Democratic Database

ข้อมูล และ บทความ สำหรับ นักประชาธิปไตย

สัมมนา : เรากำลังเข้าสู่ ‘การฆ่ายุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่’

เมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทางชมรมนักศึกษากับการเมืองเพื่อการพัฒนา สโมสรนักศึกษาคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับกลุ่มโครงการกาดนัดละอ่อนเชียงใหม่ จัดเสวนาเรื่อง ‘พื้นที่สันติ บทสนทนาสันติสุข ว่าด้วยจังหวัดชายแดนภาคใต้’ โดยในวงเสวนาดังกล่าวมีประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ชี้กรณีการเสียชีวิต 2 นาวิกโยธิน เหตุชาวบ้านระแวงเหตุการณ์ปี 2518

รศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัญหาภาคใต้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งหลายระดับหลายมิติที่เกิดขึ้นในสังคมไทย และอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นภาวการณ์แตกเป็นเสี่ยงๆ ของระบบเดิมของรัฐไทย

 “กรณีปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหาที่ชี้ให้เห็นถึงความหวาดระแวงทางชาติพันธุ์ จนกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากย้อนกลับศึกษาถึงปัญหาในอดีต ไม่ต้องย้อนไปถึงสมัยรัชการที่ 5 แต่ขอให้ย้อนไปดูเหตุการณ์ในช่วงปี พ.ศ.2518 ซึ่งยังคงมีความฝังใจกับความทรงจำอันเลวร้าย กรณีที่มีทหารนาวิกโยธินได้บุกเข้าไปยิงชาวบ้านเสียชีวิต และมีเด็กคนหนึ่งรอดตาย วิ่งมาบอกพี่น้องชาวบ้านจนเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในปัตตานี”

รศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าวต่อว่า จึงมีความระแวงในเรื่องการใช้ความรุนแรง ระแวงในชาติพันธุ์มาตั้งแต่นั้นมา แต่ไม่ใช่ว่าความหวาดระแวงและความรุนแรงนั้นจะเกิดขึ้นได้อีกง่ายๆ หากไม่มีอะไรไปกระตุ้น ซึ่งตนคิดว่า ปัญหาของรัฐไทยที่แก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ ก็เพราะว่า เรายังไม่สามารถจัดการความระแวงนี้ได้ แต่กลับมีความพยายามที่จะนำไปสู่ความเกลียดชังเพิ่มขึ้น

ในขณะที่ รศ.ใจ อึ้งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า

เมื่อดูประวัติศาสตร์ของรัฐไทยแล้ว เราจะพบว่า มีการกระทำความรุนแรงต่อพี่น้องมุสลิม และมีการดูถูกอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้น ฟันธงได้เลยว่า รัฐไทยนั้นใช้ความรุนแรงมากที่สุด มากกว่าประชาชน มีการผูกขาดความรุนแรงทั้งหมด อีกทั้งคนที่ถูกฆ่าในรัฐไทย ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์

“จริงๆ แล้ว นาวิกโยธิน นั้นถูกฝึกไว้เพื่อฆ่า ดังนั้น หากรัฐไทยต้องการแก้ปัญหาจริงๆ ทำไมไม่ส่งนักสังคมสงเคราะห์ ผู้ที่ไม่ใช้อาวุธอะไรเข้าไปตรงนั้นไม่ดีกว่าหรือ แต่เราก็ไม่ควรไปเหมารวมทหารทั้งหมด เพราะว่าทหารก็ถูกเป็นเหยื่อด้วย เป็นคนยากคนจนด้วย และทหารนาวิกโยธินที่เสียชีวิตก็ไม่ใช่ระดับผู้บังคับบัญชา ฉะนั้น ไม่ว่ากรณีเหตุการณ์กรือเซะ สะบ้าย้อย ตากใบ หรือตันหยงลิมอ ตนคิดว่า เราจะต้องวิจารณ์และประณามรัฐไทย ไม่ใช่มาวิจารณ์ชาวบ้าน เราจะต้องสร้างกระแสที่ทวนกระแสของรัฐให้ได้” รศ.ใจ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ใจ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ชาวบ้านปิดกั้นไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปในหมู่บ้านว่า ภาพที่มีชาวบ้าน ซึ่งเป็นทั้งผู้หญิงและเด็ก ออกมากีดกันไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐไทยเข้าไปในหมู่บ้านนั้น นี่หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นโจร ตนคิดว่า ไม่ใช่ แต่นี่เป็นเพราะชาวบ้านไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร จัดการความรุนแรงได้อย่างไร นอกจากจะหาวิธีการอย่างไรไม่ให้โจรเข้ามาในหมู่บ้านของพวกเขามากกว่า

การขยายตัวของรัฐและทุน นำมาสู่ความขัดแย้ง

รศ.ดร.อรรถจักร์ ยังได้กล่าวถึงปัญหา 3 ชายแดนภาคใต้ว่า สิ่งที่เกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้นนั้นมีอยู่อย่างน้อย 2 ระดับ คือการขยายตัวของรัฐโดยใช้ระบบทุนเข้าไปในพื้นที่ ซึ่งทุนได้เข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวบ้าน ในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนชาวบ้านให้กลายเป็นคนงานในโรงงาน รวมไปถึงหลายๆ โครงการของรัฐที่เข้าไปทำลายวิถีชาวประมงพื้นบ้าน แต่ไม่ได้ให้ชาวบ้านมีส่วนรับรู้ในการตัดสินใจและการจัดการ จึงทำให้ชาวบ้านยิ่งอับจนมากยิ่งขึ้น ทำให้ความหวาดระแวง และนำไปสู่ความเกลียดชังรัฐเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

 “นอกจากนั้น ความหวาดระแวงทางชาติพันธุ์ของรัฐไทยยังได้ก่อตัวมายาวนาน ในอดีตรัฐไทยหลายรัฐบาล มีอคติมาโดยตลอด มีการสนับสนุนพ่อค้าจีนเข้าไปรุกในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เพื่อใช้เป็นปราการที่จะหยุดยั้งขบวนการมลายู แม้กระทั่งในช่วงนั้น มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนหนึ่ง ได้บังคับให้นำพระพุทธรูปไปวางไว้ในทุกโรงเรียนของชาวมุสลิม ซึ่งส่งผลให้ชาวบ้านไม่เข้าใจ หวาดระแวงและเพิ่มความเกลียดชังมากยิ่งขึ้น”

 รศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าวต่อว่า ตัวชนวนที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงอีกอย่างหนึ่งในขณะนี้ ก็คือ ตัวของนายกรัฐมนตรีเอง ที่มีความพยายามต้องการจะเป็นรัฐบุรุษ โดยคิดว่าตนเองจะสามารถจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้ ซึ่งแท้จริงแล้ว ไม่ได้มีความจริงใจในการแก้ปัญหา แต่เป็นการยื้อเวลา เพื่อนำงบประมาณลงไปผลาญเท่านั้น ซึ่งความเขลาของนายกรัฐมนตรี ได้เปิดช่องให้พวกมือข้างนอก ไม่ว่าพวกกลุ่มก่อการร้าย หรือซีไอเอ เข้ามาปั่นป่วนในพื้นที่ 3 ชายแดนภาคใต้ได้ ซึ่งก็ไม่แปลกใจแต่อย่างใดเลย

เสนอให้ ‘ศูนย์ข่าวอิศรา’ เปิดเผยจดหมายคนมุสลิมที่ถูกกระทำ

 “ทางออก ก็คือ ภาคสังคมจะต้องกดดันให้นายกรัฐมนตรีได้กล้าที่โปร่งใสในข้อมูลข่าวสารความเป็นจริงทั้งหมดให้สาธารณชนได้รับรู้ โดยเสนอให้นายกรัฐมนตรีกล้าให้ ‘ศูนย์ข่าวอิศรา’ เปิดเผยจดหมายของพี่น้องมุสลิมที่เดือดร้อนออกมาได้อย่างเปิดเผย ซึ่งคิดว่าจะเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะช่วยลดความเกลียดชังลงได้ และจะเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะช่วยสยบข่าวลือที่ออกมา เหมือนเมื่อครั้งเหตุการณ์ 14 ตุลา หรือ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่มีผู้ที่พยายามปล่อยข่าวลือว่า จะมีการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ซึ่งล้วนเป็นแต่ข่าวลวงทั้งสิ้น หากรัฐกล้ายอมให้มีการเปิดเผยข้อมูลความจริงทั้งหมด เชื่อว่า ท้ายสุดสังคมไทยก็จะรับรู้ว่า แท้จริงแล้วผู้ก่อการร้ายคือใครกันแน่” รศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าว

อธิการ ม.เที่ยงคืน ชี้เรากำลังเข้าสู่ ‘การฆ่ายุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่’

 รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เรากำลังเข้าสู่ ‘การฆ่ายุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่’ ช่วงยุคเปลี่ยนผ่านในขณะนี้ เราไม่สามารถจะแบ่งแยกศาสนากับทางโลกออกจากกันได้ ซึ่งในกลุ่มของคริสเตียนได้ข้ามเส้นแบ่งแยกออกมาอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่โลกมุสลิมไม่ได้มีการแบ่งแยก

“ตนคิดว่านี่มีส่วนในเรื่องกระบวนทัศน์ เป็นเรื่องที่ทุกอย่างมันเข้ากันไม่ได้ ในขณะที่พวกหนึ่ง มุ่งไปทางด้านโลกียะ แต่ในอีกพวกหนึ่ง มุ่งไปทางด้านโลกุตระธรรมกำกับ ในขณะเดียวกัน โลกมุสลิม ซึ่งมีปราชญ์ชาวบ้านชาวมลายูมุสลิม ได้พูดถึงวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับพระผู้เป็นเจ้า หรือวิถีชีวิต 3 ประการของมนุษย์ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับพระผู้เป็นเจ้า”

