We Love Crown-Prince

To the Greatest Living Crown Prince

 

น้อมเกล้าถวาย "ความจงรักภัคดี" แก่ เจ้าฟ้าชาย

                                                                                     

                                                                                       

                                                           

                                                           

      เทิดไท้ เจ้าฟ้าชาย "เอกทหารผู้ปกป้องอธิปไตยไทย"

 "…คนเราโดยมากมักนึกว่า อนาคตจะเป็นอย่างไรนั้นเราทราบไม่ได้ แต่ที่จริงเราย่อมจะทราบได้บ้างเหมือนกัน เพราะอนาคตนั้นก็คือผลของการกระทำในปัจจุบัน ถ้าปัจจุบันทำดีอนาคตก็ไม่ควรจะตกต่ำ ดังนี้ เมื่อกระทำการใดควรคิดให้ได้ว่าการนั้นจะมีผลสืบไปในอนาคต จักได้มีสติกระทำสิ่งต่างๆด้วยความรู้ตัวและระมัดระวัง…" พระราโชวาท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร

 

        

"...ทรงพระปรีชาสามารถเพียบพร้อมในด้านทฤษฎีและปฏิบัติเชิงวิทยาศาสตร์การทหาร ทรงอบรมสาธิตด้านทฤษฎีและทรงปฏิบัติภารกิจทางทหาร ในยุทธภูมิสงครามจรยุทธ ร่วมกับทหารหาญของชาติหลายครั้ง จนเป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกร…"

 

เจ้าฟ้าชายนั้น “ทรงออกรบเพื่อปกป้องอธิปไตย ทุกครั้งมา

นี่เป็นสมัยที่เวลาพูดถึง ประชาธิปไตยต้องกล่าวต่อว่า อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  สาเหตุก็เพราะคนไทยหันหลังให้กันเสียแล้ว ไม่เชื่อกันมากนัก ถึงกับต้องย้ำเลยว่า รักพ่อหลวงนะในทุกประโยคที่พูดถึง แล้วนี่ก็เป็นสมัย ที่คนไทย หันมานิยม อำนาจทหาร และ เผด็จการ กันมาก ฉะนั้นเพราะผู้เขียนมีประวัติว่าเป็นนักเขียนเพื่อประชาธิปไตย ก็ต้องขออธิบายหน่อย ว่าที่มาเขียนเทิดไท้ เจ้าฟ้าชาย และเชิญชวนให้คนไทย เทิดไท้ เจ้าฟ้าชายกันมากๆ นั้น ไม่ได้มีสาเหตุแอบแฝงอะไร ก็ตรงๆเลย คือเฝ้าติดตาม เจ้าฟ้าชาย มานานแล้ว ว่าทุกครั้งที่ประเทศไทย ประสพภัย ทางความมั่นคง รุนแรงถึงขนาดอาจเสีย อธิปไตย ไป เจ้าฟ้าชายนั้น ทรงออกรบเพื่อปกป้องอธิปไตย ทุกครั้งมา

 

  

 "…ในการปฏิบัติงานทั้งปวง ย่อมมีปัญหาต่างๆเกิดขึ้นได้เสมอ ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นต้องรีบแก้ไข อย่าทิ้งไว้ให้ลุกลามจนแก้ยาก ก่อนอื่นต้องทำใจให้หนักแน่นเป็นกลาง เพื่อพิจารณาหาเหตุของปัญหาให้จนเห็นชัด เมื่อเห็นเหตุได้ชัดแล้วก็จะคิดหาทางแก้ไขว่า ปัญหาใดจะแก้ไขให้ดีที่สุดด้วยวิธีใด…"พระราโชวาท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร

