Democratic Database

ข้อมูล และ บทความ สำหรับ นักประชาธิปไตย

ตัด 'ธีรยุทธ' ออกจากวงวิชาการ [20 ก.ย. 50 - 04:53]

 

ตัด 'ธีรยุทธ' ออกจากวงวิชาการ [20 ก.ย. 50 - 04:53]

 

ผู้สื่อข่าวรายงานวานนี้ (19 ก.ย.) ว่า หลังการปาฐกถา กลุ่มแนวร่วมนักวิชาการประชาธิปไตยและสันติวิธี และกลุ่มคนเดือนตุลาฯไม่เอาเผด็จการ นำโดยนายวรพล พรหมมิกบุตร อาจารย์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)  และนายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ แกนนำ กลุ่มคนเดือนตุลาฯ แถลงเรียกร้องให้ลบชื่อนายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มธ. ออกจากการเป็นนักวิชาการ เพราะการที่นายธีรยุทธแถลงประเมิน ผลงานรัฐบาล ในทำนองสนับสนุนการทำรัฐประหาร โดยมองว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพราะวิกฤติการเมืองรัฐบาลทักษิณใหญ่มาก ตรงนี้ขัดแย้งกับสิ่งที่กลุ่มมองว่ากลุ่มผลประโยชน์ เกิดขึ้นก่อนนโยบายประชานิยม เป็นคนกลุ่มน้อยแทรกซึมอยู่ในส่วนต่างๆ เช่น สถาบันทหาร ข้าราชการ สื่อมวลชนและพรรคการเมืองเก่าแก่ คนพวกนี้เสียผลประโยชน์จำนวนมาก และเห็นว่านโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณขัดผลประโยชน์ จึงจัดการทำลายล้างรัฐบาลทักษิณ และเกิดเหตุการณ์รัฐประหารขึ้น ทั้งที่นโยบายรัฐบาลทักษิณเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ทางกลุ่มอยากแนะนำนายธีรยุทธว่า ควรจะ วิเคราะห์การเมืองด้วยความละเอียดรอบด้าน ไม่ใช่แค่ ใช้โวหาร และอาศัยสถานการณ์เป็นวีรชนประชาธิปไตยมาพูดเท่านั้น 

ย้ำขอตัดขาด ครป. ภายใต้การนำ ''สุริยะใส'' สิ้นเชิง

สัมภาษณ์: ''ภัทรดนัย จงเกื้อ'' โฆษก สนนท. ย้ำขอตัดขาด ครป. ภายใต้การนำ ''สุริยะใส'' สิ้นเชิง

สัมภาษณ์โดย: ใต้หล้า

 

คำถามแรกคงเป็นเรื่องของคุณภัทรดนัย จงเกื้อนะครับว่า เรียนที่ไหน ชั้นปีอะไร ความเป็นมาก่อนจะเข้ามาร่วมกิจกรรมกับ สนนท. และมีบทบาทอะไรบ้างในสนนท.

 

“ผมเคลื่อนไหวคัดค้านมหาวิทยาลัยออกนอกระบบจนโดนสถาบันปลด และมาทำงานให้สนนท.ในยุคที่ไม่มีเลขาธิการ เพราะเกรงกันว่าเดี๋ยวเลขาธิการจะหลุดไปนำเดี่ยวแบบที่ผ่านๆมาอีก”

ผมชื่อภัทรดนัย จงเกื้อ ( ชื่อเล่น เอก ครับ ) เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม 2528 ที่ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช จบการศึกษามัธยมต้นจากโรงเรียนปากพนัง เมื่อ 2543 เข้าศึกษามัธยมปลายที่โรงเรียนปากพนังต่อ ม.4 แต่ลาออกไปบรรพชา หลักจากลาสิกขา เข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช จบการศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ ( ปวช.) สาขาวิชาไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อ 2547 ปัจจุบันกำลังศึกษาปริ­­าตรี หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต ภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมเครื่องต้นกำลัง สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมการทำความเย็นและการปรับอากาศ ( RAET )  วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ชั้นปีที่ 3

ส่วนความเป็นมาก่อนที่จะเข้ามาร่วมกิจกรรมกับ สนนท. นั้น ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่าผมไม่ใช่เลขาธิการ สนนท. หรือกรรมการบริหาร สนนท. แต่อย่างใด เริ่มต้นรู้จัก สนนท.ตอนเข้าปี 1 ผมอยู่ ชมรมอนุรักษ์ พัฒนา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ( สจพ. ) พอดีปีนั้น 2548 เขามีประเด็นเรื่อง ม.นอกระบบกันนักศึกษาหลายๆ มหาวิทยาลัยเขาก็ออกมาเคลื่อนไหวรวมทั้ง สนนท. เอง

ครั้งหนึ่ง กชวรรณ (ชัยบุตร) เลขาธิการ สนนท. สมัยนั้นเขาเข้ามาประชุมกันที่ สจพ. ร่วมกับรุ่นพี่ที่ทำงานอยู่ ผมเองยังเป็นน้องชมรมก็เลยมีโอกาสเข้าไปนั่งฟังกับเข้าด้วย ประชุมเสร็จแล้วคืนนั้นผมก็ถามว่า สนนท. คืออะไรเหรอ รุ่นพี่ก็อธิบายให้ฟังในความรู้สึกตอนนั้นก็เฉยๆ นะ

รุ่งเช้าที่สถาบันเขาก็มีเวทีประมาณว่า อธิการบดีชี้แจงเรื่อง ม.นอกระบบ นักศึกษาเข้าฟังประมาณ 1,000 กว่าคนได้รวมข้างนอกห้องมีการฉาย มอนิเตอร์ก็ราวๆ 2,000 – 3,000 คนได้ เขามีไมค์ให้พูด ผมเลยขึ้นถามอธิการวันนั้นเลย