 รศ.สมเกียรติ กล่าวอีกว่า ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า คนมุสลิมนั้นตระหนักอยู่ในใจตลอดเวลา ในขณะที่คนอีกจำพวกหนึ่งไม่ได้มีพระผู้เป็นเจ้า และคนมุสลิมนั้นได้มองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ นั่นคือความเสมอภาค มีความเท่าเทียมกัน

 และสุดท้าย ในพระคัมภีร์อัลกุรอ่านนั้นระบุชัดว่า มุสลิม เชื่อในเรื่องของมนุษย์มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายถึงทรัพยากรธรรมชาติ ในฐานะที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานให้กับมนุษย์ทุกคน มิใช่ให้คนใดคนหนึ่งครอบครองทรัพยากรฯ มากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งตนคิดว่า เรื่องนี้มีความสำคัญ ถ้าหากเราจะปรับ เปลี่ยนแปลง หรือทำความเข้าใจและพัฒนา เหมือนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตรัสไว้ เพราะฉะนั้น เราจะต้องเข้าใจการข้ามเส้นแบ่งประวัติศาสตร์สมัยใหม่นี้ด้วย

การต่อสู้ระหว่างโลกทุนนิยมกับการต่อสู้ของมูลรากศาสนา

อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกล่าวด้วยว่า ห้วงเวลานี้ เรากำลังต่อสู้กันระหว่างโลกของทุนนิยม หรือเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่ กับการต่อสู้ของมูลรากศาสนา ซึ่งเป็นสองกระบวนทัศน์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“โลกของทุนนิยม หรือเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่ นั้นจะมุ่งทำกำไร โดยได้ทำลายกฎเกณฑ์ข้อบังคับของท้องถิ่น แล้วเปิดให้มีการเปิดทำธุรกรรมทางการเงินอย่างกว้างๆ ซึ่งนี่คือรากเหง้าของปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร ไปทำลาย ทำร้ายกฎเกณฑ์ของสังคมท้องถิ่น และทำให้เห็นได้ชัดว่า รัฐและทุนมีการเข้าไปตักตวงทรัพยากร ซึ่งในรายงานวิจัยพบว่า ป่าพรุ ซีฟูดแบงก์ การออกโฉนดทะเล และอีกหลายๆ โครงการ ที่รัฐบาลชุดนี้กำลังดำเนินการอยู่ เป็นผลลัพธ์ของการเข้าไปควบคุม ครอบงำ และแย่งชิงทรัพยากรของชาวบ้านมาอย่างต่อเนื่อง”

บาดแผลประวัติศาสตร์แห่งความลวง คือบ่อเกิดการก่อการร้าย

 รศ.สมเกียรติ กล่าวถึงบาดแผลประวัติศาสตร์ของชายแดนภาคใต้ว่า การที่มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามจะก่อขบถ โดยไม่ได้มาจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง และตนเชื่อว่า ไม่ใช่เพียงแค่การแย่งชิงทรัพยากรฯ เท่านั้น เงื่อนไขอีกประเด็นหนึ่ง คือประวัติศาสตร์บาดแผล หรือประวัติศาสตร์แห่งความลวงของรัฐปัตตานี ซึ่งถือว่า เงื่อนไขนี้ เป็นชนวนที่จุดประกาย หรือจุดระเบิดให้เกิดการก่อการร้ายด้วยเช่นเดียวกัน เพราะว่ามันมีความซับซ้อนในเชิงประวัติศาสตร์ ในการแย่งชิงทรัพยากรฯ และความไม่เสมอภาค

ยกตัวอย่าง เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกา บาทหลวงท่านหนึ่ง เคยพูดเอาไว้ว่า เด็กผิวดำ อายุ 12 ปี ทำไมถึงเริ่มกลายเป็นเด็กเกเร ซึ่งบาทหลวงได้อธิบายให้คนผิวขาวฟังว่า จริงๆ แล้ว เด็กผิวดำมีความฉลาดเฉลียวเท่ากับเด็กผิวขาวทุกประการ เมื่อเขาเป็นเด็กนักเรียนด้วยกัน

แต่เมื่อเด็กผิวดำ อายุได้ 12 ปีเมื่อใด หรือโตพอที่จะรับรู้ว่าสังคมพอจะยอมรับเขาแค่ไหน อนาคตของพวกเขาจะเป็นอย่างไร ความเสมอภาคในสังคมอเมริกันมีหรือไม่ เขาได้คำตอบว่า ในสังคมอเมริกันนั้น ไม่ได้เปิดโอกาสให้กับคนผิวดำอย่างเขา การที่เขาเป็นเด็กฉลาด มีความรู้ความสามารถ จึงไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คน ต่อตัวเขาได้เท่าใดนัก

 เหตุการณ์นี้ ได้เกิดขึ้นมาเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว แต่ปัจจุบัน กลับปรากฏให้เห็นชัดในวิกฤติการณ์พายุเฮอริเคน เกิดน้ำท่วมใหญ่ในอเมริกา ในรัฐที่มีคนผิวดำอาศัยอยู่ ในขณะที่ก่อนหน้านั้นมีการเตือนภัยล่วงหน้ามาหนึ่งสัปดาห์ แม้มีคนอพยพหนีออกไปเป็นขบวนยาว แต่ล้วนมีแต่คนผิวขาวทั้งนั้น ทิ้งให้คนผิวดำนั้นเป็นเหยื่อให้เผชิญกับความตาย

ฉะนั้น จึงเป็นเหตุการณ์ที่ไม่แปลกที่คนผิวดำที่เจอกับสภาวการณ์เช่นนั้น ต้องเข้าไปปล้นสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อให้ตัวเองนั้นอยู่รอด เพราะทรัพยากรทั้งหมดล้วนถูกคนผิวขาวแย่งชิงยึดครองทั้งหมด ซึ่งเมื่อหันมามองเหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในขณะนี้ ก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก

‘ใจ’ ชี้สาเหตุรัฐใช้ความรุนแรงกับประชาชน

 ด้าน รศ.ใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐมักใช้ความรุนแรงโดยอ้างว่าทำตามหน้าที่เพื่อรักษาความสงบ ไม่ใช่โจร ฉะนั้น ถ้ารัฐใช้ความรุนแรงเหมือนกรณีที่ตากใบ หรือการฆ่าเยาวชนที่เป็นทีมนักฟุตบอลที่สะบ้าย้อย มันก็ยิ่งจะแย่ลงไปอีก เพราะเขาจะอ้างว่าเพื่อรักษาความปลอดภัย

 “และที่รัฐอ้างเพื่อรักษาความสงบนั้น ก็เพื่อนำกองกำลังมาใช้ในสังคมของการใช้อาวุธ ไม่ว่าจะดูมุมไหน รัฐนั้นมีอาวุธเหนือประชาชน และมีอำนาจทางการเมือง อำนาจทางเศรษฐกิจอยู่เหนือกว่าประชาชนในเกือบทุกเรื่อง ซึ่งการที่รัฐได้ใช้อาวุธ ใช้อำนาจที่เหนือกว่ามาทำร้ายประชาชนผู้ที่อ่อนกว่า ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เลวร้ายอย่างยิ่ง”

 รศ.ใจ กล่าวอีกว่า รัฐมีความพยายามที่จะใช้ความรุนแรงผูกขาดอย่างต่อเนื่อง โดยการอ้างความชอบธรรม โดยการอ้างว่าเป็นการลงโทษ แต่จริงๆ แล้ว ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหา แต่การทำสงครามของรัฐ การฆ่าหมู่ ก็ไม่ได้ถูกมองว่า การกระทำดังกล่าวนั้นเป็นอาชญากรรมแต่อย่างใด

ความรุนแรงของภาคประชาชน ล้วนเกิดขึ้นหลังจากรัฐใช้ความรุนแรง

 รศ.ใจ ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า การที่เกิดความรุนแรงของภาคประชาชนนั้น มักเกิดจากปฏิกิริยาตอบโต้หลังจากถูกรัฐใช้ความรุนแรงก่อนทั้งสิ้น ไม่ว่าการถูกอุ้มฆ่า 70 กว่าศพ หลังจากนั้น ก็มีเหตุการณ์ปล้นปืน มีการจับชาวบ้านไปทรมานให้รับสารภาพ ซึ่งนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความที่เข้าไปช่วยเหลือป้องกันและเปิดโปง ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยจาก 3 หน่วยงานจับไปฆ่าทิ้ง ซึ่งเชื่อว่า มันจะต้องมีคำสั่ง ไฟเขียวจากเบื้องบนแล้ว นี่คือการกระทำของรัฐไทย

รศ.ใจ กล่าวอีกว่า ดูจากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ไม่ว่ากรณีเหตุการณ์กรือเซะ สะบ้าย้อย ตากใบ หรือตันหลงติมอร์ ทำให้เห็นว่า การกระทำความรุนแรงต่อพี่น้องมุสลิม ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง นี่คือปัญหา และตนคิดว่า เราจะต้องวิจารณ์และประณามรัฐไทย ไม่ใช่มาวิจารณ์ชาวบ้านที่ถูกกระทำ เราจะต้องสร้างกระแสที่ทวนกระแสของรัฐให้ได้

