Democratic Database

ข้อมูล และ บทความ สำหรับ นักประชาธิปไตย

***พันธมิตรและกลุ่มผู้มีบารมี มาตรา 7...ทนรับความจริงไม่ได้

ไม่ได้ตั้งกระทู้เสียนาน เพราะยังปลาบปลื้มกับงานพระราชพิธี ฯ และที่สำคัญ สงสารในหลวง ที่เห็นคนไทย

ต้องมาทะเลาะกันเพราะสื่อมวลชนบางคนที่คอยทำตัวเป็นบ่างช่างยุ โดยมีกลุ่มคน ม.7 เป็นพวกที่ไม่รู้จักเห็นใจ

พระองค์ เข้ามาให้ความเห็นผ่านสื่อแบบประหลาด ๆ ผมเลยไม่อยากจะเข้ามายุ่ง ๆ อะไรกับเรื่องการเมืองเท่าไหร่

ความจริง เกือบทุกคน รู้อยู่แก่ใจว่า อะไรเป็นอะไร แค่ความเกลียดชังทักษิณเท่านั้น ที่เกิดเหตุความวุ่นวาย

อยู่ทุกวันนี้ คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ก็พาลพลอยเกลียดทักษิณเพราะคนมันปั่นหู ผ่านทางสื่อมวลชนบางคน ที่มีนายทุน

และบรรณาธิการการสติแตกบางคนคอยปั่นหัวลูกน้องตัวเอง ผมไม่อยากจะเอ่ยชื่อสำนักพิมพ์ว่ามีใครบ้าง เพราะ

เดี๋ยวจะโกรธกัน คุณรู้ตัวเองอยู่แล้ว

กรณีของคุณโม่งนั้น ในความเห็นส่วนตัวของผม ก็พอจะ "เดา" ออก เพราะฉะนั้น ความเห็นที่จะเขียน

ไปนี้ เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัว และให้ใช้วิจารณญาณให้มาก เพราะเป็นความเห็นที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนมาก

ๆ ผมจะเอาข้อมูลมาประกอบเพื่อให้ทุกท่านที่เข้ามาอ่าน พิจารณาให้ดี ก่อนที่จะตัดสินใจว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็น

ด้วยอย่างไร

ผมคงไม่ต้อง บรรยายว่า สนธิฉลาดเพียงใดที่ดึงเรื่องในหลวงเข้ามายุ่งเกี่ยวกับภารกิจของตน จนทำให้คนที่

ไม่ได้ใช้สติปัญญาบางกลุ่ม (คนกลุ่มนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผู้มีการศึกษาสูงทั้งนั้น) อาศัยกระแสเป็นตัวพาตัวเข้าไปสู่กับดัก

ที่สนธิวางไว้

กลุ่มคนที่สนธิเอามาเป็นหมาก ก็พวกคอมมิวนิสต์เดิม และพวกอดีตนายทหารยุคหลงตัวเอง

รวมถึงนักหนังสือพิมพ์ขี้ฉ้อบางคน จนกระทั่งพระองค์ทรงออกมาปฏิเสธ พูดภาษาชาวบ้าน ก็คือ พระองค์ไม่

เล่นด้วย ทำให้ คนกลุ่มนี้ต้องถอยฉาก และปากก็บอกว่า น้อมรับพระราชดำรัส แต่ยกเว้นสนธิ ที่ตีความเข้าข้าง

ตัวเองอีกครั้ง

สนธิรู้ว่า คนที่รับใช้เบื้องยุคลบาท บางท่าน ไม่ค่อยกินเส้นกับทักษิณ (ใครเป็นใคร ให้ไปย้อนดูการสัมมนา

ที่ธรรมศาสตร์) ผมไม่ได้บอกว่า ท่านเหล่านั้นเป็นคนไม่ดี แต่จะบอกว่า ท่านเผลอตัวเป็นเบี้ยให้สนธิจับเดิน สนธิรู้

ว่า ควรจะเข้าหาใคร ควรจะเอาใครมาเป็นพวก เพราะถ้าสนธิไม่ทำ พนักงานผู้จัดการ จะเหยียบคอสนธิ เพราะไม่มี

เงินจ่ายลูกน้อง ทุกวันนี้ ก็ไม่รู้ว่าไปขอกู้ยืมใครมาหรือเปล่า

ผมจะขอบอกว่า จริง ๆ แล้วนั้น ในหลวงและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ ทรงโปรด ฯ คุณทักษิณอยู่ไม่น้อย ทำไม

ผมถึงกล้าพูดเช่นนี้

พันธมิตรและกลุ่มผู้มีบารมี มาตรา 7...ทนรับความจริงไม่ได้

(Can't you accept the truth?)*

- 3 -

1. จากพระราชดำรัสหลาย ๆ ครั้งของในหลวง ที่ถึงแม้จะมีบางคนบอกว่า ทรงตำหนินายก ฯ แต่ขออย่า

ลืมว่า ในหลวงทรงมีพระเมตตาต่อทุกคน ตรงไหนที่ไม่ดี พระองค์จะพระราชทานแนวทางแก้ไข และ

ที่สำคัญคือ ทักษิณเป็นคนทำงานเร็ว รับสนองพระราชกระแส ฯ เร็ว ถึงแม้วิธีการมันอาจจะห่าม ๆ

ตามสไตล์ของทักษิณก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการปราบยาบ้า หรืออื่น ๆ ซึ่งผมจะเล่าให้ฟัง

เรื่อง ยาบ้านี่ มันลุกลามมาสมัยนายชวน คนบางกลุ่มก็พลอยได้ประโยชน์กับการขายยาบ้าไม่น้อย คน

กลุ่มนี้แหละ มีหน้ามีตาในสังคมไม่น้อย ก่อนหน้าที่จะมีปราบยาบ้า ได้มีการรณรงค์โดยนำโปสเตอร์ที่

มีรูป พล.อ.เปรม ออกมาติดตามเขตต่าง ๆ ใน กทม. เขียนว่า "ค้ายาเสพติด ถือว่าทำลายชาติ" แต่ก็ไม่

มีผลอะไร เอาคุณอานันท์ออกมาออกสปอตทางวิทยุ ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งในหลวงมี รับสั่งเมื่อวันที่ 4

ธ.ค. ปี 45 นั่นแหละ ทักษิณก้นร้อนเลย ตรงนี้แหละคือสิ่งที่ทำให้ทักษิณ ต่างจากนายก ฯ ทุกคนที่

ผ่านมา นายก ฯ ที่ผ่าน ๆ มา ไม่สนองพระราชดำรัสพระองค์เท่าที่ควร ปล่อยให้พระองค์ทรงงานหนัก

มาตลอด ก็ได้ทักษิณนี่แหละ มาสนองพระราชดำริและพระราชเสาวนีย์ต่าง ๆ ทั้งโครงการศูนย์ศิลปา

ชีพ ฯ ทั้งโครงการพึ่งพาตัวเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คนก็บอกว่า มันพอเพียงตรงไหน ผมว่าคน

ที่ถามอย่างนี้ แสดงว่าไม่ได้เปิดใจอะไรเลย และเป็นคนมองโลกที่แคบมาก ๆ

หากใครเคยไปดูศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงที่แม่ริม จ.เชียงใหม่ ที่ทักษิณทำไว้ จะเห็นว่า เป็น prototype

ที่น่าสนใจมาก

เรื่องการไม่ถูกกัน ผมเริ่มจับสังเกตตอนวันที่ 4 ธ.ค. 46 มีตอนหนึ่งพระองค์รับสั่งว่า

". .แต่ที่เดือดร้อนที่สุดก็คือ รอยร้าวในคน คนทุกคน คนเดียวก็ร้าวได้ อย่างที่กระดูกร้าว ต้องปะด้วย

กาวอีพ็อกซี่ แต่ว่าระหว่างคนหลายคน ในหมู่คนมีรอยร้าว ก็ลำบากมาก จะต้องหาวิธีที่จะประสาน

สมานความร้าว นี่แถวหน้าทั้งแถว ผู้ใหญ่ทั้งนั้น ก็รอยร้าวกันเยอะ ระหว่างคนหลายๆ พวก ติดๆ กันไม่

ติดกร๊อบๆ กันร้าว ไม่สามัคคีกัน อันนี้แหละ ควรจะพูดตอนท้าย ให้ท่านทั้งหลายผู้ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ กัน

อย่าให้มีรอยร้าว เพื่อให้สามารถสมานสามัคคีกันได้.."

