Thai Internet Reporters Association

ชมรม นักข่าว อินเตอร์เน็ต แห่งประเทศไทย

กฏ "เหล็ก" ไซเบอร์

สังคมไซเบอร์หลังพ.ร.บ.คอม (1): เครื่องมือใหม่ของคดีหมิ่นฯ?  

“ที่เอา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพราะไม่อยากใช้กฎหมายที่ใหญ่กว่านี้”

เจ้าของคำพูดเล็กๆ แต่ถ้อยคำกินใจความลึกซึ้งนี้ เป็นของคนที่รู้จักกันในวงการว่าเป็น ‘มือปราบไซเบอร์’ พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม (DSI) ซึ่งกล่าวขึ้นในงานสัมมนาเรื่อง “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ และการคัดค้านของโลกไซเบอร์: จากตำราสู่การปฏิบัติจริง” เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 50

เนื่องจากนับตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. 50 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้มีกฎหมายเกี่ยวกับความผิดทางคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นครั้งแรก โดยกฎหมายฉบับนี้ ไม่เพียงแต่เป็นหนึ่งในกฎหมายที่มีความเกีึ่่่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานใกล้ตัวทุกคนเท่านั้น แต่กฎหมายฉบับนี้ ยังถูกจารึกเอาไว้แล้วว่าเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ผ่านการพิจารณาโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารที่เข้ามายึดอำนาจตั้งแต่กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน

งานสัมมนาดังกล่าว จึงมีขึ้นโดยความร่วมมือของ ศูนย์รณรงค์นโยบายสื่อมวลชน, คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) โดยมุ่งประเด็นที่การวิเคราะห์วิพากษ์สถานการณ์และผลกระทบ ภายหลังจากมีการประกาศใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์แล้ว

พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม (DSI) ซึ่งเป็นข้าราชการเพียงไม่กี่คนในประเทศไทยที่มีความรู้ลึกซึ้งทางด้านเทคโนโลยี และยังเชี่ยวชาญด้านกระบวนการยุติธรรมกับสารสนเทศ กล่าวว่า “ตามข่าวที่ว่ามีการบล็อกสองหมื่นกว่าเว็บ ก็อาจจะจริงก็ได้ แล้วผมก็เป็นคนแรกๆ ที่บล็อกเอง”

ที่ผ่านมา หลายฝ่ายที่มีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายนั้น มักกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า กฎหมายฉบับนี้ถูกปรับแก้ไปมาก จากที่กังวลว่าอำนาจเจ้าหน้าที่จะสูงมากล้นหลามแล้ว ก็ถูกแก้เสียจนเป็นกฎหมายที่อำนาจเจ้าหน้าที่แทบจะำไม่เหลือ

 พ.ต.อ.ญาณพล กล่าวย้ำเรื่องนี้ว่า กระบวนการร่างกฎหมายฉบับนี้เริ่มร่างมาตั้งแต่ 9 ปีที่แล้ว ร่างแต่เดิมเจ้าหน้าที่มีอำนาจมาก “ผมที่เคยคิดว่าจะมีดาบเซ็นเซอร์ ไว้จับผู้ร้ายทางเน็ตอย่างรวดเร็ว เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีเสียแล้ว” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงแสนเสียดาย

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเนื้อหาล่าสุด กำหนดเพิ่มกระบวนการสืบคดี ที่หลายๆ กรณี ต้องผ่านฝ่ายบริหารผ่านอำนาจศาลให้เห็นชอบเสียก่อน อันเป็นการเพิ่มภาระงานให้พนักงานเจ้าหน้าที่

“ถ้าจะบล็อคก็ต้องให้ฝ่ายบริหาร คือ รมต.ไอซีทีเห็นชอบก่อน แล้วส่งศาล” ตำรวจชั้นผู้ใหญ่จากดีเอสไอ ซึ่งขนานนามตัวเองว่าเป็นคนแรกๆ ที่บล็อกเว็บไซต์กล่าว พร้อมกับเสริมว่า สำหรับพลเมืองเล่นเน็ตทั่วไปแล้ว พ.ร.บ.นี้ให้อิสระไร้ขีดจำกัด ขณะที่พนักงานเจ้าหน้าที่ จะมีอำนาจเด็ดขาดก็เพียงในส่วนของการส่งหนังสือไปขอข้อมูลเท่านั้น

เรื่องที่ศาลมักจะให้ความเป็นพิเศษ เรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

หากยังจำกันได้ วันแรกหลังจากประกาศใช้กฎหมาย ก็เกิดอาการลองของ เมื่อใครสักคนบุกเข้าแฮ็กเว็บไซต์ของกระทรวงไอซีที นั่นอาจดูเหมือนจะเป็นกรณีแรกของความผิดหลังกฎหมายคอมพิวเตอร์ประกาศ

แต่กรณีที่คนเล่นเน็ตทั่วไป ลืมไม่ได้ หนีไม่พ้น กรณีจับเงียบ บุคคลที่เชื่อกันว่าใช้นามปากกาว่า พระยาพิชัย และ ท่้อนจัน

จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท กล่าวถึงกรณีการจับกุมเงียบนักเล่นบอร์ดทั้งสองว่า เรื่องราวเป็นที่รับรู้ครั้งแรก ผ่านการส่งข้อมูลกันในเว็บบอร์ด แต่ในขณะที่มีข่าวว่าถูกจับ ก็ยังพบว่า บุคคลในนามแฝงกลับยังออนไลน์ในระบบโปรแกรมแชท (IM- Instant Message)

จนภายหลัง เมื่อหนังสือพิมพ์ไฟแนนซ์เชียลไทม์ออกข่าวการถูกจับ นายสิทธิชัย โภไคยอุดม ซึ่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงไอซีทีในขณะนั้นกลับตอบว่า ไม่ทราบเรื่องการถูกจับ พร้อมกับกล่าวว่า ถ้ามีการจับ ตนก็จะไม่ไ่ด้รับแจ้ง ซึ่งน่าสงสัยว่าในฐานะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.นี้ แต่กลับไม่ได้รับแจ้งนั้น มันหมายความว่าอะไร

จนกระทั่งนายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำ นปก. ซึ่งถูกจับข้อหาหมิ่นประมาท พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคมช. และ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองประธานคมช. แล้วต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ก็ได้เจอคนที่ถูกจับตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ตามที่เป็นข่าว จึงเป็นการยืนยันได้ว่ามีคนถูกจับจริงอย่างน้อยหนึ่งคน ซึ่งผู้นั้นไม่มีโอกาสติดต่อญาติ ท้ายที่สุด องค์กรด้านสิทธิจึงช่วยประสานานจนญาติทราบข่าว แล้วมาประกันตัว

ขณะที่อีกหนึ่งราย ได้ทราบเบาะแส เมื่อ นายจอน อึ๊งภากรณ์ ประธานกป.อพช. ได้รับโทรศัพท์จากคุณพ่อของคนที่ถูกจับ จึงทราบว่า ครอบครัวมีฐานะค่อนข้างลำบาก ไม่สามารถประกันตัวได้ ทางครอบครัวจึงติดต่อว่าพอมีทนายช่วยเหลือได้หรือไม่ ก็ประสานงาน เตรียมประกันตัวออกมา แต่ก็มีเรื่องสลับซับซ้อน เพราะสุดท้ายปรากฏว่าฝ่ายญาติมีเงินมาประกันตัว โดยญาติมากับเพื่อน ซึ่งไม่อาจยืนยันได้ว่า เป็นเพื่อนใคร หรือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ถือเงินมาประกันตัวให้ เพราะไม่ต้องการให้องค์กรต่างประเทศเข้ามามีส่วนในเรีื่องนี้มากนัก

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่บุคคลทั้งสองถูกจับ กลับพบว่า ในโลกของออนไลน์ เขายังมีตัวตน และยังออนไลน์ผ่านระบบ IM เมื่อลองทักถามไป อีกฝ่ายตอบกลับมาว่า ข่าวของการถูกจับไม่เป็นควา่มจริง

“แต่ตอนนี้ก็พบแล้วว่า มีการจับกุมจริง แล้วเรื่องการออนไลน์นั้น... ไม่มีคำตอบ” จีรนุชกล่าว

ในประเด็นดังกล่าว ก็เป็นข้อสงสัยที่ผู้เข้าร่วมเสวนาถามกับวิทยากรด้วยเช่นกัน ว่าหากพบว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ ปลอมแปลงตัวตนหรือขโมยตัวตนของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต โดยหวังที่จะหาเบาะแส ข้อมูลที่ได้จะสามารถนำไปใช้การเป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้หรือไม่

โดย ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และกมธ.ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ตอบประเด็นดังกล่าวว่า ตามมาตรา 25 ศาลจะต้องดูที่ความสุจริตเป็นหลัก แต่การจะทำให้ศาลเชื่อในกรณีนี้ ก็ถือเป็นกรณีที่ทนายจะต้องมีความสามารถมาก

"ในมาตรา 25 ศาลต้องดูความสุจริตและดูฐานความผิดเป็นปกติ ต้องบอกพวกเราว่า มีฐานความผิดอันหนึ่ง ถ้าเกิดเป็นกรณีฐานความผิดนี้แล้ว จะให้ความพิเศษ ก็คือเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งไม่ว่าพยานหลักฐานเป็นอย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ส่วนใหญ่แล้ว จะรับฟังหมด แต่ถ้าเป็นกรณีทั่วไปแล้ว ส่วนใหญ่จะไม่"

ใช้กฎหมายคอมพิวเตอร์็ดีแล้ว ดีกว่าใช้กฎหมายใหญ่กว่านี้

จีรนุชเล่าว่า ผู้ถูกจับทั้งสองคน ลำบากใจที่จะตอบหรือให้ข้อมูลใดๆ เนื่องจากได้รับการขอร้องว่าไม่ให้ข่าวกับสื่อมวลชน

“ทำไมกรณีแรกๆ ของคนที่ถูกจับโดยพ.ร.บ.คอม จึงลึกลับซับซ้อน ทำไมไม่เกิดขึ้นโดยเปิดเผย ลักษณะการถูกจับกุม ก็มีเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปสิบกว่าคน โดยญาติไม่รับทราบ อีกกรณี ก็ถูกบุกขึ้นห้องนอน จับตัวไป พร้อมยึดคอมพิวเตอร์ กักตัวไว้ที่กองปราบ 7 วันก่อนไปเรือนจำ” จีรนุชกล่าว

ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไทกล่าวต่อว่า คำถามที่ตามมา คือเรานึกไม่ออกว่ามีเหตุผลอะไรที่เจ้าหน้าที่ต้องพยายามไม่ให้เรื่องนี้เป็นข่าวทางสาธารณะ ทั้งที่นี่เป็นเรื่องแรกที่ถูกจับตามพ.ร.บ.นี้ แต่ทุกอย่างถูกทำให้เงียบ จึงน่าสงสัยว่า มีความถูกต้องเป็นธรรมหรือเปล่า นี่เป็นความสงสัยโดยปกติที่เกิดขึ้น และบรรยากาศความกลัวของผู้คนที่สื่อสารทางเน็ต ก็รู้สึกเหมือนมีอำนาจมืดที่ถูกใช้ภายใต้พ.ร.บ.นี้

แม้รัฐมนตรีจะตอบแก่สาธารณะว่าไม่ทราบเรื่องคดี แม้เรื่องนี้จะถูกเรียกว่าเป็นคดี “จับเงียบ” นักเล่นเน็ต แม้ผู้ถูกจับจะติดต่อญาติไม่ได้ ทั้งหมดอาจจะเป็นความเข้าใจผิด เพราะตำรวจซึ่งใกล้ชิดระดับปฏิบัติงาน อย่าง พ.ต.อ. ญาณพล ยืนยันว่า ทั้งหมดผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง

พ.ต.อ.ญาณพลกล่าวว่า ตามกฎหมายนี้ ไม่ใช่นึกจะจับก็จับ แต่ต้องมีการทำสำนวนส่งฟ้อง ทั้งหมดต้องผ่านกระบวนการ มิใช่มาตั้งคำถามเรื่องไม่มีข่าวหรือว่ามันผ่านกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ ตามกฎหมายนี้มีกรณีเดียวที่จะจับได้คือเป็นการทำความผิดซึ่งหน้า แต่รายที่กล่าวมานี้ ศาลต้องเห็นว่าจับ ถึงจับได้ แต่เนื่องจากตรวจสอบประวัติแล้วพบว่าไม่ค่อยสมประกอบ จึงปล่อยตัวออกมา

“เนื่องจากตรวจสอบประวัติแล้วพบว่าไม่ค่อยสมประกอบ แม่ พี่สาวกับญาติ ก็รับไปเลี้ยงดู ตอนนี้ก็อยู่ในความดูแลของครอบครัว”

โดยพ.ต.อ.ญาณพลย้ำว่า กรณีนี้ มีกระบวนการชัดเจน ตั้งแต่ขั้นทำสำนวน ขอหมายศาล พร้อมทั้งสำทับว่า “ลองไปติดต่อเขาแล้วกันละครับ ตอนนี้เขาอยู่กับพี่สาว พี่สาวดูแลเขาอยู่”