“นอกจากความขัดแย้งของ 2 เครือข่ายข้างบน บวกกับการที่รัฐมีความคิดแบบชาตินิยม มีอคติต่อคนมุสลิม ว่าพวกนี้มันเลว จนนำไปสู่การยึดครองพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการส่งกองกำลังทหาร ตำรวจ ซึ่งไม่ใช่คนในพื้นที่เข้าไปควบคุมยึดครองนั้น ตนถือว่า นี่เป็นลักษณะของการล่าอาณานิคมในอีกรูปแบบหนึ่งของรัฐไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการค้าขายข้ามพรมแดนเถื่อน หรือตลาดมืด ซึ่งในจำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย” รศ.ใจ กล่าว

ทางออกเพื่อสันติภาพ : ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน

 รศ.ใจ เสนอทางออกว่า วิธีที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้คือ รัฐจะต้องลดอำนาจรัฐ และเพิ่มอำนาจให้กับประชาชน ยกเลิกกฎอัยการศึก และกฎหมายพิเศษใดๆ ที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของพลเมือง ด้วยการถอนทหารและตำรวจออกจากพื้นที่ เพื่อสร้างเขตสันติภาพปลดอาวุธ

 และต้องเปิดพื้นที่ให้พลเมืองใน 3 จังหวัดภาคใต้ ได้หารือกันว่าจะอยู่กันอย่างไร ปกครองตนเองอย่างไร เพื่อใช้ ‘การเมืองประชาธิปไตย’ แก้ปัญหา นอกจากนั้น จะต้องเคารพพี่น้องชาวมุสลิม ทั้งในด้านวัฒนธรรม ภาษา และความเชื่อที่หลากหลายในสังคม เช่น ปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาทั่วประเทศให้สะท้อนเปิดกว้าง และประกาศให้วันสำคัญของศาสนาอิสลาม เป็นวันหยุดทั่วประเทศ ควบคู่กับเทศกาลอื่นๆ ด้วย รวมไปถึงการออกมายอมรับอย่างเป็นทางการว่า รัฐไทยก่ออาชญากรรม 3 จังหวัดภาคใต้

 

 

 

 

 

รายงานพิเศษ : ‘คอนแทรค ฟาร์มิ่ง’ เมื่อ ‘นายทุน’ อาสามาแก้จน

‘Contract Farming’ หรือเกษตรพันธสัญญา เป็นชื่อเรียกระบบการเกษตรชนิดหนึ่งที่น่าจะคุ้นหูคนไทยพอสมควร เพราะกลุ่มนักพัฒนา นักวิชาการ และเครือข่ายเกษตรกรหัวก้าวหน้าจำนวนหนึ่ง ได้วิพากษ์วิจารณ์กันมายาวนานแล้วว่า มันคือกลยุทธการกอบโกยกำไรของบริษัทด้านการเกษตรขนาดใหญ่ อันมีขีดความสามารถสูงยิ่งในการแปรสภาพ ‘เกษตรกรอิสระ’ ที่ยากจน ให้เป็น ‘แรงงาน’ หนี้สินล้นพ้นในไร่นาตัวเอง

จนถึงวันนี้ ขณะที่สภาพการณ์ในระดับพื้นที่ไม่ได้รับการพูดถึง ไม่มีใครยืนยันว่าปัญหาดังกล่าวมีการคลี่คลายไปบ้างหรือไม่เพียงใด แต่ในระดับนโยบาย ‘คอนแทรค ฟาร์มิ่ง’ ได้ก้าวขึ้นมาเป็น ‘พระเอก’ เต็มตัวที่รัฐบาลมุ่งเน้นและขับดันมันออกไปทุกทิศทาง เพื่อยกระดับชีวิตชาวนาชาวไร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคณะรัฐมนตรีรับรอง ‘แผนแก้ไขปัญหาความยากจน’ ของกระทรวงเกษตรฯ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา

ภายใต้แผนที่ว่านี้ จะมีการจัดที่ดิน ส.ป.ก.กว่า 2,000 ไร่ ในลักษณะแปลงเกษตรรวมขนาดใหญ่ 100 ไร่ขึ้นไปให้เกษตรกรผู้อยู่ใน ‘ทะเบียนคนจน’ เช่าทำกินในนามของกลุ่มหรือสหกรณ์ โดยรัฐจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อย่างการเตรียมดินเบื้องต้น การจัดสร้างแหล่งน้ำ พร้อมกันนั้นก็จะดึง ‘บริษัทเอกชนด้านการเกษตรรายใหญ่’ ร่วมกำหนดทิศทางการผลิตสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ให้แก่เกษตรกร ดำเนินการแบบคอนแทรค ฟาร์มมิ่ง

 และแน่นอน บริษัทเอกชนรายแรกๆ ที่ได้รับเลือกให้ร่วมโครงการนี้ หนีไม่พ้นยักษ์ใหญ่แห่งธุรกิจการเกษตรครบวงจรอย่าง ‘ซีพี’ หรือ บมจ.เครือเจริญโภคภัณฑ์

โดยรัฐบาลประเมินว่า ในสถานการณ์น้ำขึ้นที่ประเทศไทยสามารถเปิดตลาดกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะจีน ผ่านการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) นั้น เส้นทางแบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ และขยายตลาดให้กับภาคการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

 “แต่ละครัวเรือนจะมีรายได้เดือนละ 5 พันบาท เป็นการเอางานไปหาคน  รัฐบาลพร้อมจะหาเอกชนมาช่วยเรื่องนี้เต็มที่ เพราะถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประชาชนจะมีรายได้เพิ่ม” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์

 มองผิวเผิน เส้นทาง ‘เกษตรพันธสัญญา’ เหมือนจะเป็นทางออกที่ดี แต่ในฐานะที่เส้นทางนี้ ‘เคย’ และ ‘ยัง’ เป็นที่ครหาในทางเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร จึงหลีกเลี่ยงคำถามจำนวนมากที่จะตามมาได้ยาก และคำถามจะชัดเจนขึ้นโดยปริยาย เมื่อย้อนดูความเคลื่อนไหวที่ผ่านมา

 เมื่อ 20 พฤษภาคม 2548 นายกรัฐมนตรีระบุชัดเจนในการประชุมคณะกรรมการสนับสนุนระบบการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ(กสจ.) ว่า

 “ผู้ว่าฯจะต้องเตรียมพร้อมในการสำรวจแต่ละหมู่บ้านภายในจังหวัดอย่างละเอียด เพราะรัฐบาลมีแนวคิดให้ภาคธุรกิจเข้ามาร่วมรับผิดชอบกันเป็นหมู่บ้าน ล่าสุด ทางเครือเจริญโภคภัณฑ์จะรับผิดชอบ 500 หมู่บ้าน บริษัท ไทยเบฟเวอร์เรจส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (ผู้ผลิตและจำหน่ายเบียร์ช้าง) รับผิดชอบ 500 หมู่บ้าน โดยจะลงทุนภาคเกษตร อาจจะตั้งโรงเรือนเลี้ยงไก่ระบบปิด แล้วจ้างตัวแทนแต่ละครัวเรือนมาทำงาน”

 นอกจากนี้ ราวเดือนสิงหาคม 2548 คณะทำงานของนายกรัฐมนตรี หรือ Prime Minster's Task Force ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างต้นแบบตามโครงการภาคธุรกิจช่วยเหลือคนจน โดยมีนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ และ น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาคณะทำงาน

กระบวนการเริ่มจากการคัดเลือกหมู่บ้านต้นแบบความยากจนของประเทศมาวิเคราะห์ว่า ควรส่งเสริมให้ประชาชนประกอบอาชีพใด จากนั้นก็จะให้ภาคเอกชนเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งสอดคล้อง-รองรับกับแผนแก้ปัญหาความยากจนที่เพิ่งผ่าน ครม.เป็นอย่างยิ่ง

 ทั้งนี้ ในคณะทำงานของนายกฯ 14 คน มีผู้บริหารของ ‘ซีพี’ อีก 3 คน คือ นายอดิเรก ศรีประทักษ์ ที่ดูแลภาพรวมธุรกิจในเครือซีพีทั้งหมด นายพงษ์ วิเศษไพฑูรย์ ดูแลธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์น้ำของเครือซีพี และนายมนตรี คงตระกูลเทียน ดูแลธุรกิจพืชไร่ครบวงจรของเครือซีพี อยู่ด้วย ซึ่งถึงตอนนี้ซีพีได้รับเข้าไปดำเนินการนำร่องให้กับหมู่บ้านต้นแบบแล้ว

‘เกษตรนายทุนครบวงจร เกษตรกรครบวงจน’

 เมื่อบริษัทใหญ่ที่ก่อร่างสร้างตัวด้วยเกษตรพันธสัญญามาตั้งแต่ทศวรรษ 2510 เข้าไปอยู่ ณ ศูนย์กลางอำนาจอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ขณะนี้ดูเหมือนนโยบายของบริษัทได้ขยับฐานะขึ้นมาเป็นนโยบายของประเทศไปแล้ว ดังนั้น จึงน่าสนใจที่จะสำรวจเส้นทางสายนี้สักเล็กน้อย

‘คอนแทรค ฟาร์มิ่ง มันเป็นอย่างที่เขาว่า เกษตรนายทุนครบวงจร เกษตรกรครบวงจน จริงๆ” อุบล อยู่หว้า จากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน สรุปรวบยอดความหมายของคอนแทรค ฟาร์มิ่ง

