Democratic Database

ข้อมูล และ บทความ สำหรับ นักประชาธิปไตย

กลุ่มชนเผ่า เรียกร้องสิทธิ

ก.ย. 50 วันสุดท้ายของงานมหกรรมชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย มีการสรุปยุทธศาสตร์และข้อเสนอของขบวนชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนขบวนของภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของกลุ่มชนเผ่า

 

นายกิตติศักดิ์ รัตนกระจ่างศรี ภาคีสากลชนเผ่าพื้นเมืองในป่าเขตร้อน เสนอว่า น่าจะมีเวทีพูดคุยในระดับนานาชาติ โดยควรมีการหาข้อมูล ติดตาม และให้ความสำคัญมากขึ้น ซึ่งในเวทีระดับโลก สหประชาชาติก็มีเวทีถาวรชนเผ่าพื้นเมือง ที่จัดตั้งในปี 2543 อันเป็นกลไกที่ชนเผ่าทั่วโลกสามารถเข้าไปเสนอประเด็นปัญหาและเรียนรู้กับพี่น้องชนเผ่าทั่วโลก แต่บางครั้ง ปัญหาบางอย่างไม่สามารถถูกแก้ได้ในระดับพื้นที่ นายกิตติศักดิ์จึงเสนอว่า จะต้องหาพันธมิตรในระดับนานาชาติด้วย

 

ดร.ประสิทธิ์ ลีปรีชา กลุ่มศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา เสนอว่า ที่หลายคนสะท้อนว่าภาครัฐไม่สนใจหรือไม่ใส่ใจนั้น คิดว่าไม่ใช่ เพราะรัฐมีหลายหน่วยงาน และหลายหน่วยงานก็ให้การสนับสนุน เช่นงานมหกรรมชนเผ่าพื้นเมืองในครั้งนี้

 

ในประเด็นปัญหาชนเผ่านั้น มีปัญหาอะไรบ้าง เช่น วัฒนธรรม วิถีชีวิต องค์ความรู้ต่างๆ ของชนเผ่าเพื่อนำเข้าระบบการศึกษา เรื่องสิทธิ เรื่องการเข้าถึงสื่อ การเชื่อมกับเวทีสากล และสิทธิเด็กและสตรี เวทีระดับชุมชน ระดับชาติ และระดับนานาชาติ เราจะเชื่อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเราได้อย่างไร และการรวมการจัดตั้งกลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเรา และเราเชื่อมกับหน่วยงานเหล่านี้ได้มากน้อย ขนาดไหน

 

นายประเสริฐ ตระการศุภกร เครือข่ายภูมิปัญญาพื้นบ้านและกลุ่ม ชาติพันธุ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ปัญหาของทุกกลุ่มคือ ชาวไทยภูเขาเป็นเหยื่อของมายาคติ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้เกิดความร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ประเด็นเหล่านี้ คิดว่าทางรัฐเป็นผู้เริ่มต้น หรือเป็นผู้มัดปม ดังนั้นทางรัฐจะต้องเป็นผู้เริ่มแก้ปมเอง และสร้างกระบวนการในทัศนคติที่เป็นด้านบวกให้กับสาธารณชน ดังนั้นเราจะทำอย่างไรให้เป็นวาระแห่งชาติกับคำนิยามใหม่ และทำอย่างไรให้เครือข่ายมีความเป็นหนึ่งเดียว โดยเฉพาะการผลักดันในแต่ละประเด็น สิ่งแรกนั้น คือการสร้างภาพทัศนคติที่ดีต่อชาวเขาให้กับสาธารณชน

 

อ.ชูพินิจ เกษมณี สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย(ศวท.) เสนอว่า ในการพูดถึงระดับนานาชาตินั้น คิดว่ามีเอกสารมากมายที่เอื้อประโยชน์แก่ชนเผ่าพื้นเมือง แต่ปัญหาคือเป็นภาษาต่างประเทศ ดังนั้นหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่ารัฐหรือเอกชนที่ทำงานกับชนเผ่าต้องมีหน้าที่ในการจัดแปลเอกสารและเอื้อกระบวนการเข้าถึงข้อมูลแก่ชนเผ่าพื้นเมืองอย่างแท้จริง ซึ่งโดยหลักการแล้วเป็นหน้าที่ของรัฐที่ลงภาคีต่อสหประชาชาติ แต่ยังไม่มีการดำเนินการ

 

รัฐต้องพัฒนากรอบนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยอย่างแท้จริงและมีกระบวนการขานรับ รวมถึงมีกระบวนการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน เนื่องจากการประกาศปีทศวรรษสากลระยะที่ 2 เป็นการประกาศโดยภาคีใหญ่ ซึ่งประเทศไทยก็ลงมติด้วย ดังนั้นประเทศไทยเองก็ต้องทำตาม

การระดมทุน ต้องเรียกร้องให้รัฐและองค์กรระหว่างประเทศให้การสนับสนุนให้พี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองในการทำกิจกรรม เช่น ประเทศไทยมีรายได้มหาศาลจากการท่องเที่ยว และส่วนใหญ่เกิดการวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมือง ดังนั้น รัฐควรจัดสรรอย่างน้อย 5% ของรายได้เป็นกองทุนให้แก่ชนเผ่าพื้นเมือง เป็นต้น

 

 จากนั้นก่อนปิดงานพ่อหลวงจอนิ โอ่โดเชา ประธานกรรมการจัดงานฯ ได้เป็นตัวแทนพี่น้องชนเผ่า อ่านคำประกาศเจตนารมณ์เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เนื่องในปีทศวรรษสากลของชนเผ่าพื้นเมืองโลก ระยะที่ 2 อันเป็นการประกาศจัดตั้ง “เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” เพื่อขับเคลื่อนประเด็นสิทธิชนเผ่าจากนี้ต่อไป ..

 

 คำประกาศเจตนารมณ์

 

เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เนื่องในปีทศวรรษสากลของชนเผ่าพื้นเมืองโลก ระยะที่ 2

 

ตามที่องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้ปี 2548 – 2557 เป็นปีทศวรรษสากลของชนเผ่าพื้นเมืองระยะที่ 2 เพื่อรณรงค์ให้ประเทศภาคีสมาชิก รวมทั้งประเทศไทยได้กำหนดแผนนโยบายและกิจกรรมการณรงค์ เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อชนเผ่าพื้นเมืองในแต่ละประเทศ ตามปฏิญญาสากลระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม, อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก, อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ และอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพนั้น

 

คณะกรรมการจัดงานมหกรรมชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย อันประกอบด้วยเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย องค์กรพัฒนาเอกชนและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องได้จัดให้มีโครงการจัดงาน “มหกรรมชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” ขึ้นในระหว่างวันที่ 5 – 11 กันยายน 2550 ณ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั้น พวกเราขอประกาศเจตนารมณ์ เนื่องในโอกาสดังกล่าวดังนี้

 

1. เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทย กำหนดแผนเพื่อรองรับปฏิบัติตามเงื่อนไขปฏิญญาสากลและอนุสัญญาดังกล่าวขั้นต้น โดยเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และเร่งศึกษาเพื่อลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการปกป้องแรงงานข้ามชาติและครอบครัว (ปี ค.ศ.1990) ปฏิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติ (การจ้างงานและประกอบอาชีพ ปี ค.ศ. 1958) โดยเร่งด่วน ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 82 ที่บัญญัติไว้ว่า “รัฐต้องส่งเสริมสัมพันธไมตรี และความร่วมมือกับนานาประเทศ และพึงถือหลักในการปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค ตลอดจนต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี รวมทั้งตามพันธกรณีที่ได้กระทำไว้กับนานาประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ”

 

2. เราขอเรียกร้องต่อองค์การสหประชาชาติ ได้ดำเนินการสร้างกลไก เพื่อตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลกและในประเทศไทย รวมทั้งตรวจสอบนโยบายเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดิน ที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน การอพยพโยกย้ายออกจากถิ่นฐานเดิม การจำกัดสิทธิการพัฒนาและการเข้าถึงบริการของรัฐ การกดขี่แรงงาน และกรณีอื่นอย่างเป็นรูปธรรม และเร่งผลักดันให้ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ที่ยังไม่ลงนาม เร่งลงนามใน “อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง” โดยเร็ว

 

3. เราประกาศว่า เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามประการข้างต้น สามารถปฏิบัติได้จริง เราประกาศจัดตั้ง “เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” เพื่อรณรงค์ ประสานงาน ติดตามตรวจสอบและผลักดันให้ชนเผ่าพื้นเมืองได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และความเป็นธรรมในการดำรงชีพและรักษาวิถีความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมที่เท่าเทียม สืบไป

 

ด้วยจิตสมานฉันท์และศรัทธาในทุกชีวิต วัฒนธรรม ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ชาติ ทุกเผ่าพันธุ์

 

ประกาศโดย เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย

 

ณ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันอังคารที่ 11 กันยายน 2550

 

 โดยชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย

 

เครือข่ายชนเผ่าลั๊วะ

 

เครือข่ายชนเผ่าปกาเกอะญอ

 

เครือข่ายชนเผ่าม้ง

 

เครือข่ายชนเผ่าเมี่ยน

 

เครือข่ายชนเผ่าลาหู่

 

เครือข่ายชนเผ่าลีซู

 

เครือข่ายชนเผ่าอาข่า

 

เครือข่ายชนเผ่าปะหล่อง

 

เครือข่ายชนเผ่าคะฉิ่น

 

เครือข่ายชนเผ่าไทยทรงดำ

 

เครือข่ายชนเผ่าชอง

 

เครือข่ายชนเผ่าไทลื้อ

 

เครือข่ายชนเผ่ายอง

 

เครือข่ายชนเผ่าไทใหญ่

ชาวบ้านไม่โง่ดักดาน

 

สัมภาษณ์ เจษฎา โชติกิจภิวาท (กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ) "ชาวบ้านไม่ได้โง่ ดักดาน และถูกซื้อ"  

การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ที่ผ่านมา มีหลายกลุ่มที่รักประชาธิปไตย-คัดค้านรัฐประหาร ออกมารณรงค์ให้ประชาชนออกมาโหวต “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ว่าเราไม่ต้องการรัฐประหาร หนึ่งในหลายๆ กลุ่มที่ทำงานอย่างขยันขันแข็งและต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือ คือ กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ (ปรส.) ซึ่งผู้ปฏิบัติงานของกลุ่มนี้เป็นบุคคลที่ทำงานสนับสนุนเรื่องสิทธิและความเป็นธรรมด้านต่างๆ ให้กับคนยากคนจน เกษตรกร คนจนในเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ใช้แรงงาน และนักศึกษาภาคเหนือมาเป็นเวลานานพอควร

 

ประชาไทจะนำท่านผู้อ่านไปพูดคุยกับ เจษฎา โชติกิจภิวาทย์ หนึ่งในผู้ปฏิบัติงานของกลุ่ม เกี่ยวกับผลการลงประชามติที่ผ่านมา และก้าวต่อไปของประชาชนในการต่อสู้กับระบอบเผด็จการ

+ประเด็นเรื่องปัญหาประชาชนคนจน คนชายขอบกับเรื่องการคัดค้านรัฐประหารเกี่ยวกันอย่างไร แล้วมวลชนคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ?

 ก่อนอื่นขอย้ำว่า ปัญหาของประชาชนคนจน ไม่ว่าเกษตรกรรายย่อย, ประมงพื้นบ้าน, กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ นั้น คิดว่า รัฐไทย ไม่ว่าพรรคการเมืองใดของนายทุนหรือระบบราชการที่มีทหารครองอำนาจรัฐก็ตาม ล้วนมีความจงใจออกนโยบาย กฎหมาย มติ ครม.มาตรการต่างๆ ที่จะยึดปล้นทรัพยากรธรรมชาติจากของชุมชนส่วนรวมมามอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ของนายทุน เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสินค้าและจงใจทำให้ประชาชนคนจนเหล่านั้นกลายสภาพเป็นเพียงแรงงานรับจ้าง เป็นกรรมกรที่มีแรงงานเป็นสินค้า มีนโยบายส่งเสริมนายทุนไม่ว่าต่างชาติหรือนายทุนในประเทศ เพื่อให้แรงงานราคาถูกไม่มีหลักประกันด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ไม่ส่งเสริมการรวมตัวของคนงานในรูปแบบสหภาพแรงงาน แม้จะมีกฎหมายรองรับก็ตามแต่ ซึ่งเป็นไปตามการเคลื่อนตัวของระบบทุนนิยมไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ตาม แม้ว่าจะอ้างความพอเพียง พึ่งตนเองก็ตาม

 

ยิ่งปัจจุบันเดินแนวทางเสรีนิยมใหม่ เร่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่างๆ ทั้งการศึกษามหาวิทยาลัยให้เป็นแหล่งการค้าหากำไรของกลุ่มทุนมากกว่าเพื่อบริหารสังคมยิ่งชัดเจนขึ้น เพียงแต่การเติบโตของขบวนการภาคประชาชน มีการเคลื่อนไหวปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิพื้นฐาน ได้อย่างสันติวิธี จำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาชนต้องมีเสรีภาพ สังคมต้องมีประชาธิปไตย สื่อไม่ถูกปิดกั้นควบคุมไม่ว่าด้วยรูปแบบไหนก็ตาม

 

การคัดค้านระบอบทหาร รัฐประหาร จึงปฏิเสธมิได้สำหรับองค์กรภาคประชาชน องค์กรประชาชนที่ตื่นตัว เข้าใจประวัติศาสตร์สังคมเศรษฐกิจการเมือง สำนึกถึงฐานะประวัติศาสตร์ จึงต้องเคลื่อนไหว เพื่อเสรีภาพ ประชาธิปไตย ที่มิใช่เพื่อทักษิณ แต่เพื่อการเติบโตของภาคประชาชน เพื่อปกป้องอำนาจประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างเสรี

 

มีหลายคนอ้างว่า ประชาชนที่รับร่าง รธน.50 นั้น ไม่รู้ข้อมูล ทำนองโง่ ติดกับการถูกอุปถัมภ์ เป็นการดูถูกดูแคลน แท้ที่จริงแล้วประชาชนจำนวนมากเมื่อมีโอกาสฟังข้อมูล ทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทางภาคเหนือ เช่น เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ แนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ เครือข่ายสื่อ เครือข่ายคนจนเมือง สหภาพแรงงาน นักศึกษา พวกเขามีศักยภาพ ปลดปล่อยจากความคิดแบบอุปถัมภ์ ไม่ยึดติดตัวบุคคล แม้ว่าเขาอาจจะเคยเคลื่อนไหวร่วมกับนักพัฒนาองค์กรเอกชน นักวิชาการ สายที่รับร่าง รธน.แต่พวกเขากลับประกาศไม่รับร่าง รธน.ซึ่งสมาชิกสภานิติบัญญัติอย่างคุณเจิมศักดิ์ ผู้ที่รับใช้อำนาจ คมช.กลับตั้งใจที่จะไม่เข้าใจ และเวลาพูดถึงรัฐธรรมนูญ 50 ก็พูดเพียงบางส่วนพูดไม่หมดไม่เชื่อมโยง

 

แน่นอนว่า องค์กรประชาชนต้องเป็นอิสระจากพรรคทักษิณ ประชาธิปัตย์ มัชฌิมา รวมใจไทย รักชาติ พลังประชาชน และจากราชการ รวมทั้งพวก สส. สว. สนช. หรือเอ็นจีโอด้วย เพียงแต่บทเรียนที่ผ่านมาชี้ว่า ทั้งทักษิณ และรัฐบาลราชการที่มาจากรัฐประหารล้วนแล้วแต่มีนโยบายเพื่อนายทุนและระบบทุนนิยม ไม่ว่า แปรรูปรัฐวิสาหกิจ การศึกษา สาธารณูปโภค การทำจีเอ็มโอ เอฟทีเอ และอื่นๆ ตลอดทั้งไม่มีนโยบายเก็บภาษีก้าวหน้า ปฏิรูปที่ดิน สร้างสังคมสวัสดิการ และอื่นๆ

 

บทเรียนที่ผ่านมาบอกกับองค์กรประชาชนว่า การต่อสู้กับระบบราชการที่มีกฎอัยการศึก อำนาจนิยมแบบเก่านั้น ได้ปิดพื้นที่ให้แคบลงสำหรับภาคประชาชน การออกกฎหมายต่างๆ มีลักษณะงุบงิบภายในหมู่อำมาตอภิสิทธิ์ชน ไม่เปิดเผย ไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ภาคประชาชนไม่มีโอกาสคััดค้านได้อย่างเสรีในยุคที่เสรีภาพหดหาย ยิ่งสื่อมวลชนจำนวนมากเชียร์ชอบระบอบทหาร ยิ่งซ้ำเติมในการปิดพื้นที่ภาคประชาชนมากขึ้นด้วย และมีกฎหมายหลายฉบับถูกบิดเบือนบิดเบี้ยวไป เช่น พรบ.ป่าชุมชน พรบ.รัฐวิสาหกิจ พรบ.คุ้มครองสุขภาพ สิ่งแวดล้อมคนงาน กฎหมายควบคุมสื่อ 70 ฉบับ และอื่นๆ รวมทั้ง พรบ.ความมั่นคงฯ ที่จะสร้างรัฐทหารขึ้นถ้าผ่าน สนช.และมีบางคนที่ใกล้ชิด องค์กรประชาชนไม่น้อย คาดหวังว่าเมื่อไล่ทักษิณแล้วฟ้าจะสีทอง แต่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่ใช่เลย

 

 

+ช่วยวิเคราะห์ผลคะแนนของเสียงที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในช่วงการลงประชามติที่ผ่านมา ว่ามันสะท้อนอะไรบ้าง ?

 

มันชี้ให้เห็นว่าสังคมมันเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น หลังจากบทบาททหารเพิ่มขึ้นมาอีกครั้งหลังจากในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา และทางรัฐก็พยายามใช้กลไกมหาดไทย กลไกราชการ กลไกทหาร สสร. เข้าไปโฆษณาต่างๆ เพื่อให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ มันไม่ง่ายแล้ว ในสังคมที่พัฒนาประชาธิปไตยมาพอสมควร และกลไกที่สำคัญ สังคมที่มีการเลือกตั้ง กลไกของนักการเมืองกลไกของพรรคการเมืองมันจะมีบทบาทมากขึ้น พร้อมๆ กับจุดเด่นของไทยรักไทย ก็คือบทบาททางด้านนโยบาย อาจจะเป็นสิ่งที่ชาวบ้านจับต้องได้ตอนนี้ ชาวบ้านไม่ได้โง่ ไม่ได้ดักดาน ไม่ได้ถูกซื้ออย่างกับปัญญาชนคนชั้นกลางในเมืองกรุงกล่าวประณามกัน มันจะสะท้อนแบบนั้นไม่ได้แล้ว ชาวบ้านเขาก็มีสิทธิ์เลือก แล้วก็สำนึกแห่งความเป็นประชาธิปไตยมันมีสูงมากขึ้นด้วย แล้วว่าอย่างน้อยผู้แทนก็ต้องมาจากการเลือกตั้ง จะมาใช้อำนาจแบบเจ้าขุนมูลนายแบบเดิม คำสั่งจากระดับบนลงมา อย่างนี้ใช้ไม่ได้แล้ว สังคมมันไปไกลแล้ว อย่างที่เห็นชัดๆ ในภาคอีสานและภาคเหนือ

+มีหลายคนที่ออกมาพูดว่าเสียงที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมามีความสัมพันธ์กับพรรคไทยรักไทยเดิม คิดว่าอย่างไร ?

 ผมไม่รู้ข้อมูลมากนัก เพียงแต่รู้ว่ากลไกรัฐพยายามไม่ให้รับร่าง แต่ว่ากระแสไม่รับร่างก็มี โดยเฉพาะตอนท้ายๆ ที่กลุ่มไม่รับร่างมีโอกาสออกทีวี ออกวิทยุ ออกอะไรต่างๆ ทำให้ชาวบ้านได้รับข้อมูล ได้รู้ถึงการวิเคราะห์ของกลุ่มไม่เห็นด้วยมากขึ้น ในการคิดต่อ ในการตัดสินใจ แต่ก็น่าเสียดายที่มีเวลามันสั้นมาก และผมก็มีโอกาสได้จัดเวทีฝ่ายรับร่างและฝ่ายไม่รับร่างเป็นการดีเบตภายในองค์กร เห็นชัดเลยหลังจากชาวบ้านฟังข้อมูล น้ำหนักเสียงคือการไม่รับร่างสูง คือถ้ามีการเปิดเผยข้อมูลจริงๆ ตามหลักการจริงๆ ตามหลักสากลจริงๆ ได้ฟังข้อมูลทั้งสองส่วน ชาวบ้านฟังข้อมูล ฟังเหตุฟังผล มีเหตุมีผล แล้วเขาก็พร้อมจะตัดสินใจ

 

ถ้าโดยตรรกะแล้ว เราก็เห็นว่าเหตุผลของฝ่ายรับ รธน.ซึ่งถึงที่สุดแล้วอำนาจอยู่ที่ศูนย์กลาง อยู่ที่ฝ่ายราชการ โดยที่ชาวบ้านไม่มีส่วนเชื่อมโยงไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในสิทธิของเขาเลย พอเขาฟังข้อมูล เขาก็ไม่เอา เพราะประสบการณ์ของเขาโดนราชการเอาเปรียบมาตลอดไม่ว่าจะเป็นเรื่องดินเรื่องป่า เรื่องเขื่อน และอื่นๆ การรวมศูนย์อำนาจ เขาโดนตลอด พอ รธน. จะนำพาเขาไปเจอแบบนี้อีก เขาก็ไม่เอา อันนี้เป็นกลุ่มที่ผมจัดนะ

+แสดงว่าชาวบ้านเบื่อระบบราชการ ?

 

ใช่ แต่ว่าพรรคการเมืองปัจจุบันไม่ใช่ทางออกทั้งหมด ผมพยายามจะเปรียบเทียบส่วนได้ส่วนเสีย การมีโอกาสต่อรองมากกว่า เช่นเรื่องเขื่อนปากมูน พอมีมติ ครม.ปั๊บ ทหารลงพื้นที่โครมครามๆ ชาวบ้านก็กลัวหรือว่ากังวล แต่พอเป็นนักการเมืองก็ต่อรอง แต่เป็นแบบราชการมันทำอะไรไม่ได้เลยเขาก็มีประสบการณ์ อย่างกรณีชาวบ้านปากมูน เขาก็ต่อรองเรื่องเขื่อน เรื่องค่าชดเชยได้ อันนี้เขาทำมาตลอดเป็นประสบการณ์ตรงของชีวิต แต่พอทหารขึ้นมามีอำนาจเขาเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้เลย เมื่อทหารมาเยี่ยมถึงหมู่บ้านับร้อยๆ คน ถ้าพูดง่ายๆ ให้ชาวบ้านไปเจอทหารกับเจอนักการเมือง เจอหัวคะแนน ชาวบ้านเลือกไปเจอหัวคะแนน ไปเจอนักการเมือง ชาวบ้านสบายใจกว่า มึงหลอกกู-กูหลอกมึง ก็ต่อรองกันไป ชาวบ้านก็มีบทเรียนของเขา การที่บอกว่าชาวบ้านโง่ ชาวบ้านถูกซื้อมันไม่จริง ผมว่าวิธีคิดแบบนี้ไม่ไหวแล้ว ปัญญาชนต่างๆ ที่ออกมาแล้วก็มีคนออกมาเปรียบเทียบว่า ถ้าคุณบอกว่าคนชั้นกลางในกรุงเทพฉลาด ทำไมคนอีสานมาออกเสียงมากกว่าคนกรุงเทพล่ะ คนกรุงเทพฉลาดกว่าหรือว่าไม่มีการตื่นตัวทางการเมืองประชาธิปไตยมากกว่ากันแน่

 +มองว่าคะแนนที่ไม่รับร่าง มีความสัมพันธ์กับไทยรักไทย ?

 

ก็อาจจะมีความสัมพันธ์ด้วย แล้วมันผิดตรงไหนกัน ถ้าจะบอกว่าพรรคการเมืองเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่มันเป็นระบบประชาธิปไตย ระบบที่ประชาชนมีสิทธิมีเสรีภาพมีเสียง ที่สามารถต่อสู้ต่อรองได้โดยสันติวิธี เขาก็ต้องเลือกระบบไปทางพรรคการเมืองมากกว่าระบบทหาร แต่ว่ากลไกไทยรักไทยไปรณรงค์มากมายขนาดไหนผมไม่รู้นะ แต่เท่าที่ผมมีโอกาสได้คุย ชาวบ้านเขาชื่นชมระบบรัฐสภามากกว่า และก็ไม่แปลกที่เขาจะชอบไทยรักไทย เพราะไทยรักไทยยังให้อะไรกับเขาบ้าง เช่น การรักษาทุกโรค มีหลักประกันอะไรให้เขาบ้าง มันก็ไม่แปลกที่ชาวบ้านจะชอบ ระบบทหารมีไหมล่ะ มีแต่จัดการกับชาวบ้านปากมูน ออกกฎหมายไม่รู้ตอนนี้กี่ฉบับ กฎหมายป่าไม้ที่ดิน ที่จำกัดสิทธิชาวบ้าน ประมาณ 7-8 ฉบับ เหมือนกฎหมายด้านสื่อ กฎหมายแรงงานด้วย เป็นกฎหมายที่รวมศูนย์อำนาจให้ราชการหน่วยใดหน่วยหนึ่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากมายเลย จำกัดสิทธิชาวบ้าน เราก็รู้อยู่แล้วว่าพวก สนช.ก็เต็มไปด้วยข้าราชการ อำมาตยาธิปไตย พวกขุนนาง พอเข้าไปก็ออกกฎหมายโดยราชการเพื่อราชการ ชาวบ้านก็รับรู้เขาก็บอกว่าต้องหยุด เพราะมันไม่ชอบธรรม และก็อีกไม่กี่เดือนก็จะมีการเลือกตั้ง ควรปล่อยให้รัฐบาลใหม่ดีกว่า

 

ที่สำคัญ มันจะเป็นบทเรียนให้กับองค์กรประชาชนด้วย ในเรื่องกฎหมายต่างๆ ที่องค์กรประชาชนหลายองค์กรคิดง่ายๆ หรือถูกทำให้เชื่อว่าเมื่อไหร่ทักษิณไปแล้ว จะทำให้กฎหมายต่างๆ ที่มันลิดรอนสิทธิเสรีภาพ กฎหมาย นโยบายที่ไม่เป็นธรรมต่างๆ จะหายไป ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเอฟทีเอวอทช์ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ และอื่นๆ และเช่นเดียวกับสมัยก่อน เมื่อรัฐบาลจิ๋ว รัฐบาลชวน ไม่แก้ปัญหา ก็จะตกอยู่ในมายาคติ ทำนองเดียวกันว่า ต้องไล่รัฐบาลก่อนแล้วปัญหาจะได้รับการแก้ไข ซึ่งมันไม่ใช่

 

ถึงเวลาแล้วที่ต้องยกเครื่องกันภายในว่า การที่เราเชื่อแนวคิดแบบผู้นำง่ายๆ ไม่ได้ มีคนเตือนกันมาแล้วว่ามันจะหนักกว่าเก่า เราก็เห็นชัดว่าพอรัฐบาลชุดนี้ขึ้นมาก็หนักกว่าเก่าจริง และถ้าคนเรียนรู้ประวัติศาสตร์การเมือง เข้าใจเรืองเหล่านี้ก็น่าจะประเมินออกแล้วว่ามันเป็นจริง ผมคิดว่าองค์กรภาคประชาชน องค์กรเอ็นจีโอ เหล่านี้ต้องกลับมาทบทวนตรวจสอบบทบาทและก็ยกเครื่องกันภายในด้วย ถ้าตอนนี้ยังอิงแอบไปทางแนวคิดแบบเก่าก็ต้องถอนตัวออกมา ไม่ใช่ว่าไปเชื่อคนที่เขาตั้งตัวว่าเป็นองค์กรประชาชนแล้วก็เดินตามแนวทางแบบเดิม คือมันมีบทเรียนครั้งสำคัญด้วยนะ เป็นสิ่งที่ผมเป็นห่วงอยู่ ที่เดินตามการเคลื่อนไหวของ สนธิ ลิ้มทองกุล พันธมิตรประชาธิปไตย เราต้องเป็นอิสระด้วย ไม่ต้องเป็นนอมินีเขา ต้องถือว่าเขาเป็นแค่องค์กรหนึ่งที่สนับสนุนแนวทางรัฐประหารไม่ว่าจะแก้ตัวให้ดูดีก็ตาม

 

ถ้าเราตามการเคลื่อนไหวของเขาก็จะเห็นว่า สนธิลิ้มพูด ประสงค์ชี้นำ พันธมิตร สุริยะใส สมเกียรติ พิภพ เสริม ทำนองนี้ ลองพิจารณาดูกรณีตำแหน่ง ผบทบ.ซิ ที่ออกมาเชียร์พลเอกสะพรั่ง หรือกรณีอื่นๆ เขาน่าจะเป็นสายเดียวกัน พวกเขาล้วนเป็นนอมินิของพลเอกสะพรั่ง แต่องค์กรประชาชนที่แท้จริงต้องไม่เป็นนอมินิชนชั้นนำเหล่านั้น ทั้ง คมช.และทักษิณ และปัจจุบันนี้เราต้องเป็นอิสระแล้ว

+คิดว่าภาคประชาชนที่เข้าไปร่วมกับสนธิ ลิ้มทองกุล โดนหลอก ?