และเมื่อผู้เข้าร่วมเสวนาถามว่า กรณีที่ถูกจับนี้ ถูกจับตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ใช่หรือไม่ เขาย้ำว่า ใช่ พร้อมกล่าวสำทับว่า

“ที่เอาพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพราะไม่อยากเอาพ.ร.บ.ใหญ่กว่านี้”

ศูนย์รณรงค์นโยบายสื่อมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ร่วมกันจัดงานสัมมนาในหัวข้อ “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำเกี่ยวกับคอมพิวเตอร ์ฉบับใหม่และการคัดค้านของโลกไซเบอร์: จากตำราสู่การปฏิบัติจริง”

การสัมมนาแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ภาค ‘ทฤษฎี’ และภาคปฏิบัติ โดยมีวิทยากรได้แก่ รศ.ดร.โสรัจจ์ พงศ์ลดารมภ์ ผอ.ศูนย์จริยธรมมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม (DSI), คุณไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และกมธ.ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

ในส่วนของภาค ‘ปฏิบัติ’ นั้น มีวิทยากร ได้แก่ คุณจีรนุช เปรมชัยพร เว็บไซต์ประชาไท, คุณสฤณี อาชวานันทกุล สื่อพลเมือง บล็อกเกอร์อิสระ, คุณไชยกร อภิวัฒโนกุล Chief Security Officer PTT ICT Solution

ข่าวก่อนหน้า: สังคมไซเบอร์หลัง พ.ร.บ.คอม (2): แนวโน้ม ‘สื่อพลเมือง’ กลัวและเกร็งภายใต้ความ มั่นคงของรัฐ

ͧ¤ì¡ÃàÊÃÕÀÒ¾Ê×èÍ àºÃ¤ ʹª àÃ×èͧ ÍÔ¹àµÍÃì๵

 

Ç͹ʹª. ËÂØ´ÍÍ¡¡®ËÁÒ ËÅѧàË繼Ũҡ ¡.Á. ¤ÍÁ¾ÔÇàµÍÃì  

 

¨Ò¡¡Ã³Õ¡ÒèѺà§Õº¹Ñ¡àÅè¹à¹çµ 2 ÃÒ ¤»Ê. áÅÐ FACT àÃÕ¡Ãéͧ»ÃЪҪ¹ÃèÇÁ¡Ñ¹ÂѺÂÑé§Ê¹ª. 㹡ÒüÅÑ¡´Ñ¹¡®ËÁÒ·Õè¢Ñ´ÊÔ·¸ÔàÊÃÕÀÒ¾ â´Â·Õè¼èÒ¹ÁÒ ÁÕ¡®ËÁÒ©ºÑºáá·Õà¢éÒÊÀÒ ¤×Í ¾.Ã.º.ÇèÒ´éÇ¡ÒáÃзӤÇÒÁ¼Ô´à¡ÕèÂǡѺ¤ÍÁ¾ÔÇàµÍÃì ¾.È. 2550 «Öè§»ÃСÒÈãªéÍÂèÒ§ÃÇ´àÃçÇ áµèà¹×éÍËÒÂѧÁÕ¤ÇÒÁ¤ÅØÁà¤Ã×Í áÅФÇÒÁ¤ÅØÁà¤Ã×ʹѧ¡ÅèÒÇ ¡çà¡Ô´¢Öé¹ã¹¡Ã³Õ¡ÒèѺà§Õº¤¹àÅè¹à¹çµ 2 ¤¹

 

 àÁ×èÍÇѹ·Õè 11 ¡.Â. 50 ¤³Ð¡ÃÃÁ¡ÒÃóç¤ìà¾×èÍ¡Òû¯ÔÃÙ»Ê×èÍ (¤»Ê) áÅÐ à¤Ã×Í¢èÒÂàÊÃÕÀÒ¾µè͵éÒ¹¡ÒÃà«ç¹à«ÍÃì»ÃÐà·Èä·Â (FACT) ÃèÇÁ¡Ñ¹ÍÍ¡á¶Å§¡Òóì¡Ã³Õ¼Ùé¶Ù¡¨Ñº¡ØÁÀÒÂãµé¾.Ã.º.ÇèÒ´éÇ¡ÒáÃзӤÇÒÁ¼Ô´à¡ÕèÂǡѺ¤ÍÁ¾ÔÇàµÍÃì ¾.È. 2550

 

·Ñé§Êͧͧ¤ì¡ÃÊ×èÍÃкØÇèÒ ¡Ã³Õ·ÕèÁÕ¡ÒèѺ¡ØÁ¤¹ä·Â 2 ¤¹ ËÅѧ¨Ò¡áÊ´§¤ÇÒÁàËç¹ÍѹÍÒ¨¨Ðà¢éÒ¢èÒ¢éÍÁÙÅÍѹà»ç¹à·ç¨ áÅÐÊ觼ŵèͤÇÒÁÁÑ蹤§ ËÃ×ͤÇÒÁµ×è¹µÃÐ˹¡¢Í§»ÃЪҪ¹ ¼èÒ¹·Ò§Ëéͧʹ·¹Òã¹ÍÔ¹àµÍÃìà¹çµ «Öè§ÂѧäÁèÁդӵͺà»ç¹·Ò§¡ÒèҡÃѰºÒÅä·Âà¡ÕèÂǡѺ·ÕèÁÒ ·Õèä» áÅÐÃٻẺ¢Í§¡Ãкǹ¡ÒôÓà¹Ô¹¤´Õ·Õèà¡Ô´¢Öé¹ «Ö觡óմѧ¡ÅèÒÇ ¨Óà»ç¹·ÕèÃѰºÒŵéͧãËé¢éÍà·ç¨¨ÃÔ§áÅÐáÊ´§¨Ø´Â׹㹡óչÕéµèÍÊÒ¸ÒóЪ¹

â´Â੾ÒСÒõéͧÁÕËÅÑ¡»ÃСѹÇèÒ ¼Ùé¶Ù¡´Óà¹Ô¹¤´Õ¨Ò¡¾.Ã.º.ÇèÒ´éÇ¡ÒáÃзӤÇÒÁ¼Ô´à¡ÕèÂǡѺ ¤ÍÁ¾ÔÇàµÍÃì ¾.È. 2550 µéͧä´éÃѺ¤ÇÒÁà»ç¹¸ÃÃÁ¨Ò¡¡Ãкǹ¡ÒÃÂØµÔ¸ÃÃÁ áÅÐä´éÃѺ¡ÒäØéÁ¤ÃͧÊÔ·¸Ôâ´ÂäÁè¶Ù¡¢èÁ¢Ùè¤Ø¡¤ÒÁ ËÃ×Í ¶Ù¡·ÃÁÒ¹·Ñé§·Ò§ÃèÒ§¡ÒÂáÅШԵ㨵͹˹Öè§ã¹á¶Å§¡ÒóìÃкØ

 

·Ñé§¹Õé ¡Ã³Õ´Ñ§¡ÅèÒÇÂѧÊзé͹ãËéàËç¹¶Ö§»Ñ­ËҢͧ¡ÒûÃСÒÈãªé¾.Ã.º.ÇèÒ´éÇ¡ÒáÃзӤÇÒÁ¼Ô´à¡ÕèÂǡѺ¤ÍÁ¾ÔÇàµÍÃì ¾.È. 2550 µÒÁÁÒµÃÒ 14 ÇÃä 2 ·ÕèÁÕà¹×éÍËÒ¤ÇÒÁ¼Ô´ à¡ÕèÂǡѺ ¡ÒùÓà¢éÒÊÙèÃкº¤ÍÁ¾ÔÇàµÍÃì«Öè§¢éÍÁÙŤÍÁ¾ÔÇàµÍÃìÍѹà»ç¹à·ç¨ â´Â»ÃСÒ÷Õè¹èÒ¨Ðà¡Ô´¤ÇÒÁàÊÕÂËÒµèͤÇÒÁÁÑ蹤§¢Í§»ÃÐà·ÈËÃ×Í¡èÍãËéà¡Ô´ ¤ÇÒÁµ×è¹µÃÐ˹¡á¡è»ÃЪҪ¹

 

 â´Â¡®ËÁÒ¹Õéà»ç¹¡¯ËÁÒ©ºÑºáá·Õè¼èÒ¹¡ÒþԨÒóҢͧ ÊÁÒªÔ¡ÊÀҹԵԺѭ­ÑµÔáËè§ªÒµÔ (ʹª.) Êзé͹ਵ¹Ò㹡ÒäǺ¤ØÁÊÔ·¸ÔàÊÃÕÀҾ㹡ÒÃà¢éÒ¶Ö§¢éÍÁÙÅ¢èÒÇÊÒà ¡ÒÃáÊ´§ÍÍ¡·Ò§¤ÇÒÁ¤Ô´ áÅФÇÒÁÃÙéÊÖ¡¢Í§»ÃЪҪ¹ ÍÕ¡·Ñé§ÁҵáÒÃ㹡ÒÃãªé¡®ËÁÒ ¡®¡ÃзÃǧ áÅлÃСÒÈÃÐàºÕºµèÒ§æ Âѧ¢Ò´¤ÇÒÁªÑ´à¨¹ ÁÕ¤ÇÒÁ¤ÅØÁà¤Ã×Í à»Ô´ªèͧãËéà¨éÒ˹éÒ·Õè¢Í§ÃѰãªé¡®ËÁÒÂä»ã¹·Ò§·ÕèÁԪͺä´é

 

¤»Ê. áÅÐ FACT ¨Ö§àÃÕ¡ÃéͧãËéÃѰºÒÅáÅÐÃѰÊÀÒ·ÕèÁÒ¨Ò¡¡ÒÃàÅ×Í¡µÑé§ ¨Óà»ç¹µéͧ·º·Ç¹¡®ËÁÒ´ѧ¡ÅèÒÇã¹Í¹Ò¤µ ÍÕ¡·Ñé§»ÃЪҪ¹µéͧáÊ´§¾ÅѧÂѺÂÑé§ Ê¹ª. 㹡ÒüÅÑ¡´Ñ¹ÃèÒ§¡®ËÁÒÂÍ×è¹æ ·Õè¢Ñ´µèÍÊÔ·¸ÔàÊÃÕÀÒ¾¢Í§»ÃЪҪ¹ àªè¹ ¾.Ã.º.¤ÇÒÁÁÑ觤§ÀÒÂã¹ÃÒªÍҳҨѡà ¾.È…. áÅÐ ¾ÃÐÃÒªºÑ­­ÑµÔ»ÃÒº»ÃÒÁÇѵ¶ØÂÑèÇÂØ¾ÄµÔ¡ÃÃÁÍѹµÃÒ ¾.È….. à»ç¹µé¹

 

·Ñé§¹Õé ¤»Ê áÅÐ FACT ä´é¢ÍãËé¼ÙéãªéÍÔ¹à·ÍÃìà¹çµã¹¾×é¹·Õèä«àºÍÃìà½éÒÃÐÇѧ¤ÇÒÁ»ÅÍ´ÀÑÂ㹪ØÁª¹ Í͹äŹì à¾ÃÒÐËÅѧ¾ÃÐÃÒªºÑ­­ÑµÔÇèÒ´éÇ¡ÒáÃзӤÇÒÁ¼Ô´à¡ÕèÂǡѺ¤ÍÁ¾ÔÇàµÍÃì ¾.È. 2550 Áռźѧ¤Ñºãªé (19 ¡.¤. 50) à¾Õ§ 40 Çѹ ¢èÒÇ¡ÒèѺ¡ØÁ¡ÅØèÁ¤¹·ÕèáÊ´§ÍÍ¡·Ò§¡ÒÃàÁ×ͧ㹪ØÁª¹Í͹äŹì (Cyber-dissidents) ÍÂèÒ§à§Õº§Ñ¹ä´éà¡Ô´¢Öé¹áÅéÇà»ç¹¤ÃÑé§áááÅФҴÇèÒ¨ÐÁÕÃÒµèÍä»

 

â´Â·Ò§ ¤»Ê. áÅÐ FACT àµÃÕÂÁ·Ó¨´ËÁÒÂà»Ô´¼¹Ö¡ Â×è¹¶Ö§¹Ò¡ÃѰÁ¹µÃÕáÅÐÃѰÁ¹µÃÕ¡ÃзÃǧäͫշÕÍÂèÒ§à»ç¹·Ò§¡Òà à¾×èͶÒÁ¶Ö§¡Ã³Õ´Ñ§¡ÅèÒÇ «Ö觤ҴÇèÒ¨ÐÂ×è¹Ë¹Ñ§Ê×ÍÀÒÂã¹µé¹ÊÑ»´ÒËì˹éÒ

 

 á¶Å§¡Òóì

¡Ã³Õ¼Ùé¶Ù¡¨Ñº¡ØÁÀÒÂãµé ¾ÃÐÃÒªºÑ­­ÑµÔ¡ÒáÃзӤÇÒÁ¼Ô´à¡ÕèÂǡѺ¤ÍÁ¾ÔÇàµÍÃì ¾.È. 2550

 

