Democratic Database

ข้อมูล และ บทความ สำหรับ นักประชาธิปไตย

สัมมนา : เรากำลังเข้าสู่ ‘การฆ่ายุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่’

เมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทางชมรมนักศึกษากับการเมืองเพื่อการพัฒนา สโมสรนักศึกษาคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับกลุ่มโครงการกาดนัดละอ่อนเชียงใหม่ จัดเสวนาเรื่อง ‘พื้นที่สันติ บทสนทนาสันติสุข ว่าด้วยจังหวัดชายแดนภาคใต้’ โดยในวงเสวนาดังกล่าวมีประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ชี้กรณีการเสียชีวิต 2 นาวิกโยธิน เหตุชาวบ้านระแวงเหตุการณ์ปี 2518

รศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัญหาภาคใต้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งหลายระดับหลายมิติที่เกิดขึ้นในสังคมไทย และอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นภาวการณ์แตกเป็นเสี่ยงๆ ของระบบเดิมของรัฐไทย

 “กรณีปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหาที่ชี้ให้เห็นถึงความหวาดระแวงทางชาติพันธุ์ จนกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากย้อนกลับศึกษาถึงปัญหาในอดีต ไม่ต้องย้อนไปถึงสมัยรัชการที่ 5 แต่ขอให้ย้อนไปดูเหตุการณ์ในช่วงปี พ.ศ.2518 ซึ่งยังคงมีความฝังใจกับความทรงจำอันเลวร้าย กรณีที่มีทหารนาวิกโยธินได้บุกเข้าไปยิงชาวบ้านเสียชีวิต และมีเด็กคนหนึ่งรอดตาย วิ่งมาบอกพี่น้องชาวบ้านจนเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในปัตตานี”

รศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าวต่อว่า จึงมีความระแวงในเรื่องการใช้ความรุนแรง ระแวงในชาติพันธุ์มาตั้งแต่นั้นมา แต่ไม่ใช่ว่าความหวาดระแวงและความรุนแรงนั้นจะเกิดขึ้นได้อีกง่ายๆ หากไม่มีอะไรไปกระตุ้น ซึ่งตนคิดว่า ปัญหาของรัฐไทยที่แก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ ก็เพราะว่า เรายังไม่สามารถจัดการความระแวงนี้ได้ แต่กลับมีความพยายามที่จะนำไปสู่ความเกลียดชังเพิ่มขึ้น

ในขณะที่ รศ.ใจ อึ้งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า

เมื่อดูประวัติศาสตร์ของรัฐไทยแล้ว เราจะพบว่า มีการกระทำความรุนแรงต่อพี่น้องมุสลิม และมีการดูถูกอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้น ฟันธงได้เลยว่า รัฐไทยนั้นใช้ความรุนแรงมากที่สุด มากกว่าประชาชน มีการผูกขาดความรุนแรงทั้งหมด อีกทั้งคนที่ถูกฆ่าในรัฐไทย ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์

“จริงๆ แล้ว นาวิกโยธิน นั้นถูกฝึกไว้เพื่อฆ่า ดังนั้น หากรัฐไทยต้องการแก้ปัญหาจริงๆ ทำไมไม่ส่งนักสังคมสงเคราะห์ ผู้ที่ไม่ใช้อาวุธอะไรเข้าไปตรงนั้นไม่ดีกว่าหรือ แต่เราก็ไม่ควรไปเหมารวมทหารทั้งหมด เพราะว่าทหารก็ถูกเป็นเหยื่อด้วย เป็นคนยากคนจนด้วย และทหารนาวิกโยธินที่เสียชีวิตก็ไม่ใช่ระดับผู้บังคับบัญชา ฉะนั้น ไม่ว่ากรณีเหตุการณ์กรือเซะ สะบ้าย้อย ตากใบ หรือตันหยงลิมอ ตนคิดว่า เราจะต้องวิจารณ์และประณามรัฐไทย ไม่ใช่มาวิจารณ์ชาวบ้าน เราจะต้องสร้างกระแสที่ทวนกระแสของรัฐให้ได้” รศ.ใจ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ใจ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ชาวบ้านปิดกั้นไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปในหมู่บ้านว่า ภาพที่มีชาวบ้าน ซึ่งเป็นทั้งผู้หญิงและเด็ก ออกมากีดกันไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐไทยเข้าไปในหมู่บ้านนั้น นี่หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นโจร ตนคิดว่า ไม่ใช่ แต่นี่เป็นเพราะชาวบ้านไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร จัดการความรุนแรงได้อย่างไร นอกจากจะหาวิธีการอย่างไรไม่ให้โจรเข้ามาในหมู่บ้านของพวกเขามากกว่า

การขยายตัวของรัฐและทุน นำมาสู่ความขัดแย้ง

รศ.ดร.อรรถจักร์ ยังได้กล่าวถึงปัญหา 3 ชายแดนภาคใต้ว่า สิ่งที่เกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้นนั้นมีอยู่อย่างน้อย 2 ระดับ คือการขยายตัวของรัฐโดยใช้ระบบทุนเข้าไปในพื้นที่ ซึ่งทุนได้เข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวบ้าน ในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนชาวบ้านให้กลายเป็นคนงานในโรงงาน รวมไปถึงหลายๆ โครงการของรัฐที่เข้าไปทำลายวิถีชาวประมงพื้นบ้าน แต่ไม่ได้ให้ชาวบ้านมีส่วนรับรู้ในการตัดสินใจและการจัดการ จึงทำให้ชาวบ้านยิ่งอับจนมากยิ่งขึ้น ทำให้ความหวาดระแวง และนำไปสู่ความเกลียดชังรัฐเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

 “นอกจากนั้น ความหวาดระแวงทางชาติพันธุ์ของรัฐไทยยังได้ก่อตัวมายาวนาน ในอดีตรัฐไทยหลายรัฐบาล มีอคติมาโดยตลอด มีการสนับสนุนพ่อค้าจีนเข้าไปรุกในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เพื่อใช้เป็นปราการที่จะหยุดยั้งขบวนการมลายู แม้กระทั่งในช่วงนั้น มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนหนึ่ง ได้บังคับให้นำพระพุทธรูปไปวางไว้ในทุกโรงเรียนของชาวมุสลิม ซึ่งส่งผลให้ชาวบ้านไม่เข้าใจ หวาดระแวงและเพิ่มความเกลียดชังมากยิ่งขึ้น”

 รศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าวต่อว่า ตัวชนวนที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงอีกอย่างหนึ่งในขณะนี้ ก็คือ ตัวของนายกรัฐมนตรีเอง ที่มีความพยายามต้องการจะเป็นรัฐบุรุษ โดยคิดว่าตนเองจะสามารถจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้ ซึ่งแท้จริงแล้ว ไม่ได้มีความจริงใจในการแก้ปัญหา แต่เป็นการยื้อเวลา เพื่อนำงบประมาณลงไปผลาญเท่านั้น ซึ่งความเขลาของนายกรัฐมนตรี ได้เปิดช่องให้พวกมือข้างนอก ไม่ว่าพวกกลุ่มก่อการร้าย หรือซีไอเอ เข้ามาปั่นป่วนในพื้นที่ 3 ชายแดนภาคใต้ได้ ซึ่งก็ไม่แปลกใจแต่อย่างใดเลย

เสนอให้ ‘ศูนย์ข่าวอิศรา’ เปิดเผยจดหมายคนมุสลิมที่ถูกกระทำ

 “ทางออก ก็คือ ภาคสังคมจะต้องกดดันให้นายกรัฐมนตรีได้กล้าที่โปร่งใสในข้อมูลข่าวสารความเป็นจริงทั้งหมดให้สาธารณชนได้รับรู้ โดยเสนอให้นายกรัฐมนตรีกล้าให้ ‘ศูนย์ข่าวอิศรา’ เปิดเผยจดหมายของพี่น้องมุสลิมที่เดือดร้อนออกมาได้อย่างเปิดเผย ซึ่งคิดว่าจะเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะช่วยลดความเกลียดชังลงได้ และจะเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะช่วยสยบข่าวลือที่ออกมา เหมือนเมื่อครั้งเหตุการณ์ 14 ตุลา หรือ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่มีผู้ที่พยายามปล่อยข่าวลือว่า จะมีการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ซึ่งล้วนเป็นแต่ข่าวลวงทั้งสิ้น หากรัฐกล้ายอมให้มีการเปิดเผยข้อมูลความจริงทั้งหมด เชื่อว่า ท้ายสุดสังคมไทยก็จะรับรู้ว่า แท้จริงแล้วผู้ก่อการร้ายคือใครกันแน่” รศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าว

อธิการ ม.เที่ยงคืน ชี้เรากำลังเข้าสู่ ‘การฆ่ายุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่’

 รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เรากำลังเข้าสู่ ‘การฆ่ายุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่’ ช่วงยุคเปลี่ยนผ่านในขณะนี้ เราไม่สามารถจะแบ่งแยกศาสนากับทางโลกออกจากกันได้ ซึ่งในกลุ่มของคริสเตียนได้ข้ามเส้นแบ่งแยกออกมาอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่โลกมุสลิมไม่ได้มีการแบ่งแยก

“ตนคิดว่านี่มีส่วนในเรื่องกระบวนทัศน์ เป็นเรื่องที่ทุกอย่างมันเข้ากันไม่ได้ ในขณะที่พวกหนึ่ง มุ่งไปทางด้านโลกียะ แต่ในอีกพวกหนึ่ง มุ่งไปทางด้านโลกุตระธรรมกำกับ ในขณะเดียวกัน โลกมุสลิม ซึ่งมีปราชญ์ชาวบ้านชาวมลายูมุสลิม ได้พูดถึงวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับพระผู้เป็นเจ้า หรือวิถีชีวิต 3 ประการของมนุษย์ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับพระผู้เป็นเจ้า”

 รศ.สมเกียรติ กล่าวอีกว่า ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า คนมุสลิมนั้นตระหนักอยู่ในใจตลอดเวลา ในขณะที่คนอีกจำพวกหนึ่งไม่ได้มีพระผู้เป็นเจ้า และคนมุสลิมนั้นได้มองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ นั่นคือความเสมอภาค มีความเท่าเทียมกัน

 และสุดท้าย ในพระคัมภีร์อัลกุรอ่านนั้นระบุชัดว่า มุสลิม เชื่อในเรื่องของมนุษย์มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายถึงทรัพยากรธรรมชาติ ในฐานะที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานให้กับมนุษย์ทุกคน มิใช่ให้คนใดคนหนึ่งครอบครองทรัพยากรฯ มากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งตนคิดว่า เรื่องนี้มีความสำคัญ ถ้าหากเราจะปรับ เปลี่ยนแปลง หรือทำความเข้าใจและพัฒนา เหมือนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตรัสไว้ เพราะฉะนั้น เราจะต้องเข้าใจการข้ามเส้นแบ่งประวัติศาสตร์สมัยใหม่นี้ด้วย

การต่อสู้ระหว่างโลกทุนนิยมกับการต่อสู้ของมูลรากศาสนา

อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกล่าวด้วยว่า ห้วงเวลานี้ เรากำลังต่อสู้กันระหว่างโลกของทุนนิยม หรือเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่ กับการต่อสู้ของมูลรากศาสนา ซึ่งเป็นสองกระบวนทัศน์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“โลกของทุนนิยม หรือเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่ นั้นจะมุ่งทำกำไร โดยได้ทำลายกฎเกณฑ์ข้อบังคับของท้องถิ่น แล้วเปิดให้มีการเปิดทำธุรกรรมทางการเงินอย่างกว้างๆ ซึ่งนี่คือรากเหง้าของปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร ไปทำลาย ทำร้ายกฎเกณฑ์ของสังคมท้องถิ่น และทำให้เห็นได้ชัดว่า รัฐและทุนมีการเข้าไปตักตวงทรัพยากร ซึ่งในรายงานวิจัยพบว่า ป่าพรุ ซีฟูดแบงก์ การออกโฉนดทะเล และอีกหลายๆ โครงการ ที่รัฐบาลชุดนี้กำลังดำเนินการอยู่ เป็นผลลัพธ์ของการเข้าไปควบคุม ครอบงำ และแย่งชิงทรัพยากรของชาวบ้านมาอย่างต่อเนื่อง”

บาดแผลประวัติศาสตร์แห่งความลวง คือบ่อเกิดการก่อการร้าย

 รศ.สมเกียรติ กล่าวถึงบาดแผลประวัติศาสตร์ของชายแดนภาคใต้ว่า การที่มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามจะก่อขบถ โดยไม่ได้มาจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง และตนเชื่อว่า ไม่ใช่เพียงแค่การแย่งชิงทรัพยากรฯ เท่านั้น เงื่อนไขอีกประเด็นหนึ่ง คือประวัติศาสตร์บาดแผล หรือประวัติศาสตร์แห่งความลวงของรัฐปัตตานี ซึ่งถือว่า เงื่อนไขนี้ เป็นชนวนที่จุดประกาย หรือจุดระเบิดให้เกิดการก่อการร้ายด้วยเช่นเดียวกัน เพราะว่ามันมีความซับซ้อนในเชิงประวัติศาสตร์ ในการแย่งชิงทรัพยากรฯ และความไม่เสมอภาค

ยกตัวอย่าง เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกา บาทหลวงท่านหนึ่ง เคยพูดเอาไว้ว่า เด็กผิวดำ อายุ 12 ปี ทำไมถึงเริ่มกลายเป็นเด็กเกเร ซึ่งบาทหลวงได้อธิบายให้คนผิวขาวฟังว่า จริงๆ แล้ว เด็กผิวดำมีความฉลาดเฉลียวเท่ากับเด็กผิวขาวทุกประการ เมื่อเขาเป็นเด็กนักเรียนด้วยกัน

แต่เมื่อเด็กผิวดำ อายุได้ 12 ปีเมื่อใด หรือโตพอที่จะรับรู้ว่าสังคมพอจะยอมรับเขาแค่ไหน อนาคตของพวกเขาจะเป็นอย่างไร ความเสมอภาคในสังคมอเมริกันมีหรือไม่ เขาได้คำตอบว่า ในสังคมอเมริกันนั้น ไม่ได้เปิดโอกาสให้กับคนผิวดำอย่างเขา การที่เขาเป็นเด็กฉลาด มีความรู้ความสามารถ จึงไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คน ต่อตัวเขาได้เท่าใดนัก

 เหตุการณ์นี้ ได้เกิดขึ้นมาเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว แต่ปัจจุบัน กลับปรากฏให้เห็นชัดในวิกฤติการณ์พายุเฮอริเคน เกิดน้ำท่วมใหญ่ในอเมริกา ในรัฐที่มีคนผิวดำอาศัยอยู่ ในขณะที่ก่อนหน้านั้นมีการเตือนภัยล่วงหน้ามาหนึ่งสัปดาห์ แม้มีคนอพยพหนีออกไปเป็นขบวนยาว แต่ล้วนมีแต่คนผิวขาวทั้งนั้น ทิ้งให้คนผิวดำนั้นเป็นเหยื่อให้เผชิญกับความตาย

ฉะนั้น จึงเป็นเหตุการณ์ที่ไม่แปลกที่คนผิวดำที่เจอกับสภาวการณ์เช่นนั้น ต้องเข้าไปปล้นสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อให้ตัวเองนั้นอยู่รอด เพราะทรัพยากรทั้งหมดล้วนถูกคนผิวขาวแย่งชิงยึดครองทั้งหมด ซึ่งเมื่อหันมามองเหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในขณะนี้ ก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก

‘ใจ’ ชี้สาเหตุรัฐใช้ความรุนแรงกับประชาชน

 ด้าน รศ.ใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐมักใช้ความรุนแรงโดยอ้างว่าทำตามหน้าที่เพื่อรักษาความสงบ ไม่ใช่โจร ฉะนั้น ถ้ารัฐใช้ความรุนแรงเหมือนกรณีที่ตากใบ หรือการฆ่าเยาวชนที่เป็นทีมนักฟุตบอลที่สะบ้าย้อย มันก็ยิ่งจะแย่ลงไปอีก เพราะเขาจะอ้างว่าเพื่อรักษาความปลอดภัย

 “และที่รัฐอ้างเพื่อรักษาความสงบนั้น ก็เพื่อนำกองกำลังมาใช้ในสังคมของการใช้อาวุธ ไม่ว่าจะดูมุมไหน รัฐนั้นมีอาวุธเหนือประชาชน และมีอำนาจทางการเมือง อำนาจทางเศรษฐกิจอยู่เหนือกว่าประชาชนในเกือบทุกเรื่อง ซึ่งการที่รัฐได้ใช้อาวุธ ใช้อำนาจที่เหนือกว่ามาทำร้ายประชาชนผู้ที่อ่อนกว่า ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เลวร้ายอย่างยิ่ง”

 รศ.ใจ กล่าวอีกว่า รัฐมีความพยายามที่จะใช้ความรุนแรงผูกขาดอย่างต่อเนื่อง โดยการอ้างความชอบธรรม โดยการอ้างว่าเป็นการลงโทษ แต่จริงๆ แล้ว ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหา แต่การทำสงครามของรัฐ การฆ่าหมู่ ก็ไม่ได้ถูกมองว่า การกระทำดังกล่าวนั้นเป็นอาชญากรรมแต่อย่างใด

ความรุนแรงของภาคประชาชน ล้วนเกิดขึ้นหลังจากรัฐใช้ความรุนแรง

 รศ.ใจ ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า การที่เกิดความรุนแรงของภาคประชาชนนั้น มักเกิดจากปฏิกิริยาตอบโต้หลังจากถูกรัฐใช้ความรุนแรงก่อนทั้งสิ้น ไม่ว่าการถูกอุ้มฆ่า 70 กว่าศพ หลังจากนั้น ก็มีเหตุการณ์ปล้นปืน มีการจับชาวบ้านไปทรมานให้รับสารภาพ ซึ่งนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความที่เข้าไปช่วยเหลือป้องกันและเปิดโปง ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยจาก 3 หน่วยงานจับไปฆ่าทิ้ง ซึ่งเชื่อว่า มันจะต้องมีคำสั่ง ไฟเขียวจากเบื้องบนแล้ว นี่คือการกระทำของรัฐไทย

รศ.ใจ กล่าวอีกว่า ดูจากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ไม่ว่ากรณีเหตุการณ์กรือเซะ สะบ้าย้อย ตากใบ หรือตันหลงติมอร์ ทำให้เห็นว่า การกระทำความรุนแรงต่อพี่น้องมุสลิม ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง นี่คือปัญหา และตนคิดว่า เราจะต้องวิจารณ์และประณามรัฐไทย ไม่ใช่มาวิจารณ์ชาวบ้านที่ถูกกระทำ เราจะต้องสร้างกระแสที่ทวนกระแสของรัฐให้ได้

“นอกจากความขัดแย้งของ 2 เครือข่ายข้างบน บวกกับการที่รัฐมีความคิดแบบชาตินิยม มีอคติต่อคนมุสลิม ว่าพวกนี้มันเลว จนนำไปสู่การยึดครองพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการส่งกองกำลังทหาร ตำรวจ ซึ่งไม่ใช่คนในพื้นที่เข้าไปควบคุมยึดครองนั้น ตนถือว่า นี่เป็นลักษณะของการล่าอาณานิคมในอีกรูปแบบหนึ่งของรัฐไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการค้าขายข้ามพรมแดนเถื่อน หรือตลาดมืด ซึ่งในจำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย” รศ.ใจ กล่าว

ทางออกเพื่อสันติภาพ : ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน

 รศ.ใจ เสนอทางออกว่า วิธีที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้คือ รัฐจะต้องลดอำนาจรัฐ และเพิ่มอำนาจให้กับประชาชน ยกเลิกกฎอัยการศึก และกฎหมายพิเศษใดๆ ที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของพลเมือง ด้วยการถอนทหารและตำรวจออกจากพื้นที่ เพื่อสร้างเขตสันติภาพปลดอาวุธ

 และต้องเปิดพื้นที่ให้พลเมืองใน 3 จังหวัดภาคใต้ ได้หารือกันว่าจะอยู่กันอย่างไร ปกครองตนเองอย่างไร เพื่อใช้ ‘การเมืองประชาธิปไตย’ แก้ปัญหา นอกจากนั้น จะต้องเคารพพี่น้องชาวมุสลิม ทั้งในด้านวัฒนธรรม ภาษา และความเชื่อที่หลากหลายในสังคม เช่น ปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาทั่วประเทศให้สะท้อนเปิดกว้าง และประกาศให้วันสำคัญของศาสนาอิสลาม เป็นวันหยุดทั่วประเทศ ควบคู่กับเทศกาลอื่นๆ ด้วย รวมไปถึงการออกมายอมรับอย่างเป็นทางการว่า รัฐไทยก่ออาชญากรรม 3 จังหวัดภาคใต้

 

 

 

 

 

รายงานพิเศษ : ‘คอนแทรค ฟาร์มิ่ง’ เมื่อ ‘นายทุน’ อาสามาแก้จน

‘Contract Farming’ หรือเกษตรพันธสัญญา เป็นชื่อเรียกระบบการเกษตรชนิดหนึ่งที่น่าจะคุ้นหูคนไทยพอสมควร เพราะกลุ่มนักพัฒนา นักวิชาการ และเครือข่ายเกษตรกรหัวก้าวหน้าจำนวนหนึ่ง ได้วิพากษ์วิจารณ์กันมายาวนานแล้วว่า มันคือกลยุทธการกอบโกยกำไรของบริษัทด้านการเกษตรขนาดใหญ่ อันมีขีดความสามารถสูงยิ่งในการแปรสภาพ ‘เกษตรกรอิสระ’ ที่ยากจน ให้เป็น ‘แรงงาน’ หนี้สินล้นพ้นในไร่นาตัวเอง

จนถึงวันนี้ ขณะที่สภาพการณ์ในระดับพื้นที่ไม่ได้รับการพูดถึง ไม่มีใครยืนยันว่าปัญหาดังกล่าวมีการคลี่คลายไปบ้างหรือไม่เพียงใด แต่ในระดับนโยบาย ‘คอนแทรค ฟาร์มิ่ง’ ได้ก้าวขึ้นมาเป็น ‘พระเอก’ เต็มตัวที่รัฐบาลมุ่งเน้นและขับดันมันออกไปทุกทิศทาง เพื่อยกระดับชีวิตชาวนาชาวไร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคณะรัฐมนตรีรับรอง ‘แผนแก้ไขปัญหาความยากจน’ ของกระทรวงเกษตรฯ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา

ภายใต้แผนที่ว่านี้ จะมีการจัดที่ดิน ส.ป.ก.กว่า 2,000 ไร่ ในลักษณะแปลงเกษตรรวมขนาดใหญ่ 100 ไร่ขึ้นไปให้เกษตรกรผู้อยู่ใน ‘ทะเบียนคนจน’ เช่าทำกินในนามของกลุ่มหรือสหกรณ์ โดยรัฐจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อย่างการเตรียมดินเบื้องต้น การจัดสร้างแหล่งน้ำ พร้อมกันนั้นก็จะดึง ‘บริษัทเอกชนด้านการเกษตรรายใหญ่’ ร่วมกำหนดทิศทางการผลิตสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ให้แก่เกษตรกร ดำเนินการแบบคอนแทรค ฟาร์มมิ่ง