 

อาจจะไม่โดนหลอก แต่เขาอาจจะเชื่อ แต่สิ่งที่เขาเชื่อมันไม่ใช่ แล้วเราก็ต้องยอมรับว่าองค์กรประชาชนที่ผ่านเคลื่อนประเด็นเฉพาะปัญหาของตนเอง จนลืมเรื่องการเมืองในเชิงโครงสร้าง คือประเด็นพื้นฐานเอาอยู่แล้ว เพียงแต่คิดว่าเปลี่ยนผู้มีอำนาจใหม่แล้วประเด็นของเราก็แก้ได้ แต่มันไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของระบบ เป็นเรื่องของโครงสร้าง เป็นเรื่องของการเคลื่อนตัวของทุนนิยมต่างๆ

 

ปัญหาของประชาชน คือ เราจะมีเสรีภาพได้อย่างไรในการต่อสู้ภายใต้ระบบทุนนิยม เพราะฉะนั้นระบบรัฐสภามันเอื้อกว่า สำหรับการเติบโตอย่างสันติวิธี แต่ระบบทหารมันไม่ใช่อยู่แล้ว ระบบราชการมันไม่ใช่อยู่แล้ว ไม่ได้บอกว่าทักษิณดี แต่ว่าระบบแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นทักษิณ เป็นประชาธิปัตย์ เป็นอะไรขึ้นมามีอำนาจ การต่อรองมันเอื้อกว่าต่อภาคประชาชนในการเคลื่อนขบวน ในการจัดองค์กรในการชุมนุมประท้วง ในการเรียกร้องสิทธิ์ มันต้องมีเสรีภาพ เพราะเสรีภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญให้กับองค์กรประชาชนในการเติบโตในการเคลื่อนไหวโดยสันติวิธี ถ้าไม่มีเสรีภาพ เราคงไม่ได้ข่าวกันใช่ไหมว่าคนนับพันถูกฆ่าจากนโยบายยาเสพติดสมัยทักษิณ ใครใช้นโยบายรุนแรงเหวี่ยงแหที่ภาคใต้ แล้วเราก็ต่อต้านนโยบายเหล่านี้้กัน

 +ตอนนี้ผลรัฐธรรมนูญผ่านแล้วจะเกิดผลกระทบอะไรกับการเคลื่อนไหวภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 และการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนจะไปในทิศทางใด ?

 

มันมีการเรียกร้องให้มีการแก้ไข รธน.แต่ประสงค์ สุ่นศิริ บอกว่าแก้ไม่ได้ มันยาก แต่เมื่อก่อนบอกว่าแก้ได้ แค่ห้าหมื่นชื่อก็แก้ได้แล้ว ก็พูดกลับไปกลับมา ก็ว่ากันไป เรื่องแก้ไข รธน. ในมาตราที่เรามองว่าเป็นปัญหา เช่น การแต่งตั้ง สว. การกำหนดวุฒิการศึกษา องค์กรอิสระ ก็คงต้องสู้กันต่อไปในการแก้ไข รธน.และมีการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ต้องมีหลักการลดอำนาจรัฐทั้งฟากราชการและการเมือง เพิ่มพื้นที่ภาคประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะนโยบายการสร้างรัฐสวัสดิการ เก็บภาษีคนรวย ฯลฯ ที่มิใช่ประชานิยมเชิงสงเคราะห์ของทักษิณ และวาระประชาชนของประชาธิปัตย์ของอภิสิทธิ์

 

และเฉพาะหน้าตอนนี้ต้องยกเลิกกฎอัยการศึก และมีกฎหมายหลายฉบับที่อยู่ใน สนช.ที่รอการนำออกมา เราต้องออกมาคัดค้านและเรียกร้องให้ยุติบทบาทของ สนช.ได้แล้ว และก็รอรัฐบาลใหม่ แต่เท่าที่รู้ก็คือ สนช กำลังฉวยโอกาส เร่งออกกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิของประชาชนในระดับล่าง ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน ชาวนา หรือประมงพื้นบ้าน มันกำลังบีบให้เราเดือดร้อนขึ้น องค์กรภาคประชาชนก็ต้องคัดค้าน พรบ.เหล่านี้ เช่น พรบ.ความมั่นคงฯ ที่เป็นกฎหมายเผด็จการ พรบ.ป่าชุมชน และอื่นๆ ที่ให้อำนาจราชการรวมศูนย์กันต่อไป

 

การปฏิรูปสังคมเศรษฐกิจการเมืองเป็นสิงที่ดี แต่คิดว่าสิ่งที่องค์กรประชาชนต้องให้ความสำคัญมากๆด้วยเช่นกัน ก็คือการปฏิรูปองค์กรประชาชนด้วยเช่นกัน เพราะการสร้างองค์กรประชาชนที่เข้มแข็งคงมีหลายด้าน ทั้งด้านความคิดขององค์กร การสร้างการนำรวมหมู่ มีผู้นำหมุนเวียน การมีโรงเรียนขององค์กรประชาชนเอง สร้างปัญญาทางชนชั้นของตนเอง มีกระบวนการการจัดองค์กรที่เป็นประชาธิปไตยมีการตรวจสอบถ่วงดุลภายใน การสร้างองค์ความรู้ของภาคประชาชน การระดมทุนจากภายใน และอื่นๆ ที่ต้องขบคิดกัน ตลอดทั้งการจัดความสัมพันธ์กับเอ็นจีโอ นักวะ 4ชาการ ปัญญาชน องค์กรต่างๆ อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

 

การเคลื่อนไหวต่อไป แน่นอนว่า ต้องคัดค้านนโยบายเสรีนิยมใหม่ ใช้กลไกตลาดเสรีแบบพวกทักษิณ ประชาธิปัตย์และทุกพรรคการเมืองก็ว่าได้ และสกัดพวกรัฐประหารด้วยเช่นกัน และต้องระวังพวกฉวยโอกาสตีสองสามหน้าหาประโยชน์เฉพาะหน้าส่วนตนด้วยเหมือนกัน เพราะการเมืองภาคประชาชนต้องมั่นคงมีเอกลักษณ์ของตนเองต้องไม่นิยมขุนนางในหมู่ประชาชน พฤติกรรมแบบวีรชนเอกชน แบบพวกนักการเมืองจากพรรคการเมือง นักการเมืองจากระบบราชการ และต้องสร้างวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ภายในองค์กรด้วย คัดค้านความคิดที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าผ่านการล็อบบี้ของผู้ที่่แอบอิงอำนาจด้วยเหมือนกัน ที่สำคัญต้องคิดสร้างให้องค์กรประชาชนชนชั้นล่างนำตนเองได้อย่างแท้จริง เพื่อความเข้มแข็งขององค์กรที่มิใช่เพียงบุคคลเท่านั้น

 

 

 

 

 

ศรายุธ  ตั้งประเสริฐ

 

23 สิงหาคม 2550

บทความนี้ต้องการที่จะนำเอาความคิดเห็นในการลงประชามติของประชาชนในจังหวัดมุกดาหารมาอธิบายโต้แย้งกับการอธิบายถึง “ลักษณะทางการเมืองที่ล้าหลังของคนอีสาน”โดยคณะรัฐประหาร ในนามคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และกลไกของ คมช. นักการเมือง นักวิชาการและสื่อมวลชนกระแสหลัก รวมไปถึงการโต้แย้งชุดความเข้าใจที่ฉาบฉวยและตื้นเขินของบรรดาคนชั้นกลางในเมืองที่มีต่อคนยากจนในชนบท

ทำไมคนมุกดาหารไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

จังหวัดมุกดาหารมีลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจในหลายประการด้วยกัน ดังนี้

1. เมื่อเปรียบเทียบกัน มุกดาหาร ถูกจัดอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรในภาคชนบทซึ่งมีฐานะยากจน แต่ก็มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจน้อยกว่าคนเมือง

2. มุกดาหาร ไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคใดพรรคหนึ่งแต่เป็นพื้นที่ที่มีการแก่งแย่งกันตลอดเวลาของหลายพรรคการเมือง เช่น ไทยรักไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทย ราษฎร กิจสังคม ฯลฯ

3. ผลจากการที่ไม่ได้เป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคไทยรักไทยทำให้มุกดาหารได้รับอานิสงส์ หลังเหตุการณ์ รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 จังหวัดมุกดาหาร ไม่ได้ถูกจัดเป็นพื้นที่ที่ถูกประกาศเป็นเขตกฎอัยการศึก

ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นเขตกฎอัยการศึก แต่ก่อนการลงประชามติ ในจังหวัดมุกดาหารมีการเคลื่อนไหวของ กอ.รมน. และกลไกของมหาดไทยมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเรียกประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน การทำปฏิญญาหมู่บ้านในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย โครงการอาสาสมัครพัฒนาประชาธิปไตย การลงมาตรวจราชการของนายกรัฐมนตรี การสัมมนาผู้นำชุมชน แบบสำรวจความคิดเห็น เอกสารเผยแพร่ของจังหวัดและ กอ.รมน.  ตลอดจนการประชุม/สัมมนาที่จัดโดยองค์กรอื่นๆ ที่มีส่วนได้เสียกับงบประมาณของรัฐบาลชุดนี้  รวมทั้งการวิ่งรถโฆษณาของนักการเมืองท้องถิ่น ทั้งหมดนี้กระทำในวาระของการรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ แต่เนื้อหาที่แท้จริงแล้วก็คือการจูงใจให้ประชาชนไปลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น

เหตุผลของเจ้าหน้าที่รัฐในการชักจูงให้ประชาชนไปรับร่างรัฐธรรมนูญ เนื้อหาโดยสรุปมีดังนี้

1. ร่างรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยกว่าที่ผ่านมา  มีผลประโยชน์ให้ประชาชนมากกว่า (อย่างเกินจริง)

2. ถ้าไม่รับบ้านเมืองก็จะไม่สงบ ไม่มีการเลือกตั้ง และอาจจะเกิดเหตุการณ์นองเลือด (อย่าให้ทหารหมดความอดทน)

3. ในหลวงฯ ท่านอยากให้รับ / ท่านอายุมากแล้วเสียสละมากแล้ว ถ้าสงสารท่านก็ให้รับ (ซึ่งมีคำถามว่าเป็นการนำเอาสถาบันมาใช้ได้คุ้มหรือไม่กับผลลัพธ์ที่ออกมา)

ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวของฝ่ายไม่รับร่างมีเพียงการจัดประชุมวงเล็กๆ ในบางพื้นที่ แจกเอกสาร เนื้อหาแสดงความไม่ชอบของที่มา กระบวนการร่าง และเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ (ที่ ส.ส.ร.ออกมายอมรับในบางประการและปกปิดในอีกหลายประการ) แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวของนักการเมือง ไม่มีการแจกเงิน ไม่มีการเคลื่อนไหวของพระภิกษุ (หรือถ้าจะมีก็น้อย)

จากการพูดคุยถึงทัศนะความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ พอจะสรุปความคิดเห็นในการรับ/ไม่รับร่างได้ ดังนี้

 

 1. เหตุผลในการรับร่าง อยากให้มีการเลือกตั้ง อยากให้สถานการณ์กลับสู่สภาพปกติ

2. เหตุผลในการไม่รับ  อ่านไม่ทันและไม่มั่นใจกับคณะผู้ร่าง/ไม่เอาทหาร/ไม่ชอบที่ข้าราชการทำตัวเป็นใหญ่  (ไม่มีใครเคยพูดถึงเรื่องการไม่บรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติเลย)

หลังการลงประชามติ ชาวมุกดาหาร มีมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 104,907 คน หรือประมาณ 75.24% ของผู้ใช้สิทธิในจังหวัดทั้งหมดและได้ ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 3 ของกลุ่มจังหวัดในภาคอีสานที่มีมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ  ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่ามากกว่าคะแนนเสียงที่พรรคไทยรักไทยเคยได้รับในการเลือกตั้งปี พ.ศ.2548 (49,7 09 คะแนน) ถึง 55,798 คะแนน

ถ้าการอธิบายอย่างที่อาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นักวิชาการ/คอลัมนิสต์ /นักประชาธิปไตย (ที่สนับสนุนการรัฐประหาร) ผ่านสื่อมวลชน (20 ส.ค.50) ว่า เสียงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนภาคอีสานเกิดจากเหตุผล 2 ประการคือ อิทธิพลของพรรคไทยรักไทย และการชี้นำโดยมีพระสงฆ์ทำงานเดินสายคว่ำรัฐธรรมนูญ เช่นนั้นแล้วปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดมุกดาหารจะอธิบายว่าอย่างไร

หรือคำกล่าวของ พล.อ.สนธิ ประธาน คมช.ที่ว่า”รัฐได้รณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเท่านั้น ไม่ได้รณรงค์ให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ” (20 ส.ค.50)นั้น จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นที่จังหวัดมุกดาหารว่าอย่างไร

ผู้เขียนมีข้อสมมติฐานว่า การอ้างแต่ข้อดีของรัฐธรรมนูญ (ซึ่งถือเป็นการบิดเบือนลักษณะหนึ่ง) การอ้างความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง การอ้างถึงสถาบันชั้นสูง แต่ในทางกลับกัน ลักษณะการบริหารงานแบบอำนาจนิยมในระบบราชการ การส่อลักษณะการทุจริตในโครงการของรัฐ เช่นโครงการอยู่ดีมีสุข (ซึ่งก็เป็นโครงการประชานิยมที่คณะรัฐประหารเคยโจมตีนั่นเอง) การปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในการกระชุมพบปะพูดคุยแทบทุกครั้งในชุมชน ประกอบกับ  ความไม่คืบหน้าในผลงานการบริหารประเทศของรัฐบาล เศรษฐกิจตกต่ำ ข้าวของแพง (ข้าวเหนียว กก.ละ 30 บาท ในขณะที่ข้าวจ้าว กก.ละ 22 บาท) และการที่สื่อมวลชนเสนอข่าวไปในทิศทางเดียว โจมตีแต่ไทยรักไทยและกลุ่มที่เคลื่อนไหวไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะโจมตีคนอีสานว่ามีการรับเงินให้ล้มร่างรัฐธรรมนูญ  ทั้งหมดนี้ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลในสังคมไทย และอาจเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ประชาชนจังหวัดมุกดาหาร ไม่ไว้วางใจและแสดงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในที่สุด

 หากจะนำปรากฏการณ์ของจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่ฐานเสียงของไทยรักไทย  และไม่ได้อยู่ในเขตประกาศกฎอัยการศึก  ผลการลงประชามติที่ชาวมุกดาหารมีเสียงไม่รับถึง 75.24% มาอธิบายว่าเป็นตัวแทนความคิดเห็นที่เป็นอิสระของคนยากจนในอีสานทั้งภาค (5,149,957 เสียง) ที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งน่าจะรวมไปถึงคณะรัฐประหารด้วยแล้ว  ผลของประชามติคราวนี้ก็คือการตอบโจทย์ที่คณะรัฐประหารตั้งไว้ อย่างสุภาพและเจียมเนื้อเจียมตัวที่สุดของคนยากคนจนในอีสาน เพียงแต่ว่าจะมี คณะรัฐประหาร/คนชั้นกลาง/นักวิชาการ/นักประชาธิปไตยหรือสื่อมวลชน รวมทั้งเพื่อนร่วมชาติสักกี่คนที่จะยินยอมรับฟังอย่างเคารพว่ามีศักดิ์ศรีมีน้ำหนักเท่าเทียมกับคนชั้นกลางหรือคนในภาคส่วนอื่นหรือไม่

ถ้าหากความกล้าหาญและเจตนารมณ์ในการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของคนอีสานถูกตีความและประณาม จากคนชั้นกลางที่มีความรู้ ฐานะทางเศรษฐกิจ และสติปัญญาที่จะเข้าถึงอุดมคติของประชาธิปไตยได้มากกว่า (ซึ่งเป็นเช่นนี้ตลอดมา) ว่า ไม่มีการศึกษา เห็นแก่ผลตอบแทนเฉพาะหน้า ซื้อสิทธิขายเสียง เป็นฐานเสียงให้พรรคการเมือง คำถามที่คนอีสานคงอยากตั้งคำถามกลับถ้าทำได้ก็คือ เหตุผลในการที่พวกท่าน (คนชั้นกลาง) ไปลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีความเกี่ยวโยงกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยแค่ไหน หรือเพียงเพื่ออยากให้สังคมยุติความขัดแย้ง เศรษฐกิจดีขึ้น สงสารในหลวง กลัวการนองเลือด ซึ่งถ้าเหตุผลในการรับร่างรัฐธรรมนูญมีเพียงเท่านี้แล้ว กิจกรรมการลงประชามติของพวกท่านก็คงเป็นกิจกรรมที่ไร้ความหมายสิ้นดีสำหรับอุดมการณ์ประชาธิปไตย

 ความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลังการลงประชามติ

 นักสันติวิธีบางคนยอมรับการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 เพราะว่าเป็นการรัฐประหารที่ไม่มีการนองเลือด  เช่นเดียวกันกันลงประชามติ 19 สิงหาคม พ.ศ.2550 ก็คงจะไม่มีประเด็นความรุนแรงใดๆ ในทัศนะของพวกเขา แต่การออกมาพูดของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร ว่า 14 ล้านเสียง ที่รับร่างรัฐธรรมนูญเป็นเสียงที่บริสุทธิ์ (24 ส.ค.50) และจะกำหนดให้หน่วยงานความมั่นคงลงมาดำเนินการแก้ไขปัญหาในพื้นที่สีแดง (พื้นที่ที่มีการแสดงมติไม่รับร่างมากกว่า) จึงเกิดคำถามตามมาว่า 10 ล้านเสียงที่ไม่รับร่างจะเป็นเสียงที่ไม่บริสุทธิ์หรือ  อะไรที่คณะรัฐประหารมองว่าเป็นปัญหา และจะลงมาแก้ปัญหาด้วยวิธีการใด อะไรจะเกิดขึ้นกับคนอีสานบ้าง ในเมื่อการนับเสียงประชามติซึ่งทำการนับที่หน่วย เท่ากับเป็นการเปิดเปลือยความคิดเห็นของประชาชนในระดับหมู่บ้านต่อหน่วยงานความมั่นคงของรัฐด้วย 

 ถ้าเรามองประเด็นความรุนแรงให้มากไปกว่าความรุนแรงทางกายภาพแล้ว ท่าทีของ พล.อ.สนธิ รวมถึงนักวิชาการลูกอีสานอย่างอาจารย์สมเกียรติ ในการประณามคนอีสาน ถือเป็นความรุนแรงในเชิงโครงสร้างหรือไม่ การอ้าง 14 ล้านเสียงว่าเป็นชัยชนะ โดยไม่สนใจ 10 ล้านเสียงหรือผู้ไม่ไปใช้สิทธิว่ามีเจตนารมณ์อย่างไร และตีตราว่าเป็นปัญหาของประเทศ เท่ากับเป็นการแยกประชาชนออกเป็นสองฝ่าย หากเป็นเช่นนั้นแล้ว อะไรเล่าคือการยุติความแตกแยกของคนในชาติ อันเป็นเหตุผลข้อหนึ่งของคณะรัฐประหารที่เคยให้ไว้แต่แรก อะไรเล่าคือความแตกต่างของรัฐบาลทักษิณและคณะรัฐประหาร และอะไรเล่าคือการยุติความขัดแย้งที่คณะรัฐประหารนำมาเชิญชวนให้ผู้คนออกมารับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะสิ่งที่คนยากจนในอีสานมองเห็นได้ก็คือคือการดูถูกและการไม่เคารพความคิดเห็นที่พวกเขาได้แสดงออก นอกจากความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ดำรงอยู่ตลอดมาแล้ว  ยังมีความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการไม่เคารพความแตกต่างทางความคิด วัฒนธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นคนที่เท่าเทียมกันของคนในสังคมไทยด้วย

บทส่งท้าย

ผู้เขียนมีข้อสงสัยอยู่ว่า ในขณะที่อีสานหลากหลายด้วย นักคิด นักเขียน ปราชญ์ ผู้รู้ นักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม นักวิชาการ NGOs ฯลฯ ซึ่งต่างก็มีชีวิตดำรงอยู่ได้ด้วยความรักและความรอบรู้ถึงทุกสรรพสิ่งในแผ่นดินอีสานในทุกๆ มิติ แต่จากการที่คนอีสานกว่า 5 ล้านคนถูกกล่าวประณามโดยนักรัฐประหาร กลับไม่มีผู้ใดเลยออกมาแสดงความคิดเห็นโต้แย้งแทนพวกเขาเหล่านั้น จึงทำให้ผู้เขียนเกิดความสงสัยว่า พวกเขาเหล่านั้นเห็นด้วยกับตรรกะของนักรัฐประหาร/คนชั้นกลางไปแล้ว หรือว่าความกล้าหาญที่พวกเขามีอยู่ได้หดหายไปจนหมดสิ้นแล้ว

 

 

 

ทางออกแรงงาน โรงงาน

 

ปรากฏการณ์การปิดตัวของบริษัทไทยศิลป์อาคเนย์ อิมพอร์ต เอ็กซ์พอร์ต จำกัด และอีกหลายโรงงานหลังจากนั้นคงไม่อธิบายได้เพียงด้วยเรื่องของการขาดทุนเท่านั้น แต่ยังสามารถอธิบายให้ลึกลงไปได้ถึงความผูกพันระหว่างทุนภายในประเทศกับทุนต่างๆของโลกอย่างแนบแน่น แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องราวใหม่ แต่คงต้องยอมรับว่ามีผลสะเทือนไม่น้อยนับจากนี้ต่อไปถึงอนาคต เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์ทรบได้ในระดับหนึ่งแล้วว่าการปรับตัวให้เท่าทันกับโลกแบบที่เรียกว่า ‘โลกาภิวัตน์’ นั้นยังไม่สามารถทำได้ถึงระดับต่อรอง แข่งขันหรือมีส่วนกำหนดบทบาทในตลาดของโลก ผลสุดท้ายเมื่อเกิดการผันผวนบางประการดังในช่วงเวลานี้ เช่น กรณีค่าเงิน หรือการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนรายใหญ่ การปิดตัวของโรงงานจึงกำลังปรากฏขึ้นอย่างเป็น ‘โดมิโน’

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโรงงานจะปิดตัวหรือไม่ ในโลกแบบ ‘โลกาภิวัตน์’ ชะตากรรมของผู้รับเคราะห์กลับถูกกำหนดไว้แล้วอย่างถาวร ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ‘แรงงาน’ คือปัจจัยหลักของการลดต้นทุน ปกติค่าแรงที่ก็ถูกแสนถูกจนแทบเลี้ยงตัวเองยังไม่พอจนไม่ต้องนับไปถึงครอบครัวว่าจะเป็นอยู่อย่างไรอยู่แล้ว สุดท้ายเมื่อโรงงานต้องปิดตัวลงด้วยความรู้ไม่เท่าทันสถานการณ์โลก ชะตากรรมของ ‘แรงงาน’ จึงไม่ได้เพียงหมายถึงการไม่มีงานทำของแรงงานหรือการขาดรายได้เท่านั้น แต่เลวร้ายไปถึงขั้นถูกชักดาบค่าแรงเพราะนายจ้างไม่มีจะจ่าย ชะตากรรมนี้เป็นอีกการชี้วัดหนึ่งที่ว่าแท้จริงแล้วในโลกแบบ ‘โลกาภิวัตน์’ คงกำลังมอง ‘แรงงาน’ เป็นเพียง ‘ปัจจัยการผลิต’ เท่านั้น

ในโลกแบบ ‘โลกาภิวัตน์’ คงไม่เพียงนักลงทุนจะต้องเรียนรู้อย่างเท่าทันเท่านั้น แต่เวลานี้ ‘แรงงาน’ คงต้องเรียนรู้อย่างเท่าทันด้วย เพราะนอกจากจะเป็นเสมือนเกราะป้องกันตัวในสถานการณ์ที่การแข่งขันของโลกใหม่เป็นไปอย่างเชี่ยวกรากแล้ว ยังหมายถึงการดำรงไว้ซึ่งสิทธิอันพึงได้ในฐานะมนุษย์ที่ต้องการอาหารดีๆ ที่นอนอันอบอุ่นสบาย สุขภาพที่แข็งแรง ไม่ต่างอะไรกับนายจ้าง หรือคนอื่นๆในสังคม

 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2550 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สหภาพแรงงานอัญมณีและเครื่องประดับสัมพันธ์ ชมรมเพื่อน เพื่อ เพื่อน กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ และมูลนิธิเพื่อนหญิง จัด เวทีเสวนาวิชาการเรื่อง ‘สถานการณ์แรงงาน สุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานยุคโลกาภิวัตน์’ เพื่อให้ความรู้แก่แรงงานประมาณ 40 คน ณ ร้านอาหารโขงสาละวิน อ.เมือง จังหวัดลำพูน ‘ประชาไท’ ขอเก็บ ‘ความรู้’ ในงานเสวนาวิชาการนี้มาขยายเพื่อเป็นอีกภุมิคุ้มกันหนึ่งที่จะทานสถานการณ์อันผันผวนของโลกแบบ ‘โลกาภิวัตน์’ นี้

 

รู้จัก ‘โลกาภิวัตน์’ (อย่างย่อ)

 รศ.ดร.สมเกียรติ ตั้งนโม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน วิทยากรคนแรกเริ่มต้นอธิบายเกี่ยวกับคำว่า ‘โลกาภิวัตน์’ ว่า แรงงานไทยในยุคโลกาภิวัตน์ไม่ใช่แรงงานท้องถิ่นที่ไม่สัมพันธ์กับโลกรอบตัวอีกต่อไป ทั้งนี้ คำว่า ‘โลกาภิวัฒน์’ นั้น ครอบคลุม 3 ด้าน คือ โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม

โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ เป็นเรื่องของการจัดการให้มีการลงทุนใน 2 ด้าน ด้านแรกคือในการลงทุนทางการเงินหรือตลาดหุ้น จะทำให้เกิดทุนไหลเวียนไปทั่วโลก เงินทุนนี้นำไปสู่การลงทุนด้านที่ 2 หรือการลงทุนจริง เช่น โรงงานต่างๆ

โลกาภิวัตน์ทางการเมือง มีระบบเสรีนิยมประชาธิปไตยเป็นขั้วหลัก ผู้นำในระบบนี้มองไปที่สหรัฐอเมริกาได้ เป็นระบบที่ครอบครองพื้นที่การเมืองโลก 80-90 เปอร์เซ็นต์ และสัมพันธ์สู่ระบบทุนนิยมหรือโลกาภิวัฒน์ทางเศรษฐกิจ ระบบนี้เป็นโลกาภิวัตน์ทางการเมืองของโลกหลังกำแพงเบอลินถูกทำลาย ทำให้โลกกลายเป็นโลกขั้วเดียว ส่วนประเทศสังคมนิยมต่างๆหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือรัสเซียก็ปรับตัวสู่ระบบนี้

 โลกาภิวัฒน์ทางสังคม หมายถึงการติดต่อกันผ่าน ‘สัญญาประชาคม’ เป็นความสัมพันธ์ในการติดต่อกัน แม้แต่นายทุน นายจ้างหรือลูกจ้างก็สัมพันธ์แบบนี้ หมายความว่าไม่ได้ติดต่อกันด้วยความเป็นพี่น้องหรือศีลธรรมใดๆทั้งสิ้น แรงงานหรือลูกจ้างสามารถถูกไล่ออกทันทีในวันนี้เลยก็ได้ หรือแม้แต่คำว่า ‘เอ็มโอยู’ ที่กล่าวถึงในเรื่องการเลือกตั้งที่สหภาพยุโรป (EU) จะขอมาสังเกตการการเลือกตั้งก็เป็นเรื่องปกติระหว่างรัฐต่อรัฐของโลกยุคนี้ที่ต่อรองกันได้ ไม่ใช่เรื่องของอาณานิคม

ส่วนระดับที่มาถึงตัวเราเรียกว่า เป็น Pop Culture หรือ McDonald Culture หรือการโฆษณาให้รับรู้อะไรง่ายๆแบบเดียวกัน เป็นการประดิษฐ์สังคมแบบหนึ่งขึ้นมาเพื่อให้นิยมสิ่งเดียวกัน สนุกแบบเดียวกันอย่างผิวเผิน ซึ่งจะไม่นำความเป็นท้องถิ่นมาพูด

รศ.ดร. สมเกียรติ ได้ฟันธงในรูปแบบที่อธิบายมาว่าทั้งหมดนี้คือหลักการหนึ่งที่เรียกว่าเป็น ‘ศาสนาใหม่’ สำหรับ ‘ยุคโลกาภิวัฒน์’ โดยมีป้ายชื่อที่เรียกว่าศาสนา ‘เสรีนิยมใหม่’

ศาสนาใหม่ของโลกปัจจุบัน ‘ศาสนาเสรีนิยมใหม่’

 ‘ศาสนาเสรีนิยมใหม่’ ในมุมมองของ รศ. สมเกียรติ มีหลักการสูงสุด 3 ประการ

ประการแรกคือ การทำลายกฎระเบียบข้อบังคับ ขนบจารีต หรืออะไรที่เคยเป็นกรอบของสังคม (deregulation) เช่น การมีกำแพงภาษีเพื่อปกป้องการลงทุนในประเทศหรือการมีสวัสดิการเดิมในรัฐจะต้องถูกทำลาย