¨Ò¡¡Ã³Õ˹ѧÊ×;ÔÁ¾ìä¿á¹¹«ìàªÕÂÅä·ÁÊì ©ºÑºÊØ´ÊÑ»´ÒËì Çѹ·Õè 1-2 ¡Ñ¹ÂÒ¹ ¾.È. 2550 ÃÒ§ҹ¢èÒÇ »ÃÐà·Èä·ÂàÅԡẹàÇçºä«µìÂÙ·ÔǺì â´Â¤ÇÒÁµÍ¹Ë¹Öè§ÍéÒ§¶Ö§¤ÓãËéÊÑÁÀÒɳì¢Í§à¨éÒ˹éÒ·ÕèÃѰÃдѺÊÙ§·ÕèÃкØÇèÒ àÁ×èÍäÁè¡ÕèÊÑ»´ÒËìÁÒ¹Õé ÃѰä·Âä´éãªé ¾ÃÐÃÒªºÑ­­ÑµÔÇèÒ´éÇ¡ÒáÃзӼԴà¡ÕèÂǡѺ¤ÍÁ¾ÔÇàµÍÃì ¾.È. 2550 ¨Ñº¡ØÁ¤¹ä·Â 2 ¤¹ à¹×èͧ¨Ò¡áÊ´§¤ÇÒÁàËç¹à¢éÒ¢èÒÂËÁÔè¹¾ÃÐÁËÒ¡ÉѵÃÔÂìã¹Ëéͧʹ·¹Òº¹ ÍÔ¹à·ÍÃìà¹çµ ã¹¢³Ð·ÕèÃѰÁ¹µÃÕ¡ÃзÃǧ෤â¹âÅÂÕÊÒÃʹà·ÈáÅСÒÃÊ×èÍÊÒà (äͫշÕ) ä´é»¯Ôàʸ¢èÒǴѧ¡ÅèÒÇáÅзҧÃѰºÒÅä·Â¡çäÁèä´éãËé¤ÓµÍºÍÂèÒ§à»ç¹·Ò§¡Òà ˹ѧÊ×;ÔÁ¾ì»ÃЪÒä· (www.prachatai.com) ä´éÃÒ§ҹÇèÒ¾º¡ÒèѺ¡ØÁ¨ÃÔ§â´ÂÁÕ˹Ö觤¹ÍÂÙèÃÐËÇèÒ§¡Òö١¤ØÁ¢Ñ§áÅÐÍա˹Ö觤¹ä´éÃѺ¡ÒûÃСѹµÑÇáÅéÇ ã¹¢³Ðà´ÕÂǡѹͧ¤ì¡ÃÊ×èÍáÅÐÊÔ·¸ÔÁ¹ØÉª¹ÃÐËÇèÒ§»ÃÐà·ÈËÅÒÂáËè§ä´éÍÍ¡á¶Å§¡ÒóìáÊ´§¤ÇÒÁËèǧãµèÍàÃ×èͧ¹ÕéÍÂèÒ§ÁÒ¡

 

¤³Ð¡ÃÃÁ¡ÒÃóç¤ìà¾×èÍ¡Òû¯ÔÃÙ»Ê×èÍ (¤»Ê) áÅÐ à¤Ã×Í¢èÒÂàÊÃÕÀÒ¾µè͵éÒ¹¡ÒÃà«ç¹à«ÍÃì»ÃÐà·Èä·Â (FACT) àËç¹Çèҡóմѧ¡ÅèÒÇà»ç¹à˵ءÒóìÃéÒÂáç·Õè¡ÃзºµèÍÊÔ·¸ÔàÊÃÕÀÒ¾¢Í§»ÃЪҪ¹ ¨Óà»ç¹·ÕèÃѰºÒŵéͧÍÍ¡ÁÒãËé¢éÍà·ç¨¨ÃÔ§áÅÐáÊ´§¨Ø´Â׹㹡óչÕéµèÍÊÒ¸Òóª¹ ä·ÂáÅлÃЪҤÁâÅ¡ â´Â੾ÒСÒõéͧÁÕËÅÑ¡»ÃСѹÇèÒ ¼Ùé¶Ù¡´Óà¹Ô¹¤´Õ¨Ò¡¾ÃÐÃÒªºÑ­­ÑµÔÇèÒ´éÇ¡ÒáÃзӤÇÒÁ¼Ô´à¡ÕèÂǡѺ ¤ÍÁ¾ÔÇàµÍÃì ¾.È. 2550 µéͧä´éÃѺ¤ÇÒÁà»ç¹¸ÃÃÁ¨Ò¡¡Ãкǹ¡ÒÃÂØµÔ¸ÃÃÁ áÅÐä´éÃѺ¡ÒäØéÁ¤ÃͧÊÔ·¸Ôâ´ÂäÁè¶Ù¡¢èÁ¢Ùè¤Ø¡¤ÒÁ ËÃ×Í ¶Ù¡·ÃÁÒ¹·Ñé§·Ò§ÃèÒ§¡ÒÂáÅШԵã¨

 

¡Ã³Õ¹ÕéÊзé͹ãËéàËç¹¶Ö§»Ñ­ËҢͧ¡ÒûÃСÒÈãªé¾ÃÐÃÒªºÑ­­ÑµÔÇèÒ´éÇ¡Òá ÃзӤÇÒÁ¼Ô´à¡ÕèÂǡѺ¤ÍÁ¾ÔÇàµÍÃì ¾.È. 2550 µÒÁÁÒµÃÒ 14 ÇÃä 2 ·ÕèÇèÒ ¡Òà ¹Óà¢éÒÊÙèÃкº¤ÍÁ¾ÔÇàµÍÃì«Öè§¢éÍÁÙŤÍÁ¾ÔÇàµÍÃìÍѹà»ç¹à·ç¨ â´Â»ÃСÒ÷Õè¹èÒ¨Ðà¡Ô´¤ÇÒÁàÊÕÂËÒµèͤÇÒÁÁÑ蹤§¢Í§»ÃÐà·ÈËÃ×Í¡èÍãËéà¡Ô´ ¤ÇÒÁµ×è¹µÃÐ˹¡á¡è»ÃЪҪ¹

 

 ¡®ËÁÒ¹Õéà»ç¹¡¯ËÁÒ©ºÑºáá·Õè¼èÒ¹¡ÒþԨÒóҢͧ ÊÁÒªÔ¡ÊÀҹԵԺѭ­ÑµÔáËè§ªÒµÔ (ʹª.) «Öè§àµçÁä»´éÇ¢é͡ѧÇÅËÅÒ»ÃСÒà à¾ÃÒÐÊзé͹ਵ¹Ò㹡ÒäǺ¤ØÁÊÔ·¸ÔàÊÃÕÀҾ㹡ÒÃà¢éÒ¶Ö§¢éÍÁÙÅ¢èÒÇÊÒà ¡ÒÃáÊ´§ÍÍ¡·Ò§¤ÇÒÁ¤Ô´ áÅФÇÒÁÃÙéÊÖ¡¢Í§»ÃЪҪ¹ ÍÕ¡·Ñé§ÁҵáÒÃ㹡ÒÃãªé¡®ËÁÒ ÃÇÁ¶Ö§¡®¡ÃзÃǧáÅлÃСÒÈÃÐàºÕºµèÒ§æ Âѧ¢Ò´¤ÇÒÁªÑ´à¨¹ ÁÕ¤ÇÒÁ¤ÅØÁà¤Ã×Í à»Ô´ªèͧãËéà¨éÒ˹éÒ·Õè¢Í§ÃѰãªé¡®ËÁÒÂä»ã¹·Ò§·ÕèÁԪͺä´é

 

 ´Ñ§¹Ñé¹ ÃѰºÒÅáÅÐÃѰÊÀÒ·ÕèÁÒ¨Ò¡¡ÒÃàÅ×Í¡µÑ駨Óà»ç¹µéͧ·º·Ç¹ ¡®ËÁÒ´ѧ¡ÅèÒÇã¹Í¹Ò¤µ ÍÕ¡·Ñé§»ÃЪҪ¹µéͧáÊ´§¾ÅѧÂѺÂÑé§ Ê¹ª. 㹡ÒüÅÑ¡´Ñ¹ÃèÒ§¡®ËÁÒÂÍ×è¹æ ·Õè¢Ñ´µèÍÊÔ·¸ÔàÊÃÕÀÒ¾¢Í§»ÃЪҪ¹ àªè¹ ¾ÃÐÃÒªºÑ­­ÑµÔ¤ÇÒÁÁÑ觤§ÀÒÂã¹ÃÒªÍҳҨѡà ¾.È…. áÅÐ ¾ÃÐÃÒªºÑ­­ÑµÔ»ÃÒº»ÃÒÁÇѵ¶ØÂÑèÇÂØ¾ÄµÔ¡ÃÃÁÍѹµÃÒ ¾.È….. à»ç¹µé¹

 

 ·Ñé§¹Õé ¤»Ê áÅÐ FACT ¢ÍãËé¼ÙéãªéÍÔ¹à·ÍÃìà¹çµã¹¾×é¹·Õèä«àºÍÃìà½éÒÃÐÇѧ¤ÇÒÁ»ÅÍ´ÀÑÂ㹪ØÁª¹ Í͹äŹì à¾ÃÒÐËÅѧ¾ÃÐÃÒªºÑ­­ÑµÔÇèÒ´éÇ¡ÒáÃзӤÇÒÁ¼Ô´à¡ÕèÂǡѺ¤ÍÁ¾ÔÇàµÍÃì ¾.È. 2550 Áռźѧ¤Ñºãªé (19 ¡Ã¡®Ò¤Á ¾.È. 2550) à¾Õ§ 40 Çѹ ¢èÒÇ¡ÒèѺ¡ØÁ¡ÅØèÁ¤¹·ÕèáÊ´§ÍÍ¡·Ò§¡ÒÃàÁ×ͧ㹪ØÁª¹Í͹äŹì (Cyber-dissidents) ÍÂèÒ§à§Õº§Ñ¹ä´éà¡Ô´¢Öé¹áÅéÇà»ç¹¤ÃÑé§áááÅФҴÇèÒ¨ÐÁÕÃÒµèÍä»

 

¤»Ê áÅÐ FACT ¢ÍàÃÕ¡ÃéͧãËé ͧ¤ì¡ÃÊÔ·¸ÔÁ¹ØÉª¹áÅлÃЪҤÁ¹Ò¹ÒªÒµÔµÔ´µÒÁ¼Å¡ÃзºµèÍàÃ×èͧ¹ÕéÍÂèÒ§ã¡Åé ªÔ´ à¹×èͧ¨Ò¡à»ç¹àÃ×èͧ·ÕèÊ觼šÃзºµèÍÊÔ·¸Ô¾ÅàÁ×ͧáÅÐÊÔ·¸Ô·Ò§¡ÒÃàÁ×ͧÍÂèÒ§ ÁÕ¹ÑÂÂÐÊӤѭ ÍÕ¡»ÃСÒä×ÍÊ×èÍÍÔ¹à·ÍÃìà¹çµ¶×Íà»ç¹Ê×èÍÊÒ¡Å ·Õè»ÃÒȨҡàÊé¹áºè§à¢µá´¹ ´Ñ§¹Ñé¹ÃѰä·Â¨Óà»ç¹µéͧ¾ÅÇѵ¡ÒÃÂÍÁÃѺ¡ÒÃãªéÊÔ·¸ÔàÊÃÕÀÒ¾¢Í§¾ÅàÁ×ͧã¹Ê×èÍ ÍÔ¹à·ÍÃìà¹çµ (Cyber citizens) µÒÁÁҵðҹÍѹà»ç¹·ÕèÂÍÁÃѺ¡Ñ¹ã¹ÃдѺÊÒ¡Å

 

 ¤³Ð¡ÃÃÁ¡ÒÃóç¤ìà¾×èÍ¡Òû¯ÔÃÙ»Ê×èÍ (¤»Ê)

à¤Ã×Í¢èÒÂàÊÃÕÀÒ¾µè͵éÒ¹¡ÒÃà«ç¹à«ÍÃì»ÃÐà·Èä·Â (FACT)

11 ¡Ñ¹ÂÒ¹ 2550

ครม. ยืดแผนแม่บทไอซีทีฉบับ 1 วง ในชี้แผนฉบับ 2 ใช้ไม่ได้ [12 ก.ย. 50 - 09:31]

 

ครม. ยืดแผนแม่บทไอซีทีฉบับ 1 วง ในชี้แผนฉบับ 2 ใช้ไม่ได้ [12 ก.ย. 50 - 09:31]

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. วานนี้ (11 ก.ย.) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ได้เสนอขอขยายระยะเวลาใช้แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ แผนแม่บทไอซีที ฉบับที่ 1 จากปี 2545-2549 ไปจนถึงปี 2551 โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากกรอบของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 ไม่เพียงพอต่อการกำหนดทิศทางการจัดทำแผนแม่บทไอซีทีฉบับที่ 2 ที่ต้องครอบคลุมแนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