อาจาร์ยเขาคง งงๆ นะว่าเป็นใคร ตอนเป็นเด็กปี 1 นั้นคือจุดเริ่มต้นและปฐมบทในการต่อสู้ ขึ้นปี  2 ( 2549 ) ผมและทีมงานลงสมัครเข้ารับการเลือกตั้งบริหารองค์การนักศึกษา ซึ่งผลก็ปรากฏว่าได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเข้ามาบริหารองค์การนักศึกษาในสมัยนั้น ซึ่งกว่าจะได้มาก็มีการแข่งขันกันพอสมควรถึงขั้นฟ้องร้องตำรวจกันเลยทีเดียว และผมเข้าดำรงตำแหน่ง เลขานุการองค์การนักศึกษา(  ไม่ใช่ เลขาธิการ )

ซึ่งตอนแรกเองก็จะเป็นนายกด้วยซ้ำไป แต่ด้วยคิดว่าเรายังอยู่ปี 2 ให้รุ่นพี่ปี 3 เขาเป็นนายกดีกว่าตัวเองก็เลยมานั่งเป็นเลขาแทน ตอนนั้นก็เพิ่งรับการแต่งตั้งมาเมื่อวันที 22 กันยายน 2549 แต่เกิดการรัฐประหารผลัดเปลี่ยนรัฐบาลขึ้นมาเราคิดว่ายังไงๆก็คงไม่ออกนอกระบบแน่ๆ ที่ไหนได้ ศ.ดร. วิจิตร ศรีสอ้าน รมต. ศึกษาธิการ รีบออกอย่างเดียวเลยมีข่าวออกมาทีมงานที่ สจพ. และประธานสภานักศึกษา สจพ. เราก็เลยนัดประชุมกันเรื่องนี้ได้ข้อสรุปว่าเราจะออกมาคัดค้านเรื่องนี้กัน ซึ่งตอนนั้ผมเองก็เป็นแกนหลักในการทำงานอยู่

คืนหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนที่ ม.เกษตรศาสตร์ ทำงานอยู่ สนนท. บอกว่าให้ไปร่วมประชุมกันเรื่อง ม.นอกระบบ มีเพื่อนมาจากทั่วประเทศ ตอนเช้าเราก็เลยไปกันกับทีมงานอีก 2-3 คน เป็นครั้งแรกที่รู้จักคนทำงาน สนนท. ที่เกษตร นับจากนั้นเราก็ทำงานร่วมกับ สนนท.มาโดยตลอด ไปยืนหนังสือที่รัฐสภากับ สนช. ให้ประธานสภา มีชัย ฤชุพันธ์ บ้าง ชุมนุมหน้าสภาบ้าง ซึ่งตอนนั้นก็มีคนทำงานหลายมหาวิทยาลัยทั้ง จุฬา สจพ. ม.เกษตร  ม.บรูพา ม.มหิล ม. รามคำแหง มอ.ปัตตนี , สงขลา ม.ธรรมศาสตร์ และอีกหลายๆมหาวิทยาลัย เราก็เลยมีการประชุมจัดตั้ง เครือข่ายคัดค้านการแปรรูปการศึกษา ขึ้นมี 14 มหาวิทยาลัยเป็นสมาชิก และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย สนนท. เป็นแกนหลักในการทำงาน ซึ่งผมเองก็เข้ามาช่วยงาน สนนท. ก็ตอนนี้แหละ

หลังจากนั้นเราก็ไปชุมนุมกันที่รัฐสภาอีกครั้งและกลับมานัดกันชุมนุมในมหาวิทยาลัยพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 8 ธันวาคม 2549 ซึ่งที่ สจพ.เองมีนักศึกษาและบุคลากรออกมาคัดค้านราว 1,000 คนในวันนั้น ทำให้ผมเองและเพื่อนนักศึกษาทุกคนถูกกลั่นแกล้งโดนสั่งปลด 10 คน เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2549 ก็เลยมาช่วยงาน สนนท. เต็มตัว

ตอนนั้น สนนท. เองก็มีปั­หาเนื่องจากปี 2549 ไม่มีการเลือกเลขาธิการ สนนท.เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมาทำให้การบริหารจัดการขับเคลื่อนมีปั­หามาโดยตลอด ผมและเพื่อนจากเครือข่ายคัดค้านการแปรรูปการศึกษาเลยเข้ามาทำงาน สนนท. กัน

โดยบอกกันไว้ว่าเราจะเข้ามาช่วยงานและเตรียมงานสมัชชาให­่ สนนท.ประจำปี 2550 จนบัดนี้ผมและเพื่อนๆหลายๆคนกลายเป็น สนนท.ในสายตานักศึกษาและพี่ๆที่ทำงานต่างๆ ครั้งการประชุมเปิดงานแถลงข่าวในคราจัดรำลึก 15 ปี พฤษภา ที่ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ก็เลยมีมติให้ผมเป็นโฆษกและผู้ประสานงาน สนนท. ทำงานไปก่อนจนกว่าจะมีการ สมัชชา 2550 นี้

คำถามถัดไป เป็นเรื่องสถานะบทบาทของสนนท. ในปัจจุบันเห็นยังไม่มีเลขาธิการเหมือนกับรุ่นอื่นๆ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร และปัจจุบันสนนท. ยังถือได้ว่าเป็นองค์กรนำของนักศึกษาทั่วประเทศได้อย่างแต่ก่อนหรือไม่ หรือเป็นเพียงกลุ่มนักศึกษาเล็กๆ ที่ขาดการรองรับจากองค์การนักศึกษาทั่วประเทศ

