Economics and Political Review

ทวีวุฒิ จุลวัจนะ อดีต บก Business Day วิเคราะห์ เศรษฐกิจ และ การเมือง

วีรบุรุษ นักประชาธิปไตย คนแรกๆ แห่งยุค คมช

วีรบุรุษ นักประชาธิปไตย “คนแรก” ของยุค คมช

ประวัติศาสตร์ “จารึก” คมช จับ “นักประชาธิปไตย” คนแรก ของยุคนี้

 

สรุปนำโดย บก ทวีวุฒิ จุลวัจนะ แห่งชมรม เพื่อนนักข่าวเพื่อประชาธิปไตย: บก ลายจุด แห่ง กลุ่มพลเมืองภิวุฒน์ ที่ต่อสู้กับเผด็จการ คมช มานานนับเดือน จากการขึ้นปราศรัยให้คนไม่ถึงร้อยฟังที่สนามหลวง มาปราศรัยให้คนเหยียบแสนฟัง กลายเป็น “วีรบุรุษ” ประชาธิปไตยคนแรกของยุคนี้ ด้วยการ ถุก คมช จับ เข้ากักกันในค่ายทหาร และถูกข่มขู่ ทางจิตวิทยาจากทหาร และกักกันไว้เป็นเวลาหนึ่งวัน ในขณะที่บ้านครอบครัว และที่ทำงาน ถูกทหารเข้าควบคุม

อาจจะเป็นการประเมิณที่ผิดพลาดของ คมช เพราะกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ เป็นกลุ่มที่ไม่ใกล้ชิด ทักษิณและทรท มากเป็นอันต้นๆ ในกระบวนกลุ่มต่างๆที่ประท้วง คมช และ เรียกร้อง ประชาธิปไตยกันอยู่  และเมื่อดูจากอดีตของ บก ลายจุด เรียกว่าเป็นตัวอย่าง NGO ที่ดีที่สุดคนหนึ่ง ที่อยู่ในระดับแนวหน้า

ไม่ต้องสงสัย ด้วยชื่อเสียงของ บก ลาย จุด นักสังคมสงเคราะห์ตัวยง ที่ยาวนาน องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ถึงออกมาประณาม คมช กัน ถ้วนหน้า มันเป็นเวลาเท่านั้นที่กระแสจะตีออกไปจากการจับกุม บก ลายจุด ไปยัง กลุ่ม NGO ทั่วประเทศ

สุชาติ เรียกร้องให้ปล่อย บก ลายจุด จนตัวเองถูกจับ

วีรบุรุษอีกคนคือ แกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ คือ สุชาติ นาคบางไซ คนที่ถ้าท่านเข้า Googles แล้วพิมพ์ค้นหาประวัติ จะไม่มีอะไรออกมาเลย สุชาติ เหมือน “ผี” ที่ถือกำเนิดเอายุคนี้ เพียงแต่ว่า กลุ่มคนวันเสาร์นั้นใกล้ชิดกับอำนาจเก่ามาก นั่นก็คือทักษิณ แต่ว่าเมื่อ “วางไพ่ลงกันหมดแล้ว” สุชาติคือคนคนเดียว “ที่เป็นเดือดเป็นแค้น” กับการจับกุม บกลายจุด เดือดมากจนกล้าเสียง ขับรถบุกเข้าไปใน กอง บก ทบ ที่ทางกลุ่มไปประท้วงให้ปล่อย บก ลายจุด ออกจากการกักขังในค่ายทหาร ณ วันที่เขียนและรวบรวมบทความนี้ สุชาติยังไม่ถูกปล่อย และคงจะเป็นเพราะกลุ่มคนวันเสาร์ นั้นสนิทกับพลพรรคทรท NGO และ นักสิทธิมนุษยชน จึงไม่ออกมาเรียกร้องอะไร

วีรบุรุษ ถือกำเนิด มาจากองค์กร ต่อต้าน คมช ทั้งหลาย

กลุ่มแรก ที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรมเขย่าขวัญรัฐบาลและ คมช.อย่างยิ่ง คือกลุ่มพีทีวี หรือ PTV (Peoples Television) มี นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้คร่ำหวอดทางการเมือง นายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายกรองกิจ พิกุลทอง อดีตนักการเมืองพรรคไทยรักไทย เป็นแกนนำ เปิดตัวครั้งแรกเมื่อกุมภาพันธ์ 2550 เพื่อจัดตั้งเป็นสถานีโทรทัศน์เสรี และเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกในวันที่ 23 มีนาคม 2550 มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมประมาณ 2,000 คนโดยมีกลุ่มผู้ประกอบการรถแท็กซี่และคลื่นวิทยุชุมชน 92.75 เมกะเฮิร์ตซ์ นำโดย นายชินวัตน์ หาบุญพาด เป็นแนวร่วมบางโอกาส ในขณะที่กลุ่มพีทีวีเคลื่อนไหวขย่มรัฐบาลและ คมช.อย่างต่อเนื่อง

 

อีกด้านหนึ่งมีการรวมกลุ่มของบุคคลภายใต้ชื่อ แนวร่วมประชาธิปไตยต้านรัฐประหาร (นปตร.) ต่อมาเปลี่ยนเป็นกลุ่มประชาธิปไตยไม่เอาเผด็จการ หรือกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต้านเผด็จการ ซึ่งมีจุดยืนคว่ำรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 กลับมาใช้ ล้ม คมช.และผลิตผลของ คมช. โค่นระบอบอำมาตยาธิปไตย นอกจากนี้ในรายงานของหน่วยข่าวรัฐระบุว่า มีกลุ่มต่างๆ เข้าร่วม 23 กลุ่ม หากพิจารณาตามรายชื่อแกนนำและบุคคลของแต่ละกลุ่มแล้ว

 

จะพบว่าหลายกลุ่มเป็นการรวมตัวของแกนนำหน้าเดิมในชื่อใหม่ เนื่องจากเมื่อรวมตัวกันไปพักหนึ่ง เกิดความขัดแย้งด้านจุดยืนและวิธีการเรียกร้อง ทำให้เกิดแตกกลุ่มกันไปตั้งชื่อใหม่ขึ้นมา

 

กลุ่มแรกคือ 1.กลุ่มฅนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ มี นายสุชาติ นาคบางไซ เป็นแกนนำ ร่วมด้วยนายสุดชาย สมไชย กลุ่มนี้ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คนที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้เว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี ด้วย เดิมที นางสาวดารุณี ชาญเชิงศิลปะกุล หรือดา ทอร์นาโด ซึ่งถูกนางยุพา อิ่มแดง แม่ค้าขายดอกไม้ที่ท้องสนามหลวงใช้อุจจาระป้ายหน้า เพราะไม่พอใจที่กล่าวปราศรัยพาดพิงถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษอาวุโส โดย ดา ทอร์นาโด เคยนำคนประมาณ 20 คน เข้าร่วมกับกลุ่มฅนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการด้วย

 

แต่หลายคนในกลุ่มฅนวันเสาร์ฯ ไม่ยอมร่วมกลุ่มกับ ดา ทอร์นาโด เนื่องจากมีวิธีการเรียกร้องที่โฉ่งฉ่าง และพูดในทำนองแม่ค้า เคยนำรถติดเครื่องขยายเสียงไปพูดที่หน้ากองทัพบก เรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก ทำให้กลุ่มดา ทอร์นาโด กลายเป็นกลุ่มแปลกไป

 

2.กลุ่มสมาพันธ์ประชาธิปไตย มี นพ.เหวง โตจิราการ เป็นประธาน มีวัตถุประสงค์เพื่อล้มรัฐธรรมนูญปี 2550 และล้ม คมช. 3.มูลนิธิวีรชนเพื่อประชาธิปไตย มีนายสันต์ หัตถีรัตน์ เป็นประธาน

 

4.กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ มีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือหนูหริ่ง หรือ บก.ลายจุด เป็นแกนนำ เป็นนักกิจกรรมทางสังคม วัตถุประสงค์ต่อต้านรัฐประหาร และไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร เคยแถลงจุดยืนร่วมกับ 40 นักวิชาการและบุคคลสาธารณะ อาทิ รศ.ดร.กฤษณา ไวสำรวจ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.สมเกียรติ ตั้งนะโม จากเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และนางสาวจรรยา ยิ้มประเสริฐ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย

 

5.กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540 มีนายสรรเสริญ เป็นแกนนำ และมีนายจรัล ดิษฐาอภิชัย กรรมการสิทธิมนุษยชน ร่วมด้วย 6.กลุ่มคนจนเมืองรักประชาธิปไตย มีนางประทีป อึ้งทรงธรรม เป็นแกนนำ

 

7.พันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย มีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข เป็นแกนนำ 8.สมาพันธ์คนรักประเทศไทย มีนายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ เป็นแกนนำ 9.นิตยสารสยามปริทัศน์

 

10.พรรคแนวร่วมภาคประชาชน 11.สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย 12.เครือข่ายรามคำแหงรักประชาธิปไตย 13.สหพันธ์แรงงานอาหารและเครื่องดื่ม

 

14.กลุ่มกรรมกรปฏิรูป มี นายอินชวน ขันคำ เป็นแกนนำ 15.ชมรมคนรักอุดร มีนายโกมล พลณรงค์ เป็นแกนนำ 16.สมาพันธ์แนวร่วมประชาธิปไตยอิสาน มีนายสมยศ พรมภา เป็นเลขาธิการฯ

