
สื่อเทียม สื่อใต้ดิน เขาหัวเราะเราอยู่ครับ

โอแม่เจ้า กรรมการของ Asia Human Rights Watch ออกมาเขียนจดหมาย ส่วนตัว แล้วร่อนไปทั่วโลก ระบายความอึดอัดใจ ต่อสำนักข่าวไทยทุกวันนี้ พูดถึง เนชั่น และ บางกอกโพส อย่างตรงๆ ว่าไม่จริงใจในการเสนอข่าว หรืออีกนัย มีวาระแอบแฝงนั่นเอง ผมคงจะเฉยๆเรื่องนี้ เพราะทราบมานานแล้วว่า สุดจะเอนเอียงเลียเผด็จการ แต่พอได้ฟังว่าถึงขนาดคนนอก ยังทนแทบไม่ได้ ก็ชื่นใจขึ้นมาบ้าง ว่าอย่างน้อย มุมมองนักข่าวเพื่อประชาธิปไตย อย่างผม ก็ยังคงถูกต้อง แต่เพื่อนๆ ในบางกอกโพสและเนชั่น ที่ยังทั้งรักกันและเกลียดกัน มาถึงทุกวันนี้นั้น สุดจะหลงทางแล้ว
แล้วคนที่รู้จักกับ Asia Human Rights Watch ดี ก็คงจะถึงบางอ้อกันเป็นแถบ เพราะไม่ใช่ใครอื่นไกล ก็พวกเดียวกับที่ตอนทักษิณเป็นนายก ออกมาแจมกับสารพัดองค์กรไทย อัดทักษิณเสียย่อยยับ
แต่มาวันนี้ กรรมการท่านนี้ บอก เผด็จการ คมช นั้นแย่กว่าทักษิณมากมายนัก แล้วเรื่องที่เขาเป็นห่วงที่สุด คือ กระบวนการยุติธรรมไทย กรรมการท่านนี้พูดตรงๆ ทักษิณไม่ได้รับแม้แต่ครั้งเดียว ตั้งแต่เผด็จการเข้ามา คือ ทั้ง คตส ทั้ง ยุบพรรค ทั้ง อายัดทรัพย์สิน
มันก็คงจะเป็นอีกเพียงองค์กรเดียว ในหลายๆสิบองค์กรแบบเดียวกัน ที่สรุปออกมาแบบนั้น และมันก็คงจะเป็น อีกสื่อเดียว ในหลายๆสื่อชั้นนำและไม่นำทั่วโลก ที่รายงานออกมาแบบนั้น แบบว่ามันไม่มีความยุติธรรมแล้วในไทย
ประเด็นของสื่อไทยคือ ในขณะที่ก็ทราบกันดี ว่าเข้าข้างและเลีย คมช กันมากมายหลายสื่อ เกลียดทักษิณกันสุดกู่ เข้าข้างพันธมิตรแบบสุดๆ และแอบสนับสนุนให้ ปชป เป็นรัฐบาล นั้น สิ่งที่เสียไปนั้น เพื่อ วาระแอบแฝง และ ความ ไม่จริงใจในการเสนอข่าวนั้น สื่อกำลังทำอะไรอยู่
ทักษิณพูดเสมอว่าไม่ต้องมาเชียร์เขา ขอให้เสนอแต่ความจริงเท่านั้น อย่าบิดเบือน แต่สิ่งที่ทักษิณขอนี่ ให้เขากันไม่ได้ หรืออีกแง่ คือ ให้กับคนอ่านไม่ได้ เพราะตัวเองกำลังเล่นการเมืองอยู่อย่างเมามัน ปัญหาจริงๆแล้ว มันใหญ่ ยิ่งกว่า การ ยอมเสียจริยธรรมและจรรยาบรรน ของตัวเองได้ แบบที่ชอบด่าทักษิณกันว่า ทักษิณไม่มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ คือด่าทักษิณกัน แต่ไม่เคยเอากระจกมามองตัวเองเลย ว่า เลวทรามขนาดไหน
ตรงนั้นนะมันใหเอภัยกันได้ แต่ปัญหาหลักของชาตินะ มันคือ คนรักทักษิณนั้นมากมายนัก และเวลาเขาอ่านข่าว ในแทบทุกสื่อวันนี้ เขาเห็นความเลวทราม การเอนเอียง ความข้างเดียว และอีกร้อยแปดวิชามารที่พวกเรานักข่าวเก่งกันนัก ในการทำสงครามข่าว คือพอพวกคนรักทักษิณเขาอ่าน กัน
เวลาเขาอ่านกัน แทนที่จะกลายเป็นไปจูงจมูกเขา มันกลับ สุมไฟ ความเกลียดชัง และทำให้เขาเห็นว่าต้องต่อสู้
พูดง่ายๆ สื่อไม่รู้จะกี่สำนัก เป็นต้นตอสำคัญทีเดียว ของอารมณ์เกลียดชังและแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ในไทย เพื่อนผมแทบทุกคน โทรมาบอกว่า โพส เลวทรามเกินไปจนไม่เหลือสติ ก็เพราะวันรุ่งขึ้น หลังทรทถูกยุบ โพส ลงเสียอย่างสะใจว่า Bye Bye Thai Rak Thai คือมันสุดจะตอกย้ำ คนเจ็บ ทั้งที่ สติของชาวโพสเอง ลึกๆ ก็รู้อยู่แล้วว่า ทรท จะถูกยุบแน่นอน
แต่ก็ยังไม่วาย ต้องตอกย้ำว่ามันถูกต้อง หรือจะเป็นเนชั่น โหมโรงว่าคำตัดสินถูกต้องอย่างสุดกู่ ย้ำแล้วย้ำอีก แต่ปัญหานะ คือ แทบทั้งโลกเขาราบยงานไปอีกทางทันที
ผมพูดเสมอว่าไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการทำความดี การทำสิ่งที่ถูก และพร้อมลืมวันข้างหลังตลอดเวลา ก็เพราะพระอาทิตย์ขึ้นเหนือฟ้าใหม่ทุกวัน ก็ยังไม่สายเกินไปที่สื่อไทย ระดัยสถาบันอย่างโพส หรือระดับแรงๆแบบเนชั่น จะเอาหัวออกจาก ในกะลา แล้วออกมาอยู่ นอก กะลา กับคนไทยเป็นแสนเป็นล้าน แล้วเปิดหูเปิดตา ถามตัวเองดู ว่า ทำไม ฝรั่งแทบทั้งโลกถึงไปอีกทาง ถึงขนาด กรรมการ Asia Human Rights Watch ยังต้องออกมา ปลง กับสื่อไทย
ผมยังไม่ปลง แต่รับรองว่าถ้าถูกเผาทิ้ง จะเอา Hot Dog และ Marshmellows ไปนั่ง ปิ้ง เถ้าถ่าน ถึงตอนนั้นแล้วจะปลง
ในฐานะที่เป็นนักข่าวคนหนึ่งที่ตกงานไป เมื่อราวเจ็ดแปดปี ที่แล้ว ตอนเศรษฐกิจล่มสลาย แล้วมาได้งานนักข่าวอีกครั้ง ก็ตอนทักษิณทำให้มันฟื้น ผมนี่คงจะเป็นนักข่าว ไม่กี่คน ที่บอกตัวเองว่า เป็นหนี้บุญคุณทักษิณ จริงๆ แล้วในขณะที่นักข่าวทั่วประเทศ ตกงานกันเป็นพันๆคน และสำนักข่าว และ หัวหนังสือ และรายการข่าวและสาระ ทางทีวี หายไปเป็นร้อย แต่นักข่าวที่เหลือยังเสนอกันแต่ว่า มันฟื้นไม่จริง มันจะวูบไปอีก และอื่นๆที่ตอกย้ำ ความไม่ชอบทักษิณ ผมก็เป็นนักข่าวไม่กี่คน ที่ออกมาบอกว่า มันฟื้นแล้วจริงๆ แล้วก็เพราะมาตรการต่างๆของทักษิณจริงๆ ที่นำเอาทักษิโนมิกส์ และ ประชานิยม มา กระตุ้นจากรากหญ้าขึ้นบน และออก ดึงดูดการลงทุนใหม่ แบบกระตุ้นจากบนลงล่าง