ด้านนายสิทธิชัย โภไคยอุดม รมว.ไอซีที ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม. ว่า การประชุม ครม. ครั้งนี้ มีเรื่องเกี่ยวข้องกับกระทรวงไอซีทีเพียงเรื่องเดียว คือ การเสนอขอขยายระยะเวลาแผนแม่บทไอซีที โดยมีเหตุผลตามที่ได้แจ้งต่อที่ประชุม ส่วนกรณีที่คณะกรรมการ หรือ บอร์ด บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ ทีโอที มีมติจัดซื้ออุปกรณ์รองรับการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ บรอดแบนด์ ด้วยวิธีพิเศษนั้น ได้ทำหนังสือขอให้บอร์ดทีโอทีชี้แจงเหตุผลที่ชัดเจนต่อสังคมแล้ว

 

สำหรับแผนแม่บทไอซีทีฉบับที่ 2 กระทรวงไอซีทีได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นผู้ศึกษาและรวบรวมข้อมูลการจัดทำ ด้วยวงเงินประมาณ 11 ล้านบาท เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปี 2548 โดยเมื่อประมาณต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยศิลปากรและกระทรวงไอซีทีได้เปิดรับฟังความคิดเห็นขึ้นในภูมิภาคต่างๆ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงไอซีทีเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ส่งมอบงานให้กับกระทรวงไอซีทีแล้ว แต่กระทรวงไอซีทีไม่ตรวจรับงานเนื่องจากพบว่า ไม่สามารถใช้การได้

กระทรวงไอซีทีเตือน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ไม่แอ๊บแบ๊ว เอาผิดได้จริง

 

กระทรวงไอซีทีเตือน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ไม่แอ๊บแบ๊ว เอาผิดได้จริง  

เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 50 บริษัท แม็กซิม่า คอนซัลแตนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทประชาสัมพันธ์  เผยแพร่ข่าวเรื่อง “โลกสดใสกับไซเบอร์สีขาว” ซึ่งเป็นข่าวประชาสัมพันธ์จากกิจกรรม “ไวท์ไซเบอร์” เวิร์คช้อปเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่จัดโดยกระทรวงไอซีที โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่กลุ่ม “เอสคลับ ทาเลนท์ บอยส์ แอนด์ เกิร์ล” ราว 100 คน ณ สยามเซ็นเตอร์ ในฐานะที่เป็นแหล่งนัดพบของเด็กวัยรุ่นทุกยุค ทุกสมัย

 ในเนื้อความ ระบุถึงการเปลี่ยนผ่านไปเป็นประเทศที่กำลังถูกปกครองด้วยเทคโนโลยีไซเบอร์ว่า “พลังหนุ่มสาววันนี้ เป็นพลังยิ่งใหญ่ที่จะพัฒนาประเทศชาติ ถ้าเพียงแค่วัยรุ่น คนหนุ่มสาว ใส่ใจ ใฝ่ศึกษา รู้ทันโลก ก็จะช่วยให้ประเทศเราที่กำลังถูกปกครองด้วยเทคโนโลยีไซเบอร์ เป็นโลกไซเบอร์ที่ใสสะอาด”

บริษัท แม็กซิม่า คอนซัลแตนท์ จำกัด เผยแพร่ในข่าวว่า กระทรวงไอซีที ซึ่งนำโดย กฤษฎิ์พงษ์ หริ่มเจริญ รองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ฬนฐานะผู้จัดงาน กล่าวถึง เรื่องการคุมเข้มของสังคมออนไลน์ว่า “เมื่อโลกเดินหน้าเข้าสู่ยุคอิเล็กทรอนิกส์ สังคมเป็นอี-โซไซตี้ รัฐบาลเป็นอี-โกฟเวิลเมนท์ เราจึงต้องวางแนวทางการอยู่อาศัยบนโลกอินเตอร์เน็ตอย่างปลอดภัย”

 “โลกไซเบอร์ไม่ใช่โลกแห่งความจริงใจ ไว้ใจไม่ได้ ผู้คนที่เดินทางท่องเที่ยวบนไซเบอร์ มักจะไม่ใช้ชื่อเสียงตัวตนจริง มีเด็กวัยรุ่นถูกหลอกลวงไปในทางที่ผิด ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหาย การคุมเข้มสังคมออนไลน์ ที่มีบทลงโทษชัดเจน จะช่วยให้โลกไซเบอร์ขาวสะอาดขึ้น และถูกจับเข้าคุกแน่นอน หากกระทำการดังนี้ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์คนอื่นที่ตั้งรหัสผ่านไว้  นำรหัสผ่านของผู้อื่นไปเผยแพร่ ล้วงเข้าไปดูข้อมูลคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ดักรับอี-เมล์คนอื่น แก้ไขข้อมูลและ ฟอร์เวิร์ดเมล์ที่ปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มา ก่อกวนระบบคนอื่นจนล่มด้วยสปายแวร์หรือสแปมเมล์,ส่งต่อภาพลามก อนาจารหรือเนื้อหาที่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย หรือทำลายความมั่นคงของชาติ”

 พ.ต.ท.ดรัณ จาดเจริญ สารวัตรงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำผิดทางเทคโนโลยี เปิดเผยว่า “ที่ผ่านมา คนผิดบนโลกไซเบอร์ อาศัยความชาญฉลาดและรวดเร็วของคอมพิวเตอร์ ในการล้างบาป ล้างความผิดของตนเอง แต่วันนี้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับนี้ ไม่แอ๊บแบ๊ว ตรงกันข้าม กลับมีบทลงโทษที่ครอบคลุมไปถึงผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการ ความผิดที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ และความผิดที่คนต่างด้าวที่ทำในเมืองไทย ส่วนความผิดที่พบกันบ่อยสุดในไทย จะเป็นเรื่องของการแฮกเกอร์ และการโจรกรรมข้อมูลทางการเงิน”

มรกต กุลธรรมโยธิน นายกสมาคมผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตไทย กล่าวว่า “โลกไซเบอร์ ก็เหมือนกับสังคมหนึ่ง ที่มีทั้งคนดี คนไม่ดี ทุกคนเข้าสู่โลกนี้ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ผ่านมาไม่เคยมีกฎระเบียบมาบังคับ ทำให้มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นมากมาย จึงต้องมีการจัดระเบียบ มีบทลงโทษให้หลาบจำและยำเกรง บ้านไหนที่มีการใช้อินเตอร์เน็ตแบบไร้สาย ควรจะติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย หรือการตั้งรหัสผ่าน เพราะบ้านอื่นอาจจะลักลอบเข้าใช้เพื่อกระทำความผิดได้ และเยาวชนควรจะระมัดระวัง เรื่องการโพสต์ กระทู้ต่างๆ เพราะขณะนี้ มีการเก็บข้อมูลทั้งหมดไว้ หากกระทู้เรา ทำให้ผู้อื่นเกิดความเสียหาย จะถูกฟ้องร้องเอาความผิดได้เช่นกัน”

ปรเมศวร์ มินศิริ นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย เปิดเผยว่า “กฎหมายนี้ เป็นเครื่องมือที่ช่วยคุ้มครองให้เราปลอดภัย ไม่ต้องอับอายจากความสนุกสนานของใครบางคน อาทิ หากเราเล่นอินเตอร์เน็ตอยู่ในหอพัก มีการ์ตูนน่ารักส่งเข้ามา เชิญชวนให้เราโหลด การโหลดครั้งนี้ อาจจะเป็นกับดักไซเบอร์ เมื่อเราโหลดแล้ว คนอื่นจะแฮกและดึงข้อมูลของเราได้ หากไม่แน่ใจ หรือสงสัยว่าจะเป็นอันตราย ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อชื่อเสียงอย่างไร เริ่มแรกสามารถแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ที่เว็บไซต์ www.hotline.in.th เป็นเว็บความร่วมมือของรัฐบาลและเอกชน ที่จะช่วยแนะนำและแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้”

กำกับดูแล สื่อ ยุคใหม่

 

อนาคตการกำกับดูแลสื่อดิจิตอล เป็น แบบใดในยุคสื่อคอนเวอร์เจนซ์ [5 ก.ย. 50 - 06:31]

 

ในยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในสาขาต่างๆ เช่น การโทรคมนาคม (Telecommunication) คอมพิวเตอร์ (computer) อินเทอร์เน็ต (Internet) และการกระจายภาพและเสียง (Broadcast) ประสานกันรวมเป็นหนึ่งเดียว หรือที่เรียกว่า “การหลอมรวมของสื่อดิจิตอล (Digital Convergence)” ทำให้เกิดบริการใหม่ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวออกมามากมาย อาทิ โทรศัพท์ทางไกลผ่านเครือข่ายไอพี (ไอพีโฟน) โทรทัศน์ที่รับชมผ่านทางอินเทอร์เน็ต (IPTV) วิทยุออนไลน์ คลิปวิดีโอบนเว็บไซต์ เช่น ยูทูวป์ดอทคอม หรือแม้แต่โมบายทีวี ที่เป็นการดูโทรทัศน์ผ่านมือถือ เป็นต้น

 

นอกจากเรื่องบริการแล้วก็จะเห็นการคอนเวอร์เจนซ์ของ อุปกรณ์ดิจิตอล (Digital Device) ที่ใช้ในการเข้าถึงบริการต่างๆ เช่น พีดีเอโฟน คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ที่เข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เนื่องจากผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร ขณะนี้ เริ่มให้ความหลากหลายมากขึ้น เช่น มีทั้งโทรศัพท์พื้นฐาน อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ เคเบิลทีวี และให้บริการคอนเทนท์ จึงเป็นที่น่าสนใจว่า เมื่อผู้ให้บริการ หรือโอเปอเรเตอร์ก้าวสู่ยุคคอนเวอร์เจนซ์ตามกระแสเทคโนโลยีทั่วโลกแล้ว องค์กรอิสระที่มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม และคอนเทนท์ที่ให้บริการนั้น ได้ก้าวตามเทคโนโลยีทัน และจัดการให้เกิดการเข้าถึงดิจิตอลที่เป็นธรรม และเสรีมากน้อยเพียงใด

 

คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เองก็เป็นหน่วยงานที่ต้องมากำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของไทย ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส เสรี และเท่าเทียม ได้เห็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเมื่อ การหลอมรวมของสื่อดิจิตอล เกิดขึ้น จึงได้มีการจัดสัมมนา เรื่อง นโยบายด้านสื่อดิจิตอลหลอมรวม เพื่อระดมแนวคิด และหาตัวอย่างจากต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับสภาพสังคมไทย ร่วมกับคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อไม่นานมานี้ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและนโยบายการหลอมรวมสื่อจากประเทศสเปน เป็นวิทยากร

 

นายฮวน บาราต้า ประธานสภาสื่อออดิโอ วิชชวล แคว้นคาตาลัน และอาจารย์มหาวิทยาลัยบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ให้ความเห็นว่า หากมองการควบคุมดูแลกิจการสื่อโทรคมนาคม และสื่อกระจายภาพและเสียง (Telecommunication & Broadcast) แล้ว จะมีการนำเอาหลักการของสหภาพยุโรป (อียู) มาใช้งาน แต่การออกกฎหมายของชาติต่างๆ จะแตกต่างกัน อาทิ กฎหมายอาญา กฎหมายลิขสิทธิ์ ทว่าประเทศภาคสมาชิกสามารถถูกอียูแทรกแซงในกิจการโทรคมฯ และสื่อกระจายเสียงได้ ในส่วนของสเปนเองก็ยังไม่ค่อยยอมรับให้สื่อโทรคมฯ เปลี่ยนมาเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งยังภาครัฐบาลยังคงมีการแทรกแซงการออกใบอนุญาต และการควบคุมสื่อฯ อยู่ เนื่องจากกิจการโทรคมฯ ถูกครอบครองโดยรัฐบาลกลาง ขณะที่สื่อกระจายเสียงอยู่ในการดูแลของรัฐบาลท้องถิ่น

 

อาจารย์ ม.บาร์เซโลนา ให้ความเห็นต่อว่า การนำเอาทั้ง 2 กิจการมารวมเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์เหมือนกับชาติอื่นๆ ในอียูจึงยากมาก เพราะไม่มีใครมาดูแล กฎหมายตัวนี้ บางทีอาจต้องใช้ กฎหมายโทรคมฯ ครอบคลุมทั้งหมด เพื่อภาครัฐจะได้ดูแลได้ เพราะรัฐสภาสเปนอยากให้อำนาจด้านกฎหมายมาอยู่ที่รัฐไม่ใช่ท้องถิ่น ดังนั้น การคอนเวอร์เจนซ์จึงไม่ใช่แค่เทคนิคเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับการเมืองที่จะมีการรวมอำนาจ หรือแบ่งอำนาจดูแล ประเทศอังกฤษ และอิตาลี มีหน่วยงานเดียวดูแลทั้งหมด แต่บางประเทศก็มองว่ามีหลายหน่วยงานดีกว่ามีประสิทธิภาพการดูแลมากกว่า เช่น ประเทศฝรั่งเศส

 