 

17.สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอตัดเย็บเสื้อผ้า มี น.ส.จิตรา คชเดช เป็นแกนนำ 18.กลุ่มประชาธิปไตยไม่ใช่กิ๊ก (กปก.) มีนายธีรนัย จารุวัสตร์ นิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นแกนนำ

 

19.กลุ่มพลังหนุ่มสาวเสรีประชาธิปไตย มีนายตรีรัตน์ พูนพานิช เป็นแกนนำ 20.โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย 21.สหพันธ์แรงงานกระดาษ 22.แนวร่วมประชาชนแห่งประเทศไทย และ 23.กลุ่มแสงเทียน มีนางฐานิยา สุวรรณประทีป เป็นแกนนำ

 

และล่าสุดเมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบก็มีการตั้ง กลุ่มคนรักทักษิณ ไม่เอาเผด็จการ ขึ้นมาเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน เพื่อต่อต้านเผด็จการโดยจะเข้าร่วมขับเคลื่อนกับองค์กรประชาธิปไตยและประชาชนที่รักประชาธิปไตยทั่วประเทศ เพื่อขับไล่ คมช.พร้อมคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญที่จะสืบทอดอำนาจของเผด็จการทุกรูปแบบ และ ให้ คมช.คืนประชาธิปไตยให้กับประชาชนโดยเร็ว

 

 

แกนนำประกอบด้วย นายนิสิต สินธุไพร อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด ผู้ประสานงานทั่วประเทศ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีต ส.ส.นนทบุรี ผู้ประสานงานภาคกลาง นายธีระชัย แสนแก้ว อดีต ส.ส.อุดรธานี ผู้ประสานงานภาคอีสาน พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ อดีต ส.ส.กำแพงเพชร ผู้ประสานงานภาคเหนือ นายศุภชัย ใจสมุทร อดีตผู้สมัคร ส.ส.ตรัง พรรคไทยรักไทย ผู้ประสานงานภาคใต้ นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีต ส.ส.นครพนม และนายสงวน พงษ์มณี อดีต ส.ส.ลำพูน โฆษกกลุ่มฯ ร่วมด้วยกลุ่มอดีต ส.ส.ไทยรักไทย รวม 40 คน แกนนำและแนวร่วมทั้งหมดล้วนแต่เป็นขั้วอำนาจเก่าและมีฐานเสียงทั่วทุกภาคของประเทศ

 

หนึ่งในวีรบุรุษคือ บก ลาย จุด

24 ชั่วโมง ที่ “สมบัติ บุญงามอนงค์” หรือ บก ลายจุด แกนนำกลุ่มพลเมืองภิวัตน์ ถูกทหารจำนวนหนึ่ง “รวบตัว” และ “กักตัว” หลังจากขึ้นปราศรัยต่อต้านเผด็จการ ณ สถานีขนส่งจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมกับนายปณิธาน อาหยิ ชาวอาข่า ที่มาร่วมชุมชนทางการเมืองและช่วยดูแลความปลอดภัยให้นายสมบัติในวันนั้น

 

 สมบัติหรือ บก.ลายจุด เล่าลำดับเหตุการณ์หลังจากถูก “รวบและกักตัว” ให้ทีม “สำนักข่าวชาวบ้าน” ฟัง ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่งในไนท์บาซาร์ ณ สถานที่เกิดเหตุของค่ำคืนก่อนหน้านี้ โดยละเอียด

 

 “เหตุการณ์ค่ำ วันที่ 6 หลังจากผมปราศรัยไปได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ขอเชิญตัวผมไปคุยกันที่โรงพัก ผมก็ถามว่าผมผิดข้อหาอะไร ช่วยแจ้งข้อหาด้วยครับ เขาบอกผมว่าพูดพาดพิงถึงคนอื่น ใช้เครื่องขยายเสียงในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ถึงผมจะโต้เถียงกับตำรวจตรงนั้นเขาก็ยังให้ผมได้ปราศรัยต่ออีกหนึ่งชั่วโมง แต่ผมพูดไปได้อีกไม่ถึง 20 นาที ก็มีนายทหารกลุ่มหนึ่งตรงมาที่รถของผม ประกาศตัวว่าเป็นอัยการทหาร ขอควบคุมตัว ตามพ.ร.บ. ‘กฎอัยการศึก 2457’ “

 

 “นาทีนั้น ผมตระหนักแก่ใจ มาแล้ว ‘ทหาร’ นี่แหละ คือผู้ที่พยายามใช้อำนาจที่แท้จริง ไม่ใช่ตำรวจ ผมจะไม่ยอมให้ตำรวจจับผม ต้องทหารเท่านั้น” “ผมถึงยอมให้ควบคุมตัวโดยดี”

 

“ผมไม่ได้ถูกใครทำร้ายร่างกาย แม้ระหว่างการควบคุมตัว หลายคนอาจเห็นว่าดูรุนแรง สำหรับผมแล้ว ทหารก็ไม่ได้มีความพยายามใช้อำนาจทำร้ายร่างกาย”

 

“แต่เขาทำร้ายผมด้วยวาจา” นายสมบัติ ยอมรับไม่ทราบว่า นายทหารเหล่านั้นชื่ออะไร ชั้นยศอะไรกันบ้าง

 

 “คืนแรก เขาสอบสวนผมไม่เป็นทางการ ก็บอกก่อนเลยว่า เขาจะกักตัวผมเพื่อสืบสวนสอบสวน 7 วัน ตามอำนาจของ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก ผมก็ตอบไม่มีปัญหา ทหารยังถามว่า รู้ไหมว่าที่นี่เขตกฎอัยการศึก ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตสำหรับผู้ที่ทำลายประเทศชาติ” “ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรอีก แต่ที่ผมโกรธคือทหารพยายามใช้จิตวิทยาในการสอบสวน บอกว่าผมมีสิทธิอะไร ไม่มีสิทธิอะไรบ้าง”

 

“โอเค ผมมีสิทธิได้กินข้าวและน้ำ 3 มื้อ แต่ผมไม่มีสิทธิสื่อสารกับใคร ไม่มีสิทธิขอแต่งตั้งทนายความตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีสิทธิให้คนใกล้ชิดได้อยู่และฟังเวลาที่ผมให้การ ต้องอยู่ในพื้นที่ที่ทหารอนุญาตและจำกัดบริเวณเท่านั้น ห้ามดื่มน้ำระหว่างการสืบสวนสอบสวน โดยเขามีสิทธิกักตัวผมในการสอบสวน 7 วัน เพื่อตั้งข้อหา ผมก็ถามเขานะ ว่าทำไมไม่มีสิทธิดื่มน้ำ เขาไม่ได้ให้เหตุผล บอกเพียงเป็นเรื่องของการสอบสวน”

 

“ที่ผมสงสัยคือ อาหยิ เขากระโดดขึ้นมาในรถทหารที่ควบคุมตัวผม เขาไม่ได้ถูกจับแบบผมนะ แบบว่ากระโดดขึ้นรถเพราะความเป็นห่วงผม แต่พอถึงค่ายทหาร เขาก็จับอาหยิไปกักตัวและสอบสวนด้วย โดยให้แยกพักคนละที่กับผม ไม่ให้อยู่ด้วยกัน ตัดการสื่อสารผมทุกชนิด ประเด็นของผมคือ อาหยิผิดอะไร กักตัวเขาด้วยเหตุผลใด”

 

ถ้าถามถึงความเป็นอยู่ 24 ชั่วโมงนั้น นายสมบัติ เล่าติดตลก “เขาเลี้ยงข้าวหน้าเป็ด มีกาแฟให้กินด้วยนะ ทหารบอกให้กินให้เต็มที่เลยมีงบ 165 บาท ตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ผมได้นอนห้องแอร์อย่างดี ที่เป็นห้องพักรับรองของนายทหาร แต่ผมก็ไม่ได้เปิดแอร์หรอกนะ ห้องมันใหญ่ เที่ยงคืนกว่าผมก็หลับสนิทแล้ว เพลียมากเลย”

 

จากนั้นท่าทีและน้ำเสียงจริงจังก็กลับมา

 

“ตั้งแต่ถูกกักตัว ผมทราบว่ามีความพยายามเคลื่อนไหวข้างนอกจากเพื่อน คนรู้จัก และเครือข่ายตลอดเวลา ผมไม่ทราบว่าเป็นใครบ้าง รู้แต่ว่าทหารที่รายล้อมผมต้องรับโทรศัพท์กันไม่ได้หยุด จนเขาเองคงรู้สึกหงุดหงิด เพราะถูกกดดันว่าอะไรกันนักกันหนา และเขาเองคงไม่คุ้นชินที่มีชาวบ้านมายืนหน้าค่าย แค่ 60 คนเองนะ และดูเหมือนกำลังทยอยกันมาชุมนุมเพิ่มขึ้นอีก ทำให้เขารู้สึกกดดันมากขึ้น จนต้องออกมาขอให้ชาวบ้านกลับไป อย่ามาชุมนุม อย่ามากดดันกัน เหตุการณ์นี้ทำให้ผมเรียนรู้ว่าทหารไม่ชอบการต่อรอง และเขาก็หงุดหงิดมากขึ้น ยิ่งดึกก็ยิ่งมีโทรศัพท์เข้ามามากมาย”

