ผลงาน 'ซิป้า' ตกต่ำ 3 ปี 'ก.พ.ร.' ทยอยตัดคะแนนเหลือ 3.7 [23 เม.ย. 51 - 05:13]
นายรุ่งเรือง ลิ้มชูปฏิภาณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือ ซิป้า กล่าวถึงการประเมิน ผลงานของซิป้าโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. ประจำปี 2550 ว่า ซิป้าได้รับคะแนนผลงานใน 4 มิติ ได้แก่ ด้านประสิทธิภาพตามแผนปฏิบัติงาน 3.7599 คะแนน ด้านคุณภาพการให้บริการ 2.9160 คะแนน ด้านประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน 5.000 คะแนน เนื่องจากเป็นปีแรกที่มีการใช้ตัวชี้วัดนี้ จึงมีการอนุโลม และด้านการพัฒนาองค์กร 4.8052 คะแนน ที่เมื่อคำนวณโดยสรุปแล้วได้คะแนนรวมอยู่ที่ระดับ 3.7326 คะแนน
ผู้อำนวยการซิป้า กล่าวต่อว่า คะแนนที่ได้ 3.7326 คะแนน นับว่า อยู่ในระดับดีน้อยจนใกล้จะอยู่ในระดับเป็นที่น่าพอใจ แต่ตกต่ำจนน่าตกใจ เพราะตลอด 2 ปีที่ผ่านมา คะแนนลดลงเฉลี่ย 23.97% โดยในปี 2548 เคยได้ 4.9095 คะแนน และในปี2549 ได้รับคะแนน 4.3497 คะแนน ที่ชัดเจนว่า การทำงานปีที่ผ่านมา มีปัญหาและถ้าจากนี้ไป ไม่เร่งปรับปรุงการทำงานคะแนนที่ได้ จะตกต่ำมากกว่านี้ ดังนั้น เมื่อซิป้ามีแผนงานชัดเจน มีงบประมาณ มีบุคลากรและมีความร่วมมือกับฝ่ายต่างๆ แล้ว จะทำให้ผลงานของซิป้าฟื้นตัวขึ้นมาได้ โดยตลอด 1-2 เดือนที่ผ่านมา ได้พยายามดำเนินการมาตลอด
สำหรับแผนงานของซิป้าต่อจากนี้ นายรุ่งเรือง กล่าวว่า ทิศทางของซิป้าที่เดินไปจะมีความชัดเจนมากขึ้น โดยสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที รวมทั้งมีงบประมาณรองรับโครงการที่มาจากการดำเนินการร่วมกับภาคอุตสาหกรรม มีการตั้งคณะกรรมการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและมีการแต่งตั้งที่ปรึกษาในด้านต่างๆ ที่จะทำให้ต่อไปการทำงานไม่สับสนและมีผลงานเป็นรูปธรรม
“ที่ผ่านมา ผลงานของซิป้าไม่เป็นรูปธรรม เพราะเป็นเบี้ยหัวแตก โดยงบ 100-200 ล้านบาท แต่ทำถึง 92 โครงการ ทำให้เป็นเบี้ยหัวแตกและไม่มีผลงาน” ผู้อำนวยการซิป้า กล่าวและว่า ส่วนใหญ่ที่ผ่านมา โครงการของซิป้าจะจบลงที่การอบรม แต่ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมกลับยังมีปัญหาขาดแคลนบุคลากร แสดงว่า การจัดอบรมของซิป้าไม่ได้ผล ดังนั้น ภายใน 2 ปี ซิป้าจะไม่จัดโครงการอบรม แต่จะร่วมกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสมาคมต่างๆ จัดทำหลักสูตรการอบรมตามความต้องการของอุตสาหกรรม
นายรุ่งเรือง กล่าวอีกว่า ขณะนี้ วิสัยทัศน์และทิศทางที่ซิป้าจะเดินไปมีความชัดเจนแล้ว โดยซิป้ารูปแบบใหม่ดำเนินการใน 6 กลยุทธ์ 14 โครงการ โดยทุกโครงการจะประสานกันและต่อเนื่องทั้ง 4 ปีที่ตนดำรงตำแหน่ง ทำให้การขับเคลื่อนซิป้ามีความชัดเจนมากขึ้นและเกิดผลงาน คือ การพัฒนาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในด้านต่างๆ เช่น การหาเงินทุนและตลาด สำหรับผลการประเมินในปีนี้ คาดหวังไว้ว่า อย่างน้อยจะต้องไม่แย่ลงกว่าเดิมและต้องดีขึ้นกว่าเดิม 10% เป็นอย่างน้อย ส่วนเรื่องการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ หรือ บอร์ด บ่อยๆ นั้น ยอมรับว่า มีผลต่อการทำงานบ้าง แต่จะนำมาเป็นข้ออ้างในการทำงานไม่ได้
“บอร์ดทำหน้าที่กำหนดนโยบาย บอร์ดต้องกำหนดนโยบายที่ถูกต้อง ไม่ได้อยู่ที่ประเด็นการเปลี่ยนบอร์ดบ่อยหรือไม่ แต่ที่จะมีผลต่อการทำงาน คือ บอร์ดทำถูกต้องหรือไม่ หรือ ทำงานเหมาะสมหรือไม่ เพราะถ้าเข้ามาล้วงลูกคงทำงานไม่ได้ และมีปัญหามากกว่า” ผู้อำนวยการซิป้า กล่าว และว่า ที่ผ่านมา ส่วนตัวมองว่า ปัญหาใหญ่อยู่ที่การบริหารจัดการมากกว่า
ยำใหญ่ ICT ไทย
จากไทยรัฐ
มองอุตสาหกรรมไอซีทีผ่านสายตา นายกสมาคมเอทีซีไอ [3 พ.ย. 50 - 06:32]

ด้วยภารกิจที่ยุ่งเหยิง เพราะหน้าที่รับผิดชอบทั้งธุรกิจส่วนตัวและงานทางสังคม ต่างๆ ทำให้แขกรับเชิญของ IT Exclusive ในวันนี้ เป็นรายที่นัดหมายหาเวลาว่างค่อนข้างยากคนหนึ่ง
แต่เราก็พบว่า การรอคอยของเรานั้นคุ้มค่า เมื่อได้มีโอกาสนั่งสนทนาแบบเป็นกันเองกับ “จำรัส สว่างสมุทร” ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ไออาร์พีซี ในฐานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย หรือ เอทีซีไอ
เพราะจากการพูดคุยกันในวันนั้น ทำให้เรามองเห็นภาพของอุตสาหกรรมไอซีที ที่รวมทั้งบริการด้านโทรศัพท์มือถือ ซอฟต์ แวร์และคอมพิวเตอร์ ตลอดจนการพัฒนาและการลดช่องว่างทางไอซีทีให้กับประชาชน ไปจนถึงเรื่องเล่าและมุมมองต่อประเทศรอบข้างที่กำลังให้ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมนี้
ส่วนรายละเอียดทั้งหมดจะเป็นอย่างไร ขอเชิญอ่านกันได้ ณ บัดนี้...
IT Exclusive: เบื้องหลังการทำงานก่อนที่จะมาทำหน้าที่นายกสมาคมเอทีซีไอ?
จำรัส: ผมเรียนจบปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นลูกศิษย์ อาจารย์พีรศักดิ์ วรสุนทโรสถ ประธานคณะกรรมการ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือ ซิป้า และอาจารย์สิทธิชัย โภไคยอุดม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที โดยเมื่อเรียนจบได้ตั้ง บริษัท ไออาร์ซีพี หลังจากนั้น ก็ร่วมเข้าไปอยู่ในเอทีซีไอ ทำงานเป็นเลขาธิการเอทีซีไอมาประมาณ 6 ปี ส่วนตอนนี้ เป็นนายกสมาคมฯ สมัยที่ 2
IT Exclusive: ก่อนมารับตำแหน่งนายกเอทีซีไอมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมไอซีทีมาพอสมควร มองภาพรวมของอุตสาหกรรมอย่างไร?
จำรัส: ในภาพรวมของบ้านเราตอนนี้ เราอยู่ในสภาวะปัญหาใหญ่ที่สุด คือ การแข่งขันกับตัวเอง เนื่องจากประเทศไทยที่ผ่านมา เราค่อนข้างเสียดายโอกาสว่า เรามีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อยเกินไป และเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงบ่อยทำให้เกิดความไม่ความชัดเจน ทั้งในสายตานักลงทุนต่างประเทศ หรือ แม้กระทั่งผู้ใช้ไอที
อย่างไรก็ตาม เราเคารพว่า นักการเมือง หรือ รัฐบาลแต่ละชุดจะมีนโยบายไม่เหมือนกัน และพอมีนโยบายไม่เหมือนกันก็จะมีการเปลี่ยนแปลง เช่น รัฐมนตรีคนนั้น จะเน้นเรื่องนั้น คนนี้ จะให้ความสำคัญคนละเรื่อง ทำให้แผนการพัฒนามีความสะดุดบ้าง มีการเปลี่ยนแปลงบ้างและทำให้เฟรมเวิร์คที่วางไว้ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร
IT Exclusive: ข้างต้นเป็นปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาอุตสาหกรรมไอซีทีไทยเรื่องหนึ่ง แล้วปัญหา หรือ อุปสรรคที่เหลือมีอะไรอีกบ้าง?
จำรัส: หลักๆ เลย คือ 1) เรื่องบุคลากร อันนี้ ที่เราไม่ได้พูดถึง และเรื่องที่ 2) คือ เงินทุน ที่เราได้เสนอไป โดยบอกว่า ธุรกิจไอทีในบ้านเราเป็นวิกฤตการณ์ของบริษัทขนาดเล็ก คือ ต้องยอมรับว่า ธุรกิจไอที แม้กระทั่งในระดับโลก เช่น กลูเกิล หรือ เฟดบุ๊ค หรือ อะไรก็ตาม จะเริ่มจากคนกลุ่มเล็กๆ แต่การที่คนกลุ่มเล็กๆ จะมีโอกาสเติบโตเป็นบริษัทขนาดใหญ่ได้ปัญหาอยู่ที่ตัวเงินทุน

อย่างไรก็ตาม วิธีการของเงินทุนมีหลายกลไก เช่น 1) กองทุนมาร่วมลงทุน 2) กองทุนเข้ามาค้ำประกันสินเชื่อ หรือ 3) กองทุนเข้ามาร่วมลงทุนในบริษัท หรือ อะไรอีกก็ตาม แต่ที่เราขาด คือ จิกซอร์ ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ตอนนี้ ธุรกิจไอทีในเมืองไทยเรียกว่า เกือบ 100% ต้องเติบโตด้วยตัวเอง กองทุนที่จะเข้ามาร่วมลงทุนในบริษัทยังถือว่า น้อยมาก
ส่วนอันที่ 2 เป็นเรื่องที่คิดว่า น่าจะทำได้ง่าย คือ การที่ภาครัฐน่าจะตั้งกองทุนค้ำประกันสินเชื่อสำหรับธุรกิจไอที ที่ตรงนี้ ในต่างประเทศก็ประสบความสำเร็จ เพราะในต่างประเทศบอกว่า ในธุรกิจที่เป็นธุรกิจไอทีถือว่า เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง แต่ว่า มีผลบกระทบในเชิงบวกต่อการพัฒนาประเทศ คือ ถ้าไม่มีก็ไม่ได้ แต่มีก็มีความเสี่ยงสูง เพราะเป็นธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับโนฮาว ขึ้นอยู่กับความคิด ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดังนั้น ทางสถาบันการเงินไม่สามารถปล่อยกู้ได้
ดังนั้น วิธีการที่ในแต่ละประเทศทำ คือ รัฐจะต้องตั้งเป็นกองทุนค้ำประกันสินเชื่อ โดยกองทุนค้ำประกันสินเชื่อตรงนี้ จะ ต้องมีความเชี่ยวชาญ เข้าในตัวธุรกิจไอทีและสามารถดูออกว่า ในการขอสินเชื่อตรงนี้ มีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน โดยในกรณีที่ความเสี่ยงพอยอมรับได้ ก็จะค้ำประกันสินเชื่อนั้น โดยที่ชาร์จเป็นค่าธรรมเนียมกับผู้กู้ ที่ตรงนี้ วินวิน
ยกตัวอย่างตรงนี้ ถ้าดอกเบี้ยเงินกู้ 10% อาจจะชาร์จโดยบวกเข้าไปอีก 2% ที่ในแง่ของผู้กู้ก็แฮปปี้ เพราะตนทุนเพิ่มอีก 2% ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ได้เงินทุนมาหมุนเวียน ที่เป็นเรื่องใหญ่มากกว่า และในแง่ของธนาคารเองก็วิน เพราะไม่ต้องมากังวลว่า สินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์จะมีความเสี่ยงในเรื่องการปล่อยกู้
IT Exclusive: ที่กล่าวมา เป็นปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนา แต่ในทางกลับกันมีเรื่องดีอะไรที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการบ้าง?
จำรัส: คิดว่า ตอนนี้ เราอยู่ในสภาพที่ต้องช่วยเหลือตัวเองกันพอสมควร ที่จริงๆ แล้วเราบอกว่า เรามองในแง่บวกคือว่า ถ้ามีปัจจัยสนุบสนุนจากภาครัฐมาแล้วทำให้เราแก้ปัญหาพวกนี้ ได้ เชื่อว่า การเติบโตจะไปได้เร็วกว่านี้ และสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

IT Exclusive: นอกจากยกตัวอย่างมา ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนในเรื่องอะไรอีกบ้าง?
จำรัส: ตัวที่ต้องการให้ชัดเจน คือ โรดแม็พ โดยโรดแม็พตรงนี้ ขอยกตัวอย่างอันหนึ่งที่เป็นประโยชน์ของโรดแม็พ คือ ที่เราชอบพูดว่า สินค้าไทยไม่ดี ดังนั้น จึงมาลองนั่งวิเคราะห์ดูว่า ทำไมสินค้าไทยไม่เป็นที่ยอมรับของคนไทย โดยเหตุผลหนึ่งที่เจอ คือ โดยวงจรของการพัฒนาตัวสินค้าจะต้องมีการสนับสนุน ที่ตรงนี้ ดีที่สุดเป็นการช่วยกันซื้อ แต่การจะช่วยกันซื้อ คือ ผู้ซื้อจะต้องมีความมั่นใจ
ตรงนี้ คล้ายไก่กับไข่ ดังนั้น วิธีการที่เราจะไม่เป็นไก่กับไข่ คือ ว่า เราจะต้องตั้งเป็นมาตรฐานคุณภาพขึ้นมา เช่น มาตรฐานได้รับ มอก. ถ้าเป็นซอฟต์แวร์ก็อาจจะได้รับซีเอ็มเอ็มไอ หรือ ไอเอสโอ ทั้งหลาย เพราะถ้าเราบอกว่า การซื้อสินค้าให้ซื้อกับผู้ที่มีมาตรฐานคุณภาพรับรองก็จะทำให้ผู้พัฒนาสินค้าไทยต้องเร่งให้ตัวเองได้มาตรฐานคุณภาพ
หลังจากนั้น เมื่อสินค้าไทยได้มาตรฐานคุณภาพ คนที่ซื้อไปและได้สิ่งที่พอใจก็จะเริ่มเป็นวงวัฏจักรที่ทำให้การเติบโตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตรงนี้ ภาครัฐจะต้องเป็นตัวนำในการกำหนดให้หน่วยงานของราชการด้วยกันเองกำหนดมาตรฐานสินค้าคุณภาพในเรื่องของการจัดซื้อ เพื่อสร้างโอกาสให้กับตัวสินค้าไทย
ยกตัวอย่างเช่น ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่บอกเอาไว้อยู่แล้วว่า ถ้าสินค้าไทยมี มอก. เกิน 3 จะต้องซื้อสินค้าไทย แต่ด้วยความที่ไม่ค่อยมีความสนใจในการบังคับเลยใช้บ้างไม่ใช้บ้าง สุดท้ายก็คือ สินค้าไทยไม่มีคนอุดหนุน และเมื่อไม่มีคนอุดหนุนก็ไม่มีเงินไปพัฒนา และสุดท้ายก็จะกลายเป็นวงจร เป็นที่ไม่ดี
IT Exclusive: ตรงนี้ หมายความว่า ระเบียบ หรือ กฏต่างๆ เกี่ยวกับการสนับสนุนสินค้าไทยมีอยู่แล้ว แต่ขาดการบังคับใช้?
จำรัส: ถูกต้อง ส่งผลให้สินค้าไทยและบริษัทคนไทยยังพัฒนาไม่ได้เท่าที่ควร

IT Exclusive: เมื่อเป็นแบบนี้ สมาคมฯ มีบทบาทเข้ามาส่งเสริม หรือ สนับสนุนอุตสาหกรรมอย่างไรบ้าง?
จำรัส : หลายด้าน แต่หลักๆ แล้ว ภารกิจของสมาคม คือ การสร้างตัวอุตสาหกรรมไอซีทีให้เข้มแข็ง ยกตัวอย่างเช่นเรามองว่า อุตสาหกรรมไอซีทีในบ้านเราขณะนี้ ถ้าจะทำให้คนเก่งได้รับการยอมรับคงจะต้องเลือกและให้การรับรองความ หมายคือว่า เราคงไม่สามารถช่วยให้ทุกๆ บริษัท ขายดีได้ ตรงนี้ คงทำไม่ได้ ดังนั้น วิธีการ คือ เหมือนเวลาไปหนองมน จะรู้ได้อย่างไรว่า จะซื้อข้าวหลามกระบอกไหน ถ้าจะให้ดี คือ ถ้าข้าวหลามกระบอกไหนดีจริงจะมีตราชวนชิมให้
อย่างไรก็ตาม กับภารกิจของสมาคมฯ เราก็ใช้คอนเซ็ปนี้ คือ เรามีการประกวดรางวัลที่เรียก ไทยแลนด์ ไอซีทีอะวอดส์ ที่เป็นการคัดเลือกโปรดักส์แชมป์เปี้ยน คือ คนไหนที่เก่งเรามีตรารับรองให้ และพอรับรองให้เวลาที่ไปขายสินค้าๆ จะได้รับการยอมรับมากขึ้น คือ ไม่ต้องไปนั่งอธิบายปากเปียกปากแฉะว่า ดีอย่างไร เป็นต้น
ตรงนี้ จากบริษัทที่สมมุติมีเป็นพันบริษัทเลือกมาและคัดเลือกโปรดักส์แชมป์เปี้ยน หลังจากนั้น พอได้โปรดักส์แชมป์เปี้ยนก็ถามว่า จะไปต่างประเทศไหม ถ้าไปจัดการส่งไปประกวดที่เอเชียแปซิฟิก โดยกรณีที่ได้รับรางวัลคราวนี้ ไม่ว่าจะไปขายที่ไหนก็ได้รับการยอมรับ เพราะได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ

ส่วนในอีกมุมหนึ่ง คือ การที่เราจะทำให้ตัวบริษัทคนไทยกับพาร์ทเนอร์ต่างประเทศรู้จักกันมากขึ้น ดังนั้น เราจึงทำกิจกรรมที่เรียกว่า โรดโชว์ โดยเอาบริษัทคนไทยที่มีศักยภาพและ อยากไปขายต่างประเทศไปรวมกับเครือข่ายของเราที่เรียกว่า แอสโซซิโอ้ หรือ ASOCIO ที่มีสมาชิกอยู่ประมาณ 20 ประเทศ
ในแต่ละปียกตัวอย่างเช่นปีนี้ เรามีการจัดทริปไปที่เซียะเหมิน ไปที่เมืองจีน และที่เซียะเหมิน เมืองจีน เป็นเมืองที่ให้ความ คัญกับเรื่องของการพัฒนาซอฟต์แวร์มาก โดยมีซอฟต์แวร์พาร์คที่มีพื้นที่มากกว่า 1,000,000 ตารางเมตร ที่ถือว่าใหญ่มาก นอกจากนั้น ยังมีทริปไปที่เวียดนาม ไปพบกับรัฐมนตรีและผู้ค้า
นอกจากนี้ ที่ผ่านมา มีการจัดคณะไปลาว โดยลาวเองกำลังเปิดประเทศและอยากจะพบกับผู้ค้าจากประเทศไทย ส่วนในเดือนหน้าเราจะไปกันที่สิงคโปร์ ที่พวกนี้ จะเห็นว่า เป็นการจะทำให้ผู้ค้าและผู้พัฒนาจากไทยไปรู้จักกับคนต่างประเทศ ในทางกลับ กันก็จะมีต่างประเทศที่อยากจะเข้ามาทำและหาพาทเนอร์ในประเทศไทย เช่น เดือนที่แล้วมีคณะมาจากไต้หวัน ส่วนเดือนนี้ จะมีมาจากเกาหลีใต้ ส่วนพวกที่มาประจำก็มี เช่น แคนาดาและนิวซีแลนด์ เป็นต้น
IT Exclusive: ภาพรวมตลาดไอซีทีไทยที่ยอมรับกันว่า มีมูลค่าประมาณ 4-5 แสนล้านบาท แบ่งเป็นเม็ดเงินที่เป็นของบริษัทคนไทยจริงๆ เท่าไร?