 “แทบทุกองค์กรไม่ใช่เฉพาะ สนนท. เองที่เปลี่ยน  ครป.ของคุณ สุริยะใส ก็ยังเปลี่ยนไปเป็นคนละขั้วเลย”

อย่างที่บอกไปแล้วว่าในโครงการ สมัชชา สนนท. 2549 มีนักศึกษาจากทั่วประเทศเข้าร่วมสมัชชา แต่ในที่ประชุมสมัชชา มีมติให้การทำงานในปี 2549 ไม่มีเลขาธิการ เนื่องด้วยกรณีปั­หาตัวอย่างหลายๆครั้ง ที่ เลขา สนนท. เกิดภาพนำเดี่ยวไม่สามารถทำงานร่วมกับองค์กรอื่นได้ และอีกหลายๆปั­หาที่โถมใส่ สนนท.ในขณะนั้นทำให้ไม่มีใครกล้าพอที่จะขึ้นมาสวมหัวโขนหัวนี้ได้

สนนท.เกิดจากองค์กรนักศึกษาและกลุ่มนักศึกษาต้องการเห็นสังคมที่ดีงามและประชาธิปไตยตลอดทั้งขบวนการนักศึกษาที่ทำงานเป็นรูปธรรม หลัง เหตุการณ์ตุลา จึงก่อตั้ง สนนท.ขึ้นเมื่อ 2527 ด้วยจุดยืนที่ต้องการหนุนเสริมกิจกรรมและบทบาทนักศึกษาที่มีต่อสังคม และดำรงไว้ซึ่งระบบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นแล้วสุดท้ายหากว่าองค์กรนักศึกษาที่แปรเปลี่ยนจุดยืนหรือไม่สามารถที่จะร่วมกันได้ก็ออกกันไป

แต่ จุดยืนของ สนนท.จำเป็นที่จะต้องดำรงซึ่งเจตนารมณ์ของ สนนท.เองส่วนที่ถามว่าปัจจุบัน สนนท.ยังถือได้ว่าเป็นองค์กรนำของนักศึกษาทั่วประเทศได้อย่างแต่ก่อนหรือไม่ หรือเป็นเพียงกลุ่มนักศึกษาเล็กๆที่ขาดการรองรับจากองค์การนักศึกษาทั่วประเทศ องค์กรทุกองค์กรก็ต้องปรับเปลี่ยนเรียนรู้กันไปตามสภาพการณ์ เมื่อบริบทของสังคมเปลี่ยนไปหลายๆอย่างก็ไม่เหมือนเดิม แทบทุกองค์กรไม่ใช่เฉพาะ สนนท. เองที่เปลี่ยน  ครป.ของคุณ สุริยะใส ก็ยังเปลี่ยนไปเป็นคนละขั้วเลย แล้ว สนนท.เปลี่ยนอย่างไรล่ะ

 เมื่อก่อน นักศึกษาคนไหนไม่สนใจการเมืองถือว่านักศึกษาคนนั้นเชยมาก ล้าสมัยมาก จึงไม่แปลกที่เมื่อก่อน สนนท.จะมีองค์กรสมาชิกเป็นองค์การนักศึกษาทั่วประเทศ แต่ปัจจุบันบริบทสังคมเปลี่ยน คนในสังคมถูกทำให้คิดว่าการเมืองเป็นเรื่องน้ำเน่า การโกงกิน เป็นเรื่องผลประโยชน์น่าเบื่อ และก็ไม่แปลกอีกเช่นกันที่นักศึกษาที่สนใจปั­หาสังคมและการเมืองจะน้อยลงทุกทีจะยังมีอยู่ก็แค่ชมรม กลุ่มกิจกรรมนักศึกษา หรือองค์การนักศึกษาสภานักศึกษาก็ยังมีอยู่  และก็ยังเป็นองค์กรฐานของ สนนท.อยู่อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็จะมี สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคเหนือ และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) และอีกหลายๆกลุ่มก็ยังทำงานกันอยู่ เพียงแต่ว่าภาพที่ออกมานั้นจะเป็นแค่นักศึกษาส่วนน้อยก็คือ ส่วนกลาง ( พื้นที่ กทม. ) ที่ทำงานกันภาพที่ปรากฏก็เห็นว่า สนนท. มีแค่หยิบมือเดียวในขณะที่มีสมาชิกอยู่ทั่วประเทศ 

 ช่วงที่ผ่านมาสนนท. โดนตั้งข้อสงสัยมาก เกี่ยวกับบทบาทว่ามีบทบาทในเชิงสนับสนุนความเคลื่อนไหวของฝ่ายที่ไม่เป็นประชาธิปไตย สนับสนุนให้เกิดการรัฐประหาร เช่น สนนท.ยุคคุณกชวรรณ ชัยบุตร ที่ไปเคลื่อนไหวสนับสนุนพันธมิตรฯ ทั่งที่มีธงชัดเจนว่าไปเรียกร้องนายกฯ มาตรา 7 หรืออดีตเลขาสนนท. อย่างคุณสุริยะใส ตกศิลา ที่สนับสนุนการรัฐประหารและเผด็จการเต็มที่ สนนท.ยุคปัจจุบันเห็นว่าอย่างไร

 “ในยุคที่กชวรรณเป็นเลขาฯสนนท. เมื่อพันธมิตรชูมาตรา7 ทางสนนท.ก็มีมติจะถอนตัว แต่พันธมิตรก็มาล็อบบี้กชวรรณเป็นการส่วนตัวไว้ แล้วเกิดรัฐประหารก่อน สนนท.ก็ถอนตัวไม่ทัน ทำให้เรากลายเป็น1ในกลุ่มที่ออกบัตรเชิ­คณะรัฐประหารไป แต่ต่อไปนี้เราตัดขาดกับครป. หรือคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการรัฐประหารของสุริยะใสเด็ดขาดแล้ว”