 

“ที่ผมรู้แน่ๆ คนที่พยายามติดต่อผมคือ ครูแดง (นางเตือนใจ ดีเทศน์ สมาชิกสภานิติบัญญัติ) หมอเหวง (นพ.เหวง โตจิราการ) และรองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ซึ่งป่านนี้ผมยังไม่ทรายเลยครับว่าชื่ออะไร และเกี่ยวข้องกับผมช่วงไหน อย่างไร แต่มีคนเดียวที่ผู้การทหาร ผมไม่ทราบชื่อส่งโทรศัพท์ให้ผมคุยด้วยคือ ครูแดง”

 

“ที่เขาให้ผมพูด คิดว่าทหารคงเกรงใจครูแดง หรือคนที่อยู่ข้างหลังครูแดงนั่นเอง”

 

 “ก็ได้รับสัญญาณถึงความเป็นห่วง การปลอบขวัญ ครูแดงพูดให้สบายใจว่าพี่ๆ ทุกคนเป็นห่วง ให้วางใจว่าจะไม่ได้รับการคุกคามหรือทำร้ายร่างกาย” สมบัติ เล่าตัวอย่างการกดดันให้ฟัง “ผู้การทหารบอกว่าจะปล่อยตัวผม ตั้งแต่ตอนเช้า ถ้าผมยอมเซ็นชื่อว่าจะไม่เคลื่อนไหวแบบดาวกระจายในพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึกอีก ไม่ร่วมกิจกรรมกับนปก. (แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ) แต่ผมไม่ยอมเซ็น ไม่ตกลงด้วย เขาก็บอกว่า ถ้างั้นเตรียมตัวย้ายไปพิษณุโลกได้เลย”

 

ทหารไม่ให้ติดต่อสื่อสารใคร

แล้วรู้ไหมว่าคืนนั้น เขาเตรียมให้ญาติเข้าเยี่ยม มีการติดต่อภรรยาและลูกสาวมารอที่หน้าค่ายตอนกลางคืนแล้ว ซึ่งทั้งสองคนและบรรดาพี่น้อง เพื่อนร่วมงานที่ทราบข่าวเป็นห่วงมาก “ผมไม่ทราบ เขาไม่ให้ผมติดต่อสื่อสารใดๆ กับใครเลย ยกเว้นครูแดงอย่างที่เล่าให้ฟัง ผมเข้าใจเอาเองนะ เขาพยายามไม่ให้ข้อมูลจากข้างในค่าย ข้อมูลของทหารออกไปข้างนอก หรือก็ให้ออกน้อยที่สุด หรือเท่าที่ควบคุมได้” เราจึงได้เล่าให้ฟังต่อว่า ภรรยาและลูกถูกเรียกมาตอนบ่ายของวันรุ่งขึ้นอีกครั้ง แม้แต่ที่มูลนิธิกระจกเงา ศูนย์เชียงราย กลางดึกประมาณเที่ยงคืน ได้มีตำรวจและสายตรวจอาสามาตั้งด่านตรวจที่บ้านทุ่งหลวง ทำการตรวจค้นและสอบถามผู้ที่ผ่านเข้าออกยามกลางดึกจนวันรุ่งขึ้นเลย

 

สมบัตินิ่งไปพักใหญ่ “อันนี้ผมไม่ทราบจริงๆ ยังไม่มีใครเล่ารายละเอียดแบบนี้ให้ผมฟัง”

 

“แล้วรู้สึกกลัวไหม? ที่ถูกรวบตัวและกักตัวลักษณะนี้” “ไม่นะ โดยบรรยากาศของห้องรับรองที่ปรับเป็นห้องสอบปากคำ มีทหารและนายทหาร เพียง 4-5 คน ไม่ได้ทำให้เรากลัว อาจจะเครียดบ้างเพราะถูกกดดัน”

 

“ผมถูกสอบสวนอย่างเป็นทางการก็ช่วงบ่ายของวันที่ 7 จนถึงค่ำ โดยแม่ทัพภาคที่ 3 (พล.ท.จิรเดช คชรัตน์) ได้ส่งผู้อำนวยการกองข่าวจากพิษณุโลกมาเป็นผู้สอบสวน เขาขับรถมาเองเลยจากพิษณุโลก ถือแฟ้มประวัติผมมา ดูรู้ว่าศึกษาประวัติผมจากเว็บไซต์และที่อื่นๆ มาอย่างดี ตั้งแต่ผมเป็นใคร เคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างไรบ้างในกรุงเทพฯ ตั้งแต่รัฐประหาร ยังบอกเลยว่า เออ...คุณก็เคยเขียนบทความด่าทักษิณด้วยนี่ ผมก็ยิ้ม”

 

 “มาถึงก็แจ้งข้อหา ว่าผมทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 เป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นศัตรูของชาติ จะต้องถูกสอบสวน” “ผมนะ โอ้โห แค่ปราศรัยในที่สาธารณะ แสดงความคิดเห็นทางการเมือง ผมเป็นศัตรูของชาติเลยเหรอ”

 

“แล้วเขาก็แสดงอำนาจ ว่าเขตจังหวัดเชียงราย หรือมณฑลทหารบก ภาค 1 อยู่ภายใต้การดูแลของกองทัพ ภาค 3 อำนาจทุกอย่างอยู่ที่เขาทั้งสิ้น เมื่อไม่กี่เดือนนี้เขาก็เพิ่งสั่งย้ายนายอำเภอแม่ฟ้าหลวงไป ผมนึกในใจว่า ทำไมกองทัพภาค 3 มีอำนาจล้นฟ้าอย่างนี้นะ”

 

ท่าทีเกรี้ยวกราด

“จากนั้นเขาเริ่มต้น ด้วยท่าทีเกรี้ยวกราด ด่าหมอเหวง ย้อนอดีตเลยว่าไปทำอะไรไว้บ้าง น่าจะจัดการซะตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์เสียก็ดี และก็ด่าพวกที่ออกมาเคลื่อนไหวว่าเป็นพวกทำลายประเทศชาติ ทำลายสถาบัน เป็นภัยต่อความมั่นคง ด่าเยอะมาก เขาไม่ได้ด่าผมโดยตรง แต่หลายคำก็รู้ว่ากระแทกใส่ผมด้วย”

 

“แล้วเขาก็ถามว่า ระหว่างการควบคุมตัวมีบาดเจ็บ ฟกช้ำตรงไหนบ้าง ผมสำรวจตัวเองพักใหญ่ๆ ก็ยื่นแขนซ้ายให้ดูว่า มีฟกช้ำเล็กน้อย ทหารก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นต้องเรียกแพทย์มาดูอาการ ผมนะร้องโอยเลยว่าแค่นี้ไม่ต้องหรอก ให้แพทย์ทำสิ่งที่มีสาระมากกว่านี้ดีกว่า เขาก็ยืนยันว่าเป็นข้อบังคับและเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องบันทึกลงเอกสารคำให้การ ถ้าอย่างนั้นยินดีให้ถอนคำให้การไหม ผมก็โอเค เพราะไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไร”

 

แล้วประเด็นที่ถูกสอบสวนสาระส่วนใหญ่คืออะไร?

 

“หนึ่ง เขาพยายามจะบอกว่ารู้หรือไม่ว่าผมทำผิดกฎหมาย จังหวัดเชียงรายยังเป็นพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึกอยู่ ผมก็บอกว่ารู้ เขาก็ถามว่าแล้วมาทำไม ผมบอกเลยว่าตั้งใจมา เพราะวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 เป็นวันที่สสร. (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) ลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 และจะมีการลงประชามติรับร่างนี้วันที่ 19 สิงหาคม ผมแค่อยากมาบอกพี่น้องประชาชน เรื่องรัฐธรรมนูญ มาให้ข้อมูลอีกด้านว่าทำไมเราไม่ควรรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่เกิดขึ้นโดยอำนาจเผด็จการ”

 

“ทหารเอ็ดใส่ผมว่า แล้วรู้ได้อย่างไรว่ารัฐธรรมนูญปี 50 หน้าตาอย่างไร ผมไม่แฟร์ที่พูดข้างเดียวในพื้นที่สาธารณะ ไม่ยอมให้คนอื่นได้ตอบโต้ และชี้แจง ทำไมไม่พูดในเวทีสาธารณะที่มีคนอื่นได้ร่วมแลกเปลี่ยน ผมก็บอกว่า ก็ร่างแรกรัฐธรรมนูญ ที่เป็นพิมพ์เขียวก็ถูกแจกจ่ายให้ประชาชนนับล้านฉบับ ผมติดตามการเมืองนะครับ และตามตลอดด้วยว่ามีการอภิปรายแก้กันอย่างไร จนลงมติในวาระที่ 3 ทำไมผมจะพูดไม่ได้”

 

“ทหารก็ยืนยันว่าผมไม่แฟร์ ท้าทายว่าจะไปพูดในเวทีสาธารณะไหมจะจัดให้ที่พิษณุโลกเลย ผมบอกว่ามาจัดที่เชียงรายดีกว่า ก็เถียงกันอยู่สักพัก สุดท้ายเขาก็ยกเลิกความคิดเรื่องเวทีสาธารณะไป เขาบอกจัดไปเดี๋ยวก็เกิดทะเลาะกัน เกิดความวุ่นวาย ผมคิดว่าเขาพูดเรื่องนี้ตอนแรก อาจเพราะเป็นคำท้าของผมด้วย เอาเข้าจริงผมคิดว่าทหารในระดับปฏิบัติการ พวกนักรบเหล่านี้ เขาไม่ได้เอาใส่ใจหรือให้ความสำคัญเรื่องรัฐธรรมนูญเท่าใด แม้จะสนับสนุนรัฐธรรมฉบับปี 2550 ก็ตาม”