 และแน่นอน บริษัทเอกชนรายแรกๆ ที่ได้รับเลือกให้ร่วมโครงการนี้ หนีไม่พ้นยักษ์ใหญ่แห่งธุรกิจการเกษตรครบวงจรอย่าง ‘ซีพี’ หรือ บมจ.เครือเจริญโภคภัณฑ์

โดยรัฐบาลประเมินว่า ในสถานการณ์น้ำขึ้นที่ประเทศไทยสามารถเปิดตลาดกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะจีน ผ่านการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) นั้น เส้นทางแบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ และขยายตลาดให้กับภาคการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

 “แต่ละครัวเรือนจะมีรายได้เดือนละ 5 พันบาท เป็นการเอางานไปหาคน  รัฐบาลพร้อมจะหาเอกชนมาช่วยเรื่องนี้เต็มที่ เพราะถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประชาชนจะมีรายได้เพิ่ม” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์

 มองผิวเผิน เส้นทาง ‘เกษตรพันธสัญญา’ เหมือนจะเป็นทางออกที่ดี แต่ในฐานะที่เส้นทางนี้ ‘เคย’ และ ‘ยัง’ เป็นที่ครหาในทางเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร จึงหลีกเลี่ยงคำถามจำนวนมากที่จะตามมาได้ยาก และคำถามจะชัดเจนขึ้นโดยปริยาย เมื่อย้อนดูความเคลื่อนไหวที่ผ่านมา

 เมื่อ 20 พฤษภาคม 2548 นายกรัฐมนตรีระบุชัดเจนในการประชุมคณะกรรมการสนับสนุนระบบการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ(กสจ.) ว่า

 “ผู้ว่าฯจะต้องเตรียมพร้อมในการสำรวจแต่ละหมู่บ้านภายในจังหวัดอย่างละเอียด เพราะรัฐบาลมีแนวคิดให้ภาคธุรกิจเข้ามาร่วมรับผิดชอบกันเป็นหมู่บ้าน ล่าสุด ทางเครือเจริญโภคภัณฑ์จะรับผิดชอบ 500 หมู่บ้าน บริษัท ไทยเบฟเวอร์เรจส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (ผู้ผลิตและจำหน่ายเบียร์ช้าง) รับผิดชอบ 500 หมู่บ้าน โดยจะลงทุนภาคเกษตร อาจจะตั้งโรงเรือนเลี้ยงไก่ระบบปิด แล้วจ้างตัวแทนแต่ละครัวเรือนมาทำงาน”

 นอกจากนี้ ราวเดือนสิงหาคม 2548 คณะทำงานของนายกรัฐมนตรี หรือ Prime Minster's Task Force ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างต้นแบบตามโครงการภาคธุรกิจช่วยเหลือคนจน โดยมีนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ และ น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาคณะทำงาน

กระบวนการเริ่มจากการคัดเลือกหมู่บ้านต้นแบบความยากจนของประเทศมาวิเคราะห์ว่า ควรส่งเสริมให้ประชาชนประกอบอาชีพใด จากนั้นก็จะให้ภาคเอกชนเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งสอดคล้อง-รองรับกับแผนแก้ปัญหาความยากจนที่เพิ่งผ่าน ครม.เป็นอย่างยิ่ง

 ทั้งนี้ ในคณะทำงานของนายกฯ 14 คน มีผู้บริหารของ ‘ซีพี’ อีก 3 คน คือ นายอดิเรก ศรีประทักษ์ ที่ดูแลภาพรวมธุรกิจในเครือซีพีทั้งหมด นายพงษ์ วิเศษไพฑูรย์ ดูแลธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์น้ำของเครือซีพี และนายมนตรี คงตระกูลเทียน ดูแลธุรกิจพืชไร่ครบวงจรของเครือซีพี อยู่ด้วย ซึ่งถึงตอนนี้ซีพีได้รับเข้าไปดำเนินการนำร่องให้กับหมู่บ้านต้นแบบแล้ว

‘เกษตรนายทุนครบวงจร เกษตรกรครบวงจน’

 เมื่อบริษัทใหญ่ที่ก่อร่างสร้างตัวด้วยเกษตรพันธสัญญามาตั้งแต่ทศวรรษ 2510 เข้าไปอยู่ ณ ศูนย์กลางอำนาจอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ขณะนี้ดูเหมือนนโยบายของบริษัทได้ขยับฐานะขึ้นมาเป็นนโยบายของประเทศไปแล้ว ดังนั้น จึงน่าสนใจที่จะสำรวจเส้นทางสายนี้สักเล็กน้อย

‘คอนแทรค ฟาร์มิ่ง มันเป็นอย่างที่เขาว่า เกษตรนายทุนครบวงจร เกษตรกรครบวงจน จริงๆ” อุบล อยู่หว้า จากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน สรุปรวบยอดความหมายของคอนแทรค ฟาร์มิ่ง

 ในฐานะที่ทำงานรณรงค์ด้านเกษตรอินทรีย์กับเกษตรกรในภาคอีสานมายาวนาน เขาเล่าสถานการณ์ในพื้นที่ว่า เกษตรกรจะมีพันธสัญญากับบริษัทในการเลี้ยงไก่เสียเป็นส่วนมาก โดยเกษตรกรจะเป็นผู้ลงทุนในโรงเรือน ส่วนบริษัทใหญ่จะให้ ‘เชื่อ’ ลูกเจี๊ยบ อาหารไก่ และเวชภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งจะนำมาหักลบกลบหนี้กันตอนขายไก่ให้บริษัท ซึ่งในการขายไก่นั้น มีเงื่อนไขว่า ไก่ฝูงนั้นต้องมีอัตราการตายไม่เกิน 5% ของไก่ทั้งหมด และมีอัตราการแลกเนื้อ (น้ำหนักไก่ทั้งหมดเทียบกับอาหารที่ใช้เลี้ยงไก่ทั้งหมด) ตามเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด

 “ปัญหาคือ น้ำหนักไก่มันขึ้นกับอาหารของบริษัท ถ้าบริษัทจะกดราคาก็ส่งอาหารที่มีโปรตีนต่ำมาให้ ชาวบ้านไม่มีทางรู้ แล้วข้อตกลงเองก็ไม่ชัดเจน บริษัทจะให้ไก่รุ่นใหม่มาเลี้ยงเมื่อไหร่ เกษตรกรกำหนดไม่ได้เลย ซึ่งตั้งแต่มีไข้หวัดนก ชาวบ้านก็ไม่ได้เลี้ยงไก่มานานแล้ว โรงเรือนที่ลงทุนก็กลายเป็นโรงเรือนร้าง เพราะบริษัทไม่ส่งลูกเจี๊ยบมาให้ โดยไม่ได้ค่าชดเชยอะไรทั้งนั้น” อุบลกล่าว

 ในส่วนพืชผลการเกษตรนั้น อุบลให้ข้อมูลว่า ในภาคอีสานจะเน้นการผลิตเมล็ดพันธุ์ ทั้งมะเขือเทศ แตงกวา มะเขือเทศ พริกชนิดต่างๆ ฯลฯ โดยบริษัทจะสนับสนุนพันธุ์ สารเคมี ปุ๋ย ไปก่อนแล้วนำมาหักลบกลบหนี้ตอนขายผลิตผลเช่นเคย โดยมีเงื่อนไขเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ และอัตราการงอกของเมล็ดพันธุ์ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ บริษัทจะเป็นผู้นำไปทดสอบเอง

 “เกษตรกรที่สกลนครเคยเจอว่า บริษัทเอาไปทดสอบ เสร็จแล้วบอกว่าไม่ผ่าน ก็เลยไม่จ่ายเงินให้ พอชาวบ้านบอก ถ้างั้นเอาเมล็ดพันธุ์คืนมา ทางบริษัทก็บอกว่าส่งไปต่างประเทศแล้ว เอาค่าเครื่องบินมาสิจะเอากลับมาให้ พอเป็นแบบนี้ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็เลิกทำไป” อุบลสะท้อนตัวอย่างส่วนหนึ่งให้ฟัง

 อย่างไรก็ตาม หากจะดูตัวเลขกลมๆ เฉพาะ ‘ซีพี’ บริษัทเดียวก็จะพบว่า ในปี 2546 บริษัทนี้มีพันธสัญญากับเกษตรกรเลี้ยงไก่ 12,000 ราย เกษตรกรเลี้ยงหมู 5,000 ราย เกษตรกรปลูกข้าว 10,000 ราย เกษตรกรปลูกข้าวโพด 10,000 ราย (บทความ “เกษตรพันธสัญญา จากไร่นาสู่ห่วงโซ่อาหารจานด่วนและซูเปอร์มาร์เก็ต” ของ อิซาเบล เดลฟอร์ซ ในเว็บไซต์ของโครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (focus))

 นอกจากนี้ การศึกษาเรื่อง ตลาดข้อตกลง (Contract Farming) ของกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ในปี 2546 รายงานว่าประเทศไทยมีบริษัทธุรกิจการเกษตร 14 บริษัทที่ใช้ระบบเกษตรพันธสัญญา และธุรกิจแต่ละรายมีสัญญาข้อตกลงในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000 ราย

 เกษตรพันธสัญญา สัญญาไกลถึงเพื่อนบ้าน

 เรื่องราวของพระเอกเกษตรพันธสัญญา ไม่ได้โด่งดังเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดย ครม.มีมติเมื่อ 28 มิถุนายน 2548 ให้มีการดำเนินงาน Contract Farming บริเวณชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะมีมาตรการลดหย่อนภาษีให้ โดยกำหนดพื้นที่นำร่อง 3 ประเทศ คือ พม่า ลาว กัมพูชา ภายใต้กรอบความร่วมมือเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง หรือ ACMECS เพื่อส่งเสริมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 8 ชนิด ได้แก่ ถั่งเหลือง ถั่งลิสง ละหุ่ง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันฝรั่ง มะม่วงหิมพานต์ และยูคาลิปตัส เนื่องจากไทยยังผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ

 ขณะที่ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ประธานกรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา เคยแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของชนกลุ่มน้อยในพม่า โดยปัญหาอย่างหนึ่งที่เขาวิตกคือ การที่ชาติพันธุ์ในพม่าถูกขับไล่จากการบริหารที่ไร้มนุษยธรรม มีการเผาหมู่บ้านเพื่อยึดพื้นที่มาทำ Contract Farming กับกลุ่มทุนไทย

 ทั้งหมดนี้คือข้อสังเกตและคำถามหลักๆ เกี่ยวกับเกษตรพันธสัญญา ซึ่งรัฐบาลควรสร้างความชัดเจน เพื่อเป็นหลักประกันว่าเกษตรกรที่ยากจนอยู่แล้ว จะไม่พากันกลายเป็นแรงงานภาคเกษตรเพิ่มกำไรให้บริษัทภายใต้นโยบายนี้

นี่ยังไม่นับรวมคำถามที่ ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ตามแนวพระราชดำริของในหลวงฯ ก็ปรากฏอยู่ในแผนนี้ คู่กับเกษตรพันธสัญญาอย่างไม่เคอะเขิน ใครรู้บอกทีว่ามันเชื่อมโยงกันยังไง !!!

 

นักต่อสู้สามัญชน ความยุติธรรมที่สูญหาย (4) : พระสุพจน์ สุวโจ

พระสุพจน์ สุวโจ พระนักพัฒนาแห่งสำนักปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม

“ทำอย่างไรถึงจะให้ความจริงที่ถูกความรุนแรงทำร้ายได้กลับคืนมา”

กรณีคนร้ายสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ พระนักกิจกรรมในกลุ่มเสขิยธรรม กลุ่มพุทธทาสศึกษา และเจ้าอาวาสสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม บ้านห้วยงู ต.สันทราย อ.ฝาง จ. เชียงใหม่ เมื่อวันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน 2548 จนมรณภาพ และได้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง

เพราะถือว่าคดีดังกล่าว เป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนต่อพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นพระนักปฏิบัติสายท่านพุทธทาส ซึ่งมีคนนับถือทั่วประเทศ และเป็นการฆาตกรรมพระอย่างโหดร้ายทารุณ ด้วยของมีคมไม่ทราบชนิดและขนาดจากคนร้ายไม่ทราบจำนวน มีบาดแผลฉกรรจ์กว่า 20 แผล ทั้งที่ ศีรษะ ใบหน้า ลำคอ มือ แขน และลำตัว กระทั่งถึงแก่มรณภาพ ห่างจากกุฏิที่พักกว่า 300 เมตร ริมทางเดินซึ่งอยู่ห่างจากถนนระหว่างหมู่บ้าน ประมาณ 10 เมตร ในเขตสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม บ้านห้วยงูใน ต.สันทราย อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

ในชั้นต้น ตำรวจท้องที่ได้ตั้งสมมติฐานว่า การฆาตกรรมเกิดจากกรณีชาวบ้านมาลักลอบตัดไม้ไผ่ในสำนักปฏิบัติธรรม และเมื่อผู้ตายได้ยินเสียงตัดไม้ก็ออกมาห้ามปราม หรือดุด่าว่ากล่าว จนชาวบ้านบันดาลโทสะ ใช้ขวานตัดไม้ทำร้ายถึงแก่ชีวิต

แต่หลังจากนั้น เมื่อญาติและผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ ตลอดจนผู้คนที่รู้จักคุ้นเคยกับพระในสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรมกันดี ต่างตั้งข้อสังเกตและไม่เห็นด้วยกับการสันนิษฐานเบื้องต้น เนื่องจากทราบดีว่าผู้ตายมีอัธยาศัยนุ่มนวลอ่อนโยน โอบอ้อมอารี และให้การช่วยเหลือชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงมาอย่างต่อเนื่อง

 นอกจากนั้น ผู้ตายยังจบการศึกษาระดับสูงจากคณะสัตวแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อุปสมบทโดยมี พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) เป็นพระอุปัชฌาย์ และเป็นศิษย์ใกล้ชิดของ ท่านพุทธทาสภิกขุ เคยมีหน้าที่รับผิดชอบสำคัญในสวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี มาก่อน

นอกจากนั้น ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา สถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ ได้เคยถูกข่มขู่คุกคามจากผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับขบวนการค้ายาเสพติดและนักการเมืองระดับชาติในเขตเลือกตั้งนั้นมาอย่างต่อเนื่อง เพราะหวังจะใช้ประโยชน์จากที่ดินซึ่งมีสภาพเป็นป่าต้นน้ำที่สถานปฏิบัติธรรมดูแลอยู่

อีกทั้งผู้ตายและเพื่อนภิกษุ ยังมีบทบาทการเคลื่อนไหวทางสังคม ด้านการใช้ศาสนธรรมเพื่อระงับความขัดแย้ง ตลอดจนการแก้ปัญหาความรุนแรง อันเกิดจากการกระทำของรัฐและฝ่ายทุนด้วยสันติวิธี ร่วมกับขบวนการและเครือข่ายภาคประชาชน จนก่อให้เกิดความไม่พอใจจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้บริหารราชการแผ่นดินระดับสูงอยู่เสมอ

นับจากนั้น คดีฆาตกรรมพระสุพจน์จึงเริ่มเป็นที่สนใจจากหลายองค์กรหน่วยงาน และได้เข้ามาตรวจสอบหาข้อเท็จจริงกันอย่างคึกคักต่อเนื่อง

นางสุนี ไชยรส กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีความเชื่อว่าคดีดังกล่าวต้องเป็นประเด็นเรื่องความขัดแย้งการแย่งชิงฐานทรัพยากรดิน น้ำ ป่า ในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำฝางทั้ง 3 อำเภอ คือฝาง แม่อาย ไชยปราการ ซึ่งได้ติดตามกรณีนี้มานานหลายปี ซึ่งกรณีคดีดังกล่าว ไม่ได้อยู่ที่การฆาตกรรมธรรมดา แต่อยู่ที่ผลการสรุปบทเรียนว่า ความขัดแย้งการแย่งชิงทรัพยากรนั้น ได้นำไปสู่การข่มขู่ คุกคาม และลอบฆ่าชาวบ้านไปทั่วประเทศ ดังนั้น คดีนี้น่าจะมีเหตุอื่นมากกว่าการฆาตกรรมธรรมดา

อีกทั้งคณะกรรมาธิการ ทั้งจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เช่น คณะกรรมาธิการตำรวจ คณะกรรมาธิการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน และคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริง ก็มีความเห็นสอดคล้องกับญาติและผู้เกี่ยวข้องกับพระสุพจน์ สุวโจ ว่าคดีนี้มีเงื่อนงำ และความไม่ชอบมาพากลอยู่หลายประการ ตลอดจนมีความเป็นไปได้สูง ที่คดีจะไม่คืบหน้า เนื่องจากเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล และการตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น

จนนำไปสู่การโอนคดีจากกองกำกับการตำรวจภูธรภาค 5 ไปให้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เข้ามารับผิดชอบแทน

และล่าสุด เริ่มมีการสืบสวนสอบสวนพบว่า คดีการมรณภาพของพระสุพจน์ มาจากการขัดขวางขบวนการค้ายาเสพติด และจากกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น! ไม่ใช่แค่เรื่องการทะเลาะวิวาทแอบตัดไม้ไผ่แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้น แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เคยเปิดเผยถึงความคืบหน้าการสอบสวนคดีฆาตกรรมพระสุพจน์ให้กับประชาไท ว่า ขณะนี้คดีมีความคืบหน้าไปในระดับหนึ่งแล้ว โดยทางดีเอสไอได้ตัดประเด็นกรณีพิพาทเรื่องการตัดไม้ทิ้งไป โดยมีประเด็นใหม่ที่ซับซ้อนและใหญ่กว่า คือ อาจเป็นเรื่องของขบวนเครือข่ายยาเสพติด ร่วมกับนักการเมืองระดับชาติบางคนบางกลุ่ม ที่ต้องการฮุบที่ดินของสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม เพื่อใช้เป็นแหล่งพักยาและการฟอกเงิน

แหล่งข่าว ‘ประชาไท’ ระบุอีกว่า คดีดังกล่าว ได้สร้างความหนักใจให้แก่ชุดสืบสวนสอบสวนของทางดีเอสไอพอสมควร และเร็วๆ นี้ คงต้องนำข้อมูลที่ได้รับล่าสุด เสนอในที่ประชุมให้ผู้บังคับบัญชารับทราบ เนื่องจากเป็นไปได้ว่า คดีฆาตกรรมพระสุพจน์ อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐบางคนบางกลุ่มเข้าไปมีส่วนพัวพันด้วย

 “จริงๆ แล้ว เรื่องคดีพระสุพจน์ ยังไม่จบลงง่ายๆ เพราะขณะนี้ทางดีเอสไอกำลังดำเนินการสืบสวนสอบสวนกันอยู่ โดยมีแนวโน้มของรูปคดีว่ามีความซับซ้อนและเริ่มมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ทำไมจู่ๆ ทางกองปราบกลับเรียกเจ้าหน้าที่กลับ ซึ่งถือว่า สวนทางการทำงานของดีเอสไอ จึงทำให้สงสัยว่า ต้องมีอะไรบางอย่างที่มีผิดสังเกตอย่างยิ่ง” พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ ประธานกลุ่มเสขิยธรรม กล่าว

อย่างไรก็ตาม นับจากวันที่17 มิถุนายน 2548 จนถึงบัดนี้ เหตุการณ์ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

“แม้ดีเอสไอจะยอมรับว่าสาเหตุการฆาตกรรมมาจากขัดขวางขบวนการค้ายาเสพติดซึ่งมีผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นและนักการเมืองระดับชาติเกี่ยวข้องก็ตาม แต่การทำคดีพบว่ามีความพยายามที่จะบิดเบือนประเด็นมาตลอด นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะลดทอนความสำคัญของคดี ทั้งนี้ขอเรียกร้องให้มีผู้ที่รับผิดชอบคือ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 สถานี ตำรวจภูธรฝาง ดีเอสไอ และนายกฯ ที่เคยให้สัญญาว่าจะเข้ามาดูแลเอาผิดกับผู้ที่รับผิดชอบที่ละเลย” พระกิติศักดิ์ประธานกลุ่มเสขิยธรรม กล่าว

นอกจากนั้น ประธานกลุ่มเสขิยธรรม ยังตั้งประเด็นคำถามอีกว่า ใครหรือองค์กรใด จะเป็นผู้รับผิดชอบ ต่อความเสียหายด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งเนื่องมาจากความล่าช้า และมิอาจนำมาซึ่งความยุติธรรม ในการดำเนินคดีระดับต่างๆ ทั้งต่อผู้ยังอยู่ และผู้ที่ต้องจากไปอย่างเจ็บปวดและทุกข์ทรมาน อันเนื่องมาจากการลอบสังหารที่โหดเหี้ยมและทารุณ ซึ่งมักเกิดขึ้นเพราะความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐและบุคคลากรภายใต้การดูแลรับผิดชอบของรัฐเป็นด้านหลัก

“เราผ่านบทเรียนการถูกเข่นฆ่าผู้นำมามากต่อมาก ไม่ว่าผู้นำชุมชน ผู้นำชาวบ้านในการเรียก

ร้องต่อสู้ล้วนถูกฆ่า เราสรุปบทเรียนบทเรียนกันมานับครั้งไม่ถ้วน แต่กระบวนการในการรักษาชีวิตของผู้นำ ซึ่งไม่เพียงแต่ผู้นำชาวพุทธ ผู้นำมุสลิมใน 3 จังหวัดภาคใต้ หรือที่อื่นๆ ไม่นับที่มีชื่อในสื่อสาธารณะที่ต้องล้มหายตายจากไป โดยที่ไม่ได้รับการแก้ไข เพราะฉะนั้น ทำอย่างไรถึงจะให้ความจริงที่ถูกความรุนแรงทำร้ายได้กลับคืนมา และถึงที่สุดจะเป็นอย่างไร ผู้ที่เกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดความไม่ยุติธรรม ผู้ที่เกี่ยวข้องในการบงการสังหาร จะต้องถูกลากตัวมาลงโทษให้จนได้ ” ประธานกลุ่มเสขิยธรรม กล่าวย้ำในตอนท้าย.