จำรัส: ตอนนี้ เริ่มพูดยาก เพราะต้องยอมรับว่า ถ้าฮาร์ดแวร์ ที่เป็นพีซี ขณะนี้ พีซีแบรนด์ที่เป็นของคนไทยน่าเป็นห่วง เพราะว่า จากเดิมที่เราเคยช่วยผลักดันการทำโลคัลแบรนด์ หรือ แม้กระทั่งการทำคอมพิวเตอร์เอื้ออาทรอะไรต่างๆ สมัยนั้น มาร์เก็ตแชร์ของคอมพิวเตอร์ที่ประกอบในไทยสูงถึงประมาณ 70% อิมพอร์ตประมาณ 30% แต่ ณ วันนี้ ผ่านมาไม่กี่ปีตัวเลขกลับกัน ตรงนี้ สถานการณ์น่าเป็นห่วง
IT Exclusive: สิ่งที่เกิดขึ้นข้างต้น เพราะความสามารถของคนไทยลดน้อยลง หรือ แสดงให้เห็นอะไรบ้าง?

จำรัส: ขาดการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
IT Exclusive: ปัญหาที่พูดกันมานาน เช่น ขาดกำลังคนและเงินทุน สิ่งเหล่านี้ ยังเป็นปัญหาอยู่หรือไม่ และบทบาทของสมาคมฯ จะเข้าไปแก้ไขอย่างไร?
จำรัส: ตรงนี้ ตัวสำคัญ คือ แรงขับเคลื่อนจากภาคการเมือง อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่มีการตั้งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีทีขึ้นมา 4-5 ปี เราเห็นชัดเจนเลยว่า ในแต่ละยุคแต่ละสมัยนโยบายการเมืองที่ไม่เหมือนกันทำให้การผลักดันออกไปในทิศทางที่ไม่เหมือนกันไปด้วย ดังนั้น จากประสบการณ์ที่เจอ คือ ถ้าได้คนที่เข้าใจ และให้การสนับสนุนจะไปได้เร็ว
ในทางกลับกันถ้าได้คนที่ไม่เข้าใจและไม่ทำอะไรก็จะทำให้การพัฒนาของเราขาดช่วงไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ สมาคมฯ ได้เริ่มเข้าไปพูดกับกับพรรคการเมืองต่างๆ บ้างแล้ว
IT Exclusive: มองภาวะการเมืองในขณะนี้ กับภาพรวมอุตสาหกรรมไอซีที ที่ซบเซาอย่างไร?
จำรัส: สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเหตุเป็นผลกัน คือ ในขณะนี้ ตลาดที่ซบเซาไม่ใช่เฉพาะไอซีที แต่เป็นทุกๆ เซ็กเม้นท์ เพราะแม้กระทั่งรถยนต์แย่ รีเทลก็แย่ โดยเหตุผลตรงนี้ คิดว่า อาจจะเกิดจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ไม่มั่นใจ และเมื่อไม่มั่นใจก็ไม่กล้าจ่ายเงิน ดังนั้น สิ่งที่เรามอง คือ ตรงนี้ เป็นผลกระทบโดยตรง
IT Exclusive: ปัญหาค่าเงินและราคาน้ำมันมีผลกับภาพรวมของตลาดไอซีที ที่ซบเซาหรือไม่?
จำรัส: คิดว่า ตอนนี้ ค่าเงินสำหรับธุรกิจไอทีเป็นผลบวก เพราะว่า เงินบาทแข็งเราซื้อของได้ถูก ส่วนเรื่องน้ำมันเมื่อชดเชยกับค่าเงินบาทแข็งทำให้ไม่มีผลลบ คือ ต้องคิดแบบนี้ ว่า เมื่อปีที่แล้วค่าเงินบาทอยู่ที่ประมาณ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ปีนี้ เหลืออยู่ที่ 34 สมมุติน้ำมันขึ้นจาก 25 อยู่ที่ 30 หักลบกันแล้วก็ไม่ทำให้รู้สึกแพงขึ้น
IT Exclusive: ถ้าว่ากันว่า ความสามารถของคนไทยเกี่ยวกับด้านไอซีทีไม่แพ้ใคร ดังนั้น กรณีที่หลายคนพูดกันว่า ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม จะพัฒนาแซงเรา ตรงนี้ นอกจาภภาครัฐแล้ว มีส่วนอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกหรือไม่?

จำรัส: เราได้พิสูจน์มาหลายโอกาสแล้วถ้าเอาตัวต่อตัวมาแข่งขันกันเราสู้ได้ แต่พอเมื่อไรก็ตามที่เราแข่งขันในลักษณะของภาพรวมเรารู้สึกว่า ความชัดเจน หรือ ความที่จะมีการต่อเนื่องไม่เท่ากัน ยกตัวอย่างเช่น มาเลเซียมีรัฐมนตรีไอซีทีที่ทำงานต่อเนื่องมาเกือบ 10 กว่าปี ส่วนเกาหลีใต้ก็ต่อเนื่องมาอย่างน้อย 5-6 ปี คิดว่า ความต่อเนื่องตรงนี้ เป็นส่วนสำคัญ
IT Exclusive: ไทยควรยึดรูปแบบ หรือ ตัวอย่าง จากประเทศไหนที่ประสบความสำเร็จ สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านไอซีที?
จำรัส: ตอนนี้ เราต้องเริ่มดูจากสวอท หรือ จุดแข็งของเราก่อน โดยต้องยอมรับว่า เราเป็นประเทศที่มีทรัพยากร หมายถึงคนด้านไอซีทีจำนวนน้อย เช่น ที่ยกตัวอย่างว่า ไทยมีบุคคลากรด้านไอซีทีประมาณ 3-4 หมื่นคน รัสเซีย 2 แสน และจีนจะเป็นล้านคนอยู่แล้ว ดังนั้น เราคงเลือกแนวทางที่เป็นแมสไม่ได้ เช่น การรับจ้างเอ้าซอร์สซิ่งที่เป็นแมสและการรับจ้างเขียนโปรแกรมแบบอินเดีย คงไม่เหมาะ
ทั้งนี้ เราคงจะต้องเลือกแนวทางที่เราเป็นนีชมาร์เก็ต เช่น ใครที่เก่งเรื่องการทำซอฟต์แวร์เฉพาะด้านก็ต้องเก่งให้เป็นในลักษณะที่เก่งขึ้นไปเรื่อยๆ โดยที่กลไกลสำคัญ คือ จะต้องมีการสนับสนุนให้ใช้สินค้าไทยเพื่อให้สามารถต่อยอดขึ้นไปได้ และตอนนี้ มีอยู่หลายคนที่ทำ ยกตัวอย่าง ซีทีเอเซียทำเรื่องคอลล์เซ็นเตอร์ ซอฟต์สแควร์ทำระบบบัญชีให้คาร์ฟู เป็นต้น แต่พวกนี้ มีสิ่งที่น่าเสียดายก็คือ ขาดการสนบัสนุนที่จะช่วยในการอุดหนุนเพื่อให้เกิดการต่อยอดไปได้
IT Exclusive: ไทยจะนำเอาจุดเด่นอะไรขึ้นมาชูเป็นจุดขาย เมื่อเปรียบเทียบกับกรณี เช่น จีนและอินเดียเป็นตลาดแรงงานที่ราคาถูก ส่วนเวียดนามมีการดึงงานจากต่างประเทศ โดยพลเมืองอพยพ?
จำรัส: จุดขายของเราที่ง่ายที่สุดในขณะนี้ คือ แอนิเมชัน และคิดว่า ทุกประเทศรู้จักประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศิลปะและมีแรงงานที่มีคุณภาพ ดังนั้น จึงคิดว่า เราตรงนี้ เป็นตัวชูโรง ขณะเดียวกันการทำแอนนิเมชันจะต้องมีอุตสาหกรรมสนับสนุนอื่นๆ ตามมาด้วย และเป็นโอกาสทำให้คนอื่นรู้จักเมืองไทยมากขึ้น
เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าถามว่า ประเทศอิสราเอล เรารู้จักประเทศอิสราเอลในฐานะอะไร คือ ประเทศที่เก่งเรื่องอาคิเทคเจอร์และซิเคียวริตี้ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงอิสราเอลอาจจะเก่งอีกหลายๆ เรื่องก็ได้ ขณะที่สินค้าอื่นๆ ของอิสราเอลก็ขายได้
ส่วนกรณีที่นึกถึงฟินแลนด์เราจะนึกถึงอะไร ก็ต้องนึกถึงโนเกียและนึกถึงเน็ตเวิร์คซิเคียวริตี้ ฯลฯ ดังนั้น จะเห็นว่า เราคงไม่ได้บอกว่า ถ้าประเทศไทยเลือกแอนิเมชันแล้ว เรื่องอื่นๆ จะน้อยใจ ไม่ใช่ แต่อย่างน้อยจะต้องทำให้ต่างชาติรู้ว่า เราเก่งด้านใดด้านหนึ่งขึ้นมาก่อน
IT Exclusive: คาดหวังอะไรจากรัฐบาลใหม่เกี่ยวกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมไอซีที?
จำรัส: สิ่งที่เราพยายามเสนอในหลายๆ รัฐบาล และพรรคการเมืองหลายๆ พรรค คือ 1) ณ ขณะนี้ เรามองรู้ว่า ปัญหาในภาคอุตสาหกรรมมีอยู่ไม่กี่อย่าง ลิสต์มาทั้งหมดก็เห็นแล้ว ส่วนทางแก้มีหรือไม่ คือ มี โดยสิ่งที่ต้องการ คือ ต้องการได้คนที่เข้าใจและกล้าตัดสินใจในการผลักดันให้เกิดขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของการโพเคียวเม้นท์ การจัดซื้อจัดจ้าง คือ ต้องกลับมานั่งคิดกันว่า การทำอี-อ๊อคชั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยแล้วหรือยัง ที่ตรงนี้ อาจจะต้องใช้ความเข้าใจและการกล้าตัดสินใจว่า บางเรื่องประเทศไทยไม่จำเป็นต้องซื้อของราคาถูกที่สุด โดยเฉพาะในธุรกิจที่จะต้องมีการส่งเสริมให้มีการพัฒนาคุณภาพ
ถ้าเราใช้ระบบอี-อ๊อคชั่น คือ ถูกที่สุดอย่างเดียว แนวความคิดของคนที่ค้าขายในธุรกิจตอนนี้ คือ ไม่ต้องขายของที่ดีที่สุด โดยเอาของที่ปานกลาง แต่ราคาถูกที่สุดไปขาย ดังนั้น สิ่งที่จะต้องคิดต่อ คือ แล้วในระยะยาวของประเทศเราจะทำอย่างไร ที่จริงๆ แล้วในหลายๆ ประเทศ มีกลไกลในการทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด ไม่เช่นนั้น จะไม่มีใครเน้นการพัฒนาและคุณภาพ
IT Exclusive: 4-5 ปีที่ผ่านมา มองการกระจายการใช้งานไอซีทีในประเทศไทยอย่างไร?
จำรัส: ถือว่า ยังทำได้ช้า ดังได้ยกตัวอย่างมาก่อนหน้านี้ ว่า ตัวเลขคอมพิวเตอร์ในเมือง 30% ส่วนในชนบท 8.6% จึงมีข้อสงสัยว่า ทำไมถึงปล่อยให้ต่างกันมากขนาดนี้ หรือกว่า 3 เท่า
IT Exclusive: ในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานการกระจายตัวน่าพอใจมากน้อยแค่ไหน?
จำรัส: ทุกวันนี้ จะขอเอดีเอสแอล 1 ราย ง่ายหรือไม่ สรุปไม่ง่ายนะ คือจริงๆ แล้วทุกวันนี้ ไปกระจุกอยู่ในเขตเมือง ที่เราพอเข้าใจว่า ในเชิงพาณิชย์และการลงทุนทุกคนจะต้องทำที่กำไรสูงสุด แต่ว่า ขณะเดียวกัน คือ ในเชิงของการที่จะกระจายการเข้าถึงตรงนี้ ยังทำได้ช้า

IT Exclusive: ตรงนี้ มองว่า เกี่ยวข้องกับเรื่องเทคโนโลยีและหลักเกณฑ์ต่างๆ ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทช. หรือไม่?
จำรัส: มีส่วน เช่น ในเรื่องของกองทุนยูเอสโอ หรือ การกระจายบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม ที่ตอนนี้ น่าจะเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ห่างไกล โดยน่าจะเร่งใช้ให้เร็วขึ้น
IT Exclusive: ณ วันนี้ ถ้าเราจะต้องแข่งขันกับต่างชาติในอุตสาหกรรมไอซีที เราจะต้องแข่งขันกับใคร หรือ ใครเป็นคู่แข่งในระดับเดียวกับเราบ้าง?
จำรัส: ตรงนี้ ชัดเจน คือ เอาเฉพาะในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนนี้ ในระดับดิวิชั่น 1 ที่จัดเหมือนการแข่งขันฟุตบอล มีสิงคโปร์ ฮ่องกง ส่วนมาเลเซียใกล้เคียง ประมาณดีวิชั่น 1 กว่าๆ ส่วนเราอาจจะอยู่ในดิวิชั่น 2 และอาจจะมีเวียดนาม ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ส่วนดิวิชั่น 3 จะเป็นพวกพม่า ลาวและกัมพูชาก็ว่า ไป
คราวนี้ สิ่งที่เราน่าเป็นห่วง คือ หลายประเทศขยับจากดิวิชั่น 2 ขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 แต่เรายังขยับขึ้นไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวคิดว่า เราสามารถขึ้นดิวิชั่น 1 ได้ ถ้าเป็นอย่างที่คุยกัน คือ นโยบายชัดเจนและคนปฏิบัติงานเข้ามาแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด
IT Exclusive: มีอะไรอยากจะฝากถึงผู้อ่านบ้าง?
จำรัส: คนไทยเรามีศักยภาพเยอะ ที่ผ่านมา คือ เรายังเสียดายว่า เรายังใช้ศักยภาพได้ไม่เต็มที่ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ได้อ่านข่าวก็เป็นข่าวดี เช่น กรณีไมโครซอฟท์ ซื้อ บริษัท โกลบอลแคร์ โซลูชั่น ที่เป็นตัวอย่างชัดๆ ว่า คนไทยมีความ สามารถ เพราะแค่ 70 คน ทำซอฟต์แวร์ขายไมโครซอฟท์มาซื้อ แต่ปัญหาคือว่า เราจสร้างบริษัทแบบนี้ ให้เยอะกว่านี้ ได้อย่างไร
ไอซีทีสัมมนาซีไอโอภาครัฐ เร่งดันอี- กอฟเวิร์นเมนท์ [13 ก.ย. 50 - 06:36]
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวานนี้ (12 ก.ย.) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จัดการสัมมนาประชาสัมพันธ์โครงการ e-Government ในหัวข้อ ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง (CIO) กับโครงการพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) ณ โรงแรมจอมเทียน ปาล์ม บีช โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท พัทยา จ. ชลบุรี โดยมีนาง
นาง
รองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวต่อว่า กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้พัฒนาระบบเครือข่ายสื่อสารข้อมูลเชื่อมโยงภาครัฐ GIN โดยเชื่อมต่อหน่วยงานภาครัฐระดับกระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอิสระภาครัฐ 274 หน่วยงาน ที่จะแล้วเสร็จภายในปี 2550 และจะขยายโครงข่ายไปยังส่วนภูมิภาคต่อไป ทั้งนี้ได้สนับสนุนการพัฒนา e-Services ให้กับหน่วยงานภาครัฐ ในปี 2549 จำนวน 8 บริการ โดยจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2550 ได้แก่ ระบบการแจ้งเบาะแสเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชน ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบบระบบประเมินสุขภาพด้วยตนเองของเด็กป.5 - ม.6 ของกรมอนามัย
นางมณีรัตน์ กล่าวถึงการดำเนินการต่อว่า ภายในปี 2550 จะมีการขยายโครงข่ายไปยังส่วนภูมิภาคอีกจำนวน 14 บริการ ทั้งนี้โครงข่ายที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ได้แก่ ระบบรายงานสภาพการจราจรและอุบัติเหตุจราจร ของกองบังคับการตำรวจทางหลวง ระบบบริการข้อมูลและประวัติการประกันสังคมสำหรับประชาชน สถานประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ของสำนักงานประกันสังคม ระบบตรวจสอบสิทธิประกันสุขภาพผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ Common Platform และ e-Portal เพื่อเป็นระบบกลางในการเชื่อมโยงกับระบบบริการ e-Services ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการเข้าใช้บริการภาครัฐเป็นแบบ One Stop Service
รองปลัดกระทรวงไอซีที กล่าวอีกว่า การที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากหน่วยงานภาครัฐทั้งระดับกระทรวง และกรม การเข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายอันดีว่าโครงการนี้จะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นอย่างดี อีกทั้งจะเป็นการช่วยกันขับเคลื่อนการพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย (e-Gov) ให้ก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาประเทศที่ได้นำ e-Gov มาใช้
ทุกวันนี้เรามักจะได้ยินข่าวการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตกันบ่อยครั้งขึ้น เช่น เมื่อไม่นานมานี้ได้มีข่าวที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของผู้ใช้บริการธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ซึ่งตามข่าวที่เกิดขึ้นได้มีผู้ไม่หวังดีส่งอีเมลโดยแอบอ้างว่ามาจากธนาคารพาณิชย์แห่งนั้นและส่งออกไปยังผู้รับเพื่อขอให้ผู้รับแก้ไขข้อมูลส่วนตัวโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของลูกค้าเอง หรือจะเป็นกรณีที่คนต่างชาติคนหนึ่งได้ส่งอีเมลไปยังห้างขายส่งสินค้าชื่อดังของประเทศอังกฤษ ที่ประเทศอังกฤษ เนื้อหาใจความในอีเมลมีว่าหากห้างดังกล่าวไม่ทำการโอนเงินมาให้ผู้นั้นตามที่ร้องขอ ผู้นั้นจะทำการปลอมปนสารพิษเข้าไปกับอาหารที่วางจำหน่ายในห้างดังกล่าว ภายหลังการตรวจสอบปรากฎว่าอีเมลนั้นถูกส่งออกไปจากประเทศไทย จากร้านที่ให้บริการอินเทอร์เน็ต ที่ตั้งอยู่บนถนนนานา เป็นต้น
พฤติการณ์เช่นนี้เป็นผลพวงที่สืบเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่ได้พัฒนาและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ส่งผลให้วัฒนธรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์เราเปลี่ยนแปลงไป โดยผู้คนหันมาใช้อินเทอร์เน็ตเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตประจำวันกันมากขึ้น ซึ่งในแง่หนึ่งก็ส่งผลดีและให้คุณประโยชน์หลายประการแก่ผู้ใช้ แต่ในความสะดวกสบายนั้นก็มีภัยอันตรายแฝงมาด้วยเช่นกัน ซึ่งหากจะพูดว่าอินเทอร์เน็ตเปรียบเสมือนการย่อโลกหรือเป็นโลกไร้พรมแดนก็ไม่เป็นการพูดที่เกินความจริง เพราะไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดในโลกเพียงสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ เราก็สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้คนอีกฟากหนึ่งของโลกได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้อินเทอร์เน็ตเป็นทางผ่านเพื่ออำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน เช่น การค้นหาข้อมูล การอ่านหนังสือพิมพ์ การดูหนังฟังเพลง การซื้อขายของ การพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็น หรือแม้กระทั่งการทำธุรกรรมทางการเงิน ราวกับว่าเป็นสังคมอีกสังคมหนึ่งเลยทีเดียวก็ว่าได้ ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาไปถึงขั้นที่ผู้คนสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้จากโทรศัพท์มือถือ เมื่อปริมาณการใช้งานผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีรูปแบบหลากหลายและมีปริมาณมากขึ้นเช่นนี้ อีกทางหนึ่งก็เป็นการสร้างโอกาสให้คนอีกกลุ่มหนึ่งอาศัยเป็นช่องทางในการกระทำความผิดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ซึ่งความผิดที่กระทำผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-crime
จึงเห็นได้ว่าเพราะความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนี้เอง ทำให้อาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถเกิดขึ้นได้ ณ เวลาและสถานที่ใดๆในโลกก็ได้โดยอาจเป็นการกระทำความผิดจากระยะไกลซึ่งผู้กระทำไม่ต้องอยู่ในสถานที่เกิดเหตุเหมือนอาชญากรรมรูปแบบเดิม หรืออาจเป็นการกระทำความผิดข้ามประเทศก็ได้ เช่น ผู้กระทำความผิดอยู่ในประเทศไทย และได้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สั่งทำลายระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในประเทศอื่น
อาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
อาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-crime นั้นเกิดขึ้นมาในเวลาที่ไล่เลี่ยกับ e-mail, e-commerce1 , e-zines2 , e-tailer3 และ e-government4 อาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-crime หมายถึง การกระทำความผิดโดยมีคอมพิวเตอร์เป็นวัตถุแห่งการกระทำความผิด เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกระทำความผิด หรือเมื่อมีการกระทำความผิดและมีการนำคอมพิวเตอร์เข้าไปเป็นส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นการเกี่ยวข้องในลักษณะใดก็ตาม และไม่จำกัดอยู่เฉพาะทางอินเทอร์เน็ตเท่านั้นแต่ยังรวมถึง การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆในการกระทำความผิดซึ่งรวมถึงโทรศัพท์มือถือด้วย