 ในฐานะที่ทำงานรณรงค์ด้านเกษตรอินทรีย์กับเกษตรกรในภาคอีสานมายาวนาน เขาเล่าสถานการณ์ในพื้นที่ว่า เกษตรกรจะมีพันธสัญญากับบริษัทในการเลี้ยงไก่เสียเป็นส่วนมาก โดยเกษตรกรจะเป็นผู้ลงทุนในโรงเรือน ส่วนบริษัทใหญ่จะให้ ‘เชื่อ’ ลูกเจี๊ยบ อาหารไก่ และเวชภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งจะนำมาหักลบกลบหนี้กันตอนขายไก่ให้บริษัท ซึ่งในการขายไก่นั้น มีเงื่อนไขว่า ไก่ฝูงนั้นต้องมีอัตราการตายไม่เกิน 5% ของไก่ทั้งหมด และมีอัตราการแลกเนื้อ (น้ำหนักไก่ทั้งหมดเทียบกับอาหารที่ใช้เลี้ยงไก่ทั้งหมด) ตามเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด

 “ปัญหาคือ น้ำหนักไก่มันขึ้นกับอาหารของบริษัท ถ้าบริษัทจะกดราคาก็ส่งอาหารที่มีโปรตีนต่ำมาให้ ชาวบ้านไม่มีทางรู้ แล้วข้อตกลงเองก็ไม่ชัดเจน บริษัทจะให้ไก่รุ่นใหม่มาเลี้ยงเมื่อไหร่ เกษตรกรกำหนดไม่ได้เลย ซึ่งตั้งแต่มีไข้หวัดนก ชาวบ้านก็ไม่ได้เลี้ยงไก่มานานแล้ว โรงเรือนที่ลงทุนก็กลายเป็นโรงเรือนร้าง เพราะบริษัทไม่ส่งลูกเจี๊ยบมาให้ โดยไม่ได้ค่าชดเชยอะไรทั้งนั้น” อุบลกล่าว

 ในส่วนพืชผลการเกษตรนั้น อุบลให้ข้อมูลว่า ในภาคอีสานจะเน้นการผลิตเมล็ดพันธุ์ ทั้งมะเขือเทศ แตงกวา มะเขือเทศ พริกชนิดต่างๆ ฯลฯ โดยบริษัทจะสนับสนุนพันธุ์ สารเคมี ปุ๋ย ไปก่อนแล้วนำมาหักลบกลบหนี้ตอนขายผลิตผลเช่นเคย โดยมีเงื่อนไขเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ และอัตราการงอกของเมล็ดพันธุ์ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ บริษัทจะเป็นผู้นำไปทดสอบเอง

 “เกษตรกรที่สกลนครเคยเจอว่า บริษัทเอาไปทดสอบ เสร็จแล้วบอกว่าไม่ผ่าน ก็เลยไม่จ่ายเงินให้ พอชาวบ้านบอก ถ้างั้นเอาเมล็ดพันธุ์คืนมา ทางบริษัทก็บอกว่าส่งไปต่างประเทศแล้ว เอาค่าเครื่องบินมาสิจะเอากลับมาให้ พอเป็นแบบนี้ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็เลิกทำไป” อุบลสะท้อนตัวอย่างส่วนหนึ่งให้ฟัง

 อย่างไรก็ตาม หากจะดูตัวเลขกลมๆ เฉพาะ ‘ซีพี’ บริษัทเดียวก็จะพบว่า ในปี 2546 บริษัทนี้มีพันธสัญญากับเกษตรกรเลี้ยงไก่ 12,000 ราย เกษตรกรเลี้ยงหมู 5,000 ราย เกษตรกรปลูกข้าว 10,000 ราย เกษตรกรปลูกข้าวโพด 10,000 ราย (บทความ “เกษตรพันธสัญญา จากไร่นาสู่ห่วงโซ่อาหารจานด่วนและซูเปอร์มาร์เก็ต” ของ อิซาเบล เดลฟอร์ซ ในเว็บไซต์ของโครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (focus))

 นอกจากนี้ การศึกษาเรื่อง ตลาดข้อตกลง (Contract Farming) ของกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ในปี 2546 รายงานว่าประเทศไทยมีบริษัทธุรกิจการเกษตร 14 บริษัทที่ใช้ระบบเกษตรพันธสัญญา และธุรกิจแต่ละรายมีสัญญาข้อตกลงในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000 ราย

 เกษตรพันธสัญญา สัญญาไกลถึงเพื่อนบ้าน

 เรื่องราวของพระเอกเกษตรพันธสัญญา ไม่ได้โด่งดังเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดย ครม.มีมติเมื่อ 28 มิถุนายน 2548 ให้มีการดำเนินงาน Contract Farming บริเวณชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะมีมาตรการลดหย่อนภาษีให้ โดยกำหนดพื้นที่นำร่อง 3 ประเทศ คือ พม่า ลาว กัมพูชา ภายใต้กรอบความร่วมมือเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง หรือ ACMECS เพื่อส่งเสริมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 8 ชนิด ได้แก่ ถั่งเหลือง ถั่งลิสง ละหุ่ง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันฝรั่ง มะม่วงหิมพานต์ และยูคาลิปตัส เนื่องจากไทยยังผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ

 ขณะที่ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ประธานกรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา เคยแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของชนกลุ่มน้อยในพม่า โดยปัญหาอย่างหนึ่งที่เขาวิตกคือ การที่ชาติพันธุ์ในพม่าถูกขับไล่จากการบริหารที่ไร้มนุษยธรรม มีการเผาหมู่บ้านเพื่อยึดพื้นที่มาทำ Contract Farming กับกลุ่มทุนไทย

 ทั้งหมดนี้คือข้อสังเกตและคำถามหลักๆ เกี่ยวกับเกษตรพันธสัญญา ซึ่งรัฐบาลควรสร้างความชัดเจน เพื่อเป็นหลักประกันว่าเกษตรกรที่ยากจนอยู่แล้ว จะไม่พากันกลายเป็นแรงงานภาคเกษตรเพิ่มกำไรให้บริษัทภายใต้นโยบายนี้

นี่ยังไม่นับรวมคำถามที่ ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ตามแนวพระราชดำริของในหลวงฯ ก็ปรากฏอยู่ในแผนนี้ คู่กับเกษตรพันธสัญญาอย่างไม่เคอะเขิน ใครรู้บอกทีว่ามันเชื่อมโยงกันยังไง !!!

 

นักต่อสู้สามัญชน ความยุติธรรมที่สูญหาย (4) : พระสุพจน์ สุวโจ

พระสุพจน์ สุวโจ พระนักพัฒนาแห่งสำนักปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม

“ทำอย่างไรถึงจะให้ความจริงที่ถูกความรุนแรงทำร้ายได้กลับคืนมา”

กรณีคนร้ายสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ พระนักกิจกรรมในกลุ่มเสขิยธรรม กลุ่มพุทธทาสศึกษา และเจ้าอาวาสสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม บ้านห้วยงู ต.สันทราย อ.ฝาง จ. เชียงใหม่ เมื่อวันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน 2548 จนมรณภาพ และได้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง

เพราะถือว่าคดีดังกล่าว เป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนต่อพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นพระนักปฏิบัติสายท่านพุทธทาส ซึ่งมีคนนับถือทั่วประเทศ และเป็นการฆาตกรรมพระอย่างโหดร้ายทารุณ ด้วยของมีคมไม่ทราบชนิดและขนาดจากคนร้ายไม่ทราบจำนวน มีบาดแผลฉกรรจ์กว่า 20 แผล ทั้งที่ ศีรษะ ใบหน้า ลำคอ มือ แขน และลำตัว กระทั่งถึงแก่มรณภาพ ห่างจากกุฏิที่พักกว่า 300 เมตร ริมทางเดินซึ่งอยู่ห่างจากถนนระหว่างหมู่บ้าน ประมาณ 10 เมตร ในเขตสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม บ้านห้วยงูใน ต.สันทราย อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

ในชั้นต้น ตำรวจท้องที่ได้ตั้งสมมติฐานว่า การฆาตกรรมเกิดจากกรณีชาวบ้านมาลักลอบตัดไม้ไผ่ในสำนักปฏิบัติธรรม และเมื่อผู้ตายได้ยินเสียงตัดไม้ก็ออกมาห้ามปราม หรือดุด่าว่ากล่าว จนชาวบ้านบันดาลโทสะ ใช้ขวานตัดไม้ทำร้ายถึงแก่ชีวิต

แต่หลังจากนั้น เมื่อญาติและผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ ตลอดจนผู้คนที่รู้จักคุ้นเคยกับพระในสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรมกันดี ต่างตั้งข้อสังเกตและไม่เห็นด้วยกับการสันนิษฐานเบื้องต้น เนื่องจากทราบดีว่าผู้ตายมีอัธยาศัยนุ่มนวลอ่อนโยน โอบอ้อมอารี และให้การช่วยเหลือชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงมาอย่างต่อเนื่อง

 นอกจากนั้น ผู้ตายยังจบการศึกษาระดับสูงจากคณะสัตวแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อุปสมบทโดยมี พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) เป็นพระอุปัชฌาย์ และเป็นศิษย์ใกล้ชิดของ ท่านพุทธทาสภิกขุ เคยมีหน้าที่รับผิดชอบสำคัญในสวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี มาก่อน

นอกจากนั้น ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา สถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ ได้เคยถูกข่มขู่คุกคามจากผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับขบวนการค้ายาเสพติดและนักการเมืองระดับชาติในเขตเลือกตั้งนั้นมาอย่างต่อเนื่อง เพราะหวังจะใช้ประโยชน์จากที่ดินซึ่งมีสภาพเป็นป่าต้นน้ำที่สถานปฏิบัติธรรมดูแลอยู่

