Democratic Database

ข้อมูล และ บทความ สำหรับ นักประชาธิปไตย

ช่วยสนับสนุนเรานะครับ

 

I. การเคลื่อนไหวทางการเมือง ของ ทวีวุฒิ จุลวัจนะ

  • ที่ปรึกษา แนวร่วมชมรมนักศึกษาสหรัฐ เพื่อ อิสรภาพอิหร่าน

(กิจกรรมที่ตรึงใจมาถึงทุกวันนี้คือ รับหน้าที่เป็นหัวหน้ารักษาความปรอดภัย ให้แก่การประชุมลับ ของนิสิตนักศึกษาอิหร่าน ในแคลิฟอเนียภาคเหนือ จนหน่วยสืบราชการลับอิหร่าน จับไม่ได้ว่าจะประชุมกันที่ไหน งานนี้สุดจะสนุกเพราะต่อกรอยู่กับน้องๆซีไอเอ อย่าถามเลยว่าผมเก่งมาจากไหน ตอนนั้นก็อายุ ยี่สิบกว่าเอง เอาเป็นว่าผมอ่านหนังสือด้านราชการลับมาเป็นร้อยเล่มแล้ว ก่อนจะยี่สิบ ก็แล้วกัน)

  • ผู้ทรงคุณวุฒิ สามาคมปกป้องวิถีชีวิต ชนพื้นเมืองสหรัฐแห่ง แซนตาครูส

(กิจกรรมที่ตรึงใจมาถึงทุกวันนี้ ร่วมสร้าง “ทีพี” ที่ใหญ่ที่สุดในแคลิฟอเนีย สุดยากเลย เลยเข้าใจว่าของบางอย่างที่สืบทอดกันมา มันไม่ใช่สอนให้อีกรุ่นกันง่ายๆ)

  • กรรมการ แนวร่วมนักศึกษาชาวเอเซีย แคลิฟอร์เนียเหนือ เพื่อประชาธิปไตยจีน

(กิจกรรมที่ตรึงใจมาถึงทุกวันนี้ รับหน้าที่เป็นกองเสบียงให้กับคนประท้วง ประมาณหนึ่งหมื่นคน แล้วเอาข้าวหมูกระเพาใส่ไข่ไปแจก นักประท้วงชอบกันมาก ขอเบิ้นกันสองสามจาน วันนั้นประท้วงกันไม่เหนื่อยเลย)

  • กรรมการแนวร่วมนักธุรกิจไทยต่อต้านภัยเอดส์

(กิจกรรมที่ตรึงใจมาถึงทุกวันนี้ ตอนนั้นอยู่บางกอกโพส เป็นนักข่าวคนแรกๆของไทยที่เขียน เรื่องเอดส์ แล้วถ้าจำกันได้ สมันนั้นไม่มีใครอยากเขียน เพราะเขียนแล้วจะถูกด่าว่าเป็นเกย์ แต่ผมไม่สน)

  • ประธานชมรม ทรท แฟนคลับ (เพราะเป็นพรรคเดียวและแรกที่ดูแลคนจนคนด้อยโอกาศ)

(กิจกรรมที่ตรึงใจมาถึงทุกวันนี้ พาสมาชิกไปกินเลี้ยง เสร็จแล้วไปดูการลงพื้นที่ของ สก ทรท ต้องขึ้นเวทีปราศรัย ก็เป็นครั้งแรกในชีวิตทางการเมือง แต่เพราะเป็นชุมชนมุสลิม เลยต้องใช้ศัพท์มุสลิมและรู้ประเพณี ศึกษาแทบไม่ทันจาก สก ที่ขึ้นไปปราศรัยก่อน หัวใจผมเต้นตูมตาเลยเพราะกลัวพลาด จะไปเรียกตำแหน่งคนมุสลิมต่างๆที่เป็นประธานพิธีผิด)

  • ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการรัฐสภา ด้านการค้าระหว่างประเทศ

(กิจกรรมที่ตรึงใจมาถึงทุกวันนี้ เข้าใจเป็นครั้งแรกในชีวิตทำไม สส ไปสภาแล้วใส่สูทหนาๆกัน เพราะแอร์มันสุดจะเย็น อย่างกับขั้วโลกเหนือเลยในตึกสอง วันแรกไปผมไม่ได้เอาสูทไป กินน้ำเข้าไปมากเตรียมพูด แล้วต้องนั่งกลั้นจนหน้าเขียวหน้าบูด  พูดอะไร คิดอะไรไม่ออกเลย)

  • ขณะนี้ ประธาน "ชมรมเพื่อนนักข่าวเพื่อประชาธิปไตย"

(กิจกรรมที่ตรึงใจมาถึงทุกวันนี้ แอบฟังทหารคุยกัน เรื่องพอทหารลงจากอำนาจ พี่สพรั่งคงจะต้องทำลายเอกสารและคำสั่ง ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นโกดังๆเลย)

II สมาชิกสัมพันธ์

 

“ผมเป็นนักเขียนอิสระมาได้ทุกวันนี้ ไม่ต้องไปเลียเผด็จการ เพราะท่านสนับสนุนผมกัน”

 

ในการเขียนและเอาบทความผมไปโพส ตามเวบ ก็มีฝ่ายตรงกันข้ามเขียนกระแทกแดกดันมาหลายครั้งว่าผมไม่มี สำนักข่าวที่จะไปเขียนให้หรือ ถึงต้องมาลงตามเวบ พูดง่ายๆ ก็คือด่าผมว่า “ตกงาน” ส่วนอีกหลายคนก็บอกว่าไม่เชื่อว่าทำงานมา ทั้ง ที่บางกอโพส กรุงเทพธุรกิจ ผู้จัดการ และ บิเนสเดย์ เพราะมันหลายสำนัก และที่หลายสำนัก คงจะเป็นเพราะถูกไล่ออก มาจากทุกสำนัก

 

ความจริงก็คือความจริงครับ ผมเขียน “ตรงๆ และ ออกจะแรงๆ และออกจะสนับสนุนอำนาจเก่า” ฉะนั้นสมัยนี้ มันหาที่ลงยากครับ เพราะเท่าที่ชวนกันมา คือขอให้ “เพราๆมือลงในการโจมตี คมช” ซึ่งผมยอมรับไม่ได้ ส่วนเขียนให้กับ นิติยสาร ก็ทำมานานครับ แต่ค่าตอบแทนน้อย

 

