

 

ถ้าเราตามการเคลื่อนไหวของเขาก็จะเห็นว่า สนธิลิ้มพูด ประสงค์ชี้นำ พันธมิตร สุริยะใส สมเกียรติ พิภพ เสริม ทำนองนี้ ลองพิจารณาดูกรณีตำแหน่ง ผบทบ.ซิ ที่ออกมาเชียร์พลเอกสะพรั่ง หรือกรณีอื่นๆ เขาน่าจะเป็นสายเดียวกัน พวกเขาล้วนเป็นนอมินิของพลเอกสะพรั่ง แต่องค์กรประชาชนที่แท้จริงต้องไม่เป็นนอมินิชนชั้นนำเหล่านั้น ทั้ง คมช.และทักษิณ และปัจจุบันนี้เราต้องเป็นอิสระแล้ว

+คิดว่าภาคประชาชนที่เข้าไปร่วมกับสนธิ ลิ้มทองกุล โดนหลอก ?

 

อาจจะไม่โดนหลอก แต่เขาอาจจะเชื่อ แต่สิ่งที่เขาเชื่อมันไม่ใช่ แล้วเราก็ต้องยอมรับว่าองค์กรประชาชนที่ผ่านเคลื่อนประเด็นเฉพาะปัญหาของตนเอง จนลืมเรื่องการเมืองในเชิงโครงสร้าง คือประเด็นพื้นฐานเอาอยู่แล้ว เพียงแต่คิดว่าเปลี่ยนผู้มีอำนาจใหม่แล้วประเด็นของเราก็แก้ได้ แต่มันไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของระบบ เป็นเรื่องของโครงสร้าง เป็นเรื่องของการเคลื่อนตัวของทุนนิยมต่างๆ

 

ปัญหาของประชาชน คือ เราจะมีเสรีภาพได้อย่างไรในการต่อสู้ภายใต้ระบบทุนนิยม เพราะฉะนั้นระบบรัฐสภามันเอื้อกว่า สำหรับการเติบโตอย่างสันติวิธี แต่ระบบทหารมันไม่ใช่อยู่แล้ว ระบบราชการมันไม่ใช่อยู่แล้ว ไม่ได้บอกว่าทักษิณดี แต่ว่าระบบแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นทักษิณ เป็นประชาธิปัตย์ เป็นอะไรขึ้นมามีอำนาจ การต่อรองมันเอื้อกว่าต่อภาคประชาชนในการเคลื่อนขบวน ในการจัดองค์กรในการชุมนุมประท้วง ในการเรียกร้องสิทธิ์ มันต้องมีเสรีภาพ เพราะเสรีภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญให้กับองค์กรประชาชนในการเติบโตในการเคลื่อนไหวโดยสันติวิธี ถ้าไม่มีเสรีภาพ เราคงไม่ได้ข่าวกันใช่ไหมว่าคนนับพันถูกฆ่าจากนโยบายยาเสพติดสมัยทักษิณ ใครใช้นโยบายรุนแรงเหวี่ยงแหที่ภาคใต้ แล้วเราก็ต่อต้านนโยบายเหล่านี้้กัน

 +ตอนนี้ผลรัฐธรรมนูญผ่านแล้วจะเกิดผลกระทบอะไรกับการเคลื่อนไหวภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 และการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนจะไปในทิศทางใด ?

 

มันมีการเรียกร้องให้มีการแก้ไข รธน.แต่ประสงค์ สุ่นศิริ บอกว่าแก้ไม่ได้ มันยาก แต่เมื่อก่อนบอกว่าแก้ได้ แค่ห้าหมื่นชื่อก็แก้ได้แล้ว ก็พูดกลับไปกลับมา ก็ว่ากันไป เรื่องแก้ไข รธน. ในมาตราที่เรามองว่าเป็นปัญหา เช่น การแต่งตั้ง สว. การกำหนดวุฒิการศึกษา องค์กรอิสระ ก็คงต้องสู้กันต่อไปในการแก้ไข รธน.และมีการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ต้องมีหลักการลดอำนาจรัฐทั้งฟากราชการและการเมือง เพิ่มพื้นที่ภาคประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะนโยบายการสร้างรัฐสวัสดิการ เก็บภาษีคนรวย ฯลฯ ที่มิใช่ประชานิยมเชิงสงเคราะห์ของทักษิณ และวาระประชาชนของประชาธิปัตย์ของอภิสิทธิ์

 

และเฉพาะหน้าตอนนี้ต้องยกเลิกกฎอัยการศึก และมีกฎหมายหลายฉบับที่อยู่ใน สนช.ที่รอการนำออกมา เราต้องออกมาคัดค้านและเรียกร้องให้ยุติบทบาทของ สนช.ได้แล้ว และก็รอรัฐบาลใหม่ แต่เท่าที่รู้ก็คือ สนช กำลังฉวยโอกาส เร่งออกกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิของประชาชนในระดับล่าง ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน ชาวนา หรือประมงพื้นบ้าน มันกำลังบีบให้เราเดือดร้อนขึ้น องค์กรภาคประชาชนก็ต้องคัดค้าน พรบ.เหล่านี้ เช่น พรบ.ความมั่นคงฯ ที่เป็นกฎหมายเผด็จการ พรบ.ป่าชุมชน และอื่นๆ ที่ให้อำนาจราชการรวมศูนย์กันต่อไป

 

การปฏิรูปสังคมเศรษฐกิจการเมืองเป็นสิงที่ดี แต่คิดว่าสิ่งที่องค์กรประชาชนต้องให้ความสำคัญมากๆด้วยเช่นกัน ก็คือการปฏิรูปองค์กรประชาชนด้วยเช่นกัน เพราะการสร้างองค์กรประชาชนที่เข้มแข็งคงมีหลายด้าน ทั้งด้านความคิดขององค์กร การสร้างการนำรวมหมู่ มีผู้นำหมุนเวียน การมีโรงเรียนขององค์กรประชาชนเอง สร้างปัญญาทางชนชั้นของตนเอง มีกระบวนการการจัดองค์กรที่เป็นประชาธิปไตยมีการตรวจสอบถ่วงดุลภายใน การสร้างองค์ความรู้ของภาคประชาชน การระดมทุนจากภายใน และอื่นๆ ที่ต้องขบคิดกัน ตลอดทั้งการจัดความสัมพันธ์กับเอ็นจีโอ นักวะ 4ชาการ ปัญญาชน องค์กรต่างๆ อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

 

การเคลื่อนไหวต่อไป แน่นอนว่า ต้องคัดค้านนโยบายเสรีนิยมใหม่ ใช้กลไกตลาดเสรีแบบพวกทักษิณ ประชาธิปัตย์และทุกพรรคการเมืองก็ว่าได้ และสกัดพวกรัฐประหารด้วยเช่นกัน และต้องระวังพวกฉวยโอกาสตีสองสามหน้าหาประโยชน์เฉพาะหน้าส่วนตนด้วยเหมือนกัน เพราะการเมืองภาคประชาชนต้องมั่นคงมีเอกลักษณ์ของตนเองต้องไม่นิยมขุนนางในหมู่ประชาชน พฤติกรรมแบบวีรชนเอกชน แบบพวกนักการเมืองจากพรรคการเมือง นักการเมืองจากระบบราชการ และต้องสร้างวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ภายในองค์กรด้วย คัดค้านความคิดที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าผ่านการล็อบบี้ของผู้ที่่แอบอิงอำนาจด้วยเหมือนกัน ที่สำคัญต้องคิดสร้างให้องค์กรประชาชนชนชั้นล่างนำตนเองได้อย่างแท้จริง เพื่อความเข้มแข็งขององค์กรที่มิใช่เพียงบุคคลเท่านั้น

 

 

 

 

 

ศรายุธ  ตั้งประเสริฐ

 

23 สิงหาคม 2550

บทความนี้ต้องการที่จะนำเอาความคิดเห็นในการลงประชามติของประชาชนในจังหวัดมุกดาหารมาอธิบายโต้แย้งกับการอธิบายถึง “ลักษณะทางการเมืองที่ล้าหลังของคนอีสาน”โดยคณะรัฐประหาร ในนามคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และกลไกของ คมช. นักการเมือง นักวิชาการและสื่อมวลชนกระแสหลัก รวมไปถึงการโต้แย้งชุดความเข้าใจที่ฉาบฉวยและตื้นเขินของบรรดาคนชั้นกลางในเมืองที่มีต่อคนยากจนในชนบท

ทำไมคนมุกดาหารไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

จังหวัดมุกดาหารมีลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจในหลายประการด้วยกัน ดังนี้

1. เมื่อเปรียบเทียบกัน มุกดาหาร ถูกจัดอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรในภาคชนบทซึ่งมีฐานะยากจน แต่ก็มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจน้อยกว่าคนเมือง

2. มุกดาหาร ไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคใดพรรคหนึ่งแต่เป็นพื้นที่ที่มีการแก่งแย่งกันตลอดเวลาของหลายพรรคการเมือง เช่น ไทยรักไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทย ราษฎร กิจสังคม ฯลฯ

3. ผลจากการที่ไม่ได้เป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคไทยรักไทยทำให้มุกดาหารได้รับอานิสงส์ หลังเหตุการณ์ รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 จังหวัดมุกดาหาร ไม่ได้ถูกจัดเป็นพื้นที่ที่ถูกประกาศเป็นเขตกฎอัยการศึก

ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นเขตกฎอัยการศึก แต่ก่อนการลงประชามติ ในจังหวัดมุกดาหารมีการเคลื่อนไหวของ กอ.รมน. และกลไกของมหาดไทยมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเรียกประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน การทำปฏิญญาหมู่บ้านในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย โครงการอาสาสมัครพัฒนาประชาธิปไตย การลงมาตรวจราชการของนายกรัฐมนตรี การสัมมนาผู้นำชุมชน แบบสำรวจความคิดเห็น เอกสารเผยแพร่ของจังหวัดและ กอ.รมน.  ตลอดจนการประชุม/สัมมนาที่จัดโดยองค์กรอื่นๆ ที่มีส่วนได้เสียกับงบประมาณของรัฐบาลชุดนี้  รวมทั้งการวิ่งรถโฆษณาของนักการเมืองท้องถิ่น ทั้งหมดนี้กระทำในวาระของการรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ แต่เนื้อหาที่แท้จริงแล้วก็คือการจูงใจให้ประชาชนไปลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น

เหตุผลของเจ้าหน้าที่รัฐในการชักจูงให้ประชาชนไปรับร่างรัฐธรรมนูญ เนื้อหาโดยสรุปมีดังนี้

1. ร่างรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยกว่าที่ผ่านมา  มีผลประโยชน์ให้ประชาชนมากกว่า (อย่างเกินจริง)

2. ถ้าไม่รับบ้านเมืองก็จะไม่สงบ ไม่มีการเลือกตั้ง และอาจจะเกิดเหตุการณ์นองเลือด (อย่าให้ทหารหมดความอดทน)

3. ในหลวงฯ ท่านอยากให้รับ / ท่านอายุมากแล้วเสียสละมากแล้ว ถ้าสงสารท่านก็ให้รับ (ซึ่งมีคำถามว่าเป็นการนำเอาสถาบันมาใช้ได้คุ้มหรือไม่กับผลลัพธ์ที่ออกมา)

ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวของฝ่ายไม่รับร่างมีเพียงการจัดประชุมวงเล็กๆ ในบางพื้นที่ แจกเอกสาร เนื้อหาแสดงความไม่ชอบของที่มา กระบวนการร่าง และเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ (ที่ ส.ส.ร.ออกมายอมรับในบางประการและปกปิดในอีกหลายประการ) แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวของนักการเมือง ไม่มีการแจกเงิน ไม่มีการเคลื่อนไหวของพระภิกษุ (หรือถ้าจะมีก็น้อย)

จากการพูดคุยถึงทัศนะความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ พอจะสรุปความคิดเห็นในการรับ/ไม่รับร่างได้ ดังนี้

 

