Democratic Database

ข้อมูล และ บทความ สำหรับ นักประชาธิปไตย

***พันธมิตรและกลุ่มผู้มีบารมี มาตรา 7...ทนรับความจริงไม่ได้

ไม่ได้ตั้งกระทู้เสียนาน เพราะยังปลาบปลื้มกับงานพระราชพิธี ฯ และที่สำคัญ สงสารในหลวง ที่เห็นคนไทย

ต้องมาทะเลาะกันเพราะสื่อมวลชนบางคนที่คอยทำตัวเป็นบ่างช่างยุ โดยมีกลุ่มคน ม.7 เป็นพวกที่ไม่รู้จักเห็นใจ

พระองค์ เข้ามาให้ความเห็นผ่านสื่อแบบประหลาด ๆ ผมเลยไม่อยากจะเข้ามายุ่ง ๆ อะไรกับเรื่องการเมืองเท่าไหร่

ความจริง เกือบทุกคน รู้อยู่แก่ใจว่า อะไรเป็นอะไร แค่ความเกลียดชังทักษิณเท่านั้น ที่เกิดเหตุความวุ่นวาย

อยู่ทุกวันนี้ คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ก็พาลพลอยเกลียดทักษิณเพราะคนมันปั่นหู ผ่านทางสื่อมวลชนบางคน ที่มีนายทุน

และบรรณาธิการการสติแตกบางคนคอยปั่นหัวลูกน้องตัวเอง ผมไม่อยากจะเอ่ยชื่อสำนักพิมพ์ว่ามีใครบ้าง เพราะ

เดี๋ยวจะโกรธกัน คุณรู้ตัวเองอยู่แล้ว

กรณีของคุณโม่งนั้น ในความเห็นส่วนตัวของผม ก็พอจะ "เดา" ออก เพราะฉะนั้น ความเห็นที่จะเขียน

ไปนี้ เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัว และให้ใช้วิจารณญาณให้มาก เพราะเป็นความเห็นที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนมาก

ๆ ผมจะเอาข้อมูลมาประกอบเพื่อให้ทุกท่านที่เข้ามาอ่าน พิจารณาให้ดี ก่อนที่จะตัดสินใจว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็น

ด้วยอย่างไร

ผมคงไม่ต้อง บรรยายว่า สนธิฉลาดเพียงใดที่ดึงเรื่องในหลวงเข้ามายุ่งเกี่ยวกับภารกิจของตน จนทำให้คนที่

ไม่ได้ใช้สติปัญญาบางกลุ่ม (คนกลุ่มนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผู้มีการศึกษาสูงทั้งนั้น) อาศัยกระแสเป็นตัวพาตัวเข้าไปสู่กับดัก

ที่สนธิวางไว้

กลุ่มคนที่สนธิเอามาเป็นหมาก ก็พวกคอมมิวนิสต์เดิม และพวกอดีตนายทหารยุคหลงตัวเอง

รวมถึงนักหนังสือพิมพ์ขี้ฉ้อบางคน จนกระทั่งพระองค์ทรงออกมาปฏิเสธ พูดภาษาชาวบ้าน ก็คือ พระองค์ไม่

เล่นด้วย ทำให้ คนกลุ่มนี้ต้องถอยฉาก และปากก็บอกว่า น้อมรับพระราชดำรัส แต่ยกเว้นสนธิ ที่ตีความเข้าข้าง

ตัวเองอีกครั้ง

สนธิรู้ว่า คนที่รับใช้เบื้องยุคลบาท บางท่าน ไม่ค่อยกินเส้นกับทักษิณ (ใครเป็นใคร ให้ไปย้อนดูการสัมมนา

ที่ธรรมศาสตร์) ผมไม่ได้บอกว่า ท่านเหล่านั้นเป็นคนไม่ดี แต่จะบอกว่า ท่านเผลอตัวเป็นเบี้ยให้สนธิจับเดิน สนธิรู้

ว่า ควรจะเข้าหาใคร ควรจะเอาใครมาเป็นพวก เพราะถ้าสนธิไม่ทำ พนักงานผู้จัดการ จะเหยียบคอสนธิ เพราะไม่มี

เงินจ่ายลูกน้อง ทุกวันนี้ ก็ไม่รู้ว่าไปขอกู้ยืมใครมาหรือเปล่า

ผมจะขอบอกว่า จริง ๆ แล้วนั้น ในหลวงและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ ทรงโปรด ฯ คุณทักษิณอยู่ไม่น้อย ทำไม

ผมถึงกล้าพูดเช่นนี้

พันธมิตรและกลุ่มผู้มีบารมี มาตรา 7...ทนรับความจริงไม่ได้

(Can't you accept the truth?)*

- 3 -

1. จากพระราชดำรัสหลาย ๆ ครั้งของในหลวง ที่ถึงแม้จะมีบางคนบอกว่า ทรงตำหนินายก ฯ แต่ขออย่า

ลืมว่า ในหลวงทรงมีพระเมตตาต่อทุกคน ตรงไหนที่ไม่ดี พระองค์จะพระราชทานแนวทางแก้ไข และ

ที่สำคัญคือ ทักษิณเป็นคนทำงานเร็ว รับสนองพระราชกระแส ฯ เร็ว ถึงแม้วิธีการมันอาจจะห่าม ๆ

ตามสไตล์ของทักษิณก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการปราบยาบ้า หรืออื่น ๆ ซึ่งผมจะเล่าให้ฟัง

เรื่อง ยาบ้านี่ มันลุกลามมาสมัยนายชวน คนบางกลุ่มก็พลอยได้ประโยชน์กับการขายยาบ้าไม่น้อย คน

กลุ่มนี้แหละ มีหน้ามีตาในสังคมไม่น้อย ก่อนหน้าที่จะมีปราบยาบ้า ได้มีการรณรงค์โดยนำโปสเตอร์ที่

มีรูป พล.อ.เปรม ออกมาติดตามเขตต่าง ๆ ใน กทม. เขียนว่า "ค้ายาเสพติด ถือว่าทำลายชาติ" แต่ก็ไม่

มีผลอะไร เอาคุณอานันท์ออกมาออกสปอตทางวิทยุ ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งในหลวงมี รับสั่งเมื่อวันที่ 4

ธ.ค. ปี 45 นั่นแหละ ทักษิณก้นร้อนเลย ตรงนี้แหละคือสิ่งที่ทำให้ทักษิณ ต่างจากนายก ฯ ทุกคนที่

ผ่านมา นายก ฯ ที่ผ่าน ๆ มา ไม่สนองพระราชดำรัสพระองค์เท่าที่ควร ปล่อยให้พระองค์ทรงงานหนัก

มาตลอด ก็ได้ทักษิณนี่แหละ มาสนองพระราชดำริและพระราชเสาวนีย์ต่าง ๆ ทั้งโครงการศูนย์ศิลปา

ชีพ ฯ ทั้งโครงการพึ่งพาตัวเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คนก็บอกว่า มันพอเพียงตรงไหน ผมว่าคน

ที่ถามอย่างนี้ แสดงว่าไม่ได้เปิดใจอะไรเลย และเป็นคนมองโลกที่แคบมาก ๆ

หากใครเคยไปดูศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงที่แม่ริม จ.เชียงใหม่ ที่ทักษิณทำไว้ จะเห็นว่า เป็น prototype

ที่น่าสนใจมาก

เรื่องการไม่ถูกกัน ผมเริ่มจับสังเกตตอนวันที่ 4 ธ.ค. 46 มีตอนหนึ่งพระองค์รับสั่งว่า

". .แต่ที่เดือดร้อนที่สุดก็คือ รอยร้าวในคน คนทุกคน คนเดียวก็ร้าวได้ อย่างที่กระดูกร้าว ต้องปะด้วย

กาวอีพ็อกซี่ แต่ว่าระหว่างคนหลายคน ในหมู่คนมีรอยร้าว ก็ลำบากมาก จะต้องหาวิธีที่จะประสาน

สมานความร้าว นี่แถวหน้าทั้งแถว ผู้ใหญ่ทั้งนั้น ก็รอยร้าวกันเยอะ ระหว่างคนหลายๆ พวก ติดๆ กันไม่

ติดกร๊อบๆ กันร้าว ไม่สามัคคีกัน อันนี้แหละ ควรจะพูดตอนท้าย ให้ท่านทั้งหลายผู้ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ กัน

อย่าให้มีรอยร้าว เพื่อให้สามารถสมานสามัคคีกันได้.."

ผมพยายามนึกดูว่าคนที่นั่งแถวหน้ามีใครบ้างในปีนั้น และ

". .ตรงนี้มีท่านองคมนตรี ท่านรัฐมนตรีต่างๆ ท่านก็ขัดคอรัฐบาล ท่านขัดคอรัฐบาล ผ่านพระเจ้าอยู่หัว

พันธมิตรและกลุ่มผู้มีบารมี มาตรา 7...ทนรับความจริงไม่ได้

(Can't you accept the truth?)*

- 4 -

ท่านไม่รับผิดชอบอะไร ดูรัฐธรรมนูญ ผู้ที่รับผิดชอบคนเดียวคือ ท่านรัฐบุรุษ ท่านรัฐบุรุษ รับผิดชอบ.."

ในหลวง ทรงทราบครับ ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะฉะนั้นพวกที่พยายามเอาเรื่องอะไรไปกราบบังคมทูล

ฯ พระองค์ ก็ขอให้คำนึงถึงความผาสุกของประเทศเป็นหลักตามพระบรมราโชวาทวันที่ 9 มิ.ย. 49

ด้วย

ข้อเสียของทักษิณนั้นมีมาก อย่างแรกคือพูดไม่คิดก่อน เพราะเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูง ตรง

นี้แหละทำให้พลาด แต่ความผิดพลาด สำหรับคนที่เป็นผู้บริหารแล้ว ถือว่าเป็นสิ่งดี เพราะเขาได้

เรียนรู้จากความผิดพลาด พวกมนุษย์เงินเดือนและพวกแอนดรอยด์ จะกลัวการทำผิดพลาด เพราะ

กลัวเสียหน้า กลัวถูกตำหนิ เขาจึงหลีกเลี่ยงการทำผิดพลาด เขาเลี่ยงโดยการไม่ทำอะไรเลย ไม่พูด ไม่

ทำ ก็เลยไม่ผิดพลาด ฉะนั้นยิ่งทำงานมาก ก็มีก็ผิดพลาดมาก แต่ผิดพลาดแล้วเรียนรู้ ถือว่าได้ใช้ความ

ผิดพลาดมาอุดรอยความผิดพลาด

ในหลวงเคยตรัสชมคุณทักษิณหลาย ๆ ครั้ง เช่น

". ..แต่บางทีก็ไม่เหมาะสมกับงาน กับความรู้ที่มี อันนี้ที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะนายกฯ ทักษิณนี่ มี

ความตั้งใจที่จะให้มีการงาน ที่เด็กที่มีความรู้ดี มีความสามารถดี ได้ทำงานได้ เพื่อที่จะให้มาช่วย

ส่วนรวม อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ..."

"..ก็ ไม่ทราบว่าที่ชมนายกฯ ว่าพูดดี อาจมีคนไม่เห็นด้วย ที่มาพูดนี้เป็นความเดือดร้อนกับตัวเอง ถ้าชม

นายกฯ คนอื่นอาจไม่ชม ไม่ชมข้าพเจ้าว่า ชมนายกฯ ทำไม.."

แม้แต่วันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมาก็ตาม พระองค์ก็มีพระราชดำรัสชมเชยรัฐบาลว่าจัดงานได้ราบรื่น

กษัตริย์ บรูไนเอง ก็ทรงชมเชยคุณทักษิณว่าได้ถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ถึงกับ

ทรงเอ่ยชื่อคุณทักษิณในงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ แต่สื่อมวลชนไม่ลงข่าว ฯลฯ

ทั้งที่ในความจริงแล้ว พระองค์จะไม่ทรงชมใครบ่อย ๆ เนื่องจากจะทำให้คนลำพองใจ คุณทักษิณเองก็

ลำพองใจบ่อย ๆ จนตัวลอย แต่จะไม่ชมก็ไม่ได้ เพราะตามหลักการทำงาน จะต้องมีการให้กำลังใจแก่ผู้ทำ

พันธมิตรและกลุ่มผู้มีบารมี มาตรา 7...ทนรับความจริงไม่ได้

(Can't you accept the truth?)*

- 5 -

งาน

ทักษิณเองก็ รู้ และพยายามปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ ตามสไตล์ผู้บริหารที่เรียนรู้เร็ว และแก้ไขข้อบกพร่อง

ของตัวเอง แต่สำหรับคนบางกลุ่ม เขาจะบอกว่า no room for mistake แปลเป็นไทยว่า มิงอย่าพลาดนะ ถ้า

พลาด กรูเหยียบ

จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่อังกฤษก็เป็น

ตรงนี้ จึงเป็นบทเรียนแบบไทย ๆ ว่า "ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย...ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน"

2. ความจริงอย่างหนึ่งก็คือ คุณทักษิณนั้น "ได้ใจ" จากประชาชนเกือบทั้งประเทศ ตรงนี้แหละ ที่ทำ

ให้คนกลุ่มนี้ รับไม่ได้ คือพูดง่าย ๆ ว่า คนไทยส่วนเขาเอาทักษิณ พอรู้อย่างนี้ คนกลุ่มนี้ก็

พยายามหาเหตุ เอามาโจมตี บอกว่า ที่มันให้นโยบายประชานิยมนั้น มันไม่ดี คือ ร้อยแปดที่เขายก

มาด่า และพยายามจะลดความน่าเชื่อถือของทักษิณ คนไทยหลายล้านคนรู้ คนต่างประเทศก็รู้

อีก การโจมตีอย่างหนึ่งก็คือตอนทักษิณออกไป "แก้จน" ที่ร้อยเอ็ด ภาพนี้มันทำให้หลาย ๆ คน

ทนไม่ได้ ถามว่าทนไม่ได้อย่างไร

เขาเห็นภาพ หลายคนยกมือกราบไหว้ทักษิณ เขาบอกว่า บังอาจ และเอาไปเทียบกับพระเจ้า

แผ่นดิน ทั้ง ๆ ที่หากมองกันด้วยความเมตตาและใจผ่องแผ้วแล้ว จะเห็นว่า นั่นคือการช่วยประเทศ

ช่วยประชาชน ซึ่งไม่มีนายก ฯ คนไหนทำมาก่อน หรือ แม้แต่ข้าราชการคนไหนทำมาก่อน

คนกลุ่มนี้ เมื่อได้รับการยุยง (ใครไม่รู้ว่ายุยงอย่างไร ให้ไปอ่านหนังสือ "พระมหาชนก") ก็พยายาม

เข้าไปเพ็ดทูล ตามที่ตนได้รับการ "ปั่นมา"

คนที่ปั่น ๆ ก็ไม่ใช่ใคร เห็นหน้ากันมานานแล้ว พวกนี้เห่อเหิม และฮึกเหิม หลายคนต่างมีที่มาไม่

เหมือนกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือ เอาทักษิณออก ทั้ง ๆ ที่คนที่จะเอาทักษิณออกตามระบอบ

ประชาธิปไตยก็คือประชาชนตอนเลือกตั้ง คนกลุ่มนี้ก็พยายามล้มเลือกตั้ง และก็สำเร็จจนได้ คนที่ไป

ปั่น ก็เหลือเกิน เห็นหน้ากันอยู่ มียศมีตำแหน่ง คนที่ถูกปั่น เอะอะก็เป็นใบ้ พูดง่าย ๆ ไม่มีกึ๋นพอที่จะตัด

ตัวเองให้ขาดจากเชือกที่ผูกขาไว้

พันธมิตรและกลุ่มผู้มีบารมี มาตรา 7...ทนรับความจริงไม่ได้

(Can't you accept the truth?)*

- 6 -

โชคดีอย่างหนึ่ง ที่ประชาชนอีกนับล้านคน เขาเป็นปึกแผ่น เขาสามัคคีกัน เลยทำให้คนกลุ่มนี้ "เจาะ"

ลำบาก เมื่อหาทางเจาะไม่ได้ เขาก็พยายามสลายขั้ว โดยการเอาเรื่องในหลวงนี่แหละมาเป็น

ประเด็น มันก็เลยเข้าทาง แต่ก็ขอบใจเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต ข่าวสารเดี๋ยวนี้เร็ว และแม่นยำ แต่ก็อย่า

เชื่อข่าวสารมากเกินไป คนที่เชื่อข่าวโดยไม่ตรอง เรียกว่าคนโง่

จริงอยู่ ทักษิณพูดมาทั้งหมด คนอาจจะเชื่อกว่าร้อยละ 80 นั่นก็คือว่ามีทั้งดีทั้งเสีย คนเขาก็เชื่อทักษิณ

เสียส่วนใหญ่ บางที...ทักษิณจะโทษใครไม่ได้ นอกจากโทษตัวเองที่พูดโดยไม่คิด โดยไม่คิด

ว่า มีคนจ้องจับผิดอยู่ ฉะนั้นเมื่อทักษิณหยุดพูดอะไรที่มันล่อแหลม คนกลุ่มนี้จึงหาเรื่องเอาไปโจมตีได้

ยาก

ฉะนั้น จึงอยากจะฝากให้คนที่ชอบปั่นว่า ถ้าชอบปั่นมาก ก็ให้ไปปั่นอย่างอื่น คนเราไม่ใช่จิ้งหรีดเหมือน

สมัยก่อนที่เรืองอำนาจ อย่าไปคบกับคนพาลให้มาก เดี๋ยวจะพากันตายหมด

ประเด็นของกระทู้นี้ ที่จับขึ้นมาพูดก็เพราะว่า ให้ทุกคนได้ตั้งสติกันให้ดี อย่า

เป็นเหยื่อของใครง่าย ๆ รักคุณทักษิณ ก็รักให้พอประมาณ เกลียดคุณทักษิณ ก็

ให้เกลียดพอประมาณ จะทำอะไรก็ให้คิดถึงประเทศชาติ อย่าเอาความสะใจ

อย่าเอาความเกลียด ความริษยามาตั้งเป็นใหญ่ เพราะคนที่ตาย ก็คือตัว

เรา คือตัวคุณ ๆ ตัวผม ผมเองยังไม่อยากตาย เคยเห็นประเทศไทยเกือบตาย

แล้วก็ไม่อยากจะเห็นอีก

ผมไม่บังอาจจะไป สอนใคร เพราะแต่ละท่านก็มีหน้ามีตากันทั้งนั้น แต่ให้คิดถึง

ประเทศชาติ คิดถึงประชาชนคนเดินดิน และที่สำคัญ ให้คิดถึงพระเจ้าอยู่หัว

บ้าง

มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ที่จะทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย

ความทรงจำสีจาง : "เลี้ยบ" และ "มิ้ง" ที่รัก

 

ความทรงจำสีจาง : "เลี้ยบ" และ "มิ้ง" ที่รัก  

จดหมายฉบับนี้เขียนถึง ‘เพื่อน’ ของผู้ไม่ระบุนามจริง แต่เมื่อคุณอ่าน คุณจะรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องแต่ง อ่านดูเถิด เพราะนี่คือจดหมายที่คุณจะได้สัมผัสความเศร้าที่อยู่ในระหว่างความทรงจำของผู้เขียน และเชื่อได้เลยว่า ‘ผู้อ่าน’ ที่ปลายทาง (ถ้าหากเขาได้อ่าน) ก็อาจจะเศร้าไม่แพ้กัน...ก็นี่แหละชีวิต

 ‘เลี้ยบ’ และ ‘มิ้ง’ ที่รัก..

เป็นเวลาเนิ่นนานที่เราไม่ได้ติดต่อไปมาหาสู่กันเลย ส่วนหนึ่งเราต่างคนต่างทำหน้าที่ แต่อีกส่วนหนึ่งบางครั้งเรามีหน้าที่ที่จะต้องเกี่ยวข้องกันบ้าง

บ่อยครั้งผมก็คิดว่าไม่ติดต่อกันจะดีกว่า คุณทั้งสองคนมีความสามารถสูง มีข้อมูลมาก มีบารมีในหน้าที่การงานคงจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดแล้ว

การที่เราทำงานในสถานการงานที่แตกต่างกันควรจะเป็นเรื่องดี ถ้ามีคนตั้งใจดีทำงานในหลายๆ หน่วยงานที่สอดคล้องกันบ้าง ถึงแม้จะขัดแย้งกันบ้างก็เป็นไปตามธรรมชาติ ด้วยจิตใจที่ปรารถนาดีต่อส่วนรวมทุกฝ่าย ในที่สุดก็จะมีผลให้หน่วยงานที่หลากหลายมีทิศทางที่ถูกต้องและน่าจะประสานงานกันได้

รูปธรรมห้าปีทีผ่านมามีบางส่วนที่สนับสนุนว่าวิธีคิดแบบข้างบนน่าจะถูกต้องแล้ว แต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกเอือมระอาและถามกันเองว่า ‘มิ้ง’ และ ‘เลี้ยบ’ ไปทำอะไรกันอยู่

ตัวอย่างที่ผมเห็นว่าพวกคุณกล้าทำและสร้างผลสะเทือนด้านบวก คือการดำเนินการทำให้นโยบายประกันสุขภาพเป็นรูปธรรม งานวิจัยของเราก่อนหน้าที่พวกคุณจะมาเป็นรัฐบาลบ่งบอกว่ามีคนเจ็บป่วยจนถึงขั้นล้มละลายจำนวนไม่น้อย ในปัจจุบันเรายังไม่ได้วิจัยซ้ำในเรื่องเดียวกัน แต่เชื่อว่าปัญหานี้น่าจะน้อยลง

ความตั้งใจจริงของพี่น้องสาธารณสุขเราทำให้ผลการประเมินความพึงพอใจของประชาชนต่อระบบประกันสุขภาพที่ผ่านมาหลายปีอยู่ในระดับที่ดี พวกคุณก็ได้คะแนนนิยมจากประชาชนไป ซึ่งก็ยุติธรรมดีแล้ว ปัญหาจะมีอยู่ว่าความต้องการของประชาชนมีไม่จำกัด แต่งบประมาณที่ผู้ให้บริการคือพี่น้องสาธารณสุขของเราได้รับอย่างจำกัด ระบบประกันสุขภาพจะยังอยู่ได้นานเพียงไร แต่เรื่องนี้ค่อยว่ากันก็แล้วกัน

เรื่องที่พวกเราเอือมระอามากโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนปักษ์ใต้ที่อยู่ชายแดน คือท่าทีและงานรูปธรรมที่รัฐบาลกดขี่ประชาชน ‘เจ้านาย’ ของคุณปราบยาเสพติดด้วยความรุนแรง มีคนเสียชีวิตโดยไม่ต้องมีการสืบสวนอะไรสองพันกว่าคน สร้างความสะใจให้กับชาวบ้านจำนวนมาก เรื่องนั้นแล้วแต่คนจะมอง ผมเห็นว่าสิ่งที่พวกคุณถือว่าสำเร็จทำให้พวกคุณเห็นผิดเป็นชอบไปในระยะยาว

คุณใช้ท่าทีเดียวกันหรือคล้ายกันกับประชาชนปักษ์ใต้ วันที่พวกคุณมาประชุมกันที่โรงแรมเจบีหาดใหญ่ มีชาวบ้านเดินทางมาเพื่อประท้วงการสร้างท่อแก๊สอย่างสันติ ตำรวจที่คุณเตรียมมาไล่สลายฝูงชนที่มาชุมนุมทำลายรถยนต์และข้าวของของเขา จับกุมคุมขังชาวบ้านที่ปราศจากความผิด ยัดข้อหาต่าง ๆ ยึดรถที่เขาเช่ามาร้องเรียน ควบคุมสื่อมวลชนบิดเบือนข่าวให้ร้ายชาวบ้าน แล้วฟ้องศาลเพื่อให้ชาวบ้านต้องเสียเวลาขึ้นศาลแรมเดือนแรมปี ต้องหาเงินบริจาคมาประกัน การใช้อำนาจรัฐกลั่นแกล้ง พวกคุณอ้างกฎหมาย

สำหรับผมแล้ว กฎหมายที่พวกคุณใช้ คือ การกดหมา หรือการกำหราบชาวบ้านตาดำ ๆ ไม่ให้แสดงความไม่เห็นด้วย ตอนนั้นเราถามกันว่า ‘มิ้ง’ และ ‘เลี้ยบ’ อยู่ไหน เขากลายเป็นเทวดากันแล้ว ถ้าอย่างนั้นเราต่างคนต่างอยู่จะดีกว่า เทวดาที่อ้างว่าจะช่วยชาวบ้าน ที่แท้คงจะเป็นเทพอสูรใส่สูท

ชัยชนะอันชั่วร้ายของพวกคุณในการทำร้ายทั้งร่างกายจิตใจและเศรษฐกิจของกลุ่มต่อต้านท่อแก๊สทำให้พวกคุณย่ามใจมากขึ้น คุณใช้ท่าทีเดียวกันในปราบโจรปล้นปืน แต่คราวนี้รุนแรงกว่าเดิมอีก เพราะความแตกต่างที่ชาติพันธุ์ ท่าทีอันยะโสโอหังของ ‘เจ้านาย’ ใหญ่ของคุณทำให้ใต้ล่างลุกเป็นไฟ เขาดูถูกศัตรูและลูกน้องตัวเองพร้อมกัน เขาคิดว่ามีเงินแล้วจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ เอาค่านิยมของตัวเองข่มค่านิยมท้องถิ่นของเรา ‘เจ้านาย’ ของคุณเป็นสุดยอดของสัญลักษณ์ของการกดขี่ของคนในวัฒนธรรมเผด็จการทุนนิยมใช้กับวัฒนธรรมจารีตและท้องถิ่นนิยมของภาคใต้ ไม่แตกต่างกับเพื่อนอภิมหาอำนาจของเขาที่โหมไฟสงครามในตะวันออกกลาง

 คำพูดส่วนใหญ่ของ ‘เจ้านาย’ คุณมันเหมือนน้ำมันไปราดกองไฟ ตอนนั้นพวกคุณไปอยู่เสียที่ไหน คุณเห็นใจพวกเราหรือเปล่า คุณเตือนเขาหรือเปล่า เขาเชื่อคุณไหม ฤาคนเก่ง ๆ อย่างพวกคุณเป็นได้แค่จาตุรงคบาทแล้วแต่ ‘เจ้านาย’ จะนำช้างไปเหยียบหญ้าแพรกที่ไหนก็ได้

คนเราไม่ควรจะรื้อฟื้นเรื่องไม่ดีมากนัก เมื่อเร็วๆ นี้ หลายอย่างที่อัดอั้นตันใจเราดูเหมือนจะดีขึ้น พวกคุณยกฟ้องกลุ่มต่อต้านท่อแก๊ส ‘เจ้านาย’ คุณพูดน้อยลงและปรับท่าทีการทำงานในภาคใต้ ฟังมากขึ้น พวกคุณประกาศนโยบายชัดเจนว่าจะไม่ใช้วิธีอุ้มฆ่า ทำงานประสานกันดีขึ้น สถานการณ์ในพื้นที่ดูเหมือนจะทุเลาความร้อนแรงลงบ้าง เป็นอันว่าที่ผ่านมาก็ยังพออภัยได้

ตอนนี้บ้านเมืองแย่อีกแล้วจากผลงานของ ‘เจ้านาย’ คุณ ก่อนปีใหม่ ‘เจ้านาย’ คุณเอาครอบครัวไปพักผ่อนที่สิงคโปร์ กลับมาหน้าตาสดชื่นบอกว่าไปชาร์ตแบตเตอรี่ อีกไม่กี่อาทิตย์ก็มีข่าวออกมาชัดเจนว่าครอบครัววงศาคณาญาติของเขาขายบริษัทที่ ‘มิ้ง’ ทำงานอยู่ให้กับกลุ่มทุนสิงคโปร์ (ผมไม่รู้ว่าเขาขายพวกคุณผู้สร้างความเข้มแข็งให้บริษัทของเขาให้ทุนสิงคโปร์หรือเปล่า) ที่สำคัญเขาไม่ต้องเสียภาษีเลยสักบาท ทีนี้ละเป็นเรื่อง

ผมไม่รู้กฎหมายมากนัก แต่ผมไปเสียภาษีทุกปี และก็ภูมิใจว่าได้ทำหน้าที่ในสังคม ไม่ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล เราก็ต้องเสียภาษีเพื่อให้สังคมไทยอยู่ได้ พวกคุณก็เอาภาษีเราไปทำงาน ทำถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง ก็ยังโอเค ผมก็อยากเก็บเงินสำรองไว้ใช้ตอนแก่เมื่อไม่มีกำลังวังชาทำมาหากินแล้ว และก็อยากเก็บไว้ให้ลูกไว้ทำทุนเลี้ยงชีพระยะยาว แต่ผมก็คิดว่าเรายังมีคนแก่คนอื่นๆ ที่ยากจนกว่าเรา มีลูกของชาวบ้านที่มีโอกาสน้อยกว่าลูกเรา รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลคนผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ รัฐจะทำงานได้ต้องมีเงินซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากภาษีของเรา ถึงแม้ว่าจะไม่มากนักถ้าแต่ละคนช่วยกันคนละไม้ละมือก็น่าจะพอทำอะไรได้หลายอย่าง

