Thai Internet Reporters Association

ชมรม นักข่าว อินเตอร์เน็ต แห่งประเทศไทย

 
 "…ปัจจุบันนี้โลกวิวัฒนาไปเร็วมาก
 

การยึดมั่นในความก้าวหน้าทันสมัยโดยละเลยวัฒนธรรมของชาติก็ดี การยึดมั่นในวัฒนธรรมของชาติ โดยไม่ปรับเปลี่ยน ให้ทันกับความเจริ­ก้าวหน้าของโลกก็ดี

ล้วนไม่เป็นผลดีทั้งแก่ตนเองและส่วนรวม…"

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร

เว็บ พอเทิลทวีวุฒิ ทุกเว็บปรับปรุงใหม่หมด

แนะนำติดตาม

  • Group Special: โลกไซเอร์ และ สังคมไทย (ล่าสุด อินเตอร์เน็ตชุมชน) Exclusive ReportII
  • Group Special: วิภากษ์แหล่งข่าว นักประชาธิปไตย (ท้ายสุดหน้านี้)
  • Group Special: แนะนำอ่าน "คำ ผกา" สาว Modern แสบสุดๆ และ มุมมอง "ฉีก" ประวัติศาสตร์  "ฉีก" อนาคต จนเหลือแต่ "วันนี้" ให้เห็นกัน จะจะ แบบ "ฉีก" ความรู้สึก  Recommend Read!
  • รวมลิ้งก์ ดี เด่น ดัง ด้าน ไอที IT LINK
  • บทความล่าสุดจากทวีวุฒิ (ลิงก์)


มุมหัวกระทิ (ยากหน่อย แต่ "ตา" จะสว่าง)

 

  • อาจารย์ ชูรัศ วิพากษ์ ทุ่มแสนล้านสร้างระบบป้องกัน นักการเมือง ปล้นกระดาษ รีมเดียว
  • อาจารย์ พงย์เลิศ วิพากษ์ ปชช ภายใต้ปีก พันธมิตร
  • อาจารย์ประสิทธิ วิพากษ์ ศาลรัชธรรมนูญ สุดตีความ แถลงการณ์ร่วมไทยกำพูชา
  • ฟ้าเมืองไทย วิพากษ์ ขวาไทยทำลายประชาธิปไตย
  • ม เที่ยงคืนวิพากษ์ ชาตินิยมเพื่อการเมือง
  • ประชาทรรศ วิพากษ์ ป๋าเล่นผิดบท 
Link
 
ชมรมนักข่าวอินเตอร์เน็ต แห่งประเทศไทย
 
 
 
ประธานชมรม: ทวีวุฒิ จุลวัจนะ อดีตนักข่าวอาวุโส Bangkok Post และ Asia Times ในเครือ ผู้จัดการ,
      คอลลั่มนิส ความมั่นคง กรุงเทพธุรกิจ และ หัวหน้า กอง บก Business Day (tavivoot@hotmail.com)
เลขาธิการชมรม: น้องทันคนทันข่าว อดีต นักข่าวสายสังคม The New York Sheet และ
                 Editor at Large   หลายนิติยสาร ในประเทศตะวันตก (tammythaigirl@windowslive.com)
 
 สารจากชมรม
 
(ในรูป น้องทันคนทันข่าว วันรับดอกไม้จากแฟนๆ หลังถูกห้ามเข้าห้องราชดำเนิน พันทิพย์)

16/7/2008

เรียนเพื่อนๆและสมาชิกชมรม กว่า 400 ท่าน
 
สื่อกระแสหลักและการรวมตัวของเขาอย่างเหนียวแน่น ตามองค์กรสื่อกระแสหลักทั้งหลาย ได้ทิ้งร่องรอยของความผิดพลาดไว้มาก ทั้งในแง่ของจุดยืน ที่ต่อต้านประชาธิปไตย และ จรรยาบรรณ และ จริยธรรม ในการเสนอข่าว เว็บนี้เกิดขึ้นมาเพื่อเป็น ช่องทางหนึ่ง ถึงจะเล็กๆ เพื่อนำความสมดุลกลับมาสู่วงการสื่อสารมวลชน ถ้าท่านรักประชาธิปไตย และ ไม่รังเกลัยด รัฐบาลของรากหญ้า และมีคำถามหนักๆ ต่อระบอบอำมาตรย์ เราเชิญท่านสมัครเป็นสมาชิก

สมาชิกจะได้รับ บัตรรับรองการเป็นนักข่าว พื้นที่ในเว็บนี้ และบริการการติดต่อเข้าพบแหล่งข่าว รวมถึงข้อเสนอแนะด้านประเด็นข่าวนั้นๆ รวมถึงการรับรองเข้าพบข้าราชการ


ด้วยความนับถือ
 
น้องทันคนทันข่าว
เลขาธิการชมรม

ข่าว อินเตอร์เน็ต จาก U-Tube
 
 
แถลงการณ์ ฉบับที่ 1/2008

 

ชมรมนักข่าวอินเตอร์เน็ตแห่งประเทศไทย

www.freewebs.com/internet-reporters-association

 

แถลงการณ์ 16/7/2008

 

เรื่อง: ทางชมรมนักข่าวอินเตอร์เน็ตแห่งประเทศไทย ขอประณามสื่อกระแสหลัก ให้หยุด สร้างอารมณ์ และ ความรู้สึก ต่างๆให้สังคมไทย และหันมาให้ความรู้ สติ และ ปัญญา แก่สังคมแทน

 

เรียน

 