ก็ขอสรุปแล้วกัน ที่อยู่ได้ทุกวันนี้ ส่วนมากก็เพราะมีคน สนับสนุนทางการเงินเข้ามานะครับ บางคนสนับสนุนผมทุกเดือน บางคนก็มากหน่อย บางท่านก็ให้น้อยหน่อย แต่ถ้าจะให้สรุปคือเขียนได้ทุกวันนี้ ไม่ต้องออกไปเลีย คมช ก็เพราะคนที่สนับสนุนผมทางการเงินนะครับ

 

ถ้าถามว่าแล้วตกงานจริงหรือไม่ คำตอบก็ “จริงครับ” แต่เป็นเพราะ “เลือกที่ลง” ส่วนการถูกไล่ออก ผมออกจากบางกอกโพส เพราะ สถาบันวิจัยเอกธำรง เชิญไปเป็น รองผู้จัดการสถาบันครับ ออกจากผู้จัดการเพราะ ไปทำรายการทีวี “สดนะครับ” ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ทุกวัน มันเหนื่อยครับสองงาน เลยเลือกทีวี เพราะสนุกดีครับ ออกจากกรุงเทพธุรกิจ เพราะ ทนด่านายกทักษิณ ที่รักของผมไม่ไหวแล้วครับ เพราะเอาภาคใต้ไม่อยู่เสียที แล้วการเป็นนักข่าว มันต้องรายงานตามความจริง เลยเลียทักษิณไม่ได้ แต่ต้องด่า มันขัดๆยังไงไม่รู้ เลยเลิกไป ส่วนที่บิเนสเดย์ เป็น หัวหน้ากอง บก ได้สอง สามปีแล้ว มันเบื่อนะครับ โดยเฉพาะเวลาต้องไล่เพื่อนๆออก เพราะมือไม่ถึง แล้วสมันนั้นเศรษฐกิจ มันไม่ค่อยดี เวลาต้องไล่คนออกแล้ว มันเห็นแต่หน้าลูกๆของพนักงานที่ถูกไล่ออกนะครับ 

 III  สนับสนุนเรา

  • สนับสนุนการ "เงิน" ได้ที่ ธนาคารกสิการไทย สาขาถนนรัชดาภิเษก บั­ญชี ออมทรัพย์ เลขที่ 089-2-35517-7 ชื่อ ทวีวุฒิ จุลวัจนะ
  • สนับสนุน "บทความ" ได้โดย ส่งมาให้ทวีวุฒิ จุลวัจนะ ที่ tavivoot@hotmail.com
  • สนับสนุนด้านอื่น เช่นที่พบปะ ยินดีรับครับ
  • สนับสนุนทางการเงินผ่าน "เพพาล"

 

IV. ติดต่อเรา

  • ติดต่อ ทวีวุฒิ จุลวัจนะ ได้โดยตรง ที่ tavivoot@hotmail.com หรือจะโทรเข้ามือถือได้ที่ 08 9680 5595 ข้อแม้คือถ้าจะให้ “รับฟัง” กรุณาใช่วาจาสุภาพ 
  • ในการเชิญ ทวีวุฒิ จุลวัจนะ ­ไปออกรายการทีวี หรือวิทยุ โปรดบอกล่วงหน้า หนึ่งอาทิตย์ ถ้าต้องการให้ขึ้นเวทีแล้วปราศรัย ต้องเป็นเวทีของนักประชาธิปไตยที่แท้จริงเท่านั้น
  • ในการเชิญ ทวีวุฒิ จุลวัจนะ ไปกินเลี้ยง ขอเป็นวันศุกร์ เวลา หนึ่งทุ่ม ที่ สิงห์เบียร์เฮาส์ ซอยอโศก เท่านั้น ด้วย อเมริกัน แชร์

 

V. สารจากน้องทันคนทันข่าว

มีคนถามมามากมายนะครับว่าพี่ทวีวุฒิ จุลวัจนะคือใคร และตอนนี้ทำงานอยู่ที่ไหน จะได้ติดตาม ผม “น้องทันคนทันข่าว” ก็ขอตอบแทนเขา

ส่วนตัวพี่ทวีวุฒิเขามีปัญหาสุขภาพมาก เคยเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยมาก เรื่อโรคเครียด จนเสียสติบ้าไปอะไรแบบนั่นนะครับ สาเหตุเพราะไอคิวสูงมาก แต่อีคิวตอนนั้นแทบไม่มี  เขาใช้เวลาห้าหกปีที่ผ่านมา “ฟูมฟักอีคิว” นะครับ บิดาและมารดาช่วยกันมามากด้านนี้ และเข้าวัดฟังธรรม เข้าเวบมหาวิลยาลัยเที่ยงคืน อ่านมันเป็นร้อยบทความ ภรรยาก็ประคับประคองพี่เขามานาน มาทุกวันนี้ “ตกผนึก” แล้วครับ ไม่มีปัญหาอะไรอีก สนุกร่าเริง เขาบอกว่า “ลงนรกและขึ้นสวรรค์มาแล้ว” ต้องถามคำถามยากๆเกี่ยวกับตัวเอง มากและลึกมาก ตอนนี้จะใช้ชีวิตธรรมดาๆให้ “เต็มร้อยทุกวัน”

ด้านการงาน พี่ทวีวุฒิ นักข่าวมาแทบทั้งชีวิต เป็นนักข่าวอาวุโสเก่าของบางกอกโพสต์ ผลงานชิ้นโบว์แดง คือออกมาบอกว่าหุ้นจะขึ้นแล้ว หลังจมลงไปเพราะเรื่องเสี่ยสองมานาน แล้วมันก็ขึ้นจริงๆอย่างพี่เขาเขียน แล้วก่อนตกถล่มทลาย เขาก็ออกมาเตือนว่าหุ้นกำลังจะตกอย่างถล่มทลายแล้ว แล้วมันก็ตกอย่างที่พี่เขาเตือน นักเล่นหุ้นเก่าๆ ทุกวันนี้ยังเข้ามาขอบคุณพี่เขาอยู่เลยครับ บางคนรวยขึ้นเป็นร้อยๆล้าน ก็เพราะติดตามและเชื่อพี่ทวีวุฒินี่หละครับ