 เอ- แต่ว่า ‘เจ้านาย’ ของคุณที่ร่ำรวยและมีอำนาจล้นฟ้าในประเทศไทยนี่สิ ไม่รู้เขาคิดอย่างไร เขาคงภูมิใจว่าเขามีความสามารถที่ไม่ต้องเสียภาษี เขาเคยพร่ำบ่นว่าคนอื่น ๆ ไม่ฉลาด ทำงานไม่เป็น นี่คงจะเป็นหลักฐานของความฉลาดและทำงานเป็นของ ‘เจ้านาย’ คุณสินะ

ผมก็ไม่รู้ว่า ‘เจ้านาย’ ของคุณถูกหรือผิดกฎหมาย ถึงผมจะไปเชิญ ขอร้อง หรือไล่ให้เขาพ้นจากตำแหน่ง ก็คงจะป่วยการ เพราะเขามั่นใจตัวเองมากจนไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น มีคนจำนวนมากที่เลือกเขาเข้ามา และคนเหล่านั้นก็คงจะยอมรับให้เขาทำอย่างที่เขาทำอยู่ ถึงแม้จะเลวไปกว่านี้ก็ยังมีคนจำนวนมากยอมรับได้รวมทั้งยอมกายถวายชีวิตเป็นลูกน้อง ผมนึกถึงสามก๊กที่มีโจโฉเป็นจอมโกง เจ้าเล่ห์ มือเปื้อนเลือด แต่ก็ยังมีลิ่วล้อรวมทั้งกุนซือห้อมล้อมทำงานให้ ธรรมชาติของอำนาจเป็นอย่างนี้นี่เองหนอ

 ‘มิ้ง’ และ ‘เลี้ยบ’ ครับ

กระบวนการตุลาเมื่อสามสิบปีที่แล้วเป็นประวัติศาสตร์ที่เราฝ่าฟันกันอุปสรรคมาด้วยกัน หลายคนต่างชื่นชมและตั้งใจว่าจะรักษาอุดมการณ์เดือนตุลา แต่คนนอกวงการตุลาจำนวนหนึ่งก็ชี้ตัวอย่างให้เห็นว่าพวกเดือนตุลานี่แหละคือกลุ่มค้ำบัลลังก์ทรราชทุนนิยม

ผมพยายามบอกเขาว่าไม่จริง อย่างที่บอกแล้วแต่ต้นว่าเราควรจะทำงานในที่ที่ต่างกันได้ แต่เดี๋ยวนี้ผมคงต้องเปลี่ยนใจแล้ว จากวันนั้นถึงวันนี้โลกหมุนไปได้กว่าสามสิบรอบ แรงหมุนทำให้เศรษฐกิจสังคมของโลกและของไทยเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ธงชัยของทุนนิยมโบกสะบัดไปทั่วโลกพร้อมกับความกระหายอำนาจและกระหายทรัพยากรของอสูรตนนี้ ทุนอสูรได้สูบเอามูลค่าส่วนเกินไปสะสมและเพิ่มมูลค่าอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดการรวมศูนย์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มันได้สูบเอามันสมองชั้นดีอย่างพวกคุณไปเป็นข้ารับใช้ ช่วยคิดยุทธศาสตร์ในการได้มาซึ่งเงินตรา และอำนาจ ช่วยการประชาสัมพันธ์สร้างภาพให้อสูรกลายเป็นเทพ ฟอกถ่าน แก้ต่างทำให้ความผิดกลายเป็นถูก เพิ่มพลังมารให้มัน

บางทีผมอาจจะไม่ค่อยเข้าใจคุณ เพราะเราอยู่ต่างภพต่างภูมิกัน ความจริงเราไม่ควรจะพบกันบ่อยเกินไปด้วย คุณบอกพรรคพวกเดือนตุลาซ้ำ ๆ หลายครั้งว่าคุณอยู่กับ ‘เจ้านาย’ ได้รับรู้ข้อมูลมากและทำอะไรได้มาก ไม่รู้ว่าจะมีนัยว่าถ้ามาอยู่ใกล้พวกเราอาจจะไม่รู้อะไรเลยและทำอะไรไม่ได้อย่างพวกเราหรือเปล่า

อุดมการณ์เป็นหางเสือกำหนดทิศทางของการดำเนินชีวิต แต่สุดท้ายการประเมินยังคงต้องดูสิ่งที่เป็นรูปธรรมว่าหางเสือนั้นนำลำเรือของคุณไปถึงที่แห่งหนใด

อย่างไรก็ตาม คนที่มีพื้นฐานต่างกันก็จะประเมินคุณค่ารูปธรรมต่างกัน สิ่งที่เราคิดว่าเป็นกิจกรรมละเมิดสิทธิมนุษยชนของ ‘เจ้านาย’ ของคุณ คุณอาจจะประเมินว่าเป็นการสร้างระเบียบในสังคม พฤติกรรมที่เราเห็นว่าเป็นการคุยโตโอ้อวดยกตนข่มท่าน คุณอาจจะเห็นว่าเป็นจุดขาย ที่พวกเราเห็นว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนเจ้าเล่ห์เพทุบาย คุณอาจจะเห็นว่าเป็นความสามารถทางธุรกิจ เราเห็นว่าไม่เป็นธรรม คุณเห็นว่าไม่เป็นไร

เอ.. นอกจากอดีตแล้ว เรายังมีอะไรที่จะร่วมกันได้ในปัจจุบันและอนาคตอยู่หรือ

อำนาจและทรัพย์ศฤงคารเป็นสิ่งเย้ายวน วนเวียนเข้าหากันและพิทักษ์ซึ่งกันและกัน พลังทั้งสองอย่างเมื่อรวมตัวกันโดยขาดการควบคุมจะสร้างความเสียหายให้แก่สังคมได้ใหญ่หลวง

ถอยออกมาจากวังวนนั้นเถิด ความเป็นคนธรรมดา ๆ มีเพื่อนฝูงพี่น้องรู้ใจ ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันเป็นสิ่งที่มีคุณค่ากว่า พวกเรารอคุณทั้งสองอยู่ โลกไม่ได้เป็นของคุณสองคนเท่านั้น ไม่ต้องเป็นห่วงเขาหรอก ขาดคุณไปเขาก็ยังหาคนอื่นแทนได้

 

- 1 -

ป ร ะ ช า ธิ ปั ต ย์ กั บ ค ว า ม เ ป็ น ไ ป ไ ด้ ใ น เ รื่ อ ง น โ ย บ า ย

โดย คุณ Chiangraiplus

11 สิงหาคม 2549

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P4615288/P4615288.html

ข้อนี้ผมขออาศัยฝาก ให้อ่านกันเล่นๆครับ

เริ่มจาก ท่านนายกทักษิณเอง ท่านก็ได้ออกนโยบายพรรค ทรท. ที่พวกเราเรียกกันว่า นโยบาย

ประชานิยม มาใช้หาเสียง ในปี 2543 และนโยบายนั้น ได้รับการดูถูกจากคนฝั่ง ปชป. เป็นอย่างมาก

ทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จแน่ แค่นโยบายขายฝัน และคำดูถูกต่างๆนาๆ แต่คนที่ทำให้ฝันของคนไทยทั้งชาติ

มีความชัดเจนขึ้นนั้น กลับทำได้อย่างดี แม้ว่าจะไม่ได้ผลทั้งหมด แต่การทำงานอย่างจริงจัง และทำ

ในทางคู่ขนาน ในทุกมิติของการทำงานในเชิงรุก โดยทำใน 4 มิติ ไปพร้อมๆกัน ทั้งเชิงลึก กว้าง ไกล

และที่สำคัญ มิติในการทำงานนั้น ยังคงบวกความ “ไม่หยุดนิ่ง” การเคลื่อนไหวคงมีอยู่อย่างตลอดเวลา

และต่อเนื่อง อันเป็นมิติที่ถือได้ว่า ยากมากๆ ในกระบวนการทำงาน ในวงกว้างๆหรือในระดับประเทศ

ผลที่ได้เมื่อออกสู่ประชาคมโลกนั้น ผลงานของ ท่านนายกทักษิณ จึงโดดเด่นเป็นอันมาก

และในเวลาต่อมา เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ หัวหน้าพรรค ปชป ได้เปลี่ยนมาเป็น คุณบัญญัติ

แทนที่คุณชวนคนเดิม และคุณบัญญัติ ก็ได้ออกนโยบายชุดใหม่ออกมา เพื่อใช้ในการต่อกรกับ ท่าน

นายกทักษิณ ซึ่งนโยบายชุดนี้ มีทั้งหมด 4 ข้อ ถือเป็นชุดนโยบายใหม่ของ พรรค ปชป ที่ได้เสนอออกมา

เมื่อ วันที่ 25 เมษายน 2547 และเมื่อได้พยายามมอง ไม่ว่าจะมุมใดก็ตาม ชุดนโยบายชุดนี้ ก็อยู่ใน

ทางเดินเดียวกัน กับของทางพรรค ทรท มองอย่างไรก็แค่ ประชานิยม ฉบับที่ขัดเกลาขึ้นมาใหม่เท่านั้น

ไม่ได้มีความโดดเด่นหรือแตกต่างไปจาก ประชานิยมของ ทรท แต่อย่างใด ภาพที่มองเห็นได้ชัดก็คือ แค่

เป็นการชูนโยบาย “บัญญัตินิยม” มาชนกับ “ทักษิณเอื้ออาทร” เท่านั่นเอง และแล้วเมื่อผลการเลือกตั้ง ที่

พรรค ทรท สามารถเอาชนะพรรค ปชป ได้อย่างถล่มถลาย ในครั้งนั้น ก็ทำให้ คุณบัญญัติ จำต้องเดิน

จากไปในทางการเมือง อย่างเจ็บปวดมากที่สุด เท่าที่เคยเป็นมา

- 2 -

โอ้ย แค่บอกออกมาในเรื่องนโยบายแค่นี้ ทำไมมันไปได้ไกลมากขนาดนี้นะ ผมเองมันคนชอบ ทรท ก็เผลอที่จะใส่

ความเห็นส่วนตัวเข้าไปไม่ได้สักกะที แต่ผมเต็มใจและตั้งใจใส่ความเห็นนะ อย่างไรก็อ่านและแยกแยะกันเองละกัน

พอเกิด พรรค ทรท ในวงการ “การเมือง” ของบ้านเรา พรรค ปชป ก็ต้องเสียหัวหัวหน้าพรรค ไปแล้วถึงสอง

คน อันนี้มันแสดงถึงอะไรครับ

หรือ เพราะว่า การเคลื่อนตัวของข้อมูล ในยุค ปี 2000 ที่เป็นไปอย่างไร้ขีดจำกัด ทำให้คนไทยอีกไม่น้อย หูตาส่วาง

มองเห็นความเป็นตัวตนจริงๆ ของพลพรรค ปชป

หรือ เพราะว่า คนไทยใน พศ นี้ มีการเรียนรู้และการศึกษา มากกว่าที่ผ่านมา ทำให้การต้มตุ๋นและหลอกลวงในทาง

การเมือง ทำได้อย่างยากลำบาก มากกว่าในอดีต

หรือเพราะว่า นโยบาย ที่ พรรค ปชป มีออกมาในช่วงของการหาเสียงนั้น มันได้แสดงความเต็มใจ ที่จะยอมเดิน

ตามหลังพรรค ทรท อย่างไม่มีทาง ที่จะให้จัดให้เป็นคู่แข่ง หรือคู่ต่อสู้กันได้ ไม่ว่าจะในกรณีใดๆ

หรือเพราะว่า พลพรรค ปชป ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อม ในเรื่องของคน ที่จะเข้ามาทำงานการเมือง อย่าง

ต่อเนื่องและจริงจัง

หลาย คนบอกว่า การที่เรามีรัฐธรรมนูญใหม่ เราหวังกันว่า การเมืองบ้านเรา น่าจะแบ่งออกเป็น

สองขั้วอย่างชัดเจน แต่การเมืองของไทยในวันนี้ วันที่ พรรค ปชป มีหัวหน้าพรรค คนใหม่ ซึ่งเป็นคนที่

สาม ในการเข้าต่อสู้แย่งชิงกับ พลพรรค ทรท ซึ่งก็คือ คุณอภิสิทธิ์ และการเข้ามาของคุณอภิสิทธิ์ ก็ไม่ได้

มีความแตกต่าง ไปจากคนเดิมๆที่เคยมี มันจึงไม่ใช่เป็นการเมืองแบบ 2 ขั้ว ในแบบที่เรานึกและฝันกัน

แต่อย่างใด แต่มันยังคงเป็น การเมืองแบบขั้วเดียว ขั้วทางนโยบาย ก็อันเดียวกัน ขั้วในทางยุทธศาสตร์ก็

อีกแหล่ะ อันเดียวกัน จะต่างกันก็ตรงที่ คนนำไปปฎิบัติเท่านั้น และในเวลาอย่างนี้ ทางพรรค ทรท เอง

ดันได้แสดงฝีมือในการทำงาน และการนำนโยบายที่มีอยู่ ออกไปทำอย่างจริงจัง และเห็นผลไปแล้วทั่ว

โลก

- 3 -

อะไรคือความแตกต่างครับ คนหนึ่งทำแล้วและเห็นผลไปแล้วทั่วบ้านทั่วเมือง ส่วน

อีกคนบอกว่าจะทำ จะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะ แล้วอย่างนี้อะไรมันจะ

เหลือละครับ

ท่าน นายกรัฐมนตรี ท่าน พ.ต.ท.ดร ทักษิณ ชินวัตร ณ ไทยรักไทย ท่านยังคงความโดดเด่น ท่าน

ยังคงไม่มีแม้แต่ คู่เปรียบเทียบ คู่แข่งขัน หรือคู่เหมือน ในทางการเมืองแม้แต่น้อย พรรค ปชป ยุค คุณ

อภิสิทธิ์ จะยังคงไม่สามารถบรรลุสิ่งที่หวัง หรือภารกิจใดๆได้เลยครับ ตราบใดที่การสร้างนโยบาย และ

การสร้างยุทธศาสตร์ ที่ทำด้วยตนเองของ พลพรรค ปชป ยังคงหาไม่เจอ และยังคงไม่มีวี่แวว ที่จะ

นำเสนอต่อ สังคมไทย ทั้ง ๆ ที่ เมื่อก่อนหน้าวันเลือกตั้งทั่วไป ครั้งก่อนโน้น คือเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544

เราคิดกันว่า เราจะได้การเมืองแบบ 2 ขั้ว แต่พอ ทรท ชนะแบบพลิกโฉมการเมืองไทยครั้งใหญ่ และ

บวกกับการปฏิบัติงาน และการนำนโยบายไปใช้ ในการทำงานอย่างต่อเนื่องและจริงจังของ พลพรรค

ทรท แล้ว หลังจากการเลือกตั้งในคราวนั้น ขั้วตรงข้ามกับ พรรค ทรท ไม่ได้ทำอะไรเลย ทั้งทางด้าน

นโยบาย หรือด้านยุทธศาสตร์การเมือง ทุกอย่างยังคงวิ่งวนอยู่กับเกมการแย่งชิงอำนาจในพรรค

การชิงดีชิงเด่น จนลืมไปว่าตอนนี้คนไทยเริ่มหูและตาเริ่มมองเห็นได้ชัดขึ้น และดีขึ้นตามลำดับ

หลังฟองสบู่แตก พรรค ปชป ก็นำประเทศของเราเข้าสู่ กรอบการผูกมัด ขององค์กรโลก แบบ

แผนของระบบเศรษฐกิจที่นำมาใช้ ล้วนไม่มีความแตกต่างไปจากเดิม ก่อนหน้านั้นเราเดินตาม ระบบ

ราชการไทย รวมทั้ง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และวิกฤตเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นใน ปี 2540

นั้น ทำให้ พลพรรค ทรท ซึ่งเป็นพรรคที่เกิดใหม่ ต้องทำงานอย่างจริงจัง ทั้งในเรื่องนโยบาย ทั้งในเรื่อง

ยุทธศาสตร์ ทำทำไมหรือครับ ท่านนายกทักษิณ ท่านมี 2 ข้อให้คิด ข้อแรก ชาติของเรา กำลังต้องการ

การรักษาและเยียวยา อย่างเร่งด่วน เพื่อให้ผ่านความทุกข์ยากของคนในขาติ ไปให้เร็วที่สุด และข้อที่น่า

นำไปคิดอีกข้อคือ ท่านนายกทักษิณ ท่านต้องการสร้างความแตกต่าง ไม่ให้เหมือนกับการทำงานของ

พรรค ปชป และท่านก็เข้าสู่แนวทาง ที่ขนานและตรงกันข้ามกับ พรรค ปชป อย่างสิ้นเชิง จึงทำให้พรรค

ทรท โตเร็ว และทรงพลังเป็นอย่างมากในเวลาต่อมา

- 4 -

ในขณะที่ พรรค ปชป เองกับไม่ได้ทำอะไร กับการเตรียมความพร้อมของพรรคแม้แต่น้อย และ

เมื่อเวลาล่วงเลยมา จนมาถึงเวลาที่ คุณอภิสิทธิ์ ต้องนำทัพออกสู่สนาม เพื่อต่อกรกับพรรค ทรท คุณ

อภิสิทธิ์ทำได้ดีที่สุด ก็แค่การทาสีห้องแถลงข่าวใหม่ ให้ดูดี บวกกับการนำเสนอข่าว โดยใช้ความเป็น

ตัวตนของ กลุ่มผลัดใบ

ไหนละครับ ความเป็นนโยบายที่จับต้องได้ ไหนละครับความแตกต่าง

ไหนละครับ ความเป็น คนละขั้วในทางการเมือง ความเป็นเสรีนิยมใหม่ก็ไม่

ชัดเจน ประชานิยมก็ไม่เต็มตัว

คุณอภิสิทธิ์เองทำได้แค่ ต่อยอด ติดตา ทาบกิ่ง นโยบายเดิมของ พรรค ทรท เท่านั้น ส่วนกลุ่มทุน

ทั้งทุนเก่า ทุนใหม่ ที่ได้รับผลกระทบ จากวิกฤตเศรษฐกิจ ใครเขาจะไปสนับสนุน พรรค ปชป ละครับ

ในเมื่อทุกคนไม่เห็นความแตกต่าง ทุกคนก็รู้ๆเห็นๆกันอยู่ ความแข็งแรงทางเศรษฐกิจ ที่มีมา

ใครกันครับ ที่สร้างมันขึ้นมากับมือ ใครกันครับ ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ใครกันครับที่กลายเป็นที่

พึ่งพิง ของกลุ่มผู้ประกอบการทั้ง กลุ่มขนาดเล็กและกลาง ทั้งกลุ่มเกษตรกรรายย่อย และ แม้กระทั่ง

กลุ่มทุนระดับชาติ ( บวกรวมทั้ง กลุ่มทุนเอ็นพีแอลเข้าไปด้วยก็ได้เอ้า ) แล้วอย่างนี้ใครเขาจะให้ความ

สนใจละครับ

ยังคงไปได้ไม่ถึงไหนสักที

ผมขอพอแค่นี้ก่อนครับ

 

- 1 -

ป ร ะ ช า ธิ ปั ต ย์ กั บ ค ว า ม เ ป็ น ไ ป ไ ด้ ใ น เ รื่ อ ง น โ ย บ า ย

โดย คุณ Chiangraiplus

11 สิงหาคม 2549

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P4615288/P4615288.html

ข้อนี้ผมขออาศัยฝาก ให้อ่านกันเล่นๆครับ

เริ่มจาก ท่านนายกทักษิณเอง ท่านก็ได้ออกนโยบายพรรค ทรท. ที่พวกเราเรียกกันว่า นโยบาย

ประชานิยม มาใช้หาเสียง ในปี 2543 และนโยบายนั้น ได้รับการดูถูกจากคนฝั่ง ปชป. เป็นอย่างมาก

ทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จแน่ แค่นโยบายขายฝัน และคำดูถูกต่างๆนาๆ แต่คนที่ทำให้ฝันของคนไทยทั้งชาติ

มีความชัดเจนขึ้นนั้น กลับทำได้อย่างดี แม้ว่าจะไม่ได้ผลทั้งหมด แต่การทำงานอย่างจริงจัง และทำ

ในทางคู่ขนาน ในทุกมิติของการทำงานในเชิงรุก โดยทำใน 4 มิติ ไปพร้อมๆกัน ทั้งเชิงลึก กว้าง ไกล

และที่สำคัญ มิติในการทำงานนั้น ยังคงบวกความ “ไม่หยุดนิ่ง” การเคลื่อนไหวคงมีอยู่อย่างตลอดเวลา

และต่อเนื่อง อันเป็นมิติที่ถือได้ว่า ยากมากๆ ในกระบวนการทำงาน ในวงกว้างๆหรือในระดับประเทศ

ผลที่ได้เมื่อออกสู่ประชาคมโลกนั้น ผลงานของ ท่านนายกทักษิณ จึงโดดเด่นเป็นอันมาก

และในเวลาต่อมา เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ หัวหน้าพรรค ปชป ได้เปลี่ยนมาเป็น คุณบัญญัติ

แทนที่คุณชวนคนเดิม และคุณบัญญัติ ก็ได้ออกนโยบายชุดใหม่ออกมา เพื่อใช้ในการต่อกรกับ ท่าน

นายกทักษิณ ซึ่งนโยบายชุดนี้ มีทั้งหมด 4 ข้อ ถือเป็นชุดนโยบายใหม่ของ พรรค ปชป ที่ได้เสนอออกมา

เมื่อ วันที่ 25 เมษายน 2547 และเมื่อได้พยายามมอง ไม่ว่าจะมุมใดก็ตาม ชุดนโยบายชุดนี้ ก็อยู่ใน

ทางเดินเดียวกัน กับของทางพรรค ทรท มองอย่างไรก็แค่ ประชานิยม ฉบับที่ขัดเกลาขึ้นมาใหม่เท่านั้น

ไม่ได้มีความโดดเด่นหรือแตกต่างไปจาก ประชานิยมของ ทรท แต่อย่างใด ภาพที่มองเห็นได้ชัดก็คือ แค่

เป็นการชูนโยบาย “บัญญัตินิยม” มาชนกับ “ทักษิณเอื้ออาทร” เท่านั่นเอง และแล้วเมื่อผลการเลือกตั้ง ที่

พรรค ทรท สามารถเอาชนะพรรค ปชป ได้อย่างถล่มถลาย ในครั้งนั้น ก็ทำให้ คุณบัญญัติ จำต้องเดิน

จากไปในทางการเมือง อย่างเจ็บปวดมากที่สุด เท่าที่เคยเป็นมา

- 2 -

โอ้ย แค่บอกออกมาในเรื่องนโยบายแค่นี้ ทำไมมันไปได้ไกลมากขนาดนี้นะ ผมเองมันคนชอบ ทรท ก็เผลอที่จะใส่

ความเห็นส่วนตัวเข้าไปไม่ได้สักกะที แต่ผมเต็มใจและตั้งใจใส่ความเห็นนะ อย่างไรก็อ่านและแยกแยะกันเองละกัน

พอเกิด พรรค ทรท ในวงการ “การเมือง” ของบ้านเรา พรรค ปชป ก็ต้องเสียหัวหัวหน้าพรรค ไปแล้วถึงสอง

คน อันนี้มันแสดงถึงอะไรครับ

หรือ เพราะว่า การเคลื่อนตัวของข้อมูล ในยุค ปี 2000 ที่เป็นไปอย่างไร้ขีดจำกัด ทำให้คนไทยอีกไม่น้อย หูตาส่วาง

มองเห็นความเป็นตัวตนจริงๆ ของพลพรรค ปชป

หรือ เพราะว่า คนไทยใน พศ นี้ มีการเรียนรู้และการศึกษา มากกว่าที่ผ่านมา ทำให้การต้มตุ๋นและหลอกลวงในทาง

การเมือง ทำได้อย่างยากลำบาก มากกว่าในอดีต

หรือเพราะว่า นโยบาย ที่ พรรค ปชป มีออกมาในช่วงของการหาเสียงนั้น มันได้แสดงความเต็มใจ ที่จะยอมเดิน

ตามหลังพรรค ทรท อย่างไม่มีทาง ที่จะให้จัดให้เป็นคู่แข่ง หรือคู่ต่อสู้กันได้ ไม่ว่าจะในกรณีใดๆ

หรือเพราะว่า พลพรรค ปชป ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อม ในเรื่องของคน ที่จะเข้ามาทำงานการเมือง อย่าง

ต่อเนื่องและจริงจัง

หลาย คนบอกว่า การที่เรามีรัฐธรรมนูญใหม่ เราหวังกันว่า การเมืองบ้านเรา น่าจะแบ่งออกเป็น

สองขั้วอย่างชัดเจน แต่การเมืองของไทยในวันนี้ วันที่ พรรค ปชป มีหัวหน้าพรรค คนใหม่ ซึ่งเป็นคนที่

สาม ในการเข้าต่อสู้แย่งชิงกับ พลพรรค ทรท ซึ่งก็คือ คุณอภิสิทธิ์ และการเข้ามาของคุณอภิสิทธิ์ ก็ไม่ได้

มีความแตกต่าง ไปจากคนเดิมๆที่เคยมี มันจึงไม่ใช่เป็นการเมืองแบบ 2 ขั้ว ในแบบที่เรานึกและฝันกัน

แต่อย่างใด แต่มันยังคงเป็น การเมืองแบบขั้วเดียว ขั้วทางนโยบาย ก็อันเดียวกัน ขั้วในทางยุทธศาสตร์ก็

อีกแหล่ะ อันเดียวกัน จะต่างกันก็ตรงที่ คนนำไปปฎิบัติเท่านั้น และในเวลาอย่างนี้ ทางพรรค ทรท เอง

ดันได้แสดงฝีมือในการทำงาน และการนำนโยบายที่มีอยู่ ออกไปทำอย่างจริงจัง และเห็นผลไปแล้วทั่ว

โลก

- 3 -

อะไรคือความแตกต่างครับ คนหนึ่งทำแล้วและเห็นผลไปแล้วทั่วบ้านทั่วเมือง ส่วน

อีกคนบอกว่าจะทำ จะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะจะ แล้วอย่างนี้อะไรมันจะ

เหลือละครับ

ท่าน นายกรัฐมนตรี ท่าน พ.ต.ท.ดร ทักษิณ ชินวัตร ณ ไทยรักไทย ท่านยังคงความโดดเด่น ท่าน

ยังคงไม่มีแม้แต่ คู่เปรียบเทียบ คู่แข่งขัน หรือคู่เหมือน ในทางการเมืองแม้แต่น้อย พรรค ปชป ยุค คุณ

อภิสิทธิ์ จะยังคงไม่สามารถบรรลุสิ่งที่หวัง หรือภารกิจใดๆได้เลยครับ ตราบใดที่การสร้างนโยบาย และ

การสร้างยุทธศาสตร์ ที่ทำด้วยตนเองของ พลพรรค ปชป ยังคงหาไม่เจอ และยังคงไม่มีวี่แวว ที่จะ

นำเสนอต่อ สังคมไทย ทั้ง ๆ ที่ เมื่อก่อนหน้าวันเลือกตั้งทั่วไป ครั้งก่อนโน้น คือเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544

เราคิดกันว่า เราจะได้การเมืองแบบ 2 ขั้ว แต่พอ ทรท ชนะแบบพลิกโฉมการเมืองไทยครั้งใหญ่ และ

บวกกับการปฏิบัติงาน และการนำนโยบายไปใช้ ในการทำงานอย่างต่อเนื่องและจริงจังของ พลพรรค

ทรท แล้ว หลังจากการเลือกตั้งในคราวนั้น ขั้วตรงข้ามกับ พรรค ทรท ไม่ได้ทำอะไรเลย ทั้งทางด้าน

นโยบาย หรือด้านยุทธศาสตร์การเมือง ทุกอย่างยังคงวิ่งวนอยู่กับเกมการแย่งชิงอำนาจในพรรค

การชิงดีชิงเด่น จนลืมไปว่าตอนนี้คนไทยเริ่มหูและตาเริ่มมองเห็นได้ชัดขึ้น และดีขึ้นตามลำดับ

หลังฟองสบู่แตก พรรค ปชป ก็นำประเทศของเราเข้าสู่ กรอบการผูกมัด ขององค์กรโลก แบบ

แผนของระบบเศรษฐกิจที่นำมาใช้ ล้วนไม่มีความแตกต่างไปจากเดิม ก่อนหน้านั้นเราเดินตาม ระบบ

ราชการไทย รวมทั้ง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และวิกฤตเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นใน ปี 2540

นั้น ทำให้ พลพรรค ทรท ซึ่งเป็นพรรคที่เกิดใหม่ ต้องทำงานอย่างจริงจัง ทั้งในเรื่องนโยบาย ทั้งในเรื่อง

ยุทธศาสตร์ ทำทำไมหรือครับ ท่านนายกทักษิณ ท่านมี 2 ข้อให้คิด ข้อแรก ชาติของเรา กำลังต้องการ