เนื่องด้วยได้มีการบิดเบือนข่าวสาร ตามสื่อกระแสหลัก คือสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศ บ่อยครั้ง จนเกิดการวิพากษ์ ถึง จริยธรรมและจรรยาบรรณ ของสื่อเหล่านี้ บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสัมมนาทางวิชาการ โดยผู้คนทั่วไป ดังจะเห็นได้จากผลโพลทุกอัน ที่บ่งบอกถึงความผิดหวังในสื่อ และโดยเฉพาะการแสดงออกถึงความไม่พอใจในสื่อเหล่านี้ ทางอินเตอร์เน็ต จนได้เกิดชมรมเฝ้าติดตามและเปิดโปงสื่อกระแสหลัก อย่างกว้างขวาง หลายแห่งทางอินเตอร์เน็ต โดยที่ สมาคมนักข่าว ของสื่อกระแสหลักต่างๆ กลับนำประชาชน มาใช้อ้าง ถึงสาเหตุแห่งความชอบธรรม ที่จะบิดเบือนข่าวสารนั้น ทางชมรมนักข่าวอินเตอร์เน็ต แห่งประเทศไทย ขอ ออกแถลงการณ์ และ เรียกร้อง ดังต่อไปนี้

 

ขอเรียกร้องให้สื่อกระแสหลัก หยุดอ้าง ว่าทำเพื่อประชาชน ในการทำข่าวที่ผิด จริยธรรม และ จรรยาบรรณนักข่าว เพราะเปรียบเสมือน นำความเสื่อมถอย ของสื่อกระแสหลัก มาให้ประชาชน แบกเป็นภาระ ทั้งที่การกระทำของสื่อกระแสหลัก กำลังถูกจับตาจากประชาชน และ มีประชาชน ที่ไม่เห็นด้วยกับสือกระแสหลัก มากมาย ดังจะเห็นได้จากเว็บบอร์ดต่างๆ สาเหตุก็เพราะ การอ้างประชาชน ตลอดเวลา ได้ทำให้สื่อกระแสหลัก หยุดการพัฒนาตัวเองลงอย่างสิ้นเชิง ในด้านการปรับปรุงคุณภาพข่าว และเสริมสร้างความรับผิดชอบ

 

ขอเรียกร้องให้สื่อกระแสหลัก หยุดละเมิด กฏและระเบียบ ทางจริยธรรม และ จรรยาบรรณ ที่องค์กรสื่อต่างๆ วางไว้ให้สำนักข่าวและนักข่าวทำตาม โดยเฉพาะ ในส่วนของการ ให้ผู้ที่ข่าวกล่าวถึง และวิพากษ์ สามารถให้ข้อมูล มาประกอบการทำข่าวนั้น เพื่อความสมดุลและยุติธรรม ของข่าว สาเหตุก็เพราะ การทำข่าวด้านเดียว ได้กลายเป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้สังคมสับสนและแตกแยก

 

ขอเรียกร้องให้สื่อกระแสหลัก ปรับปรุงจุดยืน จากการต่อต้าน สิ่งต่างๆ มาเป็นตรวจสอบสิ่งนั้นๆแทน สาเหตุก็เพราะนักข่าวและสำนักข่าว ไม่มีหน้าที่ ที่จะตัดสินใจว่าอะไรถูกผิด หรือทำตัวเป็นศาลเตี้ย คอยปลุกกระแสต่อต้านและความไม่พอใจ ในขณะที่หน้าที่ คือให้ความรู้ อย่างสมประกอบ แก่เรื่องหนึ่งๆ การที่สื่อกระแสหลัก หมกมุ่นอยู่แต่กับการ ต่อต้าน กำลังกระทบ ต่อสังคมโดยรวม คือสังคมไทย กำลังเรียนรู้ผิดๆ ว่าการตรวจสอบ และ การต่อต้าน เป็นสิ่งเดียวกัน ซึ่งเป็นการเรียนรู้ ที่ทำให้สังคมไทย ไม่อยู่ในความสงบและสามัคคี

 

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

 

ทวีวุฒิ จุลวัจนะ

 

ประธาน ชมรมนักข่าวอินเตอร์เน็ตแห่งประเทศไทย

tavivoot@hotmail.com

 

 

 
 ข้อมูลพื้นฐาน:
 
Hanoi University of Technology(ในรูป)
แหล่งผลิต คนไฮเทค ที่สำคัญของเวียดนาม โดยเวียดนามมีเป้า 
ผลิต คนจบตรีและสูงกว่านั้น ในด้าน เทคโน ด้านต่างๆ 400,000 คนต่อปี 
 
ในขณะที่ไทย ผลิตได้ ปีละ ประมาณ 30,00 คน
 

 

มว.ไอซีที ย้ำไทยหมดเวลาล้าหลัง ต้องแข่งเพื่อนบ้านให้ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (7 เม.ย.) ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอทีพีซี) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดการเสวนาจิบน้ำชา ครั้งที่ 1/2551 เรื่องว่า “รีบูตไทยกับไอซีที” โดยมีนายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มาร่วมเสวนา และพูดคุยถึงวิสัยทัศน์และแนวทางในการบริหารงานของกระทรวงไอซีที รวมถึงแลกเปลี่ยนตอบข้อซักถามจากสื่อมวลชนสายไอที และผู้เกี่ยวข้องในวงการไอซีที

 

นายมั่น กล่าวว่า จากระยะเวลาที่มาทำงานในตำแหน่งนี้ประมาณ 2 เดือน นับว่าหนักใจมากเพราะพื้นฐานของตนไม่ได้มาทางด้านไอซีทีเลย ก็มาคิดว่าเวลานี้ ถ้าไม่ทำอะไรใน 1-2 ปีจากนี้เมืองไทยคงล้าหลังประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว กัมพูชา และเวียดนามแน่นอน โดยสาเหตุที่การพัฒนาไอซีทีช้า ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาด้านการเมืองที่ไม่แน่นอน เปลี่ยนรัฐบาลบ่อย อัตราผู้ใช้คอมพิวเตอร์ต่อประชากรต่ำ เมื่อเทียบกับมาเลเซีย หรือ สิงค์โปร์ ดังนั้น ที่ผ่านมา จึงพยายามหาคนเก่งๆ มาช่วยทำงานควบคู่กับการหารือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เช่น ทีโอที กสท และผู้ให้บริการมือถือ เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ รวมทั้งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ในการกระตุ้นให้เกิดมือถือ 3G ใช้งาน