ประการที่ 2 ทุนไหลได้เสรี (Free Capital) ลักษณะนี้จะเข้าไปทำลายกฎระเบียบทางการลงทุน เพื่อให้ทุนขนาดใหญ่สามารถไหลไปลงทุนในธุรกิจที่มีกำไรประเทศไหนก็ได้ ทุนขนาดใหญ่เหล่านี้จะอยู่ในยุโรป ญี่ปุ่น สิงคโปร์ หรืออเมริกา แต่จะไปลงทุนในท้องถิ่นประเทศไหนก็ได้ รวมทั้งไทย

ประการสุดท้าย การแปรรูป (Privatization) ศาสนาใหม่มองว่ารัฐควรมีบทบาทลงทุนในแง่นโยบายเท่านั้นแต่ ห้ามลงทุนธุรกิจใดๆ ดังนั้นรัฐวิสาหกิจจึงให้เป็นเรื่องของเอกชนด้วย กระบวนการแปรรูปจึงเกิดขึ้น การจัดการตรงนี้จะทำผ่านนักการเมืองขายตัวทั้งหลายที่ไม่เคยเป็นตัวแทนของเรา แต่เป็นตัวแทนของทุนต่างชาติขนาดใหญ่

“เคยเห็นหรือไม่ ใครเป็นตัวแทนแรงงาน ใครเป็นตัวแทนผู้หญิงในประเทศ ใครเป็นตัวแทนราชการ...ไม่มี และไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนก็พยามยามทำการแปรรูป และมักจะแปรรูปกับวิสาหกิจที่ทำกำไร โดยทำให้ทุกสิ่งแพงขึ้น” รศ.สมเกียรติกล่าว พร้อมยกตัวอย่าง ค่าโทรศัพท์ที่เดิมเคยโทรกันได้ครั้งละ 1 บาท ไม่เกิน 3 บาท แต่เวลานี้อาจเริ่มต้นที่ 5 บาท เป็นต้น

ปัจจัยของ ‘ศาสนาเสรีนิยมใหม่’ แรงงานคือตัวทำกำไรสูงสุด

รศ.ดร. สมเกียรติ กล่าวต่อไปว่า การลงทุนของศาสนาของเสรีนิยมใหม่ในภาค Real Factor จะต้องมี ที่ดิน เครื่องจักร วัตถุดิบ แรงงาน การตลาด การขนส่งหรือการกระจายผลผลิต ในองค์ประกอบเหล่านี้สิ่งที่แปรผันได้คือ วัตถุดิบ แรงงาน และการขนส่ง ซึ่งแรงงานกับวัตถุดิบคือสิ่งที่แปรผันได้มาก จึงทำให้มีการลดวัตุดิบในการผลิตลงเพื่อให้มีกำไรสูง ในอีกทางหนึ่ง แรงงานจะเป็นตัวที่ทำกำไรสูงสุดด้วย ทั้งนี้ การลงทุนในประเทศไทยส่วนมากแล้วนักลงทุนไทยมักทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ประกอบเครื่องเท่านั้น วัตุดิบอาจจะส่งมาจากนายทุนใหญ่ต่างประเทศ หากทำกำไรได้แสนล้านก็ไปอยู่ที่นายทุนใหญ่ต่างประเทศ ส่วนการลดค่าแรงของแรงงานจึงถือเป็นกำไรส่วนเกินที่นายทุนท้องถิ่นจะได้รับ

ดังนั้น ศานาใหม่จึงมีผลกระทบกับแรงงาน เกิดการจัดการโดยลดค่าแรง สวัสดิการและบริการต่างๆลง ศาสนาใหม่จึงมีส่วนทำลายคนจนไม่ว่าจะในด้านด้านสุขภาพ การศึกษา สวัสดิการ เพราะสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็นต้นทุน แม้แต่ในระบบข้าราชการเองเดิมจะเห็นว่าสามารถได้ค่ารักษาฟรีรวมไปถึงภรรยา ลูกและพ่อแม่ แต่ปัจจุบันข้าราชการพันธุ์ใหม่จะได้ค่ารักษาเฉพาะสามีภรรยากับลูกเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ลดลงเพราะเป็นรายจ่ายที่ไม่ทำกำไรให้รัฐหรือโรงงาน คำถามต่อศาสนาใหม่ที่กำลังเผชิญคือ ทำไมเงินเดือนจึงน้อยไม่พอกินและอยู่กับที่ และชีวิตตกต่ำลง อีกทั้งกำลังมีการแก้ฎหมาย กฎระเบียบ ของรัฐเพื่อให้สินค้ามีกำไรสูงขึ้น รูปแบบเหล่านี้ไม่ได้เกิดแค่ในประเทศไทยแต่คือลักษณะที่กำลังแพร่กระจายไปทั่วโลก

ทางออก คือ L A S P

ในการเสวนา รศ.ดร. สมเกียรติ ได้เสนอทางออกสำหรับแรงงานในโลกแบบ ‘โลกาภิวัตน์’ ที่เรียกว่า L A S P ไว้ดังนี้

L (Learning) แรงงานต้องเรียนรู้เป็นอันดันแรก คือเรียนรู้จากสถานการณ์แรงงานไทยและบทเรียนจากการถูกกดขี่ของแรงงานทั่วโลก

A (analyze) หรือการวิเคราะห์ว่าการแก้ปัญหาในประเทศอื่นๆ เปรียบเทียบกับประเทศไทย

S (Synthesis) หรือการ สังเคราะห์เพื่อประยุกต์ปัญหาและการแก้ไขให้เข้ากับประเทศไทย

P (Practice) การนำไปสู่การปฏิบัติ

ทั้งนี้ รศ.ดร.สมเกียรติ กล่าวเสริมถึงวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้คือเพื่อให้บรรลุถึง EQ ซึ่ง E คือ Economic Quality หรือคุณภาพทางเศรษฐกิจของแรงงาน อีกส่วนหนึ่งคือ Emotional Quality หรือคุณภาพทางอารมณ์ของแรงงาน อีกทั้ง การเรียนรู้สุดท้ายจะนำไปสู่เป้าหมายที่แรงงานพึงได้รับคือ F E S A H O

F คือ Food /Family หรือ มีอาหารที่ดีและครอบครัวที่ดี

 E คือ Education หรือ การศึกษา

 S คือ Shop หรือสถานที่ทำงานดี มีบริการที่ดี มีสวัสดิการที่ดี

 A คือ Association หรือสมาคมหรือสหภาพ เพื่อทำหน้าที่ในการเจรจาต่อรองอย่างมีศักดิ์ศรี

 H คือ House/Healthy หรือที่อยู่อาศัยดีและมีสุขภาพที่ดี

 O คือ Opportunity หรือมีความก้าวหน้าในการงานเมื่อผ่านเวลาและมีประสบการณ์

การจัดการ ‘แรงงาน’ ในโลกแบบ ‘โลกาภิวัฒน์’

 ผศ.ดร.เสาวลักษณ์ ชายทวีป คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวถึงกระบวนการผลิตและการจัดการแรงงานในยุคปัจจุบันว่า เวลานี้การผลิตได้เชื่อมโยงกันหลายที่ หรือมีการแบ่งงานกันทำในระดับโลก สินค้าหนึ่งชิ้น เช่น จักรยาน 1 คัน หรือรองเท้า 1 คู่ จะไม่ได้ผลิตในที่เดียว แต่จะกระจายกันไป ล้ออาจผลิตในประเทศหนึ่ง โครงรถอาจผลิตอีกประเทศหนึ่ง ภายใต้กระแสเหล่านี้ ประเทศไทยถูกมองว่ามีแรงงานราคาไม่แพงเพื่อป้อนการผลิต แต่สิ่งที่สำคัญและกระทบต่อแรงงานคือ การจ้างงานหรือการจัดองค์กรเป็นไปในรูปแบบการผลิตยืดหยุ่นมาก ในระดับประเทศจึงเกิดแบ่งซอยการผลิตไปจากโรงงานใหญ่ ไปสู่การผลิตย่อย เช่น การจ้างเหมาช่วง

ดังนั้นในอนาคตอุตสาหกรรมหลายอย่างจะเคลื่อนย้ายไปผลิตในที่ต่างๆ และเกิดโรงงานย่อยมากขึ้น เช่น ในเชียงใหม่จะเห็นว่ามีโรงงารสิ่งทอย่อยเยอะขึ้น จะทำให้มีความซับซ้อนทางของความสัมพันธ์หรือการจ้างองค์กรเป็นไปในเฉพาะทางมากขึ้น

ในขณะที่ขอบข่ายนิยามของแรงงานเดิมยังถูกมองเฉพาะในโรงงานขนาดใหญ่เท่านั้น ทั้งที่ในความสัมพันธ์ที่ซับซ่อนตอนนี้คงต้องมองไปในองค์กรย่อยหรือในหมู่บ้านด้วย สหภาพแรงงานจึงจะต้องรวมไปถึงแรงงานเหล่านั้นเพื่อให้แรงงานพัฒานาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ผศ.ดร.เสาวลักษณ์ กล่าวถึงปัญหาของความยืดหยุ่นในการจ้างงานย่อยไปและเป็นผลกระทบในภาคการผลิตคือความคลุมเครือในการให้นิยามของตัวเอง มีความก้ำกึ่งในการนิยามแรงงานในโรงงานขนาดใหญ่กับหน่วยการผลิตย่อย ในกระแสนี้ถ้าไม่มีการปรับตัวจะมีผลกระทบ

จากนั้นจึงยกตัวอย่างการแกะรอยการผลิตในอุตสาหกรรมสิ่งทอที่เห็นความความซับซ้อนว่า เพียงตำบลเดียวในอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ มีการผลิตสิ่งทอที่นำกลับไปทำที่บ้านจากกลุ่มทุน 20 กว่ากลุ่ม ประเด็นดังกล่าวแม้จะมีมากว่า10 ปี แล้วแต่ในด้านการศึกษากลับยังเรื่องนี้ยังขาดอยู่

‘แรงงาน’ ไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดสิทธิตัวเอง

ด้านนายสุชาติ ตระกูลหูทิพย์ จากมูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวในประเด็นคุณภาพชีวิตของแรงงานว่า สิ่งตอบแทนของแรงงานจะถูกกำหนดด้วย 2 ส่วน ส่วนแรกคือกฎหมายที่ไม่รู้ใครเขียนแต่จะเขียนกำหนดเสมอด้วยคำว่า ‘ขั้นต่ำ’ เป็นอย่างนี้เพราะการลงทุนในโลกาภิวัตน์นี้ไม่ได้พูดเรื่อง ‘คุณธรรม’ แต่พูดกันด้วย ‘ผลกำไร’ ดังนั้นแม้แต่ เรื่อง ‘ค่าตกใจ’ หรือค่าชดเชยการเลิกจ้างโดยไม่บอกล่วงหน้าก็เป็นขั้นต่ำทั้งหมด

ในอีกส่วนหนึ่งแม้จะเขียนถึงสิ่งตอบแทนแรงงาน แต่กฎหมายได้เขียนกำหนดแยกไว้อีกที่หนึ่ง โดยแรงงานไม่รู้ว่าเป็นเรื่องสวัสดิการของตัวเองตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ปี 2518 และถ้าอยากได้ต้องไปเรียกร้องเอาเองผ่านการรวมกลุ่ม โดยผู้จ้างเวลาจ้างงานก็จะบอกแต่เรื่องค่าจ้างแต่ไม่เคยบอกเรื่องสิทธิในการรวมกลุ่ม ดังนั้นสิ่งที่สมควรต้องรู้เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่นอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดจึงไม่ได้รู้

‘สหภาพ’ อำนาจต่อรองเดียวของแรงงาน

 นายสุชาติ กล่าวต่อไปว่า ในเรื่องสภาพการจ้าง กฎหมายเขียนไว้ว่าถ้าบริษัทไหนไม่มีก็ให้เอากฎระเบียบบริษัทมาเป็นสภาพการจ้างโดยปริยาย ในทางหลักการ กฎระเบียบจะเป็นข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แต่ในความจริงการตกลงนี้ในเกือบทุกบริษัทกลับมาจากนายจ้างทั้งหมด เพียงแต่ส่วนที่ได้มาในกฎระเบียบนอกเหนือจากนั้นกลับมาจากการรวมกลุ่มเรียกร้องทั้งนั้น การรวมกลุ่มจึงเป็นทางออกเดียวตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน การสู้ของแรงงานต้องมี ‘สหภาพแรงงาน’ สำหรับแรงงาน ถ้าไม่มีตรงนี้ก็คือต้องลาออกไป

มาตรา 75 เครื่องมือนายจ้าง

 นายสุชาติ ยังได้กล่าวถึง เครื่องมือทางกฎหมายที่สำคัญของนายจ้างในการควบคุมแรงงานอีกอย่างหนึ่ง คือ มาตรา 75 ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 บัญญัติว่า เมื่อนายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนชั่วคราวโดยเหตุใดเหตุหนึ่งที่ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย นายจ้างต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับ ตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน)

กฎหมายดังกล่าวจึงเป็นตัวบั่นทอนการต่อสู้ของแรงงาน และใช้เพื่อสลายการรวมกลุ่ม เมื่อบริษัทไม่มีออร์เดอร์ก็จะใช้มาตรา 75 ในการหยุดงานบางส่วน โดยจ่ายค่าจ้างเพียง 50 เปอร์เซ็ศนต์ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งถ้าแรงงานไม่พอใจก็ให้ลาออกไปเอง ส่วนนายจ้างกลับได้ประโยชน์เพราะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าตกใจหรือค่าเลิกจ้างเพราะเป็นการสมัครใจลาออก กฏหมายแบบนี้ไม่รู้ว่าออกมาได้อย่างไร เพราะแรงงานได้รับเงินเดือนแค่ 50 เปอร์เซ็นต์จึงรับไม่ไหว ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐก็จะมองว่านายจ้างทำถูกตามกฎหมายแล้ว

 นายสุชาติ ยังได้กล่าวถึงกรณีการปิดตัวของบริษัทไทยศิลป์ฯว่า เป็นปรากฏการที่ชัด สุดท้ายกระทรวงแรงงานกลับมาล็อบบี้แรงงานให้รับค่าชดเชย 50 เปอร์เซ็นต์โดยขอให้แรงงานเห็นใจนายจ้างที่ไม่มีเงิน แต่ในขณะเดียวกันนั้นนายจ้างกลับยังมีอุปกรณ์การผลิตและที่ดินอีกหลายแปลงมาจ่ายให้กับลูกจ้างได้ แต่การปิดโรงงานกลับกลายเป็นลูกจ้างต้องแบกรับภาระเอง ส่วนรัฐกลับไม่ได้มองเห็นสิ่งที่ต้องจัดการ ซึ่งรัฐต้องเก็บเงินจากบริษัทไว้เผื่อการขาดทุนหรือย้ายฐานการผลิต แต่กลับมองว่าถ้าตั้งเงื่อนไขแบบนี้แล้วจะไม่มีใครมาลงทุนกลายเป็นสุดท้ายเมื่อเกิดปัญหา แรงงานจึงต้องรับภาระปัญหาที่เกิด และหลังจากนี้คงมีอีกหลายบริษัทที่จะทยอยปิดตัวและไม่รู้จะเป็นลักษณะเดียวกับบริษัทไทยศิลป์ฯ หรือไม่

‘คณะกรรมการสวัสดิการ’ โกหกคำโตของกระทรวงแรงงาน

 นายสุชาติ อธิบายต่อไปว่า ทำไมต้องมีสหภาพหรือการรวมกลุ่ม เพราะหลายสิ่งที่นายจ้างเคยให้ก็คือสิ่งที่พร้อมจะไม่ให้ได้ตลอดเวลา เพราะเมื่อไหร่ที่นายจ้างจะไม่ให้สวัสดิการที่เคยได้ แรงงานก็ต้องลาออกไปเองถ้าไม่พอใจ ในขณะที่กระทรวงแรงงานกลับมองว่าการมีสหภาพคือการนำไปสู่การปะทะระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง จึงบอกให้มีองค์กรกลางระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างโดยไม่ต้องมีสหภาพ นั่นคือให้มีคณะกรรมการสวัสดิการแทน

อย่างไรก็ตาม ในทุกโรงงาน คณะกรรมการสวัสดิการกลับไม่มีกรรมการที่มาจากเลือกตั้งหรือไม่เคยมีโรงงานไหนที่แรงงานสามารถเรียกร้องผ่านคณะกรรมการนี้แล้วเคยได้ผล ซึ่งเป็นเพราะคณะกรรมการดังกล่าวไม่มีฐานะทางกฎหมาย แต่มาจากการแต่งตั้งหัวหน้างานไปเป็นคณะกรรมการซึ่งจะไม่มีอำนาจทางต่อรองใดๆกับบริษัท คณะกรรมการนี้จึงเป็นสิ่งที่ทางกระทรวงแรงงานเท่านั้นที่บอกว่าดีมาก แต่จะไม่ทำให้เกิดการรวมตัวของแรงงาน

ในขณะที่การตั้งสหภาพตามกฎหมายสามารถทำได้ตั้งแต่ 10 คน แต่กฎหมายกลับไม่คุ้มครองผู้ริเริ่มก่อการเลย และถ้ามีคนเพียงเท่านี้มาตั้งสหภาพทั้ง 10 คน คงถูกไล่ออกหมด เรื่องนี้ล้าลังกว่าในเขมรเสียอีก เพราะเขมรเพียง 3 คนก็ตั้งสหภาพได้ เคยมีการยื่นแก้ไขไปไม่รู้กี่ปีแล้วก็ไม่มีการตอบรับในการคุ้มครองผู้ริเริ่มก่อการ

 ‘รัฐสวัสดิการ’ เป้าหมายระดับใหญ่ที่ต้องไปให้ถึง

 

นายเจษฎา โชติกิตภิวาท ตัวแทนจากกลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ ( ปรส. ) และผู้ดำเนินการเสวนา กล่าวว่าได้ตั้งกลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการเพื่อเพราะต้องการให้รัฐมีนโยบายพื้นฐานที่ดูแลสวัสดิการที่ดีสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งนโยบายนี้ต่างจากนโยบายประชานิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือประชานิยมที่มีลักษณะสังคมสงเคราะห์ และต่างจากวาระประชาชนของพรรคประชาธิปัตย์ แต่การที่จะทำเรื่องรัฐสวัสดิการได้จะต้องเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่จนเพียงแต่ต้องกระจาย จะทำได้ต้องพึ่งพลังประชาชนเป็นพลังที่ 3 ซึ่งเห็นได้ในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่ไม่ปล่อยให้นักการเมืองพูดฝ่ายเดียว รัฐจะต้องเก็บภาษีจากบริษัทต่างๆมาดูแลแรงงานและคนจน

รศ.ดร. สมเกียรติ กล่าวเสริมประเด็นประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการว่า เห็นด้วยเพราะเรื่องนี้สามารถเป็นข้อต่อรองกับศาสนาใหม่หรือเสรีนิยมใหม่ได้ ในเมื่อรัฐพยายามแก้กฎให้ทุนหมุนเวียนได้เร็วและเกิดแปรรูป รัฐจะต้องแบกรับภาระด้วย เพราะรัฐที่ไม่ต้องแบกรับภาระสำหรับคนตกงานจะเป็นรัฐที่ลอยตัว ดังนั้นรัฐสวัสดิการจะเป็นตัวต่อรอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐจะต้องแบกต้นทุนนี้ สุดท้ายรัฐจะปฏิเสธและจะปัดกลับไปที่นายทุน นั่นคือเขียนกฎหมายให้นายทุนคุ้มครองแรงงานเอง ดังนั้นไม่ว่าแรงงานจะตกงานก็ต้องยังอยู่ได้ หรือเมื่อล้มป่วยแรงงานก็ต้องอยู่ได้ รัฐสวัสดิการจะทำให้รัฐต้องมีกฎหมายรองรับโดยไปเขียนกฎหมายบังคับนายทุน ในระดับใหญ่เราต้องต่อสู้ระดับนี้

 รศ.ดร.สมเกียรติ ยังกล่าวอีกว่าในเรื่องสหภาพแรงงาน เห็นด้วยว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการต่อรอง อย่างไรก็ตามสหภาพต้องมีกระบอกสียง เพราะการรู้กันเองไม่สามารถแก้ปัญหาได้จึงจำเป็นต้องมีสื่อ เพื่อเป็นลำโพงว่าเรารู้ทันคุณ ทุกสหภาพควรมีสื่อและมีสื่อรวมศูนย์อีกหนึ่งสื่อเพื่อบอกให้สังคมรู้

“อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อที่ทุกคนเข้ามาดูได้ สนับสนุนให้กลับไปทำเว็บไซต์และมีสื่อศูนย์กลาง อย่างในลำพูนก็ต้องมีสื่อศูนย์กลางของจังหวัดเพื่อมาเขียนเรื่องราวไว้ ถ้าสู้โดยไม่มีสื่อ การชนโดยสหภาพก็ได้แค่ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าฟ้องสังคม เขาจะกลับมาแก้ไขให้เรา”

รศ.ดร.สมเกียรติ กล่าวทิ้งท้ายว่า สื่อจะทำหน้าที่แบ่งปันความเข้าใจ แชร์ความรู้การต่อสู้แต่ละกลุ่ม และรวบรวมข้อมูลที่เคยเกิดขึ้นทั้งหมดเก็บไว้ สุดท้ายคือสื่อจะทำหน้าที่กระจายสู่สังคมมุมกว้าง

ไปสู่การยกระดับการต่อสู้

 นายสืบสกุล กิจนุกร นักศึกษาปริญญาโทพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มักได้ยินมาบ่อยๆว่าแรงงานไม่ค่อยต่อสู้ แต่ความจริงแล้วแรงงานมีการต่อสู้ในระดับชีวิตประจำวันเช่นผ่านการทำงานให้ช้าลง บ่น พัก เข้างานสาย นี่คือการแสดงออกถึงการไม่ได้ยอมจำนนตลอดเวลา ในขณะเดียวกันก็ยังสู้ผ่านการบริโภคเพื่อแสดงว่าเป็นคน สร้างงานและสร้างครอบครัวได้ เช่น ซื้อมอไซค์ใหม่ สร้างบ้าน ส่งเงินให้น้อง หรือแม้แต่การออกไปตกปลาก็เป็นการสู้อีกแบบเพื่อบอกว่าชีวิตเราก็ต้องการแบบนี้ ส่วนทางสุดท้ายที่สู้คือการลาออกไปเลย การคิดถึงการต่อสู้ของแรงงานในมุมเหล่านี้จะทำให้มองเห็นตัวเราว่ามีศักดิ์ศรีหรือไม่ยอมจำนน และไม่มองการลาออกของแรงงานคนอื่นๆว่าไม่สู้

ทั้งนี้ มีกระบวนการที่ทำให้แรงงานรู้สึกว่าดูถูกตัวเองและสยบยอมต่อโรงงาน นั่นคือการทำให้เชื่องผ่านกฎระเบียบ วิธีนี้นายทุนกับรัฐนิยมนำมาใช้มาก ส่วนอีกทางหนึ่งที่จะทำให้แรงงานสยบยอมก็คือทำผ่านผ่านสังคมวัฒนธรรม เช่น การบอกว่างานอิเล็กทรอนิกส์เหมาะกับแรงงานหญิงเอเชีย เพราะมีนิ้วมือเรียวงามและคล่องแคล่ว อีกทั้ง แรงงานหญิงอดทนกว่าแรงงานชาย รวมไปถึงนิยมแรงงานโสดเพราะไม่ต้องดูแลเรื่องสวัสดิการมาก

สิ่งเหล่านี้สร้างทำให้บอกตัวเองว่าไม่ต้องเรียนสูง แต่ให้ไปทำงานที่นิคมอุตสาหกรรมเพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็รับอยู่แล้ว ยังมีประเด็นที่บอกว่าผู้หญิงมีหน้าที่ต้องดูแลพ่อแม่ ดูแลครอบครัว จึงต้องไปทำงานเป็นแรงงานเพื่อดูแลครอบครัว ซึ่งถ้าลูกชายจะไม่ค่อยถูกว่าหากไม่ดูแลตรงนี้

ดังนั้นการต่อสู้จึงยืนยันว่าเราเป็นคนไม่ใช่สินค้าหรือปัจจัยการผลิตแบบที่สังคมมอง แต่ทั้งกฎระเบียบและเงื่อนไขทางวัฒนธรรมมันลดทอนความเป็นคนลง

ในการต่อสู้ของแรงงานนั้น สหภาพแรงงานก็คือการพยายามรวมการต่อสู้ของแต่ละคนที่กระจัดการะจายมาสู้รวมกัน บรรดาข้อเรียกร้องต่างๆจะตั้งอยู่บนฐานว่าเราเป็นคน และเมื่อแรงงานทำหน้าที่ส่งเสริมเศรษฐกิจให้รัฐแล้วก็ต้องหันกลับมาดูแลด้วย เพราะรัฐต้องมีบทบาทในการดูแลคนที่สร้างสรรเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็น การจ้างงานแบบเหมาช่วงที่ไม่จ้างแรงงานไปทำในโรงงานที่ตอนนี้มีมากถึง 67 เปอร์เซ็นต์ เป็นแรงงานนอกระบบที่ต้องเชื่อมแรงงานในระบบให้ได้ เพราะถ้าบวกแรงงานในระบบ นอกระบบและแรงงานต่างด้าว รวมกับชาวนา ชาวไร่ที่มีปัญหาด้านสวัสดิการเหมือนจะทำให้มีอำนาจต่อรองทางการเมืองมากขึ้น แต่ปัญหาใหญ่คือจะข้ามพรมแดนตรงนี้ได้อย่างไร

อาวุธอีกอย่างหนึ่งของแรงงานคือ การเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ถ้าแรงงานรวมกันได้ จะสามารถต่อรองกับพรรคการเมืองได้ ดังกรณีตัวอย่างในประเทศอินเดีย ที่แรงงานสามารถต่อรองกับพรรคการเมืองได้ ถ้าตกลงกันได้ก็จะเทคะแนนให้ กรณีดังกล่าวมีพรรคหนึ่งในไทยที่เคยทำมาแล้วคือไทยรักไทย ที่เคยขายนโยบายให้กับเกษตรกร ไม่ว่าโครงการ 30 บาท หรือกองทุนหมู่บ้าน ดังนั้นทำไมคนงานจะตรงนี้บ้างไม่ได้

อีกช่องทางหนึ่งคือการยกระดับการต่อสู้ไปสู่สากล นั่นคือการเชื่อมกับสหภาพแรงงานบริษัทเจ้าของสังกัด เช่น เมื่อมีบริษัทแม่จากญี่ปุ่นมาเปิดโรงงาน ในญี่ปุ่นจะมีสหภาพแรงงานคุ้มครอง ในเมื่อแรงงานไทยผลิตสินค้าให้ญี่ปุ่น ก็ต้องเชื่อมกับองค์กรแรงงานในระดับนานาชาติด้วยเพื่อให้คุ้มครองแรงงานไทยด้วย

เสียงจากแรงงาน

ประธานสหภาพแรงงานอัญมณีและเครื่องประดับสัมพันธ์

 

จากมุมมองในส่วนสหภาพแรงงาน ข่าวด้านแรงงานช่วงที่ผ่านมาจะมีเฉพาะกรณีของบริษัทไทยศิลป์ฯ แต่ในภาพรวม จริงๆแล้วมีบริษัทถูกเลิกจ้างมีเยอะมาก เมื่อรวมกับสถานการณ์การเมืองแล้วมีผลกระทบที่ทำให้ต้องปิดตัวไปหลายบริษัท

การให้แรงงานเรียนรู้เป็นเรื่องสำคัญมากต่อสถานการณ์ เพราะแรงงานต้องรู้เรื่องการลงทุนและผลกำไรที่มาริดรอนต่อสวัสดิการและค่าแรง

กรณีค่าแรงขั้นต่ำ เพียงห่างจากเชียงใหม่ประมาณ 10 กิโลเมตร ลำพูนได้เพียง 149 บาท แต่ที่เชียงใหม่ได้ 159 บาท ทั้งที่ ลำพูนเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมซึ่งอย่างน้อยต้องได้ค่าแรงเท่ากัน อีกทั้งค่าแรงแค่นี้ก็แทบเลี้ยงตัวเองในปัจจจุบันที่ค่าครองชีพสูงขึ้นไม่ได้ และยังมีความเสี่ยงหลายอย่าง เช่น สารตะกั่ว เราเอาร่างกายไปแลก ดังนั้นถ้าไม่มีสวัสดิการหรือโอทีจะอยู่ไม่ได้เลย

ปัญหาของเรา เราต้องเรียนรู้และมีสมาคมของ แต่ประเทศไทยองค์กรไม่เข้มแข็งและไม่พัฒนา เพราะขาดการสนับสนุนแม้แต่ทางรัฐบาลเองตาม การจัดตั้งก็ทำได้ยาก ที่ลำพูนกว่าจะมีสหภาพลำบาก แต่การสู้คนเดียวก็ลำบาก การลดต้นทุนของนายทุนจะใช้การลดค่าแรง การต่อรองแม้เวลานี้มีสหภาพก็ยังทำได้ยาก จึงต้องเรียนรู้และทันสถานการณ์ ล่าสุด ที่บริษัทมีการตัดสวัสดิการจึงเรียกร้องขอปรับสวัสดิการให้เหมือนเดิม ก็เรียกร้องได้เพียงแค่ได้เงินมาเป็นก้อน ก็ยังดี แต่ถ้าไม่มีสหภาพคงไม่ได้อะไรเลย จะไปพึ่งรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ไม่ได้ในเรื่องการเรียนรู้ ทำงานมา 12 ปี เจ้าหน้าที่รัฐจะให้ความรู้สักข้อเดียวยังไม่มีเลย ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ส่วนเรื่องรัฐสวัสดิการคงเกิดได้ยาก แต่ทำได้จะดีมาก