ผมพยายามนึกดูว่าคนที่นั่งแถวหน้ามีใครบ้างในปีนั้น และ

". .ตรงนี้มีท่านองคมนตรี ท่านรัฐมนตรีต่างๆ ท่านก็ขัดคอรัฐบาล ท่านขัดคอรัฐบาล ผ่านพระเจ้าอยู่หัว

พันธมิตรและกลุ่มผู้มีบารมี มาตรา 7...ทนรับความจริงไม่ได้

(Can't you accept the truth?)*

- 4 -

ท่านไม่รับผิดชอบอะไร ดูรัฐธรรมนูญ ผู้ที่รับผิดชอบคนเดียวคือ ท่านรัฐบุรุษ ท่านรัฐบุรุษ รับผิดชอบ.."

ในหลวง ทรงทราบครับ ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะฉะนั้นพวกที่พยายามเอาเรื่องอะไรไปกราบบังคมทูล

ฯ พระองค์ ก็ขอให้คำนึงถึงความผาสุกของประเทศเป็นหลักตามพระบรมราโชวาทวันที่ 9 มิ.ย. 49

ด้วย

ข้อเสียของทักษิณนั้นมีมาก อย่างแรกคือพูดไม่คิดก่อน เพราะเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูง ตรง

นี้แหละทำให้พลาด แต่ความผิดพลาด สำหรับคนที่เป็นผู้บริหารแล้ว ถือว่าเป็นสิ่งดี เพราะเขาได้

เรียนรู้จากความผิดพลาด พวกมนุษย์เงินเดือนและพวกแอนดรอยด์ จะกลัวการทำผิดพลาด เพราะ

กลัวเสียหน้า กลัวถูกตำหนิ เขาจึงหลีกเลี่ยงการทำผิดพลาด เขาเลี่ยงโดยการไม่ทำอะไรเลย ไม่พูด ไม่

ทำ ก็เลยไม่ผิดพลาด ฉะนั้นยิ่งทำงานมาก ก็มีก็ผิดพลาดมาก แต่ผิดพลาดแล้วเรียนรู้ ถือว่าได้ใช้ความ

ผิดพลาดมาอุดรอยความผิดพลาด

ในหลวงเคยตรัสชมคุณทักษิณหลาย ๆ ครั้ง เช่น

". ..แต่บางทีก็ไม่เหมาะสมกับงาน กับความรู้ที่มี อันนี้ที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะนายกฯ ทักษิณนี่ มี

ความตั้งใจที่จะให้มีการงาน ที่เด็กที่มีความรู้ดี มีความสามารถดี ได้ทำงานได้ เพื่อที่จะให้มาช่วย

ส่วนรวม อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ..."

"..ก็ ไม่ทราบว่าที่ชมนายกฯ ว่าพูดดี อาจมีคนไม่เห็นด้วย ที่มาพูดนี้เป็นความเดือดร้อนกับตัวเอง ถ้าชม

นายกฯ คนอื่นอาจไม่ชม ไม่ชมข้าพเจ้าว่า ชมนายกฯ ทำไม.."

แม้แต่วันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมาก็ตาม พระองค์ก็มีพระราชดำรัสชมเชยรัฐบาลว่าจัดงานได้ราบรื่น

กษัตริย์ บรูไนเอง ก็ทรงชมเชยคุณทักษิณว่าได้ถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ถึงกับ

ทรงเอ่ยชื่อคุณทักษิณในงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ แต่สื่อมวลชนไม่ลงข่าว ฯลฯ

ทั้งที่ในความจริงแล้ว พระองค์จะไม่ทรงชมใครบ่อย ๆ เนื่องจากจะทำให้คนลำพองใจ คุณทักษิณเองก็

ลำพองใจบ่อย ๆ จนตัวลอย แต่จะไม่ชมก็ไม่ได้ เพราะตามหลักการทำงาน จะต้องมีการให้กำลังใจแก่ผู้ทำ

พันธมิตรและกลุ่มผู้มีบารมี มาตรา 7...ทนรับความจริงไม่ได้

(Can't you accept the truth?)*

- 5 -

งาน

ทักษิณเองก็ รู้ และพยายามปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ ตามสไตล์ผู้บริหารที่เรียนรู้เร็ว และแก้ไขข้อบกพร่อง

ของตัวเอง แต่สำหรับคนบางกลุ่ม เขาจะบอกว่า no room for mistake แปลเป็นไทยว่า มิงอย่าพลาดนะ ถ้า

พลาด กรูเหยียบ

จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่อังกฤษก็เป็น

ตรงนี้ จึงเป็นบทเรียนแบบไทย ๆ ว่า "ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย...ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน"

2. ความจริงอย่างหนึ่งก็คือ คุณทักษิณนั้น "ได้ใจ" จากประชาชนเกือบทั้งประเทศ ตรงนี้แหละ ที่ทำ

ให้คนกลุ่มนี้ รับไม่ได้ คือพูดง่าย ๆ ว่า คนไทยส่วนเขาเอาทักษิณ พอรู้อย่างนี้ คนกลุ่มนี้ก็

พยายามหาเหตุ เอามาโจมตี บอกว่า ที่มันให้นโยบายประชานิยมนั้น มันไม่ดี คือ ร้อยแปดที่เขายก

มาด่า และพยายามจะลดความน่าเชื่อถือของทักษิณ คนไทยหลายล้านคนรู้ คนต่างประเทศก็รู้

อีก การโจมตีอย่างหนึ่งก็คือตอนทักษิณออกไป "แก้จน" ที่ร้อยเอ็ด ภาพนี้มันทำให้หลาย ๆ คน

ทนไม่ได้ ถามว่าทนไม่ได้อย่างไร

เขาเห็นภาพ หลายคนยกมือกราบไหว้ทักษิณ เขาบอกว่า บังอาจ และเอาไปเทียบกับพระเจ้า

แผ่นดิน ทั้ง ๆ ที่หากมองกันด้วยความเมตตาและใจผ่องแผ้วแล้ว จะเห็นว่า นั่นคือการช่วยประเทศ

ช่วยประชาชน ซึ่งไม่มีนายก ฯ คนไหนทำมาก่อน หรือ แม้แต่ข้าราชการคนไหนทำมาก่อน

คนกลุ่มนี้ เมื่อได้รับการยุยง (ใครไม่รู้ว่ายุยงอย่างไร ให้ไปอ่านหนังสือ "พระมหาชนก") ก็พยายาม

เข้าไปเพ็ดทูล ตามที่ตนได้รับการ "ปั่นมา"

คนที่ปั่น ๆ ก็ไม่ใช่ใคร เห็นหน้ากันมานานแล้ว พวกนี้เห่อเหิม และฮึกเหิม หลายคนต่างมีที่มาไม่

เหมือนกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือ เอาทักษิณออก ทั้ง ๆ ที่คนที่จะเอาทักษิณออกตามระบอบ

ประชาธิปไตยก็คือประชาชนตอนเลือกตั้ง คนกลุ่มนี้ก็พยายามล้มเลือกตั้ง และก็สำเร็จจนได้ คนที่ไป

ปั่น ก็เหลือเกิน เห็นหน้ากันอยู่ มียศมีตำแหน่ง คนที่ถูกปั่น เอะอะก็เป็นใบ้ พูดง่าย ๆ ไม่มีกึ๋นพอที่จะตัด

ตัวเองให้ขาดจากเชือกที่ผูกขาไว้

พันธมิตรและกลุ่มผู้มีบารมี มาตรา 7...ทนรับความจริงไม่ได้

(Can't you accept the truth?)*

- 6 -

โชคดีอย่างหนึ่ง ที่ประชาชนอีกนับล้านคน เขาเป็นปึกแผ่น เขาสามัคคีกัน เลยทำให้คนกลุ่มนี้ "เจาะ"

ลำบาก เมื่อหาทางเจาะไม่ได้ เขาก็พยายามสลายขั้ว โดยการเอาเรื่องในหลวงนี่แหละมาเป็น

ประเด็น มันก็เลยเข้าทาง แต่ก็ขอบใจเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต ข่าวสารเดี๋ยวนี้เร็ว และแม่นยำ แต่ก็อย่า

เชื่อข่าวสารมากเกินไป คนที่เชื่อข่าวโดยไม่ตรอง เรียกว่าคนโง่

จริงอยู่ ทักษิณพูดมาทั้งหมด คนอาจจะเชื่อกว่าร้อยละ 80 นั่นก็คือว่ามีทั้งดีทั้งเสีย คนเขาก็เชื่อทักษิณ