 

รมว.ไอซีที กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา กระทรวงไอซีทีพยายามเชิญโอเปอเรเตอร์กับ กทช.มาพูดคุยกันเพื่อหาทางออกทั้งคลื่นความถี่ และใบอนญาต พยายามให้ทุกฝ่ายมองไปในทิศทางเดียวกัน และดำเนินการแบบต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรรมการผู้จัดการใหญ่ของทีโอที เป็นไปได้ก็อยากได้คนเดิมมาทำงาน ส่วน กสท มีวิสัยทัศน์ดีอยู่แล้ว ส่วนกฎหมายเวลานี้ ก็เร่งผลักดัน พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพื่อให้ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เกิดเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามกระทรวงไอซีทีอยากให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ทำงานเคียวข้างกัน ไม่ใช่แยกกันเหมือนคนหย่ากันแบบนี้ ทั้งนี้ พรบ.ดังกล่าวน่าจะส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ในเดือน เม.ย.2551 นี้ 

 

นายมั่น กล่าวอีกว่า สำหรับกระบวนการสรรหาคนที่จะมาเป็นคณะกรรมการ กสทช.นั้น ใจจริงอยากให้มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสมัครเข้ามาแล้วคัดเลือกชื่อให้ ครม.แล้วทำงานเลย โดยมีวุฒิสภาทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงาน เหมือนคณะกรรมการกำกับพลังงานแห่งชาติ เพราะหากไทยไม่มี กสทช.ก็แพ้ทุกประเทศ ส่วนเรื่องสัญญาสัมปทานก็ต้องหาทางออกกับเรื่อง Access Charge และ Interconnection Charge เพราะถ้าแก้ไม่เสร็จเมื่อเปิดเสรีโทรคมนาคม ทั้งทีโอที และกสท จะไม่มีใครเหลือรอดเลย 

 

 รมว.ไอซีที กล่าวถึงการแก้ปัญหาสัมปทานโทรคมนาคมว่า มีความคิดว่า ถ้าแก้ไม่จบอาจจะเสนอรัฐบาลตั้งกองทุนเหมือนกับเทมาเส็กเพื่อซื้อทั้ง 2 องค์กร มาบริหารงานแบบเอกชนแต่เป็นของรัฐ หรือ State Capitalism แต่คนที่ได้ฟังอาจไม่สบายใจ แนวคิดแบบนี้ประเทศจีนเอามาใช้เป็นรูปแบบธุรกิจ เพราะจีนเองก็ติดข้อจำกัดมากมายเช่นเดียวกับเมืองไทย ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า แล้วบริหารจัดการแบบเอกชน มิฉะนั้นถ้ามัวแต่ทะเลาะกัน นักลงทุนต่างชาติคงไม่มองเมืองไทยแล้ว หนีไปประเทศอื่นๆ แน่นอน

 

นายมั่น กล่าวด้วยว่า นโยบายในการทำงานของตนจากนี้ไป คือ ทำอย่างไรให้ประเทศไทย สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ แต่จะทำอย่างไรนั้น ต้องรอผู้รู้มาดำเนินการ เร่งเขียนแผนแม่บทด้านไอซีทีฉบับที่ 2 ส่วนปีนี้การทำ e-Government คงยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่เรื่องลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์อาจจะเสร็จทันปีนี้ ขณะที่จะผลักดัน e-Contract เพื่อลดการใช้กระดาษช่วยให้ธุรกิจคล่องตัว เกิดการพัฒนา และที่สำคัญคือการผสานความร่วมมือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึง กทช. ในการทำงานร่วมกัน

  • Group Special: สงครามไซเบอร์ของมหาาอำนาจ (ล่าสุด DISA หาทางลงเทคโนความเร็วสูง) Exclusive Reports:
  • Group Special: ข่าวโลกไซเบอร์ไทยที่สำคัญ (ล่าสุด ผอ SIPA เด็กชิน เด้ง) ICT News
  • Group Special: บทความ ชำแหละสื่อกระแสหลัก โดยทวีวุฒิ (ล่าสุด สื่อไทยตกต่ำที่สุดก็ขณะนี้) Tavivoot's Writings
 
 รวมข่าวนวัตกรรม 
 

กระทู้ ห้อง หวากอ จากพันทิพย์ 

 

 

 

 

 

 

 

สังคมไซเบอร์หลังพ.ร.บ.คอม: เครื่องมือใหม่ของคดีหมิ่นฯ?  

