Democratic Database

ข้อมูล และ บทความ สำหรับ นักประชาธิปไตย

สื่อไทย "ไร้สาระ"

พบสื่อเสนอข่าวการเมืองเป็นละคร สนุกแต่ยังอาจไม่มีสาระเท่าที่ควร [3 ธ.ค. 50 - 04:34]

โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม หรือ มีเดียมอนิเตอร์ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการ สร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดแถลงผลการสัมมนาปฏิบัติการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อ รอบการศึกษาที่ 15 ในประเด็น “ความเป็นละครในข่าวการเมืองไทย” โดยมีอาจารย์ และนักศึกษาจาก 8 สถาบัน เข้าร่วม

นางเอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการมีเดียมอนิเตอร์ กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของการจัดสัมมนาครั้งนี้ เพื่อศึกษาภาพรวมของการรายงานข่าวการเมืองโดยเน้นศึกษาค้นหา “ความเป็นละคร” ในเนื้อหาและวิธีการนำเสนอข่าวการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้งทางสื่อโทรทัศน์ฟรีทีวี ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของอาจารย์ และ นักศึกษา ด้านนิเทศศาสตร์ รัฐศาสตร์ เพื่อศึกษาภาพรวมของการรายงานข่าวการเมืองโดยเน้นศึกษาค้นหา “ความเป็นละคร” ในเนื้อหาและวิธีการนำเสนอข่าวการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้งทางสื่อโทรทัศน์ฟรีทีวี โดยมุ่งหวังให้กิจกรรมนี้ตลอดจนข้อค้นพบจากการศึกษา ได้มีส่วนสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของคุณภาพการนำเสนอข่าวการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้งของสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ให้เป็นไปเพื่อสร้างประโยชน์ต่อประชาชนที่ควรได้รับข้อมูลข่าวสารที่ให้ประโยชน์ต่อการตัดสินใจที่ดีในทางการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทั้งนี้ สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการประกอบด้วย มหาวิทยาลัยมหิดล เกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม รามคำแหง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช และจุฬาฯ

ผู้อำนวยการโครงการมีเดียมอนิเตอร์ กล่าวต่อไปว่า ผลการสัมมนาพบว่า รูปแบบรายการข่าว ส่วนมากเป็นรายการเล่าข่าว แม้จะมีบางรายการที่ใช้วิธีการอ่านข่าว แต่ก็จะมีการแทรกความคิดเห็นลงไปท้ายข่าวด้วย ขณะที่ประเด็นเนื้อหาข่าว โดยมากเป็นการหยิบประเด็นความขัดแย้งของเหตุการณ์ แต่ไม่ได้บอกเล่าในรายละเอียด และหากประเด็นนั้นมีความรุนแรงมากเท่าใด ก็จะยิ่งสามารถยึดพื้นที่ข่าวได้มากขึ้น ส่วนกรณีของแหล่งข่าว พบว่าโดยภาพรวม สถานีโทรทัศน์ทุกช่อง เน้นแหล่งข่าวที่เป็นนักการเมือง พรรคการเมืองขนาดใหญ่ รัฐบาล หน่วยงานรัฐ เช่น กกต. สมาชิกสนช. ทหาร ที่ขาดหายไปมากคือแหล่งข่าวที่เป็นนักวิชาการ ตัวแทนภาคประชาสังคม และประชาชน

นางเอื้อจิตกล่าวอีกว่า ในด้านโครงเรื่อง พบว่า โดยภาพรวม สถานีโทรทัศน์ทุกช่อง เน้น โครงเรื่อง ความขัดแย้ง ไสยศาสตร์ ความเชื่อของนักการเมือง โชคลาง เน้นการแข่งขันแบบกีฬา (ฟุตบอล หรือ มวย) ทว่า เรื่องราวที่นำเสนอจะไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดจบ ไม่มีไคลแม็กซ์ที่ชัดเจน นอกจากนี้ รายการส่วนใหญ่พยายามทำให้เหตุการณ์มีความเข้มข้น ตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในวิธีการรายงานและในเรื่องราว ที่เหตุการณ์นั้นๆ ดำเนินไป ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดคลี่คลาย ไม่มีจุดจบที่ชัดเจน วนเป็นวงกลม อาจมีการเปลี่ยนตัวละครบ้าง แต่ความขัดแย้งที่นำเสนอก็คือเรื่องเดิมๆ มีลักษณะการนำเสนอมุขเดิมๆ ในส่วนของตัวละคร พบว่า การสร้างตัวละครมี 2 ลักษณะคือ สื่อสร้างให้ และ แหล่งข่าวสร้างตัวเอง โดยในกรณีที่แหล่งข่าวสร้างเอง พบว่ามักแสดงบทบาทผู้ถูกกล่าวหา ถูกกระทำ ถูกกลั่นแกล้ง ส่วนในกรณีที่สื่อสร้างให้ – มักเป็นบทบาทผู้ร้าย (เช่นกรณีเอกสารลับของ คมช.) ตัวป่วน หรือเฉพาะตัวละครด้านร้าย เด็กแว้นท์, ตัวโจ๊ก,  มีบทบาทพระเอกบ้าง,มีบทบ่างช่างยุ, หญิงสาวผู้ถูกกลั่นแกล้ง, ตัวอิจฉา, เพื่อนพระเอก, ลูกน้องหัวหน้าใหญ่, ตัวประกอบดาษๆ ท่านฤาษี เป็นต้น