เสียส่วนใหญ่ บางที...ทักษิณจะโทษใครไม่ได้ นอกจากโทษตัวเองที่พูดโดยไม่คิด โดยไม่คิด

ว่า มีคนจ้องจับผิดอยู่ ฉะนั้นเมื่อทักษิณหยุดพูดอะไรที่มันล่อแหลม คนกลุ่มนี้จึงหาเรื่องเอาไปโจมตีได้

ยาก

ฉะนั้น จึงอยากจะฝากให้คนที่ชอบปั่นว่า ถ้าชอบปั่นมาก ก็ให้ไปปั่นอย่างอื่น คนเราไม่ใช่จิ้งหรีดเหมือน

สมัยก่อนที่เรืองอำนาจ อย่าไปคบกับคนพาลให้มาก เดี๋ยวจะพากันตายหมด

ประเด็นของกระทู้นี้ ที่จับขึ้นมาพูดก็เพราะว่า ให้ทุกคนได้ตั้งสติกันให้ดี อย่า

เป็นเหยื่อของใครง่าย ๆ รักคุณทักษิณ ก็รักให้พอประมาณ เกลียดคุณทักษิณ ก็

ให้เกลียดพอประมาณ จะทำอะไรก็ให้คิดถึงประเทศชาติ อย่าเอาความสะใจ

อย่าเอาความเกลียด ความริษยามาตั้งเป็นใหญ่ เพราะคนที่ตาย ก็คือตัว

เรา คือตัวคุณ ๆ ตัวผม ผมเองยังไม่อยากตาย เคยเห็นประเทศไทยเกือบตาย

แล้วก็ไม่อยากจะเห็นอีก

ผมไม่บังอาจจะไป สอนใคร เพราะแต่ละท่านก็มีหน้ามีตากันทั้งนั้น แต่ให้คิดถึง

ประเทศชาติ คิดถึงประชาชนคนเดินดิน และที่สำคัญ ให้คิดถึงพระเจ้าอยู่หัว

บ้าง

มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ที่จะทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย

ความทรงจำสีจาง : "เลี้ยบ" และ "มิ้ง" ที่รัก

 

ความทรงจำสีจาง : "เลี้ยบ" และ "มิ้ง" ที่รัก  

จดหมายฉบับนี้เขียนถึง ‘เพื่อน’ ของผู้ไม่ระบุนามจริง แต่เมื่อคุณอ่าน คุณจะรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องแต่ง อ่านดูเถิด เพราะนี่คือจดหมายที่คุณจะได้สัมผัสความเศร้าที่อยู่ในระหว่างความทรงจำของผู้เขียน และเชื่อได้เลยว่า ‘ผู้อ่าน’ ที่ปลายทาง (ถ้าหากเขาได้อ่าน) ก็อาจจะเศร้าไม่แพ้กัน...ก็นี่แหละชีวิต

 ‘เลี้ยบ’ และ ‘มิ้ง’ ที่รัก..

เป็นเวลาเนิ่นนานที่เราไม่ได้ติดต่อไปมาหาสู่กันเลย ส่วนหนึ่งเราต่างคนต่างทำหน้าที่ แต่อีกส่วนหนึ่งบางครั้งเรามีหน้าที่ที่จะต้องเกี่ยวข้องกันบ้าง

บ่อยครั้งผมก็คิดว่าไม่ติดต่อกันจะดีกว่า คุณทั้งสองคนมีความสามารถสูง มีข้อมูลมาก มีบารมีในหน้าที่การงานคงจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดแล้ว

การที่เราทำงานในสถานการงานที่แตกต่างกันควรจะเป็นเรื่องดี ถ้ามีคนตั้งใจดีทำงานในหลายๆ หน่วยงานที่สอดคล้องกันบ้าง ถึงแม้จะขัดแย้งกันบ้างก็เป็นไปตามธรรมชาติ ด้วยจิตใจที่ปรารถนาดีต่อส่วนรวมทุกฝ่าย ในที่สุดก็จะมีผลให้หน่วยงานที่หลากหลายมีทิศทางที่ถูกต้องและน่าจะประสานงานกันได้

รูปธรรมห้าปีทีผ่านมามีบางส่วนที่สนับสนุนว่าวิธีคิดแบบข้างบนน่าจะถูกต้องแล้ว แต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกเอือมระอาและถามกันเองว่า ‘มิ้ง’ และ ‘เลี้ยบ’ ไปทำอะไรกันอยู่

ตัวอย่างที่ผมเห็นว่าพวกคุณกล้าทำและสร้างผลสะเทือนด้านบวก คือการดำเนินการทำให้นโยบายประกันสุขภาพเป็นรูปธรรม งานวิจัยของเราก่อนหน้าที่พวกคุณจะมาเป็นรัฐบาลบ่งบอกว่ามีคนเจ็บป่วยจนถึงขั้นล้มละลายจำนวนไม่น้อย ในปัจจุบันเรายังไม่ได้วิจัยซ้ำในเรื่องเดียวกัน แต่เชื่อว่าปัญหานี้น่าจะน้อยลง

ความตั้งใจจริงของพี่น้องสาธารณสุขเราทำให้ผลการประเมินความพึงพอใจของประชาชนต่อระบบประกันสุขภาพที่ผ่านมาหลายปีอยู่ในระดับที่ดี พวกคุณก็ได้คะแนนนิยมจากประชาชนไป ซึ่งก็ยุติธรรมดีแล้ว ปัญหาจะมีอยู่ว่าความต้องการของประชาชนมีไม่จำกัด แต่งบประมาณที่ผู้ให้บริการคือพี่น้องสาธารณสุขของเราได้รับอย่างจำกัด ระบบประกันสุขภาพจะยังอยู่ได้นานเพียงไร แต่เรื่องนี้ค่อยว่ากันก็แล้วกัน

เรื่องที่พวกเราเอือมระอามากโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนปักษ์ใต้ที่อยู่ชายแดน คือท่าทีและงานรูปธรรมที่รัฐบาลกดขี่ประชาชน ‘เจ้านาย’ ของคุณปราบยาเสพติดด้วยความรุนแรง มีคนเสียชีวิตโดยไม่ต้องมีการสืบสวนอะไรสองพันกว่าคน สร้างความสะใจให้กับชาวบ้านจำนวนมาก เรื่องนั้นแล้วแต่คนจะมอง ผมเห็นว่าสิ่งที่พวกคุณถือว่าสำเร็จทำให้พวกคุณเห็นผิดเป็นชอบไปในระยะยาว

คุณใช้ท่าทีเดียวกันหรือคล้ายกันกับประชาชนปักษ์ใต้ วันที่พวกคุณมาประชุมกันที่โรงแรมเจบีหาดใหญ่ มีชาวบ้านเดินทางมาเพื่อประท้วงการสร้างท่อแก๊สอย่างสันติ ตำรวจที่คุณเตรียมมาไล่สลายฝูงชนที่มาชุมนุมทำลายรถยนต์และข้าวของของเขา จับกุมคุมขังชาวบ้านที่ปราศจากความผิด ยัดข้อหาต่าง ๆ ยึดรถที่เขาเช่ามาร้องเรียน ควบคุมสื่อมวลชนบิดเบือนข่าวให้ร้ายชาวบ้าน แล้วฟ้องศาลเพื่อให้ชาวบ้านต้องเสียเวลาขึ้นศาลแรมเดือนแรมปี ต้องหาเงินบริจาคมาประกัน การใช้อำนาจรัฐกลั่นแกล้ง พวกคุณอ้างกฎหมาย

สำหรับผมแล้ว กฎหมายที่พวกคุณใช้ คือ การกดหมา หรือการกำหราบชาวบ้านตาดำ ๆ ไม่ให้แสดงความไม่เห็นด้วย ตอนนั้นเราถามกันว่า ‘มิ้ง’ และ ‘เลี้ยบ’ อยู่ไหน เขากลายเป็นเทวดากันแล้ว ถ้าอย่างนั้นเราต่างคนต่างอยู่จะดีกว่า เทวดาที่อ้างว่าจะช่วยชาวบ้าน ที่แท้คงจะเป็นเทพอสูรใส่สูท