 

“เขาเป็นนักรบ ไม่ใช่นักคิด”

 

จับเพราะด่าคมช

“ความเห็นผมนะ เขาไม่ได้รวบตัวผมเพราะผมพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ หรือด่าเผด็จการ เขาต้องจัดการกับผม เพราะผมด่า คมช. (คณะมนตรีความมนคงแห่งชาติ) เจ้านายของเขา ไปพาดพิงบุคคลที่ 3 ที่ผมปราศรัยให้ชาวบ้านรู้สึกตั้งคำถามและพูดในสิ่งที่เขาอาจจะไม่รู้ ไม่เคยได้คิดหรือลืมเลือนไปแล้วว่า ทุกครั้งหลังการรัฐประหาร นายทหารที่เกี่ยวข้องมักร่ำรวยผิดปกติ มีนายทหารระดับสูงเข้าไปรับตำแหน่งบอร์ดของรัฐวิสาหกิจ คมช.ไม่ต้องแจ้งหรือเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน กรณีพฤษภาทมิฬ ก็มีทหารร่ำรวยผิดปกติ หรือพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และภรรยาที่บอกว่าเป็นทหารอาชีพทำไมถึงร่ำรวยมหาศาล สิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีคำตอบแก่สังคมเลย นี่เป็นประเด็นที่สอง ที่เขาพยายามจะหาเหตุผลเพื่อนำไปสู่การทำความผิดกฎหมายของผม”

 

“ประเด็นที่ 3 ซึ่งผมรู้สึกขำ เขาบอกรู้หรือไม่ว่าผมจอดรถผิดวัตถุประสงค์ ที่สถานที่ขนส่ง จัดพื้นที่สำหรับการขนส่งนะ ผมก็บอกว่าครับ และตอนกลางคืนก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นไนท์บาซาร์ของเชียงราย ผมก็เห็นมีพ่อค้าแม่ค้ามาจอดรถขายของกันด้วย และผมก็ไม่ได้จอดรถกีดขวางการจราจรด้วย ประเด็นนี้ก็เลยตกไป”

 

“สรุปว่า เขาพยายามวนเวียนถามผมว่า เป็นพวกรับจ้างมาก่อความวุ่นวายหรือเปล่า ใครเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการเดินทาง กล่าวคือ เขาพยายามตรวจสอบว่าผมมีโครงข่ายอะไรกับพรรคการเมือง ที่เป็นอำนาจเก่าหรือไม่ ก็ไม่มีหลักฐานอะไร”

 

“เมื่อหาเหตุเชื่อมโยงผมไม่ได้ ก็ถามอีกว่าเกี่ยวข้องกับการแจกใบปลิวโจมตีสถาบัน 8 ครั้งในเชียงรายหรือไม่ ผมก็ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยว ไม่เคยทำใบปลิวใดๆ ทั้งนั้น” “ก็สอบสวนกันไปจน 4 โมงเย็น ผมไม่รู้ว่าข้างนอกเกิดอะไรขึ้น เหมือนกับมีระดับผู้ใหญ่โทรมา ทำให้ท่าทีของผู้อำนวยการกองข่าวเปลี่ยนไป ซึ่งตอนแรกเขาเตรียมที่จะย้ายผมไปพิษณุโลกแล้ว ส่วนผู้การทหารจากภาค 1 ก็อยากให้ทางภาค 3 รีบสืบสวนสอบสวนแล้วปล่อยตัว แต่ทางภาค 3 บอกว่าเป็นอำนาจเต็มที่ที่เขาจะทำการสอบสวน นายทหารภาค 1 ก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นควรเร่งกระบวนการหน่อย ผมรู้ตัวว่าจะถูกปล่อยตัวตั้งแต่ 5 โมงเย็นแล้ว”

 

“ผมไม่รู้จริงๆ ว่านอกค่ายเกิดอะไรขึ้น แต่ทหารด่าหมอเหวงมาก ประมาณว่าไม่รู้หรืออย่างไรว่าการถูกกักตัวแบบนี้ ทำร้ายร่างกายผมไม่ได้ กับใช้เวลาแบบนี้เป็นเงื่อนไขในการกดดันที่กรุงเทพฯ”

 

เราจึงเล่าสรุปให้ฟังคร่าวๆ ว่ามีการออกแถลงการณ์กดดันให้ปล่อยตัว และมีการเคลื่อนขบวนไปที่หน้ากองทัพบก ซึ่งมีคนของกลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการถูกแจ้งจับหนึ่งคน จึงถือโอกาสถามถึงจุดยืนของนปก. (แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ) เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะเอาเข้าจริงแกนนำ นปก. ไม่ได้ขยับทำอะไรกรณีที่นายสมบัติ ถูกจับสักเท่าใด และ นพ.เหวงก็เคลื่อนไหวในนามของนปตร. (แนวร่วมประชาชนต้านรัฐประหาร-คือเครือข่ายที่มาก่อนนปก. ซึ่งผนวกกลุ่มพีทีวี และกลุ่มคนรักทักษิณ ของพรรคไทยรักไทยเข้ามาทีหลัง-ผู้เขียน) กับเครือข่ายภาคประชาชนอีก 20 องค์กร

 

“ผมไม่รู้นะ ขอเช็คข้อมูลก่อน แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าการเคลื่อนไหวของหมอเหวง คือการเคลื่อนไหวด้วยจิตวิญญาณของเขา”

 

ตรวจทั้งโคตร จนรู้สึกถูกข่มขู่

“ผู้อำนวยการกองข่าว ของกองทัพภาคที่ 3 ก็พยายามสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นระบบของทหารมาก ตรวจสอบข้อมูลการกระทำผิดกฎหมายอาญาของผมและทั้งตระกูล ก็เรียกว่าทั้งโคตรเลยแหละ ผมรู้สึกถูกขู่นะ เพราะเขาบอกว่าจะตั้งเรื่องผมไว้ 1 ปี จะเรียกมาสอบสวนเมื่อไหร่ก็ได้ วันนี้ในประวัติผมถูกบันทึกไว้แล้วว่า เป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นศัตรูของชาติไปจนตลอดชีวิต เป็นคดีที่ไม่มีอายุความ”

 

 “สุดท้ายก่อนจะปล่อยตัวผมออกมา ช่วงเกือบสองทุ่ม เขาให้ผมอ่านบันทึกการจับกุมและลงนามในเอกสารให้ปากคำของเรา แต่พอขอสำเนาออกมาด้วย เขาไม่ให้ครับ” “ผมว่า 24 ชั่วโมงของผมคุ้มนะ เป็นการจุดประเด็นให้สังคมตั้งคำถามกับกฎอัยการศึก ว่าวันนี้ทหารกลุ่มนี้ประกาศเขตกฎอัยการศึกชอบด้วยกฎหมายใด”

 

 

วิสัยทัศ บก ลาย จุด

“ในภาวะของการประกาศกฎอัยการศึก จะมีประชาธิปไตยได้อย่างไร ถ้าประชาชนไม่มีโอกาสได้คุยกันและทำความเข้าใจเรื่องรัฐธรรมนูญ และปล่อยให้สสร. ได้รณรงค์ลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 50 อยู่แต่ฝ่ายเดียว”

 

“มิพักต้องกล่าวถึง ร่าง พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่ต้องล้มไปเลย เพราะเป็นการมอบให้กลุ่มบุคลใดบุคคลหนึ่งมีและใช้อำนาจที่จะทำอะไรก็ได้ ความจริง พ.ร.บ.กฎอัยการศึกนี้ก็ต้องยกเลิก แก้ไข ปรับปรุงได้แล้ว เพราะเรามี พ.ร.บ.การควบคุมความสงบในภาวะฉุกเฉินอยู่แล้ว”

 

“ในเมื่อเราไม่มีอยู่ในภาวะศึกสงคราม และกรณีที่ผมถูกรวบตัวนี้ก็ไม่ได้มีเหตุจลาจล ผมเพียงแต่ใช้สิทธิความเป็นพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ แต่ทั้งหมดนี้เป็นเหตุที่เขาก่อเองขึ้นมานะ และกรณีของอาหยิ ผมอยากรู้มากเลย ทหารกักตัวเขาด้วยข้อหาอะไร ผมอยากได้รับคำอธิบายประเด็นนี้”

 

 และที่น่าสนใจมาก “ผมพยายามเงี่ยหูฟัง มีใครสักคนพูดหรือตะโกนให้ได้ยินไหมว่าการควบคุมตัวในลักษณะนี้เป็นเรื่องชอบธรรม หรือการลอนสิทธิความเป็นพลเมือง สิทธิทางการเมืองเป็นเรื่องถูกต้องแล้ว ผมไม่ได้ยินนะ” “คงไม่ฟ้อง ผมยังคิดไม่สุดนะ แต่คงจะต้องมีกิจกรรมเกี่ยวกับสิทธิทางการเมืองต่อไป ว่าพลเมืองมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น การที่ประชาชนคุยการเมืองไม่ใช่เรื่องของภัยความมั่นคง ขอผมคิดสักพัก”