การรักษาและเยียวยา อย่างเร่งด่วน เพื่อให้ผ่านความทุกข์ยากของคนในขาติ ไปให้เร็วที่สุด และข้อที่น่า

นำไปคิดอีกข้อคือ ท่านนายกทักษิณ ท่านต้องการสร้างความแตกต่าง ไม่ให้เหมือนกับการทำงานของ

พรรค ปชป และท่านก็เข้าสู่แนวทาง ที่ขนานและตรงกันข้ามกับ พรรค ปชป อย่างสิ้นเชิง จึงทำให้พรรค

ทรท โตเร็ว และทรงพลังเป็นอย่างมากในเวลาต่อมา

- 4 -

ในขณะที่ พรรค ปชป เองกับไม่ได้ทำอะไร กับการเตรียมความพร้อมของพรรคแม้แต่น้อย และ

เมื่อเวลาล่วงเลยมา จนมาถึงเวลาที่ คุณอภิสิทธิ์ ต้องนำทัพออกสู่สนาม เพื่อต่อกรกับพรรค ทรท คุณ

อภิสิทธิ์ทำได้ดีที่สุด ก็แค่การทาสีห้องแถลงข่าวใหม่ ให้ดูดี บวกกับการนำเสนอข่าว โดยใช้ความเป็น

ตัวตนของ กลุ่มผลัดใบ

ไหนละครับ ความเป็นนโยบายที่จับต้องได้ ไหนละครับความแตกต่าง

ไหนละครับ ความเป็น คนละขั้วในทางการเมือง ความเป็นเสรีนิยมใหม่ก็ไม่

ชัดเจน ประชานิยมก็ไม่เต็มตัว

คุณอภิสิทธิ์เองทำได้แค่ ต่อยอด ติดตา ทาบกิ่ง นโยบายเดิมของ พรรค ทรท เท่านั้น ส่วนกลุ่มทุน

ทั้งทุนเก่า ทุนใหม่ ที่ได้รับผลกระทบ จากวิกฤตเศรษฐกิจ ใครเขาจะไปสนับสนุน พรรค ปชป ละครับ

ในเมื่อทุกคนไม่เห็นความแตกต่าง ทุกคนก็รู้ๆเห็นๆกันอยู่ ความแข็งแรงทางเศรษฐกิจ ที่มีมา

ใครกันครับ ที่สร้างมันขึ้นมากับมือ ใครกันครับ ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ใครกันครับที่กลายเป็นที่

พึ่งพิง ของกลุ่มผู้ประกอบการทั้ง กลุ่มขนาดเล็กและกลาง ทั้งกลุ่มเกษตรกรรายย่อย และ แม้กระทั่ง

กลุ่มทุนระดับชาติ ( บวกรวมทั้ง กลุ่มทุนเอ็นพีแอลเข้าไปด้วยก็ได้เอ้า ) แล้วอย่างนี้ใครเขาจะให้ความ

สนใจละครับ

ยังคงไปได้ไม่ถึงไหนสักที

ผมขอพอแค่นี้ก่อนครับ

วิพากษ์ “ประชาธิปัตย์”

 

- 1 -

วิพากษ์ “ประชาธิปัตย์”

โดย วิษณุ บุญมารัตน์

เจ้าของกระทู้: คุณ Chiangraiplus

11 สิงหาคม 2549

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P4615288/P4615288.html

- 2 -

ย้อนความทรงจำอันขมขื่นกับ“ประชาธิปัตย์”

ที่มา : นสพ.บ้านเมือง หน้า 5

ฉบับวันอังคารที่ 22 มี.ค. 2548

เรื่องที่จะเขียนในวันนี้ เป็นความในใจที่ผู้เขียนอยากให้ท่านผู้อ่านได้ร่วมกันรับทราบ ผู้เขียนเคยอยู่

พรรคประชาธิปัตย์มาเกือบสิบปี ทำงานให้พรรคไม่ได้เงินเดือนโดยทางพรรคอ้างว่าทำงานเพื่อ

อุดมการณ์ (Ideology) ต้องใช้เงินของตนเองทำงานให้พรรค จึงพบว่าโครงสร้างของพรรคชอบหลอก

ใช้นักวิชาการ เพราะเงินทุนที่มีนายทุนพรรคให้มาแกนนำจะเก็บไว้เพื่อใช้จ่ายตอนหาเสียง เลือกตั้ง

เท่านั้น ไม่ได้ทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระหว่างที่ผู้เขียนอยู่ที่พรรคจึงไม่มีเงินใช้จนต้องยืมเงิน

เพื่อนใช้ จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นชีวิตที่ต่ำค่ากว่าชนชั้นกรรมาชีพ (Proletariat) เสียอีก

มาวันหนึ่งผู้เขียนได้พบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ตอนนั้น) โดย

บอกว่า "อาจารย์ครับผมทำงานรับใช้พรรคมาหลาย 10 ปี ผมไม่มีเงินกินข้าวครับ” ซึ่งอาจารย์อภิสิทธิ์ก็

บอกว่าจะดูให้ หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไปจนผู้เขียนได้มารู้จักอดีตผู้สมัคร ส.ส. กรุงเทพฯ ดร. วุฒิ

ชัย พรรณเชษฐ์ ก็ช่วยงานต่างๆ ในคณะทำงานของพรรค เมื่อมีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่โดยได้

นาย บัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรค นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค นาย

ประดิษฐ์ ได้ตั้งศูนย์ RDI (ศูนย์ข้อมูลของพรรค) แล้วแต่งตั้ง ดร.วุฒิชัย พรรณเชษฐ์ เป็นผู้อำนวยการ

ศูนย์ได้เงินเดือน 50,000 บาท รับเด็กจบปริญญาโทมาช่วยงานให้เงินเดือน 18,000 บาท แต่ ดร.วุฒิชัย

กลับมาบอกกับผู้เขียนว่าให้มาช่วยศูนย์ RDI โดยไม่มีเงินให้ทั้งที่ผู้เขียนจบปริญญาโท จุฬาฯ มาแล้ว

ทำงานให้พรรค 10 ปี อย่างนี้แล้วจะมีใครอยากมาช่วยหรือทำงานให้พรรคประชาธิปัตย์อีกเพราะเอา

เปรียบและขูดรีดแรงงาน (Exploitation of Labor) กันเหลือเกิน

ในระหว่างนั้น ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ก็ได้โทรศัพท์มาหาผู้เขียน แล้วชวนผู้เขียนให้ไปเป็น

ผู้ช่วย ส.ส. โดยได้รับเงินเดือน 7,780 บาท ซึ่งทำให้ผู้เขียนดีใจมากเพราะจะได้มีรายได้ผู้เขียนจึงได้

ทำงานกับ ดร. เอนก ซึ่งได้รับความรู้ทางวิชาการ รวมทั้งความเป็นนายที่ดีให้กับลูกน้อง เพราะมีอะไรก็

บอกกล่าวหรือแนะนำ ช่วงนั้นผู้เขียนก็เริ่มเป็นคอลัมนิสต์ให้กับหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันหนึ่งผู้เขียนได้

เขียนบทความทางวิชาการเรื่องประชาธิปัตย์ขาลง ซึ่งเป็นการเขียนอย่างตรงไปตรงมาตามหลักวิชาการ

ตอนนั้น ดร. เอนก ย้ายออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ไปเป็นหัวหน้าพรรคมหาชนแล้ว แต่ผู้เขียนยังอยู่

พรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างบทความนี้ออกมา นายสัมพันธ์ ทองสมัคร ท่านก็ได้ฝากให้ผู้เขียนไปเป็น

ผู้ชำนาญการ ส.ส. กับดร. วิชัย ตันศิริ ซึ่งผู้ชำนาญการ ส.ส. จะได้เงินเดือน 15,000 บาท เพราะนาย

สัมพันธ์ เห็นผมทำงานให้พรรคอย่างเต็มที่แต่ เมื่อผู้เขียนไปหา ดร. วิชัย ตันศิริ ท่านกลับไม่รับเข้าเป็น

ผู้ชำนาญการ เพราะเขียนบทความเรื่องประชาธิปัตย์ขาลง

- 3 -

ดร.วิชัย ตันศิริ กล่าวหาผู้เขียนว่ารับเงินจากพรรคไทยรักไทย ซึ่งถือว่าเป็นการดูถูกผู้เขียนและ

ผู้อ่านมากผู้เขียนขอยืนยันความบริสุทธิ์ เพราะเงินในบัญชีของผู้เขียนก็มีน้อยมาก ทุกวันยังขึ้นรถเมล์

อยู่เลย หรือทาง ส.ส. บางคนของพรรคประชาธิปัตย์เคยทำแล้วสรุปว่าทุกคนจะต้องเป็นอย่างนั้น ถ้า

ผู้อ่านที่เคยอ่านบทความต่างๆของผู้เขียนจะเห็นว่าล้วนแต่เขียนตรงไปตรง มาตามข้อมูลที่มีเพราะ

ปัจจุบันผู้อ่านมีความรู้มาก ไม่สามารถยกเมฆมาพูดได้แล้ว

ผู้เขียนได้โทรศัพท์ไปขอคำแนะนำจาก ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่ง ดร. เอนกเห็นว่า ดร. วิชัย

ตันศิริ ทำไม่ถูก ลูกน้องทำงานให้เต็มที่แต่ก็ไม่เคยดูแล แล้วซ้ำยังเอาเปรียบลูกน้องแล้วอย่างนี้จะเป็น

นักการเมืองได้อย่างไร ดร. เอนก ได้ให้คำแนะนำกับผู้เขียนว่าควรออกมาทำงานนอกพรรค

ประชาธิปัตย์ได้แล้ว ทำให้ผู้เขียนได้เห็นแสงสว่างจึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค

ประชาธิปัตย์ เมื่อวันพุธที่ 9 มีนาคม 2548 ซึ่งเป็นวันตรงกับการแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท

ทักษิณ ชินวัตร แม้ผู้เขียนได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคแล้ว แต่ยังมีความพยายามจากดร.

วุฒิชัย พรรณเชษฐ์ ที่กำลังเตรียมตัวที่จะลงสมัครนายกนครซึ่งกำลังจะมีการจัดตั้ง ได้ล็อบบี้ผู้เขียนให้

เขียนบทความเชียร์พรรคทั้งๆ ที่ทราบแล้วว่าคอลัมนิสต์ที่ต้องวางตัวเป็นกลาง และมีอิสระทางความคิด

นับเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และพยายามโน้มน้าวให้ผู้เขียนทรยศต่อวิชาชีพและประชาชน

หรือผู้อ่าน

ปัจจุบันนี้ผู้เขียนได้อำลาพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาทำหน้าที่สอนหนังสือรวมทั้งเป็นคอลัม

นิสต์ให้กับหนังสือไทยโพสต์ บ้านเมือง โลกวันนี้ และขอขอบพระคุณ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นาย

บัญญัติ บรรทัดฐาน นายสัมพันธ์ ทองสมัคร นายธีระ สลักเพชร ที่มีบุญคุณให้การดูแลผู้เขียนเมื่อครั้ง

อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ ผู้เขียนจะนำประสบการณ์ที่ ส.ส. บางคนของพรรค เช่น นายองอาจ คล้าม

ไพบูลย์ หลอกใช้นักวิชาการและประชาชนไปสอนให้กับนักศึกษาได้รับรู้ว่าสถาบันทางการ เมืองที่ดีที่สุด

แต่มี ส.ส.ปชป บางคนที่ชั่วที่สุด เพื่อผู้เขียนนำเป็นบทเรียนไปสอนแก่นักศึกษาในระดับปริญญาตรี

และโทต่อไป

ขออภัยที่ผู้เขียนต้องพูดความจริง (Truth) เพราะความจริงเป็นสิ่งแหลมคมที่สังคมต้องรับรู้

รวมทั้งขออโหสิในสิ่งที่คนในพรรคประชาธิปัตย์บางคนได้ทำไว้กับผู้เขียน อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกัน

ต่อไปอีกเลย และขอเป็นนักวิชาการคนสุดท้ายที่ถูกหลอก รวมทั้งเป็นบทเรียนให้กับสังคมด้วย

- 4 -

ย้อนรอยความล้มเหลว “ประชาธิปัตย์”

เขียนโดย วิษณุ บุญมารัตน์

ที่มา : นสพ.บ้านเมือง หน้าที่ 3 ฉบับวันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2548

หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั่วประเทศเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ที่ผ่าน

มา ต้องถือเป็นวันที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องจารึกถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ของพรรคมหาอำนาจทาง

การเมืองยุคใหม่ " พรรคไทยรักไทย " ที่นำโดย พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เหนือพรรคมหาอำนาจทาง

การเมืองยุคเก่า " พรรคประชาธิปัตย์ " ที่มี นายบัญญัติ บรรทัดฐาน คุมบังเหียนในขณะนั้น ส่งผลให้

พันตำรวจโท ทักษิณ และพรรคไทยรักไทยเข้าป้ายดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐบาล 2 สมัย

ติดต่อกัน โดยเฉพาะสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวที่มี ส.ส.ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ

จำนวนกว่า 370 คน ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การเมืองไทย

" พรรคประชาธิปัตย์ " ที่มีนายบัญญัติ บรรทัดฐาน คุมบังเหียนในขณะนั้น ส่งผลให้ พันตำรวจ

โท ทักษิณ และพรรคไทยรักไทยเข้าป้ายดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐบาล 2 สมัยติดต่อกัน

โดยเฉพาะสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวที่มี ส.ส.ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อจำนวนกว่า 370

คน ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การเมืองไทย การที่ประชาชนเกือบทั่วทุกภูมิภาคของ

ประเทศยกเว้นภาคใต้ต่างเทคะแนนและมอบ ฉันทานุมัติให้พรรคไทยรักไทยเข้ามาบริหารประเทศเป็น

สมัยที่ 2 ต้องยอมรับว่าเป็นเพราะกระแสและนโยบาย ผลงานการบริหารประเทศในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

ของรัฐบาลทักษิณ 1 มีความเป็นรูปธรรมโดยแท้ ซึ่งนโยบายแต่ละนโยบายของพรรคไทยรักไทยไม่ว่า

จะเป็น 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท การพักหนี้เกษตรกร ฯลฯ แม้จะถูก

นักวิชาการทั้งขาประจำและขาจร วิพากษ์ (Critical) อย่างหนักมาโดยตลอดว่า เป็นนโยบายที่อันตราย

และจะก่อร่างสร้างหนี้ในระยะยาวต่อประเทศชาติและ ประชาชนก็ตาม แต่ผลการเลือกตั้งย่อมเป็น

เครื่องบ่งบอกได้ว่าประชาชนยังมั่นใจสินค้าที่มี นายห้างยี่ห้อ "ทักษิณ ชินวัตร" ให้เป็นผู้นำประเทศอยู่

ต่อไป

ขณะที่คู่แข่งทางการเมืองตลอดกาลของพรรคไทยรักไทยอย่าง "ประชาธิปัตย์" เพิ่งตื่นจาก

ภวังค์หลังจากที่ยังสาระวนอยู่กับการเล่นการเมืองแบบเก่ามาช้า นาน ได้เริ่มเดินเครื่องสังคายนาปฏิรูป

พรรคครั้งใหญ่ เพื่อปรับตัวสู้กับพรรคไทยรักไทยในอนาคต ด้วยการดันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทายาท

ทางการเมืองของ นายหัวชวน หลีกภัย ก้าวขึ้นมาจ่อคิวเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่แทนนายบัญญัติ ที่

- 5 -

แสดงสปิริตด้วยการลาออกจากตำแหน่ง พร้อมจัดทัพเพื่อเตรียมตัวทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของ

รัฐบาลในอีก 4 ปีข้างหน้าในฐานะฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ในฐานะที่ผู้เขียนเคยเป็นนักวิชาการที่ทำงานอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์เป็น เวลาไม่น้อยกว่า 10

ปี ต้องขอวิพากษ์พรรคการเมืองนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า สาเหตุที่พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในช่วงขาลงอยู่ทุก

วันนี้มีอยู่หลายประการ เช่น ตัวผู้นำพรรคหากเปรียบเทียบระหว่าง นายบัญญัติกับ พันตำรวจโททักษิณ

ต้องยอมรับว่าชื่อชั้นและ ผลงานของนายบัญญัติยังห่างไกลจากพันตำรวจโททักษิณไกลลิบลับทางด้าน

การ บริหารและเศรษฐกิจ ตรงนี้เป็นจุดใหญ่จุดหนึ่งที่ทำให้ประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งตั้งแต่ใน มุ้ง

ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรค อันเกิดมาจากระบบการบริหารของพรรคที่ล้มเหลว

ประชาธิปัตย์ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพรรคการเมืองที่เล่นการเมืองเก่งที่สุดพรรค หนึ่งของเมืองไทย ไม่เว้น

แม้แต่การเล่นการเมืองภายในพรรคเพื่อช่วงชิงอำนาจระหว่างกลุ่มทศ วรรษใหม่ของพล.ต.สนั่น ขจร

ประศาสน์กับกลุ่มผลัดใบที่นำโดยนายชวน หลีกภัย จนทำให้พรรคไร้ซึ่งความเป็นเอกภาพ จะเห็นได้

ชัดเจนจากการที่พล.ต.สนั่น พร้อมแกนนำบางคนลาออกไปตั้งพรรคมหาชน เรียกได้ว่า ประชาธิปัตย์แพ้

ภัยตัวเองก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง

ด้านการนำเสนอนโยบายพรรคที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเรียน

ฟรี รักษาโรคฟรี หรือผู้สูงอายุได้รับเบี้ยเลี้ยงฯลฯ ล้วนแต่ไม่มีความเป็นรูปธรรมเหมือนพรรคไทยรัก

ไทย เป็นการเสนอเพื่อให้รู้ว่านโยบายพรรคตรงข้ามกับไทยรักไทยอย่างสิ้นเชิง การจัดหาตัวผู้สมัครรับ

เลือกตั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ดูเหมือนเป็นการดู

ถูกประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากรายชื่อผู้สมัครแต่ละคนล้วนแต่โนเนม ไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามมาก่อน

เหมือนไม่ได้เตรียมความพร้อมเรื่องตัวผู้ สมัครไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดูได้จากคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์

ในพื้นที่ภาคอีสาน จากการที่ผู้เขียนไปที่อำเภอ ธาตุพนม จังหวัดนครพนม ได้พูดคุยกับประธานสาขา

พรรคประชาธิปัตย์ นาย ไพศาล ดงแสง กล่าวว่า " ถึงเวลาที่รองหัวหน้าพรรคที่ดูแลภาคอีสานไปตายได้

แล้ว " เป็นการสะท้อนได้เป็นอย่างดีของคนในพื้นที่ที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์

ประเด็นที่สำคัญ คือ ผู้เขียนได้รับทราบข้อมูลลับจากผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ทางภาค

อีสานบาง ส่วนระบุชัดเจนตรงกันว่า งบอุดหนุนที่พรรคให้กับหัวหน้าทีมภาคอีสานเพื่อจะใช้ช่วยผู้สมัคร

ในการหา เสียงซึ่งมีจำนวน 6 หลักนั้น แต่ได้รับจริงเพียงคนละ 5 หลักเท่านั้น ส่วนที่ขาดหายไป หัวหน้า

ทีมไม่ได้แจ้งให้ทราบ นับเป็นสาเหตุหนึ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผู้สมัครขาดกำลังใจในการต่อ สู่ทาง

การเมือง โดยเฉพาะที่ประสบกับตัวผู้เขียนเองก็คือการที่มีผู้ใหญ่ในพรรคบางคนมี พฤติกรรมที่ชอบ

หลอกใช้นักวิชาการของพรรคให้ทำงานกับพรรคอย่างเต็มที่ โดยไม่มีค่าตอบแทน(เงิน)ให้รวมทั้งให้

จ่ายเงินส่วนตัวทั้งค่าโทรศัพท์ ค่าเดินทางเพื่อนติดต่อกับบุคคลภายนอกเองอีกด้วย และอ้างว่าทำงาน

เพื่ออุดมการณ์(ให้ใช้เงินของตนเอง)เป็นวิธีการที่ขูดรีด หนักกว่ากรรมกรในโรงงานด้วยซ้ำไป เพราะ

อย่างน้อยกรรมกรก็ได้ค่าจ้างและประกันสังคม หรือหลอกว่าจะส่งลงสมัครเลือกตั้งในระดับต่างๆอยู่

เป็นประจำ

- 6 -

พฤติกรรมตรงนี้ขอบอกว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ใช่ "ลูกผู้ชาย" และพฤติกรรมที่

หลอกใช้นักวิชาการของพรรคไปวันๆ ถือเป็นสภาพความเป็นจริงที่เป็นปัญหาในพรรค

ประชาธิปัตย์ ผู้เขียนมองว่าถึงเวลาแล้วที่ประชาธิปัตย์เองจะต้องบูรณาการบทบาทของ

พรรค เพื่อพัฒนาตัวเองให้ก้าวสู่ความเป็นรูปธรรมที่แท้จริง ถือเป็นภาระอันยิ่งใหญ่ที่นาย

อภิสิทธิ์ จะต้องเร่งปรับปรุงระบบการบริหารภายในใหม่เพื่อให้ก้าวทันพรรคไทยรักไทย

ใน การเลือกตั้งใหญ่ปี 2552 ไม่เช่นนั้นประชาชนและบุคลากรในพรรคจะเสื่อมศรัทธาจน

ไม่มีใครที่จะเข้ามา ช่วยเหลือพรรคหรือสนับสนุนพรรคอีกต่อไป

- 7 -

อวสาน “ระบอบประชาธิปัตย์”

เขียนโดย วิษณุ บุญมารัตน์

ที่มา : นสพ.โลกวันนี้ 20 เม.ย.2549

เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ประกาศไม่ส่งผู้สมัครลงสมัครรับเลือกตั้งทั่วไปสมาชิกสภาผู้แทน

ราษฎรเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 เมษายน 2549 ที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นว่า รัฐบาลฉกฉวยความได้เปรียบในการ

เป็นรัฐบาลหาเสียงก่อนหน้าแล้ว ขณะที่พรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ไม่มีโอกาสเตรียมตัวและหาเงินในการ

เลือกตั้ง จึงต้องการประท้วงการตัดสินใจของรัฐบาล และไม่ต้องการจะสร้างความชอบธรรมให้นายกฯ

ทักษิณ ทั้งที่อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า "นักการเมือง

ต้องพร้อมทุกเมื่อสำหรับการเลือกตั้ง"

เหตุการณ์ดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นในวงการการเมืองไทย นั่นคือ พรรคไทย

รักไทย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลได้รับเลือกเข้ามาเกือบทั้งหมด ทั้งที่เป็นผู้สมัครเพียงคนเดียวในเขตนั้นและ

ได้รับเลือกผ่านเสียงส่วนใหญ่ ของประชาชนในพื้นที่ คือ มากกว่าร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิออกเสียง

เลือกตั้งในเขตนั้น กับที่ชนะคู่แข่งซึ่งมาจากพรรคการเมืองเล็กๆ ที่ได้รับเลือกเพียงไม่กี่คะแนน จนถูก

มองว่าพรรคเล็กๆ เหล่านั้นลงแข่งขันตามที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อช่วยให้พรรคไทย

รักไทยได้รับเลือกในพื้นที่นั้นๆ นั่นเอง

นอกจากพรรคไทยรักไทยจะได้รับเลือกจนเกือบกลายเป็นพรรครัฐบาลแห่งชาติแล้ว เพื่อไม่ให้

ถูกมองว่าเป็นการผูกขาดอำนาจในการบริหารประเทศ พรรคยังได้มีการสนับสนุนให้เลือกพรรคเล็กๆ

ขึ้นมาเป็นฝ่ายค้านด้วย เช่น พรรคคนขอปลดหนี้ และมีแนวโน้มว่า การเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 23

เมษายน ที่จะถึงนี้ พรรคเล็กๆ ที่ลงสมัครแข่งขันกับพรรคไทยรักไทยในพื้นที่ภาคใต้จะได้รับเลือกเข้า

มามาก ขึ้น เพราะประชาชนจะหันไปเลือกแทนการไม่ลงคะแนนเพราะไม่ต้องการให้พรรคไทยรักไทย

ได้รับเลือกเข้ามานั่นเอง ดังนั้น พรรคเล็กๆ เหล่านี้จะกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรไป

โดยปริยาย ก็คงต้องดูกันต่อไปว่า ใครจะได้รับเลือกเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรในการเปิด

ประชุมสภาสมัย ใหม่นี้

มีคำถามตามมาว่า แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์ พรรคซึ่งมีบทบาททางการเมืองมา

ตลอดระยะเวลา 60 ปี ทั้งที่เป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน แต่มาในครั้งนี้กลับไม่มีชื่อของสมาชิกพรรค

ประชาธิปัตย์เข้าไปนั่งในสภา ผู้แทนราษฎรแม้แต่คนเดียว เพราะต้องการประท้วงการตัดสินใจของ

ฝ่ายรัฐบาลโดยการไม่ส่งผู้สมัคร ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

- 8 -

ประชาธิปัตย์ในวันนี้กลับสมัครใจ เล่นเกมนอกสภาโดยอ้างว่าเป็นการรักษาอุดมการณ์ของ

พรรค ทั้งที่อุดมการณ์ของพรรคกำหนดไว้นับแต่ตั้งพรรคฯ ว่า "พรรคจะดำเนินการเมืองโดยอาศัยหลัก

กฎหมายและเหตุผล เพื่อความศักดิ์สิทธิ์แห่งรัฐธรรมนูญ และเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่อนุชนรุ่นหลังให้มี

ความนับถือและนิยมในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข"

ระบอบประชาธิปไตย ดังกล่าวเป็นการใช้การปกครองโดยยอมรับเสียงส่วนใหญ่ที่ผ่านรัฐสภา

มิใช่นอกสภาโดยการจัดประท้วงรายวัน เพราะไม่สามารถเสนอร่างกฎหมายใดๆ หรือคัดค้านการเสนอ

กฎหมายที่ผ่านรัฐสภาโดยได้รับการยอมรับอย่างถูกกฎหมายได้

การที่พรรคประชาธิปัตย์สมัครใจไม่ส่งผู้สมัครลงรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ ไม่ต่างอะไรกับการ

เว้นวรรคทางการเมืองของนายกฯ ทักษิณ แต่ที่จะต่างกันคือ ขณะที่นายกฯ ทักษิณประกาศเว้นวรรค

ทางการเมืองแต่ทุกฝ่ายก็ยังเชื่อว่า นายกฯ จะยังสามารถชี้นำการบริหารประเทศให้กับรัฐบาลชุดใหม่

โดยเฉพาะนายกฯ คนใหม่ที่จะได้รับการเสนอชื่อขึ้นมาได้

ในทางตรงกันข้าม การเว้นวรรคของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะแสดงบทบาทในรัฐสภาอาจจะทำ

ให้ผู้ สนับสนุนทั้งหลายหลงลืมความสามารถของพรรคในการตรวจสอบรัฐบาลไปได้ และพรรคเองไม่

สามารถชี้นำพรรคเล็กๆ ที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านให้ทำตามที่ตนต้องการได้เช่นเดียวกับนายกฯ ทักษิณ

สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์จะทำได้ในเวลานี้คือ การรอ รอให้มีปาฏิหาริย์ดลใจให้ผู้เกี่ยวข้องใน

การจัดการเลือกตั้งประกาศให้มีการ เลือกตั้งใหม่เพื่อจะได้ส่งผู้สมัครเข้าไปแสดงบทบาทในสภาอีกครั้ง

ดังนั้น ระหว่างการรอ พรรคจึงทำได้เพียงการตรวจสอบความไม่โปร่งใสของคนในรัฐบาลและ

ผู้เกี่ยวข้อง ในรัฐบาล เสมือนการขี่ม้าเลียบค่ายของฝ่ายศัตรูที่พยายามหาช่องโหว่ก่อนลงมือโจมตี และ

เพื่อกระตุ้นเตือนมิให้ประชาชนลืมบทบาทอันโดดเด่นของพรรคไป

หากโชคเข้าข้าง มีการประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว เราคงได้เห็นบทบาทของพรรค

ประชาธิปัตย์ในสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง

แต่หากปาฏิหาริย์ไม่เกิดขึ้น พรรคคงต้องรอกันอีกนานกว่าจะได้มีโอกาสเข้าไปสักการะพระ

บรมรูป รัชกาลที่ 7 ในรัฐสภาอีก ที่สำคัญ ฐานเสียงที่มีอยู่จะมีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดบ้างหรือไม่ หาก

รัฐบาลชุดใหม่มีนโยบายช่วยเหลือคนยากจนต่อจากชุดที่ผ่านมา เสียงสนับสนุนจากประชาชนในภาค

อื่นที่มิใช่ภาคใต้จะสามารถช่วยเพิ่มจำนวน ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ให้เพิ่มขึ้นได้หรือไม่ การ

เลือกตั้งเมื่อปี 2548 ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคทางภาคอีสานมีจำนวนไม่มากนัก อาจ

เรียกได้ว่าน้อยมาก จนถึงกับทำให้ขุนพลของพรรคทางภาคอีสาน อย่างนายสุทัศน์ เงินหมื่นต้อง

ประกาศถอนตัวจากการเป็นแกนนำในการหาเสียงภาคอีสาน

ยังไม่นับภาคเหนือที่เป็นพื้นที่ฐานเสียงหลักของพรรคไทยรักไทยอีก แม้การเลือกตั้งเมื่อปี

2548 ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์จะได้รับเลือกเข้ามาบ้าง แต่หากเว้นวรรคไปในครั้งนี้ก็จะเสียทีให้กับ

พรรคไทยรักไทยในการใช้นโยบาย ชุมชนนิยมหาเสียงเพื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปแน่นอน

- 9 -

จะเหลือฐาน เสียงหลักคือที่ภาคใต้ แต่ลำพังจำนวนสมาชิกที่ได้รับเลือกจากภาคใต้คงไม่

สามารถทำให้พรรคได้แสดงบท บาทในฐานะฝ่ายรัฐบาลแน่นอน พรรคจำเป็นต้องหาเสียงสนับสนุนจาก

ภาคอื่น หากต้องการเป็นฝ่ายรัฐบาลบ้าง

การเว้นวรรคทางการเมืองของพรรค ประชาธิปัตย์จึงเป็นโจทย์ให้พรรคเองต้อง

คิดหาวิธีที่จะทำให้ประชาชนที่เคย ให้การสนับสนุน ยังคงจะสนับสนุนอยู่ตลอดไป ไม่โอน

เอนไปตามกระแส

ไม่เช่นนั้น การเลือกตั้งครั้งต่อไป หากพรรคประชาธิปัตย์ลงสมัครรับเลือกตั้งอาจ

ได้รับเลือกน้อยจนกลายเป็นพรรค ขนาดเล็กไป เช่นเดียวกับที่เคยเกิดกับพรรคชาติไทย

มาแล้ว อาจถึงกาลอวสานระบอบประชาธิปัตย์ แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

หนทางเดินของกบฏ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

**จิ๊กซอว์ของขบวนการโค่นล้มทักษิณ เผยออกมาแล้วว่า...? (The truth revealed?)**

 

กระทู้ นี้จะยาวหน่อย ค่อย ๆ อ่านนะครับ ไม่ต้องรีบร้อน เจตนาของกระทู้นี้ เพื่อเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่งซึ่งอ้างอิงจากประวัติศาสตร์บางตอนมาหลัง จากที่พยายามหาข้อมูลมาประกอบเหตุผลการวางระเบิดหน้าบ้านป๋าเปรมวันนี้ ผมพยายามจะทบทวนความจำอันแสนไม่ได้เรื่องของผมย้อนไปถึงอดีตสมัยท่านเป็น นายกรัฐมนตรี ในยุคที่เศรษฐกิจไทยตกต่ำ จนทำให้ 99 นักวิชาการออกมายื่น

 

ถวายฏีกาเพื่อขับไล่ พล.อ.เปรม ติญสูลานนท์ ให้ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขณะนั้น ว่าช่างเหมือนกับเหตุการณ์ปัจจุบันที่มีบุคคลบางกลุ่มออกมาขับไล่คุณทักษิณ

 

 

 

ผมนึกไปถึงช่วงที่คุณสนธิ กับคุณทักษิณ กำลังเป็นเพื่อนรักกัน จำได้ว่าในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ช่อง 9 วันหนึ่ง คุณสนธิได้เล่าถึงประวัติของคุณเอกยุทธ อัญชันบุตรว่าเป็นใครมาจากไหน และยังได้กล่าวโจมตีม็อบที่สนามหลวงช่วงกลางปี 2547ด้วยแต่วันนี้ กลับกลายเป็นว่า คุณสนธิ ได้หันออกมาร่วมกับคนที่เคยด่า มาไล่คุณทักษิณให้พ้นจากวงการเมืองข้อ เขียนต่อไปนี้ ผมบังเอิญค้นพบมา จะผิดถูกอย่างไร ผมไม่ขอรับประกันนะครับ อ่านกันเอาเอง และขอให้ท่านที่จะมาออกความเห็น โปรดใช้วิจารณญานด้วย ผมจะขอเอาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มาประกอบการอ่านของท่านนะครับ

 

หน้า 2 จาก 34

 

"ย้อนรอย 'กบฏ 9 กันยา'

 

เรื่องเก่าของคนดัง (บางคน) วันนี้!