E-crime นั้นเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การขโมยข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ (Hacking into other computer systems), การก่อให้เกิดความเสียหายทางคอมพิวเตอร์ (Launching a denial of service attack-DOS or distributing viruses which bringing down computer systems) เช่น การส่งไวรัสเข้าไปทำลายระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น, การกระทำใดๆทางอินเทอร์เน็ตที่ก่อให้เกิดความหวาดกลัว (Cyber Stalking), การฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์ (Phishing) เป็นการกระทำในรูปแบบของการส่ง e-mail ออกไปเพื่อหลอกลวงผู้อื่นให้หลงเชื่อว่าเป็น อีเมล จากหน่วยงานหรือองค์กรซึ่งเชื่อถือได้ เพื่อขอข้อมูลส่วนตัวของผู้นั้น รูปแบบนี้จะเป็นกระทำในลักษณะส่ง อีเมล ออกไปในปริมาณที่มากเช่น spam เพื่อหวังให้มีผู้เคราะห์ร้ายหลงเชื่อและมีความเป็นไปได้สูงถึงขนาดที่ว่าในอินเทอร์เน็ตจะมีผู้ที่ได้รับ Phishing e-mail 1 ล้านคน จาก ต้นฉบับเพียง 1 ฉบับเท่านั้น และอีกอันหนึ่งคือ การโจรกรรมหลักฐานการยืนยันตัวตนของบุคคลอื่น (Identity Theft) ซึ่งกำลังเป็นภัยใกล้ตัวที่มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆในประเทศไทย และเมื่อไม่นานมานี้ประเทศไทยได้ตรากฎหมายใหม่ออกมาเพื่อลงโทษผู้ที่กระทำความผิดในลักษณะนี้ ดังจะกล่าวถึงรายละเอียดของกฎหมายที่ว่านี้ต่อไป
อาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันส่วนใหญ่กระทำไปเพื่อผลประโยชน์ทางตัวเงินเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการโจรกรรมเลขประจำตัว ข้อมูลประจำตัวและใช้ข้อมูลเหล่านั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์และส่งผลร้ายแก่เจ้าของข้อมูลที่แท้จริง อาจจะเป็นการปลอมแปลงบัตรเครดิต การใช้ข้อมูลและบัตรเครดิตสั่งซื้อของผ่านทางอินเตอร์เน็ต หรือการล่อหลอกให้ผู้อื่นส่งข้อมูลส่วนตัวมาให้ การล่อหลอกนี้จะกระทำโดยการส่งอีเมลไปเพื่อให้ผู้รับเข้าใจว่าเป็นอีเมลจากหน่วยงานหรือองค์กรหนึ่งองค์กรใดที่น่าเชื่อถือในสังคม โดยส่วนใหญ่แล้วจะอ้างว่าเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันทางการเงิน
ตัวอย่าง Phishing e-mail จากผู้ไม่หวังดีที่แอบอ้างว่าเป็นอีเมลจากธนาคารพาณิชย์ เพื่อล่อหลอกให้ผู้ได้รับอีเมลหลงเชื่อแล้วส่งข้อมูลส่วนตัวกลับไปให้
จากข้อความข้างบน จะเห็นได้ว่ามีการพยายามสร้างความน่าเชื่อถือ โดยพิจารณาจากรูปลักษณ์แล้วได้ประการหนึ่ง กับข้อความที่ปรากฎซึ่งพอสรุปใจความสำคัญได้ว่า ขณะนี้ทางธนาคารพบความผิดปกติเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของท่าน ส่งผลให้ประสบปัญหาในการจัดส่งเอกสารของทางธนาคาร ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ท่านได้ทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัวของท่านเอง การกรอกข้อมูลที่ไม่ถูกต้องขณะเข้าทำธุรกรรมผ่านทางเว็บไซด์ของทางธนาคาร หรือจากปัญหาความคลาดเคลื่อนของข้อมูลที่เกิดจากการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตล้มเหลวขณะทำธุรกรรม ในการนี้จึงขอความร่วมมือในการตรวจสอบแก้ไขข้อมูลของท่านให้ถูกต้อง ครบถ้วน และหากผู้รับอีเมลหลงเชื่อดำเนินการตามนั้น ก็เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีนำข้อมูลนั้นไปใช้เพื่อก่อให้เกิดความเสียหาย จึงควรที่เราจะต้องศึกษาและหาวิธีป้องกันตนเองให้พ้นจากภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ ดังกล่าว
การโจรกรรมหลักฐานการยืนยันตัวตนของบุคคลอื่น (Identity Theft)
Identity Theft ถือเป็นการกระทำความผิดทางอาญาประเภทหนึ่ง ที่เกิดจากการที่ผู้กระทำผิด กระทำการโดยมิชอบเพื่อให้ได้มาหรือใช้ข้อมูลส่วนตัวของบุคคลอื่นโดยฉ้อฉล เพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงิน สิ่งของหรือบริการต่างๆ ทั้งนี้ ข้อมูลส่วนตัวของบุคคลอื่นที่นำไปใช้โดยฉ้อฉลและปราศจากการได้รับอนุญาตนี้ อาจเป็นการนำเอารายละเอียดของ ชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด หมายเลขบัตรประจำคัวประชาชน หมายเลขบัตรเครดิต หรือรายละเอียดเกี่ยวกับเลขบัญชีในธนาคาร อย่างไรก็ดีข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ได้นำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเงิน สิ่งของหรือบริการต่างๆโดยตรง แต่อาจนำไปใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารที่ทางราชการออกให้เพื่อนำเอกสารเหล่านี้ไปใช้โดยฉ้อฉลต่อไป เช่น การนำข้อมูลเหล่านั้นไปขอบัตรประชาชน ใบอนุญาตขับรถ หรือแม้กระทั่งการทำหนังสือเดินทางและขอ วีซ่า ออกไปยังประเทศอื่นๆ
Identity Theft อาจกระทำได้หลายวิธี เช่น ในกรณีลักทรัพย์ธรรมดาที่มีการขโมยเอาหลักฐานนั้นไปและนำไปใช้ต่อ ไม่ว่าจะเป็นการขโมยในรูปแบบปกติหรือการขโมยจดหมายที่ส่งมาทางไปรษณีย์ หรือกรณีที่มีการเก็บเอาเอกสารสำคัญ เช่นเอกสารทางการเงินที่มีเลขบัญชีหรือเลขบัตรเครดิต สำเนาทะเบียนบ้าน หรือสำเนาบัตรประชาชน จากการทิ้งขยะโดยที่ไม่มีการทำลายเอกสารนั้น หรือ การโทรศัพท์ไปหาเจ้าของข้อมูลและทำให้หลงเชื่อว่าผู้กระทำผิดโทรมาจากหน่วยงานของรัฐหรือจากธนาคารที่ผู้กระทำผิดมีบัญชีอยู่ ทำให้เจ้าของข้อมูลบอกรายละเอียดข้อมูลที่ไม่ควรเปิดเผยให้แก่บุคคลอื่นได้ทราบ หรือในปัจจุบันที่เริ่มมีการกระทำธุรกรรมผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และมีบุคคลบางกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์ Hack เข้าไปในระบบและเข้าไปเอาข้อมูลส่วนตัวในระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตของบุคคลอื่นโดยไม่มีอำนาจ เนื่องจากเทคโนโลยีมีการพัฒนาเร็วขึ้นและมีการทำธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผ่าน Online banking หรือการซื้อขายของผ่านอินเทอร์เน็ตโดยการใส่ข้อมูลบัตรเครดิตและรายละเอียดส่วนตัวลงไปในการซื้อขาย ซึ่งบุคคลที่เข้าไปเอาข้อมูลนี้ไม่มีอำนาจในการที่จะเข้าไปในข้อมูลเหล่านั้น หรือหากมีอำนาจที่จะเข้าไปในข้อมูลเหล่านั้นก็จะนำข้อมูลนั้นไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของไม่ได้ หรืออาจเป็นการที่เจ้าของข้อมูลให้ข้อมูลของตนเองโดยการชักนำจาก อีเมล์ ประเภท Spam ที่สัญญาจะให้สิ่งตอบแทน หากมีการส่งข้อมูลตอบกลับไปยืนยันว่าตนเป็นบุคคลที่ได้รับอีเมล์และควรได้รับสิ่งตอบแทนนั้น โดยคิดว่ามาจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ และไม่ทราบว่าเป็นการส่ง อีเมลมาถามข้อมูลจากผู้กระทำผิด
กฎหมายใหม่ในประเทศไทย
การคุ้มครองการกระทำที่เกี่ยวกับ Identity Theft ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยในปัจจุบันนั้นได้มีการบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.25505 ที่ได้กำหนดให้การเข้าถึงระบบ คอมพิวเตอร์และข้อมูลของบุคคลอื่นโดยมิชอบ เป็นการกระทำความผิด และมีโทษปรับและจำคุก เนื่องจากถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ โดยเป็นการกระทำความผิดที่กระทบต่อการรักษาความลับ (Confidentiality) ความครบถ้วน (Integrity) และสภาพพร้อมใช้งาน (Availability) ของระบบคอมพิวเตอร์6 จึงควรได้รับความคุ้มครอง โดยได้บัญญัติถึงฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับการเข้าไปเอาซึ่งข้อมูลของบุคคลอื่นผ่านระบบคอมพิวเตอร์ 4 มาตรา ดังนี้
1. การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ
มาตรา 5 ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรานี้กำหนดให้บุคคลที่เข้าถึงข้อมูลของบุคคลอื่นผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตนโดยมิชอบ ต้องรับผิด ซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ หมายความถึง อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมการทำงานเข้าด้วยกัน โดยได้มีการกำหนดคำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดและแนวทางปฏิบัติงานให้อุปกรณ์ หรือชุดอุปกรณ์ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ7
การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ อาจเกิดได้หลายกรณี เช่นกรณีที่มีการกำหนดรหัสผ่านเพื่อป้องกันมิให้บุคคลอื่นใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ และผู้กระทำผิดได้รหัสผ่านนั้นมาไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตาม และนำรหัสนั้นไปใช้เอาข้อมูลของบุคคลอื่น หรือกรณีการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทสปายแวร์ (Spyware) ไม่ว่าจะผ่านไปทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ระบบ LAN (Local Area Network) หรือการติดต่อสื่อสารแบบไร้สาย (Wireless Communication) และเข้าไปขโมยข้อมูลรหัสผ่านส่วนบุคคลของผู้อื่น เพื่อใช้บุกรุกเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้นั้น ผ่านช่องโหว่ของระบบดังกล่าว โดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งการเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นการเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดในระบบคอมพิวเตอร์นั้น เพียงบางส่วนก็เพียงพอแล้ว ทั้งนี้การเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์นี้ ต้องเป็นการเข้าไปโดยไม่มีอำนาจ หากเป็นกรณีเข้าไปโดยมีอำนาจ เช่น webmaster เข้าไปดูแลระบบภายใต้อำนาจที่ตนมีอยู่ก็ไม่ถือว่ามีการกระทำผิดตามมาตรานี้ แต่หากเข้าไปดูแลในส่วนที่อยู่นอกขอบเขตอำนาจของตน ก็ย่อมต้องรับผิดตามมาตรานี้
2. การเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ
มาตรา 7 ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ เป็นการกระทำใดๆในมาตราที่กล่าวไว้ข้างต้น เพื่อให้เข้าถึงข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด บรรดาที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย8 ทั้งนี้เป็นการเข้าถึงข้อมูลที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ไม่ว่าการเข้าถึงนั้นจะกระทำโดยวิธีใดๆก็ตาม ดังที่อธิบายไว้ในมาตรา 5 ข้างต้นโดยไม่ได้รับอนุญาต บุคคลผู้กระทำการฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัตินี้ต้องรับผิด
3. การดักรับข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ
มาตรา 8 ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรานี้ใช้บังคับในกรณีที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ในการดักรับเอาข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ โดยมิชอบ ซึ่งอาจเกิดได้จากการใช้อุปกรณ์ในการบันทึกข้อมูลที่เชื่อมต่อกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต หรือการใช้ผ่านระบบ LAN หรือ Dial Up หรือการใช้ผ่านเทคโนโลยีระบบไร้สาย ประเภท Wireless LAN หรือ GPRS เป็นต้น ตัวอย่างของการดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ในระหว่างการส่ง เช่นการที่ผู้กระทำผิดใช้ สนิฟเฟอร์ (sniffer) แอบดักเอา packet ซึ่งเป็นชุดของข้อมูลที่เล็กที่สุดที่อยู่ระหว่างการส่งไปให้ผู้รับ9
โดยเมื่อพิจารณาต่อไปถึงชนิดของข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่จะได้รับความคุ้มครอง ต้องเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงควรเป็นว่าข้อมูลคอมพิวเตอร์นี้ควรเป็นข้อมูลที่ประสงค์จะส่งให้รับรู้เฉพาะบุคคลที่ต้องการเท่านั้นโดยไม่จำเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นข้อมูลลับหรือไม่ และต้องไม่ได้เป็นข้อมูลที่ต้องการให้บุคคลอื่นหรือประชาชนทั่วไปล่วงรู้หรือนำข้อมูลนั้นไปใช้ประโยชน์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากทั้งผู้ส่งและผู้รับ เนื่องจากมาตรา 8 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวแก่ผู้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ให้บุคคลอื่นเข้ามาล่วงรู้ถึงข้อมูลตนโดยมิชอบ
4. ความผิดอื่นและความผิดเกี่ยวกับผู้ให้บริการระบบคอมพิวเตอร์
มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
.....
(5) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตาม (1) (2) (3) หรือ (4)
มาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา
เมื่อพิจารณาจากมาตรา 14 ดังกล่าวข้างต้น จะถือเป็นความผิดตามมาตรานี้ก็ต่อเมื่อผู้กระทำผิดได้นำเอา ข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมที่เป็นข้อมูลที่ผู้กระทำผิดมีเจตนาพิเศษให้ผู้อื่นหลงเข้าใจว่าเป็นข้อมูลที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการต่อเติม ตัดทอน แก้ไขข้อความทั้งหมดหรือบางส่วน10 หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ที่ทำให้เข้าใจว่าข้อมูลเหล่านั้นเป็นความจริง เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้การกระทำที่อ้างถึงข้างต้น ต้องเป็นการกระทำที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือประชาชนทั่วไปด้วย เช่นผู้กระทำผิดส่งข้อมูลเข้าไปในคอมพิวเตอร์ ผ่านอีเมล์ว่าธนาคารมีปัญหาในเรื่องข้อมูลส่วนตัวของบุคคลหนึ่งว่าไม่ตรงกับฐานข้อมูลที่ธนาคารมี ให้ผู้ได้รับข้อมูลนั้นยืนยันข้อมูลส่งกลับไปทางอีเมล์เช่นนี้ หากผู้ได้รับข้อมูลหลงเชื่อและเกิดความเสียหายจากการนี้ ผู้ส่งอีเมล์ก็ต้องรับผิดตามมาตรานี้ และหากมีผู้ใดการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่รู้อยู่แล้วว่าผิดตามมาตรา 14(1) นี้ก็ต้องรับผิดด้วย
พระราชบัญญัตินี้ยังได้กำหนดให้ ผู้ให้บริการ ต้องร่วมรับผิด ซึ่งจะเป็นผู้ให้บริการก็ต่อเมื่อ ผู้นั้นให้บริการแก่บุคคลอื่น ในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเอง หรือในนามหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น หรือ เป็นผู้ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น และต้องเป็นการจงใจสนับสนุนหรือยินยอมโดยรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวข้างต้นและยังปล่อยให้มีการกระทำนั้นเกิดขึ้นในระบบคอมพิวเตอร์ที่ตนเองควบคุมอยู่
ปัญหาในปัจจุบันและทิศทางในอนาคต
ปัจจุบันปัญหาเรื่อง Identity Theft ในประเทศไทยยังอาจพบเห็นได้ไม่มากนัก แต่ในอนาคตอาจจะมีการนำคดีที่เกี่ยวข้องมาขึ้นสู่ศาลเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์ และการส่งรับข้อมูลไม่ว่าโดยระบบผ่านสาย หรือไร้สายได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนทั่วไปมากขึ้น อีกทั้งระบบการสื่อสารปัจจุบันก็สามารถต่ออินเทอร์เน็ต ส่งข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจมีทั้งข้อมูลส่วนตัว และที่ไม่ใช่ข้อมูลส่วนตัว อีกทั้งผู้ส่งและผู้รับคงไม่ได้มีความประสงค์ที่จะให้บุคคลอื่นได้รับรู้ถึงข้อมูลที่ตนส่งและรับนั้นเสมอไป โดยเฉพาะข้อมูลส่วนตัวที่หากผู้กระทำผิดได้ไป อาจนำไปก่อให้เกิดความเสียหายทั้งชื่อเสียงและทรัพย์สิน การที่มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ถึงแม้จะไม่ได้มีการบัญญัติชัดแจ้งถึงการคุ้มครองที่เกี่ยวข้องกับ Identity Theft โดยตรง แต่ก็สามารถถือได้ว่าเป็นการให้ความคุ้มครองเบื้องต้น และต่อไปอาจมีการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่อง Identity Theft ให้มีการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของบุคคลมากขึ้น และลงโทษผู้กระทำความผิดได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากการพัฒนาทางเทคโนโลยีในปัจจุบันและอนาคตเติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันอาชญากรทางคอมพิวเตอร์ก็มีการพัฒนาเคียงคู่ไปกับเทคโนโลยีเหล่านั้น กฎหมายจึงมีการต้องปรับปรุงอย่างรวดเร็วให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อม และในขณะเดียวกันก็ต้องให้ ทัน กับอาชญากรทางคอมพิวเตอร์ด้วย
สราวุธ เบญจกุล
รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม
Media to move to Web, Gates says
By Benjamin J. Romano
Chairman Bill Gates speaks to advertising professionals Tuesday at the company's Strategic Account Sum
Microsoft thinks the advertising business model for traditional media venues where advertisers still channel most of their spending will fall apart faster in the coming five years.