“ที่เอา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพราะไม่อยากใช้กฎหมายที่ใหญ่กว่านี้”

เจ้าของคำพูดเล็กๆ แต่ถ้อยคำกินใจความลึกซึ้งนี้ เป็นของคนที่รู้จักกันในวงการว่าเป็น ‘มือปราบไซเบอร์’ พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม (DSI) ซึ่งกล่าวขึ้นในงานสัมมนาเรื่อง “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ และการคัดค้านของโลกไซเบอร์: จากตำราสู่การปฏิบัติจริง” เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 50

 

เนื่องจากนับตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. 50 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้มีกฎหมายเกี่ยวกับความผิดทางคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นครั้งแรก โดยกฎหมายฉบับนี้ ไม่เพียงแต่เป็นหนึ่งในกฎหมายที่มีความเกีึ่่่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานใกล้ตัวทุกคนเท่านั้น แต่กฎหมายฉบับนี้ ยังถูกจารึกเอาไว้แล้วว่าเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ผ่านการพิจารณาโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารที่เข้ามายึดอำนาจตั้งแต่กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน

 

งานสัมมนาดังกล่าว จึงมีขึ้นโดยความร่วมมือของ ศูนย์รณรงค์นโยบายสื่อมวลชน, คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) โดยมุ่งประเด็นที่การวิเคราะห์วิพากษ์สถานการณ์และผลกระทบ ภายหลังจากมีการประกาศใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์แล้ว

พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม (DSI) ซึ่งเป็นข้าราชการเพียงไม่กี่คนในประเทศไทยที่มีความรู้ลึกซึ้งทางด้านเทคโนโลยี และยังเชี่ยวชาญด้านกระบวนการยุติธรรมกับสารสนเทศ กล่าวว่า “ตามข่าวที่ว่ามีการบล็อกสองหมื่นกว่าเว็บ ก็อาจจะจริงก็ได้ แล้วผมก็เป็นคนแรกๆ ที่บล็อกเอง”

ที่ผ่านมา หลายฝ่ายที่มีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายนั้น มักกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า กฎหมายฉบับนี้ถูกปรับแก้ไปมาก จากที่กังวลว่าอำนาจเจ้าหน้าที่จะสูงมากล้นหลามแล้ว ก็ถูกแก้เสียจนเป็นกฎหมายที่อำนาจเจ้าหน้าที่แทบจะำไม่เหลือ 

  • Group Special: การกำกับดูแลโลกไซเบอร์ไทย (ล่าสุด องค์กรสื่อคัดค้าน สนช) Cyber Law
  • Group Special: การเซ็นเซอร์ เว็บ ไทย (ล่าสุด ITC กับการเซ็นเซอร์) Thai Web Censorship
  • Group Special: เสรีภาพและความรับผิดชอบ (ล่าสุด สิทธชัย กับกรณี U-Tube) Freedom & Responsibility
  • Group Special: จริยธรรมและจรรยาบรรณสื่อ (ล่าสุด รายงานเสรีภาพประจำปี) Cyber Reporter Governace
Multi-Media Service from U-Tube

  
 
 
 

B

Burning Hot Issue

ยำใหญ่ ICT ไทย

จากเว็บ ไทยรัฐ 

 

มองอุตสาหกรรมไอซีทีผ่านสายตา นายกสมาคมเอทีซีไอ [3 พ.ย. 50 - 06:32]

ด้วยภารกิจที่ยุ่งเหยิง

เพราะหน้าที่รับผิดชอบทั้งธุรกิจส่วนตัวและงานทางสังคม ต่างๆ ทำให้แขกรับเชิญของ IT Exclusive ในวันนี้ เป็นรายที่นัดหมายหาเวลาว่างค่อนข้างยากคนหนึ่ง

แต่เราก็พบว่า การรอคอยของเรานั้นคุ้มค่า เมื่อได้มีโอกาสนั่งสนทนาแบบเป็นกันเองกับ “จำรัส สว่างสมุทร” ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ไออาร์พีซี ในฐานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย หรือ เอทีซีไอ

เพราะจากการพูดคุยกันในวันนั้น ทำให้เรามองเห็นภาพของอุตสาหกรรมไอซีที ที่รวมทั้งบริการด้านโทรศัพท์มือถือ ซอฟต์ แวร์และคอมพิวเตอร์ ตลอดจนการพัฒนาและการลดช่องว่างทางไอซีทีให้กับประชาชน ไปจนถึงเรื่องเล่าและมุมมองต่อประเทศรอบข้างที่กำลังให้ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมนี้

ส่วนรายละเอียดทั้งหมดจะเป็นอย่างไร ขอเชิญอ่านกันได้ ณ บัดนี้...

IT Exclusive: เบื้องหลังการทำงานก่อนที่จะมาทำหน้าที่นายกสมาคมเอทีซีไอ?

จำรัส: ผมเรียนจบปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นลูกศิษย์ อาจารย์พีรศักดิ์ วรสุนทโรสถ ประธานคณะกรรมการ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือ ซิป้า และอาจารย์สิทธิชัย โภไคยอุดม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที โดยเมื่อเรียนจบได้ตั้ง บริษัท ไออาร์ซีพี หลังจากนั้น ก็ร่วมเข้าไปอยู่ในเอทีซีไอ ทำงานเป็นเลขาธิการเอทีซีไอมาประมาณ 6 ปี ส่วนตอนนี้ เป็นนายกสมาคมฯ สมัยที่ 2

IT Exclusive: ก่อนมารับตำแหน่งนายกเอทีซีไอมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมไอซีทีมาพอสมควร มองภาพรวมของอุตสาหกรรมอย่างไร?

จำรัส: ในภาพรวมของบ้านเราตอนนี้ เราอยู่ในสภาวะปัญหาใหญ่ที่สุด คือ การแข่งขันกับตัวเอง เนื่องจากประเทศไทยที่ผ่านมา เราค่อนข้างเสียดายโอกาสว่า เรามีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อยเกินไป และเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงบ่อยทำให้เกิดความไม่ความชัดเจน ทั้งในสายตานักลงทุนต่างประเทศ หรือ แม้กระทั่งผู้ใช้ไอที

อย่างไรก็ตาม เราเคารพว่า นักการเมือง หรือ รัฐบาลแต่ละชุดจะมีนโยบายไม่เหมือนกัน และพอมีนโยบายไม่เหมือนกันก็จะมีการเปลี่ยนแปลง เช่น รัฐมนตรีคนนั้น จะเน้นเรื่องนั้น คนนี้ จะให้ความสำคัญคนละเรื่อง ทำให้แผนการพัฒนามีความสะดุดบ้าง มีการเปลี่ยนแปลงบ้างและทำให้เฟรมเวิร์คที่วางไว้ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร

 
แวดวงนักข่าว 
 
 Sharks in Act
โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ
1/ มีนา/ 08 

เมื่อวันก่อน

สมัครต่อว่านักข่าวจากหลายสำนัก ระหว่างการปราศรัยใหญ่ ก็ปล่อยออกมาหลายมุข ที่เรียกเสียงตบมือและหัวเราะได้จากคนเป็นหมื่นวันนั้น คงยากที่จะทราบจุดมุ่งหมายของสมัคร แต่ก็อาจจะเป็นเพียงว่า ต้องการความเห็นใจจาก ปชช ที่ฟัง เพราะสมัครกำลังถูกสื่อกระแสหลักส่วนมากโจมตีอย่างหนัก เช่นวันนี้เอง ใครก็ตามที่ฟัง ทางช่อง 3 ช่วงเช้า ก็จะเห็นว่า นักข่าวพูดชัดเจน ถึงข้อแตกต่างระหว่างการหาเสียงของสองพรรคใหญ่ แล้วก็ขึ้นมาร์ค ที่บอกว่าเขาพูดแต่นโยบาย ส่วนพปช นั้น โจมตีพรรคอื่นอย่างเดียว แล้วก็เอาภาพสมัครกำลังโจมตีคนอื่นออกเป็นภาพ ปัญหาคือใครก็ตามที่ฟังสมัครปราศรัยใหญ่ มาสักครั้งสองครั้ง เช่นที่วงเวียนใหญ่เมื่อคืนวาน นี้เอง ก็จะเห็นสมัครใช้เวลากว่าครึ่ง พูดถึงนโยบาย ถึงนั่นจะคือความจริงที่เกิดขึ้น แต่ภาพใหญ่ภาพรวมที่ออกมาเช้านี้ทางช่อง 3 “คือสมัครโจมตีคนอื่นอย่างเดียว ส่วนมาร์คไม่ทะเลาะกับใคร พูดถึงแต่นโยบาย สิ่งเช่นนี้เกิดขึ้นทุกวัน ตลอดเวลา ทางสื่อหลัก ฉะนั้นก็สมควรจะถามได้ ว่าแล้ว “นักข่าวคือใคร” ถึงออกมาบิดเบือนข่าวได้ตลอดเวลา ด้วยนัยยะแอบแฝง “คือสนับสนุนให้มาร์ค เป็นนายก”

 

ทำเป็นทีมด้วยความ “รู้ตัว”

ถ้าถามว่าแล้วนักข่าวช่อง 3 เช่น สรยุทธ ทราบหรือไม่ว่าคืนก่อนเอง สมัครได้ใช้เวลาปราศรัยถึงนโยบายพรรค อยู่นานทีเดียว คำตอบคือ ทราบแน่นอน คือในการปราศรัยใหญ่ แน่นอนว่านักข่าวของ ช่อง 3 ต้องไปตั้งแต่สมัครกำลังปราศรัยแล้วนำกลับมาเป็นข่าว นี่คือจุดแรกที่ทราบความจริง แล้วเทปการปราศรัยของสมัคร และข่าวประกอบ ก็ถูกเก็บเอาไว้ วันรุ่งขึ้น “ทีมงานของช่อง 3 เข้ามา ก็อ่านสิ่งที่นักข่าวรายงานเมื่อคืน แล้วในสูตรของช่อง 3 คือเอาข่าวในหนังสือพิมพ์ มานำการรายงานในตอนเช้า ก็แน่นอนว่าต้องเจอการปราศรัยของสมัคร เมื่อวันวาน ในหนังสือพิมพ์ ก็ยากที่จะบอกว่า ในหนังสือพิมพ์ ห้าหกฉบับหลักที่ สรยุทธใช้ทุกเช้า จะไม่มีข่าวการปราศรัยใหญ่ของสมัคร ที่สมัคร พูดรวมถึงนโยบายใหญ่ๆ เช่นรถไฟฟ้าสำหรับธนบุรี และปัญหาของการต่อออกไปจากสะพานตากสิน คืนนี่คือสองจุดแล้ว ที่ ช่อง 3 ไม่มีทางพลาดจาก “ความจริง” ไปได้เลย แล้วในการประชุมข่าวของรายการ ช่วงเช้านั้น ก็ต้องมีการ นำประเด็น ที่จะพูดถึง มาหา ภาพ ที่ถ่ายไว้ เพื่อทำเป็นรายงานผสมภาพข่าว และแน่นอน ในจุดนี้ ก็ต้องเจอความจริงอีก ว่าสมัครพูดถึงนโยบายพรรค สรุปสักหน่อย คือมีถึง “สามสี่จุด ที่ความจริงปรากฏให้เห็น”

แต่ สรยุทธ ยัง”เสนอความจริงออกมาว่า” สมัครโจมตีคนอื่น แต่มาร์คพูดถึงนโยบาย และที่น่าแปลกใจที่สุด มาร์คพูดหน้าตาเฉย ว่า ถ้าเลือกสมัครก็คือเลือกคนเข้าไปมีปัญหาทะเลาะกับคนอื่น เช่นเดียวกับที่ทำตอนปราศรัย แต่ถ้าเลือก ปชป ก็คือการเลือกคนที่พูดถึงนโยบาย ถ้าเลือก ปชป คือเลือกคนเข้าไปทำงาน ไม่ใช่ทะเลาะ คือมันก็แปลกดี ที่ปล่อยให้ มาร์ค โจมตีสมัครเป็นชุดๆแบบนั้น โดยไม่แปลกใจแม้แต่นิด ว่า “มาร์ดก็กำลังโจมตีสมัครอยู่นั่นเอง เพียงแต่หลอกทุกคน ที่ไม่มีสติ ว่าไม่ได้โจมตี เพราะตัวเอง ก็โจมตีสมัครสุดๆเหมือนกัน”