 

ถ้า ย้อนอดีตเหตุการณ์รัฐประหาร 9 กันยายน 2528 ที่น่าสนใจ เริ่มแต่ 03.00 น. ของวันที่ 9 กันยายน 2528 เมื่อรถถังจำนวน 22คัน จาก ม.พัน. 4 รอ. พร้อมด้วยกำลังทหารจำนวนกว่า 400 คน เคลื่อนออกมาจากที่ตั้งและเข้าร่วมปฏิบัติการรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ซึ่งในเวลานั้น พล.อ.เปรม เดินทางไปราชการที่ประเทศอินโดนีเซีย05.00 น. 'แอ๊ด คาราบาว' พร้อมชาวคณะถึงสวนอัมพร ซึ่งก่อนหน้านี้ จ.ส.อ.วิเชียร วรชัย ไปตามแอ๊ดที่บ้านตอน 2 ทุ่ม โดยแจ้งว่า "พ่อบอกให้ลงมือวันนี้"

 

 

 

แอ๊ด คาราบาว ต้องตระเวนรวบรวมสมาชิก และติดต่อเครื่องเสียงอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ทันรุ่งสาง

 

ซึ่ง ตามแผนการที่ฝ่ายปฏิวัติกำหนดไว้ วงคาราบาวจะเปิดทำการแสดงที่สวนอัมพรเวลา 09.00 น. โดยมีการถ่ายทอดสดทางช่อง 5, ช่อง 7 สี และช่อง 9 ไปทั่วประเทศ เพื่อดึงมวลชนมาเป็นพลังสนับสนุนการปฏิวัติเป็นครั้งแรกของการยึดอำนาจที่ใช้วงดนตรีชื่อดังที่สุดของประเทศเวลานั้น

 

06.00 น. ปฏิบัติการยึดเมืองเปิดฉากขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อเข้าควบคุมอาคารกองบัญชาการทหารสูงสุด สนามเสือป่า อาคารกรมประชาสัมพันธ์ และองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย พร้อมประกาศความสำเร็จของการรัฐประหาร และอ่านแถลงการณ์ของคณะรัฐประหาร ที่ระบุว่า พล.อ.เสริม ณ นคร อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าทว่า 07.00-09.00 น. การรัฐประหารก็พบกับอุปสรรค เมื่อ พล.อ.เทียนชัย สิริสัมพันธ์ รองผู้บัญชาการทหารบก รักษาการผู้บัญชาการทหารบก (แทน พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในเวลานั้น ที่ติดราชการอยู่ในยุโรป) ได้ประสานงานกับ พล.อ.เปรม และ พล.อ.อาทิตย์ ก่อตั้งกองอำนวยการต่อต้านการรัฐประหารขึ้น ที่กรมทหารราบที่ 11 รอ.บางเขน พร้อมกับติดตั้งระบบส่งกระจายเสียงตอบโต้ฝ่ายยึดอำนาจ ด้วยการออกแถลงการณ์ในนามของ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก

 

ทั้งสองฝ่าย โต้ตอบกันด้วยสงครามจิตวิทยามวลชน ต่างฝ่ายต่างประกาศว่า ฝ่ายของตนคือผู้กุมอำนาจรัฐ จนเมื่อเวลา

 

 

 

ประมาณ 09.30 น. ฝ่ายต่อต้านการรัฐประหาร ได้สั่งกองกำลังจากพัน 1 ร.2 รอ. ประกอบด้วย รถยีเอ็มซี และรถสิงห์ทะเลทรายพร้อมอาวุธเคลื่อนไปตามถนนพหลโยธิน เข้ายึดสถานที่สำคัญต่างๆ เอาไว้แต่หลังจากนั้นไม่นาน เวลาประมาณ 09.50 น. รถถังของฝ่ายรัฐประหาร ที่ตั้งอยู่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ก็เคลื่อนเข้าระดมยิงเสาอากาศ และตัวอาคารของสถานีวิทยุกระจายเสียงกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และยิงปืนเอ็ม 60 เข้าไปยังกรมประมวลข่าวกลาง ที่ตั้งอยู่ในวังปารุสก์ฯ เป็นเหตุให้ นีล เดวิส ผู้สื่อข่าวต่างประเทศชาวออสเตรเลีย และบิล แรตช์ ผู้สื่อข่าวชาวอเมริกัน

 

ของเครือข่ายเอ็นบีซี ถูกลูกหลงเสียชีวิตหลัง จากนั้นกำลังทั้งสองฝ่ายได้เริ่มปะทะกันอย่างรุนแรง ไปจนกระทั่งเวลาประมาณ 15.00 น. การเจรจาเพื่อสงบศึกได้เริ่มขึ้นโดยมี พล.ท.พิจิตร กุลละวณิชย์ (ยศในเวลานั้น) เป็นตัวแทนฝ่ายรัฐบาล เจรจากับ พล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา แกนนำคน

 

สำคัญฝ่ายรัฐประหาร จนที่สุดฝ่ายรัฐประหารยินยอมยกเลิกปฏิบัติการ17.30 น. สถานการณ์ที่ตึงเครียดบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เริ่มคลี่คลายเข้าสู่ความสงบ กองกำลังทั้งสองฝ่ายถอนตัวออก

 

จากปฏิบัติการ กลับเข้าที่ตั้ง18.30 น.

 

 

 

พล.ท.พิจิตร และ พล.ท.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้เดินทางไปยังสนามบินดอนเมือง เพื่อส่งตัว พ.อ.มนูญ และนาวาอากาศโท มนัส รูปขจร สองแกนนำคนสำคัญในการรัฐประหารครั้งนี้ให้เดินทางออกนอกประเทศใน คืนวันเดียวกันนั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้เดินทางกลับเมืองไทย และเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จึงเป็นอันว่าวิกฤตการณ์การเมืองไทยในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2528 ยุติลง

 

 

 

อย่าง ไรก็ตาม มีข้อบ่งชี้ในเหตุการณ์ที่น่าสนใจ คือ คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ภรรยา พล.อ.เสริม ณ นคร หัวหน้าคณะปฏิวัติได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมาว่า ที่เหตุการณ์สงบราบรื่นได้นั้น เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทราบเหตุการณ์โดยตลอด ทรงวิตกกังวลต่อสถานการณ์ ทรงมีพระกระแสรับสั่งขอให้กองกำลังทั้ง

 

สองฝ่ายยุติการต่อสู้ และให้ตกลงกันโดยสันติ ทั้งสองฝ่ายก็สามารถทำความเข้าใจกันได้ แล้วนำกำลังกลับเข้าสู่ที่ตั้ง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ยุติลงโดยสิ้นเชิง

 

 

 

ใน ตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 10 กันยายน ประชาชนทั่วประเทศที่ติดตามข่าวสารมาตลอดทั้งวันของวันที่ 9 กันยายน เพิ่งได้รู้ข่าวจากหนังสือพิมพ์ ว่านอกจากบรรดานายทหารของกองทัพ แบ่งฝ่ายกันเล่นเกมยึดอำนาจกันเองแล้ว ยังมีพลเรือนจำนวนหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ผู้นำแรงงานคนสำคัญๆ อย่าง สวัสดิ์ ลูกโดด , อาหมัด ขามเทศทอง , ประทิน ธำรงจ้อย ฯลฯ

 

และชื่อ ที่ทำให้หลายคนประหลาดใจสุดขีดก็คือ เอกยุทธ อัญชันบุตร ผู้เพิ่งหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีแชร์ชาร์เตอร์ ได้ปรากฏตัวขึ้นที่กองบัญชาการรัฐประหารในฐานะแกนนำคนสำคัญ บุคคลที่ให้ข้อมูลกับหนังสือพิมพ์ คือ พิเชษฐ สถิรชวาล ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ขสมก.) ซึ่งถูกฝ่ายก่อการควบคุมตัวไว้

 

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 10 กันยายน 2528 ในกรอบข่าวสุดท้ายหน้าหนึ่ง พาดหัวว่า

 

'เอกยุทธ โผล่หน้า บก.ปฏิวัติ'

 

ในเนื้อข่าวลงคำให้สัมภาษณ์ของพิเชษฐ ว่า ถูกผู้นำสหภาพแรงงาน ขสมก. โทรศัพท์มาเรียกให้ไปที่สำนักงานใหญ่ ขสมก. แล้วโดนควบคุมตัวไว้ โดยแกนนำเหล่านั้น ประกอบด้วย สมชาย ศรีสุนทรโวหาร, อิสระ งามโรจน์ ประธานสหภาพ และ สมพงษ์ สระกวี อดีตผู้นำนักศึกษา (ปัจจุบันเป็น ส.ว.สงขลา)พิเชษฐ ได้กล่าวถึงเอกยุทธ ว่า ในระหว่างที่ถูกควบคุมตัวไว้นั้น ได้เห็น เอกยุทธ อัญชันบุตร เจ้ามือแชร์ชาร์เตอร์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ตำรวจกำลังต้องการตัว ไปปรากฏตัวอยู่ในกลุ่มบุคคลระดับผู้นำของฝ่ายปฏิวัติที่เข้ายึด ขสมก.ด้วย โดยใช้วิทยุมือถือรหัส 'สิงห์ 1 ' และเอกยุทธได้ฉากหนีไปเมื่อรู้ว่าสถานการณ์ของฝ่ายปฏิวัติตกเป็นรองมันเป็นเรื่องเล่าที่ไม่มีใครคาดคิดหรอกว่า คนหน้าเดิมๆ กลุ่มนี้จะปรากฏตัวบนถนนการเมืองอีกครั้งใน พ.ศ.นี้"

 

 

 

สนธยาฟ้าสีเทาทึม (วันเสาร์ที่ 25 กันยายน) เวทีการชุมนุมมวลชน ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างรีบเร่ง ณ บริเวณทิศเหนือของสนามหลวง บนฉากหลังของเวทีอภิปรายมีป้ายผ้าคำขวัญแสดงตัวตนของกลุ่มผู้ก่อการชัดเจน"ประชาชนเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และสมบัติชาติ"ท่ามกลางผู้ชุมนุมมากกว่าพันคน คณะผู้ก่อการได้เผยโฉมบนเวทีในนาม 'คณะประชาชนเพื่อชาติ และราชบัลลังก์'มองผิวเผินคล้ายกับว่าเป็นการก่อรูปขบวนประชาชนเพื่อต้าน 'ระบอบทักษิณ' โดยชมรมคนรู้ทันพล. ท.เจริญศักดิ์ เที่ยงธรรม ประธานชมรมคนรู้ทัน ที่มีสมาชิกเกือบ 3,000 คน กลับปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง

 

 

 

หาก วิเคราะห์ถึง 'เป้าหมาย' หรือ 'ธง' ที่คณะผู้ก่อการชักขึ้นสู่เวทีทุ่งพระเมรุ คือการกดดันให้นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่งและขอพระราชทาน 'รัฐบาลแห่งชาติ'ดูจะคล้ายกับ แนวคิดการปฏิรูปการเมืองของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกา ที่เสนอยึดอำนาจจากรัฐสภา ถวายคืนแด่พระมหากษัตริย์ ขอพระราชทานผู้นำในการปฏิรูปการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองใหม่ 'ทางเลือกที่ 3' ได้นำแนวคิดนี้ไปดำเนินการทางการเมืองแล้ว แต่คณะผู้ก่อตั้งพรรคทางเลือกที่ 3 ก็ปฏิเสธที่จะร่วมสังฆกรรมกับกลุ่มผู้ชุมนุมท้องสนามหลวง

 

ฉะนั้น คณะผู้ก่อการกลุ่มนี้ น่าจะเป็นการรวมของพันธมิตรเฉพาะกิจ เพื่อภารกิจ 'ชิงอำนาจ'มากกว่าการขับเคลื่อนเพื่อชาติและราชบัลลังก์เพราะเมื่อหงายไพ่ออกมา ก็เห็นใบหน้าเก่าๆ ของ 6 แกนนำ ที่ทำสงครามปาก-สงครามลิ้นกับนายกฯ ทักษิณ มาระยะหนึ่งแล้ว4 คนแรก เป็นกลุ่มทุนและมวลชน ประกอบด้วย

 

1. เอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานกรรมการบริษัทในเครือโอเรียนเต็ล มาร์ท กรุ๊ป,

 

2. อมรินทร์ คอมันตร์ นักธุรกิจ,

 

3. ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด มหาชน (TPI)

 

4. เพียร ยงหนู ประธานสหภาพแรงงานการไฟฟ้านครหลวง (ประธาน สร.กฟน.) และประธานเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน

 

2 คนหลัง เป็นกลุ่มมันสมอง คอยวางกลยุทธ์ คือ

 

1. น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ

 

2. ประพันธ์ คูณมี อดีตสมาชิกสหพันธ์นักศึกษาเสรี ที่มีบทบาทในการจัดตั้งและนำมวลชนชาวนาลุกขึ้นสู้ในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

 

 

 

จริงๆ แล้ว มีไพ่อีกใบหนึ่ง ซึ่ง 'เขา' ไม่ประสงค์จะเปิดเผยตัวตน แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า 'เขา' มีส่วนสำคัญในการประสานกับ'ผู้ใหญ่' ระดับสูง และ 'มวลชน' ระดับล่างอีกจำนวนหนึ่ง

 

 

 

ไพ่ใบแรกนั้น เปิดตัวมาระยะหนึ่ง 'เอกยุทธ' อดีตเจ้าพ่อแชร์ชาร์เตอร์ และปัจจุบันเป็นนักธุรกิจพันล้านจาก วันที่เปิดชื่อย่อนักการเมือง '' และ '' ที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากการปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ จนมาถึงวันนี้ ภาพของเอกยุทธค่อนข้างแน่ชัดแล้วต้องการล้มรัฐบาลทักษิณ

 

หลายคน เปรียบว่า เอกยุทธเป็น 'เบี้ย' บนกระดานตัวหนึ่ง ที่ถูกวางให้เป็นทัพหน้าเปิดโปงการคอร์รัปชันเชิงนโยบายและการฉ้อฉลปล้น ชาติของกลุ่ม 'คนใกล้ตัว' ผู้มีอำนาจ เพื่อทอนความน่าเชื่อถือของผู้นำ

 

ไพ่ ใบที่สอง อมรินทร์ คอมันตร์ นักธุรกิจ ที่เคยจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรกู้วิกฤติชาติ เคลื่อนไหวยกเลิกกฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจ 11 ฉบับ (กฎหมายขายชาติ) มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยรัฐบาลชวน กระทั่งมาถึงรัฐบาลทักษิณสิ่ง หนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ในชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทย ก็คือนโยบายไม่ขายรัฐวิสาหกิจ และจะพิจารณาแก้ไขกฎหมาย 11 ฉบับทันทีที่เป็นรัฐบาล แต่เอาเข้าจริงกลับไม่มีการพูดถึงเรื่องการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว" หากยังมีการใช้นโยบายคอร์รัปชันเชิงนโยบายต่อไป มีการคอร์รัปชันมากมาย หรือมีการครอบงำสื่อ ก็ไม่อยากที่จะ

 

ให้มีการเลือกตั้งอีก เพราะเกรงว่าจะมีการโกงกัน มีการนำเงินไปถลุงกันอีก จึงอยากให้รัฐบาลคืนอำนาจของรัฐให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และคืนให้กับประชาชนต่อไป"

 

อมรินทร์ คอมันตร์ ประกาศจุดยืนดังๆ ให้ฟังกันลั่นทุ่งพระเมรุ!

 

ไพ่ ใบที่สาม ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ที่ดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้อาณาจักรทีพีไอตกเป็นของเจ้าหนี้ เนื่องจากธุรกิจของเขาเป็นหนี้เอ็นพีแอลก้อนใหญ่สุดของประเทศ ประมาณ 1.6 ล้านบาท

 

'ประชัย' ยังสู้ต่อไปเพื่อจะได้มีส่วนในการฟื้นฟูกิจการทีพีไอ แต่รัฐบาลทักษิณก็ส่งคนเข้ามาทำแผนฟื้นฟูใหม่ ซึ่งประชัยมองว่า รัฐบาลจงใจไม่ช่วยธุรกิจทีพีไอให้รอดพ้นจากเงื้อมมือการยึดครองจากเจ้าหนี้ ต่างชาติ จึงต้องชักธงรบเนื่องจากกิจการโรงปูนในนามทีพีไอโพลีน ยังเป็นธุรกิจของตระกูลเลี่ยวไพรัตน์ จึงทำให้ประชัยเป็นทั้ง 'ทุน' และ'กำลัง' ให้คณะผู้ก่อการได้ ดั่งจะเห็นจากพลังมวลชนวันแรกพันคนเศษนั้น กว่าร้อยละ 90 เป็นพนักงานทีพีไอโพลีน

 

ไพ่ใบที่สี่ เพียร ยงหนู ที่เป็นเสมือนตัวแทนพนักงานแรงงานรัฐวิสาหกิจ แต่ก็เป็นเพียงความเคลื่อนไหวในนามพนักงานการไฟฟ้านครหลวงเท่านั้น ขณะที่พลังหนุนจากสหภาพรัฐวิสาหกิจอื่นๆยังไม่เคลื่อนทัพ"หลัง จากนี้รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าและน้ำประปาทั้ง 5 แห่ง จะเปิดการชุมนุมใหญ่ในแต่ละหน่วยงานจนถึงวันที่ 4 ตุลาคม จะเป็นวันดีเดย์ที่ทุกสหภาพจะมาร่วมชุมนุมใหญ่กันที่สนามหลวง คาดว่าจะมีพนักงานไม่ต่ำกว่า 40,000 คน"แม้ 'เพียร' จะปลุกปลอบขวัญขาจรขาประจำที่มานั่งฟังการปราศรัยให้ยืนหยัดชุมนุมต่อไป แต่ 'ท่าที' ของ 'สมาพันธ์

 

แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย' (สรส.) ที่มี สมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นเลขาธิการ ดูจะวางเฉย และมองว่า 'เพียร' ก้าวล้ำหน้ามวลชนไปแบบสุดโต่งจนกู่ไม่กลับ

 

ไพ่ใบที่ห้า น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ลาออกจากผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์แนวหน้า และวางปากกาคอลัมนิสต์ ก็มีเวลาเดินเกมเต็มตัวต้อง ยอมรับ น.ต.ประสงค์ เป็นนักการข่าวโดยสายเลือด อย่างเช่นในช่วงดำรงตำแหน่งเลขาฯ นายกฯ เปรม ก็มีการตั้งศูนย์บัญชาการด้านการข่าวเป็นอิสระของตัวเอง อาศัยฐานข่าวเก่าในสภาความมั่นคงแห่งชาติ และฐานข่าวเก่าอื่นๆหลาย คนที่รู้จัก น.ต.ประสงค์ จะรู้ดีว่าเป็นคนมีความรู้ความสามารถ เฉลียวฉลาด มีพลัง สนุกกับข่าว สนุกกับการกำหนดเกม แก้

 

เกมสร้างเกมขึ้นมาอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย

 

ไพ่ใบที่หก ประพันธ์ คูณมี ทนายความหนุ่มใหญ่ ที่มีคนขับรถเป็นทหารชั้นประทวน ก็ไม่ธรรมดา เพราะเชิงชั้นการทำงานมวลชนที่ได้รับการบ่มเพาะมาจากสหพันธ์นักศึกษาเสรีใน อดีตนั้น เชื่อว่า 'คนเดือนตุลา' ฟากรัฐบาลทักษิณ หลายคนมีฝีไม้ลายมือยัง 'ห่างชั้น' ทนายมาดสุขุมคนนี้มากถึง 'ประพันธ์' จะเป็นซ้ายเก่า แต่ก็เป็น 'ซ้ายนอกกรอบ' ไม่ใช่ 'ซ้ายในกรอบ' หรือสาวกเหมาอิสต์อย่าง ภูมิธรรม เวชยชัย,น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, จาตุรนต์ ฉายแสง, เกรียงกมล เลาหไพโรจน์ ฯลฯจึงมิควรประมาท 'สหายสงคราม' นักรบเก่าเขตงาน 169 (เขตงานอิสระ-ภูเขียว ชัยภูมิ) เรียกว่าไม่แน่จริง ไม่จัดตั้งกองกำลังอาวุธขึ้นมาเองก็แล้วกัน!

 

 

 

ข้อมูลเรื่องกบฏเมษาฮาวาย ปี 2524 จากบีบีซีครับ

 

จำชื่อตัวละครให้ดีนะครับ

 

๒๕๒๔ ‘เมษาฮาวาย’ได้ข่าวเพราะตรวจสอบ

 

กรณีเหตุการณ์ ๑ เมษายน ๒๕๒๔ มีความสับสนในระยะแรกที่ประชาชนไม่ได้รับข่าวสารอันเป็นข้อเท็จจริงอย่างทั่วถึง มีการบอกเล่าว่าเป็นข่าวตลกแบบเดียวกับฝรั่งใช้วันที่ ๑ เมษาฯ มาโกหกกัน (April Fool) แต่ต่อมาไม่กี่โมงก็มีรายงานว่าเกิดการยิงกัน และมีรายงานข่าวจากสถานีวิทยุกระจายเสียงที่ถูกผู้ก่อการยึดว่าคณะ นายทหารนำโดยพลเอก สัณห์ จิตรปฏิมา รองผู้บัญชาการทหารบก ได้ยึดอำนาจการปกครองจากพลเอก เปรมติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการทหารบก ยุบรัฐสภา ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ ให้พล

 

เอก เสริม ณ นคร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประจำกองบัญชาการทหารสูงสุด และที่ปรึกษาคณะปฏิวัติ พร้อมกับประกาศว่า พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการทหารบกแล้วความสับสนและสงสัยมีเพิ่มขึ้นจากการที่ไม่รู้ว่านายกรัฐมนตรีอยู่ที่ไหน ถูกผู้ก่อการจับไว้หรือไม่ เพราะไม่ชัดเจนในรายงาน

 

“เรามีผู้สื่อข่าวของเราที่กรุงเทพฯ แล้วเรายังมี Monitoring Service (บริการตรวจสอบข่าวสาร) ที่ทำร่วมกับอเมริกา คอยติดตาม

 

การรายงานข่าววิทยุและโทรทัศน์ทั่วโลก เรื่องนี้ผู้สื่อข่าวของเราได้ยินข่าวจากสถานีวิทยุที่โคราช แต่เบามาก รายงานว่าขณะนี้ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระราชวงศ์ มาประทับอยู่ที่ค่ายทหารในจังหวัดนครราชสีมา จนกว่าสถานการณ์ในกรุงเทพฯ จะมีความชัดเจนมากขึ้น บีบีซีออกอากาศทันที ผู้ฟังคนหนึ่งเขียนมาบอกในตอนหลังว่า ผมก็เดินเข้าไปในที่ประชุมสมาคมสถาปนิกสยาม บอกบีบีซีรายงานว่า พล.อ. เปรม ฯ ไปอยู่ที่โคราชแล้ว วงแตกเลย ตายละซี เดี๋ยวเกิดยิงกันขึ้นมา แล้วทำอย่างไร กลับบ้านแล้ว ไม่ประชุมต่อ”นายอรรถพล วรรณนุรักษ์ บอกเล่าเรื่องนี้กับ ‘***คอนนิวส์’ ที่บินไปสัมภาณ์พิเศษถึงลอนดอนเมื่อครั้งยังเป็นหัวหน้าแผนกไทย

 

 

 

แม้จะไม่สามารถยืนยันว่าข่าวที่บีบีซีภาคภาษาไทยรายงาน ทำให้เหตุการณ์พลิกผัน เพราะสถาบันสูงสุดได้รับการถวายอารักขาอยู่ในที่ปลอดภัย และนายกรัฐมนตรีไม่ได้ถูกจับ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ผลจากการรายงานข่าวนี้ ทำให้เกิดความมั่นใจต่อผู้เกี่ยวข้องในการนำความสงบให้กลับคืนมาโดยเร็วความล้มเหลวในการทำรัฐประหารครั้งนี้จึงถูกเรียกว่า ‘เมษาฮาวาย’

 

 

 

๒๕๒๕ ปีแห่งสถานการณ์บีบีซีวิเคราะห์ทวนกระแสหลังเหตุการณ์ ‘เมษาฮาวาย’ ปีถัดมามีสถานการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นตลอดปี อาทิ การระเบิดศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานีเมื่อ ๑๙ มีนาคม ๒๕๒๕ มีผู้เสียชีวิต ๕ คน บาดเจ็บ ๕๓ คน การขว้างระเบิดในสนามมวยลุมพินีเมื่อ ๒ เมษายน

 

๒๕๒๕ มีผู้เสียชีวิต ๖ คน การตรวจค้นเรือสินค้าเมื่อ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๒๕ พบระเบิด ๒๐๐ ลัง น้ำหนักรวม ๗.๒ ตัน การขว้างระเบิดใส่ราษฎรที่หน้าศาลากลางจังหวัดปัตตานีเมื่อ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๒๕ มีผู้เสียชีวิต ๒ คน บาดเจ็บ ๔๐ คนแต่มีกรณีที่เป็นข้อสังเกต คือการขว้างระเบิด M 26 ใส่บ้านพักพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ที่สี่เสาเทเวศร์เมื่อ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๒๕ การระเบิดอาคารกระทรวงกลาโหมเมื่อ ๙ กันยายน ๒๕๒๕ มีผู้บาดเจ็บ ๖ คน และการวางระเบิด