เริ่มต้นปี 2007 ผู้บริหารซีไอโอคงมีโครงการใหม่ๆ ที่ต้องเร่งมือทำ เพื่อผลักดันให้องค์กรก้าวไปอย่างมีประสิทธิภาพและแข่งขันได้ทัน พร้อมกับต้องทบทวนโครงการเก่าๆ ที่ผ่านมาไม่ว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วหรืออยู่ระหว่างครึ่งทาง ดังนั้นเพื่อเป็นทางออกที่ดีแก่ซีไอโอทุกท่าน ผู้บริหารของไมโครซอฟท์จึงมาช่วยคลายความกดดันในภาระหน้าที่ด้วยโมเดล Infrastructure Optimization Initiative พร้อมกับรายงานของไอดีซีที่คาดการณ์ทิศทางตลาดไอทีในปี 2007 เพื่อสนับสนุนการลงทุน
ลองทบทวนกันดูดีๆ ว่าปีที่ผ่านมา ซีไอโอต่างเคร่งเครียดและกดดันในเรื่องอะไรกันบ้าง ? ความกดดันที่น่าจะเป็นลำดับต้นๆ ของซีไอโอส่วนใหญ่คือเรื่องของการลดต้นทุนไอที ความกดดันรองลงมาคือการบริหารจัดการระบบไอทีอย่างไรให้ปลอดภัย และสุดท้ายคือแผนกไอทีที่ท่านดูแลอยู่มีความพร้อมในการสนับสนุนต่อส่วนต่างๆ ขององค์กรแค่ไหน ปัญหาของซีไอโอทั้งสามหัวข้อเป็นการวิเคราะห์ที่มีหลักการอ้างอิงจาก จีระวัฒน์ กุลทรัพย์อุดม Product Marketing Manager บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวไว้ว่า สาเหตุเรื่องความกดดันการลดต้นทุนนั้นเพราะไอทียังถูกมองว่าไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญ แต่เป็นแค่ฝ่ายสนับสนุนให้แก่องค์กรเท่า จึงมักถูกจำกัดหรือลดค่าใช้จ่าย ส่วนการบริหารจัดการระบบไอทีอย่างปลอดภัยนั้นก็เป็นเรื่องกังวลใจที่ซีไอโอต้องแก้ไขให้อยู่หมัด เพราะหากระบบเกิดล่มปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาย่อมมหาศาล
อีกเรื่องที่สร้างความกดดันให้กับซีไอโอคือ ปัจจุบันนี้ไอทีต้องสนับสนุนทุกแผนกในองค์กร หลายๆ ครั้งที่ฝ่ายบิสสิเนสต้องการให้ไอทีมาสนับสนุน เช่น ต้องการให้สนับสนุนเรื่องระบบอินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้ง ฝ่ายไอทีทำได้ไหม หลังบ้านรองรับได้หรือยัง ผมว่ามีอยู่สามเรื่องที่เป็นเรื่องกดดันของซีไอโอ ทั้งความรับผิดชอบงานใหม่ก็ต้องทำขณะที่งานเก่าก็ต้องทำให้บริหารจัดการได้ดีขึ้น ต้องปลอดภัยและสุดท้ายคือลดค่าใช้จ่ายด้วย
จีระวัฒน์ ยกบทสำรวจของการ์ทเนอร์ที่ระบุไว้ว่า กว่า 70% - 80% ของการใช้จ่ายงบประมาณไอที องค์กรจะใช้ไปกับการบำรุงรักษาระบบให้ทำงานได้ดีเหมือนเดิม ด้วยการไปจ้างคนมาเช็คสภาพ ส่วน 20% - 30% ที่เหลือกลับเป็นเรื่องของลงทุนสำหรับระบบใหม่ๆ หากองค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวก็จะสามารถใช้ทรัพยากรทางการเงินไปกับโครงการและการเพิ่มขีดความสามารถใหม่ๆ ซึ่งการมีโครงสร้างการจัดการที่ดีขึ้นยังทำให้ธุรกิจมีความคล่องตัว และเป็นการเพิ่มขีดความสามารถใหม่ๆ หรือทำให้ซอฟต์แวร์ใช้งานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในฐานะไมโครซอฟท์ได้แนวคิดโครงการ Infrastructure Optimization Initiative (IOI) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างการ์ทเนอร์ ในการพัฒนา IT Maturity Model โดยอาศัยพื้นฐานจากการวิจัย และวิเคราะห์โมเดลเพื่อทำให้องค์กรมีระบบเป็นแบบเวอร์ช่วลไลซ์ ที่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในการทำงานของแต่ละองค์กรเพื่อตอบโจทย์ทั้งสามข้อไว้ ด้วยการปรับทิศทางใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพที่ดีขึ้น
โดยไมโครซอฟท์ได้พัฒนาโครงการ Infrastructure Optimization Model (IOM) ขึ้นมา เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถวัดความทันสมัยของระบบไอทีที่ใช้อยู่ รวมถึงการลงทุนและการให้ความสำคัญกับการลงทุนทางด้านไอทีในอนาคต โดยมองว่าระบบไอทีทุกระบบสามารถจัดระดับความก้าวหน้าออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับ Basic เป็นองค์กรที่มีลักษณะการนำทรัพยากรไอทีมาใช้เพื่อให้ระบบไอทีสามารถทำงานได้ตามปกติ โดยมีการจัดการแบบ Reactive และระบบมีความซับซ้อน ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ และมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ยังไม่สามารถให้บริการได้ทั้งองค์กร รวมถึงองค์กรมีนโยบายด้านไอทีน้อย โดยมองว่าไม่มีบทบาทหรือไม่มีความสำคัญแก่องค์กร
ระดับ Standardized เป็นองค์กรที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ มีฝ่ายไอทีรวมอยู่ ณ จุดเดียว แต่ระบบไอทียังคงซับซ้อน ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ มีค่าใช้จ่ายสูง และเป็นระบบปฏิบัติการที่ทำงานโดยไม่ประสานกับระบบอื่นๆ โดยฝ่ายไอทีเป็นศูนย์กลางวางระบบอัตโนมัติ ทรัพยากรการเงินของบริการอัตโนมัติอยู่ที่ฝ่ายธุรกิจ ระดับ Rationalized เป็นองค์กรที่มีการพัฒนาแผนดำเนินการไอทีในระยะยาวร่วมกันระหว่างฝ่ายธุรกิจและฝ่ายไอที มีการกำหนดนโยบายด้านไอทีโดยใช้หลักเกณฑ์ทางด้านธุรกิจและเป็นไปตามกระบวนการเทคโนโลยีทางด้านไอที มีการจัดการเรื่องความซับซ้อนให้หมดไปจากกระบวนการไอที เป็นระดับที่ค่าใช้จ่ายไอทีต่ำสุด และไอทีมีความสำคัญในระดับแถวหน้าแล้ว
ระดับ Dynamic เป็นองค์กรที่อยู่ในฝันของทุกคนคือ การลดค่าใช้จ่ายมีความสำคัญรองลงจากความยืดหยุ่นสูงสุดของธุรกิจ ซึ่งนับว่าเป็นความได้เปรียบทางด้านการแข่งขัน มีการกระจายการตัดสินใจออกไปให้มีความสัมพันธ์กับธุรกิจมากขึ้น ระบบไอทีมีความเป็นอัตโนมัติสูง สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วกับสภาพการดำเนินการธุรกิจที่เปลี่ยนไป ในระดับนี้ถือว่าเป็นเป้าหมายที่ต้องการเปลี่ยนจากการลงทุนเป็นยุทธศาสตร์สำหรับองค์กร เพราะองค์กรไม่ได้มองว่าไอทีเป็นค่าใช้จ่ายแล้ว แต่ไอทีเป็นเรื่องที่ต้องลงทุนเพื่อที่จะทำให้นำหน้าคู่แข่งขัน จีระวัฒน์ กล่าวว่า การจัดระดับความก้าวหน้าทั้ง 4 ระดับเป็นโมเดลที่มองถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกองค์กรสามารถนำไปปรับใช้ได้ ซึ่งไมโครซอฟท์นำมาผนวกกับ Best Practice ที่มีมาตรฐาน นั่นหมายถึงระบบไอทีมีการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด ซึ่งในรายละเอียดของ Infrastructure Optimization Initiative ที่ยังลงลึกออกเป็น 4 เรื่องหลักๆ ที่สำคัญต่อองค์กร ได้แก่
อันดับแรกคือ Identity & Access Management คือการพิสูจน์ตัวตนของผู้ใช้งาน เช่น ทุกเช้าที่พนักงานเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นใช้งานจะต้องมีการใส่พาสเวิร์ด เพื่อยืนยันตัวตนผ่านกระบวนการเรื่องความปลอดภัย หากองค์กรมีการใช้แอพลิเคชั่น และอีเมล์ที่มากกว่าหนึ่ง พนักงานสามารถล็อคอินเพียงครั้งเดียวก็สามารถเข้าได้ทุกแอพลิเคชั่น
อย่างที่ไมโครซอฟท์ตอนเช้าเราจะพิมพ์พาส์เวิร์ดครั้งเดียวทุกแอพลิเคชั่น ไม่ต้องล็อคอินหลายครั้ง ถ้าเรามี 20 โปรแกรมที่เราต้องเข้าไปใช้ ต้องเข้าอีเมล์และอื่นๆ ก็ล็อคอินครั้งเดียว นี่เป็นเรื่องการบริหารจัดการ Identity
สมมติว่ามีพนักงานใหม่เข้ามาในองค์กร จะเป็นเรื่องที่ดีกว่าหรือไม่ถ้าระบบสามารถทำให้ยูสเซอร์ใช้งานถึง 10 แอพลิเคชั่น กับการที่ต้องมาสร้างที่ละครั้งๆ ถ้าพนักงานลาออกก็ต้องมาตามลบทิ้งกัน แต่เรื่องนี้องค์กรก็ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับในแง่ความปลอดภัยด้วย นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดสิทธิของพนักงานในการเข้าไปดูข้อมูล เช่น พนักงานที่อยู่ฝ่ายการตลาดก็จะมีสิทธิใช้พรินเตอร์เฉพาะแผนกของตนเอง หรือสามารถเห็นโปรแกรมของแผนกการตลาด แต่ไม่สามารถเข้าไปดูข้อมูลในแผนกอื่นๆ ได้ รวมถึงการกำหนดสิทธิห้าม Install โปรแกรมหรือและดาวน์โหลดภาพได้เอง ระบบ Identity & Access Management ที่ดีจึงต้องมีนโยบายในการป้องกันเรื่องดังกล่าวด้วย
จีระวัฒน์ กล่าวว่า ทั้งหมดนี้จะสามารถตอบโจทย์ความกังวลของซีไอโอได้ ทั้งเรื่องการบริหารจัดการ ระบบรักษาความปลอดภัย การป้องกันนี้จะช่วยทำให้ลดต้นทุนขององค์กร เพราะปัญหาที่พบส่วนใหญ่เกิดจากที่ผู้ใช้เป็นคนชักศึกเข้าบ้านทำให้ระบบดาวน์ องค์กรก็ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญมาคอยแก้ปัญหาซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนในส่วนของไอทีทั้งสิ้น
ผมขอยกตัวอย่างอีกเรื่องคือสำนักงานประกันสังคมมีนโยบายช่วยเหลือผู้ที่บุตรทุกปี แต่ต้องไปยื่นเอกสารซึ่งพบปัญหาหลายๆ เรื่อง แต่ล่าสุดหลังบ้านของสำนักงานประกันสังคมและกรมทะเบียนได้เชื่อมระบบเข้าหากัน นี่คือระบบ Identity Management ที่ดีที่มาช่วย แล้วถ้าย้อนกลับมาในองค์กรของทุกคน หลังบ้านของเรามีหลายระบบถ้าเชื่อมกันได้ก็เป็นเรื่องที่ง่ายในการทำงาน
อันดับที่สองคือ Desktop Server and device Management เป็นการบริหารจัดการระบบไอทีในองค์กร การที่องค์กรมีระบบปฏิบัติการหลากหลายเวอร์ชั่นโดยที่ไม่มีมาตรฐานจัดได้ว่าองค์กรนั่นๆ อยู่ในระดับเบสิค ซึ่งทำให้การบริหารจัดการไอทีเป็นเรื่องที่ยากขึ้น หากองค์กรเริ่มอยู่ในระดับ Standardized อาจมองว่ามาตรฐานขององค์กรควรมีระบบปฏิบัติการแค่ 2 เวอร์ชั่น เท่านั้น เพราะสิ่งที่ตามมาคือการบริหารจัดการไอทีง่ายขึ้น
หรือเมื่อองค์กรอยู่ในระดับ Rationalized จะมีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อลดปัญหาให้น้อยลง อันดับที่สามคือ Security and networking การมีระบบป้องกัน และการแบ็คอัพเป็นเรื่องสำคัญ มีรายงานจากการ์ทเนอร์วิเคราะห์ว่า องค์กรที่อยู่ในระดับเบสิคจะมีค่าใช้จ่ายทั้งหมด 5,500 เหรียญสหรัฐฯ ต่อพีซี 1 เครื่อง ซึ่งรวมถึงราคาของฮาร์ดแวร์ที่ซื้อ การใช้งานออเปอร์เรชั่นต่างๆ การบริหารจัดการ และค่าใช้จ่ายในส่วนของการเสียโอกาส ได้แก่ ข้อมูลสูญหาย ระบบล่ม หรือการที่ระบบไอทีไม่พร้อมสนับสนุนแผนกอื่นๆ
จีระวัฒน์ กล่าวว่า เมื่อองค์กรอยู่ในระดับ Standardized ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะลดลงถึง 17% หากองค์กรอยู่ในระดับ Rationalized จะสามารถลดค่าใช้จ่ายไปอีก 31% นั่นหมายความว่าถ้าองค์กรอยู่ในระดับเบสิคและต้องการย้ายตนเองไปยังระดับ Rationalized จะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 48% ทีเดียว อีกเรื่องหนึ่งคือมีข้อมูลจากไอดีซีระบุว่า เจ้าหน้าที่ไอที 1 คนสามารถบริหารจัดการพีซีได้กี่เครื่อง รายงานบอกว่าถ้าองค์กรอยู่ในระดับเบสิค เจ้าหน้าที่ 1 คน สามารถทำได้ 76 เครื่อง คิดค่าใช้จ่ายต่อพีซีเป็น 1,300 เหรียญสหรัฐฯ
แต่ถ้าองค์กรอยู่ระดับ Standardized เจ้าหน้าที่ 1 คนสามารถบริหารจัดการพีซีขยับขึ้นเป็นจำนวน 172 เครื่อง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายให้แก่แผนกไอทีได้ เรื่องดังกล่าวแม้ต้องใช้เวลา แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องยาก เชื่อไหมว่าลูกค้าทุกคนมีเทคโนโลยีอยู่แล้วแต่ไม่ได้ใช้เต็มที่ หากองค์กรมีความพร้อมทางโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ซีไอโอควรนำโมเดล Infrastructure Optimization Initiative หรือ IOI ไปปรับใช้ หรืออาจคิดลองขยับอัพเกรดมาเป็นวิสต้าก็ช่วยประหยัดงบประมาณที่บานปลายได้มหาศาล
เนคเทคก็ได้ออกผลสำรวจใหญ่ ถึงพฤติกรรมชาวไซเบอร์ออกมาแล้ว มีข้อมูลมากมายที่หวือหวาทีเดียว และไม่น่าเชื่อว่าพฤติกรรมบางอย่างเปลี่ยนไปอย่างน่าใจหายในปีที่แล้ว แต่บางอย่างนั้นเหมือนเดิมและคงจะยืนไปอีกนาน สิ่งที่เจอมาคือ บริการ ADSL หรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง กำลังกระจายไปทั่วและโตเร็วมาก สองคือ สิ่งที่ทำกันบนอินเทอร์เน็ตส่วนมากคือ ใช้อีเมล์ รองลงมาคือหาข้อมูล และคนอายุต่ำกว่า 20 ชอบกิจกรรมบันเทิง เช่น สนทนา เล่นเกม และเขียนลงเว็บบอร์ด ส่วนอายุมากหน่อยคือสาระ เช่น ข่าว นอกจากนั้น ไวรัสยังเป็นปัญหาใหญ่ รองลงมาด้านปัญหาคือ ความล่าช้าในการรับส่งข้อมูลและแสปมหรืออีเมล์ขยะ ส่วนด้านการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นมาก แต่เมื่อถามคนไม่ซื้อผ่านอินเทอร์เน็ตว่าทำไมไม่ซื้อ คำตอบแรกคือ ไม่เชื่อมั่นในผู้ขาย แต่เมื่อปีก่อนเจอมาว่าการไม่สามารถจับต้องก่อนซื้อเป็นสาเหตุหลัอีกส่วนสำคัญที่ผลสำรวจเจอมาคือ การหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวของข้อมูลต่างๆ คือ ภาพ เสียง ตัวอักษร เช่น มีการฟังเพลง ทางอินเทอร์เน็ตมาก ตามมาด้วยการดูทีวี ส่วนที่น้อยที่สุดคือ VOIP หรือโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต และการประชุมทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต
ก็คงจะเป็นผลสำรวจที่กระทบทางอุตสาหกรรมแน่นอน เพราะทุกวันนี้ของแบบประชุมทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต กำลังโตวันโตคืน และแข่งขันกันมาก แต่ปรากฏว่าคนใช้กันน้อยมาก ถึงขั้นไม่เคยได้ยินกันเลยว่ามี ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายอุตสาหกรรมด้านนี้มาก เพราะในต่างประเทศ การประชุมทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ตนั้น ทำกันเจนเป็นเรื่องปรกติไปแล้ว อีกส่วนที่น่าใจหายคือ ในต่างประเทศนั้น VOIP กำลังจะล้มบริษัทโทรคมนาคมกันแล้ว แต่ในไทย คนยังไม่เคยใช้สูงมากและไม่รู้จักเลยอีกก็มาก ถึงจะมีบริษัทออกมาให้บริการ VOIP ในไทยกันแล้ว แทบทุกงานไอทีที่เปิดในไทยมาเมื่อปีที่แล้ว จะขนเทคโนโลยี VOIP มาขายกันแทบทุกเจ้าเลย แต่ปรากฏว่าคนไทยส่วนมากไม่รู้จักเลย เรียกว่าผลสำรวจนี้คงจะกระตุ้นให้อุตสาหกรรมพวกนี้ วางแผนให้ความรู้กันก่อนที่จะรีบขายก็แล้วกัน
อีกจุดที่น่าสนใจคือ ถ้าเรามองว่าคนอายุต่ำกว่า 20 คือคนใช้คอมพิวเตอร์มากที่สุดและใช้เป็นประจำ คำถามที่อาจจะแปลกคือ การนำเอา ADSL ที่กำลังโตจนจับไข้ มาใช้ทำอะไรกัน
จากผลสำรวจพอเห็นได้ว่าเอามาทำให้การเล่นเกมสนุกขึ้นนั่นเอง ส่วนผู้ใหญ่ที่อาจจะใช้คอมพิวเตอร์น้อยกว่าคนอายุน้อยๆ เอา ADSL มาใช้ทำอะไรกัน เพราะก็ยังติดตามข่าวสารอยู่เหมือนเดิม ซึ่งไม่น่าต้องใช้ความเร็วสูง ถ้าไม่ต้องการเล่นเรื่องแบบดูทีวีดูวีดีโอดูหนังบนอินเทอร์เน็ต ในภาพรวมแล้วคนอายุน้อยจะไปในทางบันเทิง ซึ่งแน่นอนว่าความเร็วสูงสำคัญ แต่สำหรับผู้ใหญ่แล้ว นอกจากบางเรื่อง ความเร็วสูงของอินเทอร์เน็ตอาจจะไม่จำเป็นเลยสำหรับคนทั่วๆ ไป แต่แน่นอนว่าการแลกเปลี่ยนหรือส่งข้อมูลองค์กรด้วยความเร็วสูงจำเป็นมาก อาจจะเป็นได้ว่าโดยสรุปองค์กรต่างๆ ที่ไหนก็ต้องพึ่งความเร็วสูงแล้ว ก็เอาให้มันสูงทั้งองค์กรไปเลยและพวกทำงานแล้วหรือเป็นผู้ใหญ่ ก็ชินจากที่ทำงาน จนเอาไปใช้ที่บ้านกัน ข้อสรุปเหล่านี้ค่อนข้างจะสำคัญที่เดียว เพราะสามารถนำมาเป็นแผนการตลาดได้อย่างดี เช่น ในธุรกิจ ADSL ว่าจะเจาะตลาดจากจุดไหนดี จะเจาะตลาดคนอายุน้อยคงต้องพูดเรื่องเกม จะเจาะตลาดผู้ใหญ่คงต้องพูดเรื่องงาน หรือไม่ก็ Multi-Media แบบข่าว
จากการสำรวจสิ่งที่น่าจะเป็นโอกาสมากคือ e-Commerce หรือการค้าขายผ่านอินเทอร์เน็ต เพราะโตขึ้นมากและเรื่องไม่สามารถจับต้องสินค้าหรือบริการได้ก่อนซื้อ กลายเป็นปัจจัย ถ่วง ธุรกิจนี้น้อยลงไปมาก ปัจจัยนี้สำคัญเพราะมัน ตีไม่แตก นั่นเอง แต่เรื่องสำคัญตอนนี้กลายเป็นความเชื่อมั่น ที่ ตีให้แตกได้ โดยการเพิ่มความมั่นใจเข้าไปเท่านั้นเอง ฉะนั้นโอกาสที่ e-Commerce จะโตขึ้นมากในปีหน้านั้นก็เป็นไปได้สูง ถ้ามีการเน้นไปที่ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ สิ่งนี้ก็สำคัญต่อองค์กรมากอีกครั้ง เพราะการโฆษณาธุรกิจ e-Commerce ของตัวเอง คงจะเปลี่ยนไปเป็นการเน้นความเชื่อถือ ซึ่งก็ทำกันได้ แต่องค์กรใหญ่ๆ อาจจะได้เปรียบองค์กรเล็กๆ เพราะมีชื่อเสียงอยู่ก่อนแล้ว ส่วน e-Commerce เล็กๆ อาจจะต้องปรับตัวมากทีเดียว ทางออกทางเดียวที่ทาง CIO Forum เคยเสนอมาแล้ว คือ ตั้งองค์กรอิสระของอุตสาหกรรมขึ้นมาเพื่อสร้าง มาตรฐาน ความปลอดภัยและน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ e-Commerce ต่างๆ ให้ทำ Certify กัน ของอย่างนี้ในต่างประเทศมีมากมายหลายบริการ หลายมาตรฐานให้เลือกใช้ แต่สำหรับไทยแล้วยังไม่มี หรืออย่างน้อย CIO Forum ยังไม่ได้ยินมา อาจจะเป็นเพราะกฎหมายด้านนี้หลายฉบับยังไม่ออกมาก็เป็นได้ เลยไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นกันตรงไหนดี
ด้านสิ่งที่เป็นปัญหาบนโลกของอินเทอร์เน็ตก็น่าสนใจไม่น้อย คนไทยบอกว่าไวรัสและแสปมเมล์เป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งก็แน่นอนว่าอุตสาหกรรมโปรแกรมและตัวรักษาความปลอดภัยนั้นคงจะเห็นว่าเป็นโอกาสดีมาก แต่มันก็มีอีกจุดที่พูดกันมากคือแสปมเมล์หรือขยะทางอีเมล์ ขยะนั้นมาจากไหนเป็นต้นตอ ขยะนั้นก็มาจากโปรแกรม Spyware นั่นเอง ที่แอบมาลงบนคอมพิวเตอร์เราท่านและคอยรายงานกลับไปบ้านว่าเราทำอะไรอยู่บนอินเทอร์เน็ต ฉะนั้นจะเห็นได้ชัดเลยว่า Anti-Spyware อาจจะเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ขึ้นได้อีกมาก เพราะเท่าที่เราตามข่าวมา เรื่อง Anti-Spyware พูดถึงกันน้อยมากในไทย ตรงนี้อาจจะเป็นธุรกิจที่ใหญ่กว่าที่คิดกัน เพราะว่าจากผลสำรวจอันนี้ของเนคเทค บอกว่าคนใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการตอบและส่งอีเมล์มากที่สุด อะไรที่ทำให้งานด้านนี้สะดวกขึ้น น่าจะเป็นธุรกิจที่ใหญ่พอดู
สุดท้ายสิ่งที่น่าแปลกใจคือ ในโลกของทุกวันนี้ที่แทบทุกคนจะมีมือถือกัน แต่การใช้อินเทอร์เน็ตส่งอีเมล์กลับเป็นสิ่งที่ใช้มากที่สุดบนโลกของไซเบอร์ มันอาจจะบ่งบอกถึงนิสัยคนไทยที่เปลี่ยนไป คือ เจอกันหน้าต่อหน้าหรือพูดคุยกันทางโทรศัพท์ กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงกันแต่กลับหันมาสื่อสารทางอีเมล์กันแทน ข้อสรุปตรงนี้ยังไม่ชัด แต่ในต่างประเทศมีผลวิจัยหลายอันที่ออกมาแล้วถึงความไม่ดีของอีเมล์ เช่น มีมากจนทำงานอย่างอื่นไม่ค่อยได้ หรือซ้ำร้าย ทำลายความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนลงได้เลย เพราะเลือกที่จะสื่อสารกันทางอีเมล์เท่านั้น สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างจากการสำรวจคือ คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตหาข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญในอันดับรองๆ ลงมา ก็ทำให้นึกไปถึง ระดับสังคมของการเรียนรู้ หรือ Knowledge Based Society ของไทย คือเรามั่นใจเสมอว่าคนในโลกของไซเบอร์แล้ว ก้าวหน้าที่สุดแล้วในไทย แต่จากผลสำรวจ คนไทยไซเบอร์ยังจมอยู่ในยุคของ การสื่อสาร เช่น การใช้อีเมล์ แทนที่จะอยู่ในยุคของการเรียนรู้ เช่น โดยการเข้าสืบหาข้อมูล
คนไทยนั้นยังไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ตให้คุ้มค่า หนุ่มสาวยังง่วนอยู่กับการบันเทิง ผู้ใหญ่ยังไม่เข้าหาข้อมูล ในขณะที่ ADSL กระจายและทั่วไปมากขึ้น แล้วนี่จะมีคอมพิวเตอร์โรงเรียนอีก 250,000 เครื่อง แต่ความจำเป็นยังบ่งให้ชัดไม่ได้ รู้กันแต่ว่าต้องมีแล้วสมัยนี้เพื่อความเร็ว แต่จะเร็วไปทำไมตอบโจทย์นี้ไม่ชัดนัก ส่วน e-Commerce ก็ยังรอมาตรฐานอุตสาหกรรม นี่คือช่วงสำคัญทีเดียวสำหรับโลกของไซเบอร์ไทย คนไทยใจไซเบอร์ สอบผ่าน แต่คะแนนไม่ดีนักครับ
ผู้สื่อข่าวส่วนมากก็มักเข้าข้างเอนเอียงไปทาง Open Source ชนิดที่เรียกว่าไม่กลัวเสียเครดิตความเป็นกลางเลย แต่ละข่าวที่ออกมานั้นสามารถทำให้ผู้บริหารของไมโครซอฟท์ต้องนั่งร้องไห้ทีเดียว เพราะแผนกประชาสัมพันธ์ที่มีเส้นสายอย่างดีกับผู้สื่อข่าวทั่วโลก
ยกตัวอย่าง ในขณะที่ไมโครซอฟท์กำลงมาแรงเรื่อง 64 บิต บิล เกตต์ พ่อมดแห่งไมโครซอฟท์ถึงขนาดกล่าวว่า 64 บิต นั่นคือ ศตวรรษใหม่ทีเดียว!!
