ขณะที่ ในประเทศที่ด้อยพัฒนาหลายแห่ง อินเทอร์เน็ตไม่ใช่แม้แต่สิทธิพื้นฐานของประชาชนด้วยซ้ำ IT Digest ได้รับข้อมูลจาก บริษัท อินเทล ไมโคร อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่น่าสนใจ และมีประโยชน์ที่พอจะสะท้อนให้เห็นภาพถึงการนำเอาอินเทอร์เน็ตเข้าไปในชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ความสุข และความสะดวกสบายของประชาชนในท้องถิ่ม ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ โดยตัวอย่างการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศโลกที่ 3 ที่น่าสนใจมานำเสนอ ได้แก่
1. ในรัฐ Madhya Pradesh ใจกลางประเทศอินเดีย ผู้หญิงชาวบ้านคนหนึ่งกำลังเดินทางไปหา soochak หรือผู้จัดการร้านอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเธอต้องการร้องเรียนเรื่อง ปัญหาของบ่อน้ำในหมู่บ้านที่ไม่มีน้ำมานาน หลังจากรับเรื่อง soochak ได้ใช้เครื่องพีซีในร้านป้อนคำร้องลงในแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ และอัพโหลดข้อมูลไปยังเซิร์ฟเวอร์ท้องถิ่น เพื่อส่งตรงไปถึงผู้รับผิดชอบเรื่องนี้โดยทันที
2. ในกรุงลิม่า ประเทศเปรู คุณแม่คนหนึ่งต้องการที่จะติดต่อข้ามประเทศ ไปหาลูกที่พักอยู่ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาเพื่อขอเงินค่ารักษาพยาบาลโดยด่วน เธอจึงดินทางไปที่ cabina p๚blica หรือศูนย์คอมพิวเตอร์ชุมชนขนาดย่อม เพื่อติดต่อกับลูกผ่านทางโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต หรือ VoIP โดยเสียค่าบริการโทรข้ามประเทศราคาถูก เพียงนาทีละ 30 เซนต์เท่านั้น
3. ในประเทศฮังการี พรานล่ากระต่ายต้องการขอใบอนุญาตรับเมล็ดข้าวโพดไปปลูกจากรัฐบาล เขาติดต่อไปที่ Jแnos ที่เป็น telehแz operator เพื่อให้ช่วยขอใบอนุญาตดังกล่าวจากรัฐบาล ผ่านทางเว็บไซต์ เมื่อดำเนินการเสร็จ โดยเขาจะมีข้าวโพดมากพอมาเป็นอาหารให้กระต่ายได้ทันในฤดูหนาว และอ้วนท้วนสมบูรณ์พร้อมที่จะถูกล่าในฤดูใบไม้ผลินั่นเอง
เมื่อได้เห็นตัวอย่างจากต่างประเทศแล้ว ลองมองย้อนกลับมาที่ การใช้อินเทอร์เน็ตในต่างจังหวัดของไทยบ้าง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ
1. ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ที่ขึ้นชื่อของจังหวัด คือ ผ้าไหมและข้าวหอมมะลิ ที่ก่อนหน้านี้สินค้าทั้ง 2 ชนิด เป็นสินค้าในชุมชน ผลิตใช้กันเองในหมู่บ้าน อาจมีการส่งขายไปนอกจังหวัดบ้าง ก็มีจำนวนไม่มาก หนำซ้ำยังมีปัญหาเรื่องของการกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง แต่หลังจากที่มีโครงการ OTOP พร้อมด้วยระบบอินเทอร์เน็ต จึงทำให้สินค้า OTOP ของจังหวัดกาฬสินธุ์มีชื่อมากขึ้น ที่สำคัญ อินเทอร์เน็ตยังทำให้ชาวบ้าน สามารถขายสินค้าโดยตรงถึงผู้บริโภคได้ทันที ช่วยประหยัดต้นทุน และมีกำไรเพิ่มอีกด้วย
2. ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้ส่งผลกระทบถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังมีผลถึงระบบเศรษฐกิจในชุมชนอีกด้วย โดยเฉพาะสินค้างานฝีมือ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และผลิตภัณฑ์ชุมชน ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง อันเนื่องจากวิถีชีวิตที่ไม่สงบสุข ภาครัฐเองก็กำลังหาวิธีต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กลับมาฟื้นตัวโดยเร็วที่สุด หนึ่งในวิธีการหลายๆ ทางก็ คือ การนำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้าไปช่วยในการแนะนำสินค้า รวมถึงการซื้อ-ขายออนไลน์ เพื่อช่วยแก้ปัญหาการนำสินค้ามาขายนอกหมู่บ้านไม่ได้ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่สีแดง
3. ไม่ค่อยมีโอกาสมากนัก ที่คุณป้าทองดี สุภาพตรีคนหนึ่งจากอำเภอสอง จังหวัดแพร่ จะได้พูดคุยไต่ถามสารทุกข์สุขดิบกับหลานชาย ที่ได้รับทุนไปเรียนต่อไกลถึงประเทศอินเดีย วิธีเดียวที่ทำได้ก็คือส่งจดหมาย ที่อาจใช้เวลานานหลายอาทิตย์ บางครั้งก็เป็นเดือน กว่าจะได้รับจดหมายตอบกลับ แต่ด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ที่มีคนแนะนำให้ใช้ ทำให้คุณป้าทองดี สามารถคุยกับหลานชายได้บ่อยและเร็วเท่าที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นทางอีเมล์ โปรแกรม MSN หรือคุยแบบสดๆ ผ่านทาง Google Talk หรือสไค้ฟ (Skype) ก็ได้แล้วแต่โอกาสจะอำนวย
จากกรณีตัวอย่างทั้งหมดข้างต้น แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า แม้ในประเทศที่ด้อยพัฒนานั้น ก็สามารถใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตได้อย่างเต็มที่ คุณค่าของอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ความสามารถในการนำมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย ที่สำคัญกว่านั้น ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์อย่างลึกซึ้ง ก็สามารถเข้าใช้อินเทอร์เน็ตได้เช่นกัน
แต่ในความเป็นจริง ทั่วโลกมีประชากรเพียง 10% เท่านั้นที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็น ประชากรเหล่านี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว และมีเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมที่ทันสมัย หรือ ถ้าอยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนา ก็มักมีฐานะร่ำรวยและการศึกษาดี และสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ มีส่วนน้อยเท่านั้นที่มาจากครอบครัวที่ยากจนและไม่ได้รับการศึกษา
การแบ่งแยกกันระหว่างประชาชนที่เข้าถึงเทคโนโลยีดิจิตอลได้ กับไม่ได้ เรามักจะเรียกกันง่ายๆ ว่า การแบ่งแยกทางดิจิตอล (digital divide) เป็นการแบ่งที่ไม่ได้แสดงถึงปัญหาอันซับซ้อนที่แท้จริง เพราะมัวแต่มุ่งไปที่การ "มี" หรือ "ไม่มี" เทคโนโลยี ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยไม่จำเป็นว่าเราจะต้องมีเทคโนโลยีนั้น อยู่ที่บ้านเป็นของเราเอง