ในอีกมุมหนึ่งท่ามกลางความเลวร้ายของการรัฐประหารเอง ก็ทำให้เราได้เห็นอะไรหลายๆอย่างจากการรัฐประหารครั้งนี้เป็นสเกล บ่งบอกถึงคำว่าประชาธิปไตยในหลายๆคนหลายๆองค์กรได้อย่างดี ยังแยก NGO นักวิชาการ พวก สส.หรือพรรคการเมืองไร้อุดมคติ องค์กรประชาธิปไตยแค่ลมปาก อย่าง ครป. ทำให้เราเห็นว่าคนพวกนี้สุดท้ายแล้วก็เป็นพวกไร้อุดมคติ เคลื่อนไหวทำงานเพื่อตัวเองก็แค่นั้น ประมาณว่าคุณรบกันผมไม่เกี่ยวขออยู่ตรงกลางใครชนะผมไปด้วย เฮด้วยคน ทำให้เราเห็นว่าแท้จริงแล้ว พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็คือบัตรเชิ­ในการรัฐประหารเท่านั้นเอง

 ต้องบอกก่อนว่าข้อมูลนับจากนี้ไปเป็นเรื่องที่ผมและรุ่นพี่ทีทำงานรุ่นเดียวกับ กชวรรณเขาเล่าบอกมา เพราะผมยังไม่ได้เข้ามาทำงาน สนนท. ในตอนนั้น ก่อนหน้าที่ สนนท.จะเข้าร่วมกับ พันธมิตรฯ นั้น โดยจุดยืนของ พันธมิตรฯ ยังไม่มีการชู ม.7 เลย และสนนท.ก็ไม่คิดว่า พันธมิตรฯ จะชู ม.7 ด้วย เพราะได้คุยกันแล้วจึงตัดสินใจเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับพันธมิตรฯ ในขณะนั้น

 หลังจากที่ พันธมิตรฯ ชู ม.7  ขึ้นมา สนนท.เองก็มีการประชุมกันและมีมติที่จะถอนตัวออกจากพันธมิตรฯและก็กำหนดวันเวลาแถลงข่าวเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะประชุมร่วมกับ พันธมิตรฯ นั้น เลขาธิการ สนนท.ในขณะนั้น คือ กชวรรณ ก็ได้รับการติดต่อและพูดคุยกับแกนนำพันธมิตรฯ บางคนเพื่อที่จะไม่ให้ สนนท.ออกไป เพื่อไม่ให้ภาพพันธมิตรฯ เสียรูปขบวน จนสุดท้ายเกิดการรัฐประหารเสียก่อนที่จะถอนตัวทัน

 สนนท.จึงตกอยู่ภายใต้ชื่อผู้ที่เป็นเจ้าภาพออกบัตรเชิ­การรัฐประหารครั้งนี้ร่วมกันกับ พันธมิตรฯ ไปโดยปริยาย

 ส่วนเรื่องของคุณสุริยะใส นั้นเป็นเรื่องของบุคคลมากกว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ สนนท.ด้วยเลยจึงขอย้ำว่าจุดยืน สนนท.จะต้องดำรงเจตนารมย์ต่อไป ใครที่คิดว่าไม่ใช่ก็ต้องทยอยออกกันไปและเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่าง ครป. ( คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการรัฐประหาร) ของคุณสุริยะใส นั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้นกับ สนนท. และนับจากนี้เป็นต้นไป สนนท. จะไม่เข้าร่วมเกี่ยวข้องใดๆกับ ครป. อีกต่อไปซึ่งก็ถือว่าเป็นการสลัดคราบ ครป.ทิ้งไป เป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะเรามีองค์กรต่างๆที่พร้อมจะเข้ามาร่วมงานกับ สนนท. อีกเยอะหาก สนนท. ไม่ยุ่งเกี่ยวกับ ครป.ที่มีบทบาทในการรัฐประหารครั้งนี้

 บทบาทภารกิจและกิจกรรมของสนนท. ในปัจจุบันมีอะไรบ้าง และมีแผนงานโครงงานอะไร ทั้งเร่งด่วนและแผนการรณรงค์ต่างๆ

 “เรากำลังมีสมัชชาวันที่5-8ก.ค.นี้และก็จะมีเลขาธิการใหม่ มีคณะกรรมการชุดใหม่ แต่ช่วงนี้เราร่วมกับเครือข่าย 19 กันยาต่อต้านการรัฐประการ ไม่รับร่างรธน.ปี50”

 ตอนนี้ขณะนี้ สนนท.กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายอยู่ จึงทำให้ภาพการทำงานที่ออกมาไม่ชัดเจนมากนัก แม้แต่ผมเองหรือเพื่อนนักศึกษาหลายๆคนก็ยังไม่ได้ผ่านกระบวนสมัชชา สนนท.มาก่อนจึงไม่ค่อยมีความชอบธรรมมากนัก หากจะพูดว่าตัวเองคือ สนนท.จึงต้องรอความชัดเจน ในการสมัชชาที่เกิดขึ้นในวันที่ 5 – 8 ก.ค.50 นี้ ตำแหน่งเลขาธิการและกรรมการบริหารก็จะชัดเจนมากขึ้น และตอนนี้ สนนท.ร่วมกับเครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร ในการต่อต้านไม่เอาการัฐประหารมาตั้งแต่ต้นและรณรงค์ในการไม่รับประชามติรับร่างรฐธรรมนู­ ฉบับ คมช. ที่เป็นรัฐธรรมนู­ผเด็จการมาจากการรับประหาร หมกเม็ดซ่อนเร้น ลดอำนาจประชาชน เพิ่มอำนาจข้าราชการขุนนางนำสังคมไทยสู่ระบบอำมาตยาธิปไตย