แรงงานบริษัทนามิกิ

 เวลานี้ปัญหาที่เกิดกับพนักงานคือไม่มีโอทีและถูกตัดสวัสดิการหลายอย่าง เพราะไม่มีออเดอร์เข้า มีการประกาศปิดงานบางช่วงของเดือน ช่วงเริ่มประกาศไม่บอกอะไรแต่ให้พนักงานเซ็นรับทราบการปิดงานบางช่วงของเดือน เดือนหนึ่งบางทีก็สิบวันบ้าง บางครั้งก็โดนยุบกะ งดโอที งานลดลง พนักงานขาดรายได้ แม้มีพนักงานบางคนไปร้องเรียนด้วยตนเองก็ไม่ได้รับอะไรตอบกลับบมา

บริษัทส่วนมากเป็นผู้หญิง ในเวลานี้ลาออกกันมาก ค่าแรงขั้นต่ำก็ไม่ได้ขึ้นเลย ล่าสุด เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ มีประกาศด่วนว่ามีออร์เดอร์เข้ามาและโยกย้ายพนักงานด่วน แต่พนักงานบางคนอายุมาก รวมทั้งอายุการทำงานก็มากด้วยกลับยังถูกให้ไปทำงานที่เข้ากะ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพโดยตรง บางคนยังต้องทำงานเกี่ยวกับตะกั่ว เรื่องนี้เกิดมานานแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข จะพยายามเรียกร้องสิทธิที่เราควรจจะได้

แรงงานบริษัท LTEC

ในสถานการณ์ปัจจุบันการเข้ามาของพนักงานใหม่เริ่มถูกเอาเปรียบในการเข้ามาเป็นสหภาพโดยให้เข้ามาให้เป็นแรงงานชั่วคราวก่อน 1 เดือน จากนั้นจึงประเมินผล ทำไปอีกจนครบ 4 เดือน ถ้าผ่านจึงจะให้ตรวจสุขภาพ ทดลองงานอีก 4 เดือนจึงผ่านโปร ในกรณีดังกล่าวยังมีความเสี่ยงในด้านสุขภาพด้วย เพราะไม่ตรวจสุขภาพตั้งแต่แรกเข้าทำงานซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะกว่าจะตรวจก็ทำงานไปหลายเดือนแล้ว

ปัญหาต่อมา มีการเปลี่ยนแปลงทำงานจากทำ 6 วัน หยุดวันอาทิตย์ 1 วัน เป็นการให้หยุดไม่ตรงกัน โดยให้จับฉลากแบ่ง 7กลุ่ม ให้หยุดวันละกลุ่ม ทำให้มีปัญหาทางการเดินทางกับครอบครัวเพราะหยุดไม่ตรงกัน นอกจากนี้ เดิมทีการหยุดวันอาทิตย์แต่มาทำงานจะมีโอทีคูณสอง ตอนนี้จึงหยุดการให้ค่าโอทีไปเลย ทำให้รายได้ลดลง

การหยุดไม่แน่นอนทำให้ปฏิทินการหยุดจะเป็นของใครของมัน เมื่อสื่อสารกับผู้จัดการไม่เข้าใจก็ทำให้เกิดปัญหาเงินหาย ตลอด 2 -3 เดือนที่ผ่านมา จึงเกิดปัญหาวุ่นวาย

การเอาเปรียบแรงงานก็คือการต้องการเดินเครื่องตลอด 24 ชม.และต้องการออร์เดอร์ตลอด การไม่ให้ความร่วมมือกับวันหยุดที่ไม่ใช่วันอาทิตย์ จะถูกให้ไปอยู่ไลน์งานอื่นที่หนัก การลาพักร้อนทั้งที่เป็นสิทธิของพนักงาน ก็ให้ลาได้เพียงวันละคน ซึ่งคาดไม่ได้ว่าใครจะทำธุระวันไหนซึ่งบางครั้งตรงกันก็มีปัญหาอีก

ส่วนด้านสวัสดิการตอนนี้หลอดไฟมีปัญหา ทุกคนตาเสีย แม้มีค่าสวัสดิการแต่ยังไม่พอกลับค่าแว่นชุดหนึ่ง

 

 

 

เอ็นจีโอคนจน "พาคนจน" ไม่รับ รธน 50

 

การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ที่ผ่านมา มีหลายกลุ่มที่รักประชาธิปไตย-คัดค้านรัฐประหาร ออกมารณรงค์ให้ประชาชนออกมาโหวต “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ว่าเราไม่ต้องการรัฐประหาร หนึ่งในหลายๆ กลุ่มที่ทำงานอย่างขยันขันแข็งและต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือ คือ กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ (ปรส.) ซึ่งผู้ปฏิบัติงานของกลุ่มนี้เป็นบุคคลที่ทำงานสนับสนุนเรื่องสิทธิและความเป็นธรรมด้านต่างๆ ให้กับคนยากคนจน เกษตรกร คนจนในเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ใช้แรงงาน และนักศึกษาภาคเหนือมาเป็นเวลานานพอควร

 

ประชาไทจะนำท่านผู้อ่านไปพูดคุยกับ เจษฎา โชติกิจภิวาทย์ หนึ่งในผู้ปฏิบัติงานของกลุ่ม เกี่ยวกับผลการลงประชามติที่ผ่านมา และก้าวต่อไปของประชาชนในการต่อสู้กับระบอบเผด็จการ

 

 

 

+ประเด็นเรื่องปัญหาประชาชนคนจน คนชายขอบกับเรื่องการคัดค้านรัฐประหารเกี่ยวกันอย่างไร แล้วมวลชนคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ?

 

ก่อนอื่นขอย้ำว่า ปัญหาของประชาชนคนจน ไม่ว่าเกษตรกรรายย่อย, ประมงพื้นบ้าน, กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ นั้น คิดว่า รัฐไทย ไม่ว่าพรรคการเมืองใดของนายทุนหรือระบบราชการที่มีทหารครองอำนาจรัฐก็ตาม ล้วนมีความจงใจออกนโยบาย กฎหมาย มติ ครม.มาตรการต่างๆ ที่จะยึดปล้นทรัพยากรธรรมชาติจากของชุมชนส่วนรวมมามอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ของนายทุน เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสินค้าและจงใจทำให้ประชาชนคนจนเหล่านั้นกลายสภาพเป็นเพียงแรงงานรับจ้าง เป็นกรรมกรที่มีแรงงานเป็นสินค้า มีนโยบายส่งเสริมนายทุนไม่ว่าต่างชาติหรือนายทุนในประเทศ เพื่อให้แรงงานราคาถูกไม่มีหลักประกันด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ไม่ส่งเสริมการรวมตัวของคนงานในรูปแบบสหภาพแรงงาน แม้จะมีกฎหมายรองรับก็ตามแต่ ซึ่งเป็นไปตามการเคลื่อนตัวของระบบทุนนิยมไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ตาม แม้ว่าจะอ้างความพอเพียง พึ่งตนเองก็ตาม

 

ยิ่งปัจจุบันเดินแนวทางเสรีนิยมใหม่ เร่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่างๆ ทั้งการศึกษามหาวิทยาลัยให้เป็นแหล่งการค้าหากำไรของกลุ่มทุนมากกว่าเพื่อบริหารสังคมยิ่งชัดเจนขึ้น เพียงแต่การเติบโตของขบวนการภาคประชาชน มีการเคลื่อนไหวปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิพื้นฐาน ได้อย่างสันติวิธี จำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาชนต้องมีเสรีภาพ สังคมต้องมีประชาธิปไตย สื่อไม่ถูกปิดกั้นควบคุมไม่ว่าด้วยรูปแบบไหนก็ตาม

 

การคัดค้านระบอบทหาร รัฐประหาร จึงปฏิเสธมิได้สำหรับองค์กรภาคประชาชน องค์กรประชาชนที่ตื่นตัว เข้าใจประวัติศาสตร์สังคมเศรษฐกิจการเมือง สำนึกถึงฐานะประวัติศาสตร์ จึงต้องเคลื่อนไหว เพื่อเสรีภาพ ประชาธิปไตย ที่มิใช่เพื่อทักษิณ แต่เพื่อการเติบโตของภาคประชาชน เพื่อปกป้องอำนาจประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างเสรี

 

มีหลายคนอ้างว่า ประชาชนที่รับร่าง รธน.50 นั้น ไม่รู้ข้อมูล ทำนองโง่ ติดกับการถูกอุปถัมภ์ เป็นการดูถูกดูแคลน แท้ที่จริงแล้วประชาชนจำนวนมากเมื่อมีโอกาสฟังข้อมูล ทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทางภาคเหนือ เช่น เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ แนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ เครือข่ายสื่อ เครือข่ายคนจนเมือง สหภาพแรงงาน นักศึกษา พวกเขามีศักยภาพ ปลดปล่อยจากความคิดแบบอุปถัมภ์ ไม่ยึดติดตัวบุคคล แม้ว่าเขาอาจจะเคยเคลื่อนไหวร่วมกับนักพัฒนาองค์กรเอกชน นักวิชาการ สายที่รับร่าง รธน.แต่พวกเขากลับประกาศไม่รับร่าง รธน.ซึ่งสมาชิกสภานิติบัญญัติอย่างคุณเจิมศักดิ์ ผู้ที่รับใช้อำนาจ คมช.กลับตั้งใจที่จะไม่เข้าใจ และเวลาพูดถึงรัฐธรรมนูญ 50 ก็พูดเพียงบางส่วนพูดไม่หมดไม่เชื่อมโยง

 

แน่นอนว่า องค์กรประชาชนต้องเป็นอิสระจากพรรคทักษิณ ประชาธิปัตย์ มัชฌิมา รวมใจไทย รักชาติ พลังประชาชน และจากราชการ รวมทั้งพวก สส. สว. สนช. หรือเอ็นจีโอด้วย เพียงแต่บทเรียนที่ผ่านมาชี้ว่า ทั้งทักษิณ และรัฐบาลราชการที่มาจากรัฐประหารล้วนแล้วแต่มีนโยบายเพื่อนายทุนและระบบทุนนิยม ไม่ว่า แปรรูปรัฐวิสาหกิจ การศึกษา สาธารณูปโภค การทำจีเอ็มโอ เอฟทีเอ และอื่นๆ ตลอดทั้งไม่มีนโยบายเก็บภาษีก้าวหน้า ปฏิรูปที่ดิน สร้างสังคมสวัสดิการ และอื่นๆ

 

บทเรียนที่ผ่านมาบอกกับองค์กรประชาชนว่า การต่อสู้กับระบบราชการที่มีกฎอัยการศึก อำนาจนิยมแบบเก่านั้น ได้ปิดพื้นที่ให้แคบลงสำหรับภาคประชาชน การออกกฎหมายต่างๆ มีลักษณะงุบงิบภายในหมู่อำมาตอภิสิทธิ์ชน ไม่เปิดเผย ไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ภาคประชาชนไม่มีโอกาสคััดค้านได้อย่างเสรีในยุคที่เสรีภาพหดหาย ยิ่งสื่อมวลชนจำนวนมากเชียร์ชอบระบอบทหาร ยิ่งซ้ำเติมในการปิดพื้นที่ภาคประชาชนมากขึ้นด้วย และมีกฎหมายหลายฉบับถูกบิดเบือนบิดเบี้ยวไป เช่น พรบ.ป่าชุมชน พรบ.รัฐวิสาหกิจ พรบ.คุ้มครองสุขภาพ สิ่งแวดล้อมคนงาน กฎหมายควบคุมสื่อ 70 ฉบับ และอื่นๆ รวมทั้ง พรบ.ความมั่นคงฯ ที่จะสร้างรัฐทหารขึ้นถ้าผ่าน สนช.และมีบางคนที่ใกล้ชิด องค์กรประชาชนไม่น้อย คาดหวังว่าเมื่อไล่ทักษิณแล้วฟ้าจะสีทอง แต่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่ใช่เลย

 

 

+ช่วยวิเคราะห์ผลคะแนนของเสียงที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในช่วงการลงประชามติที่ผ่านมา ว่ามันสะท้อนอะไรบ้าง ?

 

มันชี้ให้เห็นว่าสังคมมันเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น หลังจากบทบาททหารเพิ่มขึ้นมาอีกครั้งหลังจากในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา และทางรัฐก็พยายามใช้กลไกมหาดไทย กลไกราชการ กลไกทหาร สสร. เข้าไปโฆษณาต่างๆ เพื่อให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ มันไม่ง่ายแล้ว ในสังคมที่พัฒนาประชาธิปไตยมาพอสมควร และกลไกที่สำคัญ สังคมที่มีการเลือกตั้ง กลไกของนักการเมืองกลไกของพรรคการเมืองมันจะมีบทบาทมากขึ้น พร้อมๆ กับจุดเด่นของไทยรักไทย ก็คือบทบาททางด้านนโยบาย อาจจะเป็นสิ่งที่ชาวบ้านจับต้องได้ตอนนี้ ชาวบ้านไม่ได้โง่ ไม่ได้ดักดาน ไม่ได้ถูกซื้ออย่างกับปัญญาชนคนชั้นกลางในเมืองกรุงกล่าวประณามกัน มันจะสะท้อนแบบนั้นไม่ได้แล้ว ชาวบ้านเขาก็มีสิทธิ์เลือก แล้วก็สำนึกแห่งความเป็นประชาธิปไตยมันมีสูงมากขึ้นด้วย แล้วว่าอย่างน้อยผู้แทนก็ต้องมาจากการเลือกตั้ง จะมาใช้อำนาจแบบเจ้าขุนมูลนายแบบเดิม คำสั่งจากระดับบนลงมา อย่างนี้ใช้ไม่ได้แล้ว สังคมมันไปไกลแล้ว อย่างที่เห็นชัดๆ ในภาคอีสานและภาคเหนือ

 

 

 

+มีหลายคนที่ออกมาพูดว่าเสียงที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมามีความสัมพันธ์กับพรรคไทยรักไทยเดิม คิดว่าอย่างไร ?

 

ผมไม่รู้ข้อมูลมากนัก เพียงแต่รู้ว่ากลไกรัฐพยายามไม่ให้รับร่าง แต่ว่ากระแสไม่รับร่างก็มี โดยเฉพาะตอนท้ายๆ ที่กลุ่มไม่รับร่างมีโอกาสออกทีวี ออกวิทยุ ออกอะไรต่างๆ ทำให้ชาวบ้านได้รับข้อมูล ได้รู้ถึงการวิเคราะห์ของกลุ่มไม่เห็นด้วยมากขึ้น ในการคิดต่อ ในการตัดสินใจ แต่ก็น่าเสียดายที่มีเวลามันสั้นมาก และผมก็มีโอกาสได้จัดเวทีฝ่ายรับร่างและฝ่ายไม่รับร่างเป็นการดีเบตภายในองค์กร เห็นชัดเลยหลังจากชาวบ้านฟังข้อมูล น้ำหนักเสียงคือการไม่รับร่างสูง คือถ้ามีการเปิดเผยข้อมูลจริงๆ ตามหลักการจริงๆ ตามหลักสากลจริงๆ ได้ฟังข้อมูลทั้งสองส่วน ชาวบ้านฟังข้อมูล ฟังเหตุฟังผล มีเหตุมีผล แล้วเขาก็พร้อมจะตัดสินใจ

 

ถ้าโดยตรรกะแล้ว เราก็เห็นว่าเหตุผลของฝ่ายรับ รธน.ซึ่งถึงที่สุดแล้วอำนาจอยู่ที่ศูนย์กลาง อยู่ที่ฝ่ายราชการ โดยที่ชาวบ้านไม่มีส่วนเชื่อมโยงไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในสิทธิของเขาเลย พอเขาฟังข้อมูล เขาก็ไม่เอา เพราะประสบการณ์ของเขาโดนราชการเอาเปรียบมาตลอดไม่ว่าจะเป็นเรื่องดินเรื่องป่า เรื่องเขื่อน และอื่นๆ การรวมศูนย์อำนาจ เขาโดนตลอด พอ รธน. จะนำพาเขาไปเจอแบบนี้อีก เขาก็ไม่เอา อันนี้เป็นกลุ่มที่ผมจัดนะ

 

 

 

+แสดงว่าชาวบ้านเบื่อระบบราชการ ?

 

ใช่ แต่ว่าพรรคการเมืองปัจจุบันไม่ใช่ทางออกทั้งหมด ผมพยายามจะเปรียบเทียบส่วนได้ส่วนเสีย การมีโอกาสต่อรองมากกว่า เช่นเรื่องเขื่อนปากมูน พอมีมติ ครม.ปั๊บ ทหารลงพื้นที่โครมครามๆ ชาวบ้านก็กลัวหรือว่ากังวล แต่พอเป็นนักการเมืองก็ต่อรอง แต่เป็นแบบราชการมันทำอะไรไม่ได้เลยเขาก็มีประสบการณ์ อย่างกรณีชาวบ้านปากมูน เขาก็ต่อรองเรื่องเขื่อน เรื่องค่าชดเชยได้ อันนี้เขาทำมาตลอดเป็นประสบการณ์ตรงของชีวิต แต่พอทหารขึ้นมามีอำนาจเขาเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้เลย เมื่อทหารมาเยี่ยมถึงหมู่บ้านับร้อยๆ คน ถ้าพูดง่ายๆ ให้ชาวบ้านไปเจอทหารกับเจอนักการเมือง เจอหัวคะแนน ชาวบ้านเลือกไปเจอหัวคะแนน ไปเจอนักการเมือง ชาวบ้านสบายใจกว่า มึงหลอกกู-กูหลอกมึง ก็ต่อรองกันไป ชาวบ้านก็มีบทเรียนของเขา การที่บอกว่าชาวบ้านโง่ ชาวบ้านถูกซื้อมันไม่จริง ผมว่าวิธีคิดแบบนี้ไม่ไหวแล้ว ปัญญาชนต่างๆ ที่ออกมาแล้วก็มีคนออกมาเปรียบเทียบว่า ถ้าคุณบอกว่าคนชั้นกลางในกรุงเทพฉลาด ทำไมคนอีสานมาออกเสียงมากกว่าคนกรุงเทพล่ะ คนกรุงเทพฉลาดกว่าหรือว่าไม่มีการตื่นตัวทางการเมืองประชาธิปไตยมากกว่ากันแน่

 

 

 

+มองว่าคะแนนที่ไม่รับร่าง มีความสัมพันธ์กับไทยรักไทย ?

 

ก็อาจจะมีความสัมพันธ์ด้วย แล้วมันผิดตรงไหนกัน ถ้าจะบอกว่าพรรคการเมืองเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่มันเป็นระบบประชาธิปไตย ระบบที่ประชาชนมีสิทธิมีเสรีภาพมีเสียง ที่สามารถต่อสู้ต่อรองได้โดยสันติวิธี เขาก็ต้องเลือกระบบไปทางพรรคการเมืองมากกว่าระบบทหาร แต่ว่ากลไกไทยรักไทยไปรณรงค์มากมายขนาดไหนผมไม่รู้นะ แต่เท่าที่ผมมีโอกาสได้คุย ชาวบ้านเขาชื่นชมระบบรัฐสภามากกว่า และก็ไม่แปลกที่เขาจะชอบไทยรักไทย เพราะไทยรักไทยยังให้อะไรกับเขาบ้าง เช่น การรักษาทุกโรค มีหลักประกันอะไรให้เขาบ้าง มันก็ไม่แปลกที่ชาวบ้านจะชอบ ระบบทหารมีไหมล่ะ มีแต่จัดการกับชาวบ้านปากมูน ออกกฎหมายไม่รู้ตอนนี้กี่ฉบับ กฎหมายป่าไม้ที่ดิน ที่จำกัดสิทธิชาวบ้าน ประมาณ 7-8 ฉบับ เหมือนกฎหมายด้านสื่อ กฎหมายแรงงานด้วย เป็นกฎหมายที่รวมศูนย์อำนาจให้ราชการหน่วยใดหน่วยหนึ่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากมายเลย จำกัดสิทธิชาวบ้าน เราก็รู้อยู่แล้วว่าพวก สนช.ก็เต็มไปด้วยข้าราชการ อำมาตยาธิปไตย พวกขุนนาง พอเข้าไปก็ออกกฎหมายโดยราชการเพื่อราชการ ชาวบ้านก็รับรู้เขาก็บอกว่าต้องหยุด เพราะมันไม่ชอบธรรม และก็อีกไม่กี่เดือนก็จะมีการเลือกตั้ง ควรปล่อยให้รัฐบาลใหม่ดีกว่า

 

ที่สำคัญ มันจะเป็นบทเรียนให้กับองค์กรประชาชนด้วย ในเรื่องกฎหมายต่างๆ ที่องค์กรประชาชนหลายองค์กรคิดง่ายๆ หรือถูกทำให้เชื่อว่าเมื่อไหร่ทักษิณไปแล้ว จะทำให้กฎหมายต่างๆ ที่มันลิดรอนสิทธิเสรีภาพ กฎหมาย นโยบายที่ไม่เป็นธรรมต่างๆ จะหายไป ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเอฟทีเอวอทช์ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ และอื่นๆ และเช่นเดียวกับสมัยก่อน เมื่อรัฐบาลจิ๋ว รัฐบาลชวน ไม่แก้ปัญหา ก็จะตกอยู่ในมายาคติ ทำนองเดียวกันว่า ต้องไล่รัฐบาลก่อนแล้วปัญหาจะได้รับการแก้ไข ซึ่งมันไม่ใช่

 

ถึงเวลาแล้วที่ต้องยกเครื่องกันภายในว่า การที่เราเชื่อแนวคิดแบบผู้นำง่ายๆ ไม่ได้ มีคนเตือนกันมาแล้วว่ามันจะหนักกว่าเก่า เราก็เห็นชัดว่าพอรัฐบาลชุดนี้ขึ้นมาก็หนักกว่าเก่าจริง และถ้าคนเรียนรู้ประวัติศาสตร์การเมือง เข้าใจเรืองเหล่านี้ก็น่าจะประเมินออกแล้วว่ามันเป็นจริง ผมคิดว่าองค์กรภาคประชาชน องค์กรเอ็นจีโอ เหล่านี้ต้องกลับมาทบทวนตรวจสอบบทบาทและก็ยกเครื่องกันภายในด้วย ถ้าตอนนี้ยังอิงแอบไปทางแนวคิดแบบเก่าก็ต้องถอนตัวออกมา ไม่ใช่ว่าไปเชื่อคนที่เขาตั้งตัวว่าเป็นองค์กรประชาชนแล้วก็เดินตามแนวทางแบบเดิม คือมันมีบทเรียนครั้งสำคัญด้วยนะ เป็นสิ่งที่ผมเป็นห่วงอยู่ ที่เดินตามการเคลื่อนไหวของ สนธิ ลิ้มทองกุล พันธมิตรประชาธิปไตย เราต้องเป็นอิสระด้วย ไม่ต้องเป็นนอมินีเขา ต้องถือว่าเขาเป็นแค่องค์กรหนึ่งที่สนับสนุนแนวทางรัฐประหารไม่ว่าจะแก้ตัวให้ดูดีก็ตาม

 

ถ้าเราตามการเคลื่อนไหวของเขาก็จะเห็นว่า สนธิลิ้มพูด ประสงค์ชี้นำ พันธมิตร สุริยะใส สมเกียรติ พิภพ เสริม ทำนองนี้ ลองพิจารณาดูกรณีตำแหน่ง ผบทบ.ซิ ที่ออกมาเชียร์พลเอกสะพรั่ง หรือกรณีอื่นๆ เขาน่าจะเป็นสายเดียวกัน พวกเขาล้วนเป็นนอมินิของพลเอกสะพรั่ง แต่องค์กรประชาชนที่แท้จริงต้องไม่เป็นนอมินิชนชั้นนำเหล่านั้น ทั้ง คมช.และทักษิณ และปัจจุบันนี้เราต้องเป็นอิสระแล้ว

 

 

 

+คิดว่าภาคประชาชนที่เข้าไปร่วมกับสนธิ ลิ้มทองกุล โดนหลอก ?

 

อาจจะไม่โดนหลอก แต่เขาอาจจะเชื่อ แต่สิ่งที่เขาเชื่อมันไม่ใช่ แล้วเราก็ต้องยอมรับว่าองค์กรประชาชนที่ผ่านเคลื่อนประเด็นเฉพาะปัญหาของตนเอง จนลืมเรื่องการเมืองในเชิงโครงสร้าง คือประเด็นพื้นฐานเอาอยู่แล้ว เพียงแต่คิดว่าเปลี่ยนผู้มีอำนาจใหม่แล้วประเด็นของเราก็แก้ได้ แต่มันไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของระบบ เป็นเรื่องของโครงสร้าง เป็นเรื่องของการเคลื่อนตัวของทุนนิยมต่างๆ

 

ปัญหาของประชาชน คือ เราจะมีเสรีภาพได้อย่างไรในการต่อสู้ภายใต้ระบบทุนนิยม เพราะฉะนั้นระบบรัฐสภามันเอื้อกว่า สำหรับการเติบโตอย่างสันติวิธี แต่ระบบทหารมันไม่ใช่อยู่แล้ว ระบบราชการมันไม่ใช่อยู่แล้ว ไม่ได้บอกว่าทักษิณดี แต่ว่าระบบแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นทักษิณ เป็นประชาธิปัตย์ เป็นอะไรขึ้นมามีอำนาจ การต่อรองมันเอื้อกว่าต่อภาคประชาชนในการเคลื่อนขบวน ในการจัดองค์กรในการชุมนุมประท้วง ในการเรียกร้องสิทธิ์ มันต้องมีเสรีภาพ เพราะเสรีภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญให้กับองค์กรประชาชนในการเติบโตในการเคลื่อนไหวโดยสันติวิธี ถ้าไม่มีเสรีภาพ เราคงไม่ได้ข่าวกันใช่ไหมว่าคนนับพันถูกฆ่าจากนโยบายยาเสพติดสมัยทักษิณ ใครใช้นโยบายรุนแรงเหวี่ยงแหที่ภาคใต้ แล้วเราก็ต่อต้านนโยบายเหล่านี้้กัน

 

 

 

+ตอนนี้ผลรัฐธรรมนูญผ่านแล้วจะเกิดผลกระทบอะไรกับการเคลื่อนไหวภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 และการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนจะไปในทิศทางใด ?

 

มันมีการเรียกร้องให้มีการแก้ไข รธน.แต่ประสงค์ สุ่นศิริ บอกว่าแก้ไม่ได้ มันยาก แต่เมื่อก่อนบอกว่าแก้ได้ แค่ห้าหมื่นชื่อก็แก้ได้แล้ว ก็พูดกลับไปกลับมา ก็ว่ากันไป เรื่องแก้ไข รธน. ในมาตราที่เรามองว่าเป็นปัญหา เช่น การแต่งตั้ง สว. การกำหนดวุฒิการศึกษา องค์กรอิสระ ก็คงต้องสู้กันต่อไปในการแก้ไข รธน.และมีการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ต้องมีหลักการลดอำนาจรัฐทั้งฟากราชการและการเมือง เพิ่มพื้นที่ภาคประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะนโยบายการสร้างรัฐสวัสดิการ เก็บภาษีคนรวย ฯลฯ ที่มิใช่ประชานิยมเชิงสงเคราะห์ของทักษิณ และวาระประชาชนของประชาธิปัตย์ของอภิสิทธิ์

 

และเฉพาะหน้าตอนนี้ต้องยกเลิกกฎอัยการศึก และมีกฎหมายหลายฉบับที่อยู่ใน สนช.ที่รอการนำออกมา เราต้องออกมาคัดค้านและเรียกร้องให้ยุติบทบาทของ สนช.ได้แล้ว และก็รอรัฐบาลใหม่ แต่เท่าที่รู้ก็คือ สนช กำลังฉวยโอกาส เร่งออกกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิของประชาชนในระดับล่าง ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน ชาวนา หรือประมงพื้นบ้าน มันกำลังบีบให้เราเดือดร้อนขึ้น องค์กรภาคประชาชนก็ต้องคัดค้าน พรบ.เหล่านี้ เช่น พรบ.ความมั่นคงฯ ที่เป็นกฎหมายเผด็จการ พรบ.ป่าชุมชน และอื่นๆ ที่ให้อำนาจราชการรวมศูนย์กันต่อไป

 

การปฏิรูปสังคมเศรษฐกิจการเมืองเป็นสิงที่ดี แต่คิดว่าสิ่งที่องค์กรประชาชนต้องให้ความสำคัญมากๆด้วยเช่นกัน ก็คือการปฏิรูปองค์กรประชาชนด้วยเช่นกัน เพราะการสร้างองค์กรประชาชนที่เข้มแข็งคงมีหลายด้าน ทั้งด้านความคิดขององค์กร การสร้างการนำรวมหมู่ มีผู้นำหมุนเวียน การมีโรงเรียนขององค์กรประชาชนเอง สร้างปัญญาทางชนชั้นของตนเอง มีกระบวนการการจัดองค์กรที่เป็นประชาธิปไตยมีการตรวจสอบถ่วงดุลภายใน การสร้างองค์ความรู้ของภาคประชาชน การระดมทุนจากภายใน และอื่นๆ ที่ต้องขบคิดกัน ตลอดทั้งการจัดความสัมพันธ์กับเอ็นจีโอ นักวะ 4ชาการ ปัญญาชน องค์กรต่างๆ อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

 

การเคลื่อนไหวต่อไป แน่นอนว่า ต้องคัดค้านนโยบายเสรีนิยมใหม่ ใช้กลไกตลาดเสรีแบบพวกทักษิณ ประชาธิปัตย์และทุกพรรคการเมืองก็ว่าได้ และสกัดพวกรัฐประหารด้วยเช่นกัน และต้องระวังพวกฉวยโอกาสตีสองสามหน้าหาประโยชน์เฉพาะหน้าส่วนตนด้วยเหมือนกัน เพราะการเมืองภาคประชาชนต้องมั่นคงมีเอกลักษณ์ของตนเองต้องไม่นิยมขุนนางในหมู่ประชาชน พฤติกรรมแบบวีรชนเอกชน แบบพวกนักการเมืองจากพรรคการเมือง นักการเมืองจากระบบราชการ และต้องสร้างวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ภายในองค์กรด้วย คัดค้านความคิดที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าผ่านการล็อบบี้ของผู้ที่่แอบอิงอำนาจด้วยเหมือนกัน ที่สำคัญต้องคิดสร้างให้องค์กรประชาชนชนชั้นล่างนำตนเองได้อย่างแท้จริง เพื่อความเข้มแข็งขององค์กรที่มิใช่เพียงบุคคลเท่านั้น

 

 

 

คนอีสาน "ประท้วงสื่อ"

 

กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสานประณามสื่อไร้จรรยาบรรณดูถูกคนอีสาน-จี้ คมช.ยุติบทบาท  

ประชาไท – 27 สิงหาคม 2550 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.) ได้ออกแถลงการณ์หลังผลการลงประชามติ 19 สิงหาคม 2550 โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งประณามความไม่ชอบธรรมของกระบวนการลงประชามติของคณะรัฐประหาร เช่น มีการใช้อำนาจรัฐข่มขู่ชาวบ้าน มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก

 

แถลงการณ์ยังมีความเห็น ในกรณีที่ “กลไกของ คมช. ทั้งหลายรวมทั้ง กกต. นักวิชาการ สื่อมวลชนและนักการเมืองผู้สนับสนุนการรัฐประหาร ต่างก็ออกมากล่าวดูหมิ่นเสียงของประชาชนที่ไม่รับร่างว่า เป็นฐานเสียงที่อยู่ในระบบอุปถัมภ์ของพรรคไทยรักไทย เป็นเสียงที่ไม่บริสุทธิ์ หรือเป็นเสียงที่มาจากการใช้เงินอย่างมหาศาลของกลุ่มอำนาจเก่า เป็นกลุ่มคนจนที่คิดอะไรไม่ได้ไกลมากกว่าเรื่องการหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ฯลฯ โดยไม่ได้ตระหนักว่า 10 ล้านเสียงที่ยืนยันไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่อำนาจรัฐหลอกล่อ ตบตา ครอบงำ ข่มขู่ ด้วยวิธีการสารพัดนั้น มีเจตนารมณ์อย่างไร ต้องการบอกอะไรต่อผู้มีอำนาจและต่อสังคมบ้าง …

 

ดังนั้นการไม่ยอมรับความแตกต่างทางความคิดที่สามารถจะเกิดขึ้นได้เสมอในสังคมประชาธิปไตย ที่เคารพในสิทธิประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน นี่ย่อมผิดหลักการทำประชามติ ผิดหลักการแห่งระบอบประชาธิปไตย ผิดหลักการสร้างความสมานฉันท์ และไม่เคารพสิทธิพลเมือง” แถลงการณ์ตอนหนึ่งระบุ

 

ในตอนท้ายของแถลงการณ์ กสส. ยังเสนอข้อเรียกร้องต่อสังคม 7 ประการ โดยตอนหนึ่งระบุว่า “แม้เสียงที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในการทำประชามติครั้งนี้จะเป็นเสียงข้างน้อย แต่ก็หมายถึงประชาชนกว่า 10 ล้านคน ขอให้ผู้ถืออำนาจรัฐไม่ว่าในปัจจุบัน หรือในอนาคต สำนึกว่า สิ่งที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหาร การฉีกรัฐธรรมนูญ รัฐบาลจากการรัฐประหาร และรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในบรรยากาศของการรัฐประหาร ไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่เป็นที่ต้องการของประชาชนจำนวนมาก และสิ่งเหล่านี้ต้องถูกประณามให้ตายไปจากสังคมไทยได้แล้ว”

 

 

 

แถลงการณ์กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน

 

การลงประชามติ 19 สิงหาคม พ.ศ.2550 เป็นการลงประชามติที่มีผลสืบเนื่องจากการทำการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 โดยการฉีกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และทำการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยที่กระบวนการและเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญได้ถูกกำหนดโดยคณะรัฐประหารทั้งสิ้น

 

การลงประชามติก็เป็นหนึ่งในกระบวนการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหาร โดยสิ่งเหล่านี้ได้พิสูจน์ให้ประชาชนได้เห็นแล้ว กล่าวคือ

 

1. กระบวนการลงประชามติไม่ได้สร้างทางเลือกให้กับประชาชน ประชาชนไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่ารัฐธรรมนูญในอนาคตจะมีเนื้อหาอย่างไรหากไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

 

            2. การลงประชามติที่ดำเนินไปในขณะที่ประชาชนใน 35 จังหวัด ได้ตกอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่งทหารมีอำนาจในการควบคุมทุกอย่าง ประชาชนไม่ได้มีสิทธิเสรีภาพที่จะกระทำการใดๆเช่นสังคมปรกติ

 

            3. คณะรัฐประหารภายใต้ชื่อ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ( คมช.) และรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ซึ่งโดยหลักการแล้วต้องวางตัวเป็นกลางในการออกเสียงแสดงประชามติ แต่ในความเป็นจริงกลับใช้งบประมาณและกลไกทุกอย่างของรัฐในการรณรงค์ชักจูงให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ

 

            4. กลไกของ คมช. ไม่ว่าจะเป็น สสร. กอ.รมน. ตำรวจทหาร ผู้ว่าฯ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. สื่อมวลชน รวมทั้ง NGOs และผู้นำชุมชนที่ใกล้ชิดอำนาจรัฐ ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้ประชาชนได้ใช้วิจารณญาณของตนเองในการตัดสินใจในการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ อีกทั้งยังกล่าวโจมตี สร้างกระแสว่า ฝ่ายไม่เห็นด้วยคือผู้ไม่รักชาติ ไม่อยากให้บ้านเมืองสงบ ไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง

 

            5. มีการใส่ร้ายป้ายสีที่เกินจริง รวมทั้งการยืนยันจาก กกต. เพื่อสร้างภาพก่อนการลงประชามติ ว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญมีการเคลื่อนไหวนอกรูปแบบในการขัดขวางการลงประชามติหรือให้ประชาชนไปลงประชามติไม่รับร่าง เช่น แจกเงิน แจกเสื้อ ยึดบัตรประชาชน ออกเอกสาร/ซีดีเผยแพร่ ทั้งๆที่ในบางอย่างเป็นสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนที่จะทำได้ (แจกเสื้อรณรงค์,ออกเอกสารเผยแพร่) และฝ่ายรับร่าง (คมช.) ก็ได้นำวิธีการที่ได้กล่าวโจมตีฝ่ายไม่รับร่างฯมาใช้ (โดยที่ไม่เป็นข่าว) นอกจากนี้การกระทำดังกล่าวของฝ่ายไม่รับฯก็มีแต่ข่าวการร้องเรียนและจับกุม แต่การสอบสวนจนสามารถระบุได้ว่ามีความผิดจริงมีเพียงน้อยราย (รับแจกเงินเพียง 45 ราย)

 

            6. ทันทีที่ผลการลงประชามติออกมาว่าเสียงที่รับร่างมี14 ล้านเสียง แต่เสียงที่ไม่รับร่างมีถึง 10 ล้านเสียง (คิดเป็น ร้อยละ 41.37) โดยมีจังหวัดที่มีเสียงไม่รับร่างมากกว่าร้อยละ 50 อยู่ถึง 24 จังหวัด แบ่งเป็นภาคอีสาน 17 จังหวัด ภาคเหนือ 7 จังหวัด กลไกของ คมช. ทั้งหลายรวมทั้ง กกต. นักวิชาการ สื่อมวลชนและนักการเมืองผู้สนับสนุนการรัฐประหาร ต่างก็ออกมากล่าวดูหมิ่นเสียงของประชาชนที่ไม่รับร่างว่า เป็นฐานเสียงที่อยู่ในระบบอุปถัมภ์ของพรรคไทยรักไทย เป็นเสียงที่ไม่บริสุทธิ์ หรือเป็นเสียงที่มาจากการใช้เงินอย่างมหาศาลของกลุ่มอำนาจเก่า เป็นกลุ่มคนจนที่คิดอะไรไม่ได้ไกลมากกว่าเรื่องการหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ฯลฯ โดยไม่ได้ตระหนักว่า 10 ล้านเสียงที่ยืนยันไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่อำนาจรัฐหลอกล่อ ตบตา ครอบงำ ข่มขู่ ด้วยวิธีการสารพัดนั้น มีเจตนารมณ์อย่างไร ต้องการบอกอะไรต่อผู้มีอำนาจและต่อสังคมบ้าง

 

ดังนั้นการไม่ยอมรับความแตกต่างทางความคิดที่สามารถจะเกิดขึ้นได้เสมอในสังคมประชาธิปไตย ที่เคารพในสิทธิประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน นี่ย่อมผิดหลักการทำประชามติ ผิดหลักการแห่งระบอบประชาธิปไตย ผิดหลักการสร้างความสมานฉันท์ และไม่เคารพสิทธิพลเมือง

 

อย่างไรก็ตาม การออกมาใช้สิทธิลงประชามติของคนไทยทั้งประเทศจำนวน 25,978,954 คน รวมทั้งการตั้งใจไม่ออกมาใช้สิทธิของประชาชนอีกจำนวนหนึ่ง เราเชื่อว่าโดยส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นด้วยกับกระบวนการอันจอมปลอม และแนวทางการรัฐประหาร เพียงแต่ต้องการให้คณะรัฐประหารได้ยุติบทบาท เพื่อที่ประเทศชาติจะได้ฟื้นตัวจากการกระทำย่ำยีโดยการใช้อำนาจและเหตุผลจอมปลอมที่อ้างขึ้นมาเพื่อตบตาประชาชน

 

และด้วยความกล้าหาญของประชาชน (เป็นคนอีสานกว่า 5 ล้านคน) ที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ถูกดูหมิ่นดูแคลน โดยเทวดาผู้ถืออำนาจรัฐ นักวิชาการรับใช้เผด็จการ นักการเมืองไร้อุดมการณ์ สื่อมวลชนที่ไร้จรรยาบรรณ และคนชั้นกลางผู้ชาญฉลาด เรา-กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.) ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายเยาวชนชาวบ้าน และนักกิจกรรมในภาคอีสาน จึงมีข้อเรียกร้องต่อสังคม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่เสียงของประชาชนที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ดังนี้

 

1. ให้ คมช. ยุติบทบาททางการเมืองทันที รวมทั้งกล่าวขอโทษต่อพี่น้องประชาชนที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และยุติการสั่งการให้หน่วยงานความมั่นคงดำเนินการแก้ไขปัญหาในพื้นที่สีแดง

 

2. ให้ คมช. ยกเลิกกฎอัยการศึกใน 35 จังหวัดโดยเร็วที่สุด เพื่อยุติการข่มขู่คุกความประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว

 

3. ให้ กกต. พิสูจน์ข้อกล่าวหาว่าคนอีสาน และพี่น้องในภาคอื่นกว่า 10 ล้านคน ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเพราะถูกซื้อเสียง โดยดำเนินการหาหลักฐาน/พยาน/ผู้ทำความผิด มาสอบสวนและชี้แจงต่อประชาชนให้มากกว่านี้ และดำเนินการเช่นเดียวกันกับฝ่ายรัฐที่เคลื่อนไหวให้รับร่างรัฐธรรมนูญ

 

4. ให้นักวิชาการและนักการเมือง สำนึกได้แล้วว่าความรู้และสถานะทางสังคมของท่าน ต้องใช้ประโยชน์ไปในการปกป้องสิทธิของคนชั้นล่างที่ถูกกระทำจากอำนาจรัฐตลอดมา รวมทั้งปกป้องสิทธิของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง มิใช่เป็นไปเพื่อเอื้ออำนวยการกดขี่และละเมิดสิทธิประชาชน (ที่ไม่เห็นด้วยกับท่าน) อย่างที่พวกท่านบางคนทำอยู่ทุกวันนี้

 

5. ให้สื่อมวลชนที่กล่าวโจมตีและดูหมิ่นพี่น้องคนจนและคนอีสานที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าก่อนหรือหลังการลงประชามติ สำนึกตัวว่าเป็นการกระทำที่ไร้จรรยาบรรณของวิชาชีพ ขาดการเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น และกล่าวขอโทษต่อประชาชนผ่านสื่อของตนเอง

 

6. ขอให้พี่น้องประชาชนทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนชั้นกลาง เลิกดูถูกผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่าง ควรรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างด้วยความเคารพ และไตร่ตรองด้วยเหตุผล เพราะนี่คือวิถีทางแห่งการสร้างสรรค์ในสังคมประชาธิปไตย อีกทั้งต้องเป็นพลังในการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป

 

7. แม้เสียงที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในการทำประชามติครั้งนี้จะเป็นเสียงข้างน้อย แต่ก็หมายถึงประชาชนกว่า 10 ล้านคน ขอให้ผู้ถืออำนาจรัฐไม่ว่าในปัจจุบัน หรือในอนาคต สำนึกว่า สิ่งที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหาร การฉีกรัฐธรรมนูญ รัฐบาลจากการรัฐประหาร และรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในบรรยากาศของการรัฐประหาร ไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่เป็นที่ต้องการของประชาชนจำนวนมาก และสิ่งเหล่านี้ต้องถูกประณามให้ตายไปจากสังคมไทยได้แล้ว

 

ถ้าหากข้อเรียกร้องดังกล่าวข้างต้นไม่ได้รับการรับฟัง และปฏิบัติตาม ก็จะเป็นข้อพิสูจน์ให้ประชาชนได้เห็นอีกครั้งว่า ท่านทั้งหลายขาดความเข้าใจต่อหลักการประชาธิปไตย รวมถึงไม่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่แท้จริงอย่างที่ท่านกล่าวอ้างเลย และถ้าเป็นเช่นนั้นก็อย่าได้กล่าวประณามคนจน/คนอีสาน และเหยียบย่ำด้วยเหตุผลอันจอมปลอมอีกต่อไป

 

กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.)

25 สิงหาคม 2550

 

 

 

กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน (กสส.) และเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

ปัญหาของคำว่านโยบาย มองจากรากหญ้า

 

กรณ์อุมา พงษ์น้อย

 

ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก-กุยบุรี

“นโยบาย” เป็นคำที่พวกเราชาวบ้านได้ยินบ่อยตามวงสัมมนาต่างๆ   ตามข่าวภาคค่ำทางโทรทัศน์เวลาพวกรัฐมนตรีออกมาแถลงผลงาน หรือเวลาผู้มีอำนาจต้องการจะปรามผู้ที่มีความเห็นแตกต่าง ก็จะใช้คาถาว่า “นี่เป็นเรื่องนโยบาย”

 

แต่เวลาที่คำคำนี้มาเกี่ยวข้องกับพวกเราโดยตรงทีไร เรามีอันต้องก่ายหน้าผากทุกที

 

ชาวบ้านอย่างเราทำมาหากินไปตามประสา ลำพังจะจัดการชีวิตให้สอดคล้องกับดินฟ้าอากาศ จัดการผลผลิตให้ขายรอดได้ในตลาด จัดสรรเวลาให้กิจกรรมศาสนาและวัฒนธรรมในชุมชน  และจัดการรับมือกับการละเมิดสิทธิโดยรัฐและทุนที่ชอบดอดเข้ามาเวลาเราเผลอ

 

เท่านี้ชีวิตเราลำเค็ญอย่างเป็นองค์รวมพอแล้ว

 

ยังจะต้องให้เราไปยุ่งกับภาษาซับซ้อน โวหารชั้นสูง เพื่อให้ได้ชื่อว่ามีปัญญาเข้าใจ หรือกระทั่งเสนอนโยบายอีกหรือ

 

และต่อให้เราดิ้นรนจะมีส่วนร่วมในระดับนโยบายเท่าไหร่ รัฐก็ทำเป็นสักแต่ว่ารับฟังเพียงเพื่อให้ครบองค์ประกอบของการมีส่วนร่วมตามที่รัฐจะมีเมตตาบัญญัติให้เป็นกฏหมายทุกครั้งไป

 

แต่พอถึงเวลาก็ไปอาศัยเหตุผลและปัจจัยอื่นมาชี้ขาดทุกที

 

สำหรับเราแล้ว การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือนโยบายที่แท้จริง จึงมีแต่ต้องเริ่มจากตีนเล็กๆของชาวบ้านที่มาเดินร่วมกัน ฟันฝ่าล้มลุกคลุกคลานด้วยกัน ผลักดันความเปลี่ยนแปลงไปทีละก้าว ทีละขั้นร่วมกัน 

 

ตราบใดที่แต่ละก้าวนั้น ย่างออกไปด้วยกำลังขาของตัวเอง และด้วยการตัดสินใจของตัวเอง

 

จะเดินช้า หรือสะดุดล้มบ้าง ก็ยังภูมิใจได้ว่าเป็นการก้าวไปด้วยตีนของเรา

 

เหมือนอย่างที่พี่น้องสมัชชาคนจนเคยบอกว่า รัฐธรรมนูญเขียนได้ด้วยตีนของเรา

 

            สาเหตุที่ทำให้ประชาชนระดับรากหญ้าสุดขีดอย่างเรา เลือกจะสังฆกรรมกับนโยบายด้วยการใช้ฝ่าเท้าเท่านั้น ก็เพราะว่าจากประสบการณ์ของเรา เราเจอมาแต่นโยบายที่อาจจำแนกประเภทได้อย่างหยาบๆสองแบบ คือ ๑. นโยบายปั้นเขวี้ยง และ ๒. นโยบายบ่อนทำลายความเข้มแข็งของชุมชน

 

 

 

 

 

นโยบายปั้นเขวี้ยง

 

นโยบายจำพวกนี้มักมาพร้อมข้ออ้างเพื่อการพัฒนา หรือเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุน ทั้งที่เอาเข้าจริงแล้วก็เป็นนโยบายที่แสวงหาผลประโยชน์เพื่อพวกพ้อง แล้วอ้างว่าเพื่อชาติ อ้างแต่ตัวเลขจีดีพี แต่ไม่ได้สนใจว่าตัวเลขพวกนั้นทำให้คนโดยรวมดีขึ้นจริงๆ หรือทำให้เป็นอย่างที่พูดกันว่า “รวยกระจุก จนกระจาย”

 

นโยบายที่ “ปั้นเขวี้ยง” จากรัฐมาสู่ชุมชนนั้น ไม่สนใจว่าจะสอดคล้องกับศักยภาพและวิถีของชุมชนหรือไม่ อย่างที่จ.ประจวบฯของเรา แต่ไหนแต่ไรมาเราก็ไม่ได้เคยร้องขอให้รัฐต้องมาช่วยอะไร เรามีศักยภาพของเรา มีทรัพยากรชายฝั่งทะเล พืชผล มีแหล่งท่องเที่ยว แล้วจู่ๆคุณก็ปั้นเขวี้ยงนโยบายพลังงานที่จะให้เอกชนมาสร้างโรงไฟฟ้าล้างผลาญท้องถิ่นของเรา แทนที่คุณจะส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งจะสร้างรายได้ที่อาจจะมีผลต่อจีดีพีด้วย และอาจจะกระจายรายได้อย่างแท้จริงด้วย  แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ทำให้ตัวเลขจีดีพีสูงขึ้นเป็นพิเศษเหมือนเวลาไปอุดหนุนส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่มันก็ทำให้คนโดยรวมอยู่ดีกินดีขึ้นจริงๆ

 

แต่รัฐก็ไม่ได้สนใจ มุ่งแต่จะเขียนนโยบายอ้างการกระตุ้นเศรษฐกิจชาติที่แปลว่าพวกพ้องของตนกลุ่มเดียว

 

นโยบายพัฒนาแบบปั้นเขวี้ยงเช่นนี้ ผลที่สุดก็มีแต่จะทำลายชุมชน เช่น ถ้าวันนี้โรงไฟฟ้าบ่อนอกบ้านกรูดสร้างได้ ชุมชนที่เคยพึ่งตัวเองได้ด้วยรายได้จากการทำประมง เกษตรและการท่องเที่ยว ก็ต้องไปเป็นลูกจ้าง  ชาวประมงชายฝั่งก็คงหากินไม่ได้แล้ว มีสะพานขนลำเลียงถ่านหินขวางทะเล ขี้เถ้าถ่านหินถ้าไม่ปลิวว่อนก็ไหลลงทะเล  ชายหาดบ้านกรูดบ่อนอกก็จะไม่มีใครไปเที่ยว เหมือนทุกวันนี้ไม่มีใครไปเที่ยวมาบตาพุด  ชาวบ้านจากที่เคยได้ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ก็ต้องไปเป็นผู้ใช้แรงงาน วงจรชีวิตเปลี่ยนไปเป็นเข้ากะเช้ากะดึก มีรายได้นิดหน่อยเพื่อยังชีพ ค่าแรงวันละร้อยกว่าบาทหมดไปกับการซื้อแกงถุง ซื้อบัตรเติมเงินโทรคุยกับลูกเพราะมัวแต่ต้องทำโอที ไม่มีเวลาไปอยู่กับลูกหลังเลิกเรียน  ลูกหลานสมองกลวง เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ออกเรือหาเลี้ยงปากท้องไม่ได้ ติดยา กลายเป็นข้ออ้างให้รัฐใช้เงินโฆษณาส่งเสริมสังคมศีลธรรม คุณธรรมกันให้วุ่นวาย หรือไม่วันดีคืนดีก็โดนอุ้มฆ่าเพราะถูกรัฐสงสัยว่าโดนขบวนการก่อความไม่สงบล่อลวงมอมยา

 

            นโยบายที่อ้างว่าเพื่อการเพิ่มรายได้ประชาชาติ คือตัวทำลายอาชีพของประชาชน  สมัชชาคนจนเคยบอกไว้ชัดเจนว่า ความยากจนของพวกเขาล้วนเป็นผลมาจากโครงการพัฒนา  นโยบายของรัฐไม่เคยแก้ไขความยากจนที่เป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง  แต่กลับตั้งงบประมาณมาโฆษณาให้ชาวบ้านแก้ปัญหาเอาเองด้วยการเลิกเหล้า  หรือในกรณีเมื่อไม่นานมานี้ ที่กระทรวงพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ก็ยังอุตส่าห์แถลงว่า คนจนเมือง จนเพราะรายจ่ายมากกว่ารายได้ พูดง่ายๆคือบอกว่าจนเพราะฟุ้งเฟ้อเกินตัวเสียเอง  ทั้งยังบอกว่า คนมุสลิมในภาคใต้ จนเพราะมีลูกมาก ทำให้ลูกไม่ได้รับการศึกษาที่เพียงพอ และทำให้ง่ายต่อการถูกชักจูงโดยผู้ก่อความไม่สงบ  แต่เพื่อนมุสลิมที่เราได้ไปรู้จักที่อ.จะนะ จ.สงขลา เคยบอกกับเราด้วยความภูมิใจว่า เขามีลูก ๙ คนและเขาไม่กลัวความยากจน เขาทำงานหนักเพื่อส่งลูกเรียนหนังสือ แต่เขาไม่ได้คิดจะหาเงินทองสะสมเพื่อความมั่งมี สำหรับเขาแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือลูกๆจะต้องมีความรู้ เป็นคนดีตามหลักศาสนา และต้องรู้จักทำไร่ทำนาเลี้ยงตัวเองได้ จะได้ไม่ต้องพึ่งวิถีชีวิตแบบโลกภายนอกที่ต้องอาศัยเงินซื้อทุกอย่างกระทั่งน้ำดื่ม  แต่อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดที่จะทำให้ชีวิตครอบครัวของเขาไม่เป็นดังฝัน ก็คือการเข้ามาของโครงการท่อก๊าซ โรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซียและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ที่จะทำลายทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของพวกเขา  ถ้าเขาหยุดโครงการนี้ไม่ได้ เขาและลูกหลานจะต้องกลายเป็นคนจนชนิดที่จนอย่างถาวร 

 

มันเรื่องอะไรกันหรือ ที่จู่ๆชีวิตของเขาและชุมชนจะต้องเปลี่ยนไปขนาดนั้น เพื่อสังเวยนโยบายพลังงานที่เขาไม่เคยมีส่วนรู้เห็นด้วยเลย

 

เหมือนสมัยที่เราเริ่มต่อสู้เรื่องโรงไฟฟ้า กว่าที่เราจะรู้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่จะมาสร้าง โครงการก็ผ่านการอนุมัติโดยครม.มาแล้ว ภายใต้นโยบายเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนด้านพลังงาน และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า ที่ชี้นิ้วลงมาเสร็จสรรพแล้วว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าชนิดไหน ขนาดเท่าไหร่ ที่ชุมชนไหนบ้าง  พวกเราต้องใช้เวลาถึงสิบปี กว่าจะล้มโครงการที่ผ่านมติครม.มาแล้วนี้ได้ และตลอดสิบปีของการต่อสู้ พวกเราชาวบ้านก็ได้เรียนรู้ว่ามีกลไกในระดับนโยบายที่มาเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง

 

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา พอเรารู้ว่ารัฐบาลโดยกระทรวงพลังงาน กำลังออกนโยบายที่อ้างการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังรัฐประหาร แล้วผลักดันแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ ที่กำหนดจะให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และนิวเคลียร์กันอย่างบ้าคลั่ง  พวกเราก็เลยรีบยกขบวนมาแสดงความเห็นคัดค้านกันเสียตั้งแต่ในขั้นของนโยบาย เพราะไม่อยากต้องใช้เวลาอีกสิบปีสู้กับโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ที่จะอ้างว่าผ่านครม.แล้วอีก  และในเมื่อกระทรวงพลังงานเองก็สร้างภาพว่าจะให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยการจัดเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นขึ้นด้วย พวกเราก็เลยอาศัยโอกาสนี้เพื่อจะมีส่วนร่วมเสียแต่เนิ่นๆ

 

แต่ปรากฏว่ากระทรวงฯกลับหลบเลี่ยง บ่ายเบี่ยง ถึงกับปิดประชุมหนีพวกเรา และต่อมาก็แอบจัดประชุมใหม่ในวงล้อมของท็อปบู๊ตทหาร  มีการเตรียมการสกัดพวกเราไม่ให้เดินทางเข้ามาร่วมประชุมที่กรุงเทพฯ แล้วการรับฟังความเห็นก็ผ่านไป นโยบายการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่นี้ก็ผ่านความเห็นชอบไปเรียบร้อย

 

ในขณะที่เราพยายามเอาชุมชนไปสู่นโยบาย แต่ในที่สุดก็กลายเป็นนโยบายไปสู่ชุมชน คือกลายเป็นปัญหาโรงไฟฟ้าแพร่ระบาดสู่ชุมชนไปทั่ว ไม่ว่าประจวบฯ แม่กลอง ราชบุรี ระยอง ชุมพร ด้วยข้ออ้างเหตุผลต่างๆนานา

 

กลายเป็นว่าชุมชนจะเอาตัวเองขึ้นไปสู่นโยบายก็ทำไม่ได้ กลายเป็นว่าต้องจัดการปัญหาเหมือนวงเตะตะกร้อ คือเตะกันอยู่ในวง เตะจากประจวบไปลงสระบุรี เตะจากบ้านกรูดไปลงราชบุรี ถ้าชุมชนไหนอ่อนแอก็รับไป เป็นเหยื่อของนโยบายไป

 

คิดดูเถอะ เราค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกันมาสิบปีกว่ารัฐบาลจะยอมรับความผิดพลาดในการตัดสินใจ แต่ถึงที่สุดก็กลับไม่มีผลเปลี่ยนแปลงวิธีคิดในการวางนโยบายด้านพลังงานอยู่ดี  วันนี้กระทรวงพลังงานประกาศอย่างไม่อายโลกอายฟ้าดิน ว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แถมด้วยนิวเคลียร์อีกทั่วประเทศ

 

กลายเป็นว่าปัญหาของนโยบายปั้นเขวี้ยงที่ไม่ฟังเสียงชุมชนยังไม่ได้รับการแก้ไข และกลับยิ่งหนักข้อกว่าเดิม กลายเป็นสร้างเพื่อสร้าง เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ สร้างโรงไฟฟ้าให้มากไว้ก่อนทั้งที่ไฟในระบบก็ยังเหลือ สร้างมาแล้วจะได้ใช้ไฟหรือไม่ได้ใช้ก็ไม่สนใจ ขอเพียงให้ได้ลงทุน ให้ผู้ลงทุนได้ประโยชน์ เหมือนสมัยที่มีการจะสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอกหินกรูด กฟผ.ก็ต้องวางแผนว่าจะหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าบางแห่งที่มีอยู่ เพื่อจะได้มีข้ออ้างรองรับการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าใหม่ เพราะไม่อย่างนั้นไฟที่มีล้นอยู่แล้วก็จะยิ่งล้นไปอีก 