ผู้สื่อข่าวจึงย้อนกับไปถามผู้อ่านบ้างว่า ตื่นเต้นไปทำไม ในเมื่อ 64 บิต ได้วิ่งอยู่บน Linux มาตั้งแต่ปี 1994 ทั้งบน Torvalds Ported Linux Alpha Chip บน AMD Athlon 64 บน Opteron บน IBM Power และ Intel EM64T
แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น Desktop Virtualization ที่จากเดิม OS จะยึดติดอยู่กับคอมพิวเตอร์ ทำอะไรก็ต้องผ่าน OS แบบ Microsoft Windows Office แต่จุดจบเริ่มเห็นเป็นรางๆ แล้ว เพราะอินเทลได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเคมบริด เพื่อที่จะนำ XenSource ออกสู่สายตา
ส่วนอินเทลก็กำลังทำชิปออกมาสนับสนุน Xen Xen เหมือนเป็น OS อีกระดับ อยู่ตรงกลางระหว่าง ฮาร์ดแวร์ และ OS แบบไมโครซอฟท์ ในตัว Xen เอง ก็เหมือน OS แบบบางๆ และสามารถวิ่งได้ทั้งไมโครซอฟท์ และ Linux ได้ที่ทั้งสองระบบนี้ไม่ตีกัน
นอกจากนี้ยังมี Tool อีกมากมาย ที่ทำให้ OS ของไมโครซอฟท์หมดความหมายไปมาก เช่น เมื่อเปิดคอมพิวเตอร์แล้วก็ทำงานได้เลยโดยที่ไม่ต้องเข้าไมโครซอฟท์
แต่นั่น...ยังไม่พอ ที่น่าโมโหที่สุดคือ ถ้าผู้เขียนเป็นแฟนพันธุ์แท้ของไมโครซอฟท์ ซึ่งมีข้อมูลรายงานจากการไปสำรวจความคิดเห็นของนักเขียนโปรแกรมถึง 6000 คน ปรากฏว่าส่วนมากบอกว่า ไมโครซอฟท์ วินโดว์ส สู้ Linux ไม่ได้ ในเรื่องของความปลอดภัยจากการถูกโจมตีต่างๆ
ทั้งนี้ระบุว่า 58 % Windows Server ไม่มีความปลอดภัย และมีเพียง 13% เท่านั้นที่บอกว่า Linux ไม่ปลอดภัย !!
รายงานจากการสำรวจนี้มีผลดีต่อ Open Source แทบทั้งสิ้น จนไมโครซอฟท์ไม่สามารถตามทันเลยทีเดียว และต้องยอมรับว่านักเขียนโปรแกรมส่วนใหญ่ไม่ชอบไมโครซอฟท์เอาเสียเลย
ถ้าท่านผู้อ่านคิดว่าข่าวดังกล่าว เป็นผลร้ายต่อไมโครซอฟท์ ทว่าความจริงยังมีข่าวในทางลบอีกมากมาย ซึ่งผู้เขียนจะขอกล่าวถึง 3-4 ประเด็น
ในแวดวง IT ตอนนี้คงไม่มีอะไรแรงเท่ากับ VoIP หรือ Voice Over Internet Protocol แล้ว เพราะสิ่งนี้กำลังจะปฏิวัติวงการโทรคมทีเดียว เรียกว่าบริษัทโทรคมนาคม อาจจะเหลือแต่ซากให้เห็นภายในสิบปีข้างหน้า แทบทุกบริษัทซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์กำลังจรดจ้องเรื่องนี้อย่างตาไม่กระพริบทีเดียว
นอกจากนี้ยังมีข่าวรายงานว่า Open Source เป็นหลักสำคัญในการผลักดัน VoIP เรียกว่า ผู้สื่อข่าวและแหล่งข่าว ได้นำเรื่องเทคนิคเชิงลึกมาเปิดเผยกันเลย ซึ่งสรุปได้ว่า Open Source และ VoIP จะแยกกันไม่ออกแล้ว
อีกข่าวที่ออกจะรุนแรงไม่แพ้ข่าวอื่นเลย คือ Microsoft Office มีคู่แข่งรายสำคัญที่ส่งโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับ Office เลยทีเดียว
นั่นคือ OpenOffice ที่ถูกสร้างขึ้นโดย Sun Microsystem โดยนำโปรแกรมดังกล่าวแจกจ่ายให้กับนักเขียนโปรแกรมทั่วโลกเลยทีเดียว
ในการปล่อย OpenOffice รุ่นแรกออกมาชนกับไมโครซอฟท์ แต่พบว่าไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
จึงมีการทดสอบรุ่นที่สอง
ทั้งนี้มีผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในอนาคตอาจจะมีผู้ใช้ OpenOffice กันมากขึ้น โดยจุดอ่อนต่างๆ ที่ OpenOffice มี นั้นก็ให้ใช้ของไมโครซอฟท์บางอย่างเสริม กลายเป็นว่าไมโครซอฟท์จากที่จุดยืนอาจจะกลายเป็นตัวเสริมไปแบบข้ามคืนสำหรับคนส่วนมาก
ตามมาด้วยบทวิจัยของ ฮิวเลตต์ แพคการ์ด หรือเอชพี ระบุว่า ทุกวันนี้ 60% ของผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ ใช้ Open Source ผสม ทั้งนี้เอชพียังเล็งอีกว่า Open Source จะเจาะลึกเข้าไปในกลุ่มเอนเตอร์ไพร์สอย่างไม่หยุดยั้ง สิ่งที่เริ่มจะออกมาแล้วคือโปรแกรม แบบ Business Intelligent เริ่มแจกฟรีกันแล้ว
นอกจากนี้เอชพีมองว่า สิ่งที่กำลังมาแรงคือ Grid Computing ซึ่งผู้สื่อข่าวต่างโหมโรงกันว่าทางปรัชญาแล้ว Open Source และ Grid Computing เป็นของคู่กัน
ข่าวร้ายยังไม่หมด ในเว็บไซต์ CIO.Com มีบทความถึง Dell, HP, IBM, Oracle, SAP Sun และอีกมากมาย ที่ต่างหันมาเอาจริงและสนับสนุน Open Source อย่างไม่เคยมีมาก่อน ในข่าวแทบทุกวันจะเห็นบริษัทเหล่านี้ประกาศการพัฒนาของออกมาเพื่อสนับสนุน Open Source
ผู้เขียนจะขอสรุปว่า การบริหารต่างๆ มีแนวโน้มอยู่ 2 ทาง คือ มองออกไปจากตัวเองหรือ External Focus และสอง คือมองเข้าหาตัวเองหรือ Internal Focus พวกที่มองออกไปจากตัวเองนั้นต้องมีนิสัยคือชอบ Collaborate หรือทำงานร่วมกับคนอื่น ในแง่นี้ Open Source ดีกว่ามาก
ส่วนบริษัทที่มองเข้าหาตัวเองก็คำนึงถึงราคามาก และ Open Source ก็เป็นสิ่งที่ตอบสนองได้เหมือนกัน
นอกจากนี้เรายังเห็นว่า Standardization หรือการมีมาตรฐานเดียวเป็นสิ่งที่ดี
แต่บางครั้งก็สร้างปัญหาได้เหมือนกัน เช่น การมีจุดอ่อนด้านความปลอดภัย License fee ที่สูงมาก หรือราคาซอฟต์แวร์ที่แพงกว่าเหตุ
ทุกวันที่ผ่านไป สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ Open Source ถูกกว่า Standardize มากขึ้นทุกที!!
กฎหมายใหม่ของไทยที่กำลังออกมาต้องการให้บริษัทในไทยเก็บข้อมูลย้อนหลังไว้สามเดือน สาเหตุก็เพราะถ้าเกิดการทำผิดกฎหมาย จะได้ สืบพยานและหลักฐานได้สะดวกขึ้น แล้วจะทำอย่างไรกันดีหละ ฝรั่งเขาต้องเก็บกันสามปีย้อนหลัง นี่ไทยแค่สามเดือนยังบ่นกันมากมาย
ถ้าจะให้ตามร่องรอยว่ากฎหมายฉบับนี้ของไทยมาจากไหน ไม่ต้องมองอื่นไกล มาจากสหรัฐนั่นเอง คือบริษัทจะทะเบียนในสหรัฐฯ โกงกันมาก สภาคองเกรสเลยออกกฎมาคุมเข้ม ในนามของ Sabanes Oxley ยังไม่พอ กฎระเบียบแบบนี้ลามไปถึงยุโรปในนาม MiFid ที่บังคับให้สถาบันการเงิน ต้องรายงานเข้ม แล้วยังมีกฎหมาย Patriot ในสหรัฐฯ เรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงอีก บริษัทในสหรัฐฯ เลยต้องหาที่ปลอดภัยสำหรับเก็บข้อมูล แล้วก็ลามมาถึงไทยจนได้ ในนามของระเบียนธนาคารชาติ ที่บอกให้สถาบันการเงินไทย ต้องมีที่เก็บข้อมูลสำรอง
ในประเทศออสเตรเลีย มีการล้มไปของบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ รัฐบาลออสเตรเลียเลยออกกฎคุมเข้ม ปัญหาคือเพื่อที่จะทำตามกฎหมาย อุตสาหกรรมประกันออสเตรเลีย ต้องใช้เงินถึง US$100 million มาถึงเอเชีย จีนที่นับว่าเป็นประเทศที่นอกคอกที่สุดแล้วในเรื่องความโปร่งใส ยังมีกฎระเบียบชนิดที่เรียกว่าเป็นข่าวออกมาแล้วว่าสิ่งที่นักธุรกิจจีนกลัวที่สุด คือ Compliance กับ Red tape ที่มีแทบทุกขั้นตอนการทำธุรกิจ
สุดท้ายจะลามไปถึงไหนไม่มีใครทราบ รู้กันแต่ว่า ขอร้องอย่าให้เป็นแบบมาตรฐาน ISO เลย ที่ยุโรปส่งออกไปบังคับให้ทั่วโลก ต้องและควรมี ถ้าจะค้าขายกับยุโรป แค่นี้แขนขาของบริษัทฝรั่งในไทยก็ขอนั่นขอนี่จากบริษัทไทยไม่รู้จบอยู่แล้ว ลงบริษัทฝรั่งในไทยต้องทำตามกฎ Compliance ที่เข้มพวกนี้ รับรองได้ว่าสักวันต้องไปคับขู่เข็ญบริษัทไทยให้มีมาตรฐานเดียวกัน อาจจะไม่ใช่เพราะอะไร นอกจากว่าการที่บริษัทต่างชาติพวกนี้จะทำตามกฎหมายของประเทศเขาได้ ก็ต้องเอื้อมออกมาให้คู่ค้าทำตามด้วย ไม่อย่างนั้นตัวเองทำตามกฎหมายไม่ได้
มาตอนนี้อย่าว่าแต่บริษัทไทยเลยที่ต้องเริ่มปวดหัวกับ Compliance บริษัททั่วโลกกำลังถึงขั้น ปฏิวัติ กันแล้ว เพื่อล้มกฎและระเบียบเหล่านั้น หรือไม่ก็ขอให้มัน อ่อนลงสักหน่อย สาเหตุไม่ใช่อะไร โดยเฉลี่ยบริษัทจะทะเบียนในสหรัฐฯ ต้องใช้เงินถึง US$4.5 million ต่อปี เพื่อการทำ Compliance ซึ่งในแวดวงบริษัทจดทะเบียน ต่อว่า สภาคองเกรสกันมากมาย เพราะตอนออกกฎหมายมา บอกว่าค่าใช้จ่ายจะเฉลี่ย US$100,000 ต่อปี เท่านั้น เรียกว่าในสหรัฐฯ บริษัทจดทะเบียนแทบจะลาออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนกันเลย ตอนนี้ฟ้องร้องกันถึงศาลไปแล้วในสหรัฐฯ เพื่อล้มกฎเหล็กนั้น ในยุโรปก็ใช่ว่าเล่น สถาบันการเงินโดยเฉลี่ยจะต้องใช้งบไอทีถึง 10%-20% ไปในการทำ Compliance
ถ้าคิดว่าที่กล่าวมาเลวร้ายที่สุดแล้ว รายงานจากอุตสาหกรรมโบรกเกอร์ในสหรัฐฯ บอกว่าทางอุตสาหกรรมต้องใช้เงินไป US$ 25 billion ในปี 2005 ปีเดียว เพื่อทำ Compliance ฟังแล้วต้องตะลึง เพราะนั่นหมายถึง 5% ของรายได้ของทั้งอุตสาหกรรม สาเหตุก็คงแบบไทยคืออุตสาหกรรมนี้มี Transaction มากเป็นหมื่นๆ แสนๆ ล้านชิ้นต่อปี การจะเก็บข้อมูลย้อนหลังไวสามปี พูดได้คำเดียว อุตสาหกรรม Data Warehouse รับเละ
ประเด็นที่ถกเถียงกันมากในสหรัฐฯ คือ เงินที่ลงทุนกันลงไปใน Compliance นั้น เอามาทำ R&D ไม่ดีกว่าหรือ คือข้อถกเถียงที่ใช้ต่อต้าน Compliance กันคือ Compliance Kills Creativity and Entrepreneurism หรือฆ่าความคิดสร้างสรรค์และทำลายบริษัทเล็กๆ ก็พอจะเห็นได้ว่าโต้เถียงกันรุนแรงขนาดไหนในต่างประเทศ เรื่องมันยุ่งยากเข้าไปอีกมาก เพราะ Globalization ได้เชื่อมเอาบริษัทในโลกเข้าด้วยกัน กฎระเบียบด้านนี้เลยมีกันเกือบจะทุกประเทศแล้ว เรียกว่าบริษัทฝรั่งมาไทย ก็ต้องทำตามกฎหมายไทย และเพราะเป็นบริษัทฝรั่งก็ต้องทำตามกฎหมายของประเทศตัวเอง แต่ตอนนี้บริษัทโดยเฉลี่ยเข้าไปกันเป็นสิบๆ ประเทศ แล้วใครจะมีความสามารถไปทำตามกฎระเบียบในทุกประเทศได้
ประเด็นตรงนี้คือ นอกจากจะทำลาย Creativity และ Entrepreneur แล้ว ยังทำลาย Global Trade ด้วย คือกลุ่ม Information Security Forum กำลังรวบรวมกฎหมายด้าน Data Protection, Encryption, Electronics Communications และ Electronics Contract เข้าด้วยกัน ที่มาจาก UK France US India China และ South Africa คนที่กำลังทำโปรเจกต์ถึงกับหน้าหงาย เพราะมีกฎหมายจากแค่ 6 ประเทศนี้ ที่ต้องเอามารวมกันเป็นสารบัญถึง 400 กฎหมาย ก็เข้าใจได้ว่าทำไมกฎหมาย Compliance ถึง Kill Global Trade ได้อย่างสบายๆ
เรื่องมันไม่หยุดตรงนี้นะสิครับ เพราะ WTO นั้นรับผิดชอบเรื่องการค้าขายโลก ต้องการเห็นมันโตขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มกังวลไปกับเขาด้วย นอกจากกลัวว่าจะทำลายการค้าโดยตรงแล้ว ยังกลัวไปถึงว่าวันเก่าๆ ของ Red Tape Trade Barrier หรือการสร้างกฎระเบียบขึ้นมาเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศที่ WTO ต่อสู้ด้วยมาเป็นสิบยี่สิบปี จะกลับมาเป็นประเด็นอีกที ยังไม่พอ ยังกังวลไปถึงเรื่องการเกิดขึ้นของ Corruption หรือโกงกินที่จะระบาดไปทั่วโลก เพราะเมื่อบริษัทห้างร้านทำตามกฎหมายไม่ได้จริงๆ มันก็หนีไม่พ้นการจ่ายใต้โต๊ะ
ถ้าจะมองในแง่ดี เงินเป็น US$ billion billion ที่ออกจากกระเป๋าเงินคนต้องทำ Compliance ก็ต้องวิ่งเข้ากระเป๋าคนอื่น แล้วใครได้หละจากการที่คนอื่นต้องจ่าย ก็อุตสาหกรรมไอทีนั้นเอง บริษัท Software แข่งกันออกโปรแกรมช่วยทำ Compliance กันมากมาย บริษัท
แต่ท้ายสุดกฎหมายเหล่านี้ดีแน่ ต่อการเพิ่มความโปร่งใสและปลอดภัยให้กับทุกคน ปัญหาคือ ต้องใช้เงินและเวลามากเหลือเกิน มากไปรึเปล่า เมื่อเอาข้อดีและเสียมาชั่งกัน ตอนนี้ไม่มีใครตอบได้
Forrest Research สรุปไว้น่าฟังมากว่า Patroit Act Creates Global Business Risk หรือกฎหมายนั้นสร้างความเสี่ยงด้านธุรกิจขึ้นมาในระดับโลก ก็ไม่ต้องแปลกใจมากนักนะครับ ที่กฎหมายที่ออกมาลดความเสี่ยงจะกลายเป็นตัวเจ้าปัญหา สร้างความเสี่ยงขึ้นมาเอง
ในภาครัฐนั้นไม่ได้กำหนดว่า CIO จะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านไอซีที แต่จะต้องมีความรู้ด้านไอซีทีอย่างพอเพียงที่จะเป็นผู้นำไอซีทีขององค์กรให้ได้ อย่างไรก็ตามเพียงแค่นี้ CIO หลายท่านก็คงรู้สึกว่าจะทำได้ยาก เพราะบางคนยังงงๆ อยู่ด้วยซ้ำว่าได้รับมอบหมายงานนี้มาได้อย่างไร หลายคนรู้แต่เพียงว่าไอซีทีเป็นคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญทางด้านการบันทึกข้อมูล การคำนวณ และการจัดทำรายงาน แต่ไม่รู้ว่าประโยชน์สำคัญของไอซีทีทางด้านกลยุทธ์คืออะไร ไม่รู้ว่าจะบริหารไอซีทีอย่างไร และไม่รู้ว่าตนเองจะต้องทำอะไรบ้าง ในที่สุดก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่งและปล่อยให้นักคอมพิวเตอร์ชักจูงไปตามความคิดของพวกเขาไปเรื่อยๆ คำถามสำคัญก็คือ CIO ต้องรู้แค่ไหนจึงจะพอเพียง
บทความนี้จะลองตอบคำถามนี้ดู เป็นคำตอบง่ายๆ และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อ CIO ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักไอซีทีมาก่อนหรือไม่ เรื่องแรกก็คือ เรื่องการจัดการ ตรงนี้ CIO ทุกคนควรจัดการกับเรื่องต่างๆ ในหน้าที่ไปตามปกติธรรมดา ไม่ว่าจะเป็น งานวางแผน งานการเงิน งานบุคลากร งานสำนักงาน ฯลฯ งานเหล่านี้ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากงานในด้านอื่นๆ แต่อย่างใด CIO ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า ไอซีที เป็นเครื่องมือที่สนับสนุนหรือช่วยให้องค์กรขับเคลื่อนไปได้ ไม่ได้เป็นเครื่องมือพิเศษที่จะต้องยึดเป็นตัวชูธง นั่นก็คือ ถ้าหากการใช้ไอซีทีด้านใดจะทำให้องค์กรไม่สามารถดำเนินการได้ตามกลยุทธ์และวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้แล้ว ก็ต้องเปลี่ยนไอซีทีนั้น ไม่ใช่เปลี่ยนกลยุทธ์หรือวัตถุประสงค์
เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องต่อมาที่ CIO จะต้องทราบก็คือ ต้องรู้อย่างชัดเจนว่า ไอซีทีแต่ละเรื่อง และแต่ละด้านนั้นจะช่วยให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์และกลยุทธ์ที่กำหนดไว้อย่างไร และมีวิธีอื่นใดอีกหรือไม่ที่จะทำให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์และกลยุทธ์นั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากศูนย์คอมพิวเตอร์ต้องการใช้ซอฟต์แวร์แบบ Open Source ผู้เป็น CIO ต้องให้ผู้รับผิดชอบตอบให้ได้ว่า การใช้จะทำให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์และกลยุทธ์อย่างไร ถ้าไม่ใช้จะเกิดอะไรขึ้น การเชื่อมโยงการประยุกต์ไอซีทีทุกด้านไปสู่กลยุทธ์และวัตถุประสงค์ให้ได้นั้นเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพราะบางทีนักคอมพิวเตอร์ของเราเพียงแต่อยากจะลองวิชา หรืออาจจะหลงคารมนักขายจากบริษัทไอซีที เมื่อเห็นอะไรใหม่ก็รีบนำมาเสนอโดยไม่ทันคิดว่ามันมีประโยชน์หรือไม่
ในเรื่องนี้ ผมขอเสนอให้ CIO สั่งการให้ศูนย์คอมพิวเตอร์จัดทำรายการของเทคโนโลยีต่างๆ รวมทั้งงานประยุกต์ต่างๆ ที่บริษัทมีใช้อยู่ในปัจจุบัน แล้วนำมาเสนอให้พิจารณาพร้อมกับอธิบายว่าหัวข้อแต่ละเรื่องที่ปรากฏในรายการนั้นมีประโยชน์อย่างไร
ข้อมูลที่ควรจัดทำประกอบด้วย * ชื่อของเทคโนโลยี หรืองานประยุกต์
- คำอธิบายย่อๆ พร้อมกับเหตุผลที่นำมาใช้
- ประโยชน์ที่มุ่งหวังจะได้รับจากการใช้งาน
-หน่วยงานหลักที่เป็นผู้ใช้ หรือรับผิดชอบ (ควรระบุชื่อ และตำแหน่งด้วย)
- บริษัทที่เป็นผู้ขายเทคโนโลยีหรืองานประยุกต์นั้น
- วันเดือนปีที่เริ่มต้นใช้งาน
- ความสำเร็จในการใช้ในปัจจุบัน (เช่น ใช้ได้ร้อยละเท่าใดขององค์กร)
- งานที่จะต้องขยายตัวต่อไปในอนาคต เช่น จะต้องเพิ่มผู้ใช้ หรือขยายฟังก์ชัน และระยะเวลาที่คาดหมายว่าจะต้องดำเนินการนั้น
- ลักษณะของงานที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ หรือฝ่ายไอซีทีต้องสนับสนุนเทคโนโลยีหรืองานประยุกต์นี้
- จำนวนคนที่ต้องการใช้
- ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในอดีต
เมื่อได้รายการเทคโนโลยีและงานประยุกต์เหล่านี้มาแล้ว CIO ก็ต้องให้ผู้รับผิดชอบมาอธิบายและชี้แจงรายละเอียดให้เข้าใจ เช่น ในกรณีของ Open Source Software ก็ต้องไล่เรียงไปว่านำมาซอฟต์แวร์เหล่านั้นจะนำมาใช้ด้านใด ต้องลงทุนอย่างไรบ้าง ต้องดำเนินการอย่างไรจึงจะใช้ได้ผลเต็มที่ พร้อมกันนั้นก็ต้องให้ศึกษาว่าการนำมาใช้นั้นได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างต่อองค์กร
ถ้าหาก CIO ได้ไล่เรียงรายการเทคโนโลยี และงานประยุกต์ต่างๆ ครบถ้วนแล้ว ก็จะทำให้ CIO เข้าใจงานไอซีทีที่ต้องรับผิดชอบได้มากขึ้น และเกิดความมั่นใจที่จะบริหารไอซีทีได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ต้องทราบยังไม่หมดแค่นี้ CIO จะต้องให้หัวหน้าศูนย์คอมพิวเตอร์ หรือหัวหน้าฝ่ายไอซีทีไปจัดทำรายการลักษณะเดียวกันสำหรับเทคโนโลยี และงานประยุกต์ที่คาดหมายว่าจำเป็นต้องใช้ในอนาคต หรืออีกนัยหนึ่งก็คือสิ่งที่วางแผนว่าจะใช้ในช่วงสามปีข้างหน้านั่นเอง เมื่อทำแล้วก็ให้นำมาเสนอพร้อมกับอธิบายให้ทราบต่อไปเพื่อพิจารณาด้วย
ถึงตอนนี้ CIO ก็จะมีความรู้ทางด้านไอซีทีและงานประยุกต์มากทีเดียวแล้ว แต่ก็ควรจะต้องเรียนรู้ต่อไปอีกสักสองเรื่อง เรื่องแรกเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับงานไอซีทีหรืองานประยุกต์ใหม่ๆ ที่จะวางแผนว่าจะดำเนินการ นั่นคือ ต้องรู้ว่าการที่จะนำเทคโนโลยีนั้นๆ มาใช้ หรือการพัฒนางานประยุกต์นั้นๆ ให้เกิดขึ้น จะต้องมีวิธีการและขั้นตอนอย่างไร จะต้องใช้กำลังคนอย่างไร และจะต้องดูแลอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ
ส่วนเรื่องที่สองที่จะต้องทราบ เป็นเรื่องที่ครอบคลุมงานทั้งหมดทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบัน และงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นั่นก็คือ เทคโนโลยีและงานประยุกต์เหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการปฏิบัติงานขององค์กรอย่างไรบ้าง และทำอย่างไรเทคโนโลยีและงานประยุกต์เหล่านี้จึงจะมีความมั่นคง สามารถยืนหยัดรับมือกับปัญหาความเสี่ยงต่างๆ ได้ตลอดเวลา
เห็นไหมครับว่าในภาพรวมแล้ว CIO ไม่ต้องรู้ลึกลงไปถึงด้านเทคนิคก็ได้ สิ่งสำคัญก็คือ ต้องรู้ว่าเทคโนโลยีและงานประยุกต์นั้นๆ คืออะไร และจะมีผลกระทบต่อความสำเร็จและความล้มเหลวขององค์กรได้มากน้อยเพียงใดนั่นเอง
ตั้งแต่ปลายปี 1990 มา Virtualization ก็โตมาตลอด ที่โตมาได้เพราะคนต้องการเล่น OS แบบ Microsoft และแบบ Linux บนคอมพิวเตอร์ตัวเดียวกัน ก็เป็นการแก้ปัญหา รักพี่เสียดายน้อง แต่ไม่มีเงินให้ทั้งคู่ เรียกว่าบนคอมพิวเตอร์ตัวเดียวกัน สร้างคอมพิวเตอร์ Virtual ขึ้นมาสองตัว ตัวหนึ่งใช้วิ่ง Microsoft อีกตัวใช้วิ่ง Linux สลับไปมาตามชอบใจ ไม่ต้องมีคอมพิวเตอร์สองตัว อะไรดีในแวดวง Proprietary Software ก็ซื้อมาเล่นได้ อะไรดีใน Open Source ก็หามาเล่นได้
ตอนแรกๆ ของการเกิดขึ้นของ Virtualization ก็ยุ่งยากนิดหน่อย Virtual Software อันแรกคือ VMware ทำได้น้อยนิดข้อจำกัดมาก แต่มาทุกวันนี้คอมพิวเตอร์มีพลังมากขึ้น ถึงขนาดทั้ง Intel และ AMD กำลังออก Chip ที่สร้างมาให้ Virtualization โดยเฉพาะ บวกกับบริษัทแบบ VMware ได้พัฒนามามาก จนทุกวันนี้วิ่ง Application และ Services ได้สบาย จะวิ่ง Microsoft สลับ Linux บนคอมพิวเตอร์ตัวเดียวกัน ไม่มีปัญหาอีกแล้ว ก็ประหยัดเงินได้มากมายทั้ง Hardware และคนวิ่ง Hardware และใช้สะดวกขึ้นอีกมาก
IDC สถาบันวิจัย กล่าวว่า Virtualization จะมีค่าถึง US$15 billion ภายในสามปีข้องหน้า Microsoft ถึงขนาดออก Virtualization Server Software ออกมาแล้ว ในขณะที่ Virtualization โตมาตลอด Grid Computing ก็พัฒนามาตลอดเหมือนกัน CIO Forum เคยนำเสนอเรื่อง Grid Computing มาหลายหนแล้ว Grid Computing คือการเอาพลังของคอมพิวเตอร์จะสิบตัวร้อยตัวหรือพันตัวมาบวกกัน กลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ เทียบเท่ากับ Super Computer บางรุ่นทีเดียว สาเหตุที่ทำก็เพราะคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ส่วนมากใช้พลังประเมินผลไม่ถึงหนึ่งในสิบของพลังที่มี
คนพัฒนา Grid Computing จึงหาทางเอาพลังที่เหลือมาใช้ สาเหตุก็เพื่อการประหยัดเงินนั่นเอง ไม่ต้องวิ่งออกไปซื้อคอมพิวเตอร์หรือเซิร์ฟเวอร์ทุกครั้งตลอดเวลา ก็เหมือนกับ Virtualization ในตอนแรกๆ ของการพัฒนา Grid Computing ยุ่งยากมีปัญหา ทำได้น้อยนิด แต่มาทุกวันนี้ Grid Computing ใช้กันแพร่หลายมากและมี Software สร้าง Grid ดีๆ ออกมามากมาย เรียกว่าถ้าจะหา Application ใหญ่ๆ อย่าง Business Intelligent มาลง แต่ก่อนหน้ามืดเพราะต้องออกไปซื้อ Hardware มากมาย สมัยนี้พ่วงคอมพิวเตอร์ที่มีเข้าด้วยกัน แล้วใช้วิ่งอะไรก็ได้และเร็วขึ้นมากเป็นสิบๆ เท่า
ในที่สุดสิ่งที่ยอดเยี่ยมทั้งสอง คือ Virtualization และ Grid Computing ก็มาเจอกัน เรียกว่าเอา Virtualization ไปวางบน Grid Computing Environment สิ่งที่ได้มาคือ สุดยอดของสุดยอด ไม่ต้องพูดถึงการประหยัดเงิน ไม่ต้องพูดถึงความเร็วในการประมวลผลอันสูงส่ง เอาง่ายๆ ว่าไม่ต้องมี Dedicated Hardware สำหรับ Application อีกแล้ว ไม่ว่า Application จะต้องการพลังประมวลผลขนาดไหนมีพลังให้ไม่หมด ถ้าต้องวิ่ง Application หรือ OS ที่ธรรมดาขัดขากันบนคอมพิวเตอร์ตัวเดียว หรือทำไม่ได้เลย หมดปัญหา
ในตลาด Virtualization ที่กำลังมาแรงคือ VMware และ Virtual Icon และ Microsoft Virtual Server 2005 ในด้าน Open Source ที่กำลังมาแรงคือ SWsoft, OpenVC และ XenSource ถ้าพูดถึง Open Source และ Virtualization แล้ว ตอนนี้เหมือน พูดกันเรื่องเดียวกัน เพราะไม่มีอะไรจะร้อนแรงกว่า Virtualization แล้วในโลกของ Open Source
ทั้ง Red Hat และ Novell มีแผนจะส่งของตัวเองออกมา และ มี Virtualization Technology ผสมผสานมาด้วยเลย โดยการใช้ Xen ส่วน VMware ผู้นำตลาดก็บอกว่าจะส่ง Virtualization Technology ระดับพื้นฐานของตัวเองออกมาให้ใช้กันฟรีๆ ส่วน Microsoft บอกว่า Virtual Server 2005 R2 จะ Support Linux และที่สำคัญที่สุด จะให้ฟรีๆ
Virtualization Grid Computing ยังมีปัญหาอยู่บ้าง แรกเลยคือ Virtualize Chip จาก Intel และ AMD ยังออกมาไม่มากนัก ฉะนั้น Software บางตัวจึงยังต้องเอามา ปรับปรุงแต่เติม ไม่อย่างงั้นใช้ยังไม่ได้ดีนัก โดยเฉพาะ Xen แต่โดยรวมแล้ว ถ้าองค์กรท่านจะสร้าง Virtual Grid Computing ออกมา ท่านจะไม่ใช่องค์กรแรกในสหรัฐฯ Model นี้ได้ถูกนำมาใช้แล้วได้ผลกับองค์กรใหญ่ๆ ระดับโลกหลายองค์กรแล้ว
ถ้าท่านสนใจ มี Case Study ให้ศึกษามากมายอย่างเช่น บริษัทยา Pfizer ที่ใช้ Grid Computing Software ของ Cassatts Collage และ Virtualization ของ VMware สำหรับคนที่สนใจเล่น Virtual Grid Computing แล้ว Model ของ Pfizer นั้น ดีที่สุดในตลาด ตอนนี้
Mr. Dilip Misty General Manager ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของ Microsoft ได้มีโอกาสมาเยือนประเทศไทย และเปิดโอกาสให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการพัฒนาด้านซอฟแวร์ของประเทศไทยในปัจจุบัน และแนวทางที่จะพัฒนาต่อไปในภายภาคหน้า ในเรื่องการทำ Offshore ในประเทศไทยโดย Mr. Dilip ได้กล่าวถึงเรื่องนี้และการพัฒนาโปรแกรม Application ต่างๆ
ปีที่แล้ว Microsoft ตั้งแผนก DB ขึ้นมา ไม่ได้ทำในด้านของการตลาดเพื่อให้ได้เงินหรือให้ได้รายได้ แต่ทำเพื่อให้พัฒนาและคนที่เขียนโปรแกรมตื่นเต้นกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ถ้าเกิดนักพัฒนาตื่นเต้นกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ของเราก็จะพัฒนา Application บน Microsoft และจะมี Application ให้เลือกมากมายก็จะทำให้ Window เป็นที่ Popular
Mr. Dilip มีประสบการณ์ในการทำ Offshore และทราบว่าจะทำอย่างไรให้ Offshore ประสบความสำเร็จ อย่างเช่นตัวอย่างของประเทศอินเดียมี 3,000 บริษัทที่ทำได้สำเร็จ อินเดียประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจแบบนี้แล้วในหลายๆ ประเทศก็พยามเลียนแบบไม่ว่าจะเป็น จีน ฟิลิปปินส์ ฯลฯ และไทยเองก็น่าจะทำตามด้วย
ทำงานกับ Microsoft มาหลายปีแล้วแต่เมื่อ 5 ปีที่แล้วได้มีโอกาสไปทำงานที่อินเดียก็ได้สร้างทีมที่เป็น DB ที่อินเดีย ตอนที่ไปมีโอกาสได้รู้จักกับบริษัทที่ทำและใกล้ชิดกับบริษัทที่มีการทำ Offshore 1.ในขณะนั้นตอนนั้นเป็นของใหม่มาก 2.บริษัทที่อเมริกาเริ่มใช้บริการมาก ทำให้เริ่มเห็นช่องทางขึ้นมา และเริ่มพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ จนเป็นรูปเป็นร่าง
ปัจจุบัน เป็นคนดูแลในเอเชียแปซิฟิก ก็เลยมีโอกาสได้เห็นตรงนี้ทั้งหมดคำถามก็คือว่า ไทยจะเอาด้วยไหมจากการคุยกับนี้ Topic ก็คือประเทศไทยจะรวมเข้าไปด้วยไหมเราจะอยู่ตรงจุดไหนในการทำ Offshore ต้องการให้เปรียบเทียบฟิลิปปินส์กับอินเดียที่อยู่ในช่วงของการทำ Offshore อย่างอินเดียไปไกลแล้ว
เมื่อ 5 ปีที่แล้วคนเค้าคิดว่ามันใช้ได้จริงเหรอมันเวิร์คจริงหรือเปล่า แต่มาถึงตอนนี้ CEO ที่ตัดสินใจเรื่องเทคโนโลยีกลับคิดถึง Offshore ในช่วงต้นๆ ของการทำ มันติดอยู่ตรงค่าแรงค่าจ้าง แต่ในตอนนี้พวกนี้มันได้คุยกันเปลี่ยนมาเป็นเรื่องของคุณภาพและความสามารถว่าทำได้จริงหรือเปล่า จากที่คุยเฉพาะราคาก็หันมาคุยเรื่องคุณภาพแทนเมื่อพูดถึง Offshore ก็จะพูดถึงการพัฒนา Application แต่ปัจจุบันหมายถึงได้หลายอย่าง ไม่ได้หมายถึงการพัฒนา Application อย่างเดียว อาจมีในบางจุดที่ประเทศไทยสามารถเข้าไปเล่นเป็นพระเอกได้ Microsoft สะกิด Software ในเมืองไทยที่ Microsoft จะเข้ามาช่วยในเรื่องของเศรษฐกิจของ Software ในเมืองไทย
Mr. Dilip บอกอีกว่าหากจะให้พัฒนาไปในทางที่ดี ต้องรู้ว่าตัวเองจะวิ่งไปในทางใดที่ตัวเองถนัด จึงจะประสบความสำเร็จโดยยกปัจจัยหลักมี 4 อย่างขึ้นมาอธิบาย
1. ระดับความเติบโตของ Software อุตสาหกรรมมีมากขนาดไหน
2. บทเรียนของจีนอินเดียวที่เขาได้เรียนรู้ในการทำ Offshore มา
3. การพัฒนาและเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและ software จะได้ดูว่าไทยอยู่ตรงไหน
4. ไทยจะวิ่งไปทางไหนจะสร้างตัวเศรษฐกิจ software
สิ่งที่น่าสนใจคือประเทศเราเมื่อ 10-15 ปีที่แล้วมีบางกลุ่มเป็นด้อยพัฒนา แล้วเขาก็รู้ว่าต้องทำอะไร ต้องทำ Activity หรือโครงการบางอย่างขึ้นมาทำให้เรารู้ อย่างอินเดียมีแรงส่งจาก Enterprise Software เค้าจึงจับโอกาสตรงนี้อย่างในบางประเทศเช่น ไต้หวันไปจับพวกซอฟต์แวร์ที่ฝังในอุปกรณ์ต่างๆ คราวนี้มันอยู่ที่ว่าไทยจะเอาแบบไหนดีที่จะขึ้นไปอยู่ตรงนั้นได้ จะทำธุรกิจ Software อะไรดีในไทยตัวเลขรายได้ของอุตสาหกรรม Software ที่เข้ามา เอาทุกเรื่องของ Offshore เข้าไปพูดในหลายๆ ประเทศทุกๆ ประเทศพยามจะทำ รัฐบาลในหลายๆ ประเทศพยามยามที่จะมีโครงการหลายๆ อย่างที่จะทำของเหล่านี้ ในเรื่องที่น่าจะมีโอกาสมีศักยภาพรัฐบาลจะต้องไม่เข้ามาขวางรัฐบาลบางประเทศลดภาษี เพื่อช่วยแรงงานที่มีฝีมือและมีคุณภาพเรามีมากพอที่จะได้ดึงดูดเอาการลงทุนของต่างชาติเข้ามาพื้นฐานทางด้านอินเทอร์เน็ตก็สำคัญ Infrastructure เรื่องของการสื่อสารต่างๆ พวกต่างชาติก็สามารถมองตรงนี้ได้ เรื่องราคากับค่าแรงเค้าจะไม่สนใจและไม่ใช่ปัจจัยหลังเพียงแต่อาจจะช่วยในเรื่องของการเข้าครั้งแรกและไม่ใช่ปัจจัยสำคัญต่อไปในจีนสามารถจ้างคนเขียนโปรแกรมและนักพัฒนาได้ในราคาถูกมาก 20 บาทต่อชม.