อีกทั้งผู้ตายและเพื่อนภิกษุ ยังมีบทบาทการเคลื่อนไหวทางสังคม ด้านการใช้ศาสนธรรมเพื่อระงับความขัดแย้ง ตลอดจนการแก้ปัญหาความรุนแรง อันเกิดจากการกระทำของรัฐและฝ่ายทุนด้วยสันติวิธี ร่วมกับขบวนการและเครือข่ายภาคประชาชน จนก่อให้เกิดความไม่พอใจจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้บริหารราชการแผ่นดินระดับสูงอยู่เสมอ

นับจากนั้น คดีฆาตกรรมพระสุพจน์จึงเริ่มเป็นที่สนใจจากหลายองค์กรหน่วยงาน และได้เข้ามาตรวจสอบหาข้อเท็จจริงกันอย่างคึกคักต่อเนื่อง

นางสุนี ไชยรส กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีความเชื่อว่าคดีดังกล่าวต้องเป็นประเด็นเรื่องความขัดแย้งการแย่งชิงฐานทรัพยากรดิน น้ำ ป่า ในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำฝางทั้ง 3 อำเภอ คือฝาง แม่อาย ไชยปราการ ซึ่งได้ติดตามกรณีนี้มานานหลายปี ซึ่งกรณีคดีดังกล่าว ไม่ได้อยู่ที่การฆาตกรรมธรรมดา แต่อยู่ที่ผลการสรุปบทเรียนว่า ความขัดแย้งการแย่งชิงทรัพยากรนั้น ได้นำไปสู่การข่มขู่ คุกคาม และลอบฆ่าชาวบ้านไปทั่วประเทศ ดังนั้น คดีนี้น่าจะมีเหตุอื่นมากกว่าการฆาตกรรมธรรมดา

อีกทั้งคณะกรรมาธิการ ทั้งจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เช่น คณะกรรมาธิการตำรวจ คณะกรรมาธิการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน และคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริง ก็มีความเห็นสอดคล้องกับญาติและผู้เกี่ยวข้องกับพระสุพจน์ สุวโจ ว่าคดีนี้มีเงื่อนงำ และความไม่ชอบมาพากลอยู่หลายประการ ตลอดจนมีความเป็นไปได้สูง ที่คดีจะไม่คืบหน้า เนื่องจากเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล และการตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น

จนนำไปสู่การโอนคดีจากกองกำกับการตำรวจภูธรภาค 5 ไปให้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เข้ามารับผิดชอบแทน

และล่าสุด เริ่มมีการสืบสวนสอบสวนพบว่า คดีการมรณภาพของพระสุพจน์ มาจากการขัดขวางขบวนการค้ายาเสพติด และจากกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น! ไม่ใช่แค่เรื่องการทะเลาะวิวาทแอบตัดไม้ไผ่แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้น แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เคยเปิดเผยถึงความคืบหน้าการสอบสวนคดีฆาตกรรมพระสุพจน์ให้กับประชาไท ว่า ขณะนี้คดีมีความคืบหน้าไปในระดับหนึ่งแล้ว โดยทางดีเอสไอได้ตัดประเด็นกรณีพิพาทเรื่องการตัดไม้ทิ้งไป โดยมีประเด็นใหม่ที่ซับซ้อนและใหญ่กว่า คือ อาจเป็นเรื่องของขบวนเครือข่ายยาเสพติด ร่วมกับนักการเมืองระดับชาติบางคนบางกลุ่ม ที่ต้องการฮุบที่ดินของสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม เพื่อใช้เป็นแหล่งพักยาและการฟอกเงิน

แหล่งข่าว ‘ประชาไท’ ระบุอีกว่า คดีดังกล่าว ได้สร้างความหนักใจให้แก่ชุดสืบสวนสอบสวนของทางดีเอสไอพอสมควร และเร็วๆ นี้ คงต้องนำข้อมูลที่ได้รับล่าสุด เสนอในที่ประชุมให้ผู้บังคับบัญชารับทราบ เนื่องจากเป็นไปได้ว่า คดีฆาตกรรมพระสุพจน์ อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐบางคนบางกลุ่มเข้าไปมีส่วนพัวพันด้วย

 “จริงๆ แล้ว เรื่องคดีพระสุพจน์ ยังไม่จบลงง่ายๆ เพราะขณะนี้ทางดีเอสไอกำลังดำเนินการสืบสวนสอบสวนกันอยู่ โดยมีแนวโน้มของรูปคดีว่ามีความซับซ้อนและเริ่มมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ทำไมจู่ๆ ทางกองปราบกลับเรียกเจ้าหน้าที่กลับ ซึ่งถือว่า สวนทางการทำงานของดีเอสไอ จึงทำให้สงสัยว่า ต้องมีอะไรบางอย่างที่มีผิดสังเกตอย่างยิ่ง” พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ ประธานกลุ่มเสขิยธรรม กล่าว

อย่างไรก็ตาม นับจากวันที่17 มิถุนายน 2548 จนถึงบัดนี้ เหตุการณ์ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

“แม้ดีเอสไอจะยอมรับว่าสาเหตุการฆาตกรรมมาจากขัดขวางขบวนการค้ายาเสพติดซึ่งมีผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นและนักการเมืองระดับชาติเกี่ยวข้องก็ตาม แต่การทำคดีพบว่ามีความพยายามที่จะบิดเบือนประเด็นมาตลอด นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะลดทอนความสำคัญของคดี ทั้งนี้ขอเรียกร้องให้มีผู้ที่รับผิดชอบคือ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 สถานี ตำรวจภูธรฝาง ดีเอสไอ และนายกฯ ที่เคยให้สัญญาว่าจะเข้ามาดูแลเอาผิดกับผู้ที่รับผิดชอบที่ละเลย” พระกิติศักดิ์ประธานกลุ่มเสขิยธรรม กล่าว

นอกจากนั้น ประธานกลุ่มเสขิยธรรม ยังตั้งประเด็นคำถามอีกว่า ใครหรือองค์กรใด จะเป็นผู้รับผิดชอบ ต่อความเสียหายด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งเนื่องมาจากความล่าช้า และมิอาจนำมาซึ่งความยุติธรรม ในการดำเนินคดีระดับต่างๆ ทั้งต่อผู้ยังอยู่ และผู้ที่ต้องจากไปอย่างเจ็บปวดและทุกข์ทรมาน อันเนื่องมาจากการลอบสังหารที่โหดเหี้ยมและทารุณ ซึ่งมักเกิดขึ้นเพราะความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐและบุคคลากรภายใต้การดูแลรับผิดชอบของรัฐเป็นด้านหลัก

“เราผ่านบทเรียนการถูกเข่นฆ่าผู้นำมามากต่อมาก ไม่ว่าผู้นำชุมชน ผู้นำชาวบ้านในการเรียก

ร้องต่อสู้ล้วนถูกฆ่า เราสรุปบทเรียนบทเรียนกันมานับครั้งไม่ถ้วน แต่กระบวนการในการรักษาชีวิตของผู้นำ ซึ่งไม่เพียงแต่ผู้นำชาวพุทธ ผู้นำมุสลิมใน 3 จังหวัดภาคใต้ หรือที่อื่นๆ ไม่นับที่มีชื่อในสื่อสาธารณะที่ต้องล้มหายตายจากไป โดยที่ไม่ได้รับการแก้ไข เพราะฉะนั้น ทำอย่างไรถึงจะให้ความจริงที่ถูกความรุนแรงทำร้ายได้กลับคืนมา และถึงที่สุดจะเป็นอย่างไร ผู้ที่เกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดความไม่ยุติธรรม ผู้ที่เกี่ยวข้องในการบงการสังหาร จะต้องถูกลากตัวมาลงโทษให้จนได้ ” ประธานกลุ่มเสขิยธรรม กล่าวย้ำในตอนท้าย.

นี่เป็นเพียงบางกรณีตัวอย่าง ที่นักอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม นักเผยแผ่ด้านศาสนธรรม ได้สละชีพเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนที่อาศัยอยู่ ท่ามกลางกระแสของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ที่จับมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ได้ใช้อำนาจอันป่าเถื่อนเข้าไปทำลายชีวิตของผู้คนชาวบ้านที่ขัดขวางผลประโยชน์ เพื่อเข้ากอบโกยทรัพยากรในชุมชนและอยู่อย่างต่อเนื่อง

ในห้วงขณะที่นโยบายของรัฐและกระบวนการยุติธรรมของไทยที่อ่อนเปลี้ยเสียขาลงไปทุกชั่วขณะ

แล้วในที่สุดประชาชนจะหวังพึ่งใคร 

 

ความจริงของความจน : ความยากจนกับคนจน

ปัญหาการเข้าไม่ถึงฐานทรัพยากรของเกษตรกร ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำและบริโภคนิยม ทำให้ภาคเกษตรไม่อาจเป็นหลักให้กับครัวเรือนเกษตรกรได้อย่างสมบูรณ์

 ในปี 2538-2539 ครัวเรือนเกษตรกรทั่วประเทศโดยเฉลี่ยมีรายได้จากการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 37 ของรายได้รวม อีกร้อยละ 63 ได้มาจากแหล่งนอกภาคเกษตร  ในส่วนหลังนี้ร้อยละ 43 มาจากค่าจ้างและเงินที่แรงงานอพยพส่งกลับบ้าน [1]   รายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2535  เป็นครั้งแรกที่ปรากฏว่า  จำนวนแรงงานที่ออกจากภาคเกษตรกรรมในชนบทเข้าสู่เมืองนั้น เป็นหญิงมากกว่าชาย  แรงงานในภาคอุตสาหกรรมส่งออกที่ทำรายได้เข้าประเทศ 5 อันดับแรก ในช่วงเศรษฐกิจเติบโต ก่อนปี 2540 นั้น  ได้แก่  การผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป   อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน  อัญมณีและเครื่องประดับ  การผลิตอาหารกระป๋องและกุ้งสดแช่แข็ง  และแผงวงจรไฟฟ้านั้น เป็นแรงงานหญิงกว่าร้อยละ 90    