ชัยชนะอันชั่วร้ายของพวกคุณในการทำร้ายทั้งร่างกายจิตใจและเศรษฐกิจของกลุ่มต่อต้านท่อแก๊สทำให้พวกคุณย่ามใจมากขึ้น คุณใช้ท่าทีเดียวกันในปราบโจรปล้นปืน แต่คราวนี้รุนแรงกว่าเดิมอีก เพราะความแตกต่างที่ชาติพันธุ์ ท่าทีอันยะโสโอหังของ ‘เจ้านาย’ ใหญ่ของคุณทำให้ใต้ล่างลุกเป็นไฟ เขาดูถูกศัตรูและลูกน้องตัวเองพร้อมกัน เขาคิดว่ามีเงินแล้วจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ เอาค่านิยมของตัวเองข่มค่านิยมท้องถิ่นของเรา ‘เจ้านาย’ ของคุณเป็นสุดยอดของสัญลักษณ์ของการกดขี่ของคนในวัฒนธรรมเผด็จการทุนนิยมใช้กับวัฒนธรรมจารีตและท้องถิ่นนิยมของภาคใต้ ไม่แตกต่างกับเพื่อนอภิมหาอำนาจของเขาที่โหมไฟสงครามในตะวันออกกลาง

 คำพูดส่วนใหญ่ของ ‘เจ้านาย’ คุณมันเหมือนน้ำมันไปราดกองไฟ ตอนนั้นพวกคุณไปอยู่เสียที่ไหน คุณเห็นใจพวกเราหรือเปล่า คุณเตือนเขาหรือเปล่า เขาเชื่อคุณไหม ฤาคนเก่ง ๆ อย่างพวกคุณเป็นได้แค่จาตุรงคบาทแล้วแต่ ‘เจ้านาย’ จะนำช้างไปเหยียบหญ้าแพรกที่ไหนก็ได้

คนเราไม่ควรจะรื้อฟื้นเรื่องไม่ดีมากนัก เมื่อเร็วๆ นี้ หลายอย่างที่อัดอั้นตันใจเราดูเหมือนจะดีขึ้น พวกคุณยกฟ้องกลุ่มต่อต้านท่อแก๊ส ‘เจ้านาย’ คุณพูดน้อยลงและปรับท่าทีการทำงานในภาคใต้ ฟังมากขึ้น พวกคุณประกาศนโยบายชัดเจนว่าจะไม่ใช้วิธีอุ้มฆ่า ทำงานประสานกันดีขึ้น สถานการณ์ในพื้นที่ดูเหมือนจะทุเลาความร้อนแรงลงบ้าง เป็นอันว่าที่ผ่านมาก็ยังพออภัยได้

ตอนนี้บ้านเมืองแย่อีกแล้วจากผลงานของ ‘เจ้านาย’ คุณ ก่อนปีใหม่ ‘เจ้านาย’ คุณเอาครอบครัวไปพักผ่อนที่สิงคโปร์ กลับมาหน้าตาสดชื่นบอกว่าไปชาร์ตแบตเตอรี่ อีกไม่กี่อาทิตย์ก็มีข่าวออกมาชัดเจนว่าครอบครัววงศาคณาญาติของเขาขายบริษัทที่ ‘มิ้ง’ ทำงานอยู่ให้กับกลุ่มทุนสิงคโปร์ (ผมไม่รู้ว่าเขาขายพวกคุณผู้สร้างความเข้มแข็งให้บริษัทของเขาให้ทุนสิงคโปร์หรือเปล่า) ที่สำคัญเขาไม่ต้องเสียภาษีเลยสักบาท ทีนี้ละเป็นเรื่อง

ผมไม่รู้กฎหมายมากนัก แต่ผมไปเสียภาษีทุกปี และก็ภูมิใจว่าได้ทำหน้าที่ในสังคม ไม่ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล เราก็ต้องเสียภาษีเพื่อให้สังคมไทยอยู่ได้ พวกคุณก็เอาภาษีเราไปทำงาน ทำถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง ก็ยังโอเค ผมก็อยากเก็บเงินสำรองไว้ใช้ตอนแก่เมื่อไม่มีกำลังวังชาทำมาหากินแล้ว และก็อยากเก็บไว้ให้ลูกไว้ทำทุนเลี้ยงชีพระยะยาว แต่ผมก็คิดว่าเรายังมีคนแก่คนอื่นๆ ที่ยากจนกว่าเรา มีลูกของชาวบ้านที่มีโอกาสน้อยกว่าลูกเรา รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลคนผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ รัฐจะทำงานได้ต้องมีเงินซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากภาษีของเรา ถึงแม้ว่าจะไม่มากนักถ้าแต่ละคนช่วยกันคนละไม้ละมือก็น่าจะพอทำอะไรได้หลายอย่าง

 เอ- แต่ว่า ‘เจ้านาย’ ของคุณที่ร่ำรวยและมีอำนาจล้นฟ้าในประเทศไทยนี่สิ ไม่รู้เขาคิดอย่างไร เขาคงภูมิใจว่าเขามีความสามารถที่ไม่ต้องเสียภาษี เขาเคยพร่ำบ่นว่าคนอื่น ๆ ไม่ฉลาด ทำงานไม่เป็น นี่คงจะเป็นหลักฐานของความฉลาดและทำงานเป็นของ ‘เจ้านาย’ คุณสินะ

ผมก็ไม่รู้ว่า ‘เจ้านาย’ ของคุณถูกหรือผิดกฎหมาย ถึงผมจะไปเชิญ ขอร้อง หรือไล่ให้เขาพ้นจากตำแหน่ง ก็คงจะป่วยการ เพราะเขามั่นใจตัวเองมากจนไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น มีคนจำนวนมากที่เลือกเขาเข้ามา และคนเหล่านั้นก็คงจะยอมรับให้เขาทำอย่างที่เขาทำอยู่ ถึงแม้จะเลวไปกว่านี้ก็ยังมีคนจำนวนมากยอมรับได้รวมทั้งยอมกายถวายชีวิตเป็นลูกน้อง ผมนึกถึงสามก๊กที่มีโจโฉเป็นจอมโกง เจ้าเล่ห์ มือเปื้อนเลือด แต่ก็ยังมีลิ่วล้อรวมทั้งกุนซือห้อมล้อมทำงานให้ ธรรมชาติของอำนาจเป็นอย่างนี้นี่เองหนอ

 ‘มิ้ง’ และ ‘เลี้ยบ’ ครับ

กระบวนการตุลาเมื่อสามสิบปีที่แล้วเป็นประวัติศาสตร์ที่เราฝ่าฟันกันอุปสรรคมาด้วยกัน หลายคนต่างชื่นชมและตั้งใจว่าจะรักษาอุดมการณ์เดือนตุลา แต่คนนอกวงการตุลาจำนวนหนึ่งก็ชี้ตัวอย่างให้เห็นว่าพวกเดือนตุลานี่แหละคือกลุ่มค้ำบัลลังก์ทรราชทุนนิยม

ผมพยายามบอกเขาว่าไม่จริง อย่างที่บอกแล้วแต่ต้นว่าเราควรจะทำงานในที่ที่ต่างกันได้ แต่เดี๋ยวนี้ผมคงต้องเปลี่ยนใจแล้ว จากวันนั้นถึงวันนี้โลกหมุนไปได้กว่าสามสิบรอบ แรงหมุนทำให้เศรษฐกิจสังคมของโลกและของไทยเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ธงชัยของทุนนิยมโบกสะบัดไปทั่วโลกพร้อมกับความกระหายอำนาจและกระหายทรัพยากรของอสูรตนนี้ ทุนอสูรได้สูบเอามูลค่าส่วนเกินไปสะสมและเพิ่มมูลค่าอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดการรวมศูนย์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มันได้สูบเอามันสมองชั้นดีอย่างพวกคุณไปเป็นข้ารับใช้ ช่วยคิดยุทธศาสตร์ในการได้มาซึ่งเงินตรา และอำนาจ ช่วยการประชาสัมพันธ์สร้างภาพให้อสูรกลายเป็นเทพ ฟอกถ่าน แก้ต่างทำให้ความผิดกลายเป็นถูก เพิ่มพลังมารให้มัน

บางทีผมอาจจะไม่ค่อยเข้าใจคุณ เพราะเราอยู่ต่างภพต่างภูมิกัน ความจริงเราไม่ควรจะพบกันบ่อยเกินไปด้วย คุณบอกพรรคพวกเดือนตุลาซ้ำ ๆ หลายครั้งว่าคุณอยู่กับ ‘เจ้านาย’ ได้รับรู้ข้อมูลมากและทำอะไรได้มาก ไม่รู้ว่าจะมีนัยว่าถ้ามาอยู่ใกล้พวกเราอาจจะไม่รู้อะไรเลยและทำอะไรไม่ได้อย่างพวกเราหรือเปล่า