แล้วพี่เขาก็ไปทำงานกับสนธิ ลิ้มทองกุล ในตำแหน่งนักข่าวอาวุโสสายธนาคารชาติ ผลงานชิ้นโบว์แดง คือออกมาเตือนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังจะล่มจมอย่างไม่เคยมีมาก่อน แล้วมันก็จริงอย่างพี่เขาพูดนะครับ แต่ถูกด่ายับจากแวดวงธนาคาร ว่า “กังวลเกินเหตุและสร้างความไม่มั่นคงให้ชาติ” แล้วก็ไปเป็นหัวหน้ากองบกบิเนสเดย์ ผลงานชิ้นโบว์แดง คือออกมาสนับสนุนทักษิณ แบบไม่กลัวใครด่า เป็นนักข่าวใหญ่สองคนเท่านั้น รองจากสนธิ ลิ้มทองกุลที่ออกมาสนับสนุนทักษิณ ทวนทุกกระแสข่าวที่สนับสนุนปชป แต่ก็ด่าพลพรรคทรทยับเหมือนกัน เช่นเสนาะกับที่วัด แล้วก็ไปเป็นคอลลั่มนิสให้กับกรุงเทพธุรกิจสายความมั่นคง แต่มาแปลกคราวนี้เขียนด่าทักษิณยับ “ตลอดเวลา” เรื่องสามจังหวัดภาคใต้ จนคนเกลียดทักษิณตามอ่านกันทั้งเมือง ผมถามเขา พี่เขาบอกว่า “ถูกผิดว่ากันไปตามเนื้อผ้า ชอบใครเกลียดใครเอามาปนกับหน้าที่มากไม่ได้”

นอกจากนี้ก็กินตำแหน่งทางด้านสถาบันวิจัยหลายแห่ง และไปเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการรัฐสภาด้านโน้นนี้ก็หลายอัน ตอนนี้พี่เขาเป็นหัวหน้ากองบกให้กับนิติยสาร ที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองหรือเศรษฐกิจ เขาบอกผมว่า “ถึงเวลาปล่อยมือให้รุ่นน้องแล้ว” ขอปลีกตัวมาเล่นในนามส่วนตัว มี “อิสรภาพมากกว่า” เขาบอก แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเขียนถึง ผลงานชิ้นโบว์แดงล่าสุด คือในขณะที่ทุกคนบอกกันว่าน้ำมันจะขึ้นไปถึงร้อย พี่เขาเข้าเวปของตลาดค้าน้ำมันล่วงหน้าดังๆหลายอัน แล้วสรุปแนวโน้มออกมาว่า ถ้าดูจากพฤติกรรมของนักค้าน้ำมันล่วงหน้า มันจะตกมาแถวห้าสิบหกสิบ ไม่ใช่ขึ้นไปอีก แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆตามเคย

เรื่องส่วนตัวพี่ทวีวุฒิ เขามาแปลกตามเคยครับ ที่เขากล้าใช้ชื่อจริง อัดคณะปฏิวัติ เพราะเขาบอกว่า เขามาถึงจุดที่เขาพึ่งพอใจต่อ สิ่งที่เขาเป็น และพร้อมตายแล้ว แต่เขาจะนอนตาไม่หลับ ถ้าไม่ได้ออกมา เขียนถึงความ ไม่ดีและผิด ในสังคมไทยทุกวันนี้ โดยเฉพาะความไม่ดีของระบบเผด็จการ เขาบอกว่าเขาก็ทำหน้าที่เล็กๆน้อยๆของเขา และถ้าคนสักห้าคนสิบคน หูตาสว่างขึ้นมาบ้าง และชอบในสิ่งที่เขาเขียน เขาก็มีความสุขแล้วครับ เขาไม่แคร์เลยครับที่จะกลับไปเหมือนเดิม ที่มีคนตามอ่านกันวันละเป็นหมื่นเป็นแสน เขาขอเลือกที่จะตายตาหลับครับ

พี่เขาเป็นลูกเศรษฐีพันล้าน เป็นสมาชิดสปอร์ตคลับ ที่ออกมาอัดทักษิณยับนะครับ เพื่อนไฮโซเต็มไปหมด จบโทนอก ทำงานที่นั่นมา บทความของเขาทางด้านต่างประเทศ ที่เขียนในสหรัฐ หนังสือพิมพ์ที่นั่นเอาไปลงกันตรึม ครับ จนถูกเชิญไปออกรายการทีวีที่สหรัฐบ่อยมาก ในไทยก็ไปเป็นพิธิกรรายการข่าวมาสักพัก คนตามกันตรึมเลยครับ  ผลงานชิ้นโบว์แดง คือตอนนั้นค่าเงินผันผวนมาก แต่พี่เขาไปลากคนรู้จริงมาจากไหนไม่ทราบ สวนกระแสนักค้าเงินคนอื่นหมด บอกว่าจะไปอีกทาง คนรู้จริงนี่ก็ไม่เคยเป็นข่าว ออกทีวีแล้วเหมือนตัวตลกเลยครับ พูดเสียงสั่นไปหมด จนคนหัวเราะกันตรึม ด่าพี่ทวีวุฒิ ว่าบ้าไปแล้วเอาคนอย่างนี้มาออกทีวี พี่เขาตอบไปว่า แล้วดูกันว่าบาทมันจะไปทางไหน แล้วมันก็ไปทางที่ตัวตลกนั้นบอกเอาไว้ แต่พี่ไม่ชอบตื่นตีสี่มาเตรียมตัว เลยถอนตัวเองออกนะครับ ทุกวันนี้หนังสือพิมพ์หลายฉบับขอให้ไปเขียนให้ ข้อแม้คือเพลาๆมือลงในการด่าคณะปฏิวัติ พี่ทวีวุฒิ เขาไม่ยอมครับ

 

VI. รายงานกิจกรรม 

 

กิจกรรมอโศก

3/3/07 เจอกันสี่คนนะครับ ที่คอนโดผมที่อโศก แล้วอีกราวสิบคน ที่บอกว่าจะมากัน ตกลง บอกว่าขอตัวกัน เพราะต้องไปลานคนเมืองไม่ก็สนามหลวง ก็มีทั้งสิงห์ ไฮนีเก้น สปาย และ ไวน์ อีกขวด เริ่มกันราว สองทุ่ม อยู่กันถึงราว สิบเอ็ดโมง ข้างล้างก็รายงานมานะครับว่าพูดคุยอะไรกัน แต่ตัวกันตามสบาย ผมขาสั้น แอร์เย็นฉ่ำ จุดทูปหอม ฟังเพลงปอปของไทย กินขนมที่ขนกันมา ถามผมแล้วถามผมอีก ว่าทำไมกล้าใช้ชื่อจริง ก็ตอบไปว่าใช้ชื่อจริงมาทั้งชีวิต ผ่านมามาก เลยไม่กลัว แล้วถามหา น้องทันคนทันข่าวกัน เขาก็ไปลานคนเมือง เลยมาไม่ได้ ข้างล่างก็รายงานสาระที่พูดคุยกันนะครับ