 

ไม่ใช่แต่โรงไฟฟ้าเท่านั้น อย่างโครงการเตาเผาขยะ ซึ่งตอนนี้ก็กำลังมีการผลักดันจะสร้างถึงสามแห่งที่จ.ประจวบฯ  ก็เป็นโครงการปั้นเขวี้ยงลงมาให้เราต้องเหนื่อยออกแรงคัดค้านกันอีก ทั้งที่โครงการเตาเผาขยะแบบนี้สร้างมาแล้วหลายที่ก็ไม่ได้ใช้ ผลาญงบประมาณไปเป็นร้อยล้านสองร้อยล้าน สุดท้ายก็ทิ้งซากไว้เป็นอนุสรณ์ แต่คนผลักดันโครงการก็ไม่เดือดร้อนละอายใจอะไร เพราะได้ค่าคอมมิชชั่นไปแล้ว ได้สร้างเพื่อสร้างไปแล้ว ปั้นเขวี้ยงกันได้สมใจอยาก

 

 

 

 

 

นโยบายบ่อนทำลายความเข้มแข็งของชุมชน

 

แทนที่จะมาบีบให้เราต้องยอมรับนโยบายปั้นเขวี้ยงเหล่านั้น สิ่งที่รัฐในความหมายของกลไกที่ต่างๆบริหารและปกครองประเทศควรจะทำ น่าจะเป็นเรื่องของนโยบายด้านสวัสดิการเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงมากกว่า แต่สิ่งที่เราเคยเห็นตลอดมา ถ้าไม่ใช่กลไกเช้าชามเย็นชามในสมัยรัฐบาลที่ข้าราชการเป็นใหญ่ ก็เป็นกลไกประชานิยมในสมัยนักการเมืองที่ลุแก่อำนาจ ทั้งหมดนั้นล้วนมีแต่รูปแบบ ไม่เกิดผลอย่างแท้จริง มีแต่การสร้างภาพ เหมือนกรณีที่มีการโฆษณาว่ามีคนผ่าตัดสมองโดยจ่ายแค่สามสิบบาทแทนที่จะต้องเสียเป็นล้าน

 

แต่ในความเป็นจริง อย่างที่ประจวบฯ ชาวบ้านที่ป่วยเป็นโรคไต โรงพยาบาลประจวบฯก็ไม่มีปัญญารักษา แต่พอคนไข้จะขอย้ายไปรักษาโรงพยาบาลรัฐในกรุงเทพฯ โรงพยาบาลประจวบฯไม่ยอมทำเรื่องส่งตัวให้ เอาเข้าจริงสามสิบบาทก็ใช้ได้แค่ปวดหัวตัวร้อน เป็นนโยบายลวงโลก ยาที่จ่ายให้ก็คนละเกรดกับพวกที่ใช้สิทธิประกันสังคมหรือจ่ายเอง การได้รับการดูแลก็ต่างกัน

 

นโยบายด้านการศึกษาเช่นการเรียนฟรีก็ไม่ฟรีจริง คิดแล้วสมัยก่อนที่เราเสียค่าเรียน ก็ยังได้รู้กันตรงไปตรงมาว่าเป็นค่าเทอม แต่ค่าอื่นไม่มี สมัยนี้ไม่เสียค่าเทอมแต่เสียค่าอื่นๆสารพัดอย่าง บวกรวมเสร็จสรรพก็มากพอๆกับค่าเทอมหรืออาจจะมากกว่าด้วย

 

            แต่นโยบายที่เราเห็นว่าเป็นปัญหาเสียยิ่งกว่า คือนโยบายจำพวกที่รัฐโฆษณาว่าตั้งเป้าหมายเพื่อจะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ปลอดยาเสพติด อยู่ดีมีสุข หรือประเภทที่โยนลงไปเป็นให้เป็นกองทุนในหมู่บ้าน

 

ประสบการณ์ที่เราได้เห็นอยู่ในชุมชน เราพบว่านโยบายประเภทที่โยนเงินลงไป เช่นกองทุนหมู่บ้านละล้านนั้น นอกจากจะไม่สามารถช่วยคนรากหญ้าได้จริงแล้ว ยังก่อปัญหาความแตกแยก ทำให้คนเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้อีกด้วย เพราะเงินที่โยนลงไปจะถูกนำไปแบ่งกัน โดยหมู่บ้านที่เล็กหน่อยก็อาจจะเฉลี่ยส่วนแบ่งต่อคนออกมาได้มากหน่อย ส่วนหมู่บ้านที่ใหญ่กว่า ประชาชนก็ทะเลาะกันเองเพราะเงินไม่พอแบ่ง และเอาเข้าจริงเงินนั้นก็ไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่จะทำให้สามารถนำไปต่อยอดอย่างยั่งยืนได้ แค่เอาไปตอบสนองได้เฉพาะหน้า พอถึงกำหนดคืน ก็คืนได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะทุกคนรู้สึกเหมือนเป็นเงินให้เปล่าจากรัฐ คนบางส่วนพอถึงกำหนดต้องคืน ก็ไม่มี เงินคืน ต้องไปกู้นอกระบบมา เสียดอกร้อยละสิบร้อยละยี่สิบ เป็นหนี้เพิ่มขึ้นอีก

 

หรือเงินงบเอสเอ็มแอล เราก็เห็นว่ามีปัญหาในการใช้กรอบเกณฑ์การตัดสินวัดผลการดำเนินการของแต่ละชุมชน เพราะความคิดตั้งต้นไม่ได้คิดให้ชัดว่า ความเข้มแข็งของชุมชนนั้นจะเกิดขึ้นได้ด้วยความคิดชี้นำเรื่องการเสียสละเพื่อชุมชน หรือการตักตวงเพื่อความสุขสบายส่วนตนกันแน่  ทำให้ไม่เท่าทันในการประเมินการใช้เงิน เช่น บางหมู่บ้านที่บ่อนอก ก็วางแผนการใช้เงินบนฐานความคิดเพื่อการสามัคคีรวมหมู่ จึงตัดสินใจที่จะใช้เงินนั้นไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สาธารณะ เช่น สร้างศาลาเผาศพ โดยให้ทางวัดไปซื้อวัสดุ  แล้วชาวบ้านมาช่วยกันลงแรงก่อสร้าง หรือนำเงินไปใช้ปรับปรุงตลาดสดที่คนในชุมชนใช้ร่วมกันให้มีสภาพดีขึ้น ในขณะที่บางหมู่บ้านกลับเอาเงินไปซื้อโอ่ง ซื้อถังน้ำแจกกัน ชาวบ้านก็ติดนิสัยรับของแจกจ่ายเข้าตัว ผู้นำก็ได้ค่าคอมมิชชั่นจากการจัดซื้อจำนวนมาก หรือบางหมู่บ้านก็นำเงินไปหมุนเวียนซื้อวัวกัน แต่เป็นการซื้อวัวตัวเอง วัวที่เลี้ยงมาเองตั้งชาติหนึ่งแล้ว แต่อำเภอก็กลับประเมินผลโดยให้เกรดเอโดยดูจากรายงานของโครงการ  ในขณะที่พวกที่ใช้เงินเพื่อประโยชน์สาธารณะกลับได้เกรดซี แล้วพวกที่ได้เกรดเอก็จะได้รับการพิจารณางบก้อนต่อไปเป็นรางวัล

 

หรือโครงการจำพวกชุมชนเป็นสุข หรือหมู่บ้านปลอดยาเสพติด ก็คิดง่ายๆเหมือนหลอกเด็กให้ทำดีกวาดห้องเรียนให้สะอาดแล้วจะได้รางวัลดีเด่น แล้วทุกคนก็จะเป็นสุขเพราะทุกคนเป็นคนดี ทุกคนรักษาความสะอาดของห้องเรียน  วันไหนโครงการมีตัวแทนสาธารณสุขมาตรวจ ชุมชนก็จะสร้างนิสัยผักชีโรยหน้าแบบข้าราชการ ประกาศให้ทุกคนช่วยกันเก็บขยะให้เรียบร้อย วันนี้งดการพนันหนึ่งวัน แค่นี้ก็ผ่านแล้ว เมื่อรัฐคิดมาให้แบบง่ายๆว่าจะสร้างความสุข ลดความทุกข์ของชุมชนได้อย่างไร ชุมชนก็เข้าใจความทุกข์ความสุขของตนเหมือนเด็กท่องอาขยานตามอย่างว่าง่าย โดยไม่ได้แตะถึงปัญหาที่แท้จริงเลย ส่วนการตั้งกลุ่มแม่บ้าน ตั้งกลุ่มอาชีพอะไรทั้งหลาย ถ้าไม่ได้อยู่บนฐานคิดอย่างเท่าทันของการพึ่งตัวเองเพื่อการปลดแอกจากระบบที่เอารัดเอาเปรียบอย่างที่เป็นอยู่ ก็มีแต่จะกลายเป็นการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจแค่ในความหมายของการหาวิธีตักตวงเพื่อตัวเองไม่ต่างจากที่นายทุนทั่วไปทำกัน

 

มีเงินแล้วไม่ทำให้มีความคิดในเชิงเสียสละ เอาแต่ตักตวงแบบนี้ ไม่มีเสียยังดีกว่า เพราะเงินที่มาพร้อมกับความคิดชี้นำผิดๆ จะบ่อนทำลายความเสียสละ ความสามัคคี ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน  นอกจากนี้ยังจะเป็นการลดศักดิ์ศรี ทำให้ชุมชนยิ่งต้องพึ่งพาและเสพติดความเมตตาจากรัฐ ยิ่งกลายเป็นชุมชนว่าง่ายที่ไม่กล้ามีปากเสียงมากขึ้นไปอีก

 

เราไม่อยากให้ชุมชนติดนิสัยแบบราชการ ที่มีงบประมาณมาให้ผลาญกันเล่นโดยไม่รู้จักคิด พอมีเงินมาก มีอำนาจในการใช้จ่ายมาก คนก็จะเริ่มคิดน้อย เรียกร้องตัวเองน้อย  แต่ความเข้มแข็งของชุมชนเราที่ผ่านมาไม่ได้เกิดขึ้นเพราะนโยบายประชานิยมเหล่านี้  เราต่อสู้ปกป้องท้องถิ่นปกป้องสิ่งแวดล้อมกันมาเลือดตาแทบกระเด็นจนได้ชัยชนะ ก็เพราะเราปลูกฝังความคิดความเสียสละ ความสามัคคี และความคิดพึ่งตัวเอง 

 

ในขณะที่เราเห็นราชการเคยเช้าชามเย็นชามมาอย่างไร ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น มีเงิน มีอำนาจ แต่กลับไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างที่พวกเราชาวบ้านทำกันมา 

 

รัฐไม่มีนโยบายที่จะพัฒนาความคิด มีแต่พัฒนาวัตถุ สาธารณูปโภค จนทุกวันนี้ชาวบ้านบอกว่า วัวแถวบ้านเดินเจ็บตีนกันหมดแล้วเพราะต้องเดินบนถนนคอนกรีต บนทางราดยาง แล้วพอเริ่มอิ่มตัวกับการพัฒนาวัตถุ ก็มาหากินกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม  มีการตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด ระดับประเทศ คนที่เข้าไปทำงานก็เป็นพวกข้าราชการ อบต. ผู้ใหญ่ กำนัน ตั้งงบประมาณไว้สูงมาก สามปีที่เราติดตามผลงานมา ชาวบ้านเห็นแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า และพูดว่าถ้ามึงคิดเรื่องสิ่งแวดล้อม ทำได้แค่การปลูกป่า ปลูกป่าชายเลน อย่างที่บ่อนอกปลูกป่าชายเลนพื้นที่นิดเดียว ใช้งบตั้งสามแสน  มึงก็ยุบหน่วยงานไปเถอะ ไม่ต้องมาตั้งให้เสียงบประมาณ เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมมันมีมิติที่กว้างกว่ากิจกรรมที่พวกมึงคิด

 

วันนี้พื้นที่ป่าพรุที่อ.บางสะพาน ชาวบ้านก็รักษากันมาแต่ครั้งปู่ย่าเพราะคิดว่าต้องใช้หากินกันไปถึงรุ่นลูกหลาน แล้วจู่ๆโรงงานสหวิริยาจะมาถมป่าพรุทั้งผืนสร้างนิคมอุตสาหกรรมถลุงเหล็กครบวงจร ชาวบ้านถึงขั้นเสี่ยงชีวิตเข้าไปตั้งป้อมค่ายเฝ้าระวังดูแลรักษาป่า แบบนี้ทำไมรัฐไม่นึกอยากเอาเงินไปให้เขาบ้างล่ะ เพราะเขาดูแลแน่ๆ เห็นผลกันชัดๆ หรือกรณีชาวบ้านที่ป่าคลอก จ.ภูเก็ต ก็ดูแลป่าชายเลนที่นั้นกันมาจนต้องแลกด้วยชีวิตแกนนำที่ถูกฆ่าตาย

 

แต่นี่กลายเป็นว่าชาวบ้านที่ดูแลก็ดูแลกันไปเอง เสี่ยงชีวิตปกป้องป่าจากการทำลายของรัฐและทุน ส่วนรัฐก็ไปปลูกป่า ปตท.ก็ขยันปลูกป่า แสนต้นล้านต้น ถึงที่สุดมันก็เป็นแค่จำนวนสถิติที่ปรากฏอยู่บนกระดาษเท่านั้น เพราะถึงที่สุดต้นไม้เหล่านี้ก็แทบจะไม่เหลือ เหมือนแถวสามร้อยยอดที่ประจวบฯ ชาวบ้านเห็นโครงการต่างๆขนเอานักเรียน นักศึกษาไปปลูกป่ากัน ก็รู้ว่าเป็นความคิดที่ดี มีความปรารถนาดี แต่ทุกวันนี้วิ่งรถผ่านก็แทบจะไม่เห็น ชาวบ้านได้แต่ส่ายหัว ถึงเราไม่ได้เรียนมาสูงๆ แต่เราเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ตรง ไม่ใช่โดยตำรา ว่าป่าชายเลนสร้างด้วยน้ำมือมนุษย์มันเป็นเรื่องยาก มันเป็นเรื่องที่ต้องสร้างโดยธรรมชาติ เพราะฉะนั้นที่มีอยู่ต้องรักษาไว้ให้ดีเสียก่อนเถอะ 

 

ในขณะที่ชาวบ้านไม่ได้ต้องรอนโยบาย รองบประมาณที่ไหนมาบอกให้รักษาสิ่งแวดล้อม ฝ่ายรัฐก็เอาแต่ตั้งนโยบายมาสั่งข้าราชการพร้อมงบประมาณ ให้ดูแลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่วนใหญ่ก็หมดไปกับการตั้งงบเปิดโรงแรมสัมมนาที่โน่นที่นี่ ไม่ได้ทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นตรงไหนเลย

 

จิตสำนึกเสียสละที่ต่างกันขนาดนี้ จะมาทำเป็นวางนโยบายสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนได้หรือ ถ้ารู้ตัวว่าไม่มีปัญญาทำได้ ก็แค่อย่าออกนโยบายมาบ่อนทำลายความเข้มแข็งของชุมชนก็พอ

 

 

 

 

 

กบฏนโยบาย

 

การอ้างเรื่องการมีส่วนร่วมที่จะนำไปสู่นโยบายต่างๆนั้น เอาเข้าจริงเราเจอแต่นโยบายที่กำหนดมาแล้ว แล้วมาค่อยมาบอกให้เราไปมีส่วนร่วม ซึ่งก็เป็นได้แค่การร่วมรับฟัง ร่วมแสดงความคิดเห็น แต่ถึงที่สุดก็ไม่ได้เคารพการตัดสินใจของชุมชน กลายเป็นว่ากำหนดนโยบายมา แล้วก็สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมจอมปลอมขึ้นมาเพื่อหาความชอบธรรม

 

สมัยที่สู้เรื่องโรงไฟฟ้า นโยบายก็ออกมาแล้ว โครงการก็ผ่านครม.แล้ว ใบอนุญาตต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโรงไฟฟ้าก็ออกมาแล้ว แล้วรัฐบาลก็ค่อยมาจัดประชาพิจารณ์ ทั้งที่ตามระเบียบแล้วต้องจัดประชาพิจารณ์ก่อนแล้วหน่วยงานต่างๆถึงจะพิจารณาได้ว่าจะอนุญาตหรือไม่  พวกเราก็เรียกร้องว่าต้องยกเลิกการอนุญาตต่างๆที่ผ่านมาให้เป็นโมฆะเสียก่อน และต้องให้เรามีส่วนร่วมในการตั้งกรรมการประชาพิจารณ์ด้วย ไม่ใช่เอาคนของรัฐที่ผลักดันให้สร้างโครงการมาเป็นกรรมการ  แต่รัฐบาลก็ไม่สนใจ จนพวกเราต้องคว่ำบาตรกระบวนการมีส่วนร่วมจอมปลอมแบบนั้น เมื่อรัฐเป็นฝ่ายไม่รักษากติกาแล้วมาช่วยเอกชนเล่นขี้โกงกันแบบนี้ ชาวบ้านถึงกับเขียนป้ายผ้าบอกเลยว่า “กัดกะหมา ดีฝ่าประชาพิจารณ์กะมึง”  

 

ล่าสุดที่หนองหญ้าปล้อง อ.อ่าวน้อย จ.ประจวบ ฝ่ายที่ผลักดันโรงการสร้างเตาเผาขยะก็เพิ่งจัดประชุมชาวบ้าน โดยอ้างว่าเป็นการประชาพิจารณ์  พอชาวบ้านรับฟังข้อมูลเสร็จ ก็แสดงความเห็นออกมาถึง 80 % ว่าไม่ต้องการโครงการนี้ ไม่ต้องการแนวทางการกำจัดขยะแบบนี้ แต่พอเอกสารสรุปผลการประชุมออกมา กลายเป็นว่ามีนักวิชาการขายตัวคณะหนึ่งไปเป็นตราประทับรับรองให้กับกระบวนการประชาพิการนี้ ผลกลับกลายเป็นว่าคนเห็นด้วย 80% ไม่เห็นด้วยแค่ 20%  

 

ในเมื่อหลายนโยบายของรัฐไม่ได้เสริมความเข้มแข็งของชุมชน แต่ทำลายความเป็นชุมชน อีกทั้งนโยบายปั้นเขวี้ยงที่กำหนดออกมาจากทัศนะที่กดขี่ ก็มีแต่จะก่อปัญหา  ถ้าสถานการณ์ยังคงเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะทนกับมันได้อีกนานแค่ไหน  มันเรื่องอะไรกันหรือที่ชุมชนต้องมาวุ่นวายกับนโยบายกันขนาดนี้  เมื่อรัฐไม่ทำหน้าที่ ชุมชนก็ต้องออกแรงกันอีกกี่ชั่วนาตาปีกว่าที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายได้อย่างแท้จริง  นโยบายสวยหรูแค่ไหนจะมีประโยชน์อะไรถ้าประชาชนยังต้องรบกับรัฐ

 

เราไม่ได้รับรู้ข้อมูลที่ลึกซึ้งรอบด้านเพียงพอที่จะอธิบายปรากฏการณ์ของสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ได้ทั้งหมด  แต่จากประสบการณ์ของเรา ก็ทำให้อย่างน้อยเราพอจะนึกภาพออกว่าทำไมความสงบสันติถึงเกิดขึ้นไม่ได้

 

ช่วงที่เราประท้วงโรงไฟฟ้า เราเคยรู้สึกว่ามึงไม่ฟังเรา มีแต่ดันทุรังทำให้เป็นปัญหา ใช้วิธีการทุกรูปแบบมากดหัวเรา ทำให้เราต้องลุกขึ้นมาเพื่อจะปกป้องชุมชนและท้องถิ่นของเรา ช่วงนั้นพวกเรามีทั้งถูกลอบยิง ถูกขู่ฆ่า มีเสียงปืนดังรอบบ้านในยามวิกาล โดยที่ตำรวจก็ไม่มาดูแลเพราะอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์เชื่อมโยงกันกับพวกฝ่ายโรงไฟฟ้า จนเราลุกขึ้นมาจัดเวรยามดูแลกันเอง ตั้งป้อมยามคอยสอดส่องดูรถ ดูคนแปลกหน้า แต่กลับกลายเป็นว่าตำรวจมาตรวจค้นป้อมเรา ค้นแล้วก็เจอแต่คนเฝ้าทั้งคนเฒ่าคนแก่ คนหนุ่มคนสาว ซึ่งไม่ได้มีอาวุธ อย่าว่าแต่ปืนส่วนตัวเลย กระทั่งปืนอปพร.ก็ถูกเรียกกลับหมดแล้ว เพราะตั้งแต่เราลุกขึ้นมาปกป้องชุมชน ปืนหลวงก็ถูกเรียกกลับหมด  พอค้นไม่เจออะไรก็มาด่าเรา แทนที่จะละอายว่าเป็นหน้าที่ของพวกเขาที่ต้องดูแลความสงบเรียบร้อย แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเราต้องมาทำหน้าที่แทน  นอกจากจะไม่รู้จักละอายหรือขอบคุณเราแล้ว นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่นำเจ้าหน้าที่มาค้นยังมาหาว่าเราเป็นคอมมิวนิสต์ ซ่องสุมกำลัง มาด่าเราว่า พวกมึงจะแยกเป็นรัฐอิสระหรือยังไง? ชาวบ้านก็เลยด่าสวนไปทันทีว่า เออ! ถ้ากูแยกเป็นรัฐอิสระได้ กูนี่ล่ะจะเป็นผู้ว่าการรัฐเอง !

 

สมัยนั้นเราต้องทำทุกทางเพื่อปกป้องกันเอง จนถึงขนาดเคยมีการพูดกันในหมู่ชาวบ้านว่าถ้ากูเป็นจังหวัดที่สี่ของเหตุการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ กูก็อยากจะเป็น

 

ในท่ามกลางบรรยากาศของการแย่งชิงกันระหว่างขั้วอำนาจในระดับชนชั้นนำ ที่ไม่ว่าจะขัดแย้งหรือประสานมือกันอย่างไร ถึงที่สุดเมื่อขึ้นสู่อำนาจแล้ว ไม่ว่าขั้วไหนก็ก่อปัญหาแก่พวกเราชาวบ้านทั้งสิ้น  สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเราในตอนนี้ จึงมีแต่การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อรับมือกับนโยบายหรือโครงการใดก็ตามที่จะมาทำลายหม้อข้าว หม้อรกของเรา  แรงผลักดันที่ทำให้เราต้องสร้างความเข้มแข็งนั้น ไม่ใช่เพื่อเป็นแค่การ “แสดงออกถึงการมีส่วนร่วม” หรือ “แสดงออกตามวิถีทางประชาธิปไตย” หรือถ้อยคำใหญ่โตอะไรอย่างที่ชอบเขียนกันไว้ในนโยบาย แต่มันคือการปกป้องปากท้อง ปกป้องท้องถิ่น ถ้าต้องรบก็รบจริง ตายเป็นตาย และไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน เพราะไม่เคยมีใครเป็นที่พึ่งหวังอะไรให้เราได้ เรามีแต่ต้องพึ่งตัวเอง

 

ประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เราต้องมานั่งชั่งใจว่า ตกลงแล้วเราควรจะเป็นชุมชนที่เป็นไปตามนโยบายรัฐ หรือเอาตัวเองออกห่างจากนโยบายรัฐ เราจึงจะเข้มแข็ง

 

นิยามของความเข้มแข็งของเรา จึงต่างจากนิยามที่เขียนไว้ในนโยบายรัฐ  เพราะชุมชนจะเข้มแข็งได้ ต้องเป็นชุมชนที่กล้าลุกขึ้นมาตรวจสอบ ลุกขึ้นมากบฏต่อนโยบายรัฐ คือตรวจสอบแล้วถ้าเห็นว่าไม่ดี ก็ต้องเรียกร้องให้เกิดการแก้ไข ถ้ายังไม่ยอมแก้ไข ก็ต้องกบฏ  จะบอกว่าคัดค้านก็อาจจะเบาไป ไหนๆที่ผ่านมาพวกเราก็ถูกตราหน้าว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นกบฏอยู่แล้ว ก็ลุกขึ้นมาเป็นกบฏไปเลย จบเรื่องไป

 

กบฏในที่นี้ ไม่ใช่ในความหมายแบบที่พวกคลั่งชาติจะมองว่าเป็นการแบ่งแยกดินแดน เพราะสำหรับเราแล้ว ชาติยังเป็นสิ่งแปลกหน้าที่จับต้องได้ยากกว่าชุมชนด้วยซ้ำ

 

เราแค่ต้องการจะสรุปให้รัฐเข้าใจได้ง่ายๆว่า ทางเลือกในการปกครองมีอยู่แค่นี้ คือถ้าไม่ใช่จากชุมชนสู่นโยบาย ก็มีแต่จะต้องเจอกับกบฏนโยบาย เท่านั้น

 

 

 

 

 

ส่งท้าย

 

ถ้ารัฐจะแสดงความปรารถนาดีด้วยการจินตนาการเป็นนโยบายขึ้นมาให้ ว่าชีวิตอย่างที่น่าจะมีความสมบูรณ์พูนสุขของประชาราษฎร์ควรจะเป็นอย่างไรนั้น

 

เราจะว่าอะไรได้ นอกจากบอก ขอบใจในความหวังดี

 

แต่มันจะไม่ง่ายกว่า และตรงประเด็นกว่าหรือ หากจะตั้งต้นจากการที่รู้จักเงี่ยหูฟังเสียก่อนว่าความทุกข์ของเราคืออะไร ปัญหาของเราคืออะไร รัฐกำลังทำอะไรให้เราเดือดร้อนหรือเปล่า นายทุนที่ไหนกำลังเบียดเบียนเราอยู่หรือเปล่า กลไกราชการที่เป็นอยู่กำลังกดหัวเราหรือเปล่า

 

และที่ง่ายที่สุดก็คือ

 

เวลาเราบอกว่าเราคัดค้านอะไร ไม่เอาอะไร ไม่ต้องการอะไร นั่นละคือสิ่งที่รัฐพึงเอาไปเป็นนโยบาย

 

เป็นการบอกอย่างจริงใจ ชัดเจน ตรงไปตรงไปตรงมา และตรงเป้าที่สุดแล้ว

 

นโยบายจากชาวบ้าน แบบบ้านๆ เพื่อชาวบ้าน ทำเป็นไหม?

