Economics and Political Review

ทวีวุฒิ จุลวัจนะ อดีต บก Business Day วิเคราะห์ เศรษฐกิจ และ การเมือง

สองม้าสุดท้ายที่อาจจะมากู้ชาติไทย
 

ถ้าท่านผู้อ่านถามผมว่า อะไรคือต้นตอของปัญหาชาติ ปีสองปีที่ผ่านมา ผมก็ตอบท่านได้เลยว่า การ “แกล้งโง่” เป็นปัญหาใหญ่ และถ้าท่านถามผมว่า “แกล้งโง่” กันทำไม คำตอบคือ เพราะมัน มองคนอื่นว่า “โง่จริงกว่ามัน” ถ้าท่าน “งง” ผมจะยกตัวอย่างให้ เครือเนชั่น ด่าทักษิณสารพัด ทั้งเอื้อพลพรรค ทั้งทับซ้อน ทั้งทุนธนาธิปไตย ทั้งซื้อสื่อ แล้วไงหรือครับ ทหารมีอำนาจ แล้วเนชั่นก็ “แกล้งโง่” ทันที โดยการ “สอดใส้รายการตัวเองเข้าไปทั่วไปหมดทางสื่อ ของทหารและรัฐ” แล้วไง ก็ไม่มีอะไรนอกจากด่าทักษิณต่อ และเลียทหาร 

 

ความจริงมันคือ นี่มันคือ ทุนธนาธิปไตย ทันคือการทับซ้อน มันคือเอื้อพลพรรค ทั้งซื้อสื่อ สิ่งพวกนี้ เห็นได้ชัดต่อการกระทำของเนชั่นและทหาร ได้มากกว่าการกล่าวหาทักษิณ ในสิ่งเดียวกันเสียอีก  “แต่เนชั่นแกล้งโง่” ทำเป็นมองไม่เห็นประเด็นเหล่านี้ เพราะเชื่อว่า “ถ้าแกล้งโง่ได้” คนก็จะเชื่อเนชั่น ว่าไม่มีอะไร คือมองว่าคน “คนอื่นโง่กันทั้งนั้น” เพราะจะมองไม่เห็นสิ่งนี้กัน

 

ถ้าประเด็นแบบนี้ มันหมด อยู่กับเนชั่นเท่านั้นก็ดีสิครบ ปัญหาคือมันแกล้งโง่กันแทบจะทั้งประเทศไปแล้ว ดูอีกตัวอย่าง คมช ออกสปอทโฆษณา ให้คนไทยสามัคคี วิ่งมันตลอดเวลา แต่พี่บัง แกเชื่อสนิทว่า “คนไทยโง่จริง” ถึงกับกล้สพูดถึงแผน สามสี่ขั้น ทำลายทักษิณและทรท และแผน สี่ห้าหกขั้น สกัดพปชในการเลือกตั้ง พูดง่ายๆ คิดว่าการ ลูบหลัง ด้วยโฆษณา และตบหัว โดยการทำลายจิตใจของคนเป็นสิบล้าน มันจะพาชาติสู่ความสงบและสมานฉันสามัคคี “คือแกล้งโง่ไม่รู้ว่าคนรักทักษิณและทรทและพปช ขนาดไหน” คิดว่าเปลี่ยนความร็สึกคนได้ “เพราะคนอื่นมันโง่กันทั้งนั้น” ก็คือแบบเนชั่นไม่มีผิด

 

ยังมีกลุ่มคนอีกมานะครับที่ “แกล้งโง่” เพื่อผลทางการเมือง จะเป็นนักวิชาการที่ด่าประชานิยม “แกล้งโง่เพื่อขับไล่ทักษิณ” แล้วในที่สุดออกมายอมรับประชานิยม เช่น TDRI หรือจะองค์มนตรี ที่ “หลอกตัวเอง แกล้วโง่ ว่าเทียบเท่าสถาบันที่รับใช้” ขนาดเอากระบองไปฟาดหัวคนได้ แต่แล้วต้องมาเจอความจริง ว่า คนค่อนประเทศ “ไม่ได้โง่ไปตาม การสร้างภาพของสื่อในมือองค์มนตรี” แต่ลงเอย  “เกลียดชังในตัวองค์มนตรี” หรือจะเป็นพันธมารและลิ้ม ที่โจมตีกล่าวหาทักษิณ จนคนกรุงเทพเชื่อกันเป็นส่วนใหญ่ จนเชื่อว่าพูดอะไรคนก็จะเชื่อไปหมด จนหลุดวลีอมตะออกมา คือ “ทักษิณจ้างคนไปทุบพระพรหมณ” ที่กล้าพูดก็เพราะคนมันโง่นี่ “แกล้งโง่” ได้ ก็แค่นั้น เป็นเพราะ “คนฟังเรามันโง่นี่”

 

สรุปสักหน่อย คือมันเป็นอย่างนี้ไปแทบทั้งประเทศ “คือแกล้งโง่ ยอมทำอะไรโง่ๆ เพราะมองว่าคนทั่วไปโง่กว่าตัวเอง”

 

ถ้าเราลองศึกษาเรื่องนี้ดูลึกๆแล้ว มันคือที่ฝรั่งเรียกว่า Bias ในตัวเราเอง ที่ทำให้เราเชื่อว่า ทำอะไรโง่ๆก็ได้เพราะคนอื่นโง่กว่าเรา” คือผมไปกินข้าวกับเพื่อนนักการเมือง ก็บอกออกไปเลยว่า “เดี๋ยวก่อนนะ คุณพูดอยู่กับคนที่รักรากหญ้ามาก” คือผมมี Bias ในตัวผมเอง ที่ผมยอมรับเลย และบอกเขาไปว่า “ที่คุณโจมตีทักษิณและพปช อย่าเข้าใจผิด และคิดว่าผมสมองปิดไม่รับฟัง เพราะผมฟัง” เช่นเขายกตัวอย่างประชานิยมในการปฏิบัตร ที่ยังมีปัญหามากที่ต้องทำให้ดีขึ้น ผมก็บอกว่าผมก็ทราบ และรับรู้ เพียงแต่ว่า Bias ของผมคือ ทำได้สัก 80% ก็ดีแล้ว “แต่อย่ามาแกล้วโง่กับผมว่ามันไม่มีประโยชน์และเอามาโจมตีทักษิณ” คืออย่ามาแกล้วโง่กับผมว่ามันต้องยกเลิกไปให้หมด จนลสมไปถึงว่ามันจะทำให้ไทยล่มจมเหมือนอาเจนตีน แล้วไง พอพูดกันตรงๆแบบนี้ มันก็เคารพซึ่งกันและกัน ไม่มาสุดโต่ง “แกล้งโง่กันไปมา” แล้วเพื่อนนักการเมือง ที่เกลียดประชานิยมสุดๆในที่สุด ก็บอกว่า “ก็เข้าใจว่าคนรากหญ้าพึ่งกันมาก” มันไม่ Realistic ที่จะไปยุบ เขายอมรับ แต่ผมอยากสรุปสักหน่อย ว่าการพูดกันตรงๆแบบนี้ในไทย มันแทบไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว ในไทย ทุกคนส่วนมาก แกล้งโง่ เพื่อทำลายอีกฝ่ายลง เพราะเชื่อว่าตัวเองฉลาดกว่า และอีกฝ่าย “มันโง่”

 

สรุปคือ จุดที่คนที่มองต่างมุมกัน จะยืนร่วมกันได้ ด้วยการพูดกันตรงๆ ถึงจุดยืนและมุมมอง ที่เป็นของตัวเองจริงๆ ไม่ใช่มาแกล้งโง่ตีหน้าตั้งค่ายใส่กัน มันไม่ค่อยมีอีกแล้วในไทย

 

บทความนี้บอกไว้ว่าเป็นเรื่องสมัคร ก็เลยจะเอาสมัครมาเขียนถึง แต่ก่อนสมัครขอพูดถึงเติ้ง ถ้าท่านอ่านผมมา สักเก้าเดือนที่แล้ว ผมเขียนไว้ว่า เติ้ง คือม้ามืด ที่จะเป็นนายกคนต่อไป สาเหตุก้เพราะ ถึงจะกินแต่ก็ไม่มูมมาม และที่สำคัญคือ นิสัยเติ้ง โดยพื้นฐานแล้ว คือเป็น Power Broker หรือผู้ประสานอำนาจที่มาจากสิบทิศ ได้อย่างลงตัวมาทุกสมัย และถ้าท่านผู้อ่านถามผมว่า สิ่งนี้สำคัญหรือไม่ “ตอนนี้ในประวัติศาสตร์ไทย” ผมขอบอกเลยว่า แทบจะสำคัญที่สุด” ถ้าไม่ใช่เพราะ Bias ส่วนตัวผมที่จะเลือก พรรค ที่ดี ที่สุด ต่อรากหญ้าแล้ว ผมเลือกเติ้งแน่นอน เพราะสิ่งนี้