 

บริเวณห้องพักผู้โดยสารท่าอากาศยานกรุงเทพเมื่อ ๑๐ กันยายน ๒๕๒๘ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดกองทัพอากาศสามารถกู ้ไว้ได้

 

 

 

“...สื่อมวลชนในประเทศสงบปากสงบคำไม่ค่อยเสนอข่าว มีแต่บีบีซีที่รายงานเรื่องนี้ โดยเรากล่าวเป็นนัยว่าเหตุการณ์ดังกล่าว อาจจะเป็นผลมาจากการช่วงชิงอำนาจกันเองภายในกองทัพบก การรายงานข่าวนี้เอง ทำให้เกิดอาการเหมือนกับระเบิดลงบีบีซี เพราะบีบีซีได้รับทราบข่าวว่า มีนายทหารระดับสูงบางคนตอบโต้การรายงานที่เพียงแค่พูดเป็นนัย ๆ ที่ว่านี้ ด้วยการขู่

 

ว่าจะเอาบรรดาพนักงานของแผนกไทยทั้งหมดขึ้นศาลในข้อหาขายชาติ หรือไม่ก็จะให้ถอนสัญชาติไทยเสีย ตามมาด้วยคำขู่เอาชีวิตพนักงานของแผนกไม่ว่าใครก็ตามที่เดินทางเข้าประเทศ รวมทั้งตัวดิฉันเองด้วย แต่ดิฉันก็ยังเดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๒๕ และไม่มีอะไรเกิดขึ้น...” นางจูดี สโตว์ อดีตหัวหน้าแผนกไทย กล่าวถึงเรื่องราวขณะยังทำหน้าที่นักวิเคราะห์ ในหนังสือ ๖๐ ปี บีบีซีภาคภาษาไทย๒๐ กันยายน ๒๕๒๕ ตำรวจจับกุมจ่าสิบเอก นพดล มโนนุ***ล ผู้ต้องสงสัยลอบวางระเบิดกระทรวงกลาโหมอดีตนายทหารชั้นประทวนผู้นี้เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของพันเอก ประจักษ์ สว่างจิตร บุคคลสำคัญในการก่อความไม่สงบจาก

 

เหตุการณ์ ‘เมษาฮาวาย’ อันเป็นคำตอบในการเสนอข่าวที่มีนัย (significant) ของบีบีซีเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย

 

 

 

๒๕๒๘ กบฎ ๙ กันยาลดความสับสนสองฝ่าย

 

๙ กันยายน ๒๕๒๘ มีข่าวออกทางสื่อวิทยุกระจายเสียงในประเทศว่า คณะทหารนำโดยพลเอก เสริม ณ นครอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ความพยายามในการยึดอำนาจครั้งนี้ ต่างฝ่ายต่างก็มีสื่อวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์อยู่ในมือ คนไทยทั้งในเมืองหลวงและต่างจังหวัดเกิดความสับสนค่อนข้างมาก และยังทำให้ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ๒ คน ซึ่งเข้าไปรายงานข่าวในพื้นที่บริเวณหน้ากองบัญชาการกองพลที่ ๑ รักษาพระองค์ ถูกกระสุนของสองฝ่ายที่ยิงกันเสียชีวิต จากจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด ๕ คน

 

บาดเจ็บ ๕๙ คน โดยพลเอก เสริม ณ นคร พลเอก ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา และพลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ แจ้งภายหลังว่าถูกขู่บังคับจากคณะผู้ก่อการ คือ พันเอก มนูญ รูปขจร อดีตผู้ก่อความไม่สงบในเหตุการณ์ ‘เมษาฮาวาย’

 

 

 

เหตุการณ์นี้ นางจูดี สโตว์ อยู่ในเมืองไทยพอดี ในขณะที่การติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ทางไกลระหว่างกรุงเทพกับลอนดอนดีขึ้น กว่าในอดีต บีบีซีภาคภาษาไทยจึงสามารถรายงานเหตุการณ์ด้วยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ เต็มที่ และยังเป็นสื่อนำเพราะมีผู้สื่อข่าวต่างชาติที่อยู่ในเมืองไทยในตอนนั้นเพียงคนสองคนเท่านั้น

 

 

 

ผมไปเจอข้อเขียนของ ขจร อิสระ เขียนไว้เมื่อ 2546 ดังนี้ครับ

 

."...หลัง จากการถึงแก่อนิจกรรมอย่างมีเงื่อนงำของ พล อ. กฤษณ์ สีวะรา กรณีรับประทานข้าวเหนียวมะม่วงภายในโรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้าฯ ในขณะที่ พล อ. กฤษณ์ เพิ่งเพิ่งได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่ง รมว. กลาโหม ในรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช พรรคประชาธิปัตย์ ขั้วอำนาจ ทางการทหาร เปลี่ยนแปลงเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ค่อนข้างรุนแรง และนำไปสู่เหตุการณ์ เปลี่ยนแปลงทางการเมือง ด้วยกำลังอำนาจอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2519 กรณีที่จำกันได้ติดตาติดใจคือ จอมพล ถนอม กิตติขจร เดินทางกลับประเทศไทยด้วยสถานะสามเณร และเหตุการณ์พัฒนา ไปจนถึง “การสังหารหมู่ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์” การจัดตั้งรัฐบาลหอย ฯพณฯ ธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเปรียบเทียบ

 

รัฐบาลคือตัวหอย ฝ่ายทหารเป็นเปลือกหอย วางแผนจะอยู่ในอำนาจการเมืองแบบเป็นขั้นเป็นตอน 12 ปี แต่อยู่ไม่ถึง ถูกเปลือกหอยกินตัวหอยเสียก่อน โดยกรณียึดอำนาจจากคณะปฏิรูป การปกครองแผ่นดินด้วยการนำของประธานฯ พล ร.อ. สงัด ชลออยู่

 

 

 

ในช่วงนี้หลังจากสิ้นพล อ. กฤษณ์ สีวะราแล้วได้มีการสถาปนา กลุ่มทหารศึกษาการเมืองตามวิถีทางไทยขึ้นมาในนาม”กลุ่มทหารหนุ่ม หรือ ยังเตอร์ก” โดยการนำกลุ่มของนายทหารหนุ่มหลายระดับในขณะนั้น รวมตัวกันหลายรุ่นหลายเหล่าโดยแกนนำหลัก นำโดย จปร.7 อาทิเช่น พันโท มนูญ รูปขจร, พันโท ประจักร สว่างจิตร, พันโท จำลอง ศรีเมือง, พันโท พัลลภ ปิ่น

 

มณี, พันโท ชาญบูรณ์ เพ็ญตระกูล,  บุลศักดิ์ โพธิเจริญ, พันเอก นานศักดิ์ ข่มไพรี, พันโท ม.ร.ว. อดุลยเดช จักรพันธ์, พันตรี บุญยัง บูชา, พันตรี สุทิน เชียงทอง, พันตรี รณชัย ศรีสุวรนันท์ ,พันตรี สุรพล ชินะจิตร ฯลฯ

 

 

 

ยังเตอร์กเริ่มติดอาวุธทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น มีการเชื้อเชิญ ผู้รอบรู้ทางสาขาวิชาต่างๆหลายๆวงการเป็นการภายใน เข้าไปให้ทัศนะบทเรียนต่างๆต่อกลุ่มทหารหนุ่ม... 26 มีนาคม 2520 เกิดการ รัฐประหารโดยการนำของ พล อ. ฉลาด หิรัญศิริ เลขาธิการฯชื่อ พันโท สนั่น ขจรประศาสน์

 

แต่ล้มเหลว กำลังหลักของการยับยั้ง รัฐประหารครั้งนั้น คือ กลุ่มทหารหนุ่ม “ยังเตอร์ก”ที่มี พันโท มนูญ รูปขจร เป็นผู้นำ และมีชื่อพันโท ประจักร สว่างจิตร ซึ่งถูกเรียกตัวมาจากภาคเหนือให้เป็นผู้บัญชาการฯในการปราบรัฐประหารครั้ง นั้น ณ กรุงเทพมหานครพล อ. ฉลาด หิรัญศิริ ถูกประหารชีวิตด้วย มาตรา 21 พันโท สนั่น พร้อมพรรคพวกหลายคนถูกจองจำในคุกลาดยาว.. หลังจากเกิดเหตุการณ์ ปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฆ่าหมู่ใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษา ประชาชน หลบหนี

 

 

 

ภัยเข้าป่าไปร่วมกับกองกำลัง พ.ค.พ. ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคนเหตุการณ์การเมืองพัฒนาไปจน พล อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี “ยังเตอร์ก”เป็นกำลังหลักและกุนซือสำคัญให้กับ พล อ. เกรียงศักดิ์ ขณะนั้น และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้มีการนิรโทษกรรมทางการเมืองครั้งใหญ่ทำให้ประชาชนนิสิต นักศึกษา ต่างหลั่งไหลกลับเข้าสู่เมือง และสถาบันการศึกษาเป็นระยะๆ คนป่าคืนเมืองเหล่านี้ในปัจจุบันนี้ต่างก็เป็นกำลังหลักให้กับสังคมไทยโดย ต่างกรรมต่างวาระกัน กระจายกันอยู่ตามองคาพยพของสังคมไทย ทั้งนักวิชาการ,นักบริหารธุรกิจ, นักการเมือง และสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆดังนั้น จึงอยากจะบันทึกไว้ว่านี่คือ”ความสง่างาม”ของ“ยังเตอร์ก” กลุ่มทหารหนุ่มในขณะนั้น ซึ่งมีผู้นำชื่อ พันโท มนูญรูปขจร ที่มองการณ์ไกล วางแผนชักนำให้บุคคลเข้ามาร่วมพัฒนาชาติร่วมกันในที่สุด

 

... 31 มีนาคม-3 เมษายน 2524 ในห้วงเวลาที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ พล อ. เปรม ติณสูลานนท์ เกิดเหตุการณ์ “เมษาฮาวาย” ยังเตอร์กปฏิวัติด้วยกำลังรบหลักไม่ต่ำกว่า 48 กองพัน ผนวกกับ การสนับสนุนในภาคประชาชนพอสมควร ลงเอยด้วยการก้าวถอยของฝ่ายก่อการ ด้วยเหตุผลหลักคือไม่ต้องการเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างกลุ่มทหารเลือด เนื้อเชื้อไขเดียวกัน และต้องการให้เกิดความสงบภายในประเทศ พันเอก มนูญ รูปขจร ในขณะนั้น ชีวิตทางการเมือง การทหาร ตกต่ำถึงขีดสุด ถูกปลดถูกถอดยศ ถูกบังคับ เนรเทศ จนในที่สุด ความสง่างามของชีวิต กลับมาอีกครั้งหนึ่งด้วยการได้รับพระราชทานอภัยโทษ และนิรโทษกรรมทางการเมือง และได้รับการคืนยศเฉกเช่นเดิม

 

 

 

เมื่อสิ้น สุดรัฐบาล พล อ. เปรม พล อ. ชาติชาย ชุณหวัณ เป็นนายกรัฐมนตรีสืบต่อมา ได้จัดส่งบุคคลพร้อมเทียบเชิญให้กลับเข้าสู่ประเทศไทย ในขณะที่พำนักอยู่ในประเทศเยอรมันนีพร้อมครอบครัว ได้รับพระราชทานยศ พลตรี ในตำแหน่งเลขานุการ รมว.กลาโหม ความสง่างามในขณะนั้นคือการได้รับความยอมรับ จากรัฐบาลชาติชาย และถูกมอบหมายงานในภารกิจ

 

สำคัญ ด้านความมั่นคงหลายประการ จนในที่สุดเกิดเหตุการณ์ ร.ส.ช. ขึ้นมา โดยการนำรัฐประหารของ พล อ. สุนทร คงสมพงษ์,พล อ. สุจินดา คราประยูร ฯลฯ พลตรี มนูญ รูปขจร ต้องลี้ภัยรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งด้วยข้อหาฉกรรจ์... พฤษภาคม 2535 ในรัฐบาล พล อ. สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี ขณะนั้นเกิดเหตุการณ์”พฤษภาทมิฬ”การต่อสู้ของภาคประชาชน โดยการนำของ พล ต. จำลอง ศรีเมือง กดดันจนในที่สุดรัฐบาลในขณะนั้นต้องล่มไปด้วยอายุเพียง 47 วัน

 

พล ต. มนูญ กลับเข้าสู่คดี ภายใต้ศาลทหารในกรณีคดี”ลอบสังหาร” ผลที่สุด ศาลทหารพิพากษายกฟ้องไม่มีมูล

 

 

 

ความผิด เป็นที่สิ้นสุดคดีความ ครั้งนี้ถือเป็น”ความสง่างาม”ของชีวิตครั้งใหญ่ ประชาชนโดยทั่วไปได้ทราบอย่างแน่ชัดว่า จำเลยคือ พล ต. มนูญถูกกลั่นแกล้งใส่ความจากผู้มีอำนาจในขณะนั้น

 

... พล ต. สนั่น ขจรประศาสน์ ซึ่งเป็นซึ่งเป็นเพื่อนร่วมเหล่าทหารม้าวัยเดียวกัน ชักนำเข้าไปสู่ภาคการเมืองระบบพรรคในพรรคประชาธิปัตย์ พล ต. มนูญ มักประกาศเสมอว่าเข้ามาช่วยเพื่อน และช่วยเหลือส่วนตัว ต่อ พล ต. สนั่น ซึ่งอาจแปลได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ สมัยนายชวน หลีกภัยเป็นผู้นำ ไม่สนับสนุน หรือยอมรับโดยเด่นชัด (เพราะอะไร? ผู้มีปัญญาทางการเมืองกรุณาไตร่ตรองแล้วจะทราบ)"

 

 

 

อ่านชื่อตัวละครให้ดีครับ

 

 

 

เห็นข้อมูลคุณสายลมแสงแดด ขอบคุณมากครับ ข้อมูลเป็น timeline แบบนี้ผมชอบ ขออนุญาตนำมาให้ทุกท่านได้อ่านดังนี้ครับ อย่าลืมจำชื่อตัวละครให้ดี

 

 

 

ลำดับเหตุการณ์คดี 'ลอบสังหาร'

 

หลัง จากเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 1-3 เมษายน 2524 ภายใต้การนำของ พ.อ.มนูญ รูปขจร พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตรและ พ.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ซึ่งเป็นนายทหาร จปร.รุ่น 7 หรือกลุ่มยังเติร์ก ประสบความล้มเหลว ยังเติร์กกลุ่มนี้ต่างแยกย้ายลี้ภัยไปต่างประเทศ อีก 1 ปีถัดมากลุ่มที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับยังเติร์ก ได้แก่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบก ประสบเหตุการณ์ 'ลอบสังหาร' เป็นระลอกๆ และไม่เพียงเฉพาะบุคคลทั้งสอง หากยังมีรายงานระบุว่า ได้มีการตระเตรียมการที่จะลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ อีกด้วย

 

 

 

รายละเอียดมีดังต่อไปนี้

 

ครั้งที่ 1

 

เมื่อวันที่ 6-7 มีนาคม 2525 กลุ่มยังเติร์ก ลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ในงานยกช่อฟ้า วัดจิระ อ.เมือง จ.ลพบุรี แต่ไม่สำเร็จ

 

ครั้ง ที่ 2

 

วันที่ 8-25 มีนาคม 2525 กลุ่มยังเติร์กกับพวก วางแผนลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ ขณะเดินทางไปเยี่ยมท่าน ผู้หญิงประภาศรี กำลังเอก ซึ่งป่วยและรักษาอยู่ใน โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แต่ล้มเหลวอีกครั้ง

 

ครั้ง ที่ 3

 

วันที่ 5 พฤษภาคม 2525 กลุ่มทหารยังเติร์กกับพวก ใช้รถบรรทุกระเบิดไปจอดที่หน้าโรงเรียนพณิชยการสันติราษฎร์ในเส้นที่ทางพล.อ.อาทิตย์เดินทางผ่าน ไปทำงาน เพื่อลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ โดยใช้คลื่นวิทยุบังคับจุดระเบิด แต่รถได้เกิดระเบิดขึ้นก่อนที่พล.อ.อาทิตย์จะผ่านไป

 

ครั้งที่ 4

 

วันที่ 3 มิถุนายน 2525 กลุ่มนายทหารยังเติร์กกับพวก ได้วางแผนลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ ขณะไปทอดกฐินที่วัดแก้วนิมิตร อ.เมืองจ.ลพบุรี แต่ไม่สำเร็จ

 

ครั้ง ที่ 5

 

วันที่ 14-16 กรกฎาคม 2525 กลุ่มทหารยังเติร์กกับพวก วางแผนลอบสังหาร พล.อ.เปรม ขณะเดินทางไปเป็นประธานเปิดอนุสาวรีย์จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ อ.เมือง จ.ลพบุรี แต่กระสุนจรวด 66 เอ็ม -72 พลาดเป้าหมายไปเพียงเล็กน้อย

 

ครั้งที่ 6

 

วันที่ 1 ตุลาคม 2525 กลุ่มยังเติร์ก ตระเตรียมการที่จะลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอลควีนสคัพ ที่สนาม กีฬาแห่งชาติ

 

ครั้ง ที่ 7

 

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2525 กลุ่มยังเติร์กและพวก วางแผนลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ ขณะเดินทางไปทอดกฐินที่วัดหน้าพระเมรุ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ไม่สำเร็จ

 

ครั้งที่ 8

 

วันที่ 20 ตุลาคม 2525 กลุ่มยังเติร์กได้วางแผนลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ พล.อ.เปรม และตระเตรียมการลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพิธีปิดการแข่งขันฟุตบอลควีนสคัพ ที่สนามกีฬาแห่งชาติ กทม.

 

ครั้ง ที่ 9

 

วันที่ 31 ตุลาคม 2525 กลุ่มยังเติร์ก ลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์ ซึ่งจะเดินทางไปทอดกฐินที่วัดศรีสุทธาวาส อ.เมืองเลย แต่ไม่สำเร็จหลัง เกิดเหตุการณ์ระหว่างปี 2525 กองทัพบกด้วยการประสานงานกับกรมตำรวจ แต่งตั้งคณะกรรมการ ประกอบด้วย

 

พล.ต.ต.บุญชู วังกานนท์ และคณะ ร่วมกับฝ่ายทหาร มีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับความผิดต่อความมั่นคงของรัฐอย่างกว้าง ขวาง พบว่ากลุ่มบุคคลหมายถึงกลุ่มทหารที่ชื่อว่ายังเติร์กบางคน และกลุ่มผู้ก่อการร้าย คอมมิวนิสต์และกลุ่มบุคคลอื่น ได้ร่วมกันคบคิดทำร้าย หรือพยายามฆ่า การสืบสวนและสอบสวนได้ผล สามารถจับกุมผู้ต้องหาที่ลอบยิง พล.อ.เปรมได้รวม 3 คน คือจ่าสิบเอกอมรศักดิ์ ยินดีโชติ จ่าสิบเอกประเวศ พุ่มพ่วง และสิบเอกสุพัฒน์ ทองสุกผ่อง จ่าสิบเอกอมรศักดิ์รับสารภาพ ศาลทหารพิพากษาลงโทษจำคุก 25 ปี ส่วน จ่าสิบเอกประเวศและสิบเอกสุพัฒน์ให้การกันไว้เป็นพยาน

 

 

 

23 ก.พ. 2534

 

คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. เผยแพร่ภาพคำสารภาพของ พ.อ.บุลศักดิ์ โพธิเจริญ ส.ส.สิงห์บุรี พรรคพลังธรรมซึ่งเป็นหนึ่งใน ผู้ต้องหาร่วมกับ พล.ต.มนูญ รูปขจร ในคดีลอบสังหาร ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ โดย พ.อ.บุลศักดิ์ ยอมรับความผิด ที่ก่อขึ้นพร้อมทั้งแฉว่า พล.ต.มนูญ เพื่อนร่วมรุ่น เป็นบุคคลที่ชอบหักหลังและทรยศ มีความทะเยอทะยานต้องการให้ตัวเองเป็น

 

ใหญ่ จากนั้น พ.อ.บุลศักดิ์ มอบตัวกับ พล.ต.ท.บุญชู ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ

 

30 ธ.ค. 2536

 

ศาลอาญายกฟ้องนายมนูญ รูปขจร(ถูกถอดยศ) โดยศาลวินิจฉัยว่านายมนูญไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา ส่วนกรณีที่พยานโจทก์ปากสำคัญ คือ พ.อ.บุลศักดิ์ โพธิเจริญ เมื่อมีการนำสืบปรากฏว่า พ.อ.บุญศักดิ์เบิกความเพียงว่า เป็นเพื่อนของจำเลยเท่านั้นและไม่ได้เข้าเบิกความอีกเลยจนศาลต้องตัดพยาน ปากนี้ไป ทำให้วิดีโอเทป บันทึกคำให้การของ พ.อ.บุลศักดิ์ ไม่มีน้ำหนัก

 

ใน ปี 2537

 

พล.ต.ต.เสรี เตมียเวส ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง อดีตหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีลอบสังหาร ในสมัยที่ พล.ต.อ.สวัสดิ์อมรวิวัฒน์ ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมตำรวจ แฉเบื้องหลังคำสารภาพของ พ.อ.บุลศักดิ์ ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ในช่วง รสช.ล้มรัฐบาล 'พล.อ.ชาติชาย' เป็นการสร้างหลักฐานเท็จหลอกลวงประชาชนขณะเดียวกัน พล.ต.มนูญตั้งทนายฟ้องกลับ พล.ต.บุญชู วังกานนท์ รองอธิบดีกรมตำรวจและนายตำรวจชุดสอบสวน

 

คดีลอบสังหาร ฐานสร้างหลักฐานเท็จ

 

ก.พ. 2538

 

พล.ต.มนูญ เข้ามาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเบิกความต่อศาลระบุว่าพล.ต.อ.บุญชูและนายทหาร จปร.รุ่น 5 ร่วมกันบิดเบือนคดีลอบสังหารโดยบิดเบือนถ้อยคำให้การของพยานปากสำคัญ 'พ.อ.บุลศักดิ์' ขณะบวชเป็นพระ ให้เป็นประโยชน์ต่อกลุ่ม พล.ต.อ.บุญชูใน ปี 2541 พล.ต.อ.บุญชู วังกานนท์ อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ส.ส.ลพบุรี พรรคความหวังใหม่ เข้าร้องเรียนกรรมาธิการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนฯ ขอให้ตรวจ สอบความยุติธรรมในคดีลอบสังหาร อีกทั้งยังกล่าวหาว่า

 

พล.ต.ท.เสรี เตมียเวส นำสำนวนคดีมาเปิดเผยต่อสาธารณชนถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

 

หมายเหตุเจ้าของกระทู้:

 

1).พล.ต.ท. บุญชู วังกานนท์ คือคนที่จับกุมแชร์แม่ชม้อย

 

2). พล.ต.ต. เสรี หรือ เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวศ ตอนนี้ท่านกำลังจับบ่อนทั่วประเทศรวมทั้งปราบปรามผู้มีอิทธิพลหลาย ๆ

 

เจ้าชนิดไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น จนกระทั่ง เสธ. คนดัง ต้องไปแจ้งความที่ สน.พญาไทเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา

 

3). พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ แจ้งความหมิ่นประมาทนายสนธิ ลิ้มทองกุล คดีหมิ่นประมา

 

 

 

ด้วยศักยภาพของ มนูญ ตามที่คุณขนมต้ม คาดการณ์ไว้ผมมั่นใจว่า เขาต้องเป็น 1 ในผู้ที่อยู่เบื้อหงลังขบวนการนี้แน่นอน..แต่ จะถึงขั้น เป็น Mastermind ขนาดนั้นผมไม่เห็นด้วยเท่าใดนักครับ

 

ภายใต้ จุดเปลี่ยน (Shift) ของประเทศไทย อย่างปัจจุบัน ที่อยู่ท่ามกลางกระแสความกดดัน หลากหลาย ของ

 

1. กระแสทุนนิยม จากโลกภายนอก

 

โดยเฉพาะแนวคิด เสรีนิยมใหม่ ที่พุ่งสู่ทั่วโลกแบบเต็มตัว ที่แม้กระทั่งจีน และ เวียตนาม ยังต้องเปิดรับในช่วงแรก คนใมนรัฐบาลทักษิณ ได้ประโยชน์ จากกระแสนี้ไปแบบเต็มตัว

 

การบริหารงานภายใต้ แนวคิดทุนนิยม ย่อมสร้างรายได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีรายจ่ายสูง

 

และแนว คิดอย่างนี้ ชนชั้นกลาง (ที่มักคิดว่า ตนเองทำงานหนักกว่าใครเพื่อน และ มีการศึกษาดีที่สุด) มักจะไม่เห็นด้วยอาจจะมาจากการไม่เห็นด้วยจริง หรือ การอิจฉาตาร้อน (ที่รวยไม่ได้อย่างเขา) แต่คนพวกนั้น ก็จะศรัทธาใน ลีวายส์ 501 (แน่นอนริมแดง) และ มักวิจารณ์ภาพยนตร์ Hollywood อย่างผู้รู้และภาคภูมิใจนอกจากกลุ่มชนชั้นกลาง ดังกล่าว

 

ที่สำคัญยิ่งคือ คนกลุ่มทุนเก่า ที่ "ก้าวไม่ทันโลก" หรือ ทำธุรกิจแบบครอบครัวโบราณ ที่เสียประโยชน์ จากเสรีนิยมใหม่คนกลุ่มนี้แหละ ที่เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง การโค่นล้มทักษิณอย่างจริงจังมานานแล้วไม่ว่าจะเป็น ตระกูลเก่าแก่ที่ขายเบียร์ นายธนาคารเก่า หรือ ฯลฯ

 

 

 

การที่โลกเปลี่ยนไปเร็ว และ ทักษิณเข้ามารับบทบาทส่งผลให้กิจการเขาเสียหาย และ สั่นคลอนถึงความมั่นคงของธุรกิจในระยะยาวการพยายามสู้ในระบบธุรกิจ ได้ถูกลองแล้ว

 

แต่ก็พบว่า สู้ไม่ได้ ตามไม่ทันทางทีเหลือ ก็คือต้องช่วยกันล้มกระดาน หรือ ขวางกลุ่มทุนใหม่นี้

 

เพื่อที่ อำนาจเก่าของตนเอง และ ธุรกิจตนจะสูญเสียไปน้อยที่สุด..ตรงนี้น่ากลัวมาก

 

2. กระแสอนุรักษ์นิยม จากภายในประเทศกลุ่มเหล่านี้ มักเป็นชนชั้นกลาง ที่มีรายได้ไม่สูงนัก

 

ที่ได้รับการศึกษาตามระบบของสังคมกลุ่มพวกนี้ มักจะนิยมอุดมคติ โดยหยาบ

 

หวงแหนธรรมชาติเป็นที่ยิ่งรักที่จะ ใช้ไฟฟ้าราคาถูก นั่งทำงานในห้องแอร์

 

และ อนุรักษ์ธรรมชาติแต่จะโวยวาย หากมีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น หรือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (ที่มีต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่ำสุด)

 

 

 

คนพวกนี้ เป็นอีกกลุ่มที่ "แม้จะไม่มีอำนาจในมือ หรือ ทุนในมือ"แต่ เกลียดพ่อค้า และพร้อมที่จะออกมาเดินเท้าก่อมีอบ เพื่อต่อต้านเป็นครั้งคราว (อาทิตย์ละครั้ง...)