นายบาราต้า ให้ความเห็นอีกว่า ส่วนประเทศสเปนมีหน่วยงานดูแลกิจการโทรคมฯ อยู่หน่วยงานเดียวแต่ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลสื่อบรอดคาสท์ เนื่องจากสื่อมวลชนในสเปนมีอิทธิพลสูง เป็นที่เกรงกลัวของนักการเมือง ดังนั้นการสร้างองค์กรใหม่เข้ามาดูแลสื่ออิเล็กทรอนิกส์ จะต้องสามารถรวมเอาอำนาจการดูแลสื่อโทรทัศน์ให้มารวมกับโทรคมนาคมได้ โดยการคอนเวอร์เจนซ์กันเป็นเรื่องของอนาคต แต่ในสังคมการเมือง จะเจอความลำบากมากขึ้นเรื่องๆ ในการรวมเอา 2 กิจการนี้เข้าด้วยกัน เนื่องจากเมื่อเข้าสู่ยุคดิจิตอลคลื่นความถี่ที่มีอยู่จะเพิ่มมากขึ้นกว่ายุคอนาล็อกใน ขณะนี้ จนไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร

 

อาจารย์ ม.บาร์เซโลนา ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ยกตัวอย่างบริการยุคคอนเวอร์เจนซ์อย่าง ดิจิตอลทีวี ยังมีข้อสังเกตว่าการให้บริการดิจิตอลทีวี ผู้ให้บริการให้บริการแบบคู่ขนานหรือไม่ เพราะช่วงแรกผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังคงมีเครื่องรับแบบอนาล็อกเพื่อดูฟรีทีวี เรื่องนี้จึงซับซ้อนมากเพราะไม่อาจคาดเดาได้ว่าคนกลุ่มนี้มีเท่าใด แต่องค์กรที่กำกับดูแลมีหน้าที่ดูแลประชาชน และทำให้ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นคนยากจน หรือผู้สูงอายุที่ต้องเข้าใจการใช้อุปกรณ์เครื่องรับรุ่นใหม่ ในกลุ่มอียูตั้งเป้าเปลี่ยนเป็นดิจิตอลทีวีหมดภายในปี ค.ศ.2010 โดยทุกสื่อจะออกอากาศแบบดิจิตอลหมด อยากไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องสำเร็จก่อนถึงเวลาเปลี่ยนผ่าน

 

นายบาราต้า ให้ความเห็นถึงการจัดสรรคลื่นความถี่ว่า เดิมทีการจัดสรรคความถี่ระดับภูมิภาคมาจากคณะกรรมการท้องถิ่น แต่ในสเปนคงเป็นเรื่องยากที่จะจัดสรรความถี่โดยองค์กรอิสระ แม้จะใช้กระบวนการศาลมาช่วยตัดสิน แต่ศาลเองก็ต้องมีขันตอนการไต่สวน ไม่ใช่การคัดเลือกแบบที่ต้องการ โดยกำลังมีแนวความคิดเปิดเสรีสื่อ แต่ยังไม่มีนโยบายอะไรที่เด่นชัดจนกว่าถึงปี ค.ศ.2010 ที่จะเห็นว่าใครได้ใบอนุญาตอะไรบ้าง สิ่งที่ต้องทำ คือ การล้างคลื่นความถี่ ช่องสัญญาณต่างๆ รวมถึงปิดสถานีเดิมที่ใช้อยู่ ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน รวมทั้งยังเป็นเรื่องที่ภ่าครัฐปิดปากประชาชนไว้ เนื่องจากที่ผ่านมากฎหมายด้านโทรคมนาคมในกลุ่มอียูยังไม่เคยมีการทำประชาพิจารณ์เลย

 

ด้าน ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (TRIDI)ภายใต้ กทช. เล่าให้ฟังว่า เราเห็นแนวโน้มการคอนเวอร์เจนซ์มานาแล้ว ตั้งแต่เทคโนโลยีการสื่อสารตั้งแต่เปลี่ยนโทรศัพท์พื้นฐานเป็นมือถือ และในวันนี้ เราก็มีบริการ Skype สำหรับโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตบนพีซี นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจน โดยมีการรวมไว้ 3 ด้าน ในด้านอุปกรณ์ โทรศัพท์มือถือในปัจจบันก็มีการรวมเอาอุปกรณ์อื่นๆ มาไว้ด้วยกัน เช่น กล้องดิจิตอล พีดีเอ ถือว่าเป็นการประสานแบบไร้รอยต่อ (Seamless Technology) และอุปกรณ์สื่อสารใหม่ๆ จะใช้งานความถี่ได้หลากหลาย

 

ผอ.สถาบัน TRIDI เล่าอีกว่า ในตลาดเทคโนโลยีคอนเวอร์เจนซ์เองก็เกิดความไม่ชัดเจน ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมก็หาลูกค้าในกลุ่มที่คาบเกี่ยวกัน ขณะที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือมีบริการใหม่ๆ ให้ลูกค้ามากขึ้น เช่น อีเมล์ ผู้ให้บริการอีเมล์ก็มีผลิตภัณฑ์อื่น เช่น ฮอตเมล์มีเอ็มเอสเอ็น กูเกิลมียูทูวป์และบริการเหล่านี้ไม่ต้องอยู่บนเว็บไซต์แต่อยู่ได้ทุกที่ ขณะที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตก็เสนอบริการใหม่มากขึ้นไม่ใช่แค่การแอ็คเซสอีกต่อไป อาทิ ไอพีทีวีที่เริ่มมีผู้ให้ความสนใจมากขึ้น อาทิ กลุ่มวัยรุ่น แม้แต่สถานีโทรทัศน์เองก็ยังอยากนำเอาอินเทอร์เน็ตมาใช้ แต่การรวมกันกระหว่างอินเทอรืเน็ตและทีวีอาจจะยากไป และต้องตามดูว่าใครจะรับภาระกำกับดูแล

 

ความท้าทายของคนไทยในการเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีคอนเวอร์เจนซ์ ได้แก่ ไทยยังมีคนที่เข้าใจเรื่องคอนเวอร์เจนซ์อย่างถ่องแท้ไม่เพียงพอ และในเรื่องการกำกับดูแล การรวม กทช.และคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) เป็น กสทช. ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีหน้าที่ดูแลอะไรบ้าง เรื่องนี้ยังเกี่ยวกับความอ่อนไหวในประเด็นการคลี่คลายความเห็นที่แตกต่างของแต่ละฝ่าย เนื่องจากการแบ่งปันทรัพยากรไม่อาจควบคุมได้เข้มงวดสมบูรณ์ได้ ต้องถูกกำกับดูแลทุกระดับ

 

เรื่องการกำกับดูแลสื่อยุคคอนเวอร์เจนซ์ที่นำมาเสนอในครั้งนี้ น่าสนใจและควรติดตามดูต่อไปอย่างยิ่ง เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่ใกล้ชิดกับคนทั่วไป หรือชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ กันมากขึ้น เนื่องจากประเด็นนี้มีการถกเถียงกันมานาน และยังมีการจัดการที่ไม่จบไม่สิ้น ตั้งแต่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 จนมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปี 2550 ก็ยังไม่ถึง 10 ปี แล้วก็มีได้แค่ กทช. อะไรที่ประชาชนควรได้ ควรมี ก็ยังไม่มีเป็นรูปแบบที่ชัดเจน

 

จึงเป็นความท้าทายของประเทศไทย ที่ต้องเจอเหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่สุดท้าย อำนาจการกำกับดูแลกินการโทรคมนาคม และสื่อกระจายเสียงก็อยู่ที่ภาครัฐ ไม่ใช่องค์กรอิสระ และสิทธิของประชาชนก็ยังไม่ได้รับอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นเมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะทบทวน และตามดูการกำกับดูแลว่าจากนี้ไปจะมีความเสรี และเป็นธรรม อย่างที่ตั้งใจตามเจตนารมย์การตั้งองค์กรอิสระเหล่านี้ขึ้นมาหรือไม่...

 

จุลดิส รัตนคำแปง

itdigest@thairath.co.th

 

คปส.-เครือข่ายต้านเซ็นเซอร์ ค้านพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หวั่นถูกใช้ปิดเว็บการเมือง

18 ก.ค.50 คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) และเครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT) ออกจดหมายเปิดผนึกถึงพลเมืองไทย ในวาระที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 19 ก.ค.นี้ เพื่อเป็นการเตือนว่ากฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจกับรัฐมากเกินไป และอาจส่งผลกระทบในการลิดรอนสิทธิความเป็นส่วนตัว สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก สิทธิทางการเมืองของประชาชนหนักข้อขึ้นด้วยการใช้กฎหมายป้องปรามอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์นี้เป็นข้ออ้าง

 จดหมายดังกล่าว ยังได้ตั้งข้อสังเกตสนับสนุนความกังวลใจดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้สื่อมวลชน ชุมชนสื่อออนไลน์ ช่วยเผยแพร่ ข่าวสาร ความคิดเห็น หรือส่งเสียงประท้วงคัดค้าน ในกรณีที่มาตรการตามกฎหมายดังกล่าวนี้จะส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน

“การเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถเข้า ค้น ยึด อายัด สื่อคอมพิวเตอร์ได้นั้น ย่อมไม่ต่างจากแนวคิดรัฐอำนาจนิยมในอดีตที่ออกกฎหมายให้มีการยึดแท่นพิมพ์ หรือจับกุมเครื่องส่งกระจายเสียงสื่อวิทยุและโทรทัศน์ ถ้ารัฐเห็นว่าการกระทำใดขัดต่อกฎหมาย หรือความมั่งคงของรัฐ ทั้งที่กระบวนการร่างกฎหมาย ดังกล่าวนี้ไม่ได้มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่สำคัญกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มาจากสภานิติบัญญัติซึ่งเป็นตัวแทนโดยตรงของประชาชนเลย  แต่ผลก็คือเราทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างยอมจำนน” จดหมายระบุ

เนื้อหาของจดหมายมีดังนี้

จดหมายเปิดผนึกจาก คปส. และ FACT ถึง พลเมืองไทย

ว่าด้วยการบังคับใช้ พ.ร.บ. ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

 ตั้งแต่ 19 กรกฎาคม เป็นต้น

 วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2550 คือวันที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ประการใช้ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นกฎหมายฉบับแรก ที่ถูกผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายหลังจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549

 ทั้งนี้ หลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว มีผลบังคับใช้จริงภายใน 30 ดังนั้นในวันพรุ่งนี้คือวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 เป็นวันที่กฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ต่อพลเมืองไทยทุกคน โดยเฉพาะปัจเจกบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ความเกี่ยวข้องกับการใช้คอมพิวเตอร์ในทุกมิติ อีกทั้งกระทรวงไอซีทีกำลังดำเนินการผลักดันกฎกระทรวงซึ่งเป็นกฎหมายประกอบ พ.ร.บ. ความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 จำนวน 3 ฉบับ คือ

หลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ

หลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.

กฎกระทรวงว่าด้วยการยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) และเครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT) เห็นความสำคัญในการมีกติกาสำหรับการป้องกันการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่ส่งผลกระทบต่อสาธารณชน แต่เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการใช้พระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการควบคุมสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร (Communication Rights) ของพลเมือง 

 ทั้งนี้เรามีข้อสังเกตว่า

 การออกพ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฯ เป็นการออกกฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างมากในการตรวจสอบข้อมูลทั้งโดยผ่านศาลและอำนาจโดยตรงของ เจ้าหน้าที่ ซึ่งกฎหมายยังกำหนดด้วยว่าผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ท (Internet Service Providers-ISP) จะต้องเก็บข้อมูลย้อนหลังไว้นานถึง 90 วัน ไว้ให้เจ้าหน้าที่รัฐตรวจสอบ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องรับรู้ ดังนั้นหากเปรียบก็เหมือนเราจะถูกค้นบ้านได้โดยไม่ต้องมีหมายศาลและไม่ต้องแจ้งเรา นอกจากจะถูกค้นได้ภายในวันนั้นแล้ว ยังสามารถถูกย้อนหลังตรวจได้อีก 90 วัน ซึ่งนอกจากจะถูกลิดรอนสิทธิการตรวจสอบข้อมูลที่ถือได้ว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลในการสื่อสารแล้ว ขณะนี้ยังมีประเด็นที่เป็นข้อกังวลถึงความพร้อมในการบังคับใช้กฎหมายด้วยว่า เมื่อมีกฎหมายมาแล้ว แต่ในกฎหมายกลับยังไม่มีการระบุคุณสมบัติของเจ้าหน้าที่จะปฏิบัติตามกฎหมายนั้นว่าจะได้มาอย่าง ใครจะเป็นผู้แต่งตั้งมา ดังนั้นจึงต้องติดตามต่อไปว่าจะมีการระบุกติกาที่มาของเจ้าหน้าที่อย่างไร

 การออกกฎหมายการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นการออกกฎหมายตามที่เคยต้องการให้มีกฎหมายควบคุมสื่ออิเล็กทรอนิคส์ ที่เดิมออกแบบกฎหมายไว้ 6 เรื่องซึ่งจะมีทั้งการป้องกันปราบปราม และการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล แต่ปรากฏว่าในการออกกฎหมายครั้งนี้ รัฐบาลตั้งใจเลือกจะออกแต่เฉพาะกฎหมายที่เป็นการปราบปราม ซึ่งกระทบและลิดรอนสิทธิประชาชนผู้สื่อสาร โดยรัฐบาลไม่คิดที่จะยกร่างกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้บังคับร่วมกันเลย ซึ่งหากจะออกฎหมายที่มีผลตรวจสอบข้อมูลการสื่อสารของบุคคลย้อนหลังได้ถึง 90 วัน รัฐก็ควรผลักดันให้ออกร่างกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย

 เราเกรงว่า นับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป รัฐจะใช้กฎหมายดังกล่าวในการลิดรอนสิทธิความเป็นส่วนตัว (Right to privacy) และสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก (Freedom of Expression) ของประชาชนหนักข้อขึ้นด้วยการใช้กฎหมายโดยมีเหตุผลซ่อนเร้นทางการเมืองมากกว่าการป้องปรามอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันที่สังคมไทยขาดความเป็นประชาธิปไตย และแนวโน้มในอนาคตที่รัฐอำนาจนิยมจะครอบงำสิทธิเสรีภาพพลเมืองไทยมากขึ้น เช่นการผลักดันกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ... หรือทิศทางการสืบทอดอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช) เป็นต้น ดังนั้นจึงจำเป็นที่สังคมไทยจะต้องตื่นตัวเฝ้าระวังการใช้อำนาจรัฐคุกคามสิทธิของประชาชนอย่างจริงจังมากขึ้น

เราเห็นด้วยกับหลักการในการคุ้มครองเด็ก หรือ บุคคลหนึ่งบุคคลใดที่รับความเสียหายจากการใช้คอมพิวเตอร์ แต่เราไม่เห็นด้วยที่รัฐจะมีอำนาจมากเกินไปในการควบคุม เซ็นเซอร์ เนื้อหาสาระในสื่อคอมพิวเตอร์ หรืออินเตอร์เน็ต จนกระทั่งทำให้เส้นแบ่งระหว่างการที่รัฐจะปกป้องผู้ที่ถูกกระทำจากคอมพิวเตอร์ กับการละเมิดสิทธิของพลเมืองโดยรัฐเองนั้นคลุมเครือยิ่ง

 การเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถเข้า ค้น ยึด อายัด สื่อคอมพิวเตอร์ได้นั้น ย่อมไม่ต่างจากแนวคิดรัฐอำนาจนิยมในอดีตที่ออกกฎหมายให้มีการยึดแท่นพิมพ์ หรือจับกุมเครื่องส่งกระจายเสียงสื่อวิทยุและโทรทัศน์ ถ้ารัฐเห็นว่าการกระทำใดขัดต่อกฎหมาย หรือความมั่งคงของรัฐ ทั้งที่กระบวนการร่างกฎหมาย ดังกล่าวนี้ไม่ได้มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่สำคัญกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มาจากสภานิติบัญญัติซึ่งเป็นตัวแทนโดยตรงของประชาชนเลย  แต่ผลก็คือเราทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างยอมจำนน

 วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2550 เป็นวันที่กฎหมายดังกล่าวเริ่มมีผลบังคับใช้

คปส. และ เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย ขอเรียกร้องให้สื่อมวลชน ชุมชนสื่อออนไลน์ ช่วยเผยแพร่ ข่าวสาร ความคิดเห็น หรือส่งเสียงประท้วงคัดค้าน ในกรณีที่มาตรการตามกฎหมายดังกล่าวนี้จะส่งผลกระทบต่อสิทธิความเป็นส่วนตัว เสรีภาพในการแสวงหาข้อมูล เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อคอมพิวเตอร์ และสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะเสรีภาพของประชาชนที่มีจุดยืน ความคิด ความเชื่อ ความรู้สึกทางการเมืองแตกต่างจากอำนาจรัฐ

 ถึงเวลาแล้วที่พลเมือง ผู้ไม่ยอมรับการคุกคามสิทธิเสรีภาพผ่านสื่อออนไลน์ (Cyber dissidents) จักต้อง รวมพลังกันติดตาม ตรวจสอบ คัดค้าน หรือประท้วงการใช้อำนาจของรัฐในทางมิชอบ ก่อนที่เราจะตกเป็นฝ่ายที่ถูกรัฐจัดการ ตรวจสอบและดำเนินคดีกับเราคนใดคนหนึ่งโดยไม่ทันรู้ตัว

เราต้องไม่ยอมให้รัฐรุกล้ำ คุกคาม สิทธิความเป็นส่วนตัว สิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเมื่อสิทธิเสรีภาพถูกยึดกุมไปได้แล้ว ยากที่เราจะเรียกร้องให้คืนกลับมา

ที่สำคัญ ความผิดทางอาชญากรรมเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  เป็นคนละเรื่อง กับเสรีภาพการนำเสนอข้อมูลและแสดงความคิดเห็นผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต  เพราะการพูด การเขียน การแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่อาชญากรรม อีกทั้งเว็บไซต์การเมืองไม่ใช่เว็บโป๊เปลือย  การอ้างเรื่องการควบคุมเว็บไซต์ลามกอนาจารพ่วงแถมด้วยการควบคุมเว็บไซต์ทางการเมืองด้วยนั้น เท่ากับรัฐกำลังทำให้การเมืองเป็นเรื่องอนาจารที่ประชาชน ไม่ควรดู ไม่ควรอ่าน ไม่ควรคิด ไม่ควรพูด หรือแสดงความคิดเห็น ความรู้สึกใดๆ ในพื้นที่สาธารณะ

 เสรีภาพในการแสดงออกผ่านสื่อคอมพิวเตอร์ ไม่ต่างจากเสรีภาพสื่ออื่น เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ หรือสื่อสารมวลชนใดในยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารเชื่อมถึงกันหมด (Convergence) ดังนั้นจึงต้องได้รับการปกป้องคุ้มครอง เพราะสิทธิเสรีภาพสื่อเหล่านี้ มันคือสิ่งชี้วัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งถือ เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตย

คณะกรรมการณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส)

เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT)

 18  กรกฎาคม พ.ศ. 2550

องค์กรสื่อนอก กังวล กฏหมายไซเบอร์ ไทย

 

องค์กรสื่อสากลแสดงความกังวลต่อการใช้ กม.คอมพิวเตอร์ ในการละเมิดเสรีภาพทางความคิด  

ประชาไท - 6 ก.ย.50 วานนี้องค์กรสื่อสากลสององค์กร คือ องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (Reporter Without Borders) และสหพันธ์นักข่าวสากล (International Federation of Journalists) ออกแถลงการณ์แสดงความเป็นห่วงต่อการใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ในการลิดรอนสิทธิสื่อและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

แถลงการณ์ขององค์กรนักข่าวไร้พรมแดน ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับรายงานการคุมขังบล็อกเกอร์ชื่อดังเป็นระยะเวลากว่า 12 วันภายการใช้ พรบ.คอมพิวเตอร์นี้ ซึ่งได้รับการประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคมเป็นต้นมา ทางองค์การเรียกร้องให้รัฐมนตรีกระทรวงไอซีทีมีจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจับกุมครั้งนี้เนื่องจากสร้างความกลัวให้กับองค์กรว่ากฎหมายที่ตอนแรกกล่าวว่าจะใช้ในการต่อต้านสื่อลามกกลับถูกใช้ในการควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ในขณะเดียวกันนายจากคิวลิน ปาร์ค (Jacqueline Park) ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคของสหพันธ์นักข่าวสากลได้กล่าวในแถลงการณ์เกี่ยวกับการที่เว็บไซต์กู้เกิ้ล เจ้าของเว็บไซต์ยูทูปได้ทำสัญญาร่วมกับรัฐบาลไทยในการทำการบล็อคไม่ให้คนไทยสามารถเข้าวีดีโอที่มีข้อความ “ก้าวร้าว” ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งคล้ายกับข้อตกลงเซ็นเซอร์ที่รัฐบาลจีนทำกับกู้เกิ้ล

นายจากคิวลินแสดงความเป็นห่วงเนื่องจาก “กรณีนี้แสดงความชัดเจนถึงการละเมิดสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งการทำข้อตกลงนี้แสดงว่ากู้เกิ้ลมีความยินยอมที่จะร่วมมือกับรัฐบาลต่าง ๆ ในการเซ็นเซอร์ข้อมูล” นอกจากนี้เขาให้ความเห็นว่า เสรีภาพทางความคิดในประเทศไทยได้ถูกทำลายไปมาก สื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นทางเลือกให้กับประชาชนกำลังจะถูกคุกคามเฉกเช่นเดียวกัน

“ภายใต้ พรบ.คอมพิวเตอร์นี้ คนไทยสามารถติดคุกได้หากเข้าชมเว็บไซต์ที่รัฐมองว่าไม่มีความเหมาะสม” ผู้อำนวยการสหพันธ์นักข่าวฯ กล่าว

นอกจากนี้สหพันธ์ฯ ยังแสดงความเป็นห่วงว่ารัฐบาลทหารของไทยกำลังใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและกฎหมายหมิ่นประมาทอย่างไม่เป็นธรรมโดยอ้างถึงกรณีที่บล็อกเกอร์ชื่อดังและสมบัติ บุญงามอนงค์ นักกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารที่กำลังถูกคุมขัง

ท้ายสุดนี้สหพันธ์ฯ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยสร้างบรรยากาศที่สื่อมีเสรีภาพและยกเลิกกฎหมายหมิ่นประมาทเนื่องจากกฎหมายเช่นนี้มีความล้าสมัยและมีความเป็นเผด็จการ

 สำหรับพระราชบัญญัติว่าด้วยด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 นี้สามารถให้อำนาจตำรวจในการยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จากบุคคลที่ต้องสงสัยว่าเผยแพร่ข้อมูลที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทหรือลามก โดยที่มีเป้าหมายในการ “ยับยั้งเจ้าของคอมพิวเตอร์เผยแพร่ข้อมูลลามกหรือหมิ่นประมาทผู้อื่น”

 

Sponsors

เล่นกระทู้อันตราย

อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา

 

 

คนใช้เน็ตส่วนใหญ่น่าจะรู้แล้ว หรือหากยังไม่รู้ก็ต้องเตรียมตามข่าวและรับมือกับความเคลื่อนไหว ที่ กลางเดือนนี้ คือวันที่ 18 ก.ค. 50 กฎหมายฉบับใหม่ตัวหนึ่งที่เกี่ยวกับคนในโลกอินเตอร์เน็ตโดยตรงจะมีผลบังคับใช้ นั่นคือ ‘พระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550’

 

เนื้อความในกฎหมายฉบับนี้ แม้จะเป็นเรื่องเทคนิคที่อาจเข้าใจยาก แต่เนื้อหากฎหมายช่างใกล้ตัวทั้งคนไทยและต่างประเทศ คนที่ต้องปรับตัวไม่เพียงเฉพาะประชาชนทั่วไปเท่านั้น แต่รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องเร่งทำความเข้าใจกฎหมายฉบับนี้ให้ทันการณ์ด้วย

 

ทั้งนี้ ตามกฎหมาย พ.ร.บ. การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์นั้น จะต้องใช้ควบคู่ไปกับ ‘ประกาศและหรือกฎกระทรวง’ ซึ่งเป็นกฎหมายเสริมที่ให้รายละเอียดลึกกว่ากฎหมายแม่ เช่น ประกาศ/กฎกระทรวงว่าด้วยที่มาของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่จะมีอำนาจดำเนินการภายใต้กฎหมายนี้ ซึ่งต้องมีความเชี่ยวชาญและความเข้าใจสังคม วัฒนธรรม และกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกไซเบอร์

 

นอกจากนี้ยังต้องมีประกาศ/กฎกระทรวงที่กำหนดถึงรายละเอียดที่ผู้ให้บริการพึงปฏิบัติ โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นห่วงกันมาก คือเรื่องการเก็บ Log file 90 วัน ว่าจะมีความละเอียดในการเก็บ และความเป็นไปได้จะออกมาเป็นข้อบังคับที่มีหน้าตาอย่างไร

 

แม้การผลักดันพ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ถูกดันเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่การออกประกาศ/กฎกระทรวงที่ต้องนำมาใช้เคียงคู่กัน กลับเป็นความเคลื่อนไหวอันเงียบกริบ ไม่มีการประชาพิจารณ์ หรือแม้วงเสวนาที่ให้สาธารณะชนเข้าถึง ทั้งที่รายละเอียดที่ถูกกล่าวถึงในประกาศ/กฎกระทรวง คือสิ่งที่จะกระทบต่อประชาชนโดยตรง

 

และที่สำคัญและน่าวิตกคือ ประกาศ/กฎกระทรวงเหล่านี้ ต้องคลอดออกมาให้ทันวันที่ 18 ก.ค. 50 ซึ่งเป็นวันที่ พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มีผลบังคับใช้

 

 