 สนนท. มีธงต่อสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันอย่างไรบ้าง และได้กำหนดท่าทีต่อความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุม นปก. อย่างไรบ้าง

 ยุทธศาสตร์การทำงานและธงต่อสถานการณ์ตลอดทั้งท่าทีต่อ นปก. นั้นขอรอความชัดเจนหลังวันที่ 8 ก.ค.50 นี้

 คงมีคนนำบทบาทของสนนท. ไปเปรียบเทียบกับบทบาทของนักศึกษาในอดีตอยู่มาก อยากให้สนนท.ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยครับ

 

“ก่อนยุค14ตุลาฯ ขบวนการนักศึกษาก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนัก แต่เพราะมีชนวนเหตุ จึงทำให้นักศึกษาตื่นตัวออกมามีบทบาทสูง”

 อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่าองค์กรทุกองค์กรก็ต้องปรับเปลี่ยนเรียนรู้กันไปตามสภาพการณ์ เมื่อบริบทของสังคมเปลี่ยนไปหลายๆอย่างก็ไม่เหมือนเดิม แทบทุกองค์กรไม่ใช่เฉพาะ สนนท. เองที่เปลี่ยน  ครป.ของคุณ สุริยะใส ก็ยังเปลี่ยนไปเป็นคนละขั้วเลย แล้ว สนนท.เปลี่ยนอย่างไรล่ะเมื่อก่อน นักศึกษาคนไหนไม่สนใจการเมืองถือว่านักศึกษาคนนั้นเชยมากล้าสมัยมาก จึงไม่แปลกที่เมื่อก่อน สนนท.จะมีองค์กรสมาชิกเป็นองค์การนักศึกษาทั่วประเทศ แต่ปัจจุบันบริบทสังคมเปลี่ยน คนในสังคมถูกทำให้คิดว่าการเมืองเป็นเรื่องน้ำเน่า การโกงกิน เป็นเรื่องผลประโยชน์น่าเบื่อ และก็ไม่แปลกอีกเช่นกันที่นักศึกษาที่สนใจปั­หาสังคมและการเมืองจะน้อยลงทุกทีจะยังมีอยู่ก็แค่ชมรม กลุ่มกิจกรรมนักศึกษา หรือองค์การนักศึกษาสภานักศึกษาก็ยังมีอยู่   และก็ยังเป็นองค์กรฐานของ สนนท.อยู่

 อีกอย่างขบวนการหรือเรื่องราวต่างๆนั้น ย่อมเป็นไปตามวัฏจักรมีขึ้นก็มีลง อย่างในยุค 14 ตุลา หรือ 6 ตุลา เองขบวนการนักศึกษาก่อนหน้านั้นก็ไม่ได้ยิ่งให­่อะไรมากมายเพียงแต่ว่ามันมีชนวนเหตุและประเด็นร่วมกันประชาชนและนักศึกษาจึงออกมามาก

 ปัจจุบันนี้มีผู้ใช้ชื่อองค์กรนักศึกษาแปลกๆ หลายองค์กรไปเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมือง เช่นศูนย์กลางนักเรียนนักศึกษาแห่งประเทศไทย, สหพันธ์ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เป็นต้น สะท้อนว่าความเคลื่อนไหวของนักศึกษาไร้เอกภาพหรือไม่ และจะแก้ไขอย่างไร 

 “ตอนนี้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงครอบงำกิจกรรมของนักศึกษา โดยชี้นำให้ออกมาเคลื่อนไหวรณรงค์รับร่างรัฐธรรมนู­50 รัฐบาลต้องหยุดการแทรกแซงได้แล้ว”

 เรื่องที่บอกว่าขบวนการนักศึกษาขาดเอกภาพนั้นผมเองก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ส่วนเรื่องที่บอกว่าปัจจุบันนี้มีผู้ใช้ชื่อองค์กรนักศึกษาแปลกๆหลายองค์กรไปเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมือง นั้นผมมองโลกในแง่ดีไว้ก่อนว่าเป็นเรื่องที่ดีน่ะจะได้เห็นว่าขบวนการนักศึกษายังไม่ตาย ก็ยังมีคนทำงานอยู่ถึงแม้จะอยู่ในหลายๆองค์ก็ตามที แต่หากองค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรที่ถูกจัดตั้งมาเพื่อการใด งานใดโดยเฉพาะแล้วล่ะก็ผมเห็นมาแล้วว่าองค์กรเหล่านี้จะอยู่ได้ไม่นาน ก็จะสลายหายสาบสู­กันไปเองหมดงานหมดหน้าที่ก็จะไปกัน มีงานมีหน้าที่ก็กลับมาอีกซึ่งไม่หน้ากังวลอะไรเลย

 ส่วนเรื่องที่จะแก้ไขความเป็นเอกภาพของขบวนนักศึกษานั้น สิ่งแรกที่เป็นตัวการและปั­หาให­่ คือรัฐต้องหยุดแทรกแซงไม่ว่าจะเป็นองค์การนักศึกษาหรือสภานักศึกษาหรือแม้แต่ ชมรม ชุมนุม กลุ่มกิจกรรมต่างที่ทำงานในมหาวิทยาลัยอย่างที่เห็นกันอยู่ตอนนี้รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร เข้าไปชี้นำให้นักศึกษาออกมาร่วมรณรงค์ในการรับร่างรัฐธรรมน­ถึงในสถานศึกษา