หลังจากผมต้องอยู่อย่าง พอเพียง จริงๆมาสองสามปีเพราะตกงาน จนต้องระวังตัวแจเรื่องค่าใช้จ่าย ก็ตอนทักษิณฟื้นเศรษฐกิจ ขึ้นมาอีกครั้งนี่หละ ถึงมีเงินเอาลูกเข้าวัฒนา มีเงินซื้อบ้านและรถ หลังพอเพียงแบบสุดๆ ด้วยการนั่งรถเมย์มาเป็นปี และแล้ว ผมก็เป็นนักข่าว แทบจะคนเดียวในไทย ที่ยืนหยัดชื่นชมทักษิณมาตลอด ในขณะที่ นักข่าวอื่นแทบทุกคน ออก โจมตีทักษิณ ตลอดเวลา ในทุกมิติ ในทุกกระเบียดนิ้วของกระบอกเสียงที่ตัวเองมี ไปจนถึงว่าทักษิณไม่ได้ฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมา มันจะฟื้นอยู่แล้ว ทั้งที่ทักษิณ เลิกเอาวินัยทางการเงิน และอุดรูรั่วในระบบธนาคาร นโยบายของปชป แบบข้ามคืน มาเอาการอัดเงินเข้าระบบแทน
สื่อ มองไม่เหมือน ชาวบ้าน
ประเด็นคือ จะเถียงอะไรก็เชิญไปเถอะ แต่ที่สื่อเกลียดทักษิณกันไปหมดนะ มันเกาะกระแสจริยธรรม และจรรยาบรรณ ของนักการเมือง มาก่อนและสำคัญกว่า ความสามารถ ในการบริหารเศรษฐกิจ ง่ายๆแบบที่ชาวบ้านเขาว่ากันนะ มันก็โกงกันมาทุกสมัย แต่อย่างน้อยทักษิณก็พัฒนาชาติขึ้นมาก ไม่ต้องมองไกล คนตกงานสูงสุดประมาณห้าล้านคน ตอนไทยจมไป มาวันนี้ ตามภาษาเศรษฐกิจแล้ว ถือว่าไม่มีคนตกงาน
แต่นักข่าวกำลังจะตกงานกันอีกครั้งแล้ว สาเหตุก็เพราะ เสียสติเล่นเกมจริยธรรม จรรยาบรรน จนลืมว่าต้องกินข้าว ต้องเติมน้ำมันรถ หลับหูหลับตาเอาทักษิณออก แล้วสนับสนุนทหารให้และในการฏิวัติ มาจนถึงสนับสนุนการบริหารของทหารอย่างหลับหูหลับตา แล้วไง หนีความจริงพ้นหรือไม่
นักข่าวเริ่ม ตกงาน อีกครั้ง
เป็นเวลากว่า 3 เดือนมาแล้วที่บรรดาสื่อประเภทต่างๆโดยเฉพาะสถานีวิทยุในคลื่นต่างๆต้องประสบกับปัญหาการขาดสภาพคล่องจากเม็ดเงินรายได้ค่าโฆษณาที่หดหายไปเฉลี่ยเกือบ 50% แล้ว เพราะพิษการเมือง และนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทหาร ไทยรัฐรายงานสรุปไว้
คลื่น 90.5 ที่ดำเนินการโดยบริษัทสมาร์ท-บอม จำกัด แทบไม่มีลูกค้าย่างกรายเข้าไป ในขณะที่ยอดขายโฆษณาของคลื่น 101, 102.5, 103.5 และ 104.5 ของสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น และร่วมด้วยช่วยกัน หดหายไปกว่า 20% ไม่แพ้สถานีเครือข่ายวิทยุของ อสมท วิทยุทหาร หรือแม้แต่ วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ซึ่งเม็ดเงินหายไปเกือบ 50% สภาพการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง นับตั้งแต่ต้องเจอกับความไม่สงบทางการเมืองในปี 2549 ยาวจนถึงการปฏิวัติ และส่งท้ายปีด้วยเหตุก่อการร้ายทั่วกรุง กระทั่งหนักหน่วงถึงขั้นที่ขาดเม็ดเงินรายได้เมื่อบริษัทต่างๆชะลอการใช้จ่ายและการลงทุน ขณะที่ยอดขายรถยนต์ทุกประเภทในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ใส่เกียร์ถอยหลังหรือลดลงไปถึง 23.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
นายจักรพงษ์ อุดมคชา ผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้า ส่วน นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช เปิดเผยว่า จากการสำรวจการใช้เงินโฆษณาในสื่อวิทยุเอฟเอ็ม 36 คลื่นใน กทม.พบว่าเดือน ม.ค. 50 เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน มีเม็ดเงินโฆษณาหายไป 11.6% แต่หากเทียบระหว่างเดือน ม.ค.ปีนี้ กับเดือน ธ.ค.ปีก่อน จะมีเม็ดเงินโฆษณาหายไปกว่า 32.9% โดยที่ผ่านมา รายได้จากการโฆษณาราวเดือนละ 400-500 ล้านบาท ตกลงเหลือเดือนละราว 300 ล้านบาท ทั้งนี้ นอกเหนือจาก ประเด็นการเมือง และเศรษฐกิจแล้ว ยังมีความสับสนเรื่องการต่อสัมปทานของสถานีวิทยุต่างๆที่ยังไม่ลงตัวด้วย เพราะวิทยุจะมีการเปลี่ยนสัมปทานคลื่นทุกปี ขณะที่มาตรการรัฐที่ห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ส่งผลกระทบต่อสื่อต่างๆเช่นกัน
ทุกวันนี้อุตสาหกรรมที่ใช้เม็ดเงินโฆษณามีประมาณ 53 กลุ่ม ในจำนวนนี้มีถึง 42 กลุ่มที่ลดการใช้เงินโฆษณาลง และมีเพียง 11 กลุ่มเท่านั้น อาทิ ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว เครื่องใช้ไฟฟ้า ขนมขบเคี้ยว และเครื่องใช้สำนักงาน เป็นต้น ที่เพิ่มการใช้เม็ดเงินโฆษณา ซึ่งปีนี้ วิทยุจัดว่าสาหัสเกือบทุกคลื่น ตั้งแต่ 103, 99, 102.5, 107 และ 105.5 เมกะเฮิรตซ์ เพราะการใช้เงินหายไปเกินกว่า 60% มีเพียง 3 คลื่น อาทิ 101.5, 94.5 และ 105 เท่านั้นที่มีการใช้เงินโฆษณาเพิ่มขึ้น
นักข่าว ได้อยู่กันแบบ พอเพียง แน่ แต่จะ พอเพียง การเกลียดทักษิณหรือไม่