ผู้ให้บริการ ช่วยจับ ‘ผู้ร้าย’ ด้วย

สืบเนื่องจากมาตรา 26 ของพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่ระบุว่า ผู้ให้บริการจะต้องเก็บจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ (Log File) สำหรับผู้ให้บริการเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นเวลา 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ หากผู้ให้บริการรายใดไม่ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ (Log File) มีความผิดปรับไม่เกิน 500,000 บาท หากเจ้าหน้าที่เรียกตรวจสอบข้อมูลแล้วผู้ให้บริการไม่มีข้อมูลดังกล่าว ถูกปรับไม่เกิน 200,000 แสนบาท และปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติถูกต้อง

 

จากมาตราดังกล่าว กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ในฐานะหน่วยงานที่มีอำนาจตาม พ.ร.บ. จึงเตรียมออก ‘ประกาศรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง หลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ พ.ศ. 2550’

 

ในร่างประกาศดังกล่าวฉบับปรับปรุงเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 50 นั้น ได้ร่างรายละเอียดเพิ่มเติมถึงสิ่งที่ผู้ให้บริการจะต้องเก็บบันทึกเอาไว้

 

 

 

 

 

 

เข้าใจได้ว่า เจตนารมณ์ของประกาศฉบับนี้ ต้องการให้ ‘ผู้ให้บริการ’ เก็บรักษาข้อมูลของ ‘ผู้ใช้บริการ’ ในลํกษณะที่ผู้ให้บริการสามารถ ‘ระบุตัว’ ผู้ใช้บริการได้

 

หรือภาษาบ้านๆ คือ ไอซีที หรือ ตำรวจคอมพิวเตอร์ คงคาดหวังว่า แค่ไปถามผู้ให้บริการสักรายว่า คนโพสต์ข้อความนี้เป็นใคร!?! ผู้ให้บริการต้องมีคำตอบให้

 

 

เก็บทุกเม็ด ไม่เว้นเลข 13 หลัก บัญชีธนาคาร เลขบัตรเครดิต

‘ผู้ให้บริการ’ จะต้องเก็บข้อมูลหลายอย่าง ตั้งแต่ ชื่อประจำตัว (Username) ที่อยู่จดหมายอิเล็คทรอนิคส์ (email) หมายเลขที่อยู่บนอินเตอร์เน็ต (IP Address)

 

ร่างประกาศที่เตรียมจะประกาศใช้ยังระบุว่า กรณีเวบบอร์ดและเวบบล็อกนั้น ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลทั้ง ชื่อ สกุล รหัสประจำตัวประชาชนของผู้ใช้บริการ และ/หรือ เลขบัญชีธนาคาร และ/หรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการชำระเงิน เช่น เลขบัญชีธนาคาร เลขบัตรเครดิต

 

เรื่องนี้ร้อนถึงทุกฝ่ายทั้งผู้ประกอบการ คนทำเว็บอิสระ คนเล่นเน็ต เพราะมาตรการบังคับให้กรอกรายละเอียดอย่างเข้มงวด จะกีดกันคนจำนวนหนึ่งทางอ้อมให้ตัดสินใจไม่ใช้อินเตอร์เน็ต เช่น คนที่ไม่เคยมีอีเมล หรือคนที่ไม่อยากให้ข้อมูลส่วนตัว และอาจะทำให้รู้สึกว่าการบังคับกรอกรายละเอียด เป็นเรื่องรุกล้ำข้อมูลส่วนบุคคลจนเกินไป

 

ไม่เพียงเท่านั้น รายละเอียดข้อมูลที่บังคับตามประกาศก็ละเอียดมาก บางข้อมูลค่อนข้างอ่อนไหว เช่น รหัสบัตรเครดิตนั้น แม้ในเว็บไซต์ที่ให้บริการทางการค้าเป็นหลัก ยังเลือกที่จะใช้นโยบายไม่เก็บบันทึกรหัสเหล่านี้ไว้ เพื่อความสะดวกใจและเชื่อมั่นจากผู้ใช้บริการ

 

 

 

 

หรือไอซีที จะไม่ค่อยเข้าใจโลกออนไลน์

ไอซีทีน่าจะคิดได้ว่า ภาระที่จะเกิดขึ้นใหม่ ไม่ควรจะเป็นเรื่องพิสดารจนเกินไป และสิ่งที่บังคับก็ควรเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

 

เช่น แม้กฎหมายจะมีเจตนาให้ผู้ให้บริการมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม ผ่านการควบคุมผู้ใช้ด้วยการเก็บบันทึกรายละเอียดประวัติต่างๆ ก็ตาม แต่หากกฎระเบียบที่เกิดขึ้นนั้นไม่สามารถใช้ได้จริง ก็เป็นไปได้ว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติตามกฎหมายแบบศรีธนญชัย นั่นคือ ผู้ให้บริการทำเท่าที่ทำได้ ให้ตัวพ้นจากความผิดต่อกฎหมาย เช่น สร้างซอฟท์แวร์ วางระบบขึ้นมารองรับตามที่กฎหมายอยากให้เป็น

 

ไอซีทีอาจจะลืมไปว่า ผู้ให้บริการอาจให้ความร่วมมือต่างๆ ได้บ้าง แต่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ไอซีทีต้องการได้ คือไม่สามารถบังคับให้คนกรอกข้อมูลตามข้อเท็จจริงได้ เช่น ให้กรอกรหัส 13 หลัก หรือรหัสบัตรเครดิต แต่จะให้รู้ว่าตัวเลขเหล่านั้นเป็นของจริง และเป็นของเจ้าตัวจริงหรือไม่ นั่นเป็นเรื่องเกินคาด

 

ผู้ให้บริการ อาจให้ความร่วมมือตามกฎหมายกำหนด แต่ก็ไม่สามารถทำหน้าที่ ‘พิสูจน์ตัวตน’ หรือ ‘ชี้ตัว’ได้แทนตำรวจว่า ข้อความเหล่านั้น รูปภาพเหล่านั้น มาจาก นาย/นางสาว รหัส 13 หลักคืออะไร อยู่บ้านเลขที่เท่าไร

 

สิ่งเหล่านี้ เป็นเงื่อนไขของโลกออนไลน์ ที่ใครต่อใครที่ใช้อินเตอรเน็ตต่างก็เข้าใจ และไอซีทีก็น่าจะเข้าใจด้วย

 

แน่นอนว่า กระทรวงไอซีทีอาจจะมีโจทย์ในใจไว้แล้วว่า ต้องการจับ ‘ผู้ร้าย’ ให้สะดวก โดยออกกฎหมายให้ผู้ให้บริการประเภทต่างๆ มาให้ความร่วมมือ แต่กระทรวงไอซีทีน่าจะมีความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องธรรมชาติของโลกออนไลน์บ้าง

 

ประกาศฉบับนี้จึงน่าจะกำหนดให้ชัดว่า ข้อมูลแค่ไหนที่อยากรู้ (และเป็นไปได้) User ID? IP Address? ชื่อสกุล? เลขประจำตัวประชาชน? บัญชีธนาคาร? วันที่เวลาการเข้าออกของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต? พร้อมกับทบทวนดูว่า ระหว่างการออกประกาศแบบที่ชัดเจนใช้การได้ กับการสร้างกรอบแบบครอบจักรวาลเอาไว้ก่อน วิธีไหนเป็นประโยชน์ต่อ ‘ไอซีที’ มากกว่ากัน

 

แล้วอย่าลืมทำความเข้าใจธรรมชาติของโลกออนไลน์ ว่ายอมให้บอกตัวตนได้แค่ไหน ...หรือไอซีทีจะเป็นฝ่ายนั่งรอให้ข้อมูลวิ่งเข้าหา โดยไม่ขยับตัวทำอะไรเลย

 

นอกจากใช้อำนาจออกกฎหมายบังคับ แล้วลิดรอนสิทธิเสรีภาพอย่างสบายใจ




กฏหมาย ไซเบอร์

 

ร่าง พ.ร.บ. การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับวันที่ 15 พย 49)

March 8th, 2007

[15 Nov 06 Draft in English]

 

บันทึกหลักการและเหตุผล

ประกอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ…..

 

หลักการและเหตุผล

 

เนื่องจากในปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์เป็นส่วนสำคัญของการประกอบกิจการและการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากมีผู้กระทำด้วยประการใด ๆ ให้ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานตามคำสั่งที่กำหนดไว้หรือทำให้การทำงานผิดพลาดไปจากคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือใช้วิธีการใด ๆ เข้าล่วงรู้ข้อมูล แก้ไข หรือทำลายข้อมูลของบุคคลอื่นในระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือมีลักษณะอันลามกอนาจาร ย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน สมควรกำหนดมาตรการเพื่อป้องกัน และปราบปรามการกระทำดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ…..”

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้

“ระบบคอมพิวเตอร์” หมายความว่า อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ที่เชื่อมการทำงานเข้าด้วยกัน โดยได้มีการกำหนดชุดคำสั่งและแนวทางปฏิบัติงานให้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ

 

“ข้อมูลคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ หรือชุดคำสั่ง บรรดาที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้

 

“ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลา ชนิดของบริการ หรืออึ่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์นั้น

 

“ผู้ให้บริการ” หมายความว่า

(๑) ผู้ให้บริการแก่บุคคลทั่วไปในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น ทั้งนี้โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเองหรือในนามหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น

(๒) ผู้ให้บริการในการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ของบุคคลตาม (๑)

 

“ผู้ใช้บริการ” หมายความว่า ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการไมว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม

 

“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติ นี้

 

“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

 

กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

 

หมวด 1 ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

 

มาตรา 5 ผู้ใดเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้

 

มาตรา 6 ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะ ถ้านำมาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา 7 ผู้ใดเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้

 

มาตรา 8 ผู้ใดกระทำด้วยประการใดด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้น มิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน สามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการดักรับข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามคำสั่งเฉพาะของเจ้าของข้อมูลคอมพิวเตอร์

 

มาตรา 9 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น โดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้

 

มาตรา 10 ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา 11 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐

 

(๑) ก่อให้เกิดผลอันเป็นความเสียหายแก่ข้อมูลคอมพิวฏตอร์ของบุคคลทั่วไป ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นในทันทีหรือในภายหลังและไม่ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่ ต้องระวางโทษจำคุกตงแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองเเสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

(๒) เป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการบริการสาธารณะ หรือเป็นการกระทำ ต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท

ถ้าการกระทำความผิดตาม (๒) ก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือชีวิตของประชาชน ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่จสิบปีถึงยี่สิบปี

 

มาตรา 12 ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ในการกระทำความผิดตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา 13 ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ ดังต่อไปนี้

 

(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่า ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเป็นของบุคคลที่สามหรือจัดทำโดยบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้บุคคลที่สามนั้นหรือประชาชนเสียหาย

 

(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกกับประชาชน

 

(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้น ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้

 

(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันมีลักษณะอันลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้

 

(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตาม (๑) (๒) (๓) หรือ

 

(๔) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันลามกตาม (๔) เป็นภาพของบุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา 14 ผู้ให้บริการผู้ใดรู้ถึงการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๓ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน และมิได้จัดการลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นในทันที ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๓

 

มาตรา 15 ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เดิมหรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้

 

ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย

 

หมวด 2 พนักงานเจ้าหน้าที่

 

มาตรา 16 ในกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ ดังต่อไปนี้

 

(๑) สั่งให้บุคคลซึ่งครอบครองหรือควบคุมข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรีออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ ส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ดังกล่าว ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ เฉพาะเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการหาตัวผู้กระทำความผิด

 

(๒) ทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์จากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่า มีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้

 

(๓) ตรวจสอบหรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด อันเป็นหลักฐานหรือ อาจใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิด และ ในกรณีจำเป็นจะสั่งบุคคลนั้นให้ส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็นให้ด้วยก็ได้

 

(๔) ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด หรือสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ ทำการถอดรหัสลับ หรือให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการถอดรหัสลับ

 

(๕) เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากผู้ใช้บริการเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร ผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือจากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงเนื้อหาของข้อมูลที่บุคคล มีติดต่อถีงกัน

 

(๖) สั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้บริการ ที่ต้องเก็บตามมาตรา ๒๔ หรือที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมของผู้ให้บริการ ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่

 

(๗) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็นเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทราบรายละเอียดแห่งความผิดและผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้

 

(๘) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้มาเพื่อให้ถ้อยคำ ส่งคำชี้แจ้งเป็นหนังสือ หรือส่งเอกสาร ข้อมูล หรือ หลักฐานอื่นใดที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้

 

มาตรา 17 การยึดหรืออายัดตามมาตรา ๑๖(๗) พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องทำหนังสือแสดงการยึดหรืออายัดมอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้ โดยจะยึดหรืออายัดไว้เกินสามสิบวันมิได้ ในกรณีจำเป็นที่ต้องยึดหรืออายัดไว้นานกว่านั้น ให้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอขยายเวลายึดหรืออายัดได้ แต่ศาลจะอนุญาตให้ ขยายเวลาครั้งเดียวหรือหลายครั้งรวมกันได้อีกไม่เกินหกสิบวัน เมื่อหมดความจำเป็นที่จะยึดหรืออายัดหรือครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องส่งคืนระบบคอมพิวเตอร์ที่ยึดหรือ ถอนการอายัดโดยพลัน

