ชี้กรณีการเสียชีวิต 2 นาวิกโยธิน เหตุชาวบ้านระแวงเหตุการณ์ปี 2518
รศ.ดร.
รศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าวต่อว่า จึงมีความระแวงในเรื่องการใช้ความรุนแรง ระแวงในชาติพันธุ์มาตั้งแต่นั้นมา แต่ไม่ใช่ว่าความหวาดระแวงและความรุนแรงนั้นจะเกิดขึ้นได้อีกง่ายๆ หากไม่มีอะไรไปกระตุ้น ซึ่งตนคิดว่า ปัญหาของรัฐไทยที่แก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ ก็เพราะว่า เรายังไม่สามารถจัดการความระแวงนี้ได้ แต่กลับมีความพยายามที่จะนำไปสู่ความเกลียดชังเพิ่มขึ้น
ในขณะที่ รศ.
เมื่อดูประวัติศาสตร์ของรัฐไทยแล้ว เราจะพบว่า มีการกระทำความรุนแรงต่อพี่น้องมุสลิม และมีการดูถูกอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้น ฟันธงได้เลยว่า รัฐไทยนั้นใช้ความรุนแรงมากที่สุด มากกว่าประชาชน มีการผูกขาดความรุนแรงทั้งหมด อีกทั้งคนที่ถูกฆ่าในรัฐไทย ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์
จริงๆ แล้ว นาวิกโยธิน นั้นถูกฝึกไว้เพื่อฆ่า ดังนั้น หากรัฐไทยต้องการแก้ปัญหาจริงๆ ทำไมไม่ส่งนักสังคมสงเคราะห์ ผู้ที่ไม่ใช้อาวุธอะไรเข้าไปตรงนั้นไม่ดีกว่าหรือ แต่เราก็ไม่ควรไปเหมารวมทหารทั้งหมด เพราะว่าทหารก็ถูกเป็นเหยื่อด้วย เป็นคนยากคนจนด้วย และทหารนาวิกโยธินที่เสียชีวิตก็ไม่ใช่ระดับผู้บังคับบัญชา ฉะนั้น ไม่ว่ากรณีเหตุการณ์กรือเซะ สะบ้าย้อย ตากใบ หรือตันหยงลิมอ ตนคิดว่า เราจะต้องวิจารณ์และประณามรัฐไทย ไม่ใช่มาวิจารณ์ชาวบ้าน เราจะต้องสร้างกระแสที่ทวนกระแสของรัฐให้ได้ รศ.ใจ กล่าว
ทั้งนี้ รศ.ใจ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ชาวบ้านปิดกั้นไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปในหมู่บ้านว่า ภาพที่มีชาวบ้าน ซึ่งเป็นทั้งผู้หญิงและเด็ก ออกมากีดกันไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐไทยเข้าไปในหมู่บ้านนั้น นี่หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นโจร ตนคิดว่า ไม่ใช่ แต่นี่เป็นเพราะชาวบ้านไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร จัดการความรุนแรงได้อย่างไร นอกจากจะหาวิธีการอย่างไรไม่ให้โจรเข้ามาในหมู่บ้านของพวกเขามากกว่า
การขยายตัวของรัฐและทุน นำมาสู่ความขัดแย้ง
รศ.ดร.อรรถจักร์ ยังได้กล่าวถึงปัญหา 3 ชายแดนภาคใต้ว่า สิ่งที่เกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้นนั้นมีอยู่อย่างน้อย 2 ระดับ คือการขยายตัวของรัฐโดยใช้ระบบทุนเข้าไปในพื้นที่ ซึ่งทุนได้เข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวบ้าน ในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนชาวบ้านให้กลายเป็นคนงานในโรงงาน รวมไปถึงหลายๆ โครงการของรัฐที่เข้าไปทำลายวิถีชาวประมงพื้นบ้าน แต่ไม่ได้ให้ชาวบ้านมีส่วนรับรู้ในการตัดสินใจและการจัดการ จึงทำให้ชาวบ้านยิ่งอับจนมากยิ่งขึ้น ทำให้ความหวาดระแวง และนำไปสู่ความเกลียดชังรัฐเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เสนอให้ ศูนย์ข่าวอิศรา เปิดเผยจดหมายคนมุสลิมที่ถูกกระทำ
อธิการ ม.เที่ยงคืน ชี้เรากำลังเข้าสู่ การฆ่ายุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่
ตนคิดว่านี่มีส่วนในเรื่องกระบวนทัศน์ เป็นเรื่องที่ทุกอย่างมันเข้ากันไม่ได้ ในขณะที่พวกหนึ่ง มุ่งไปทางด้านโลกียะ แต่ในอีกพวกหนึ่ง มุ่งไปทางด้านโลกุตระธรรมกำกับ ในขณะเดียวกัน โลกมุสลิม ซึ่งมีปราชญ์ชาวบ้านชาวมลายูมุสลิม ได้พูดถึงวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับพระผู้เป็นเจ้า หรือวิถีชีวิต 3 ประการของมนุษย์ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับพระผู้เป็นเจ้า
การต่อสู้ระหว่างโลกทุนนิยมกับการต่อสู้ของมูลรากศาสนา
อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกล่าวด้วยว่า ห้วงเวลานี้ เรากำลังต่อสู้กันระหว่างโลกของทุนนิยม หรือเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่ กับการต่อสู้ของมูลรากศาสนา ซึ่งเป็นสองกระบวนทัศน์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
โลกของทุนนิยม หรือเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่ นั้นจะมุ่งทำกำไร โดยได้ทำลายกฎเกณฑ์ข้อบังคับของท้องถิ่น แล้วเปิดให้มีการเปิดทำธุรกรรมทางการเงินอย่างกว้างๆ ซึ่งนี่คือรากเหง้าของปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร ไปทำลาย ทำร้ายกฎเกณฑ์ของสังคมท้องถิ่น และทำให้เห็นได้ชัดว่า รัฐและทุนมีการเข้าไปตักตวงทรัพยากร ซึ่งในรายงานวิจัยพบว่า ป่าพรุ ซีฟูดแบงก์ การออกโฉนดทะเล และอีกหลายๆ โครงการ ที่รัฐบาลชุดนี้กำลังดำเนินการอยู่ เป็นผลลัพธ์ของการเข้าไปควบคุม ครอบงำ และแย่งชิงทรัพยากรของชาวบ้านมาอย่างต่อเนื่อง
บาดแผลประวัติศาสตร์แห่งความลวง คือบ่อเกิดการก่อการร้าย
ยกตัวอย่าง เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกา บาทหลวงท่านหนึ่ง เคยพูดเอาไว้ว่า เด็กผิวดำ อายุ 12 ปี ทำไมถึงเริ่มกลายเป็นเด็กเกเร ซึ่งบาทหลวงได้อธิบายให้คนผิวขาวฟังว่า จริงๆ แล้ว เด็กผิวดำมีความฉลาดเฉลียวเท่ากับเด็กผิวขาวทุกประการ เมื่อเขาเป็นเด็กนักเรียนด้วยกัน
แต่เมื่อเด็กผิวดำ อายุได้ 12 ปีเมื่อใด หรือโตพอที่จะรับรู้ว่าสังคมพอจะยอมรับเขาแค่ไหน อนาคตของพวกเขาจะเป็นอย่างไร ความเสมอภาคในสังคมอเมริกันมีหรือไม่ เขาได้คำตอบว่า ในสังคมอเมริกันนั้น ไม่ได้เปิดโอกาสให้กับคนผิวดำอย่างเขา การที่เขาเป็นเด็กฉลาด มีความรู้ความสามารถ จึงไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คน ต่อตัวเขาได้เท่าใดนัก
ฉะนั้น จึงเป็นเหตุการณ์ที่ไม่แปลกที่คนผิวดำที่เจอกับสภาวการณ์เช่นนั้น ต้องเข้าไปปล้นสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อให้ตัวเองนั้นอยู่รอด เพราะทรัพยากรทั้งหมดล้วนถูกคนผิวขาวแย่งชิงยึดครองทั้งหมด ซึ่งเมื่อหันมามองเหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในขณะนี้ ก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก
ใจ ชี้สาเหตุรัฐใช้ความรุนแรงกับประชาชน
ความรุนแรงของภาคประชาชน ล้วนเกิดขึ้นหลังจากรัฐใช้ความรุนแรง
รศ.ใจ กล่าวอีกว่า ดูจากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ไม่ว่ากรณีเหตุการณ์กรือเซะ สะบ้าย้อย ตากใบ หรือตันหลงติมอร์ ทำให้เห็นว่า การกระทำความรุนแรงต่อพี่น้องมุสลิม ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง นี่คือปัญหา และตนคิดว่า เราจะต้องวิจารณ์และประณามรัฐไทย ไม่ใช่มาวิจารณ์ชาวบ้านที่ถูกกระทำ เราจะต้องสร้างกระแสที่ทวนกระแสของรัฐให้ได้
นอกจากความขัดแย้งของ 2 เครือข่ายข้างบน บวกกับการที่รัฐมีความคิดแบบชาตินิยม มีอคติต่อคนมุสลิม ว่าพวกนี้มันเลว จนนำไปสู่การยึดครองพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการส่งกองกำลังทหาร ตำรวจ ซึ่งไม่ใช่คนในพื้นที่เข้าไปควบคุมยึดครองนั้น ตนถือว่า นี่เป็นลักษณะของการล่าอาณานิคมในอีกรูปแบบหนึ่งของรัฐไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการค้าขายข้ามพรมแดนเถื่อน หรือตลาดมืด ซึ่งในจำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย รศ.ใจ กล่าว
ทางออกเพื่อสันติภาพ : ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน
จนถึงวันนี้ ขณะที่สภาพการณ์ในระดับพื้นที่ไม่ได้รับการพูดถึง ไม่มีใครยืนยันว่าปัญหาดังกล่าวมีการคลี่คลายไปบ้างหรือไม่เพียงใด แต่ในระดับนโยบาย คอนแทรค ฟาร์มิ่ง ได้ก้าวขึ้นมาเป็น พระเอก เต็มตัวที่รัฐบาลมุ่งเน้นและขับดันมันออกไปทุกทิศทาง เพื่อยกระดับชีวิตชาวนาชาวไร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคณะรัฐมนตรีรับรอง แผนแก้ไขปัญหาความยากจน ของกระทรวงเกษตรฯ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา
ภายใต้แผนที่ว่านี้ จะมีการจัดที่ดิน ส.ป.ก.กว่า
โดยรัฐบาลประเมินว่า ในสถานการณ์น้ำขึ้นที่ประเทศไทยสามารถเปิดตลาดกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะจีน ผ่านการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) นั้น เส้นทางแบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ และขยายตลาดให้กับภาคการเกษตรได้อย่างยั่งยืน
กระบวนการเริ่มจากการคัดเลือกหมู่บ้านต้นแบบความยากจนของประเทศมาวิเคราะห์ว่า ควรส่งเสริมให้ประชาชนประกอบอาชีพใด จากนั้นก็จะให้ภาคเอกชนเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งสอดคล้อง-รองรับกับแผนแก้ปัญหาความยากจนที่เพิ่งผ่าน ครม.เป็นอย่างยิ่ง
เกษตรนายทุนครบวงจร เกษตรกรครบวงจน
คอนแทรค ฟาร์มิ่ง มันเป็นอย่างที่เขาว่า เกษตรนายทุนครบวงจร เกษตรกรครบวงจน จริงๆ อุบล อยู่หว้า จากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน สรุปรวบยอดความหมายของคอนแทรค ฟาร์มิ่ง
นี่ยังไม่นับรวมคำถามที่ เศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของในหลวงฯ ก็ปรากฏอยู่ในแผนนี้ คู่กับเกษตรพันธสัญญาอย่างไม่เคอะเขิน ใครรู้บอกทีว่ามันเชื่อมโยงกันยังไง !!!