 

เพียงแต่ว่าเมื่อวันก่อน และตอนนี้ มันมีข่าวเล็กๆสองสามข่าว ที่มัน “ชักจะชี้ชัดออกมาเป็นแนวโน้ม” แล้วว่า “สมัครเขาแย่งคทาอันนี้ มาจากเติ้งแล้ว” ข่าวแรกคือสมัครออกมาบอกว่าพร้อมจะทำงานกับทหาร ไม่กี่วันหลังทหารแถลงการณ์ใหญ่ว่าพร้อมทำงานกับทุกพรรค คือไม่เหมือนแต่ก่อน ที่ไม่ยอมรับ พปช แม้แต่นิด สมัครเขาก็เร็วมากตรงนี้ ตามมาด้วยข่าวว่า กกต อาจจะเอาผิดทหารเรื่องเอกสารลับ สมัครก็ออกมาบอกทันทีว่าจะไม่ฟ้องร้องทหารทางศาล แล้วถ้าวกกลับไปดูตอนสมัครถูกทักษิณชวนเข้าพรรคใหม่ๆ สมัครก็พูดมาตลอดว่าจะไม่มีการ “เช็คบิลใคร”

 

คือผู้นำสองคนนี้ ทั้งเติ้งและสมัคร ไม่ค่อยจะมา “แกล้งโง่” เรื่องอะไรมากมายนักหรือดูถูกคนอื่นว่าโง่ เติ้งนั้นยังออกมาในแนว Calculation มากเพราะชำนาญเรื่อง Power Broker ที่ต้องละเอียดอ่อนน่าดูในบางครั้ง แต่พอมาถึงสมัครแล้ว พูดง่ายๆ “หาจริต” แทบไม่พบเห็นเลย คิดอย่างไร ต้องการอะไร มองอย่างไร ก็ว่ากันแบบ “ตรงๆเลย” ไม่มาอ้อมค้อมเล่นเกมฉันโง่คนอื่นโง่กว่าหรืออะไรเลย

 

ผมก็ขอถามผู้อ่านหล่ะ ในประวัติศาสตร์ชาติที่ผ่านกันมา แล้วกำลังจะเดินกันออกไปอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเรา “หมกมุ่น” อยู่แต่ในการจริตทางปัญญา เล่นเกมสมอง เล่นละครใส่กัน มานานแบบนี้ “ไอ้คนตรงๆพูดตามความรู้สึก ออกมาจากใจ” มันจะไม่เหมือนที่ฝรั่งเขาบอกหรือ คือมันเป็น “Fresh Air After a Long Stint of Everyone Farting” หรืออากาศที่สดชื่นหลัง “ดมตด” กันมานาน

 

ผมว่า ถ้าเราเลือกกันได้ มันมีสองคนเท่านั้นหล่ะครับที่เหมาะต่อความต้องการของประเทศตอนนี้ คือ เติ้ง และ สมัคร มาร์ค ม 7 และอื่นๆ ยังมอง พปช เหมือนพันธมารมองอยู่เลย นอกจากจะไร้สาระเป็นการ แกล้งโง่ ต่อไปแล้ว ยังไม่ช่วยแก้ไขปัญหาชาติเลยแม้แต่นิดเดียว

 

คือในช่วงประวัติศาสตร์สำคัญนี้ เราจะเอาคนมีแต่ แกล้งโง่ มองคนอื่นว่าโง่ หลอกลวงและตบตากัน หรือว่าเราจะเอา “คนพูดจริงจากหัวใจแบบตรงๆ” และ “ผู้ประสามสิบทิศ” มารับใช้ชาติ ผมว่าถ้าสมัครกับเติ้งจับมือิกันได้ ชาติจะไปรอดแน่ๆ แต่ถ้าลัดวงจร ไปเอาไอ้พวกเกลียดอำนาจเก่าเข้ามา “แม่งตีกันเองตายไปอีกนาน”

ธรรมะกับการเมือง มีจริงหรือไม่

 ถกปัญหาธรรมกับพระ

ส่วนหนึ่งของกิจกรรมเขาใหญ่ คือพาสมาชิกไปฟังธรรมจากพระที่ผมนับถือนะครับ ก็เข้าประเด็นเลย ท่านก็บอกว่าผมควรบวชเพื่อให้วุฒิภาวะทางใจของผม และสติปัญญา และจริยธรรมและจรรยาบรรน ของผมโดยส่วนตัว มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น งานเขียนของผม จะได้เป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่สิ่งที่บั่นทอน เพื่อนชมรมที่มาด้วยก็ประท้วงท่านทันที บอกว่างานเขียนของผมนั้น สร้างสรรค์แบบหาคำตอบให้ชาติ และเตือนสติคนอ่านกันแบบสุดๆแล้ว ผมกับอาตมาท่านก็หัวเราะกัน เพราะรู้ใจกันมาก แล้วไม่ใช่ใครหลอก ผมนั่นเองที่โทรไปปรึกษาท่าน ว่างานเขียนของผม มันตกต่ำมาเป็นเดือนแล้ว ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร เหมือนว่าผมหมดความสนใจการเมืองลงมาก จนเขียนไม่ค่อยออกเลย

แต่จะให้ผมบวชนะคงไม่ได้ เพราะบวชลูกเมียก็อดตาย แล้วบางท่านก็ทราบ ผมนั้นเคยมีปัญหาทางจิตใจมาก่อน คือบ้าไปเพราะเครียด ขืนบวชโรคเครียกอาจจะกลับมาอีกก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะเห็นแสงสว่างแห่งธรรม จนลืมลูกเมียกันไปเลยก็อาจเป็นได้ แต่เข้าประเด็นอีกที “อาตมาผมขอฉบับย่อได้ไหมครับ คือนักเขียนนักคิดฝรั่งเขาบอกว่า ถ้าคุณสื่อสิ่งที่คุณต้องการสื่อ ให้คนเก้าในสิบคนฟังไม่รู้เรื่องในสิบนาที คุณยังไม่มีอะไรดีที่จะพูด” อาตมาก็หัวเราะแล้วบอกว่า “อาตมาอ่านทวีวุฒิ มาก็มาก ทวีวุฒิ กำลังเจอกำแพงทางความคิด คือหาทางออกไม่ได้ อยากให้ประเทศออกมาดี แต่ไม่รู้ว่าจะผลักดันให้ไปทางนั้นอย่างไร” ผมก็ตอบว่าท่านก็ทราบดีอยู่แล้ว แล้วท่านก็กล่าวถึงธรรมให้ผมฟัง ในแบบที่ผมขอ คือในสิบนาทีรู้เรื่อง

ท่านก็กล่าวว่าสังคมไทย สมัยสื่อสารนี้ คือสังคมของการหาจุดสมดุลเสมอ คือความพอดี ความพอเพียง ในทุกๆด้าน มันเป็นเพราะศาสนาพุทธ เพราะพ่อหลวง เพราะวัฒนธรรมที่สะสมกันมา แต่โดยสรุป เป็นสังคมที่พยายามหาจุดยืนที่เป็นกลาง ระหว่างพลังและกระแสต่างๆของสังคม ท่านกล่าวว่า บางสังคม จะเอียงไปด้านขวาได้นานเป็นสิบปี แล้วหันวกไปเอียงด้านซ้าย อีกนับสิบปี แต่สังคมไทย มักเป็นเช่นนั้นไม่ได้ แต่จะหาจุดสมดุล และพยายามคงไว้ให้ได้ตรงนั้น “ทวีวุฒิ อย่าไปฝืนตัวเองเลย พยายามมองให้ออกว่าจุดนั้นคืออะไร การไปดันให้ออกจากจุดนั้น มันสร้างเวรสร้างกรรมให้ตัวเองนะ จงจำไว้” นั่นก็คือบทสอนภายในสิบนาทีของท่าน