 1. เหตุผลในการรับร่าง อยากให้มีการเลือกตั้ง อยากให้สถานการณ์กลับสู่สภาพปกติ

2. เหตุผลในการไม่รับ  อ่านไม่ทันและไม่มั่นใจกับคณะผู้ร่าง/ไม่เอาทหาร/ไม่ชอบที่ข้าราชการทำตัวเป็นใหญ่  (ไม่มีใครเคยพูดถึงเรื่องการไม่บรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติเลย)

หลังการลงประชามติ ชาวมุกดาหาร มีมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 104,907 คน หรือประมาณ 75.24% ของผู้ใช้สิทธิในจังหวัดทั้งหมดและได้ ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 3 ของกลุ่มจังหวัดในภาคอีสานที่มีมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ  ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่ามากกว่าคะแนนเสียงที่พรรคไทยรักไทยเคยได้รับในการเลือกตั้งปี พ.ศ.2548 (49,7 09 คะแนน) ถึง 55,798 คะแนน

ถ้าการอธิบายอย่างที่อาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นักวิชาการ/คอลัมนิสต์ /นักประชาธิปไตย (ที่สนับสนุนการรัฐประหาร) ผ่านสื่อมวลชน (20 ส.ค.50) ว่า เสียงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนภาคอีสานเกิดจากเหตุผล 2 ประการคือ อิทธิพลของพรรคไทยรักไทย และการชี้นำโดยมีพระสงฆ์ทำงานเดินสายคว่ำรัฐธรรมนูญ เช่นนั้นแล้วปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดมุกดาหารจะอธิบายว่าอย่างไร

หรือคำกล่าวของ พล.อ.สนธิ ประธาน คมช.ที่ว่า”รัฐได้รณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเท่านั้น ไม่ได้รณรงค์ให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ” (20 ส.ค.50)นั้น จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นที่จังหวัดมุกดาหารว่าอย่างไร

ผู้เขียนมีข้อสมมติฐานว่า การอ้างแต่ข้อดีของรัฐธรรมนูญ (ซึ่งถือเป็นการบิดเบือนลักษณะหนึ่ง) การอ้างความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง การอ้างถึงสถาบันชั้นสูง แต่ในทางกลับกัน ลักษณะการบริหารงานแบบอำนาจนิยมในระบบราชการ การส่อลักษณะการทุจริตในโครงการของรัฐ เช่นโครงการอยู่ดีมีสุข (ซึ่งก็เป็นโครงการประชานิยมที่คณะรัฐประหารเคยโจมตีนั่นเอง) การปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในการกระชุมพบปะพูดคุยแทบทุกครั้งในชุมชน ประกอบกับ  ความไม่คืบหน้าในผลงานการบริหารประเทศของรัฐบาล เศรษฐกิจตกต่ำ ข้าวของแพง (ข้าวเหนียว กก.ละ 30 บาท ในขณะที่ข้าวจ้าว กก.ละ 22 บาท) และการที่สื่อมวลชนเสนอข่าวไปในทิศทางเดียว โจมตีแต่ไทยรักไทยและกลุ่มที่เคลื่อนไหวไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะโจมตีคนอีสานว่ามีการรับเงินให้ล้มร่างรัฐธรรมนูญ  ทั้งหมดนี้ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลในสังคมไทย และอาจเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ประชาชนจังหวัดมุกดาหาร ไม่ไว้วางใจและแสดงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในที่สุด

 หากจะนำปรากฏการณ์ของจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่ฐานเสียงของไทยรักไทย  และไม่ได้อยู่ในเขตประกาศกฎอัยการศึก  ผลการลงประชามติที่ชาวมุกดาหารมีเสียงไม่รับถึง 75.24% มาอธิบายว่าเป็นตัวแทนความคิดเห็นที่เป็นอิสระของคนยากจนในอีสานทั้งภาค (5,149,957 เสียง) ที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งน่าจะรวมไปถึงคณะรัฐประหารด้วยแล้ว  ผลของประชามติคราวนี้ก็คือการตอบโจทย์ที่คณะรัฐประหารตั้งไว้ อย่างสุภาพและเจียมเนื้อเจียมตัวที่สุดของคนยากคนจนในอีสาน เพียงแต่ว่าจะมี คณะรัฐประหาร/คนชั้นกลาง/นักวิชาการ/นักประชาธิปไตยหรือสื่อมวลชน รวมทั้งเพื่อนร่วมชาติสักกี่คนที่จะยินยอมรับฟังอย่างเคารพว่ามีศักดิ์ศรีมีน้ำหนักเท่าเทียมกับคนชั้นกลางหรือคนในภาคส่วนอื่นหรือไม่

ถ้าหากความกล้าหาญและเจตนารมณ์ในการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของคนอีสานถูกตีความและประณาม จากคนชั้นกลางที่มีความรู้ ฐานะทางเศรษฐกิจ และสติปัญญาที่จะเข้าถึงอุดมคติของประชาธิปไตยได้มากกว่า (ซึ่งเป็นเช่นนี้ตลอดมา) ว่า ไม่มีการศึกษา เห็นแก่ผลตอบแทนเฉพาะหน้า ซื้อสิทธิขายเสียง เป็นฐานเสียงให้พรรคการเมือง คำถามที่คนอีสานคงอยากตั้งคำถามกลับถ้าทำได้ก็คือ เหตุผลในการที่พวกท่าน (คนชั้นกลาง) ไปลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีความเกี่ยวโยงกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยแค่ไหน หรือเพียงเพื่ออยากให้สังคมยุติความขัดแย้ง เศรษฐกิจดีขึ้น สงสารในหลวง กลัวการนองเลือด ซึ่งถ้าเหตุผลในการรับร่างรัฐธรรมนูญมีเพียงเท่านี้แล้ว กิจกรรมการลงประชามติของพวกท่านก็คงเป็นกิจกรรมที่ไร้ความหมายสิ้นดีสำหรับอุดมการณ์ประชาธิปไตย

 ความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลังการลงประชามติ

 นักสันติวิธีบางคนยอมรับการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 เพราะว่าเป็นการรัฐประหารที่ไม่มีการนองเลือด  เช่นเดียวกันกันลงประชามติ 19 สิงหาคม พ.ศ.2550 ก็คงจะไม่มีประเด็นความรุนแรงใดๆ ในทัศนะของพวกเขา แต่การออกมาพูดของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร ว่า 14 ล้านเสียง ที่รับร่างรัฐธรรมนูญเป็นเสียงที่บริสุทธิ์ (24 ส.ค.50) และจะกำหนดให้หน่วยงานความมั่นคงลงมาดำเนินการแก้ไขปัญหาในพื้นที่สีแดง (พื้นที่ที่มีการแสดงมติไม่รับร่างมากกว่า) จึงเกิดคำถามตามมาว่า 10 ล้านเสียงที่ไม่รับร่างจะเป็นเสียงที่ไม่บริสุทธิ์หรือ  อะไรที่คณะรัฐประหารมองว่าเป็นปัญหา และจะลงมาแก้ปัญหาด้วยวิธีการใด อะไรจะเกิดขึ้นกับคนอีสานบ้าง ในเมื่อการนับเสียงประชามติซึ่งทำการนับที่หน่วย เท่ากับเป็นการเปิดเปลือยความคิดเห็นของประชาชนในระดับหมู่บ้านต่อหน่วยงานความมั่นคงของรัฐด้วย 

 ถ้าเรามองประเด็นความรุนแรงให้มากไปกว่าความรุนแรงทางกายภาพแล้ว ท่าทีของ พล.อ.สนธิ รวมถึงนักวิชาการลูกอีสานอย่างอาจารย์สมเกียรติ ในการประณามคนอีสาน ถือเป็นความรุนแรงในเชิงโครงสร้างหรือไม่ การอ้าง 14 ล้านเสียงว่าเป็นชัยชนะ โดยไม่สนใจ 10 ล้านเสียงหรือผู้ไม่ไปใช้สิทธิว่ามีเจตนารมณ์อย่างไร และตีตราว่าเป็นปัญหาของประเทศ เท่ากับเป็นการแยกประชาชนออกเป็นสองฝ่าย หากเป็นเช่นนั้นแล้ว อะไรเล่าคือการยุติความแตกแยกของคนในชาติ อันเป็นเหตุผลข้อหนึ่งของคณะรัฐประหารที่เคยให้ไว้แต่แรก อะไรเล่าคือความแตกต่างของรัฐบาลทักษิณและคณะรัฐประหาร และอะไรเล่าคือการยุติความขัดแย้งที่คณะรัฐประหารนำมาเชิญชวนให้ผู้คนออกมารับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะสิ่งที่คนยากจนในอีสานมองเห็นได้ก็คือคือการดูถูกและการไม่เคารพความคิดเห็นที่พวกเขาได้แสดงออก นอกจากความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ดำรงอยู่ตลอดมาแล้ว  ยังมีความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการไม่เคารพความแตกต่างทางความคิด วัฒนธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นคนที่เท่าเทียมกันของคนในสังคมไทยด้วย

บทส่งท้าย

ผู้เขียนมีข้อสงสัยอยู่ว่า ในขณะที่อีสานหลากหลายด้วย นักคิด นักเขียน ปราชญ์ ผู้รู้ นักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม นักวิชาการ NGOs ฯลฯ ซึ่งต่างก็มีชีวิตดำรงอยู่ได้ด้วยความรักและความรอบรู้ถึงทุกสรรพสิ่งในแผ่นดินอีสานในทุกๆ มิติ แต่จากการที่คนอีสานกว่า 5 ล้านคนถูกกล่าวประณามโดยนักรัฐประหาร กลับไม่มีผู้ใดเลยออกมาแสดงความคิดเห็นโต้แย้งแทนพวกเขาเหล่านั้น จึงทำให้ผู้เขียนเกิดความสงสัยว่า พวกเขาเหล่านั้นเห็นด้วยกับตรรกะของนักรัฐประหาร/คนชั้นกลางไปแล้ว หรือว่าความกล้าหาญที่พวกเขามีอยู่ได้หดหายไปจนหมดสิ้นแล้ว

 

 

 

ทางออกแรงงาน โรงงาน

 

ปรากฏการณ์การปิดตัวของบริษัทไทยศิลป์อาคเนย์ อิมพอร์ต เอ็กซ์พอร์ต จำกัด และอีกหลายโรงงานหลังจากนั้นคงไม่อธิบายได้เพียงด้วยเรื่องของการขาดทุนเท่านั้น แต่ยังสามารถอธิบายให้ลึกลงไปได้ถึงความผูกพันระหว่างทุนภายในประเทศกับทุนต่างๆของโลกอย่างแนบแน่น แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องราวใหม่ แต่คงต้องยอมรับว่ามีผลสะเทือนไม่น้อยนับจากนี้ต่อไปถึงอนาคต เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์ทรบได้ในระดับหนึ่งแล้วว่าการปรับตัวให้เท่าทันกับโลกแบบที่เรียกว่า ‘โลกาภิวัตน์’ นั้นยังไม่สามารถทำได้ถึงระดับต่อรอง แข่งขันหรือมีส่วนกำหนดบทบาทในตลาดของโลก ผลสุดท้ายเมื่อเกิดการผันผวนบางประการดังในช่วงเวลานี้ เช่น กรณีค่าเงิน หรือการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนรายใหญ่ การปิดตัวของโรงงานจึงกำลังปรากฏขึ้นอย่างเป็น ‘โดมิโน’

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโรงงานจะปิดตัวหรือไม่ ในโลกแบบ ‘โลกาภิวัตน์’ ชะตากรรมของผู้รับเคราะห์กลับถูกกำหนดไว้แล้วอย่างถาวร ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ‘แรงงาน’ คือปัจจัยหลักของการลดต้นทุน ปกติค่าแรงที่ก็ถูกแสนถูกจนแทบเลี้ยงตัวเองยังไม่พอจนไม่ต้องนับไปถึงครอบครัวว่าจะเป็นอยู่อย่างไรอยู่แล้ว สุดท้ายเมื่อโรงงานต้องปิดตัวลงด้วยความรู้ไม่เท่าทันสถานการณ์โลก ชะตากรรมของ ‘แรงงาน’ จึงไม่ได้เพียงหมายถึงการไม่มีงานทำของแรงงานหรือการขาดรายได้เท่านั้น แต่เลวร้ายไปถึงขั้นถูกชักดาบค่าแรงเพราะนายจ้างไม่มีจะจ่าย ชะตากรรมนี้เป็นอีกการชี้วัดหนึ่งที่ว่าแท้จริงแล้วในโลกแบบ ‘โลกาภิวัตน์’ คงกำลังมอง ‘แรงงาน’ เป็นเพียง ‘ปัจจัยการผลิต’ เท่านั้น