 

ทำกับทักษิณมากเกินไป

“ทักษิณก็เป็นนักการเมือง ที่มีกลโกงแบบพรรคการเมืองอื่นๆ มีความเลวร้ายไม่ต่างจากพรรคการเมืองที่ผ่านมา และวิสัยขององค์กรการเมือง สื่อ ก็จะต้องไล่ถล่ม วิพากษ์และตรวจสอบพรรคไทยรักไทยไม่ต่างจากพรรคการเมืองอื่นเช่นเดียวกัน แต่ในภาวะที่ไม่ปกติ การไล่ทุบตีรัฐบาล สื่อถล่มใส่ โดยการโปรรัฐประหาร ผมรู้สึกว่ามันเกินเลยความถูกต้องไปมาก ทำให้รัฐประหารกลายเป็นอาชญากรรมใหญ่ที่สุดที่เคยมี เพราะทหารได้ประหาร ‘รัฐ’ และ ‘ประชาธิปไตย’  ซึ่งไม่แตกต่างจากปี 2535 ที่มีคนเขียนจดหมายไปหาพล.อ.สุจินดา คราประยูร และสุจินดา บอกว่ากำลังรอจดหมายฉบับที่ล้าน คือ เมื่อเราเอื้อมไปถึงอำนาจนิยม หรืออำนาจนอกระบบเหตุการณ์จึงเกินเลยมาแบบนี้ หรือเอาเข้าจริงนี้คือวัฒนธรรมคนไทย ไม่ถูกใจก็ชอบล้มโต๊ะกัน”

 

 “ฟังดูเหมือนกับไม่ชอบพรรคการเมือง ดูเลวร้ายไปหมด ถ้าอย่างนั้นคุณเชื่อเรื่องระบบการเมืองอย่างไร” “สำหรับผมนะ พรรคการเมืองและนักการเมืองเลวร้ายอย่างไร ผมยังเชื่อในระบบการเมืองแบบรัฐสภา เพราะอย่างน้อยพรรคการเมือง ยังได้สร้าง หาแล้วก็แบ่งกันกิน ดีกว่าทหาร ดีกว่าอำนาจนิยม ในอดีตพิสูจน์มาเยอะแล้วว่า ไม่เคยสร้างนวัตกรรมใดไว้ คือ ไม่หาและยังกินรวบคนเดียว ด่าไม่ได้ ตรวจสอบไม่ได้ พรรคการเมืองยังด่าได้ ตรวจสอบได้ พอถึง 4 ปีถ้าเราเบื่อหน่ายเราก็ไม่เลือกเข้ามาใหม่ ขออย่างเดียวขอพื้นที่ให้ประชาชนได้มีโอกาสในการพูดคุย แสดงความคิดเห็นทางการเมือง”

 

“ผมนึกออกแล้ว ผมจะทำหนังสือถึงแม่ทัพกองทัพภาคที่ 3 ขอจัดเวทีสาธารณะคุยเรื่องรัฐธรรมนูญ ปี 50 ที่กองทัพภาค 3 จังหวัดพิษณุโลกเลย ผมจะเดินเข้าไปคุยด้วย ไปคนเดียวนี่แหละ ขอให้ผู้อำนวยการกองข่าวที่สนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมาถกเถียง มาคุยหรือจะเอาใครก็ได้ขอให้ส่งตัวแทนมาเลย คุณจะระดมมวลชนที่คุณควบคุมได้ จะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. พลทหาร หรือทหารเกณฑ์มาฟังกันเยอะๆ ประชาชน โดยเฉพาะทหารที่ภาค 3 จะได้เข้าใจเรื่องรัฐธรรมนูญ”

 

“เพราะอะไรรู้ไหม?” “ผมอยากให้ทหารฟังและรับฟังเสียงที่แตกต่างบ้าง” “ทหารฟังเป็นไหม?” ‘เสียงแตกต่างหลากหลาย’ และการเคารพกันในความเป็นมนุษย์เป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย.

 

องค์กรสิทธิมนุษชน “โกรธจัด”

9 ก.ค.2550 สืบเนื่องจากกรณีนักรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย นายสมบัติ บุ­ญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มพลเมืองภิวัตน์และกรรมการแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ถูกนายทหารจากกองทัพภาคที่ 3 รวบขณะกำลังขึ้นเวทีปราศรัยต้านรัฐประหารและร่างรัฐธรรมนูญ ที่บริเวณสถานีขนส่งจังหวัดเชียงราย และถูกนำตัวไปกักไว้ในค่ายทหารเม็งรายมหาราช ระหว่างวันที่ 6-7 ก.ค. ที่ผ่านมา 

 

เครือข่ายนักวิชาการและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งประกอบด้วยอาจารย์จากสำนักงานสิทธิมนุษยชนฯ มหาวิทยาลัยมหิดล ตัวแทนจากสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน พร้อมด้วยคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ได้ร่วมกันจัดการแถลงข่าวที่สำนักงานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กรุงเทพฯ เพื่อประณามและเรียกร้องให้ทหารยุติการคุกคามสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการชุมนุมโดยสงบของประชาชน

 

ทั้งนี้ เครือข่ายนักวิชาการและ กปอพช. ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎอัยการศึกในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศเพื่อให้สังคมได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็นอย่างเต็มที่ก่อนลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนู­

 

“ตามปกติแล้ว กฎอัยการศึกเป็นกฎที่รัฐใช้กับเฉพาะพื้นที่ที่ตกอยู่ในภาวะศึกสงคราม จึงไม่มีเหตุผลใดที่รัฐบาลและกองทัพควรคงกฎอัยการศึกไว้ในพื้นที่ 35 จังหวัดซึ่งไม่มีภาวะศึกสงครามใด ๆ” นายสมบัติ บุ­ญงามอนงค์ให้สัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์ระหว่างการแถลงข่าว

 

“การคงกฎอัยการศึกไว้ ทำให้ประเทศไทยขณะนี้ถูกแบ่งแยกเป็นสองส่วน คือพื้นที่ที่คนสามารถแสดงความเห็นทางการเมืองไทย และพื้นที่กฎอัยการศึกที่ห้ามประชาชนแสดงความเห็นทางการเมือง” นายสมบัติกล่าว

 

ลามจากประท้วงจับ บก ลายจุด เป็น พรบ กอ รมน

นอกจากนี้ เครือข่ายนักวิชาการและองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชน ยังร่วมกันชี้ให้เห็นถึงอันตรายร้ายแรงของร่าง พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายใน พ.ศ. ... ที่ผ่านการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้ว และมีเนื้อหาที่มอบอำนาจควบคุมทางการเมืองให้อยู่ในมือของทหารและกองทัพอย่างเบ็ดเสร็จ

 

“เนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.นี้ ก็คือการประกาศใช้กฎอัยการศึกเป็นการถาวรในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย” นายจอน อึ้งภากรณ์ ประธาน กป.อพช. กล่าว

 

“ถ้า พรบ.นี้ผ่านออกมามีผลบังคับใช้จริง ประชาธิปไตยก็จะไม่มีความหมาย และเราก็คงไม่ต้องพูดถึงประเทศไทยในฐานที่เป็นประเทศประชาธิปไตยอีกต่อไป” “ถ้าร่าง พ.ร.บ. ความมั่นคงภายในนี้ผ่านออกมาได้ ประเทศไทยจะเข้าสู่ยุคมืดเหมือนสมัยเผ่า ศรียานนท์ และสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ พ.ร.บ.นี้จะกลายเป็นมรดกบาปที่จะสืบทอดต่อไปในอนาคต” รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล แกนนำเครือข่ายนักวิชาการฯ กล่าว

 

ในตอนท้าย เครือข่ายนักวิชาการฯ ได้ประกาศข้อเรียกร้องห้าข้อต่อรัฐบาลและกองทัพ คือ

1.         รัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะผู้มีอำนาจในกองทัพ ยุติพฤติกรรมอันเป็นการข่มขู่ คุกคามและละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนโดยสิ้นเชิง และต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศยอมรับต่อสาธารณชนว่า การแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน

2.         กองทัพต้องยุติการอ้างกฎอัยการศึกเพื่อการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรม ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย และเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ทั้งนี้ รัฐบาลต้องประกาศยกเลิกการบังคับใช้กฎอัยการศึกในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทยในทันที

3.         กองทัพและรัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในครั้งนี้ โดยต้องให้การชดเชยเยียวยาแก่ผู้เสียหายที่ถูกละเมิด ทั้งต้องตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อเจ้าหน้าที่รัฐผู้ใช้อำนาจโดยมิชอบอย่างถึงที่สุด

4.         หน่วยงานรัฐต้องร่วมมือกับภาคประชาสังคมในการทำหน้าที่ประกัน ส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน รวมทั้งทำหน้าที่ตรวจสอบและขจัดการใช้อำนาจเกินขอบเขตและไม่ชอบธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายต่างๆ

5.   กองทัพและรัฐบาลต้องคืนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้กลับคืนสู่สังคมไทยโดยเร็วที่สุด

 

ถึงขั้น “ประณาม” คมช

9 ก.ค.2550 คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.) ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารและกองทัพ เนื่องจากมีการบุกเข้าจับตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มพลเมืองภิวัตน์ เพื่อนำตัวไปสอบปากคำ หลังจากนายสมบัติเปิดการอภิปราย ณ บริเวณสถานีขนส่งเชียงราย เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดย ครส.ระบุว่า การกระทำของนายสมบัติ ได้รับการรับรองสิทธิตามกติกาสากลเรื่องสิทธิพลเมือง การที่ทหารบุกเข้ารวบตัวนายสมบัติไป จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิอย่างเห็นได้ชัด

 

นอกจากนี้ ครส.ได้เสนอข้อเรียกร้อง 4 ประการ แก่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ โดยระบุว่ากองทัพบกและทหารทุกนาย ควรจะยุติบทบาทการกระทำการคุกคามสิทธิเสรีภาพของพลเมือง โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในอำนาจของทหาร ดังนั้นจึงต้องยกเลิกกฏอัยการศึกในพื้นที่ซึ่งไม่ใช่ชายแดน และการใช้อำนาจอ้างตามกฏอัยการศึกเพื่อลิดรอนสิทธิมนุษยชนของพลเมืองขั้นพื้นฐานในการเคลื่อนไหวหรือชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ ถือเป็นสิ่งที่น่าละอายต่อกองทัพ

 

 

 

 

 

แถลงการณ์คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.)