นี่เป็นเพียงบางกรณีตัวอย่าง ที่นักอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม นักเผยแผ่ด้านศาสนธรรม ได้สละชีพเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนที่อาศัยอยู่ ท่ามกลางกระแสของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ที่จับมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ได้ใช้อำนาจอันป่าเถื่อนเข้าไปทำลายชีวิตของผู้คนชาวบ้านที่ขัดขวางผลประโยชน์ เพื่อเข้ากอบโกยทรัพยากรในชุมชนและอยู่อย่างต่อเนื่อง

ในห้วงขณะที่นโยบายของรัฐและกระบวนการยุติธรรมของไทยที่อ่อนเปลี้ยเสียขาลงไปทุกชั่วขณะ

แล้วในที่สุดประชาชนจะหวังพึ่งใคร 

 

ความจริงของความจน : ความยากจนกับคนจน

ปัญหาการเข้าไม่ถึงฐานทรัพยากรของเกษตรกร ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำและบริโภคนิยม ทำให้ภาคเกษตรไม่อาจเป็นหลักให้กับครัวเรือนเกษตรกรได้อย่างสมบูรณ์

 ในปี 2538-2539 ครัวเรือนเกษตรกรทั่วประเทศโดยเฉลี่ยมีรายได้จากการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 37 ของรายได้รวม อีกร้อยละ 63 ได้มาจากแหล่งนอกภาคเกษตร  ในส่วนหลังนี้ร้อยละ 43 มาจากค่าจ้างและเงินที่แรงงานอพยพส่งกลับบ้าน [1]   รายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2535  เป็นครั้งแรกที่ปรากฏว่า  จำนวนแรงงานที่ออกจากภาคเกษตรกรรมในชนบทเข้าสู่เมืองนั้น เป็นหญิงมากกว่าชาย  แรงงานในภาคอุตสาหกรรมส่งออกที่ทำรายได้เข้าประเทศ 5 อันดับแรก ในช่วงเศรษฐกิจเติบโต ก่อนปี 2540 นั้น  ได้แก่  การผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป   อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน  อัญมณีและเครื่องประดับ  การผลิตอาหารกระป๋องและกุ้งสดแช่แข็ง  และแผงวงจรไฟฟ้านั้น เป็นแรงงานหญิงกว่าร้อยละ 90    

 สภาพการณ์เหล่านี้คือการสนองตอบของประชาชนต่อการดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาของรัฐบาลที่ไม่สมดุลและเปิดเสรีผูกติดกับเศรษฐกิจโลก

ประเทศไทยได้นำปฏิญญาและแผนปฏิบัติการโคเปนเฮเกนว่าด้วยการพัฒนาสังคมบางส่วนบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544)[2]   ซึ่งเป็นแผนพัฒนาที่ภาคประชาสังคมได้มีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำแผนมากที่สุดเท่าที่เคยผ่านมา เป็นครั้งแรกที่สังคมไทยเริ่มตระหนักว่า การพัฒนาที่เน้นหนักด้านการพัฒนาเศรษฐกิจแต่ให้ความสนใจด้านการพัฒนาสังคม ทำให้สังคมเสียสมดุล

 

            ภาคประชาสังคมไทยได้นำเสนอยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา ดังคำขวัญที่ว่า ประชาชนต้องกำหนดอนาคตตนเอง ในสถานการณ์ที่สังคมไทยระอุไปด้วยสงครามแย่งชิงทรัพยากร ชาวบ้านที่เคยหาอยู่หากินกับทรัพยากรธรรมชาติต้องเผชิญกับปัญหาการถูกไล่ออกจากที่ทำกิน ด้วยโครงการขนาดใหญ่ต่าง ๆ ของรัฐ เป็นช่วงที่แนวคิดเรื่องสิทธิชุมชนได้ถูกพัฒนาขึ้นมาท่ามกลางการต่อสู้เพื่อพิทักษ์วิถีชีวิตของท้องถิ่น            

 

             หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี2540   แรงงานนอกภาคเกษตรส่วนหนึ่งต้องกลับไปพักพิงในชนบท    แรง งานที่ยังอยู่ในภาคอุตสาหกรรมต้องทำงานหนักมากขึ้น   ในขณะที่สวัสดิการความเป็นอยู่ต่ำลง   โดยเฉพาะ แรงงานหญิงต้องประสบปัญหาความไม่มั่นคงในการจ้างงานและสวัสดิการรุนแรงมากขึ้น รูปแบบการจ้างงานได้เปลี่ยนแปลงชัดเจน  จากเดิมที่เป็นการจ้างงานในระบบอุตสาหกรรม  มาเป็นการจ้างงานแบบรับช่วงเหมางานมากขึ้น

 

            การติดตามผลการประชุมสุดยอดว่าด้วยการพัฒนาสังคมในปี 2543 เกิดขึ้นภายหลังวิกฤตการเงินและวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ 3 ปี แม้ว่ารัฐบาลเห็นควรให้นำผลการประชุมดังกล่าวผนวกไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) แต่แผนพัฒนาฉบับนี้ก็ได้ถูกครอบงำด้วยยุทธศาสตร์โลกานุวัตรพัฒนาไว้อย่างแน่นแฟ้นแล้วภายใต้ข้อตกลงของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ  

ระบบเศรษฐกิจไทยตกอยู่ในกับดักของเงื่อนไขการกำหนดนโยบาย (Policy Conditionalities) ที่ผูกติดมากับเงินกู้ฉุกเฉินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF Standby Arrangement) และเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้าง (Structural Adjustment Loans) ทั้งของธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย  เงื่อนไขการดำเนินนโยบายเหล่านี้เดินตามฉันทามติแห่งวอชิงตัน  ด้วยเหตุดังนี้ องคาพยพของระบบทุนนิยมโลก ซึ่งรวมประเทศมหาอำนาจและบรรษัทระหว่างประเทศด้วย จึงลากระบบเศรษฐกิจไทยให้ขับเคลื่อนตามกระแสโลกานุวัตร

 

            ภายในประเทศไทย ยุทธศาสตร์หลักที่ชนชั้นปกครองยึดกุมยังคงเป็นยุทธศาสตร์โลกานุวัตรพัฒนา ซึ่งเดินตามฉันทามติแห่งวอชิงตัน  หน่วยราชการที่มีบทบาทหน้าที่สำคัญในกระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจเลือกเส้นทางการพัฒนาดังกล่าวนี้ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม  และธนาคารแห่งประเทศไทย  ในขณะที่บางภาคส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องการหันสยามรัฐนาวาไปสู่เส้นทางซึ่งยึดกุมยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นพัฒนาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  แต่ด้วยเหตุที่เป็นชนกลุ่มน้อยในระบบราชการจึงไร้พลังในการหันเหสยามรัฐนาวาเพื่อเปลี่ยนทิศทางการพัฒนา    ในขณะที่กลุ่มทุนไทยที่ทรงพลังผสานกับกลุ่มทุนสากลร่วมกันผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจไทยเดินบนเส้นทางที่กำหนดโดยฉันทามติแห่งวอชิงตันต่อไป [3]

 

ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ประเทศไทยมีการพัฒนาโดยยึดแผนพัฒนาเศรษฐกิจนั้น ความยากจนในสังคมบรรเทาเบาบางลง จำนวนครัวเรือนที่ยากจน จำนวนคนในสังคมเศรษฐกิจไทยลดลง

 

            แต่ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ หรือไม่ว่าจะเป็นภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ จำนวนครัวเรือนที่ยากจนกลับเขยิบเพิ่มขึ้น เช่น วิกฤตการณ์คราวนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากลุ่มครัวเรือนซึ่งอยู่ตรงขอบของเส้นความยากจนจะกระจุกตัวกันอย่างค่อนข้างหนาแน่น

 

            เมื่อไรที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง ครัวเรือนเหล่านี้ก็พ้นระดับจากความยากจน แต่เมื่อไรที่เศรษฐกิจถดถอยตกต่ำ ครัวเรือนเหล่านี้ก็จะตกมาอยู่ใต้เส้นความยากจนกลายเป็นครัวเรือนที่ยากจน

 

เมื่อพิจารณาปัญหาความยากจนโดยสัมพัทธ์  คือปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ของครัวเรือน จะเห็นว่าเลวลงตามลำดับ [4]

 

ความยากจนหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540

 

            วิกฤตการเงินซึ่งนำสู่วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทย ในปี 2540 ได้ส่งสัญญาณเตือนเอเชียและโลกถึง “วิกฤตการณ์แห่งการทำลายตัวเอง” ของสังคมที่เป็นอยู่ แต่ก็ดูเหมือนว่าชนชั้นนำของโลกและชนชั้นนำของไทยจะไม่ได้ตระหนักถึงสัญญาณเตือนเหล่านี้สถานการณ์ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจที่สำคัญอีกสถานการณ์หนึ่งของสังคมไทยก็คือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการปฏิรูปการเมือง แต่กลับทำให้อำนาจผูกขาดในตลาดการเมืองมีมากขึ้น [5]

 

              วิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ที่ส่งผลคุกคามสถานภาพของทุนไทยอย่างรุนแรง     ส่งสัญญาณให้กลุ่มทุนไทยสำคัญ ๆ ที่หลุดรอดมาได้รวมตัวกันเข้ายึดกุมการเมืองไทยในท้ายที่สุด กลุ่มทุนหลักที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลปัจจุบันเข้าเกาะกุมระบบรัฐสภาได้อย่างเต็มที่

 

            รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เพิ่มอำนาจให้กับนายกรัฐมนตรีมากขึ้นกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ นอกจากนั้น การกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร สส. ว่าต้องจบปริญญาตรี และการนำระบบปาร์ตี้ลิสต์มาใช้ หมายความว่าองค์ประกอบของสมาชิกรัฐสภาเอนเอียงไปด้านชนชั้นนำในเมืองมากกว่าชนชั้นล่างทั้งในเมืองและต่างจังหวัด ประกอบกับการตรวจสอบจากองค์กรอิสระต่าง ๆ และภาคประชาชนไม่ประสบความสำเร็จดังที่คาดหวังไว้

 

            กลุ่มทุนไทยได้รวมตัวกันเพื่อฉกฉวยโอกาสจากสถานการณ์ใหม่นี้ โดยก่อตั้งพรรคไทยรักไทย และมีแผนการโครงการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม  การเมืองไทยที่ทะเยอทะยานทีเดียว [6]

 

            การที่กลุ่มทุนใหม่ที่รอดตายจากวิกฤตเศรษฐกิจกับกลุ่มทุนเก่าที่ยังรักษาสมบัติไว้ได้ ได้ครอบครองทรัพย์สินในสังคมมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้รวม  แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังไม่มีมาตรการที่สามารถจัดการให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมเกิดขึ้นได้จริง ดังข้อมูลปรากฏว่า กลุ่มคนที่จนที่สุด  20 เปอร์เซ็นต์แรกมีสัดส่วนรายได้เพียงไม่ถึงร้อยละ 5 ของรายได้รวม   ในขณะที่กลุ่มคนที่รายได้สูงสุดมีสัดส่วนของรายได้ถึงร้อยละ 55-56 ของรายได้รวม ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นก็คือยังไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนใด ๆ ว่าช่องว่างของรายได้นี้จะแคบลงอย่างมีนัยสำคัญ [7]

เมื่อหันมาพิจารณาการเข้าถึงที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตขั้นพื้นฐานของคนในชนบท พบว่า ที่ดินร้อยละ 70 ของประเทศใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ ที่ดินเกษตรกรรมถูกปล่อยทิ้งรกร้างถึง 30 ล้านไร่ ขณะที่เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 5 แสนครอบครัวกลับไร้ที่ทำกิน

 

            การไม่ใช้ประโยชน์จากที่ดินโดยหวังเก็งกำไรนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งของการกระจุกตัวของที่ดินในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู  ก่อนหน้านี้ ปี พ.ศ. 2540 มีการซื้อขายที่ดินเพื่อเก็งกำไรกันมาก วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เกิดขึ้นตอนกลางปี พ.ศ. 2540 มีสาเหตุสำคัญเกิดจากการเก็งกำไรที่ดิน ก่อให้เกิดเงินกู้ที่ไม่เกิดผล (Non-Performing Loans, NPLS) เกิดขึ้นอย่างมาก

 

            ตอนสิ้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2543 ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า ยอดของเงินกู้ที่ไม่เกิดผลยังคงสูงถึง 2.92 ล้านล้านบาท  ซึ่งส่วนใหญ่ของยอดนี้คือเงินกู้ของสาขาเศรษฐกิจอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Sector) อาจสรุปได้ว่า การเก็งกำไรในที่ดินนั้นทำให้เศรษฐกิจเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท ก่อเกิดปัญหาภาวะไร้ที่ทำกิน  ปัญหาความยากจน  และปัญหาทางสังคมอื่น ๆ [8]

 

ความยากจนในบริบทโลกาภิวัตน์

 

               วิกฤติทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 2540 ส่งผลให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมีการเติบโตของการสู่ระดับสูงสุดเท่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนในภาคธุรกิจการเงินการธนาคาร ส่วนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมได้ขยายตัวขึ้นถึงระดับ 89,566 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2540 ร้อยละ 53.4

 

               บริษัทข้ามชาติได้เข้ามาซื้อกิจการทั้งบริษัทที่เป็นการร่วมลงทุน หรือบริษัทของไทยที่ประสบภาวะขาดแคลนเงินทุน หรือมีภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจากการลดค่าเงินบาทและภาระดอกเบี้ยที่สูง ทำให้ต้องตกอยู่ในภาวะ  NPL (Non Performing Loan)  จำเป็นต้องขายกิจการในที่สุด 

 

              มีรายงานว่า ตั้งแต่บีโอไออนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นใหญ่หรือร้อยเปอร์เซ็นต์ในบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมในเดือนพฤศจิกายน 2540 ถึงเดือนมีนาคม 2542 มีบริษัทในประเทศไทยที่ถูกบริษัทข้ามชาติซื้อหุ้นใหญ่ไป 135 บริษัทการลงทุนจากบรรษัทข้ามชาติทำให้ไทยมีการส่งออกมากขึ้น  จากรายงานสำมะโนอุตสาหกรรมปี 2540 พบว่ากิจการที่มีการลงทุนจากต่างประเทศเป็นผู้ส่งออกกว่า 2 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกของภาคอุตสาหกรรมรวม และเมื่อไม่รวมอุตสาหกรรมอาหารและยางพบว่า บรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ มีสัดส่วนการส่งออกกว่าร้อยละ 80 หรือ 4 ใน 5 ของการส่งออกของภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด [9]

 

              ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นระดับความซับซ้อนของความมั่งคั่งและความยากจนในประเทศไทย ที่สัมพันธ์กับความมั่งคั่งและความยากจนในโลกไว้อย่างน่าคิด

 

การกุมอำนาจเบ็ดเสร็จของรัฐบาล นอกจากเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกพ้องตนแล้ว ยังสอดรับประโยชน์กับบรรษัทข้ามชาติที่รุกคืบเข้ามายึดครองเศรษฐกิจไทย ที่ส่งผลกระทบเป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้น

 

หลังจากการประชุมเอเปคในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2546 รัฐบาลไทยได้เดินหน้าการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ เช่น จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา อินเดีย เปรู ซึ่งข้อตกลงหลายประการส่งผลกระทบกับประชาชนผู้บริโภค เกษตรกร ธุรกิจขนาดเล็กมากมาย ซึ่งการดำเนินการเป็นไปอย่างเร่งรีบและขาดการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านจากกลุ่มต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ  ทำให้เกิดการคัดค้านจากกลุ่มต่าง ๆ มากมาย เช่น สมาชิกวุฒิสภา นักวิชาการ และกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน

 

จากการติดตามกระบวนการดำเนินการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีในช่วงเวลาที่ผ่านมา พบว่า การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีของรัฐบาล ไม่เน้นศึกษาวิจัยถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้น ไม่โปร่งใส ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่จะได้รับผลกระทบในอนาคต ไม่มีการรับฟังความคิดเห็นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 57จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการเจรจาแบบไปตายเอาดาบหน้า  หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องนี้ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้แสดงท่าทีตั้งแต่แรกเริ่มที่จะรับฟังข้อคิดเห็นหรือปรึกษาหารือกับภาคส่วนต่าง ๆ ดังกล่าว ข้อมูลในการเจรจาทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ และอ้างว่าเป็นความลับยังเปิดเผยไม่ได้ ไม่มีการแปลข้อตกลงเป็นภาษาไทยเพื่อให้ชาวไทยได้ศึกษาอย่างรอบด้าน แม้รัฐบาลจะมีปรึกษาหารือกับภาคธุรกิจเอกชนบางกลุ่ม ก็ไม่ได้สะท้อนว่ารัฐบาลรับฟังความคิดเห็นนั้น ๆ อย่างแท้จริง และเสียงท้วงติงจากภาคประชาสังคมที่เผยแพร่ออกสู่สาธารณะก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล[10]

ความยากจนจากภัยพิบัติธรรมชาติ

 

            ดินแดนประเทศไทย ที่เคยอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ  และไม่มีภัยธรรมชาติที่รุนแรง ต้องประสบภัยธรรมชาติรุนแรงมากขึ้นทุกปี ปัญหาภัยแล้งกับภัยน้ำท่วมได้สร้างความเสียหายให้กับประชาชนในวงกว้าง คนยากจนที่มีวิถีชีวิตอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ   ต้องเผชิญชีวิตที่ยากลำบากแสนสาหัสมากขึ้น

เหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ในประสบการณ์สังคมไทยล่าสุดนี้ ก็คือเหตุการณ์ธรณีพิบัติเกิดคลื่นยักษ์  สึนามิที่ถาโถมถล่มพื้นที่ชุมชนชายฝั่งอันดามันใน 6 จังหวัดของไทยมีประชาชนได้รับความเสียหายจำนวน 53,203คนใน12,293ครอบครัว[11] กลุ่มคนที่เดือดร้อนมากที่สุด คือ ชาวประมงพื้นบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู รองลงมาคือชาวไทยพุทธ และชนพื้นเมือง ชาวเล ชนเผ่ามอแกนและอูรักลาโว้ย  เป็นกลุ่มคนที่ยากจนหาอยู่หากินตามชายฝั่งทะเล มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการดำรงชีวิตผูกพันอย่างใกล้ชิดกับทรัพยากรชายฝั่งและทะเล ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง   นอกจากนั้นยังมีกลุ่มแรงงานอพยพชาวอิสานและชาวพม่าที่สูญหายไม่ปรากฏนามอีกนับพัน

ปัญหาการจัดหาที่อยู่อาศัยและการตั้งถิ่นฐานได้เป็นปัญหาสำคัญหนึ่งของผู้ประสบภัย  นโยบายและแผนของหน่วยงานของรัฐ เน้นการจัดระเบียบชุมชนและการจัดระเบียบการประมงชายฝั่งใหม่โดยการย้ายชุมชนให้ห่างไกลทะเล    เน้นนโยบายใช้ที่ดินสำหรับส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ   ในขณะที่ชุมชนประมงต้องอาศัยพื้นที่ชายฝั่ง ริมแม่น้ำลำคลองในการตั้งบ้านเรือน  เพราะต้องดูแลเรือ อุปกรณ์ประมง เครื่องยนต์ อย่างใกล้ชิด  

 

ความขัดแย้งในเรื่องการใช้ที่ดินจึงเป็นประเด็นที่ยากจะหลีกเลี่ยงและได้สะท้อนถึงพื้นฐานของปัญหาที่สั่งสมมาก่อนหน้าภัยพิบัติธรรมชาติ  กรณีนี้จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นระดับความซับซ้อนของปัญหาความยากจนที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย

 

นโยบายแก้ไขความยากจนของรัฐบาล

 

            รัฐบาลทุกสมัยที่ผ่านมามี แนวคิดแก้ปัญหาความยากจน     ด้วยการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระดับจุลภาค มุ่งที่จะแสวงหาว่าใครเป็นคนยากจนในสังคม    และรัฐบาลก็จะดำเนินการแก้ไขปัญหาของกลุ่มชนในสังคมที่ถือว่าเป็นกลุ่มคนยากจน เรียกว่า Poverty Targeting ซึ่งเป็นแนวทางที่จะช่วยประทังปัญหาได้     แต่ว่าคงจะแก้ปัญหาให้หมดสิ้นไปไม่ได้

 

            การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระดับมหภาค ซึ่งน่าจะเป็นหนทางในการแก้ปัญหาได้ดีกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า แต่การผลักดันนโยบายทำได้ยากกว่า   ด้วยเหตุนี้ที่ผ่านมาการผลักดันในเรื่องเหล่านี้จึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก  ประเด็นหลัก ๆ ที่เป็นประเด็นสำคัญในการผลักดันให้สังคมขับเคลื่อนไปแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นโครงครอบใหญ่ของสังคมเศรษฐกิจ  มี 3 ประเด็นหลัก คือ

 

1. ยุทธศาสตร์การพัฒนา            ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ไม่สมดุลด้วยการถ่ายโอนส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรมไปต่ออายุการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม และยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด ด้วยการเปิดเสรีในทุกด้าน ตั้งแต่การค้าสินค้าและการค้าบริการ การเงิน ไปจนถึงการลงทุนระหว่างประเทศ  ยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิดทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยสัมพันธ์และพึ่งพิงทุนนิยมโลก ซึ่งมีเพียงคนกลุ่มน้อยในสังคมที่ได้ประโยชน์อย่างชนิดเป็นกอบเป็นกำ  ขณะที่เกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ ราคาผันผวนของตลาดโลก ฯลฯ  ขบวนการพึ่งตนเองตามยุทธศาสตร์ “ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา” จึงได้ขยายตัวออกไปในทุกภูมิภาคในชนบทไทย  เน้นเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยึดหลักการอยู่พอดีพอกิน เน้นเรื่องกระจายการผลิต

2.  กระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ มีอคติเกี่ยวกับนโยบาย (Policy Bias) อยู่ 3 ด้านคือ อคติที่จะให้ประโยชน์กับคนในเมือง  อคติเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาภาคเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการมากกว่าภาคเกษตรกรรม และอคติเกี่ยวกับเป้าหมายของการดำเนินนโยบายที่มีอยู่ 2 เป้าหมาย คือ เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในเวลาอยู่เย็นเป็นสุข และเป้าหมายการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจเวลามีวิกฤต   ความยากจนและความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้ ไม่เคยเป็นเป้าหมายหลักของการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ

3. กระบวนการนิติบัญญัติ   กระบวนการนิติบัญญัติก็เหมือนกับกระบวนการทางการเมืองและกระบวนการในการกำหนดนโยบาย เป็นกระบวนการซึ่งประชาชนไม่มีส่วนร่วม

เรื่องหลัก 2 เรื่องที่จำเป็นต้องแก้ไข เรื่องแรกคือ เรื่องของตัวกระบวนการเอง เรื่องที่สองเป็นเรื่องกฎในการลงคะแนนเสียง

กระบวนการตรากฎหมาย จะต้องเริ่มผลักดันให้มีการสร้างจารีตที่สำคัญหลายเรื่อง

 

                 จารีตที่สำคัญเรื่องหนึ่งก็คือว่ากฎหมายอะไรก็ตามที่มีผลกระทบต่อประชาชนถึงกับต้องทำให้มีการย้ายถิ่นก็ดี กฎหมายซึ่งมีผลในการโยกย้ายส่วนเกินทางเศรษฐกิจระหว่างภาคเศรษฐกิจก็ดี กฎหมายที่มีผลในการทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติก็ดี กฎหมายในลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้ จำเป็นต้องมี Public Hearing จำเป็นต้องมีประชาพิจารณ์จะต้องสร้างจารีตดังกล่าวนี้ขึ้นมาให้ได้

 