ก็ระวังกันให้ดีนะครับ เวรกรรมสมัยนี้มันมา “เร็วอย่างกับจรวด”  รับเงินช่วงมาเขียนบทความ มาทำโพล มาเขียนข่าว มันผิดมากครับ คมช ด่าทักษิณตรงๆมากมายนัก มันผิดหลักสิทธิมนุษยชนนะครับ นักศึกษาอาจารย์นักข่าวแลพพันธมิตร สนับสนุน รัฐประหารและเผด็จการ จนกรรมมันตามนักศึกษาทันแล้วครับเพราะจบออกมาไม่มีงานทำ คตส คงจะลงเอยเข้าคุกแน่ ถ้าศาลไม่เห็นด้วยกับการตีความไปต่างๆนานาของ คตส คตส คงจะถูกฟ้องร้องไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าจุดสมดุลมันกลายเป็น ทรท ไปอีกที คือเลือกทรทกันมาก แล้วทรทกลับมา สื่อที่ขายตัว นักวิชาการที่ขายตัว และอีกนับร้อย ที่กำลังรวย กำลังได้ตำแหน่ง จากการขายตัวนั้น ในตอนนี้ คงจะเข้าคุกกันเป็นร้อยเป็นพัน ถ้าทำอะไรผิด ไว้ให้มีร่องรอย แม้แต่นิดเดียว ส่วนพันธมิตร ต้นตอความวุ่นวายในชาติ ก็เรียกร้องปฏิวัติซ้อน เรียกร้องนายกของตัวเองให้ออก และกำลังจะเริ่มทำสงครามกับ พวกนักเผด็จการของตัวเอง คงจะเริ่มร็สึกว่า “ตัวเองแพ้ต่อทุกคน รวมถึงทักษิณ” มากขึ้นทุกที นั่นก็กรรมของคนกลุ่มนี้ คือต้อง “แพ้”

สรุป คือ คนไทยมากมาย มีส่วน เข็นไทยออกจากจุดสมดุล กลายเป็นสังคมของอารมณ์และความร็สึกเกลียดชัง กลายเป็นพื้นฐานของการ ออกห่างจุดสมดุลนั้นเข้าไปใหญ่ คือทหารมาเผด็จการ บางคนอาจจะบอกว่า มันมาทางนี้เพราะมันไปทางทักษิณมากไปมานาน แต่ผมก็ต้องขอตอบนะครับ ว่าทุกวันนี้ มันก็ยังไปทางทักษิณ อยู่เหมือนเดิม คือประชานิยม และ เคนเซียน และอื่นๆ ยังเป็นรากของสังคมเหมือนเดิม เพียงแต่ว่า “อีแอบ” แล้ว “ทำได้ไม่ดีเท่าเจ้าของ” แถมยัง “ทับเข้าไป ด้วย “หัว” ของเผด็จการ

บางคนอาจจะบอกผมว่า จุดถ่วงตรงกลางนะ ทหารเขาคุม “เพเดลลั่ม” หรือ “เข็มนาฬิกา” อยู่ ไม่ต้องกลัว หรือพลพรรคที่จะเข้ามามีอำนาจต่อไป จะไม่ย้อนกัดทหาร และคนที่ไปปองร้ายกับทักษิณและพลพรรคมา คือเขาอ่านเกมกันออก เกมมันคือ “ซอกเกอร์” ที่ตัวเล่นกำหนดชะตาของเกม ไม่มีเวรกรรมมีแต่คะแนน การเมืองไทย ไม่ใช่ ธรรม ที่เป็นธรรมชาติมากำหนดอะไร ก็แล้วแต่นะครับ ผมก็ส่วนหนึ่งของไฮโซ เพื่อนมากมายครับ ที่ นึกจะทำอะไรนก็ทำ จะขัดอะไร จะเอาอะไร จะอยู่เหนืออะไร ทำได้หมด

แต่ผมเชื่อในธรรมและชอบเข้าวัดฟังธรรมครับ เตือนไว้เท่านั้นเอง ดูจุดสมดุลไว้ด้วย ว่าอยู่ตรงไหน และตัวท่าน เข้ากับจุดนั้นได้หรือไม่

ถ้าท่านกลางๆ อ่านตรงนี้

 

ถ้าท่านกลางๆ อ่านตรงนี้

 

สำหรับคนกลางๆ

 

ใครก็ตาม ในสังคมชั้นสูง แบบเพื่อนผม ที่ออกมาด่า ม็อบตอนนี้ว่า “ถ่อย” ที่ “สะใจ” กับการกระทำของ “คตส ยุบพรรค และ อายัดทรัพย์สิน” นั้น ไม่ว่าจะถูกผิดหลักนิติธรรมและยุติธรรมอย่างไร ก็กำลัง “สะใจ กับคำขู่ของเผด็จการและพลพรรค ว่าทักษิณกลับไทย นั้น “อันตราย” และ ทักษิณ “ถูกฆ่าแน่นอน” สำหรับคนกลางๆ และ คนที่ชักไม่แน่ใจเสียแล้ว ว่า “ความผิดถูกและชอบธรรม” มันอยู่กับใครกันแน่ตอนนี้ เพราะลง จะฆ่า” กันแบบนี้ มันค่อนข้างจะตอกย้ำแล้ว ว่า คตส ยุบพรรค และ อายัดทรัพย์ มันก็เป็นส่วนหนึ่ง ในกระบวนการที่ต่อเนื่องกัน ของการทำลายล้างทักษิณ โดยถึงจะฆ่ากันแล้ว ซึ่งก็หมายความว่า มันไม่เคยมี หลักนิติธรรมหรือยุติธรรม ในสิ่งที่เผด็จการทหาร ทำ ผ่าน คตส และ ตุลาการ ที่ผ่านมาเลย

 

ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านทักษิณ กำลัง นั่งรับ “ไออุ่น” ของความมั่นใจ ว่าทหารจะ “จัดการได้โดยใช้มาตรการอะไรก็ตาม มาสยบม็อบ” ได้โดยดี และ ทหารพร้อมฆ่าทักษิณแล้ว มันก็สมควรเป็นเวลาของคนกลางๆ ที่มีสติ และไม่เข้าฝ่ายใดทั้งนั้น ก็ยังมีอยู่มากมาย ในทุกระดับของสังคม

 

อยากจะย้อนไปสักนิด ถึงวันเก่าๆของม็อบพันธมิตร ที่ออกเคลื่อนไหวเพื่อหยุดกรุงเทพลง แบบถ้าจำกันได้ คือมาถึงสยามพาราก้อน และสร้างความเสียหายให้ห้างนั้นไป สองร้อยล้าน และแทบจะปิดกรุงเทพลง เพราะรถติด จนโรงพยาบาลแถบจุฬาต้องขอให้ส่งคนเจ็บไปโรงพยาบาลอื่นกัน หรือจะเป็นการส่งคนออกตามทักษิณไปทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นในแวดวงคนสนับสนุนทักษิณหรืออะไร เป็นต้องมีคนจากพันธมิตรไปตะโกนด่า จนต้องถูกไล่โห่และเหยียบกลับ หรือจะเป็นการไม่ยอมย้ายม็อบให้ ขบานเสด็จหรืองานกาชาติ สิ่งที่ผมเขียนมาก็ทราบกันดี ถ้าจะให้ลงไปถึงภาษาทรามๆ ที่ใช้กัน และการผลักสิ่งกีดขวางของตำรวจ ออก ก็ทำมาแล้วทั้งสิ้น

 

แล้วเราดูสิ่งที่ทักษิณทำกับม็อบพวกนั้น ก็คือปล่อยให้ทำตามชอบใจ แล้วเราวกกลับมาวันนี้ ก็จะเห็นอีกภาพ คือฝ่ายสนับสนุนพันธมิตร และ เผด็จการ ออกมาทำอะไรกับม็อบบ้าง คือก็ด่าม็อบว่าหยาบคาย ด่าม็อบว่าผลักตำรวจออกจากแผงกั้น ขู่ว่าจะประกาศภาวะฉุกเฉินเข้าสลายม็อบ ไปจนถึงจับกุมแกนนำหมด โดยเอาภาพวิดิโอที่ถ่ายทำไว้ทั้งหมดมาเป็นพยาน ส่วนสื่อก็ออกเขียนสนับสนุนเผด็จการเต็มที่ ดูถูกม็อบต่างๆนาๆ บิดเบือนทุกอย่างตามแบบที่ทำมานาน เพื่อสนับสนุนเผด็จการ