สรุปคือ นักข่าว “รู้ตัวกันดีว่ากำลัง บิดเบือนข่าว ให้ความเท็จ สร้างกระแส เอนเอียง แกล้งโง่ และเลือกข้าง”

 

สัญญาประชาคม

เมื่อไม่นานมานี่เราก็ได้เห็นนักข่าวเนชั่น และสมัคร “ปะทะ” กันอย่างรุนแรง นักข่าวเนชั่นนั้นถือว่าเป็นนักข่าว และก็กดดันสมัครอย่างรุนแรง พยายามให้สมัครคายความ “บางอย่างที่ตัวนักข่าวเองสงสัย” พยายามให้สมัครพูดสิ่งที่ตัวเองต้องการออกมา หลังจากนั้นในโลกของไซเบอร์ คนที่ดูการ “ปะทะ” นั้น ก็ต่อว่า นักข่าวเนชั่นกันอย่างรุนแรง จนนักข่าวคนนั้นต้องออกมา “แก้ตัว” ว่าทำเพราะอะไร และคำแก้ตัวอันนี้ ก็คือเหตุผลหลัก ที่ทำให้คนแบบนักข่าวเนชั่นคนนั้น หรือ สรยุทธ สามารถ “ทำอะไรก็ได้ตามใจตัวเอง” เหตุผลที่ใช้อ้าง ก็คือ “สื่อเป็นตัวแทนประชาชนที่จะตรวจสอบบุคคลสาธรนะ”

สิ่งนี้ก็เป็นความคิดที่ถูกต้อง เป็นข้ออ้างที่มีเหตุผลมาก เพียงแต่ว่า เมื่อสื่ออ้าง ปชช ก็แสดงว่า มี “สัญญาประชาคม” อยู่ระหว่างนักข่าวและ ปชช คือ ปชช ให้สิทธิตรวจสอบไปที่นักข่าว เพราะตัวเองไม่สามารถทำเองได้ ปัญหาคือ “สัญญาประชาคมนี้” ไม่มีที่เขียนไว้ ว่า ปชช  “ให้สิทธนักข่าวที่จะบิดเบือน เอนเอียง เสนอด้านเดียว เสนอความเท็จ หรือ กดดันและไร้มรรยาท กับแหล่งข่าว” แน่นอนว่าถ้ามีการสอบถามไปที่ ปชช ว่า อำนาจที่ตัวเองมอบไปให้นักข่าว ที่นักข่าวอ้างตลอดเวลา ว่าได้มา ถ้าถาม ปชช ว่า รวมถึงการเสนอ “เอนเอียงหรือไม่ยุติธรรมหรือไม่” คำตอบที่ได้รับกลับมาก็คงจะเป็น “แน่นอนเราไม่ให้เอาชื่อเราไปอ้างเพื่อเสนอความเท็จ”

ส่วนที่สอง ก็คือคำว่าบุคคลสาธรนะ ว่าจะถูกตรวจสอบเข้มระดับไหน แน่นอนทุกคนทราบว่าเครือเนชั่นนั้นอิงอะไรและต่อต้านอะไร เช่นในขณะที่เราไม่แปลกใจเลย ที่สมัครถูกนักข่าวเนชั่น ตามจิกอย่างกับสมัครเป็นอาชยากร แต่ท่านคิดว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเห็นนักข่าวคนเดียว ทำกับ มาร์ค อย่างเช่นที่ทำกับสมัคร คำตอบคือถ้าเราเห็น นักข่าวคนนี้ พูดคุยกับมาร์ค ภาพที่ออกมา ก็จะเป็นอีกแบบไปเลย

 

ที่สอนกัน ตาม มหาวิทยาลัย ไทย “ล้มเหลว”

ไม่มีใครสามารถที่จะบอก สรยุทธ ได้ว่า “วันนี้เธอเสนอข่าวเอนเอียงนะ หรือพูดกับนักข่าวเนชั่นว่า วันนี้เธอ ตามจิกและดูถูก แหล่งข่าวมากเกินไปนะ” ถามว่าสาเหตุมาจากอะไร ก็ต้องกล่าวถึงโครงสร้าง การข่าวไทย และโครงสร้างนี้ก็ถือกำเนิดมาจาก “การสอนและการพัฒนา” วิชาชีพนี้ และอุตสาหกรรมนี้ ของมหาวิทยาลัยไทยต่างๆ สิ่งที่เราเห็นชัดกันมากหลังรัฐประหาร คือ Divergence ระหว่างสื่อกรแสหลักไทย และสื่อกระแสหลักของต่างชาติ ที่ทำข่าวเมืองไทย ไทยจะออกมาในแนวสนับสนุนการยึดอำนาจ ส่วนต่างประเทศสนับสนุนอำนาจเก่า เช่นวันหนึ่งสมาคมนักข่าวไทยแถลงการณ์ว่ายุคทักษิณ คุกคามสื่อมากที่สุด แต่เพียงอีกสองวัน HRW กล่าวว่า ทหารคุกคามมากที่สุด