อุดมการณ์เป็นหางเสือกำหนดทิศทางของการดำเนินชีวิต แต่สุดท้ายการประเมินยังคงต้องดูสิ่งที่เป็นรูปธรรมว่าหางเสือนั้นนำลำเรือของคุณไปถึงที่แห่งหนใด

อย่างไรก็ตาม คนที่มีพื้นฐานต่างกันก็จะประเมินคุณค่ารูปธรรมต่างกัน สิ่งที่เราคิดว่าเป็นกิจกรรมละเมิดสิทธิมนุษยชนของ ‘เจ้านาย’ ของคุณ คุณอาจจะประเมินว่าเป็นการสร้างระเบียบในสังคม พฤติกรรมที่เราเห็นว่าเป็นการคุยโตโอ้อวดยกตนข่มท่าน คุณอาจจะเห็นว่าเป็นจุดขาย ที่พวกเราเห็นว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนเจ้าเล่ห์เพทุบาย คุณอาจจะเห็นว่าเป็นความสามารถทางธุรกิจ เราเห็นว่าไม่เป็นธรรม คุณเห็นว่าไม่เป็นไร

เอ.. นอกจากอดีตแล้ว เรายังมีอะไรที่จะร่วมกันได้ในปัจจุบันและอนาคตอยู่หรือ

อำนาจและทรัพย์ศฤงคารเป็นสิ่งเย้ายวน วนเวียนเข้าหากันและพิทักษ์ซึ่งกันและกัน พลังทั้งสองอย่างเมื่อรวมตัวกันโดยขาดการควบคุมจะสร้างความเสียหายให้แก่สังคมได้ใหญ่หลวง

ถอยออกมาจากวังวนนั้นเถิด ความเป็นคนธรรมดา ๆ มีเพื่อนฝูงพี่น้องรู้ใจ ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันเป็นสิ่งที่มีคุณค่ากว่า พวกเรารอคุณทั้งสองอยู่ โลกไม่ได้เป็นของคุณสองคนเท่านั้น ไม่ต้องเป็นห่วงเขาหรอก ขาดคุณไปเขาก็ยังหาคนอื่นแทนได้

 

- 1 -

ป ร ะ ช า ธิ ปั ต ย์ กั บ ค ว า ม เ ป็ น ไ ป ไ ด้ ใ น เ รื่ อ ง น โ ย บ า ย

โดย คุณ Chiangraiplus

11 สิงหาคม 2549

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P4615288/P4615288.html

ข้อนี้ผมขออาศัยฝาก ให้อ่านกันเล่นๆครับ

เริ่มจาก ท่านนายกทักษิณเอง ท่านก็ได้ออกนโยบายพรรค ทรท. ที่พวกเราเรียกกันว่า นโยบาย

ประชานิยม มาใช้หาเสียง ในปี 2543 และนโยบายนั้น ได้รับการดูถูกจากคนฝั่ง ปชป. เป็นอย่างมาก

ทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จแน่ แค่นโยบายขายฝัน และคำดูถูกต่างๆนาๆ แต่คนที่ทำให้ฝันของคนไทยทั้งชาติ

มีความชัดเจนขึ้นนั้น กลับทำได้อย่างดี แม้ว่าจะไม่ได้ผลทั้งหมด แต่การทำงานอย่างจริงจัง และทำ

ในทางคู่ขนาน ในทุกมิติของการทำงานในเชิงรุก โดยทำใน 4 มิติ ไปพร้อมๆกัน ทั้งเชิงลึก กว้าง ไกล

และที่สำคัญ มิติในการทำงานนั้น ยังคงบวกความ “ไม่หยุดนิ่ง” การเคลื่อนไหวคงมีอยู่อย่างตลอดเวลา

และต่อเนื่อง อันเป็นมิติที่ถือได้ว่า ยากมากๆ ในกระบวนการทำงาน ในวงกว้างๆหรือในระดับประเทศ

ผลที่ได้เมื่อออกสู่ประชาคมโลกนั้น ผลงานของ ท่านนายกทักษิณ จึงโดดเด่นเป็นอันมาก

และในเวลาต่อมา เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ หัวหน้าพรรค ปชป ได้เปลี่ยนมาเป็น คุณบัญญัติ

แทนที่คุณชวนคนเดิม และคุณบัญญัติ ก็ได้ออกนโยบายชุดใหม่ออกมา เพื่อใช้ในการต่อกรกับ ท่าน

นายกทักษิณ ซึ่งนโยบายชุดนี้ มีทั้งหมด 4 ข้อ ถือเป็นชุดนโยบายใหม่ของ พรรค ปชป ที่ได้เสนอออกมา

เมื่อ วันที่ 25 เมษายน 2547 และเมื่อได้พยายามมอง ไม่ว่าจะมุมใดก็ตาม ชุดนโยบายชุดนี้ ก็อยู่ใน

ทางเดินเดียวกัน กับของทางพรรค ทรท มองอย่างไรก็แค่ ประชานิยม ฉบับที่ขัดเกลาขึ้นมาใหม่เท่านั้น

ไม่ได้มีความโดดเด่นหรือแตกต่างไปจาก ประชานิยมของ ทรท แต่อย่างใด ภาพที่มองเห็นได้ชัดก็คือ แค่

เป็นการชูนโยบาย “บัญญัตินิยม” มาชนกับ “ทักษิณเอื้ออาทร” เท่านั่นเอง และแล้วเมื่อผลการเลือกตั้ง ที่

พรรค ทรท สามารถเอาชนะพรรค ปชป ได้อย่างถล่มถลาย ในครั้งนั้น ก็ทำให้ คุณบัญญัติ จำต้องเดิน

จากไปในทางการเมือง อย่างเจ็บปวดมากที่สุด เท่าที่เคยเป็นมา

- 2 -

โอ้ย แค่บอกออกมาในเรื่องนโยบายแค่นี้ ทำไมมันไปได้ไกลมากขนาดนี้นะ ผมเองมันคนชอบ ทรท ก็เผลอที่จะใส่

ความเห็นส่วนตัวเข้าไปไม่ได้สักกะที แต่ผมเต็มใจและตั้งใจใส่ความเห็นนะ อย่างไรก็อ่านและแยกแยะกันเองละกัน

พอเกิด พรรค ทรท ในวงการ “การเมือง” ของบ้านเรา พรรค ปชป ก็ต้องเสียหัวหัวหน้าพรรค ไปแล้วถึงสอง

คน อันนี้มันแสดงถึงอะไรครับ

หรือ เพราะว่า การเคลื่อนตัวของข้อมูล ในยุค ปี 2000 ที่เป็นไปอย่างไร้ขีดจำกัด ทำให้คนไทยอีกไม่น้อย หูตาส่วาง

มองเห็นความเป็นตัวตนจริงๆ ของพลพรรค ปชป

หรือ เพราะว่า คนไทยใน พศ นี้ มีการเรียนรู้และการศึกษา มากกว่าที่ผ่านมา ทำให้การต้มตุ๋นและหลอกลวงในทาง

การเมือง ทำได้อย่างยากลำบาก มากกว่าในอดีต

หรือเพราะว่า นโยบาย ที่ พรรค ปชป มีออกมาในช่วงของการหาเสียงนั้น มันได้แสดงความเต็มใจ ที่จะยอมเดิน

ตามหลังพรรค ทรท อย่างไม่มีทาง ที่จะให้จัดให้เป็นคู่แข่ง หรือคู่ต่อสู้กันได้ ไม่ว่าจะในกรณีใดๆ

หรือเพราะว่า พลพรรค ปชป ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อม ในเรื่องของคน ที่จะเข้ามาทำงานการเมือง อย่าง

ต่อเนื่องและจริงจัง

หลาย คนบอกว่า การที่เรามีรัฐธรรมนูญใหม่ เราหวังกันว่า การเมืองบ้านเรา น่าจะแบ่งออกเป็น

สองขั้วอย่างชัดเจน แต่การเมืองของไทยในวันนี้ วันที่ พรรค ปชป มีหัวหน้าพรรค คนใหม่ ซึ่งเป็นคนที่

สาม ในการเข้าต่อสู้แย่งชิงกับ พลพรรค ทรท ซึ่งก็คือ คุณอภิสิทธิ์ และการเข้ามาของคุณอภิสิทธิ์ ก็ไม่ได้