โพลว่าปชชต้องการอะไรนะออกมาแล้ว คือสมคิดนั่งคลัง แล้วสมคิดคือใครนอกจากขุนพลของทักษิณด้านเศรษฐกิจ สมคิดจะมาเอาพอเพียงตอนนี้หรืออะไร คนเขาก็เชื่อมือว่าจะทำให้เศรษฐกิจมันดีขึ้น แล้วทายสิว่าต่อต้านเขากันมาจากไหน ถ้าไม่ใช่คนปลุกกระแส ไม่เอาระบอบทักษิณ ขึ้นมา ให้สื่ออื่นตามก้นเขา แบบสุดๆ วันฉลองพบเข้ามากินตำแหน่งขุนคลังนะ หุ้นขึ้นไป สองจุด เท่านั้น นับว่าคณะปฏิวัติ เลือกมาให้ดีที่สุดแล้วหรือ คือคนไทยนะ รีลริส หรือ อยู่บนโลกแห่งความจริง กันทั้งนั้น ส่วนคุณนักข่าวทั้งหลายขายอะไรกัน จริยธรรม จรรยาบรรณ ที่นักการเมืองต้องมีอย่างสูงส่ง แล้วก็พอเพียง ของ กินกันได้ แต่ท้องแห้ง ทั้งนั้น ลองไปอดอาหารดูสักมื้อสองมื้อสิ วิ่งหาตู้เย็นชนิด มือไม้สั่น ชนิด ลืมหมด จริยธรรม และ จรรยาบรรณ กันเลยหละ
คือสูตรสำเร็จที่นักข่าวหวังกันนะ คือรัฐบาลและนักการเมือง มีจริยธรรมและจรรยาบรรณสูงส่ง ไม่มีการโกงกิน และสนับสนุนพอเพียง การยืนบนขาตัวเอง และในขณะเดียวกัน มีความสามารถบริหารเศรษฐกิจประเทศให้เจริญรุ่งเรืองได้นะ จนคนไม่อดอยากท้องแห้ง ถ้ามีจริงได้ มันก็ดีสิ แต่ปัญหาคือ มันขัดกันนะ คนต้องการความเจริญรุ่งเรืองมาให้ชาติ แล้วทำได้จริง มันก็นักธุรกิจเท่านั้น เพราะเขาผ่านมาจับมาจริงๆ แล้วนักธุรกิจนะ ทำอะไรเขามองกำไรและผลประโยชน์ด้วย คือถ้าเป็นพระก็จะไม่โลภ แต่ถ้าเป็นนักธุรกิจ โลภ คือพลังขับเคลื่อน คือเข้าใจอะไรให้ลึกซึ้งกันสะหน่อยนะ แล้วถามตัวเองว่าเกลียดทักษิณกัน เพราะอะไร และพร้อมอดข้าว ตกงาน เพราะไม่ชอบทักษิณหรือไม่
ย้อนยุคด้วยทุนธนาคารและนักวิชาการ
และแล้วก็เอาทุนธนาคารผ่าน โฆสิต และ นักวิชาการ ผ่าน ฉลองภพ มาให้นำทีมเศรษฐกิจ ก็ฉลองพบนี่เอง ที่ออกบทวิจัยมา ว่าคนเอาเงินประชานิยมไปซื้อมือถือกัน ซึ่งมันสุดจะไม่จริงจากการทำวิจัยของคนอื่น แล้วก็ฉลองพบนี่เอง ที่บอกว่า คนจนไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรเลยจากการมีมือถือ แล้วพูดง่ายๆ ทีดีอาร์ไอ รับเงินวิจัยจากแทบทุกคน ที่จ้างเขาทำวิจัย ในทุกๆเรื่อง โดยที่ภาพพจน์คือ กลางๆและไม่อิงการเมือง แต่โดยส่วนตัวแล้ว ไม่ชอบทักษิณเอามากๆ เพราะทักษิณด่าเอาไว้เจ็บ ว่าขนาดมือโปรแบบนี้ ยังไม่เห็นเลยว่าไทยจะย่อยยับไป และในบทวิจัย ไม่เคยด่าปชปเลยเรื่องเงินทุนระยะสั้นล้นระบบ สาเหตุที่ไทยพังไป คือทักษิณไม่เชื่อมือ ฉลองพบ และไม่เคยจ้างฉลองพบ และสิ่งที่ได้มาหรือคืออะไร ก็คือการด่าทักษิณแหลกในแทบทุกมิติเหมือนสื่อไทย ก็ย้อนยุคกันสุดๆ กลับไปที่ทุนธนาคารและนักวิชาการ มากำเศรษฐกิจไทย เหมือนแบบตอนล้มไปคราวที่แล้วไม่มีผิด
ทางออกนะมันอยู่ที่การผสมผสาน ทักษิโนมิกส์และพอเพียง เข้าด้วยกัน ดูผู้เล่นแล้วผมปลง สิ่งนั้นท่าทางเกิดยาก ถ้าดูประวัติแล้ว เกลียดทักษิณ เข้าใส้
เกิดอะไรขึ้น คนไทย โง่ และ ไม่ยุติธรรมขนาดสื่อเชื่อเลยหรือ หรือว่า คนไทย ไม่โง่ตามสื่อ และ ถ้าไม่โง่ตามสื่อ สื่อจะปรับปรุงตัวเองหรือไม่ คำตอบที่คนเขียนรัชธรรมนูนใหม่กำลังให้ไว้ คือ นักการเมืองห้ามเป็นเจ้าของสื่อ แต่ทุกวันนี้ มีนักการเมืองที่ไหนเข้าควบคุมสื่อได้ ทั้งที่ก็เป็นเจ้าของหรือมีหุ้นในสื่อหลายเจ้า คำตอบคืออะไร ยังไม่มีใครทราบ แต่ลองอ่านโพล ที่กล่าวถึงข้างล่างดู จะเห็นว่า สื่อไทย ดันทุรัง ขนาดยอม เสียชื่อ และเพราะอะไร
สื่อที่เรียกตัวเองว่า ยามเฝ้าแผ่นดิน ที่คนเข้าวันละ แสนห้า มาเป็นอันดับหนึ่งของสื่อ ออนไลนด์ คนตอบ ไม่ชอบ เกือบ หกสิบ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของคนตอบไม่ชอบ บิดเบือนข้อมูล บิดเบือนความจริง ทำให้สังคมแตกแยก ไม่เป็นกลาง ปาเข้าไปเกือบ ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของคำตอบ ส่วนคนชอบ หกสิบเปอร์เซ็นต์ บอกว่าชอบตรง ความครบถ้วนของข้อมูล
ใครก็ตามที่ได้รับสารจากสื่อ ไม่ว่าผู้หญิง ผู้ชาย เด็กหรือผู้สูงอายุ อาจเป็นคนที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่เพียงลำพังคนเดียว หรืออยู่ภายในโรงภาพยนตร์ที่มีผู้ชมอยู่มากมาย ล้วนแล้วแต่เป็น "ผู้รับสาร" (audience) ด้วยกันทั้งนั้น สิ่งสำคัญที่เราทุกคนจำเป็นจะต้องเข้าใจร่วมกันในเบื้องต้นก่อนก็คือว่า สื่อทุกรูปแบบล้วนผ่านการวางแผน พิจารณา คัดเลือก กลั่นกรอง และถูกออกแบบมาแล้วเป็นอย่างดี เพื่อผลิตกลุ่มผู้รับสารเป้าหมายของตัวเอง เพื่อที่สื่อ ในฐานะที่เป็นธุรกิจประเภทหนึ่งที่ต้องการผลกำไร จะได้ "ขาย" กลุ่มผู้รับเหล่านั้น (ซึ่งก็คือตัวเรา ในฐานะของผู้อ่าน ผู้ดู หรือผู้ชมรายการ) ให้กับผู้โฆษณาด้วยกันทั้งสิ้น ...
... เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การทำงานของสื่อในหลายๆครั้งขาดความเป็นกลางและความเป็นอิสระ ที่จะคิดหรือคัดเลือกประเด็นข่าวและเรื่องราวต่างๆที่จะมานำเสนอ เพราะไม่อาจปฏิเสธคำขอร้องจากภาครัฐหรือกลุ่มนายทุนได้ รวมไปถึง เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยกำหนดสิ่งที่เราจะได้เห็นได้อย่างไร การทำความเข้าใจในสิ่งต่างๆเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจถึงขั้นตอนในการสร้างสารหรือผลิตตัวบทของสื่อต่างๆ ได้ ข้อความจาก มหาวิทยาลันเที่ยงคืน
ว่าด้วยเรื่องโพลต่อ ตามมาที่สองคือสื่อที่เรียกตัวเองว่า เสนอแต่ความจริง ที่คนเข้าวันละประมาณ สี่หมื่นห้า เกือบ ร้อยเปอร์เซ็นต์ บอกว่า ไม่ชอบ เพราะ ไม่ชอบเนื้อหา ตามมาด้วยสื่อที่เรียกตัวเองว่า มีคุณภาพ ที่มีคนเข้าราว สี่หมื่นคนต่อวัน แปดสิบสาม เปอร์เซ็นต์บอกว่า ไม่ชอบ เพราะ ไม่ชอบเนื้อหาและไม่เป็นกลาง ราว เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ของคนบอกว่าไม่ชอบ ตามติดๆด้วยกระบอกเสียงรัฐคือ อสมท ที่มีคนเข้า สามหมื่นห้าต่อวัน แปดสิบสี่เปอร์เซ็นต์ บอกว่า ไม่ชอบ เพราะ ไม่ชอบเนื้อหาเวบ ที่ชอบมี เกือบสามสิบเปอร์เซ็นต์ที่บอกว่า ชอบความครบของข้อมูล คมชัดลึก เข้ามาติดๆ อสมท ที่ สามหมื่นห้าต่อวัน มีคนบอกไม่ชอบถึง แปดสิบหกเปอร์เซ็นต์ เพราะ ไม่ชอบเนื้อหา เกือบ เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ และมีสองสามเปอร์เซ็นต์บอกว่า ไร้จรรยาบรรณวิชาชีพ แทบจะเป็นสื่อเดียวที่มีคนบอกว่าอย่างนี้ แต่คนชอบอันน้อยนิด ถึง ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ บอกว่า ข้อมูลครบถ้วน เครือเนชั่นรวมๆกันแล้ว ทั้ง กรุงเทพธุรกิจ ทั้ง เนชั่น และอื่นๆ ออกมาคล้ายๆคมชัดลึก
ต้องหมั่นตั้งคำถามและเตือนตนอยู่ตลอดเวลาว่า ในระหว่างที่เรากำลังบริโภคหรือรับสารจากสื่อนั้น มีสิ่งที่สื่อเลือกมานำเสนอ เลือกมาจุดประเด็น และเลือกตัดทิ้งออกไปอยู่เสมอ และ "ความเป็นจริง" อย่างที่ปรากฏในสื่อนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่ได้เห็นหรือได้ยินเสมอไป ข้อความจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ตามมาด้วยโพลต่อไป คือที่ออกจะสวนกระแสทุกคนคือ ช่องสิบเอ็ด ที่เอาใบออกคะแนนเสียงของ ทรูฮิตส์ คนที่ทำโพล แบบเปิดตลอดเวลาทุกสามสิบวัน นี้ ไปไว้ในเวบตัวเองเลย แทนที่คนต้องเข้าไปลงคะแนนในเวบของทรูฮิตส์ กลับมีคนชอบถึง เก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ โดยคนชอบส่วนมากบอกว่า ใช้ง่ายอัพเดทเร็ว และ อีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์บอกว่า ข้อมูลครบ
ในภาพใหญ่ คนตอบแบบสอบถาม ผู้เข้าชม ทุกเวบไซต์ อายุ สิบสองถึงสามสิบห้าเกือบหมด เป็นนักศึกษาเกือบสี่สิบเปอร์เซ็นต์ ปริญญาตรีเกือบ สี่สิบเปอร์เซ็นต์ รายได้หมื่นถึงสามหมื่น สามสิบเปอร์เซ็นต์ อยู่กรุงเทพและปริมณฆล สี่สิบเปอร์เซ็นต์ มาจากภาคอีสานและกลางเกือบเท่ากันคือ สิบห้าเปอร์เซ็นต์ มากกว่าใต้และเหนือ และที่น่าแปลกใจที่สุดคือ เกือบหกสิบเปอร์เซ็นต์เข้าเพื่อ เพลงและภาพยนตร์ เพื่อข่าวสารมีเพียง ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ การเมืองเพียง สิบหกเปอร์เซ็นต์
และจากโพลล่าสุดของ เอแบ็ค เอแบคโพลล์ เผยคนไทยขอ "ความเชื่อถือ" ไม่เอา "สีสัน"
ส่วนการปรับปรุงหนังสือพิมพ์ พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 89.6 ระบุว่า ควรเพิ่มความรับผิดชอบต่อสังคมให้มากขึ้น ร้อยละ 88.9 ระบุว่า ควรปรับปรุงการเสนอข่าวให้เจาะลึกมากขึ้น ร้อยละ 88.0 ระบุว่า ควรปรับปรุงเนื้อหาให้ถูกต้องเชื่อถือได้มากขึ้น ร้อยละ 81.6 ระบุว่า ควรเพิ่มข่าวสารให้หลากหลายมากขึ้น และร้อยละ 43.8 ระบุว่า ควรปรับปรุงรูปแบบสีสันให้น่าสนใจมากขึ้น
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เอแบคโพลล์ เปิดเผยว่า เนื่องในวันนักข่าว สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้สำรวจภาคสนามเรื่อง ความคาดหวังต่อการนำเสนอข่าวสารทางหนังสือพิมพ์ : กรณีศึกษาผู้อ่านหนังสือพิมพ์ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งจากผลจากการสำรวจ พบว่า ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ติดตามข่าวหลากหลายช่องทาง โดยสื่อโทรทัศน์ยังคงเป็นช่องทางที่กลุ่มตัวอย่าง ให้ความนิยมติดตามมากที่สุดร้อยละ 98.3 รองลงมา คือ วิทยุ ร้อยละ 45.1 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 18.1 นอกจากนี้ ตัวอย่างร้อยละ 40.8 ระบุว่า อ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน ในขณะที่ตัวอย่างร้อยละ 17.1 ระบุว่า อ่าน 5-6 วันต่อสัปดาห์ ร้อยละ 21.0 อ่าน 3-4 วันต่อสัปดาห์ และร้อยละ 21.1 อ่าน 1-2 วันต่อสัปดาห์ โดยเฉลี่ยแล้ว กลุ่มตัวอย่างอ่านหนังสือพิมพ์ประมาณ 5 วันต่อสัปดาห์
สำหรับเวลาที่อ่านหนังสือ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 80.1 ระบุว่า อ่านหนังสือพิมพ์ไม่เกิน 1 ชั่วโมง ในขณะที่ตัวอย่างประมาณ 1 ใน 5 หรือร้อยละ 19.9 ระบุว่า อ่านหนังสือพิมพ์เกิน 1 ชั่วโมง ในแต่ละครั้ง และโดยเฉลี่ยแล้ว กลุ่มตัวอย่างอ่านหนังสือพิมพ์ประมาณ 55 นาที ในแต่ละครั้ง