นอกจากนี้รัฐบาลต้องมีส่วนร่วมที่จะผลักดันให้ก้าวไปข้างหน้าด้วย ไทยมีโอกาสแน่ แต่ต้องไปคุยกับผู้นำหรือหลักผู้ใหญ่ในระดับประเทศ ต้องสร้าง local Software Economy เป็นเรื่องที่ยากที่จะมีความพร้อมความเติบโตสำหรับ Software ในประเทศและพูดถึงอุปสงค์ อุปทาน Demand Supply โมเดลในการที่วัดว่าแต่ละประเทศมีระดับอยู่ตรงไหน มีนักพัฒนากี่คนมีบริษัทผลิต Software กี่คนเพื่อวัดระดับประเทศเพื่อจัดลำดับได้ชัดเจน บางประเทศถือเป็นประเทศที่ใช้ Software เยอะแต่ผลิตไม่ทัน
ยกตัวอย่างประเทศอินเดียผลิต Software เยอะมากแต่ไม่ได้ใช้เพราะส่วนใหญ่จะส่งออก สิ่งที่ทำไปไม่ได้ช่วยประเทศสักเท่าไหร่ เพราะส่งออกเท่านั้นยังไงก็ตามหลายๆ ประเทศที่ตามเราอยู่เช่น จีนก็จะเป็นลักษณะเหมือนอินเดีย แต่ละประเทศที่ยกตัวอย่าง สิงคโปร์ใช้ไอทีเยอะมาแต่ไม่สามารถผลิตได้ ไทยตอนนี้อยู่เส้นเหลือง ค่อนข้างต่ำต้องมาดูกันว่าทำอย่างไรให้เราขึ้นไปข้างบนได้
สิ่งสุดท้ายที่ Mr. Dilip ได้ย้ำก็คือ ในเรื่องของภาษา หากมีคนพูดภาษาอังกฤษได้เยอะ ก็จะสามารถสื่อสารกันรู้เรื่อง ก็จะสามารถหาคู่ค้าได้ง่าย
สิ่งสุดท้ายที่อยากจะพูดถึง คือ ภาษาอังกฤษ คนต่างชาติเค้าอยากทำงานกับคนที่คุยรู้เรื่องเรื่องนี้สำคัญมากในเรื่องขอภาษาที่เวียดนามเคยไปทำ Offshore หรือญี่ปุ่น หรือแอฟฟริกาก็ไปทำ Offshore ให้กับประเทศที่เค้าสามารถพูดภาษานั้นได้ทุกประเทศก็หาลูกค้าที่สามารถเป็นคู่ค้าได้ สาเหตุก็คือ อยากทำให้มันหลากหลาย แหล่งของความมั่นคงแหล่งของนักพัฒนาประเทศจีนวัฒนธรรมบางอย่างก็ใกล้เคียงกันสามารถเรียนรู้กันได้
อย่างที่ Mr. Dilip ได้พูดไว้ว่าประเทศไทยจะไม่มีทางพัฒนาไปได้เลย หากว่ารัฐบาลไม่ร่วมมือเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จด้าน Software เหมือนกับประเทศอื่นๆ
ในส่วนแรก ลูกค้า ของบริษัทไอทีไทยจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน กำลังลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้านไอทีลง ท่านผู้อ่านอาจจะบอกว่านั่นคงจะเป็นช่วงสั้นๆ เพราะในระยะยาวแล้ว ทั้งเอกชนและรัฐจะสามารถแข่งขันและให้บริการที่ดีได้ โดยผ่านระบบไอทีที่ดีขึ้นเท่านั้น พูดตรงๆ ทั้งรัฐและเอกชนต้อง รีดเอา Productivity Gain และ Quality of Service มาให้ได้จากไอที ถึงการใช้จ่ายไอทีจะโตช้าลงมาราว 10% จาก 20% อย่างไรก็ตาม ก็จะเพิ่มขึ้นเหมือนเดิมเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น นั่นอาจจะจริง แต่ในขณะที่การชะลอตัวลงเอกชนกำลังคิดอะไรอยู่ บางท่านในภาคเอกชนที่ลงทุนในไอทีอาจจะบอกว่า ถึงเวลาแล้วสำหรับสิ่งใหม่ๆ เช่น Grid Computing, Virtualization และ Open Source Enterprise Software เพื่อเป็นการประหยัดเงินและเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ในอีกแง่ บางท่านอาจจะกำลังคิดไปถึงการลงระบบไอทีเพื่อใช้ในการบริหารธุรกิจของท่านในอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ
แต่สุดท้ายแล้ว การเลือกที่จะลงทุนในไอทีไปด้านใดด้านหนึ่ง ก็คงจะขึ้นอยู่กับไม่กี่อย่าง เช่น ลงทุนเพื่อ Workers Productivity Gain ในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานมาก จะเป็นแรงงานหรือกำลังคนในระดับไหนก็ตาม หรือจะเป็นการลงทุนด้านไอที ไปใน Process Improvements เพื่อให้ได้ Efficiency มากขึ้น หรือจะเป็นการลงทุนลงไปในไอทีที่ใช้ ขยายตลาด เพราะความอยู่รอดขององค์กรขึ้นอยู่กับการตลาดเป็นส่วนมาก หรือในบางองค์กรที่ไอทีเป็นหัวใจของทุกอย่าง ก็อาจจะลงทุนไปในสิ่งที่ทำให้การใช้ไอทีภายในองค์กรมีประโยชน์มากขึ้น สรุปคือ เอกชนแต่ละเจ้า คงจะ เลือกลงทุนด้านไอที อย่าง ระมัดระวังมากขึ้น เช่น ถ้าเป็น MK Suki ที่ใช้ไอทีมาก อาจจะไม่เลือกลงระบบ Business Intelligent ที่ใช้วิจัยเมนูร้านอาหารให้เหมาะที่สุดกำไรและยอดขายดีที่สุดจากทั่วโลกอย่างได้ผล ก็เพราะเศรษฐกิจชะลอตัว จน MK Suki อาจจะไม่เน้นตรงนี้ ตรงการขยายตลาดด้วยเมนูใหม่ๆ เพราะกำลังซื้อลดลง แต่หันกลับไปเน้นปัจจัยหลัก คือบริหารต้นทุนต่างๆ เช่น แรงงาน ค่าขนส่งอาหาร ประสิทธิภาพในการจัดซื้อแทน ทางไอทีก็มี Solution ด้านต่างๆ เหล่านี้มากมายให้ MK Suki สรุปตรงนี้คือสาเหตุและเหตุผลในการลงทุนในไอทีกำลังเปลี่ยนไป สิ่งที่สำคัญใหญ่ๆ ในภาวะตลาดโดยรวมชะลอตัว คือ การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อขยาย Profit Margin ไม่ใช่การลงทุนที่เกี่ยวกับการขยายตลาดหรือ Profit from Sales Expansion
ผู้อ่านบางท่านอาจจะบอกว่า การขยายตลาดในภาวะชะลอตัวนั้นทำได้สะดวกที่สุดเพราะคู่แข่งน้อย และการลงทุนในไอทีก็คุ้มค่าที่สุดก็ตอนนี้ ในขณะที่งานไอทีน้อยจนบริษัทไอทีลดแลกแจกแถมมากมาย แล้วพอเศรษฐกิจพื้นตัวก็จะอยู่ในภาวะผู้นำในหลายๆ ด้าน นั่นก็เป็นอีกมุมมองนะครับ ที่เกี่ยวกับหลายอย่าง เช่น ความยาวของ สายป่าน และการวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวไปนานแค่ไหน และการฟื้นตัวจะรุนแรงขนาดไหน แต่โดยภาพรวมแล้ว การชะลอตัวของเศรษฐกิจ ก็ทำให้การเลือก ในรายละเอียด ว่าจะทำอะไรดีกับไอที เปลี่ยนไปไม่มากก็น้อยนะครับ
สำหรับบริษัทไอทีเอง แน่นอนที่สุดท่านผู้อ่านกำลังบอกว่า แผนการตลาด ต้องเปลี่ยนไป บริษัท เช่น Yip In Tsoi นั้น มองก่อนว่าเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจ หลังจากนั้นถึงเสนอไอทีเข้าไปให้เหมาะสม แน่นอนว่าพนักงาน Yip In Tsoi กำลัง ปวดหัวตัวร้อนกันเป็นแถว เพราะในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวนั้น มองเห็นกันเร็วมากว่าสิ่งที่เสนอให้ลูกค้าไปนั้น ผลรับ ของการให้คำปรึกษาดีขนาดไหน คือ ในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว อะไรอะไร ก็ดีไปหมด ทำเงินให้ลูกค้าหมด Room for Error นั้นมีมาก แต่ในยามเศรษฐกิจชะลอตัวสิ No Room for Error และ Get it Right the First Time สำคัญขึ้นมาทันที เหมือนตอนที่มีกระสุนมาก ก็ยังสามารถยิงผิดยิงถูกปนกันไปได้ แต่ยามมีกระสุนน้อยต้องเล็งให้ดี และ ยิงเข้าเป้าทุกครั้ง ผมถึงบอกว่าบริษัทไอที แนวหน้า เช่น Yip In Tsoi พนักงานกำลังปรับตัวกันอย่างขะมักเขม้น
แต่บริษัทไอทีไทยถึงจะเข้าใจบริษัทลูกค้าอย่างไร ก็ยังไม่มีทาง เดาใจ ลูกค้าได้ ก่อนออกไปพบลูกค้า อาจจะมีข้อมูลล้ำลึกของอุตสาหกรรมลูกค้า อาจจะมีข้อมูลล้ำลึกเกี่ยวกับบริษัทของลูกค้า แต่ Strategy, Vision และ Plan ของลูกค้านั้น คาดเดาอะไรไม่ได้เลย เช่น บริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผมรู้จัก แทนที่จะกำลังลงทุนในระบบ Logistics และ Supply Chain, Production Process Improvement หรือ Human Resource Management อย่างที่บริษัทไอทีหลายแห่งแนะนำกันให้ทำ กลับเลือกที่จะลงทุนไปใน R&D ด้วยการซื้ออุปกรณ์ไอทีแบบล่าสุดมาสร้างแผนก R&D เพราะเขากลับมองว่านั่นคือ ทางอยู่รอดในระยะยาวของบริษัทเขา ที่จะช่วยให้เขาขยายตลาดได้ดีที่สุด แล้วเจ้าของบริษัทนั้นที่มียอดขายเป็นพันๆ ล้านต่อปี ก็มา Complain กับ CIO Forum ว่าบริษัทที่ปรึกษาลงระบบไอทีไทย หลังจากพลาดมาแล้วครั้งหนึ่งในการเสนอว่าเขาควรลงทุนในอะไร ก็ซ้ำสอง คือ ทำไมไม่ไปเสนอเขาถึงโปรแกรมบริหารแผนก R&D สักที หลังเขาตัดสินใจลงทุนในไอทีแผนก R&D ไปมาก ผมว่า Product Knowledge ของที่ปรึกษาไอทีไทยค่อนข้างมีขีดจำกัดนะ เพราะผมต้องไปเห็นกับตาในญี่ปุ่นว่ามีโปรแกรมเหล่านี้ขายอยู่ พอกลับมาถึงเมืองไทย ปรากฏว่าต้องซื้อผ่านสิงคโปร์เพราะไม่มีคนขายในไทย
แต่โดยสรุปแล้ว CIO Forum ก็อยากขอเตือนบริษัทรับลงระบบไอทีไทย ว่าบริษัทเช่น Yip In Tsoi อยู่ในอุตสาหกรรมนี้มากว่า 80 ปีได้ ก็เพราะเขา เข้าใจเข้าถึงและพัฒนา ลูกค้ามามากต่อมาก ถึงขนาดที่ว่าพนักงาน Yip In Tsoi ไปประจำกระทรวงบางกระทรวงมาเป็นสิบปีแล้ว ถ้าท่านคิดว่ามีข้อมูลอุตสาหกรรมและบริษัทเพียงพอแล้วที่จะให้คำปรึกษา ผมก็เข้าใจ แต่จริงๆ แล้ว ผมแนะนำว่าให้เข้าใจไปจนถึง Vision, Strategy และ Plan ไปจนถึง Philosophy ของลูกค้าเลยจะดีที่สุด ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลง เป็นเวลาที่ดีที่สุดที่จะสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า เพราะเขาจะเห็นและจะจำเอาไว้ เรียกว่าเป็นจังหวะของการวางพื้นฐานสำหรับวันหน้าที่ดีทีเดียว
ที่ผมแนะนำคือในภาวะอย่างนี้ ลูกค้ากำลังกระวนกระวายสับสนกันขนาดนี้ หยุดเสนอกันแต่ SAP, Oracle และ Microsoft บน Server ตัวนั้นตัวนี้เลย หยุดได้แล้วครับ เห็นทุกเจ้าทำกันเหมือนไปหมดตรงนี้ มีไอที Solution อีกมากมายที่ยังไม่มีใครจับกันเลย
ขณะนี้สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ( SIPA) ก็มีอายุได้สามปีแล้ว และได้สร้างผลงานไว้หลายอย่าง แต่ดูเหมือนว่างานที่ทำส่วนใหญ่จะเป็นนามธรรมที่ยังมองไม่เห็นและจับต้องได้ไม่ชัดเจนนัก เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่คนในแวดวงคอมพิวเตอร์และไอซีทีเป็นห่วงเป็นใยอยู่ กรรมการบริหารของ SIPA เองก็เป็นห่วงเรื่องนี้ไม่น้อย แต่นั่นแหละครับ งานด้านซอฟต์แวร์ของเรามีปัญหามากเหลือเกิน การจะทำอะไรให้เกิดผลทันใจย่อมเป็นไปไม่ได้
ผมจะลองพิจารณาจากการได้นั่งเป็นกรรมการบริหาร SIPA มาตลอดสามปีที่ผ่านว่า ทิศทางการพัฒนาซอฟต์แวร์ของไทยควรจะเป็นอย่างไร แต่ก่อนอื่นต้องเท้าความว่า SIPA พยายามส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์สามแบบ คือ Multimedia และ Animation, Enterprise Software และ Embedded Software การส่งเสริมก็ประกอบด้วยการสร้างคน สร้างผู้ประกอบการ และ สร้างงาน
จริงๆ แล้วทั้งหมดนั้นเป็นการมองในระดับมหาภาคขนาดเล็ก คือ ยังเป็นภาพที่อยู่กลางๆ ยังไม่ถึงด้านบนสุด และไม่ถึงด้านล่างสุด
การพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของไทยจะดูแต่ระดับใดระดับหนึ่งยังไม่ได้ ผมเชื่อว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา ระดับกลางที่ผู้อำนวยการคนเดิมคือ คุณ
ในระดับบนนั้น สิ่งที่ขาดหายไปก็คือ การสนับสนุนอย่างจริงจังจากรัฐบาล ระหว่างที่เป็นกรรมการบริหาร SIPA อยู่นั้น ผมคิดว่าการสนับสนุนด้านงบประมาณจากภาครัฐมี แต่การสนับสนุนด้านนโยบายไม่มี รวมทั้งรัฐบาลเองก็ไม่ได้มีวิสัยทัศน์ในด้านอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์อย่างชัดเจนเท่าใดนัก เพียงแต่เห็นอินเดียเขามีอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่เข้มแข็งก็อยากมีบ้าง เห็นอุตสาหกรรมเกมในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เข้มแข็งก็อยากทำบ้าง แต่ภาพที่ชัดเจนว่าจะสร้างให้เกิดได้อย่างไรนั้นรัฐบาลมองไม่เห็น
อีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นชัดในเรื่องการขาดวิสัยทัศน์ ก็คือ เรื่อง Open Source Software หลายปีมาแล้วเนคเทคเคยส่งเสริมให้สร้างโปรแกรมปลาดาว แล้วก็พัฒนา Linux TLE ออกมาพร้อมกับโปรแกรมประมวลผลในชุดนั้นด้วย ทำให้ผู้ใช้สับสน และไปๆ มาๆ กิจกรรมเหล่านี้ก็หยุดไป เมื่อปีที่แล้ว SIPA เริ่มจับงาน Open Source อย่างจริงจังมากขึ้น ถึงกับได้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยพัฒนาโปรแกรม สุริยัน-จันทราออกมา แต่ก็ไม่ได้รับไฟเขียวทางด้านนโยบายจากรัฐบาล นอกจากนั้นรัฐมนตรีท่านใหม่ก็ออกมาพูดว่าจะไม่ส่งเสริม Open Source Software เพราะเข้าใจว่าโปรแกรมที่ดีคงไม่มีใครทำแจก รวมแล้วก็คือ รัฐบาลเองก็ยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี
นี่คือตัวอย่างของอุปสรรคที่ทำให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของเราเดินหน้าไม่ได้ และเป็นอุปสรรคระดับสูงที่หน่วยงานใดๆ ก็ไม่สามารถจะแก้ได้ ต้องรอ Commitment จากรัฐบาลก่อน
ในระดับล่างสุด เราคงต้องยอมรับความจริงว่า การเรียนการสอนทางด้านคอมพิวเตอร์แทบทุกหลักสูตรในสถาบันอุดมศึกษาล้วนมีปัญหา เพราะอาจารย์ผู้สอนวิชาการเขียนโปรแกรมส่วนใหญ่ไม่ใช่นักเขียนโปรแกรม และไม่เคยพัฒนาซอฟต์แวร์ ดังนั้นจึงไม่มีความรู้ว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์คืออะไร และเขาทำงานกันอย่างไร ในวิชาเขียนโปรแกรมนั้น อาจารย์เน้นที่ตัวโปรแกรมเป็นผลงาน แต่ความจริงแล้ว การเขียนโปรแกรมที่ถูกต้องจะต้องมีผลงานทั้งการออกแบบลอจิก, ออกแบบโครงสร้างข้อมูล, ออกแบบอินเทอร์เฟส, ออกแบบคู่มือ ฯลฯ โดยที่โปรแกรมเป็นเพียงผลงานเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ บัณฑิตที่จบออกมาจึงก่อตั้งบริษัทเพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ไม่ได้ ได้แต่เป็นลูกจ้างเขียนโปรแกรมในบริษัทที่มีความรู้ในด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างจริงจังเท่านั้น ขณะเดียวกันบริษัทก็ต้องเสียเงินทองอีกมากเพื่อสอนบัณฑิตเหล่านั้นให้ทำงานเป็น
ที่แปลกมากยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ บัณฑิตในหลักสูตรคอมพิวเตอร์จำนวนมากเขียนโปรแกรมไม่เป็น และไม่ยอมทำงานที่เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะไปสร้างอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีแรงงานจะทำงานให้เสียแล้ว
การส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของไทยให้เติบโตจึงต้องลงไปแก้ไขการเรียนการสอนวิชาเขียนโปรแกรมในระดับต่างๆ ด้วย นั่นก็คือ ต้องพยายามทำให้อาจารย์ผู้สอนการเขียนโปรแกรมเข้าใจหลักการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วย เข้าใจว่าการเขียนโปรแกรมไม่ได้มีเอาท์พุตเป็นโปรแกรมเท่านั้น ยังมีอย่างอื่นอีก