 

 

 

เส้นทาง สู่ อำนาจ เส้นทาง ทหาร การเมืองเส้นทาง สัณห์ จิตรปฏิมา

 

(หมายเหตุเจ้าของกระทู้ พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา คือหัวหน้ากบฏเมษาฮาวาย 2524)

 

คอลัมน์ หักทองขวางระหว่าง พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร กับ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี มีทั้งความเหมือนและความต่างกันที่มีผลต่อสถานการณ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2524 เป็นอย่างสูง

 

เหมือนตรงที่เป็นนักเรียนจปร.รุ่น 7 เช่นกันเหมือนตรงที่ทั้ง พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร และ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เป็นคนพูดน้อยและพูดน้อยอย่างยิ่งแต่ในการพูดน้อยของ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร มากด้วยปมชวนให้คิดขณะเดียวกัน ภายในการพูดน้อยของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี กลับดำเนินไปอย่างโผงผาง ดุเดือดดุเดือด ตรงไปตรงมาการศึกษาแต่ละคำบอกเล่าของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี จึงน่าสนใจพอๆ กับการศึกษาแต่ละคำบอกเล่าของ พล.ต.มนูญกฤตรูปขจร

 

 

 

เพียงแต่ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ไม่กล่าวถึงเรื่องราวในวันที่ 1 เมษายน 2524 มากนัก

 

 

 

ขณะที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เล่าเรื่องราวได้มากกว่า

 

โปรดอ่าน

 

พอประมาณตี 5 พ.อ.เชาว์ คงพูลศิลป์ มาขอพบผม ท่านก็เรียกชื่อเก่าผมว่า "ไอ้นาจ" ผมก็ถาม

 

"มีอะไรหรือพี่"ท่านก็บอก "ไอ้นาจ ในหลวงรับสั่งให้พลเอกสัณห์เข้าเฝ้าฯ"

 

ผมก็พาพี่ไปคุยกับ พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา เขาก็หายเข้าไปคุยกันพักใหญ่ สักพักที่เขาเดิน

 

ออกมาบอก"เฮ้ย พลเอกสัณห์ไม่ยอมไปว่ะ"ผมเดินเข้าไปหา พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา "ทำไมท่านไม่เข้าเฝ้าฯ มีรับสั่งให้เข้าเเฝ้าฯ ท่านควรจะเข้าเฝ้าฯ"

 

 

 

พ.อ.มนูญ รูปขจร ที่นั่งอยู่ด้วยบอก "ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร เดี๋ยวให้เรื่องเรียบร้อยก่อนค่อยเข้า

 

เฝ้าฯ"พอได้ฟังแบบนั้นผมก็ไม่ติดใจอะไร6 โมงเช้า พ.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เข้ามาขอพบผม พ.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อยู่กับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำตัว พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และผมกับ พ.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ สนิทกัน ผมก็ถาม "แอ๊ดมาทำไม"เขาบอกว่า "ในหลวงรับสั่งให้พลเอกสัณห์เข้าเฝ้าฯ"

 

 

 

ผมก็พา พ.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เข้าไปพบอีก พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา ก็ไม่ยอมไป ตอนหลัง

 

ผมยัวะเลยถาม"ท่านกลัวหรือ ทำไมไม่เข้าเฝ้าฯ งั้นผมไปด้วยถ้าท่านกลัว"

 

พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา บอก "ไม่มีอะไร" พ.อ.มนูญ รูปขจร ก็บอก "ไม่มีอะไร"

 

ครานี้ปมแห่งสถานการณ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2524 จึงค่อยคลี่ตัวเองออกมาให้เห็นเด่นชัดขึ้น

 

เป็นลำดับโดยเฉพาะสถานการณ์จากที่ประชุมแกนนำผู้ก่อการในกองบัญชาการคณะปฏิวัติในวันที่ 2เมษายน 2524พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เล่าเหตุการณ์ตอนนี้ว่า

 

 

 

"พ.อ.มนูญ รูปขจร เรียกประชุมแกนนำทั้งหมดในประเด็นที่ว่า ทางโน้นเสนอให้ส่งตัว พล.อ.

 

สัณห์ จิตรปฏิมา แล้วทุกอย่างจะยุติ"ผมก็ถามในที่ประชุมว่า "ในการปฏิวัติครั้งนี้ท่านชวนเราหรือว่าเราชวนท่าน""ทาง พ.อ.มนูญ รูปขจร เขาก็บอกว่า "เราชวนท่าน""ผมจึงบอกว่า "ถ้าเราชวนท่าน มันไม่ได้ ผมไม่ยอมเด็ดขาดและเหตุการณ์ครั้งนี้ผมไม่รู้ด้วย แต่ว่าผมไม่ยอม"นั่นก็คือ คำตอบที่ว่าใครเป็นผู้จัดประกายในเรื่องการปฏิวัตินั่นก็คือ ไม่ใช่ทั้ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และ พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา เป็นผู้จุดประกายในเรื่องการปฏิวัติ

 

 

 

คำ ว่า "เราชวนท่าน" ที่ออกจากปาก พ.อ.มนูญ รูปขจร อาจหมายถึง พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา

 

กระนั้น หากย้อนกลับไปพิจารณาจากคำบอกเล่าของ พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ ถึงสภาพในบ้านสี่เสาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2524 ความเป็นจริงก็เป็นที่ประจักษ์เป็นที่ประจักษ์ว่าคำว่า "เราชวนท่าน" ที่ออกจากปาก พ.อ.มนูญ รูปขจร ย่อมหมายถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ด้วยเพียงแต่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไม่เอา ขณะที่ พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา เอา... "

 

 

 

อ่านแล้วก็เอาไปวิเคราะห์เองนะครับ

 

 

 

สำหรับน้อง ๆ หนู ๆ เด็กเพิ่งเกิดใหม่อยากจะรู้ความหมายของคำว่า ยังเติร์ก คืออะไร ผมไปพบความเห็นนี้เข้า ขอ

 

อนุญาตนำมาตัดแปะครับ เขาเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2546 บังเอิญผมเจอในเว็บของ yingthai-mag.com

 

"...ชื่อยัง เติร์กเลยเป็นที่นิยมในการเรียกนายทหารรุ่นใหม่ที่มีความคิดทางการเมือง ซึ่งในไทยช่วงนั้น นายทหาร จปร.รุ่น 7 ที่มี พ.อ.มนูญ รูปขจร พ.อ.จำลอง ศรีเมือง พ.อ.ประจักต์ สว่างจิตรเป็นแกนนำ และมีบทบาทมาตั้งแต่หลัง 14 ตุลา 16 (หรือในเหตุการณ์ด้วยก็ไม่ทราบเพราะไม่มีใครออกมายืนยันนอกจากเอกสารแสดง ความคิดเห็นบางแหล่ง เช่น กังหันต้องลม ที่พยายามจะกล่าวถึง พล.ท.วิฑูร ยะสวัสดิ์ ว่าเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในวันนั้นด้วย ซึ่ง จปร.7 ส่วนใหญ่จะเป็นทหารที่เข้าร่วมรบในลาวที่มี พล.ท.แม้ว ผู้นี้เป็นผู้นำ)

 

 

 

ภาย หลังเหตุการณ์ 14 ต.ค.16 จปร. 7 เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการเป็นผู้นำนายทหารระดับคุมกำลัง(กองพัน) ซึ่งขณะนั้น จปร. 5 ซึ่งเป็นคู่กัดตลอดกาลกำลังเซ อันเนื่องมาจาก พ.อ.ณรงค์ กิติขจร ซึ่งเป็นหัวขบวนรุ่น 5 ต้องระเห็จไปนอกตาม 2 จอมพลไปด้วย

 

 

 

จปร. 7 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรบที่สำคัญและได้รับการกล่วขวัญถึงความกล้าหาญใน หมู่ทหารหลายครั้ง เช่น พ.อ.จำลอง ในสมรภูมิภูผาที ฐานเรดาห์ของซีไอเอในลาวที่ถูกทหารเวียดนามเหนือตีแตก (จากบันทึกของซีไอเอ ระบุว่าทหารรบพิเศษของไทยไม่ได้ปะทะกับข้าศึกสักเท่าไร เมื่อเทียบกับทหารม้งของวังเปาและซีไอเอเอง ขณะที่ พ.อจำลองถึงกับบันทึกไว้ในประวัติ

 

ชีวิตของตนเองว่า ถ้าเป็นสงครามที่เปิดเผยเขาจะต้องได้เหรียญซิลเวอร์ สตาร์ ซึ่งเป็นเหรียญกล้าหาญขั้นสูงของสหรัฐจากสมรภูมินี้ไปแล้ว ไม่รู้ข้อมูลใครแม่นกว่ากัน)นอกจาก พ.อ.จำลองแล้วก็มี พ.อ.มนูญ รูปขจร ที่ว่ากันว่าผู้พันแห่ง มพัน 4 ท่านนี้กล้าหาญยิ่งนัก โดยเฉพาะเมื่อต้อง

 

นำกำลังรถถังเข้าปะทะกับทหารเวียดนามแถว ๆ ชายแดนเขมรบ้านเรานี่เอง ซึ่งปกติแล้วผบ.รถถังเมื่อนำเข้าปะทะข้าศึกจะปิดฝาเข้ามาในตัวรถ แต่ พ.อ.มนูญ จะไม่เคยเข้ามาเลย ใชช้วิธียืนบัญชาการอยู่ตลอดเวลาของการสู้รบ ทำให้ได้รับการยอมรับจากผู้ใต้บังคับบัญชามาก

 

 

 

ส่วน พ.อ.ประจักต์ ก็ไม่น้อยหน้า แค่สมญานาม วีรบรุษแห่งตาพระยา ก็เป็นเครื่องการันตีได้แล้ว วีรกรรมที่โด่งดังมากที่สุดเห็นจะได้แก่กรณีที่พี่ท่านหอบเอาลังใส่ระเบิด มือเดินเข้าทำเนียบรับบาลเพื่อขอเข้าพบ มรว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นพ.อ.จำลอง (และ จปร.7) เข้าร่วมในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ด้วยจากคำบอกเล่าบนเวทีหาเสียงของนางจงกล ผู้สมัคร

 

คนหนึ่งของพรรคพลังธรรม ดันไปพูดหาเสียงว่ารู้จักกับ พ.อ.จำลองมาตั้งแต่ 6 ตุลา โดยเห็นว่า พ.อ.จำลองปลอมตัวไปปะปนกับ

 

 

 

ลูกเสีอชาวบ้านที่ท่ชุมนุมที่พระรูปทรงม้า กรรมจริง ๆ หารู้ไม่ว่านี่เป็นภารกิจที่เป็นรอยด่างที่สุดในชีวิตของ พ.อ.จำลอง สงสัยไม่ได้เตี๊ยมกันมา แม่คุณจึงเล่าไปอย่างภาคภูมิใจ ก่อนที่จะรู้ตัวว่าพลาด ก็พบว่าเรื่องของตัวเองเป็นข่าวพาดหัว นสพ.รายวันทุกฉบับในเช้าวันรุ่งขึ้นไปซะแล้ว.."

 

 

 

จริงๆ กลุ่มต่างๆ ยังมีที่ซับซ้อนกว่านี้

 

เช่นกลุ่มศักดินาเก่า หรือ กลุ่มข้าราชการ (ที่เสียประโยชน์จากการเข้ามาของทักษิณ)

 

แต่ เอาเถอะสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ ประเทศไทย ยึดถือ ทุนนิยมในหลักเศรษฐกิจ และ กำลังพยายามนำกระแส เศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาผสมผสานผมคิดว่าการขัดแย้งกันในหลักการหลัก ระหว่างแนวคิด 2 แบบนี้ส่งผลให้ระบบความคิดของคนในชาติ ที่ยังไม่เข้าใจในหลักการเศรษฐกิจทั้ง 2 แบบรู้สึก สับสนพอควรนายกทักษิณ "ซึ่งเป็นทุนนิยมเต็มตัว"อาจโชคร้ายที่เข้ามาตรงจุดนี้ เวลานี้พอดี

 

 

 

ในเวลาที่กระแสโลกเปลี่ยน

 

 

 

มีการประท้วง WTO บ่อยๆ ต่อต้านทุนนิยม เข้าหู ชนชั้นกลาง (ในขณะที่ นายกสนับสนุนการค้าข้ามชาติและ FTA)มี เรือรบของ Greenpeace เข้ามาในน่านน้ำไทย เพื่อประท้วงโรงไฟฟ้าถ่านหิน (ในขณะที่ นายก (และผมด้วย)สนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น)มี ความพยายามจากราษฎรอาวุโส 3 ท่าน (หมอประเวศ ศ.เสน่ห์ และ ศ.ระพี) ให้ปกครองประเทศย้อนไปยุคพระศรี

 

อารีย์ (แต่นายก ก็ปกครองตามแบบทุนนิยม และ บวกประชานิยมให้แก่คนรายได้น้อย)

 

สำหรับผม

 

 

 

จุดเปลี่ยน และ จุดสับสนที่ประเทศไทย และ สังคมไทยกำลังเจออยู่

 

ถือเป็นจุดที่หลายประเทศ ได้ผ่านมาแล้ว และผ่านไปได้ (เกาหลีใต้ ไต้หวัน)

 

นากยทักษิณ เป็นเพียง Nominee ที่เข้ามาตรงจุดเปลี่ยนตรงนี้พอดี..

 

และ บังเอิญอย่างยิ่งว่า

 

 

 

Nominee แห่งทุนนิยมคนนี้ เป็นคนที่ Aggressive อย่างมาก (ทั้งทาง การกระทำ ความคิด และ ปาก)

 

เพระถือว่ามีประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุน ซึ่งเป็นเรื่องจริงสิ่งเหล่านี้ สร้างความรำคาญสายตา ให้กับผู้ใหญ่ และ ทุนนิยมเก่าในบ้านเมืองรวมถึง ศักดินาเก่าที่ต่างไม่มั่นใจในอนาคตของตัวเอง ในอีก 10 ปีข้างหน้าการขยับตัวออกมาอีกครั้ง

 

 

 

จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับพวกเขาและ ผ่านออกไปยังเบี้ยทั้งหลาย ที่ถูกนำมาใช้

 

ไม่ว่าจะเป็น

 

คุณสนธิ (เบี้ยพ่อค้า)

 

พลตรีจำลอง (เบี้ยบริสุทธิ์)

 

เอกยุทธ์ และ อดีต จปร.7 (เบี้ยด้านกำลัง)

 

สนนท. (เบี้ยที่ถูกสังคมผลักดันให้ออกมา ทั้งที่ พวกทุนนิยมเก่า ไม่ได้สนใจนักในช่วงแรก)

 

 

 

ภาวะ Anarchism หรือ อนาธิปไตย ของไทย จึงได้ถือกำเนิดขึ้น ตั้งแต่กลางปี 2548 จนถึงปัจจุบัน

 

 

 

จะเชื่อ ไม่เชื่อก็ตามสะดวกนะครับแต่ ผมมองว่า ยังมีเบื้องหลังกว่าที่คุณ ขนมต้ม ว่าไว้อีกครับ...

 

 

 

ปูม'ควันไปป์'พิฆาต ประสงค์ สุ่นศิริ ฟาดฟัน'คู่อริ'

 

(บทความพิเศษ มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1124 วันที่ 4 มีนาคม 2545)

 

ใ ค ร เ ป็น ฝ่า ย ต ร ง ข้า ม ท า ง ก า ร เ มือ ง ข อ ง น . ต . ป ร ะ ส ง ค์ สุ่น ศิริ มัก เ ห นื่อ ย

 

ด้วยเขามีประสบการณ์อันเชี่ยวกรากในด้านการข่าวและยุทธวิธี ในฐานะเลขาธิการสภามั่นคงแห่งชาติ ในยุคสงครามเย็นและยุคสงครามคอมมิวนิสต์น.ต. ประสงค์ ถูกยกเป็นสุดยอดของ "นักยุทธวิธี" ที่มุ่งสู่ชัยชนะ แบบกัดไม่ปล่อย จนมีคำกล่าวประจำสำหรับตัวเขาคือ "อะไรก็ได้ แต่ขอให้ชนะ"นับ ตั้งแต่ น.ต.ประสงค์ ลาออกจากราชการ เมื่อเดือนสิงหาคม 2529 เพื่อเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เขาก็ได้แสดงให้ความเจนจัดในการ "จัดการกับคู่อริทางการเมือง" อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะนักการเมืองฝ่ายค้านขณะนั้น

 

บทบาทอันโดดเด่นในการคุ้มบัลลังก์ให้กับ พล.อ.เปรม ทำให้ น.ต.ประสงค์ ถูกยกเป็น "นายกฯ น้อย"

 

 

 

และ เมื่อ พ.ศ.2531 ภายหลังจาก พล.อ.เปรม ประกาศวางมือทางการเมือง กลายเป็นทางเปิดโล่ง ให้ พล.อ.ชาติชายชุณหะวัณ ก้าวขึ้นสู่นายกรัฐมนตรีอย่างไม่คาดฝันภาพอันแตกต่างระหว่าง พล.อ.เปรม กับ พล.อ.ชาติชายที่เป็น "นักการเมืองเต็มตัว" ดูเหมือนจะทำให้ น.ต.ประสงค์ รับไม่ได้

 

จึงก้าวไปยืนอยู่ในฝั่งตรงข้าม พร้อมกับเริ่มปฏิบัติการโค่นรัฐบาล พล.อ.ชาติชายอย่างเปิดเผย

 

เขา เป็นคนแรกๆ ที่สร้างภาพ "บุฟเฟ่ต์คาบิเนต" ให้แก่รัฐบาลน้าชาติ แล้วติดตามด้วยไม้เด็ด ด้วยการใช้หน้าหนังสือพิมพ์ปลุกผีคดี "ลอบสังหาร" บุคคลสำคัญของชาติ เพื่อทะลวงเข้าใส่บุคคลรอบตัวของ พล.อ.ชาติชาย โดยเฉพาะ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร

 

 

 

"คดีลอบสังหาร" ส่งผลสะเทือนต่อรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย อย่างรุนแรง และที่สุดมันก็ได้กลายเป็น เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้

 

 

 

คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) กระทำรัฐบาลประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534

 

คดีลอบสังหารที่มี พล.ต.มนูญกฤต เป็นจำเลย ปรากฏว่าเมื่อขึ้นสู่ศาล ศาลได้สั่งยกฟ้อง พล.ต.มนูญกฤต เป็นผู้บริสุทธิ์แต่ น.ต.ประสงค์ ก็ได้บรรลุผลไปแล้วในการจุดชนวนเรื่องนี้เพื่อโค่นอริทางการเมืองของตัวเองภาย หลัง รสช. ยึดอำนาจ แนวทางของ รสช. ไม่ได้เดินไปตามแนวที่ น.ต.ประสงค์ อยากจะให้เป็น จึงได้หันหน้าไปจับมือกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ สร้างพรรคความหวังใหม่ โดยรักษาการตำแหน่งเลขาธิการพรรค และประกาศตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ รสช. อย่างเปิดเผย

 

น.ต.ประสงค์ อยู่ในร่มเงาของความหวังใหม่ไม่นานนัก ก็ได้แยกตัวออกมาหลัง นายพิศาล มูลศาสตรสาทร ก้าวเข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคแทนแม้ จะไม่ได้อยู่ในความหวังใหม่ แต่เป้าหมายในการโค่น รสช. ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง น.ต.ประสงค์ ใช้คอลัมน์ "น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ พูด" ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า วิพากษ์การทำงานของ รสช. และเปิดโปงพฤติกรรมการวางทายาททางการเมืองของทหารกลุ่ม 0143 อย่างตรงไปตรงมา

 

 

 

กระทั่งเมื่อ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จุดไฟต่อต้านการขึ้นมาสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดา คราประยูรน.ต. ประสงค์ ก็ได้ออกไปเป็นกำลังหนุนสำคัญให้กับ พล.ต.จำลอง จนนำไปสู่เหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ"อันทำให้ พล.อ.สุจินดา และ รสช. ตกจากบัลลังก์อำนาจไม่มีใครปฏิเสธว่าเบื้องหลังของเหตุการณ์นั้น น.ต.ประสงค์ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งเมื่อบรรยากาศประชาธิปไตยกลับคืนมา น.ต.ประสงค์ ได้เข้าร่วมพรรคพลังธรรมและลงสมัครรับเลือกตั้งร่วมกับพล.ต.จำลอง ศรีเมืองและได้บำเหน็จรางวัลความเหน็ดเหนื่อย เป็นเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลของ นายชวน

 

หลีกภัย

 

 

 

ระหว่าง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนี้เอง น.ต.ประสงค์ ก็ได้ใช้ประสบการณ์ ที่เคี่ยวกรำอยู่กับงานข่าวกรองไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคคล ขบวนการก่อการร้าย ตลอดจนขบวนการค้ายาเสพติด จนได้รับฉายา ซีไอเอ เมืองไทยมาเป็นประโยชน์ทางการเมืองอย่างทรงประสิทธิภาพโดยขณะที่ฝ่ายค้าน พยายามจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จู่ๆ ก็ปรากฏข่าวว่า สหรัฐมีบัญชีดำนักการเมืองไทยที่พัวพันยาเสพติด 17 คน มีการสั่งห้ามเข้าประเทศแล้ว 14 คน อีก 3 คนสหรัฐจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ในเร็วๆ นี้"ข่าวลับ" ดังกล่าว ได้ทำให้ ส.ส. อย่างน้อย 3 คนขณะนั้น คือ นายทนง ศิริปรีชาพงศ์ นายมงคล จงสุทธนามณี นายวัฒนาอัศวเหม เผชิญมรสุมทางการเมืองอย่างหนัก และกลายเป็นตราประทับประจำตัวมากระทั่งทุกวันนี้

 

 

 

ส.ส.ฝ่ายค้านได้ เรียกร้องให้ น.ต.ประสงค์ เปิดเผยข้อมูลให้ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ "ข่าวลับ" ลอยล่องอยู่ในอากาศถึงขนาดขู่จะยื่นญัตติขับ น.ต.ประสงค์ ด้วยเชื่อว่า "ข่าวกระซิบ" ดังกล่าว มาจากแฟ้มของ น.ต.ประสงค์อย่างไรก็ตาม มีแต่เสียงหัวเราะหึหึ จาก น.ต.ประสงค์ พร้อมกับคาบไปป์พ่นควันโขมง อย่างสบายใจหลัง จากดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 2 ปี ก็เกิดความแตกแยกในพรรคพลังธรรม นำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรีของพรรคทั้ง 11 ตำแหน่งโดย น.ต.ประสงค์ ต้องสูญเสียตำแหน่งให้กับคนนอก ที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างเจ็บช้ำ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความบาดหมางของบุคคลทั้ง 2

 

น.ต.ประสงค์ เป็นแกนนำตั้ง กลุ่ม 23 ที่ "อกหัก" จากการปรับคณะรัฐมนตรีเนื่องจากพ่ายแพ้เกมในพรรค แล้วเคลื่อนไหวปั่นป่วนพรรคพลังธรรม แบบให้พังกันไปข้าง

 

 

 

มีการก่อ กระแสต้าน "คนนอก" ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. มาเป็นรัฐมนตรี ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน พ.ต.ท.ทักษิณ นั่นเอง และที่สุดกระแสต้านทักษิณ ทั้งจากภายในและภายนอกพรรคพลังธรรม ก็พุ่งเป้าไปสู่การ ตีแผ่เรื่องคุณสมบัติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญเนื่องจากมีสัมปทานกับรัฐ

 

ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องชิงลาออกเพื่อยุติปัญหาหลังจากดำรงตำแหน่งได้เพียง 3 เดือนเศษๆ

 

เลือก ตั้งปี 2538 น.ต.ประสงค์ ตัดสินใจทิ้งพรรคพลังธรรม ไปอยู่ใต้ชายคาพรรคนำไทยของ นายอำนวย วีรวรรณ แต่ก็ไม่ได้ลงสมัคร ส.ส. โดยเลือกที่จะไปแสดงบทบาทในฐานะคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์แนวหน้าอย่างเต็ม ตัว

 

 

 

ในสมัยรัฐบาล บรรหาร ศิลปอาชา น.ต.ประสงค์ก็ได้แผ่รังสีอำมหิตเข้าใส่ นายสุชาติ ตันเจริญ แกนนำกลุ่ม ส.ส.16ด้วยการเปิดประเด็น "มะไข่ ซอ" พร้อมกับขบวนการค้าไม้จากพม่า ทำให้กลุ่ม 16 ที่ใหญ่โตเริ่มถูกเปิดโปงและแตกพ่ายไปในที่สุดน.ต. ประสงค์ ยังมีบทบาทสำคัญอย่างไม่หยุดยั้ง แม้กระทั่ง ม็อบสีลม ที่เป็นจุดเริ่มต้นโค่นรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็ว่ากันว่า มีเงาของ น.ต.ประสงค์ทาบทาอยู่ไม่น้อย

 

 

 

เมื่อมาถึงรัฐบาลชวน 2 น.ต.ประสงค์ ได้เข้ามาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และประกาศตัวเป็นคนประชาธิปัตย์อย่างชัดเจน พร้อมๆ กับที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มตั้งพรรคไทยรักไทย เพื่อปูทางเข้าสู่การเมืองอย่างเต็มตัวงาน ของ น.ต.ประสงค์ นับแต่นั้นคือการใช้เวที "น.ต.ประสงค์พูด" ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า เปิดฉากถล่มเข้าใส่ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างต่อเนื่องรุนแรง

 

ยิ่งเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ข้อเขียนของ น.ต.ประสงค์ ยิ่งพุ่งเป้าขย่ม พ.ต.ท.ทักษิณอย่างไม่หยุดยั้ง แบบชนิด "ศัตรูถาวร"

 

 

 

ซึ่งก็ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ขัดอกขัดใจอย่างมาก ถึงขนาดครั้งหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาเปิดเผยว่ามีขบวนการล้มรัฐบาลด้วยออกใบปลิวโจมตี โดยบุคคลที่อยู่เบื้องหลังคือ "ผู้เฒ่าวัย 70" ที่เคยอยู่ในทำเนียบแม้ไม่มีการระบุว่าผู้เฒ่า 70 นั้นเป็นใคร แต่สายตาทุกคู่ก็หันไปจับจ้อง น.ต.ประสงค์ อย่างพร้อมเพรียงและ ขณะนี้ เมื่อเกิดกรณี "ฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว" เขียนคอลัมน์ข่าวกรองถล่มนายกรัฐมนตรีประเทศไทยขึ้นมาพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่ลังเลที่จะบอกว่าคนที่ให้ข้อมูลแก่ "ฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว" คือ "คนคาบไปป์" นั่นเองซึ่งก็ได้รับเสียงตวาดกลับจาก น.ต.ประสงค์ ที่คาบไปป์จนเป็นบุคลิกประจำตัวไปแล้วว่า "ขี้ขลาด"--พร้อมกับท้าทายให้พ.ต.ท.ทักษิณระบุชื่อออกมาตรงๆ

 

 

 

แค้นฝังใจ อันนำมาสู่ศึกที่ยาวนานนี้ คงไม่จบลงง่ายๆน.ต.ประสงค์ เองก็ยังเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ใครอยู่ตรงข้าม "ต้องพ่าย" เหมือนกับหลายๆ กรณีที่ผ่านมาขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณก็ต้องการพิสูจน์เช่นกันว่าคืนวันอันร้ายกาจของซีไอเอเมืองไทยผ่านไปแล้วศึกชำระแค้นนี้ จึงต้องดำเนินต่อไปอย่างระทึก

 

 

 

อ่านแล้ว คงมองเห็นแล้วนะครับว่าการเดินหมากการเมือง เพื่อกำจัดศัตรูถาวรนั้น

 

คือ การทำอะไรก็ได้ ขอให้ฝ่ายตรงข้ามแพ้เป็นพอนี่คือ วิธีการที่สกปรกที่สุด และฝ่ายที่เสียหายคือแผ่นดินสยามประเทศของเรานั่นเองเมื่อรู้แล้ว ยังต้องการเป็นเบี้ยบนกระดาน ให้พวกที่ต่ำทรามเหล่านั้นจับเดินต่อก็สุดแต่บุญกรรม แล้วหละคงมองไม่ยากนะครับ ว่ากระแสต่างๆ ที่เกิดขึ้นมา

 

เป็นระยะๆ นั้น มันมาเป็นระบบ อ่านไม่ยากว่ามีการจัดตั้งหรือไม่มันมาจากการประสานงานของกลุ่ม อำอาจเก่ากลุ่มสูญเสียผลประโยชน์ และพ่อค้าใต้ดินหลายกลุ่ม

 

 

 

ร่วมลงขัน ลงแรง และลงเงินกัน

 

 

 

เพื่อต้องการกำจัด กลุ่มอำนาจใหม่เท่านั้นเองที่แย่มากคือ พวกเขา ใช้วิธี ให้คนไทยทะเลาะกันเอง

 

สร้างภาพให้เกลียดกันเอง พอเกิดเหตุรุนแรงขึ้นก็โบ้ยไปที่รัฐบาล ช่างเป็นสูตรสำเร็จดีแท้นับแต่ สิบสี่ตุลาหนึ่งหกมา นี่ก็ใช้ซ้ำๆ กันมา สามครั้งสามคราแล้วมาหนนี้ก็เป็นครั้งที่สี่แล้ว น่าเสียดาย แม้ใช้ซ้ำ ก็อาจจะได้ผลน่าอนาถ แท้ห

ศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี พนมยงค์

โดย ศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี  พนมยงค์

บทความนี้เป็นบทความที่เก่ามากแล้ว เก่าพอๆกับอายุของหนึ่งชั่วคน...ทีมงานno coup เห็นว่ามีประโยชน์ และเหมาะสมกับสถานการณ์ของบ้านเมือง จึงนำมาเผยแพร่ให้สมาชิกทุกท่านได้ลองศึกษา

 

๑.  ประชาธิปไตยเบื้องต้น

 