 หรือแม้กระทั่งการจัดสรรงบประมาณพิเศษลงมาให้นักศึกษาทำกิจกรรมแล้วเข้ามาครอบงำ ควบคุมนี้ก็เป็นอีกปั­หาหนึ่งที่เกิดขึ้นเพราะฉะนั้น วิธีแก้ปั­หาคือ รัฐหยุดเข้ามาแทรกแซงโดยเด็ดขาด ให้งบสนับสนุนนักศึกษาอย่างเพียงพอในการทำกิจกรรมต่อสังคมไม่มีเงื่อนไขพันธะผูกพันและให้สิทธินักศึกษาในการแสดงออกทางความคิด ทำกิจกรรมทางการเมืองไม่ปิดกั้นและจำกัด เพราะสิทธิที่มีอยู่นั้นไม่สามารถใช้ได้จริง

 อยากทราบทิศทางและธงของสนนท. ต่ออดีตผู้นำนักศึกษาในอดีตที่เปลี่ยนมาสนับสนุนการทำรัฐประหาร และเผด็จการ เช่น คุณคำนูณ สิทธิสมาน อดีตเลขาฯ ศูนย์นิสิตฯ หรือ คุณประสาร มฤคพิทักษ์ เป็นต้น

 “สนนท.ไม่ขอร่วมสังฆกรรมโดยเด็ดขาดกับอดีตผู้นำนักศึกษาที่เปลี่ยนไปมีบทบาทสนับสนุนเผด็จการ”

 ในความเครพส่วนตัวแล้วในเรื่องของอดีตผู้นำนักศึกษาก็ยังเครพนับถือกันอยู่เหมือนเดิม แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเพียงแต่อดีตผู้นำนักศึกษายังหมายรวมถึงบุคคล คณะบุคคลหรือองค์กรต่างๆที่มีท่าทีไปสนับสนุนการรัฐประหารหรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการนี้แล้ว สนนท.เองก็ไม่สามารถที่ร่วมทำงานได้และไม่ขอสังฆกรรม ร่วมชะตากรรมใดๆกับบุคคลเหล่านี้เด็ดขาด

 สนนท. กำหนดท่าทีต่อการลงประชามติร่างรัฐธรรมนู­ปี 2550 และการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นอย่างไรบ้าง

 “สนนท.มีจุดยืนให้นำรัฐธรรมนู­ปี2540กลับมาใช้ และแก้ไขปรับปรุงบางมาตราภายหลังจัดการการเลือกตั้งแล้ว”

 อย่างที่บอกไปตอนแรกว่า ตอนนี้  สนนท.ร่วมกับเครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร ในการต่อต้านไม่เอาการรัฐประหารมาตั้งแต่ต้นและรณรงค์ในการไม่รับประชามติรับร่างรฐธรรมนู­ ฉบับ คมช. ที่เป็นรัฐธรรมนู­ผเด็จการมาจากการรัฐประหาร หมกเม็ดซ่อนเร้น ลดอำนาจประชาชน เพิ่มอำนาจข้าราชการขุนนางนำสังคมไทยสู่ระบบอำมาตยาธิปไตย

 ส่วนเรื่องของการเลือกตั้งนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับว่ารัฐธรรมนู­จะผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะถึงอย่างไรเสีย คมช. ก็ต้องหยิบรัฐธรรมนู­ฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้ และสามารถจัดการเลือกตั้งได้แน่นอน และ สนนท. เรียกร้องให้มีการนำรัฐธรรมนู­ 2540 กลับมาใช้และแก้ไขปรับปรุงบ้างมาตรา ภายหลังจากที่มีการเลือกตั้งแล้วและ สภามาจากการเลือกตั้ง หาก คมช.ไม่คิดสืบทอดอำนาจ

ประวัต นายสุริยะใส กตะศิลา

 

นายสุริยะใส กตะศิลา

 

เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2515 ที่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ จบการศึกษาปริญญาตรี จาก คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาโทจากภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

เริ่มต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬซึ่งในขณะนั้นเขากำลังศึกษาชั้นปีที่ 1 ต่อมาก็ได้รับเลือกเป็นเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ผลงานในขณะเป็นเลขาธิการ สนนท. ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรื่อง สปก. 4-01 ในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัยจนนายชวนต้องยุบสภาในที่สุด หลังจากนั้นได้เป็นผู้ประสานงาน ครป. และได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการ ครป. ตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2545 และอยู่ในตำแหน่งนี้จนถึงปัจจุบัน ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย และเข้าร่วมการขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 

 

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

นายสุริยะใส กตะศิลาเป็นผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ส่วนแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีทั้งหมด 5 คน ได้แก่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ บทบาทของ นาย สุริยะใส ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตร นอกจากจัดแถลงข่าวคราวความเคลื่อนของเหล่าพันธมิตรผ่านสือ นาย สุริยะใส แสดงบทบาทตามสือต่างๆ ถูกเชิญไปออกในรายการ ถึงลูกถึงคน ทางช่อง 9 อสมท หลายต่อหลายครั้ง ตัวอย่างวาทะของนาย สุริยะใส เช่น "นิตยสาร Economist รู้จักประชาธิปไตยแค่ไหน"

 

แม้จะเป็นที่รู้จักในฐานะนักเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ภูมิหลังทางการศึกษาของสุริยะใสก็มีข้อเท็จจริงที่ผิดพลาด กล่าวคือเขาไม่ได้จบการศึกษาระดับปริญญาโทจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาเพียงแต่เข้าศึกษาในสถาบันอันทรงเกียรติแห่งนี้ แต่ไม่สามารถผ่านขั้นตอนการทำวิทยานิพนธ์สำหรับการศึกษาระดับมหาบัณฑิต

 