มีความแตกต่าง ไปจากคนเดิมๆที่เคยมี มันจึงไม่ใช่เป็นการเมืองแบบ 2 ขั้ว ในแบบที่เรานึกและฝันกัน

แต่อย่างใด แต่มันยังคงเป็น การเมืองแบบขั้วเดียว ขั้วทางนโยบาย ก็อันเดียวกัน ขั้วในทางยุทธศาสตร์ก็

อีกแหล่ะ อันเดียวกัน จะต่างกันก็ตรงที่ คนนำไปปฎิบัติเท่านั้น และในเวลาอย่างนี้ ทางพรรค ทรท เอง

ดันได้แสดงฝีมือในการทำงาน และการนำนโยบายที่มีอยู่ ออกไปทำอย่างจริงจัง และเห็นผลไปแล้วทั่ว

โลก

- 3 -

อะไรคือความแตกต่างครับ คนหนึ่งทำแล้วและเห็นผลไปแล้วทั่วบ้านทั่วเมือง ส่วน

อีกคนบอกว่าจะทำ จะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะ แล้วอย่างนี้อะไรมันจะ

เหลือละครับ

ท่าน นายกรัฐมนตรี ท่าน พ.ต.ท.ดร ทักษิณ ชินวัตร ณ ไทยรักไทย ท่านยังคงความโดดเด่น ท่าน

ยังคงไม่มีแม้แต่ คู่เปรียบเทียบ คู่แข่งขัน หรือคู่เหมือน ในทางการเมืองแม้แต่น้อย พรรค ปชป ยุค คุณ

อภิสิทธิ์ จะยังคงไม่สามารถบรรลุสิ่งที่หวัง หรือภารกิจใดๆได้เลยครับ ตราบใดที่การสร้างนโยบาย และ

การสร้างยุทธศาสตร์ ที่ทำด้วยตนเองของ พลพรรค ปชป ยังคงหาไม่เจอ และยังคงไม่มีวี่แวว ที่จะ

นำเสนอต่อ สังคมไทย ทั้ง ๆ ที่ เมื่อก่อนหน้าวันเลือกตั้งทั่วไป ครั้งก่อนโน้น คือเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544

เราคิดกันว่า เราจะได้การเมืองแบบ 2 ขั้ว แต่พอ ทรท ชนะแบบพลิกโฉมการเมืองไทยครั้งใหญ่ และ

บวกกับการปฏิบัติงาน และการนำนโยบายไปใช้ ในการทำงานอย่างต่อเนื่องและจริงจังของ พลพรรค

ทรท แล้ว หลังจากการเลือกตั้งในคราวนั้น ขั้วตรงข้ามกับ พรรค ทรท ไม่ได้ทำอะไรเลย ทั้งทางด้าน

นโยบาย หรือด้านยุทธศาสตร์การเมือง ทุกอย่างยังคงวิ่งวนอยู่กับเกมการแย่งชิงอำนาจในพรรค

การชิงดีชิงเด่น จนลืมไปว่าตอนนี้คนไทยเริ่มหูและตาเริ่มมองเห็นได้ชัดขึ้น และดีขึ้นตามลำดับ

หลังฟองสบู่แตก พรรค ปชป ก็นำประเทศของเราเข้าสู่ กรอบการผูกมัด ขององค์กรโลก แบบ

แผนของระบบเศรษฐกิจที่นำมาใช้ ล้วนไม่มีความแตกต่างไปจากเดิม ก่อนหน้านั้นเราเดินตาม ระบบ

ราชการไทย รวมทั้ง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และวิกฤตเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นใน ปี 2540

นั้น ทำให้ พลพรรค ทรท ซึ่งเป็นพรรคที่เกิดใหม่ ต้องทำงานอย่างจริงจัง ทั้งในเรื่องนโยบาย ทั้งในเรื่อง

ยุทธศาสตร์ ทำทำไมหรือครับ ท่านนายกทักษิณ ท่านมี 2 ข้อให้คิด ข้อแรก ชาติของเรา กำลังต้องการ

การรักษาและเยียวยา อย่างเร่งด่วน เพื่อให้ผ่านความทุกข์ยากของคนในขาติ ไปให้เร็วที่สุด และข้อที่น่า

นำไปคิดอีกข้อคือ ท่านนายกทักษิณ ท่านต้องการสร้างความแตกต่าง ไม่ให้เหมือนกับการทำงานของ

พรรค ปชป และท่านก็เข้าสู่แนวทาง ที่ขนานและตรงกันข้ามกับ พรรค ปชป อย่างสิ้นเชิง จึงทำให้พรรค

ทรท โตเร็ว และทรงพลังเป็นอย่างมากในเวลาต่อมา

- 4 -

ในขณะที่ พรรค ปชป เองกับไม่ได้ทำอะไร กับการเตรียมความพร้อมของพรรคแม้แต่น้อย และ

เมื่อเวลาล่วงเลยมา จนมาถึงเวลาที่ คุณอภิสิทธิ์ ต้องนำทัพออกสู่สนาม เพื่อต่อกรกับพรรค ทรท คุณ

อภิสิทธิ์ทำได้ดีที่สุด ก็แค่การทาสีห้องแถลงข่าวใหม่ ให้ดูดี บวกกับการนำเสนอข่าว โดยใช้ความเป็น

ตัวตนของ กลุ่มผลัดใบ

ไหนละครับ ความเป็นนโยบายที่จับต้องได้ ไหนละครับความแตกต่าง

ไหนละครับ ความเป็น คนละขั้วในทางการเมือง ความเป็นเสรีนิยมใหม่ก็ไม่

ชัดเจน ประชานิยมก็ไม่เต็มตัว

คุณอภิสิทธิ์เองทำได้แค่ ต่อยอด ติดตา ทาบกิ่ง นโยบายเดิมของ พรรค ทรท เท่านั้น ส่วนกลุ่มทุน

ทั้งทุนเก่า ทุนใหม่ ที่ได้รับผลกระทบ จากวิกฤตเศรษฐกิจ ใครเขาจะไปสนับสนุน พรรค ปชป ละครับ

ในเมื่อทุกคนไม่เห็นความแตกต่าง ทุกคนก็รู้ๆเห็นๆกันอยู่ ความแข็งแรงทางเศรษฐกิจ ที่มีมา

ใครกันครับ ที่สร้างมันขึ้นมากับมือ ใครกันครับ ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ใครกันครับที่กลายเป็นที่

พึ่งพิง ของกลุ่มผู้ประกอบการทั้ง กลุ่มขนาดเล็กและกลาง ทั้งกลุ่มเกษตรกรรายย่อย และ แม้กระทั่ง

กลุ่มทุนระดับชาติ ( บวกรวมทั้ง กลุ่มทุนเอ็นพีแอลเข้าไปด้วยก็ได้เอ้า ) แล้วอย่างนี้ใครเขาจะให้ความ

สนใจละครับ

ยังคงไปได้ไม่ถึงไหนสักที

ผมขอพอแค่นี้ก่อนครับ

 

- 1 -

ป ร ะ ช า ธิ ปั ต ย์ กั บ ค ว า ม เ ป็ น ไ ป ไ ด้ ใ น เ รื่ อ ง น โ ย บ า ย

โดย คุณ Chiangraiplus

11 สิงหาคม 2549

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P4615288/P4615288.html

ข้อนี้ผมขออาศัยฝาก ให้อ่านกันเล่นๆครับ

เริ่มจาก ท่านนายกทักษิณเอง ท่านก็ได้ออกนโยบายพรรค ทรท. ที่พวกเราเรียกกันว่า นโยบาย

ประชานิยม มาใช้หาเสียง ในปี 2543 และนโยบายนั้น ได้รับการดูถูกจากคนฝั่ง ปชป. เป็นอย่างมาก

ทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จแน่ แค่นโยบายขายฝัน และคำดูถูกต่างๆนาๆ แต่คนที่ทำให้ฝันของคนไทยทั้งชาติ

มีความชัดเจนขึ้นนั้น กลับทำได้อย่างดี แม้ว่าจะไม่ได้ผลทั้งหมด แต่การทำงานอย่างจริงจัง และทำ

ในทางคู่ขนาน ในทุกมิติของการทำงานในเชิงรุก โดยทำใน 4 มิติ ไปพร้อมๆกัน ทั้งเชิงลึก กว้าง ไกล

และที่สำคัญ มิติในการทำงานนั้น ยังคงบวกความ “ไม่หยุดนิ่ง” การเคลื่อนไหวคงมีอยู่อย่างตลอดเวลา