 สภาพการณ์เหล่านี้คือการสนองตอบของประชาชนต่อการดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาของรัฐบาลที่ไม่สมดุลและเปิดเสรีผูกติดกับเศรษฐกิจโลก

ประเทศไทยได้นำปฏิญญาและแผนปฏิบัติการโคเปนเฮเกนว่าด้วยการพัฒนาสังคมบางส่วนบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544)[2]   ซึ่งเป็นแผนพัฒนาที่ภาคประชาสังคมได้มีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำแผนมากที่สุดเท่าที่เคยผ่านมา เป็นครั้งแรกที่สังคมไทยเริ่มตระหนักว่า การพัฒนาที่เน้นหนักด้านการพัฒนาเศรษฐกิจแต่ให้ความสนใจด้านการพัฒนาสังคม ทำให้สังคมเสียสมดุล

 

            ภาคประชาสังคมไทยได้นำเสนอยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา ดังคำขวัญที่ว่า ประชาชนต้องกำหนดอนาคตตนเอง ในสถานการณ์ที่สังคมไทยระอุไปด้วยสงครามแย่งชิงทรัพยากร ชาวบ้านที่เคยหาอยู่หากินกับทรัพยากรธรรมชาติต้องเผชิญกับปัญหาการถูกไล่ออกจากที่ทำกิน ด้วยโครงการขนาดใหญ่ต่าง ๆ ของรัฐ เป็นช่วงที่แนวคิดเรื่องสิทธิชุมชนได้ถูกพัฒนาขึ้นมาท่ามกลางการต่อสู้เพื่อพิทักษ์วิถีชีวิตของท้องถิ่น            

 

             หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี2540   แรงงานนอกภาคเกษตรส่วนหนึ่งต้องกลับไปพักพิงในชนบท    แรง งานที่ยังอยู่ในภาคอุตสาหกรรมต้องทำงานหนักมากขึ้น   ในขณะที่สวัสดิการความเป็นอยู่ต่ำลง   โดยเฉพาะ แรงงานหญิงต้องประสบปัญหาความไม่มั่นคงในการจ้างงานและสวัสดิการรุนแรงมากขึ้น รูปแบบการจ้างงานได้เปลี่ยนแปลงชัดเจน  จากเดิมที่เป็นการจ้างงานในระบบอุตสาหกรรม  มาเป็นการจ้างงานแบบรับช่วงเหมางานมากขึ้น

 

            การติดตามผลการประชุมสุดยอดว่าด้วยการพัฒนาสังคมในปี 2543 เกิดขึ้นภายหลังวิกฤตการเงินและวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ 3 ปี แม้ว่ารัฐบาลเห็นควรให้นำผลการประชุมดังกล่าวผนวกไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) แต่แผนพัฒนาฉบับนี้ก็ได้ถูกครอบงำด้วยยุทธศาสตร์โลกานุวัตรพัฒนาไว้อย่างแน่นแฟ้นแล้วภายใต้ข้อตกลงของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ  

ระบบเศรษฐกิจไทยตกอยู่ในกับดักของเงื่อนไขการกำหนดนโยบาย (Policy Conditionalities) ที่ผูกติดมากับเงินกู้ฉุกเฉินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF Standby Arrangement) และเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้าง (Structural Adjustment Loans) ทั้งของธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย  เงื่อนไขการดำเนินนโยบายเหล่านี้เดินตามฉันทามติแห่งวอชิงตัน  ด้วยเหตุดังนี้ องคาพยพของระบบทุนนิยมโลก ซึ่งรวมประเทศมหาอำนาจและบรรษัทระหว่างประเทศด้วย จึงลากระบบเศรษฐกิจไทยให้ขับเคลื่อนตามกระแสโลกานุวัตร

 

            ภายในประเทศไทย ยุทธศาสตร์หลักที่ชนชั้นปกครองยึดกุมยังคงเป็นยุทธศาสตร์โลกานุวัตรพัฒนา ซึ่งเดินตามฉันทามติแห่งวอชิงตัน  หน่วยราชการที่มีบทบาทหน้าที่สำคัญในกระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจเลือกเส้นทางการพัฒนาดังกล่าวนี้ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม  และธนาคารแห่งประเทศไทย  ในขณะที่บางภาคส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องการหันสยามรัฐนาวาไปสู่เส้นทางซึ่งยึดกุมยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นพัฒนาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  แต่ด้วยเหตุที่เป็นชนกลุ่มน้อยในระบบราชการจึงไร้พลังในการหันเหสยามรัฐนาวาเพื่อเปลี่ยนทิศทางการพัฒนา    ในขณะที่กลุ่มทุนไทยที่ทรงพลังผสานกับกลุ่มทุนสากลร่วมกันผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจไทยเดินบนเส้นทางที่กำหนดโดยฉันทามติแห่งวอชิงตันต่อไป [3]

 

ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ประเทศไทยมีการพัฒนาโดยยึดแผนพัฒนาเศรษฐกิจนั้น ความยากจนในสังคมบรรเทาเบาบางลง จำนวนครัวเรือนที่ยากจน จำนวนคนในสังคมเศรษฐกิจไทยลดลง

 

            แต่ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ หรือไม่ว่าจะเป็นภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ จำนวนครัวเรือนที่ยากจนกลับเขยิบเพิ่มขึ้น เช่น วิกฤตการณ์คราวนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากลุ่มครัวเรือนซึ่งอยู่ตรงขอบของเส้นความยากจนจะกระจุกตัวกันอย่างค่อนข้างหนาแน่น

 

            เมื่อไรที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง ครัวเรือนเหล่านี้ก็พ้นระดับจากความยากจน แต่เมื่อไรที่เศรษฐกิจถดถอยตกต่ำ ครัวเรือนเหล่านี้ก็จะตกมาอยู่ใต้เส้นความยากจนกลายเป็นครัวเรือนที่ยากจน

 

เมื่อพิจารณาปัญหาความยากจนโดยสัมพัทธ์  คือปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ของครัวเรือน จะเห็นว่าเลวลงตามลำดับ [4]

 

ความยากจนหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540

 

            วิกฤตการเงินซึ่งนำสู่วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทย ในปี 2540 ได้ส่งสัญญาณเตือนเอเชียและโลกถึง “วิกฤตการณ์แห่งการทำลายตัวเอง” ของสังคมที่เป็นอยู่ แต่ก็ดูเหมือนว่าชนชั้นนำของโลกและชนชั้นนำของไทยจะไม่ได้ตระหนักถึงสัญญาณเตือนเหล่านี้สถานการณ์ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจที่สำคัญอีกสถานการณ์หนึ่งของสังคมไทยก็คือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการปฏิรูปการเมือง แต่กลับทำให้อำนาจผูกขาดในตลาดการเมืองมีมากขึ้น [5]

 

              วิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ที่ส่งผลคุกคามสถานภาพของทุนไทยอย่างรุนแรง     ส่งสัญญาณให้กลุ่มทุนไทยสำคัญ ๆ ที่หลุดรอดมาได้รวมตัวกันเข้ายึดกุมการเมืองไทยในท้ายที่สุด กลุ่มทุนหลักที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลปัจจุบันเข้าเกาะกุมระบบรัฐสภาได้อย่างเต็มที่

 

            รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เพิ่มอำนาจให้กับนายกรัฐมนตรีมากขึ้นกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ นอกจากนั้น การกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร สส. ว่าต้องจบปริญญาตรี และการนำระบบปาร์ตี้ลิสต์มาใช้ หมายความว่าองค์ประกอบของสมาชิกรัฐสภาเอนเอียงไปด้านชนชั้นนำในเมืองมากกว่าชนชั้นล่างทั้งในเมืองและต่างจังหวัด ประกอบกับการตรวจสอบจากองค์กรอิสระต่าง ๆ และภาคประชาชนไม่ประสบความสำเร็จดังที่คาดหวังไว้

 

            กลุ่มทุนไทยได้รวมตัวกันเพื่อฉกฉวยโอกาสจากสถานการณ์ใหม่นี้ โดยก่อตั้งพรรคไทยรักไทย และมีแผนการโครงการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม  การเมืองไทยที่ทะเยอทะยานทีเดียว [6]

 

            การที่กลุ่มทุนใหม่ที่รอดตายจากวิกฤตเศรษฐกิจกับกลุ่มทุนเก่าที่ยังรักษาสมบัติไว้ได้ ได้ครอบครองทรัพย์สินในสังคมมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้รวม  แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังไม่มีมาตรการที่สามารถจัดการให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมเกิดขึ้นได้จริง ดังข้อมูลปรากฏว่า กลุ่มคนที่จนที่สุด  20 เปอร์เซ็นต์แรกมีสัดส่วนรายได้เพียงไม่ถึงร้อยละ 5 ของรายได้รวม   ในขณะที่กลุ่มคนที่รายได้สูงสุดมีสัดส่วนของรายได้ถึงร้อยละ 55-56 ของรายได้รวม ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นก็คือยังไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนใด ๆ ว่าช่องว่างของรายได้นี้จะแคบลงอย่างมีนัยสำคัญ [7]