ในส่วนของการเคลื่อนไหวการเมืองนั้น สุริยะใสมีบทบาททางทางการเมืองในรูปของการแถลงข่าวมาเป็นเวลานาน แต่บทบาทประเภทนี้ไม่ได้ทำให้เขาเป็นที่รู้จักมากนัก เขาไม่ได้มีบทบาทสำคัญ ในการเคลื่อนไหวกรณีปัญหา สปก.4-01 เพราะคนกลุ่มที่มีบทบาทมากกว่าคือพรรคการเมืองฝ่ายค้านในเวลานั้น รวมทั้งคณะกรรมการนักศึกษาเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ๑๘ สถาบัน ซ้ำการเคลื่อนไหวของเขาหลายหนก็ล้มเหลว ตัวอย่างเช่นการปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลสมัย นายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย เป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งในที่สุดต้องยกเลิกการชุมนุมที่มีคนร่วมเพียงแค่ ๓๐๐ คนเศษไป

 

ชื่อเสียงของสุริยะใสเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางหลังจากเขาเข้าร่วมกระแสการขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่นำโดย สนธิ ลิ้มทองกุล โดยเฉพาะเมื่อมีการจัดตั้งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรกับทหารและชนชั้นสูงบางกลุ่มก็ทำให้ปัญญาชนและนักกิจกรรมจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามกับตัวสุริยะใส เพราะภาพที่เขามักสร้างในหมู่คนกลุ่มนี้คือความเป็นนักต่อสู้ของมวลชนคนชั้นล่าง ขณะที่ภาพซึ่งเขาแสดงผ่านสื่อมวลชนคือการมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับนายทหารผู้ก่อรัฐประหารและกลุ่มราชนิกูล

 

สุริยะใส ผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตย แต่ไหง ไม่ไปเลือกตั้ง ทำไปได้ เฮ้อ......

 

สุริยะใส ผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตย แต่ไหง ไม่ไปเลือกตั้ง ทำไปได้ เฮ้อ......

 

ประเภทการเลือกตั้ง : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

วันที่เลือกตั้ง : 6 กุมภาพันธ์ 2548

ชื่อ-นามสกุล : นายสุริยะใส กตะศิลา

เพศ : ชาย

เลขประจำตัวประชาชน : 3-3309-00541-05-1

 

เลขรหัสประจำบ้าน : 33090050480 เขต : 9 หน่วย : 11

สำนักทะเบียน : อำเภอราษีไศล

ที่อยู่ : ตำบล เมืองแคน อำเภอ ราษีไศล จังหวัด ศรีสะเกษ

ผลการตรวจสอบบุคคลนี้เป็นผู้เสียสิทธิ์

 

 

สุริยะใส”

นักประชาธิปไตยกำมะลอ

 

สุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน มีบทบาทที่โดดเด่นในการชุมนุมประท้วงขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

 

หากย้อนดูประวัติของสุริยะใส กตะศิลา เด็กชายขอบ รูปอาจจะไม่ชั่วแต่ตัวดำ วัย 30 ต้นๆ คนนี้ ถือว่า เป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนตัวยงพอสมควร

 

 

สุริยะใส เป็นชาวจังหวัดศรีสะเกษ เกิดที่ตำบล เมืองแคน อำเภอ ราษีไศล หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมที่ศรีสะเกษ ได้เดินทางเข้ากรุงเทพ ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ สาขาสาธารณสุข เป็นนิสิตรุ่น KU 51

 

ปัจจุบัน ศึกษาในระดับปริญญาโท เคยสอบเข้าสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต แต่สอบไม่ผ่าน จึงหันไป เข้าศึกษาระดับปริญญาโทคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แทน แต่ก็เรียนไม่จบ เนื่องจากไม่ยอมทำวิทยานิพนธ์

 

ด้วยความเป็นเด็กบ้านนอก เห็นวิถีชีวิตความยากลำบากของชาวต่างจังหวัด และเห็นชาวบ้านถูกข้าราชการรังแก โดยเฉพาะกรณีเขื่อนราษีไศย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านเกิดของตัวเอง ทำให้สุริยะใส เป็นคนที่มีมุมมองค่อนข้างแปลกแยกจากนิสิตทั่วไป และค่อนข้างแหลมคมในเรื่องของความยุติธรรม

 

สมัยเป็นนิสิต สุริยะใส เป็นนักกิจกรรมตัวยง เข้าชมรมสาธารณสุข คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเข้าคลุกคลีกับรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเลขาสหพันธ์นิสิตนักนักศึกษาแห่งประเทศไทย ซึ่งสุริยะใสทำหน้าที่คอยติดสอยห้อยตามช่วยหยิบโน่นหยิบนี่ แล้วแต่ใครจะใช้ไหว้วาน

 

และด้วยความที่คลุกคลีใน สนนท.อย่างต่อเนื่อง จึงได้รับการสืบทอดตำแหน่งหลังจากรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยจบการศึกษา โดยเข้ารับช่วงเป็นเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) สมัยเป็นนักศึกษาปี 2537/2538 ด้วยความเป็นนักกิจกรรม ทำให้แฟนสาวร่วมสถาบันทนสภาพไม่ไหว ต้องบอกเลิกไปในที่สุด

 

ในสมัยเรียนหนังสือ สุริยะใส ยังมีบทบาทสำคัญในการคัดค้านการก่อสร้างสะพานกลับรถหน้า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมีบทบาทในการเคลื่อนไหว กรณี สปก.4-01 และการเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญปี 2540

 

สุริยะใสค่อนข้างจะได้รับการยอมรับจากทีมงาน โดยเฉพาะการเข้าร่วมกลุ่มกับสมัชชาคนจนในการเรียกร้องเรื่องสิทธิที่ดินทำกิน ทำให้เข้าได้รับการชักชวนเข้ามาทำงานในตำแหน่งรองเลขาธิการ ครป. ก่อนจะขยับขึ้นมาเลขาธิการ ครป.