ในโลกแบบ ‘โลกาภิวัตน์’ คงไม่เพียงนักลงทุนจะต้องเรียนรู้อย่างเท่าทันเท่านั้น แต่เวลานี้ ‘แรงงาน’ คงต้องเรียนรู้อย่างเท่าทันด้วย เพราะนอกจากจะเป็นเสมือนเกราะป้องกันตัวในสถานการณ์ที่การแข่งขันของโลกใหม่เป็นไปอย่างเชี่ยวกรากแล้ว ยังหมายถึงการดำรงไว้ซึ่งสิทธิอันพึงได้ในฐานะมนุษย์ที่ต้องการอาหารดีๆ ที่นอนอันอบอุ่นสบาย สุขภาพที่แข็งแรง ไม่ต่างอะไรกับนายจ้าง หรือคนอื่นๆในสังคม

 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2550 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สหภาพแรงงานอัญมณีและเครื่องประดับสัมพันธ์ ชมรมเพื่อน เพื่อ เพื่อน กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ และมูลนิธิเพื่อนหญิง จัด เวทีเสวนาวิชาการเรื่อง ‘สถานการณ์แรงงาน สุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานยุคโลกาภิวัตน์’ เพื่อให้ความรู้แก่แรงงานประมาณ 40 คน ณ ร้านอาหารโขงสาละวิน อ.เมือง จังหวัดลำพูน ‘ประชาไท’ ขอเก็บ ‘ความรู้’ ในงานเสวนาวิชาการนี้มาขยายเพื่อเป็นอีกภุมิคุ้มกันหนึ่งที่จะทานสถานการณ์อันผันผวนของโลกแบบ ‘โลกาภิวัตน์’ นี้

 

รู้จัก ‘โลกาภิวัตน์’ (อย่างย่อ)

 รศ.ดร.สมเกียรติ ตั้งนโม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน วิทยากรคนแรกเริ่มต้นอธิบายเกี่ยวกับคำว่า ‘โลกาภิวัตน์’ ว่า แรงงานไทยในยุคโลกาภิวัตน์ไม่ใช่แรงงานท้องถิ่นที่ไม่สัมพันธ์กับโลกรอบตัวอีกต่อไป ทั้งนี้ คำว่า ‘โลกาภิวัฒน์’ นั้น ครอบคลุม 3 ด้าน คือ โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม

โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ เป็นเรื่องของการจัดการให้มีการลงทุนใน 2 ด้าน ด้านแรกคือในการลงทุนทางการเงินหรือตลาดหุ้น จะทำให้เกิดทุนไหลเวียนไปทั่วโลก เงินทุนนี้นำไปสู่การลงทุนด้านที่ 2 หรือการลงทุนจริง เช่น โรงงานต่างๆ

โลกาภิวัตน์ทางการเมือง มีระบบเสรีนิยมประชาธิปไตยเป็นขั้วหลัก ผู้นำในระบบนี้มองไปที่สหรัฐอเมริกาได้ เป็นระบบที่ครอบครองพื้นที่การเมืองโลก 80-90 เปอร์เซ็นต์ และสัมพันธ์สู่ระบบทุนนิยมหรือโลกาภิวัฒน์ทางเศรษฐกิจ ระบบนี้เป็นโลกาภิวัตน์ทางการเมืองของโลกหลังกำแพงเบอลินถูกทำลาย ทำให้โลกกลายเป็นโลกขั้วเดียว ส่วนประเทศสังคมนิยมต่างๆหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือรัสเซียก็ปรับตัวสู่ระบบนี้

 โลกาภิวัฒน์ทางสังคม หมายถึงการติดต่อกันผ่าน ‘สัญญาประชาคม’ เป็นความสัมพันธ์ในการติดต่อกัน แม้แต่นายทุน นายจ้างหรือลูกจ้างก็สัมพันธ์แบบนี้ หมายความว่าไม่ได้ติดต่อกันด้วยความเป็นพี่น้องหรือศีลธรรมใดๆทั้งสิ้น แรงงานหรือลูกจ้างสามารถถูกไล่ออกทันทีในวันนี้เลยก็ได้ หรือแม้แต่คำว่า ‘เอ็มโอยู’ ที่กล่าวถึงในเรื่องการเลือกตั้งที่สหภาพยุโรป (EU) จะขอมาสังเกตการการเลือกตั้งก็เป็นเรื่องปกติระหว่างรัฐต่อรัฐของโลกยุคนี้ที่ต่อรองกันได้ ไม่ใช่เรื่องของอาณานิคม

ส่วนระดับที่มาถึงตัวเราเรียกว่า เป็น Pop Culture หรือ McDonald Culture หรือการโฆษณาให้รับรู้อะไรง่ายๆแบบเดียวกัน เป็นการประดิษฐ์สังคมแบบหนึ่งขึ้นมาเพื่อให้นิยมสิ่งเดียวกัน สนุกแบบเดียวกันอย่างผิวเผิน ซึ่งจะไม่นำความเป็นท้องถิ่นมาพูด

รศ.ดร. สมเกียรติ ได้ฟันธงในรูปแบบที่อธิบายมาว่าทั้งหมดนี้คือหลักการหนึ่งที่เรียกว่าเป็น ‘ศาสนาใหม่’ สำหรับ ‘ยุคโลกาภิวัฒน์’ โดยมีป้ายชื่อที่เรียกว่าศาสนา ‘เสรีนิยมใหม่’

ศาสนาใหม่ของโลกปัจจุบัน ‘ศาสนาเสรีนิยมใหม่’

 ‘ศาสนาเสรีนิยมใหม่’ ในมุมมองของ รศ. สมเกียรติ มีหลักการสูงสุด 3 ประการ

ประการแรกคือ การทำลายกฎระเบียบข้อบังคับ ขนบจารีต หรืออะไรที่เคยเป็นกรอบของสังคม (deregulation) เช่น การมีกำแพงภาษีเพื่อปกป้องการลงทุนในประเทศหรือการมีสวัสดิการเดิมในรัฐจะต้องถูกทำลาย

ประการที่ 2 ทุนไหลได้เสรี (Free Capital) ลักษณะนี้จะเข้าไปทำลายกฎระเบียบทางการลงทุน เพื่อให้ทุนขนาดใหญ่สามารถไหลไปลงทุนในธุรกิจที่มีกำไรประเทศไหนก็ได้ ทุนขนาดใหญ่เหล่านี้จะอยู่ในยุโรป ญี่ปุ่น สิงคโปร์ หรืออเมริกา แต่จะไปลงทุนในท้องถิ่นประเทศไหนก็ได้ รวมทั้งไทย

ประการสุดท้าย การแปรรูป (Privatization) ศาสนาใหม่มองว่ารัฐควรมีบทบาทลงทุนในแง่นโยบายเท่านั้นแต่ ห้ามลงทุนธุรกิจใดๆ ดังนั้นรัฐวิสาหกิจจึงให้เป็นเรื่องของเอกชนด้วย กระบวนการแปรรูปจึงเกิดขึ้น การจัดการตรงนี้จะทำผ่านนักการเมืองขายตัวทั้งหลายที่ไม่เคยเป็นตัวแทนของเรา แต่เป็นตัวแทนของทุนต่างชาติขนาดใหญ่

“เคยเห็นหรือไม่ ใครเป็นตัวแทนแรงงาน ใครเป็นตัวแทนผู้หญิงในประเทศ ใครเป็นตัวแทนราชการ...ไม่มี และไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนก็พยามยามทำการแปรรูป และมักจะแปรรูปกับวิสาหกิจที่ทำกำไร โดยทำให้ทุกสิ่งแพงขึ้น” รศ.สมเกียรติกล่าว พร้อมยกตัวอย่าง ค่าโทรศัพท์ที่เดิมเคยโทรกันได้ครั้งละ 1 บาท ไม่เกิน 3 บาท แต่เวลานี้อาจเริ่มต้นที่ 5 บาท เป็นต้น

ปัจจัยของ ‘ศาสนาเสรีนิยมใหม่’ แรงงานคือตัวทำกำไรสูงสุด

รศ.ดร. สมเกียรติ กล่าวต่อไปว่า การลงทุนของศาสนาของเสรีนิยมใหม่ในภาค Real Factor จะต้องมี ที่ดิน เครื่องจักร วัตถุดิบ แรงงาน การตลาด การขนส่งหรือการกระจายผลผลิต ในองค์ประกอบเหล่านี้สิ่งที่แปรผันได้คือ วัตถุดิบ แรงงาน และการขนส่ง ซึ่งแรงงานกับวัตถุดิบคือสิ่งที่แปรผันได้มาก จึงทำให้มีการลดวัตุดิบในการผลิตลงเพื่อให้มีกำไรสูง ในอีกทางหนึ่ง แรงงานจะเป็นตัวที่ทำกำไรสูงสุดด้วย ทั้งนี้ การลงทุนในประเทศไทยส่วนมากแล้วนักลงทุนไทยมักทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ประกอบเครื่องเท่านั้น วัตุดิบอาจจะส่งมาจากนายทุนใหญ่ต่างประเทศ หากทำกำไรได้แสนล้านก็ไปอยู่ที่นายทุนใหญ่ต่างประเทศ ส่วนการลดค่าแรงของแรงงานจึงถือเป็นกำไรส่วนเกินที่นายทุนท้องถิ่นจะได้รับ

ดังนั้น ศานาใหม่จึงมีผลกระทบกับแรงงาน เกิดการจัดการโดยลดค่าแรง สวัสดิการและบริการต่างๆลง ศาสนาใหม่จึงมีส่วนทำลายคนจนไม่ว่าจะในด้านด้านสุขภาพ การศึกษา สวัสดิการ เพราะสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็นต้นทุน แม้แต่ในระบบข้าราชการเองเดิมจะเห็นว่าสามารถได้ค่ารักษาฟรีรวมไปถึงภรรยา ลูกและพ่อแม่ แต่ปัจจุบันข้าราชการพันธุ์ใหม่จะได้ค่ารักษาเฉพาะสามีภรรยากับลูกเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ลดลงเพราะเป็นรายจ่ายที่ไม่ทำกำไรให้รัฐหรือโรงงาน คำถามต่อศาสนาใหม่ที่กำลังเผชิญคือ ทำไมเงินเดือนจึงน้อยไม่พอกินและอยู่กับที่ และชีวิตตกต่ำลง อีกทั้งกำลังมีการแก้ฎหมาย กฎระเบียบ ของรัฐเพื่อให้สินค้ามีกำไรสูงขึ้น รูปแบบเหล่านี้ไม่ได้เกิดแค่ในประเทศไทยแต่คือลักษณะที่กำลังแพร่กระจายไปทั่วโลก

ทางออก คือ L A S P

ในการเสวนา รศ.ดร. สมเกียรติ ได้เสนอทางออกสำหรับแรงงานในโลกแบบ ‘โลกาภิวัตน์’ ที่เรียกว่า L A S P ไว้ดังนี้

L (Learning) แรงงานต้องเรียนรู้เป็นอันดันแรก คือเรียนรู้จากสถานการณ์แรงงานไทยและบทเรียนจากการถูกกดขี่ของแรงงานทั่วโลก