 

ถ้าทำไม่ได้ก็ขอให้รู้ไว้ ว่าวันหนึ่งชุมชนจะสามารถสะเทือนถึงนโยบายให้ได้ ด้วยปัญญาและฝ่าตีนของเราเอง

Sponsors

คนสามจังหวัดใต้กับความไม่สงบ

 

ผศ.ดร. ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี

 

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

 

ศูนย์เฝ้าระวังเชิงองค์ความรู้สถานการณ์ภาคใต้

 

www.deepsouthwatch.org

 

 

 “ประสบการณ์กับความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้เป็นสิ่งที่ท้าทายความคิดและภูมิปัญญาของผู้คนในสังคมอย่างไม่เคยมีมาก่อน”

ความรุนแรงครั้งนี้นับเป็นวิกฤติใหญ่ที่สุดของสังคมไทยในปัจจุบัน สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการต่อสู้ ความขัดแย้งและท้าทายรัฐไทยอย่างรุนแรงที่สุด แม้จะมีความพยายามแก้ปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้มาหลายครั้ง แต่วิกฤติก็ยังไม่ลึกเท่าในปัจจุบัน และดูท่าว่าปัญหาก็ยังอยู่กับเราอีกนาน ดังจะเห็นได้จากในรอบ 43 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2547-กรกฎาคม 2550 ได้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่รวมทั้งการฆ่ารายวัน การวางระเบิด การวางเพลิงและการก่อเหตุก่อกวนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การก่อความไม่สงบสูงถึง 7,244 ครั้ง ในเหตุการณ์ทางการเมืองดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บประมาณ 6,544 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้เสียชีวิต 2,493 คนและผู้บาดเจ็บ 4,051 คน เฉลี่ยแล้วในรอบ 3 ปี 7 เดือนมีเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งการฆ่า การระเบิด และการเผาเกิดขึ้นวันละ 5 เหตุการณ์

สรุปแล้วความรุนแรงภาคใต้ทำให้มีคนเสียชีวิตวันละประมาณ 2 คน และมีผู้เสียชีวิตรวมกับบาดเจ็บประมาณวันละ 5 คน

ความสูญเสียดังกล่าว ทำให้เราต้องมาทบทวนความคิดเรื่องความรุนแรงและปัญหาความมั่นคงอย่างเป็นระบบมากขึ้นกว่าเดิม แนวคิดเรื่องความมั่นคงโดยทั่วไปนั้น เป็นแนวทางที่เน้นในด้านความมั่นคงแห่งชาติอย่างเดียว ซึ่งมักจะให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการทหารและผลประโยชน์ของชาติ

แนวทางดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากแนวคิดเรื่องรัฐชาติสมัยใหม่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา แต่เมื่อผ่านยุคสงครามเย็นโดยเฉพาะในระหว่าง 2-3 ทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา เกิดความเปลี่ยนแปลงในการเมืองระหว่างประเทศและการเมืองภายในประเทศหลายแห่งซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อแนวคิดและยุทธศาสตร์ความมั่นคงประเทศในปัจจุบัน

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจก็คือ เกิดความรุนแรงแบบใหม่ที่มีการจัดตั้งเป็นอย่างดีในประเทศหลายแห่งของทวีปเอเชีย อาฟริกาและในยุโรปตะวันออก ลักษณะความรุนแรงดังกล่าวเรียกกันว่า “สงครามแบบใหม่ (new war)” ซึ่งเป็นความรุนแรงที่มีจุดเน้นที่ธรรมชาติทางการเมืองในแบบใหม่ ลักษณะพิเศษของสงครามชนิดนี้ทำให้เราหาเส้นขีดแบ่งได้ยากระหว่างสงครามแบบเก่าที่รัฐกระทำต่อรัฐ หรือระหว่างรัฐกับกลุ่มปฏิวัติติดอาวุธ รวมทั้งไม่สามารถแยกความรุนแรงทางการเมืองกับการก่อความรุนแรงแบบอาชญากรรมอย่างมีการจัดตั้ง

นอกจากนี้ ความรุนแรงแบบดังกล่าวยังก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง มิติที่น่าสนใจก็คือ สงครามแบบใหม่ไม่เพียงแค่เปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีหรือเทคโนโลยีทางการทหารเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของคนในสังคมอย่างลึกซึ้งด้วย

 ในสงครามแบบนี้รัฐไม่ได้เป็นผู้ผูกขาดความรุนแรงแต่ความรุนแรงสามารถจะสร้างให้เกิดขึ้นได้ในทุกระดับตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล กลุ่ม ชุมชน ไปจนถึงระดับกลุ่มเครือข่ายในการก่อการร้ายกับรัฐ คำถามที่น่าคิดก็คือว่า ในท่ามกลางสถานการณ์ใหม่แบบนี้แนวคิดทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงจะเป็นอย่างไร

มองในแง่วิชาการ สงครามแบบใหม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสงครามกลางเมือง สงครามภายในประเทศ หรือสถานการณ์ “ความขัดแย้งซึ่งมีความเข้มข้นในระดับต่ำ” (low-intensity conflicts) แม้จะถูกเรียกได้หลายอย่าง แต่คำว่าความขัดแย้งที่มีความเข้มข้นในระดับต่ำเป็นคำที่น่าจะเหมาะสมที่สุด ชื่อนี้ถูกสร้างขึ้นมาในยุคสงครามเย็นซึ่งแม้จะเป็นสงครามในระดับท้องถิ่น แต่ก็เกี่ยวข้องกับตัวแปรความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจำนวนมากมายหลากหลายชนิด มีความเกี่ยวพันเชื่อมโยง ทั้งจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่ซับซ้อนย้อนแย้งทำให้ในสภาพ “สงครามขนาดเล็ก” ดังกล่าวเป็นเรื่องยากที่จะจำแนกแยกแยะระหว่างปัจจัยภายในและปัจจัยระหว่างประเทศ ระหว่างการรุกรานและการปราบปราม หรือแม้แต่จะแยกตัวแปรในระดับท้องถิ่น ระดับชาติกับระดับโลก ในเงื่อนไขที่เกิดความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างปัจจัยในประเทศกับต่างประเทศ

อำนาจอธิปไตยอันมีขอบเขตจำกัดในดินแดนเฉพาะของรัฐเริ่มถูกบ่อนทำลายลงโดยกระบวนการโลกาภิวัฒน์และการปฏิวัติของเทคโนโลยีสื่อสาร ประกอบกับความอ่อนแอของรัฐเองที่เกิดจากความไร้ประสิทธิภาพและคอรัปชั่นก็ทำให้เกิดช่องว่างแห่งอำนาจในพื้นที่ชายขอบซึ่งกลายเป็นเนื้อดินอันอุดมสำหรับการเกิดภาวะสงครามแบบใหม่ในรูปแบบความรุนแรงที่ไม่เคยมีมาก่อน

ลักษณะสำคัญที่ทำให้สงครามแบบใหม่เป็นสิ่งใหม่ก็คือ เป้าหมาย วิธีการ และการแสวงหาทรัพยากรมาสนับสนุนการก่อสงคราม เป้าหมายสำคัญที่สุดของสงครามแบบใหม่ชนิดนี้ก็คือ การเมืองว่าด้วยอัตลักษณ์ (identity politics) *1 ซึ่งจะแตกต่างไปจากเป้าหมายการต่อสู้เพื่อดินแดนและอุดมการณ์แบบสงครามในอดีต ในบริบทของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ความแตกแยกทางอุดมการณ์และดินแดนแบบเก่าถูกแทนที่ด้วยความแตกแยกทางการเมืองที่เกิดจากการแบ่งกลุ่มตามลักษณะอัตลักษณ์เฉพาะของตนเองกับการเปิดตัวสู่โลกแห่งความเป็นสากล ความแตกแยกระหว่างค่านิยมความหลากหลายทางวัฒนธรรมกับความเชื่อในอัตลักษณ์ที่คับแคบของกลุ่ม

แบบอย่างที่เห็นได้ชัดในสังคมชายแดนภาคใต้ก็คือ สงครามขนาดเล็กได้กลายเป็นการก่อความรุนแรงที่เป้าหมายการต่อสู้ชัดเจนเพื่อประกาศตัวตนทางชาติพันธ์ ประวัติศาสตร์ และศาสนา การเมืองแห่งอัตลักษณ์ในที่นี้จึงหมายความถึงการอ้างสิทธิอำนาจบนพื้นฐานของอัตลักษณ์เฉพาะตัวไม่ว่าจะเป็นความเป็นเชื้อชาติ (มลายูปัตตานี) ศาสนา (อิสลาม) หรือภาษาพูด (มลายูท้องถิ่น)

 ในที่นี้ อาจมีข้อโต้แย้งว่า ในอดีตสงครามทุกประเภทก็เกี่ยวกับอัตลักษณ์เช่นกัน แต่อัตลักษณ์ดังกล่าวมักจะเกี่ยวโยงกับเรื่องของรัฐหรือการต่อสู้เพื่อรัฐ การเมืองแห่งอัตลักษณ์ในแบบใหม่เป็นการอ้างถึงอำนาจในการใช้ป้ายชื่อสัญลักษณ์เพื่อแสดงตัวตนอัตลักษณ์ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงทางการเมืองและสังคม เช่นการประกาศอิสรภาพ การสร้างรัฐอิสลามปัตตานี แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ อัตลักษณ์เหล่านี้  “... จะเชื่อมโยงกับความเป็นตัวแทนความใฝ่ฝันสู่อุดมคติในอดีตกาล ….”  จึงอาจจะกล่าวได้ว่ากระแสคลื่นของการเมืองแห่งอัตลักษณ์ยุคใหม่ เป็นการย้อนยุคไปสู่อดีต เป็นการฟื้นความรู้สึกเกลียดชังในสมัยโบราณที่ถูกเก็บกดและควบคุมเอาไว้ในยุคอาณานิคมและสงครามเย็น

 เมื่อมองให้ลึกลงไปอีก ประเด็นทางการเมืองที่น่าสนใจในที่นี้ก็คือ คำบอกเล่าเรื่องราวของการเมืองแห่งอัตลักษณ์นอกจากจะขึ้นอยู่กับความทรงจำและการสืบทอดประเพณีของสังคม เช่น เรื่องเล่า (ตอนแพ้สงคราม เป็นเชลยถูกเกณฑ์ไปกรุงเทพถูกเจาะผูกเอ็นร้อยหวาย) ประวัติศาสตร์แบบตำนาน (เช่น Hijayat Patani เล่าถึงความรุ่งเรืองของรัฐปัตตานีในอดีตที่ถูกสยามจ้องจะทำลายด้วยสงครามรุกราน) และเพลงกล่อมเด็ก (เลือดของมลายูแดงฉานด้วยกองทัพสยาม)

 อีกด้านหนึ่ง อัตลักษณ์ยังจะต้องถูก “สร้างขึ้นมาใหม่” ภายใต้บริบทแห่งความล้มเหลวของแหล่งที่มาของอำนาจที่มีความชอบธรรมในทางการเมือง เช่น ความไม่น่าเชื่อถือของการเมืองแบบเผด็จการทหาร (นโยบายชาตินิยมของจอมพล ป พิบูลสงคราม ความผิดพลาดของเผด็จการทหารสฤษดิ์) ความล้มเหลวของกระบวนการประชาธิปไตย (นักการเมืองมุสลิมกลุ่มวาดะห์และนักการเมืองท้องถิ่นล้มเหลวและคอรัปชั่น) ความผิดพลาดของผู้นำศาสนา (การแย่งชิงผลประโยชน์ในการเลือกตั้งกรรมการอิสลาม) หรือความไร้น้ำยาของวาทกรรมแห่งการสร้างชาติหรือการสร้างภาวะความเจริญทันสมัยของรัฐบาล (ความยากจน อ่อนแอ ด้อยพัฒนา ปัญหายาเสพติดของชุมชนมุสลิม) ความล้มเหลวของของการสร้างรัฐชาติที่ผสมกลมกลืน (นโยบายกีดกันระบบการศึกษาระบบโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามในทุกระดับ การมีอคติกีดกันเรื่องภาษายาวี)

 บนพื้นฐานความล้มเหลวเป็นชุดๆ ดังกล่าว ทำให้ลักษณะโครงการทางการเมืองแบบ “มองย้อนกลับไปข้างหลัง” ก่อกำเนิดขึ้นในที่ว่างสุญญากาศที่เกิดจากการไร้ซึ่งความสำเร็จของโครงการทางการเมือง “แบบแลไปข้างหน้า” เพราะเหตุดังกล่าวการเมืองแห่งอัตลักษณ์จึงไม่เหมือนการเมืองแห่งอุดมการณ์แบบเก่า ที่มีโครงการและนโยบายเปิดเผยแก่คนทั่วไป และมีบูรณาการความคิด เช่น นโยบายพรรคการเมืองหรือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

 การเมืองอัตลักษณ์ชุดใหม่นี้มีลักษณะพิเศษที่ปิดตัวแคบเฉพาะกลุ่ม และในตัวของมันเอง มีแนวโน้มที่จะแยกย่อยเป็นชิ้นเป็นส่วน แต่ร้อยผูกอยู่ด้วยกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะความจริงในอดีตจะเป็นข้อเท็จจริงหรือมีเหตุผลหรือไม่อย่างไร ก็ไม่สำคัญเท่าการทำให้คนมีความเชื่อว่ามันจริง เพราะมันเป็นความเป็นจริงเสมือนของภาพในอดีตที่ถูกสร้างขึ้นในปัจจุบัน เพื่อรับใช้ปัจจุบัน และสงครามในปัจจุบันคือการทำให้ประวัติศาสตร์มาต่อสู้กันในปัจจุบันนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีลักษณะพิเศษของการเมืองแห่งอัตลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับกระบวนการโลกาภิวัฒน์ ลักษณะประการแรกก็คือ คลื่นลูกใหม่ของการเมืองแห่งอัตลักษณ์จะเกิดขึ้นทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก ทั้งในระดับชาติและข้ามชาติ ในหลายๆ กรณีจะเกิดชุมชนผู้พลัดถิ่น (diaspora communities) ซึ่งมีอิทธิพลอันเกิดจากความก้าวหน้าของการเดินทางและเทคโนโลยี่การสื่อสาร ผู้อพยพพลัดถิ่นในต่างประเทศที่ก้าวหน้าในทางอุตสาหกรรมหรือประเทศที่ร่ำรวยในการค้าน้ำมันจะเป็นแหล่งของแนวคิด ทุนและเทคนิคในการต่อสู้การเมืองแห่งอัตลักษณ์และจะผลักดันความคิดที่แปลกแยกหรือจินตนาการฝันเฟื่องของตนเองมาสู่ภายในประเทศซึ่งมีสถานการณ์ที่แตกต่าง มีผู้พลัดถิ่นชาวปัตตานีและสามจังหวัดจำนวนไม่น้อยที่เกาะกลุ่มกันในต่างประเทศทั้งในประเทศเพื่อนบ้านและในยุโรป ในประเทศตะวันออกกลางที่ยังสื่อกลับมายังบ้านเกิดของตนเองและเป็นฐานกำลังหนุนที่เข้มแข็งของสงครามอัตลักษณ์ในประเทศ

ลักษณะประการที่สองก็คือ การใช้เทคโนโลยีแบบใหม่ การระดมทางการเมืองจะมีอัตราความเร็วสูงขึ้นมากเพราะการใช้สื่อทางอิเลคโทรนิกส์ อิทธิพลของโทรทัศน์ วิทยุ วิดีโอและอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่สำคัญมากในกระบวนการโฆษณาประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ สัญลักษณ์ของวัฒนธรรมมวลชนแบบโลกาภิวัตน์เป็นสื่อแสดงอัตลักษณ์ที่สำคัญ เช่น รถยนต์เมอซิเดส เบนซ์ แว่นตาเรย์แบนด์ เสื้อยืด ผ้ามือสองจากประเทศตะวันตกและทีมฟุตบอลระดับโลกซึ่งถูกนำมาผนวกกับตราอัตลักษณ์พิเศษของตนเอง    

 ลักษณะพิเศษอีกประการหนึ่งของการเมืองแห่งอัตลักษณ์ก็คือการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำสงคราม หรือวิธีการที่ใช้ในการทำสงครามแบบใหม่ ยุทธศาสตร์ของสงครามแบบใหม่เป็นการถอดประสบการณ์ทั้งจากสงครามกองโจร (guerrilla warfare) และการต่อต้านการก่อความไม่สงบ (counter-insurgency) ในยุคสงครามเย็น ซึ่งการผสมผสานดังกล่าวทำให้สงครามแบบใหม่มีลักษณะพิเศษ

สงครามในแบบแผนหรือสงครามโดยทั่วไปมีเป้าหมายที่จะยึดดินแดนโดยวิธีทางการทหาร การเผชิญหน้าทางการยุทธ์ในสนามรบเป็นตัวแปรชี้ขาดของสงคราม ส่วนสงครามกองโจรนั้นถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อหลีกหนีการระดมกำลังพลจำนวนมากที่จุดเดียว ในสงครามกองโจรนั้นดินแดนจะถูกยึดครองได้ด้วยการควบคุมทางการเมืองต่อประชากรด้วยงานมวลชนมากกว่าจะใช้วิธีการรุกทางทหาร การปะทะอย่างเปิดเผยจะถูกหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในทฤษฎีสงครามของเหมาเจ๋อตงนั้น นักรบกองโจรมุ่งที่จะเอาชนะจิตใจของมวลชน แต่ในสงครามแบบใหม่ กองกำลังกลับใช้เทคนิควิธีการสงครามต่อต้านการก่อความไม่สงบ คือ สร้างความไร้เสถียรภาพ ดังนั้น วิธีการทำสงครามจะเปลี่ยนไปเป็นการใช้วิธี “สร้างความหวาดกลัวและความเกลียดชัง” ให้เกิดขึ้น เป้าหมายก็คือควบคุมประชากรด้วยการขจัดใครก็ตามที่มีอัตลักษณ์ต่างจากตน (พวกกาเฟร์ซียัม) และจัดการคนที่มีความคิดต่างเป็นอื่น (ถึงแม้จะมีอัตลักษณ์แบบเดียวกับพวกตน เช่น พวกผู้ทรยศ หรือ มูนาฟิก) และสร้างความรู้สึกหวาดกลัว (เตือนกับตาย !)

ดังนั้น เป้าหมายทางยุทธศาสตร์สงครามแบบใหม่ก็คือ ปลุกระดมให้เกิดการเมืองแห่งความคิดที่รุนแรงบนพื้นฐานของความกลัวและเกลียดชัง พวกเขาจะใช้วิธีขับไล่ประชากรให้หนีจากพื้นที่ด้วยวิธีที่หลากหลาย เช่น การฆ่าย่างสด ยิงรายวัน และใช้เทคนิคจิตวิทยาการเมืองและทางเศรษฐกิจด้วยการข่มขู่คุกคาม เช่นทำลายทรัพย์สิน ตัดต้นยางทิ้ง ห้ามไม่ให้คนท้องถิ่นซื้อที่ดินทรัพย์สินของคนพุทธที่อพยพหนีตาย ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ที่เป็นเหยื่อความรุนแรงส่วนมากก็คือประชาชนหรือพลเรือนทั่วไป สถิติการตายในเหตุการณ์ความไม่สงบภาคใต้ คนส่วนมากที่สุดที่เป็นเหยื่อคือประชาชน มากกว่าเจ้าหน้าที่

 นอกจากนั้น เพื่อสร้างความหวาดกลัวและความขัดแย้งในวงกว้างสงครามแบบใหม่จะใช้วิธีการโจมตีที่สร้างภาพปฏิบัติการที่โดดเด่นและโหดเหี้ยมอำมหิต เช่น บางครั้งจะใช้การฆ่าด้วยวิธีการตัดคอ เผาร่างกายไร้วิญญาณของเหยื่อผู้ถูกกระทำ ฆ่าทหาร หรือพลเรือนเป็นกลุ่มในการซุ่มโจมตีและไล่ยิงใส่หัวผู้บาดเจ็บทีละคน เป็นต้น

 การวิเคราะห์ลักษณะของสงครามแบบใหม่ที่เป็นการเมืองแห่งอัตลักษณ์จะมีนัยสำคัญต่อการค้นหาวิถีทางจัดการความขัดแย้งและสร้างยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ อย่างไรก็ดี นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ยังไม่สามารถหาทางแก้ปัญหาการเมืองแห่งอัตลักษณ์ในระยะยาวได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ประเด็นหนึ่งที่เราค้นพบก็คือ การที่ความขัดแย้งแบบนี้ก่อให้เกิดปัญหาที่บานปลายขยายตัวออกไปทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจสังคม แนวทางการแก้ปัญหาแบบใช้การตัดสินใจจากบนสู่ล่างมีแนวโน้มที่จะประสบความล้มเหลว หัวใจของการแก้ปัญหาจึงอยู่ที่การฟื้นคืนอำนาจอันชอบธรรม (legitimacy) หรือฟื้นคืนอำนาจการควบคุมความขัดแย้งด้วยอำนาจสาธารณะไม่ว่าจะเป็นในระดับชุมชน ระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติ และจะต้องเป็นทั้งกระบวนการทางการเมือง (สร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจต่อเจ้าหน้าที่และชนชั้นนำ) และกระบวนการทางกฎหมาย (กฎแห่งนิติธรรมที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐได้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างน่าเชื่อถือ) *2 ประสบการณ์หลายประเทศบอกว่าการใช้วิธีรุนแรงตอบโต้ความรุนแรงมักจะไม่ประสบผลสำเร็จ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือความล้มเหลวทางการทหารของสหรัฐอเมริกาในสงครามอิรัก 

ข้อเสนอแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการ 5 ข้อในสงครามการต่อต้านการก่อความไม่สงบในมลายาของ Robert Thompson หลักการดังกล่าวคือ

 - รัฐบาลจะต้องมีเป้าหมายทางการเมืองที่ชัดเจนเพื่อสถาปนาและรักษาไว้ซึ่งประเทศ

 

  ที่มีเสรีภาพ อิสรภาพและเป็นเอกภาพโดยมีความมั่นคงและความอยู่รอด

 

- รัฐบาลจะต้องปฏิบัติหน้าที่ภารกิจให้เป็นไปตามหลักการแห่งกฎหมาย

 

- รัฐบาลจะต้องมีแผนการรวมแบบบูรณาการ

 

- รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกต่อการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบใน

 

   ทางการเมือง มิใช่จะเอาชนะกลุ่มกองโจรเท่านั้น

 

 

 

ในขั้นตอนของการก่อความไม่สงบในสงครามแบบกองโจร รัฐบาลจะต้องทำให้พื้นที่ที่เป็นฐานของตนเองมีความมั่นคงก่อน 

หลักการของ Thompson ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กองทัพที่ทำหน้าที่ต่อต้านการก่อความไม่สงบจะต้องใช้กำลัง “เพื่อสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลเพื่อสถาปนาความชอบธรรม” เพื่อเอาชนะอำนาจฝ่ายก่อการร้าย ดังนั้น ปฏิบัติการทางการทหารที่ไม่พยายามใช้กำลังในขอบเขตต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะทำให้รัฐบาลสูญเสียความน่าเชื่อถือและการสนับสนุนจากประชาชน ประชาชนต้องรู้สึกว่าทหารมาปกป้องคุ้มครองตนเองมิใช้เป็นผู้ทำลาย *3

T.E. Lawrence ผู้มีประสบการณ์ในสงครามกองโจรในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 มีคำอธิบายเปรียบเทียบอย่างน่าคิดว่า การทำสงครามกับผู้ก่อความไม่สงบในการก่อการร้ายนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากสับสนและเชื่องช้า เหมือนกับการจะซดกินแกงจืดด้วยมีด โดยไม่มีช้อนตักกิน แต่ปัญหาในภาคปฏิบัติยิ่งยุ่งยากซับซ้อนไปกว่านั้น เพราะการจะเข้าใจว่าการต่อสู้กับการก่อความไม่สงบเป็นเรื่องยุ่งยากและเชื่องช้า ยังง่ายกว่าการรู้วิธีเอาชนะในสงครามแบบนี้ ที่หนักที่สุดก็คือ การรู้ว่าจะเอาชนะได้อย่างไร ก็ยังง่ายกว่าจากการรู้จักวิธีการหรือมาตรการในการดำเนินการเพื่อให้เอาชนะจริงๆ ได้ โจทย์ใหญ่ข้อนี้ทำให้ทุกฝ่ายต้องทำการบ้านกันมาก

การกล่าวถึงประเด็นปัญหาสงครามแบบใหม่ เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าปัญหาภาคใต้ของประเทศไทยทำให้เราต้องคิดและให้ความสนใจในเรื่อง “องค์ความรู้” และความเป็นจริงของ “ข้อมูล” ให้มากขึ้น รวมทั้งยังต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางกระบวนทัศน์เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงและนโยบายการจัดการความขัดแย้งอีกมากมายหลายอย่าง รวมทั้งต้องมีการปรับยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี แนวทาง ตลอดจนวิธีการปฏิบัติไปพร้อมๆกันด้วย *4

 การจะได้มาซึ่งแนวคิด แนวทาง ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีนั้นต้องอาศัยความเข้าใจและกระบวนการเรียนรู้หลายอย่าง  การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ขององค์กรภาครัฐ (โดยเฉพาะฝ่ายทหาร) จึงเป็นเรื่องสำคัญด้วย การเรียนรู้นี้จะได้มาทั้งจากตนเองและจากผู้อื่น ทั้งจากรัฐ เอกชน ภาคประชาชน และประสบการณ์ในต่างประเทศ การพยายามเรียนรู้จากผู้อื่นนอกเหนือจากประสบการณ์ของตนเองก็เป็นปัจจัยสำคัญของพัฒนาการยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาความมั่นคงและการต่อสู้กับการก่อความไม่สงบ Otto von Bismark ผู้นำนักการทหารของเยอรมันในอดีตกล่าวว่า คนโง่เรียนรู้จากประสบการณ์ของตน แต่คนฉลาดเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น

 นี่เป็นสิ่งที่จะต้องทำเป็นลำดับแรกในการแก้ปัญหายุทธศาสตร์ความมั่นคงและการจัดการความขัดแย้ง ในที่นี้การเรียนรู้ประสบการณ์และความรู้สึกของคนในพื้นที่และจากแหล่งความรู้อื่นๆ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อการสร้างสันติสุขในสถานการณ์แห่งสงครามแบบใหม่ที่ท้าทายรัฐไทยอยู่ในขณะนี้ 

 

 

 

เชิงอรรถ

*1. แนวคิดเรื่องสงครามแบบใหม่และการเมืองแห่งอัตลักษณ์ในที่นี้ประมวลมาจากแนวคิดของ Mary Kaldor, New&Old Wars: Organized Violence in Global Era, (Standford, California: Standford University Press, 2007)

*2. Kaldor, ibid, p. 11

*3. John A. Nagl, Learning to Eat Soup with a Knife Counterinsurgency Lessons from Malaya and Vietnam, (Chicago & London: The University of Chicago Press, 2005), pp. 28-30

 *4. รศ.ดร. สุรชาติ บำรุงสุข, วิกฤตใต้ ! สู้ด้วยยุทธศาสตร์และปัญญา, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ร่วมด้วยช่วยกัน, 2550)

คนไทยสู่ปัจเจก

 

เมื่อวันที่ 30-31 ส.ค.2550 ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดสัมมนาทางวิชาการนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในหัวข้อ วิกฤติการรับรู้และการธำรงชาติพันธุ์ในสุวรรณภูมิ ณ ห้อง 407 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร โดย อ.ศรีศักร วัลลิโภดม เป็นผู้กล่าวปาฐกถาเปิดงาน และกล่าวว่า การพูดเรื่องชาติพันธุ์มีความหมายมากในโลกปัจจุบัน เพราะสังคมไทยเปลี่ยนจากสังคมชาวนามาสู่สังคมอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว เป็นกระบวนการทำให้เป็นอุตสาหกรรม (Industrialization) และโลกาภิวัตน์ (Globalization) เป็นทั้งสังคมชนบทและเมืองภายใน 40 ปี

“ผลการเปลี่ยนแปลงทำให้คนในประเทศไทย เปลี่ยนที่โยกย้ายรวดเร็ว ไม่ใช่แค่พลัดถิ่น จนทำให้ท้องถิ่นแต่ละแห่งบูรณาการไม่ได้ สร้างความเป็นกลุ่มก้อนไม่ได้ กลายเป็นปัจเจก ไม่มีหัวนอนปลายตีน ไม่รู้จักกัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ทำอย่างไรเราจะรู้จักคน หัวใจของชาติพันธุ์คือการรู้จักคน แนวคิดทฤษฎีปัจจุบันเข้าไม่ถึงคน ปัญหาภาคใต้คือตัวอย่างการเข้าไม่ถึงคน ทำให้พัฒนาไม่ได้ ผลตอบแทนคือความรุนแรง”

“การมองสังคมไทยปัจจุบันเป็นการมองแบบชาติไทย one race one nation (หนึ่งเชื้อชาติ หนึ่งประเทศ)มาตั้งแต่จอมพล ป. ไม่ใช่ one ethnic one nation (หนึ่งชาติพันธุ์ หนึ่งประเทศ) ซึ่งต่างกัน การมองแบบ race (เชื้อชาติ) คือมองแบบพันธุ์แท้ กรีดเลือดออกมาเป็นชาติไทย มองคนอื่นเป็นความแปลกแยก แตกต่าง มีสิ่งรองรับคือประวัติศาสตร์ แต่ ethnic (ชาติพันธุ์) คือพันธุ์ผสม มีความหลากหลายทางสายเลือด แต่สืบเนื่องทางวัฒนธรรม ethnic จึงเป็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากกว่าทางสายเลือด วันนี้เราจะมาพูดถึง ethnic มากกว่า ไม่ได้พูดถึง race การเข้าถึงข้อมูลของกลุ่มชาติพันธุ์ของผมคือการฟังคนคุย หรือการนินทา ไม่ใช่การทำแบบสอบถาม เพราะการนินทาสัมพันธ์กับโครงสร้างสังคม เป็น sanction อย่างหนึ่ง ไม่ใช่ข่าวลือ”

นอกจากนี้ อ.ศรีศักรได้กล่าวถึง “สำนึกทางชาติพันธุ์” ด้วยการอ้างถึงคำพูดของ อ.สุเทพ ว่า คนมีสำนึกอะไรบางอย่างตั้งแต่อดีต ที่ไม่ค่อยเปลี่ยน ลื่นไหล และดำรงอยู่ การสำนึกอันนี้จะสร้างกลุ่มขึ้นมา เป็นกลุ่มเขา กลุ่มเรา ต่อรองกันตลอดเวลา ไม่มีแก่นแท้ แต่เป็นสำนึกที่ผสมผสาน และไหลลื่น โดยสิ่งที่ทำให้เกิดได้คือเรื่องภาษา หรือ ‘สำเนียง’ เหมือนที่คนไทยโบราณบอกว่า “สำเนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุล” ซึ่งจะบอกเลยว่าคนนี้เป็นใคร

ในบางสังคมคนหน้าตาเหมือนกันหมด พอพูดภาษาออกมาจะรู้ว่าเป็นไทย เป็นญวน ฯลฯ สำเนียงนำไปถึงถิ่นกำเนิดสำนึกอดีตหรือต้นกำเนิด ถูกส่งผ่านและใช้เป็นสิ่งที่สร้างกลุ่ม หรือการธำรงชาติพันธุ์ 

“ในอดีตสังคมไทยเต็มไปด้วย Diaspora (คนพลัดถิ่น) ม้ง เย้า แต่งกายต่างกัน อัตลักษณ์จะออก เห็นจะการแต่งตัว แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว ลักษณะการแสดงออกของชาติพันธุ์ก็มีความลื่นไหล อย่ามองแบบภาพนิ่ง มันมีบริบทของเวลา และพื้นที่รองรับ แต่สังคมไทยเป็นสังคมชาวนา เช่น ที่ดงศรีมหาโพธิ์ ปราจีนบุรีที่ผมเข้าไปศึกษา มีความหลากหลายด้วยชาติพันธุ์ รู้ว่าในสมัยอยุธยา มีพวกหนีกฎหมายไปตั้งถิ่นฐาน พอถึง ร. 3 มีการกวาดต้อนคนลาวเข้ามา พอถึงสมัย ร.5 มีเขมรและจีนเข้ามาอีก จึงมีการผสมมาก”