และต่อเนื่อง อันเป็นมิติที่ถือได้ว่า ยากมากๆ ในกระบวนการทำงาน ในวงกว้างๆหรือในระดับประเทศ

ผลที่ได้เมื่อออกสู่ประชาคมโลกนั้น ผลงานของ ท่านนายกทักษิณ จึงโดดเด่นเป็นอันมาก

และในเวลาต่อมา เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ หัวหน้าพรรค ปชป ได้เปลี่ยนมาเป็น คุณบัญญัติ

แทนที่คุณชวนคนเดิม และคุณบัญญัติ ก็ได้ออกนโยบายชุดใหม่ออกมา เพื่อใช้ในการต่อกรกับ ท่าน

นายกทักษิณ ซึ่งนโยบายชุดนี้ มีทั้งหมด 4 ข้อ ถือเป็นชุดนโยบายใหม่ของ พรรค ปชป ที่ได้เสนอออกมา

เมื่อ วันที่ 25 เมษายน 2547 และเมื่อได้พยายามมอง ไม่ว่าจะมุมใดก็ตาม ชุดนโยบายชุดนี้ ก็อยู่ใน

ทางเดินเดียวกัน กับของทางพรรค ทรท มองอย่างไรก็แค่ ประชานิยม ฉบับที่ขัดเกลาขึ้นมาใหม่เท่านั้น

ไม่ได้มีความโดดเด่นหรือแตกต่างไปจาก ประชานิยมของ ทรท แต่อย่างใด ภาพที่มองเห็นได้ชัดก็คือ แค่

เป็นการชูนโยบาย “บัญญัตินิยม” มาชนกับ “ทักษิณเอื้ออาทร” เท่านั่นเอง และแล้วเมื่อผลการเลือกตั้ง ที่

พรรค ทรท สามารถเอาชนะพรรค ปชป ได้อย่างถล่มถลาย ในครั้งนั้น ก็ทำให้ คุณบัญญัติ จำต้องเดิน

จากไปในทางการเมือง อย่างเจ็บปวดมากที่สุด เท่าที่เคยเป็นมา

- 2 -

โอ้ย แค่บอกออกมาในเรื่องนโยบายแค่นี้ ทำไมมันไปได้ไกลมากขนาดนี้นะ ผมเองมันคนชอบ ทรท ก็เผลอที่จะใส่

ความเห็นส่วนตัวเข้าไปไม่ได้สักกะที แต่ผมเต็มใจและตั้งใจใส่ความเห็นนะ อย่างไรก็อ่านและแยกแยะกันเองละกัน

พอเกิด พรรค ทรท ในวงการ “การเมือง” ของบ้านเรา พรรค ปชป ก็ต้องเสียหัวหัวหน้าพรรค ไปแล้วถึงสอง

คน อันนี้มันแสดงถึงอะไรครับ

หรือ เพราะว่า การเคลื่อนตัวของข้อมูล ในยุค ปี 2000 ที่เป็นไปอย่างไร้ขีดจำกัด ทำให้คนไทยอีกไม่น้อย หูตาส่วาง

มองเห็นความเป็นตัวตนจริงๆ ของพลพรรค ปชป

หรือ เพราะว่า คนไทยใน พศ นี้ มีการเรียนรู้และการศึกษา มากกว่าที่ผ่านมา ทำให้การต้มตุ๋นและหลอกลวงในทาง

การเมือง ทำได้อย่างยากลำบาก มากกว่าในอดีต

หรือเพราะว่า นโยบาย ที่ พรรค ปชป มีออกมาในช่วงของการหาเสียงนั้น มันได้แสดงความเต็มใจ ที่จะยอมเดิน

ตามหลังพรรค ทรท อย่างไม่มีทาง ที่จะให้จัดให้เป็นคู่แข่ง หรือคู่ต่อสู้กันได้ ไม่ว่าจะในกรณีใดๆ

หรือเพราะว่า พลพรรค ปชป ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อม ในเรื่องของคน ที่จะเข้ามาทำงานการเมือง อย่าง

ต่อเนื่องและจริงจัง

หลาย คนบอกว่า การที่เรามีรัฐธรรมนูญใหม่ เราหวังกันว่า การเมืองบ้านเรา น่าจะแบ่งออกเป็น

สองขั้วอย่างชัดเจน แต่การเมืองของไทยในวันนี้ วันที่ พรรค ปชป มีหัวหน้าพรรค คนใหม่ ซึ่งเป็นคนที่

สาม ในการเข้าต่อสู้แย่งชิงกับ พลพรรค ทรท ซึ่งก็คือ คุณอภิสิทธิ์ และการเข้ามาของคุณอภิสิทธิ์ ก็ไม่ได้

มีความแตกต่าง ไปจากคนเดิมๆที่เคยมี มันจึงไม่ใช่เป็นการเมืองแบบ 2 ขั้ว ในแบบที่เรานึกและฝันกัน

แต่อย่างใด แต่มันยังคงเป็น การเมืองแบบขั้วเดียว ขั้วทางนโยบาย ก็อันเดียวกัน ขั้วในทางยุทธศาสตร์ก็

อีกแหล่ะ อันเดียวกัน จะต่างกันก็ตรงที่ คนนำไปปฎิบัติเท่านั้น และในเวลาอย่างนี้ ทางพรรค ทรท เอง

ดันได้แสดงฝีมือในการทำงาน และการนำนโยบายที่มีอยู่ ออกไปทำอย่างจริงจัง และเห็นผลไปแล้วทั่ว

โลก

- 3 -

อะไรคือความแตกต่างครับ คนหนึ่งทำแล้วและเห็นผลไปแล้วทั่วบ้านทั่วเมือง ส่วน

อีกคนบอกว่าจะทำ จะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะ แล้วอย่างนี้อะไรมันจะ

เหลือละครับ

ท่าน นายกรัฐมนตรี ท่าน พ.ต.ท.ดร ทักษิณ ชินวัตร ณ ไทยรักไทย ท่านยังคงความโดดเด่น ท่าน

ยังคงไม่มีแม้แต่ คู่เปรียบเทียบ คู่แข่งขัน หรือคู่เหมือน ในทางการเมืองแม้แต่น้อย พรรค ปชป ยุค คุณ

อภิสิทธิ์ จะยังคงไม่สามารถบรรลุสิ่งที่หวัง หรือภารกิจใดๆได้เลยครับ ตราบใดที่การสร้างนโยบาย และ

การสร้างยุทธศาสตร์ ที่ทำด้วยตนเองของ พลพรรค ปชป ยังคงหาไม่เจอ และยังคงไม่มีวี่แวว ที่จะ

นำเสนอต่อ สังคมไทย ทั้ง ๆ ที่ เมื่อก่อนหน้าวันเลือกตั้งทั่วไป ครั้งก่อนโน้น คือเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544

เราคิดกันว่า เราจะได้การเมืองแบบ 2 ขั้ว แต่พอ ทรท ชนะแบบพลิกโฉมการเมืองไทยครั้งใหญ่ และ

บวกกับการปฏิบัติงาน และการนำนโยบายไปใช้ ในการทำงานอย่างต่อเนื่องและจริงจังของ พลพรรค

ทรท แล้ว หลังจากการเลือกตั้งในคราวนั้น ขั้วตรงข้ามกับ พรรค ทรท ไม่ได้ทำอะไรเลย ทั้งทางด้าน

นโยบาย หรือด้านยุทธศาสตร์การเมือง ทุกอย่างยังคงวิ่งวนอยู่กับเกมการแย่งชิงอำนาจในพรรค

การชิงดีชิงเด่น จนลืมไปว่าตอนนี้คนไทยเริ่มหูและตาเริ่มมองเห็นได้ชัดขึ้น และดีขึ้นตามลำดับ

หลังฟองสบู่แตก พรรค ปชป ก็นำประเทศของเราเข้าสู่ กรอบการผูกมัด ขององค์กรโลก แบบ

แผนของระบบเศรษฐกิจที่นำมาใช้ ล้วนไม่มีความแตกต่างไปจากเดิม ก่อนหน้านั้นเราเดินตาม ระบบ

ราชการไทย รวมทั้ง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และวิกฤตเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นใน ปี 2540

นั้น ทำให้ พลพรรค ทรท ซึ่งเป็นพรรคที่เกิดใหม่ ต้องทำงานอย่างจริงจัง ทั้งในเรื่องนโยบาย ทั้งในเรื่อง