A (analyze) หรือการวิเคราะห์ว่าการแก้ปัญหาในประเทศอื่นๆ เปรียบเทียบกับประเทศไทย

S (Synthesis) หรือการ สังเคราะห์เพื่อประยุกต์ปัญหาและการแก้ไขให้เข้ากับประเทศไทย

P (Practice) การนำไปสู่การปฏิบัติ

ทั้งนี้ รศ.ดร.สมเกียรติ กล่าวเสริมถึงวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้คือเพื่อให้บรรลุถึง EQ ซึ่ง E คือ Economic Quality หรือคุณภาพทางเศรษฐกิจของแรงงาน อีกส่วนหนึ่งคือ Emotional Quality หรือคุณภาพทางอารมณ์ของแรงงาน อีกทั้ง การเรียนรู้สุดท้ายจะนำไปสู่เป้าหมายที่แรงงานพึงได้รับคือ F E S A H O

F คือ Food /Family หรือ มีอาหารที่ดีและครอบครัวที่ดี

 E คือ Education หรือ การศึกษา

 S คือ Shop หรือสถานที่ทำงานดี มีบริการที่ดี มีสวัสดิการที่ดี

 A คือ Association หรือสมาคมหรือสหภาพ เพื่อทำหน้าที่ในการเจรจาต่อรองอย่างมีศักดิ์ศรี

 H คือ House/Healthy หรือที่อยู่อาศัยดีและมีสุขภาพที่ดี

 O คือ Opportunity หรือมีความก้าวหน้าในการงานเมื่อผ่านเวลาและมีประสบการณ์

การจัดการ ‘แรงงาน’ ในโลกแบบ ‘โลกาภิวัฒน์’

 ผศ.ดร.เสาวลักษณ์ ชายทวีป คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวถึงกระบวนการผลิตและการจัดการแรงงานในยุคปัจจุบันว่า เวลานี้การผลิตได้เชื่อมโยงกันหลายที่ หรือมีการแบ่งงานกันทำในระดับโลก สินค้าหนึ่งชิ้น เช่น จักรยาน 1 คัน หรือรองเท้า 1 คู่ จะไม่ได้ผลิตในที่เดียว แต่จะกระจายกันไป ล้ออาจผลิตในประเทศหนึ่ง โครงรถอาจผลิตอีกประเทศหนึ่ง ภายใต้กระแสเหล่านี้ ประเทศไทยถูกมองว่ามีแรงงานราคาไม่แพงเพื่อป้อนการผลิต แต่สิ่งที่สำคัญและกระทบต่อแรงงานคือ การจ้างงานหรือการจัดองค์กรเป็นไปในรูปแบบการผลิตยืดหยุ่นมาก ในระดับประเทศจึงเกิดแบ่งซอยการผลิตไปจากโรงงานใหญ่ ไปสู่การผลิตย่อย เช่น การจ้างเหมาช่วง

ดังนั้นในอนาคตอุตสาหกรรมหลายอย่างจะเคลื่อนย้ายไปผลิตในที่ต่างๆ และเกิดโรงงานย่อยมากขึ้น เช่น ในเชียงใหม่จะเห็นว่ามีโรงงารสิ่งทอย่อยเยอะขึ้น จะทำให้มีความซับซ้อนทางของความสัมพันธ์หรือการจ้างองค์กรเป็นไปในเฉพาะทางมากขึ้น

ในขณะที่ขอบข่ายนิยามของแรงงานเดิมยังถูกมองเฉพาะในโรงงานขนาดใหญ่เท่านั้น ทั้งที่ในความสัมพันธ์ที่ซับซ่อนตอนนี้คงต้องมองไปในองค์กรย่อยหรือในหมู่บ้านด้วย สหภาพแรงงานจึงจะต้องรวมไปถึงแรงงานเหล่านั้นเพื่อให้แรงงานพัฒานาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ผศ.ดร.เสาวลักษณ์ กล่าวถึงปัญหาของความยืดหยุ่นในการจ้างงานย่อยไปและเป็นผลกระทบในภาคการผลิตคือความคลุมเครือในการให้นิยามของตัวเอง มีความก้ำกึ่งในการนิยามแรงงานในโรงงานขนาดใหญ่กับหน่วยการผลิตย่อย ในกระแสนี้ถ้าไม่มีการปรับตัวจะมีผลกระทบ

จากนั้นจึงยกตัวอย่างการแกะรอยการผลิตในอุตสาหกรรมสิ่งทอที่เห็นความความซับซ้อนว่า เพียงตำบลเดียวในอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ มีการผลิตสิ่งทอที่นำกลับไปทำที่บ้านจากกลุ่มทุน 20 กว่ากลุ่ม ประเด็นดังกล่าวแม้จะมีมากว่า10 ปี แล้วแต่ในด้านการศึกษากลับยังเรื่องนี้ยังขาดอยู่

‘แรงงาน’ ไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดสิทธิตัวเอง

ด้านนายสุชาติ ตระกูลหูทิพย์ จากมูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวในประเด็นคุณภาพชีวิตของแรงงานว่า สิ่งตอบแทนของแรงงานจะถูกกำหนดด้วย 2 ส่วน ส่วนแรกคือกฎหมายที่ไม่รู้ใครเขียนแต่จะเขียนกำหนดเสมอด้วยคำว่า ‘ขั้นต่ำ’ เป็นอย่างนี้เพราะการลงทุนในโลกาภิวัตน์นี้ไม่ได้พูดเรื่อง ‘คุณธรรม’ แต่พูดกันด้วย ‘ผลกำไร’ ดังนั้นแม้แต่ เรื่อง ‘ค่าตกใจ’ หรือค่าชดเชยการเลิกจ้างโดยไม่บอกล่วงหน้าก็เป็นขั้นต่ำทั้งหมด

ในอีกส่วนหนึ่งแม้จะเขียนถึงสิ่งตอบแทนแรงงาน แต่กฎหมายได้เขียนกำหนดแยกไว้อีกที่หนึ่ง โดยแรงงานไม่รู้ว่าเป็นเรื่องสวัสดิการของตัวเองตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ปี 2518 และถ้าอยากได้ต้องไปเรียกร้องเอาเองผ่านการรวมกลุ่ม โดยผู้จ้างเวลาจ้างงานก็จะบอกแต่เรื่องค่าจ้างแต่ไม่เคยบอกเรื่องสิทธิในการรวมกลุ่ม ดังนั้นสิ่งที่สมควรต้องรู้เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่นอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดจึงไม่ได้รู้

‘สหภาพ’ อำนาจต่อรองเดียวของแรงงาน

 นายสุชาติ กล่าวต่อไปว่า ในเรื่องสภาพการจ้าง กฎหมายเขียนไว้ว่าถ้าบริษัทไหนไม่มีก็ให้เอากฎระเบียบบริษัทมาเป็นสภาพการจ้างโดยปริยาย ในทางหลักการ กฎระเบียบจะเป็นข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แต่ในความจริงการตกลงนี้ในเกือบทุกบริษัทกลับมาจากนายจ้างทั้งหมด เพียงแต่ส่วนที่ได้มาในกฎระเบียบนอกเหนือจากนั้นกลับมาจากการรวมกลุ่มเรียกร้องทั้งนั้น การรวมกลุ่มจึงเป็นทางออกเดียวตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน การสู้ของแรงงานต้องมี ‘สหภาพแรงงาน’ สำหรับแรงงาน ถ้าไม่มีตรงนี้ก็คือต้องลาออกไป

มาตรา 75 เครื่องมือนายจ้าง

 นายสุชาติ ยังได้กล่าวถึง เครื่องมือทางกฎหมายที่สำคัญของนายจ้างในการควบคุมแรงงานอีกอย่างหนึ่ง คือ มาตรา 75 ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 บัญญัติว่า เมื่อนายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนชั่วคราวโดยเหตุใดเหตุหนึ่งที่ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย นายจ้างต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับ ตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน)

กฎหมายดังกล่าวจึงเป็นตัวบั่นทอนการต่อสู้ของแรงงาน และใช้เพื่อสลายการรวมกลุ่ม เมื่อบริษัทไม่มีออร์เดอร์ก็จะใช้มาตรา 75 ในการหยุดงานบางส่วน โดยจ่ายค่าจ้างเพียง 50 เปอร์เซ็ศนต์ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งถ้าแรงงานไม่พอใจก็ให้ลาออกไปเอง ส่วนนายจ้างกลับได้ประโยชน์เพราะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าตกใจหรือค่าเลิกจ้างเพราะเป็นการสมัครใจลาออก กฏหมายแบบนี้ไม่รู้ว่าออกมาได้อย่างไร เพราะแรงงานได้รับเงินเดือนแค่ 50 เปอร์เซ็นต์จึงรับไม่ไหว ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐก็จะมองว่านายจ้างทำถูกตามกฎหมายแล้ว

 นายสุชาติ ยังได้กล่าวถึงกรณีการปิดตัวของบริษัทไทยศิลป์ฯว่า เป็นปรากฏการที่ชัด สุดท้ายกระทรวงแรงงานกลับมาล็อบบี้แรงงานให้รับค่าชดเชย 50 เปอร์เซ็นต์โดยขอให้แรงงานเห็นใจนายจ้างที่ไม่มีเงิน แต่ในขณะเดียวกันนั้นนายจ้างกลับยังมีอุปกรณ์การผลิตและที่ดินอีกหลายแปลงมาจ่ายให้กับลูกจ้างได้ แต่การปิดโรงงานกลับกลายเป็นลูกจ้างต้องแบกรับภาระเอง ส่วนรัฐกลับไม่ได้มองเห็นสิ่งที่ต้องจัดการ ซึ่งรัฐต้องเก็บเงินจากบริษัทไว้เผื่อการขาดทุนหรือย้ายฐานการผลิต แต่กลับมองว่าถ้าตั้งเงื่อนไขแบบนี้แล้วจะไม่มีใครมาลงทุนกลายเป็นสุดท้ายเมื่อเกิดปัญหา แรงงานจึงต้องรับภาระปัญหาที่เกิด และหลังจากนี้คงมีอีกหลายบริษัทที่จะทยอยปิดตัวและไม่รู้จะเป็นลักษณะเดียวกับบริษัทไทยศิลป์ฯ หรือไม่

‘คณะกรรมการสวัสดิการ’ โกหกคำโตของกระทรวงแรงงาน

 นายสุชาติ อธิบายต่อไปว่า ทำไมต้องมีสหภาพหรือการรวมกลุ่ม เพราะหลายสิ่งที่นายจ้างเคยให้ก็คือสิ่งที่พร้อมจะไม่ให้ได้ตลอดเวลา เพราะเมื่อไหร่ที่นายจ้างจะไม่ให้สวัสดิการที่เคยได้ แรงงานก็ต้องลาออกไปเองถ้าไม่พอใจ ในขณะที่กระทรวงแรงงานกลับมองว่าการมีสหภาพคือการนำไปสู่การปะทะระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง จึงบอกให้มีองค์กรกลางระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างโดยไม่ต้องมีสหภาพ นั่นคือให้มีคณะกรรมการสวัสดิการแทน

อย่างไรก็ตาม ในทุกโรงงาน คณะกรรมการสวัสดิการกลับไม่มีกรรมการที่มาจากเลือกตั้งหรือไม่เคยมีโรงงานไหนที่แรงงานสามารถเรียกร้องผ่านคณะกรรมการนี้แล้วเคยได้ผล ซึ่งเป็นเพราะคณะกรรมการดังกล่าวไม่มีฐานะทางกฎหมาย แต่มาจากการแต่งตั้งหัวหน้างานไปเป็นคณะกรรมการซึ่งจะไม่มีอำนาจทางต่อรองใดๆกับบริษัท คณะกรรมการนี้จึงเป็นสิ่งที่ทางกระทรวงแรงงานเท่านั้นที่บอกว่าดีมาก แต่จะไม่ทำให้เกิดการรวมตัวของแรงงาน

ในขณะที่การตั้งสหภาพตามกฎหมายสามารถทำได้ตั้งแต่ 10 คน แต่กฎหมายกลับไม่คุ้มครองผู้ริเริ่มก่อการเลย และถ้ามีคนเพียงเท่านี้มาตั้งสหภาพทั้ง 10 คน คงถูกไล่ออกหมด เรื่องนี้ล้าลังกว่าในเขมรเสียอีก เพราะเขมรเพียง 3 คนก็ตั้งสหภาพได้ เคยมีการยื่นแก้ไขไปไม่รู้กี่ปีแล้วก็ไม่มีการตอบรับในการคุ้มครองผู้ริเริ่มก่อการ