“การศึกษารู้ว่า ตรงนี้เป็นคนพลัดถิ่น เช่น คนลาวจะมีกลุ่มหมู่บ้าน และแต่งกับลาว ไม่แต่งกับไทย เราจะเห็นว่าเขาเอาชื่อบ้านเมืองที่มาจากบ้านเมืองเดิมมาตั้งชื่อ แต่พอผ่านไปมีความสัมพันธุกันหมด ไทย ลาว จีน โดยสิ่งที่ทำให้สัมพันธ์คือศาสนา เพราะตรงนั้นมีต้นโพธิ์ ศรีมหาโพธิ์ ลาวเอาบั้งไฟมาใส่ เป็นประเพณีขอฝน ปัจจุบันกลายเป็นประเพณีท้องถิ่นศรีมหาโพธิ์ จีน ไทย ก็เล่นบั้งไฟกันหมด พื้นที่ตรงนี้จึงเกิดสำนึกของความเป็นคนศรีมหาโพธิ์ ทับความเป็นจีน ลาว ไทย”

ด้วยเหตุดังกล่าว ความเป็นท้องถิ่น ยังสามารถก่อให้เกิดการแบ่งปันทรัพยากร มีการเอาชื่อจากตำนานมาตั้งชื่อ สถานที่ เกิดความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมด้วย

“ส่วนที่บ้านหนองขาว ชุมชนลาวพวน ก็เป็นชุมชนศรีมหาโพธิ ผู้หญิงเรียนรู้พิธีกรรม เป็นคนจัดการ เพราะสังคมแบบนี้เป็น matrilocalitry (สังคมที่ปฏิบัติตามความคิดความเชื่อและประเพณีของฝ่ายมารดาหรือฝ่ายหญิง) ที่นี่มีคนไทย จีน มาแต่งงาน แต่วัฒนธรรมลาวพวนยังอยู่ ตรงศรีมหาโพธิ์ ร.5 เสด็จไป มีบันทึกว่า “คนแถวนี้นุ่งซิ่นแบบลาว แต่คนอายุ 60 ลงไป นุ่งผ้าแบบไทย” จึงมีทั้งความเป็นไทย ความเป็นลาว และมีความรู้สึกของอัตลักษณ์แต่ละกลุ่ม แต่อยู่ด้วยกันได้ ผสมผสานกันได้ ไม่ได้มาฆ่ากัน การสังสรรค์กันทำให้เป็นคนท้องถิ่นศรีมหาโพธิ์ด้วยกัน” อ.ศรีศักร กล่าว

“การเข้ามาของหลายชาติพันธุ์ มีบูรณาการระดับท้องถิ่นก่อน จึงจะมาบูรณาการระดับชาติ คือระบบศักดินา เพราะสามารถดึงเอาแต่ละชาติพันธุ์มารับใช้ คนที่ใหญ่โตปัจจุบันมาจากชาติพันธุ์ทั้งสิ้น เช่น บุนนาคก็มีสำนึกของความเป็นอาหรับอยู่ เป็นศักดิ์ศรีของคน”

“ในสังคมไทย กลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มยังกบดานอยู่ เช่น ชอง เพราะคนชองไม่แสดงตัว เราอาจจะได้เรียนแต่ภาษาของเขา แต่ไม่รู้จักเขาจริงๆ พอเขาเริ่มปรากฏตัว มีพระเคลื่อนไหว บอกว่าวัฒนธรรมชองเป็นแบบนี้ คนจึงเริ่มรู้จักชองมากขึ้น เมื่อมีการตื่นตัว คนชองก็เริ่มออกมาบอกว่า “นางกาไว” เป็น hero ออกมาไหว้ศาล คนจึงเริ่มรับรู้ สังคมอาจจะบดขยี้เขามาก จนกระทั่งเขาต้องออกมาประกาศความเป็นชอง เราจึงได้เรียนรู้วัฒนธรรมชอง เขาไม่ได้รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ เพราะเขาเก็บของป่าขาย ชุมชนเป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่กันเป็นกระจุก กระจายไป ไม่ได้อยู่เป็น cluster (กลุ่ม) แบบคนไทย”

“เวลาเราจะพัฒนาเราไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ เรามักจะเอาสิ่งที่เราคิดว่าถูก และดีไปให้เขา โดยไม่คิดว่าข้างในเขาเป็นอย่างไร เพราะบางอันไปขัดกับ “ขึด” ขัดกับข้อห้ามของเขา การรู้จักชาติพันธุ์ ไม่ใช่รู้แค่ภาษา ต้องรู้ระบบความสัมพันธ์ของเขา ความสัมพันธุของคนกับคน คนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่ละกลุ่มเขามีผีบรรพบุรุษของเขา เช่น ลาวมีผีปู่ตา ขณะที่คนจีนมีผีพื้นที่ ส่วนคนไทยมีพระภูมิ อำนาจเหนือธรรมชาติทำให้คนอยู่ในกติกา จารีต การไปพัฒนาโดยเข้าไม่ถึงตรงนี้ หรือมองสิ่งที่เขาเชื่อนี้ว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ปัจจุบันผีคือสิ่งสำคัญที่รักษาจริยธรรมของคนชนบท”

“อีสานเดิมมีความแรงเรื่องท้องถิ่น การเลือกตั้งเลือกคนดี แต่ต้องผ่านปากผี จ้ำหรือนางเทียมจะบอก แต่ที่บอกว่าอีสานซื้อได้ด้วยเงิน คืออีสานหลังยุคสฤษฎิ์ ปัจจุบันท้องถิ่นมันแหลกเพราะการพัฒนาแบบ unit (หน่วยย่อย) คนสมัยก่อนมีโครงสร้างสังคม สัมพันธ์กันมีอำนาจศักดิ์สิทธิ์คอยจัดการให้คนทำตามกติกา พอการพัฒนาสมัยใหม่ เอาแบบหมู่บ้าน ตั้งผู้ใหญ่บ้านดูแล ไม่เห็นความสัมพันธ์”

 “งานทางมานุษยวิทยา น่าจะเข้าถึงคนก่อน เข้าใจคนก่อน ดูบริบทของความสัมพันธ์ก่อนที่จะไปพัฒนาอะไร ปัจจุบันมีงานของ สกว.ที่ทำที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งมีหลากหลายชาติพันธุ์  แต่มีบูรณาการในท้องถิ่น สิ่งสำคัญคือพื้นที่นี้ถูกครอบงำด้วยศาสนาผี ความเชื่อเรื่องผีแรงมาก แต่ละอันมีความสำคัญ โดยเฉพาะผีใหญ่ (พ่อใหญ่ศรีนครเตา) ทุกหมู่บ้านต้องเคารพ (พ่อศรีนครเตาเป็นคนส่วยที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน เดินทางจากบ้านเมืองเตา ผ่านทุ่งกุลา) การปลูกข้าวของคนแถวนี้ ทำเสร็จต้องยกให้พ่อศรีนครเตาก่อน ความเชื่อนี้ทำให้คนไม่ละเมิดขะลำ คนก็รักษาสภาพแวดล้อมด้วย มีคำกล่าวว่า “ถ้าทำไม่ดีพ่อใหญ่จะเอาไปเลี้ยงช้าง” ซึ่งคนกลัวมาก ซึ่งความรู้เหล่านี้เข้าไม่ถึง การศึกษาชาติพันธุ์ต้องคิดว่าเขาเหมือนกับเรา เราต้องเรียนรู้จากเขา ไม่ใช่คิดว่าชาวบ้านโง่กว่าเรา การไปเรียนรู้จากชาวบ้าน อัตตาตัวเองจะเสื่อมไป เพราะเราจะเห็นเลยว่าชาวบ้านรู้มากกว่าเรา”

“ปัจจุบันเราจะเห็นการสร้างบ้านจัดสรร คือการทำลายมิติความสัมพันธ์หมดเลย กลายเป็นคอกสัตว์ คนไม่รู้จักกัน ไม่มีความเชื่อร่วมกันเลย ซึ่งการเข้าไม่ถึงคน ไม่รู้จักคนที่รุนแรงตอนนี้คือภาคใต้ ถ้าเข้าไปท้องถิ่นจะเห็นการเกิดกลุ่มต่างๆ เช่น เด็กรักถิ่น เด็กรักปลา เขาเริ่มปลูกฝังกับเด็ก แต่รัฐไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย หรือที่บ้านบุ ปัจจุบันมีการหัดเด็กเล่นกระบี่กระบอง เป็นการออกกำลังและก็เป็นการสร้างอัตลักษณ์เหมือนกัน”

 “เราจำเป็นต้องเรียนรู้จากคน เขาอยู่ด้วยอะไร เขาเข้มแข็งจากอะไร คำว่าชุมชนเข้มแข็งต้องดูว่าอะไรทำให้เขาเข้มแข็งแล้วฟื้นอันนั้น ไม่ใช้เอาอะไรใหม่ ๆ ไปบอกให้เขาเข้มแข็ง การพัฒนาไม่ควร Top down (จัดการจากบนลงล่าง) ต้องมองคนแบบเสมอภาค อย่ามองเหลื่อมล้ำว่าข้างบนดีกว่าข้างล่างตลอด ความรู้ทางชาติพันธุ์มันลื่นไหล การเปลี่ยนจากสังคมเกษตร สังคมชาวนาเป็นสังคมอุตสาหกรรม ทำให้เราต้องทบทวน เพื่อการปรับเปลี่ยน มองแบบ localization (ทำให้เป็นท้องถิ่น) เพื่อต่อรองกับกระแสโลกาภิวัตน์ เพราะ localization ทำให้รู้จักตัวเอง รู้ที่จะต่อรองทำให้ปรับตัว ไม่ใช่ต่อต้าน วิธีสู้คือการปรับคนนอกให้เป็นคนใน ต้องสร้างความเข้มแข็งในชุมชน ยอมรับความหลากหลาย เหนือใต้อาจมาพบกันมีพิธีกรรมเชื่อม แต่ต้องไม่ใช่พิธีทางศาสนา เพราะศาสนาเป็นของใครของมัน เช่น ที่รือเสาะ มีการนับถือหมอช้าง (ผู้หญิง) ในอดีต มีคาราวานช้างเดินข้ามฝั่ง มีกระบวนการข้ามถิ่น ซึ่งก็แสดงถึงความผสมผสาน ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญในสังคมไทย”

มายาคติเรื่องภาคนิยม

 

1.มายาคติเรื่อง “คนเหนือใจง่าย คนใต้ใจดำ คนอีสานโง่ คนไทยขี้เกียจ*      

 

น่าประหลาดใจที่ว่า ภายหลังการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมทื่ผ่านมานั้น เหตุและผลของมันได้กลายเป็นรอยร้าวลึกๆ ในหมู่ประชาชนคนไทย ดังที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง

 

            เสียงวิจารณ์หนักหนาสาหัสนั้นเริ่มจากมายาคติเดิมๆ ที่ครอบงำสังคมมาด้วยวลีหยาบๆ ว่า “คนเหนือใจง่าย คนใต้ใจดำ คนอีสานโง่ คนกรุงเห็นแก่ตัว และคนไทยขี้เกียจ”

 

            ดูเหมือนว่าเสียงสะท้อนของการวิจารณ์ดังกล่าวไม่ได้ทำให้เราหลุดพ้นจากหล่มปลักแห่งมายาคตินี้เลย อาทิ

 

            -คนเหนือทำไมใจง่ายนัก แม้จะลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญทั้งภาค แต่คะแนนรับร่างก็เกือบสูสีกัน ลืมคุณงามความดีของอดีตนายกฯทักษิณได้ง่ายดายอะไรขนาดนี้

 

            -คนอีสานก็โง่อย่างนี้แหละ เห็นแก่เงินไม่กี่บาทแล้วก็ลงมติไม่รับร่างฯ กันทั้งภาค แบบนี้ก็ถือว่าเป็นภาคที่ด้อยพัฒนา อย่างนี้ก็ไม่มีวันเจริญเสียที ถือเป็นอุปสรรคการพัฒนาประเทศชาติ

 

            -คนใต้ทำไมใจจืดใจดำกับคุณทักษิณนัก ทั้งที่คุณทักษิณเคยช่วยให้ราคายางดีขึ้นขนาดนั้น แล้วเป็นไงตอนนี้ลองกองก็ราคาตก มังคุดเอย เงาะเอยแย่ไปหมด แล้วยังไปรับร่างของพวกเผด็จการอีก ไม่ได้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยเลย

 

            -คนกรุงเทพฯก็งี้แหละเห็นแก่ตัว ที่ไปรับร่างรัฐธรรมนูญซะเยอะก็เพราะไม่อยากให้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการทำมาหากิน ช่างเห็นแก่ได้เฉพาะหน้าจริงๆ

 

            -คนไทยนี่ขี้เกียจชะมัด แทนที่จะอ่านหนังสือร่างรัฐธรรมนูญให้เข้าใจซะหน่อย เขาอุตส่าห์ส่งไปให้ถึงบ้านก็ไม่ยอมอ่าน ไปบ้าเห่อรับ-ไม่รับตามกระแส แล้วบ้านเมืองมันจะพัฒนาไปได้ไง

 

2.ความแตกต่างในเชิงสร้างสรรค์:ลึกๆ แล้วทำไมคนอีสานไม่รับร่างฯ

 

แต่หากทะลุด่านม่านมายาคติไปแล้ว เราอาจพบเหตุผลที่แท้จริงของการรับร่างหรือไม่รับร่างตามเนื้อผ้าดังนี้ครับ

 

            *คนเหนือนั้นก็ไม่ได้ใจง่าย ผลรวมที่คนภาคเหนือลงประชามติไม่รับร่างชนะฝ่ายรับร่างไปเล็กน้อยทั้งภูมิภาคนั้นก็สะท้อนอยู่แล้วว่า คนเหนือมีเหตุมีผลตามสมควรแก่กรณี ผลถึงออกมาก้ำกึ่งอย่างนั้น

 

            *คนใต้ก็ไม่ได้ใจดำ-อาจมีเหตุผลลึกๆ เช่นคนใต้มีอุดมการณ์ไม่ให้เงินทองอามิสสินจ้างมีผลต่อการลงประชามติของตน หรือคนใต้นั้นนิยมชมชอบพรรคประชาธิปัตย์เป็นส่วนมาก เมื่อพรรคประชาธิปัตย์มีธงชัดเจนว่าจะรับร่าง คนใต้ก็ย่อมรับร่างตามไปด้วย ไม่ได้เกี่ยวว่าคนใต้รับร่างเพราะนิยมชมชอบการทำรัฐประหาร หรือไม่เกี่ยวกับว่าไปใจจืดใจดำกับคุณทักษิณแต่ประการใด

 

            *คนกรุงก็ไม่ได้เห็นแก่ตัว คนกรุงอาจเห็นแก่ประเทศชาติส่วนรวม ไม่อยากให้บ้านเมืองต้องเผชิญหน้ากัน และนำไปสู่ความสับสนวุ่นวายไม่จบหากผลออกมาว่าไม่รับร่าง จะได้เลือกตั้งไวๆ กระทั่งอยากให้ คมช.ออกไปให้พ้นไวๆ เมื่อเลือกตั้งได้ไวๆ ไม่เกี่ยวกับว่าคนกรุงเห็นแก่ตัวเห็นแก่ปากท้องซะหน่อย

 

            *คนไทยก็ย่อมไม่ขี้เกียจเช่นกัน เพราะเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเทคนิคเอามากๆ ภาษาต่างๆ ก็เป็นเรื่องกฎบัตรกฎหมาย ประชาชนชาวบ้านก็ย่อมต้องเปิดกว้างรับฟังจากผู้เชี่ยวชาญ แล้วตัดสินใจ ไม่ใช่ว่าขี้เกียจอ่าน ทั้งที่เขาส่งหนังสือร่างฯ เล่มสีเหลืองมาให้อ่านแล้ว

 

            *คนอีสานก็ไม่ได้โง่หรือรับเงินแล้วไม่รับร่าง ซึ่งในฐานะอุปนายกสมาคมชาวอีสาน (สมาคมนี้ก่อตั้งโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกสมาคมคนแรก,นายกสมาคมคนปัจจุบันคือพลเอกพินิจ โจมพรม มีพลเอกรณชัย ศรีสุวรนันท์ เป็นประธานที่ปรึกษาสมาคมชุดปัจจุบัน) ผมคงจะอธิบายได้ดังนี้

 

            1.การประกาศตัวของชาวอีสานว่าพวกเราคือคน และไม่ใช่พลเมืองชั้นสองของประเทศนี้-โดยมายาคติที่สร้างกันมานั้น คนอีสานคือคนเชื้อชาติลาว เป็นบักเสี่ยว (เราไม่ปฏิเสธฐานะทางประวัติศาสตร์ของเรา เราภาคภูมิใจเสมอในสิ่งที่บรรพบุรุษสานสร้างและสืบสาน) แต่ในเมื่อคนอีสานได้ละทิ้งการต่อต้านอำนาจรัฐจากส่วนกลางมานานพอสมควร (ดังกรณีกบฎผู้มีบุญนับ 18 ครั้งตลอดประวัติศาสตร์ปลายกรุงศรีอยุธยามาจนถึงปีพ.ศ.2502) เป็นที่มาของสำนวน “ลืมชาติ” ก็เพื่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งอันเดียวอย่างกลมเกลียวกับประชาชาติไทยทั้งมวล ในบัตรประชาชนทุกคนนั้นต่างมีทั้งสัญชาติและ “เชื้อชาติ” ไทย ดังนั้นเราก็สมควรได้รับการพิจารณาฐานะเป็นไทยอย่างภาคภูมิด้วย

 

            ทว่าพี่น้องร่วมชาติของเราจำนวนไม่น้อยก็ยังเห็นคนอีสานเป็นพลเมืองชั้นสองของประเทศนี้ สิ่งที่คนอีสานคิด ทำ ตัดสินใจหากไม่น่าขบขันชวนตลก ก็ดูโง่ ไร้คุณภาพไปเสียทั้งนั้น

 

            เมื่อคนภูมิภาคนี้เลือกพรรคการเมืองหนึ่งเข้าไปบริหารประเทศ พี่น้องร่วมชาติร่วมแผ่นดินของเราส่วนหนึ่งก็ตราหน้าว่ามาจากคนอีสานเลือก เลยไม่มีคุณภาพมาจากการซื้อเสียง และเมื่อจัดการเลือกตั้งอีกครั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 คนอีสานเลือกพรรคนั้นเข้าไปอีกครั้งก็ถูกตราหน้าเช่นเดิม และไม่เคารพต่อการตัดสินใจของคนอีสาน ตัดสินให้การเลือกตั้งนั้นเป็นโมฆะ และซ้ำร้ายทำการรัฐประหาร 19 กันยาฯ ดังว่าเสียงของคนภูมิภาคนี้ไร้ความหมายใดๆ และจะทำอะไรก็ได้

 

            ปรากฎการณ์ทำนองนี้คนอีสานเขาเรียกว่า “ตีนช้างเหยียบปากนก” และเมื่อช้างง้างตีนขึ้นไป เปิดโอกาสให้นกได้ส่งเสียงซะบ้างในการลงประชามติ 19 สิงหาฯ มติอันท่วมท้นของคนอีสานด้วยการ “ไม่รับ”นั่นก็เป็นช่องทางเดียวที่นกจะร้องออกมาได้

 

            เหตุใดเมื่อนกร้องออกมาด้วยเสียงอันแหบพร่าทว่าทรงพลัง ช้างจะหวนมาเหยียบปากนกอีกครั้งอย่างนั้นหรือ?

 

            2.ความสืบเนื่องอันมาแต่เศรษฐกิจและวิถีชีวิตของพลเมืองอีสาน-อีสานปรับตัวครั้งใหญ่หลังแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ เมื่อปีพ.ศ.2504 คนอีสานจากเดิมผลิตแบบยังชีพพออยู่พอกินพอเพียง มาเป็นการผลิตพืชผลการเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อส่งขายโรงมันฯ โรงปอ โรงอ้อยแล้วส่งออกไปยังสหภาพยุโรป แต่โครงสร้างพื้นฐานนั้นกลับไม่เอื้อ ต้องขนข้าว ขนปอใส่เกวียนมาขายในเมือง

 

            ดังนั้นเมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แห่งพรรคกิจสังคม มีนโยบาย “เงินผัน ประกันราคาพืชผล”สร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนนคึกฤทธิ์ บ่อน้ำคึกฤทธิ์ อะไรๆ ก็คึกฤทธิ์ ก็เป็นธรรมดาว่าต้องเป็นพรรคขวัญใจคนอีสานในพ.ศ.นั้น เพราะทำให้เรามีถนนหนทางขนพืชผลการเกษตรออกไปขายสะดวก อ้อยจะได้ไม่แห้งกรอบจนน้ำหนักฮวบฮาบขายไม่ได้ราคา ปอจะได้ไม่แห้งจนน้ำหนักหายไปครึ่งต่อครึ่งเมื่อถึงโรงงานรับซื้อพืชผล ฯลฯ

 

            ก็ดังนั้นเมื่อพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ จัดตั้งพรรคความหวังใหม่บอกว่าจะทำให้อีสานเขียว นายประจวบ ไชยสาส์น บอกว่าจะผันน้ำโขงมาลงโขง-ชี-มูล พวกเราจึงเทเสียงให้ เพราะน้ำใช้ในการเกษตรของเราจำเป็นต่อพืชผลการเกษตรที่ต้องส่งไปขาย (ขายเพื่อมีเงินมากินมาใช้ มาส่งลูกไปเรียนหนังสือในเมือง จะได้ไม่โง่ ไม่จน ไม่เจ็บ ไม่ถูกดูหมิ่นถิ่นแคลน) คนอีสานก็ต้องเลือกพรรคการเมืองเหล่านี้

 

            คนอีสานเป็นภูมิภาคที่ยากจน (พรรคไทยรักไทยของอดีตนายกฯ ทักษิณก็บอกว่าถ้าเช่นนั้นจะตั้งกองทุนให้หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท), เจ็บ (พรรคไทยรักไทยออกนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค),โง่ (พรรคไทยรักไทยมีนโยบาย 1 โรงเรียน 1 อำเภอ และให้ทุนหวยใต้ดินไปเรียนเมืองนอก) สิ่งเหล่านี้ไม่เฉพาะพรรคไทยรักไทย หรือทักษิณ ขอให้เป็นพรรคไหนก็ได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังได้ หรือพรรครักชาติก็ไม่ว่า หากตอบสนองความต้องการที่แท้จริง คนอีสานก็พร้อมเทคะแนนเสียงให้

 

            มันไม่ใช่เรื่องเงิน 50 บาท 200 บาทฟาดหัวกัน แล้วคนอีสานที่ “โง่-จน-เจ็บ”ก็ไปเลือก หย่อนบัตรไป 4 วินาทีไว้เจอกันใหม่อีก 4 ปีข้างหน้า

 

            ก็ดังนั้นเองคือการตัดสินใจเลือกของคนอีสานล้วนผูกพันกับวิถีการผลิต วิถิเศรษฐกิจ และวิถีชีวิตภายใต้ระบบเศรษฐกิจการตลาดสมัยใหม่

 

            ทำไมพี่น้องร่วมชาติของเราจึงละเลยผ่านข้ามความจริงข้อใหญ่เช่นนี้ และดูหมิ่นถิ่นแคลนว่าคนอีสานเป็นทาสน้ำเงินไม่กี่บาท...น่าอนาถใจแท้ๆ

 

            3.ผู้แทนคนจน ผู้แทนในอุดมคติของชนชาวอีสานหน้าตาเป็นเช่นใด

 

            ด้วยมายาคติที่ดูหมิ่นถิ่นแคลนทำให้จินตนาการนั้นผิดพลาดบกพร่องมองเห็นแต่ “โรคร้อยเอ็ด”ภาพของคนอีสานพากันขายเสียง 200 ซื้อเหล้าขาวได้ไม่กี่ขวด ซื้อยาทัมใจไม่กี่ซอง...

 

            คนอีสานนั้นเลือกผู้แทนของเราแบบที่เป็นขวัญใจของเราในฐานะผู้แทนในอุดมคตินั้นมากต่อมาก

 

            -สมัยเมื่อแรกประชาธิปไตยไม่นาน คนอย่างนายเตียง ศิริขันธ์ ผู้ได้ชื่อเป็นขุนพลภูพานในการสร้างขบวนการเสรีไทยสายอีสานต่อต้านญี่ปุ่นผู้รุกราน, นายจำลอง ดาวเรือง , นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ,นายถวิล อุดล หรือนายครอง จันดาวงศ์ คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้รักชาติรักประชาชน และถูกสังหารโหดในยุคมืดเผด็จการครองเมือง

 

            -คนที่เป็นนักอุดมคติอย่างนายแคล้ว นรปติ นายทองปักษ์ เพียงเกษ นายทองใบ ทองเปาว์ พันเอกสมคิด ศรีสังคม เหล่านี้ย่อมไม่ใช่นักอุดมคติที่รักชาติรักประชาธิปไตย ผ่านคุกตะรางเผด็จการมาดอกหรือ คนอีสานเลือกบางท่านตั้งแต่หนุ่มยันชรา บางท่านทำหน้าที่ถึงวันสุดท้ายของชีวิต คนเหล่านี้เคยซื้อเสียงดอกหรือ แค่คนอีสานรู้ว่าลงเลือกตั้ง นอกจากจะเทเสียงให้ท่วมท้นแล้วยังช่วยเป็นหัวคะแนนอาสาสมัครให้อีกด้วย ก็ย่อมไม่ต่างจากคนใต้ชื่นชมในอุดมการณ์ของชวน หลีกภัยแม้แต่กระผีก....เงิน100-200 เท่านั้นเองหรือที่เป็นเหตุผลให้คนอีสานโหวตเลือกใคร??!

 

            -แม้กระทั่งปัจจุบัน คนที่ไม่ได้มีเงินมีทองอะไรเลยก็เป็นผู้แทนของคนอีสานตั้งมากตั้งมาย และผู้แทนหมาหลงแบบสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ หรือพงส์ สารสินก็เคยไปแพ้ยับเยินในสนามเลือกตั้งอีสานมาแล้ว

 

            4.คนอีสานในฐานะส่วนหนึ่งของประชาชาติไทย และในฐานะพลเมืองที่มีศักดิ์ศรี-ผมไม่ได้คิดไปอย่างอื่นกว่านี้เลย ก็ในเมื่อคนอีสานทั้งภูมิภาค ไม่มีใครแล้วที่คิดว่าตนเป็นเชื้อชาติอื่น หรือไม่เคยทวงถามด้วยซ้ำไปว่าจากกรุงสุโขทัย สู่อยุธยา มารัตนโกสินทร์นั้น ประวัติศาสตร์ของพวกเรา “หายไปไหนทำไมจู่ๆ มาโผล่ขึ้นแบบลอยๆ ราวกับว่าบ้านเชียงอันยืนยาวราว 5,000 ปีนั้น ไร้พัฒนาการที่สืบเนื่อง...

 

            ชาวอีสานประกาศตนอย่างเต็มภาคภูมิว่าเราคือไทย และสามัคคีกลมเกลียวอย่างเหนียวแน่นกับความเป็นไทย ไม่คิดจะแยกชาติแยกแผ่นดิน แต่พี่น้องร่วมชาติที่รักพร้อมจะยอมรับหรือยังในสิ่งที่เราเป็นอยู่ เป็นมา และอยากจะเป็น และเคารพต่อการตัดสินใจของพวกเราว่าล้วนมีบริบทความเป็นมาอันสมเหตุสมผลทุกประการ และสิ่งที่คนอีสานได้ตัดสินใจลงประชามติไปนั้นเป็นความภาคภูมิใจที่คนอีสานได้ตัดสินใจลงไปเช่นนั้น

 

            ในเมื่อ “ตีนช้างเหยียบปากนก”เราก็จะไม่ร้อง แต่หากตีนช้างง้างขึ้น เราก็จะร่ำร้อง แม้เสียงนั้นจะแหบพร่า และนำพาซึ่งการเย้ยหยัน

 

            อีสานก็ยังพร้อมที่จะสงบเสงี่ยมในฐานะพลเมืองของประเทศนี้ แต่เป็นความสงบเสงี่ยมที่มีศักดิ์ศรีเกียรติยศ และพร้อมจะเดินหน้าไปสู่การพัฒนาประเทศร่วมกับประชาชาติไทยทุกภาคส่วน ด้วยการเคารพต่อการตัดสินใจของคนไทยทุกๆ คน ทุกภูมิภาคว่าล้วนมีเหตุมีผลมีความเป็นมา โดยเราจะไม่มองหรือตัดสินด้วยอคติอันฉาบฉวย

 

            แต่หากผู้ทรงอำนาจ และประชาชาติไทยไม่ต้องการเช่นนั้น เราก็พร้อมจะให้ท่านเป็นช้างเหยียบปากนกต่อไป โดยไร้การทัดทาน ไร้การต่อต้าน ไร้การทวงถามความเป็นธรรมใดๆ เพราะตลอดประวัติศาสตร์ของเรานั้น คนอีสานเป็นนกที่ถูกช้างสารเหยียบปากมาอย่างยาวนานและชินชาเสียแล้ว