กิจกรรมครั้งแรกของชมรม “เพื่อนนักข่าวเพื่อประชาธิปไตย” ก็เรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้วนะครับ ที่มากันก็ นักกฏหมายที่ทำงานกับบริษัทที่ปรึกษากฏหมายให้บริษัทข้ามชาติ อีกคนทำงานส่งออกกับบรัษัทเทรดดิ้งใหญ่ แล้วอีกคนก็ทำงานบริษัทขายอุปกรณ์ไอที แล้วก็ผมนักข่าว

แล้วพวกเราที่มาทั้งสี่คนก็พูดคุยกันเรื่อง “รัฐบาลทหารนะครับ” ที่กำลังสร้าง “เงื่อนปม” อันล้ำลึกขึ้นมา  “ชนิดนักประชาธิปไตยต้องมาแกะกันอีกเป็นปีก็ไม่หลุด” นะครับ คือแรกเลย ก่อนการลงทุนในไทย ของต่างชาติ เขาจะปรึกษาสำนักทนายความนะครับ หลังจากปรึกษาแล้ว ถ้ากฏหมาย “เอิ้อต่อธุรกิจ”เขาก็จะสอบถามไปยังบริษัทเทรดดิ้งใหญ่ๆ นะครับ ว่าสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ “กระทบนำเข้าส่งออกอย่างไร” สุดท้าย ถ้าเข้ามาลงทุน “ก็หนีไม่พ้นลงทุนในระบบไอทีใหญ่นะครับ” คือที่มานั่งคุยกัน สรุปกันว่า พื้นฐานของระบบเศณษฐกิจที่มั่นคง ไม่ใช่เรื่องเศณษฐกิจ อย่างเดียว แต่เรื่อง “กระบวนการยุติธรรม” ด้วย ก็ลองอ่านดูนะครับว่าจริงเท็จหรือไม่

เงื่อนปมอันล้ำลึก ที่ พวกทหารกำลังสร้างขึ้นมาในไทย  ที่ออกมาจากอารมณ์ “รักชาติ ศาสตร์ กษัตริย์” แบบสุดขั้วนั้น ก็คือ “กระบวนการยุติธรรมภิวัต” หรือจะเรียกว่า “กระบวนการยุติธรรมที่ปักธงชัย” หรือจะเรียกในภาษษอังกฤษวว่า Activist Courts ก็ได้นะครับ แต่โดยสาระแล้ว ก็คือการโยนทิ้ง “การหาความยุติธรรม” มาเป็น “การหาว่าตัดสินอย่างไรให้ดีต่อผลประโยชน์ชาติ”

วิชัยทนายความก็บอกว่า “เห็นอะไรแปลกๆมาหลายครั้งแล้วในการตัดสินคดี” ก็ไม่ชอบ แต่ปลง แต่ในการให้คำปรึกษาชาวต่างชาติที่จะมาลงทุนในไทย สำนักทนายความแบบเขา ก็ต้องว่ากันตามตรง แบบกฏหมายนอมินี ถ้าเอาผิดกันและตีความออกมา “จะเป็นบันทัดฐาน” ที่กระทบแทบทุกบริษัทต่างชาติในไทย แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น จะไปพูดอะไรได้กับคน “ที่อาจจะมาใหม่” แล้วนี่ยังไม่นับเรื่องแบบ คิง พาเวอร์ ที่อยู่ๆก็บอกว่าเอกชนผิดไปด้วย เรื่องสัญญากับรัฐที่สูงกว่าหนึ่งพันล้าน ที่ทางกระบวนการยุติธรรมไทย “ล้วงลูก” ลงไปดูการลงบัญชี เลย แล้วตัดสินว่า “ค่าเสื่อมเอามาหักล้างขนาดสัญญาไม่ได้” คือกระบวนการยุติธรรมไทย กำลังลงไปลึกมากในการ “ตีความ” ให้ออกมา “ดี” ต่อชาติ ในมิติตื้นๆ และ มิติลึกลงไป แบบนั้น

แล้วพี่เคซี ที่ทำบริษัทเทรดดิ้ง ก็พูดถึง การค้าระหว่างประเทศ เช่น เอฟทีเอ กับ ญี่ปุ่น ที่มองผิวเผินแล้วส่งสัญญานดีมากว่าไทยยังเน้นการค้าขายกับโลก ให้สามารถสู้ได้กับหลายๆประเทศ ที่แห่กันไปทำ เอฟทีเอ กับญี่ปุ่น ไทยจะได้ไม่เสียเปรียบ แต่ก็ถึง “บางอ้อกัน” เพราะนายกญี่ปุ่น โทรมาหาขุนคลังไทย “สายตรงเลย” บอกว่าถ้าไม่เริ่ม “ปกป้องธุรกิจญี่ปุ่นในไทย” จะปิดสายการผลิตรถยนต์ลงทันที สามสาย แล้วเลิกจ้างคนงานไทย ห้าพันคน ภายในอาทิตย์เดียว” นี่นายกยุ่นพูดรวมไปถึง กฏหมายนอมินี แล้วการปล่อยให้บาทแข็งค่าด้วย พูดง่ายๆ ที่ไทยทำเอฟทีเอนั้น ก็แบบ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” กลัวญี่ปุ่นถอนทุนเท่านั้นเอง จริงๆแล้ว ไม่ได้อยากทำเลย เรื่องนี้ “นักธุรกิจสายเทรดดิ้งทราบกันดี” แล้วอะไรหละ บริษัทเทรดิ้งทั้งหลาย ก็รายงานกันออกไปให้คู้ค้าฟัง ให้คนมาปรึกษาฟัง แบบนั้น "ว่าไทยถูกบังคับให้ทำ"  แล้วมันก็มาติดเอาเรื่องกฏหมายอีกระรอกจนได้ เพราะ เห็นว่ามีคนจะ “ยื่นเรื่องให้ศาลปกครอง” ดูสิว่าเอฟทีเอ ผิดกฏหมายอะไรหรือไม่ ถึงศาลจะตัดสินใจว่าไม่รับ แต่กระบวนการยื่นต่อศาลแบบนี้ "มันทำลายนโยบายรัฐ" แล้วนี่ยังมีนอมินี ของบริษัทญี่ปุ่นอีก