               จารีตที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ จะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการตรากฎหมาย ไม่ปล่อยให้ฝ่ายบริหารสามารถใช้ดุลพินิจมากจนเกินไป   ซึ่งจะต่างไปจากจารีตในการตรากฎหมายในสังคมประชาธิปไตยอื่น ๆ ที่กฎหมายมีรายละเอียด มีเงื่อนไขที่เข้มงวด ไม่ปล่อยให้ฝ่ายบริหารสามารถใช้ดุลพินิจได้ตามใจชอบ ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายป่าสงวน 2507 ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่กฎหมายป่าสงวนความสำคัญมันอยู่ที่พระราชกฤษฎีกากับกฎกระทรวงซึ่งเป็นกฎหมายของฝ่ายบริหาร กฎหมายอนุบัญญัติเหล่านี้ต่างหากที่มีความสำคัญในการขีดว่าที่ตรงไหนเป็นป่าสงวนหรือไม่ และประชาชนจะได้รับผลกระเทือนจากการขีดป่าสงวนนั้นอย่างไร  ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงจารีตดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขปัญหา อื่น ๆ ในสังคม

 

              กฎการลงคะแนนเสียง กฎการลงคะแนนเสียงในรัฐธรรมนูญไทยตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา มีกรณีน้อยมากที่จะใช้ Supermajority Voting Rule  มีกรณีน้อยมากที่ใช้คะแนนเสียง 2 ใน 3 หรือ 3 ใน 4 เป็นเกณฑ์ในการกำหนดมติของสภา  กฎส่วนใหญ่จะเป็นกฎคะแนนเสียงข้างมากถึงเกณฑ์ 50%  ถ้าดูเผิน ๆ จะมีความรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญยึดกฎ Majority Rule แต่ถ้าเราวิเคราะห์ให้ถึงที่สุดแล้วเราจะพบว่ากฎการลงคะแนนเสียงที่ใช้ในรัฐสภาไทยเป็นกฎการลงคะแนนเสียงข้างน้อยเป็น Minority Rule ไม่ใช่ Majority Rule เพราะว่าเกณฑ์ในการกำหนดมติของสภายึดถือเกณฑ์ 50% ของจำนวน ส.ส. ที่เข้าประชุม ไม่ใช่ 50% ของจำนวน ส.ส. ที่มีอยู่  และรัฐธรรมนูญก็บอกว่าการประชุมจะครบองค์ก็ต่อเมื่อมี ส.ส. มากกว่า 50% ของจำนวน ส.ส. ที่มีอยู่  ดังนั้นกฎหมายที่ผ่านสภาแม้เพียงได้คะแนนเสียง 25% + 1 ก็ผ่านสภาได้แล้ว  ด้วยเหตุนี้เราก็จะพบว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ยึด Simple Majority Rule ในสาระสำคัญ รัฐธรรมนูญยึด Minority Voting Rule  เกื้อกูลกลุ่มผลประโยชน์ที่มีการจัดตั้งที่เข้มแข็ง และมีความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองที่มีอำนาจ  เพราะว่า Minority Voting Rule ก่อให้เกิดค่าโสหุ้ยในการผลักดันมติหรือในการผลักดันกฎหมายต่ำ ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Transaction Cost ต้นทุนปฏิบัติการในการผลักให้กฎหมายผ่านสภา หรือในการผลักให้สภามีมติต่ำ Minority Voting Rule เกื้อกูลกลุ่มผลประโยชน์ที่มีการจัดตั้งเข้มแข็ง มีอำนาจซื้อ  กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่ซื้อขายกันในสภา ดังนั้นกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีอำนาจซื้อมีการจัดตั้งเข้มแข็ง มีความสัมพันธ์กับชนชั้นปกครองสามารถผลักดันกฎหมายที่เกื้อประโยชน์กับตนเองได้ง่าย

 

            ประชาชนจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงกฎการลงคะแนนเสียง  กฎหมายอะไรก็ตามที่มีผลในการโยกย้ายส่วนเกินทางเศรษฐกิจระหว่างภาคเศรษฐกิจ กฎหมายอะไรก็ตามที่มีผลต่อการกระจายรายได้ของประชาชนชาวไทย กฎหมายอะไรก็ตามที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ  กฎหมายอะไรก็ตามที่ทำให้คนไทยต้องย้ายถิ่น กฎหมายรายได้ของรัฐบาล กฎหมายการเงินเหล่านี้ควรต้องยึด Voting rule มากกว่า 50% ของจำนวน ส.ส. ที่มีอยู่ ไม่ใช่ยึด 25+1 อย่างที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบัน” [12]

 

            นอกจากนั้น มาตรการด้านภาษีก็เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่สังคมไทยควรให้ความสนใจนำมาแก้ปัญหาความยากจนดังเช่น กรณีปัญหาการกระจุกตัวของขนาดและการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน คณะวิจัยมูลนิธิสถาบันที่ดิน ได้เสนอกความเห็นว่า น่าจะมีการเก็บภาษีที่ดินที่ก้าวหน้าตามขนาดของที่ดินและตามมูลค่าของที่ดิน ที่แสดงถึงค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Economic rent) และควรให้การจัดเก็บภาษีที่ดินมีความโปร่งใส ข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินควรจะเป็นข้อมูลสาธารณะ มีระบบคอมพิวเตอร์ที่ทำให้ทุกฝ่ายเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย  นอกจากนี้องค์กรชุมชนซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดกับที่ดินและรู้สภาพที่ดินดี ควรมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเกี่ยวกับที่ดินและภาษีที่ดินด้วย [13]

ความยากจนกับอำนาจของคนจน

 

            การที่รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร  นำนโยบายแก้ปัญหาความยากจนด้วยการเอื้ออาทรเข้ามาตั้งแต่เริ่มรับตำแหน่ง โอกาสแห่งอำนาจของคนจนก็แคบลงนับจากนั้นมา

 

            บทบาทความสำคัญของพรรคไทยรักไทยนี้มีมากกว่าการปรับนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นความพยายามจัดความสัมพันธ์ด้านพลังทางการเมืองเสียใหม่  ซึ่งสรุปยุทธศาสตร์ของพรรคไทยรักไทยดังนี้

 

1.       กลุ่มทุนใหญ่เข้าเกาะกุมระบอบการเมืองอย่างสิ้นเชิง

2.       ฝ่ายบริหารและพรรคการเมืองใหญ่มีบทบาทนำ

3.       การใช้ประเพณีอนุรักษ์นิยมของรัฐไทยปิดกั้นพื้นที่ทางการเมือง สำหรับการเมืองภาคประชาชน หรืออีกนัยหนึ่งการเมืองนอกรัฐสภา “การเมืองเปิด” ที่มีองค์ประกอบของการมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบายได้ถูกทำลายลง[14]

ตราบเท่าที่คนจนยังไม่มีอำนาจเข้าไปจัดการทรัพยากรได้ในระดับหนึ่ง  และเข้าถึงทรัพยากรได้ตามควร ก็เป็นไปไม่ได้ที่คนจนจะหายจน สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ เสรีภาพในการสื่อสาร แสดงความคิดเห็นของประชาชน จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการแก้จน เป็นกระบวนการหนึ่งที่สำคัญในการที่ประชาชนจะมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะ   ประชาธิปไตยจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่จะทำให้คนจนหายจน เพราะประชาธิปไตยที่แท้จริง ให้อำนาจแก่คนจน

 

ความยากจนจึงไม่ได้มาจากการไม่มีเงินเพียงอย่างเดียว หรือไม่มีปัจจัยการผลิตเพียงอย่างเดียว   และยังเกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้   ที่ยอมรับนโยบายการพัฒนา  การจัดการทรัพยากร การพึ่งทุนและตลาดต่างชาติที่ดำรงอยู่นี้   เป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ครอบงำ ไม่ว่าจะอยู่ในการศึกษาต่าง ๆ ในระบบโรงเรียน ในละครทีวี  ในสุนทรพจน์ของนักการเมือง

 

การที่จะแก้ปัญหาความยากจน นอกจากการเสริมสร้างพลังของท้องถิ่น  ในการดูแลและจัดการทรัพยากรของตนเองแล้ว  จึงต้องสู้กับวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบเดิมหรือการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบใหม่เกี่ยวกับเรื่องของความยากจนขึ้นมาอีกด้วย   ด้วยความรู้ ความเข้าใจอย่างดีเท่านั้น ที่ประชาชนจะสามารถร่วมกันสร้างนโยบายสาธารณะที่ได้ผลในการขจัดความยากจนไปจากสังคมได้จริง  ในขณะเดียวกันก็จะเกิดอำนาจของประชาชนในการตรวจสอบพรรคการเมือง  นักการเมือง ซึ่งมักจะใช้ความยากจนเป็นนโยบายหาเสียงอยู่เสมอ ไม่เพียงแต่ตรวจสอบเท่านั้น  แต่รวมถึงกำกับให้พรรคการเมืองและนักการเมืองบริหารทรัพยากรไปในทิศทางที่จะปรับเปลี่ยนในเชิงโครงสร้าง เพื่อเปิดให้คนจนได้เงยหน้าอ้าปากอย่างแท้จริงอีกด้วย[15]

คนไทยกับประชาธิปไตย โดย ดร โกร่ง

เขาตั้งข้อสังเกตคนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยที่เป็นคนชั้นกลาง และคนในระดับสูง

รวมทั้งปัญญาชน ครูบาอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัย

ที่สะท้อนออกมาจากปฏิกิริยาต่อกระแสทางความคิดทางการเมือง

ยังไม่พร้อมที่จะเป็นผู้นำทางความคิดในระบอบประชาธิปไตย

สังเกตได้จากกระแสความคิดที่ไม่เชื่อขบวนการทางการเมืองประชาธิปไตย

เช่น ขบวนการทางกฎหมาย

ขบวนการตัดสินข้อขัดแย้งต่างๆ โดยองค์กรอิสระ

ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง .....

ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรต่างๆ

หากการชี้ขาดขององค์กรต่างๆ ตัดสินไม่ตรงกับความคิดเห็นของตน..

ข้อที่สอง

คนไทยมีอารมณ์ทางการเมืองรุนแรงไม่แพ้ประเทศทางตะวันตก

แต่คนทางตะวันตกนั้นจะดำเนินการตามกรอบของระบบกฎหมายในกรอบของรัฐธรรมนูญ

แต่คนไทยระดับสูงและระดับกลางให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายของตนน้อยมาก

จะสังเกตได้จากการรายงานหรือความคิดเห็นที่ออกมาผ่านสื่อมวลชน

คนไทยกับประชาธิปไตย

ดร.วีรพงษ์รามางกูร

วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2549

- 2 -

การเรียกร้องบีบบังคับเป็นไปในทิศทางนอกกรอบรัฐธรรมนูญ

นอกระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง..........

ข้อที่สาม

แท้จริงลึกๆ ในใจของคนที่มีการศึกษา

แม้กระทั่งครูบาอาจารย์ทางรัฐศาสตร์และกฎหมาย

ยังนิยมระบบอำนาจนิยม

การยึดอำนาจรัฐโดยไม่ผ่านขบวนการตามระบอบประชาธิปไตย

ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้นำขบวนการชุมนุมกระทำการเสมือนว่าตนได้ยึดอำนาจรัฐสำเร็จแล้ว

สามารถออกคำสั่งให้รัฐบาลก็ดี องค์กรอิสระต่างๆ

กระทำการหรือตัดสินไปตามทิศทางที่ตนต้องการ

ฟังดูเหมือนกับการออกคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติที่ยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จแล้ว

คล้ายกับเป็นการยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จแล้ว....

เพียงแต่ไม่ใช่การยึดอำนาจรัฐโดยกองทัพ

ถ้าเป็นประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยหยั่งรากลึกแล้ว ประชาชนจะไม่ยอมรับการออกคำสั่งอย่างนี้

จะยอมรับเฉพาะการชุมนุมเรียกร้องแสดงความคิดเห็นอย่างสงบ

เพื่อให้รัฐบาลหรือรัฐสภาดำเนินการให้ตามกรอบของรัฐธรรมนูญและขบวนการยุติธรรม อันเป็นสถาบันที่เขายอมรับ

นับถือ

ว่าเมื่อเรื่องถึงรัฐบาล ถึงรัฐสภา และสถาบันยุติธรรมแล้ว

ก็เป็นอันยุติ ..........

แต่ของเราไม่เป็นเช่นนั้น

อาจจะเป็นเพราะประวัติศาสตร์การเมืองของเรามีปฏิวัติรัฐประหารบ่อย

ยกเลิกและร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่อยู่เรื่อยๆ

รัฐธรรมนูญและระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับขบวนการประชาธิปไตย

จึงไม่มีใครสนใจให้ความสำคัญ ให้ความเคารพ

เหมือนกับยุโรปหรืออเมริกา........

การเมืองและธุรกิจนั้นเกี่ยวข้องกันมานานแล้ว

ในสมัยก่อนตอนที่โลกมีสงครามเย็น

ประเทศไทยก็มีรัฐบาลที่ตั้งโดยทหาร

คณะรัฐมนตรีส่วนมากมาจากระบบราชการ เป็นบุคคลที่มีประวัติชื่อเสียงดี

แต่ทหารก็ให้การอุปถัมภ์แก่พ่อค้านายทุนในการที่จะได้การผูกขาด

เพื่อแสวงหากำไรจากการผูกขาด

หรือที่ภาษาเศรษฐศาสตร์ อดัม สมิธ

คนไทยกับประชาธิปไตย

ดร.วีรพงษ์รามางกูร

วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2549

- 3 -

เรียกว่า "ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ" หรือ "economic rent" .....

ส่วนผู้นำทางทหารทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่มีธุรกิจของครอบครัว

อย่างมากก็ไปนั่งเป็นประธานธนาคาร หรือธุรกิจใหญ่ๆ

ทุกเช้าพ่อค้านายทุนก็ไปนั่งเฝ้าบันไดบ้าน.. สังคมรับได้

พ่อค้าตระกูลเก่าๆ ก็เริ่มมาอย่างนั้น

รุ่นลูกหลานอาจไม่เคยเห็น เพราะกำลังไปเรียนหนังสืออยู่เมืองนอก

ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป

ระบบการเมืองเป็นแบบประชาธิปไตยแบบเปิด

ประชาชนผู้ออกเสียงลงคะแนนกลับเป็นฝ่ายเรียกร้องเงินทอง

เรียกร้องให้ช่วยเหลืออุปถัมภ์ในรูปแบบต่างๆ

นายทุนพ่อค้าแทนที่จะต้องเข้าไปซูฮก เค้าเต๋า ผู้มีอำนาจ

ก็รวมตัวกันตั้งพรรคส่งลูกหลานลงสมัครรับเลือกตั้งเสียเอง

ตระกูลนายทุนเก่าจึงยอมรับได้.........

สมาชิกสภาผู้แทนจึงเต็มไปด้วยชนชั้นพ่อค้านายทุนทั้งในส่วนกลางและต่างจังหวัด

แทบจะไม่มีลูกหลานชนชั้นอื่นเลย กว่าร้อยละ 90 เป็นคนไทยเชื้อสายพ่อค้านายทุนทั้งนั้น

ด้วย เหตุนี้วัฒนธรรม พฤติกรรมทางการเมืองจึงเปลี่ยนไป ค่านิยมและคุณค่าทางการเมืองก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

... แต่ก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น...ตัดสินรวดเร็วมากขึ้น ไม่ "เชื่องช้า" แบบเก่า

ข้าราชการถูกจี้ให้ทำงานเร็วขึ้น มิฉะนั้นจะถูกย้าย

ภาพลักษณ์ของผู้นำก็เปลี่ยนไป... คนไทยไม่คุ้นเคย

คนไทยจึงอยู่ในช่วงสับสน

ในหมู่ข้าราชการย่อมไม่ชอบใจแน่ เพราะปลัดกระทรวงเป็นที่พึ่งอย่างเดิมไม่ได้แล้ว .........

รัฐมนตรีเข้ามาตัดสินใจไล่จี้งานเอง

ส่วนคนร่ำรวยตระกูลเก่าก็ยังรับนักการเมืองและผู้นำรุ่นใหม่ไม่ได้

เพราะยังติดกับผู้นำและรัฐบาลที่อ่อนแอ ผสมกันหลายพรรค

พูดจามีมารยาท ไม่อหังการ

ยังยอมรับการเป็นรัฐบาลที่มาจากชนชั้นพ่อค้าซึ่งเป็นชนชั้นเดียวกับตนไม่ได้

เหตุการณ์ที่ผ่านมา

ถ้าทหารปฏิวัติรัฐประหาร

ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ขับไล่รัฐบาลออกไป ใช้อำนาจปฏิวัติยึดทรัพย์นักการเมือง

คนในกรุงเทพฯจะยินดีปรีดา .........

แล้วอีกปีหนึ่งก็ชุมนุมขับไล่รัฐบาลกันใหม่

คนไทยกับประชาธิปไตย

ดร.วีรพงษ์รามางกูร

วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2549

- 4 -

ข้อที่สี่

คนไทยชั้นสูงยังยึดถือที่ตัวบุคคลมากกว่าระบบ

ซึ่งขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตย

เมื่อไม่ชอบหรือเกลียดชังเสียแล้ว ก็ไม่คำนึงถึงระบบ

จะทำอย่างใดก็ได้ขอให้บุคคลผู้นั้นพ้นๆ ไป

ถ้าจะอยู่ต่ออีกสักวันหนึ่งก็เหมือนบ้านเมืองจะล่มสลาย.......

ข้อกล่าวหาบางอย่าง แม้จะรู้ว่าไม่ได้ผิดกฎหมายก็พร้อมจะเชื่อ

และข้อกล่าวหาบางข้อที่กล่าวหาว่าฝ่ายตรงกันข้ามทำผิดกฎหมาย

ก็ไม่สนใจที่จะติดตามให้ได้ข้อมูลลึกเพื่อที่จะสามารถเอาผิดได้ตามกฎหมาย

คนกลุ่มนี้ไม่ได้สนใจแยกแยะว่าอะไรถูกอะไรผิด

เวลารักทุกอย่างก็ถูกไปหมด........

เวลาเกลียดเวลาไม่ชอบทุกอย่างก็ผิดหมด

เป็นสังคมแบบไฟไหม้ฟาง

ข้อที่ห้า

สังคมชั้นสูงและชั้นกลางมีแนวโน้มที่จะเชื่อข่าวลือมากกว่าข่าวจริง

หลายเรื่องถ้าหยุดคิดแล้วก็จะไม่เชื่อ

แต่คนไทยชอบเชื่อข่าวลือที่ถูกใจตัว ข่าวจริงที่ไม่ถูกใจตัวจะไม่ยอมเชื่อ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวร้ายและข่าวโจมตีกัน......

สื่อมวลชนซึ่งเข้าใจจิตวิทยาเช่นว่านี้

ก็ถือโอกาสกระพือข่าวลือเพื่อประโยชน์ทางการค้า เพิ่มยอดขายหนังสือพิมพ์......

แล้วผู้จัดรายการวิทยุ ก็เอาข่าวหนังสือพิมพ์ไปอ่าน

และขยายข่าวลือต่อ...........

สื่อมวลชนไทยนั้นมีอิสรเสรีภาพมากที่สุดในโลก

แม้จะเทียบกับอเมริกาหรือยุโรป ไม่ถูกควบคุมโดยใครเลย

ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือสมาคมวิชาชีพของตนเอง

คนไทยกับประชาธิปไตย

ดร.วีรพงษ์รามางกูร

วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2549

- 5 -

ผู้คนแม้แต่รัฐมนตรีข้าราชการผู้ใหญ่ นักธุรกิจล้วนแต่เกรงกลัวและเกรงใจ

นักข่าวเด็กๆ อายุ 20-30 ปี สามารถนัดพบรัฐมนตรี

ปลัดกระทรวง อธิบดี นายธนาคาร นักธุรกิจใหญ่ๆได้ เพราะไม่มีใครอยากขัดใจสื่อมวลชน...........

ผู้ที่เสียหายจากการลงข่าวที่จริงและไม่จริง

หรือจริงเพียงครึ่งเดียว มักจะต้องทำเฉยเสีย .....

หากทำอะไรไปและยิ่งเป็นผู้มีอำนาจก็จะถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงสื่อมวลชน

แม้กระทั่งการใช้สิทธิตามกฎหมายฟ้องร้องทางศาลถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงปิดกั้นสื่อมวลชนทันที

ซึ่งสื่อมวลชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกไม่มีอภิสิทธิขนาดนี้........

การที่สื่อมวลชนไทยมีอิสรเสรีภาพและอภิสิทธิสูงมากอย่างนี้

ประเทศไทยจึงเป็นที่สื่อมวลชนต่างๆทั่วโลก

ส่งนักข่าวเด็กๆ นักข่าวมือใหม่มาฝึกงานก่อนจะรับเข้าบรรจุ

เพราะถ้ามาอยู่เมืองไทยแล้วยังทำข่าวไม่ได้ก็จะไม่ได้รับการบรรจุ

เพราะสังคมไทยเปิดกว้างอย่างที่สุด และสื่อมวลชนมีอภิสิทธิสูงที่สุดในโลกแล้ว........

ด้วยเหตุนี้รัฐบาลไทยและรัฐบาลทหาร

ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ รัฐบาล พล.อ.เปรม รัฐบาลคุณอานันท์

รัฐบาลคุณบรรหารและคุณชวน หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาเป็นต้นมา

ไม่มีทางเป็นรัฐบาลเผด็จการได้เลย .......

เป็นได้แต่รูปแบบ...เนื้อหาเป็นไม่ได้

แต่ผลเสียก็มี....

เพราะหลายคนหลายครั้งก็ถูกหนังสือพิมพ์ละเมิดสิทธิเสรีภาพ

แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ หรือไม่กล้าแม้แต่การใช้สิทธิตามกฎหมายทางศาล...

ข้อที่หก

เพื่อนผมค่อนข้างผิดหวังนักวิชาการ ครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูบาอาจารย์ทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์

รวมทั้งสมาคมทนายความ และผู้ที่มีวิชาชีพทางกฎหมายและรัฐศาสตร์

ซึ่งในประเทศอื่นจะเป็นผู้ที่เรียกร้อง

ให้ประชาชนยืนหยัดในหลักของการปกครองในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

ปัญญาชนไทยทางด้านนี้กลับชี้นำให้สังคมละทิ้งหลักการปกครองตามกฎหมาย

โดยการอ้างจริยธรรมบ้าง... ความชอบธรรมบ้าง.........

คนไทยกับประชาธิปไตย

ดร.วีรพงษ์รามางกูร

วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2549

- 6 -

หลักความชอบธรรมตามกฎหมายนั้นเป็นหลักที่ชัดเจน เป็นลายลักษณ์อักษร

มีสถาบันซึ่งจะชี้ขาดเป็นที่ยุติของปัญหาความขัดแย้งได้เป็นรูปธรรม

เนื้อหาของกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ดี

กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ดี

ปกติก็จะสะท้อนจริยธรรม ขนมธรรมเนียมประเพณีของระบอบการปกครองอยู่แล้ว

แต่การไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระบอบการปกครอง

รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย

ก็เท่ากับเป็นการเรียกร้องบีบบังคับตามอำเภอใจ.......

ส่วนหลักความชอบธรรมที่อ้าง "จริยธรรม"

ที่เกินกว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประเพณีขนบธรรมเนียม

การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น

เป็นเรื่องที่เป็นนามธรรม เลื่อนลอย ไม่แน่นอน

เปลี่ยนแปลงไปตามกลุ่มชน

เช่น ชั้นสูง ชั้นกลาง มีมาตรฐาน จริยธรรมอย่างหนึ่ง

ชั้นล่างอย่างหนึ่ง ....