พระสุพจน์ สุวโจ พระนักพัฒนาแห่งสำนักปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม
ทำอย่างไรถึงจะให้ความจริงที่ถูกความรุนแรงทำร้ายได้กลับคืนมา
กรณีคนร้ายสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ พระนักกิจกรรมในกลุ่มเสขิยธรรม กลุ่มพุทธทาสศึกษา และเจ้าอาวาสสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม บ้านห้วยงู ต.สันทราย อ.ฝาง จ. เชียงใหม่ เมื่อวันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน 2548 จนมรณภาพ และได้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง
เพราะถือว่าคดีดังกล่าว เป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนต่อพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นพระนักปฏิบัติสายท่านพุทธทาส ซึ่งมีคนนับถือทั่วประเทศ และเป็นการฆาตกรรมพระอย่างโหดร้ายทารุณ ด้วยของมีคมไม่ทราบชนิดและขนาดจากคนร้ายไม่ทราบจำนวน มีบาดแผลฉกรรจ์กว่า 20 แผล ทั้งที่ ศีรษะ ใบหน้า ลำคอ มือ แขน และลำตัว กระทั่งถึงแก่มรณภาพ ห่างจากกุฏิที่พักกว่า
ในชั้นต้น ตำรวจท้องที่ได้ตั้งสมมติฐานว่า การฆาตกรรมเกิดจากกรณีชาวบ้านมาลักลอบตัดไม้ไผ่ในสำนักปฏิบัติธรรม และเมื่อผู้ตายได้ยินเสียงตัดไม้ก็ออกมาห้ามปราม หรือดุด่าว่ากล่าว จนชาวบ้านบันดาลโทสะ ใช้ขวานตัดไม้ทำร้ายถึงแก่ชีวิต
แต่หลังจากนั้น เมื่อญาติและผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ ตลอดจนผู้คนที่รู้จักคุ้นเคยกับพระในสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรมกันดี ต่างตั้งข้อสังเกตและไม่เห็นด้วยกับการสันนิษฐานเบื้องต้น เนื่องจากทราบดีว่าผู้ตายมีอัธยาศัยนุ่มนวลอ่อนโยน โอบอ้อมอารี และให้การช่วยเหลือชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงมาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้น ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา สถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ ได้เคยถูกข่มขู่คุกคามจากผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับขบวนการค้ายาเสพติดและนักการเมืองระดับชาติในเขตเลือกตั้งนั้นมาอย่างต่อเนื่อง เพราะหวังจะใช้ประโยชน์จากที่ดินซึ่งมีสภาพเป็นป่าต้นน้ำที่สถานปฏิบัติธรรมดูแลอยู่
อีกทั้งผู้ตายและเพื่อนภิกษุ ยังมีบทบาทการเคลื่อนไหวทางสังคม ด้านการใช้ศาสนธรรมเพื่อระงับความขัดแย้ง ตลอดจนการแก้ปัญหาความรุนแรง อันเกิดจากการกระทำของรัฐและฝ่ายทุนด้วยสันติวิธี ร่วมกับขบวนการและเครือข่ายภาคประชาชน จนก่อให้เกิดความไม่พอใจจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้บริหารราชการแผ่นดินระดับสูงอยู่เสมอ
นับจากนั้น คดีฆาตกรรมพระสุพจน์จึงเริ่มเป็นที่สนใจจากหลายองค์กรหน่วยงาน และได้เข้ามาตรวจสอบหาข้อเท็จจริงกันอย่างคึกคักต่อเนื่อง
นาง
อีกทั้งคณะกรรมาธิการ ทั้งจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เช่น คณะกรรมาธิการตำรวจ คณะกรรมาธิการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน และคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริง ก็มีความเห็นสอดคล้องกับญาติและผู้เกี่ยวข้องกับพระสุพจน์ สุวโจ ว่าคดีนี้มีเงื่อนงำ และความไม่ชอบมาพากลอยู่หลายประการ ตลอดจนมีความเป็นไปได้สูง ที่คดีจะไม่คืบหน้า เนื่องจากเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล และการตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น
จนนำไปสู่การโอนคดีจากกองกำกับการตำรวจภูธรภาค 5 ไปให้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เข้ามารับผิดชอบแทน
และล่าสุด เริ่มมีการสืบสวนสอบสวนพบว่า คดีการมรณภาพของพระสุพจน์ มาจากการขัดขวางขบวนการค้ายาเสพติด และจากกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น! ไม่ใช่แค่เรื่องการทะเลาะวิวาทแอบตัดไม้ไผ่แต่อย่างใด
ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้น แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เคยเปิดเผยถึงความคืบหน้าการสอบสวนคดีฆาตกรรมพระสุพจน์ให้กับประชาไท ว่า ขณะนี้คดีมีความคืบหน้าไปในระดับหนึ่งแล้ว โดยทางดีเอสไอได้ตัดประเด็นกรณีพิพาทเรื่องการตัดไม้ทิ้งไป โดยมีประเด็นใหม่ที่ซับซ้อนและใหญ่กว่า คือ อาจเป็นเรื่องของขบวนเครือข่ายยาเสพติด ร่วมกับนักการเมืองระดับชาติบางคนบางกลุ่ม ที่ต้องการฮุบที่ดินของสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม เพื่อใช้เป็นแหล่งพักยาและการฟอกเงิน
แหล่งข่าว ประชาไท ระบุอีกว่า คดีดังกล่าว ได้สร้างความหนักใจให้แก่ชุดสืบสวนสอบสวนของทางดีเอสไอพอสมควร และเร็วๆ นี้ คงต้องนำข้อมูลที่ได้รับล่าสุด เสนอในที่ประชุมให้ผู้บังคับบัญชารับทราบ เนื่องจากเป็นไปได้ว่า คดีฆาตกรรมพระสุพจน์ อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐบางคนบางกลุ่มเข้าไปมีส่วนพัวพันด้วย
จริงๆ แล้ว เรื่องคดีพระสุพจน์ ยังไม่จบลงง่ายๆ เพราะขณะนี้ทางดีเอสไอกำลังดำเนินการสืบสวนสอบสวนกันอยู่ โดยมีแนวโน้มของรูปคดีว่ามีความซับซ้อนและเริ่มมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ทำไมจู่ๆ ทางกองปราบกลับเรียกเจ้าหน้าที่กลับ ซึ่งถือว่า สวนทางการทำงานของดีเอสไอ จึงทำให้สงสัยว่า ต้องมีอะไรบางอย่างที่มีผิดสังเกตอย่างยิ่ง พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ ประธานกลุ่มเสขิยธรรม กล่าว
อย่างไรก็ตาม นับจากวันที่17 มิถุนายน 2548 จนถึงบัดนี้ เหตุการณ์ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง
แม้ดีเอสไอจะยอมรับว่าสาเหตุการฆาตกรรมมาจากขัดขวางขบวนการค้ายาเสพติดซึ่งมีผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นและนักการเมืองระดับชาติเกี่ยวข้องก็ตาม แต่การทำคดีพบว่ามีความพยายามที่จะบิดเบือนประเด็นมาตลอด นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะลดทอนความสำคัญของคดี ทั้งนี้ขอเรียกร้องให้มีผู้ที่รับผิดชอบคือ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 สถานี ตำรวจภูธรฝาง ดีเอสไอ และนายกฯ ที่เคยให้สัญญาว่าจะเข้ามาดูแลเอาผิดกับผู้ที่รับผิดชอบที่ละเลย พระกิติศักดิ์ประธานกลุ่มเสขิยธรรม กล่าว
นอกจากนั้น ประธานกลุ่มเสขิยธรรม ยังตั้งประเด็นคำถามอีกว่า ใครหรือองค์กรใด จะเป็นผู้รับผิดชอบ ต่อความเสียหายด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งเนื่องมาจากความล่าช้า และมิอาจนำมาซึ่งความยุติธรรม ในการดำเนินคดีระดับต่างๆ ทั้งต่อผู้ยังอยู่ และผู้ที่ต้องจากไปอย่างเจ็บปวดและทุกข์ทรมาน อันเนื่องมาจากการลอบสังหารที่โหดเหี้ยมและทารุณ ซึ่งมักเกิดขึ้นเพราะความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐและบุคคลากรภายใต้การดูแลรับผิดชอบของรัฐเป็นด้านหลัก
เราผ่านบทเรียนการถูกเข่นฆ่าผู้นำมามากต่อมาก ไม่ว่าผู้นำชุมชน ผู้นำชาวบ้านในการเรียก
ร้องต่อสู้ล้วนถูกฆ่า เราสรุปบทเรียนบทเรียนกันมานับครั้งไม่ถ้วน แต่กระบวนการในการรักษาชีวิตของผู้นำ ซึ่งไม่เพียงแต่ผู้นำชาวพุทธ ผู้นำมุสลิมใน 3 จังหวัดภาคใต้ หรือที่อื่นๆ ไม่นับที่มีชื่อในสื่อสาธารณะที่ต้องล้มหายตายจากไป โดยที่ไม่ได้รับการแก้ไข เพราะฉะนั้น ทำอย่างไรถึงจะให้ความจริงที่ถูกความรุนแรงทำร้ายได้กลับคืนมา และถึงที่สุดจะเป็นอย่างไร ผู้ที่เกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดความไม่ยุติธรรม ผู้ที่เกี่ยวข้องในการบงการสังหาร จะต้องถูกลากตัวมาลงโทษให้จนได้ ประธานกลุ่มเสขิยธรรม กล่าวย้ำในตอนท้าย.
นี่เป็นเพียงบางกรณีตัวอย่าง ที่นักอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม นักเผยแผ่ด้านศาสนธรรม ได้สละชีพเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนที่อาศัยอยู่ ท่ามกลางกระแสของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ที่จับมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ได้ใช้อำนาจอันป่าเถื่อนเข้าไปทำลายชีวิตของผู้คนชาวบ้านที่ขัดขวางผลประโยชน์ เพื่อเข้ากอบโกยทรัพยากรในชุมชนและอยู่อย่างต่อเนื่อง
ในห้วงขณะที่นโยบายของรัฐและกระบวนการยุติธรรมของไทยที่อ่อนเปลี้ยเสียขาลงไปทุกชั่วขณะ
แล้วในที่สุดประชาชนจะหวังพึ่งใคร
ประเทศไทยได้นำปฏิญญาและแผนปฏิบัติการโคเปนเฮเกนว่าด้วยการพัฒนาสังคมบางส่วนบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544)[2] ซึ่งเป็นแผนพัฒนาที่ภาคประชาสังคมได้มีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำแผนมากที่สุดเท่าที่เคยผ่านมา เป็นครั้งแรกที่สังคมไทยเริ่มตระหนักว่า การพัฒนาที่เน้นหนักด้านการพัฒนาเศรษฐกิจแต่ให้ความสนใจด้านการพัฒนาสังคม ทำให้สังคมเสียสมดุล
ภาคประชาสังคมไทยได้นำเสนอยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา ดังคำขวัญที่ว่า ประชาชนต้องกำหนดอนาคตตนเอง ในสถานการณ์ที่สังคมไทยระอุไปด้วยสงครามแย่งชิงทรัพยากร ชาวบ้านที่เคยหาอยู่หากินกับทรัพยากรธรรมชาติต้องเผชิญกับปัญหาการถูกไล่ออกจากที่ทำกิน ด้วยโครงการขนาดใหญ่ต่าง ๆ ของรัฐ เป็นช่วงที่แนวคิดเรื่องสิทธิชุมชนได้ถูกพัฒนาขึ้นมาท่ามกลางการต่อสู้เพื่อพิทักษ์วิถีชีวิตของท้องถิ่น
หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี2540 แรงงานนอกภาคเกษตรส่วนหนึ่งต้องกลับไปพักพิงในชนบท แรง งานที่ยังอยู่ในภาคอุตสาหกรรมต้องทำงานหนักมากขึ้น ในขณะที่สวัสดิการความเป็นอยู่ต่ำลง โดยเฉพาะ แรงงานหญิงต้องประสบปัญหาความไม่มั่นคงในการจ้างงานและสวัสดิการรุนแรงมากขึ้น รูปแบบการจ้างงานได้เปลี่ยนแปลงชัดเจน จากเดิมที่เป็นการจ้างงานในระบบอุตสาหกรรม มาเป็นการจ้างงานแบบรับช่วงเหมางานมากขึ้น
การติดตามผลการประชุมสุดยอดว่าด้วยการพัฒนาสังคมในปี 2543 เกิดขึ้นภายหลังวิกฤตการเงินและวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ 3 ปี แม้ว่ารัฐบาลเห็นควรให้นำผลการประชุมดังกล่าวผนวกไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) แต่แผนพัฒนาฉบับนี้ก็ได้ถูกครอบงำด้วยยุทธศาสตร์โลกานุวัตรพัฒนาไว้อย่างแน่นแฟ้นแล้วภายใต้ข้อตกลงของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
ระบบเศรษฐกิจไทยตกอยู่ในกับดักของเงื่อนไขการกำหนดนโยบาย (Policy Conditionalities) ที่ผูกติดมากับเงินกู้ฉุกเฉินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF Standby Arrangement) และเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้าง (Structural Adjustment Loans) ทั้งของธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย เงื่อนไขการดำเนินนโยบายเหล่านี้เดินตามฉันทามติแห่งวอชิงตัน ด้วยเหตุดังนี้ องคาพยพของระบบทุนนิยมโลก ซึ่งรวมประเทศมหาอำนาจและบรรษัทระหว่างประเทศด้วย จึงลากระบบเศรษฐกิจไทยให้ขับเคลื่อนตามกระแสโลกานุวัตร
ภายในประเทศไทย ยุทธศาสตร์หลักที่ชนชั้นปกครองยึดกุมยังคงเป็นยุทธศาสตร์โลกานุวัตรพัฒนา ซึ่งเดินตามฉันทามติแห่งวอชิงตัน หน่วยราชการที่มีบทบาทหน้าที่สำคัญในกระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจเลือกเส้นทางการพัฒนาดังกล่าวนี้ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม และธนาคารแห่งประเทศไทย ในขณะที่บางภาคส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องการหันสยามรัฐนาวาไปสู่เส้นทางซึ่งยึดกุมยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นพัฒนาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ด้วยเหตุที่เป็นชนกลุ่มน้อยในระบบราชการจึงไร้พลังในการหันเหสยามรัฐนาวาเพื่อเปลี่ยนทิศทางการพัฒนา ในขณะที่กลุ่มทุนไทยที่ทรงพลังผสานกับกลุ่มทุนสากลร่วมกันผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจไทยเดินบนเส้นทางที่กำหนดโดยฉันทามติแห่งวอชิงตันต่อไป [3]
ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ประเทศไทยมีการพัฒนาโดยยึดแผนพัฒนาเศรษฐกิจนั้น ความยากจนในสังคมบรรเทาเบาบางลง จำนวนครัวเรือนที่ยากจน จำนวนคนในสังคมเศรษฐกิจไทยลดลง
แต่ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ หรือไม่ว่าจะเป็นภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ จำนวนครัวเรือนที่ยากจนกลับเขยิบเพิ่มขึ้น เช่น วิกฤตการณ์คราวนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากลุ่มครัวเรือนซึ่งอยู่ตรงขอบของเส้นความยากจนจะกระจุกตัวกันอย่างค่อนข้างหนาแน่น
เมื่อไรที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง ครัวเรือนเหล่านี้ก็พ้นระดับจากความยากจน แต่เมื่อไรที่เศรษฐกิจถดถอยตกต่ำ ครัวเรือนเหล่านี้ก็จะตกมาอยู่ใต้เส้นความยากจนกลายเป็นครัวเรือนที่ยากจน
เมื่อพิจารณาปัญหาความยากจนโดยสัมพัทธ์ คือปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ของครัวเรือน จะเห็นว่าเลวลงตามลำดับ [4]
ความยากจนหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540
วิกฤตการเงินซึ่งนำสู่วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทย ในปี 2540 ได้ส่งสัญญาณเตือนเอเชียและโลกถึง วิกฤตการณ์แห่งการทำลายตัวเอง ของสังคมที่เป็นอยู่ แต่ก็ดูเหมือนว่าชนชั้นนำของโลกและชนชั้นนำของไทยจะไม่ได้ตระหนักถึงสัญญาณเตือนเหล่านี้สถานการณ์ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจที่สำคัญอีกสถานการณ์หนึ่งของสังคมไทยก็คือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการปฏิรูปการเมือง แต่กลับทำให้อำนาจผูกขาดในตลาดการเมืองมีมากขึ้น [5]
วิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ที่ส่งผลคุกคามสถานภาพของทุนไทยอย่างรุนแรง ส่งสัญญาณให้กลุ่มทุนไทยสำคัญ ๆ ที่หลุดรอดมาได้รวมตัวกันเข้ายึดกุมการเมืองไทยในท้ายที่สุด กลุ่มทุนหลักที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลปัจจุบันเข้าเกาะกุมระบบรัฐสภาได้อย่างเต็มที่
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เพิ่มอำนาจให้กับนายกรัฐมนตรีมากขึ้นกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ นอกจากนั้น การกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร สส. ว่าต้องจบปริญญาตรี และการนำระบบปาร์ตี้ลิสต์มาใช้ หมายความว่าองค์ประกอบของสมาชิกรัฐสภาเอนเอียงไปด้านชนชั้นนำในเมืองมากกว่าชนชั้นล่างทั้งในเมืองและต่างจังหวัด ประกอบกับการตรวจสอบจากองค์กรอิสระต่าง ๆ และภาคประชาชนไม่ประสบความสำเร็จดังที่คาดหวังไว้
กลุ่มทุนไทยได้รวมตัวกันเพื่อฉกฉวยโอกาสจากสถานการณ์ใหม่นี้ โดยก่อตั้งพรรคไทยรักไทย และมีแผนการโครงการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม การเมืองไทยที่ทะเยอทะยานทีเดียว [6]
การที่กลุ่มทุนใหม่ที่รอดตายจากวิกฤตเศรษฐกิจกับกลุ่มทุนเก่าที่ยังรักษาสมบัติไว้ได้ ได้ครอบครองทรัพย์สินในสังคมมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้รวม แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังไม่มีมาตรการที่สามารถจัดการให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมเกิดขึ้นได้จริง ดังข้อมูลปรากฏว่า กลุ่มคนที่จนที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์แรกมีสัดส่วนรายได้เพียงไม่ถึงร้อยละ 5 ของรายได้รวม ในขณะที่กลุ่มคนที่รายได้สูงสุดมีสัดส่วนของรายได้ถึงร้อยละ 55-56 ของรายได้รวม ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นก็คือยังไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนใด ๆ ว่าช่องว่างของรายได้นี้จะแคบลงอย่างมีนัยสำคัญ [7]
เมื่อหันมาพิจารณาการเข้าถึงที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตขั้นพื้นฐานของคนในชนบท พบว่า ที่ดินร้อยละ 70 ของประเทศใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ ที่ดินเกษตรกรรมถูกปล่อยทิ้งรกร้างถึง 30 ล้านไร่ ขณะที่เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 5 แสนครอบครัวกลับไร้ที่ทำกิน
การไม่ใช้ประโยชน์จากที่ดินโดยหวังเก็งกำไรนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งของการกระจุกตัวของที่ดินในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู ก่อนหน้านี้ ปี พ.ศ. 2540 มีการซื้อขายที่ดินเพื่อเก็งกำไรกันมาก วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เกิดขึ้นตอนกลางปี พ.ศ. 2540 มีสาเหตุสำคัญเกิดจากการเก็งกำไรที่ดิน ก่อให้เกิดเงินกู้ที่ไม่เกิดผล (Non-Performing Loans, NPLS) เกิดขึ้นอย่างมาก
ตอนสิ้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2543 ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า ยอดของเงินกู้ที่ไม่เกิดผลยังคงสูงถึง 2.92 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ของยอดนี้คือเงินกู้ของสาขาเศรษฐกิจอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Sector) อาจสรุปได้ว่า การเก็งกำไรในที่ดินนั้นทำให้เศรษฐกิจเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท ก่อเกิดปัญหาภาวะไร้ที่ทำกิน ปัญหาความยากจน และปัญหาทางสังคมอื่น ๆ [8]
วิกฤติทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 2540 ส่งผลให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมีการเติบโตของการสู่ระดับสูงสุดเท่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนในภาคธุรกิจการเงินการธนาคาร ส่วนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมได้ขยายตัวขึ้นถึงระดับ 89,566 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2540 ร้อยละ 53.4
บริษัทข้ามชาติได้เข้ามาซื้อกิจการทั้งบริษัทที่เป็นการร่วมลงทุน หรือบริษัทของไทยที่ประสบภาวะขาดแคลนเงินทุน หรือมีภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจากการลดค่าเงินบาทและภาระดอกเบี้ยที่สูง ทำให้ต้องตกอยู่ในภาวะ NPL (Non Performing Loan) จำเป็นต้องขายกิจการในที่สุด
มีรายงานว่า ตั้งแต่บีโอไออนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นใหญ่หรือร้อยเปอร์เซ็นต์ในบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมในเดือนพฤศจิกายน 2540 ถึงเดือนมีนาคม 2542 มีบริษัทในประเทศไทยที่ถูกบริษัทข้ามชาติซื้อหุ้นใหญ่ไป 135 บริษัทการลงทุนจากบรรษัทข้ามชาติทำให้ไทยมีการส่งออกมากขึ้น จากรายงานสำมะโนอุตสาหกรรมปี 2540 พบว่ากิจการที่มีการลงทุนจากต่างประเทศเป็นผู้ส่งออกกว่า 2 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกของภาคอุตสาหกรรมรวม และเมื่อไม่รวมอุตสาหกรรมอาหารและยางพบว่า บรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ มีสัดส่วนการส่งออกกว่าร้อยละ 80 หรือ 4 ใน 5 ของการส่งออกของภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด [9]
ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นระดับความซับซ้อนของความมั่งคั่งและความยากจนในประเทศไทย ที่สัมพันธ์กับความมั่งคั่งและความยากจนในโลกไว้อย่างน่าคิด
การกุมอำนาจเบ็ดเสร็จของรัฐบาล นอกจากเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกพ้องตนแล้ว ยังสอดรับประโยชน์กับบรรษัทข้ามชาติที่รุกคืบเข้ามายึดครองเศรษฐกิจไทย ที่ส่งผลกระทบเป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้น
หลังจากการประชุมเอเปคในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2546 รัฐบาลไทยได้เดินหน้าการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ เช่น จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา อินเดีย เปรู ซึ่งข้อตกลงหลายประการส่งผลกระทบกับประชาชนผู้บริโภค เกษตรกร ธุรกิจขนาดเล็กมากมาย ซึ่งการดำเนินการเป็นไปอย่างเร่งรีบและขาดการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านจากกลุ่มต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ ทำให้เกิดการคัดค้านจากกลุ่มต่าง ๆ มากมาย เช่น สมาชิกวุฒิสภา นักวิชาการ และกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน
จากการติดตามกระบวนการดำเนินการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีในช่วงเวลาที่ผ่านมา พบว่า การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีของรัฐบาล ไม่เน้นศึกษาวิจัยถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้น ไม่โปร่งใส ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่จะได้รับผลกระทบในอนาคต ไม่มีการรับฟังความคิดเห็นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 57จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการเจรจาแบบไปตายเอาดาบหน้า หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องนี้ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้แสดงท่าทีตั้งแต่แรกเริ่มที่จะรับฟังข้อคิดเห็นหรือปรึกษาหารือกับภาคส่วนต่าง ๆ ดังกล่าว ข้อมูลในการเจรจาทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ และอ้างว่าเป็นความลับยังเปิดเผยไม่ได้ ไม่มีการแปลข้อตกลงเป็นภาษาไทยเพื่อให้ชาวไทยได้ศึกษาอย่างรอบด้าน แม้รัฐบาลจะมีปรึกษาหารือกับภาคธุรกิจเอกชนบางกลุ่ม ก็ไม่ได้สะท้อนว่ารัฐบาลรับฟังความคิดเห็นนั้น ๆ อย่างแท้จริง และเสียงท้วงติงจากภาคประชาสังคมที่เผยแพร่ออกสู่สาธารณะก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล[10]
ความยากจนจากภัยพิบัติธรรมชาติ
ดินแดนประเทศไทย ที่เคยอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และไม่มีภัยธรรมชาติที่รุนแรง ต้องประสบภัยธรรมชาติรุนแรงมากขึ้นทุกปี ปัญหาภัยแล้งกับภัยน้ำท่วมได้สร้างความเสียหายให้กับประชาชนในวงกว้าง คนยากจนที่มีวิถีชีวิตอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ ต้องเผชิญชีวิตที่ยากลำบากแสนสาหัสมากขึ้น
เหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ในประสบการณ์สังคมไทยล่าสุดนี้ ก็คือเหตุการณ์ธรณีพิบัติเกิดคลื่นยักษ์ สึนามิที่ถาโถมถล่มพื้นที่ชุมชนชายฝั่งอันดามันใน 6 จังหวัดของไทยมีประชาชนได้รับความเสียหายจำนวน 53,203คนใน12,293ครอบครัว[11] กลุ่มคนที่เดือดร้อนมากที่สุด คือ ชาวประมงพื้นบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู รองลงมาคือชาวไทยพุทธ และชนพื้นเมือง ชาวเล ชนเผ่ามอแกนและอูรักลาโว้ย เป็นกลุ่มคนที่ยากจนหาอยู่หากินตามชายฝั่งทะเล มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการดำรงชีวิตผูกพันอย่างใกล้ชิดกับทรัพยากรชายฝั่งและทะเล ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง นอกจากนั้นยังมีกลุ่มแรงงานอพยพชาวอิสานและชาวพม่าที่สูญหายไม่ปรากฏนามอีกนับพัน
ปัญหาการจัดหาที่อยู่อาศัยและการตั้งถิ่นฐานได้เป็นปัญหาสำคัญหนึ่งของผู้ประสบภัย นโยบายและแผนของหน่วยงานของรัฐ เน้นการจัดระเบียบชุมชนและการจัดระเบียบการประมงชายฝั่งใหม่โดยการย้ายชุมชนให้ห่างไกลทะเล เน้นนโยบายใช้ที่ดินสำหรับส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ ในขณะที่ชุมชนประมงต้องอาศัยพื้นที่ชายฝั่ง ริมแม่น้ำลำคลองในการตั้งบ้านเรือน เพราะต้องดูแลเรือ อุปกรณ์ประมง เครื่องยนต์ อย่างใกล้ชิด
ความขัดแย้งในเรื่องการใช้ที่ดินจึงเป็นประเด็นที่ยากจะหลีกเลี่ยงและได้สะท้อนถึงพื้นฐานของปัญหาที่สั่งสมมาก่อนหน้าภัยพิบัติธรรมชาติ กรณีนี้จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นระดับความซับซ้อนของปัญหาความยากจนที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย
นโยบายแก้ไขความยากจนของรัฐบาล