แล้วสุดท้าย น้องออยร์ ก็บอกว่าตลาดใหญ่ของอุปกรณ์ไอที คือบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาเปิด ในไทยเป็นครั้งแรก เพราะต้องลงระบบใหญ่และใหม่ทั้งระบบ ถ้ากฏหมาย ส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาไทย บริษัทที่ออยร์ทำก็รุ่ง ไม่ต้องมาแย่งกันขายให้กับการ “อัพเกรด”  สำหรับ น้องออยร์ ที่เขาสงสัยคือในขณะที่ทุกประเทศกำลังพยายามเป็นศูนย์กลางการค้าขายกัน ด้วยระบบภาษี ที่เอื้อต่อนักธุรกิจ และกระบวนการยุติธรรม ที่ส่งเสริมนักธุรกิจ ไทยกลับกำลังเดินไปอีกทาง คือ “มองนักธุรกิจในแง่ร้าย เช่นมองความฉลาดในเรื่องภาษีว่าผิด” ที่บริษัทออยร์เอง ตอนนี้บริษัทแม่ในญี่ปุ่น ส่งของไปประเทศอื่นก่อน แล้วถึงเข้ามาไทยอีกที “เพราะมันฉลาดทางภาษีอย่างเดียว” แต่การออกมาต่อว่าความฉลาดทางภาษีว่าคือโกงกิน ในที่สุดแล้วก็กระทบการเป็นศูนย์กลางธุรกิจของไทย และก็กระทบต่อยอกขายไอทีโดยตรงทีเดียว

สำหรับวิชัย “ทนายความ” แล้ว เขาบอกว่า นักวิชาการด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ของ “ยูเอ็น” มาศึกษาและวางแผนการพัฒนา “ลุ่มน้ำโขง” แล้วหลังจากทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งแผนการ “แบ่งน้ำ” แผนการ “ซื้อขายไฟฟ้า” แผนการพัฒนา “เกษตรและอุตสาหกรรม” แผนการ “ดึงดูดเงินลงทุน” จากทั่วโลก แผนด้าน “สถาพแวดล้อมและชุมชน”

สื่งหนึ่งที่นักวิชาการ “ยูเอ็น” พวกนี้บอกว่า “เป็นกระดูกสันหลังของทุกอย่าง” คือ Rule of Law หรือกระบวนการยุติธรรม ที่ดี ในประเทศกลุ่มลุ่มน้ำโขงนั่นเอง เพราะจะช่วยให้ “ประเทศต่างๆ ในกลุ่ม อยู่ด้วยกันอย่างสันติและยุติธรรม” วิชัยบอกว่า “ลองคิดดูถ้ากระบวนการยุติธรรมในกลุ่มไม่ดีพอ เมื่อเกิดข้อขัดแย้ง เช่นแย่งผลประโยชน์กัน ลงเอยทุกอย่างพังหมด คือจะมองกันแต่ผลประโยชน์ของชาติตัวเอง ไม่มองความยุติธรรมของเรื่อง”

แล้วเราก็วกกลับมาพูดกันเรื่องทักษิณ กับคดีต่างๆ ที่ทางคณะ “แค้นนี้ต้องสะสาง” หรือ คตส กำลังมอง และ ตีความกฏหมายไปหมด ให้ออกมาด้าน ที่ว่า “มีมูลไปหมด” ถ้าเกี่ยวกับทักษิณ พี่เคซีก็เปิดประเด็นเลยเรื่อง อภิรักหลุดเรื่องรถดับเพลิง ว่า คตส จริงๆแล้ว ไม่เข้าใจว่า เอลซี คืออะไร คือนักธุรกิจมองว่า “เอลซีคือสัญญาซื้อขายจริงๆ” แต่ คตส มองว่า “แค่ใบกู้ยืมเงิน” อภิรักเลยรอด เพราะเป็นแค่ใบกู้ยืมเงิน "แต่ปัญหาที่พวกเราทุกคนมองออกคือ" ถ้าเอาเรื่องนี้ ประเด็นนี้ ให้ศาลตีความ ถ้าศาลตีความออกมาในแนวทางของ คตส แล้ว ไทยและกระบวนการยุติธรรมไทย จะกลายเป็นตัวตลกระดับโลกแบบข้ามคืนไปเลย เพราะเอลซีคือสัญญาซื้อขายจริง  ส่วนทักษิณ ถึงจะชอบทักษิณกันทุกคนที่มากันวันนั้น แต่ก็ยอมรับกันว่า “คตส ก็เฉพาะกาล” เรื่องยังต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อีกมาก แต่ในขณะนี้ ภาพไม่ดีกำลังออกมามาก เรื่องตีความและกระบวนยุติธรรมที่ "ปักธงชัยกัน"

“มันก็ขึ้นอยู่กับระบบยุติธรรมไทย ว่าจะโชว์ฟอร์มระดับโลก หรือพูดง่ายๆ ตัดสินคดีแล้ว ยุติเรื่องได้ สงบทุกฝ่ายลงได้ หรือจะเหมือน คตส ที่เลือกที่จะปักธงชัยไว้ล่วงหน้า แล้วพอตัดสินออกมา เรื่องไม่ยุติ นักกฏหมายทั่วเมือง ทั้งไทยและฝรั่ง เลยเห็นว่าไม่ยุติธรรมไปทั่ว” ผมก็ย้ำถามกับพี่ เคซี “แต่ถ้าศาลสูงสุด เขาย้ำที่จะทำผิด ที่จะไม่ยุติธรรมเพื่อชาติ เพื่อจำกัดทักษิณ” มันก็จบ ทักษิณไม่มีทางเอาเรื่องไปขอความยุติธรรมจากใครเลยอีกหรือ เคซี ก็บอกว่า ไทยเป็นประเทศเอกราช ทักษิณก็ย่อยยับไป

แต่ราคาของสิ่งนั้น และความเสียหาน "คือหน้าที่ของสำนักกฏหมาย ทุกอันแบบผม ในประเทศไทย" จะเอารายละเอียด "การตัดสินใจเพื่อ ชาติอันนั้นและอื่นๆ มาดู มาศึกษา มาดู ว่าอะไรเป็นอะไร เราจะต้องศึกษากันอย่างละเอียด แล้วเวลานักลงทุนต่างชาติ “สอบถาม” เข้ามา เราก็ตอบเขาไปตามตรง ถ้ามันยุติธรรม ถ้ามี Rule of Law ก็จะดึงดูดนักลงทุน แต่ถ้ามันไม่ยุติธรรม ตีกฏหมายและออกความเห็นแปลกๆ เราก็จะต้องรายงานไปตามนั้น ว่า Rule of Law มันอ่อน คือมาไทยแล้ว