เปลี่ยนแปลงไปตามภูมิภาค ภาคใต้ว่าอย่าง ภาคเหนือ ภาคอีสานว่าอย่าง

และเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เช่น ปี 2547 ว่าอย่าง ปี 2549 ว่าอย่าง

ต่อไปปี 2550 อาจจะว่าอีกอย่างก็ได้

การตัดสินความชอบธรรมบนพื้นฐานของ"จริยธรรม"จึงเลื่อนลอย

ไม่เหมือนความชอบธรรมที่อยู่บนพื้นฐานของ "ระบบ" "หลักการ" และ "กฎหมาย"

ซึ่งเป็นรูปธรรม อ้างอิงได้

ถ้าระบบและหลักการควรจะเปลี่ยนเพราะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป

กฎหมายก็เปลี่ยนได้ตามขบวนการ

แต่ระหว่างที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง

ก็ต้องใช้ความชอบธรรมบนพื้นฐานของกฎหมายที่ยังใช้บังคับอยู่.........

ที่เป็นเช่นนี้ก็อาจจะเป็นเพราะว่า เรามีรัฐบาลทหาร

ที่มีทหารเป็นนายกรัฐมนตรีเองหรือมีนายกรัฐมนตรีที่ทหารแต่งตั้ง

ซึ่งไม่มีความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ

หรือตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข

หรือบางครั้งจะชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ

คนไทยกับประชาธิปไตย

ดร.วีรพงษ์รามางกูร

วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2549

- 7 -

แต่ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่คณะปฏิวัติหรือสภาร่างรัฐธรมนุญที่คณะทหารตั้งขึ้นมา

การต่อต้านจึงต้องต่อต้านนอกรอบของรัฐธรรมนูญ

โดยอ้างความไม่ชอบธรรมของระบอบหรือระบบได้ชัดเจน ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกลุ่มคน ภูมิภาค และกาลเวลาใน

โลกสมัยใหม่

แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาเที่ยวนี้ไม่เหมือนกัน

เป็นการอ้างความไม่ชอบธรรมที่ไม่ใช่ความชอบธรรมของระบอบหรือที่มาของรัฐบาล

แต่การอ้างความไม่ชอบธรรมบนพื้นฐานของ "จริยธรรม" ซึ่งเลื่อนลอย

ถ้าทำได้สำเร็จก็จะเป็นความเสียหายต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระยะยาวอย่างยิ่ง

ข้อที่เจ็ด

เพื่อนอเมริกันตัวแสบของผมยังแสดงความผิดหวังต่อพรรคการเมืองของไทย

ทั้งพรรคการเมืองที่เก่าแก่ พรรคที่เก่ากลาง พรรคที่กลางเก่ากลางใหม่

พรรคการเมืองควรจะเป็นสถาบันที่เป็นผู้นำทางความคิด เผยแพร่ปรัชญา จิตสำนึก และปฏิบัติตนเป็นนัก

ประชาธิปไตย

แต่วิกฤตการณ์การเมืองครั้งนี้

ผู้นำพรรคการเมืองกลับไปร่วมเรียกร้องให้มีการละเมิดรัฐธรรมนูญ

ละเมิดกฎหมาย ละเมิดข้อเท็จจริง รวมทั้งปฏิเสธขบวนการรัฐสภา

ปฏิเสธขบวนการให้กลับไปสู่การตัดสินใจของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง

โดยอ้างว่าขบวนการเลือกตั้งนั้นไม่ชอบธรรม ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง

ปฏิเสธกรรมการเลือกตั้ง รวมทั้งคว่ำบาตรการเลือกตั้ง

ที่เหลือเชื่อก็คือสื่อมวลชน

ซึ่งควรจะเป็นสถาบันที่ต่อต้านการปฏิเสธขบวนการประชาธิปไตย กลับไปเห็นด้วยและสนับสนุน..........

ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเป็นการสร้างประเพณี

และวัฒนธรรมที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย ระบอบรัฐสภา

การเรียกร้องกดดันทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นการเรียกรองและกดดันให้มีการดำเนินการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเลย

และที่แปลก "นักประชาธิปไตย" ทั้งหลายกลับรับได้

ไม่ตะขิดตะขวงใจเลย..........

คนไทยกับประชาธิปไตย

ดร.วีรพงษ์รามางกูร

วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2549

- 8 -

ข้อที่แปด

การกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

โดยอ้างความไม่ชอบธรรมบนพื้นฐานของ "จริยธรรม" นั้น

เป็นอันตรายที่สามารถสร้างความแตกแยกในสังคม

เพราะมาตรฐานของจริยธรรมของผู้คน ต่างหมู่เหล่าต่างภูมิภาคจะต่างกัน

ไม่เหมือนความชอบธรรมที่ตั้งอยู่บนรากฐานของรัฐธรรมนูญ กฎหมายและระบบ

เพราะกฎหมายและระบบมีอันเดียว....

อย่างมากก็อาจจะตีความแตกต่างกันเท่านั้น

และยุติได้โดยการยอมรับการตัดสินขององค์กรที่มีอำนาจหน้าที่

ข้อที่เก้า

เพื่อนผมเคยตั้งข้อสังเกตว่า

การเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบมีสองพรรคใหญ่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540

ได้พัฒนาไปเร็วมาก...

แต่ตอนนี้ชักจะไม่แน่ใจเสียแล้ว

เพราะความไม่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตยตามระบอบรัฐสภาของพรรคการเมือง

ของปัญญาชน ของครูบาอาจารย์

รวมทั้งสื่อมวลชนที่เป็นกระแสหลักของประเทศที่จะเป็นผู้นำทางความคิด..........

ที่เห็นชัดก็คือ ยังชอบระบบการเมืองที่เละๆ มีรัฐบาลที่อ่อนแอ คอยเอาใจคนโน้นคนนี้

อ่อนน้อมถ่อม

ตน พูดจามีคารมคมคาย จะมีผลงานหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ชอบที่จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยๆ ไม่ต้องทำ

อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน..........

คุยกับเพื่อนอเมริกันเที่ยวนี้ผมรีบตัดบทแล้วรีบลากลับก่อนเขาจะพูดจบ

ขี้ยา : หนูทดลองของการวิจัยไทย

จาก ‘คัดกรอง ถึง… คัดออก’

ตอนแรกที่จะหาคนเข้าโครงการ เจ้าหน้าที่ที่ศูนย์ก็เอาใจเราสารพัด แต่พอเราไม่ผ่านกระบวนการคัดกรอง ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ แม้แต่หางตาก็ไม่เหลียวมามองเรา” 

ข้างต้นเป็นคำพูดที่ออกมาจากปากผู้ใช้ยา (เสพติด) ชนิดฉีดคนหนึ่งที่ถูกทาบทามให้เข้าร่วมโครงการทดลองยาเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี หรือมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘การศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิผลของการได้รับยาทินอฟโฟเวียร์อย่างต่อเนื่อง’ เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในประชากรที่ติดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นในกรุงเทพมหานคร

 โครงการทดลองยาทินอฟโฟเวียร์ในกรุงเทพมหานครนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างกรุงเทพมหานคร กระทรวงสาธารณสุข ศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐด้านสาธารณสุข ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา และมีบริษัท จิลเลียด ไซน์ส อิงค์ สหรัฐอเมริกาเป็นผู้สนับสนุนด้านเวชภัณฑ์ (ยาทินอฟโฟเวียร์) โดยมีนายแพทย์ขจิต ชูปัญญา อดีตรองผู้ว่า กทม. เป็นผู้วิจัยหลักของโครงการ

โครงการดังกล่าวทำการทดลองในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี จำนวน 1,600 คน ใช้คลินิกบำบัดยาเสพติดของกรุงเทพมหานคร 17 แห่ง เป็นสถานที่ทดลอง ใช้เวลาในการทดลองนาน 30 เดือน โดยเริ่มรับอาสาสมัครคนแรกของโครงการวันที่ 2 มิถุนายน 2548

และจากปากคำของผู้ใช้ยาฯ คนเดิม สาเหตุที่เขาไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ก็เพราะว่า เขามีเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด ซี อยู่ในร่างกาย ซึ่งยาทินอฟโฟเวียร์ ที่ใช้ในการทดลองจะมีผลต่อตับและไต และเขาไม่ใช่ผู้ใช้ยาฯ คนเดียวเท่านั้นที่ประสบกับการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ยังมีเพื่อนอีกหลายๆ คน ที่ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับเขา

  “มีเพื่อนที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เพราะตรวจพบเชื้อเอชไอวี เจ้าหน้าที่ก็บอกกับเขาว่า เสียใจด้วยนะ และก็ไม่มีคำแนะนำอื่นๆ และเมื่อเขาถามเจ้าหน้าที่คนเดิมว่า จะทำตัวอย่างไรดี เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า ถ้าติดเชื้อก็ให้ไปหาหมอสิ เขาไม่ใช่หมอจะช่วยอะไรได้ เพื่อนผมคนนั้นก็หันกลับมาใช้ยาอีก หลังจากที่หยุดใช้ไปนานแล้ว เพราะเขารู้สึกหมดกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเนื่องจากทราบว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวี แถมยังไม่ได้รับข้อมูลหรือคำแนะนำที่จะทำให้เขาสามารถต่อสู้กับโรคร้ายนั้นได้  ผมเองก็พูดอะไรไม่ออกเหมือนกัน ลำพังไอ้โรคที่ผมเป็นอยู่ก็ไม่มีความรู้เลย จะดูแลตัวเองอย่างไรก็ทำไม่เป็น จะเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ก็กลัวเขาจะรำคาญ ดีไม่ดีก็จะพลอยโดนลดยา (เมธาโดน) ที่เรากินอยู่ก็เป็นไปได้”

 NGO กับการเคลื่อนไหว

เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO ซึ่งทำงานด้านเอดส์ และสิทธิมนุษยชนของผู้ใช้ยาฯ  ได้ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการทดลองดังกล่าว เนื่องจากเป็นการวิจัยที่ละเมิดมาตรฐานด้านจริยธรรมอย่างชัดเจน โดยนายเสรี จินตกานนท์ ประธานเครือข่ายผู้ใช้ยา ประเทศไทยได้แสดงความคิดเห็นไว้ว่า

“พวกเราไม่มีเจตนาที่จะคัดค้านการศึกษาวิจัยยาทินอฟโฟเวียร์ ตรงกันข้ามพวกเราต้องการสนับสนุน และอยากเห็นการศึกษาวิจัยยาทิโนโฟเวียร์ครั้งนี้ เป็นการทดลองที่คำนึงถึงเรื่องจริยธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่แค่การศึกษาวิจัยที่มุ่งหวังแต่เพียงผลของการศึกษาวิจัยที่ไม่คำนึงถึงอันตรายและความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีของผู้ร่วมโครงการ ซึ่งข้อมูลจากโครงการจะให้ยาทีนอฟโฟเวียร์กับอาสาสมัครเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นการขัดกับมาตรฐานจรรยาบรรณสากล อย่างชัดเจนว่า ในแผนการศึกษาทดลอง จำเป็นจะต้องระบุว่า เมื่อเสร็จสิ้นการทดลองแล้ว ผู้เข้ารับการทดลองจะต้องได้รับการป้องกัน วินิจฉัย และรักษาโรค โดยต้องระบุถึงประโยชน์ที่ผู้เข้ารับการทดลองนั้น หรือว่าผู้เข้ารับการทดลองจะได้รับการรักษาวิธีอื่นที่เหมาะสมต่อไป แต่การที่อาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับยาทินอฟโฟเวียร์เพียง 1 ปี คงไม่เพียงพออย่างแน่นอน เพราะว่าหากอาสาสมัครที่ติดเชื้อเอชไอวีควรจะได้รับยาต้านไวรัสตลอดชีวิต”

จริงอยู่ที่ว่า ยาเสพติดเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและผู้ใช้ยาหรือขี้ยา เป็นคนไม่ดีในสายตาของคนทั่วๆ ไป แต่คงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องหากสังคมจะหยิบฉวยหรือจ้องฉกเอาแต่ผลประโยชน์จากคนเหล่านั้น และพอไม่มีประโยชน์ หรือมองไม่เห็นประโยชน์ก็จะทำอย่างไรก็ได้กับคนที่ได้ชื่อว่า เป็นขี้ยาเป็นขยะของสังคม ล่าสุดทางกลุ่ม NGO ได้มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ชะลอโครงการดังกล่าว พร้อมทั้งยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ทำการตรวจสอบโครงการดังกล่าวแล้ว และที่ผ่านมาการทดลองยาทินอฟโฟเวียร์ในต่างประเทศประสบปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น ประเทศกัมพูชามีคำสั่งยกเลิกการทดลอง ในเดือนสิงหาคม 2548 เพราะเกรงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากยาชนิดนี้ต่อผู้เข้าร่วมทดลอง

 เช่นกันกับประเทศไนจีเรียที่มีคำสั่งยกเลิกการทดลองอย่างถาวร โดยมีสาเหตุมาจากนักวิจัยในประเทศไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานด้านวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นในการทดลองได้ และอีกหลายประเทศที่ชะลอโครงการดังกล่าวเนื่องจากไม่มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันหรือการรักษาเอดส์อย่างเพียงพอ

 เงิน-ผลประโยชน์ตอบแทนใคร ?

 หากโครงการทดลองนี้ประสบผลสำเร็จ ยาทินอฟโฟเวียร์สามารถใช้ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ ใครที่จะได้รับผลประโยชน์ แน่นอนคงไม่พ้นบริษัทผู้ผลิตยาจากต่างประเทศที่จะรับผลประโยชน์ไปเต็มๆ แล้วการที่ผู้วิจัยออกมาพูดอย่างสวยหรูว่า การทดลองนี้เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ แต่เคยคิดกันบ้างหรือเปล่าว่า ผลลัพธ์ที่จะตามมาคืออะไร เพราะเมื่อมียาดีใช้รักษาโรคแล้ว แต่มีบริษัทที่ผลิตยาอยู่บริษัทเดียว (ยาทินอฟโฟเวียร์ผลิตโดยบริษัทจิเลดไซเอนเซส-Gilead Sciences ขึ้นทะเบียน US FDA October 26,2001) การกำหนดราคาก็คงจะเป็นไปตามความต้องการของบริษัทผู้ผลิต (ปัจจุบันราคายาทินอฟโฟเวียร์ตกอยู่ประมาณ 400-600 บาท/เม็ด) เพราะข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐ การผลิตยาที่มีสูตรที่เหมือน หรือใกล้เคียงกันไม่สามารถที่จะกระทำได้ และยานี้ต้องกินทุกวันๆ ละ 1 เม็ด คิดเป็นต่อเดือน ต่อปี จะเป็นเงินเท่าไร

 “นอกจากนี้ถ้าโครงการนี้ไม่แจกเงิน ผมก็ไม่เข้าไปหรอก เรื่องอะไรผมจะเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงฟรีๆ”

 เสียงสะท้อนออกมาจากผู้ใช้ยาฯ ที่เข้าร่วมโครงการทดลองฯ ทางผู้วิจัยนำเงินมาเป็นตัวล่อเพื่อหาอาสาสมัครให้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งเป็นประเด็นที่เปราะบางมาก เพราะ ส่วนใหญ่ของผู้ใช้ยาเสพติดที่ได้รับการบำบัดอยู่ตามศูนย์บำบัดต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ จะเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย การเข้าร่วมโครงการของอาสาสมัครก็เป็นไปแบบไม่เต็มใจ ซึ่งก็จะมีบางคนไม่ยอมกินยาตามที่ระบุไว้ในโครงการ เมื่อเป็นอย่างนี้ผลการวิจัยที่ออกมาจะมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด

 นอกจากเรื่องเงินแล้ว การดูแลตลอดจนความรับผิดชอบหลังจากเสร็จสิ้นโครงการก็เป็นอีกหนึ่งในความต้องการของอาสาสมัคร และที่ผ่านมามีอยู่หลายโครงการที่ผู้เข้าร่วมต้องทนรับกับผลร้ายที่ตามมาจากการวิจัย ตัวอย่างเช่น โครงการทดลองวัคซีนเอดส์ โดย กทม.ร่วมกับ ม.มหิดล กระทรวงสาธารณสุข ศูนย์ความร่วมมือการวิจัยโรคเอดส์ (ไทย-สหรัฐฯ) และบริษัทแวกซ์-เจน ศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนในประเทศไทย โดยมีนายแพทย์ขจิต ชูปัญญา เป็นผู้วิจัยหลักของโครงการเช่นกัน และโครงการนี้ก็ถือได้ว่า ประสบความล้มเหลว เพราะขาดกระบวนการให้การปรึกษาที่มีประสิทธิภาพทำให้อาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการ ต้องติดเชื้อเอชไอวีเป็นจำนวนมาก เพราะตัวอาสาสมัครมีความเข้าใจผิดว่า วัคซีนที่ตนเองได้รับขณะที่เข้าโครงการจะสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ และเมื่อโครงการสิ้นสุดลงอาสาสมัครที่ติดเชื้อเอชไอวีก็ไม่ได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่ ตามที่ระบุไว้ในรายละเอียดของโครงการ

โครงการทดลองยาทินอฟโฟเวียร์มีปัญหาแบบเดียวกับการทดลองของแวกซ์เจนเช่นกัน เพราะมีอาสาสมัครบางรายที่ได้รับยา แล้วคิดว่า ยาที่กินนั้นจะสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ จึงทำให้อาสาสมัครละเลยการป้องกันการติดเชื้ออย่างถูกวิธี กอปรกับการให้การปรึกษาของเจ้าหน้าที่ก็ไม่มีความชัดเจน และเพียงพอ ซึ่งปัญหาลักษณะนี้ยังคงเกิดขึ้นต่อไป หากผู้วิจัยหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องยังจะเห็นชีวิต หรือค่าของผู้ใช้ยาเป็นแค่เพียง “หนูทดลองยา” โดยไม่สนใจถึงเรื่องมนุษยธรรม ความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน และเชื่อแน่ว่าโครงการวิจัยต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตก็จะยังคงประสบกับปัญหาเรื่องมาตรฐานและจริยธรรมของการวิจัยที่เชื่อถือได้อย่างแน่นอน รวมถึงผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมสำหรับประเทศไทยที่จะได้รับจากบริษัทต่างชาติ ซึ่งเข้ามาแสวงหาผลกำไรจากทรัพยากรของประเทศเรา และเราก็คงจะยอมเสียเปรียบอย่างนี้ตลอดไป เพื่อแลกกับ “เศษเงินที่ต่างชาติหยิบยื่นให้” แค่นั้นหรือ…?

 

 

เกษียร เตชะพีระ : วิพากษ์ยุทธศาสตร์อเมริกันต่อ เอเชียอาคเนย์ และไทย

“รัฐบาลทักษิณ ณ ไทยรักไทย อาศัยสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯ เพื่อสิ่งใด? ไม่ใช่เพื่อต่อต้านภัยคุกคามจากการก่อการร้าย หากแต่เพื่อบั่นทอนพลังการเมืองภาคประชาชนและบ่อนทำลายฐานการเงินกับอำนาจของกลุ่มเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นหัวเมือง ซึ่งขัดขวางโครงการบูรณาการทางการเมืองต่างหาก”

การประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นที่ รร.โลตัสปางสวนแก้ว จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 7-8 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนทางวิชาการในหัวข้อเรื่อง ‘โลก รัฐ ท้องถิ่นในศตวรรษที่ 21 : การปะทะทางอารยธรรม ธรรมาภิบาล และท้องถิ่นนิยม’ รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนองานวิชาการเรื่อง ‘ยุทธศาสตร์อเมริกันต่อโลก เอเชียอาคเนย์ และไทย’ ซึ่งมีรายละเอียด ดังน

ในห้วงขณะนี้ สหรัฐอเมริกามีความพยายามจะรื้อฟื้นยืนกรานอำนาจนำในเอเชียอาคเนย์ขึ้นมาใหม่ มีการพยายามเหนี่ยวรั้งปิดกั้นการรุกล้ำและการขยายอำนาจของจีน ในฐานะมหาอำนาจประเทศถัดไปที่จะกลายเป็นภัยคุกคามท้าทายอำนาจนำของสหรัฐทั้งในเอเชียอาคเนย์และโลก มีการปกป้องและเสริมสร้างผลประโยชน์และโอกาสทางเศรษฐกิจของอเมริกาในภูมิภาคนี้ที่เศรษฐกิจมีพลวัตสูงและลู่ทางสดใส

 นอกจากนั้น ยังมีการพยายามควบคุม ‘จุดอุดตัน’ ของเส้นทางเดินเรือทางทะเลที่สำคัญต่อการค้าภูมิภาคและการเคลื่อนกำลังทางทหารสหรัฐฯ ทั้ง 4 เส้นทาง ได้แก่ ช่องแคบมะละกา ซุนดา ลอมบอคหรือมากัสซาร์ รวมทั้งท่อส่งก๊าซผ่านทะเลน้ำตื้น เพื่อช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพและบูรณาภาพภายในของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค เพื่อป้องกันไม่ให้ภูมิภาคขาดเสถียรภาพ จนกระทบต่อจุดมุ่งหมายของสหรัฐฯ เพื่อการนี้ สหรัฐฯ ต้องการเพิ่มทหารเข้ามาตั้งประจำในภูมิภาคมากขึ้น ทั้งในประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และประเทศไทย

 ในด้านของกระแสอิสลามสู้รบในภูมิภาค ถูกเอ่ยถึงบ้างเล็กน้อยว่า ให้พึงจับตาดู แต่ไม่ได้ถูกเน้นย้ำเป็นหลักสำคัญแต่อย่างใด แสดงว่า มันไม่เกี่ยวกับการวางแนวทางยุทธศาสตร์หลัก เหตุการณ์ 9/11 เป็นเพียงแค่เปิดจังหวะให้ฝ่ายนีโอคอนส์ใช้มันเป็นข้ออ้างมาทำตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้ก่อนแล้ว

 แต่โครงการจักรวรรดินิยมใหม่ของสหรัฐอเมริกา ที่แฝงเข้ามาในเอเชียอาคเนย์ในนามสงครามต่อต้านการก่อการ้ายสากลนั้น ต้องดำเนินงานผ่านและผสมผเสกับ โครงการอันหลากหลายของชนชั้นนำชาติต่างๆ ในเอเชียอาคเนย์ ผลที่ปรากฏออกมาจึงแตกต่างกันไป ไม่ว่าในกรณีฟิลิปปินส์ กับความสัมพันธ์แบบอาณานิคมใหม่ กรณีอินโดนีเซีย กับพันธมิตรอนุจักรวรรดินิยม หรือกรณีไทย กับการสวมรอยอำนาจนำ

 กรณีฟิลิปปินส์ กับความสัมพันธ์แบบอาณานิคมใหม่

 ฟิลิปปินส์มีมรดกตกค้างทางประวัติศาสตร์ จากระบอบอาณานิคมและอาณานิคมใหม่ รัฐบาลสหรัฐฯ จึงยังทรงอำนาจและมีทรงอิทธิพลในมะนิลา ชนชั้นนำและเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ต่างตกอยู่ในสภาพต้องพึ่งพาการลงทุนโดยตรงจากชาติตะวันตก และการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ

 เหตุการณ์ 9/11 ให้ข้ออ้างแก่ชนชั้นนำสหรัฐฯ ที่จะยืนกรานส่งทหารกลับเข้ามาและดำเนินการต่างๆ ที่ละเมิดกฎหมายและอำนาจอธิปไตยที่ฟิลิปปินส์เยี่ยงอาณานิคมใหม่เพื่อ ‘ต่อสู้การก่อการร้ายสากล’ ทั้งที่โดยเนื้อแท้แล้ว ก็เพื่อรับใช้ยุทธศาสตร์อเมริกันในภูมิภาคนั้นเอง

 ในขณะเดียวกัน เหตุการณ์ 9/11 ก็ให้โอกาสแก่ชนชั้นนำฟิลิปปินส์ที่จะบอกขายและยัดเยียดการสมคบกับอเมริกันแก่ประชาชน ว่าเป็นไปเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ โดยกดปราบและทวนกระแสคัดค้านแบบชาตินิยมอันกว้างขวางในประเทศเอาไว้

 กรณีกลุ่มอาบูไซยาฟ (Abu Sayyaf Group) และการวางระเบิดก่อการร้ายครั้งต่างๆ ในฟิลิปปินส์ น่าสงสัยว่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์ร่วมของซีไอเอ เพ็นตากอน เพื่อสหรัฐฯ ดำเนินแผนยุทธศาสตร์ได้ตามประสงค์ กับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของฟิลิปปินส์ เพื่อหารายได้จากการลักลอบขายอาวุธให้ผู้ก่อการร้ายและจะได้รับความช่วยเหลือ ‘ต่อต้านการก่อการร้าย’ จากสหรัฐอเมริกามากขึ้น

 อินโดนีเซีย : พันธมิตรอนุจักรวรรดินิยม

 ยากที่จะอเมริกันจะหวังมาตั้งฐานทัพในอินโดนีเซีย เพราะกระแสชาตินิยมดุเดือดรุนแรง อีกทั้งความที่ประชากรและกองทัพอินโดนีเซียส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ทำให้อ้างเหตุการณ์ 9/11 เพื่อการนี้จึงลำบาก

การดำเนินแผนยุทธศาสตร์ของอเมริกันในอินโดนีเซีย จึงออกมาในลักษณะกระชับความสัมพันธ์ทางทหาร และให้การหนุนช่วยอย่างแนบแน่นแก่กองทัพอินโดนีเซีย เพื่อโครงการยุทธศาสตร์จักรวรรดินิยมใหม่ในภูมิภาคของอเมริกัน และปล่อยให้กองทัพอินโดนีเซียดึงการสนับสนุนทางทหารของสหรัฐฯ ไปรับใช้โครงการอนุจักรวรรดินิยม (sub-imperrialism) ในประเทศของตนเอง เพื่อปราบกบฏแยกดินแดนในอาเจะห์และปาปัวตะวันตก ด้วยการก่อการร้ายโดยรัฐ (state terrorism)

 องค์การเจไอ (Jemaah Islamiyah) นั้นมีมาแต่ก่อนนมนาน ไม่ใช่ลูกแล่งของอัลเคด้า ซึ่งมีหลากหลายแนวคิดและแตกแยกกันเองภายใน ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อกองทัพหรือแม้แต่ชนชั้นนำอินโดนีเซียเอง หากมีการคบหารับใช้ใกล้ชิดกันด้วยซ้ำไป

 เอาเข้าจริง องค์การเจไอจึงเป็นเป้าลวง งานปราบปรามองค์การเจไอของทางการของอินโดนีเซียจึงเดินหน้าไปไม่ถึงไหน แต่ขบวนการกบฏแบ่งแยกดินแดน Gerakan Aceh Merdeka- GAM) ในอาเจะห์ และขบวนการ Free Papua Movement – OPM) ในปาปัวตะวันตกต่างหาก ที่เป็นเป้าโจมตีอย่างแข็งขันเอาการเอางานอย่างแท้จริงของกองทัพอินโดนีเซีย

ไทย : กับการสวมรอยอำนาจนำ

 ขอยกสงคราม 3 กรณีในประเทศไทยมาพิจารณา คือ สงครามกับผู้ก่อความไม่สงบภาคใต้ สงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด และสงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะผู้มีอิทธิพล

 กรณีสงครามกับผู้ก่อความไม่สงบภาคใต้ พบว่า อเมริกาอยากดึงไทยเข้าร่วมสงครามต่อต้านการก่อการร้ายสากล ขอความร่วมมือทางการไทยจับกุมและลักตัวฮัมบาลีไปดื้อๆ อีกทั้งสร้างกระแสกดดันปล่อยข่าวเรื่องภัยคุกคามจากการก่อการร้ายสากลขององค์การเจไอในไทย

กองทัพไทยต้องการปราบขบวนการแยกดินแดน ในแง่นี้ การโยงปัญหาการก่อความไม่สงบภาคใต้เข้ากับสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯ อาจทำให้ได้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ จากสหรัฐฯ

 รัฐบาลทักษิณ ด้านหนึ่งมีท่าทีฉวยใช้สงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯ ให้เป็นประโยชน์โดยส่งทหารไทยไปอิรักเพื่อแลกเปลี่ยนกับความช่วยเหลือทางทหารและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ แต่อีกด้านหนึ่งก็ทัดทานยืนกรานว่า ปัญหาการก่อความไม่สงบภาคใต้ ไม่ใช่การก่อการร้ายสากล และวางตัวห่างระยะหนึ่งจากสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯ ในกรณีที่เกี่ยวกับภาคใต้ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว อีกทั้งเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางการเมืองและความมั่นคง หากผูกติดใกล้ชิดสหรัฐฯ มากเกินไป

 ทว่าเมื่อดูกรณี ‘สงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด’ และ ‘สงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะผู้มีอิทธิพล’ แล้ว จะพบว่า รัฐบาลทักษิณ ณ ไทยรักไทย อาศัยสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯ มาเป็นบริบทและวาทกรรม สวมรอยเข้าร่วมขบวนแถวพันธมิตรต่อต้านการก่อการร้ายภายใต้อำนาจนำของวอชิงตัน เพื่อสิ่งใด?

 ไม่ใช่เพื่อต่อต้านภัยคุกคามจากการก่อการร้ายสากลตามที่วอชิงตันประกาศแต่อย่างใด หากเพื่อบั่นทอนพลังการเมืองภาคประชาชนและบ่อนทำลายฐานการเงินกับอำนาจของกลุ่มเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นหัวเมือง ซึ่งขัดขวางโครงการบูรณาการทางการเมืองแบบอำนาจนิยมของตนเองต่างหาก

 ในความหมายนี้ แบบอย่างลัทธิทหารนิยม อำนาจนิยมของสหรัฐฯ จึงมีส่วนเปิดช่องสนองความชอบธรรมให้ชนชั้นนายทุนไทยรื้อฟื้นรัฐเพื่อความมั่นคงแห่งชาติขึ้นมาใหม่ และไปลิดรอนสิทธิมนุษยชนในนาม ‘ผลประโยชน์แห่งชาติ’ มีการออกกฎหมายและมาตรการทหารนิยมที่ต่อต้านสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยออกมาตามรูปลักษณ์อเมริกันนั่นเอง

Sponsors

เกษียร เตชะพีระ : นีโอ-ชาตินิยม กับปรากฏการณ์ศึกทักษิณ VS สนธิ

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2548 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ประเด็นหลักคือ What is ‘neo’ about neo-Nationalism?

ที่เรียกว่านีโอ-ชาตินิยม อะไรเป็นส่วนที่ นีโอ หรือใหม่เกี่ยวกับชาตินิยม

โดยเปรียบเทียบกับชาตินิยมเดิม และเน้นการมองภายในกรอบของสังคมภายในประเทศ

ผมแบ่งเป็น  4 ประเด็น

 ประเด็นที่ 1 อะไรเป็นบุคลิกลักษณะเด่นของชาตินิยมเดิม

 ประเด็นที่ 2 การก่อตัวของนีโอ-ชาตินิยม

 ประเด็นที่ 3 จุดต่างระหว่างชาตินิยมเดิมและนีโอ-ชาตินิยม

 และสุดท้าย  การเคลื่อนไหวราชาชาตินิยมในปัจจุบัน

 1. อะไรคือบุคลิกลักษณะเด่นของชาตินิยมเดิม

 ผมลิสต์ประเด็นที่สำคัญๆ มา 6 ประเด็น

 ประการแรก ชาตินิยมเดิม เป็นชาตินิยมโดยรัฐของไทย เป็น Thai official Nationalism กล่าวคือ การเกิด การปรากฏของชาตินิยมในเมืองไทยที่เป็นกระแสหลัก มันอยู่ในกรอบของรัฐ มันไม่ได้เกิดโดยกลุ่มสังคมกลุ่มอื่น อาจจะมีบางกลุ่มสังคมคิดเรื่องนี้ แต่โดยด้านหลักแล้วชาตินิยมกระแสหลักของไทยเป็นชาตินิยมโดยรัฐ

ประการที่สอง แนวคิดหลักของมันในความเข้าใจของผม ซึ่งอาจจะต่างจากท่านอื่น แนวคิดหลัก

 ของมันคือ อุดมการณ์ชาติพันธุ์ไทย  หรือ Ethno-ideology of Thainess แปลว่า การสร้างชาติที่สำคัญที่สุด สร้างในหัวเรา ในที่ที่ไม่มีชาติ คุณสร้างชาติขึ้นมา ก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยไม่มีชาติ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร กระบวนการสร้างชาติในหัวเรา โดยมีรหัสของคำว่าความเป็นไทย กล่าวคือ ปรุงแต่งชิ้นความคิดขึ้นชิ้นหนึ่ง แล้วนิยามยี่ห้อให้กับมันว่า นี่คือ ความเป็นไทย

 “ถ้ามึงคิดว่ามึงเกิดเป็นคนไทย มึงควรคิดและประพฤติตัวแบบนี้ ถ้ามึงไม่คิดและไม่ประพฤติตัวแบบนี้ มึงไม่ใช่ไทย ไอ้ห่า” เข้าใจไหมครับ อุดมการณ์นี้ผูกติดกับชาติพันธุ์ไทย อ้างว่าถ้าคุณเป็นคนไทย มีเชื้อชาติไทย กรีดเลือดของคุณแล้วมีตัว ท ทหาร วิ่งกันออกมาเป็นแถวล่ะก็ คุณควรคิดแบบนี้ แต่ถ้าคุณไม่คิดแบบนี้ต่อให้กรีดเลือดคุณออกมาแล้ว ท ทหาร วิ่งกันเป็นแถว คุณไม่ใช่....คุณตายได้

 อันที่สาม พูดให้ถึงที่สุดแล้ว อุดมการณ์ชาติพันธุ์ไทยจึงไม่ใช่เชื้อชาตินิยม คือ ไม่ใช่ลัทธิแบบฆ่าคนอื่นที่ไม่ใช่เชื้อชาติไทยให้มันตายห่าให้หมด ฆ่าคนที่เป็นเชื้อชาติเยอรมันให้ตายห่าให้หมด ไม่ใช่ มันกะล่อนกว่านั้น

 มันเป็นวาทกรรมที่ฉวยใช้ชาติพันธุ์/เชื้อชาติ มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็น Ethnicising Rationalizing Political discourse  มันเป็นวาทกรรมทางการเมือง มันเป็นภาษาทางการเมืองชุดหนึ่ง ที่แบ่งเขากับเรา แยกมิตร-ศัตรู เพียงแต่มันเรียกศัตรูของมัน เรียกเงาคิดที่มันไม่ชอบ และเรียกพฤติกรรมที่มันไม่ชอบ ว่า “ไม่ไทย” โดยไม่สนใจว่า “ไอ้ห่า มึงมีเชื้อไทยรึเปล่า” ไม่ใช่ประเด็นเลย

 ดังนั้น ปัญญาชนจึงโดนหาว่าเป็นลูกเวียดนาม เสกสรรค์ ประเสริฐกุล จึงโดนหาว่าเป็นลูกเวียดนาม ป๋วย อึ๊งภากรณ์ จึงโดนบอกว่าเป็นสายโซเวียต เหี้ยห่าที่ไหนในประเทศไทยต่อให้เป็นไทยย้อนไปได้เจ็ดชั่วโคตร คุณมีสิทธิโดนกล่าวหาโดยรัฐว่าไม่ไทยได้ทุกเมื่อ ถ้าคุณมีพฤติกรรมที่รัฐไม่ชอบ

 ในแง่กลับกัน ต่อให้คุณเป็นลูกเจ๊ก ถ้าคุณมีพฤติกรรที่รัฐชอบ มึงไทยว่ะไอ้ห่า (ฮ่า ฮ่า ฮ่า) นึกออกไหมครับ มันเป็นกระบวนการ มันเป็นภาษาการเมืองที่ไปริบเอาคำๆ หนึ่ง คำๆ นั้นคือ เชื้อชาติไทย หรือ ชาติพันธุ์ไทย แล้วแปลง ทำให้การแบ่งข้างทางการเมือง การประณามทางการเมือง ลงโทษ กีดกันทางการเมือง กระทำไปตามเชื้อชาติและชาติพันธุ์ทั้งที่มันไม่เกี่ยว ไม่ใช่

อันที่สี่ ตามกำเนิดของมัน ศัตรูของมันภายในประเทศ เมื่อแรกสร้างชาติไทย คือ เจ๊ก ทำไมเจ๊ก เพราะ

มันน่ากลัวสำหรับรัฐที่สุด เมื่อแรกเริ่มสร้างชาตินิยมไทย เป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ กลุ่มพลังในสังคมไทยซึ่งน่ากลัวที่สุดคือ กลุ่มพลังคนจีน เพราะมันอยู่ในเศรษฐกิจสมัยใหม่ อยู่ในสังคมสมัยใหม่ กุมภาคเศรษฐกิจเป็นนายทุน กุมแรงงานเป็นกุลี หรือมีกรมกองการจัดตั้งตัวเองเป็นอั้งยี่ มีหนังสือพิมพ์ของตัว

 ดังนั้นในจังหวะนั้นสิ่งที่คุกคามเขาในประเทศที่สุด ศัตรูของความเป็นไทยแต่ต้น ก็คือเจ๊กนี่แหละ

 เพียงแต่เมื่อเจาะให้ลึกถึงที่สุด ปัญหาที่เรื้อรังกันมาระหว่างความสัมพันธ์ไทยกับเจ๊ก แก่นแท้ของมันเป็นปัญหาความสัมพันธ์รัฐกับทุน

 อุดมการณ์ชาติพันธุ์ไทย ชาตินิยมโดยรัฐของไทย มีขึ้นเพื่อกำราบทุนหรือเจ๊ก เพื่อบล็อกไม่ให้กลุ่มทุนจีน ใช้อำนาจทางเศรษฐกิจของตัวแปรเป็นอำนาจการเมืองแล้วมาควบคุมรัฐ

 นี่คือ ฟังก์ชั่นในประเทศของชาตินิยมโดยรัฐของไทยแต่เดิมมา

 ในแง่วัฒนธรรมการเมือง เนื้อในของอุดมการณ์ชาติพันธุ์ไทยมี 2 หน้า หน้าหนึ่งหน้าอุปถัมภ์ หน้าหนึ่งหน้าอาญาสิทธิ์

 เวลาหันมองมองชนบท มองชาวนา มันมองด้วยความเมตตาสงสาร โถ ตาสี ตาสา ยายมี ยายมา เป็น pre-individual เป็นคนในการอุปถัมภ์ ที่ไม่เป็นปัจเจกชนด้วยซ้ำไป คือ อีโง่น่ะ อีไม่ตระหนักในผลประโยชน์ของอีหรอก มันยังไม่เป็น individual เต็มที่ที่เข้าใจเหตุผล เข้าใจผลประโยชน์ของตัว เป็นแบบ ง่ายที่จะถูกมือที่สามชักจูง เข้าใจไหม มันง่ายมากเลยที่ชาวนาชาวไร่เมืองไทยจะถูกมือที่สามชักจูง

 ฉะนั้น เวลาสร้างเขื่อน วางท่อปตท. มันมีมือที่สามไปชักจูงมาประท้วง ชาวนายังไม่เป็นปัจเจกบุคคลที่มีเหตุผลและคิดเองเป็น เห็นม็อบชาวนาเมื่อไหร่ ต้องหามือที่สาม เพราะชาวนาคิดเองไม่เป็น มันเป็น pre-individual หน้าที่คือเป็นคนในสังกัด รับการอุปถัมภ์จากรัฐแค่นั้นเอง นึกออกไหมครับ มองชาวนาด้วยสายตาแบบนี้ตลอด

 แต่มองด้วยคนเมืองด้วยหน้าอาญาสิทธิ์ กล่าวคือ เห็นบรรดาคนเมืองทั้งหลาย นายทุนทั้งหลาย นักหนังสือพิมพ์ทั้งหลาย นักศึกษาทั้งหลาย “ไอ้พวกนี้ขี้เหม็นเห็นแก่ตัว แม่งอยากเป็นใหญ่ แม่งหากำไรเข้าตัว ไม่รักชาติ คนที่รักชาติ กูดูทั้งแผ่นดินแล้วเนี่ย มีกูคนเดียว”

 ตลกมากนะครับ มันมองชนบทว่าไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่เป็นปัจเจกบุคคลด้วยซ้ำไป โดนเขาหลอกง่าย แต่พอหันมองภาคเมือง มันมีความคิดแบบอาญาสิทธิ์ ไอ้คนพวกนี้มันเห็นแก่ตัว ระยำหมาทั้งนั้นเลย ให้มาเล่นการเมืองแม่งก็ก่อม็อบสร้างความวุ่นวาย มีเบื้องหลัง คนที่รักชาติ สรุปแล้วก็คือคนที่อยู่กับรัฐหรือกุมอำนาจรัฐเท่านั้น

 ผลของมันคือ มันสร้าง imagined uncommunity กล่าวคือ จินตนากรรมชาติที่ไม่เป็นชุมชน ขึ้นอยู่แค่ว่า ไทยกับเจ๊ก กล่าวคือ มันเป็นไปไม่ได้ที่ไทยกับเจ๊กจะเท่ากัน เพราะเจ๊กมีบุคลิกทั้งหลายแหล่ที่เป็นยิวแห่งบูรพทิศ ไม่สนใจว่าในความเป็นจริงไทยกับเจ๊กจะมีสายสัมพันธ์ แต่งงานทำมาหากินด้วยกัน

 ดังนั้น จินตนากรรมชาติไทยในช่วงต้น ปัญหาของชาติไทยคือ เจ๊ก มันแบ่งคนไทยกับเจ๊ก ให้ไม่สามารถเป็นชุมชนเดียวกันได้ นี่เองที่คุมเจ๊ก คุมกลุ่มทุนมาหลายปี ให้อยู่ใต้อำนาจของรัฐ

 ผลของมันที่น่าสนใจก็คือ ภายใต้วิธีคิดแบบนี้ มันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ โดยเฉพาะตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจสมัยสฤษดิ์เป็นต้นมา แล้วมันสร้าง real uncommunity ขึ้นมา

 มันสร้างความแตกต่างทางเศรษฐกิจมหาศาลระหว่างเมืองกับชนบท  มันเริ่มต้น มันจินตนาการว่า ไทยกับเจ๊กเข้ากันไม่ได้ เพื่อกำราบทุน แต่กระบวนการที่จะกำราบทุนและผูกขาดอำนาจรัฐ มันกลับสร้างความไม่สมานฉันท์ที่แท้จริงขึ้นในสังคมระหว่างเมืองกับชนบท มันอยู่บนความอ่อนแอนี้ของสังคมแบบชาตินิยม

 2.  นีโอ-ชาตินิยมมาจากไหน?

 มีเงื่อนไขความเปลี่ยนแปลงในระดับโลกในระดับประเทศที่เอื้อให้นีโอ-ชาตินิยมเกิดขึ้น ที่สำคัญคือ ทุนเจ๊กเริ่มกลายเป็นไทย โดยผ่านกระบวนการศึกษา โดยผ่านรุ่นลูกรุ่นหลาน โดยผ่านการประดับประดาด้วยสัญลักษณ์ความเป็นไทยทั้งหลาย มันก็กลายเป็นไทยมากขึ้น พอจะเคลมความเป็นไทยบางอย่างได้

 พคท.ล่มสลาย ความเป็นเจ๊กมันดูไม่น่ากลัวเหมือนแต่ก่อน นึกออกไหมครับ เพราะแต่เดิมนี่ความเป็นเจ๊กมันถูกทับซ้อนด้วยความเป็นคอมมิวนิสต์ ความเป็นเจ๊กเป็นอื่นทางชาติพันธุ์ ความเป็นคอมมิวนิสต์เป็นอื่นทางอุดมการณ์ แม่งเป็นอื่นดับเบิ้ลเลย แม่งน่ากลัวฉิบหาย พอพคท.ล่มสลายมันเหมือนปลดล็อค ทำให้ง่ายเข้าที่เจ๊กจะเดินเข้ามาในการเมืองวัฒนธรรม

 จีนเองก็เปลี่ยนแนวทาง เดิมทีประธานเหมาจะยุให้ประเทศอื่นปฏิวัติ ก็เปลี่ยนเป็นประธานเติ้งยุให้ประเทศอื่นช่วยกันทำมาค้าขายไป เจ๊กกลายเป็นแหล่งลงทุน เจ๊กกลายเป็นตลาดการค้า นี่คือเงื่อนไขสากล

 ทีนี้มีปมเงื่อนความเปลี่ยนตรงนี้

 นีโอ-ชาตินิยมเกิดขึ้นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับรัฐเปลี่ยนไป ผ่านระบอบเลือกตั้งประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญปฏิรูปการเมือง 2540

 เดิมทีอำนาจรัฐผูกขาดอยู่ในกลุ่มข้าราชการ ผูกอยู่ในกลุ่มเทคโนแครต แล้วครอบเจ๊กเอาไว้ภายใต้อำนาจการเมือง อันนี้คลี่คลายภายหลัง 14 ตุลา มีระบอบเลือกตั้งประชาธิปไตยที่ค่อนข้างถาวรมั่นคงขึ้นมา ผ่านกระบวนการอันนี้ ทุนเริ่มเข้าสู่อำนาจการเมือง ทุนเริ่มผันกำลังทุน อำนาจเศรษฐกิจของตัวแปลงเป็นอำนาจทางการเมือง และในที่สุดเริ่มกุมอำนาจรัฐ

 เมื่อบวกกับรัฐธรรมนูญปี 2540 ดีฉิบหายเลยคือ ได้นายกฯ เข้มแข็ง ได้พรรคแบบ นึกออกไหมครับ มันออกแบบมาเชียร์พรรคใหญ่ พรรคใหญ่ก็ต้องมีทุนใหญ่ พรรคใหญ่ทุนน้อยมีที่ไหนในโลกนอกจาคอมมิวนิสต์ นึกออกไหมครับ ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงเอื้อให้กลุ่มทุนใหญ่โอกาสเฉลิมอำนาจรัฐเต็มที่ยิ่งขึ้น

 ในที่สุดนีโอ-ชาตินิยมจึงเริ่มปรากฏตัว ผมอยากจะบอกว่ามันเริ่มปรากฏตัวตั้งแต่ก่อนวิกฤตปี 2540 ด้วยซ้ำ

 ในยุคโลกาภิวัตน์ หลังปี 35 ด้วยซ้ำ ผมจะยกบางตัวอย่างให้ดู โฆษณาของ jasmine

 “ฉาก ในห้องประชุมคณะกรรมการบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง มีโต๊ะพร้อมเก้าอี้นั่ง 12 ตัว ผมนั่งนับนะครับผมอัดวิดีโอไว้ บนโต๊ะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องคิดเลข โทรศัพท์มือถือ ถ้วยกาแฟ เอกสารวางกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะ ผนังติดภาพจิตกรรมลายไทยบอกสัญชาติบริษัท

 แล้วก็มีเสียงพูด......