 

“ตามที่เจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพภาคที่ 3 ได้จับกุมตัว นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มพลเมืองภิวัตน์ ณ บริเวณสถานีขนส่งเชียงราย เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา และเกิดเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจากเจ้าหน้าที่ทหารนั้น คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.) มีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและกองทัพบกดังต่อไปนี้

 

          1.เราขอประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารและกองทัพ ภายใต้ฉันทานุมัติแห่งอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่ได้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนและคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนขั้นพื้นฐานในฐานะพลเมืองของประเทศดังกล่าว ทั้งการคุกคามนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย นักกิจกรรมเพื่อสังคม ตลอดจนบุคคลที่เห็นต่างจากรัฐในทุกรูปแบบ

 

          2.เราขอเรียกร้องให้กองทัพบกและเจ้าหน้าที่ทหารทุกนาย ยุติบทบาทการกระทำการคุกคามสิทธิเสรีภาพของพลเมือง โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่อยู่ในอำนาจของทหารยกเว้นภัยจากภายนอก ดังนั้นต้องยกเลิกกฏอัยการศึกในพื้นที่ซึ่งไม่ใช่ชายแดน การใช้อำนาจอ้างตามกฏอัยการศึกเพื่อไปลิดรอนสิทธิมนุษยชนของพลเมืองขั้นพื้นฐานในการเคลื่อนไหวหรือชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ถือเป็นสิ่งที่น่าละอายต่อกองทัพที่ต้องมีการสอบวินัยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เราขอยืนยันว่า การเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยของพลเมืองทุกกลุ่ม เป็นสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง อยู่ในปฏิญญาสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ ที่รัฐทหารแห่งนี้จะตีความเป็นภัยต่อความมั่นคง ความอยู่รอดปลอดภัยของชาติหรือปฏิปักษ์ต่อราชอาณาจักรไม่ได้ และการควบคุมตัวโดยไม่มีสิทธิร้องเรียนต่อศาลในสภาวะปกติไม่มีภัยสงครามจะกระทำไม่ได้

 

          3.เราขอเรียกร้องให้ผู้ปกครองแห่งรัฐนี้ในฐานะรัฐบาลเฉพาะกาล นอกจากการปฏิรูปตำรวจแล้ว ต้องมีการปฏิรูปกองทัพด้วย เพราะบทบาทของเฉพาะกองทัพบกที่ผ่านมา ถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนสูงสุด ทั้งในระดับการเมืองและในองค์กรเอง โดยเฉพาะการใช้อำนาจที่ผ่านมา การแทรกแซงการแสดงความเห็นต่าง การคุกคามสิทธิเสรีภาพทางการสื่อสาร การกีกันเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายหรือเดินทางของพลเมืองที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายความมั่นคงแห่งรัฐนี้ที่จะเป็นที่ยอมรับของนานาชาติว่าประเทศไทยมีการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงด้วยการกระทำดังกล่าว

 

          เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลเฉพาะการและกองทัพบก เคารพในกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ซึ่งรับรองสิทธิที่กล่าวไว้ข้างต้นทั้งหมด และการกระทำที่ผ่านมาถือว่าเป็นการล้มล้างกติกาดังกล่าว ซึ่งเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนได้จัดทำรายงานและเก็บข้อมูลไว้อย่างต่อเนื่อง

 

          4.เราขอให้รัฐบาลยุติการออกกฏหมายใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในช่วงเวลารัฐบาลเฉพาะกาล โดยเฉพาะ ร่าง พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และ ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ ที่เตรียมจะเข้า ครม.ในวันอังคารนี้ เพราะป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจมากเกินไป กีดกันการสิทธิในการชุมนุมโดยสงบของพลเมือง ถึงขั้นกำหนดให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ใช้อำนาจในการสลายการชุมนุม ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา

 

8 กรกฎาคม 2550

ณ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม(มอส.)

 

สพรั่ง ไม่เรียนรู้ “เติมเชื้อไฟ” แจ้งความ นปก

9 ก.ค.2550 พลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร แจ้งความดำเนินคดีนพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก) และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำแนวร่วมประชาชนต้านรัฐประหาร (นปตร.) ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการกระจายเสียงหรือกระทำการป่าวประกาศ ทั้งนี้สน.สำราญราษฎร์โดยพ.ต.ท.ศิริพงษ์ ประมวลมา พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกให้บุคคลทั้งสองไปรายงานตัวที่สน.สำราญราษฎร์ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2550เวลา 14.00 น.

 

 

กรณีดังกล่าว นพ.เหวง โตจิราการ และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ว่าได้ทำหนังสือชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้เผด็จการทรราชทหาร ทำให้เชื่อว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและรบอบเผด็จการทรราชยังได้ใช้กำลังบังคับเยี่ยงโจร บังคับพนักงานสอบสวน บังคับพนักงานอัยการ และศาลไม่ให้ใช้อำนาจอิสระตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม ภายใต้รัฐเผด็จการทหาร

 

 ด้วยเหตุผลดังกล่าวทั้งสองคนจะไม่ไปพบพนักงานสอบสวน เมื่อมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์แล้วจะไปพบตามหมายเรียกของพนักงานสอบสวนต่อไป

 

นปก ตอกกลับ “โทษรัฐประหารถึงประหารชีวิต”

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กล่าวว่า การที่พลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร แจ้งความกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทนั้น ขอชี้แจงว่า ตนเป็นราษฎรที่ได้รับความเสียหายจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงได้ร่วมกับประชาชนมาชุมนุมที่สนามหลวงเพื่อเปิดโปงพฤติกรรมทหารที่กระทำความผิดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายอาญา สำหรับนายทหารที่ก่อการรัฐประหารมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113และ220มีโทษถึงประหารชีวิต

 

ในวันที่ 10 กพ.2550 เวลา 14.00 จะมีประชาชนเดินขบวนจากสนามหลวงไปชุมนุมที่หน้าสน.สำราญราษฎร์ โดยมีนายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากบุคคลทั้งสองไปพบพนักงานสอบสวน

 

บก ลาย จุด “แฉ” หลังถูกปล่อยตัว

7 ก.ค.50 เวลาประมาณ 22.00 น. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ สมาชิกกลุ่มพลเมืองภิวัตน์ให้สัมภาษณ์หลังจากได้รับการปล่อยตัวจากค่ายเม็งรายมหาราชว่า การคุมตัวครั้งนี้ อัยการของทหารได้แจ้งว่าใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก โดยหลังจากถูกคุมตัวในค่ายเม็งรายฯ ตั้งแต่ช่วงค่ำของวานนี้ ( 6 ก.ค.) มีการสอบสวนอย่างไม่เป็นทางการ จนกระทั่งตอนเช้าวันนี้ (7 ก.ค.) จึงมีเอกสารการควบคุมตัว แจ้งข้อหากระทำความผิดเป็นภัยความมั่นคง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116  และเริ่มสอบสวนอย่างเป็นทางการในตอนบ่าย โดยแม่ทัพภาคที่ 3 ได้ส่งผู้อำนวยการกองข่าวจากพิษณุโลกมาเป็นผู้สอบสวน

 

บก ลายจุด ย้ำอีกที “สอบสวนอย่างตรึงเครียด”

สมบัติระบุว่า การสอบสวนเป็นไปอย่างตึงเครียด โดยเจ้าหน้าที่พยายามสอบสวนว่า การชุมนุม การปราศรัยดังกล่าวมีการจ้างวานหรือไม่ มีการสอบถามถึงความเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในจุดต่างๆ ทั่วประเทศ ตลอดจนสอบถามว่า รู้หรือไม่ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งกฎอัยการศึกมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตสำหรับผู้ที่ทำลายประเทศชาติ

 