 

ความเป็นนักเคลื่อนไหวของสุริยะใส ทำให้เขาเคยต้องคดี ตกเป็นจำเลยที่ 9 กรณีพล.ต.ท.เสรี เตมียะเวช ยื่นฟ้องหนังสือพิมพ์ข่าวสด และพวกจำนวน 9 คน ซึ่งมีนายคนิน บุญสุวรรณ เป็นจำเลยที่ 8 และนายสุริยะใส กตะศิลา รองเลขาธิการ ในข้อหา หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาเสนอข่าว

 

/////////////////////////////////////////

แต่แล้วบทบาทการเป็นนักเคลื่อนไหวของสุริยะใส เริ่มแปรเปลี่ยนกลายเป็นนักต่อต้านและล้มล้างระบอบประชาธิปไตย เมื่อเข้าร่วมเป็นหนึ่งในแกนนำ "พันธมิตรกู้ชาติ" กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เพื่อขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้ง

 

เพราะสุริยะใส อาจจะลืมไปว่า การออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงเพื่อขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น แท้จริงแล้ว สุริยะใส มีสิทธิ์ มีเสียง และมีความเหมาะชอบธรรม ตามระบอบประชาธิปไตยสมมากน้อยแค่ไหน ในการเคลื่อนไหวประท้วงนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ

 

เพราะหากตรวจสอบการตรวจสอบรายชื่อผู้เสียสิทธิ ตามมาตรา 68 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จะพบว่า สุริยะใส เป็นบุคคลเป็นผู้เสียสิทธิ ไม่ได้ไปใช้สิทธิการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548

 

 

 

เป็นสุริยะใส กตะศิลา เลขประจำตัวประชาชน : 3-3309-00541-05-1 เลขรหัสประจำบ้าน : 33090050480 เขต : 9 หน่วย : 11 สำนักทะเบียน : อำเภอราษีไศล ที่อยู่ : ตำบล เมืองแคน อำเภอ ราษีไศล จังหวัด ศรีสะเกษ ที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า เป็นบุคคลเป็นผู้เสียสิทธิ

 

เป็นสุริยะใส กตะศิลา ที่มีตำแหน่งเลขาธิการครป. ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

 

เป็นสุริยะใส กตะศิลา ที่เข้าไปเป็นหนึ่งในแกนนำ"พันธมิตรกู้ชาติ" ร่วมกับองค์กรต่างๆ อีก 11 แห่ง ซึ่งเป็นการรับไม้ต่อจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการมาอีกที เพื่อขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้ง ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

 

และเป็นสุริยะใส กตะศิลา คนเดียวกับที่ถูกตั้งกระทู้ในเวบไซต์ www.manager.co.th ซึ่งเป็นเวบไซต์ของสนธิ ลิ้มทองกุล และถูกคนวิพากษ์วิจารณ์หลากหลายความเห็นกรณี ในประเด็นไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่ถูกเวบมาสเตอร์ ซึ่งเป็นทีมงาน www.manager.co.th ลบทิ้งไปจนหมดสิ้น

 

การที่สุริยะใส ไม่ไปไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และมิได้แจ้งเหตุผลของการไม่ไปใช้สิทธิ เท่ากับว่า สุริยะใส จะต้องเสียสิทธิ 8 ประการ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญการเลือกตั้ง คือ 1. สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น 2.สมัครรับเลือกตั้งเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 3.ร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น 4.ร้องคัดค้านการเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 5.เข้าชื่อให้รัฐสภาพิจารณากฎหมาย6.เข้าชื่อให้สภาท้องถิ่นพิจารณาออกข้อบัญญัติท้องถิ่น 7.เข้าชื่อให้ ส.ว.ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง และ 8.เข้าชื่อให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น

 

พูดง่ายๆ ก็คือ สุริยะใส ไม่มีสิทธิที่จะร้องคัดค้าน หรือเข้าชื่อถอดถอน หรือขับไล่บุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้ง เหมือนที่สุริยะใสกำลังทำอยู่ในตอนนี้

 

เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากการเลือกตั้งของประชาชนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ตามวิถีทางประชาธิปไตย สุริยะใส ซึ่งไม่ไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง จึงไม่อาจร้องหาความชอบธรรมใดๆ ในการขับไล่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ

 

การที่สุริยะใส ยังคงออกมาร้องแรกแหกกระเชอ ขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยที่ตัวเองไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 เท่ากับว่าสุริยะใส ไม่เดินตามกรอบรัฐธรรมนูญของระบอบประชาธิปไตย

 

นอกจากจะไม่เดินตามกรอบของระบอบประชาธิปไตยแล้ว ยังถือว่าไม่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากสุริยะใส มีตำแหน่งเป็นถึงเลขาธิการ ครป. ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ด้านการส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน แต่กลับไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเสียเอง

 

การที่สุริยะใส ยังคงนั่งในตำแหน่งเป็นเลขาธิการ ครป. ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ด้านรณรงค์ประชาธิปไตย แต่กลับไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเสียเอง จึงค่อนข้างจะขัดกับหลักจริยธรรมและคุณสมบัติ ของคนที่อยู่ในตำแหน่งเป็นเลขาธิการครป. โดยสิ้นเชิง และจะว่าไปแล้วสุริยะใสจึงไม่เหมาะสม ด้วยประการทั้งปวงที่จะนั่งในตำแหน่งเลขาธิการ ครป.

 

หรือว่าสุริยะใส เป็นได้แค่นักประชาธิปไตยกำมะลอ"

 

ทุกท่านอ่านบทความนี้แล้ว ก็คงจะทราบนะครับว่า จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าบทความนี้ถูกต้องเพียงใด

 

วิธีพิสูจน์ก็คือ ลองเข้าเว็บไซท์ดูสิครับ see it yourself

 

http://www.dopa.go.th/Election/Internet/enqls/index.php