 

เอาหละท่านที่กลางๆ อาจจะจำสิ่งที่ผมเขียนมาได้ และชักจะสับสนเข้าไปใหญ่แล้ว ก็ไม่อยากให้สับสนมากกว่านี้ไปมากนัก นอกจากว่า คนระดับสูงและหัวกระทิไทย ที่ไม่ได้เลือกข้าง รวมถึงสื่อทั่วโลก เขารายงานกันออกมา และเขียนมาแล้ว ว่า คตส ยุบพรรค และ อายัดทรัพย์ นั้น ผิดหลักนิติธรรม และยุติธรรม โดยสิ้นเชิง และเป็นเพียงมาตรการต่อเนื่อง ที่จะทำลายทักษิณและพรรคทรทลง เอาหละมาถึงฆ่ากัน ก้ไม่ต้องบอกแล้วว่า หลักนิติธรรมและยุติธรรม ได้หายไปแล้วโดยสิ้นเชิง และถ้าเอาการกระทำของม็อบประชาธิปไตย และ ม็อบพันธมิตรมาดูกัน ก็พอจะสรุปได้ ว่า ม็อบประชาธิปไตยนั้น “จริยธรรมและจรรยาบรรนสูงกว่า”

 

แต่โดยสรุปแล้ว ถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ตั้งแต่เผด็จการเข้าครองประเทศ จะ “เลวทราม” และขัดกับสิ่งที่  “คนกลางๆ” มองว่าถูก แต่ปัญหาหลักมันคือ การ “บิดเบือนและทำลาย ทุกอย่างที่ถูกต้องและดีงาม” เพื่อกำจัดทักิณนั้น เป็นสิ่งที่ “จำเป็นต้องให้ทำหรือไม่” ตรงนี้ไม่ต้องบอก ฝ่ายทักษิณและประชาธิปไตยมองว่าทำไม่ได้ ส่วนฝ่ายเกลียดทักษิณ มองว่า “ทักษิณเลวยิงทิ้งไปเลยไม่ต้องเอาขึ้นศาลหรืออะไร” คนกลางๆคิดอย่างไรดีเรื่องนี้ ผมไม่กลาง เพราะผมเป็นนักประชาธิปไตย แต่ก็จะลองเสนอ “ความกลางๆให้ท่านลองตัดสินใจเอาเอง”

 

เอาหละ ผมอายุมากแล้ว ติดตามการเมืองมานานมาก เป็นทั้งนักคิด นักเขียน และ นักข่าว ก็จะสรุปให้ฟังว่าในสิบปีข้างหน้า คนรุ่นใหม่จะมองทุกวันนี้อย่างไร แรกเลย ในไทยสมัยใหม่ไม่เคยมีรัฐบาลที่เข้มแข็งมั่นคงและเอาทรัพยากรไปให้คนจน มากเท่าทักษิณ และสิ่งนี้ไปทำลายเอาสังคมชั้นสูงที่ชักใยอยู่เหนือการเมืองและไทยมานานนับสิบปี สิ่งนี้ทำให้เกิดรอยร้าวใหญ่มาก ทักษิณพูดเองเสมอว่าสิ่งที่เขาทำผิดไปมากคือไม่ได้ไป “เลียคนชั้นสูงมากพอ” นั่นคือสิ่งแรก สิ่งที่สองที่สร้างรอยร้าว คือ เรื่องของสมัย ที่ก็คล้ายๆกับปัญหาแรก คือทักษิณทันสมัยมาก มองว่าการเสียภาษีให้น้อยและทับซ้อน เป็นสิ่งที่ยอมรับกันได้ คือในต่างประเทศ ที่เจริญแล้ว การเสียภาษีให้น้อยและการทับซ้อน หรืออีกนัย คือระบบลอบบี้ยิสต์ นั้น เป็นธรรมชาติของธุรกิจและการเมือง แต่ไทยยังไปไม่ถึงจุดนั้น “ยังหัวโบราณ” มาก สองกระแสเลยตีกันนัว คือกระแสสมัยใหม่ และ กระแสเรียกหาจริยธรรมและจรรยาบรรน สิ่งที่สามที่เกิดขึ้นผมเรียกว่า “โรมแฟกเตอร์” คืออำนาจและบารมีนั้น ทุกคนพยายามหามันเข้าตัว และสื่อไทยนั้นก็คือสถานที่ปะลองยุทธิวิธีของกลุ่มหาผลประโยชน์และบารมี ของทุกกลุ่ม จะเป็นกลุ่มทักษิณ กลุ่มทหารและองคมนตรี หรือกลุ่มอำนาจสังคมชั้นสูง คือในสิบปีข้างหน้า นักวิเคราะห์ทางการเมือง จะหันกลับมามองวันนี้ ในสามประเด็นนี้

 

สรุปจะให้ผมสรุปสักนิด คือ “ถูกผิดดีเลว” กันไปหมดทุกกลุ่มนั่นหละ ไม่มีใครดีเลวไปกว่าใคร เพื่อนไฮโซโทรมาหาผม ด่าทักษิณเป็นชั่วโมง สรุปได้คำเดียว คือทักษิณไปทำลายสังคมชั้นสูงและวัฒนธรรมดั้งเดิม เพื่อนๆที่รักทักษิณโทรมาด่าป๋าเป็นชั่วโมง สรุปได้คำเดียว รักคนจนเห็นใจคนจน ส่วนเพื่อนที่รักกันในสื่อโทรมา บอกว่าตั้งแต่เกิดมาแล้วทำข่าวมา ไม่เคนสนุกเท่าวันนี้มาก่อน เพราะ “โคลีเซี่ยมของโรมนั้นมีแต่ศพกองเต็มไปหมด” ผมอยากจะด่ากลับไปว่า “มือมึงเปื้อนเลือกทุกวันทนได้ไง” แต่เพื่อนนั้น “เมามันยิ่งนักในการทำสงครามข่าว”

 

เอาหละผมก็เป็นนักประชาธิปไตย จะไม่ไปพยายามเปลี่ยนวิธีคิดและความเชื่อของท่าน ด้วยเรื่องยาวเหยียดแบบนี้ เอาเป็นว่ามีคนไทยมากมายนักที่กลางๆ และขออย่างเดียว คือ “ให้มันสงบเสียทีได้ไหม” เติมด้วยว่า “ไม่ได้เกลียดหรือขอบทักษิณ เผด็จการ หรือพันธมิตร” แต่ถ้าจะให้มัน “สงบจริงได้” ก็ฆ่าทักษิณไปเลย ถ้าท่านยืนอยู่ตรงนี้ ผมก็ไม่ว่าอะไรนะครับ เป็นสิทธิของท่าน นักสิทธิมนุษยชนระดัยโลก เขาก็ออกมาเขียนจดหมายร่อนไปทั่วโลกแล้ว ว่ายุคนี้ของไทย “มืดยิ่งกว่ายุคทักษิณหลายเท่า” และสื่อต่างชาติก็รายงานกันออกมาแล้วนะครับ ว่า ทหารกำลังผ่องถ่ายอำนาจไปที่พรรคปชปและจะชักใยอยู่เบื้องหลังการเมืองไทยไปอีกนาน คือมันจะเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบนะครับ หลังเลือกตั้งครั้งหน้า คือถ้าผมรู้จักนักประชาธิปไตยดีพอ ผมรับรองท่านเลย ว่าจะต่อสู้กันไปอีกนานครับ อีกเป็นปีๆครับกว่าเมืองไทยจะกลับมาสงบอีกครั้ง

 

ผมไมได้มาขอให้ท่านออกมาเคลื่อนไหวอะไรนะครับ หรือเลือกข้าง แต่ถ้าท่านถามผมว่า “บอกหน่อยได้ไหมทวีวุฒิ เข้าข้างไหนดี” ผมขอตอบท่านด้วยคำถามก็แล้วกัน “ท่านคิดว่าหยุดนาฬิกาไว้ได้นานสักเท่าไหร่” แล้วท่านคิดว่าสิ่งที่เราทะเลาะกันอยู่เพื่อเก็บมันไว้ “อีกสิบปีมันจะเหลืออยู่ขนาดไหน” และ “ศาสนาพุทธสอนเราว่าอย่ายึดติด ไม่มีอะไรคงสภาพเดิมไว้ได้” และสุดท้าย ผมเป็นเด็กนอก สังคมชั้นสูง ลูกไฮโซ ขอปิดด้วยคำคมของฝรั่ง “You Keep Paris Away a Farm Girl, But You Can Never Keep Paris Out of Her Heart” สรุปคือคนจนเขาได้รสชาติของทักษิณไปแล้วครับ กลับไปวันเดิมๆของ “นายและบ่าว” ลำบากครับ