รัฐบาลทุกสมัยที่ผ่านมามี แนวคิดแก้ปัญหาความยากจน ด้วยการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระดับจุลภาค มุ่งที่จะแสวงหาว่าใครเป็นคนยากจนในสังคม และรัฐบาลก็จะดำเนินการแก้ไขปัญหาของกลุ่มชนในสังคมที่ถือว่าเป็นกลุ่มคนยากจน เรียกว่า Poverty Targeting ซึ่งเป็นแนวทางที่จะช่วยประทังปัญหาได้ แต่ว่าคงจะแก้ปัญหาให้หมดสิ้นไปไม่ได้
การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระดับมหภาค ซึ่งน่าจะเป็นหนทางในการแก้ปัญหาได้ดีกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า แต่การผลักดันนโยบายทำได้ยากกว่า ด้วยเหตุนี้ที่ผ่านมาการผลักดันในเรื่องเหล่านี้จึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก ประเด็นหลัก ๆ ที่เป็นประเด็นสำคัญในการผลักดันให้สังคมขับเคลื่อนไปแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นโครงครอบใหญ่ของสังคมเศรษฐกิจ มี 3 ประเด็นหลัก คือ
1. ยุทธศาสตร์การพัฒนา ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ไม่สมดุลด้วยการถ่ายโอนส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรมไปต่ออายุการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม และยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด ด้วยการเปิดเสรีในทุกด้าน ตั้งแต่การค้าสินค้าและการค้าบริการ การเงิน ไปจนถึงการลงทุนระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิดทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยสัมพันธ์และพึ่งพิงทุนนิยมโลก ซึ่งมีเพียงคนกลุ่มน้อยในสังคมที่ได้ประโยชน์อย่างชนิดเป็นกอบเป็นกำ ขณะที่เกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ ราคาผันผวนของตลาดโลก ฯลฯ ขบวนการพึ่งตนเองตามยุทธศาสตร์ ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา จึงได้ขยายตัวออกไปในทุกภูมิภาคในชนบทไทย เน้นเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยึดหลักการอยู่พอดีพอกิน เน้นเรื่องกระจายการผลิต
2. กระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ มีอคติเกี่ยวกับนโยบาย (Policy Bias) อยู่ 3 ด้านคือ อคติที่จะให้ประโยชน์กับคนในเมือง อคติเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาภาคเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการมากกว่าภาคเกษตรกรรม และอคติเกี่ยวกับเป้าหมายของการดำเนินนโยบายที่มีอยู่ 2 เป้าหมาย คือ เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในเวลาอยู่เย็นเป็นสุข และเป้าหมายการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจเวลามีวิกฤต ความยากจนและความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้ ไม่เคยเป็นเป้าหมายหลักของการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ
3. กระบวนการนิติบัญญัติ กระบวนการนิติบัญญัติก็เหมือนกับกระบวนการทางการเมืองและกระบวนการในการกำหนดนโยบาย เป็นกระบวนการซึ่งประชาชนไม่มีส่วนร่วม
เรื่องหลัก 2 เรื่องที่จำเป็นต้องแก้ไข เรื่องแรกคือ เรื่องของตัวกระบวนการเอง เรื่องที่สองเป็นเรื่องกฎในการลงคะแนนเสียง
กระบวนการตรากฎหมาย จะต้องเริ่มผลักดันให้มีการสร้างจารีตที่สำคัญหลายเรื่อง
จารีตที่สำคัญเรื่องหนึ่งก็คือว่ากฎหมายอะไรก็ตามที่มีผลกระทบต่อประชาชนถึงกับต้องทำให้มีการย้ายถิ่นก็ดี กฎหมายซึ่งมีผลในการโยกย้ายส่วนเกินทางเศรษฐกิจระหว่างภาคเศรษฐกิจก็ดี กฎหมายที่มีผลในการทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติก็ดี กฎหมายในลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้ จำเป็นต้องมี Public Hearing จำเป็นต้องมีประชาพิจารณ์จะต้องสร้างจารีตดังกล่าวนี้ขึ้นมาให้ได้
จารีตที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ จะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการตรากฎหมาย ไม่ปล่อยให้ฝ่ายบริหารสามารถใช้ดุลพินิจมากจนเกินไป ซึ่งจะต่างไปจากจารีตในการตรากฎหมายในสังคมประชาธิปไตยอื่น ๆ ที่กฎหมายมีรายละเอียด มีเงื่อนไขที่เข้มงวด ไม่ปล่อยให้ฝ่ายบริหารสามารถใช้ดุลพินิจได้ตามใจชอบ ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายป่าสงวน 2507 ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่กฎหมายป่าสงวนความสำคัญมันอยู่ที่พระราชกฤษฎีกากับกฎกระทรวงซึ่งเป็นกฎหมายของฝ่ายบริหาร กฎหมายอนุบัญญัติเหล่านี้ต่างหากที่มีความสำคัญในการขีดว่าที่ตรงไหนเป็นป่าสงวนหรือไม่ และประชาชนจะได้รับผลกระเทือนจากการขีดป่าสงวนนั้นอย่างไร ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงจารีตดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขปัญหา อื่น ๆ ในสังคม
กฎการลงคะแนนเสียง กฎการลงคะแนนเสียงในรัฐธรรมนูญไทยตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา มีกรณีน้อยมากที่จะใช้ Supermajority Voting Rule มีกรณีน้อยมากที่ใช้คะแนนเสียง 2 ใน 3 หรือ 3 ใน 4 เป็นเกณฑ์ในการกำหนดมติของสภา กฎส่วนใหญ่จะเป็นกฎคะแนนเสียงข้างมากถึงเกณฑ์ 50% ถ้าดูเผิน ๆ จะมีความรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญยึดกฎ Majority Rule แต่ถ้าเราวิเคราะห์ให้ถึงที่สุดแล้วเราจะพบว่ากฎการลงคะแนนเสียงที่ใช้ในรัฐสภาไทยเป็นกฎการลงคะแนนเสียงข้างน้อยเป็น Minority Rule ไม่ใช่ Majority Rule เพราะว่าเกณฑ์ในการกำหนดมติของสภายึดถือเกณฑ์ 50% ของจำนวน ส.ส. ที่เข้าประชุม ไม่ใช่ 50% ของจำนวน ส.ส. ที่มีอยู่ และรัฐธรรมนูญก็บอกว่าการประชุมจะครบองค์ก็ต่อเมื่อมี ส.ส. มากกว่า 50% ของจำนวน ส.ส. ที่มีอยู่ ดังนั้นกฎหมายที่ผ่านสภาแม้เพียงได้คะแนนเสียง 25% + 1 ก็ผ่านสภาได้แล้ว ด้วยเหตุนี้เราก็จะพบว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ยึด Simple Majority Rule ในสาระสำคัญ รัฐธรรมนูญยึด Minority Voting Rule เกื้อกูลกลุ่มผลประโยชน์ที่มีการจัดตั้งที่เข้มแข็ง และมีความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองที่มีอำนาจ เพราะว่า Minority Voting Rule ก่อให้เกิดค่าโสหุ้ยในการผลักดันมติหรือในการผลักดันกฎหมายต่ำ ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Transaction Cost ต้นทุนปฏิบัติการในการผลักให้กฎหมายผ่านสภา หรือในการผลักให้สภามีมติต่ำ Minority Voting Rule เกื้อกูลกลุ่มผลประโยชน์ที่มีการจัดตั้งเข้มแข็ง มีอำนาจซื้อ กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่ซื้อขายกันในสภา ดังนั้นกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีอำนาจซื้อมีการจัดตั้งเข้มแข็ง มีความสัมพันธ์กับชนชั้นปกครองสามารถผลักดันกฎหมายที่เกื้อประโยชน์กับตนเองได้ง่าย
ประชาชนจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงกฎการลงคะแนนเสียง กฎหมายอะไรก็ตามที่มีผลในการโยกย้ายส่วนเกินทางเศรษฐกิจระหว่างภาคเศรษฐกิจ กฎหมายอะไรก็ตามที่มีผลต่อการกระจายรายได้ของประชาชนชาวไทย กฎหมายอะไรก็ตามที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ กฎหมายอะไรก็ตามที่ทำให้คนไทยต้องย้ายถิ่น กฎหมายรายได้ของรัฐบาล กฎหมายการเงินเหล่านี้ควรต้องยึด Voting rule มากกว่า 50% ของจำนวน ส.ส. ที่มีอยู่ ไม่ใช่ยึด 25+1 อย่างที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบัน [12]
นอกจากนั้น มาตรการด้านภาษีก็เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่สังคมไทยควรให้ความสนใจนำมาแก้ปัญหาความยากจนดังเช่น กรณีปัญหาการกระจุกตัวของขนาดและการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน คณะวิจัยมูลนิธิสถาบันที่ดิน ได้เสนอกความเห็นว่า น่าจะมีการเก็บภาษีที่ดินที่ก้าวหน้าตามขนาดของที่ดินและตามมูลค่าของที่ดิน ที่แสดงถึงค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Economic rent) และควรให้การจัดเก็บภาษีที่ดินมีความโปร่งใส ข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินควรจะเป็นข้อมูลสาธารณะ มีระบบคอมพิวเตอร์ที่ทำให้ทุกฝ่ายเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย นอกจากนี้องค์กรชุมชนซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดกับที่ดินและรู้สภาพที่ดินดี ควรมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเกี่ยวกับที่ดินและภาษีที่ดินด้วย [13]
ความยากจนกับอำนาจของคนจน
การที่รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นำนโยบายแก้ปัญหาความยากจนด้วยการเอื้ออาทรเข้ามาตั้งแต่เริ่มรับตำแหน่ง โอกาสแห่งอำนาจของคนจนก็แคบลงนับจากนั้นมา
บทบาทความสำคัญของพรรคไทยรักไทยนี้มีมากกว่าการปรับนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นความพยายามจัดความสัมพันธ์ด้านพลังทางการเมืองเสียใหม่ ซึ่งสรุปยุทธศาสตร์ของพรรคไทยรักไทยดังนี้
1. กลุ่มทุนใหญ่เข้าเกาะกุมระบอบการเมืองอย่างสิ้นเชิง
2. ฝ่ายบริหารและพรรคการเมืองใหญ่มีบทบาทนำ
3. การใช้ประเพณีอนุรักษ์นิยมของรัฐไทยปิดกั้นพื้นที่ทางการเมือง สำหรับการเมืองภาคประชาชน หรืออีกนัยหนึ่งการเมืองนอกรัฐสภา การเมืองเปิด ที่มีองค์ประกอบของการมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบายได้ถูกทำลายลง[14]
ตราบเท่าที่คนจนยังไม่มีอำนาจเข้าไปจัดการทรัพยากรได้ในระดับหนึ่ง และเข้าถึงทรัพยากรได้ตามควร ก็เป็นไปไม่ได้ที่คนจนจะหายจน สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ เสรีภาพในการสื่อสาร แสดงความคิดเห็นของประชาชน จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการแก้จน เป็นกระบวนการหนึ่งที่สำคัญในการที่ประชาชนจะมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะ ประชาธิปไตยจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่จะทำให้คนจนหายจน เพราะประชาธิปไตยที่แท้จริง ให้อำนาจแก่คนจน
ความยากจนจึงไม่ได้มาจากการไม่มีเงินเพียงอย่างเดียว หรือไม่มีปัจจัยการผลิตเพียงอย่างเดียว และยังเกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้ ที่ยอมรับนโยบายการพัฒนา การจัดการทรัพยากร การพึ่งทุนและตลาดต่างชาติที่ดำรงอยู่นี้ เป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ครอบงำ ไม่ว่าจะอยู่ในการศึกษาต่าง ๆ ในระบบโรงเรียน ในละครทีวี ในสุนทรพจน์ของนักการเมือง
การที่จะแก้ปัญหาความยากจน นอกจากการเสริมสร้างพลังของท้องถิ่น ในการดูแลและจัดการทรัพยากรของตนเองแล้ว จึงต้องสู้กับวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบเดิมหรือการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบใหม่เกี่ยวกับเรื่องของความยากจนขึ้นมาอีกด้วย ด้วยความรู้ ความเข้าใจอย่างดีเท่านั้น ที่ประชาชนจะสามารถร่วมกันสร้างนโยบายสาธารณะที่ได้ผลในการขจัดความยากจนไปจากสังคมได้จริง ในขณะเดียวกันก็จะเกิดอำนาจของประชาชนในการตรวจสอบพรรคการเมือง นักการเมือง ซึ่งมักจะใช้ความยากจนเป็นนโยบายหาเสียงอยู่เสมอ ไม่เพียงแต่ตรวจสอบเท่านั้น แต่รวมถึงกำกับให้พรรคการเมืองและนักการเมืองบริหารทรัพยากรไปในทิศทางที่จะปรับเปลี่ยนในเชิงโครงสร้าง เพื่อเปิดให้คนจนได้เงยหน้าอ้าปากอย่างแท้จริงอีกด้วย[15]
รวมทั้งปัญญาชน ครูบาอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัย
ที่สะท้อนออกมาจากปฏิกิริยาต่อกระแสทางความคิดทางการเมือง
ยังไม่พร้อมที่จะเป็นผู้นำทางความคิดในระบอบประชาธิปไตย
สังเกตได้จากกระแสความคิดที่ไม่เชื่อขบวนการทางการเมืองประชาธิปไตย
เช่น ขบวนการทางกฎหมาย
ขบวนการตัดสินข้อขัดแย้งต่างๆ โดยองค์กรอิสระ
ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง .....
ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรต่างๆ
หากการชี้ขาดขององค์กรต่างๆ ตัดสินไม่ตรงกับความคิดเห็นของตน..