 

หนังสือแสดงการยึดหรืออายัดตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ กระทรวง

 

มาตรา 18 การใช้อำนาจตามมาตรา ๑๖ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการเฉพาะเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ การทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา ๑๖ (๒) ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิดตามมาตรา ๙ และต้องไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนิน กิจการของเจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเกินความจำเป็น

เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามมาตรา ๑๖ (๓) หรือ (๕) แล้ว ต้องบันทึกรายละเอียดการดำเนินการและเหตุผลแห่งการดำเนินการ แล้วให้รายงานต่อศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจหรือศาลอาญาภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาลงมือดำเนินการ ในกรณีที่ศาลเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวขัดต่อวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ศาลจะสั่งระงับการดำเนินการนั้นก็ได้

 

มาตรา 19 ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พบว่า ข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดมีชุดคำสั่ง ไม่พึงประสงค์รวมอยู่ด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งห้ามจำหน่ายหรือเผยแพร่ หรือสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นระงับการใช้ ทำลาย หรือแก้ไขข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่นั่นได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขในการใช้ มีไว้ในครอบครอง หรือเผยแพร่ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ ดังกล่าวก็ได้

 

ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ตามวรรคหนึ่งหมายถึงชุดคำสั่งที่มีผลทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์หรือชุดคำสั่งอื่นเกิดความเสียหาย ถูกทำลาย ถูกแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติม ขัดข้อง หรือปฏิบัติการไม่ตรงตามคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือโดยประการอื่นตามที่กาหนดในกฎกระทรวง ทั้งนั้นเว้นแต่เป็นชุดคำสั่งที่มุ่งหมายในการป้องกันหรือแก้ไขชุดคำสั่งดังกล่าวข้างต้น ตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

มาตรา 20 ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เปิดเผยหรือษงมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๖ ให้แก่บุคคลใด

 

ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการกระทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีแก่ ผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเพี่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ หรือเป็นการกระทำตามคำสั่งของศาลในการพิจารณาคดี

 

ในกรณีที่มีกฎหมายใดให้อำนาจบุคคลใดในการเรียกเอกสารหลักฐานหรือข้อมูลใด ๆ หรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ เพื่อประโยชน์ในการดำนินการตามกฎหมายนั้น และมิใช่เป็นกรณีตามวรรคสอง ห้ามมิให้นำกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับกับข้อมูลที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามมาตรา ๑๖ และกับพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วแต่กรณี

พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดฝ่าฝืนวรรคหนึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือ ปรับไมเกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา 21 พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดกระทำโดยประมาณเป็นเหตุให้ผู้อื่นล่วงรู้ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๖ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา 22 ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือ ข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามมาตรา ๑๖ และเปิดเผยข้อมูลนั้นต่อบุคคลที่สาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา 23 ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาเนื่องจากการกระทำความผิดตามมาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ หรือมาตรา ๒๒ จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการดำเนินการใด ๆ อันเป็นโทษแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลดังกล่าวไม่ได้

 

มาตรา 24 ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าสามสิบวันนับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้ผู้ให้บริการผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินสามสิบวันแต่ไม่เกินเก้าสิบวัน เป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายและเฉพาะคราวก็ได้

ในกรณีที่ผู้ให้บริการมีสัญญาหรือข้อตกลงในการให้บริการกับผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการต้องเก็บสัญญาหรือข้อตกลงนั้นไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวันนับแต่วันที่สัญญา หรือข้อตกลงนั้นสิ้นอายุ

ความในวรรคหนึ่งจะใชักับผู้ให้บริการประเภทใด และเมื่อใด ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

ผู้ให้บริการผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท

 

มาตรา 25 ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๖ หรือมาตรา ๑๙ หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดตามมาตรา ๑๙ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นชำระค่าปรับทางปกครองไม่เกินสองแสนบาท และปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

ถ้าผู้ถูกสั่งให้ชำระค่าปรับทางปกครองตามวรรคหนึ่งไม่ยอมชำระค่าปรับ ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยพิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลม

เมี่อผู้ถูกสั่งให้ชำระค่าปรับได้ชำระค่าปรับทางปกครองแล้ว ให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ

 

มาตรา 26 การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐมนตรี แต่งตั้งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีความรู้และความชำนาญเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์และผ่านการอบรมหลักสูตรตามที่รัฐมนตรีกำหนด

 

มาตรา 27 ในการปฏิบัติหน้าที่พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง

บัตรประจำตัวให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

มาตรา 28 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่รัฐมนตรีกำหนด เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชนผู้ใหญ่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ในการจับ ควบคุม ค้น สอบสวน และดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ บรรดาที่เป็นอำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือพนักงานสอบสวน ดำเนินการได้เฉพาะตามที่ได้รับการร้องขอจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐมนตรีมีอำนาจร่วมกันกำหนดระเบียบเกี่ยวกับแนวทางเเละวิธีปฏิบัติในการดำเนินการตามวรรคสอง

อย่าฆ่าผมด้วยเรื่องไซเบอร์เบย

 

START WITH ‘NO DEATH PENALTY’!

March 8th, 2007

Recommendations for Thailand’s ‘Cybercrime’ Bill:

START WITH ‘NO DEATH PENALTY!’

 

Freedom Against Censorship Thailand (FACT) believes Thailand should not be quick to adopt a law aimed at computer-related crimes. This bill was first put before legislators during the Thaksin administration in somewhat different form as a catch-all for anything bad a user could do in front of a computer. However, all these crimes may, in fact, be covered by existing Thai law.

 

We should avoid over-regulation, however, we must write precise laws. The bill as tabled before the National Legislative Assembly by ICT Minister Dr. Sitthichai Pokaiyaudom on November 15, 2006 is vague, ambiguous and imprecise, even after considering the recommendations of the Council of State.

 

 

The bill passed its first reading and a 25-member committee was set up to consider the bill and report back in SEVEN days! Fortunately, some members of the committee felt the law deserved serious consideration rather than a cursory approval and rubber-stamp. The bill is still in committee as of March 2007.

 

Surely, in 2550, one doesn’t need to be a bleeding heart or a rocket scientist to see that huge penalties don’t seem to affect the crime rate. The death penalty is no less than state-sponsored murder, something of which we have far too much in Thailand already.

 

FACT hopes the NLA will consider the application of existing law to the crimes addressed by the proposed bill before passing the bill blindly to appear to be doing something. If it chooses to adopt this bill in any form, the courts must not be bound by huge mandatory minimum sentences set in law. Judges have a wealth of long experience with which to consider each legal case on its individual circumstances.

 

##################

 

FACT comments on the Council of State recommendations:

 

(9) The cybercrime bill stipulates in the drafted Section 15/32 that a “competent official shall file an ex parte application with a criminal court or a provincial court for an order that a relevant competent official access a computer system.

 

The Council of State recommends a requirement that a relevant competent official has the authority to seize or attach the computer system under Section 16 (7) has been imposed.

 

There must be accountability and transparency in government for computer search and seizure. There should be one single government posting who takes responsibility.

 

15 (d) “a law that expressly applies to any action with impact on an individual’s private data is required (the drafted Section 16(4)).”…THEREFORE, see (e)(f) next

 

(e)(f) FACT suggests that IP logs be considered the personal property of the computer user on the basis that the user pays a service fee to the ISP.

 

FACT proposes that users’ IP logs never be retained by ISPs for more than twelve hours to preserve personal privacy as in a recent German Supreme Court ruling. If such records are considered to be personal property, seizure and examination can take place through court-ordered search warrant.

 

FACT also suggests that Internet traffic effected by telephone modem, ADSL, DSL, Cable, Electric carrier, Wi-Fi, Wimax, Bluetooth and any other system not examined or put into future use to enable the user to connect to the Internet, be considered to be telephone communication and therefore protected from eavesdropping, monitoring, logging or record-keeping, as per Section 37 of the 1997 Constitution–Freedom of Communication.

 

(f) (the drafted Section 16 (6)) in which data is required to be collected by ISPs in law MUST BE DELETED to protect personal and corporate privacy.

 

(18) “adding a principle under which a relevant competent official shall have authority to prohibit sale or dissemination of, or to order a person who owns or possesses, data containing undesired sets of instructions, to suspend the use of, destroy or correct, such computer data or to impose a condition with respect to the use, possession or dissemination of undesired sets of instructions (the drafted Section 19) (๑๘)”

 

FACT considers this section easily subject to abuse. While intended to apply to malicious code, this could easily mean any kind of information government or any official would like to suppress. For example, information regarding anonymous proxies or circumvention software applications which work around government censorship could be considered to violate this section.

 

(19)(a)-(d) Disclosure–needs clarification

 

(20) DELETE all requirements for an ISP to retain computer traffic data. Use this section to make it ILLEGAL for an ISP to retain such data.

 

(23) Too many people. Final decision to “have the authority to arrest, control, search, investigate, and file a lawsuit against a wrongdoer” must be one single government posting who takes responsibility to ensure accountability and transparency in government for computer search and seizure as in Section (9) above.

 

(24) DON’T change the Constitution! If this is allowed to happen, every proponent legislator will want to bend the Constitution to serve their own purposes.

 

Constitution ref Sections 31, 37, 39, 48, 50

 

 

--------------------------------------------------------------------------------

 

COMPUTER-RELATED OFFENCES COMMISSION BILL

FACT’S RECOMMENDATIONS

 

Reasons

 

“illegally know of” must have precise definition

 

“correct” must be DELETED; far too vague

 

“false”…”data” needs precise definition

 

“pornographic” should be DELETED; there are adequate statutes regarding this offence in existing law

 

“Section 3″ “Service Provider” must be defined more precisely. We suggest, “A person who KNOWINGLY provides service” so as to avoid a catch-all for innocent providers of Wi-Fi, Wimax, Bluetooth who may not even be aware their connection is being used.

 

Chapter 1

 

“Section 5″ must precisely define “compoundable”: by time, by accesses, etc.

 

“Section 6″ penalty is far too severe; one month/1000 baht is adequate

 

“Section 7″ penalty is far too severe; one month/1000 baht is adequate

 

“Section 8″ EXCELLENT!

 

“Sections 9 & 10″ must include spam.

 

“Section 11 (2)” is on very dangerous ground. The first paragraph could easily be interpreted as any criticism of government. It must be made more specific to curb abuse of power. The second paragraph is also far too imprecise, especially considering the penalties suggested.

 

“Section 12″ “sets of instructions” not defined and far too broad. See (18) above. The penalties are ridiculously punitive; one month/1000 baht is adequate.

 

“Section 13 (1)-(5)” is both too vague and too broad. This section constitutes a broad mandate to suppress all political dissent, especially considering the high penalties.

 

For example, the term “computer data” is defined as “data, statements or sets of instructions contained in a computer system, the output of which may be processed by a computer system”. Does this mean data stored on a local hard disk drive as opposed to the data accessible on the Internet for which, of course, the user is not responsible? Even scanned documents could be defined as such which must not be this law’s intention.

 

It is FACT’s recommendation that Section 13 be deleted in its entirety. Once again, the issue of pornography is sufficiently controlled by existing Thai law.

 

“Section 13 (2)” does not specify what constitutes “false computer data”.

 

“Section 14″ puts the onus for enforcing Section 13 on Thai ISPs. This is an onerous requirement for business and violates fair trade business practice. This is a job for the government position specified in (9) above, not private business.

 

“Section 15″ FACT calls this “The Muslim Cartoon Section”! Must we go to such lengths to outlaw Adobe Photoshop?! Patently ridiculous: this section MUST BE DELETED. This section perpetuates the defamation statutes which have been so abused for political ends in Thailand.

 

Chapter 2 Competent Officials

 

“Section 16″ (1)-(4) Again, there must be a single government position to take responsibility.

 

(5)-(6) “Computer traffic data” shall be considered to be personal property and subject to court warrants for search and seizure.

 

(7)-(8) See (1)-(4)

 

“Section 17″ Good law. However, INSERT “must immediately return the computer system” IN ITS ORIGINAL CONDITION “that was seized…”

 

“Section 19″ Although this section specifies definitions for “undesirable sets of instructions”, the definitions could still be construed to implicate dissent. Such sweeping powers MUST NEVER be entrusted to any Government or official.

 

“Section 24″ NO RETENTION of computer traffic data by ISPs. This data is the computer user’s personal property.

 

“Section 26″ would be far better served if a commission were established to select a single “competent official”. This appointment could easily be subject to nepotism and corruption were it entrusted to a single Minister.

 

ONE LAST THOUGHT: There must be a better solution than more lawyers, more judges, more criminals, more prisons. We must always defer to the wide experience of the judiciary and note that the penalties in this law are suggested, not required, of the courts, leaving room for extenuating circumstances.

 

Freedom Against Censorship Thailand (FACT) thinks Thai society is ill-served by imposing such draconian penalties as capital punishment or life imprisonment for computer crimes.