ยุทธศาสตร์ ทำทำไมหรือครับ ท่านนายกทักษิณ ท่านมี 2 ข้อให้คิด ข้อแรก ชาติของเรา กำลังต้องการ

การรักษาและเยียวยา อย่างเร่งด่วน เพื่อให้ผ่านความทุกข์ยากของคนในขาติ ไปให้เร็วที่สุด และข้อที่น่า

นำไปคิดอีกข้อคือ ท่านนายกทักษิณ ท่านต้องการสร้างความแตกต่าง ไม่ให้เหมือนกับการทำงานของ

พรรค ปชป และท่านก็เข้าสู่แนวทาง ที่ขนานและตรงกันข้ามกับ พรรค ปชป อย่างสิ้นเชิง จึงทำให้พรรค

ทรท โตเร็ว และทรงพลังเป็นอย่างมากในเวลาต่อมา

- 4 -

ในขณะที่ พรรค ปชป เองกับไม่ได้ทำอะไร กับการเตรียมความพร้อมของพรรคแม้แต่น้อย และ

เมื่อเวลาล่วงเลยมา จนมาถึงเวลาที่ คุณอภิสิทธิ์ ต้องนำทัพออกสู่สนาม เพื่อต่อกรกับพรรค ทรท คุณ

อภิสิทธิ์ทำได้ดีที่สุด ก็แค่การทาสีห้องแถลงข่าวใหม่ ให้ดูดี บวกกับการนำเสนอข่าว โดยใช้ความเป็น

ตัวตนของ กลุ่มผลัดใบ

ไหนละครับ ความเป็นนโยบายที่จับต้องได้ ไหนละครับความแตกต่าง

ไหนละครับ ความเป็น คนละขั้วในทางการเมือง ความเป็นเสรีนิยมใหม่ก็ไม่

ชัดเจน ประชานิยมก็ไม่เต็มตัว

คุณอภิสิทธิ์เองทำได้แค่ ต่อยอด ติดตา ทาบกิ่ง นโยบายเดิมของ พรรค ทรท เท่านั้น ส่วนกลุ่มทุน

ทั้งทุนเก่า ทุนใหม่ ที่ได้รับผลกระทบ จากวิกฤตเศรษฐกิจ ใครเขาจะไปสนับสนุน พรรค ปชป ละครับ

ในเมื่อทุกคนไม่เห็นความแตกต่าง ทุกคนก็รู้ๆเห็นๆกันอยู่ ความแข็งแรงทางเศรษฐกิจ ที่มีมา

ใครกันครับ ที่สร้างมันขึ้นมากับมือ ใครกันครับ ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ใครกันครับที่กลายเป็นที่

พึ่งพิง ของกลุ่มผู้ประกอบการทั้ง กลุ่มขนาดเล็กและกลาง ทั้งกลุ่มเกษตรกรรายย่อย และ แม้กระทั่ง

กลุ่มทุนระดับชาติ ( บวกรวมทั้ง กลุ่มทุนเอ็นพีแอลเข้าไปด้วยก็ได้เอ้า ) แล้วอย่างนี้ใครเขาจะให้ความ

สนใจละครับ

ยังคงไปได้ไม่ถึงไหนสักที

ผมขอพอแค่นี้ก่อนครับ

วิพากษ์ “ประชาธิปัตย์”

 

- 1 -

วิพากษ์ “ประชาธิปัตย์”

โดย วิษณุ บุญมารัตน์

เจ้าของกระทู้: คุณ Chiangraiplus

11 สิงหาคม 2549

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P4615288/P4615288.html

- 2 -

ย้อนความทรงจำอันขมขื่นกับ“ประชาธิปัตย์”

ที่มา : นสพ.บ้านเมือง หน้า 5

ฉบับวันอังคารที่ 22 มี.ค. 2548

เรื่องที่จะเขียนในวันนี้ เป็นความในใจที่ผู้เขียนอยากให้ท่านผู้อ่านได้ร่วมกันรับทราบ ผู้เขียนเคยอยู่

พรรคประชาธิปัตย์มาเกือบสิบปี ทำงานให้พรรคไม่ได้เงินเดือนโดยทางพรรคอ้างว่าทำงานเพื่อ

อุดมการณ์ (Ideology) ต้องใช้เงินของตนเองทำงานให้พรรค จึงพบว่าโครงสร้างของพรรคชอบหลอก

ใช้นักวิชาการ เพราะเงินทุนที่มีนายทุนพรรคให้มาแกนนำจะเก็บไว้เพื่อใช้จ่ายตอนหาเสียง เลือกตั้ง

เท่านั้น ไม่ได้ทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระหว่างที่ผู้เขียนอยู่ที่พรรคจึงไม่มีเงินใช้จนต้องยืมเงิน

เพื่อนใช้ จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นชีวิตที่ต่ำค่ากว่าชนชั้นกรรมาชีพ (Proletariat) เสียอีก

มาวันหนึ่งผู้เขียนได้พบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ตอนนั้น) โดย

บอกว่า "อาจารย์ครับผมทำงานรับใช้พรรคมาหลาย 10 ปี ผมไม่มีเงินกินข้าวครับ” ซึ่งอาจารย์อภิสิทธิ์ก็

บอกว่าจะดูให้ หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไปจนผู้เขียนได้มารู้จักอดีตผู้สมัคร ส.ส. กรุงเทพฯ ดร. วุฒิ

ชัย พรรณเชษฐ์ ก็ช่วยงานต่างๆ ในคณะทำงานของพรรค เมื่อมีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่โดยได้

นาย บัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรค นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค นาย

ประดิษฐ์ ได้ตั้งศูนย์ RDI (ศูนย์ข้อมูลของพรรค) แล้วแต่งตั้ง ดร.วุฒิชัย พรรณเชษฐ์ เป็นผู้อำนวยการ

ศูนย์ได้เงินเดือน 50,000 บาท รับเด็กจบปริญญาโทมาช่วยงานให้เงินเดือน 18,000 บาท แต่ ดร.วุฒิชัย

กลับมาบอกกับผู้เขียนว่าให้มาช่วยศูนย์ RDI โดยไม่มีเงินให้ทั้งที่ผู้เขียนจบปริญญาโท จุฬาฯ มาแล้ว

ทำงานให้พรรค 10 ปี อย่างนี้แล้วจะมีใครอยากมาช่วยหรือทำงานให้พรรคประชาธิปัตย์อีกเพราะเอา

เปรียบและขูดรีดแรงงาน (Exploitation of Labor) กันเหลือเกิน

ในระหว่างนั้น ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ก็ได้โทรศัพท์มาหาผู้เขียน แล้วชวนผู้เขียนให้ไปเป็น

ผู้ช่วย ส.ส. โดยได้รับเงินเดือน 7,780 บาท ซึ่งทำให้ผู้เขียนดีใจมากเพราะจะได้มีรายได้ผู้เขียนจึงได้

ทำงานกับ ดร. เอนก ซึ่งได้รับความรู้ทางวิชาการ รวมทั้งความเป็นนายที่ดีให้กับลูกน้อง เพราะมีอะไรก็

บอกกล่าวหรือแนะนำ ช่วงนั้นผู้เขียนก็เริ่มเป็นคอลัมนิสต์ให้กับหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันหนึ่งผู้เขียนได้

เขียนบทความทางวิชาการเรื่องประชาธิปัตย์ขาลง ซึ่งเป็นการเขียนอย่างตรงไปตรงมาตามหลักวิชาการ

ตอนนั้น ดร. เอนก ย้ายออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ไปเป็นหัวหน้าพรรคมหาชนแล้ว แต่ผู้เขียนยังอยู่

พรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างบทความนี้ออกมา นายสัมพันธ์ ทองสมัคร ท่านก็ได้ฝากให้ผู้เขียนไปเป็น

ผู้ชำนาญการ ส.ส. กับดร. วิชัย ตันศิริ ซึ่งผู้ชำนาญการ ส.ส. จะได้เงินเดือน 15,000 บาท เพราะนาย

สัมพันธ์ เห็นผมทำงานให้พรรคอย่างเต็มที่แต่ เมื่อผู้เขียนไปหา ดร. วิชัย ตันศิริ ท่านกลับไม่รับเข้าเป็น

ผู้ชำนาญการ เพราะเขียนบทความเรื่องประชาธิปัตย์ขาลง

- 3 -

ดร.วิชัย ตันศิริ กล่าวหาผู้เขียนว่ารับเงินจากพรรคไทยรักไทย ซึ่งถือว่าเป็นการดูถูกผู้เขียนและ