ประเภทข่าวที่กลุ่มตัวอย่างสนใจจากหนังสือพิมพ์มากที่สุด คือ ข่าวการเมือง ร้อยละ 63.4 รองลงมา ได้แก่ ข่าวอาชญากรรม ร้อยละ 56.4 ข่าวบันเทิง ร้อยละ 54.0 ข่าวกีฬา ร้อยละ 38.2 อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 53.5 มั่นใจว่า หนังสือพิมพ์ มี เสรีภาพในการนำเสนอข่าวสาร
ผลสำรวจครั้งนี้ ในประเด็นความเหมาะสมในการนำเสนอข่าวสาร พบว่า ข่าวสารที่ประชาชนไม่ต้องการให้นำเสนอ อันดับแรกตัวอย่างร้อยละ 70.3 เห็นว่า ไม่ควรนำเสนอข่าวใบ้หวย รองลงมาร้อยละ 64.7 ไม่ควรนำเสนอภาพเซ็กซี่/โชว์วับๆ แวมๆ ของนางแบบ และร้อยละ 62.2 ข่าวเชิงชู้สาวของดารา/นักร้อง
ความผิดพลาด อันยิ่งใหญ่ระดับล้มรัฐบาล
มีเรื่องระดับล้มรัฐบาลได้สองสามเรื่องนะครับ เรื่องแรกคือการที่คณะปฏิวัติ ออกมาตรการมา "จำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อ" หลายครั้งหลายหน เช่น สั่งให้ช่องห้าไม่ออกข่าวชวลิตอีก คือถ้าจำกันได้ สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ด่า ทักษิณว่าคุกคามสื่อรุนแรงมากหลายครั้งนะครับ เพียงเพราะทักษิณออกมาด่าว่าสื่อเอนเอียง นี่คณะปฏิวัติไปไกลกว่าทักษิณมาก แต่สมาคมนักข่าวไม่ด่าเลย
เรื่องที่สองก็แปดแสนล้านนะครับ ที่ถ้าเป็นทักษิณ รัฐบาลคงจะล้มไปแล้ว เพราะเสียหายมากเหลือเกิน แต่สำนักข่าวหลายสำนักไม่ด่าเลย แถมสร้างข่าวขึ้นมาว่าทักษิณอยู่เบื้องหลัง คือคนตัดสินใจออกมาตรการมาใช้จริงๆ ไม่ด่า กลับมาด่าทักษิณว่าหาประโยชน์จากมาตรการของตัวเอง สุดท้ายก็เรื่องระเบิดนะครับ ที่รู้ล่วงหน้าแต่ไม่เตือนประชาชนเลย ผิดพลาดขนาดนี้ คนตายและบาดเจ็บ เป็นทักษิณ รัฐบาลถูกด่าจนพับไปแล้ว คือจำได้ไหมครับเรื่องไข้หวัดนก ที่ด่ารัฐบาลกันแหลก ว่ารู้มาก่อน แต่ไม่บอกใคร คือถูกด่ายับเลยครับ คือนี่มันใหญ่กว่าไข้หวัดนกเป็นสิบๆ เท่า แต่ไม่ด่ากันเลย
งบลับ การข่มขู่ และผลประโยชน์ระดับ พระกาฬ
ท่านผู้อ่านอาจจะไม่ทราบถึงวงในของสื่อนะครับ ว่าสกปรกขนาดไหน เอาเป็นว่าข่าวนักการเมืองพรรค ปชป. ซื้อวอลโว่สามล้านให้นักข่าวโพสนั้น เป็นเพียง ยอดของภูเขาน้ำแข็ง ที่โผ่ลออกมาให้เห็นเท่านั้นนะครับ ความจริงคือนักข่าว ถูกซื้อตัว กันทั่วไปหมด ส่วนสำนักข่าวก็ทราบกันดีว่าเป็น ธุรกิจการเมือง ขนาดไหน เพื่อนๆ เมื่อคืนก็บอกผมกันตรงๆ เลยว่า เงิน มันกระจายไปทั่ววงการสื่อหลังปฏิวัติ รวมไปถึงการตกลงทางธุรกิจใหญ่ๆ ท่านผู้อ่านก็คงเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงบ้างนะครับ และสุดท้ายนักข่าวนอกคอกก็ ถูกเรียกตัว ไปพบและถูกสั่งและขู่ว่าไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง
ยอมรับ ถือหางผิดและเดินผิดทาง ไม่ได้
เรื่องเงินนั้นในวงการสื่อเขาถือว่าปรกติ แต่ท่านอาจจะไม่ทราบ ว่าคนในวงการสื่อนั้นเขา รักษาหน้ากันสุดชีวิต คือแทบไม่ยอมขอโทษใครเลย ไม่ว่าจะลงข่าวผิดขนาดไหน คือนักข่าวนั้น อีโก้สูงส่งมาก มันเป็นธรรมชาติของนักข่าวนะครับ เมื่อคืนก็พูดกันเรื่องนี้ หลายคนบอกว่า เงินที่ได้มานะมันซื้อเวลา แต่ไม่ได้ซื้อใจ หมายความว่าถ้าคณะปฏิวัติขืน เฮงซวย บ่อยๆ อำนาจเงินมันก็หมดความหมายได้เหมือนกัน คือถ้าไม่อัดฉีดมาอีก ก็กัดยับแน่ แต่ก็หัวเราะกันนะครับ เพราะผมถามเพื่อนที่ผู้จัดการว่า อย่างลื้อนะหรือจะเลิกถือหางคณะปฏิวัติ ต่อให้ทหารฆ่าประชาชนที่มาประท้วงสักสิบคน ลื้อก็จะหาทางโยงไปด่าทักษิณอยู่ดี ก็เพื่อนๆ คุยกันนะครับ แต่ประเด็นคือสาเหตุที่ไม่ด่าคณะปฏิวัติกัน เพราะการเมืองมันร้อนแรงจนต้องถือหางกัน และพอบวกกับนิสัยไม่ชอบรับว่าตัวเองมองอะไรผิด แล้วเงินอีก เรื่องแบบรู้ล่วงหน้าแต่ไม่เตือนใคร มันถึงไม่เป็นข่าวเลยครับ
ยัง แสลง กับทักษิณ
ถ้าจะให้บอกว่ามีอะไรในนักข่าวไหมที่ ใกล้เคียงความบริสุทธิ์ ที่สุด ที่ทำให้ไม่ด่าคณะปฏิวัติ คำตอบก็คือยังเกลียดทักษิณเข้าไส้นะครับ ประเด็นนี้มันตรงกันทุกคนนอกจากผมเท่านั้นครับ คือผมชอบทักษิณ แต่ผมก็ถามเพื่อนตรงๆ เลยว่า ถามลื้อตรงเลยนะ เอ็งด่าทักษิณเพราะเขาเลวในตาลื้อ แต่มันก็หน้าที่ลื้อที่จะเป็นหมาเฝ้าบ้าน ลื้อคิดว่าการปล่อยคณะปฏิวัติไปเฉยไม่ตรวจสอบ มันดีต่อชาติและคณะปฏิวัติเองหรือ คือตอนปฏิวัตินี่ มันเป็นช่วงที่ไม่มีการตรวจสอบเลย จากภาคไหนก็ตาม ถ้าสื่อไม่ทำหน้าที่นี้ตอนนี้ แล้วจะทำตอนไหน เพื่อนๆ ก็อื้งกันไปนะครับ แต่เพื่อนที่ผู้จัดการก็อัดกลับมาว่า ด่าคณะปฏิวัติเท่ากับสนับสนุนทักษิณ นี่ก็เป็นปรัชญาของนักข่าวมากมายนะครับที่ว่าทำไมไม่ด่าคณะปฏิวัติ คือ กลัวทักษิณกลับมา ผมไม่ได้ต่อด้วยเรื่อผิดจรรยาบรรรณนักข่าวที่ต้องเป็นกลางและเสนอความจริง เพราะผมก็ผู้ใหญ่พอที่จะรู้ว่า ในโลกของความเป็นจริง คนก็คือคน ดีบ้างเลวบ้าง ผสมกันไป นักข่าวก็เหมือนกัน
ยังไม่หมด ความหวัง กับรัฐบาลคณะปฏิวัติ
นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ว่าทำไมนักข่าวไม่ตรวจสอบคณะปฏิวัติ เพื่อนที่โพสฯพูดไว้ดีมาก อั้วยังไม่หมดหวังกับคณะปฏิวัติว่ะ ไปด่ามากๆ เขาหมดโอกาสแน่ ส่วนหน้าเหลี่ยมมันเก่งว่ะ ด่าขนาดไหนก็รอดหมด ผมก็ว่าจริงนะครับ กระแสแรงมากตอนนี้คือสื่อออกมา อุ้มชูดูแล คณะปฏิวัติกันอยู่ แล้วในกระแสแบบนี้ ใครมันจะไปนอกคอกมากนักแล้วตำหนิหรือด่าคณะปฏิวิตครับ ผมก็ย้อนถามเพื่อนที่โพสฯนะครับ ว่าแล้วการที่คณะปฏิวัติออกมา จองล้างจองผลาญทักษิณแบบนี้ เรื่องไม่จบแน่นะ ความไม่สมานฉันท์แบบนี้ มันทำให้คนออกมาระเบิดเมืองไปแล้วนะ คือยังสนับสนุน ดูแล เลี้ยงดู เอ็นดู คณะปฏิวัติอยู่ได้อย่างไร เพื่อนที่โพสฯก็บอกว่า มันดีกว่าทักษิณกลับมาก็แล้วกัน ที่เราคิดว่าสนธิผิดที่สุด คือปล่อยทักษิณให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ก็รู้ๆ กันนะครับว่าโพสฯนั้นไม่ชอบทักษิณขนาดเป็นรองก็ผู้จัดการเท่านั้น
ไม่กล้า ทวนกระแส คนกรุงเทพฯ
โพลล่าสุดคือคนกทม.เพียง ห้าสิบเปอร์เซ็นต์เชื่อมั่นในคระปฏิวัติและรัฐบาลของทหารนะครับ แต่ถ้าถามคนกรุงเทพฯว่าสนับสนุนใคร มันก็เกือบร้อยนะครับที่สนับสนุนคณะปฏิวัติ มีสำนักข่าวต่างประเทศไปสัมภาษณ์คนที่เอาดอกไม้มาให้ทหารตอนปฏิวัตินะครับ จริงเท็จอย่างไรไม่ทราบแต่แม่บ้านและครอบครัวทหารรถูกเกณฑ์กันมามากนะครับ ฝรั่งเขาก็รายงานไปตามนั้นนะครับ แต่มันก็แน่นอนว่าคนกรุงเทพฯเกลียดทักษิณมาก และสนับสนุนคณะปฏิวัติ แล้วนักข่าวหน้าไหนจะกล้าแหวกแนวออกมาด่า ฮีโร่ ของคนกรุงเทพฯหละครับ
หัวหน้าสนับสนุน ปชป อยู่
อีกสิ่งหนึ่งที่ท่านผู้อ่านอาจจะไม่ทราบ แต่นักข่าวส่วนมาก ชื่นชม พรรคปชป.นะครับ โดยธรรมชาติในตัวของมันเอง เพราะปชป.นั้น ตรวจสอบเก่ง พูดเก่ง ทำประชาสัมพันธ์เก่ง คือปชป.นั้นเหมือนนิสัยนักข่าวไม่มีผิด คือเก่งตอดจิก ถามเป็นชุด ขุดหลุมพราง ปิดทางหนี อะไรแบบนั้นนะครับ คือธรรมชาติปชป. กับนักข่าวนั้นใกล้เคียงกันมาก ก็เป็นอีกสาเหตุหลักนะครับที่ทำไมเขาไม่ด่าคณะปฏิวัติ เพราะเกรงกันว่าคณะปฏิวัติกำลังมองการผ่องถ่ายอำนาจ และหาคนคุ้มครองหลังหมดอำนาจ ก็กับพรรคปชป.นี่เอง คือหัวหน้าข่าวส่วนมากรักปชป.เป็นชีวิตจิตใจและก็สนับสนุนอภิสิทธิ์ให้เป็นนายกคนต่อไปนะครับ
สรุป
อย่าหวังอะไรมากจากนักข่าวครับ
หนังสือพิมพ์โดยธรรมชาติ ขายข้อกล่าวหา ไม่ใช่คำตอบ แล้วเราอยู่ในช่วงที่การกลาวหากำลังรุนแรงที่สุด ที่กำลังออกมาจากคณะปฏิวัติเกือบร้อยทั้งร้อย ส่วนพลพรรคทรทและผู้ถูกกล่าวหานั้น เพราะเขามองว่าสื่อเข้าข้างคณะปฏิวัติ และไม่ค่อยฟังเขามานานแล้ว เลยไม่นิยมออกมาแก้ไขข้อกล่าวหา แบบทันท่วงที ข้อกล่าวหาและการกล่าวหา เลยทับถม จนเกิดเป็นกระแสและความเชื่อ และเมื่อมีการแก้ตัวจากฝ่ายถูกกล่าวหา จะเป็นข่าวเล็กๆ ออกวันเดียวแล้วหาย ส่วนมาจะไม่สามารถดับกระแสอะไรลงได้
เมื่อมันเป็นอย่างนั้น ทางเดียวคือเวลาอ่านหนังสือพิมพ์หรือแสพข่าวอะไร ให้บอกตัวเองเสมอ ว่านั่นคือมุมมองเดียว ซึ่งถึงจะมีเหตุผลน่าเชื่อถือขนาดไหน และพยานหลักฐานขนาดไหน มันก็มุมมองเดตียวของคนกล่าวหา ทางออกคืออย่าไปปักใจเชื่อ เช่นรูปภาพธรรมรักษ์รับเงิน ไปๆมาๆ เป็นเดือนจนเกือบปีในชั้นศาล อีกด้านถึงออกมา คือวิดิโอ เดินผ่านกัน แต่ไม่มีการรับเงิน มาตอนนี้เราก็ทราบเท่านั้น ว่าหลักฐานหักลบกันอยู่ พลพรรคทรทไม่ได้เอาวิดิโอที่มีมาออกข่าวหักลบข้อกล่าวหา ทั้งที่มีอยู่ในมือมาเป็นปี นี่เป็นบทเรียนที่ดี ว่าบางครั้งเราก็ต้องอดใจรอกัน
สิ่งที่คนกล่าวหาเขาหวังที่จะได้ก็เหมือนกับการเข้ามหาวิทยาลัยและรับน้องใหม่ คือเข้าค่ายล้างนิสัย ปรับปรุงมุมมอง ด้วยการกดดันละลายความประพฤติและใส่ข้อมูลใหม่ลงไป หลังสมองนิ่ม คือเขาจะกล่าวหามาเรื่อยๆ จนเรายอมแพ้และรับความข้างเดียวของเขา มันก็เป็นเกมที่คนที่ใจเย็นและยุติธรรมและจิติแข็งและนิ่งพอเท่านั้นที่จะชนะได้
ต่างกรรมต่างวาระต่างเวลา ต่างสื่อ
ผมเขียนมามากแล้วเรื่องสื่อไม่เป็นกลาง มีจุดยืนของตัวเอง เสนอมุมมองที่ตัวเองต้องการ ไม่เสนอความจริง ม่สนใจความเป็นกลาง ต้องการกระตุ้นอารมณ์และมีประเด็นแรงๆ สร้างความขัดแย้ง จับแพะชนแกะและอื่นๆ ในการอ่านหนึงสือพิมพ์ และเสพทุกสื่อ ต้องยอมรับเสียก่อนว่ามันเอนเอียง แลพเชื่อถือไม่ได้ การอ่านหนังสือพิมพ์หรือเสพสื่อนั้น ให้มองแบบผม คือผมอ่านไทยรัฐทุกวัน ไม่ใช่เพราะกลางและดีที่สุดและเสนอข้อมูลได้มากที่สุดหรืออะไร แต่เพราะไทยรัฐนั้น เป็นกระจกที่ดีที่สุดที่ส่องถึงมุมมองคนคนไทยหมู่มาก ที่ดีที่สุด บางครั้งผมก็ชอบอ่านผู้จัดการ เพราะจะได้มุมมองของคนเกลียดทักษิณเป็นชีวิตจิตใจ บางครั้งผมชอบดูกนก เพราะเหมือนดูคนประสาท เด็กปัญญาอ่อน ที่พยายยามเหลือเกินที่จะแสดงออกว่าสิ่งที่ตัวเองพูดน่าเชื่อถือและเป็นความจริง ทั้งที่รู้อยู่เต็มอก ว่ากำลังปั่นหัวคนดู แล้วบางทีผมก็ชอบอ่านกรุงเทพธุรกิจ เพราะเขาเอาหัวใจนักธุรกิจมาเป็นประเด็นหลัก เสียส่วนมาก มาก่อนการเล่นการเมืองของเขา
คือในการอ่านหนังสือพิมพ์หรือเสพสื่อ ก็ให้รู้สันดานและนิสัยสื่อนั้น แล้วต่างกรรมต่างวาระต่างๆ ท่านเลือกที่จะเสพอะไรเพื่ออะไร เช่นตอนเรื่องนอมินี ผมเลือกอ่านกรุงเทพธุรกิจทันที เพราะต้องวการรู้ว่านักธุรกิจแท้จริงมองอย่างไร ตอนไทยตีกับสิงค์โปร์ ผมอ่านผู้จัดการ เพราะต้องการรู้ว่าพวก รักชาติจนเลือดขึ้นหน้าและมีสายตรงถึงสพรั่งคิดอย่างไร หรือเวลาการเมืองสับสนเปลี่ยนแปลง ผมจะอ่านไทยรัฐ เพราะเขาจับกระแสหลักการเมืองได้แม่ที่สุด สรุปคือต่างกรรมต่างเวลาต่างวาระ ก็มีสื่อที่ดีที่สุดเหมาะที่สุดสำหรับช่วงนั้น
คอลั่มนิสทำตัวเหมือนนักข่าว นักข่าวทำตัวเหมือนคอลั่มนิส
สิ่งที่สับสนที่สุดของวงการนักข่าวไทยก็คือสิ่งนี้ นักข่าวแท้จริงแล้วก็คือเสนอข้อมูลออกมาเท่านั้น แต่นักข่าวสมัยนี้ แพรวพราว สามารถ ปั่นข้อมูล จนออกมาเป็นความคิดเห็น คนอ่านบางทีแทบจะมองไม่ออกเลยว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในภัยนี้หรือไม่ คือบางครั้ง แค่ข้อมูลหายไปจุดเดียว ข่าวนั้นก็ไปอีกทางแล้ว ฉะนั้นเวลาอ่านข่าว ระวังให้ดีว่าข้อมูลที่เห็น มันน่าจะมีอะไรแอบแฝงมาด้วยหรือไม่ เช่นความคิดเห็น ส่วนคอลลั่มนิสไทยนั้น กลายเป็นว่าต้องใช้ข้อมูลและเหตุผลกันเต็มที่ เพื่อสนับสนุนบทความตัวเอง ความเห็นตัวเอง ไปๆมาๆ ข่าวและความคิดเห็น ของทั้งหนังสือพิมพ์ ปนกันไปหมดจนแยกไม่ออก เช่นการวิเคราะห์การเมืองของไทยรับ ที่ผมยอมรับว่าตรงและดีที่สุด มีทั้งข้อมูลลึกๆวงใน มีทั้งเหตุผล มีทั้งจินตนาการเชื่อมเรื่องเข้าด้วยกัน มีทั้งมุมมอง มีทั้งทางออก มีทั้งบทสรุป ตรงนี้ก็ขอเตือนไว้เท่านั้น ว่าสมัยนี้อ่านอะไร มัน แจม กันไปหมดแล้ว ข้อมูล เหตุผล และอื่นๆ มันออกมาให้เป็นเรื่องเป็นราวเป็นชุดๆสนับสนุนกัน ก็ต้องเตือนว่า จงตั้งสติให้ดีๆเวลาอ่าน แล้วพอถูกกระชากไปที่ไหน ถามเสมอว่า เอนี่เรามาถึงจุดนี้เพราะอะไร มันข้อมูลครบทุกด้าน เหตุผลแท้ๆ หรือว่าความรู้สึก
นั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหา ทั้งหมด ของแวดวงสื่อ ก็เพราะต้นทุนที่ถูกสุดๆ และให้เสรีภาพแบบสุดๆ ที่จะออกรายการอะไรก็ได้ ในสัดส่วนอะไรก็ได้ จนอุตสาหกรรม เพี้ยนไปหมด ขนาดมีกฎจำกัดโฆษณา ยังดันทุรังเอาโฆษณามาแอบแฝงจนได้ แบบเปิดกล่องที่มีสินค้าประทับตราอยู่นะ จนโฆษณาเมไปหมดตลอดเวลา ก็ยังทำได้
แล้วไอทีวีก็เกิดขึ้นมาในช่วงนี้ ต้องไปแข่งกับสื่ออื่น ทั้งที่ ต้นทุน หรือค่าสัมปทานของตัวไอทีวีเอง แพงกว่าต้นทุนของเจ้าอื่นเป็นสิบๆร้อยๆเท่า แล้วพอมาเจอกับการให้ช่องสิบเอ็ด มีโฆษณาได้ และเศรษฐกิจที่พังไปตอนเริ่มออกอากาศใหม่ๆ และให้มีทีวี เคเบิล ต่างจังหวัดได้ รวมถึงการเกิดขึ้นของทีวี ดาวเทียม อย่างเนชั่น และ เอเอสทีวี ไอทีวีก็จำเป็นต้อง ขอปรับสัมปทาน
จะเป็นของเนชั่นและธนาคารไทยพานิช จะเป็นของทักษิณหรือผู้ถือหุ้น เป็นต้องขอปรับค่าสัมปทานและผังรายการ ไม่งั้นสู้ใครไม่ได้ หากำไรมาจ่ายไม่ได้ รัฐบาลชวนสองเข้าใจดี ยอมปรับสัมปทาน แต่ครม ชวน ไม่เอาเข้าครม เรื่องเลยมาตกอยู่ที่ตอนทักษิณเข้าถือไอทีวีแล้ว ที่ศาลปกครอง ตัดสินให้เป็นโมฆะหมด มติของชวน และ อนุญาโตตุลาการ ที่บอกว่าปรับสัมปทานได้ ไม่พอ หลังศาลปกครอง สั่งว่าปรับสัมปทานไม่ได้ สั่งให้ไอทีวี จ่าย ค่าปรับแสนล้าน และค่าสัมปทานย้อนหลัง แล้วใครจะไปจ่ายได้ จุดจบของไอทีวี ก็มาถึง
มาวันนี้กรมประชานั่งอยู่บน ธุรกิจใหม่ ขนาด ผู้จัดการ ยังบอกเอง สื่อทุกเจ้า และทุกเจ้าจริงๆ รวมไปถึงผู้จัดการเอง ก็มีสิทธิเข้าไปของเช่าสัมปทานธุรกิจทีวี ช่องที่เคยเป็นไอทีวี ช่องนี้ มาบริหาร แนวนี้บอกว่ารัฐจะได้ไม่ต้องออกเงิน และได้เงินจากสัมปทานอีก ทีวี ช่องนี้ ก็จะไม่ตกอยู่ในมือรัฐ เป็นกระบอกเสียงให้รัฐไปอีกอัน คือคงไว้นิสัยชอบออกข่าวทั้งสองด้าน ที่ไอทีวีชอบทำ จนถูกมองว่าเป็นฐานอำนาจเก่า
ขนาดมาวันนี้ ผู้จัดการเขียนลงข่าวไปแล้ว ทักษิณจะยึดไอทีวีคืนอีกที โดยแอบเข้ามาประมูลผ่านนอมินี ถ้ามีการปล่อยไอทีวีออกมาให้ประมูลกันอีกที ปัญหาคือ ไม่มีใครรู้ว่าสัญญาขายไอทีวีไปให้เทมาสัก เขียนเรื่องนี้ไว้ไง เพราะท่าทาง รัฐบาลนี้ คงจะเอาเจ้าของไอทีวี ขึ้นศาลแน่ เพื่อเอาเงินค่าสัมปทานและค่าปรับที่ค้างอยู่ คือต้นทุนการกลับมาของทักษิณ อาจจะมากมายอยู่เหมือนเดิมก็ได้ หรือถ้าเป็นการลงทุนใหม่ ก็ต้องแข่งกับเจ้าอื่น ตรงๆ เพราะตัวเองก็หมดอำนาจไปแล้ว แล้วถ้าจะว่ากันตามตรง ต้นทุนของทีวีดาวเทียมแบบ เอเอสทีวี ก็ถูกกว่ามาก ถ้าจะทำเพื่อการเมือง ก็ ตรงๆ เลยไม่ดีกว่าหรือ แบบ พีทีวี
คือมีใครมองหรือไม่ว่าหลักการ ทีวีเสรี นะถูกต้องแล้ว แต่การดำเนินงานมันผิด เรื่องนี้ถกกันมาตั้งแต่สมัย อานันท์ เจ้าของความคิดนี้ ที่ไม่อยากให้เป็นแบบ บีบีซี ที่ตั้งให้เป็นองค์กรมหาชน อิสระ เพียงแต่ว่า บีบีซี ใช้เวลาสร้างตัวมาเป็นสิบๆปี ยังต้องเอาเงินรัฐเลย แล้วไอทีวี สดใหม่ ถ้าเอาเงินรัฐ เอาเงินรัฐมาใช้ ก็ต้อง มากและต่อเนื่องพอดู สรุปกันไปว่า ไม่ดีแน่ เพราะว่าลงเอาเงินรัฐมาใช้ ยังไงก็ต้อง ฟัง รัฐ เป็นของรัฐ แล้วมันจะอิสระได้อย่างไร แต่ถ้าให้เอกชน มาแข่งกันเพื่อสัมปทาน รัฐไม่มีภาระ ไม่ติดกับรัฐ อิสระได้เต็มที่ แต่ก็หนีไม่พ้นมีเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นใหญ่