เมื่อหันมาพิจารณาการเข้าถึงที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตขั้นพื้นฐานของคนในชนบท พบว่า ที่ดินร้อยละ 70 ของประเทศใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ ที่ดินเกษตรกรรมถูกปล่อยทิ้งรกร้างถึง 30 ล้านไร่ ขณะที่เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 5 แสนครอบครัวกลับไร้ที่ทำกิน

 

            การไม่ใช้ประโยชน์จากที่ดินโดยหวังเก็งกำไรนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งของการกระจุกตัวของที่ดินในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู  ก่อนหน้านี้ ปี พ.ศ. 2540 มีการซื้อขายที่ดินเพื่อเก็งกำไรกันมาก วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เกิดขึ้นตอนกลางปี พ.ศ. 2540 มีสาเหตุสำคัญเกิดจากการเก็งกำไรที่ดิน ก่อให้เกิดเงินกู้ที่ไม่เกิดผล (Non-Performing Loans, NPLS) เกิดขึ้นอย่างมาก

 

            ตอนสิ้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2543 ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า ยอดของเงินกู้ที่ไม่เกิดผลยังคงสูงถึง 2.92 ล้านล้านบาท  ซึ่งส่วนใหญ่ของยอดนี้คือเงินกู้ของสาขาเศรษฐกิจอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Sector) อาจสรุปได้ว่า การเก็งกำไรในที่ดินนั้นทำให้เศรษฐกิจเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท ก่อเกิดปัญหาภาวะไร้ที่ทำกิน  ปัญหาความยากจน  และปัญหาทางสังคมอื่น ๆ [8]

 

ความยากจนในบริบทโลกาภิวัตน์

 

               วิกฤติทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 2540 ส่งผลให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมีการเติบโตของการสู่ระดับสูงสุดเท่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนในภาคธุรกิจการเงินการธนาคาร ส่วนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมได้ขยายตัวขึ้นถึงระดับ 89,566 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2540 ร้อยละ 53.4

 

               บริษัทข้ามชาติได้เข้ามาซื้อกิจการทั้งบริษัทที่เป็นการร่วมลงทุน หรือบริษัทของไทยที่ประสบภาวะขาดแคลนเงินทุน หรือมีภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจากการลดค่าเงินบาทและภาระดอกเบี้ยที่สูง ทำให้ต้องตกอยู่ในภาวะ  NPL (Non Performing Loan)  จำเป็นต้องขายกิจการในที่สุด 

 

              มีรายงานว่า ตั้งแต่บีโอไออนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นใหญ่หรือร้อยเปอร์เซ็นต์ในบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมในเดือนพฤศจิกายน 2540 ถึงเดือนมีนาคม 2542 มีบริษัทในประเทศไทยที่ถูกบริษัทข้ามชาติซื้อหุ้นใหญ่ไป 135 บริษัทการลงทุนจากบรรษัทข้ามชาติทำให้ไทยมีการส่งออกมากขึ้น  จากรายงานสำมะโนอุตสาหกรรมปี 2540 พบว่ากิจการที่มีการลงทุนจากต่างประเทศเป็นผู้ส่งออกกว่า 2 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกของภาคอุตสาหกรรมรวม และเมื่อไม่รวมอุตสาหกรรมอาหารและยางพบว่า บรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ มีสัดส่วนการส่งออกกว่าร้อยละ 80 หรือ 4 ใน 5 ของการส่งออกของภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด [9]

 

              ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นระดับความซับซ้อนของความมั่งคั่งและความยากจนในประเทศไทย ที่สัมพันธ์กับความมั่งคั่งและความยากจนในโลกไว้อย่างน่าคิด

 

การกุมอำนาจเบ็ดเสร็จของรัฐบาล นอกจากเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกพ้องตนแล้ว ยังสอดรับประโยชน์กับบรรษัทข้ามชาติที่รุกคืบเข้ามายึดครองเศรษฐกิจไทย ที่ส่งผลกระทบเป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้น

 

หลังจากการประชุมเอเปคในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2546 รัฐบาลไทยได้เดินหน้าการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ เช่น จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา อินเดีย เปรู ซึ่งข้อตกลงหลายประการส่งผลกระทบกับประชาชนผู้บริโภค เกษตรกร ธุรกิจขนาดเล็กมากมาย ซึ่งการดำเนินการเป็นไปอย่างเร่งรีบและขาดการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านจากกลุ่มต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ  ทำให้เกิดการคัดค้านจากกลุ่มต่าง ๆ มากมาย เช่น สมาชิกวุฒิสภา นักวิชาการ และกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน

 

จากการติดตามกระบวนการดำเนินการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีในช่วงเวลาที่ผ่านมา พบว่า การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีของรัฐบาล ไม่เน้นศึกษาวิจัยถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้น ไม่โปร่งใส ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่จะได้รับผลกระทบในอนาคต ไม่มีการรับฟังความคิดเห็นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 57จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการเจรจาแบบไปตายเอาดาบหน้า  หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องนี้ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้แสดงท่าทีตั้งแต่แรกเริ่มที่จะรับฟังข้อคิดเห็นหรือปรึกษาหารือกับภาคส่วนต่าง ๆ ดังกล่าว ข้อมูลในการเจรจาทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ และอ้างว่าเป็นความลับยังเปิดเผยไม่ได้ ไม่มีการแปลข้อตกลงเป็นภาษาไทยเพื่อให้ชาวไทยได้ศึกษาอย่างรอบด้าน แม้รัฐบาลจะมีปรึกษาหารือกับภาคธุรกิจเอกชนบางกลุ่ม ก็ไม่ได้สะท้อนว่ารัฐบาลรับฟังความคิดเห็นนั้น ๆ อย่างแท้จริง และเสียงท้วงติงจากภาคประชาสังคมที่เผยแพร่ออกสู่สาธารณะก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล[10]

ความยากจนจากภัยพิบัติธรรมชาติ

 

            ดินแดนประเทศไทย ที่เคยอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ  และไม่มีภัยธรรมชาติที่รุนแรง ต้องประสบภัยธรรมชาติรุนแรงมากขึ้นทุกปี ปัญหาภัยแล้งกับภัยน้ำท่วมได้สร้างความเสียหายให้กับประชาชนในวงกว้าง คนยากจนที่มีวิถีชีวิตอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ   ต้องเผชิญชีวิตที่ยากลำบากแสนสาหัสมากขึ้น

เหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ในประสบการณ์สังคมไทยล่าสุดนี้ ก็คือเหตุการณ์ธรณีพิบัติเกิดคลื่นยักษ์  สึนามิที่ถาโถมถล่มพื้นที่ชุมชนชายฝั่งอันดามันใน 6 จังหวัดของไทยมีประชาชนได้รับความเสียหายจำนวน 53,203คนใน12,293ครอบครัว[11] กลุ่มคนที่เดือดร้อนมากที่สุด คือ ชาวประมงพื้นบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู รองลงมาคือชาวไทยพุทธ และชนพื้นเมือง ชาวเล ชนเผ่ามอแกนและอูรักลาโว้ย  เป็นกลุ่มคนที่ยากจนหาอยู่หากินตามชายฝั่งทะเล มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการดำรงชีวิตผูกพันอย่างใกล้ชิดกับทรัพยากรชายฝั่งและทะเล ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง   นอกจากนั้นยังมีกลุ่มแรงงานอพยพชาวอิสานและชาวพม่าที่สูญหายไม่ปรากฏนามอีกนับพัน

ปัญหาการจัดหาที่อยู่อาศัยและการตั้งถิ่นฐานได้เป็นปัญหาสำคัญหนึ่งของผู้ประสบภัย  นโยบายและแผนของหน่วยงานของรัฐ เน้นการจัดระเบียบชุมชนและการจัดระเบียบการประมงชายฝั่งใหม่โดยการย้ายชุมชนให้ห่างไกลทะเล    เน้นนโยบายใช้ที่ดินสำหรับส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ   ในขณะที่ชุมชนประมงต้องอาศัยพื้นที่ชายฝั่ง ริมแม่น้ำลำคลองในการตั้งบ้านเรือน  เพราะต้องดูแลเรือ อุปกรณ์ประมง เครื่องยนต์ อย่างใกล้ชิด  

 

ความขัดแย้งในเรื่องการใช้ที่ดินจึงเป็นประเด็นที่ยากจะหลีกเลี่ยงและได้สะท้อนถึงพื้นฐานของปัญหาที่สั่งสมมาก่อนหน้าภัยพิบัติธรรมชาติ  กรณีนี้จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นระดับความซับซ้อนของปัญหาความยากจนที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย

 

นโยบายแก้ไขความยากจนของรัฐบาล

 

            รัฐบาลทุกสมัยที่ผ่านมามี แนวคิดแก้ปัญหาความยากจน     ด้วยการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระดับจุลภาค มุ่งที่จะแสวงหาว่าใครเป็นคนยากจนในสังคม    และรัฐบาลก็จะดำเนินการแก้ไขปัญหาของกลุ่มชนในสังคมที่ถือว่าเป็นกลุ่มคนยากจน เรียกว่า Poverty Targeting ซึ่งเป็นแนวทางที่จะช่วยประทังปัญหาได้     แต่ว่าคงจะแก้ปัญหาให้หมดสิ้นไปไม่ได้

 

            การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระดับมหภาค ซึ่งน่าจะเป็นหนทางในการแก้ปัญหาได้ดีกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า แต่การผลักดันนโยบายทำได้ยากกว่า   ด้วยเหตุนี้ที่ผ่านมาการผลักดันในเรื่องเหล่านี้จึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก  ประเด็นหลัก ๆ ที่เป็นประเด็นสำคัญในการผลักดันให้สังคมขับเคลื่อนไปแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นโครงครอบใหญ่ของสังคมเศรษฐกิจ  มี 3 ประเด็นหลัก คือ