“ส่วนในประเด็นความเป็นวัตถุวิสัย พบว่า โดยมากมีการสอดแทรกความคิดเห็นลงไปในภาษาข่าว (โดยเฉพาะรายการคุยข่าว) มีอคติในการคัดเลือกประเด็นข่าวที่จะนำเสนอ หรือไม่นำเสนอ เช่น การคัดเลือกเนื้อหาที่เน้นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ หรือมีการแสดงความคิดเห็นต่อแหล่งข่าว ทั้งสองฝ่ายที่ไม่เป็นกลาง  ทั้งจากผู้ดำเนินรายการและจากการคัดเลือกภาพแหล่งข่าวที่ต้องการสนับสนุนความคิดใดความคิดหนึ่ง โดยวิธีที่ใช้คือ “วัจนภาษา” และ “อวัจนภาษา” เช่นคำพูดคุยกันระหว่างผู้ประกาศข่าว น้ำเสียง การเน้นคำ เน้นความ ท่าทาง หรือคำอุทาน การแสดงสีหน้า เสียงหัวเราะ (เยาะเย้ย) นอกจากนี้ยังมีลักษณะการชี้นำ เช่น “พรรคการเมือง….อาจจะได้ส.ส. ระบบปาร์ตี้ลิสต์จำนวนมาก” หรือมีการแสดงความคิดเห็นต่อแหล่งข่าวแต่ในการสร้างบรรยากาศของข่าว พบว่า บรรยากาศส่วนใหญ่เป็นการสร้างความตื่นเต้นเร้าใจด้วยวิธีการนำเสนอที่หลากหลาย เช่น การใช้คำที่กระตุ้น เร้าอารมณ์ผู้ชม การถ่ายทอดสด การใส่ดนตรีประกอบ การใช้มุมกล้องที่เน้นการแสดงอารมณ์ของแหล่งข่าว หรือนักข่าวแสดงกิริยาท่าทางที่ตื่นเต้น จนทำให้การรายงานข่าวการเมืองมีความใกล้เคียงกับการรายงานการแข่งขันกีฬา” นางเอื้อจิตกล่าว

ผู้อำนวยการโครงการมีเดียมอนิเตอร์ กล่าวด้วยว่า ในเรื่องประเภทของเนื้อหาข้อมูล พบว่า โดยส่วนใหญ่เน้นหนักที่ข้อมูลประเภทความคิดเห็นของแหล่งข่าว มากกว่าข้อเท็จจริง ในส่วนของการนำเสนอข้อเท็จจริง โดยมากเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับกฎกติกาในการเลือกตั้ง และแนวนโยบายกว้างๆ ของพรรคการเมืองใหญ่ๆ และมีข้อสังเกตที่ได้จากการศึกษา พบว่า กรณีเอกสารลับ ที่เห็นนักการเมืองแถลงข่าวโดยมีเอกสารชิ้นดังกล่าวอยู่ในมือ แต่กลับพบว่า ไม่มีนักข่าวคนใดขอดูเอกสาร ขอพิสูจน์เอกสาร  แต่ให้ความสนใจกับการนำเสนอโดยแหล่งข่าวมากกว่า ส่วนในด้านคุณค่าเนื้อหาข่าวทางการเมือง พบว่า เป็นการให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องของระบบการเลือกตั้งใหม่ และการกระตุ้นเชิญชวนให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบบประชาธิปไตยด้วยการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมรายการข่าวยังไม่สามารถทำให้ประชาชนมีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจทางการเมือง เนื่องจากมีการนำเสนอนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ในปริมาณที่ยังน้อย และหากเปรียบเป็นละคร อาจกล่าวได้ว่า “เป็นละครที่ดูสนุก แต่อาจยังไม่มีสาระเท่าที่ควร” และแม้ว่าสาระทางด้านเนื้อหาจะมี แต่ยังไม่ได้หมายความว่าสาระที่พบนั้นจะเป็นสาระที่สร้างสรรค์ พอจะช่วยให้ประชาชนใช้ในการตัดสินใจทางการเมืองที่มีคุณค่า ความหมาย และมีเหตุผล