ในโลกที่กำลังพัฒนา อินเทอร์เน็ตสาธารณะกลายเป็นเครื่องมือที่มาเติมเต็ม และช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น อินเทอร์เน็ตสาธารณะแตกต่างจากร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ที่มีผู้คนมักเข้าไปเช็คอีเมล์ หรือเล่นเกมออนไลน์ อย่างที่ทุกคนสามารถเห็นได้ดาษดื่นในเมืองใหญ่ๆ ทั่วไป แต่อินเทอร์เน็ตสาธารณะมีไว้เพื่อช่วยให้พื้นฐานในการดำรงชีวิตของชุมชนง่ายขึ้นเป็นสำคัญ
จากกรณีตัวอย่าง cabina p๚blica และ telehแz ต่างก็มีความแตกต่างกันทั้งในแง่ของอุปกรณ์เครื่องมือและวิธีการให้บริการ อย่างไรก็ตาม สถานที่ทั้ง 2 แห่งต่างก็มีคุณค่าทางเศรษฐกิจต่อชุมชนนั้นๆ เจ้าของกิจการจะต้องพึ่งพิงอยู่กับสายสัมพันธ์ทางชุมชน และจะต้องรู้จักนำเอาทรัพยากรท้องถิ่นที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด บางกรณีอาจต้องร่วมมือกัน เพื่อนำเอาเทคโนโลยีใดๆ ที่ใช้ได้ มาประยุกต์ใช้ให้ตรงความต้องการของชุมชนนั้นๆ แน่นอนว่า ความต้องการนี้ก็มักจะแตกต่างจากชุมชนที่อยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว
ส่วนในประเทศไทย เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงข้อมูลความรู้แบบดิจิตอล ด้วยระบบไอทีให้กระจายไปยังชุมชนทั่วประเทศได้เร็วขึ้น บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมมือกับกลุ่มผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ไทย ที่ดำเนินการภายใต้สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (เอทีซีไอ) เปิดตัวโครงการ Community e-Center: ศูนย์คอมพิวเตอร์เพื่อชุมชน ที่ประกอบด้วยชุดคอมพิวเตอร์ รวมถึงซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์ต่างๆ ตลอดจนการดูแลรักษา และการฝึกอบรมบุคลากรที่เป็นผู้ดูแลศูนย์ฯ
ทั้งหมดนี้ รวมเข้าด้วยกันแบบเบ็ดเสร็จ นำเสนอให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในชุมชนต่างๆ ในราคาพิเศษ เพื่อให้ชุมชนสามารถจัดตั้งศูนย์คอมพิวเตอร์ในชุมชนได้ง่ายขึ้นและสมบูรณ์ขึ้น ปัจจุบันนักพัฒนาได้สร้างสรรค์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของชุมชนท้องถิ่นที่ "จำเป็น" ต้องใช้เทคโนโลยีได้แล้ว และกำลังมองหาหนทางที่จะนำเอาเทคโนโลยีที่มีเข้าไปประยุกต์ใช้ใน ชุมชนที่เห็นว่า "ไม่จำเป็น" ต้องใช้ และในอนาคตอาจมีการออกแบบให้ตรงความต้องการมากขึ้น และมุ่งไปที่ความต้องการของบุคคลที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ เป็นหลัก
ดังนั้น จึงเป็นที่น่าสนใจว่า หนึ่งในภารกิจของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่เป็นการกระจายโอกาส และทำให้ท้องถิ่นในต่างจังหวัดพัฒนาได้ด้วยเทคโนโลยีไอซีที ตัวอินเทอร์เน็ตชุมชน ทั้งที่อยู่ใน ตำบล โรงเรียน วัด และศูนย์กลางในชุมชน ที่ได้ดำเนินการไปเมื่อหลายปีก่อน ได้มีการประเมินผลหรือไม่ว่า ประชาชนในพื้นที่เหล่านั้นได้ใช้ประโยน์จริง หรืออำนวยความสะดวกเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมระหว่าง ภาครัฐและภาคประชาชนจริง การที่จะพัฒนาประเทศเข้าสู่ระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Government เจ้าของเงินภาษีได้รู้จัก หรือทราบหรือไม่ว่าสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
การมีอินเทอร์เน็ตให้ใช้ ควรต้องให้ความรู้แก่ประชาชนในท้องถิ่นมากๆ เกี่ยวกับประโยชน์ และวิธีใช้ ที่ถูกต้อง ไม่ใช้เอาไปดูเว็บโป๊ เล่นเกม หรือดาวน์โหลดเพลง หรือหนังเถื่อน เมื่อประชาชนในท้องถิ่นเข้าถึง และได้ใช้ประโยชน์จริงๆ แต่ปัญหาทุกวันนี้ ดูเหมือนว่าชาวบ้านในหลายชุมชนยังไม่ได้เข้าถึงอย่างจริงจัง แม้จะมีเครื่องพีซีต่อบรอดแบนด์ตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ถ้าใช้ไม่เป็น หรือไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร ก็ไม่มีความหมายที่จะมีอยู่ เพราะมีความเข้าถึง แต่ไม่เข้าใจนั่นเอง...
จุลดิส รัตนคำแปง
itdigest@thairath.co.th
| โรงเรียนสบปราบพิทยาคม ได้สร้างชื่อให้กับจังหวัดลำปางในผลงานแบบลายผ้าทอทึ่งดงามซึ่งมีการจัดแสดงในงานนำเสนอผลการพัฒนาด้านเทคดนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ของโรงเรียนในอุปถัมภ์ของบริษัทบ้านปู จำกัด(มหาชน)ที่จังหวัดลำปาง เมื่อเร็ว ๆ นี้
จากผลงานของนักเรียนโรงเรียนสบปราบพิทยาคม ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของผลสำเร็จแห่งการบูรณาการไอซีทีกับวิถีอาชีพท้องถิ่นของนักเรียนชั้น ม.4/1 โรงเรียนสบปราบพิทยาคม จ.ลำปาง ที่ได้นำเอาโปรแกรม Sketchpad ซึ่งเป็นโปรแกรมการเรียนการสอนในวิชาคณิตศาสตร์มาใช้ออกแบบ และพัฒนาลายผ้าทอให้แก่กลุ่มแม่บ้านใน ต.สบปราบ เพื่อทอเป็นผ้าผืนต่อไป โดยใช้เวลาในยามว่างหลังจากชั่งโมงเรียนและในช่วงปิดเทอมช่วยกันคิดลแะออกแบบลายฝ้าใหม่ ๆ ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้และรู้จักผสมผสานระหว่างโปรแกรม Sketchpad เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนได้อย่างลงตัว ดังนั้น กลุ่มนักเรียนดังกล่าวประมาณ 10 คน ได้ร่วมกันออกแบบลายผ้าทอด้วยโปรแกรม Sketchpad แล้วนำไปให้กลุ่มแม่บ้านใน ต.สบปราบ ทอขึ้นเป็นผืนผ้า และมีการพัฒนาลายผ้าทอดตั้งแต่ปลายปี 2549 จนกระทั่งถึงต้นปี 2550 จนกลายเป็นผืนผ้าขึ้นมาอย่างลงตัว สำหรับลายผ้าทอนั้นเด็กนักเรียนได้นำไปให้กลุ่มแม่บ้าน ต.สบปราบ ใช้เป็นแบบในการทอผ้า มี 3 ลาย โดยแบบผ้าทอ 2 ลาย พัฒนาให้มีลวดลายมากขึ้น ส่วนลายผ้าทออีกแบบหนึ่งเป็นการออกแบบขึ้นใหม่ โดยกลุ่มของนักเรียนโรงเรียนสบปราบพิทยาคมเอง ซึ่งจากการประยุกต์ใช้โปรแกรม Sketchapad ร่วมกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ทำให้ชาวบ้านใน อ.สบปราบ บอกว่า แบบลายของผ้าสวย ทำให้การทำงานทอผ้าง่ายรวดเร็วมากขึ้น และการใช้โปรแกรมดังกล่าว นอกจากส่งผลให้ได้ชิ้นงานที่ดีแล้ว ยังทำให้กลุ่มเด็กนักเรียนได้เกิดความละเอียด รอบคอบ และใจเย็น ตลอดจนสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ในอนาคตอีกด้วย นาง เป็นเงินสนับสนุนกว่า 8 ล้านบาท เพื่อให้โรงเรียนเหล่านี้ได้นำไอซีทีมาบูรณาการการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน นอกจากนี้ทางบริษัทบ้านปูยังมีโครงการที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น การจัดค่ายการทำโครงงานดาราศาสตร์ของโรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา และการใช้โปรแกรม Autodesk Inventor ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ตกแต่งของ โรงเรียนสบปราบพิทยาอีกด้วย ซึ่งกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อเน้นการเพิ่มทักษะให้กับเด็กนักเรียน เพราะเชื่อว่าบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ จะเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทบ้านปู จำกัด(มหาชน) ยังยืนยันว่าจะดำเนินกิจกรรมอันเป็นประโยชนืและเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ชุมชนและสังคมต่อไป./// |
**บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ เรื่องเด็กกับเกมออนไลน์โดย อ.ชินวร ฟ้าดิษฐี ภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
นำเสนอภาพรวมของวิทยานิพนธ์เรื่อง เด็กกับเกมออนไลน์ อย่างคร่าวๆ ถึงการครอบงำของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมที่มีต่อมนุษย์ทั้งในแง่ของการทำงานและการใช้เวลาว่าง ทำให้มนุษย์สูญเสียความเป็นปัจเจกชนที่มีความคิดสร้างสรรค์และความคิดในการต่อต้านการครอบงำของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม
อย่างไรก็ดี เมื่อเด็กได้เข้าเล่นเกมออนไลน์แล้ว เด็กจะมีการการสร้างตัวตนของเด็กผ่านตัวละครในเกมออนไลน์ ด้วยการเลือก เพศ ชื่อ เสียง และสีผม จากการสร้างตัวละครของเด็กนั้นบ่งชี้ให้เห็นถึงการที่เด็กยึดโยงตนเองกับสิ่งที่เด็กสัมพันธ์ด้วยในชีวิตจริง แล้ววกกลับเข้ามาทับตัวละครภายในเกมออนไลน์ ทำให้ตัวเด็กกับตัวละครในเกมออนไลน์คือสิ่งเดียวกัน สิ่งที่สนับสนุนความคิดดังกล่าวคือ การเกิดอารมณ์และความรู้สึกของเด็กในสภาวะการณ์ที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เล่นอื่น ทั้งความพึงพอใจความโกรธเกรี้ยว ดังนั้นตัวละครในเกมออนไลน์กับเด็กที่เล่นอยู่ไม่ได้เป็นสิ่งที่แยกขาดออกจากกัน เช่นเดียวกับชีวิตในเกมออนไลน์กับชีวิตจริงของเด็กไม่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะภาษาที่เด็กใช้ปฏิสัมพันธ์กับผู้ปกครองและเพื่อนในกลุ่ม เป็นภาษาที่ติดออกมาจากเกมออนไลน์ ซึ่งมีส่วนในการร้อยชีวิตเด็กกลับเข้ามาใช้เวลาว่างด้วยการเล่นเกมออนไลน์ เป็นการปิดกั้นจินตนาการและ ประสบการณ์ของเด็กเพราะเด็กไม่เลือกทำกิจกรรมประเภทอื่นในช่วงเวลาว่าง แม้จะมีตัวเลือกเป็นการเล่นกีฬาอันหลากหลายก็ตาม ดังนั้นเกมออนไลน์จึงกลายมาเป็นศูนย์กลางในการทำกิจกรรมร่วมกันของเด็กในช่วงเวลาว่าง
ในด้านการทำงานมนุษย์ถูกแปรสภาพเป็นเพียงกลไกการผลิตที่ไม่แตกต่างกัน ภายใต้การควบคุมจากเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในระบบทุนนิยม กล่าวคือทั้งผู้ปกครองและเด็กต่างถูกครอบงำวิถีชีวิตให้ยอมรับเทคโนโลยีเพื่อผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำงานทั้งในปัจจุบันและอนาคต ส่วนในด้านการใช้เวลาว่างมนุษย์ก็ถูกล่อลวงให้บริโภคสินค้าบันเทิงที่ผ่านกระบวนการผลิตซ้ำจากเทคโนโลยี โดยมีสื่อทำหน้าที่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าบันเทิงและกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดความต้องการที่จะบริโภคสินค้า โดยเฉพาะเกมออนไลน์ที่เข้ามาเป็นศูนย์กลางในการทำกิจกรรมในช่วงเวลาว่างของเด็ก ได้เข้าครอบงำโลกทัศน์และวิถีชีวิตของเด็กให้ผูกติดอยู่กับเกมออนไลน์ โดยเด็กใช้คำอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาสัมพันธ์ในชีวิตจริงเข้าไปอธิบายโลกภายในเกมออนไลน์ รวมทั้งยังอธิบายลักษณะความสัมพันธ์ต่างๆ ที่เด็กสัมพันธ์กับผู้เล่นอื่นอย่างเป็นรูปธรรม
โครงการไชลด์ วอตช์ (Child Watch) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พบแนวโน้มเด็กไทยใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นทั้งคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต และมือถือ เข้ามาครอบครองพื้นที่ในชีวิตเด็กถึง 6-7 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่เนื้อหาในสื่อดังกล่าวมีร้ายมากกว่าสื่อดี ทั้งสื่อลามก สื่อรุนแรงต่างๆ
ดร.
ข้อมูลจากการสำรวจวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของเด็กและเยาวชนเรื่อง "ชีวิตไซเบอร์" ในโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมกับสถาบันรามจิตติ ซึ่งสำรวจกลุ่มตัวอย่างเด็กและเยาวชนทั้งสิ้น 3,360 คน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษาใน 7 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวม 14 จังหวัด พบว่าเด็กใช้เวลาหนึ่งในสามของชีวิตกับสื่อเทคโนโลยีต่างๆ เช่น
คุยโทรศัพท์โดยเฉลี่ยวันละประมาณ 1 ชั่วโมง ส่งเอสเอ็มเอสวันละ 2 ครั้ง โหลดภาพเพลงริงโทนวันละ 2 รอบ โดยเพศหญิงมีระยะเวลาในการคุยมากกว่าเพศชายเล็กน้อย เทียบเป็นร้อยละ 67.38 และร้อยละ 59.38 ตามลำดับ เด็กในระดับอุดมศึกษาคุยโทรศัพท์ต่อวันนานที่สุด 82.12 นาที
เช็กอีเมล์ แช็ต อ่านข่าว ค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตประมาณวันละ 1 ชั่วโมง โดยเด็กผู้หญิงจะใช้เวลาเช็กอีเมล์บ่อยกว่าผู้ชาย และใช้เวลาค้นข้อมูลหรืออ่านข่าวในอินเตอร์เน็ตนานกว่า แต่ใช้เวลาในการแช็ตใกล้เคียงกัน เด็ก มัธยมปลายนิยมเข้าไปแช็ตสูงสุด โดยใช้เวลาเฉลี่ย 92.86 นาทีต่อวัน
ฟังเพลงจากเอ็มพี 3 หรือซีดี 2 ชั่วโมง โดยเพศหญิงฟังเพลงมากกว่าเพศชายเล็กน้อยที่ 128.02 นาทีต่อวัน เทียบกับ 117.10 นาทีต่อวัน
ดูหนังจากซีดี วีซีดี วิดีโอ 2 ชั่วโมง โดยเพศชายดูหนังมากกว่าเพศหญิงเล็กน้อยที่ 139.01 นาทีต่อวัน 113.11 นาทีต่อวัน
เล่นเกมคอมพิวเตอร์ 2 ชั่วโมง โดยเพศชายเล่นเกมมากกว่าอย่างชัดเจนโดยเฉลี่ย 133.69 นาทีต่อวัน เทียบกับเพศหญิง 92.09 นาทีต่อวัน