 อินโดนีเซีย อินโดนีเซีย 180 กว่าล้านคน มีโทรศัพท์สองล้านกว่าเลขหมาย โทรศัพท์เคลื่อนที่เฉพาะกลุ่ม ทางไกลจากอินเดียค่ะ แล้วฟิลิปปินส์ล่ะเกาะทั้งหมดในเขตหนึ่งถึงสิบสองจะเชื่อมต่อด้วยระบบสื่อสารอะไร คงต้องเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้น้ำ ทำไมลาวต้องสั่งโทรศัพท์ผ่านดาวเทียม โลกานุวัตรเป็นเหตุแท้ๆ หมื่นกว่าล้านเคาะเครื่องคิดเลขแล้วรำพึง ข้อมูลด่วนจากเวียงจันทน์ค่ะ เดินจากลิฟท์ส่งฟล็อปปี้ดิสก์ให้ ขอข้อมูลจากพม่าด้วย ส่งทีมติดตั้งไปที่บาหลีด่วน แล้วเราจะแน่ใจได้ยังไง ผลงานในประเทศไทยคือใบเบิกทาง แต่คู่แข่งน่ากลัวทุกประเทศนะ โครงการทั้งหมดจะพลาดไม่ได้ เสียงแก้วกาแฟถูกปัดตะแคง เพราะผลตอบแทนยิ่งใหญ่มาก ผมหมายถึงชื่อเสียงของประเทศไทย

 ชื่อบริษัท จัสมินอินเตอร์เนชั่นแนล

ชื่อโฆษณา สยายปีกเทคโนโลยีสื่อสารไทยให้ก้าวไกลสุดขอบฟ้า”

 มันเริ่มตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว เบื้องหลังโฆษณาชิ้นนี้คือวิธีเข้าใจใหม่เลยของสังคมไทยเกี่ยวกับ ชาติ วิธีเข้าใจใหม่คือ พระเอกเปลี่ยนใช่ไหม ถ้าเป็นสมัยสงครามเย็นรบกับคอม ห้องที่เขาฉายให้ดูต้องเป็นกองบัญชาการชาติไทย แบบกองบัญชาการทหารสูงสุด กองบัญชาการกองทัพบก แต่นี่มันเป็นห้องประชุมบริษัทสื่อสาร แล้วผู้บัญชาการชาติไทยคนใหม่ ไม่ใช่ทหารในเครื่องแบบ มันใส่เสื้อนอกหมดเลย (ฮ่า ฮ่า ฮ่า)

 แล้วภาษาที่ discuss (ปรึกษา) กันมันเป็นภาษาของทุน เทคโนโลยี มันนึกถึงบาหลี อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เป็น investment site ปึ้ง ปึ้ง ปึ้ง นี่เป็น imagination แบบใหม่เกี่ยวกับชาติ คนพูดไทยไม่ชัดมีสิทธิ์เข้ามานั่งเป็นผู้นำชาติได้ วิชั่นของการยึดอำนาจไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย เป็นวิชั่นของการแผ่สยายปีกไปทั่วภูมิภาค มันไม่ใช่แค่ชาตินิยม แต่เป็นจักรวรรดินิยม แต่หลังปี 2540 มันเจ๊ง (หัวเราะ) ก่อนหน้านี้เหิมเกริมมาก แต่พอมาตอนวิกฤตเหมือนโดนเจาะลูกโป่ง

 3. จุดต่างสำคัญบางอย่างระหว่างชาตินิยมเดิมกับชาตินิยมใหม่

 ประเด็นที่ควรจะนึกแต่แรกคือ ชาตินิยมกลายพันธุ์ได้ หมายความว่าเป็นไปได้ที่ชาตินิยมกระแสหนึ่งจะเปลี่ยนอีกกระแสหนึ่ง โดยมีบางส่วนที่ต่อเนื่องและบางส่วนที่เปลี่ยนแปลง

การกลายพันธุ์ของชาตินิยมนั้นข้ามปีกการเมืองก็ได้ จากซ้ายไปขวาจากขวาไปซ้าย ไม่ใช่เรื่องแปลก จึงมีบางอย่างของชาตินิยมเก่าเปลี่ยนแปลง ตีความหมาย เพิ่มองค์ประกอบกลายเป็นชาตินิยมใหม่

นีโอ-ชาตินิยมคงมีส่วนทั้งที่เปลี่ยนแปลงและต่อเนื่องจากชาตินิยมเดิม แต่ผมอยากจะเน้นในส่วนที่เปลี่ยนแปลงแตกต่างไป

 อันที่หนึ่ง กลุ่มที่กุมอำนาจเหนือชาติเป็นกลุ่มทุน พูดง่ายๆ คือกุมอำนาจรัฐแล้วสถาปนาตัวเองเป็นเจ้าของชาติ นิยามความเป็นชาติ นิยามผลประโยชน์ชาติ พูดง่ายๆ กลุ่มทุน ซึ่งแต่เดิมเมื่อแรกเริ่มในสังคมไทยถูกนิยามจากชาตินิยมเดิมเป็น unthai other กล่าวคือ เป็นอื่นจากความเป็นไทย ไม่ใช่ไทย มาบัดนี้ กลายเป็น hegemon เป็นผู้กุมอำนาจรัฐคนใหม่ สถานะกลุ่มทุนเปลี่ยน

 อันที่สอง โครงการเศรษฐกิจสังคม โครงการเศรษฐกิจสังคมของชาตินิยมเดิม ในช่วงปลายเป็นเศรษฐกิจพอเพียงในกรอบของเสรีนิยมโลก คงไม่ต้องบรรยายมากไปกว่านี้ เข้าใจได้นะ ได้เปลี่ยนไปภายใต้นีโอ-ชาตินิยม เป็น capitalist populism หรือ ประชานิยมเพื่อทุนนิยม บวกกับ crony capitalist - oriented globalization โลกาภิวัตน์แต่อิงกลุ่มทุนพวกพ้องเส้นสาย ในแง่หนึ่งดำเนินนโยบายประชานิยมต่างๆ เพื่อเกื้อหนุนให้ทุนนิยมฟื้นตัวและเติบโตต่อไปข้างหน้า อีกแง่หนึ่งปิดประเทศไหม “ไม่ปิด โง่เหรอมึงปิดประเทศ แต่ต้องเปิดเฉพาะที่กูได้ประโยชน์เข้าใจรึเปล่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า อะไรที่กูเสียประโยชน์ปิด เขาไม่โง่นะคุณ”

 อันที่สาม ความสัมพันธ์ทางอำนาจ อันนี้น่าสนใจ ผมเข้าใจเอาเอง นั่งอ่านข้อมูลแล้วก็คิด ยังไม่ได้ลงรายละเอียดกับมัน

 ผมคิดว่าความสัมพันธ์ทางอำนาจยังอยู่ในกลุ่ม elite ภายใต้ชาตินิยมเดิม เป็น elite pluralism under the royal patronage กล่าวคือ มี elite หลากหลายกลุ่มภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ ตรงสุดยอดเป็นสถาบันกษัตริย์ มี elite กลุ่มต่างๆ eliteทหาร  eliteเทคโนแครต eliteราชการ eliteเอ็นจีโอ eliteสื่อมวลชน มีหลากหลายกลุ่ม แต่การก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ในสังคม เป็นใหญ่ในการเมือง มีเงื่อนไขสำคัญที่คุณไม่ยอมรับคุณอยู่ไม่ได้ คือคุณต้องยอมรับสถาบันพระมหากษัตริย์

 ในสังคมไทยเป็นสังคมที่มีการหมุนเวียนเปลี่ยน elite ได้ค่อนข้างง่าย จากทหาร เป็นนักเลือกตั้ง และเป็นกลุ่มทุนธุรกิจ

 ผมคิดว่ากำลังเปลี่ยนอีกที เป็น elite integration under the CEO  กล่าวคือ บูรณาการ elite ทั้งหมดมารวมเป็นกลุ่มเดียวกัน ภายใต้การนำทางการเมืองของซีอีโอ กล่าวคือ ถ้าคุณไม่ยอมอยู่ภายใต้การนำทางการเมืองของซีอีโอ คุณอาจจะถูกกลั่นแกล้ง เบียดขับ ฯลฯ

 ทีนี้ความสัมพันธ์ทางอำนาจในหมู่ชาวบ้าน ผมคิดว่าเปลี่ยนจากสายใยเชื่อมโยงเมือง-ชนบท ผ่านโครงการพระราชดำริ มูลนิธิเช่น มูลนิธิชัยพัฒนา เชื่อมโยงให้เมืองและชนบทพอจะไปด้วยกันได้ ไม่ถึงกับแตกหัก เมื่อปรากฏนีโอ-ชาตินิยมมันเปลี่ยนมาเป็นการผูกสัมพันธ์การเมืองกับคนชนบทแบบใหม่

 นึกออกไหมครับ ปมเงื่อนของชาตินิยมไทย คือ ปัญหาเมือง-ชนบท หลังจากที่มันเกิด real uncommunity แล้ว ใครอยากกุมอำนาจของชาติไทย ต้องแก้ปัญหาความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทให้ได้

 ที่ผ่านมามีสองกลุ่มที่คิดเรื่องนี้ คือ พคท. กับสถาบันกษัตริย์

 พคท.พยายามจะสร้างพันธมิตรเมือง-ชนบท มีฐานที่มั่นในชนบทประสานงานในเมือง ในที่สุดหลัง 6 ตุลาก็มีคนเข้าป่า พันธมิตรคือชนบท สถาบันกษัตริย์ก็พยายามจะสร้างพันธมิตรชนบทภายใต้อีกเงื่อนไขหนึ่ง สายใยเชื่อมโยงเมือง-ชนบท ผ่านโครงการพระราชดำริ

 สูตรของไทยรักไทย ของคุณทักษิณ ก็เป็นสูตรผูกสัมพันธ์การเมืองกับคนชนบท ด้วยสัญญาประชาคม ‘ประชานิยม’ แบบอุปถัมภ์บริโภคนิยม

 4.ราชาชาตินิยมในปัจจุบัน

 ผมคิดว่าที่เราเห็นทุกวันนี้อัศจรรย์และน่าสนใจ เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ผมคิดว่าเราไม่เห็นมันในชาตินิยมเดิม เป็นกลุ่มทุนสองกลุ่ม สามารถสรุปด้วยตัวแซ่ทั้งคู่ และได้เปลี่ยนเป็นนามสกุลทั้งคู่ มีชินวัตรและตระกูลลิ้ม กลุ่มทุนสองกลุ่มต่อสู้กันในไวยากรณ์ราชาชาตินิยม

สิ่งที่เกิดขึ้นคือการต่อสู้ทางการเมือง แต่ grammar ที่ใช้ หรือไวยากรณ์ที่ใช้ คือไวยากรณ์ราชาชาตินิยม

 ลองคิดง่ายๆ ว่า เขาต่างอิงสถาบันกษัตริย์ตลอดใช่ไหมครับ เปิดประเด็นโจมตีคู่ต่อสู้ว่าเรารักในหลวง คุณไม่รัก เราจงรักภักดีกว่า คุณไม่จงรักภักดี อะไรก็แล้วแต่ อีกฝ่ายหนึ่งก็พูดเหมือนกันเลย น่าสนใจมากทั้งสองต่างรักในหลวงทั้งคู่ และทั้งสองต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าไม่รักในหลวงทั้งคู่

 อะไรคือไวยากรณ์ของราชาชาตินิยม ที่เปิดช่องให้เคลื่อนไหวกันได้ ผมคิดว่ามันอยู่ที่ฐานคิดเรื่องพระราชอำนาจ

พูดอีกอย่างคือ บทบาทของพระมหากษัตริย์ในการปกครอง บทบาทของพระมหากษัตริย์ในการปกครองแบบไทย จากการค้นคว้าของหลายต่อหลายท่าน แต่ที่ผมนี้คือของอาจารย์สายชล สัตยานุรักษ์ ในงานปัญญาชนฝ่ายขวาไทย

 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อะไรคือบทบาทของกษัตริย์ในระบอบใหม่ ระบอบใหม่นี้ไม่ใช่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ระบอบนี้ถูกเรียกว่าการปกครองแบบไทย บรรดาปัญญาชนฝ่ายอนุรักษ์ทั้งหลาย

 เช่น คึกฤทธิ์ ปราโมช บทบาทของพระมหากษัตริย์ในระบอบการเมืองแบบใหม่มี  2 ข้อ 1.ทรงเป็นแบบอย่างในอุดมคติของคุณธรรมและความเป็นไทยในด้านต่างๆ 2.ทรงควบคุมกีดขวางการใช้อำนาจของผู้นำหรือรัฐบาลไม่ให้เกิดความไม่เป็นธรรม ความผิดพลาดบกพร่องต่างๆ แทนประชาชนและราษฎร

 ในระบอบเดิม ก่อนการเปลี่ยนแปลง 2475 สิ่งที่จะตัดสินว่าคุณจะได้เป็นกษัตริย์ เป็นเจ้านายหรือไม่ คือ สายเลือด ชาติกำเนิดใช่ไหมครับ ในระบอบใหม่ประเด็นนี้มันถูกท้าทายถูกตั้งคำถามด้วยหลักคิดเรื่องรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย ชาติกำเนิด สายเลือดมันไม่ศักดิ์สิทธิ์เหมือนเก่า ในการจะดำรงสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ อ้างสายเลือดอย่างเดียวไม่พอ ต้องอ้างความเป็นไทย หน้าที่ของความเป็นไทยคือให้ privilege position กับสถาบันกษัตริย์ในการปกครองแบบไทย แทนที่ชาติกำเนิดหรือสายเลือด

 กล่าวคือ พระมหากษัตริย์ควรจะมีสถานะอันยิ่งในการปกครองแบบไทย เพราะพระองค์เป็นศูนย์รวมของความเป็นไทย ไม่มีอะไรไทยกว่านี้อีกแล้ว พระองค์จึงให้ความสำคัญกับภาษาไทย วัฒนธรรมไทย ประเพณีไทยตลอดมา

 มันเป็นไวยากรณ์ใหม่ทางการเมืองวัฒนธรรมหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

 อันที่สอง แทนที่ประชาชนหรือรัฐสภา จะถ่วงดุลอำนาจผู้ปกครองที่ฉ้อฉล ไม่ สถาบันกษัตริย์จะทำให้ ถ้ามีผู้ปกครองที่ฉ้อฉล สถาบันกษัตริย์นี่แหละจะเป็นตัวถ่วงดุล ตักเตือน ทำไมไม่ให้ประชาชนหรือรัฐสภาทำ ประชาชน-ฮึ..ฮึ่ม, ชาวชนบท-pre-individual, คนเมือง-แหยะ, สถาบันรัฐสภา-หึ หึ หึ เราก็รู้กันอยู่ อย่าให้ต้องกล่าวมากไปกว่านี้ วันนี้กลับบ้าน กราบตีนผัวหรือยัง (ฮา)

 ประเด็นที่สาม ความหวาดวิตกเกี่ยวกับราชาชาตินิยมในนายทุนนักเคลื่อนไหวมวลชน

นึกออกไหมครับว่าผมหมายถึงอะไร ผมก็ไม่รู้ว่าท่านนึกอะไร แต่ทึกทักเอาว่านึกอย่างเดียวกับผม

 สังเกตไหมครับ การเคลื่อนไหวราชาชาตินิยม ทหารก็เคยทำ ตอน 6 ตุลา ใครล่ะที่เคลื่อนไหวราชาชาตินิยมมาขยี้นักศึกษา ประทานโทษที พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ตอนนั้นเป็นพันตรีหรือพันเอกไม่รู้

แต่ว่าหนนี้ต่างไป ทหารมีปฏิกิริยาไม่อยากให้ทำ เพราะอะไร ราชาชาตินิยมนั้นดี แต่ราชาชาตินิยมในมือนักเคลื่อนไหวมวลชนที่เป็นนายทุนนั้นมันคุมไม่ได้ เมื่อเอาราชาชาตินิยมที่เป็นพลังที่มีศักยภาพพอสมควรไปสู่มวลชน ภายใต้การนำของนักเคลื่อนไหวนายทุน มันไม่ปลอดภัย ถ้าภายใต้การนำของคนของรัฐ หรือคนที่คุมได้ ปลอดภัย

นอกจากนี้ยังมีอีกปัญหาหนึ่ง ปัญหากองทัพกับปัญหา client ในความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับสังคม อันนี้เป็นสูตร ทฤษฎี กองทัพต้องการ 3 อย่างจากสังคมเหมือนกันทุกประเทศในโลก 1. monopoly of war weapon 2.budget 3.client

 กองทัพต้องการ 1. การผูกขาดอาวุธสงคราม ห้ามคนอื่นมีอาวุธสงคราม นอกเหนือไปจากกองกำลังของเขา เมื่อไหร่ตำรวจติดรถถังเมื่อนั้นมีเรื่อง และได้เคยมีเรื่องแล้วในประเทศไทย ในสมัยพล.ต.อ.เผ่า (ศรียานนท์) 2.งบประมาณต้องเพียงพอ ในการยกระดับปรับปรุงเทคโนโลยี ในการเลี้ยงกำลังพล 3.client ก็คือ ในที่สุดต้องตอบว่าทหารรับใช้ใคร ใครเป็นนายผู้บัญชาการ

 ในสังคมไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นจอมทัพ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำรัฐบาล การเคลื่อนไหวราชาชาตินิยมในหมู่มวลชน สามารถทำให้ client นั้นเขยื้อนออกจากกันได้ ตรงนี้อันตรายที่สุด ถ้าทาบเป็นเงาเดียวกัน ขึ้นต่อบัญชานายกฯ หรือขึ้นต่อบัญชาจอมทัพ ไม่มีปัญหา แต่ถ้าการเคลื่อนไหวราชาชาตินิยม ซึ่งบอกว่านายกฯ กับจอมทัพมีปัญหานึกออกไหม แล้วกำลังพลบางส่วนเริ่มเห็นเงาของ client แยกจากกัน ยุ่ง แล้วไม่มีผบ.ทบ.หรือผบ.สูงสุดประเทศไหนในโลกต้องการให้สิ่งนี้เกิดขึ้น มันคุมไม่ได้

 ปัญหามันเกิดทันทีที่ client ขยับ แล้วกองกำลังบางส่วนบอกนายกฯ ไม่ใช่นายของเราอีกต่อไป นายเราเป็นคนนี้ต่างหาก เมื่อนั้นยุ่ง ผมคิดว่าสิ่งที่เราได้ยินในปัจจุบันโดยเฉพาะจากกองทัพ ก็คือปฏิกิริยาที่กำลังเกรงว่ามันจะเริ่มเกิดความสับสนว่า ใครคือ client ของกองทัพกันแน่ ฉะนั้น ต้องหยุด

 คำถามจากผู้เข้าฟัง : ขณะนี้เราอยู่ระหว่าง 2 ขั้วอำนาจที่เห็นชัด ไม่มีขั้วอำนาจอื่น เพราะฉะนั้น เราจะพยายามสร้างนิยามของตัวเองใหม่ที่ไม่ขึ้นอยู่กับสองขั้วอำนาจนั้นได้หรือไม่ เราคือเหยื่อหรือเราจะเป็นผู้ที่ไม่เล่นไปตามเกณฑ์นั้น ต่อไปจากนี้ไม่ว่าใครจะทำอะไรในนามของชาตินิยม ถ้ามันจะทำให้สิ่งเหล่านี้หมดพลังไป เราจะทำกันอย่างไร หรือชาตินิยมยังจะต้องลากกันไปอย่างนี้หรือเปล่า ทางออกที่จะไม่ถูกกระแสของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งลากไปมีไหม มีทางไปตรงไหนได้บ้าง

 เกษียร : คือ นั่งคิดประเด็นนี้จนหัวบาง ผมหงอกไปหลายเส้นแล้ว คิดแบบทีเล่นทีจริงนะ อาจารย์อัมมาร (สยามวาลา) เคยบอกว่า เมื่อไหร่ใครพูดคำว่าชาติ ให้เอามือกุมกระเป๋าไว้ให้ดี อย่าให้มันล้วง ฮ่า ฮ่า ฮ่า พอพูดว่าชาติ..เอ๊ะ มึงจะเอาอะไร

 อันที่สอง เขยิบขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง เวลามีคนบอกให้รักชาติ คำถามของผมคือว่าจะให้กูรักชาติ โอเค แต่ชาติต้องน่ารักด้วยนะ ถ้าชาติน่าเกลียดฉิบหาย กูจะรักลงได้ยังไง

 ประเด็นที่ท่านผู้ฟังพูดก็คือ เปลี่ยนจากผู้บริโภคที่ passive แล้วถูกชาตินิยมป้อนให้รับประทานไปเรื่อยๆ ทดลองเป็นผู้กระทำการบ้าง คือ มีความริเริ่ม มีเสรีภาพ ที่จะจัดการกับชาติ จัดการกับแนวคิดเรื่องชาติบางอย่าง กระทั่ง เดินจากชาติไป เมื่อเรารู้สึกว่าชาติไม่น่ารักอีกต่อไปแล้ว

 เพียงแต่ ตรงนี้ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ยากมาก มันเป็นเรื่องของบริบทและปูมหลังของบุคคล และถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เข้าไปเกี่ยวพันกับช้าง 2 เชือกที่ชนกันอยู่ เราเป็นหญ้าอยู่ใต้ดิน คอยหลบขี้ช้าง แต่เราก็อดเป็นห่วงเป็นใยไม่ได้ ไม่อยากเห็นคนตกเป็นเหยื่อ แต่มันไม่ง่ายหรอกที่จะหยิบคำว่าชาตินิยมทิ้งไป ในเมื่อเราอยู่ในสังคมหนึ่งแล้วโดนล้อมโดยมัน

 อันที่สองคือ ในขณะที่เราพบความจริงว่า วิธีการใช้ชาติที่ผ่านมาทำให้นายชาติป่วย นายชาติเธอก็ถูกข่มขืนกระทำชำเรา ย่ำยีโดยกลุ่มฝ่ายต่างๆ จนเธอเป็นเอดส์ไม่รู้จะรอดไหม แต่ผมคิดว่าพลังของความเป็นชาติที่มันเพาะผ่านขบวนการที่เราโตในสังคม ผ่านภาษา ผ่านสายสัมพันธ์ของผู้คนที่ล้อมเรา ไม่ใช่อะไรที่โยนทิ้งได้ง่าย

 ในแง่กลับกัน เราบอกชาติคือ imagined community เป็นชุมชนในจินตนากรรม ใช่ไหมครับ แต่ผมคิดว่าคนในสังคมจำนวนมากเข้าใจว่าตัวเองเป็นปัจเจกชน อิสระ ไม่สัมพันธ์กับใครเลย ไม่ถูกกำหนดจากใครเลย มันป่วย ไม่เข้าใจตัวเอง เข้าใจว่าตัวเองเป็นปัจเจก ซึ่งมันก็จินตนากรรมพอๆ กันนั่นแหละ 

 แต่พอมีวิกฤตเกิดขึ้น โอ้โห ที่วิ่งอออกจากปากนี่นะ เป็นชาตินิยมที่น่าเกลียดที่สุด ไม่เชื่อไปเดินอ่านตามเว็บสิ เรื่องภาคใต้ เขาด่าคุณอานันท์ว่ายังไงบ้าง ด่าอาจารย์ชัยวัฒน์ว่ายังไง อ่านแล้วรู้สึกนี่กูอยู่ชาติเดียวกับพวกมึงเหรอ กูอยากลาออกฉิบหาย

ดังนั้น มันไม่จริงหรอกนะครับ มันลำบาก มันไม่สลัดหลุดเหมือนก้อนขี้หรือรองเท้าเก่า ง่ายๆ ที่ลำบากคือผมคิดว่ามัน form อยู่ลึกมาก

 ปัญหาคือ คนไม่เข้าใจว่ามัน form คน คนจินตนาการว่าตัวเองเป็นปัจเจก มีเสรี อิสระ แต่พอเจอวิกฤตคุณก็บ้ามันไปสุดๆ เลย     

หมายเหตุ          งานเสวนานีโอ-ชาตินิยม เป็นส่วนหนึ่งของงานนิทรรศการศิลปะการเมืองร่วมสมัยเรื่อง ‘นีโอ-ชาตินิยม’ โดย มานิต ศรีวานิชภูมิ, สุธี คุณาวิชยานนท์, อิ๋ง กาญจนะวณิชย์, วสันต์ สิทธิเขตต์, ชาติชาย ปุยเปีย, นพไชย อังคะวัฒนพงศ์, สาครินทร์ เครืออ่อน, สันติ ทองสุข

จัดแสดงที่หอศิลปวิทยนิทรรศน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างวันที่ 7 พฤศจิกายน – 17 ธันวาคม 2548 เวลา 9.00-19.00 น.วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 9.00 – 16.00 น. เข้าชมฟรี

 

 

 

คนไทย กับประชาธิปไตย

ดร.โกร่ง.. วีรพงษ์ รามางกูร

 

จาก คอลัมน์คนเดินตรอก

 ข้อแรก

 

เขาตั้งข้อสังเกตคนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยที่เป็นคนชั้นกลาง และคนในระดับสูง

 

รวมทั้งปัญญาชน ครูบาอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัย ที่สะท้อนออกมาจาก

 

ปฏิกิริยาต่อกระแสทางความคิดทางการเมือง

 

ยังไม่พร้อมที่จะเป็นผู้นำทางความคิดในระบอบประชาธิปไตย

 

สังเกตได้จากกระแสความคิดที่ไม่เชื่อขบวนการทางการเมืองประชาธิปไตย

 

เช่น ขบวนการทางกฎหมาย

 

ขบวนการตัดสินข้อขัดแย้งต่างๆ โดยองค์กรอิสระ

 

ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง .....