 ‘รัฐสวัสดิการ’ เป้าหมายระดับใหญ่ที่ต้องไปให้ถึง

 

นายเจษฎา โชติกิตภิวาท ตัวแทนจากกลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ ( ปรส. ) และผู้ดำเนินการเสวนา กล่าวว่าได้ตั้งกลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการเพื่อเพราะต้องการให้รัฐมีนโยบายพื้นฐานที่ดูแลสวัสดิการที่ดีสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งนโยบายนี้ต่างจากนโยบายประชานิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือประชานิยมที่มีลักษณะสังคมสงเคราะห์ และต่างจากวาระประชาชนของพรรคประชาธิปัตย์ แต่การที่จะทำเรื่องรัฐสวัสดิการได้จะต้องเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่จนเพียงแต่ต้องกระจาย จะทำได้ต้องพึ่งพลังประชาชนเป็นพลังที่ 3 ซึ่งเห็นได้ในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่ไม่ปล่อยให้นักการเมืองพูดฝ่ายเดียว รัฐจะต้องเก็บภาษีจากบริษัทต่างๆมาดูแลแรงงานและคนจน

รศ.ดร. สมเกียรติ กล่าวเสริมประเด็นประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการว่า เห็นด้วยเพราะเรื่องนี้สามารถเป็นข้อต่อรองกับศาสนาใหม่หรือเสรีนิยมใหม่ได้ ในเมื่อรัฐพยายามแก้กฎให้ทุนหมุนเวียนได้เร็วและเกิดแปรรูป รัฐจะต้องแบกรับภาระด้วย เพราะรัฐที่ไม่ต้องแบกรับภาระสำหรับคนตกงานจะเป็นรัฐที่ลอยตัว ดังนั้นรัฐสวัสดิการจะเป็นตัวต่อรอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐจะต้องแบกต้นทุนนี้ สุดท้ายรัฐจะปฏิเสธและจะปัดกลับไปที่นายทุน นั่นคือเขียนกฎหมายให้นายทุนคุ้มครองแรงงานเอง ดังนั้นไม่ว่าแรงงานจะตกงานก็ต้องยังอยู่ได้ หรือเมื่อล้มป่วยแรงงานก็ต้องอยู่ได้ รัฐสวัสดิการจะทำให้รัฐต้องมีกฎหมายรองรับโดยไปเขียนกฎหมายบังคับนายทุน ในระดับใหญ่เราต้องต่อสู้ระดับนี้

 รศ.ดร.สมเกียรติ ยังกล่าวอีกว่าในเรื่องสหภาพแรงงาน เห็นด้วยว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการต่อรอง อย่างไรก็ตามสหภาพต้องมีกระบอกสียง เพราะการรู้กันเองไม่สามารถแก้ปัญหาได้จึงจำเป็นต้องมีสื่อ เพื่อเป็นลำโพงว่าเรารู้ทันคุณ ทุกสหภาพควรมีสื่อและมีสื่อรวมศูนย์อีกหนึ่งสื่อเพื่อบอกให้สังคมรู้

“อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อที่ทุกคนเข้ามาดูได้ สนับสนุนให้กลับไปทำเว็บไซต์และมีสื่อศูนย์กลาง อย่างในลำพูนก็ต้องมีสื่อศูนย์กลางของจังหวัดเพื่อมาเขียนเรื่องราวไว้ ถ้าสู้โดยไม่มีสื่อ การชนโดยสหภาพก็ได้แค่ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าฟ้องสังคม เขาจะกลับมาแก้ไขให้เรา”

รศ.ดร.สมเกียรติ กล่าวทิ้งท้ายว่า สื่อจะทำหน้าที่แบ่งปันความเข้าใจ แชร์ความรู้การต่อสู้แต่ละกลุ่ม และรวบรวมข้อมูลที่เคยเกิดขึ้นทั้งหมดเก็บไว้ สุดท้ายคือสื่อจะทำหน้าที่กระจายสู่สังคมมุมกว้าง

ไปสู่การยกระดับการต่อสู้

 นายสืบสกุล กิจนุกร นักศึกษาปริญญาโทพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มักได้ยินมาบ่อยๆว่าแรงงานไม่ค่อยต่อสู้ แต่ความจริงแล้วแรงงานมีการต่อสู้ในระดับชีวิตประจำวันเช่นผ่านการทำงานให้ช้าลง บ่น พัก เข้างานสาย นี่คือการแสดงออกถึงการไม่ได้ยอมจำนนตลอดเวลา ในขณะเดียวกันก็ยังสู้ผ่านการบริโภคเพื่อแสดงว่าเป็นคน สร้างงานและสร้างครอบครัวได้ เช่น ซื้อมอไซค์ใหม่ สร้างบ้าน ส่งเงินให้น้อง หรือแม้แต่การออกไปตกปลาก็เป็นการสู้อีกแบบเพื่อบอกว่าชีวิตเราก็ต้องการแบบนี้ ส่วนทางสุดท้ายที่สู้คือการลาออกไปเลย การคิดถึงการต่อสู้ของแรงงานในมุมเหล่านี้จะทำให้มองเห็นตัวเราว่ามีศักดิ์ศรีหรือไม่ยอมจำนน และไม่มองการลาออกของแรงงานคนอื่นๆว่าไม่สู้

ทั้งนี้ มีกระบวนการที่ทำให้แรงงานรู้สึกว่าดูถูกตัวเองและสยบยอมต่อโรงงาน นั่นคือการทำให้เชื่องผ่านกฎระเบียบ วิธีนี้นายทุนกับรัฐนิยมนำมาใช้มาก ส่วนอีกทางหนึ่งที่จะทำให้แรงงานสยบยอมก็คือทำผ่านผ่านสังคมวัฒนธรรม เช่น การบอกว่างานอิเล็กทรอนิกส์เหมาะกับแรงงานหญิงเอเชีย เพราะมีนิ้วมือเรียวงามและคล่องแคล่ว อีกทั้ง แรงงานหญิงอดทนกว่าแรงงานชาย รวมไปถึงนิยมแรงงานโสดเพราะไม่ต้องดูแลเรื่องสวัสดิการมาก

สิ่งเหล่านี้สร้างทำให้บอกตัวเองว่าไม่ต้องเรียนสูง แต่ให้ไปทำงานที่นิคมอุตสาหกรรมเพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็รับอยู่แล้ว ยังมีประเด็นที่บอกว่าผู้หญิงมีหน้าที่ต้องดูแลพ่อแม่ ดูแลครอบครัว จึงต้องไปทำงานเป็นแรงงานเพื่อดูแลครอบครัว ซึ่งถ้าลูกชายจะไม่ค่อยถูกว่าหากไม่ดูแลตรงนี้

ดังนั้นการต่อสู้จึงยืนยันว่าเราเป็นคนไม่ใช่สินค้าหรือปัจจัยการผลิตแบบที่สังคมมอง แต่ทั้งกฎระเบียบและเงื่อนไขทางวัฒนธรรมมันลดทอนความเป็นคนลง

ในการต่อสู้ของแรงงานนั้น สหภาพแรงงานก็คือการพยายามรวมการต่อสู้ของแต่ละคนที่กระจัดการะจายมาสู้รวมกัน บรรดาข้อเรียกร้องต่างๆจะตั้งอยู่บนฐานว่าเราเป็นคน และเมื่อแรงงานทำหน้าที่ส่งเสริมเศรษฐกิจให้รัฐแล้วก็ต้องหันกลับมาดูแลด้วย เพราะรัฐต้องมีบทบาทในการดูแลคนที่สร้างสรรเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็น การจ้างงานแบบเหมาช่วงที่ไม่จ้างแรงงานไปทำในโรงงานที่ตอนนี้มีมากถึง 67 เปอร์เซ็นต์ เป็นแรงงานนอกระบบที่ต้องเชื่อมแรงงานในระบบให้ได้ เพราะถ้าบวกแรงงานในระบบ นอกระบบและแรงงานต่างด้าว รวมกับชาวนา ชาวไร่ที่มีปัญหาด้านสวัสดิการเหมือนจะทำให้มีอำนาจต่อรองทางการเมืองมากขึ้น แต่ปัญหาใหญ่คือจะข้ามพรมแดนตรงนี้ได้อย่างไร

อาวุธอีกอย่างหนึ่งของแรงงานคือ การเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ถ้าแรงงานรวมกันได้ จะสามารถต่อรองกับพรรคการเมืองได้ ดังกรณีตัวอย่างในประเทศอินเดีย ที่แรงงานสามารถต่อรองกับพรรคการเมืองได้ ถ้าตกลงกันได้ก็จะเทคะแนนให้ กรณีดังกล่าวมีพรรคหนึ่งในไทยที่เคยทำมาแล้วคือไทยรักไทย ที่เคยขายนโยบายให้กับเกษตรกร ไม่ว่าโครงการ 30 บาท หรือกองทุนหมู่บ้าน ดังนั้นทำไมคนงานจะตรงนี้บ้างไม่ได้

อีกช่องทางหนึ่งคือการยกระดับการต่อสู้ไปสู่สากล นั่นคือการเชื่อมกับสหภาพแรงงานบริษัทเจ้าของสังกัด เช่น เมื่อมีบริษัทแม่จากญี่ปุ่นมาเปิดโรงงาน ในญี่ปุ่นจะมีสหภาพแรงงานคุ้มครอง ในเมื่อแรงงานไทยผลิตสินค้าให้ญี่ปุ่น ก็ต้องเชื่อมกับองค์กรแรงงานในระดับนานาชาติด้วยเพื่อให้คุ้มครองแรงงานไทยด้วย

เสียงจากแรงงาน

ประธานสหภาพแรงงานอัญมณีและเครื่องประดับสัมพันธ์

 

จากมุมมองในส่วนสหภาพแรงงาน ข่าวด้านแรงงานช่วงที่ผ่านมาจะมีเฉพาะกรณีของบริษัทไทยศิลป์ฯ แต่ในภาพรวม จริงๆแล้วมีบริษัทถูกเลิกจ้างมีเยอะมาก เมื่อรวมกับสถานการณ์การเมืองแล้วมีผลกระทบที่ทำให้ต้องปิดตัวไปหลายบริษัท

การให้แรงงานเรียนรู้เป็นเรื่องสำคัญมากต่อสถานการณ์ เพราะแรงงานต้องรู้เรื่องการลงทุนและผลกำไรที่มาริดรอนต่อสวัสดิการและค่าแรง

กรณีค่าแรงขั้นต่ำ เพียงห่างจากเชียงใหม่ประมาณ 10 กิโลเมตร ลำพูนได้เพียง 149 บาท แต่ที่เชียงใหม่ได้ 159 บาท ทั้งที่ ลำพูนเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมซึ่งอย่างน้อยต้องได้ค่าแรงเท่ากัน อีกทั้งค่าแรงแค่นี้ก็แทบเลี้ยงตัวเองในปัจจจุบันที่ค่าครองชีพสูงขึ้นไม่ได้ และยังมีความเสี่ยงหลายอย่าง เช่น สารตะกั่ว เราเอาร่างกายไปแลก ดังนั้นถ้าไม่มีสวัสดิการหรือโอทีจะอยู่ไม่ได้เลย

ปัญหาของเรา เราต้องเรียนรู้และมีสมาคมของ แต่ประเทศไทยองค์กรไม่เข้มแข็งและไม่พัฒนา เพราะขาดการสนับสนุนแม้แต่ทางรัฐบาลเองตาม การจัดตั้งก็ทำได้ยาก ที่ลำพูนกว่าจะมีสหภาพลำบาก แต่การสู้คนเดียวก็ลำบาก การลดต้นทุนของนายทุนจะใช้การลดค่าแรง การต่อรองแม้เวลานี้มีสหภาพก็ยังทำได้ยาก จึงต้องเรียนรู้และทันสถานการณ์ ล่าสุด ที่บริษัทมีการตัดสวัสดิการจึงเรียกร้องขอปรับสวัสดิการให้เหมือนเดิม ก็เรียกร้องได้เพียงแค่ได้เงินมาเป็นก้อน ก็ยังดี แต่ถ้าไม่มีสหภาพคงไม่ได้อะไรเลย จะไปพึ่งรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ไม่ได้ในเรื่องการเรียนรู้ ทำงานมา 12 ปี เจ้าหน้าที่รัฐจะให้ความรู้สักข้อเดียวยังไม่มีเลย ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ส่วนเรื่องรัฐสวัสดิการคงเกิดได้ยาก แต่ทำได้จะดีมาก