 

ดีเลว เรื่องอำนาจของหัวหน้าเผ่า ในแอฟริกา

 

สิ่งดีๆและเลวๆ ในเรื่องอำนาจหัวหน้าเผ่า ในแอฟริกา

เมื่อวันก่อนเขียนเรื่อง เศรษฐกิจแอฟริการ กำลังโตโดยเฉลี่ย สองเท่าไทยคือ 8% ก็หาอ่านได้ใน www.thai-journalist-democratic-front.com  นะครับ เรียกว่าคนไทยส่วนมาก อ่านไป “กระอักเลือดไป” นะครับ เพราะเขามาแรงมาก และรักประชาธิปไตยจริงๆ มาวันนี้ก็ขอต่อจากเรื่องที่แล้วนะครับ ก็เป็นเรื่องอำนาจของหัวหน้าเผ่าในแอฟริกา

ปัญหาที่คนแอฟริการเขาเจอกัน ก็คือเรื่อง “อำนาจ” ที่ไม่ค่อยจะเข้าใครออกใครเท่าไหร่นัก คือพวกหัวหน้าเผ่านะ เกิดมากับการมีอำนาจมาตั้งแต่เด็ก มันเลยไม่ “ขึ้นสมอง” ไม่ทำให้หัวหน้าเผ่าในแอฟริกาส่วนมาก “ก่าง” หรืออะไรทำนองนั้น แต่ปัญหาคือ “คนรอบข้าง” หัวหน้าเผ่านะสิครับ คือการเข้าใกล้ชิดกับศูนย์รวมอำนาจมากๆ ก็สามารถทำให้คน “มองว่าตัวเองสำคัญกว่าคนทั่วๆไป” ยิ่งในแอฟริกา เรื่อง “ยศสาบรรดาศักดิ์ และความมั่งคั่ง” ที่หัวหน้าเผ่า มอบให้ได้ นอกจากจะเกิดการ “ยึดถือว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นแล้ว สูงกว่าคนอื่น สำคัญกว่าคนอื่น” ยังทำให้เกิดการแข่งขัน “เพื่อให้เป็นที่โปรดปรานของหัวหน้าเผ่า” สรุปตรงนี้แล้ว คำว่า “เผด็จการ” คำว่า “ขวาสุดขอบ” หรือ “หัวรุนแรง” คำพวกนี้ ในแอฟริกา มีต้นตอมาจากระบบหัวหน้าเผ่าทั้งสิ้น คือหัวหน้าเผ่าหลายคนก็ทราบดี ว่าระบบหัวหน้าเผ่า เป็นต้นตอหนึ่ง ของความแตกแยกในประเทศตัวเอง ถึงตัวหัวหน้าเผ่าเอง “จะพยายามและสามารถ ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีได้” แต่คนรอบข้างนั้น และ ที่สำคัญ คือ ระบบรองรับ หัวหน้าเผ่านั้น “ออกจะขวาจัด และทำให้สังคมนั้น มีความตึงเครียดอยู่ในตัว เป็นอุปสักต่อการวางรากฐานของระบบประชาธิปไตย”

ก็พอจะเห็นได้นะครับ หัวหน้าเผ่าบางราย ถ้ามั่นคงมากๆ เป็นคนดีมากๆ ก็ยังสามารถ ช่วยขจัดปัญหาที่มาจากพวกหัวเอียงขวาสุดขอบ ที่มากับระบบและตัวหัวหน้าเผ่านั่นเองได้ เช่นหัวหน้าเผ่าคนหนึ่ง เห็นคนในประเทศตัวเอง ฆ่ากันตายเป็นบือ แย่งที่ทำกินกัน ก็สละทรัพย์ส่วนตัว คือที่ดินของหัวหน้าเผ่า แล้วแบ่งให้ประชาชนในประเทศใช้กันอย่างยุติธรรม จนประเทศนั้นสงบขึ้นมาได้ แล้วอำนาจขวาจัด ที่มาจากระบบหัวหน้าเผ่านั้นเอง ก็ถูกหัวหน้าเผ่า “ทำให้กลายเป็นสิ่งที่ไม่อันตรายต่อไป” คือแต่ก่อน ในประเทศนี้ พวกขวาจัดจัเข้ามาเป็นข้าราชบริวานของหัวหน้าเผ่า เพียงเพื่ออำนาจ ที่จะไปยึดครอง “ที่ดิน” จากชนพื้นเมือง มาเป็นของตัวเอง และออกฆ่ายกหมู่บ้าน พวกที่ต่อต้าน ก็นับว่าเป็นโชคดีของประเทศแอฟริกาประเทศนี้ ที่มีหัวหน้าเผ่าที่ “มีพระปรีชาสามารถ”

แต่เท่าที่อ่านดู คนแอฟริกาส่วนมากสมัยนี้ ต้องการสิ่งที่ หัวหน้าเผ่าดีๆ “ให้มา และ สอนให้ใช้” เอามาลงไว้ในระบบเสียเลย คือแทนที่จะพึ่งหัวหน้าเผ่า ที่ก็เกิดแก่เจ็บตาย และ หัวหน้าเผ่าใหม่มา แล้วก็เกิดแก่เจ็บตาย แล้ว พระปรีชาสามารถก็ไม่เหมือนกัน ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าหัวหน้าเผ่าคนต่อไปจะดีเลวอย่างไร คือคนแอฟริกาเขาเห็นมามาก ที่ที่ปรึกษาหัวหน้าเผ่า ลุแก่อำนาจและยุยงให้ทหารเข้าปฏิวัติ เห็นมามากหัวหน้าเผ่าที่อ่อนแอ จนคนใกล้ชิด สามารถ “ชักจูง” และหว่านล้อมได้ จนทำในสิ่งที่ผิดได้ สรุปคือคนแอฟริกา เขาเห็นระบบหัวหน้าเผ่าถูกบิดเบือนมามาก คือปัญหาของระบบหัวหน้าเผ่า ก็เหมือนปัญหา ของทุกระบบ คือถ้าระบบไม่ดีพอ แล้วมาเจอคนไม่ดีเข้าไปอีก “ก็ออกมาเละ”

คนแอฟริกาส่วนมากเลย “กำลังง่วนอยู่กับการลงระบบประชาธิปไตยกัน” บางประเทศก็ยังมีหัวหน้าเผ่าอยู่ แต่ก็อยู่ใต้กฎหมาย บางประเทศ ก็ให้อำนาจหัวหน้าเผ่ามากหน่อย จะได้ไม่เหมือน เป็นคนคอย “แสตมป์กฎหมาย” เท่านั้น ก็แล้วแต่ประเทศ แล้วแต่เผ่า แล้วแต่การพัฒนา ว่าจะให้หัวหน้าเผ่า มีอำนาจมากแค่ไหน

แต่ก็ยังไม่เห็นประเทศแอฟริกาประเทศไหน ถกเถียงกันเรื่องนี้จนประชากรสับสนและแตกแยก คำว่าประชาธิปไตยภายใต้หัวหน้าเผ่า หรือประชาธิปไตยภายใต้ปวงชน ยังไม่เป็นประเด็นขึ้นมา สาเหตุก็คงเป็นเพราะคนแอฟริกานั้น ต้องต่อสู้มามากมายและอย่างยาวนาน จนมาตอนนี้ เขามองกันว่ากำลังจะเข้า “ยุคแสงสว่าง ยุคทอง ยุคใหม่ ของแอฟริกาแล้ว” และกฎเหล็กอันหนึ่ง ที่ “ผู้หลักผู้ใหญ่” เขากำลังหันมายอมรับกัน คือคนในประเทศ หรือ คนแอฟริการะหว่าประเทศแอฟริกา กันเอง ต้อง “สามัคคี” และ “สร้างสรรค์” ไม่ใช่หาเรื่องทำลายล้าง หรือ โจมตีกัน เขาเรียกว่า Collaborative Democracies หรือ ประชาธิปไตยของการร่วมมือ ฉะนั้นคนแอฟริกา ไม่ค่อยหันมามองเรื่อง “อำนาจของหัวหน้าเผ่ามากนัก” หรือ ประชาธิปไตย ใต้หัวหน้าเผ่า หรือ ประชาธิปไตย เหนือหัวหน้าเผ่า หรือ ประชาธิปไตย ของประชาชน เขามองแค่นั้นว่าต้อง “สามัคคีกัน” คือใครจะมองยังไงเชิญมอง จะเขียน รธน ออกมาให้เป็น ประชาธิปไตยแบบไหน สิ่งสำคัญคือ “ไม่นำมาซึ่งความแตกแยก แต่สามัคคีกัน”