 

ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรต่างๆ

 

หากการชี้ขาดขององค์กรต่างๆ ตัดสินไม่ตรงกับความคิดเห็นของตน..

 

ข้อที่สอง

 

คนไทยมีอารมณ์ทางการเมืองรุนแรงไม่แพ้ประเทศทางตะวันตก

 

แต่คนทางตะวันตกนั้นจะดำเนินการตามกรอบของระบบกฎหมายในกรอบของรัฐธรรมนูญ

 

แต่คนไทยระดับสูงและระดับกลางให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายของตนน้อยมาก

 

จะสังเกตได้จากการรายงานหรือความคิดเห็นที่ออกมาผ่านสื่อมวลชน

 

คนไทยกับประชาธิปไตย

 

การเรียกร้องบีบบังคับเป็นไปในทิศทางนอกกรอบรัฐธรรมนูญ

 

นอกระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง..........

 

ข้อที่สาม

 

แท้จริงลึกๆ ในใจของคนที่มีการศึกษา

 

แม้กระทั่งครูบาอาจารย์ทางรัฐศาสตร์และกฎหมาย

 

ยังนิยมระบบอำนาจนิยม

 

การยึดอำนาจรัฐโดยไม่ผ่านขบวนการตามระบอบประชาธิปไตย

 

ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้นำขบวนการชุมนุมกระทำการเสมือนว่าตนได้ยึดอำนาจรัฐสำเร็จแล้ว

 

สามารถออกคำสั่งให้รัฐบาลก็ดี องค์กรอิสระต่างๆ

 

กระทำการหรือตัดสินไปตามทิศทางที่ตนต้องการ

 

ฟังดูเหมือนกับการออกคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติที่ยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จแล้ว

 

คล้ายกับเป็นการยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จแล้ว....

 

เพียงแต่ไม่ใช่การยึดอำนาจรัฐโดยกองทัพ

 

ถ้าเป็นประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยหยั่งรากลึกแล้ว ประชาชนจะไม่ยอมรับการออกคำสั่งอย่างนี้

 

จะยอมรับเฉพาะการชุมนุมเรียกร้องแสดงความคิดเห็นอย่างสงบ

 

เพื่อให้รัฐบาลหรือรัฐสภาดำเนินการให้ตามกรอบของรัฐธรรมนูญและขบวนการยุติธรรม อันเป็นสถาบันที่เขายอมรับ

 

นับถือ

 

ว่าเมื่อเรื่องถึงรัฐบาล ถึงรัฐสภา และสถาบันยุติธรรมแล้ว

 

ก็เป็นอันยุติ ..........

 

แต่ของเราไม่เป็นเช่นนั้น

 

อาจจะเป็นเพราะประวัติศาสตร์การเมืองของเรามีปฏิวัติรัฐประหารบ่อย

 

ยกเลิกและร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่อยู่เรื่อยๆ

 

รัฐธรรมนูญและระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับขบวนการประชาธิปไตย

 

จึงไม่มีใครสนใจให้ความสำคัญ ให้ความเคารพ

 

เหมือนกับยุโรปหรืออเมริกา........

 

การเมืองและธุรกิจนั้นเกี่ยวข้องกันมานานแล้ว

 

ในสมัยก่อนตอนที่โลกมีสงครามเย็น

 

ประเทศไทยก็มีรัฐบาลที่ตั้งโดยทหาร

 

คณะรัฐมนตรีส่วนมากมาจากระบบราชการ เป็นบุคคลที่มีประวัติชื่อเสียงดี

 

แต่ทหารก็ให้การอุปถัมภ์แก่พ่อค้านายทุนในการที่จะได้การผูกขาด

 

เพื่อแสวงหากำไรจากการผูกขาด

 

หรือที่ภาษาเศรษฐศาสตร์ อดัม สมิธ

 

เรียกว่า "ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ" หรือ "economic rent" .....

 

ส่วนผู้นำทางทหารทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่มีธุรกิจของครอบครัว

 

อย่างมากก็ไปนั่งเป็นประธานธนาคาร หรือธุรกิจใหญ่ๆ

 

ทุกเช้าพ่อค้านายทุนก็ไปนั่งเฝ้าบันไดบ้าน.. สังคมรับได้

 

พ่อค้าตระกูลเก่าๆ ก็เริ่มมาอย่างนั้น

 

รุ่นลูกหลานอาจไม่เคยเห็น เพราะกำลังไปเรียนหนังสืออยู่เมืองนอก

 

ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป

 

ระบบการเมืองเป็นแบบประชาธิปไตยแบบเปิด

 

ประชาชนผู้ออกเสียงลงคะแนนกลับเป็นฝ่ายเรียกร้องเงินทอง

 

เรียกร้องให้ช่วยเหลืออุปถัมภ์ในรูปแบบต่างๆ

 

นายทุนพ่อค้าแทนที่จะต้องเข้าไปซูฮก เค้าเต๋า ผู้มีอำนาจ

 

ก็รวมตัวกันตั้งพรรคส่งลูกหลานลงสมัครรับเลือกตั้งเสียเอง

 

ตระกูลนายทุนเก่าจึงยอมรับได้.........

 

สมาชิกสภาผู้แทนจึงเต็มไปด้วยชนชั้นพ่อค้านายทุนทั้งในส่วนกลางและต่างจังหวัด

 

แทบจะไม่มีลูกหลานชนชั้นอื่นเลย กว่าร้อยละ 90 เป็นคนไทยเชื้อสายพ่อค้านายทุนทั้งนั้น

 

ด้วย เหตุนี้วัฒนธรรม พฤติกรรมทางการเมืองจึงเปลี่ยนไป ค่านิยมและคุณค่าทางการเมืองก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

 

... แต่ก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น...ตัดสินรวดเร็วมากขึ้น ไม่ "เชื่องช้า" แบบเก่า

 

ข้าราชการถูกจี้ให้ทำงานเร็วขึ้น มิฉะนั้นจะถูกย้าย

 

ภาพลักษณ์ของผู้นำก็เปลี่ยนไป... คนไทยไม่คุ้นเคย

 

คนไทยจึงอยู่ในช่วงสับสน

 

ในหมู่ข้าราชการย่อมไม่ชอบใจแน่ เพราะปลัดกระทรวงเป็นที่พึ่งอย่างเดิมไม่ได้แล้ว .........

 

รัฐมนตรีเข้ามาตัดสินใจไล่จี้งานเอง

 

ส่วนคนร่ำรวยตระกูลเก่าก็ยังรับนักการเมืองและผู้นำรุ่นใหม่ไม่ได้

 

เพราะยังติดกับผู้นำและรัฐบาลที่อ่อนแอ ผสมกันหลายพรรค

 

พูดจามีมารยาท ไม่อหังการ

 

ยังยอมรับการเป็นรัฐบาลที่มาจากชนชั้นพ่อค้าซึ่งเป็นชนชั้นเดียวกับตนไม่ได้

 

เหตุการณ์ที่ผ่านมา

 

ถ้าทหารปฏิวัติรัฐประหาร

 

ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ขับไล่รัฐบาลออกไป ใช้อำนาจปฏิวัติยึดทรัพย์นักการเมือง

 

คนในกรุงเทพฯจะยินดีปรีดา .........

 

แล้วอีกปีหนึ่งก็ชุมนุมขับไล่รัฐบาลกันใหม่

 

ข้อที่สี่

 

คนไทยชั้นสูงยังยึดถือที่ตัวบุคคลมากกว่าระบบ

 

ซึ่งขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตย

 

เมื่อไม่ชอบหรือเกลียดชังเสียแล้ว ก็ไม่คำนึงถึงระบบ

 

จะทำอย่างใดก็ได้ขอให้บุคคลผู้นั้นพ้นๆ ไป

 

ถ้าจะอยู่ต่ออีกสักวันหนึ่งก็เหมือนบ้านเมืองจะล่มสลาย.......

 

ข้อกล่าวหาบางอย่าง แม้จะรู้ว่าไม่ได้ผิดกฎหมายก็พร้อมจะเชื่อ

 

และข้อกล่าวหาบางข้อที่กล่าวหาว่าฝ่ายตรงกันข้ามทำผิดกฎหมาย

 

ก็ไม่สนใจที่จะติดตามให้ได้ข้อมูลลึกเพื่อที่จะสามารถเอาผิดได้ตามกฎหมาย

 

คนกลุ่มนี้ไม่ได้สนใจแยกแยะว่าอะไรถูกอะไรผิด

 

เวลารักทุกอย่างก็ถูกไปหมด........

 

เวลาเกลียดเวลาไม่ชอบทุกอย่างก็ผิดหมด

 

เป็นสังคมแบบไฟไหม้ฟาง

 

ข้อที่ห้า

 

สังคมชั้นสูงและชั้นกลางมีแนวโน้มที่จะเชื่อข่าวลือมากกว่าข่าวจริง

 

หลายเรื่องถ้าหยุดคิดแล้วก็จะไม่เชื่อ

 

แต่คนไทยชอบเชื่อข่าวลือที่ถูกใจตัว ข่าวจริงที่ไม่ถูกใจตัวจะไม่ยอมเชื่อ

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวร้ายและข่าวโจมตีกัน......

 

สื่อมวลชนซึ่งเข้าใจจิตวิทยาเช่นว่านี้

 

ก็ถือโอกาสกระพือข่าวลือเพื่อประโยชน์ทางการค้า เพิ่มยอดขายหนังสือพิมพ์......

 

แล้วผู้จัดรายการวิทยุ ก็เอาข่าวหนังสือพิมพ์ไปอ่าน

 

และขยายข่าวลือต่อ...........

 

สื่อมวลชนไทยนั้นมีอิสรเสรีภาพมากที่สุดในโลก

 

แม้จะเทียบกับอเมริกาหรือยุโรป ไม่ถูกควบคุมโดยใครเลย

 

ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือสมาคมวิชาชีพของตนเอง

 

ผู้คนแม้แต่รัฐมนตรีข้าราชการผู้ใหญ่ นักธุรกิจล้วนแต่เกรงกลัวและเกรงใจ

 

นักข่าวเด็กๆ อายุ 20-30 ปี สามารถนัดพบรัฐมนตรี

 

ปลัดกระทรวง อธิบดี นายธนาคาร นักธุรกิจใหญ่ๆได้ เพราะไม่มีใครอยากขัดใจสื่อมวลชน...........

 

ผู้ที่เสียหายจากการลงข่าวที่จริงและไม่จริง

 

หรือจริงเพียงครึ่งเดียว มักจะต้องทำเฉยเสีย .....

 

หากทำอะไรไปและยิ่งเป็นผู้มีอำนาจก็จะถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงสื่อมวลชน

 

แม้กระทั่งการใช้สิทธิตามกฎหมายฟ้องร้องทางศาลถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงปิดกั้นสื่อมวลชนทันที

 

ซึ่งสื่อมวลชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกไม่มีอภิสิทธิขนาดนี้........

 

การที่สื่อมวลชนไทยมีอิสรเสรีภาพและอภิสิทธิสูงมากอย่างนี้

 

ประเทศไทยจึงเป็นที่สื่อมวลชนต่างๆทั่วโลก

 

ส่งนักข่าวเด็กๆ นักข่าวมือใหม่มาฝึกงานก่อนจะรับเข้าบรรจุ

 

เพราะถ้ามาอยู่เมืองไทยแล้วยังทำข่าวไม่ได้ก็จะไม่ได้รับการบรรจุ

 

เพราะสังคมไทยเปิดกว้างอย่างที่สุด และสื่อมวลชนมีอภิสิทธิสูงที่สุดในโลกแล้ว........

 

ด้วยเหตุนี้รัฐบาลไทยและรัฐบาลทหาร

 

ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ รัฐบาล พล.อ.เปรม รัฐบาลคุณอานันท์

 

รัฐบาลคุณบรรหารและคุณชวน หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาเป็นต้นมา

 

ไม่มีทางเป็นรัฐบาลเผด็จการได้เลย .......

 

เป็นได้แต่รูปแบบ...เนื้อหาเป็นไม่ได้

 

แต่ผลเสียก็มี....

 

เพราะหลายคนหลายครั้งก็ถูกหนังสือพิมพ์ละเมิดสิทธิเสรีภาพ

 

แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ หรือไม่กล้าแม้แต่การใช้สิทธิตามกฎหมายทางศาล...

 

ข้อที่หก

 

เพื่อนผมค่อนข้างผิดหวังนักวิชาการ ครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูบาอาจารย์ทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์

 

รวมทั้งสมาคมทนายความ และผู้ที่มีวิชาชีพทางกฎหมายและรัฐศาสตร์

 

ซึ่งในประเทศอื่นจะเป็นผู้ที่เรียกร้อง

 

ให้ประชาชนยืนหยัดในหลักของการปกครองในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

 

ปัญญาชนไทยทางด้านนี้กลับชี้นำให้สังคมละทิ้งหลักการปกครองตามกฎหมาย

 

โดยการอ้างจริยธรรมบ้าง... ความชอบธรรมบ้าง.........

 

หลักความชอบธรรมตามกฎหมายนั้นเป็นหลักที่ชัดเจน เป็นลายลักษณ์อักษร

 

มีสถาบันซึ่งจะชี้ขาดเป็นที่ยุติของปัญหาความขัดแย้งได้เป็นรูปธรรม

 

เนื้อหาของกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ดี

 

กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ดี

 

ปกติก็จะสะท้อนจริยธรรม ขนมธรรมเนียมประเพณีของระบอบการปกครองอยู่แล้ว

 

แต่การไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระบอบการปกครอง

 

รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย

 

ก็เท่ากับเป็นการเรียกร้องบีบบังคับตามอำเภอใจ.......

 

ส่วนหลักความชอบธรรมที่อ้าง "จริยธรรม"

 

ที่เกินกว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประเพณีขนบธรรมเนียม

 

การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น

 

เป็นเรื่องที่เป็นนามธรรม เลื่อนลอย ไม่แน่นอน

 

เปลี่ยนแปลงไปตามกลุ่มชน

 

เช่น ชั้นสูง ชั้นกลาง มีมาตรฐาน จริยธรรมอย่างหนึ่ง

 

ชั้นล่างอย่างหนึ่ง ....

 

เปลี่ยนแปลงไปตามภูมิภาค ภาคใต้ว่าอย่าง ภาคเหนือ ภาคอีสานว่าอย่าง

 

และเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เช่น ปี 2547 ว่าอย่าง ปี 2549 ว่าอย่าง

 

ต่อไปปี 2550 อาจจะว่าอีกอย่างก็ได้

 

การตัดสินความชอบธรรมบนพื้นฐานของ"จริยธรรม"จึงเลื่อนลอย

 

ไม่เหมือนความชอบธรรมที่อยู่บนพื้นฐานของ "ระบบ" "หลักการ" และ "กฎหมาย"

 

ซึ่งเป็นรูปธรรม อ้างอิงได้

 

ถ้าระบบและหลักการควรจะเปลี่ยนเพราะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป

 

กฎหมายก็เปลี่ยนได้ตามขบวนการ

 

แต่ระหว่างที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง

 

ก็ต้องใช้ความชอบธรรมบนพื้นฐานของกฎหมายที่ยังใช้บังคับอยู่.........

 

ที่เป็นเช่นนี้ก็อาจจะเป็นเพราะว่า เรามีรัฐบาลทหาร

 

ที่มีทหารเป็นนายกรัฐมนตรีเองหรือมีนายกรัฐมนตรีที่ทหารแต่งตั้ง

 

ซึ่งไม่มีความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ

 

หรือตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข

 

หรือบางครั้งจะชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ

 

แต่ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่คณะปฏิวัติหรือสภาร่างรัฐธรมนุญที่คณะทหารตั้งขึ้นมา

 

การต่อต้านจึงต้องต่อต้านนอกรอบของรัฐธรรมนูญ

 

โดยอ้างความไม่ชอบธรรมของระบอบหรือระบบได้ชัดเจน ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกลุ่มคน ภูมิภาค และกาลเวลาใน

 

โลกสมัยใหม่

 

แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาเที่ยวนี้ไม่เหมือนกัน

 

เป็นการอ้างความไม่ชอบธรรมที่ไม่ใช่ความชอบธรรมของระบอบหรือที่มาของรัฐบาล

 

แต่การอ้างความไม่ชอบธรรมบนพื้นฐานของ "จริยธรรม" ซึ่งเลื่อนลอย

 

ถ้าทำได้สำเร็จก็จะเป็นความเสียหายต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระยะยาวอย่างยิ่ง

 

ข้อที่เจ็ด

 

เพื่อนอเมริกันตัวแสบของผมยังแสดงความผิดหวังต่อพรรคการเมืองของไทย

 

ทั้งพรรคการเมืองที่เก่าแก่ พรรคที่เก่ากลาง พรรคที่กลางเก่ากลางใหม่

 

พรรคการเมืองควรจะเป็นสถาบันที่เป็นผู้นำทางความคิด เผยแพร่ปรัชญา จิตสำนึก และปฏิบัติตนเป็นนัก

 

ประชาธิปไตย

 

แต่วิกฤตการณ์การเมืองครั้งนี้

 

ผู้นำพรรคการเมืองกลับไปร่วมเรียกร้องให้มีการละเมิดรัฐธรรมนูญ

 

ละเมิดกฎหมาย ละเมิดข้อเท็จจริง รวมทั้งปฏิเสธขบวนการรัฐสภา

 

ปฏิเสธขบวนการให้กลับไปสู่การตัดสินใจของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง

 

โดยอ้างว่าขบวนการเลือกตั้งนั้นไม่ชอบธรรม ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง

 

ปฏิเสธกรรมการเลือกตั้ง รวมทั้งคว่ำบาตรการเลือกตั้ง

 

ที่เหลือเชื่อก็คือสื่อมวลชน

 

ซึ่งควรจะเป็นสถาบันที่ต่อต้านการปฏิเสธขบวนการประชาธิปไตย กลับไปเห็นด้วยและสนับสนุน..........

 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเป็นการสร้างประเพณี

 

และวัฒนธรรมที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย ระบอบรัฐสภา

 

การเรียกร้องกดดันทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นการเรียกรองและกดดันให้มีการดำเนินการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

 

ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเลย

 

และที่แปลก "นักประชาธิปไตย" ทั้งหลายกลับรับได้

 

ไม่ตะขิดตะขวงใจเลย..........

 

ข้อที่แปด

 

การกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

 

โดยอ้างความไม่ชอบธรรมบนพื้นฐานของ "จริยธรรม" นั้น

 

เป็นอันตรายที่สามารถสร้างความแตกแยกในสังคม

 

เพราะมาตรฐานของจริยธรรมของผู้คน ต่างหมู่เหล่าต่างภูมิภาคจะต่างกัน

 

ไม่เหมือนความชอบธรรมที่ตั้งอยู่บนรากฐานของรัฐธรรมนูญ กฎหมายและระบบ

 

เพราะกฎหมายและระบบมีอันเดียว....

 

อย่างมากก็อาจจะตีความแตกต่างกันเท่านั้น

 

และยุติได้โดยการยอมรับการตัดสินขององค์กรที่มีอำนาจหน้าที่

 

ข้อที่เก้า

 

เพื่อนผมเคยตั้งข้อสังเกตว่า

 

การเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบมีสองพรรคใหญ่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540

 

ได้พัฒนาไปเร็วมาก...

 

แต่ตอนนี้ชักจะไม่แน่ใจเสียแล้ว

 

เพราะความไม่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตยตามระบอบรัฐสภาของพรรคการเมือง

 

ของปัญญาชน ของครูบาอาจารย์

 

รวมทั้งสื่อมวลชนที่เป็นกระแสหลักของประเทศที่จะเป็นผู้นำทางความคิด..........

 

ที่เห็นชัดก็คือ ยังชอบระบบการเมืองที่เละๆ มีรัฐบาลที่อ่อนแอ คอยเอาใจคนโน้นคนนี้ อ่อนน้อมถ่อม

 

ตน พูดจามีคารมคมคาย จะมีผลงานหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ชอบที่จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยๆ ไม่ต้องทำ

 

อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน..........

 

คุยกับเพื่อนอเมริกันเที่ยวนี้ผมรีบตัดบทแล้วรีบลากลับก่อนเขาจะพูดจบ__