สิ่งที่สองที่ต่างกันมาก คืออายุของนักข่าวที่มีความรับผิดชอบสูง ต่างชาติจะอายุมากกว่าไทย สามสี่เท่า เช่นที่ทำเนียบขาว จะ 50 กันเกือบหมด แต่ ที่ทำเนียบรัฐบาลไทย 20-30 ส่วนมาก สิ่งที่สามที่ต่างกันมาก คือกฏหมายคุ้มครองการถูกละเมิดสิทธิ คือในต่างประเทศ แทบทุกข่าวสำคัญ จะต้องผ่านมือทนายความก่อน เพราะการถูกฟ้องร้องนั้นง่ายมาก และค่าเสียหายสูงมาก สิ่งที่สี่คือในต่างประเทศ มีการสร้างนักข่าวเฉพาะด้านและเฉพาะเชื้อชาติและเฉพาะปรัชญากันมาก เช่น Berkley University จะเน้นแต่การสร้างนักข่าวมาให้สำนักข่าวชุมชนต่างๆ และ เชื้อชาติที่หลากหลาย นอกจากนี้ สำนักข่าวในต่างประเทศ กระจายไปตามเมืองและชุมชนต่างๆ จะหาเช่นไทย ที่แทบทุกสื่อกระจุกตัวอยู่แต่ในกรุงเทพนั้นไม่มี

และสุดท้ายๆ แรกเลย วงการสื่อก็คือเหมือนกับแทบทุกอุตสาหกรรมอื่น คือในสายวิชาชีพ จะหาคนที่อยู่ในวิชาชีพนั้นได้สัก 10-20 ปี เพื่อสร้างสมประสบการณ์ เฉพาะด้านนั้น แทบไม่มีให้เห็นเลย ส่วนมากจะวิ่งเข้าหาการบริหาร หรือการทำธุรกิจสื่อ เช่นนักข่าว หลังจากทำข่าวสักพัก ก็จะไปทำอย่างอื่นกันหมด ประสพการณ์และการพัฒนาสายวิชาชีพ จึงขาดการพัฒนา และสุดท้ายคือสื่อในไทยยังเป็นของรัฐหรือกลไกรัฐเช่นทหารมากเกินไป จึงทำให้เกิดการทับซ้อน วาระแอบแฝง และ ผลประโยชน์ต่างตอบแทน เข้ามาเกี่ยวข้องกับสื่อ

 

ฉลามเต็มเมืองที่ “สร้างกันแต่กระแส”

ถ้าจะให้สรุปจากห้าหกประเด็นข้างต้น คือ ระหว่างคำพูดของนักข่าว ว่า เป็นหูเป็นตา “ให้ ปชช แทน ปชช เพื่อ ปชช” แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ตัวเชื่อม” ปชช และ สื่อ เข้าด้วยกัน “ไม่มีอยู่จริง” แต่กลับเป็นว่า “ตัวเชื่อม” กลายเป็นธนกิจการเมือง กลายเป็นนักข่าวประสบการณ์น้อย กลายเป็นการเล่นการเมืองของนักข่าวเสียเอง

ไม่มีใครมาเถียงเลย ว่าความหลากหลายทางความคิดและการเสนอข่าวไม่ดี ไม่มีใครมาเถียงเลย ว่าการมีจุดยืนต่อต้านไว้ก่อน ไม่เชื่อไว้ก่อน เป็น “สันดานที่ดีของนักข่าว” ไม่มีใครมาว่าอะไรเลย ว่านักข่าวก็คือคนที่มีจุดยืนและอารมณ์กันได้ แต่ปัญหาของไทยคือ “กระแส” ถ้าจะเปรียบวงการข่าวสารกันให้เป็นทะเลแล้ว ใครๆก็บอกว่าสื่อไทยนั้นเสรีภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก “นั่นนะดีแล้ว” แต่ผลของ “เสรีภาพ” นั่นนะคืออะไรหล่ะ ถ้าเป็นทะเล ประเทศแบบสหรัฐคงจะเป็น Tropical Ocean ที่มีปลาหรือสื่อ หลากหลายชนิด ที่ทำให้ระบบนิเวศ มันอุดมสมบูรณ์ ทุกคนอยู่กันได้ สวยงาม ส่วนไทยนั้น ภาพอุตสาหกรรมสื่อ มันคือ การรวมกลุ่มของปลาฉลามเป็นร้อยๆตัว เพื่อกินทุกอย่างที่ขวางหน้า  และในระแวกนั้น มีแต่ “ความกลัว ความไม่ปรอดภัย” เป็นกระแสหลัก

 

Sharks in Action 

เอาหล่ะก็จะเลือกตั้งกันอยู่แล้ว ใครแพ้ใครชนะก็ว่าไป ใครจะไปรู้ ปีหน้าตอนนี้ PTV อาจจะมาอยู่ช่อง 9 แทนเนชั่นและมติชน แล้วสื่อสายอำนาจเก่าอีกเพียบอาจจะบุกเข้ายึดพื้นที่อื่นๆแบบถล่มทลาย แต่ถามจริงๆเถอะ พวกสื่อในกระแสหลักนะ การบุกไปประท้วงหน้าบ้านป๋านะ มันสมควรที่คนแก่ เด็ก และ ผู้หญิง จะโดนกระบองฟาดหัวหรือเปล่า คือถามจริงๆเถอะ จากสื่อมุมอำนาจเก่าแบบผม ผมงงจริงๆว่าไปประท้วงบ้านเขา แล้วทำไมเจอกระบองจนเลือดอาบออกมากันได้ คือพวกพี่ๆน้องๆในสื่อกระแสหลัก คิดว่าป๋า “ยิ่งใหญ่และสำคัญ” ถึงขนาดยอมให้เขาเอากระบองมาฟาดคนแก่เลยหรือ และสุดท้ายจริงๆ ไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ “ที่บิดเบือนข่าว” ให้ออกมา”ดี” ต่อ คมช และ “แย่” ต่อ นปก

และนี่ก็คือบทสรุปนะครับ และมันส่อถึงว่าทำไมไทยถึงมีปัญหากับสือมากมายนัก คือสื่อกระแสหลัก จับมือทหาร บิดเบือนข่าว แล้วลงกระบอง จนคนแก่เลือดอาบตัวไปหลายคน เพราะไปประท้วงป๋า