ก็ด่าไอทีวี ภายใต้ทักษิณกันมาก ว่าเอนเอียง ทั้งที่เขา เสนอ ทุกด้านเท่านั้นเอง ขนาดผู้จัดการ ออกมาด่าพนักงานไอทีวี ไปแล้ว ว่า เป็นทาส ของทักษิณ ก็เพราะยอมให้มุมมองทักษิณออกมา ที่ไปผสมไปกับมุมมองทหาร ก็เป็นสื่อที่มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ และความเป็นกลาง และกล้าเสนอความจริงดี ไม่ใช่มองทุกอย่างจากมุมมองเดียว คือ ต้องทำลายทักษิณ เอาเป็นว่าช่อง ทหาร ที่สัมปทานไปให้เอกชนรายอื่นๆ เสนอความ ข้างทหาร อย่างเดียว ไม่ออกด้านทักษิณ จ้องเอาตายทักษิณตลอดเวลา ไม่มีใครด่า ว่าไม่เป็นกลาง เสนอด้านเดียว หรือว่ากลายเป็น ทาสทหาร ไปแล้ว
แล้วจริงๆแล้ว การเป็นกลางเสนอข่าวทุกด้าน ก็คือ เจตนารมณ์ ของการก่อตั้ง ทีวีเสรี ไม่ให้เสนอแต่ข่าวของรัฐ ในแง่มุมของรัฐ เท่านั้น แต่ให้มีความอิสระ เสนอทุกมุมมอง
แล้วมาดูว่าสื่อภายใต้ทหารเป็นอย่างไร เคเบิล ทีวี ต่างจังหวัด ถูกสั่งห้ามออกข่าวทักษิณและพลพรรค วิทยุชุมชน ถูกปิด เป็นพันๆ แห่ง ใครรับสัมปทานจาก ทหาร ทั้งวิทยุทั้งทีวี ต้องออกข่าวและรายการ เลียทหาร สื่อของรัฐ แบบ อสมท และ ช่อง สิบเอ็ด ห้ามออกข่าวทักษิณและพลพรรค ไม่มีใครท้วงติงแม้แต่เจ้าเดียว ว่า ข่าวทักษิณและพลพรรค ก็คือ ข่าวคือความอีกด้าน ที่จำเป็นต่อการสร้าง องค์ความรู้และความเข้าใจ ที่สมบูรณ์ บนพื้นฐานข้อมูลที่ครบถ้วน กลายเป็นว่า ระบอบทักษิณ สุดเลว ให้ข่าวด้านนั้นออกมาไม่ได้ ตัดสินใจเรียบร้อยให้ประชาชน ว่าจะให้เขา รับอะไรและไม่รับอะไร แล้ว ไอทีวี ที่ด่ากันว่าเอนเอียงเข้าข้างทักษิณเสนอข่าวอะไรออกมาบ้าง แบบทีวี เจ้าเดียว ที่ทำ ก็เช่น ฝรั่งบอกว่าสุวรรณภูมิ ไม่พังขนาดเป็นข่าวกัน เช่น ปัญหาตัวอาคารสุวรรณูมิ เรื่องเล็กๆทั้งนั้น แล้วอีกร้อยแปดเรื่อง ที่มันสวนกระแส ที่ทหารสร้างขึ้นเพื่อ ฝังทักษิณ ไปกับสุวรรณภูมิ นั่นคือนโยบายทหาร แต่ความจริงหละ ที่ไอทีวี เสนอออกมาอีกด้าน สำคัญและจริงพอที่ควรได้ยินกันหรือไม่ หรือเราจะเอาแต่นโยบายและคำพูดของทหาร
คือเราคิดว่าทักษิณเลวอย่างไร ยังไงจริงๆแล้วตามกฎหมาย เขาก็บริสุทธ์จนกว่าศาลจะยุติคดีว่าเขาโกง แล้วก็เห็นระบอบทักษิณ จะเป็นทักษิโนมิกส์ ประชานิยม และอื่นๆ ก็ยังอยู่ครบหมด แล้วก็เห็นทหารส่งคนตัวเอง เข้าคุมทุกภาคส่วนของสังคมไทย เป็นพันเป็นหมื่นตำแหน่งทั่วไปหมด ภายในสามสี่เดือน ที่ขนาดทักษิณ ยังต้องใช้เวลาเป็นปีๆ ถึงจะส่งคนเข้าคุมเมืองไทยไว้ได้ ถ้าเป็นไอทีวีรายงาน คงบอกว่า ทั้งทหารและทักษิณเหมือนกัน ที่ส่งคนที่ตัวเองไว้ใจ เข้าคุมจุดต่างๆ แล้วระบอบยุติธรรมหรือ หว่านแหจับทักษิณและพลพรรคไปทั่ว แต่ปล่อย อภิรัก และ ผู้บริหารซีพีเฉย นี่มันเลือกปฏิบัตรกันอย่างสุดๆ แล้วแทบทุกคดีที่ทหารจ้องเอาผิดทักษิณกันนะ มันก็มาจากพรรคปชปอภิปรายไว้ทั้งนั้น แล้วไงหรือ ศาลที่ต้องเอาไปขึ้นนะ ก็บอกว่าไม่ผิดแม้แต่เรื่องเดียว นี่จับเอาเรื่องเดิมๆมายำใหม่ แล้วส่งกลับเข้าไปเท่านั้นเอง สรุปที่เขียนมาตรงนี้ ก็เพราะ ระบอบทักษิณนะ ที่พร้อมจะกลบข่าวมันลงหมดนะ แบบฉีกจรรยาบรรณ และจริยธรรม นักข่าวนะ มันไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก จนถึงกับต้องออกมาด่า ไอทีวี ที่ก็เสนอทั้งสองด้าน แบบผู้จัดการด่าเขานะ ว่าเป็นทาส ทักษิณหลอก
คือถามตัวเองเสียก่อนเถอะ ว่าเป็น ทาส ทหารอยู่หรือเปล่า
เกลียดทักษิณเข้าไส้
ในประเทศแบบสหรัฐ มหาวิทยาลัยดังๆแบบ เบอก์ลี่ และ ฮาวารด์ เขาออกโปรแกรมกันเลยครับ ที่จะสร้างนักข่าวให้ระดับชุมชนต่างๆ เล็กและกลาง เพราะและเพื่อให้คนตามชุมชนเล็กๆหรือขนาดกลางๆ มีเสียงของตัวเอง และให้ข่าวนั้นมีคุณภาพ ในสหรัฐนั้นไปกันไกลมาก ในการพัฒนาสื่อสารมวลชน ขนาดอาจารย์
กลับมาที่ทักษิณ แล้วทักษิณและทรทจะเหลืออะไร ขนาดคณะปฏิวัติยังกลัว แล้วทักษิณก็เพื่อ คนจนคนด้อยโอกาสเหลือเกิน แล้วทักษิณจะมากินเส้นของ สื่อคนรวย ในกรุงเทพได้อย่างไรกัน แล้วห้าหกปีของทักษิณนะ เส้นสายและการกระทำมันกระทบไปหมดและกระจายไปหมด เพราะอยู่นาน มันก็ไปกระทบเอา ผลประโยชน์ของสื่อเอาจนได้ ที่มันมากกว่าธรรมดา สุดท้ายแล้วเกิดอะไรกับทักษิณ สื่อสนับสนุนการปฏิวัติ สื่อสนับสนุนการเลือกตั้งเป็นโมฆะ สื่อสนับสนุนการเอาทักษิณมาฆ่าทิ้ง สื่อสนับสนุนการจองล้างจองเวรพลพรรคทรท สื่อสนับสนุน ม. เจ็ด นี่ไงระดับความเข้าใจและรักประชาธิปไตยสื่อ
แล้วก็เพื่อตัวเอง อำนาจตัวเอง การเล่นการเมืองของตัวเอง ก็ทิ้งจรรยาบรรณหมด แบบข่าวทักษิณจ้างลอบบี้ยิส ปชปออกมาบอกทักษิณยังเชื่อว่าตัวเองเป็นนายก ก็ลงเสียใหญ่โตเลย ว่าทักษิณมองตัวเองเป็นนายก นพดล ทนายทักษิณ คงงงเป็นไก่ตาแตกเพราะ ก็เอาเอกสารมาให้ดูแล้วว่าปชป ใช้เอกสารปลอม เขียนชัดๆแล้ว ในเอกสารจริง ว่า อดีตนายก แต่ไม่มีใครฟัง ความจริงและข้อมูล ถูกกลบสิ้น แบบสื่อที่เรียกตัวเองว่า คุณภาพ ทำ แต่มันก็ทำแบบนั้นทุกสื่อ วันต่อมาไม่มีใครขอโทษทักษิณ วิ่งไปหาเรื่องจากคณะปฏิวัติ มาด่าทักษิณต่อ ต่อยอดคำสั่งคณะปฏิวัติ ที่ห้ามออกข่าว ที่ไม่ดีต่อคณะปฏิวัติ ที่มาจากทักษิณและพลพรรค ได้อย่างยอดเยี่ยม
ก็แน่นอนแล้วว่าสามสี่ปีต่อจากนี้ไป อำนาจบริหารประเทศที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ในมือปชชอย่างแท้จริง ภายใต้รัชธรรมนูน แต่ผู้มีบารมีผ่านทหาร องค์กรอิสระและอรหันต์อีกเป็นร้อย ขบวนการตุลาการและยุติธรรม และพรรคการเมืองนักการเมือง และสุดท้าย อำนาจก็กระจายไปที่สื่อ