 

1. ยุทธศาสตร์การพัฒนา            ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ไม่สมดุลด้วยการถ่ายโอนส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรมไปต่ออายุการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม และยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด ด้วยการเปิดเสรีในทุกด้าน ตั้งแต่การค้าสินค้าและการค้าบริการ การเงิน ไปจนถึงการลงทุนระหว่างประเทศ  ยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิดทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยสัมพันธ์และพึ่งพิงทุนนิยมโลก ซึ่งมีเพียงคนกลุ่มน้อยในสังคมที่ได้ประโยชน์อย่างชนิดเป็นกอบเป็นกำ  ขณะที่เกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ ราคาผันผวนของตลาดโลก ฯลฯ  ขบวนการพึ่งตนเองตามยุทธศาสตร์ “ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา” จึงได้ขยายตัวออกไปในทุกภูมิภาคในชนบทไทย  เน้นเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยึดหลักการอยู่พอดีพอกิน เน้นเรื่องกระจายการผลิต

2.  กระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ มีอคติเกี่ยวกับนโยบาย (Policy Bias) อยู่ 3 ด้านคือ อคติที่จะให้ประโยชน์กับคนในเมือง  อคติเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาภาคเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการมากกว่าภาคเกษตรกรรม และอคติเกี่ยวกับเป้าหมายของการดำเนินนโยบายที่มีอยู่ 2 เป้าหมาย คือ เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในเวลาอยู่เย็นเป็นสุข และเป้าหมายการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจเวลามีวิกฤต   ความยากจนและความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้ ไม่เคยเป็นเป้าหมายหลักของการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ

3. กระบวนการนิติบัญญัติ   กระบวนการนิติบัญญัติก็เหมือนกับกระบวนการทางการเมืองและกระบวนการในการกำหนดนโยบาย เป็นกระบวนการซึ่งประชาชนไม่มีส่วนร่วม

เรื่องหลัก 2 เรื่องที่จำเป็นต้องแก้ไข เรื่องแรกคือ เรื่องของตัวกระบวนการเอง เรื่องที่สองเป็นเรื่องกฎในการลงคะแนนเสียง

กระบวนการตรากฎหมาย จะต้องเริ่มผลักดันให้มีการสร้างจารีตที่สำคัญหลายเรื่อง

 

                 จารีตที่สำคัญเรื่องหนึ่งก็คือว่ากฎหมายอะไรก็ตามที่มีผลกระทบต่อประชาชนถึงกับต้องทำให้มีการย้ายถิ่นก็ดี กฎหมายซึ่งมีผลในการโยกย้ายส่วนเกินทางเศรษฐกิจระหว่างภาคเศรษฐกิจก็ดี กฎหมายที่มีผลในการทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติก็ดี กฎหมายในลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้ จำเป็นต้องมี Public Hearing จำเป็นต้องมีประชาพิจารณ์จะต้องสร้างจารีตดังกล่าวนี้ขึ้นมาให้ได้

 

               จารีตที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ จะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการตรากฎหมาย ไม่ปล่อยให้ฝ่ายบริหารสามารถใช้ดุลพินิจมากจนเกินไป   ซึ่งจะต่างไปจากจารีตในการตรากฎหมายในสังคมประชาธิปไตยอื่น ๆ ที่กฎหมายมีรายละเอียด มีเงื่อนไขที่เข้มงวด ไม่ปล่อยให้ฝ่ายบริหารสามารถใช้ดุลพินิจได้ตามใจชอบ ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายป่าสงวน 2507 ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่กฎหมายป่าสงวนความสำคัญมันอยู่ที่พระราชกฤษฎีกากับกฎกระทรวงซึ่งเป็นกฎหมายของฝ่ายบริหาร กฎหมายอนุบัญญัติเหล่านี้ต่างหากที่มีความสำคัญในการขีดว่าที่ตรงไหนเป็นป่าสงวนหรือไม่ และประชาชนจะได้รับผลกระเทือนจากการขีดป่าสงวนนั้นอย่างไร  ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงจารีตดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขปัญหา อื่น ๆ ในสังคม

 

              กฎการลงคะแนนเสียง กฎการลงคะแนนเสียงในรัฐธรรมนูญไทยตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา มีกรณีน้อยมากที่จะใช้ Supermajority Voting Rule  มีกรณีน้อยมากที่ใช้คะแนนเสียง 2 ใน 3 หรือ 3 ใน 4 เป็นเกณฑ์ในการกำหนดมติของสภา  กฎส่วนใหญ่จะเป็นกฎคะแนนเสียงข้างมากถึงเกณฑ์ 50%  ถ้าดูเผิน ๆ จะมีความรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญยึดกฎ Majority Rule แต่ถ้าเราวิเคราะห์ให้ถึงที่สุดแล้วเราจะพบว่ากฎการลงคะแนนเสียงที่ใช้ในรัฐสภาไทยเป็นกฎการลงคะแนนเสียงข้างน้อยเป็น Minority Rule ไม่ใช่ Majority Rule เพราะว่าเกณฑ์ในการกำหนดมติของสภายึดถือเกณฑ์ 50% ของจำนวน ส.ส. ที่เข้าประชุม ไม่ใช่ 50% ของจำนวน ส.ส. ที่มีอยู่  และรัฐธรรมนูญก็บอกว่าการประชุมจะครบองค์ก็ต่อเมื่อมี ส.ส. มากกว่า 50% ของจำนวน ส.ส. ที่มีอยู่  ดังนั้นกฎหมายที่ผ่านสภาแม้เพียงได้คะแนนเสียง 25% + 1 ก็ผ่านสภาได้แล้ว  ด้วยเหตุนี้เราก็จะพบว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ยึด Simple Majority Rule ในสาระสำคัญ รัฐธรรมนูญยึด Minority Voting Rule  เกื้อกูลกลุ่มผลประโยชน์ที่มีการจัดตั้งที่เข้มแข็ง และมีความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองที่มีอำนาจ  เพราะว่า Minority Voting Rule ก่อให้เกิดค่าโสหุ้ยในการผลักดันมติหรือในการผลักดันกฎหมายต่ำ ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Transaction Cost ต้นทุนปฏิบัติการในการผลักให้กฎหมายผ่านสภา หรือในการผลักให้สภามีมติต่ำ Minority Voting Rule เกื้อกูลกลุ่มผลประโยชน์ที่มีการจัดตั้งเข้มแข็ง มีอำนาจซื้อ  กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่ซื้อขายกันในสภา ดังนั้นกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีอำนาจซื้อมีการจัดตั้งเข้มแข็ง มีความสัมพันธ์กับชนชั้นปกครองสามารถผลักดันกฎหมายที่เกื้อประโยชน์กับตนเองได้ง่าย

 

            ประชาชนจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงกฎการลงคะแนนเสียง  กฎหมายอะไรก็ตามที่มีผลในการโยกย้ายส่วนเกินทางเศรษฐกิจระหว่างภาคเศรษฐกิจ กฎหมายอะไรก็ตามที่มีผลต่อการกระจายรายได้ของประชาชนชาวไทย กฎหมายอะไรก็ตามที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ  กฎหมายอะไรก็ตามที่ทำให้คนไทยต้องย้ายถิ่น กฎหมายรายได้ของรัฐบาล กฎหมายการเงินเหล่านี้ควรต้องยึด Voting rule มากกว่า 50% ของจำนวน ส.ส. ที่มีอยู่ ไม่ใช่ยึด 25+1 อย่างที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบัน” [12]

 

            นอกจากนั้น มาตรการด้านภาษีก็เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่สังคมไทยควรให้ความสนใจนำมาแก้ปัญหาความยากจนดังเช่น กรณีปัญหาการกระจุกตัวของขนาดและการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน คณะวิจัยมูลนิธิสถาบันที่ดิน ได้เสนอกความเห็นว่า น่าจะมีการเก็บภาษีที่ดินที่ก้าวหน้าตามขนาดของที่ดินและตามมูลค่าของที่ดิน ที่แสดงถึงค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Economic rent) และควรให้การจัดเก็บภาษีที่ดินมีความโปร่งใส ข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินควรจะเป็นข้อมูลสาธารณะ มีระบบคอมพิวเตอร์ที่ทำให้ทุกฝ่ายเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย  นอกจากนี้องค์กรชุมชนซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดกับที่ดินและรู้สภาพที่ดินดี ควรมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเกี่ยวกับที่ดินและภาษีที่ดินด้วย [13]

ความยากจนกับอำนาจของคนจน

 

            การที่รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร  นำนโยบายแก้ปัญหาความยากจนด้วยการเอื้ออาทรเข้ามาตั้งแต่เริ่มรับตำแหน่ง โอกาสแห่งอำนาจของคนจนก็แคบลงนับจากนั้นมา

 

            บทบาทความสำคัญของพรรคไทยรักไทยนี้มีมากกว่าการปรับนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นความพยายามจัดความสัมพันธ์ด้านพลังทางการเมืองเสียใหม่  ซึ่งสรุปยุทธศาสตร์ของพรรคไทยรักไทยดังนี้

 

1.       กลุ่มทุนใหญ่เข้าเกาะกุมระบอบการเมืองอย่างสิ้นเชิง

2.       ฝ่ายบริหารและพรรคการเมืองใหญ่มีบทบาทนำ

3.