“ถ้าจะมีคนว่าเป็นการท้าทายที่ปราศรัยในพื้นกฎอัยการศึก ผมยอมรับ แต่มันเป็นการประกาศกฎอัยการศึกในขณะที่ประเทศไม่ได้เกิดศึกสงคราม ประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะจลาจล มีแต่คนประกาศที่พยายามสร้างสถานการณ์ทางการเมือง” สมบัติกล่าวพร้อมยืนยันว่า ประชาชนต้องมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นและแสดงออกทางการเมือง

 

เมื่อถามว่าจะมีการดำเนินการต่อไปอย่างไรหรือไม่ สมบัติกล่าวว่า ต้องมีการจัดกิจกรรมเพื่อยืนยันสิทธิทางการเมืองของประชาชน การแสดงความเห็นไม่ใช่ภัยความมั่นคง แต่คงต้องหารือรูปแบบและกำหนดการที่แน่นอนอีกครั้ง

 

ปล่อย บก ลายจุด “จับ” สุชาติ แห่งกลุ่มวันเสาร์

7 ก.ค. 50 ความคืบหน้าจากสถานการณ์ที่หน้ากองทัพบก หลังจากเจ้าหน้าทีควบคุมตัวนายสุชาติ นาคบางไซ สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการและหนึ่งในแกนนำนปก.นั้น  ล่าสุด พลตำรวตรี มานิตย์ วงศ์สมบูรณ์ ผกก.น.1 สำนักงานนครบาล 1 แจ้งกับผู้ชุมนุมว่า ทางทหารและตำรวจควบคุมตัวนายสุชาติ นาคบางไซ ไปที่สน.นางเลิ้งแล้ว และคงจะสอบสวนเบื้องต้น จากนั้นคงปล่อยตัวชั่วคราวไปตามกระบวนการ

 

กลุ่มผู้ชุมนุมราว 20 คนจึงรวมตัวกัน นำโดย นายกุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ หรือ จิ้น กรรมาชน เดินทางไปรับตัวนายสุชาติที่สน.นางเลิ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการต่อนายสุชาติ ด้านนายสุชาติ ก็แจ้งความกลับฐานเจ้าหน้าที่กักขัง หน่วงเหนี่ยว ทำร้ายร่างกาย เนื่องจากเขาได้รับบาดเจ็บขณะถูกควบคุมตัว

 

ด้านสถานการณ์ที่หน้ากองทัพบกนั้น นพ.เหวง โตจิราการ กล่าวปราศรัยถึงเหตุผลที่นายสุชาติขับรถเข้าไปในเขตกองทัพบกว่า นายสุชาติไม่ได้มีเจตนาบุกรุก แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทหารได้ส่งคนมาแจ้งกับตน ว่าจะเชิญตัวเข้าไปภายในกองทัพบก นพ.เหวงจึงเจรจาต่อรองว่าขอให้คุยกันข้างนอก ระหว่างนั้น นายสุชาติก็ขับรถเข้าไป ด้วยความเป็นห่วงนพ.เหวง ตั้งใจจะพาให้ติดรถ และโบกมือเรียกตน

 

นพ.เหวง ได้กล่าวประณามกลุ่มทหารที่กระทำการรุนแรงว่า ทั้งที่อีกเพียง 5-10 นาทีก็มีการปล่อยตัวนายสมบัติแล้ว ซึ่งจะทำให้นายสุชาติลงจากรถและออกจากกองทัพบก แต่เจ้าหน้าที่ยังเลือกจะควบคุมตัวไป อย่างไรก็ดี ยืนยันว่านายสุชาติไมได้บุกรุก แต่ทำด้วยความหวังดี

 

 

สุชาติ ขับรถเข้า บก ทบ

7 ก.ค. 50 รายงานสดจากหน้ากองทัพบก แนวร่วมประชาธิปไตยต้านเผด็จการ กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ เครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร และแนวร่วมอื่นๆ รวมตัวกันที่หน้ากองทัพบกตั้งแต่ราว 18.00 น. เรียกร้องให้ปล่อยตัวนายสมบัติ งามบุญอนงค์ ซึ่งถูกรวบตัวขณะไฮด์ปาร์ดที่จังหวัดเชียงราย และขณะนี้อยู่ที่ค่ายเม็งรายมหาราช

 

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อเวลาประมาณ 18.30 น.ว่า สถานการณ์ที่กองทัพบกชุลมุนเล็กน้อย หลังจากนายสุชาติ นาคบางไซ สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ และหนึ่งในแกนนำนปก. ได้ขับรถยนต์ส่วนตัวเข้าไปในเขตรั้วของกองทัพบก แล้วขึ้นไปปราศรัยบนรถ เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนายสมบัติ งามบุญอนงค์โดยทันที

 

ผู้ชุมนุมบางส่วนพยายามเคลื่อนตัวเข้าไปในเขตรั้วของกองทัพบก ทำให้ตำรวจนครบาลสายปฏิบัติการพิเศษพยายามห้ามไว้ ขณะที่นพ.เหวง โตจิราการ หนึ่งในแกนนำนปก. ก็เกลี้ยกล่อมให้นายสุชาติลงจากรถมาเช่นกัน ด้านนายสุรชาติให้เหตุผลว่า พื้นที่กองทัพบกก็เป็นส่วนของประเทศไทย ที่ประชาชนคนไทยมีสิทธิเช่นกัน

 

สุชาติ ลุยแหลก จนกว่าจะปล่อย บก ลายจุด

ทั้งนี้ เนื่องจากบรรยากาศ ที่หน้ากองทัพบก ต่างฝ่ายต่างมีอารมณ์ และมีเหตุการณ์ชุลมุนขึ้น จึงยังมิได้มีการยื่นหนังสือจากฝ่ายใด เรียกร้องให้ปล่อยตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์  อย่างไรก็ดี การชุลมุนเริ่มคลี่คลายลง ขณะที่นายสุชาติยังยืนยันที่จะยืนปราศรัยบนรถต่อไปจนกว่าจะมีการปล่อยตัวนายสมบัติ หรือไม่เช่นนั้นก็ให้จับตัวเขาไปด้วย

 

จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ปิดประตูกองทัพบก เหลือเพียงรถและนายสุชาติที่ยืนปราศรัยอยู่จากรั้วในกองทัพบก แล้วเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งก็ควบคุมตัวนายสุชาติเอาไว้ แต่มิได้ทำร้ายร่างกาย ส่งผลให้บรรยากาศที่หน้ากองทัพบกชุลมุนอีกครั้ง ผู้ชุมนุมตะโกนว่า คมช.ออกไป ทหารรังแกประชาชน  ด้านเจ้าหน้าที่พยายามกั้นฝูงชนเอาไว้ แต่ไม่สำเร็จ ฝูงชนจำนวนหนึ่งสามารถผลักเข้าไปในเขตกองทัพบกได้อีกครั้ง

 

ทหาร “ปัด” ไม่ให้ใครเข้าถึง บก ลายจุด

7 ก.ค. 50 ความคืบหน้ากรณีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ถูกจับกุมระหว่างกล่าวปราศรัยต่อต้านเผด็จการที่เชียงรายและควบคุมตัวอยู่ในค่ายเม็งรายมหาราชตั้งแต่เมื่อช่วงค่ำวานนี้ (6ก.ค.) นายภาณุวัฒน์ หาญสมบูรณ์ สมาชิกกลุ่มพลเมืองภิวัตน์ กล่าวว่า เมื่อเวลา 15.00น. ได้ประสานไปยังพันตรี กำธร สุยะรา ซึ่งทำหน้าที่ประสานงาน โดยพันตรีกำธรได้แจ้งกับเขาว่า ขอเวลาคุยเพิ่มเติม โดยขณะนี้ก็ยังอยู่ระหว่างพูดคุยกันอยู่ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง อย่างไรก็ตาม จะปล่อยตัวนายสมบัติแน่ในเวลาไม่เกิน 18.00น.

 

จากนั้น นายภาณุวัฒน์ ได้บอกกับพันตรีกำธรว่า ขอทราบเวลาที่จะปล่อยตัว หรือขอให้ได้เข้าเยี่ยมนายสมบัติได้หรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอพันตรีกำธรเข้าไปแจ้งกับผู้บังคับบัญชา ไม่สะดวกระบุเวลาปล่อยตัว-ให้เยี่ยม

 

ล่าสุด ‘ประชาไท’ ได้สอบถามความคืบหน้าจากนายภาณุวัฒน์ หาญสมบูรณ์ สมาชิกกลุ่มพลเมืองภิวัตน์ โดยนายภาณุวัฒน์ เล่าว่า พันตรีกำธรได้ออกมาให้คำตอบกับเขาว่า ไม่สะดวกที่จะระบุเวลาหรือให้เยี่ยมนายสมบัติ แต่จะโทรแจ้งนายภาณุวัฒน์อีกครั้งในเวลา 18.00น.