            ๑.๑  ท่านทั้งหลายส่วนมากย่อมสังเกตได้ว่าในการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์นั้น  มนุษย์ได้ใช้สัญญาณที่แสดงออกโดยท่าทาง  กริยา  อิริยาบถ  และอาการต่าง ๆ  นอกจากภาษาพูดและภาษาเขียนซึ่งมีผู้ประดิษฐ์ขึ้นในโลกประมาณ  ,๐๐๐  ปี มานี้เอง  หลายศัพท์ในภาษาต่าง ๆ  ก็เพิ่งมีผู้คิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เช่นคำว่า “ประชาธิปไตย”  นั้นเพิ่งมีผู้ตั้งเป็นศัพท์เมื่อประมาณ  ๕๐ ปีมาแล้ว  ฉะนั้นเราไม่ควรอาศัยเพียงแต่ภาษาพูดกับภาษาเขียนเป็นหลักวินิจฉัยว่า ปวงชนชาวไทยและมนุษยชาติไม่รู้จักการปกครองประชาธิปไตยเพราะไม่เข้าใจความหมายของศัพท์ว่าประชาธิปไตย  แม้ผู้แสดงตนว่าเข้าใจประชาธิปไตยบางคนก็ยังใช้คำนี้ต่างกับความหมายของสถาบันแห่งชาติ  คือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานและพจนานุกรมสำหรับนักเรียนของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งได้ให้ความหมายของคำว่า  “ประชาธิปไตย” อันเป็นสัญญาณของปวงชนไว้ว่า “แบบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่”

 

เราควรพิจารณาว่าในยุคที่มนุษยชาติยังไม่มีภาษาเขียนและยังไม่มีผู้ใดคิดศัพท์ “ประชาธิปไตย”  หรือศัพท์ในภาษาอื่น ๆ ที่เทียบได้กับคำนั้น มนุษยชาติได้รู้จักการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่หรือไม่

 

ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในหลายบทความแล้วว่าระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้นตามธรรมชาติพร้อมกันกับการมีมนุษยชาติในโลกนี้  ต่อมาระบอบประชาธิปไตยปฐมกาลได้ถูกทำลายโดยระบอบทาสและระบบศักดินา

 

ปวงชนชาวไทยสมัยก่อนที่จะตกอยู่ภายใต้ระบบทาสกับระบบศักดินานั้นก็มิได้มีลักษณะพิเศษแตกต่างกับมนุษยชาติในโลกที่จะไม่รู้จักการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่  หากปวงชนชาวไทยรู้จักปกครองสังคม  หรือกลุ่มชนของตนโดยถือมติปวงชนเป็นส่วนใหญ่มาแล้วตั้งยุคดึกดำบรรพ์  ต่อมาเมื่อตกอยู่ภายใต้ระบบทาสกับระบบศักดินา   จึงทำให้ระบอบการปกครองประชาธิปไตยปฐมกาลนั้นเสื่อมไปในชั่วระยะเวลาหลายพันปี  แม้กระนั้นซากแห่งการปกครองประชาธิปไตยก็ยังเหลืออยู่บ้างในชนบทก่อนรัฐประหาร    พ.ย.  ๒๔๙๐  คือยังมีธรรมเนียมประเพณีซึ่งบทกฎหมายที่ขีดเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรรับรองว่าผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นผู้ปกครองหมู่บ้านนั้นเป็นผู้ที่ราษฎรในหมู่บ้านเลือกตั้งขึ้น  ถ้าตำแหน่งเจ้าอาวาสของวัดในชนบทว่างลง  ทางคณะสงฆ์ก็ปรึกษาพระภิกษุในวัดกับชาวบ้านคัดเลือกเจ้าอาวาสองค์ใหม่  การทำนาในหลายท้องที่ก็มีการลงแขกช่วยกันไถนา  ดำนา  เกี่ยวข้าว  และต่างก็ช่วยกันในการปลูกที่พักอาศัยหลายแห่ง ฯลฯ    อาการกิริยาที่ราษฎรในชนบทแสดงออกนั้นเป็นส่วนหนึ่งแห่งประชาธิปไตยปฐมกาล  ที่ยังมีซากตกค้างอยู่  ถ้าหากผู้ใดถามราษฎรว่าประชาธิปไตยคืออะไร  ราษฎรทุกคนก็ยังไม่อาจตอบให้ถูกต้องได้เพราะศัพท์นั้นเป็นคำที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ในภาษาไทย

 

การที่ปวงชนชาวไทยได้รับพระราชทานสิทธิประชาธิปไตยคืนจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ  โดยคณะราษฎรเป็นผู้นำขอพระราชทานนั้น  ได้ทำให้พวกที่มีซากทรรศนะทาสและทรรศนะศักดินาเกิดความไม่พอใจ  จึงได้พยายามต่อต้านด้วยกลวิธีต่าง ๆ  รวมทั้งใส่ความว่าราษฎรไม่เข้าใจประชาธิปไตยบ้างไม่เข้าใจคำว่า  “รัฐธรรมนูญ”    คืออะไรบ้าง   และเสกสรรค์ปั้นแต่งว่าราษฎรเข้าใจผิดไปว่า  “รัฐธรรมนูญ คือลูกพระยาพหล”  ผู้ที่ไม่ศึกษาถึงประวัติของคำนี้ก็พากันหลงเชื่อคำว่าโฆษณานั้นแล้วนำมาเล่าต่อ ๆ กัน  ถ้าหากเราปรารถนาสัจจะแห่งประวัติของคำนี้ว่าเป็นมาอย่างไร  เราก็อาจทราบได้ว่าคำว่า “รัฐธรรมนูญ” นั้น  เพิ่งมีผู้เสนอขึ้นในระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ  ๑๐  ธันวาคม  ๒๔๗๕  ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยามนั้นใช้คำว่า “ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน”  แต่คณะอนุกรรมการการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ  ๑๐  ธันวาคม  ๒๔๗๕  เห็นว่าควรใช้คำว่า “รัฐธรรมนูญ”  ซึ่งเป็นศัพท์ที่ตั้งขึ้นใหม่เพื่อกะทัดรัด   จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกศัพท์ที่ตั้งขึ้นใหม่นั้น  ในระยะแรก ๆ  ราษฎรไม่เข้าใจได้ทั่วถึง  อย่างไรก็ตามผู้มีใจเป็นธรรมซึ่งไม่หลงเชื่อคำบอกเล่าง่าย ๆ   เช่นท่านที่เคยเป็นครูและนักเรียนในโรคงเรียนประถมและมัธยม  ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๕  –  พ.ศ. ๒๔๙๐  นั้น  คงยังจำกันได้ว่า  ท่านเคยสอนและเคยเรียนตามหลักสูตรสมัยนั้น  ท่านที่เป็นเจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่รวมทั้งกำนั้นผู้ใหญ่บ้านสมัยนั้นก็เคยชี้แจงให้ราษฎรเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญคืออะไร และการปกครองประชาธิปไตยคืออะไร   เป็นพื้นเบื้องต้นที่ราษฎรพอเข้าใจได้  และวิทยุกรมโฆษณากลาง (ต่อมาสมัยหลังเปลี่ยนชื่อเป็นกรมประชาสัมพันธ์)   ก็ได้จัดกระจายเสียงคำอธิบายพร้อมทั้งเพลงประกอบแทบทุกวัน  ผู้มีใจเป็นธรรมย่อมไม่ใส่ความราษฎรไทยว่าไม่มีสติปัญญาพอที่จะเข้าใจได้  แต่ภายหลังรัฐประหาร    พ.ย.  ๒๔๙๐  แล้ว  การชี้แจงให้ราษฎรเข้าใจถึงประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ได้ลดน้อยลงไป และภายหลังที่สถาปนาระบอบเผด็จการขึ้นแล้ว   การชี้แจงให้ราษฎรเข้าใจประชาธิปไตยสมบูรณ์ก็หยุดชะงักลง   จึงทำให้บางคนที่มิได้รับการศึกษาจากโรงเรียนประถมและมัธยมเหมือนระหว่าง  พ.ศ. ๒๔๗๕  ถึง  พ.ศ. ๒๔๙๐    ไม่เข้าใจหรือเสแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ

 

                                                                                                            

ผู้ศึกษาประวัติการปกครองย่อมค้นคว้าหลักฐานที่เป็นสัจจะได้อีกว่ารัฐบาลพหลฯ   ได้เสนอพระราชบัญญัติเทศบาล  พ.ศ. ๒๔๗๗   ต่อมาผู้แทนราษฎรซึ่งให้ความเห็นชอบออกเป็นกฎหมายได้   รัฐบาลก็ได้แถลงเจตนารมณ์ให้ราษฎรทราบทั่วกันว่าในการออกกฎหมายนั้น  ก็เพื่อให้ราษฎรปกครองตนเองโดยถือมติปวงชนเป็นใหญ่  ตั้งแต่ชั้นตำบลขึ้นมาจนถึงเมืองและนคร  เพื่อวางพื้นฐานประชาธิปไตยจากชั้นท้องถิ่นประกอบด้วยประชาธิปไตยระดับชาติทางสภาผู้แทนราษฎร  เทศบาลเมืองได้จัดตั้งขึ้นทุกจังหวัด  ส่วนเทศบาลตำบลได้จัดตั้งมากหลายตามกำลังของจำนวนผู้ตรวจการเทศบาลที่จะอบรมขึ้นมาได้  แต่ภายหลังเกิดระบอบเผด็จการแล้วระบอบนั้นก็อ้างเหตุผลอย่างเดียวกันกับซากทรรศนะทาสและทรรศนะศักดินาว่า ราษฎรยังไม่รู้เรื่องประชาธิปไตย  จึงได้ยุบสภาเทศบาลซึ่งราษฎรในท้องถิ่นเป็นผู้เลือกตั้งสมาชิกนั้นเสีย  แล้วแต่งตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตามที่เจ้าหน้าที่ของระบบเผด็จการเห็นชอบ

 

ข้าพเจ้าวิตกว่าถ้าหากยังมีผู้หลงเชื่อคำโฆษณาของผู้เห็นว่าไม่ควรเปลี่ยนระบอบสมบูรณาฯ  ที่ใช้เป็นข้ออ้างว่าความพยายามของรัฐบาลโดยวิธีต่าง ๆ  ดังกล่าวแล้วในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๕  ถึง  พ.ศ. ๒๔๙๐  ไม่อาจทำให้ราษฎรทราบแม้แต่เบื้องต้นว่า  ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญคืออะไรแล้ว   นิสิตนักศึกษาปัจจุบันที่มีความปรารถนาดีอุทิศตนเผยแพร่ประชาธิปไตยแก่ราษฎรนั้น  จะได้ผลเพียงใดภายในเวลาไม่กี่เดือน  เพราะจำนวนผู้เผยแพร่น้อยกว่าจำนวนครู และพนักงานท้องที่ดังกล่าวข้างบนนั้น

 

แต่ข้าพเจ้ามีความเลื่อมใสและมีความเชื่อว่านิสิต นักศึกษามีสติปัญญาพอโดยอาศัยสามัญสำนึกอันเป็นตรรกวิทยาเบื้องต้นของมนุษยชนนั้นเป็นหลักวินิจฉัยว่า  คำโฆษณาของผู้เห็นว่าไม่ควรเปลี่ยนระบอบสมบูรณาฯ  นั้นควรได้รับความเชื่อถือหรือไม่

 

โดยที่ผู้ปรารถนาดีหลายท่านต้องการทราบความเห็นของข้าพเจ้าเกี่ยวกับประชาธิปไตย  รัฐธรรมนูญ  และการร่างรัฐธรรมนูญ   ข้าพเจ้าจึงสนองศรัทธาโดยเขียนบทความนี้เพื่อประกอบการพิจารณาของท่านทั้งหลาย

 

๑.๒   สำหรับผู้ที่รู้หลักภาษาไทยอยู่บ้างก็พอทราบได้ว่าคำว่า “ประชาธิปไตย” ประกอบขึ้นด้วยคำไทย    คำคือ  คำว่า “ประชา”  ซึ่งหมายถึง หมู่คนหรือปวงชน   กับคำว่า  “อธิปไตย”  ซึ่งหมายถึงอำนาจสูงสุด  คำว่า  “ประชาธิปไตย”  ตามมูลศัพท์จึงหมายถึง  “อำนาจสูงสุดของปวงชน”  ดังนั้นแบบการปกครองประชาธิปไตยจึงต้องถือมติปวงชนเป็นใหญ่

 

ส่วนผู้ปรารถนาหาความเข้าใจจากคำอังกฤษ  “Democracy”  คำฝรั่งเศส “Democratie” หรือคำเยอรมัน “Demokratie”  นั้นก็อาจทราบได้ว่าคำฝรั่งทั้งสามคำนั้นแผลงมาจากคำกรีก  “Demokratia” ซึ่งมาจากมูลศัพท์ “Demos”  แปลว่า  “ปวงชน”  (สมุหนามของชนทั้งหลายหรือราษฎรทั้งหลาย)  ผสมกับคำว่า “Kratos”  แปลว่าอำนาจ  และ “Kratein”  แปลว่าการปกครอง  จึงมีความหมายว่า อำนาจสูงสุดของปวงชนการปกครองโดยมติของปวงชน

 

ดังนั้นไม่ว่าจะตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานกับฉบับสำหรับนักเรียนหรือตามความหมายของมูลศัพท์  หรือตามความหมายของคำฝรั่งต่าง ๆ  ดังกล่าวแล้ว  คำว่า “ประชาธิปไตย”  จะมีความหมายเป็นอย่างอื่นไม่ได้  นอกจากความหมาย  “แบบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่”  เพราะอำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนซึ่งมีสิทธิกับหน้าที่ตามธรรมชาติของมนุษยชน

 

๑.๓    การที่ประชาธิปไตยถือมติปวงชนเป็นใหญ่ก็เพื่อราษฎรทั้งหลายที่ประกอบเป็นปวงชนนั้นได้มีรัฐบาลของปวงชนซึ่งราษฎรเลือกตั้งขึ้นโดยตรงหรือโดยทางสภาผู้แทนราษฎร  จึงจะเป็นรัฐบาลที่กระทำการเพื่อประโยชน์ของราษฎรทั้งหลายให้มีความอุดมสมบูรณ์ในการครองชีพ   และปลอดภัยจากการกดขี่เบียดเบียนระหว่างกัน   อีกทั้งเพื่อให้ราษฎรทั้งหลายประพฤติต่อกันตามศีลธรรมอันดีของประชาชน  ชาติจึงจะดำรงคงมีความมีเอกราชและพัฒนาก้าวหน้าต่อไปได้ 

 

ชาติหนึ่ง ๆ  ปัจจุบันนี้ประกอบด้วยชนที่มีฐานะและวิถีดำรงชีพต่าง ๆ กัน  ซึ่งแบ่งออกเป็น    ฝ่าย  ฝ่ายหนึ่งถืออภิสิทธิ์ชน ซึ่งเป็นคนจำนวนน้อยในชาติ   กับอีกฝ่ายหนึ่งคือสามัญชนซึ่งเป็นคนจำนวนส่วนข้างมากในชาติ

 

อภิสิทธิ์ชนได้แก่บุคคลที่มีฐานะพิเศษตามระบบศักดินา  และบุคคลที่เป็นเจ้าสมบัติสมัยใหม่   มีทุนยิ่งใหญ่มหาศาลเป็นจักรวรรดินิยมเป็นบรมธนานุภาพเหนือกว่านายทุนผู้รักชาติที่ทำมาหากินโดยสุจริต  อภิสิทธิ์ชน หมายความถึงลูกสมุนที่ยอมตนเป็นเครื่องมือของอภิสิทธิ์ชนด้วย   ในทางปฏิบัตินั้นอภิสิทธิ์ชนก็มีกำลังทรัพย์ใช้เป็นทุนในการเลือกตั้งได้ยิ่งกว่าผู้สมัครสอบรับเลือกตั้งที่เป็นฝ่ายสามัญอยู่แล้ว   ถ้าหากตัวแทนของอภิสิทธิ์ชนได้เป็นวุฒิสมาชิกโดยไม่ต้องรับเลือกจากราษฎร  อภิสิทธิ์ชนกับลูกสมุนก็สามารถผูกขาดอำนาจการปกครองไว้โดยเด็ดขาดตลอดกาล   ชาติก็จะมีรัฐบาลของอภิสิทธิ์ชนตลอดกาล  โดยแต่งตั้งจากอภิสิทธิ์ชนตลอดกาล  เป็นรัฐบาลที่กระทำการเพื่ออภิสิทธิ์ชนตลอดกาล  อภิสิทธิ์ชนก็เป็นผู้เสวยผลผลิตของชาติที่เกิดขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของปวงชนตลอดกาล   อันเป็นการเบียดเบียนสามัญชนคนส่วนมากซึ่งจะมีความอัตคัดขัดสนยิ่งขึ้น   ปวงชนที่เป็นพลังสำคัญของชาติก็จะอ่อนเปลี้ยลงซึ่งเป็นการบั่นทอนการพัฒนาก้าวหน้า และการดำรงความเป็นเอกราชของชาติ  ดังนั้นประโยชน์ของราษฎรทั้งหลายที่ประกอบกันเป็นปวงชนและเพื่อประโยชน์ของชาติ   แบบการปกครองประชาธิปไตยจึงต้องถือตามมติปวงชนเป็นใหญ่

 

๑.๔   ทรรศนะประชาธิปไตยเป็นทรรศนะที่เกิดขึ้นจากสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ที่จะต้องสัมพันธ์กันอยู่เป็นกลุ่มชน หรือสังคม หรือเป็นชาติ   ไม่มีบุคคลใดจะอยู่โดดเดี่ยวโดยลำพังได้   มนุษย์จึงต้องมีทรรศนะที่เป็นหลักนำความประพฤติของตนเพื่ออยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์อื่นในชาติเดียวกันเพื่อให้ชาติดำรงอยู่และเพื่อพัฒนาเติบโตก้าวหน้าต่อไปได้   ทรรศนะประชาธิปไตยจึงเป็นทรรศนะที่ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งประโยชน์ส่วนรวมของปวงชน  แม้ว่ามนุษย์มีเสรีภาพส่วนบุคคลตามธรรมชาติ  แต่มนุษย์ก็มีหน้าที่ตามธรรมชาติในการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อมิให้เสียหายแก่เพื่อนมนุษย์อื่น และเพื่อให้ชาติดำรงอยู่กับเติบโตพัฒนาก้าวหน้าต่อไปได้   ดังนั้นตั้งแต่ยุคปฐมกาลจึงมีธรรมจริยาซึ่งมนุษย์มีจิตสำนึกตามธรรมชาติที่จะต้องใช้สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลมิให้เป็นที่เสียหายแก่เพื่อนมนุษย์อื่นและแก่ส่วนรวมของกลุ่มชน

 

ทรรศนะประชาธิปไตยจึงต่างกับทรรศนะที่เกิดจากคติ  “ปัจเจกนิยม” (Individualism)  ซึ่งถือเสรีภาพเฉพาะตัวของบุคคลเป็นใหญ่โดยไม่คำนึงถึงหน้าที่ต่อส่วนรวมของปวงชนและชาติ   จากรากฐานปัจเจกนิยมนี้ก่อให้เกิดลัทธิการเมือง  ลัทธิเศรษฐกิจ  และลัทธิเสพย์สุขหลายอย่างที่ขัดต่อธรรมจริยาส่วนรวมของปวงชนหรือที่เรียกว่าศีลธรรมอันดีของประชาชน  อาทิ

 

ก.   ลัทธิการเมือง  “อนาธิปัตย์นิยม”  (Anarchism)  ลัทธิจำพวกนี้ถือว่าเสรีภาพส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด  ฉะนั้นแบบการปกครองของมนุษย์จะต้องไม่มีรัฐบาล  บุคคลจึงจะมีเสรีภาพเต็มที่โดยแยกย้ายกันอยู่เป็นกลุ่มน้อย ๆ  ซึ่งสมานกันโดยความตกลงกันอย่างเสรี   ลัทธินี้แยกออกเป็นหลายสาขา  บางสาขาที่เชิดชูเสรีภาพส่วนบุคคลอย่างเต็มที่ก็ประพฤติและสนับสนุน “ลักเพศนิยม” 

 

ข.   ลัทธิเศรษฐกิจ  “เสรีนิยม” ซึ่งปล่อยให้เอกชนมีเสรีภาพเต็มที่ในการประกอบเศรษฐกิจ  ต่างคนต่างทำ  ผู้ใดมีทุนมากก็ได้เปรียบผู้ไร้สมบัติ   ในวิชาว่าด้วยประวัติลัทธิเศรษฐกิจ  (Histoire des Doctrines Economiques)  จัดลัทธิเสรีนิยมเข้าอยู่ในจำพวกสำนักปัจเจกนิยม  (Ecole individualiste)  เมื่อลัทธินี้ดำเนินถึงขีดสูงสุดก็ช่วยให้ผู้ที่สะสมทุนมหาศาลเป็นเจ้าสมบัติ  “จักรวรรดินิยม”  ซึ่งมีบรมธนานุภาพกดขี่เบียดเบียนคนส่วนมาก   นักประชาธิปไตยผู้หนึ่งเปรียบเทียบเสรีนิยมว่าเสมือน  “เสรีภาพของสุนัขจิ้งจอกในเล้าไก่”

 

ค.   ลัทธิลักเพศนิยม  (Homosexuality)  คือการเสพย์เมถุนระหว่างชายกับชาย  และหญิงกับหญิงซึ่งเป็นเพศเดียวกัน  ลัทธิเสพย์เมถุนระหว่างหญิงกับหญิงนั้นยังมีชื่ออีกอย่างว่า  “เลสเบียนิสม์ ” (Lesbianism)  “ลักเพศนิยม”  ถือว่าเสรีภาพของบุคคลที่จะกระทำการใดตามความพอใจในการเสพย์สุขนั้นมีค่าสูงสุด   บุคคลจึงต้องหาความสุขสำราญให้เต็มที่   โดยไม่ต้องคำนึงศีลธรรมอันดีของปวงชน  เพราะการเสพย์เมถุนระหว่างคนเพศเดียวกัน  ลัทธินี้ถือเอาความเสพย์สุขทางเมถุนเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าชาติพันธ์ของมนุษยชาติ   โดยไม่คำนึงถึงว่ามนุษยชาติมีเพศชายและเพศหญิง   ซึ่งได้แพร่พันธุ์สืบต่อ ๆ มา  ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์   มิฉะนั้นมนุษยชาติก็สูญสิ้นชาติพันธุ์ไปพ้นจากโลกนี้ช้านานมาแล้ว  ผู้ประพฤติลักเพศและเผยแพร่ลักเพศในชาติใด  ผู้นั้นก็ทำลายชาติพันธุ์แห่งชาติของตนเอง  อันเป็นอาชญากรรมอย่างมหันต์

 

ในประเทศอังกฤษนั้น  ท่านเจ้าศักดินาหลายท่านที่โปรดลักเพศนิยม  ได้พยายามติดต่อกันมาหลายปีในการเสนอทางสภาเจ้าศักดินา (House of Lords)  เพื่อให้ยกเลิกกฎหมายห้ามการลักเพศ   แต่ท่านเจ้าศักดินาถูกคัดค้านจากสภาสามัญชน    (House of Commons)  โดยเฉพาะพรรคแรงงานซึ่งเป็นสังคมนิยมอังกฤษที่ต้องการรักษาศีลธรรมอันดีของประชาชนไว้   แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้  พรรคจารีตนิยมซึ่งเป็นฝ่ายอภิสิทธิ์ชนได้ชนะการเลือกตั้ง  ความปรารถนาของท่านเจ้าศักดินาและอภิสิทธิ์ชนก็ประสบความสำเร็จในการยกเลิกกฎหมายห้ามการลักเพศ  

 

เมื่อเดือนสิงหาคม  ๒๕๑๔  ข้าพเจ้าได้มีจดหมายตอบคณะผู้จัดทำมหิดลสาร   ซึ่งต้องการบทความของข้าพเจ้าเกี่ยวกับสาธารณรัฐราษฎรจีนข้าพเจ้าได้เขียนตอนหนึ่งว่า  “ส่วนชายกองกลางซึ่งเป็นการพัฒนาคนแบบใหม่ในบางประเทศนั้น  ไม่เคยมีในประเทศจีนเก่าหรือปัจจุบัน”  ในอดีตของไทยนั้น  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า  การทำชำเราผิดธรรมดามนุษย์เป็นการผิดศีลธรรมอย่างแรง   จึงโปรดเกล้าฯ ให้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายลักษณะอาญา  ร.ศ. ๑๒๗   ลงโทษจำคุกหลายปีแก่ผู้กระทำกามวิตถารเช่นนั้น  (แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้บางคนอ้างว่าจงรักภักดี  ในรัชกาลที่ ๕  ได้ยอมลงมติให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา  พ.ศ. ๒๔๙๙  ซึ่งยกเลิกกฎหมายลักษณะอาญา  ร.ศ. ๑๒๗ )

 

ง.   ลัทธิ  “ฮิปปี้”  ซึ่งคัดค้านธรรมจริยาของปวงชนว่าเป็นการตัดเสรีภาพสมบูรณ์เฉพาะตัวซึ่งบุคคลมีเสรีภาพที่จะแต่งกาย อยู่กิน เสพย์ยาต่าง ๆ  ซึ่งทำให้จิตใจเบิกบาน (Narcotic Drug)  อาทิ  กัญชา,  ยาฝิ่น,  เฮโรอีนและผลิตภัณฑ์เคมี  ทำนองเดียวกันนั้น   ลัทธิฮิปปี้เป็นที่คู่กันไปกับลักเพศนิยม เพราะผู้ประพฤติตามลัทธิฮิปปี้นี้ก็ประพฤติลักเพศด้วย  และผู้ประพฤติลักเพศก็ประพฤติลัทธิฮิปปี้  ส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทุกส่วนด้วย

 

                                                                                    

 

 

 

       

๑.๔   ปวงชนแสดงมติในการปกครองแบบประชาธิปไตยโดย    วิธีคือ

 

ก.   วิธีแสดงมติโดยตรง  เรียกว่า  “ประชามติ”  หมายความว่าปวงชนออกเสียงโดยตรงในกิจการปกครองบ้านเมือง   คือการบัญญัติกฎหมาย (อำนาจนิติบัญญัติ) ,  การแต่งตั้งและควบคุมรัฐบาล  (อำนาจบริหาร) , การแต่งตั้งตุลาการ (อำนาจตุลาการ)

 

สำหรับบ้านเมืองที่มีพลเมืองน้อยเช่น  “สักกะชนบท”   เมื่อครั้งพุทธกาลและนครเล็กน้อยในเมืองกรีกโบราณ ฯลฯ นั้น  ปวงชนก็สามารถประชุมกันได้ทั่วถึงเพื่อออกเสียง

 

แต่สำหรับบ้านเมืองหรือประเทศที่มีพลเมืองหลายหมื่น ,  หลายแสน,  หลายล้านคนนั้น ย่อมเป็นการยากลำบากที่จะจัดให้ปวงชนประชุมกันได้ทั่วถึงเพื่ออกเสียงโดยตรงในกิจการปกครองเมืองทุก ๆ อย่างได้   ฉะนั้น  จึงต้องใช้วิธีที่สอง  คือ  แสดงมติโดยผ่านผู้แทนซึ่งราษฎรเป็นผู้เลือกตั้ง  แม้กระนั้นในบางประเทศได้สงวนอำนาจของปวงชนในการแสดงมติโดยตรงเฉพาะกฎหมายและนโยบายที่สำคัญและแต่งตั้งประมุขของประเทศ

 

ข.   วิธีแสดงมติโดยผ่านผู้แทนราษฎรเป็นผู้เลือกตั้ง   หมายความว่า  ราษฎรในเขตหนึ่ง ๆ เลือกผู้แทนของตนให้แสดงมติแทนตนในสภาผู้แทนราษฎรหรือในรัฐสภาเพื่อบัญญัติกฎหมาย ,  ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งถอดถอนรัฐบาล,  ควบคุมรัฐบาลในการปฏิบัติ  (บริหาร),  บัญญัติกฎหมายว่าด้วยการตั้งศาลและมีองค์การแต่งตั้งถอดถอนตุลาการ

 

วิธีแสดงมติโดยผ่านผู้แทนนั้นมี    แบบคือ

 

(๑)   ราษฎรเลือกผู้แทนโดยตรง

 

(๒)  ราษฎรเลือกผู้แทนโดยทางอ้อม

 

คำว่า  “โดยทางอ้อม”  ในที่นี้แปลมาจากภาษาอังกฤษ  “Indirect”  เมื่อนำมาใช้แก่การออกเสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฎรก็หมายถึง  การที่ราษฎรเลือกตัวแทนให้ออกเสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฎรแทนตนชั้นหนึ่งก่อน   แล้วตัวแทนจึงเลือกผู้แทนราษฎรอีกชั้นหนึ่ง   เช่น  ราษฎรเลือกผู้แทนตำบลก่อน  แล้วผู้แทนตำบลจึงเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

 

(ในบางประเทศที่มีพลเมืองหลายร้อยล้านคน   เช่นประเทศจีน ต้องใช้วิธีเลือกตั้งผู้แทนราษฎรในบริเวณทั่วไป    ชั้น  คือ  ราษฎรเลือกตั้งตัวแทนเพื่อเลือกสมาชิกสภาท้องถิ่นชั้นหนึ่งก่อนแล้วสมาชิกสภามณฑลเป็นชั้นที่สอง  แล้วสมาชิกสภามณฑลเลือกผู้แทนราษฎรเป็นชั้นที่   ยกเว้นบางท้องที่ซึ่งราษฎรเลือกผู้แทนโยตรงบ้าง  โดย    ชั้นบ้าง)