ที่ต้องดำเนินการต่อมาก็คือ การสร้างองค์กรเพื่อให้คำแนะนำในเรื่องสำคัญอีกสองเรื่อง เรื่องแรกก็คือ มาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ การพัฒนาซอฟต์แวร์เวลานี้มีมาตรฐานที่ควรทราบอยู่หลายเรื่องด้วยกัน เช่น ISO12207 ซึ่งเกี่ยวกับ วัฎจักรซอฟต์แวร์, มาตรฐาน ISO 15504 ซึ่งเกี่ยวกับการประเมินความสามารถในการพัฒนา หรือ CMMI ที่เกี่ยวกับการพัฒนาวุฒิภาวะขององค์กร มาตรฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นนับวันก็จะมีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการใช้ไดอะแกรม, มาตรฐานภาษาคอมพิวเตอร์, มาตรฐานด้านฐานข้อมูล, มาตรฐานข้อมูล เรื่องเหล่านี้ทางรัฐบาลยังไม่ได้เร่งดำเนินการเลย และที่น่าเป็นห่วงก็คือ ยังไม่มีสถาบันใดนำเรื่องเหล่านี้ไปสอน
เรื่องคุณภาพของซอฟต์แวร์ก็เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงเช่นกัน นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยยังสนใจเรื่องคุณภาพของโปรแกรมน้อยกว่าที่ควร นอกจากนั้นผู้บริหารเองก็ไม่เข้าใจเรื่องนี้และไม่ทราบว่าการใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่มีคุณภาพนั้นเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก ดังนั้นจึงไม่ยอมลงทุนในด้านนี้ เราต้องรีบผลักดันให้นำแนวคิดเรื่องคุณภาพมาใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในองค์กร และใช้ในการตรวจรับซอฟต์แวร์ที่จัดซื้อ หากเราสนใจทางด้านนี้มากขึ้นก็จะทำให้การพัฒนาซอฟต์แวร์ของไทยมีมาตรฐานและคุณภาพดีขึ้นตามไปด้วย
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาวิสัยทัศน์ทางด้านอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์พร้อมกับเร่งรีบกำหนดนโยบายให้หน่วยงานราชการจัดหาซอฟต์แวร์จากบริษัทไทยให้มากขึ้น แทนที่จะซื้อแต่ซอฟต์แวร์ต่างประเทศมาใช้เหมือนอย่างที่กำลังเป็นอยู่
ในแวดวง Cyber-Security ของสหรัฐฯ นั้น มีคนออกมาต่อว่าประเทศตัวเอง ที่ไม่เอาจริงเรื่อง Cyber-Security สักที มาตอนนี้สหรัฐฯนั้น กำลังเปลี่ยนท่าทีอย่างมาก เพราะเรื่องนี้สำคัญมากต่อโลกของ Cyber-Security ก็เพราะงบวิจัยพัฒนาด้านนี้อยู่ในมือสหรัฐฯ มากกว่าอยู่ที่อื่น และสหรัฐฯ นั้นเป็นคนดูแลอินเทอร์เน็ตอยู่ นอกจากนี้ยังถูกมองว่าเป็นผู้นำทีเดียวด้าน Cyber-Security ถ้าสหรัฐฯ ไม่ขยับด้านนี้ ใครจะมาทำแทนได้นั้นไม่มีแล้ว
ถ้าจะดูบริษัทบางบริษัทที่โดดเด่นอยู่บนโลกของ Cyber-Security แบบ Trend Microsystem แล้ว ถึงงบวิจัยพัฒนาจะมีมากถึง US$200 million ต่อปี แต่ถ้าเอาไปรวมกับงบวิจัยพัฒนาของบริษัทเอกชนรายอื่นๆ ก็ยังน้อยนิดนักเมื่อเทียบกับปัญหาด้าน Cyber-Security เมื่อมองปัญหาจะเห็นได้ว่าพวก Black Hat หรือนอกกฏหมายนั้น มีการเข้าไปเชื่อมโยงกับมาเฟีย และผู้ก่อการร้าย มีการลงขันกันเป็นร้อยๆ ล้านดอลล่า เพื่อสร้าง ระบบขุดเจาะและทำลายล้างโลกของ Cyber กันอย่างจริงจัง Computer Farm ขององค์กรนอกกฎหมายพวกนี้ เท่าที่จับกันได้ บาง Computer Farm ใหญ่มากและมีคอมพิวเตอร์และเซอร์เวอร์รวมกันเป็นร้อยๆ ตัวทีเดียว มีคนคุมระบบเป็นสิบ ทำงานผลัดเปลี่ยนกันตลอด 24 ชม.
นอกจากนี้ บทความเรื่องวาระซ้อนเร้นของจีนในฉบับนี้ ได้กล่าวถึงกลุ่มนอกฎหมายจีน ทำการเจาะข้อมูลทางการค้าและการวิจัยจากสหรัฐฯ จนคนรับผิดชอบเรื่องนี้ถึงกับบอกออกมาเลยว่า ถึงจะไม่สามารถโยงไปถึงรัฐบาลจีนได้ แต่เขาก็เชื่อว่ารัฐบาลจีนและบริษัทรัฐวิสาหกิจจีน กำลังสนับสนุนการโจมตีพวกนี้อยู่ข้างหลัง นับว่าสหรัฐฯ นั้นตื่นตระหนกกับเรื่องนี้มาก เพราะจากการศึกษา นักวิจัยพบว่าสินค้าจีนนั้น ขายกันในราคาที่ไม่มีต้นทุนทางวิจัยเลย
เมื่อถึงเวลาเอาจริงกับพวก Black Hat นั้น สหรัฐฯ ก็เริ่มกันที่ระบบตัวเองก่อนเลย เมื่อเดือนที่แล้วมีข่าวเล็กๆ รายงานโดยสำนักข่าวบางแห่ง แต่เป็นรายงานที่ลึกมาก ในเว็บ GovExec.com ว่าสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ได้บอก Department of Homeland Security ว่างบประมาณที่คองเกรสส่งไปให้นั้น ทาง Department of Homeland Security ต้องแยกแผนก Information Analysis และ แผนก Infrastructure Protection ออกจากกัน กลายเป็นสองแผนกคือ Analysis and Operations และ Preparedness Directorate แผนก Cyber-Security ถูกแยกออกมาเป็นตัวของตัวเอง และผู้บริหารแผนกนี้ ให้มีตำแหน่งถึงระดับ Assistant Secretary หรือผู้ช่วยรัฐมนตรี
ทางคองเกรสนั้นเห็นชอบในหลักการและกลไกใหม่ใน Department of Homeland Security ถูกสร้างขึ้นมาทันที ส่วนงบที่ Cyber Security ได้รับ เพื่อเอาไปพัฒนาซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ใหม่ๆ นั้น ก็ถูกเพิ่มขึ้นมาเป็นเกือบจะ US$100 million ทันที งบนี้จะถูกใช้จ่ายไปเพื่อทำงานและสนับสนุนภาคเอกชนโดยเฉพาะ ผู้ที่มารับตำแหน่งใหม่นี้ ก็มีหน้าที่ปกป้องระบบสื่อสารของสหรัฐฯด้วย ส่วนการรายงานนั้น ผู้มาดำรงตำแหน่งต้องรายงานไปยัง Prepardness Directorate นับว่าเป็นการเพิ่มบทบาทและหน้าที่ของคนดูแล Cyber-Security อย่างมาก
ในรายงาน คองเกรสบอกว่าหวังแต่เพียงว่า Partnership ระหว่างรัฐและเอกชนจะสามารถเอาชนะสงครามนี้ได้ นอกจากงบโดยตรงราว US$100 million ที่กล่าวไปแล้ว คองเกรสยังสนับสนุนงบด้านนี้อีกราวๆ US$700 million โดยกระจายไปยังส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวกับ Cyber-Security เช่น US$100 กว่า million สำหรับ Critical Infrastructure US$500 กว่า million สำหรับ Information Security Program และยังมีอื่นๆ อีกมาก เช่น การสร้าง Data Center ระดับชาติเพื่อเก็บข้อมูลสำคัญ การสร้างอุปกรณ์ด้าน Cyber-Security รุ่นใหม่ เงินอีกมากมายกระจายไปยังองค์กรอื่น เช่น ทางการวิจัยของทหาร การวิจัยของหน่วยราชการลับ การวิจัยของกระทรวงและกรมด้านการพัฒนา วิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ
ส่วนจุดยืนของไทยนั้น ประเด็นที่กำลังร้อนแรงคือ ใครจะมาควบคุมดูแล Cyber ระหว่างสหประชาชาติและสหรัฐฯ ถ้ามองจากงบแล้ว แน่นอนว่าสหรัฐฯ นั้นอยู่ในจุดที่จะสนับสนุน Cyber-Security ได้มากกว่าสหประชาชาติ ส่วนยูเอ็นทั้งแตกแยกและขาดงบประมาณ นอกจากนี้ยังมีรัฐบาลหลายประเทศที่ต่อต้านสหรัฐฯ และสนับสนุนผู้ก่อการร้ายอยู่อย่างเงียบๆ และในระดับลึก จุดอ่อนของสหรัฐฯ คือ ทำอะไรเพื่อตัวเองมากไป สนับสนุนภาคเอกชนของตัวเองในบางบริษัท เช่น Trend Microsystem ซึ่งโดดเด่นมากในเรื่อง Cyber Security ก็เป็นการร่วมมือระหว่างบริษัทในหลายประเทศ การจะเข้าไปเจาะเอางบประมาณหรือทำงานกับรัฐบาลสหรัฐฯ นั้น อาจจะยากกว่าการที่จะไปทำงานกับยูเอ็น
แน่นอนว่าสหรัฐฯ นั้น ต้องมองผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก ถึงแม้ว่า Cyber-Security จะเป็นเรื่องระดับโลก จุดยืนของไทยนั้นก็แล้วแต่รัฐบาล แต่จากรายงานที่เริ่มออกกันมาเรื่อง Cyber-Security การโจมตีระดับโลกนั้นกำลังน้อยลงไป มาแทนที่คือ การโจมตีระดับประเทศหรือกลุ่มอุตสาหกรรม เรียกว่าไทยนั้นคงตกเป็นเป้ามากขึ้นอย่างแน่นอน เคยมีบริษัทไทยที่ไม่เป็นรองใครเลยด้านผลิตที่ดีต่อ Cyber-Security ออกมาขาย ทุกวันนี้บางบริษัทไทยถึงกับวิจัยของพวกนี้เอง แล้วจ้างประเทศแบบมาเลเซียผลิต การที่รัฐบาลไทยจะเข้าไปร่วมกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในเรื่อง Cyber-Security นั้น ในความเป็นจริงน่าจะทำได้ในระดับหนึ่ง ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลไทยและ SIPA ที่จะเสนอสหรัฐฯ ว่าไทยจะรับอะไรช่วงไหนมาทำ
Critical Infrastructure ของไทยนั้นก็ไม่ใช่น้อย Data สำคัญของไทยก็ไม่ใช่น้อย ที่น่าสงสัยคือ ในขณะที่ประเทศต่างๆ รุดหน้าไปมากเรื่องพวกนี้ ไทยกำลังทำอะไรอยู่ คนวงใน เช่น ผู้บริหาร Trend Microsystem บอกว่าไทยนั้นตื่นตัวมากเรื่อง Cyber-Security เรียกว่าเป็นประเทศแนวหน้าของโลกทีเดียวในด้านความตื่นตัว ที่จะป้องกันระบบตัวเองไม่ให้ถูกโจมตี และ Trend Microsystem ก็ยังบอกอีกด้วยว่าระบบใหญ่ๆ ในไทยนั้น ถูกโจมตีกันเดือนหนึ่งสองสามระบบทีเดียว ที่ต้องล้มลงไปเป็นเงินตราที่เสียหายมากมาย เพราะทั้งรัฐและเอกชนต้องแทบจะปิดบริษัทปิดบริการประชาชน ช่วงหลังถูกโจมตีไปเลย เป็นข่าวใหญ่ที่ไม่เป็นข่าวในไทย ผู้บริหาร Trend Microsystem บอกเรา
ก็ได้แต่หวังว่าผลดีที่สหรัฐฯ เริ่มเอาจริงเอาจังกับ Cyber-Security จะวิ่งมาหาไทยเป็นประเทศแรกๆ แทนที่จะต้องรอรับของใหม่ๆ อีกนาน ทางหนึ่งที่ไทยจะเร่งรัดให้ได้ผลดีกลับเข้าประเทศ คือ การออกไปร่วมกับสหรัฐ นั่นเอง ในด้าน Cyber-Security หรืออย่างน้อย ไทยก็ควรตามให้ทันสหรัฐฯ ว่าเขาคิดและทำอะไรอยู่
บริษัท ไอดีซี รีเสิร์ช (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทที่ปรึกษาและให้ข้อมูลการตลาดชั้นนำในตลาดอุตสาหกรรมไอทีและโทรคมนาคม ได้คาดการณ์ตลาดโดยรวมเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร แรงซื้อและการเติบโตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (ไม่นับรวมประเทศญี่ปุ่น) จะเพิ่มขนาดตามการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และมีความต้องการตลาดที่เพิ่มขึ้นทั่วภูมิภาคโดยเฉพาะประเทศจีนและอินเดีย
ทั้งนี้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและตลาดด้านไอทีส่วนภูมิภาคนั้นมีการเติบโตที่รวดเร็ว ในขณะที่ตลาดผู้ซื้อแบบองค์กรและรายย่อยมีการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งสภาวะเศรษฐกิจของภูมิภาคจะทำให้เกิดความชัดเจนและความต้องการของผู้ใช้งานที่มีลักษณะเฉพาะตัว
ไอดีซีได้คาดการณ์ตลาดไอทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคจะมีมูลค่าถึง 132 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2007 ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงกว่าปี 2006 ประมาณ 10% โดยจีนและอินเดียจะช่วยให้ตัวเลขการใช้งานทางด้านไอทีสูงขึ้นกว่า 43% แบ่งเป็นตลาดจากประเทศจีนที่มีมากถึง 32% ส่วนที่ประเทศอินเดียจะอยู่ที่ 23% โดยโครงสร้างหลักทางเศรษฐกิจจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเขตเมืองและชนบท
ความน่าสนใจเพื่อให้ซีไอโอสามารถปรับแผนดำเนินการที่สอดคล้องกับสิ่งที่ไอดีซีคาดการณ์ไว้ คือ
1. จีนและอินเดีย ยังคงเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจในการเข้าไปลงทุนมากที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตของ GDP ในจีนและอินเดียคาดว่าจะอยู่ที่ 8.3% และ 7.7% ตามลำดับ แม้การเติบโตนี้จะไม่มากนัก แต่ก็เป็นการมองถึงตลาดภายในประเทศเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานทางด้านไอทีที่จะลดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทลง โดยการพัฒนานี้ต้องอาศัยผู้ค้า ซึ่งมีสาขาอยู่ภายในท้องถิ่นเพื่อที่จะครอบครองตลาดเหล่านี้ไว้ได้
2. การรวมกันของกลุ่มบริษัทด้านการวางระบบ และให้คำปรึกษาจะก่อให้เกิดกำไรมากขึ้น การรวมกันของกลุ่มบริษัทด้านการวางระบบและให้คำปรึกษาภายในปี 2007 นี้จะมีกระบวนการนำเสนอบริการอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพื่อแก้ปัญหาผู้ค้าถูกเอาเปรียบผ่านการกำหนดมาตรฐานของบริการต่างๆ โดยจะมีมาตรฐานทั้งด้านราคา การกำหนดข้อตกลงที่แน่ชัดและการแจ้งเวลาส่งมอบให้ทราบก่อนล่วงหน้า
3. การทดลองใช้ก่อนเซ็นสัญญาระยะยาวของลูกค้าธุรกิจ Outsource โครงการจัดจ้างใหม่ๆ ในภูมิภาคเอเชียจะอาศัยการเสนอให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ก่อน จากนั้นจึงตามด้วยการตัดสินใจเซ็นสัญญาระยะยาว หลังจากที่ผู้ให้ บริการได้แสดงให้ลูกค้าเห็นว่าผลิตภัณฑ์ของตนมีความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้จริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็นับเป็นรูปแบบที่ต่างออกไปจากลูกค้าตะวันตกที่เปลี่ยนไปใช้ Outsource ด้วยความจำเป็นด้านเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการและลูกค้าจึงเป็นกุญแจสำคัญของลูกค้าเอเชีย ที่ผู้ให้บริการจะใช้ในการนำเสนอนวัตกรรมของตนในปี 2007
4. ผู้จัดจำหน่ายเร่งขยายช่องทางการจัดจำหน่ายในตลาดขนาดเล็กและขนาดกลาง ในปี 2007 นี้จะมีการพุ่งเป้าไปยังตลาดขนาดเล็กและขนาดกลางอย่างกว้างขวาง และครอบคลุมทุกระดับทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค โดยตลาดนี้มีอัตราการเติบโตในปี 2006 ที่ 10% และคาดว่าจะถึง 52 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2007
5. เนื้อหาข้อมูลของ HDTV และ IPTV เป็นที่น่าสนใจในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค โดย HDTV ได้ถูกเลือกใช้ถ่ายทอดกีฬาโอลิมปิคปี 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ส่วน IPTV คาดว่าจะมีการเติบโตในปี 2007 ถึง 76% และปี 2008 ถึง 168% ด้าน เจฟฟรีย์ แซ่อึ้ง Country Manager บริษัท ไอดีซี รีเสิร์ช (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในปี 2007 นี้ตลาดรวมทางด้านซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์และการบริการจะโต 6.6% โดยตลาดซอฟต์แวร์จะมีอัตราการเติบโตสูงสุดอยู่ที่ 8% ส่วนตลาดฮาร์ดแวร์จะมีอัตราการเติบโตที่ 6.5% เนื่องมาจากการผลักดันวิสต้าของไมโครซอฟท์ ในแผนการตลาดที่จะร่วมค้ากับแบรนด์พีซีต่างๆ ขณะที่ตลาดการบริการจะเติบโตสูงถึง 24%
เมื่อวิเคราะห์ถึงตลาดพีซีในบ้านเราไอดีซีคาดว่าในปี 2007 จะขยายไปถึง 25% คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1,500,000 ยูนิต เพราะยังมีโครงการต่างๆ ของภาครัฐ รวมถึงลูกค้าระดับโฮมยูสที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ตลาดโน้ตบุ๊คเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะผู้ใช้ต้องการความเป็นโมบิลิตี้ โดยในปี 2006 มีจำนวนที่ 550,000 ยูนิต และคาดว่าปี 2007 จะเพิ่มอีก 25%