ดร.อมรวิชช์ กล่าวต่อว่า เด็กไทยขณะนี้เหมือนตกอยู่ในวงล้อมสื่อร้าย และอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วง ข้อมูลจากสถาบันรามจิตติ ในโครงการการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด (Child Watch) และงานศึกษาเรื่อง "รู้สาร ทันสื่อ" รวมถึงโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) ตลอดจนข้อมูลจากรายงานของศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม รวมถึงเอกสารวิชาการในเครือข่ายของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ล้วนให้ข้อมูลที่สอดคล้องกันว่า แม้ปัจจุบันเด็กไทยจะมีโอกาสเข้าถึงสื่อได้มากขึ้น แต่การเข้าถึงสื่อส่วนใหญ่ของเด็กก็ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงอันเนื่องมาจากสื่อที่ด้อยคุณภาพ
เสี่ยงเรื่องเพศ เซ็กซ์ผิดวัย เด็กต้องเผชิญกับสื่อประเภทหนัง ละครไทยที่มีฉากยั่วยุทางเพศ หรือฉากรุนแรง 3 ฉากทุก 1 ชั่วโมง และเด็กร้อยละ 30 ยังเสพสื่อลามก (การ์ตูนวีซีดี เว็บโป๊ ภาพโป๊ทางมือถือ) เป็นประจำ โดยเฉพะเด็กผู้ชาย ส่วนเด็กอาชีวะเป็นกลุ่มที่เข้าไปดูเว็บโป๊เป็นอัตราส่วนมากที่สุดคือร้อยละ 37.7 ตามมาด้วยเด็กมหาวิทยาลัย ร้อยละ 31.6 ที่น่าเป็นห่วงคือ เด็กจำนวนมากที่เข้าถึงสื่อประเภทอินเตอร์เน็ตนั้น แม้จะไม่ได้ตั้งใจดูสื่อลามก ก็ยังเสี่ยงต่อสื่อไซเบอร์เซ็กซ์ต่างๆ ที่มีการประมาณว่า ปัจจุบันมีเว็บไซต์เฉพาะเว็บลามกประเภท "Porn" ไม่ต่ำกว่า 106 ล้านเว็บ ซึ่งการเสพสื่อลามกหรือสื่อรุนแรงมีผลต่อทัศนคติทางเพศและต่อการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา
สื่อรุนแรง "โหด มัน เหี้ยม" เด็กร้อยละ 70 ชอบดูหนังยิงกันฆ่ากัน ขณะที่เด็กติดเกมร้อยละ 80 เล่นเกมต่อสู้ ซึ่งการเข้าถึงสื่อเหล่านี้มีผลกระทบต่อเด็กไม่ทางตรงก็ทางอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมที่ชอบการแข่งขัน เอาชนะกัน การต่อสู้และการใช้ความรุนแรงของเด็ก เป็นต้น
ในบรรดาสื่อรุนแรงนั้นนอกจากทีวีและสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วไปแล้ว ยังพบด้วยว่าสื่ออินเตอร์เน็ตเป็นสื่อที่ส่งผ่านภาพรุนแรงที่น่าเป็นห่วง ปัจจุบันมีเว็บเกมออนไลน์กว่า 10 ล้านเว็บที่สืบค้นได้จาก Google และโดยมากเกมเหล่านี้จะต้องแข่งขันหรือต่อสู้ หรือไม่ก็เป็นเกมลามกที่มีภาพความรุนแรงหรือยั่วยุให้ใช้ความรุนแรงกับตัวละครในเกม</FON>
เสี่ยงสุขภาพเสื่อม เด็กใช้เวลากับสื่อทีวี อินเตอร์เน็ต มือถือ เอสเอ็มเอส รวมกันวันละกว่า 7 ชั่วโมง ซึ่งส่วนสัมพันธ์กับสุขภาพในแง่ของการเหนื่อยล้า อ่อนเพลียจากการใช้เวลากับสื่อนานเกินไป หรือในบางกรณีเช่น เด็กติดเกมอาจเสี่ยงต่อการอดหลับอดนอนเพราะเสพสื่อมากเกินไป
เสี่ยงต่อสมองฝ่อ เด็กร้อยละ 41.4 บอกว่าใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อความบันเทิงมากกว่าความรู้ ขณะที่เด็กเล็กใช้เวลาเฉลี่ยกว่า 3 ชั่วโมงกับการดูทีวี ทั้งที่มีข้อมูลเชิงงานวิชาการเสนอว่าการดูทีวีเกิน 2 ชั่วโมงของเด็กเล็กจะมีผลต่อสมองและพัฒนาการของเด็ก นอกจากนี้ การเสพสื่อที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่ว่าวัยใดล้วนมีผลกระทบต่อสมองและการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน
เสี่ยงต่อการเสพติด มีรายงานว่าสื่อต่างๆ เป็นช่องทางหนึ่งที่มีส่วนทำให้เด็กว่าการกินเหล้า สูบบุหรี่ ไปจนถึงการใช้สารเสพติดเป็นเรื่องธรรมดาที่พบเห็นโดยทั่วไป
เสี่ยงเป็นเหยื่อเจอ "ผู้ร้ายไร้สังกัด อาชญากรไร้ตัวตน" โดยเฉพาะปัญหาการตกเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์ ซึ่งสื่ออินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือที่ดูจะเป็นช่องทางของผู้ร้ายยุคใหม่ ที่บางครั้งปรากฏตัว ผ่านการล่อลวงขายสินค้า จัดหางาน นัดหาคู่ หรือชักชวนให้เล่นการพนันผ่านเว็บ ผ่านมือถือ
ปัญหาของการใช้ชีวิตติดสื่อที่ผนวกกับการเข้าถึงสื่อที่ด้อยคุณภาพกำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความเสี่ยงต่อการเสพสื่อที่ดูจะมีสื่อร้ายมากกว่าสื่อดี ดังผลกระทบที่ตามมาจึงไม่ใช่เฉพาะผลที่มีต่อตัวเด็กเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผลกระทบต่อครอบครัวและสังคมไทย
ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่จะต้องดำเนินการในการให้การศึกษาเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและการรู้เท่าทันสื่อในยุคโลกภิวัตน์ให้มากขึ้น ตลอดจนการกำกับสนับสนุนให้สื่อทุกประเภทให้เป็นมิตรการเรียนรู้ที่ดีของเด็ก และช่วยเสริมสร้างการพัฒนาเด็กทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม ให้เป็นกำลังคนที่เข้มแข็งของประเทศ
ทรูฮิต เผยชาวไซเบอร์ ใช้คีย์เวิร์ด เซ็ก-เซ็กส์-SEX ผ่านกูเกิลร่วม5 แสนครั้งต่อเดือน แอบถ่าย 4 ล้านครั้งต่อเดือน แคมฟรอก สิ้นธันวาคม ค้นหาร่วม 2 แสนครั้งต่อเดือน ด้าน สสส. ห่วงสถานการณ์เยาวชน มุ่งหาสื่อลามกมากกว่าเรียนรู้ อ่านผ่านเน็ต ถึง45% วอนผู้ปกครองเร่งเรียนรู้ไอทีมากขึ้น และ ยกคอมพิวเตอร์ออกจากห้องนอนลูก มาไว้กลางบ้าน พร้อมนำโปรแกรมตรวจสอบป้องกันติดลงพีซี
ทีเค ปาร์ค ได้จัดเสวนา Road Map อินเทอร์เน็ตปลอดภัยและสร้างสรรค์ในประเทศไทย โดยมีองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเสวนา ทั้งภาครัฐ ประชาสังคม และ ภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางรวมมือต้านภัยออนไลน์ อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)
นาย
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ไอซีที กระทรวงศึกษา หารือกับผู้ให้บริการกูเกิล ส่วนประเทศไทย ในการช่วยสร้างตัวกรองคำ ค้นหา เพื่อให้เยาวชนไม่สามารถนำคำเหล่านี้มาค้นหาเพื่อนำไปสู่การเข้าเว็บลามกได้ เพราะการเข้าเว็บแบบนี้ ก็มาจากการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ด ขนาดแคมฟรอก ตอนเดือนมกราคมมียอด แค่ 49 ครั้ง แต่พอสิ้นเดือนธันวาคม มีถึง 2 แสนกว่าครั้ง โดยยอดแต่เดือนโตถึง 30-40%