 

วิธีเลือกตั้งทางอ้อมนั้น ก็มาจากพื้นฐานการออกเสียงลงมติของราษฎรเอง  ซึ่งต่างกับการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  หรือสมาชิกวุฒิสภาโดยรัฐบาลหรือองคมนตรี

 

๑.๕   ในหลายประเทศประชาธิปไตยที่มี    สภา  คือ  สภาผู้แทนราษฎร  กับวุฒิสภานั้น สมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้ที่ราษฎรเลือกตั้งขึ้น   มิใช่รัฐบาลหรือองคมนตรีเป็นผู้เสนอประมุขรัฐให้แต่งตั้ง    วุฒิสมาชิกโดยการแต่งตั้งจึงมิใช่ผู้แทนของปวงชนหากเป็นตัวแทนของอภิสิทธิ์ชน ซึ่งเป็นคนจำนวนน้อยในชาติ  จึงไม่ใช่วิธีประชาธิปไตย  ซึ่งถือปวงชนเป็นใหญ่   ส่วนวิธีให้องคมนตรีทำบัญชีชื่อบุคคลจำนวนหนึ่งตามที่องคมนตรีเห็นสมควรแล้วส่งให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้คัดเลือกให้เป็นวุฒิสมาชิกตามบัญชีนั้น  วุฒิสมาชิกชนิดนี้ก็ไม่ใช่ตัวแทนของปวงชน  เพราะสภาผู้แทนราษฎรจำต้องเลือกจากบัญชีรายชื่อขององคมนตรี  เท่ากับเลือกจากตัวแทนขององคมนตรีเท่านั้น

 

ส่วนมากของประเทศประชาธิปไตยที่มีวุฒิสภานั้นใช้วิธีเลือกตั้งวุฒิสมาชิก    ชั้น  คือ  ราษฎรเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดหรือสภามณฑลชั้นหนึ่งก่อน  แล้วสมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภามณฑลเลือกตั้งวุฒิสมาชิก  วุฒิสมาชิกชนิดนี้จึงเป็นตัวแทนของราษฎร

 

 

๑.๖   การที่ประเทศประชาธิปไตยบางประเทศมี  ๒ ทาง

 

หลวงประดิษฐ์มนูธรรมกล่าวว่า  ข้าพเจ้าขอแถลงให้ที่ประชุมทราบเท่าที่นายหงวน  ทองประเสริฐ  ได้ร้องให้เติมร่างว่าพระมหากษัตริย์ต้องทรงปฏิญาณนั้น  การที่ไม่เขียนไว้ก็ดีก็ให้ถือว่าเวลาขึ้นเสวยราชย์ต้องทรงกระทำตามพระราชประเพณี  การที่ไม่เขียนไว้นี้ไม่ใช่เป็นการยกเว้นที่พระองค์จะไม่ต้องทรงปฏิญาณ  ขอให้จดบันทึกข้อความสำคัญนี้ไว้ในรายงาน

 

ประธานอนุกรรการร่างรัฐธรรมนูญ  กล่าวว่า  เนื่องจากหลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้กล่าวแล้ว  ข้าพเจ้าขอแถลงว่าได้เคยเฝ้าและทรงรับสั่งว่า  พระองค์เองได้ทรงปฏิญาณเวลาเสวยราชสมบัติและเวลาขึ้นรับเป็นรัชทายาทก็ต้องปฏิญาณชั้นหนึ่งก่อน   ความข้อนี้เมื่อพระองค์ทรงรับสั่งเช่นนี้  เพราะฉะนั้นรับรองได้อย่างที่หลวงประดิษฐ์มนูธรรมว่าเป็นพระราชเพณีทีเดียว

 

นายจรูญ  สืบแสง กล่าวว่า  เป็นที่เข้าใจแล้วว่า   พระเจ้าอยู่หัวต้องทรงปฏิญาณตามนี้  แต่นี่เป็นรัฐธรรมนูญสำคัญอย่างยิ่ง  เท่าที่ได้จดบันทึกรายงานยังน้อยไป  ถ้าอย่างไรให้มีไว้ในรัฐธรรมนูญจะดียิ่ง

 

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม  ตอบว่า  สภาผู้แทนราษฎรต้องเห็นชอบในการอัญเชิญพระมหากษัตริย์ขึ้นเสวยราชย์หรือในการสมมตรัชทายาท  ถ้าองค์ใดไม่ปฏิญาณเราคงไม่ลงมติให้

 

นายจรูญ  สืบแสง   กล่าวว่า องค์ต่อ ๆ อาจไม่ปฏิญาณ

 

พระยาราชวังสัน  ตอบว่า  ตามหลักการในที่ประชุมต่าง ๆ ถ้ามีคำจดในรายงานแล้วเขาถือเป็นหลักการเหมือนกัน

 

ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ  แถลงให้สมาชิกลงมติมาตรา    ว่าการสืบราชสมบัติท่านว่าให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในกฎมณเทียรบาลหรือให้เติมคำว่า  “จะต้องปฏิญาณ”

 

ประธานสภาฯ  กล่าวว่า  บัดนี้มีความเห็น    ทาง  คือทางหนึ่งเห็นว่าควรคงตามร่างเดิม  อีกทางหนึ่งว่า  ควรเติมความให้ชัดยิ่งขึ้น

 

“ที่ประชุมลงมติตามร่างเดิม  ๔๘  คะแนน  ที่เห็นว่าให้เติมความให้ชัดขึ้นมี    คะแนน  เป็นอันตกลงว่าไม่ต้องเติมความอีก”

 

๒.๔   ปัจจุบันนี้มีบางคนได้เขียนและกล่าววิจารณ์ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้น ฉบับนี้เป็นประชาธิปไตยบ้าง   เป็นอำมาตยาธิปไตยบ้าง  ฉะนั้นจึงเป็นการสมควรที่นิสิต  นักศึกษา  นักเรียนและราษฎรซึ่งต้องการสัจจะโดยไม่มีอคติอุปาทาน  อาศัยหลักตามสามัญสำนึกอันเป็นตรรกวิทยาเบื้องต้นของมนุษยชนประกอบด้วยความหมายของภาษาไทยประยุกต์ แก่รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับโดยความเที่ยงธรรม

 

ก.   ถ้ารัฐธรรมนูญใดมีบทถาวรและบทเฉพาะกาล  สามัญชนที่รู้ภาษาไทยพอสมควร  ย่อมเข้าใจคำว่า “เฉพาะกาล” นั้นหมายถึงระยะเวลาชั่วคราวซึ่งเมื่อพ้นกำหนดนั้นแล้วก็เหลือแต่บทถาวรที่ใช้เป็นแบบการปกครองถาวรต่อไป  ฉะนั้นจึงต้องพิจารณาตัวบทถาวรของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับว่ามีลักษณะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่

 

ส่วนบทเฉพาะกาลเป็นเรื่องระยะต่อระหว่างระบบเก่ากับระบบใหม่ซึ่งย่อมมีส่วนที่เป็นระบบเก่าผสมอยู่กับระบบใหม่ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง  ปัญหาวินิจฉัยลักษณะบทเฉพาะกาลนั้น  ต้องพิจารณาว่าบทนั้นมีไว้เพื่อนำไปสู่บทถาวรประชาธิปไตยหรืออำมาตยาธิปไตย

 

(บางคนที่สำเร็จการศึกษาชั้นสูงย่อมรู้ภาษาไทยดีกว่าสามัญชนกลับแสร้งทำเป็นไม่รู้คำว่า “เฉพาะกาล”  นั้นหมายถึงเรื่องชั่วคราว  ดังนั้นบางคนจึงถือเอาบทเฉพาะกาลเป็นหลัก  เช่น เราจะได้อ่านได้ฟังว่าบางคนถือเอา  “บทเฉพาะกาล” ของรัฐธรรมนูญ  ๑๐  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๔๗๕   เรื่องการมีสมาชิกประเภทที่ ๒  นั้น  เป็นเรื่องถาวร  แต่ถ้าเป็นบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญที่พวกเขาทำขึ้นนั้น  พวกเขาก็ไม่นำเอาเรื่องเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญนั้นมาเป็นหลักวินิจฉัยลักษณะของรัฐธรรมนูญนั้น  เช่น  รัฐธรรมนูญฉบับ  ๒๔๙๒  ซึ่งมีบทเฉพาะกาลยกยอดวุฒิสมาชิกซึ่งได้รับแต่งตั้งตามเฉพาะกาลฉบับ    พ.ย.  ๒๔๙๐  (ใต้ตุ่ม)  ให้มาเป็นวุฒิสมาชิกของฉบับ  ๒๔๙๒   พวกเขาก็ไม่เอ่ยถึงบทเฉพาะกาลนี้)

 

ข.   คำว่า  “ประชาธิปไตย” นั้นข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วในข้อ ๑  คือ หมายถึงการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่  ส่วนคำว่า  “อำมาตยาธิปไตย”  นั้นมีบางคนตั้งเป็นศัพท์ใหม่ขึ้นโดยยังไม่มีในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานหรือฉบับสำหรับนักเรียน  แต่ผู้ตั้งศัพท์นี้มีสิทธิที่จะตั้งเป็นศัพท์ใหม่ได้โดยเอาคำว่า  “อำมาตย์”  สนธิกับคำว่า  “อธิปไตย”

 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า  “อำมาตย์” ไว้ว่าหมายถึง “ข้าราชการ ,  ข้าเฝ้า,  ที่ปรึกษา” ดังนั้นคำว่า  “อำมาตยาธิปไตย”  ย่อมหมายถึงการปกครองโดยข้าราชการ ,  ข้าเฝ้า ,  ที่ปรึกษา  ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งโดยพระองค์เองหรือโดยคำเสนอของรัฐบาล หรือองคมนตรีซึ่งเป็นที่ปรึกษาของพระองค์

 

ค.   โดยอาศัยหลักการและความหมายในภาษาไทยดังกล่าวข้างบนนั้นเราอาจวินิจฉัยลักษณะของรัฐธรรมนูญบางฉบับได้ดั่งต่อไปนี้

 

(๑)   ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินชั่วคราวฉบับ  ๒๗  มิถุนายน  ๒๔๗๕  ไม่ใช่อำมาตยาธิปไตย  เพราะตัวบทถาวรของธรรมนูญนั้นกำหนดไว้ว่าเมื่อสิ้นบทเฉพาะกาลแล้ว  สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกประเภทเดียว คือ ประเภทราษฎรเป็นผู้เลือกตั้งขึ้นมา  ส่วนบทเฉพาะกาลเป็นเรื่องชั่วคราวในระยะหัวต่อระหว่างระบบศักดินาที่เป็นมาหลายพันปีกับระบอบ ประชาธิปไตย ซึ่งเพิ่งเริ่มเกิดขึ้น   จึงในสมัยแรกภายในเวลา    เดือน   สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกซึ่งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารแต่งตั้งขึ้นในนามคณะราษฎร  สมัยที่ ๒  ภายในเวลา  ๑๐  ปี  สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก    ประเภท  คือ ประเภทที่ ๑   ราษฎรเป็นผู้เลือกตั้ง   กับประเภทที่     ผู้แทนราษฎรสมัยที่ ๑ เป็นผู้เลือกตั้ง  สมัยที่    เป็นบทถาวรคือเมื่อพ้น  ๑๐  ปีแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ที่ราษฎรเลือกตั้งขึ้น

 

(๒)   รัฐธรรมนูญ  ๑๐  ธันวาคม  ๒๔๗๕    ไม่ใช่อำมาตยาธิปไตยเพราะ มาตรา  ๑๖  อันเป็นบทถาวรบัญญัติไว้ว่า  “สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วย สมาชิกซึ่งราษฎรเป็นผู้เลือกตั้ง”  ส่วนบทเฉพาะกาลเป็นเรื่องชั่วคราวในระยะหัวต่อระหว่าง    ระบบดั่งกล่าวแล้วนั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร    ประเภท  คือประเภทที่    ราษฎรเป็นผู้เลือกตั้ง  กับประเภทที่    พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งโดยรัฐบาลเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ   ในระหว่างบทเฉพาะกาลนี้  ผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๑  ซึ่งแม้ก่อนสมัครรับเลือกตั้งนั้นบางคนเป็นข้าราชการประจำ  แต่กฎหมายเลือกตั้งได้กำหนดไว้ว่าถ้าได้รับเลือกตั้งแล้วต้องลาออกจากตำแหน่งข้าราชการประจำ  ฉะนั้นสมาชิกประเภทที่     ซึ่งมีจำนวนกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดแห่งสภาผู้แทนราษฎรนั้นจึงไม่ใช่อำมาตย์

 

(๓)   รัฐธรรมนูญฉบับ  ๒๔๘๙  ไม่ใช่อำมาตยาธิปไตยเพราะพฤฒสมาชิก  และสมาชิกสภาผู้แทนเป็นผู้ที่ราษฎรเลือกตั้งขึ้นมาจึงไม่ใช่  “อำมาตย์”  และมาตรา  ๒๔  กับ  ๒๙  กำหนดไว้ว่าพฤฒสมาชิก  และสมาชิกสภาผู้แทนต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ

 

(๔)   รัฐธรรมนูญฉบับ    พ.ย.  ๒๔๙๐  (ใต้ตุ่ม)   เป็นอำมาตยาธิปไตย  เพราะ วุฒิสมาชิกเป็นผู้ที่พระมหากษัตริย์แต่งตั้ง   โดยรัฐบาลเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

 

(๕)   รัฐธรรมนูญฉบับ  ๒๔๙๒  เป็นอำมาตยาธิปไตยครบถ้วนทั้งบทถาวรและบทเฉพาะกาล  เพราะบทถาวรกำหนดไว้ว่าวุฒิสมาชิกเป็นผู้ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งโดยประธานองคมนตรีรับสนองพระบรมราชโองการ  และบทเฉพาะกาลได้ยกยอดวุฒิสมาชิกซึ่งได้รับแต่งตั้งตามฉบับ  ๒๔๙๐  (ใต้ตุ่ม)  ให้เป็นวุฒิสมาชิกตามฉบับ  ๒๔๙๒  ด้วย

 

ส่วนการที่บางคนอ้างว่าฉบับ  ๒๔๙๒  เป็นประชาธิปไตยที่สุดเพราะมีบทบัญญัติไว้ว่า  วุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนต้องไม่เป็นข้าราชการประจำนั้น ท่านผู้อ่านอาจสอบสวนหาสัจจะได้ว่าหารห้ามมิให้พฤฒสมาชิก  (วุฒิสมาชิก)  กับสมาชิกสภาผู้แทนเป็นข้าราชการประจำนั้น รัฐธรรมนูญฉบับ  ๒๔๘๙  ได้บัญญัติห้ามเช่นนั้นไว้ก่อนแล้วตามมาตรา  ๒๔  และ  ๒๙   และได้มีการปฏิบัติจริงตามรัฐธรรมนูญ  ซึ่งผู้อ่านที่ปราศจากอคติสอบสวนได้ระหว่างใช้รัฐธรรมนูญ  ๒๔๘๙   นั้นไม่มีพฤฒสมาชิก หรือสมาชิกสภาผู้แทน หรือรัฐมนตรีคนใดเป็นข้าราชการประจำ  ส่วนรัฐมนตรีที่แต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับ  ๒๔๙๒   นั้นเราท่านที่ไม่หลงเชื่อคำโฆษณาก็เห็นกันอยู่ว่าจอมพล  ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีโดยความไว้วางใจของรัฐสภาตามฉบับ  ๒๔๙๒  และหลายคนที่แม้ไม่ใช่นักวิชาการก็ย่อมรู้ว่าผู้มียศเป็นจอมพลนั้นดำรงยศนั้นเป็นประจำการตลอดไปโดยไม่ต้องปลดเป็นกองหนุนจึงรับเงินเดือนตามยศจอมพลตลอดชีพ  ฉะนั้นตามทฤษฎีและตามการปฏิบัติของรัฐธรรมนูญฉบับ  ๒๔๙๒  ทั้งในบทถาวรและบทเฉพาะกาลจึงเป็นอำมาตยาธิปไตย 

 

ส่วนการที่บางคนโฆษณาว่ารัฐธรรมนูญฉบับ  ๒๔๙๒  บัญญัติไว้ห้ามมิให้วุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนเป็นผู้จัดการ,  กรรมการ,    ที่ปรึกษา,  ตัวแทนของห้างหุ้นส่วนที่รัฐหรือหน่วยราชการของรัฐเป็นผู้ลงทุนหรือถือหุ้นส่วนข้างมากก็ดี   รับสัมปทานหรือคงไว้ซึ่งสัมปทาน  หรือเป็นคู่สัญญากับรัฐอันมีลักษณะผูกขาดตัดตอนก็ดี   หรือไม่รับเงินเดือนหรือประโยชน์ใดจากรัฐนอกจากเงินเดือนก็ดี ฯลฯ   นั้นข้าพเจ้าขอให้ท่านผู้อ่านที่ปราศจากอคติโดยไม่หลงเชื่อคำโฆษณาง่าย ๆ  โปรดพิจารณารายชื่อของวุฒิสมาชิก และสมาชิกสภาผู้แทนตามฉบับ  ๒๔๙๒   นั้นอย่างละเอียดแล้วสอบสวนดูว่าผู้ใดบ้างที่รัฐสภาและองคมนตรีรู้อยู่แล้วว่าได้ประโยชน์โดยฝ่าฝืนข้อห้ามดั่งกล่าวแล้ว

 

(๖)   ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ  ๒๕๑๗   ถือตามแม่บทของฉบับ  ๒๔๙๒  โดยมีวุฒิสมาชิกซึ่งสภาผู้แทนราษฎรต้องเลือกตั้งจากบัญชีชื่อลับซึ่งคณะองคมนตรีจัดทำขึ้นส่งมาให้  สภาผู้แทนราษฎรจำต้องเลือกบุคคลเท่าที่ปรากฏชื่อในบัญชีลับนั้นก็ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ  ๒๕๑๗   มีลักษณะอำมาตยาธิปไตย 

 

ง.   ในการพิจารณาบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ  นั้นก็จำต้องแยกลักษณะของบทเฉพาะกาลออกเป็น    ประเภท  คือบทเฉพาะกาลที่นำไปสู่บทถาวรที่เป็นประชาธิปไตย  กับบทเฉพาะกาลที่นำไปสู่ระบอบอำมาตยาธิปไตย 

 

(๑)   บทเฉพาะกาลที่นำไปสู่บทถาวรที่เป็นประชาธิปไตยนั้นมีความจำเป็นในระยะหัวต่อระบบศักดินาที่เป็นมาช้านานหลายศตวรรษซึ่งมีซากตกค้างอยู่   กับระบอบประชาธิปไตยที่เพิ่งเกิดขึ้น  ทั้งนี้เพื่อประคับประคองระบอบประชาธิปไตยให้ดำเนินก้าวหน้าต่อไปโดยป้องกันมิให้ถูกแทรกซึมบั่นทอนจากระบบศักดินา

 

ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ  ๑๐  ธันวาคม  ๒๔๗๕   ซึ่งมีบทถาวรและบทเฉพาะกาลนั้น  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ  ซึ่งแทนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทรงเห็นชอบและพอพระราชหฤทัยมาก   ดังปรากฏในคำแถลงของพระยามโนปกรณ์ฯ   ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่  ๑๖  พ.ย.  ๒๔๗๕  มีความตอนหนึ่งว่าดั่งนี้

 

“ในการร่างพระธรรมนูญ (รัฐธรรมนูญ)  นี้  อนุกรรมการได้ทำการติดต่อกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดเวลาจนถึงอาจกล่าวได้ว่าได้ร่วมมือกันทำข้อความตลอดในร่างที่เสนอมานี้  ได้ทูลเกล้าถวายและทรงเห็นชอบนั้น  ไม่ใช่เพียงทรงเห็นชอบอย่างข้อความที่กราบบังคมทูลขึ้นไป  ยิ่งกว่านั้นเป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก”

 

คำแถลงของประธานอนุกรรมการฯ   เกี่ยวกับบทเฉพาะกาลมีความอีกตอนหนึ่งว่าดั่งนี้

 

“ที่มีสมาชิก    ประเภทนี้ ก็เพราะสาเหตุว่าเราพึ่งมีรัฐธรรมนูญขึ้น ความคุ้นเคยในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญยังไม่แพร่หลายทั่วถึง  ฉะนั้นจึงให้มีสมาชิกประเภทซึ่งเห็นว่าเป็นผู้ที่คุ้นเคยการงาน  แล้วช่วยพยุงกิจการทำร่วมมือกันไปกับสมาชิกประเภทที่    ที่ราษฎรเลือกตั้งมา”

 

อุดมการณ์ของบทเฉพาะกาลตามรัฐธรรมนูญฉบับ  ๒๔๗๕  เป็นเรื่องของการ  “ช่วยพยุง”  ประชาธิปไตยให้ทรงตัวอยู่ได้แล้วก้าวหน้าต่อไป  มิใช่เป็นการเอาประเภทที่    มา  “ถ่วงอำนาจ”  สภาผู้แทนราษฎร

 

ความจริงที่ประจักษ์จากรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรและราชกิจจานุเบกษา ฯลฯ  ปรากฏว่าสมาชิกประเภทที่    นั้นมิได้ยกมือให้ฝ่ายรัฐบาลเสมอไป   คือได้ยกประโยชน์ของชาติเหนือส่วนตนและพวกพ้องในหลายกรณี อาทิ  ได้ร่วมกับสมาชิกประเภทที่    ในการคัดค้านข้อเสนอของรัฐบาลเรื่องความตกลงกับต่างประเทศกำหนดโควต้ายางพารา  อันทำให้รัฐบาลพหลฯ  ต้องลาออกตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ,  ลงมติข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามที่สมาชิกประเภทที่ ๑  เสนอซึ่งขัดแย้งกับความเห็นของรัฐบาล  อันทำให้รัฐบาลพหลฯ  ต้องลาออกตามรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง

 

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่    สมาชิกประเภทที่    ได้ร่วมกับประเภทที่ ๑  ลงมติคัดค้านร่าง พ.ร.บ. ที่รัฐบาลพิบูลฯ  เสนอขออนุมัติพระราชกำหนด  ระเบียบบริหารนครบาลเพชรบูรณ์และการจัดตั้งพุทธบุรีมณฑล  อันทำให้รัฐบาลพิบูลฯ   ต้องลาออกตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ  (ต่างกับวุฒิสมาชิกแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับ  ๒๔๙๒  ซึ่งแม้ไม่มีสิทธิลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล  แต่มีสิทธิตั้งข้อสังเกตไปยังสภาผู้แทนราษฎรให้ลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้  แต่วุฒิสมาชิกนั้นก็มิได้ตั้งข้อสังเกตเช่นนั้นไปยังสภาผู้แทน   ทั้ง ๆ ที่วุฒิสมาชิกหลายคนบ่นนอกสภาว่ารัฐบาลพิบูลฯ  บริหารประเทศไม่เป็นที่พอใจของราษฎร)

 

บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับ  ๒๔๘๙  กำหนดวิธีเลือกตั้งพฤฒสมาชิกในวาระเริ่มแรกโดยองค์การเลือกตั้ง  ประกอบด้วยผู้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในวันสุดท้ายก่อนใช้รัฐธรรมนูญฉบับนั้น เพื่อให้มีพฤฒสภาขึ้นภายใน  ๑๕ วัน  เมื่อสิ้นวาระของพฤฒสมาชิกรุ่นแรกนี้แล้วราษฎรเป็นผู้เลือกตั้งพฤฒสมาชิกโดยทางอ้อม

 

(๒)   บทเฉพาะกาลที่นำไปสู่ระบอบอำมาตยาธิปไตย   เช่น  บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับ  ๒๔๙๒  ที่ยกยอดวุฒิสมาชิกซึ่งได้รับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับ  ๒๔๙๐  (ใต้ตุ่ม)  ให้มาเป็นวุฒิสมาชิกฉบับ  ๒๔๙๒  ด้วย เพื่อเข้าสู่ระบบถาวรของฉบับ  ๒๔๙๒  ซึ่งวุฒิสมาชิกเป็นผู้ที่ประธานองคมนตรีรับสนองฯ  แต่งตั้ง   มิใช่เลือกตั้งโดยราษฎร  บทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับ  ๒๕๑๗  มีลักษณะนำไปสู่ระบอบอำมาตยาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญฉบับนั้น

 

 

๓.   การร่างรัฐธรรมนูญ

 

๓.๑   รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่เป็นแม่บทสูงสุดของกฎหมายทั้งหลาย  ฉะนั้นการร่างรัฐธรรมนูญจึงต้องดำเนินตามหลักสำคัญ    ประการ คือ

 

ประการที่      สาระสำคัญที่เป็นแม่บทซึ่งขึ้นอยู่กับรากฐานแห่งทรรศนะของผู้ร่างกับสมาชิกสภาที่มีหน้าที่นิติบัญญัติ  ยืนหยัดในอภิสิทธิ์ชน หรือยืนหยัดในปวงชน  ถ้าผู้ร่างกับสมาชิกสภานั้นมีทรรศนะยืนหยัดในอภิสิทธิ์ชน บทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญก็มีสาระรักษาอำนาจและฐานะพิเศษของอภิสิทธิ์ชนไว้โดยทางตรงหรือแฝงไว้โดยทางปริยาย

 

ถ้าผู้ร่างกับสมาชิกสภานั้นมีทรรศนะยืนหยัดในปวงชน   บทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็กระจ่างชัดแจ้งว่าเป็นประชาธิปไตยที่ถือปวงชนเป็นใหญ่โดยไม่มีสิทธิพิเศษของอภิสิทธิ์ชนแฝงไว้

 

ผู้ใดอ้างว่าปวงชนชาวไทยมีอุปนิสัยปัจเจกนิยม  (Individualism)   ต่างกับมนุษย์ชาติอื่น ๆ   เพื่อใช้เป็นข้ออ้างร่างรัฐธรรมนูญมิให้เป็นประชาธิปไตยของปวงชนนั้นก็เป็นทรรศนะเฉพาะตัวของผู้อ้างนั้น ๆ เอง  เพราะมนุษยชาติตั้งแต่ปฐมกาลมีทรรศนะประชาธิปไตย  ซึ่งแม้จะถูกระบบทาสกับระบบศักดินา  ซึ่งมีคติปัจเจกนิยมสมัยเก่าทำลายไป   แต่ปวงชนก็ยังรักษาคติประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและทางทรรศนะไว้ได้หลายประการ  เช่นการร่วมมือกันลงแขกในการทำนา   การสร้างโรงเรือนบ้านพักในชนบท  และการประพฤติตามธรรมจริยาหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  ทรรศนะประชาธิปไตยที่เหลืออยู่นั้นเพิ่งจะสูญไปเมื่อไม่นานมานี้ ภายหลังที่มีผู้เผยแพร่ความประพฤติต่าง ๆ  ตามคติปัจเจกนิยมสมัยใหม่

 

ประการที่      รูปแบบของรัฐธรรมนูญอันเป็นเทคนิคแห่งวิธีร่างกฎหมายทั่วไป  ซึ่งต้องนำมาใช้เป็นพื้นฐานแห่งการร่างรัฐธรรมนูญในฐานะที่เป็นกฎหมายชนิดหนึ่งและในฐานะที่เป็นแม่บทสูงสุดแห่งกฎหมายทั้งหลาย

 

หลายท่านที่แม้ไม่เคยเรียนกฎหมายก็ย่อมสังเกตได้ว่า  กฎหมายต่าง ๆ  นั้นมีพระราชบัญญัติที่กำหนดหลักการสำคัญ ๆ  ไว้ซึ่งต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภา หรือสภานิติบัญญัติ  พระราชบัญญัติมิได้กำหนดระเบียบการเบ็ดเตล็ดหยุมหยิมไว้  แต่ได้ให้อำนาจฝ่ายบริหารออกพระราชกฤษฎีกา และกฎกระทรวงบัญญัติวิธีปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินั้น ๆ 

 

ในฐานะที่รัฐธรรมนูญเป็นแม่บทสูงสุดของกฎหมายทั้งหลาย  ฉะนั้นรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยของประเทศจึงบัญญัติหลักสำคัญไว้โดยให้สภาซึ่งมีหน้าที่นิติบัญญัติออกพระราชบัญญัติ เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนั้น ๆ

 

๓.๒   วิธีร่างธรรมนูญการปกครองแผ่นดินชั่วคราวฉบับ  ๒๗  มิถุนายน  ๒๔๗๕   ได้ถือตามหลักวิธีร่างกฎหมายของสยาม   ซึ่งคณะกรรมการร่างกฎหมายได้ดำเนินเป็นหลักมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่     รัชกาลที่     และรัชกาลที่ ๗   ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ตั้งกรมร่างกฎหมายขึ้น  หลักการแห่งวิธีร่างนี้ได้ดำเนินต่อมาในการร่างรัฐธรรมนูญ  ฉบับ  ๑๐  ธันวาคม  ๒๔๗๕  และฉบับ  ๒๔๘๙