เจ้าฟ้าชาย “ก้าวหน้ากว่าคนไทยส่วนมากเสียอีก

นักประชาธิปไตย ที่มองว่า คนเราเสมอภาคกัน มีสิทธิมีเสียงเท่ากัน อยู่ภายใต้ รธน เหมือนกัน อาจจะกำลังต่อว่าผู้เขียนอยู่ในใจว่า แท้จริงแล้วผู้เขียนไม่ก้าวหน้าเลย ความจริงๆแล้ว ประการแรกเลย ถ้าไม่ใช่เพราะมีคนที่ออกไปต่อสู้เพื่ออธิปไตยไทยแล้ว อย่าว่าแต่ประชาธิปไตย หรือที่แย่ๆแบบตอนนี้ คือ เผด็จการ ครอบงำ โดยคนไทยกันเอง ถ้าไม่มีคนต่อสู้  คนไทยอาจจะไม่มีอิสรภาพ และอยู่ใต้อานัดของการบงการจากภายนอก ไปแล้วก็ได้ คือต้องมีอธิปไตยก่อน แล้วถึงจะมีประชาธิปไตยกันได้ ประการที่สอง ถ้าดูจากการใช้ชีวิต ของเจ้าฟ้าชาย จะในด้านการงาน ส่วนตัว หรือเพื่อสังคม ก็หนีไม่พ้นเลยที่จะต้องสรุป ว่า เจ้าฟ้าชาย ก้าวหน้ากว่าคนไทยส่วนมากเสียอีก

 

     

"…ข้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นมกุฎราชกุมาร จะรักษาเกียรติยศและอิสริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานไว้เสมอด้วยชีวิต จะภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์ต่อประชาชน จะปฏิบัติภาระหน้าที่ทุกอย่างโดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถ และโดยความเสียสละ เพื่อความเจริญ ความสงบสุข และความมั่นคงไพบูลย์ของประเทศชาติไทย จนตราบเท่าชีวิตร่างกายจะหาไม่…"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร

ใครจะมาเทียบบารมีของพ่อหลวงได้

นิติยสารไทมส์ ฉบับเอเชีย เมื่อห้าหกปีที่แล้ว เรื่องขึ้นปก เขียนถึงพ่อหลวง ราชวงค์จักรี และอนาคต ไว้ว่า ยากที่ใครจะมาเทียบบารมีของพ่อหลวงได้ และเชื้อพระวงค์ทุกองค์ หนีไม่พ้นต้องถูกนำไปเทียบกับพ่อหลวง ผู้เขียนนั้นเป็นลูกครึ่งไทยสหรัฐ เข้าใจวัฒนธรรมตะวันตกอย่างลึกซึ้ง พอๆกับไทย จนเห็นได้ชัดว่า เจ้าฟ้าชาย ทรง เป็นตัวของพระองค์เองมากในชีวิตส่วนตัวในด้านการงาน ทรงมีความรับผิดชอบต่องานในระดับมืออาชีพหรือ Professional” และสุดท้าย ในด้านสังคม ทรงทำเพื่อส่วนรวม และเสียสละเพื่อส่วนรวม ในระดับที่ชนธรรมดา เข้าใจได้ยากว่าต้อง จริงจังและจริงใจ หรือ Commit มากขนาดไหน

 

   

"…ผู้มั่นอยู่ในสัตย์สุจริต ไม่ว่าจะประพฤติปฏิบัติการใดก็ปฏิบัติดี ปฏิบัติจริงและปฏิบัติตรงเสมอ ความสัตย์สุจริตจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญ ที่ส่งเสริมให้บุคคลเป็นผู้ที่เชื่อถือไว้วางใจได้สนิท และประสบความสำเร็จในกิจการทั้งปวง…"…" พระราโชวาท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร

เจ้าฟ้าชาย ไม่เคยผิดสัจจะ

ถ้าจะให้ผู้เขียนสรุปสักหน่อยตรงนี้ คือท่านเป็นทั้ง “Modern Man, Liberated Man, Traditional Man, Professional Man and Social Man” ในบทบาดต่างๆ ขึ้นอยู่กับว่าที่ท่านมีหน้าที่ ความรับผิดชอบ และภาวะเป็นตัวของพระองค์เอง ได้แค่ไหน ในบางมุมมอง เจ้าฟ้าชายเหมือน คนตะวันตก โดยเฉพาะในเรื่องส่วนตัว ในบางมุมมอง โดยเฉพาะในเรื่อง การสังคม พระองค์ท่านกลับเหมือนคนไทย ส่วนเรื่องงานแล้ว พระองค์ท่าน เหมือพ่ออยู่หัวมาก คือทุมเทสุดความสามารถ ไม่ย้อถอย และสำหรับนักประชาธิปไตย เจ้าฟ้าชาย ไม่เคยผิดสัจจะ ที่พระองค์ให้ไว้ กับ ธงชัยเฉลิมพลเลย ที่จะ รักษาไว้ ซึ่ง รธน ไทย

คนไทยสนใจเรื่องส่วนตัวของเจ้าฟ้าชายมากจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องคู่พระสมรส มากจนหนีหรือปิดหูตัวเองไม่ให้ได้ยินได้ฟังอย่างไรก็ไม่ได้ผล มีแต่ข่าวลือมากมาย แต่ที่น่าสนใจจริงๆแล้ว เกี่ยวกับ เจ้าฟ้าชาย ไม่ใช่เรื่อง การใช้ชีวิตส่วนพระองค์เลย ถ้าเราคนไทยยุติธรรมสักหน่อย ก็น่าจะยอมรับได้แล้วที่ พระองค์ท่านออกมากล่าวว่า ถึงเวลาแล้ว ที่เรื่องส่วนตัวท่านจะลงตัวเสียที

แต่ที่น่าศึกษาคือ เจ้าฟ้าชายนั้น ทรงสร้างวีรกรรม และ หนทางเดิน ของพระองค์เองขึ้นมามากมาย คือ ถึงแม้ว่าจะอยู่ใต้ พระร่มโพธิ ร่มไทร ของพ่อหลวงและพระราชินี สองรัฐบุรุษระดับโลก ที่ปวงชนชาวไทยเคารพรักอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ เจ้าฟ้าชายยังสามารถ สร้างประวัติศาสตร์ ของพระองค์เองขึ้นมา

ที่น่าคิดคือ ประวัติศาสตร์ บางครั้งก็เห็นกันยาก

 

     

 "ปัจจุบันนี้โลกวิวัฒนาไปเร็วมาก การยึดมั่นในความก้าวหน้าทันสมัยโดยละเลยวัฒนธรรมของชาติก็ดี การยึดมั่นในวัฒนธรรมของชาติโดยไม่ปรับเปลี่ยน ให้ทันกับความเจริญก้าวหน้าของโลกก็ดี ล้วนไม่เป็นผลดีทั้งแก่ตนเองและส่วนรวม…" สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร

ภัยใหญ่ของไทย

เช่น เมื่อครั้งภัยคอมมูนิส เป็นภัยใหญ่ของไทย คนไทยภายใต้การนำของนายทหารจีน ยึดครองดินแดนบางส่วนของไทย ใช้เป็นที่มั่นออกโจมตีทหารไทย และขยายอณาเขตุ  ครอบงำพวกนี้ กว้างไกลมากในไทย จนในที่สุดต้องมียุทธิภูมิสำคัญหลายครั้งเช่น ยุทธภูมิ ภูหินร่องกล้า และอีกมากมาย ที่ใหญ่ขนาดใช้ ฮ กันที เป็นสิบๆลำ ลำเลียงคนเข้าประชิด ฐานที่มั่นคอมมูนิส ชนิดสิบนาที่ที่แล้ว คอมมูนิสนั่งฟังเสียงลมกระทบใบไม้  สิบนาทีให้หลัง ต้องตะโกนคุยกัน