“ส่วนปัจจัยที่ทำให้ข่าวกลายเป็นละคร  เราพบว่า เป็นผลจากรูปแบบการนำเสนอรายการในปัจจุบันที่ พยายามทำให้การรายงานข่าวมีความบันเทิงมากขึ้น รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ดำเนินรายการแสดงความคิดเห็นต่อข่าวได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมาจากประเด็นข่าวและโครงเรื่องข่าวที่เน้นความขัดแย้ง ของนักการเมืองเป็นหลัก แต่ในส่วนของการสร้างบรรยากาศของข่าว มีการใช้เทคนิคการนำเสนอที่หลากหลายมาประกอบในรายการข่าวมากขึ้น อีกทั้งผู้ดำเนินรายการเองก็มีอคติในการรายงานข่าว ดังจะเห็นได้จากการแสดงท่าทีสนับสนุนแหล่งข่าวฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ส่วนปัจจัยภายนอกพบว่า เป็นผลจากแหล่งข่าวที่พยายามช่วงชิงพื้นที่ในสื่อด้วยการสร้างความน่าสนใจให้กับตัวเอง ขณะที่องค์กรสื่อที่ต้องคำนึงถึงผลกำไรทางธุรกิจและให้ความสำคัญกับเรตติ้งของผู้ชม นอกจากนี้ วัฒนธรรมทางการเมืองไทยที่เน้นกระพี้แต่ไม่เน้นแก่น เน้นสร้างสีสัน ความสนุก ดังเช่นการใช้คำว่า “เล่น” การเมือง ในส่วนของผู้ชมมองสื่อโทรทัศน์ว่าเป็นสื่อเพื่อความบันเทิง จะเปิดโทรทัศน์ก็ต่อเมื่อต้องการความบันเทิง” นางเอื้อจิตกล่าว

ด้าน เถกิง สมทรัพย์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย  กล่าวถึงผลการศึกษาครั้งนี้ว่า งานของมีเดีย มอนิเตอร์ออกมาถูกจังหวะถูกเวลา จึงควรนำเสนอต่อสื่อ และ สาธารณะ ทั้งสรุปผลการศึกษา และ ข้อเสนอแนะต่อการทำงานของสื่อในการนำเสนอข่าวการเลือกตั้ง อย่างไรก็ดี ลีลาและวิธีการนำเสนอข่าวการเมืองของสื่อ อาจถูกหล่อหลอมจากวรรณกรรมที่สื่อมวลชนอ่าน เช่น สามก๊ก นิยายกำลังภายใน  นอกจากนั้น  สื่อก็มีวิธีการในการสร้างบรรยากาศในการเสนอข่าว รวมทั้งการจัดฉาก  และ การสร้างความน่าสนใจจากบุคลิกที่โดดเด่นของแหล่งข่าว  การเสนอข่าวที่ถูกชักนำโดยการตลาดของนักการเมือง เช่น พรรคไหนหัวหน้าพรรคศึกษาและรู้จริง ก็จะเป็นผู้นำเสนอนโยบายของพรรค และสื่อก็จะถามคำถามเรื่องนโยบายพรรค พรรคใดที่ลูกพรรคเสนอเรื่องนโยบายได้โดดเด่นกว่าหัวหน้าพรรค ๆ ก็จะไปสร้างความโดเด่นทางอื่น ซึ่งสื่อก็จะตามไปนำเสนอ เป็นต้น

นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวอีกว่า ทำอย่างไรที่จะทำให้ประชาชนและสื่อรู้ว่า สื่อเป็นเพียงเครื่องมือในการมอมเมาประชาชนในการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่อยากจะโทษสื่อเสียทีเดียว เพราะมีแนวคิดที่อธิบายว่า สังคมเป็นอย่างไร นักการเมืองและสื่อก็เป็นเช่นนั้น หากการนำเสนอข่าวการเมือง อย่างเป็นละคร เป็นเรื่องที่ขายได้ เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจ อยากเห็นสื่อวางบทบาทตัวละครให้นักการเมือง อย่างเป็นการสร้างบุคลิกทางการเมือง ที่สะท้อนตัวตนและอุดมการณ์ของนักการเมืองคนนั้น