น.พ.กฤษฎา เรืองอารีรัตน์ รองผู้จัดการ สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า ขณะนี้สื่อทางอินเทอร์เน็ตได้เริ่มมีบทบาทต่อเยาวชนไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยเป็นผลจากขยายตัวการใช้งาน ซึ่งเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นผลดีในด้านการชี้วัด แต่ในอีกมุมหนึ่ง ยังมีปัญหาอย่างยิ่งในสังคมไทย ที่เยาวชนมีการนำไปใช้งานในเชิงไม่สร้างสรรค์ ด้วยการเข้าใช้งานอ่านเนื้อหาด้านเพศ หรือ ดูเนื้อหาลามกอนาจาร มากกว่าการเข้าใช้งานเพื่อการเรียนรู้ โดยข้อมูลจากผลสำรวจได้พบว่า มีการดูสื่อลามกผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นจำนวน 45% จากวีซีดี 22.2% และ หนังสือโป๊ 13.4%
น่าเป็นห่วงนะในเรื่องการใช้งาน ที่ผู้ปกครองไม่ตระหนักกับเรื่องการใช้งานมากนัก ถึงแม้จะมีการส่งเสริมให้มีการใช้งาน หรือ มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้บ้าน แต่ผู้ปกครองกลับปล่อยปละละเลยในการใช้งาน คือ ให้ใช้งานแบบอิสระ ขาดการดูแลเอาใจใส่ หรือให้ความสำคัญต่อการใช้งานซึ่ง จากผลสำรวจ พบว่า มีการนำคอมพิวเตอร์ไว้ในห้องนอนหรือห้องส่วนตัวของเด็ก48.7% ผู้ปกครองมีความรู้ในเรื่องการใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต 17% ไม่รู้ หรือ เข้าใจ ถึง 80%
ทั้งนี้เรื่องการควบคุมในการใช้งาน หากผู้ปกครองให้ความสำคัญดูแลเอาใจใส่และให้การชี้แนะที่ถูกต้อง จะมีผลดีตามมาในแง่การนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการเรียนรู้ การสร้างสรรค์ด้านเทคโนโลยี การป้องกันเหตุอาชญากรรม การถูกล่อลวงทางเพศ หรือ การเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาในทางที่ผิด
ปัจจุบันจำนวนสถิติของเด็กเยาวชน ช่วงอายุ 1-19 ปี ที่ตั้งครรภ์จากที่ได้มีการสำรวจทั่วโลก ประเทศไทยได้ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 5 ของโลกและเป็นอันดับ 1 ในแถบเอเซีย ซึ่งในแต่ละปีมีเยาวชนหญิงเป็นจำนวนมากต้องออกจากการเรียนในช่วงเวลาศึกษา และ ส่งผลต่อจำนวนการเพิ่มยอดผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในกลุ่มเยาวชนเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว โดยเป็นกลุ่มนี้เกือบ 50%
ปัญหาจากภัยอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน นั้นได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากผลสำรวจของเอแบคโพลล์ เมื่อเร็วๆนี้ พบว่า เยาวชนกว่า 60% ในพื้นที่ กทม. เคยพบเห็นภาพ และสื่อลามกบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ อีกทั้งกว่าครึ่งยังเห็นว่าเรื่องสื่อลามกบนอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องธรรมดาที่รับได้
ส่วนการรับรู้แหล่งภาพโป๊/เว็บโป๊ มีการรับรู้โดยบังเอิญ 52.5 %เพื่อนแนะนำ 46.2% ค้นหาจากเว็บไซต์บริการค้นหาข้อมูล 24.9% ได้รับรู้จากทางอีเมล์ 24.6% ผ่านเว็บบอร์ด /กระทู้ 21.6% นิตยสาร/หนังสือ 10.1% และ รับรู้จากผู้ใหญ่ 2.4 % โดยเกือบ70% เคยสนทนาออนไลน์กับคนที่ไม่รู้จัก และ บางส่วนก็ลงเอยด้วยการนัดพบในสถานที่จริง ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกล่อลวงทำร้าย ชิงทรัพย์ ดังที่ปรากฎให้เห็นผ่านสื่อเป็นระยะ
Road Map อินเทอร์เน็ตปลอดภัยและสร้างสรรค์ในประเทศไทย จะเป็นการกระจายบทบาทหน้าที่ในด้านความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหา การเฝ้าระวัง การป้องกัน การให้ความรู้ โดยมี 4 ส่วน คือ 1.ขจัดร้าย ด้วยการออกกฎหมาย ในระบบเฝ้าระวังและปิดกั้น 2. ขยายดี ด้วยการ ผลิตสื่อสร้างสรรค์ ให้การเรียนรู้ สร้างชุมชนการใช้งาน 3. สร้างภูมิ ด้วยการรณรงค์ในการด้านปัญหา-รู้เท่าทันภัย การใช้งาน ในกลุ่มผู้ปกครอง การสร้างหลักสูตร และ 4.สนับสนุน ด้วยการสนับสนุนงบประมาณ กองทุน และสร้างเครือข่าย โดยแผนนี้จะมีการนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการต่อเรื่องดังกล่าวโดยทราบถึงบทบาทหน้าที่ในความร่วมมือ และจะมีการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
ชื่อบทความเดิม : เมียสั่งออนไลน์
ตาดีได้ ตาร้ายเสีย
รายงานโดย นิตยสารรายสัปดาห์ พลเมืองเหนือ
รสนิยมควงฝรั่งในหมู่หญิงไทย ได้ขยายวงกว้างเป็นธุรกิจที่เติบโตต่อเนื่องจนยุคนี้ ธุรกิจเมียสั่งได้ผุดขึ้นอย่างกับดอกเห็ดแทบทุกเมือง ที่เมืองแห่งวัฒนธรรมเช่นเชียงใหม่ สำรวจพบว่ามีไม่น้อยกว่า 3 แห่งที่เปิดเป็นบริษัทจัดการคู่ มีการลงโฆษณาสี่สีในหนังสือฟรีก็อปปี้ก็มาก ซึ่งเมื่อได้ติดตามเส้นทางธุรกิจนี้พบว่าไม่ธรรมดา
|
เป็นอีกหนึ่งสาวสวยที่ ดาวดวงใหม่ สนใจติดตามไปค้นหาเรื่องราวของเธอ เฟิร์น ภัสสกร ดอนสมไพร หรือที่รู้จักกันดีในวงการเกมส์ "โชยุ" สาวทันสมัยที่ไม่ได้มีแค่ความสวยและเก่งเท่านั้น แต่เธอยังมีอุปนิสัยที่ร่าเริง-น่ารัก มองโลกในแง่ดี ทันยุคไอที แถมยังเป็นจอมอุดมการณ์ที่คิดทำสิ่งดีๆ ให้แก่สังคมอีกด้วย ถือว่าครบสูตรสาวเพียบพร้อมจริงๆ งานหลักของ โชยุ คือการเป็นพริตตี้และเป็น MC ให้กับสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะเกมส์ ซึ่งการทำงานตรงนี้นี่เองที่ทำให้เธอได้ชื่อใหม่จาก เฟิร์น เป็น โชยุ มันเป็นชื่อที่พี่ๆ เขาตั้งให้ตอนไปเป็น Host ให้รายการ PlayFM102.0 น่ะค่ะ โปรดิวเซอร์เขาอยากให้ชื่อแบบจำง่าย น่ารักและเข้ากับคาแร็กเตอร์การทำงานตรงนี้ที่ส่วนมากจะเกี่ยวกับเกมส์น่ะค่ะแต่เฟิร์นฟังชื่อนี้แล้วรู้สึกเค็มๆ ยังไงก็ไม่รู้ค่ะ(หัวเราะ) เฟิร์นพูดถึงการทำงานที่ต้องใช้ความสวยและความร่าเริงของตัวเองว่าไม่ใช่เรื่องยากสักเท่าไหร่ แต่ที่น่าหนักใจเห็นจะเป็นเรื่องที่มีหนุ่มๆ มากหน้าหลายตาเข้ามาจีบเธอเสียมากกว่า เฟิร์นทำงานตรงนี้มา 2 ปีแล้วค่ะ ส่วนมากจะเป็นพิธีกรตามงานเปิดตัวเกมส์ ถ้าถามว่างาน พริตตี้ยากมั้ยก็ไม่ค่อยยากแค่ Friendly อย่างเดียว แต่ถ้าเป็น MC จะสนุกกว่าเพราะได้ความแสดงความเป็นตัวของตัวเราได้มากกว่าเพราะพริตตี้ก็ยืนเฉยๆ แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ดีนะ มันก็แล้วแต่คนชอบ เวลาทำงานก็มีหนุ่มๆ เข้ามาจีบบ้าง เวลามีหนุ่มๆ มาจีบเฟิร์นก็จะพูดกับเขาดีๆ น่ะค่ะ แต่ก็ต้องดูว่าเขาจะเข้ามาในลักษณะแบบไหน เพราะบางคนอาจจะเข้ามาโดยมีวัตถุประสงค์ค่อนข้างที่จะไม่ดีก็จะเลี่ยงๆ เอา แต่ละคนก็จะคุยไม่เหมือนกัน ซึ่งถ้าถามถึงผู้ชายในสเป็กของเฟิร์นก็จะต้องเป็นผู้ชายตี๋ๆ น่ารักๆ ค่ะ เมื่อถามว่าการที่เฟิร์นทำงานที่เกี่ยวกับเกมส์อย่างนี้ ตัวเธอจะชอบเล่นเกมส์หรือไม่เธอบอกเล่นบ้างถ้ามีเวลา ทั้งนี้เธอได้พูดถึงข้อดีและข้อเสียของการทำกิจกรรมนี้มาให้น้องๆ เพื่อนๆ และผู้ปกครองที่มีลูกชอบเล่นเกมส์ได้เก็บไปคิดด้วย ส่วนตัวเฟิร์นเองก็จะเล่นเกมส์แต่จะเล่นไม่บ่อย เดี๋ยวนี้เดือนหนึ่งแค่ 2 ครั้งเองเพราะบางทีมีงานเราก็ต้องก็ไปทำงาน ส่วนมากคนปกติทั่วไปที่โตแล้วเขามีงานก็ต้องไปทำงานของเขา แต่มีบางพวกที่เป็นพวกไม่ปกติที่จะเล่นเกมส์อย่างเดียวเขาก็จะเป็นพวกผิดปกติแล้วแหละ เฟิร์นคิดว่าวัยรุ่นส่วนใหญ่ยังเล่นเกมส์กันไม่เป็นนะคะเพราะถ้าเล่นเป็นเขาต้องรู้ว่าหน้าที่หลักของเขาคืออะไรเพราะเกมส์ของบ้านเราที่เข้ามามีหลายประเภท แล้วตอนนี้ยังไม่มีการจัด rate เกมส์ และปัจจุบันเราจะเห็นว่าตามร้านเกมส์จะมีเด็กชั้นประถมประมาณ 10 ขวบก็เข้ามาเล่นเกมส์กันซึ่งพวกเขายังไม่สามารถแยกแยะอะไรได้น่ะค่ะ บางครั้งเขาเข้าไปเล่นเกมส์ที่เป็นrateที่เด็กไม่ควรเล่นเขาก็จะติดมา แล้วเด็กในปัจจุบันนี้ก็ยังเล่นไม่ค่อยเป็นด้วย อย่างในเกมส์ก็จะมีการตะโกนด่ากัน น้องเขาก็จะติดความก้าวร้าวออกมา ก็เลยคิดว่าน่าจะมีวิธีการอะไรที่ให้น้องเขารู้จักตัวเกมส์มากขึ้นว่าเกมส์นี้เป็นอย่างไร และรู้จักว่าเราควรจะเล่นเกมส์แค่ไหน อย่าให้เกมส์มันมาเล่นเรา ทุกวันนี้เล่นเกมส์กันไปโดยไม่รู้จุดมุ่งหมายว่าเล่นกันไปเพื่ออะไร แต่เฟิร์นก็ยังคิดว่าการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์มีประโยชน์นะ ทำให้เด็กเข้ามาสนใจคอมพิวเตอร์ พิมพ์ดีดเร็วขึ้น ฝึกการเข้าสังคมเพราะในเกมส์ online มันจะมีโลกเหมือนกับอีกโลกหนึ่งเลย เฟิร์นมองว่าถ้าเป็นเด็กเล่นควรจะมีผู้ปกครองนั่งอยู่ข้างๆ ด้วย ต้องคอยสอนเขาด้วยว่าพฤติกรรมอย่างนี้ไม่ดีนะ ไม่ใช่ปล่อยเขาไว้ที่ร้านเกมส์เขาก็จะไม่รู้ว่าอะไรที่ไม่ดี แต่ถ้าถามว่าควรจะให้เด็กเลิกเล่นเลยไหมสำหรับเฟิร์นคิดว่าไม่ควรเพราะเหมือนว่าเราก็จะตกยุคไปเลยค่ะ เหมือนกับสมัยก่อนที่มีการเล่นหมากเก็บ เล่นโดดยาง ก็เหมือนกับสมัยนี้ที่เขาเล่นคอมพิวเตอร์กัน นอกจากการเล่นเกมส์จะมีประโยชน์แล้วมันก็ยังมีโทษด้วยเหมือนกันนะคะ คนที่เล่นเกมส์ไม่เป็นก็อาจจะแบ่งเวลาไม่ได้ ถ้าเล่นนานๆ มันก็มีโทษอยู่แล้ว น้องๆ ก็จะหมกหมุ่นอยู่ในเกมส์ ก็จะไม่ยอมไปทำกิจกรรมกับครอบครัว ผลการเรียนก็อาจจะตกต่ำและก็เสียสายตาได้ ถึงเฟิร์นจะไม่ใช่ดาราหรือนางสาวไทยแต่สาวสวยคนนี้ก็มีแฟนคลับและมีจิตใจรักเด็กได้เหมือนกัน เวลาเป็นพริตตี้ให้กับเกมส์ส่วนมากก็จะมีวัยรุ่นที่สนใจเข้ามาดูเกมส์ โดยตัวเฟิร์นเองก็จะมีแฟนคลับด้วยน่ะ เขาจะน่ารักมากเลย เวลาไปไหนก็จะตามไป ส่วนใหญ่จะเป็นพี่น้องกันมากกว่า ส่วนใหญ่ก็จะมีการนัดกินหมูกระทะกัน จะมีการนัดmeetingกันบ่อยมาก ตอนนี้เฟิร์นก็มีงานอดิเรกทำWebsite ด้วยที่ www.mundeestation กำลังทำให้เป็น community online น่ะค่ะคืออยากทำให้เป็นCity ที่เหมือนกับเพื่อนเตือนเพื่อน พี่สอนน้องเวลาว่างๆ เฟิร์นก็จะเข้าไปคุยกับน้องๆ ในwebboardค่ะ และก็จะมาคิดรายการที่เราจะทำให้น้องๆ ฟัง" การทำWebsite มันไม่มีรายได้แต่มันเป็นอุดมการณ์ของเฟิร์นค่ะ คือใจรัก อยากเป็นผู้นำเยาวชนค่ะ จริงๆ แล้วอยากไปเป็นครูบนดอยน่ะ แต่อุดมการณ์นี้มันเป็นสิ่งที่ไกล คือเรายังไม่พร้อมแต่ถ้าเราพร้อมเราก็จะไปแน่ๆ ซึ่งการที่เรามาทำWebsiteเราก็สามารถไปยังอุดมการณ์นั่นได้นะ ต่อไปก็อาจจะมีการจัดโครงการดีๆ ในอนาคต มีการออกค่าย สอนหนังสือน้องบนดอยซึ่งก็จะไปตามโรงเรียน ประมาณเดือนธันวาคมนะค่ะ ก็คิดว่าจะไปในนามWeb mundeetstationค่ะ เป็นเรื่องที่น่าแปลกไม่น้อยที่รูปถ่ายของเฟิร์นจะเอียงคออยู่เกือบทุกรูปซึ่งเธอบอกเป็นท่าแอ็กที่เธอมั่นใจที่สุดแล้ว การที่ตัวเฟิร์นเอียงคอถ่ายรูปมันเป็นธรรมชาติของเฟิร์นและก็ชอบด้วย พอ1 2 3 แชะ ก็จะต้องมีการActingนิดหน่อย การเอียงคอถ่ายรูปเฟิร์นคิดว่ามันไม่น่าที่จะทำให้เสียบุคลิก มันขึ้นอยู่กับว่าเรามั่นใจมุมไหนมากกว่าและขึ้นอยู่กับอารมณ์ในตอนนั้นด้วย นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับชุดที่ใส่ด้วย ถ้าชุดเริ่ดหน่อยเราก็จะเชิ่ดๆ หน่อยค่ะ .......... ชื่อ-สกุล ภัสสกร ดอนสมไพร ชื่อเล่น โชยุ เนื่องจากแต่ก่อนจัดรายการสถานีวิทยุ เป็นรายการเกี่ยวกับเกมส์Onlineทางสถานีจึงตั้งให้ชื่อเดิม ชื่อเฟิร์น เป็นคนพิษณุโลก เกิด 6 ธันวาคม 2523 สัดส่วน สูง 160 น้ำหนัก 45 พี่น้อง มีพี่ชาย1คนและมีน้องชาย1คน การศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ จบมาได้ 3ปีแล้ว ผลงาน เป็นVJ อยู่ที่ T- Channalและทำ websiteเกมส์มันจะเป็นcommunityของน้องๆเพื่อนมัธยมปลายน้องๆก็จะเข้ามาคุยกันและจัดทำเป็นVariety Talk หน้า web ด้วย ,นักเขียนคอลัมน์ให้กับนิตยสารเกมส์ คติประจำใจ ความกตัญญูเป็นสัญญาลักษณ์ของคนดี ถ้าเรากตัญญูกับพ่อแม่สักวันหนึ่งเราก็จะได้ดีค่ะ |
|
วันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกชายวัยกลางคนไม่ทราบชื่อ ใช้โทรศัพท์มือถือมีกล้องถ่ายรูปแอบถ่ายใต้กระโปรง ขณะกำลังขึ้นบันไดเลื่อน สถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์ ถัดมา วันที่ 22 พฤศจิกายน นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ถูกชายหนุ่มถ่ายรูปใต้กระโปรงที่ป้ายรถเมล์ตลาดกรุงธน โดยให้เหตุผลว่าต้องการนำรูปไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อน ๆ ที่ทำการแอบถ่ายเหมือนกัน ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวลงหน้าหนังสือพิมพ์ถึงสองครั้งสองหน โดยผู้ถูกกระทำล้วนแล้วแต่เป็นหญิงสาวในชุดนักศึกษาทั้งสิ้น หลายคนกล่าวว่าเป็นเพราะสังคมไทยปัจจุบัน ที่บีบคั้น กดดัน ให้คนเกิดความเครียดจนต้องหาวิธีระบายออก ประกอบกับในวันนี้ มีสื่อต่าง ๆ มากมายเช่น วีซีดีโป๊ เว็บไซต์ลามก ที่ช่วยกระตุ้นและล่อใจให้คนกระทำการดังกล่าวมากขึ้น หลายคนคิดว่า เป็นเพราะ ผู้หญิงยุคใหม่ แต่งตัวโป๊ ล่อหูล่อตาเกินไป ซึ่งการแต่งตัวดังกล่าวนั้นเป็นเหมือนการส่งเสริมให้การกระทำอนาจารเป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะสาเหตุใด ที่สุดแล้ว...