“เรียกก็ได้ว่าเป็นประชาธิปไตยแห่งความสามัคคี”

ในแอฟริกาก็ยังมีทั้งหัวหน้าเผ่าที่ ต้องการบริหารแผ่นดิน มากน้อยแล้วแต่ แต่ก็มีหัวหน้าเผ่าที่ไม่ต้องการบริหารแผ่นดินอีกต่อไป แล้วก็มีหัวหน้าเผ่าหลายคน เดินรอยตามหัวหน้าเผ่าอื่น ที่มุ่งไปที่การพัฒนาและยกระดับประชาชนให้มีชีวิตที่ดีขึ้น หัวหน้าบางเผ่าในแอฟริกา ก็ออกมาในแนว “เป็นพี่เลี้ยงให้สังคม” คอยตักเตือนคน ให้ความรู้ และขับเคลื่อนประเทศแบบค่อยๆทำ ไปทางหนึ่งทางใด แล้วก็มีหัวหน้าเผ่าที่เคยยิ่งใหญ่มากในแอฟริกา ที่ตอนนี้ ไม่ต้องการมีอำนาจบริหารอีกแล้ว คือปล่อยมือเด็ดขาด ไม่ยุ่งเกี่ยวหรืออะไรเลย ทำอย่างมากที่สุดก็ออกงานสังคม และเป็นประธานพิธีต่างๆ แต่โดยส่วนตัวแล้ว ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป ที่แตกต่างไปก็ตรง มั่งคั่งมากเท่านั้นเอง บางคนยังมีบริวานและผู้สนองพระองค์ อยู่บ้าง แต่โดยมากแล้ว นิยมเจอเพื่อนฝูง ในแอฟริการก็แตกต่างกันไปนะครับ ระบบหัวหน้าเผ่าหลากหลายดี น่าสนใจมากนะครับ

ถ้าจะให้เปรียบเทียบระหว่างแอฟริกา และ ไทยสักหน่อย ก็ต้องบอกว่ามันต่างกันมากครับ เพราะเขาเข้าสู่ยุคของ “ความสามัคคี” ไม่ใช่ว่าเขาจะหมดปัญหานะครับ ความแตกแยกนั้นยังมี ตีกันด้วยเรื่องไร้สาระยังมีครับ แต่ในด้านปัญญาชนของเขา แกนนำของเขา นักคิดของเขา เขายึดมั่นกันใน “ระบอบประชาธิปไตย อันมีความสามัคคีเป็นประมุขครับ” กลับมาดูไทยแล้วยังเห็นอาจารย์จุฬาหน้าด้านไปสนับสนุนเผด็จการถึงเยอรมัน ไปกันสามสี่คนเลยครับ เรียกว่าส่งอาจารย์และศาสดาจารย์พวกนี้ ไปศึกษาต่อ ที่แอฟริกาคงจะดีนะครับ

แอฟริกาโตสองเท่าไทย

เมื่อวานนี้เองเห็นข่าวว่าแอฟริกาจะโตโดยเฉลี่ย 8% ปีนี่แล้ว ทั้งแปลกใจทั้งเซ็ง เป็นความรู้สึกที่ทำให้ปลงๆยังไงไม่รู้ เพราะไทยคงจะโตราว “ครึ่งหนึ่ง” ของเฉลี่ยการโตในแอฟรีกาปีนี้ คือไทยคงโตราว 4% แล้วอาจจะตกลงไปแถว 3% ถ้ามีปัญหาหนักๆเกิดขึ้นอีก

ถ้าเป็น 3% ก็ไม่ต้องบอกนะครับ อันดับปลายแถวของโลกเลย และคงจะช้าที่สุดในเอเชีย ในไทยก็เพราะการเมืองนะครับ โดยเฉพาะการบริหารบ้านเมืองของทหารนั้นไม่ไกวเอาจริงๆ แต่ก็คงเป็นเพราะผมนั้น “จอมจุ้น” เลยอดถามไม่ได้ว่าเพราะอะไร “แอฟริกาถึงโตเร็วนัก” แล้วภาพเดิมๆของ “คนจน คนอดตาย มาเฟียและทหารครองเมือง” ของวัยเก่าๆ หายไปไหนหมด ก็เลยลองศึกษาดูนะครับ แล้วก็ถึงบางอ้อ ต่อไปนี้ก็เป็นรายงานฉบับย่อนะครับ ถึงการเจริญเติบโตของแอฟริกา

จะว่าแอฟริกาย่อยยับมานานก็คงจะถูกนะครับ นานจนประเทศแถวนั้นเขาหยุดที่จะพยายามดึงตัวเองขึ้น แต่กลับมาพยายามช่วยกันดึงทุกคนขึ้นกัน เขาเรียกว่า Community of Democracies หรือสังคมของประชาธิปไตย แล้วก็จับกลุ่มกันช่วยพัฒนาประชาธิปไตยขึ้นมา  แล้วสิ่งที่เขาต้องการคือ ให้ผ้ายค้านและรัฐบาล ทำงานร่วมกันมากขึ้น เคารพใน รธน มากขึ้น และที่สำคัญที่สุด แยกทหารและฝ่ายความมั่นคง ออกจากการเมืองสำหรับประเทศรวยๆอย่างแอฟริกาใต้ ก็ไปใกลกว่านั้น บอกว่า พัฒนา ประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่ รัฐบาลและรากหย้าและชุมชน ต้องช่วยกันพัฒนา ความเชื่อถือในระบบการเมืองต้องมี ต้องมีการเลือกตั้งที่แข่งขันกัน ต้องมีเงินรัฐสนับสนุนพรรคการเมือง และสุดท้าย ความสัมพันธิระหว่าง รัฐบาลและฝ่ายค้าน ต้องสร้างสรรค์

เขียนมาแค่นี้ คนไทยที่รู้เรื่องการเมืองไทยดี คงจะ “กระอักเลือด” กันแล้วนะครับ ว่าไม่น่าเชื่อว่า แอฟริกา จะพัฒนาประชาธิปไตยกันมาขนาดนี้ได้ ผมก็ไม่อยากด่าคนไทยมากเพราะพวกเราสบายกันมานาน ไม่เหมือนเขาที่ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด คือเพื่อเพียงให้มีชีวิต อยู่ได้มานานทีเดียว มันถึงจุดที่ชาวแอฟริการเขาพูดถึง ยุค Renaissance กันเลย สำหรับท่านที่ไม่ทราบความหมาย นั่นคือยุคที่ ความรู้และความก้าวหน้า ในทุกๆด้าน ในยุโรป เกิดขึ้น หลังยุโรปมืดมิดมาเป็นร้อยๆปี “พื้นฐานของแอฟริกัน เรเนซ้อนส์ คือ การตอบสนองความต้องการของประชาชน สถาบันทางการเมือง และ “culture of political collaboration” หรือ วัฒนธรรมของการร่วมมือ ผู้นำแอฟริกันเป็นสิบๆคนกล่าวไว้  

ถ้าที่ผ่านมายังไม่ทำให้ท่าน "กระอักเลือดแล้ว” ข้างล่างนี่อาจจะบ่งบอกได้ดีที่สุด ว่าแอฟริกาเขาไปกันถึงไหนแล้วในความคิด แล้วไทยนั้นยัง “จมปลัก” อยู่กับอะไร

“The great Mwalimu Julius Nyerere, disappointed by the rampant chaos of the period, once declared that “multipartism is a luxury that we in Africa cannot afford”. Unfortunately, many African dictators who rejected multiparty democracy, arguing that it is incompatible with African culture, were not able to come up with credible alternatives. On the contrary, they developed repugnant dictatorial regimes and justified them as being supposedly congruent with the power systems of pre-colonial, traditional chiefs”