 

 

 

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า นายสมบัติอาจถูกกักตัวไว้ 7 วันตามกฎอัยการศึกนั้น พันตรีกำธรได้ปฏิเสธข่าวดังกล่าวว่าไม่เป็นความจริง

 

“ปืนใหญ่ฝ่ายประชาธิปไตยออกโรง” เหวง อัดทหารยับ

ด้าน นพ.เหวง โตจิราการ หนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กล่าวว่า ทหารพูดไม่อยู่กับร่องกับรอย ครั้งแรกบอกว่าจะปล่อยบ่าย 3 โมงแล้วก็กักตัวบอกจะสอบสวนเพิ่ม แล้วตอนนี้ก็มีกระแสข่าวว่าจะกักตัวไว้ 7 วัน ไม่รู้พวกเผด็จการจะทำอะไรกับประชาชน ทั้งที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์เพียงใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ต้องการให้มีการยกเลิกพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึกซึ่งค้ำคออยู่ เหมือนจ่อกระบอกปืนเข้าหาประชาชนแล้วอย่างนี้จะมีการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร

 

นอกจากนี้ นพ.เหวงยังกล่าวต่อว่าในวันนี้เวลา 5 โมงเย็นจะมีการรวมตัวของแนวร่วมประชาธิปไตยต้านเผด็จการ กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร และกลุ่มแนวร่วมอื่นๆ ที่หน้ากองทัพบกเพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนายสมบัติ ซึ่งคาดว่าผู้เข้าร่วมอาจไม่มากนักเนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่รีบเร่ง

 

พลเอก จิรเดช คชรัตน์ แม่ทัพภาค 3 กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ทราบเรื่องที่มีการรวบตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์ แล้ว โดยแม่ทัพภาค 3 กล่าวว่าเป็นการเชิญมาเพื่อถามว่าใครจ้างมาเท่านั้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าแล้วทำไมจึงไม่ให้เข้าเยี่ยม แม่ทัพภาค 3 ให้คำตอบว่า เพียงแต่เรียกตัวมาสอบถามจึงไม่ได้เปิดให้เข้าเยี่ยม เพราะไม่ใช่การควบคุมตัว

 

นาทีประวัติศาสตร์ “ทหารบุกเข้าจับนักประชาธิปไตย” คนแรกแห่งยุคนี้

บริเวณสถานีขนส่งเชียงราย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 19.20น. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด แกนนำกลุ่มพลเมืองภิวัตน์ที่เข้าร่วมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (ปราบกบฎ) (นปก.) ถูกเจ้าหน้าที่ทหารประมาณ 4-5 นาย เข้าชาร์จ หลังจากกล่าวคำปราศรัยตามยุทธศาสตร์ ‘ดาวกระจาย’ เพื่อเรียกร้องให้ คมช. ลาออก ไปได้ประมาณ 20 นาที รายงานเบื้องต้นแจ้งว่า ขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อหา และอยู่ในระหว่างการควบคุมในค่ายเม็งรายมหาราช โดยผู้ติดตามถูกกันไว้ด้านนอก ทั้งนี้ จ.เชียงรายยังเป็นพื้นที่กฎอัยการศึก

 

ด้านผู้ประสานงานของ นปก. ในจ.เชียงราย เปิดเผยว่าได้ประสานกับ นปก. ส่วนกลางแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

 

ประวัติย่อ: ประวัติ สมบัติ บุญงามอนงค์

ชื่อ สมบัติ บุญงามอนงค์

Email sombat@bannok.com

เบอร์โทร 04-1230468

ประสบการณ์

2531 อาสาสมัครโครงการละครเพื่อการพัฒนาเยาวชน กลุ่มละครมะขามป้อม

2532-2534 เจ้าหน้าที่กลุ่มสื่อชาวบ้าน (กลุ่มละครมะขามป้อม)

2534 ก่อตั้ง และ เป็นผู้อำนวยการกลุ่มกระจกเงา

2535 อาจารย์พิเศษ วิชาละครใบ้ มหาวิทยาลัยศิลปากร

2540 อาจารย์พิเศษ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ โรงเรียนรุ่งอรุณ

2543 Webmaster: www.bannok.com

รับรางวัล “อโชก้าเฟลโล” www.ashoka.org

http://www.ashoka.org/fellows/viewprofile3.cfin?reid=96896

2544 รับรางวัลเยาวชนนักพัฒนาดีเด่น จาก สภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชน (สอ.ดย.)

ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ชุมชน “บ้านนอกทีวี” www.bannoktv.com และได้รับรางวัลนวตกรรมดีเด่น จาก ธนาคารโลก

เขียนบทความแนงสังคมงิทยายุคอินเตอร์เน็ต ใน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน และ Telecom Journal มีงานตีพิมพ์ประมาณ 100 ชัน

2545 อนุกรรมาธิการเด็กไร้สัญชาติ วุฒิสภาอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหามาตรการในการแก้ไขปัญหา “ภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อเด็กและเยาวชน วุฒิสภา

2546 ก่อตั้งศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อการต่อต้านการค้ามนุษย์ www.backtohome.org

หัวหน้าโครงการส่งเสริมเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่องานสาธารณสุขและสังคม www.thaiict.orgที่ปรึกษาโครงการ TV4KIDS www.tv4kids.org

2547 ประธานกรรมการมูลนิธิกระจกเงา

ก่อตั้งและพัฒนา “ศูนย์ประสานงานอาสาสมัคร” www.tsunamivolunteer.net

2548 หัวหน้าโครงการตนอาสา มูลนิธิกระจกเงา ภายในการสนับสนุนของ สสส www.siamvolunteer.com

                 

 

 

สัมภาษณ์ บก ลายจุด

นายเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.)

 

 

 สมบัติ บุญงามอนงค์ นักประกอบการทางสังคม

ใครหลายคนคงคุ้นเคยอย่างคนที่จำหน้าค่าตากันได้ว่า บก.ลายจุด หนูหริ่งหรือพี่หนูหริ่ง หรือ สมบุติ บุญงามอนงค์ หนึ่งคนในสายงานพัฒนาที่ได้รับความสำเร็จค่อนข้างสูง ในสายตาของสังคมและคนทำงานด้วยกัน หรือเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่นำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้ามารับใช้งานพัฒนาจนดูเหมือนว่า หนูหริ่ง เป็นสัญญลักษณ์ของชีวิตสมัยใหม่ หรืออาจจะเป็นด้วยเหตุผลนี้ที่ทำให้ โครงการครูอาสา เข้าถึงคนรุ่นใหม่และได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นผลงานชิ้นหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึง หากอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่เริ่มต้นในครอบครัวคนจีนเข้ามาค้าขายในแผ่นดินไทย จากยุคสมัยเสื่อผืนหมอนใบถึงยุคการแข่งขันผูกขาดการค้าของคนไม่กี่ตระกูล ได้โอกาสร่ำเรียนหนังสือ ตามสมควรแก่ฐานะ การเดินทางเข้าสู่ภายในตนเองเป็นเหตุผลที่มักไม่ได้รับรู้กันมากนักในสายตาคนทั่วไป จากปากคำของ ผู้ชาย ชื่อ สมบัติ บุญงามอนงค์

 

ThaiNGO.org : แรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดพื้นฐานความคิดในการเข้าสู่สายงานพัฒนา

สมบัติ บุญงามอนงค์ : อาจจะเป็นเพราะว่า สมัยเด็กผมได้รับความคิดจาก อาขณะนั้นอาเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์บวกกับบรรยากาศทางสังคมที่เร่าร้อน ทำให้เกิดการถ่ายทอดและเรียนรู้เรื่องการเมือง อา จะเป็นคนให้มุมมองประเด็นทางสังคมมากกว่าพ่อกับแม่ พ่อแม่ไม่ได้เรียนหนังสือ อ่าน พูด เขียนภาษาไทยไม่คล่อง ค้าขายมาตลอดไม่ได้อ่านหนังสือ หรือเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน แต่ท่านมีมุมองของท่านนะ ท่านมักจะเล่าถึงเรื่องราวสมัยที่ท่านยังเป็นเด็ก ๆ ให้ฟัง เอาเข้าจริง ๆ ชีวิตในวัยเด็กไม่ได้ลำบากยากเข็ญอะไรนะ ผมเติบโตมาในรุ่นที่ครอบครัวครอบครัวมีฐานะมั่นคงแล้ว รวย (หัวเราะ) ว่าอย่างนั้นก็ได้ บอกได้เลยว่า ผมไม่ได้มาจากชนชั้นที่ยากจน(หัวเราะ)หรือถูกกดดันจนทำให้เกิดสำนึกทางชนชั้นแต่อย่างใด วิธีคิดหลักของผมออกจะไม่รุนแรง แต่ไม่หมายความว่า ผมไม่เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมนะ แต่ผมคิดเปลี่ยนแปลงสังคมจากจุดอื่น เป็นแรงเหวี่ยงของความคิดเป็นอิทธิพลจากอาส่วนหนึ่ง

 

ThaiNGO.org : สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานทำให้เกิดการเหวี่ยงกลับของความคิด

สมบัติ บุญงามอนงค์ : ครับ อา เป็นส่วนซึมซับสำคัญที่ทำให้เกิดอาการเหวี่ยงที่ว่า คือ อาเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือพิมพ์มาก ๆ ความที่แกชอบดูข่าวเป็นชีวิตจิตใจทำให้ผมต้องดูไปด้วย เพราะแกเล่นครองทีวีอยู่ตลอดเลยเกิดศึกแย่ง ทีวี นั่งดูด้วยกันก็จะคุยกัน อธิบายว่า คนนั้นคนนี้เป็นใคร ทำอะไร มีความสำคัญอย่างไรบ้าง เกิดเป็นวิธีคิด เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตลอด ทำให้เรารับเอาอิทธิพลทางความคิด ซึมซับขั้นตอนเหล่านี้มาเรื่อย

 

ThaiNGO.org :