แรงงานบริษัทนามิกิ

 เวลานี้ปัญหาที่เกิดกับพนักงานคือไม่มีโอทีและถูกตัดสวัสดิการหลายอย่าง เพราะไม่มีออเดอร์เข้า มีการประกาศปิดงานบางช่วงของเดือน ช่วงเริ่มประกาศไม่บอกอะไรแต่ให้พนักงานเซ็นรับทราบการปิดงานบางช่วงของเดือน เดือนหนึ่งบางทีก็สิบวันบ้าง บางครั้งก็โดนยุบกะ งดโอที งานลดลง พนักงานขาดรายได้ แม้มีพนักงานบางคนไปร้องเรียนด้วยตนเองก็ไม่ได้รับอะไรตอบกลับบมา

บริษัทส่วนมากเป็นผู้หญิง ในเวลานี้ลาออกกันมาก ค่าแรงขั้นต่ำก็ไม่ได้ขึ้นเลย ล่าสุด เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ มีประกาศด่วนว่ามีออร์เดอร์เข้ามาและโยกย้ายพนักงานด่วน แต่พนักงานบางคนอายุมาก รวมทั้งอายุการทำงานก็มากด้วยกลับยังถูกให้ไปทำงานที่เข้ากะ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพโดยตรง บางคนยังต้องทำงานเกี่ยวกับตะกั่ว เรื่องนี้เกิดมานานแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข จะพยายามเรียกร้องสิทธิที่เราควรจจะได้

แรงงานบริษัท LTEC

ในสถานการณ์ปัจจุบันการเข้ามาของพนักงานใหม่เริ่มถูกเอาเปรียบในการเข้ามาเป็นสหภาพโดยให้เข้ามาให้เป็นแรงงานชั่วคราวก่อน 1 เดือน จากนั้นจึงประเมินผล ทำไปอีกจนครบ 4 เดือน ถ้าผ่านจึงจะให้ตรวจสุขภาพ ทดลองงานอีก 4 เดือนจึงผ่านโปร ในกรณีดังกล่าวยังมีความเสี่ยงในด้านสุขภาพด้วย เพราะไม่ตรวจสุขภาพตั้งแต่แรกเข้าทำงานซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะกว่าจะตรวจก็ทำงานไปหลายเดือนแล้ว

ปัญหาต่อมา มีการเปลี่ยนแปลงทำงานจากทำ 6 วัน หยุดวันอาทิตย์ 1 วัน เป็นการให้หยุดไม่ตรงกัน โดยให้จับฉลากแบ่ง 7กลุ่ม ให้หยุดวันละกลุ่ม ทำให้มีปัญหาทางการเดินทางกับครอบครัวเพราะหยุดไม่ตรงกัน นอกจากนี้ เดิมทีการหยุดวันอาทิตย์แต่มาทำงานจะมีโอทีคูณสอง ตอนนี้จึงหยุดการให้ค่าโอทีไปเลย ทำให้รายได้ลดลง

การหยุดไม่แน่นอนทำให้ปฏิทินการหยุดจะเป็นของใครของมัน เมื่อสื่อสารกับผู้จัดการไม่เข้าใจก็ทำให้เกิดปัญหาเงินหาย ตลอด 2 -3 เดือนที่ผ่านมา จึงเกิดปัญหาวุ่นวาย

การเอาเปรียบแรงงานก็คือการต้องการเดินเครื่องตลอด 24 ชม.และต้องการออร์เดอร์ตลอด การไม่ให้ความร่วมมือกับวันหยุดที่ไม่ใช่วันอาทิตย์ จะถูกให้ไปอยู่ไลน์งานอื่นที่หนัก การลาพักร้อนทั้งที่เป็นสิทธิของพนักงาน ก็ให้ลาได้เพียงวันละคน ซึ่งคาดไม่ได้ว่าใครจะทำธุระวันไหนซึ่งบางครั้งตรงกันก็มีปัญหาอีก

ส่วนด้านสวัสดิการตอนนี้หลอดไฟมีปัญหา ทุกคนตาเสีย แม้มีค่าสวัสดิการแต่ยังไม่พอกลับค่าแว่นชุดหนึ่ง

 

 

 

เอ็นจีโอคนจน "พาคนจน" ไม่รับ รธน 50

 

การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ที่ผ่านมา มีหลายกลุ่มที่รักประชาธิปไตย-คัดค้านรัฐประหาร ออกมารณรงค์ให้ประชาชนออกมาโหวต “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ว่าเราไม่ต้องการรัฐประหาร หนึ่งในหลายๆ กลุ่มที่ทำงานอย่างขยันขันแข็งและต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือ คือ กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ (ปรส.) ซึ่งผู้ปฏิบัติงานของกลุ่มนี้เป็นบุคคลที่ทำงานสนับสนุนเรื่องสิทธิและความเป็นธรรมด้านต่างๆ ให้กับคนยากคนจน เกษตรกร คนจนในเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ใช้แรงงาน และนักศึกษาภาคเหนือมาเป็นเวลานานพอควร

 

ประชาไทจะนำท่านผู้อ่านไปพูดคุยกับ เจษฎา โชติกิจภิวาทย์ หนึ่งในผู้ปฏิบัติงานของกลุ่ม เกี่ยวกับผลการลงประชามติที่ผ่านมา และก้าวต่อไปของประชาชนในการต่อสู้กับระบอบเผด็จการ

 

 

 

+ประเด็นเรื่องปัญหาประชาชนคนจน คนชายขอบกับเรื่องการคัดค้านรัฐประหารเกี่ยวกันอย่างไร แล้วมวลชนคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ?

 

ก่อนอื่นขอย้ำว่า ปัญหาของประชาชนคนจน ไม่ว่าเกษตรกรรายย่อย, ประมงพื้นบ้าน, กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ นั้น คิดว่า รัฐไทย ไม่ว่าพรรคการเมืองใดของนายทุนหรือระบบราชการที่มีทหารครองอำนาจรัฐก็ตาม ล้วนมีความจงใจออกนโยบาย กฎหมาย มติ ครม.มาตรการต่างๆ ที่จะยึดปล้นทรัพยากรธรรมชาติจากของชุมชนส่วนรวมมามอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ของนายทุน เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสินค้าและจงใจทำให้ประชาชนคนจนเหล่านั้นกลายสภาพเป็นเพียงแรงงานรับจ้าง เป็นกรรมกรที่มีแรงงานเป็นสินค้า มีนโยบายส่งเสริมนายทุนไม่ว่าต่างชาติหรือนายทุนในประเทศ เพื่อให้แรงงานราคาถูกไม่มีหลักประกันด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ไม่ส่งเสริมการรวมตัวของคนงานในรูปแบบสหภาพแรงงาน แม้จะมีกฎหมายรองรับก็ตามแต่ ซึ่งเป็นไปตามการเคลื่อนตัวของระบบทุนนิยมไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ตาม แม้ว่าจะอ้างความพอเพียง พึ่งตนเองก็ตาม

 

ยิ่งปัจจุบันเดินแนวทางเสรีนิยมใหม่ เร่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่างๆ ทั้งการศึกษามหาวิทยาลัยให้เป็นแหล่งการค้าหากำไรของกลุ่มทุนมากกว่าเพื่อบริหารสังคมยิ่งชัดเจนขึ้น เพียงแต่การเติบโตของขบวนการภาคประชาชน มีการเคลื่อนไหวปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิพื้นฐาน ได้อย่างสันติวิธี จำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาชนต้องมีเสรีภาพ สังคมต้องมีประชาธิปไตย สื่อไม่ถูกปิดกั้นควบคุมไม่ว่าด้วยรูปแบบไหนก็ตาม

 

การคัดค้านระบอบทหาร รัฐประหาร จึงปฏิเสธมิได้สำหรับองค์กรภาคประชาชน องค์กรประชาชนที่ตื่นตัว เข้าใจประวัติศาสตร์สังคมเศรษฐกิจการเมือง สำนึกถึงฐานะประวัติศาสตร์ จึงต้องเคลื่อนไหว เพื่อเสรีภาพ ประชาธิปไตย ที่มิใช่เพื่อทักษิณ แต่เพื่อการเติบโตของภาคประชาชน เพื่อปกป้องอำนาจประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างเสรี

 

มีหลายคนอ้างว่า ประชาชนที่รับร่าง รธน.50 นั้น ไม่รู้ข้อมูล ทำนองโง่ ติดกับการถูกอุปถัมภ์ เป็นการดูถูกดูแคลน แท้ที่จริงแล้วประชาชนจำนวนมากเมื่อมีโอกาสฟังข้อมูล ทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทางภาคเหนือ เช่น เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ แนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ เครือข่ายสื่อ เครือข่ายคนจนเมือง สหภาพแรงงาน นักศึกษา พวกเขามีศักยภาพ ปลดปล่อยจากความคิดแบบอุปถัมภ์ ไม่ยึดติดตัวบุคคล แม้ว่าเขาอาจจะเคยเคลื่อนไหวร่วมกับนักพัฒนาองค์กรเอกชน นักวิชาการ สายที่รับร่าง รธน.แต่พวกเขากลับประกาศไม่รับร่าง รธน.ซึ่งสมาชิกสภานิติบัญญัติอย่างคุณเจิมศักดิ์ ผู้ที่รับใช้อำนาจ คมช.กลับตั้งใจที่จะไม่เข้าใจ และเวลาพูดถึงรัฐธรรมนูญ 50 ก็พูดเพียงบางส่วนพูดไม่หมดไม่เชื่อมโยง

 

แน่นอนว่า องค์กรประชาชนต้องเป็นอิสระจากพรรคทักษิณ ประชาธิปัตย์ มัชฌิมา รวมใจไทย รักชาติ พลังประชาชน และจากราชการ รวมทั้งพวก สส. สว. สนช. หรือเอ็นจีโอด้วย เพียงแต่บทเรียนที่ผ่านมาชี้ว่า ทั้งทักษิณ และรัฐบาลราชการที่มาจากรัฐประหารล้วนแล้วแต่มีนโยบายเพื่อนายทุนและระบบทุนนิยม ไม่ว่า แปรรูปรัฐวิสาหกิจ การศึกษา สาธารณูปโภค การทำจีเอ็มโอ เอฟทีเอ และอื่นๆ ตลอดทั้งไม่มีนโยบายเก็บภาษีก้าวหน้า ปฏิรูปที่ดิน สร้างสังคมสวัสดิการ และอื่นๆ

 

บทเรียนที่ผ่านมาบอกกับองค์กรประชาชนว่า การต่อสู้กับระบบราชการที่มีกฎอัยการศึก อำนาจนิยมแบบเก่านั้น ได้ปิดพื้นที่ให้แคบลงสำหรับภาคประชาชน การออกกฎหมายต่างๆ มีลักษณะงุบงิบภายในหมู่อำมาตอภิสิทธิ์ชน ไม่เปิดเผย ไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ภาคประชาชนไม่มีโอกาสคััดค้านได้อย่างเสรีในยุคที่เสรีภาพหดหาย ยิ่งสื่อมวลชนจำนวนมากเชียร์ชอบระบอบทหาร ยิ่งซ้ำเติมในการปิดพื้นที่ภาคประชาชนมากขึ้นด้วย และมีกฎหมายหลายฉบับถูกบิดเบือนบิดเบี้ยวไป เช่น พรบ.ป่าชุมชน พรบ.รัฐวิสาหกิจ พรบ.คุ้มครองสุขภาพ สิ่งแวดล้อมคนงาน กฎหมายควบคุมสื่อ 70 ฉบับ และอื่นๆ รวมทั้ง พรบ.ความมั่นคงฯ ที่จะสร้างรัฐทหารขึ้นถ้าผ่าน สนช.และมีบางคนที่ใกล้ชิด องค์กรประชาชนไม่น้อย คาดหวังว่าเมื่อไล่ทักษิณแล้วฟ้าจะสีทอง แต่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่ใช่เลย

 

 

+ช่วยวิเคราะห์ผลคะแนนของเสียงที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในช่วงการลงประชามติที่ผ่านมา ว่ามันสะท้อนอะไรบ้าง ?