ข้อที่สอง
คนไทยมีอารมณ์ทางการเมืองรุนแรงไม่แพ้ประเทศทางตะวันตก
แต่คนทางตะวันตกนั้นจะดำเนินการตามกรอบของระบบกฎหมายในกรอบของรัฐธรรมนูญ
แต่คนไทยระดับสูงและระดับกลางให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายของตนน้อยมาก
จะสังเกตได้จากการรายงานหรือความคิดเห็นที่ออกมาผ่านสื่อมวลชน
คนไทยกับประชาธิปไตย
ดร.วีรพงษ์รามางกูร
วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2549
- 2 -
การเรียกร้องบีบบังคับเป็นไปในทิศทางนอกกรอบรัฐธรรมนูญ
นอกระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง..........
ข้อที่สาม
แท้จริงลึกๆ ในใจของคนที่มีการศึกษา
แม้กระทั่งครูบาอาจารย์ทางรัฐศาสตร์และกฎหมาย
ยังนิยมระบบอำนาจนิยม
การยึดอำนาจรัฐโดยไม่ผ่านขบวนการตามระบอบประชาธิปไตย
ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้นำขบวนการชุมนุมกระทำการเสมือนว่าตนได้ยึดอำนาจรัฐสำเร็จแล้ว
สามารถออกคำสั่งให้รัฐบาลก็ดี องค์กรอิสระต่างๆ
กระทำการหรือตัดสินไปตามทิศทางที่ตนต้องการ
ฟังดูเหมือนกับการออกคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติที่ยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จแล้ว
คล้ายกับเป็นการยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จแล้ว....
เพียงแต่ไม่ใช่การยึดอำนาจรัฐโดยกองทัพ
ถ้าเป็นประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยหยั่งรากลึกแล้ว ประชาชนจะไม่ยอมรับการออกคำสั่งอย่างนี้
จะยอมรับเฉพาะการชุมนุมเรียกร้องแสดงความคิดเห็นอย่างสงบ
เพื่อให้รัฐบาลหรือรัฐสภาดำเนินการให้ตามกรอบของรัฐธรรมนูญและขบวนการยุติธรรม อันเป็นสถาบันที่เขายอมรับ
นับถือ
ว่าเมื่อเรื่องถึงรัฐบาล ถึงรัฐสภา และสถาบันยุติธรรมแล้ว
ก็เป็นอันยุติ ..........
แต่ของเราไม่เป็นเช่นนั้น
อาจจะเป็นเพราะประวัติศาสตร์การเมืองของเรามีปฏิวัติรัฐประหารบ่อย
ยกเลิกและร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่อยู่เรื่อยๆ
รัฐธรรมนูญและระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับขบวนการประชาธิปไตย
จึงไม่มีใครสนใจให้ความสำคัญ ให้ความเคารพ
เหมือนกับยุโรปหรืออเมริกา........
การเมืองและธุรกิจนั้นเกี่ยวข้องกันมานานแล้ว
ในสมัยก่อนตอนที่โลกมีสงครามเย็น
ประเทศไทยก็มีรัฐบาลที่ตั้งโดยทหาร
คณะรัฐมนตรีส่วนมากมาจากระบบราชการ เป็นบุคคลที่มีประวัติชื่อเสียงดี
แต่ทหารก็ให้การอุปถัมภ์แก่พ่อค้านายทุนในการที่จะได้การผูกขาด
เพื่อแสวงหากำไรจากการผูกขาด
หรือที่ภาษาเศรษฐศาสตร์ อดัม สมิธ
คนไทยกับประชาธิปไตย
ดร.วีรพงษ์รามางกูร
วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2549
- 3 -
เรียกว่า "ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ" หรือ "economic rent" .....
ส่วนผู้นำทางทหารทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่มีธุรกิจของครอบครัว
อย่างมากก็ไปนั่งเป็นประธานธนาคาร หรือธุรกิจใหญ่ๆ
ทุกเช้าพ่อค้านายทุนก็ไปนั่งเฝ้าบันไดบ้าน.. สังคมรับได้
พ่อค้าตระกูลเก่าๆ ก็เริ่มมาอย่างนั้น
รุ่นลูกหลานอาจไม่เคยเห็น เพราะกำลังไปเรียนหนังสืออยู่เมืองนอก
ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป
ระบบการเมืองเป็นแบบประชาธิปไตยแบบเปิด
ประชาชนผู้ออกเสียงลงคะแนนกลับเป็นฝ่ายเรียกร้องเงินทอง
เรียกร้องให้ช่วยเหลืออุปถัมภ์ในรูปแบบต่างๆ
นายทุนพ่อค้าแทนที่จะต้องเข้าไปซูฮก เค้าเต๋า ผู้มีอำนาจ
ก็รวมตัวกันตั้งพรรคส่งลูกหลานลงสมัครรับเลือกตั้งเสียเอง
ตระกูลนายทุนเก่าจึงยอมรับได้.........
สมาชิกสภาผู้แทนจึงเต็มไปด้วยชนชั้นพ่อค้านายทุนทั้งในส่วนกลางและต่างจังหวัด
แทบจะไม่มีลูกหลานชนชั้นอื่นเลย กว่าร้อยละ 90 เป็นคนไทยเชื้อสายพ่อค้านายทุนทั้งนั้น
ด้วย เหตุนี้วัฒนธรรม พฤติกรรมทางการเมืองจึงเปลี่ยนไป ค่านิยมและคุณค่าทางการเมืองก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
... แต่ก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น...ตัดสินรวดเร็วมากขึ้น ไม่ "เชื่องช้า" แบบเก่า
ข้าราชการถูกจี้ให้ทำงานเร็วขึ้น มิฉะนั้นจะถูกย้าย
ภาพลักษณ์ของผู้นำก็เปลี่ยนไป... คนไทยไม่คุ้นเคย
คนไทยจึงอยู่ในช่วงสับสน
ในหมู่ข้าราชการย่อมไม่ชอบใจแน่ เพราะปลัดกระทรวงเป็นที่พึ่งอย่างเดิมไม่ได้แล้ว .........
รัฐมนตรีเข้ามาตัดสินใจไล่จี้งานเอง
ส่วนคนร่ำรวยตระกูลเก่าก็ยังรับนักการเมืองและผู้นำรุ่นใหม่ไม่ได้
เพราะยังติดกับผู้นำและรัฐบาลที่อ่อนแอ ผสมกันหลายพรรค
พูดจามีมารยาท ไม่อหังการ
ยังยอมรับการเป็นรัฐบาลที่มาจากชนชั้นพ่อค้าซึ่งเป็นชนชั้นเดียวกับตนไม่ได้
เหตุการณ์ที่ผ่านมา
ถ้าทหารปฏิวัติรัฐประหาร
ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ขับไล่รัฐบาลออกไป ใช้อำนาจปฏิวัติยึดทรัพย์นักการเมือง
คนในกรุงเทพฯจะยินดีปรีดา .........
แล้วอีกปีหนึ่งก็ชุมนุมขับไล่รัฐบาลกันใหม่
คนไทยกับประชาธิปไตย
ดร.วีรพงษ์รามางกูร
วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2549
- 4 -
ข้อที่สี่
คนไทยชั้นสูงยังยึดถือที่ตัวบุคคลมากกว่าระบบ
ซึ่งขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตย
เมื่อไม่ชอบหรือเกลียดชังเสียแล้ว ก็ไม่คำนึงถึงระบบ
จะทำอย่างใดก็ได้ขอให้บุคคลผู้นั้นพ้นๆ ไป
ถ้าจะอยู่ต่ออีกสักวันหนึ่งก็เหมือนบ้านเมืองจะล่มสลาย.......
ข้อกล่าวหาบางอย่าง แม้จะรู้ว่าไม่ได้ผิดกฎหมายก็พร้อมจะเชื่อ
และข้อกล่าวหาบางข้อที่กล่าวหาว่าฝ่ายตรงกันข้ามทำผิดกฎหมาย
ก็ไม่สนใจที่จะติดตามให้ได้ข้อมูลลึกเพื่อที่จะสามารถเอาผิดได้ตามกฎหมาย
คนกลุ่มนี้ไม่ได้สนใจแยกแยะว่าอะไรถูกอะไรผิด
เวลารักทุกอย่างก็ถูกไปหมด........
เวลาเกลียดเวลาไม่ชอบทุกอย่างก็ผิดหมด
เป็นสังคมแบบไฟไหม้ฟาง
ข้อที่ห้า
สังคมชั้นสูงและชั้นกลางมีแนวโน้มที่จะเชื่อข่าวลือมากกว่าข่าวจริง
หลายเรื่องถ้าหยุดคิดแล้วก็จะไม่เชื่อ
แต่คนไทยชอบเชื่อข่าวลือที่ถูกใจตัว ข่าวจริงที่ไม่ถูกใจตัวจะไม่ยอมเชื่อ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวร้ายและข่าวโจมตีกัน......
สื่อมวลชนซึ่งเข้าใจจิตวิทยาเช่นว่านี้
ก็ถือโอกาสกระพือข่าวลือเพื่อประโยชน์ทางการค้า เพิ่มยอดขายหนังสือพิมพ์......
แล้วผู้จัดรายการวิทยุ ก็เอาข่าวหนังสือพิมพ์ไปอ่าน
และขยายข่าวลือต่อ...........
สื่อมวลชนไทยนั้นมีอิสรเสรีภาพมากที่สุดในโลก
แม้จะเทียบกับอเมริกาหรือยุโรป ไม่ถูกควบคุมโดยใครเลย
ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือสมาคมวิชาชีพของตนเอง
คนไทยกับประชาธิปไตย
ดร.วีรพงษ์รามางกูร
วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2549
- 5 -
ผู้คนแม้แต่รัฐมนตรีข้าราชการผู้ใหญ่ นักธุรกิจล้วนแต่เกรงกลัวและเกรงใจ
นักข่าวเด็กๆ อายุ 20-30 ปี สามารถนัดพบรัฐมนตรี
ปลัดกระทรวง อธิบดี นายธนาคาร นักธุรกิจใหญ่ๆได้ เพราะไม่มีใครอยากขัดใจสื่อมวลชน...........
ผู้ที่เสียหายจากการลงข่าวที่จริงและไม่จริง
หรือจริงเพียงครึ่งเดียว มักจะต้องทำเฉยเสีย .....
หากทำอะไรไปและยิ่งเป็นผู้มีอำนาจก็จะถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงสื่อมวลชน
แม้กระทั่งการใช้สิทธิตามกฎหมายฟ้องร้องทางศาลถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงปิดกั้นสื่อมวลชนทันที
ซึ่งสื่อมวลชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกไม่มีอภิสิทธิขนาดนี้........
การที่สื่อมวลชนไทยมีอิสรเสรีภาพและอภิสิทธิสูงมากอย่างนี้
ประเทศไทยจึงเป็นที่สื่อมวลชนต่างๆทั่วโลก
ส่งนักข่าวเด็กๆ นักข่าวมือใหม่มาฝึกงานก่อนจะรับเข้าบรรจุ
เพราะถ้ามาอยู่เมืองไทยแล้วยังทำข่าวไม่ได้ก็จะไม่ได้รับการบรรจุ
เพราะสังคมไทยเปิดกว้างอย่างที่สุด และสื่อมวลชนมีอภิสิทธิสูงที่สุดในโลกแล้ว........
ด้วยเหตุนี้รัฐบาลไทยและรัฐบาลทหาร
ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล พล.อ.
รัฐบาลคุณบรรหารและคุณชวน หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาเป็นต้นมา
ไม่มีทางเป็นรัฐบาลเผด็จการได้เลย .......
เป็นได้แต่รูปแบบ...เนื้อหาเป็นไม่ได้
แต่ผลเสียก็มี....
เพราะหลายคนหลายครั้งก็ถูกหนังสือพิมพ์ละเมิดสิทธิเสรีภาพ
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ หรือไม่กล้าแม้แต่การใช้สิทธิตามกฎหมายทางศาล...
ข้อที่หก
เพื่อนผมค่อนข้างผิดหวังนักวิชาการ ครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูบาอาจารย์ทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์
รวมทั้งสมาคมทนายความ และผู้ที่มีวิชาชีพทางกฎหมายและรัฐศาสตร์
ซึ่งในประเทศอื่นจะเป็นผู้ที่เรียกร้อง
ให้ประชาชนยืนหยัดในหลักของการปกครองในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
ปัญญาชนไทยทางด้านนี้กลับชี้นำให้สังคมละทิ้งหลักการปกครองตามกฎหมาย
โดยการอ้างจริยธรรมบ้าง... ความชอบธรรมบ้าง.........
คนไทยกับประชาธิปไตย
ดร.วีรพงษ์รามางกูร
วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2549
- 6 -
หลักความชอบธรรมตามกฎหมายนั้นเป็นหลักที่ชัดเจน เป็นลายลักษณ์อักษร
มีสถาบันซึ่งจะชี้ขาดเป็นที่ยุติของปัญหาความขัดแย้งได้เป็นรูปธรรม
เนื้อหาของกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ดี
กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ดี
ปกติก็จะสะท้อนจริยธรรม ขนมธรรมเนียมประเพณีของระบอบการปกครองอยู่แล้ว
แต่การไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระบอบการปกครอง
รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
ก็เท่ากับเป็นการเรียกร้องบีบบังคับตามอำเภอใจ.......