“เส้นสายตัวใครตัวมันระวังกันเอาเองเพราะพึ่งกฏหมายไม่ได้” พอเป็นแบบนั้น นักลงทุนก็จะลังเล

สุดท้ายเพื่อสรุป ผมก็นึกไปถึงสิ่งที่น้องออยร์บอก คือทุกประเทศเขาเน้นการสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ ไปกันไกลจนถึง ออกมาตรการภาษีที่จูงใจ และสังคมและนักการเมือง มองนักลงทุน นักธุรกิจ “ด้วยความเป็นมิตร” แต่สำหรับไทย แล้ว เดินไปอีกทาง คือมองคนพวกนี้ด้วยความ “เคลือบแคลงสงสัย” ว่าจะมายึดประเทศไทยหรืออะไรแบบนั้น พี่เคซี ที่จบบริหารจากสหรัฐ และทำงานที่นั่นมา “ตบท้าย” โดยบอกว่า ผมก็ “ซื้อบ้าน” ที่สหรัฐได้ ที่เอลเอนั้นมีคนไทยซื้อที่ “ทำสวน” ที่ปลูกผักไทยๆขายไปทั่ว คนไทยที่นั่นเป็นแสน มีสิทธิเท่าคนที่นั่น ตอนนี้ก็เห็นโฆษณาในไทยเต็มไปหมด ว่าถ้าเก่งด้านไอที ย้ายไปทำงานสหรัฐได้ทันที กินเงินเดือนเท่าฝรั่ง แล้วบางประเทศ มีเงินสักสิบล้านไปลงทุนประเทศเขา เขารับ “เป็นพลเมืองสัญชาติเขาทันที” คือพี่เคซี กำลังบอกท่านผู้อ่านนะครับ ว่าโลกทุกวันนี้ “รักชาติ ศาสตร์ กษัตริย์” นะดี แต่มันก็ต้องรักความก้าวหน้าทางธุรกิจด้วย เพราะชาติมันจะมั่นคงได้อย่างไรกัน ถ้ามันกำลัง “ค่อยๆถดถอยลง”

คนอังกฤษ เป็นแสนประท้วง นายกเขา คะแนนความนิยมนายกแทบไม่เหลือ คนเมเกา ประท้วงบุช เป็นแสนๆ คะแนนความนิยม บุชตกแทบไม่เหลือ ประท้วงยังไง บ่อยแค่ไหน “ทหารเขาไม่ออกมาปฏิวัติกัน” ปล่อยให้ Rule of Law หรือกฏหมาย ภายใต้ ประชาธิปไตย “ดำเนินต่อไป” ในไทย “ปฏิวัติทันที โยนกฏหมายทิ้ง ความรัก “ชาติ ศาสตร์ กษัตริย์” มาแทนที่กฏหมาย  ก็พอเข้าใจกันได้นะครับ ว่าทำไมไทยถึงจะ “ถดถอยไปเรื่อยๆ” จนกว่าจะได้รัฐบาลที่มาจากประชาชน และกฏหมาย มีความยุติธรรม อีกครั้ง

กิจกรรมก็ผ่านพ้นไปโดยได้รับข้อมูลมากมาย จากหลายๆส่วนของสังคม ว่าคิดอย่างไรบ้างต่อการ รัฐประหารและเผด็จการ ตอนนี้

 

กิจกรรมเขาใหญ่

ก็แปลกตามเคยที่หนนี้จัดกันตอนสุรยุทธิไปเขาใหญ่พอดี ก็เลยมีทหารเต็มปากช่อง ก็หลงเข้ามาที่ ที่ พวกเราไปพักกัน กลุ่มหนึ่ง พวกเราก็ออกมานั่นกินข้าวต้มรอบดึก หลังไปคุยกันที่บ้านผมในรีสอร์ท ส่วนพวกเขาก็นั่งกินเหล้า ก็ข้างๆกัน พวกเราก็นั่งเงียบๆกระซิบกันพึมพำ แอบฟังความเห็นของพวกเขา แบบถ้าบอกว่านายก เขาถามว่าหมายถึง “คนไหน” สุรยุทธิ หรือ บัง แล้วถ้าถามถึงเรื่องสพรั่ง ต้องพูดถึง นักวิชาการ และ นักข่าว และนักทำโพล ที่ถูกซื้อตัวไป ว่าหลังจากทหารลงหลังเสือ  “สามกลุ่มนี้” จะถูกตรวจสอบ กันเป็น ร้อยเป็นพัน คนทั่วประเทศ เพราะมันผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ เหลือเกิน แต่ถ้าจะตัดปัญหา เหมือนฮิตเลอร์ตอนท้าย ”สพรั่งต้องจัดการเผาทิ้งเอกสารทุกอย่าง” ก็มีนายทหารไม่รู้ “รุ่น 10 หลงฟ้าหรือเปล่า” แต่ปล่อยโจ้กว่า “ต้องเผาเป็นโกดัง”แล้วนายทหารก็หัวเราะกันตรึม ส่วนพวกเรานักประชาธิปไตย “นั่งมองตากันปริบๆ ส่ายหน้าคอตกกันทุกคน” แล้วก็ฟังนายทหารพวกนี้พูดต่อถึง สุวรรณภูมิ ก็ไม่มีอะไรมากนัก เอาเป็นว่าธุรกิจต่อเนื่อง “กับสุวรรณภูมิ” เต็มไปหมด เจ็ดคนที่ไปเจอกันก็ได้ยินกันทุกคนว่า “คุณอยากทำอะไรเกี่ยวกับสุวรรณภูมิบอกผม” โอยอำนาจล้นฟ้าเหลือเกิน จัดซื้อจัดจ้างแบบนี้ แต่พอแล้วสำหรับทหารพวกนั้น

มารายงานพวกเรากันเองดีกว่า ก็เสียใจกันทุกคนที่ “วงในทักษิณ” มาไม่ได้เพราะติดภารกิจด่วน ก็คงจะเหมือนคนอื่นที่โทรมาขอเลิก ภารกิจด่วนไม่ใช่อะไรหลอก คือข่าวพายุใหญ่เข้า “ฝนตกหนักมาก” ที่เขาใหญ่ จนทำอะไรไม่ได้เลย คือใครจะมานั่งคุยกันเป็นวันๆได้ แล้วแค่วิ่งไปที่ขึ้นรถ ก็เปียกปอนแล้วเพราะฝนหนักจริงๆ ทั้งวันเลย คนก็เลยหนีกัน พอเที่ยงวันเสาร์ขอกลับกันหมด พวกที่มาวันเสาร์สามสี่คน เลยมาสักชั่วโมงสองชั่วโมง แล้วขอกลับ สุดท้าย กลับกันหมด ผมก็เลยกลับเหมือนกัน ภารกิจใหญ่ หรือสิ่งที่จะปรึกษาหารือกันจริงๆ เลยต้องค้างไว้ก่อน เรื่องอะไรหรือครับ เป็นสมาชิกแล้วจะทราบนะครับ ตอนนี้เอาเป็นว่า ชมรมเรามีแนวร่วมในหลายประเทศแล้วครับ กะจะเปิดตัว ฝรั่งแนวร่วมของเราในยุโรปสองคน ที่บินมาศึกษาทำวิจัย คมช ตอนนี้ในไทย แต่เขาเป็นหวัดกันงอมแงมเลยครับ เลยไม่อยากเจอฝน เลยมาเจอเราไม่ได้