 

มันชี้ให้เห็นว่าสังคมมันเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น หลังจากบทบาททหารเพิ่มขึ้นมาอีกครั้งหลังจากในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา และทางรัฐก็พยายามใช้กลไกมหาดไทย กลไกราชการ กลไกทหาร สสร. เข้าไปโฆษณาต่างๆ เพื่อให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ มันไม่ง่ายแล้ว ในสังคมที่พัฒนาประชาธิปไตยมาพอสมควร และกลไกที่สำคัญ สังคมที่มีการเลือกตั้ง กลไกของนักการเมืองกลไกของพรรคการเมืองมันจะมีบทบาทมากขึ้น พร้อมๆ กับจุดเด่นของไทยรักไทย ก็คือบทบาททางด้านนโยบาย อาจจะเป็นสิ่งที่ชาวบ้านจับต้องได้ตอนนี้ ชาวบ้านไม่ได้โง่ ไม่ได้ดักดาน ไม่ได้ถูกซื้ออย่างกับปัญญาชนคนชั้นกลางในเมืองกรุงกล่าวประณามกัน มันจะสะท้อนแบบนั้นไม่ได้แล้ว ชาวบ้านเขาก็มีสิทธิ์เลือก แล้วก็สำนึกแห่งความเป็นประชาธิปไตยมันมีสูงมากขึ้นด้วย แล้วว่าอย่างน้อยผู้แทนก็ต้องมาจากการเลือกตั้ง จะมาใช้อำนาจแบบเจ้าขุนมูลนายแบบเดิม คำสั่งจากระดับบนลงมา อย่างนี้ใช้ไม่ได้แล้ว สังคมมันไปไกลแล้ว อย่างที่เห็นชัดๆ ในภาคอีสานและภาคเหนือ

 

 

 

+มีหลายคนที่ออกมาพูดว่าเสียงที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมามีความสัมพันธ์กับพรรคไทยรักไทยเดิม คิดว่าอย่างไร ?

 

ผมไม่รู้ข้อมูลมากนัก เพียงแต่รู้ว่ากลไกรัฐพยายามไม่ให้รับร่าง แต่ว่ากระแสไม่รับร่างก็มี โดยเฉพาะตอนท้ายๆ ที่กลุ่มไม่รับร่างมีโอกาสออกทีวี ออกวิทยุ ออกอะไรต่างๆ ทำให้ชาวบ้านได้รับข้อมูล ได้รู้ถึงการวิเคราะห์ของกลุ่มไม่เห็นด้วยมากขึ้น ในการคิดต่อ ในการตัดสินใจ แต่ก็น่าเสียดายที่มีเวลามันสั้นมาก และผมก็มีโอกาสได้จัดเวทีฝ่ายรับร่างและฝ่ายไม่รับร่างเป็นการดีเบตภายในองค์กร เห็นชัดเลยหลังจากชาวบ้านฟังข้อมูล น้ำหนักเสียงคือการไม่รับร่างสูง คือถ้ามีการเปิดเผยข้อมูลจริงๆ ตามหลักการจริงๆ ตามหลักสากลจริงๆ ได้ฟังข้อมูลทั้งสองส่วน ชาวบ้านฟังข้อมูล ฟังเหตุฟังผล มีเหตุมีผล แล้วเขาก็พร้อมจะตัดสินใจ

 

ถ้าโดยตรรกะแล้ว เราก็เห็นว่าเหตุผลของฝ่ายรับ รธน.ซึ่งถึงที่สุดแล้วอำนาจอยู่ที่ศูนย์กลาง อยู่ที่ฝ่ายราชการ โดยที่ชาวบ้านไม่มีส่วนเชื่อมโยงไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในสิทธิของเขาเลย พอเขาฟังข้อมูล เขาก็ไม่เอา เพราะประสบการณ์ของเขาโดนราชการเอาเปรียบมาตลอดไม่ว่าจะเป็นเรื่องดินเรื่องป่า เรื่องเขื่อน และอื่นๆ การรวมศูนย์อำนาจ เขาโดนตลอด พอ รธน. จะนำพาเขาไปเจอแบบนี้อีก เขาก็ไม่เอา อันนี้เป็นกลุ่มที่ผมจัดนะ

 

 

 

+แสดงว่าชาวบ้านเบื่อระบบราชการ ?

 

ใช่ แต่ว่าพรรคการเมืองปัจจุบันไม่ใช่ทางออกทั้งหมด ผมพยายามจะเปรียบเทียบส่วนได้ส่วนเสีย การมีโอกาสต่อรองมากกว่า เช่นเรื่องเขื่อนปากมูน พอมีมติ ครม.ปั๊บ ทหารลงพื้นที่โครมครามๆ ชาวบ้านก็กลัวหรือว่ากังวล แต่พอเป็นนักการเมืองก็ต่อรอง แต่เป็นแบบราชการมันทำอะไรไม่ได้เลยเขาก็มีประสบการณ์ อย่างกรณีชาวบ้านปากมูน เขาก็ต่อรองเรื่องเขื่อน เรื่องค่าชดเชยได้ อันนี้เขาทำมาตลอดเป็นประสบการณ์ตรงของชีวิต แต่พอทหารขึ้นมามีอำนาจเขาเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้เลย เมื่อทหารมาเยี่ยมถึงหมู่บ้านับร้อยๆ คน ถ้าพูดง่ายๆ ให้ชาวบ้านไปเจอทหารกับเจอนักการเมือง เจอหัวคะแนน ชาวบ้านเลือกไปเจอหัวคะแนน ไปเจอนักการเมือง ชาวบ้านสบายใจกว่า มึงหลอกกู-กูหลอกมึง ก็ต่อรองกันไป ชาวบ้านก็มีบทเรียนของเขา การที่บอกว่าชาวบ้านโง่ ชาวบ้านถูกซื้อมันไม่จริง ผมว่าวิธีคิดแบบนี้ไม่ไหวแล้ว ปัญญาชนต่างๆ ที่ออกมาแล้วก็มีคนออกมาเปรียบเทียบว่า ถ้าคุณบอกว่าคนชั้นกลางในกรุงเทพฉลาด ทำไมคนอีสานมาออกเสียงมากกว่าคนกรุงเทพล่ะ คนกรุงเทพฉลาดกว่าหรือว่าไม่มีการตื่นตัวทางการเมืองประชาธิปไตยมากกว่ากันแน่

 

 

 

+มองว่าคะแนนที่ไม่รับร่าง มีความสัมพันธ์กับไทยรักไทย ?

 

ก็อาจจะมีความสัมพันธ์ด้วย แล้วมันผิดตรงไหนกัน ถ้าจะบอกว่าพรรคการเมืองเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่มันเป็นระบบประชาธิปไตย ระบบที่ประชาชนมีสิทธิมีเสรีภาพมีเสียง ที่สามารถต่อสู้ต่อรองได้โดยสันติวิธี เขาก็ต้องเลือกระบบไปทางพรรคการเมืองมากกว่าระบบทหาร แต่ว่ากลไกไทยรักไทยไปรณรงค์มากมายขนาดไหนผมไม่รู้นะ แต่เท่าที่ผมมีโอกาสได้คุย ชาวบ้านเขาชื่นชมระบบรัฐสภามากกว่า และก็ไม่แปลกที่เขาจะชอบไทยรักไทย เพราะไทยรักไทยยังให้อะไรกับเขาบ้าง เช่น การรักษาทุกโรค มีหลักประกันอะไรให้เขาบ้าง มันก็ไม่แปลกที่ชาวบ้านจะชอบ ระบบทหารมีไหมล่ะ มีแต่จัดการกับชาวบ้านปากมูน ออกกฎหมายไม่รู้ตอนนี้กี่ฉบับ กฎหมายป่าไม้ที่ดิน ที่จำกัดสิทธิชาวบ้าน ประมาณ 7-8 ฉบับ เหมือนกฎหมายด้านสื่อ กฎหมายแรงงานด้วย เป็นกฎหมายที่รวมศูนย์อำนาจให้ราชการหน่วยใดหน่วยหนึ่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากมายเลย จำกัดสิทธิชาวบ้าน เราก็รู้อยู่แล้วว่าพวก สนช.ก็เต็มไปด้วยข้าราชการ อำมาตยาธิปไตย พวกขุนนาง พอเข้าไปก็ออกกฎหมายโดยราชการเพื่อราชการ ชาวบ้านก็รับรู้เขาก็บอกว่าต้องหยุด เพราะมันไม่ชอบธรรม และก็อีกไม่กี่เดือนก็จะมีการเลือกตั้ง ควรปล่อยให้รัฐบาลใหม่ดีกว่า

 

ที่สำคัญ มันจะเป็นบทเรียนให้กับองค์กรประชาชนด้วย ในเรื่องกฎหมายต่างๆ ที่องค์กรประชาชนหลายองค์กรคิดง่ายๆ หรือถูกทำให้เชื่อว่าเมื่อไหร่ทักษิณไปแล้ว จะทำให้กฎหมายต่างๆ ที่มันลิดรอนสิทธิเสรีภาพ กฎหมาย นโยบายที่ไม่เป็นธรรมต่างๆ จะหายไป ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเอฟทีเอวอทช์ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ และอื่นๆ และเช่นเดียวกับสมัยก่อน เมื่อรัฐบาลจิ๋ว รัฐบาลชวน ไม่แก้ปัญหา ก็จะตกอยู่ในมายาคติ ทำนองเดียวกันว่า ต้องไล่รัฐบาลก่อนแล้วปัญหาจะได้รับการแก้ไข ซึ่งมันไม่ใช่

 

ถึงเวลาแล้วที่ต้องยกเครื่องกันภายในว่า การที่เราเชื่อแนวคิดแบบผู้นำง่ายๆ ไม่ได้ มีคนเตือนกันมาแล้วว่ามันจะหนักกว่าเก่า เราก็เห็นชัดว่าพอรัฐบาลชุดนี้ขึ้นมาก็หนักกว่าเก่าจริง และถ้าคนเรียนรู้ประวัติศาสตร์การเมือง เข้าใจเรืองเหล่านี้ก็น่าจะประเมินออกแล้วว่ามันเป็นจริง ผมคิดว่าองค์กรภาคประชาชน องค์กรเอ็นจีโอ เหล่านี้ต้องกลับมาทบทวนตรวจสอบบทบาทและก็ยกเครื่องกันภายในด้วย ถ้าตอนนี้ยังอิงแอบไปทางแนวคิดแบบเก่าก็ต้องถอนตัวออกมา ไม่ใช่ว่าไปเชื่อคนที่เขาตั้งตัวว่าเป็นองค์กรประชาชนแล้วก็เดินตามแนวทางแบบเดิม คือมันมีบทเรียนครั้งสำคัญด้วยนะ เป็นสิ่งที่ผมเป็นห่วงอยู่ ที่เดินตามการเคลื่อนไหวของ สนธิ ลิ้มทองกุล พันธมิตรประชาธิปไตย เราต้องเป็นอิสระด้วย ไม่ต้องเป็นนอมินีเขา ต้องถือว่าเขาเป็นแค่องค์กรหนึ่งที่สนับสนุนแนวทางรัฐประหารไม่ว่าจะแก้ตัวให้ดูดีก็ตาม

 

ถ้าเราตามการเคลื่อนไหวของเขาก็จะเห็นว่า สนธิลิ้มพูด ประสงค์ชี้นำ พันธมิตร สุริยะใส สมเกียรติ พิภพ เสริม ทำนองนี้ ลองพิจารณาดูกรณีตำแหน่ง ผบทบ.ซิ ที่ออกมาเชียร์พลเอกสะพรั่ง หรือกรณีอื่นๆ เขาน่าจะเป็นสายเดียวกัน พวกเขาล้วนเป็นนอมินิของพลเอกสะพรั่ง แต่องค์กรประชาชนที่แท้จริงต้องไม่เป็นนอมินิชนชั้นนำเหล่านั้น ทั้ง คมช.และทักษิณ และปัจจุบันนี้เราต้องเป็นอิสระแล้ว

 

 

 

+คิดว่าภาคประชาชนที่เข้าไปร่วมกับสนธิ ลิ้มทองกุล โดนหลอก ?