คนเสียหายหรือผู้ถูกกระทำก็คือ ผู้หญิง ด้วยภัยจากสังคมกำลังก้าวเข้ามาใกล้ตัวพวกเธอมากยิ่งขึ้น เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นกับผู้หญิงคนใดก็ได้ ในวันนี้ ...ปัญหาการถูกแอบถ่ายไม่ได้อยู่ไกลตัวเหมือนอย่างที่เคยคิดกันอีกต่อไป ดาบสองคมแห่งเทคโนโลยี ในแง่มุมที่สว่างสดใส เทคโนโลยีนำพาประโยชน์อันมหาศาลมาสู่มวลมนุษย์ ความสะดวกสบายก้าวเข้ามาพัฒนาชีวิตมนุษย์ให้รุดหน้า ทันสมัยมากขึ้น แต่ในแง่มุมที่มืดมิด เทคโนโลยีกลับเป็นอุปกรณ์ที่เอื้อให้คนอีกจำพวกหนึ่งได้เข้ามาหาประโยชน์จากตัวมันในทางที่ผิด กล้องดิจิตอลตัวเล็กกว่าฝ่ามือ มือถือถ่ายรูปได้ กล้องวิดีโอตัวจิ๋ว รวมไปถึงอินเทอร์เน็ตที่มีเครือข่ายในการเผยแพร่ข้อมูลและรูปภาพต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นตัวอย่างของ "ดาบสองคมแห่งเทคโนโลยี" ได้ชัดเจนยิ่งนัก จากสมัยก่อนวิธีการแอบถ่าย ทำได้โดยใช้กล้องวิดีโอตัวใหญ่ ๆ แอบซ่อนไว้ในถุงกระดาษหรือในกระเป๋าใบโต ซึ่งวิธีการดังกล่าวยุ่งยากและง่ายต่อการสังเกตจับกุม จำนวนคนที่จะกระทำอนาจารจึงมีไม่มากเนื่องจากอุปกรณ์ไม่เอื้ออำนวย หากแต่ในปัจจุบัน วิธีการแอบถ่ายทำได้ง่ายมากขึ้น มือถือที่มีกล้องถ่ายรูปในตัวแพร่หลายออกสู่คนจำนวนนับแสนนับล้าน เพียงแค่กดชัตเตอร์คลิกเดียวเท่านั้น รูปโป๊ของใครหลายคนก็เข้ามาอยู่ในกำมืออย่างง่ายดายโดยเจ้าของรูปอาจไม่ทันรู้ตัวเลยสักนิด นอกจากนั้นเครือข่ายอันกว้างขวางของอินเทอร์เน็ต ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่รูปลามกให้กระจายออกไปเป็นวงกว้าง เว็บไซต์ลามกอนาจารยังคงดำเนินอยู่อย่างท้าทายตำรวจและกฎหมายบ้านเมืองอย่างไม่สะทกสะท้าน วีซีดีลามกถูกซื้อขายผ่านระบบ E-Commerce อย่างสะดวกทันใจ โดยวีซีดีเหล่านั้นไม่ได้มีเพียง หนังโป๊เรตเอ๊กซ์เรตอาร์ แต่ยังมี "วีซีดีแอบถ่าย" อีกจำนวนมากที่อธิบายสรรพคุณรวมถึงสถานที่แอบถ่ายอย่างละเอียดลออ เพื่อโฆษณาให้ผู้สนใจเลือกซื้อหาได้โดยสะดวก สถานที่เสี่ยงต่อการถูกแอบถ่าย สำหรับสถานที่ที่มักถูกใช้แอบถ่ายในการมีเพศสัมพันธ์ ก็คือโรงแรมม่านรูด โดยวิธีการอาจมีตั้งแต่หลอกให้คู่ขาไปร่วมหลับนอนในสถานที่ที่ตนได้ซ่อนกล้องไว้ตามหลืบมุมเรียบร้อยแล้ว หรือเจ้าของกิจการม่านรูดร่วมมือกับกองแอบถ่าย เพื่อดักถ่ายลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเป็นการหารายได้เพิ่มให้กับกิจการตนเอง และอีกวิธีหนึ่งที่ใช้กันเยอะที่สุดก็คือ หลอกให้คนดูคิดว่าเป็นการแอบถ่าย ทว่าแท้จริงคือการแสดงละครเท่านั้น แต่สำหรับสถานที่ที่คนทั่วไปถูกแอบถ่ายอิริยาบถลับบ่อยครั้งก็คือ สะพานและบันได ด้วยมุมที่ง่ายต่อการสอดส่ายสายตาขึ้นไปมอง เอื้ออำนวยให้กลุ่มคนที่มีความผิดปกติทางจิตใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพลับต่าง ๆ ร.ต.ท.วริศร์ สอนแก้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อ ให้ข้อสังเกตว่า สถานที่ที่เกิดเหตุบ่อย ๆ ส่วนมากจะเป็นบนสะพานหรือบันได แม้กระทั่งบนบันไดเลื่อนในศูนย์การค้าที่คนพลุกพล่านก็มีการแอบถ่ายเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะการที่คนเยอะเบียดเสียดจะเอื้อประโยชน์ให้กับคนถ่ายอาศัยจังหวะชุลมุนเข้าไปประชิดตัว ส่วนทางด้านเวลาเกิดเหตุนั้นพบว่าการแอบถ่ายเกิดขึ้นอย่างไม่จำกัดช่วงเวลาใด ๆ ทั้งสิ้น กล่าวคือเหตุการณ์เช่นนี้อาจเกิดขึ้นทุกเวลาไม่ใช่เพียงแค่ตอนกลางคืนเท่านั้น แต่ตอนเช้าหรือกลางวันก็มีสิทธิ์จะถูกแอบถ่ายได้เหมือนกัน และตัวผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเป็น หญิงสาววัยไม่เกิน 30 ปี หรือที่พบมากก็จะเป็นนักเรียนนักศึกษาในเครื่องแบบ เนื่องจากผู้ทำการแอบถ่ายคิดว่าหากทำอนาจารกับเด็กหญิงหรือหญิงสาวในวัยเรียน จะไม่เกิดปัญหาหรือไม่เกิดการต่อสู้ที่สร้างปัญหาให้กับตัวเขามากนัก แอบถ่าย-ถ้ำมอง การวิปริตทางเพศ บุคคลที่กระทำการแอบถ่ายหรือถ้ำมองนั้นไม่ได้เข้าข่าย โรคจิต ในความหมายของการแพทย์ เนื่องจากตามความหมายของแพทย์คำว่าโรคจิต คือบุคคลที่มีลักษณะของอาการหูแว่ว ประสาทหลอน ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเป็นบางเวลา และหลุดออกจากโรคความเป็นจริง แต่สำหรับอาการชอบแอบถ่าย หรือถ้ำมอง จะเป็นภาวะที่ผิดปกติทางจิตชนิดหนึ่ง เป็นกลุ่มของคนที่มีความผิดปกติทางเพศที่เรียกว่า Paraphilia อาการของคนกลุ่มนี้จะแสดงออกโดยการ แอบถ่าย ขโมยชุดชั้นใน นำอวัยวะเพศไปถูไถกับคนอื่นบนรถเมล์ ร่วมเพศกับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ กล่าวคือเป็นโรคที่มีพฤติกรรมทางเพศที่ผิดไปจากรูปแบบปกติ ในภาษาไทยอาจใช้คำว่า กามวิปริตหรือวิปริตทางเพศ การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อที่จะสนองตอบต่อความต้องการของตนเองอย่างรุนแรง อาทิเช่น การแอบเจาะรูฝาผนังห้องน้ำ การแอบใช้กล้องวิดีโอพกติดตัวหรือนำไปติดตั้งในห้องส่วนตัวคนอื่นเพื่อแอบถ่ายกิจกรรมส่วนตัว โดยที่ผู้กระทำจะมีความสุขจากการได้แอบดูผู้อื่นโป๊เปลือยและมีความสุขจากการแอบดูผู้อื่นมีเพศสัมพันธ์กัน สิ่งกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศของคนกลุ่มนี้ก็คือการตื่นเต้นที่ได้แอบมองหรือตื่นเต้นที่ได้ขโมยชุดชั้นใน ลักษณะทั่วไปของคนที่ผิดปกติทางจิตกลุ่มนี้จะมีบุคลิกค่อนข้างเรียบร้อย ไม่ก้าวร้าว การกระทำต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมักจะทำลงไป เนื่องจากไม่สามารถหักห้ามจิตใจตัวเองได้ แต่ที่สุดแล้วก็ไม่ได้คิดที่จะทำร้ายคนอื่นแต่อย่างใด หากได้พลิกหน้าหนังสือพิมพ์ในปัจจุบัน จะพบข่าวเกี่ยวกับการแอบถ่ายบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงสำหรับสังคมไทย น.พ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า "ในตอนนี้เรายังไม่มีตัวเลขที่จะบอกว่าคนเป็นโรคนี้เยอะขึ้นหรือไม่ แต่เท่าที่ดูจากสื่อก็ถือว่ามีความถี่มากขึ้น สาเหตุที่เราไม่มีตัวเลขสถิติเพราะว่า ส่วนใหญ่แล้วในกรณีเช่นนี้ บุคคลที่ป่วยหรือผิดปกติทางจิตในลักษณะดังกล่าวมักไม่ค่อยมาพบหมอ เพราะเขาจะมีความสุขเมื่อได้ตื่นเต้นกับการกระทำของเขา เขาไม่ได้มีความสุขกับรูปภาพที่เขาถ่ายมา เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นก็สามารถไปซื้อที่ไหนก็ได้ แต่ว่าเขามีความสุขในตอนที่ได้ถ่าย ได้ความตื่นเต้นระหว่างการลุ้นว่าเหยื่อจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว พวกนี้มักไม่กล้าเผชิญหน้า แต่เขาจะหักห้ามใจในการกระทำไม่ได้ โดยทั่วไปแล้ว กลุ่มคนพวกนี้จะมีพฤติกรรมทางเพศอย่างปกติไม่ได้ ถ้ามีผู้หญิงอยู่ต่อหน้าจะทำอะไรไม่ได้เลย เขาจะได้ความสุขทางเพศจากการจินตนาการด้วยตัวเองเท่านั้น" สำหรับวิธีการบำบัด นายแพทย์ทวีศิลป์ตั้งข้อสังเกตว่าหากผู้ป่วยไม่ได้ต้องการรักษาด้วยตัวเองอย่างจริงจังแล้ว การรักษามักไม่เป็นผล เพราะโดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักมาจากการถูกควบคุมตัว ถูกจับมาตรวจสุขภาพจิตแล้วบังคับให้รักษา ซึ่งตัวผู้ป่วยเองไม่ได้เต็มใจ แต่ก็มีบ้างที่ผู้ป่วยเดินทางมารักษาเนื่องจากรู้สึกว่าตัวเองผิดปกติ เกิดอาการเป็นทุกข์ จึงพยายามติดตามหาหนทางที่จะทำให้ตัวเองดีขึ้น คนกลุ่มนี้จะรักษาได้ผลมากกว่า บทลงโทษ บทลงโทษของบุคคลที่กระทำการดังกล่าวนับได้ว่า เบาบางยิ่งนัก โดยความผิดสำหรับผู้ทำการแอบถ่ายถือเป็นความผิดในทางอาญาที่เรียกว่า "ลหุโทษ" หรือโทษเบา มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือจำคุก 1 เดือน โทษสูงสุดทางอาญาคือจำคุก 3-5 ปี กรณีตัวอย่างคือ กรณีที่เกิดเหตุแอบถ่ายสาวพริตตี้ในงานแสดงยานยนต์ ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พระราม 3 ผู้แอบถ่ายคือข้าราชการกระทรวงการคลังวัย 27 ปี โทษของผู้กระทำผิดครั้งนี้คือจำคุก 1 เดือน ปรับ 1,000 บาท แต่เนื่องจากจำเลยมีการศึกษาดี น่าจะใช้ความรู้เป็นประโยชน์ต่อสังคม จึงให้รอลงอาญาเป็นระยะเวลา 2 ปี ร.ต.ท.วริศร์ ตั้งข้อสังเกตว่าสาเหตุที่โทษของการกระทำดังกล่าวเบาบางเป็นเพราะว่า บางคดีไม่สามารถเอาผิดได้ครบองค์ประกอบ อย่างเช่นแอบถ่ายแต่ไม่ได้นำไปเผยแพร่ ไม่ได้บุกรุกเข้าไปในสถานที่ที่เป็นส่วนตัว หรือถ้าแค่ถ่ายรูปแต่ไม่ได้มีการสัมผัสเนื้อแตะต้องตัวก็ไม่เรียกว่าเข้าข่ายทำอนาจาร โทษก็จะลดน้อยลงไปอีก ตัวบทกฎหมายที่จะเข้ามาควบคุมปัญหาดังกล่าว คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 ว่าด้วยเรื่องสิทธิ กล่าวคือ "สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว ย่อมได้รับความคุ้มครอง การกล่าว หรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีใดไปยังสาธารณชน อันเป็นการละเมิด หรือกระทบถึงสิทธิ ของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว จะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน" และ กฎหมายแพ่ง มาตรา 420 ที่ระบุว่า "ผู้ใดจงใจ หรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่น โดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ถือว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่า สินไหมทดแทนเพื่อการนั้น" ป้องกันตัวเองจากภัยแอบถ่าย เมื่อสังคมและผู้คนน่ากลัวมากยิ่งขึ้น วิธีที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่เสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อ ก็คือการป้องกันตัวเองให้พ้นจากภัยมืดเหล่านั้น โดยวิธีป้องกันปัญหาถูกแอบถ่ายนั้นสมควรที่จะดำเนินการควบคู่ไปทั้งสองทางระหว่าง ควบคุมตัวบุคคลผู้กระทำมิให้ทำการดังกล่าวได้ง่ายดายนัก รวมไปถึงผู้ถูกกระทำเองก็ควรที่จะรู้จักระมัดระวังตัวเองให้รอดพ้นอันตรายที่จะเข้ามาถึงตัวได้ทุกเมื่อ ฝ่ายสืบสวน สน.ปทุมวัน ได้เสนอแนะวิธีการป้องกันตัวของผู้หญิงว่า ประการแรกคือต้องแต่งตัวให้มิดชิด ระมัดระวังตัวเอง รวมถึงสื่อมวลชนก็น่าจะช่วยกันรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนเห็นและตระหนักถึงโทษภัยใกล้ตัวนี้ด้วย น.ส. "จริงอยู่ที่มันเป็นการรักษาความปลอดภัยให้ตัวเอง แต่ถ้ามองอีกแง่มันก็ไม่ยุติธรรมที่ผู้หญิงต้องมาถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการแต่งตัวทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของตัวเอง เหมือนกับว่าคนทำผิดเป็นผู้ชายกลุ่มหนึ่งแต่คนที่ถูกลงโทษกลับกลายเป็นผู้หญิงอีกจำนวนมาก" ทางด้านน.พ.ทวีศิลป์ ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมถึงวิธีการแก้ปัญหา " แน่นอนว่าการนุ่งสั้นของผู้หญิง มันเอื้อต่อคนที่มีความผิดปกติทางจิต ให้ทำงานง่ายเข้า เปรียบเทียบผู้หญิงที่ใส่กระโปรงยาวกับกระโปรงสั้น คนที่กำลังหาเหยื่อต้องมุ่งไปทางกระโปรงสั้นก่อนอยู่แล้ว วิธีป้องกันของตัวผู้หญิงเองคือทำอะไรที่รัดกุม เหมือนเรามีบ้าน ถ้าเราเปิดบ้านอ้าซ่า ขโมยก็เข้า แต่ที่จริงแล้วถามว่าห้ามนุ่งสั้นไหม ผมคิดว่าจะไปห้ามคงไม่ได้ เอาเป็นว่าให้ลองดูแล้วกันว่า ถ้าคุณทำอะไรแล้วรู้สึกปลอดภัยกับตัวเอง คุณก็ทำ หลายคนบอกว่าเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นความผิดของผู้หญิง เพราะมันเป็นเรื่องที่ผู้ชายต้องไปจำกัดความต้องการในหัวสมอง จำกัดความอยากต่าง ๆ ของตัวเขา การที่จะมาโทษว่าผู้หญิงผิดมันก็ไม่ใช่ ผมในฐานะที่เป็นนักวิชาการจึงอยากเสนอว่า วิธีการป้องกันแก้ไขนั้นนอกจากจะจำกัดในกลุ่มของคนที่คิดอยากจะทำหรือคนที่เป็นผู้กระทำ ก็ควรจะควบคุมควบคู่ไปกับการระมัดระวังตัวเองของผู้หญิงด้วย การแก้ไขจึงจะได้ผลสูงสุด เพราะมันเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกัน" นับวัน ภัยอันตรายต่าง ๆ จากสังคมกำลังเขยิบก้าวเข้ามาใกล้มนุษย์มากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีอันมีประโยชน์และทรงคุณค่ากลับกลายเป็น "สะพาน" ให้เหล่าผู้กระทำผิดก้าวเข้ามาได้อย่างง่ายดาย เป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่ต้องสร้าง "จิตสำนึก" ให้เติบโตขึ้นมาทันท่วงทีกับความก้าวหน้าทางวัตถุ เพื่อวันพรุ่งนี้..ภัยร้ายต่าง ๆ จะได้ถอยหลังหนีห่างออกไปจากตัวเรา และเพื่อวันพรุ่งนี้ ภัยใกล้ตัวจะถูกเปลี่ยนเป็นภัยไกลตัวเสียที |