แต่เพื่อถนอมน้ำใจกัน ที่วงในไม่ได้มา ผมก็ “แฉ” เสียเลย สิ่งที่อยากจะพูดมานานแล้ว “ว่าทักษิณช่วยอะไร “คมช และ สุรยุทธิ” เมื่อสักสามเดือนที่แล้ว ก็จะไม่ขอเขียนถึงนะครับ  เอาเป็นว่าพอเพื่อนๆชมรมรู้ “งงเป็นไก่ตาแตกกันไปหมด” ถ้าจะให้สรุป คือทุกคนถามว่าถ้าช่วยกันถึงขนาดนั้น มันน่าจะสมานฉันท์กันลึกๆแล้วนะ เพราะที่ช่วยกันมันระดับโลกเลย แต่ก็สรุปกันนะครับว่า สนธิ ลิ้ม อำนาจขับเคลื่อน คมช และ สุรยุทธิ ไป ซ้าย หรือ ขวา มันมากเหลือเกิน ชนิดทักษิณช่วยอีกสิบปี ก็ไม่เกิดประโยชน์

ที่พูดน่าฟังมากก็พี่วิกเตอร์ ทนายกับบริษัทข้ามชาติใหญ่ พี่เขาบอกว่า ตั้งแต่สงครามเย็นจบไป แล้วสนามรบ กลายมาเป็นสนามการค้า หน้าที่ของทหารทั่วโลก รวมถึงไทยนั้นหมดไปมาก แต่ความคิดของทหารไม่เคยเปลี่ยนแปลง จะพูดแต่ความมั่นคงตลอดเวลา แล้วถึงคนทั่วโลกจะไม่ค่อยเขาใจสิ่งที่กำลังเกิดในไทย พี่วิกเตอร์บอกว่า ลูกค้าจากอเมริกาใต้ของเขา “มาไทยอ่านข่าวไทยสองสามวันรู้เรื่องทันที” คือพวกอเมริกาใต้เขามองว่า เพื่อให้มีอำนาจ ทหารจะสร้างตัวปีศาจ ที่ กำลังทำลาย “สถาบันหลักของชาติอยู่” ขึ้นมา แล้วก็สร้างตัวเองขึ้นมาเป็น “ฮีโร่” หนทางเดียว ที่กำลังกอบกู้ชาติ จากตัวปีศาจ “เพื่อนผมเขาบอกว่าในอเมริกาใต้ ยึดอำนาจด้วยแนวทางนี้ตลอดเวลา” พี่วิกเตอร์บอก

อีกคนที่หันมาพูดเรื่องเศราฐกิจ ก็อีกคนเก่งของชมรม คือธนา ที่บอกว่าถ้าแนวโน้มมันแบบพี่วิกเตอร์พูด ทาทางเศณษฐกิจปีหน้ามัน “ลงเหว” ต่อแน่นอน เพราะทหารคงจะปลุกกระแสสร้างปิศาจต่อไป เพื่อให้ตัวเองมีความหมายต่อไปแน่ “คือในอเมริการใต้ก็มีแบบหักดิบฝรั่ง ยึดนั่นยึดนี้ทั่วไปหมด แต่มันก็มีแบบค่อยๆเจรจา” คือแบบยาเอดส์นะ ถ้าว่ากันตรงๆ เขาลงทุนเป็นพันล้านดอลพัฒนามันขึ้นมา แล้วจะไม่ให้เขาหวงและหากำไรได้ยังไง แต่ทางออกในการเจรจามันมี แบบที่อเมริการใต้บางประเทศทำอยู่ คือรัฐตั้งงบวิจัยพัฒนายาเอดส์ขึ้นมา ทำในประเทศตัวเอง แต่ทำร่วมกับบริษัทยาฝรั่ง เป็นการ “แลกเปลี่ยน” ให้เขายอมลดราคายาลงเอง “สุดท้ายทุกคนชนะ” หรือจะเป็นนอมินี หรือสามสิบเปอร์เซ็นต์ ก็หาทางออก แบบไม่สร้าง “ปีศาจ” ขึ้นมา มันก็ทำได้หมด หรือแม้การทั่งการพึ่งตัวเอง ไม่พึ่งโลกมากนัก “ก็บอกมาสิว่าจะให้สัดส่วนเศรษฐกิจในประเทศมันแค่ไหนของทั้งหมด แล้วสร้างมาตรการมาผลักดัน” แทนที่จะพูดทุกวัน “ว่าพึ่งฝรั่งพึ่งค้าขายโลกไม่ดีไม่มั่นคง”