แปลกก็คือความแตกแยกในสังคมทำให้ผู้นำแอฟริกายุคหนึ่ง ประกาศว่าระบบการเมืองประชาธิปไตยที่มีหลายพรรคใช้ไม่ได้ ปัญหาคือคนที่คิดแบบนั้น แบบว่าประชาธิปไตยไม่เหมาะสม ไม่มีทางออกให้ เลยเป็นการพัฒนาเผด็จการขึ้นมาแทน และเผด็จการพวกนี้หาทางต่ออายุให้ตัวเองโดยบอกว่าเผด็จการเหมาะต่อระบบหัวหน้าเผ่า ไทยเองก็ชักจะออกมาในแนวนี้นะครับ แบบบอกอัดป๋าคืออัดสถาบันสูงสุด และ รธน ที่ร่างกันอยู่ก็เพื่อต่ออายุและหมุนนาฬิกากลับไปสมัย อำมาต เป็นใหญ่นะครับ

แล้วด้านเศรษฐกิจ เขาก็เอาจริงในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนนะครับ แน้นไปที่รากหญ้า แก้ความจน เหมือนทักษิณนะครับ ก็พอเข้าใจได้นะครับว่าทำไมสมัยทักษิณ ผู้นำแอฟริการถึงมาดูงานในไทยเป็นว่าเล่น แล้วลอกไปใช้เองมากมาย แต่นโยบายของเขาก็คือ

“Partnership for African Development (Nepad) they articulated a coherent vision for the rebirth of the continent. Nepad is more than a mere economic policy, it is a strategy for Africa’s integral development, encompassing social, economic and political aspects: sustainable growth, poverty alleviation and good governance”

คือเขามองไปที่ ความโปร่งใส แก้จน การเจริญเติบโตแบบยั่งยืน ทำควบคู่ไปกับ การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และ การเมือง ทั้งหมดที่เขียนมาก็เพื่อเตือนใจทุกท่านนะครับ

ว่าปีนี้แอฟริการโต 8% ส่วนไทย 3-4% เขารีบเร่งพัฒนาประชาธิปไตยกัน บทเรียนของเขาบางอันก็อาจจะเหมาะสำหรับไทยนะครับ โดยเฉพาะการร่วมมือกันระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยกัน ไม่ได้ชาตินิยมอะไร แล้วก็การร่วมมือกันในประเทศ ระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่ในอดีตตีกันตาย รบกันเอง แบบไทยสมัยนี้นะครับ

เมื่อคนไทยจับหอก แล้วคนแอฟริกันจับปัญญา

 

คนแอฟริกัน คิดอย่างไรกับเผด็จการ


ตอนนี้ท่านที่อ่านผมมา คงทราบดีว่าผมกำลังศึกษา “ประชาธิปไตยในแอฟริกาอยู่” ก็เขียนมาสองเรื่องแล้วนะครับ เรื่องแรกก็ “แอฟริกาโตสองเท่าไทย” เรื่องที่สองก็ “ระบบหัวหน้าเผ่าใรแอฟริกา” นี่ก็เป็นตอนที่สามนะครับ คือ “ส่วนตัวแล้ว คนแอฟริกา มองเผด็จการเลวอย่างไร”


คนแอฟริกาเขามีจุดอ่อนมากครับ คือถูกมองว่าไม่ค่อยจะพัฒนาเท่าไหร่นัก และ ช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ ต้องคอยพึ่งโลก โดยฉะเพาะ ประเทศรวยๆตะวันตก สมัยผมเรียกอยู่ในสหรัฐ ก็เคยเจอมาแล้ว ที่นักศ฿กษาชาตินิยมบองคนของแอฟริกา “เกลียด” การต้องพึ่งต่างชาติมาก ถึงขนาดยอมเห็นคนในประเทศตัวเองอดตาย ดีกว่าต้องเห็น “รถขนอาหารของยูเอ็น” ในประเทศของเขา แล้วมาวันนี้ สิ่งนั้นก็ได้กลายพันธ์มาเป็น Collaborative Democracies หรือรักในระบบประชาธิปไตย ที่มี “ความร่วมมือ ความสามัคคีกัน” เป็นหัวใจ  ที่เขียนมาก็เพราะ ถ้าคนแอฟริกา สามารถพัฒนาจากจุดที่ “ไม่ยอมรับความช่วยเหลือ” มากลายเป็นจุดที่ “ร่วมมือกันสุดๆ” คนไทยก็น่าจะทำแบบคนแอฟริกันได้นะครับ


ในการศึกษาถึงการเปลี่ยน “อุปนิสัย” ของ ระดับปัญญาชน นักคิดนักเขียน แกนนำ ของชาวแอฟริกา จากแต่เดิม 180 องศา มาเป็น “การร่วมมือนั้น” มันก็คือการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่มาก ผมก็ “จอมจุ้น”นักข่าวจอมสืบสวน ก็เลยลองหาคำตอยดู “ว่าเขาทำได้ไงนี่” เพราะคนไทยจะฆ่ากันตายอยู่แล้ว มีแต่ขุดประเด็นมาสร้างความแตกแยกกัน มีแต่การแบ่งพรรคแบ่งพวก มีแต่การจุดชนวนระเบิด ตรงกันข้ามกับแอฟริกา ที่เขากำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคทอง ยุคของแสงสว่าง ยุคของความร่วมมือ สรุปคือ Renaissance ส่วนไทยนั้นกำลังเข้าหา Dark Ages หรือยุคของความมืดมิด


ถ้าจะให้เริ่มง่ายๆ ก็ต้องเริ่มที่ การสอนเด็กๆในแอฟริกา ในหลายบทความที่ผมอ่านก็เจอเหมือนกัน คืออาจารย์จะสอนเด็ก ว่าถ้าถึงจุดที่ คุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว ระหว่างคนสองคน ที่นั่งถกเถียงกัน เรื่องอาหารที่ไม่พอกินให้อิ่มกันทั้งคู่ คำตอบคืออะไร เด็กๆหลายคนก็ยก “หอก” ขึ้นมา แล้วบอกว่า “วัฒนธรรมเราคือต่อสู้กัน จนมีฝ่ายชนะ” กินให้อิ่มแล้วที่เหลือ ให้คนอ่อนแอกว่า นั่นก็คือสมัยก่อนของแอฟริกา ที่สอนกันมาเป็นชั่วโคตร ทำให้เผ่านั้นมีแต่คนเข้มแข็ง เป็นทหาร แต่สมัยนี้ อาจารย์ในแอฟริกา กลับสอนให้เด็ก “ไม่หยิบหอก” แต่ให้สร้างสรรค์ พยายามหาคำตอบที่ไม่ต้องพึ่งหอก แล้วเด็กแอฟริกา ก็นั่งมองหน้ากัน ถกเถียงกันร้อยแปด ถึงกับนับญาติกันเลยว่าใครใกล้ชิด กับหัวหน้าเผ่ามกกว่ากัน เถียงกันจนในที่สุด “นั่งหัวเราะกัน” หาคำตอบไม่ได้ แล้วยทเรียนของอาจารย์ก็คือ “ให้เด็กคนหนึ่งแบ่งอาหารออกเป็นสองกอง แล้วเด็กอีกคนมีสิทธิ เลือกก่อน” เด็กก็ถึงบางอ้อ ว่าการร่วมมือกันนั้น เป็นทางออกที่ทำให้ได้อาหารเท่ากัน ไม่อิ่มหรือไม่อดทั้งคู่


สิ่งที่เขียนมาในตัวอย่างนั้น มันเป็นปรัชญาที่กำลังฝังลึกเข้าไปในจิตใจของชาวแอฟริกา ถ้าเรื่องความอยู่รอด การต่อสู้เพื่อให้อยู่รอด เรื่อการใช้อำนาจเพื่อเอาสิ่งที่ตัวเองต้องการ หรือเรื่องเผด็จการ คงจะไม่มีใครมีความรู้ด้านนี้และมีประสบการณ์ด้านนี้ มากไปกว่าคนแอฟริกันแล้ว แล้วเขาเปลี่ยนจากการ “จับหอก” มากลายเป็นการจับ “ความสร้างสรรค์และความร่วมมืออย่างไร” คำตอบหลักก็คือ “เขาลองอีกทางแล้ว แล้วมันไม่ได้ผล”