 

อาจจะไม่โดนหลอก แต่เขาอาจจะเชื่อ แต่สิ่งที่เขาเชื่อมันไม่ใช่ แล้วเราก็ต้องยอมรับว่าองค์กรประชาชนที่ผ่านเคลื่อนประเด็นเฉพาะปัญหาของตนเอง จนลืมเรื่องการเมืองในเชิงโครงสร้าง คือประเด็นพื้นฐานเอาอยู่แล้ว เพียงแต่คิดว่าเปลี่ยนผู้มีอำนาจใหม่แล้วประเด็นของเราก็แก้ได้ แต่มันไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของระบบ เป็นเรื่องของโครงสร้าง เป็นเรื่องของการเคลื่อนตัวของทุนนิยมต่างๆ

 

ปัญหาของประชาชน คือ เราจะมีเสรีภาพได้อย่างไรในการต่อสู้ภายใต้ระบบทุนนิยม เพราะฉะนั้นระบบรัฐสภามันเอื้อกว่า สำหรับการเติบโตอย่างสันติวิธี แต่ระบบทหารมันไม่ใช่อยู่แล้ว ระบบราชการมันไม่ใช่อยู่แล้ว ไม่ได้บอกว่าทักษิณดี แต่ว่าระบบแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นทักษิณ เป็นประชาธิปัตย์ เป็นอะไรขึ้นมามีอำนาจ การต่อรองมันเอื้อกว่าต่อภาคประชาชนในการเคลื่อนขบวน ในการจัดองค์กรในการชุมนุมประท้วง ในการเรียกร้องสิทธิ์ มันต้องมีเสรีภาพ เพราะเสรีภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญให้กับองค์กรประชาชนในการเติบโตในการเคลื่อนไหวโดยสันติวิธี ถ้าไม่มีเสรีภาพ เราคงไม่ได้ข่าวกันใช่ไหมว่าคนนับพันถูกฆ่าจากนโยบายยาเสพติดสมัยทักษิณ ใครใช้นโยบายรุนแรงเหวี่ยงแหที่ภาคใต้ แล้วเราก็ต่อต้านนโยบายเหล่านี้้กัน

 

 

 

+ตอนนี้ผลรัฐธรรมนูญผ่านแล้วจะเกิดผลกระทบอะไรกับการเคลื่อนไหวภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 และการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนจะไปในทิศทางใด ?

 

มันมีการเรียกร้องให้มีการแก้ไข รธน.แต่ประสงค์ สุ่นศิริ บอกว่าแก้ไม่ได้ มันยาก แต่เมื่อก่อนบอกว่าแก้ได้ แค่ห้าหมื่นชื่อก็แก้ได้แล้ว ก็พูดกลับไปกลับมา ก็ว่ากันไป เรื่องแก้ไข รธน. ในมาตราที่เรามองว่าเป็นปัญหา เช่น การแต่งตั้ง สว. การกำหนดวุฒิการศึกษา องค์กรอิสระ ก็คงต้องสู้กันต่อไปในการแก้ไข รธน.และมีการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ต้องมีหลักการลดอำนาจรัฐทั้งฟากราชการและการเมือง เพิ่มพื้นที่ภาคประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะนโยบายการสร้างรัฐสวัสดิการ เก็บภาษีคนรวย ฯลฯ ที่มิใช่ประชานิยมเชิงสงเคราะห์ของทักษิณ และวาระประชาชนของประชาธิปัตย์ของอภิสิทธิ์

 

และเฉพาะหน้าตอนนี้ต้องยกเลิกกฎอัยการศึก และมีกฎหมายหลายฉบับที่อยู่ใน สนช.ที่รอการนำออกมา เราต้องออกมาคัดค้านและเรียกร้องให้ยุติบทบาทของ สนช.ได้แล้ว และก็รอรัฐบาลใหม่ แต่เท่าที่รู้ก็คือ สนช กำลังฉวยโอกาส เร่งออกกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิของประชาชนในระดับล่าง ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน ชาวนา หรือประมงพื้นบ้าน มันกำลังบีบให้เราเดือดร้อนขึ้น องค์กรภาคประชาชนก็ต้องคัดค้าน พรบ.เหล่านี้ เช่น พรบ.ความมั่นคงฯ ที่เป็นกฎหมายเผด็จการ พรบ.ป่าชุมชน และอื่นๆ ที่ให้อำนาจราชการรวมศูนย์กันต่อไป

 

การปฏิรูปสังคมเศรษฐกิจการเมืองเป็นสิงที่ดี แต่คิดว่าสิ่งที่องค์กรประชาชนต้องให้ความสำคัญมากๆด้วยเช่นกัน ก็คือการปฏิรูปองค์กรประชาชนด้วยเช่นกัน เพราะการสร้างองค์กรประชาชนที่เข้มแข็งคงมีหลายด้าน ทั้งด้านความคิดขององค์กร การสร้างการนำรวมหมู่ มีผู้นำหมุนเวียน การมีโรงเรียนขององค์กรประชาชนเอง สร้างปัญญาทางชนชั้นของตนเอง มีกระบวนการการจัดองค์กรที่เป็นประชาธิปไตยมีการตรวจสอบถ่วงดุลภายใน การสร้างองค์ความรู้ของภาคประชาชน การระดมทุนจากภายใน และอื่นๆ ที่ต้องขบคิดกัน ตลอดทั้งการจัดความสัมพันธ์กับเอ็นจีโอ นักวะ 4ชาการ ปัญญาชน องค์กรต่างๆ อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

 

การเคลื่อนไหวต่อไป แน่นอนว่า ต้องคัดค้านนโยบายเสรีนิยมใหม่ ใช้กลไกตลาดเสรีแบบพวกทักษิณ ประชาธิปัตย์และทุกพรรคการเมืองก็ว่าได้ และสกัดพวกรัฐประหารด้วยเช่นกัน และต้องระวังพวกฉวยโอกาสตีสองสามหน้าหาประโยชน์เฉพาะหน้าส่วนตนด้วยเหมือนกัน เพราะการเมืองภาคประชาชนต้องมั่นคงมีเอกลักษณ์ของตนเองต้องไม่นิยมขุนนางในหมู่ประชาชน พฤติกรรมแบบวีรชนเอกชน แบบพวกนักการเมืองจากพรรคการเมือง นักการเมืองจากระบบราชการ และต้องสร้างวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ภายในองค์กรด้วย คัดค้านความคิดที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าผ่านการล็อบบี้ของผู้ที่่แอบอิงอำนาจด้วยเหมือนกัน ที่สำคัญต้องคิดสร้างให้องค์กรประชาชนชนชั้นล่างนำตนเองได้อย่างแท้จริง เพื่อความเข้มแข็งขององค์กรที่มิใช่เพียงบุคคลเท่านั้น

 

 

 

คนอีสาน "ประท้วงสื่อ"

 

กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสานประณามสื่อไร้จรรยาบรรณดูถูกคนอีสาน-จี้ คมช.ยุติบทบาท  

ประชาไท – 27 สิงหาคม 2550 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.) ได้ออกแถลงการณ์หลังผลการลงประชามติ 19 สิงหาคม 2550 โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งประณามความไม่ชอบธรรมของกระบวนการลงประชามติของคณะรัฐประหาร เช่น มีการใช้อำนาจรัฐข่มขู่ชาวบ้าน มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก

 

แถลงการณ์ยังมีความเห็น ในกรณีที่ “กลไกของ คมช. ทั้งหลายรวมทั้ง กกต. นักวิชาการ สื่อมวลชนและนักการเมืองผู้สนับสนุนการรัฐประหาร ต่างก็ออกมากล่าวดูหมิ่นเสียงของประชาชนที่ไม่รับร่างว่า เป็นฐานเสียงที่อยู่ในระบบอุปถัมภ์ของพรรคไทยรักไทย เป็นเสียงที่ไม่บริสุทธิ์ หรือเป็นเสียงที่มาจากการใช้เงินอย่างมหาศาลของกลุ่มอำนาจเก่า เป็นกลุ่มคนจนที่คิดอะไรไม่ได้ไกลมากกว่าเรื่องการหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ฯลฯ โดยไม่ได้ตระหนักว่า 10 ล้านเสียงที่ยืนยันไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่อำนาจรัฐหลอกล่อ ตบตา ครอบงำ ข่มขู่ ด้วยวิธีการสารพัดนั้น มีเจตนารมณ์อย่างไร ต้องการบอกอะไรต่อผู้มีอำนาจและต่อสังคมบ้าง …

 

ดังนั้นการไม่ยอมรับความแตกต่างทางความคิดที่สามารถจะเกิดขึ้นได้เสมอในสังคมประชาธิปไตย ที่เคารพในสิทธิประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน นี่ย่อมผิดหลักการทำประชามติ ผิดหลักการแห่งระบอบประชาธิปไตย ผิดหลักการสร้างความสมานฉันท์ และไม่เคารพสิทธิพลเมือง” แถลงการณ์ตอนหนึ่งระบุ

 

ในตอนท้ายของแถลงการณ์ กสส. ยังเสนอข้อเรียกร้องต่อสังคม 7 ประการ โดยตอนหนึ่งระบุว่า “แม้เสียงที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในการทำประชามติครั้งนี้จะเป็นเสียงข้างน้อย แต่ก็หมายถึงประชาชนกว่า 10 ล้านคน ขอให้ผู้ถืออำนาจรัฐไม่ว่าในปัจจุบัน หรือในอนาคต สำนึกว่า สิ่งที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหาร การฉีกรัฐธรรมนูญ รัฐบาลจากการรัฐประหาร และรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในบรรยากาศของการรัฐประหาร ไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่เป็นที่ต้องการของประชาชนจำนวนมาก และสิ่งเหล่านี้ต้องถูกประณามให้ตายไปจากสังคมไทยได้แล้ว”

 

 

 

แถลงการณ์กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน

 

การลงประชามติ 19 สิงหาคม พ.ศ.2550 เป็นการลงประชามติที่มีผลสืบเนื่องจากการทำการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 โดยการฉีกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และทำการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยที่กระบวนการและเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญได้ถูกกำหนดโดยคณะรัฐประหารทั้งสิ้น

 

การลงประชามติก็เป็นหนึ่งในกระบวนการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหาร โดยสิ่งเหล่านี้ได้พิสูจน์ให้ประชาชนได้เห็นแล้ว กล่าวคือ

 

1. กระบวนการลงประชามติไม่ได้สร้างทางเลือกให้กับประชาชน ประชาชนไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่ารัฐธรรมนูญในอนาคตจะมีเนื้อหาอย่างไรหากไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

 

            2. การลงประชามติที่ดำเนินไปในขณะที่ประชาชนใน 35 จังหวัด ได้ตกอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่งทหารมีอำนาจในการควบคุมทุกอย่าง ประชาชนไม่ได้มีสิทธิเสรีภาพที่จะกระทำการใดๆเช่นสังคมปรกติ

 

            3. คณะรัฐประหารภายใต้ชื่อ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ( คมช.) และรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ซึ่งโดยหลักการแล้วต้องวางตัวเป็นกลางในการออกเสียงแสดงประชามติ แต่ในความเป็นจริงกลับใช้งบประมาณและกลไกทุกอย่างของรัฐในการรณรงค์ชักจูงให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ

 

            4. กลไกของ คมช. ไม่ว่าจะเป็น สสร. กอ.รมน. ตำรวจทหาร ผู้ว่าฯ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. สื่อมวลชน รวมทั้ง NGOs และผู้นำชุมชนที่ใกล้ชิดอำนาจรัฐ ไม่เปิดโอ