แต่ผมก็แย้งว่ามันถ้าจะยาก เพราะ “กรอบใหญ่ของทหารคือมันต้องสร้างปีศาจ” เพื่อต่อความมีสาระของเขา ให้มันเกิดอารมณ์ “รักชาติ” ขึ้นมา เพื่อต่อยอดมา “ใช้อารมณ์นั้นฆ่าทักษิณอีกที” คือลงมันเป็นอย่างนี้ ท่าทางเศรษฐกิจ จะย่อยยับไปอีกหลายปีทีเดียว ธนาก็เป็นคนไทยที่จบจุฬาทางไฟฟ้าแล้วเร่ร่อนไปทำงานกินเงินเดือนระดับโลก ทั่วโลกนะครับ อยู่ต่างประเทศครั้งหนึ่งเป็นปี แต่ก็ยังบอกว่าไทยสบายที่สุด ส่วนคนอื่นที่พูดเรื่องเศราฐกิจมาบ้าง แบบ “น้องมด” สาวสวยคนอยู่ ปตท ก็บอกว่า “ไม่แน่ใจว่าไทยจะชะลอตัวเองลงได้แค่ไหน เพราะเท่าที่เห็น มันติดลบและปิดเครื่องยนต์หมดทุกด้านแล้ว แต่มันก็ยังโต 3-4% แสดงว่ามันมีโมเมนตั้มของมันเอง เพราะรอบด้านไทย วิ่งกันเร็วๆทั้งนั้น” มดก็บอกว่า แต่ปัญหาของไทยชักจะบานปลาย “ถ้าเรื่องการสร้างปีศาจขึ้นมาหลอกเด็ก จริง มันชักจะลามปามมากเกินไปแล้ว เพราะตอนนี้แบบบริษัทกึ่งรัฐกึ่งเอกชน ที่ดีและมีชื่อเสียงที่สุดในไทย แบบ ปตท ก็ลัง “งง” มากกับทหาร “มันเป็นการลงทุนทาง Long Term Strategy ที่เข้าไปซื้อบริษัทบางบริษัทมา มันเป็นมติระดับบอร์ด มันเป็นการวางแผนเพื่อความอยู่รอกระยะยาว ขององค์กรขนาดนี้ แต่สรุปคือ เรากำลังจะกลายเป็นปีศาจไปแล้ว เพราะเขาเพียงต้องการเอาหุ้นที่เราซื้อมาและถืออยู่ ไปคืนพลพรรคของทหารเขาเอง เพราะบุญคุณต้องชำระ ลงแบบนี้ “มันพังหมด ทั้ง Macro และ Micro มันจะกร่อนไปหมด” น้องโอ ก็บอกว่า “แล้วทหารเข้าไปนั่งบอร์ดทั่วไปหมดตอนนี้ ไม่ต้องเจอแบบปตทกันไปหมดหรือ นี่ทหารก็ทำลายเศราฐกิจมหภาคไปแล้ว ตามจองล้างกันขนาดบริษัทอื่นๆด้วยเลยหรือกับของแบบ ปตท” พวกเราก็ถอนหายใจกันเฮือกใหญ่แล้วเงียบกันไปพักใหญ่ๆเลย มีแต่เสียงเพลงเบาๆแล้วก็ฝนกระทบพื้นให้ได้ยินกัน

พี่สันต์ ก็วกกลับมามองการเมือง “ใครจะมาเป็นนายกก็ได้ แต่ต้องใต้ รธน ดีๆ แต่ขอให้มัน จบๆ เสียที ทนไม่ได้แล้ว เบื่อเต็มที่กับความไม่แน่นอน ขออย่างเดียว คนเข้ามาบริหารมีฝีมือทางเศรษฐกิจ พอๆกับทักษิณ แล้วอยู่ได้นานๆ ให้มันมั่นคง แล้วขอร้อง พันธมิตร หยุดเห่าหอนเสียที เกลียดพวกนี้มากขึ้นทุกวัน สร้างแต่ปัญหาและปมขัดแย้ง ไม่เคยมีทางออกให้อะไรดีๆเลย” ผมฟังแล้วก็นึกถึงตัวเอง ผมชอบทักษิณ อยากให้ทักษิณกลับมา แต่ก็ต้องยอมรับว่า “ถึงจุด” ยอมรับ “อภิสิทธิ บรรหาร หรือใครก็ได้ ที่มี ฝีมือ” มานานแล้วเหมือนกัน แต่อีกสองสามคนในกลุ่ม โดยเฉพาะ “ธนา” ไม่รู้เกลียด ปชป มาจากไหน ลากยาวเลยถึงความไม่มีฝีมือของ ปชป กลับไปถึง ธารินและชวน เรื่อง ปรส เลยทีเดียว แล้วก็เรื่อง ตามก้น ไอเอ็มเอฟ แบบเด็กดี จนมันไม่ฟื้นเสียที “จะเอาคนพูดเก่งแล้วใจเป็นทนาย” มาบริหารบ้านเมือง หลังเห็นทักษิณ ถูกกระทืบเพราะทำผิดกฎหมายเล็กๆน้อยๆ แต่ถูปปั้นขึ้นมาให้ใหญ่ “รับรองได้ ปชป ฝ่อจับไม่กล้าทำอะไร จะชวนเชื่องช้ายิ่งกว่าสุรยุทธเสียอีก”

นี่ก็เป็นการรายงานถึงสาระ การพูดคุยกันในกิจกรรมครั้งที่พึ่งผ่านไปนะครับ ใครสนใจร่วม สมัครสมาชิกได้ที่ //thai-journalist-democratic-front.com นะครับ ถ้าจะให้สรุปเรื่องการเมือง สรุปก็คือ “ทุกคนมืดแปดด้านครับ” ไม่มีใครมีแสงสว่างจะส่องให้เห็นทางออกเลย ได้แต่หวังกันว่า “เลือกตั้งแล้วมันจะจบ” เสียที อยากให้พันธมิตรเลิกปลุกอารมณ์เกลียดชังในสังคม อยากให้ทหารเลิกต่อยอดมาใช้สร้างปีศาจหลอกเด็ก อยากให้คนมีฝีมือด้านเศราฐกิจเข้ามาบริหารประเทศ อยากได้ รธน ฉบับดีๆ ความจริงว่าคนอื่นมามาก พวกเราชาวชมรม เพื่อนนักข่าวประชาธิปไตยนี่ก็เด็กๆ เหมือนกันนะ ที่อยากได้สิ่งพวกนี้ ในโลกของความจริงแล้ว “มันคงจะสุดยากเลยสิ่งที่อยากได้กัน”   

มาหนนี้ไม่ได้คุยกันเรื่องทักษิณตรงๆมากนัก สาเหตุก็ไม่มีอะไรมาก น้องอ้อขอร้องไว้ บอกว่าศาลหรือระบบยุติธรรมไทยตอนนี้ กำลัง “มองหาหน้าที่ตัวเองอีกครั้ง” หลังภิวัตตัวเอง จนคนฟังศาลและฟังนักการเมือง ชักจะงงว่าใครคือใคร แต่มาตอนนี้ ด้าน “ดีของศาล” ชักออกมากขึ้น คือชักจะไม่ค่อยชอบภิวัตแต่อยากกลับไปเป็นกลางเหมือนเดิม คดีต่างๆของทักษิณ อาจมีโอกาส ผ่านระบบยุติธรรม ที่ยุติธรรม จริงๆ น้องเขาเลยขออย่าให้ไปพูดอะไรมาก ที่อาจไปกระทบ ต่อ ศาล ตอนนี้ ในเวลาที่ศาลกำลัง “ค้นหาตัวเอง” เราเลยพูดถึงทักษิณกันน้อย