ใครจำได้บ้างว่า เจ้าฟ้าชายก็ออกรบครั้งนั้นด้วย อย่าว่าแต่ออกรบครั้งนั้น ที่เคียงบ่าเคียงไหล่เหล่าทหารเลย มีใครทราบบ้างหรือไม่ว่าเจ้าฟ้าชาย ไปฝึกฝนวิธีรบของกองรบพิเศษ หรืออีกใน ก็คือการรบเพื่อเอาชนะคอมมูนิส มาเป็นปี และก็พัฒนาค่าย รบพิเศษ ขึ้นมาใหม่ กับพ่อหลวง หลังแทบจะเป็นเศษกองไม้ทั้งค่าย ก็น้อยคนนักที่จะรู้ 

หรือสงคราม ชายแดนไทย เขมร ที่เวียดนามกุมอำนาจในกำพูชาอยู่ และมองมาที่ไทย อย่างหิวกระหาย ปะทะกันดุเดือดหลายครั้งระหว่างทหารไทยและเวียดนาม สื่อต่างชาติรายงานกันในเรื่องนี้ว่า ทหารไทยสามารถทำให้เวียดนามต้องคิดหนัก ว่าเพียงชายแดนยังรุนแรงขนาดนี้ ถ้าเป็น ภายในประเทไทย จะแค่ไหน ใครจำได้บ้างว่าเจ้าฟ้าชายอีกแล้ว ที่ออกรบกับเขาด้วยครั้งนั้น

 

    

"…ประโยชน์ที่พึงประสงค์นั้นมีอยู่สองอย่างด้วยกัน คือประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนรวม การทำงานทุกอย่างจำเป็นต้องมุ่งหมายให้ได้ประโยชน์ ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจึงจะสมบูรณ์และอำนวยผลเป็นความเจริญมั่นคง ให้แก่ตนและชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง…" พระราโชวาท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร

เจ้าฟ้าชาย ปิดทองอยู่หลังพระ

ถ้าดูทีวี เรื่องข่าวในพระราชกิจในพระสำนักกัน จะเห็นคนใหญ่โตแบบของกรมชลประทานทำงานกับพ่อหลวงประจำ หรือจะเป็นคนจากกระทรวงเกษตร และอื่นๆเป็นประจำ คือด้านหนึ่ง ได้รับใช้พ่อหลวง และถ่ายทอดออกทีวีให้คนไทยเห็น ทั้งประเทศ อีกด้าน เช่นเจ้าฟ้าชาย ปิดทองอยู่หลังพระ เอาชีวิตเข้าเสี่ยง ออกรบเพื่ออธิปไตยของไทย  อย่างโชกโชน ไม่ได้เป็นข่าวอะไรเลย จะได้มารู้กัน ก็ทีหลัง หลังผ่านมาแล้วเป็นสิบปี อย่างเช่นตอน เจ้าฟ้าชาย และ พระราชินี ไปเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในเลย แล้วก็พูดให้สื่อฟังอยู่ประโยคสองประโยค ว่าแถวนี้ เจ้าฟ้าชายเคยต้องมานอนสนามเป็นวันๆ  ออกรบหามรุ่งหามค่ำเพื่อ ตีค่ายคอมมูนิสใหญ่ จนแตก

ไม่เชื่อหรือว่าจริง ท่านผู้อ่านลองถามตัวท่านเอง ว่าได้ยินข่าวว่าเจ้าฟ้าชาย ออกรบกับโจรแบ่งแยกดินแดนในสามจังหวัดภาคใต้บ้างหรือไม่ ถ้าท่านไม่ทราบข่าววงใน เหมือนส่วนมากที่ไม่ทราบ ท่านก็จะบอกว่า เจ้าฟ้าชายคงลงไปให้กำลังใจทหาร เท่านั้นเอง แต่จริงๆแล้ว เจ้าฟ้าชายทรงลงไปสามจังหวัดใต้ แล้วประกอบภารกิจทางทหารมากมาย ครั้งแต่ปานก่อน ก็เหมือนครั้งนี้ เจ้าฟ้าชายทรงออกรบเพื่อ อธิปไตยของไทย พระองค์ทรงทำแบบ ปิดทองหลังพระเหมือนสงครามชายแดน ไทยกำพูชา และเหมือน สงครามกับพรรคคอมมูนิสแห่งประเทศไทย รวมกันเข้านี่ก็สามสาครามใหญ่แล้ว ที่เจ้าฟ้าชาย มีส่วนร่วมสำคัญ