สำหรับตัวผมเองแล้ว ในส่วนตัวแล้ว เผด็จการ อำนาจนิยม แบบที่ไทยเป็นอยู่ทุกวันนี้ มันมีต้นตอมาจาก “ความอดอยากทางความคิด และสติ” และ “ความร่ำรวยทางวัตถุ” เช่นผมชอบทักษิณ ผทก็มองว่าการที่สื่อด่าว่าทักษิณเลวกว่าฮิตเลอร์นั้น มาจาก “ความอดอยากทางความคิดและสติ” ตรงนี้ คนที่อ่านฮิตเลอร์มาก็จะเห็นเหมือนผม แต่ก็เพราะความรวยทางวัตถุ “คืออุปกรณ์การพิมพ์และกระดาษ” สื่อทุกเจ้า ก็สามารถออกมาด่าทักษิณแบบนี้ ทุกสำนักพิมพ์ สิ่งที่เรียกว่า “ขยะทางความคิด” จึงถูกเสนอออกมาเต็มเมือง ในแอฟริกาทุกวันนี้ เขาร่ำรวยกว่าไทยมากทาง “ความคิดและปัญญา” เช่นเขาสมมัคคีกันมาก แต่ถึงจะโตเร็วมาก แต่เขาก็ยังไม่รวยทางวัตถุ สิ่งที่เขาผลิตออกมา “จึงมีค่าสูงมาก” ไม่มีอะไรเพียงพอใช้ให้จมลงไปกับ “สวะ” ก็จะเห็นได้นะครับ ว่าประเทศหนึ่งในแอฟริกา สามารถสร้างดาวเทียม ที่ยิงไปโคจรโลก กับจรวจจีน หลังไทยก็สามารถทำแบบนั้น ตามหลังไทยมาไม่กี่ปีเอง


สิ่งที่ได้มาในแอฟริกา ก็เหมือนกับสิ่งที่ ทักษิณ พยายามทำให้โอทอป เป็นให้ได้ คือแหล่งผลิต “High Touch Product” คือสินค้าที่นำภูมปัญญามาผสมกับความสร้างสรรค์และอออกแบบเพื่อเจาะตลาดโลก คือการเจาะตลาดโลก มันต้องเริ่มต้นที่ปรัชญาของ “ประชาธิปไตยและความร่วมมือ” คือเมื่อมีหลากหลายความคิด และยอมรับความคิดกัน และแบ่งผลประโยชน์ได้อย่างยุติธรรม มันก็ก่อให้เกิด “ปัญญาและสติและความสร้างสรรค์” พวกนี้ ก็เป็นต้นตอของ สินค้าที่มีค่ามาก และต้องการกันมากบนโลก


แต่ถ้าสติปัญญาของคนในประเทศ มันยังจมอยู่กับการ “จับหอก” การ “พึ่งอำนาจและปรัชญาของอำนาจคือ เผด็จการ” และ “ตัวใครตัวมันไม่สามัคคี” สิ่งดีๆมันก็เกิดขึ้นมายาก เราจะเห็นได้ว่า สมัยทักษิณ ผู้นำแอฟริกา มาเยือนไทยและศึกษาสิ่งต่างๆที่ทักษิณทำอยู่มากมายนัก แล้วลอกเอากลับไปใช้ในแอฟริกา มาสมัยนี้ สิ่งที่ลอกไทยไปใช้กันคือ แบบเรื่องยาเอดส์ ประเทศกึ่งรวยแบบบราซิลและไทย ไม่ยอมเสียค่ายาแพงๆ  ใช้อำนาจเหนือประเทศตัวเอง หักดิบบริษัทยาต่างชาติ และในที่สุด ก็กลายเป็นเรื่องตอยโต้กัน และสหรัฐ คงจะลงเอยใช้ “อำนาจของเขา” ตอบโต้ไทย สรุปคือ “จับหอกกันแล้ว”


ในการศึกษาแอฟริกา สมัยใหม่ ตอนนี้ที่กำลังจะเข้ายุคทอง ของเขา ผมก็อดไม่ได้ที่จะศึกษาว่าเขามองคำว่า “อำนาจ” กันอย่างไร ในระดับ ส่วนตัว ก็มีการศึกษาขององค์กรสิทธิมนุษชนของยุโรป ไปทำโพลมา ก็เจอว่าคนแอฟริกา บอกว่า เผด็จการต่างๆในแอฟริกา ที่เป็นและมีมานาน สร้างความรุนแรง การเผชิญหน้า ให้สังคมและทำให้ประชาธิปไตยไม่พัฒนา นั่นก็เข้าใจกันง่ายๆนะครับ แต่ที่แปลกคือ เขาก็บอกด้วยว่า ความรุนแรง การเผชิญหน้า การใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ก็ต่ออายุให้กับเผด็จการ และทำลายการพัฒนา ประชาธิปไตย มากกว่า เผด็จการเองเสียอีก สรุปคือ ในตาคนแอฟริกันแล้ว อำนาจ การเผชิญหน้า ความรุนแรง มีความสำพันธ์ กับ การพัฒนาประชาธิปไตย และตัวเขาเอง “ก็เป็นต้นตอหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว ของระบอบเผด็จการ” เพราะซึมซับ สิ่งที่เผด็จการนำมา เข้าใส่ตัวเองมานาน


ท่านที่เกลียดทักษิณเข้าใส้ คงจะสรุปมานานแล้วนะครับ ว่าทักษิณบ้าอำนาจ ใช้ความรุนแรง และการเผชิญหน้า ไกลจนถึงภายใต้ทักิณ ไม่เคยมีปรัชาธิปไตย ไทยเลยเสียประชาธิปไตยไป นำมาซึ่งเผด็จการเต็มรูปแบบ ส่วนคนที่รักทักษิณ คงจะสรุปกันมานานพอๆกัน ว่าพันธมิตร ต่างหาก ที่ใช้ความรุนแรง ออกท้าทายทักษิณไปทุกหนแห่ง แต่ทักษิณ ก็ไม่เคย ใช้ความรุนแรงกลับ และสุดท้าย พันธมิตรนั่นเอง ที่บ้าอำนาจของตัวเอง และมอมเมาในความรุนแรงและการเผชิญหน้า จนไปเรียกร้องให้ ทหาร ออกมาปฏิวัติกัน แล้วทักษิณนั้นก็มาจากการเลือกตั้ง คือเสียงของคนส่วนมาก สนับสนุนเขา


ก็แล้วแต่มุมมองนะครับ งานนี้ถือ “หอก” กันทั้งสองฝ่าย คือปชชที่รักทักษิณ กับปชชที่เกลียดทักษิณ ไม่สามัคคีกัน หาจุดยืนที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันได้ไม่มี เลยลงเอย “เผด็จการเข้ามาเสียบ”


สิ่งที่เกิดขึ้นในไทย มันไม่ใช่อะไรใหม่เลยในแอฟริกา มันเกิดขึ้นเป็นร้อยๆหน ซ้ำแล้วซ้ำอีกมาอย่างยาวนาน จนในที่สุดแอฟริกาก็ “ตกผนึก” ออกมาเป็นปรัชญาของ Collaborative Democracies หรือผระชาธิปไตยแห่งความร่วมมือ เป็นการ “ตัดตัวเองออก” จากวงจรของเผด็จการ


คำถามสุดท้ายที่ผมอยากฝากไว้ให้ท่านผู้อ่านคือ เผด็จการวันนี้ของไทย กำลังทิ้ง “ลูกหลาน” ของปรัชญาเผด็จการ ไว้ให้โตขึ้นมาหลอกหลอนคนไทยมากแค่ไหน คือลงศาสดาจารย์ระดับหัวกระทิ ของโรงเรียนที่ดีที่สุดในไทย แบบจุฬา สามารถสนับสนุนเผด็จการได้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไร มันบ่งบอกถึงวันข้างหน้าได้ดีพอสมควร ว่าประชาธิปไตยไทยจะยังไม่มั่นคงไปอีกนาน และการที่พันธมิตร สามารถสร้างความ “เกลียดชัง” ในตัวทักษิณได้อย่างมากมายและกว้างขวางพอดู  ถึงขนาดเห็นทักษิณ “เลว” กว่าเทวทัศ กันเลย และด้วยความเกลียดชังในมือนั้น สามารถทำให้คนมีสติและปัญญา นับไม่ถ้วน “เชื่อได้” ในทุกอย่าง เช่นทักษิณทุบพระพรหมณ หรือ จ้องทำลาย สถาบันหลักทั้งสามสถาบันของไทยได้ สิ่งนี้ “ชวนให้คิด” ว่า ทำไมคนไทยถึง “อดอยากทางสติและปัญญาเหลือเกิน”