ส่วนหลักความชอบธรรมที่อ้าง "จริยธรรม"
ที่เกินกว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประเพณีขนบธรรมเนียม
การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น
เป็นเรื่องที่เป็นนามธรรม เลื่อนลอย ไม่แน่นอน
เปลี่ยนแปลงไปตามกลุ่มชน
เช่น ชั้นสูง ชั้นกลาง มีมาตรฐาน จริยธรรมอย่างหนึ่ง
ชั้นล่างอย่างหนึ่ง ....
เปลี่ยนแปลงไปตามภูมิภาค ภาคใต้ว่าอย่าง ภาคเหนือ ภาคอีสานว่าอย่าง
และเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เช่น ปี 2547 ว่าอย่าง ปี 2549 ว่าอย่าง
ต่อไปปี 2550 อาจจะว่าอีกอย่างก็ได้
การตัดสินความชอบธรรมบนพื้นฐานของ"จริยธรรม"จึงเลื่อนลอย
ไม่เหมือนความชอบธรรมที่อยู่บนพื้นฐานของ "ระบบ" "หลักการ" และ "กฎหมาย"
ซึ่งเป็นรูปธรรม อ้างอิงได้
ถ้าระบบและหลักการควรจะเปลี่ยนเพราะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป
กฎหมายก็เปลี่ยนได้ตามขบวนการ
แต่ระหว่างที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง
ก็ต้องใช้ความชอบธรรมบนพื้นฐานของกฎหมายที่ยังใช้บังคับอยู่.........
ที่เป็นเช่นนี้ก็อาจจะเป็นเพราะว่า เรามีรัฐบาลทหาร
ที่มีทหารเป็นนายกรัฐมนตรีเองหรือมีนายกรัฐมนตรีที่ทหารแต่งตั้ง
ซึ่งไม่มีความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ
หรือตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข
หรือบางครั้งจะชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ
คนไทยกับประชาธิปไตย
ดร.วีรพงษ์รามางกูร
วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2549
- 7 -
แต่ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่คณะปฏิวัติหรือสภาร่างรัฐธรมนุญที่คณะทหารตั้งขึ้นมา
การต่อต้านจึงต้องต่อต้านนอกรอบของรัฐธรรมนูญ
โดยอ้างความไม่ชอบธรรมของระบอบหรือระบบได้ชัดเจน ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกลุ่มคน ภูมิภาค และกาลเวลาใน
โลกสมัยใหม่
แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาเที่ยวนี้ไม่เหมือนกัน
เป็นการอ้างความไม่ชอบธรรมที่ไม่ใช่ความชอบธรรมของระบอบหรือที่มาของรัฐบาล
แต่การอ้างความไม่ชอบธรรมบนพื้นฐานของ "จริยธรรม" ซึ่งเลื่อนลอย
ถ้าทำได้สำเร็จก็จะเป็นความเสียหายต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระยะยาวอย่างยิ่ง
ข้อที่เจ็ด
เพื่อนอเมริกันตัวแสบของผมยังแสดงความผิดหวังต่อพรรคการเมืองของไทย
ทั้งพรรคการเมืองที่เก่าแก่ พรรคที่เก่ากลาง พรรคที่กลางเก่ากลางใหม่
พรรคการเมืองควรจะเป็นสถาบันที่เป็นผู้นำทางความคิด เผยแพร่ปรัชญา จิตสำนึก และปฏิบัติตนเป็นนัก
ประชาธิปไตย
แต่วิกฤตการณ์การเมืองครั้งนี้
ผู้นำพรรคการเมืองกลับไปร่วมเรียกร้องให้มีการละเมิดรัฐธรรมนูญ
ละเมิดกฎหมาย ละเมิดข้อเท็จจริง รวมทั้งปฏิเสธขบวนการรัฐสภา
ปฏิเสธขบวนการให้กลับไปสู่การตัดสินใจของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง
โดยอ้างว่าขบวนการเลือกตั้งนั้นไม่ชอบธรรม ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง
ปฏิเสธกรรมการเลือกตั้ง รวมทั้งคว่ำบาตรการเลือกตั้ง
ที่เหลือเชื่อก็คือสื่อมวลชน
ซึ่งควรจะเป็นสถาบันที่ต่อต้านการปฏิเสธขบวนการประชาธิปไตย กลับไปเห็นด้วยและสนับสนุน..........
ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเป็นการสร้างประเพณี
และวัฒนธรรมที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย ระบอบรัฐสภา
การเรียกร้องกดดันทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นการเรียกรองและกดดันให้มีการดำเนินการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเลย
และที่แปลก "นักประชาธิปไตย" ทั้งหลายกลับรับได้
ไม่ตะขิดตะขวงใจเลย..........
คนไทยกับประชาธิปไตย
ดร.วีรพงษ์รามางกูร
วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2549
- 8 -
ข้อที่แปด
การกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
โดยอ้างความไม่ชอบธรรมบนพื้นฐานของ "จริยธรรม" นั้น
เป็นอันตรายที่สามารถสร้างความแตกแยกในสังคม
เพราะมาตรฐานของจริยธรรมของผู้คน ต่างหมู่เหล่าต่างภูมิภาคจะต่างกัน
ไม่เหมือนความชอบธรรมที่ตั้งอยู่บนรากฐานของรัฐธรรมนูญ กฎหมายและระบบ
เพราะกฎหมายและระบบมีอันเดียว....
อย่างมากก็อาจจะตีความแตกต่างกันเท่านั้น
และยุติได้โดยการยอมรับการตัดสินขององค์กรที่มีอำนาจหน้าที่
ข้อที่เก้า
เพื่อนผมเคยตั้งข้อสังเกตว่า
การเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบมีสองพรรคใหญ่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540
ได้พัฒนาไปเร็วมาก...
แต่ตอนนี้ชักจะไม่แน่ใจเสียแล้ว
เพราะความไม่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตยตามระบอบรัฐสภาของพรรคการเมือง
ของปัญญาชน ของครูบาอาจารย์
รวมทั้งสื่อมวลชนที่เป็นกระแสหลักของประเทศที่จะเป็นผู้นำทางความคิด..........
ที่เห็นชัดก็คือ ยังชอบระบบการเมืองที่เละๆ มีรัฐบาลที่อ่อนแอ คอยเอาใจคนโน้นคนนี้
อ่อนน้อมถ่อม
ตน พูดจามีคารมคมคาย จะมีผลงานหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ชอบที่จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยๆ ไม่ต้องทำ
อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน..........
คุยกับเพื่อนอเมริกันเที่ยวนี้ผมรีบตัดบทแล้วรีบลากลับก่อนเขาจะพูดจบ
ตอนแรกที่จะหาคนเข้าโครงการ เจ้าหน้าที่ที่ศูนย์ก็เอาใจเราสารพัด แต่พอเราไม่ผ่านกระบวนการคัดกรอง ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ แม้แต่หางตาก็ไม่เหลียวมามองเรา
ข้างต้นเป็นคำพูดที่ออกมาจากปากผู้ใช้ยา (เสพติด) ชนิดฉีดคนหนึ่งที่ถูกทาบทามให้เข้าร่วมโครงการทดลองยาเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี หรือมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า การศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิผลของการได้รับยาทินอฟโฟเวียร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในประชากรที่ติดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นในกรุงเทพมหานคร
โครงการดังกล่าวทำการทดลองในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี จำนวน 1,600 คน ใช้คลินิกบำบัดยาเสพติดของกรุงเทพมหานคร 17 แห่ง เป็นสถานที่ทดลอง ใช้เวลาในการทดลองนาน 30 เดือน โดยเริ่มรับอาสาสมัครคนแรกของโครงการวันที่ 2 มิถุนายน 2548
และจากปากคำของผู้ใช้ยาฯ คนเดิม สาเหตุที่เขาไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ก็เพราะว่า เขามีเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด ซี อยู่ในร่างกาย ซึ่งยาทินอฟโฟเวียร์ ที่ใช้ในการทดลองจะมีผลต่อตับและไต และเขาไม่ใช่ผู้ใช้ยาฯ คนเดียวเท่านั้นที่ประสบกับการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ยังมีเพื่อนอีกหลายๆ คน ที่ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับเขา
เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO ซึ่งทำงานด้านเอดส์ และสิทธิมนุษยชนของผู้ใช้ยาฯ ได้ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการทดลองดังกล่าว เนื่องจากเป็นการวิจัยที่ละเมิดมาตรฐานด้านจริยธรรมอย่างชัดเจน โดยนาย
พวกเราไม่มีเจตนาที่จะคัดค้านการศึกษาวิจัยยาทินอฟโฟเวียร์ ตรงกันข้ามพวกเราต้องการสนับสนุน และอยากเห็นการศึกษาวิจัยยาทิโนโฟเวียร์ครั้งนี้ เป็นการทดลองที่คำนึงถึงเรื่องจริยธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่แค่การศึกษาวิจัยที่มุ่งหวังแต่เพียงผลของการศึกษาวิจัยที่ไม่คำนึงถึงอันตรายและความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีของผู้ร่วมโครงการ ซึ่งข้อมูลจากโครงการจะให้ยาทีนอฟโฟเวียร์กับอาสาสมัครเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นการขัดกับมาตรฐานจรรยาบรรณสากล อย่างชัดเจนว่า ในแผนการศึกษาทดลอง จำเป็นจะต้องระบุว่า เมื่อเสร็จสิ้นการทดลองแล้ว ผู้เข้ารับการทดลองจะต้องได้รับการป้องกัน วินิจฉัย และรักษาโรค โดยต้องระบุถึงประโยชน์ที่ผู้เข้ารับการทดลองนั้น หรือว่าผู้เข้ารับการทดลองจะได้รับการรักษาวิธีอื่นที่เหมาะสมต่อไป แต่การที่อาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับยาทินอฟโฟเวียร์เพียง 1 ปี คงไม่เพียงพออย่างแน่นอน เพราะว่าหากอาสาสมัครที่ติดเชื้อเอชไอวีควรจะได้รับยาต้านไวรัสตลอดชีวิต
จริงอยู่ที่ว่า ยาเสพติดเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและผู้ใช้ยาหรือขี้ยา เป็นคนไม่ดีในสายตาของคนทั่วๆ ไป แต่คงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องหากสังคมจะหยิบฉวยหรือจ้องฉกเอาแต่ผลประโยชน์จากคนเหล่านั้น และพอไม่มีประโยชน์ หรือมองไม่เห็นประโยชน์ก็จะทำอย่างไรก็ได้กับคนที่ได้ชื่อว่า เป็นขี้ยาเป็นขยะของสังคม ล่าสุดทางกลุ่ม NGO ได้มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ชะลอโครงการดังกล่าว พร้อมทั้งยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ทำการตรวจสอบโครงการดังกล่าวแล้ว และที่ผ่านมาการทดลองยาทินอฟโฟเวียร์ในต่างประเทศประสบปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น ประเทศกัมพูชามีคำสั่งยกเลิกการทดลอง ในเดือนสิงหาคม 2548 เพราะเกรงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากยาชนิดนี้ต่อผู้เข้าร่วมทดลอง
โครงการทดลองยาทินอฟโฟเวียร์มีปัญหาแบบเดียวกับการทดลองของแวกซ์เจนเช่นกัน เพราะมีอาสาสมัครบางรายที่ได้รับยา แล้วคิดว่า ยาที่กินนั้นจะสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ จึงทำให้อาสาสมัครละเลยการป้องกันการติดเชื้ออย่างถูกวิธี กอปรกับการให้การปรึกษาของเจ้าหน้าที่ก็ไม่มีความชัดเจน และเพียงพอ ซึ่งปัญหาลักษณะนี้ยังคงเกิดขึ้นต่อไป หากผู้วิจัยหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องยังจะเห็นชีวิต หรือค่าของผู้ใช้ยาเป็นแค่เพียง หนูทดลองยา โดยไม่สนใจถึงเรื่องมนุษยธรรม ความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน และเชื่อแน่ว่าโครงการวิจัยต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตก็จะยังคงประสบกับปัญหาเรื่องมาตรฐานและจริยธรรมของการวิจัยที่เชื่อถือได้อย่างแน่นอน รวมถึงผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมสำหรับประเทศไทยที่จะได้รับจากบริษัทต่างชาติ ซึ่งเข้ามาแสวงหาผลกำไรจากทรัพยากรของประเทศเรา และเราก็คงจะยอมเสียเปรียบอย่างนี้ตลอดไป เพื่อแลกกับ เศษเงินที่ต่างชาติหยิบยื่นให้ แค่นั้นหรือ ?
การประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นที่ รร.โลตัสปางสวนแก้ว จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 7-8 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนทางวิชาการในหัวข้อเรื่อง โลก รัฐ ท้องถิ่นในศตวรรษที่ 21 : การปะทะทางอารยธรรม ธรรมาภิบาล และท้องถิ่นนิยม รศ.ดร.