 

    

"…ความรู้ของคนที่ทำงานร่วมกัน มักมีเป็น 2 ลักษณะ คือความรู้เชิงทฤษฎีอันได้จากการศึกษาเรียนรู้มามาก กับความรู้เชิงความชำนาญอันสั่งสมมาจากประสบการณ์และการปฏิบัติ เมื่อทำงานร่วมกันทุกฝ่ายจะต้องเห็นความสำคัญและยอมรับความรู้ซึ่งกันและกัน จึงจะทำให้การทำงานเป็นไปโดยราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูง…" พระราโชวาท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร

เป็นสงครามที่อธิบายยากมาก

เราคนไทยเวลานึกถึง เชื้อพระวงค์ของพ่อหลวงแล้ว หรือจะเป็นพ่อหลวงหรือพระราชินี เราจะนึกถึง อัฉรียภาพกัน พ่อหลวงกับดนตรีที่ทรงแต่ง และบรรเลงกับศิลปินระดับโลก พระราชินีและ บุคลิกหญิงไทย อันหาที่ติมิได้ และงานศิลปะชีพ หรือ To Be Number One ที่ได้สมาชิกเป็นล้านๆคนภายในไม่กี่ปี ทำกิจกรรมทั่วประเทศ หรือ Chulaporn Research Institute ที่ออกงานวิจัยระดับโลก หรือจะเป็นพระเทพ และดนตรีไทย ภาษา และความสามารถด้านมนุษยสัมพันธ์ ที่สร้างมิตรให้ไทยไปทั่วโลก

แต่ยังมีอีกสงครามที่เจ้าฟ้าชายออกรบด้วย อีกครั้ง และเป็นสงครามที่อธิบายยากมาก ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านหนังสือเกี่ยวกับเจ้าฟ้าชายมาเล่มหนึ่ง แต่ไม่ใช่เกี่ยวโดยตรง หนังสือนั้นเกี่ยวกับ การจิตวิทยาของนักขับเครื่องบินรบที่ทันสมัยมากๆ เช่น F16 ที่เจ้าฟ้าชายทรงขับออกฝึกประจำ ผมไม่อยากมาย้ำเรื่อง ปิดทองหลังพระ มากไป เพราะจะเหมือนกับแผ่นเสียงตกร่อง แต่แน่นอน เมื่อสงครามพัฒนามาเป็นสงครามยุคใหม่แล้ว ความมั่นคงทางอากาศเป็นปัจจัยหลัก อันหนึ่ง ไม่ใช่ว่ามีกองพลยานเกราะ เป็นกอบเป็นกำ แล้วจะปรอดภัยได้ จริงๆแล้ว มันขึ้นอยู่กับความสามารถทางอากาศด้วย เช่นมีอยู่พักหนึ่ง ทหารไทยตื่นตัวกันมาก ว่า เวียดนามจะส่งเครื่องบินรบ มาถล่ม Eastern Sea Board Industrial Zone เพื่อทำลายเศรษฐกิจไทย

 

  

 "…ผู้มีความรับผิดชอบ ย่อมทราบตระหนักถึงหน้าที่การงานเสมอ ทั้งจะตั้งอกตั้งใจปฏิบัติปรับปรุงงานทุกสิ่ง ให้ลุล่วงไปได้โดยปราศจากข้อบกพร่อง ดังนี้ ผู้ปรารถนาความสำเร็จในชีวิต จึงควรขวนขวายสร้างเสริมความรับผิดชอบให้สมบูรณ์มั่นคงทุกเมื่อ…" พระราโชวาท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร

เจ้าฟ้าชาย ก็ขึ้นไปอีกระดับขนาด “เป็นครู ไปเลย

ในหนังสือเล่มที่ผมกล่าวอ้างถึง ที่เขาไปศึกษามา ก็เพราะได้งบวิจัยจากทางทหารของสหรัฐ เพื่อที่ว่ากองทัพอากาศสหรัฐจะได้  เลือกนักบินได้ดีขึ้น ผู้เขียนก็เจอสิ่งที่น่าสนใจมากมาย แต่ขอสรุปสั้นๆไว้ ณ ตรงนี้ ว่า คนที่มีความสามารถ ขับเครื่องบินรบระดับ F16 ออกรบได้ มีไม่มากนัก คนที่ทำได้ ต้องมีหลายๆอย่างที่ไม่ธรรมดาเลย ส่วนเจ้าฟ้าชาย ก็ขึ้นไปอีกระดับขนาด เป็นครู ไปเลย

สงครามสมัยนี้คืออะไร ผู้เขียนจะพยายามอธิบาย เช่นมีอยู่ครั้งหนึ่ง เจ้าฟ้าชายทรงออกขับเครื่องบินรบ ที่ทางกองทัพอากาศ ถวายให้เป็นการส่วนตัว หลังจากการบินครั้งนั้น ท่านก็ลงสมุดบันทึกการบินว่า เครื่องบินไม่พร้อมรบ มีปัญหาแล้วก็ผ่านไป แล้วท่านก็กลับมาใช้เครื่องบินรบนั้นอีกครั้ง คราวนี้เครื่องบินมีปัญหาจริงๆ ตอนร่อนลง ตรงตามที่ เจ้าฟ้าชายท่านบอกไว้ ไม่มีผิด ผลจากครั้งนั้น ไม่ใช่ว่ากองทัพอากาศ มาตรวจสอบ เครื่องบินรบของ เจ้าฟ้าชายเป็นพิเศษอะไร แต่ ระบบตรวจสอบเครื่องบินรบ ในกองทัพอากาศ ถูกปรับปรุงทั้งหมด จากจุดเล็กๆ ไทยพร้อมรบขึ้นอีกมาก และในเรื่องของสงครามทางอากาศสมัยใหม่ แพ้ชนะกัน ก็ที่จุดแบบนี้หละ คือนอกจากความพร้อมรบของนักบินแล้ว ก็แข่งกันที่ความพร้อมรบของเครื่องบินด้วย 

 

   

"บุคคลเมื่อจะกระทำสิ่งใดก็ใช้ปัญญาพิจารณาจนรู้ชัดว่า สิ่งใดเป็นทางแห่งความเจริญและสิ่งใดเป็นทางแห่งความเสื่อมแล้วเลือกปฏิบัติในทางที่เป็นประโยชน์สร้างสรรค์ บุคคลนั้นย่อมเป็นอันหวังได้ว่า จะสามารถนำพาตน นำพาประเทศชาติ ให้ก้าวหน้าพ้นความเสื่อมเสียหาย และบรรลุความเจริญที่แท้และยั่งยืนได้อย่างแน่นอน…" พระราโชวาท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร

พร้อมรับ ความผิดชอบระดับสูง

มาวันนี้ เจ้าฟ้าชายทรงนิยมชมชอบ ที่จะขับเครื่องบิน "โดยสาร" ขนาดใหญ่ เมื่อวันก่อน ท่านพาผู้สนับสนุนท่านทางทุนมาทำกิจกรรมเพื่อสังคม ประมาณร้อยกว่าคน บินไปเชียงใหม่ โดยท่านเอง เป็นผู้ขับ ในขณะที่บางส่วนของสังคมไทย กลับลือกัน ว่าจะปรอดภัยขนาดไหน เพราะนี่คือภารกิจที่ใหญ่มาก ที่จะรับผิดชอบชีวิตของผู้โดยสาร ทุกคน เรียกว่า ใครก็ตาม ที่ถึงระดับขับเครื่องบินโดยสารได้นั้น อย่าพูดถึงความสามารถทางเทคนิคการบินเลย เป็นพื้นฐานที่ต้องมีกันแน่นอนทุกคน แต่คนที่จะเข้ามารับผิดชอบต่อชีวิตผู้คน สิ่งนี้สิน่าคิด และในขณะที่คนไทยบางส่วน พูดกันถึงความไม่มั่นใจ แต่สำหรับ ผู้โดยสารอีกร้อยกว่า "พร้อมมอบชีวิตให้อยู่ในมือเจ้าฟ้าชาย" และเจ้าฟ้าชายก้แสดงให้เห็นด้วยการกระทำอีกครั้ง ว่าท่านนั้น มีความพร้อม "ที่จะรับผิดชอบในระดับสูง" ขนาดไหน 

 

   

   

"บุคคลที่ฉลาดไม่สมควรจะมีความลำพองประมาทหมิ่นผู้ใดสิ่งใด เพราะความประมาทหมิ่นนั้นจะปิดบังป้องกัน มิให้เปิดหูเปิดตาเปิดใจรับรู้รับฟังสิ่งต่างๆ ความรู้ความฉลาดจึงไม่มีทางเข้ามาสู่ตนได้ ตรงข้านควรจะถือว่าคนทุกคน เรื่องราวและเหตุการณ์ทุกสิ่ง เป็นเสมือนครูเสมือนบทเรียนที่ให้ความรู้ความฉลาดได้อย่างวิเศษ…" พระราโชวาท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร

สรุป

ผมก็ขอจบบทความอยู่ตรงนี้ เห็นการเมือง "วกวนไม่มีที่สิ้นสุดอยู่ในกรรม" ทหารแต่ละคนที่เข้ามา แต่ละท่าน ถวายคำพูดให่พ่อหลวง ว่าจะรักษา "รธน" ไทย แล้วหักดิบคำพูดตัวเองตลอดเวลา หรือจะนักการเมือง นักธุริกจ ที่ก็ "วกวนอยู่ในการหาความรวย" แล้ว ผู้เขียน ปลง เพราะหาคน "พร้อมรับผิดชอบระดับสูง" ยากจัง มาห็นเชิ้อพระองค์แต่ละท่านแล้ว ก็อดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าทำไมสังคมไทยถึงผลิตคนเช่นนี้ออกมามากๆไม่ได้เสียที อยากจะกล่าวถึง เจ้าฟ้าชายในแง่ของนักพัฒนา นักสังคมสงเคราะห์บ้าง แต่บทความนี้ชักยาว ถ้าท่านสนใจ ลองหาอ่านดูในเว็บนี้ มีตัวอย่างงานด้านพัฒนาหลายโครงการ ถ้าอยากจะให้สรุป ก็ต้องขอสรุปโดยกล่าวว่า อีกเรื่องที่คนไทยหมู่มากไม่ค่อยทราบกันเกี่ยวกับเจ้าฟ้าชาย คือท่านแต่งหนังสือ และรักหนังสือ เรื่องล่าสุดที่ท่านแต่ง กำลังจะเอาไปทำเป็นละครคุณภาพสูง สำหรับออกทีวี เพื่อสดุดีพ่อหลวง ปลายปีนี้

ก็ต้องขอน้อมเกล้าโปรดเกล้า ขออนุญาต ออกข้อสังเกตเกี่ยวกับ ราชวงค์จักรี ราชวงค์นี้ สักนิดเดียว คือแปลกแต่จริง เชื้อพระองค์ทุกคน มีความ สร้างสรรค์ เป็นพรจากสวรรค์ จริงๆ