 

 contact us: tavivoot@hotmail.com

 

AddThis Social Bookmark Button

 

วิพากษ์ แหล่งข่าว นักประชาธิปไตย

วิพากษ์ แหล่งข่าว นักประชาธิปไตย 

โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ 14/4/08 

หมายเหตุ: Killer Links

ประชาทรรศ์ (ต้องให้บอกอะไรมาเกี่ยวกับอันนี้ นอกจากคือความถูมิใจของนักประชาธิปไตยทุกคน)

พี่อาคม ซิดนีย์ (ศูนย์กลางของพี่อาคม ฟังพี่อาคมได้ทุกวันที่นี่)

Nation Siam (บทความ ที่ Original พอดู ด้านประชาธิปไตย หาอ่านได้ที่นี่)

6 ตุลา 19 (เว็บที่นำเรื่อง วันนั้น มาเล่าให้เป็นบทเรียน ถึงวันนี้)

รักชาติ (อาจารย์ ชีพ ชูชัย อยู่ที่นี่ ครบถ้วน)

สยามปริทัศน์ (ครบถ้วนเรื่องประชาธิปไตย มีทุกอย่างที่ต้องการ กลุ่ม 24 มิถุนา อยู่ที่นี่)

Freedom Against Censorship Thailand (เว็บที่ต่อสู็เพื่อเสรีภาพทางความคิด ในภาษาอังกฤษ)

Hello Siam (ว่าด้วยเรื่อง "จ่าฝูง" ได้ครบทุกมุมมอง)

Bad-ICT (มีลิงก์ไป MUlti-Madia ยอดนิยม แทบทุกอัน)

Thai Free News (นักเขียนชื่อ ลูกชาวนาไทย มีมุมมองที่ สด ใหม่ เสมอ)

Hi-Comrad (สำนักข่าวต่างประเทศ ลงข่าวไทยอะไร ที่นี่เอามาลงให้ดู)

บางกอก ทูเดย์ (พี่พยาไม้ หนึ่งในห้านักข่าวประชาธิปไตยที่สำคัญที่สุด อยู่ที่นี่)

Hi-Thaksin (สองนักเขียนที่นี่ ประดาบ และ คืนรัง ทำเอา คมช ลัมทั้งยืนมาแล้ว)

thaienews (ถ้าไม่มีเวลาให้หลายสำนัก ตามสำนักนี้อันเดียวพอ)

จรชนแสนคม (แฟนๆเฉลิมจะชอบที่นี่)

ดาวเมือง (บทความเก่าและใหม่ ของนักเขียนมือหนึ่ง หลายคน มีลิงก์ที่นี่ ไม่มีเวลา อันนี้ติดอันดับสอง)

วิทยุชุมชนคนรู้ใจ (พี่ชูพง อยู่ที่ไหน คนฟังอยู่ที่นั่น)

วิทยุคนวันเสาร์ ไม่เอาเผด็จการ (ใครชอบ Multi-Media จะชอบที่นี่)

ปราบกบฏ (ใครชอบบทความ แรงๆและตรงประเด็น และเข้ากับจังหวะกระแส อันนี้ใช่เลย)

เสรีชน (รวบรวมบทความของนักประชาธิปไตย ดี เด่น และ ดัง และ เก๋า ไว้ที่นี่มากมาย)

Thinking In Ink (Jessica คือนักข่าวคนโปรดของพี่พันศักดิ์ วิญญรัตน์)

ประชาไทย (ที่นี่ต่อสู้เพื่อคนถูกรังแก ด่านสุดท้ายก่อนถึงนรก สำหรับหลายๆคนหลายๆกลุ่ม)

Thai Report Blog (ที่นี่ตามจิกตามเปิดโปง สื่อกระแสหลัก)

Siam Freedom Fight (นักเขียน นาม Siam Freedom Fight มือหนึ่งไม่แพ้ใครเลย)

People Voice (กอง บก ที่นี่เก่ง ในการจับ ประเด็นที่เกี่ยวกับ กลยุทธ)

โลกวันนี้ (พี่เกาหลิบ อีกคนที่ไม่อ่านแล้วรู้สึกขัดๆ)

บันทึกโลกมองไทย (อยากเห็นไทยจากสายตาโลก ต้องที่นี่)

Bangkok Pundit (จะมีใครเข้าใจเมืองไทยมากไปกว่านี้ คงจะหาได้ยากมาก)

เธอไม่มีวันเดินคนเดียว (ที่นี่รักทักษิณ พอๆ กับรักประชาธิปไตย)

ทักษิณกลับมา (ทั้งจดหมายแฟนๆทักษิณ ทั้งข่าวทักษิณ ทั้งนักเขียนชื่อเจมส์ ที่แม่นภาพใหญ่)

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน (สุดยอดแล้ว คลังสมองใหญ่ เวทีสำหรับผู้ใหญ่และหัวกระทิ เข้ากันแล้วเป็นล้านๆ)

กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ (ใครชอบทำมากกว่าอ่าน เข้ามาที่นี่เพราะมี ปฏิทินใหญ่ของนักประชาธิปไตยให้ตาม)

รายการสนทนาประสาสมัคร (ใครชอบสมัคร ที่นี่คือคลัง)
 

และสุดท้าย 


Tavivoot Web Portal ศูนย์รวมทวีวุฒิ (พี่พันศักดิ์ บอกว่าปัญหาของทวีวุฒิ คือไม่บอกว่าแหล่งข่าวคือใคร จนบางที ไม่รู้เชื่อถือดีหรือไม่ ก็กำลังปรับปรุงตัวครับ)