ในห้วงขณะนี้ สหรัฐอเมริกามีความพยายามจะรื้อฟื้นยืนกรานอำนาจนำในเอเชียอาคเนย์ขึ้นมาใหม่ มีการพยายามเหนี่ยวรั้งปิดกั้นการรุกล้ำและการขยายอำนาจของจีน ในฐานะมหาอำนาจประเทศถัดไปที่จะกลายเป็นภัยคุกคามท้าทายอำนาจนำของสหรัฐทั้งในเอเชียอาคเนย์และโลก มีการปกป้องและเสริมสร้างผลประโยชน์และโอกาสทางเศรษฐกิจของอเมริกาในภูมิภาคนี้ที่เศรษฐกิจมีพลวัตสูงและลู่ทางสดใส
การดำเนินแผนยุทธศาสตร์ของอเมริกันในอินโดนีเซีย จึงออกมาในลักษณะกระชับความสัมพันธ์ทางทหาร และให้การหนุนช่วยอย่างแนบแน่นแก่กองทัพอินโดนีเซีย เพื่อโครงการยุทธศาสตร์จักรวรรดินิยมใหม่ในภูมิภาคของอเมริกัน และปล่อยให้กองทัพอินโดนีเซียดึงการสนับสนุนทางทหารของสหรัฐฯ ไปรับใช้โครงการอนุจักรวรรดินิยม (sub-imperrialism) ในประเทศของตนเอง เพื่อปราบกบฏแยกดินแดนในอาเจะห์และปาปัวตะวันตก ด้วยการก่อการร้ายโดยรัฐ (state terrorism)
ไทย : กับการสวมรอยอำนาจนำ
กองทัพไทยต้องการปราบขบวนการแยกดินแดน ในแง่นี้ การโยงปัญหาการก่อความไม่สงบภาคใต้เข้ากับสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯ อาจทำให้ได้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ จากสหรัฐฯ
วันที่ 19 พฤศจิกายน 2548 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประเด็นหลักคือ What is neo about neo-Nationalism?
ที่เรียกว่านีโอ-ชาตินิยม อะไรเป็นส่วนที่ นีโอ หรือใหม่เกี่ยวกับชาตินิยม
โดยเปรียบเทียบกับชาตินิยมเดิม และเน้นการมองภายในกรอบของสังคมภายในประเทศ
ผมแบ่งเป็น 4 ประเด็น
ประการที่สอง แนวคิดหลักของมันในความเข้าใจของผม ซึ่งอาจจะต่างจากท่านอื่น แนวคิดหลัก
อันที่สี่ ตามกำเนิดของมัน ศัตรูของมันภายในประเทศ เมื่อแรกสร้างชาติไทย คือ เจ๊ก ทำไมเจ๊ก เพราะ
มันน่ากลัวสำหรับรัฐที่สุด เมื่อแรกเริ่มสร้างชาตินิยมไทย เป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ กลุ่มพลังในสังคมไทยซึ่งน่ากลัวที่สุดคือ กลุ่มพลังคนจีน เพราะมันอยู่ในเศรษฐกิจสมัยใหม่ อยู่ในสังคมสมัยใหม่ กุมภาคเศรษฐกิจเป็นนายทุน กุมแรงงานเป็นกุลี หรือมีกรมกองการจัดตั้งตัวเองเป็นอั้งยี่ มีหนังสือพิมพ์ของตัว
ชื่อโฆษณา สยายปีกเทคโนโลยีสื่อสารไทยให้ก้าวไกลสุดขอบฟ้า
การกลายพันธุ์ของชาตินิยมนั้นข้ามปีกการเมืองก็ได้ จากซ้ายไปขวาจากขวาไปซ้าย ไม่ใช่เรื่องแปลก จึงมีบางอย่างของชาตินิยมเก่าเปลี่ยนแปลง ตีความหมาย เพิ่มองค์ประกอบกลายเป็นชาตินิยมใหม่
นีโอ-ชาตินิยมคงมีส่วนทั้งที่เปลี่ยนแปลงและต่อเนื่องจากชาตินิยมเดิม แต่ผมอยากจะเน้นในส่วนที่เปลี่ยนแปลงแตกต่างไป
สิ่งที่เกิดขึ้นคือการต่อสู้ทางการเมือง แต่ grammar ที่ใช้ หรือไวยากรณ์ที่ใช้ คือไวยากรณ์ราชาชาตินิยม
พูดอีกอย่างคือ บทบาทของพระมหากษัตริย์ในการปกครอง บทบาทของพระมหากษัตริย์ในการปกครองแบบไทย จากการค้นคว้าของหลายต่อหลายท่าน แต่ที่ผมนี้คือของอาจารย์
นึกออกไหมครับว่าผมหมายถึงอะไร ผมก็ไม่รู้ว่าท่านนึกอะไร แต่ทึกทักเอาว่านึกอย่างเดียวกับผม
แต่ว่าหนนี้ต่างไป ทหารมีปฏิกิริยาไม่อยากให้ทำ เพราะอะไร ราชาชาตินิยมนั้นดี แต่ราชาชาตินิยมในมือนักเคลื่อนไหวมวลชนที่เป็นนายทุนนั้นมันคุมไม่ได้ เมื่อเอาราชาชาตินิยมที่เป็นพลังที่มีศักยภาพพอสมควรไปสู่มวลชน ภายใต้การนำของนักเคลื่อนไหวนายทุน มันไม่ปลอดภัย ถ้าภายใต้การนำของคนของรัฐ หรือคนที่คุมได้ ปลอดภัย
นอกจากนี้ยังมีอีกปัญหาหนึ่ง ปัญหากองทัพกับปัญหา client ในความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับสังคม อันนี้เป็นสูตร ทฤษฎี กองทัพต้องการ 3 อย่างจากสังคมเหมือนกันทุกประเทศในโลก 1. monopoly of war weapon 2.budget 3.client
ดังนั้น มันไม่จริงหรอกนะครับ มันลำบาก มันไม่สลัดหลุดเหมือนก้อนขี้หรือรองเท้าเก่า ง่ายๆ ที่ลำบากคือผมคิดว่ามัน form อยู่ลึกมาก
หมายเหตุ งานเสวนานีโอ-ชาตินิยม เป็นส่วนหนึ่งของงานนิทรรศการศิลปะการเมืองร่วมสมัยเรื่อง นีโอ-ชาตินิยม โดย มานิต ศรีวานิชภูมิ, สุธี คุณาวิชยานนท์, อิ๋ง กาญจนะวณิชย์, วสันต์ สิทธิเขตต์, ชาติชาย ปุยเปีย, นพไชย อังคะวัฒนพงศ์, สาครินทร์ เครืออ่อน, สันติ ทองสุข
จัดแสดงที่หอศิลปวิทยนิทรรศน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างวันที่ 7 พฤศจิกายน 17 ธันวาคม 2548 เวลา 9.00-19.00 น.วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 9.00 16.00 น. เข้าชมฟรี
จาก คอลัมน์คนเดินตรอก
เขาตั้งข้อสังเกตคนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยที่เป็นคนชั้นกลาง และคนในระดับสูง
รวมทั้งปัญญาชน ครูบาอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัย ที่สะท้อนออกมาจาก
ปฏิกิริยาต่อกระแสทางความคิดทางการเมือง
ยังไม่พร้อมที่จะเป็นผู้นำทางความคิดในระบอบประชาธิปไตย
สังเกตได้จากกระแสความคิดที่ไม่เชื่อขบวนการทางการเมืองประชาธิปไตย
เช่น ขบวนการทางกฎหมาย
ขบวนการตัดสินข้อขัดแย้งต่างๆ โดยองค์กรอิสระ
ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง .....
ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรต่างๆ
หากการชี้ขาดขององค์กรต่างๆ ตัดสินไม่ตรงกับความคิดเห็นของตน..
ข้อที่สอง
คนไทยมีอารมณ์ทางการเมืองรุนแรงไม่แพ้ประเทศทางตะวันตก
แต่คนทางตะวันตกนั้นจะดำเนินการตามกรอบของระบบกฎหมายในกรอบของรัฐธรรมนูญ
แต่คนไทยระดับสูงและระดับกลางให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายของตนน้อยมาก
จะสังเกตได้จากการรายงานหรือความคิดเห็นที่ออกมาผ่านสื่อมวลชน
คนไทยกับประชาธิปไตย
การเรียกร้องบีบบังคับเป็นไปในทิศทางนอกกรอบรัฐธรรมนูญ
นอกระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง..........
ข้อที่สาม
แท้จริงลึกๆ ในใจของคนที่มีการศึกษา
แม้กระทั่งครูบาอาจารย์ทางรัฐศาสตร์และกฎหมาย
ยังนิยมระบบอำนาจนิยม
การยึดอำนาจรัฐโดยไม่ผ่านขบวนการตามระบอบประชาธิปไตย
ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้นำขบวนการชุมนุมกระทำการเสมือนว่าตนได้ยึดอำนาจรัฐสำเร็จแล้ว
สามารถออกคำสั่งให้รัฐบาลก็ดี องค์กรอิสระต่างๆ
กระทำการหรือตัดสินไปตามทิศทางที่ตนต้องการ
ฟังดูเหมือนกับการออกคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติที่ยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จแล้ว
คล้ายกับเป็นการยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จแล้ว....
เพียงแต่ไม่ใช่การยึดอำนาจรัฐโดยกองทัพ
ถ้าเป็นประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยหยั่งรากลึกแล้ว ประชาชนจะไม่ยอมรับการออกคำสั่งอย่างนี้
จะยอมรับเฉพาะการชุมนุมเรียกร้องแสดงความคิดเห็นอย่างสงบ
เพื่อให้รัฐบาลหรือรัฐสภาดำเนินการให้ตามกรอบของรัฐธรรมนูญและขบวนการยุติธรรม อันเป็นสถาบันที่เขายอมรับ
นับถือ
ว่าเมื่อเรื่องถึงรัฐบาล ถึงรัฐสภา และสถาบันยุติธรรมแล้ว
ก็เป็นอันยุติ ..........
แต่ของเราไม่เป็นเช่นนั้น
อาจจะเป็นเพราะประวัติศาสตร์การเมืองของเรามีปฏิวัติรัฐประหารบ่อย
ยกเลิกและร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่อยู่เรื่อยๆ
รัฐธรรมนูญและระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับขบวนการประชาธิปไตย
จึงไม่มีใครสนใจให้ความสำคัญ ให้ความเคารพ
เหมือนกับยุโรปหรืออเมริกา........
การเมืองและธุรกิจนั้นเกี่ยวข้องกันมานานแล้ว
ในสมัยก่อนตอนที่โลกมีสงครามเย็น
ประเทศไทยก็มีรัฐบาลที่ตั้งโดยทหาร
คณะรัฐมนตรีส่วนมากมาจากระบบราชการ เป็นบุคคลที่มีประวัติชื่อเสียงดี
แต่ทหารก็ให้การอุปถัมภ์แก่พ่อค้านายทุนในการที่จะได้การผูกขาด
เพื่อแสวงหากำไรจากการผูกขาด
หรือที่ภาษาเศรษฐศาสตร์ อดัม สมิธ
เรียกว่า "ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ" หรือ "economic rent" .....
ส่วนผู้นำทางทหารทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่มีธุรกิจของครอบครัว
อย่างมากก็ไปนั่งเป็นประธานธนาคาร หรือธุรกิจใหญ่ๆ
ทุกเช้าพ่อค้านายทุนก็ไปนั่งเฝ้าบันไดบ้าน.. สังคมรับได้
พ่อค้าตระกูลเก่าๆ ก็เริ่มมาอย่างนั้น
รุ่นลูกหลานอาจไม่เคยเห็น เพราะกำลังไปเรียนหนังสืออยู่เมืองนอก
ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป
ระบบการเมืองเป็นแบบประชาธิปไตยแบบเปิด
ประชาชนผู้ออกเสียงลงคะแนนกลับเป็นฝ่ายเรียกร้องเงินทอง
เรียกร้องให้ช่วยเหลืออุปถัมภ์ในรูปแบบต่างๆ
นายทุนพ่อค้าแทนที่จะต้องเข้าไปซูฮก เค้าเต๋า ผู้มีอำนาจ
ก็รวมตัวกันตั้งพรรคส่งลูกหลานลงสมัครรับเลือกตั้งเสียเอง
ตระกูลนายทุนเก่าจึงยอมรับได้.........
สมาชิกสภาผู้แทนจึงเต็มไปด้วยชนชั้นพ่อค้านายทุนทั้งในส่วนกลางและต่างจังหวัด
แทบจะไม่มีลูกหลานชนชั้นอื่นเลย กว่าร้อยละ 90 เป็นคนไทยเชื้อสายพ่อค้านายทุนทั้งนั้น
ด้วย เหตุนี้วัฒนธรรม พฤติกรรมทางการเมืองจึงเปลี่ยนไป ค่านิยมและคุณค่าทางการเมืองก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
... แต่ก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น...ตัดสินรวดเร็วมากขึ้น ไม่ "เชื่องช้า" แบบเก่า
ข้าราชการถูกจี้ให้ทำงานเร็วขึ้น มิฉะนั้นจะถูกย้าย
ภาพลักษณ์ของผู้นำก็เปลี่ยนไป... คนไทยไม่คุ้นเคย
คนไทยจึงอยู่ในช่วงสับสน
ในหมู่ข้าราชการย่อมไม่ชอบใจแน่ เพราะปลัดกระทรวงเป็นที่พึ่งอย่างเดิมไม่ได้แล้ว .........
รัฐมนตรีเข้ามาตัดสินใจไล่จี้งานเอง
ส่วนคนร่ำรวยตระกูลเก่าก็ยังรับนักการเมืองและผู้นำรุ่นใหม่ไม่ได้
เพราะยังติดกับผู้นำและรัฐบาลที่อ่อนแอ ผสมกันหลายพรรค
พูดจามีมารยาท ไม่อหังการ
ยังยอมรับการเป็นรัฐบาลที่มาจากชนชั้นพ่อค้าซึ่งเป็นชนชั้นเดียวกับตนไม่ได้
เหตุการณ์ที่ผ่านมา
ถ้าทหารปฏิวัติรัฐประหาร
ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ขับไล่รัฐบาลออกไป ใช้อำนาจปฏิวัติยึดทรัพย์นักการเมือง
คนในกรุงเทพฯจะยินดีปรีดา .........
แล้วอีกปีหนึ่งก็ชุมนุมขับไล่รัฐบาลกันใหม่
ข้อที่สี่
คนไทยชั้นสูงยังยึดถือที่ตัวบุคคลมากกว่าระบบ
ซึ่งขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตย
เมื่อไม่ชอบหรือเกลียดชังเสียแล้ว ก็ไม่คำนึงถึงระบบ
จะทำอย่างใดก็ได้ขอให้บุคคลผู้นั้นพ้นๆ ไป
ถ้าจะอยู่ต่ออีกสักวันหนึ่งก็เหมือนบ้านเมืองจะล่มสลาย.......
ข้อกล่าวหาบางอย่าง แม้จะรู้ว่าไม่ได้ผิดกฎหมายก็พร้อมจะเชื่อ
และข้อกล่าวหาบางข้อที่กล่าวหาว่าฝ่ายตรงกันข้ามทำผิดกฎหมาย
ก็ไม่สนใจที่จะติดตามให้ได้ข้อมูลลึกเพื่อที่จะสามารถเอาผิดได้ตามกฎหมาย
คนกลุ่มนี้ไม่ได้สนใจแยกแยะว่าอะไรถูกอะไรผิด
เวลารักทุกอย่างก็ถูกไปหมด........
เวลาเกลียดเวลาไม่ชอบทุกอย่างก็ผิดหมด
เป็นสังคมแบบไฟไหม้ฟาง
ข้อที่ห้า
สังคมชั้นสูงและชั้นกลางมีแนวโน้มที่จะเชื่อข่าวลือมากกว่าข่าวจริง
หลายเรื่องถ้าหยุดคิดแล้วก็จะไม่เชื่อ
แต่คนไทยชอบเชื่อข่าวลือที่ถูกใจตัว ข่าวจริงที่ไม่ถูกใจตัวจะไม่ยอมเชื่อ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวร้ายและข่าวโจมตีกัน......
สื่อมวลชนซึ่งเข้าใจจิตวิทยาเช่นว่านี้
ก็ถือโอกาสกระพือข่าวลือเพื่อประโยชน์ทางการค้า เพิ่มยอดขายหนังสือพิมพ์......
แล้วผู้จัดรายการวิทยุ ก็เอาข่าวหนังสือพิมพ์ไปอ่าน
และขยายข่าวลือต่อ...........
สื่อมวลชนไทยนั้นมีอิสรเสรีภาพมากที่สุดในโลก
แม้จะเทียบกับอเมริกาหรือยุโรป ไม่ถูกควบคุมโดยใครเลย
ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือสมาคมวิชาชีพของตนเอง
ผู้คนแม้แต่รัฐมนตรีข้าราชการผู้ใหญ่ นักธุรกิจล้วนแต่เกรงกลัวและเกรงใจ
นักข่าวเด็กๆ อายุ 20-30 ปี สามารถนัดพบรัฐมนตรี
ปลัดกระทรวง อธิบดี นายธนาคาร นักธุรกิจใหญ่ๆได้ เพราะไม่มีใครอยากขัดใจสื่อมวลชน...........
ผู้ที่เสียหายจากการลงข่าวที่จริงและไม่จริง
หรือจริงเพียงครึ่งเดียว มักจะต้องทำเฉยเสีย .....
หากทำอะไรไปและยิ่งเป็นผู้มีอำนาจก็จะถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงสื่อมวลชน
แม้กระทั่งการใช้สิทธิตามกฎหมายฟ้องร้องทางศาลถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงปิดกั้นสื่อมวลชนทันที
ซึ่งสื่อมวลชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกไม่มีอภิสิทธิขนาดนี้........
การที่สื่อมวลชนไทยมีอิสรเสรีภาพและอภิสิทธิสูงมากอย่างนี้
ประเทศไทยจึงเป็นที่สื่อมวลชนต่างๆทั่วโลก
ส่งนักข่าวเด็กๆ นักข่าวมือใหม่มาฝึกงานก่อนจะรับเข้าบรรจุ
เพราะถ้ามาอยู่เมืองไทยแล้วยังทำข่าวไม่ได้ก็จะไม่ได้รับการบรรจุ
เพราะสังคมไทยเปิดกว้างอย่างที่สุด และสื่อมวลชนมีอภิสิทธิสูงที่สุดในโลกแล้ว........
ด้วยเหตุนี้รัฐบาลไทยและรัฐบาลทหาร
ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล พล.อ.
รัฐบาลคุณบรรหารและคุณชวน หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาเป็นต้นมา
ไม่มีทางเป็นรัฐบาลเผด็จการได้เลย .......
เป็นได้แต่รูปแบบ...เนื้อหาเป็นไม่ได้
แต่ผลเสียก็มี....
เพราะหลายคนหลายครั้งก็ถูกหนังสือพิมพ์ละเมิดสิทธิเสรีภาพ
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ หรือไม่กล้าแม้แต่การใช้สิทธิตามกฎหมายทางศาล...
ข้อที่หก
เพื่อนผมค่อนข้างผิดหวังนักวิชาการ ครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูบาอาจารย์ทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์
รวมทั้งสมาคมทนายความ และผู้ที่มีวิชาชีพทางกฎหมายและรัฐศาสตร์
ซึ่งในประเทศอื่นจะเป็นผู้ที่เรียกร้อง
ให้ประชาชนยืนหยัดในหลักของการปกครองในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
ปัญญาชนไทยทางด้านนี้กลับชี้นำให้สังคมละทิ้งหลักการปกครองตามกฎหมาย
โดยการอ้างจริยธรรมบ้าง... ความชอบธรรมบ้าง.........
หลักความชอบธรรมตามกฎหมายนั้นเป็นหลักที่ชัดเจน เป็นลายลักษณ์อักษร
มีสถาบันซึ่งจะชี้ขาดเป็นที่ยุติของปัญหาความขัดแย้งได้เป็นรูปธรรม
เนื้อหาของกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ดี
กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ดี
ปกติก็จะสะท้อนจริยธรรม ขนมธรรมเนียมประเพณีของระบอบการปกครองอยู่แล้ว
แต่การไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระบอบการปกครอง
รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
ก็เท่ากับเป็นการเรียกร้องบีบบังคับตามอำเภอใจ.......
ส่วนหลักความชอบธรรมที่อ้าง "จริยธรรม"
ที่เกินกว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประเพณีขนบธรรมเนียม
การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น
เป็นเรื่องที่เป็นนามธรรม เลื่อนลอย ไม่แน่นอน
เปลี่ยนแปลงไปตามกลุ่มชน
เช่น ชั้นสูง ชั้นกลาง มีมาตรฐาน จริยธรรมอย่างหนึ่ง
ชั้นล่างอย่างหนึ่ง ....
เปลี่ยนแปลงไปตามภูมิภาค ภาคใต้ว่าอย่าง ภาคเหนือ ภาคอีสานว่าอย่าง
และเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เช่น ปี 2547 ว่าอย่าง ปี 2549 ว่าอย่าง
ต่อไปปี 2550 อาจจะว่าอีกอย่างก็ได้
การตัดสินความชอบธรรมบนพื้นฐานของ"จริยธรรม"จึงเลื่อนลอย
ไม่เหมือนความชอบธรรมที่อยู่บนพื้นฐานของ "ระบบ" "หลักการ" และ "กฎหมาย"
ซึ่งเป็นรูปธรรม อ้างอิงได้
ถ้าระบบและหลักการควรจะเปลี่ยนเพราะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป
กฎหมายก็เปลี่ยนได้ตามขบวนการ
แต่ระหว่างที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง
ก็ต้องใช้ความชอบธรรมบนพื้นฐานของกฎหมายที่ยังใช้บังคับอยู่.........
ที่เป็นเช่นนี้ก็อาจจะเป็นเพราะว่า เรามีรัฐบาลทหาร
ที่มีทหารเป็นนายกรัฐมนตรีเองหรือมีนายกรัฐมนตรีที่ทหารแต่งตั้ง
ซึ่งไม่มีความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ
หรือตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข
หรือบางครั้งจะชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ
แต่ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่คณะปฏิวัติหรือสภาร่างรัฐธรมนุญที่คณะทหารตั้งขึ้นมา
การต่อต้านจึงต้องต่อต้านนอกรอบของรัฐธรรมนูญ
โดยอ้างความไม่ชอบธรรมของระบอบหรือระบบได้ชัดเจน ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกลุ่มคน ภูมิภาค และกาลเวลาใน
โลกสมัยใหม่
แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาเที่ยวนี้ไม่เหมือนกัน
เป็นการอ้างความไม่ชอบธรรมที่ไม่ใช่ความชอบธรรมของระบอบหรือที่มาของรัฐบาล
แต่การอ้างความไม่ชอบธรรมบนพื้นฐานของ "จริยธรรม" ซึ่งเลื่อนลอย
ถ้าทำได้สำเร็จก็จะเป็นความเสียหายต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระยะยาวอย่างยิ่ง
ข้อที่เจ็ด
เพื่อนอเมริกันตัวแสบของผมยังแสดงความผิดหวังต่อพรรคการเมืองของไทย
ทั้งพรรคการเมืองที่เก่าแก่ พรรคที่เก่ากลาง พรรคที่กลางเก่ากลางใหม่
พรรคการเมืองควรจะเป็นสถาบันที่เป็นผู้นำทางความคิด เผยแพร่ปรัชญา จิตสำนึก และปฏิบัติตนเป็นนัก
ประชาธิปไตย
แต่วิกฤตการณ์การเมืองครั้งนี้
ผู้นำพรรคการเมืองกลับไปร่วมเรียกร้องให้มีการละเมิดรัฐธรรมนูญ
ละเมิดกฎหมาย ละเมิดข้อเท็จจริง รวมทั้งปฏิเสธขบวนการรัฐสภา
ปฏิเสธขบวนการให้กลับไปสู่การตัดสินใจของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง
โดยอ้างว่าขบวนการเลือกตั้งนั้นไม่ชอบธรรม ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง
ปฏิเสธกรรมการเลือกตั้ง รวมทั้งคว่ำบาตรการเลือกตั้ง
ที่เหลือเชื่อก็คือสื่อมวลชน
ซึ่งควรจะเป็นสถาบันที่ต่อต้านการปฏิเสธขบวนการประชาธิปไตย กลับไปเห็นด้วยและสนับสนุน..........
ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเป็นการสร้างประเพณี
และวัฒนธรรมที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย ระบอบรัฐสภา
การเรียกร้องกดดันทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นการเรียกรองและกดดันให้มีการดำเนินการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเลย
และที่แปลก "นักประชาธิปไตย" ทั้งหลายกลับรับได้
ไม่ตะขิดตะขวงใจเลย..........
ข้อที่แปด
การกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
โดยอ้างความไม่ชอบธรรมบนพื้นฐานของ "จริยธรรม" นั้น
เป็นอันตรายที่สามารถสร้างความแตกแยกในสังคม
เพราะมาตรฐานของจริยธรรมของผู้คน ต่างหมู่เหล่าต่างภูมิภาคจะต่างกัน
ไม่เหมือนความชอบธรรมที่ตั้งอยู่บนรากฐานของรัฐธรรมนูญ กฎหมายและระบบ
เพราะกฎหมายและระบบมีอันเดียว....
อย่างมากก็อาจจะตีความแตกต่างกันเท่านั้น
และยุติได้โดยการยอมรับการตัดสินขององค์กรที่มีอำนาจหน้าที่
ข้อที่เก้า
เพื่อนผมเคยตั้งข้อสังเกตว่า
การเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบมีสองพรรคใหญ่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540
ได้พัฒนาไปเร็วมาก...
แต่ตอนนี้ชักจะไม่แน่ใจเสียแล้ว
เพราะความไม่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตยตามระบอบรัฐสภาของพรรคการเมือง
ของปัญญาชน ของครูบาอาจารย์
รวมทั้งสื่อมวลชนที่เป็นกระแสหลักของประเทศที่จะเป็นผู้นำทางความคิด..........
ที่เห็นชัดก็คือ ยังชอบระบบการเมืองที่เละๆ มีรัฐบาลที่อ่อนแอ คอยเอาใจคนโน้นคนนี้ อ่อนน้อมถ่อม
ตน พูดจามีคารมคมคาย จะมีผลงานหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ชอบที่จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยๆ ไม่ต้องทำ
อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน..........
คุยกับเพื่อนอเมริกันเที่ยวนี้ผมรีบตัดบทแล้วรีบลากลับก่อนเขาจะพูดจบ__